ชานิ ศักดิเศรษฐ์ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเน้นย้ำว่าต้องปรับแก้ทั้งระบบอย่างครบถ้วน ไม่ใช่แค่บางส่วนเพื่อรักษาสมดุลอำนาจ และคัดค้านการเพิ่มจำนวนสมาชิกวุฒิสภาเป็น 200 คน เพราะเกรงว่าจะทำให้รัฐบาลสามารถควบรวมอำนาจและทำลายดุลยภาพของรัฐสภาได้ ชานิ ศักดิเศรษฐ์ หารือประเด็นการสืบทอดอำนาจของ ส.ว. และชี้ว่าระบบกำหนดวาระดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระต่างๆ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. กกต. ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันวงจรการเมืองและอิทธิพล ไม่ให้บุคคลดำรงตำแหน่งซ้ำซ้อนหรือแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมือง ชานิ ศักดิเศรษฐ์ หารือเรื่องการแก้ไขวาระดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาจาก 6 ปีเป็น 4 ปี เพื่อรักษาสมดุลทางการเมืองและระบบประชาธิปไตย โดยยืนยันว่าหากยังคงใช้วาระ 6 ปี จะทำให้ ส.ว. กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเมืองแทนที่จะเป็นองค์กรที่เป็นกลาง และ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชํานิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกรัฐสภา ในฐานะของคณะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยผู้สงวนความเห็นแปรญัตติในมาตรา ๗ ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมจะต้อง กราบเรียนกับท่านประธานดังต่อไปนี้ เพื่อที่จะยืนยันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่มีประเด็น ๖ ประเด็น คือเรื่องอํานาจหน้าที่ เรื่องคุณสมบัติ เรื่องที่มาของการเลือกตั้ง เรื่องของจํานวนสมาชิกวุฒิสภา เรื่องของวาระการดํารงตําแหน่ง และเรื่องของระยะเวลา ในการดํารงตําแหน่งของสมาชิกวุฒิสภา ทั้ง ๖ ประเด็นนี้เราได้มีการแก้ไขไป ๔ เรื่อง และไม่มี การแก้ไข ๒ เรื่อง ทําให้ปัญหานี้มีความขัดแย้งในเชิงระบบของวุฒิสภา ขัดแย้งอย่างไรครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ผมกราบเรียนกับท่านประธานแล้วว่าเราได้ถูกออกแบบมาในชุด ความคิดที่เป็นเรื่องของระบบการเมือง ระบบการเมืองของประเทศ นอกจากที่เราจะต้อง คํานึงความเป็นหรือไม่เป็นประชาธิปไตยแล้ว เรายังต้องออกแบบให้มันสอดคล้องกับสภาพ ความเป็นจริงในทางการเมืองของประเทศนั้น ๆ เราต้องออกแบบให้มันสอดคล้องกับระบบ รัฐสภาที่เราดํารงอยู่ด้วย ไม่ใช่แก้หรือไม่แก้ไปตามใจชอบของตัวเอง และในที่สุดมันจะเป็น ปัญหา มันเป็นปัญหาอย่างไรครับท่านประธานครับ ปัญหาแรกก็คือว่า มันจะมีปัญหาต่อการ ใช้อํานาจหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันไม่ได้มีเพียงอํานาจหน้าที่สั้น ๆ เท่านั้น แต่มีอํานาจหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมาย ซึ่งได้กราบเรียนไปแล้วเมื่อสักครู่นี้ว่า การกลั่นกรองกฎหมายเป็นบทบาทที่สําคัญในการใช้เสียงข้างน้อย และกฎหมายนั้นเป็นของ รัฐสภา ซึ่งเสนอโดยรัฐบาล ในที่สุดท่านประธานครับ วันหนึ่งรัฐบาลจะต้องไปหาเสียงข้างมาก ในวุฒิสภา เพื่อที่จะให้สนับสนุนงานของตัวเอง นี่เป็นเรื่องที่สําคัญในการทําอํานาจหน้าที่
เรื่องที่ ๒ ก็คือว่าการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ส.ว. มีหน้าที่ ตรวจสอบ มีหน้าที่ติดตาม เพราะฉะนั้นคุณสมบัติก็ดี วาระในการดํารงตําแหน่งก็ดี เป็นเงื่อนไขที่สําคัญให้คนเหล่านี้ไปทําหน้าที่ในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่องใหญ่สําคัญก็คือว่าดุลยภาพของสภา ถ้ามันขัดจากจํานวนแล้วจะมีปัญหาเช่นเดียวกัน ให้ความสําคัญ เห็นชอบในเรื่องสําคัญตามที่กฎหมายกําหนด ท่านประธานครับ สมาชิกวุฒิสภาเป็นหนึ่งในรัฐสภา ให้ความเห็นชอบในกฎหมาย ให้การประชุมร่วมรัฐสภา ให้อํานาจรัฐบาลไปดําเนินการ แม้กระทั่งเป็นผู้แต่งตั้งองค์ประมุขของรัฐสภา นี่เป็นบทบาท ที่สําคัญที่ต้องมีความสอดคล้องและสอดรับกัน พิจารณาให้บุคคลดํารงตําแหน่ง การดํารงตําแหน่งของบุคคลองค์กรอิสระ เป็นการให้ความเห็นชอบด้วยเสียงข้างมาก ของสมาชิกวุฒิสภา ที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ความเชี่ยวชาญของวุฒิสภา จํานวนของวุฒิสภา วาระการดํารงตําแหน่งของวุฒิสภา ระยะเวลาของผู้ดํารงตําแหน่งรัฐสภา เป็นผู้ทรงอิทธิพล ต่อการควบรวมอํานาจ ต่อการใช้อํานาจเหนือระบบ และต่อการที่จะทําหน้าที่เห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบด้วยอํานาจของตัวเอง สิ่งนี้เป็นบทบาทและเป็นเงื่อนไขที่สําคัญ การถอดถอน บุคคลที่ที่ดํารงตําแหน่งในทางการเมือง นี่ก็เป็นหน้าที่หนึ่ง ถ้าคนเหล่านี้ไม่เป็นกลางในทาง การเมือง ถ้าคนเหล่านี้มีส่วนที่มาจากเป็นเสียงข้างมากของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทําให้ความ ขัดแย้งและความเสียหายของระบบในรัฐสภาก็เกิดขึ้น หัวใจสําคัญคือการทําหน้าที่ของ รัฐสภา ท่านประธานครับ รัฐสภานี้ไม่ใช่มีเพียงแต่เราสองฝ่าย ส.ส. กับ ส.ว. เท่านั้น วันหนึ่ง ต้องยุบสภา เหลือ ส.ว. ไว้ทําหน้าที่รัฐสภา ท่านประธานครับ วันนั้นเขากําลังทําหน้าที่ของ ปวงชนชาวไทย ถ้าเขามีวาระการดํารงตําแหน่งเท่าไรก็ได้ เขามีระยะเวลาเท่าไรก็ได้ เป็นเงื่อนไขที่สําคัญ ทําให้การดํารงอยู่ของเขาเป็นผู้ทรงอิทธิพลเหนือระบบของการเมืองไทย นี่คือที่มาที่ผมต้อง กราบเรียนกับท่านประธานว่าเราจําเป็นที่จะต้องทบทวน ต้องหาเรื่องเหล่านี้เข้ามา ไม่ได้ ตั้งใจที่จะพูดให้มาก ไม่ได้ตั้งใจที่จะพูดให้มันยาว แต่ผมกําลังกราบเรียนกับท่านประธาน ต่อไปว่าการแก้เพียงบางส่วน เอาอํานาจไว้เหมือนเดิม เอาระยะเวลาไว้เท่าเดิม แต่ว่า แก้ที่มาใหม่ แก้จํานวนใหม่ แก้คุณสมบัติใหม่ ล้วนแต่เป็นผลประโยชน์ของผู้แก้ การแก้ แบบนี้นักทฤษฎีการเมืองของจีนเขาเรียกว่าตัดตีนให้เข้ากับเกือกครับท่านประธานครับ นี่เป็นภาษารัฐศาสตร์ ตัดตีนให้เข้ากับเกือกเป็นเรื่องของระบบการเมืองที่ถูกแก้ไข แก้ไข ในสิ่งที่ตัวเองชอบ ถ้าเราจะมีหรือไม่มีวุฒิสภา ผมยืนยันว่าสําหรับผมต้องมีวุฒิสภา เมื่อมี วุฒิสภา ชุดความคิดของระบบรัฐสภา ถ้าจะแก้ไขต้องแก้ไขทั้งชุด ใช้ระบบชุดความคิดอื่น มาใส่ ไม่ใช่เอาชุดความคิดเดิมและแก้ไขเพียงบางส่วนให้ตามที่ตัวเองต้องการ นี่คือสิ่งที่ ผมจึงไม่อาจเห็นด้วยได้กับการแก้ไข ผลกระทบจะเกิดขึ้นอย่างไรครับท่านประธานครับ ผลที่จะต้องเกิดขึ้นก็คือว่าการเพิ่มให้มี ส.ว. ๒๐๐ คน มันเดิมทีมันมี ๑๕๐ คน สัดส่วน ของรัฐสภามันเปลี่ยน เมื่อสัดส่วนของรัฐสภามันเปลี่ยนมันทําให้เกิดอะไรขึ้นครับ และผมจะ อธิบายให้ท่านประธานฟังว่าทําไมต้องเป็น ๔ ปี การเพิ่ม ส.ว. ๒ คนทําให้ดุลยภาพเปลี่ยน เดิมทีเรามี ส.ว. ๑๕๐ คน มีสภาผู้แทนราษฎร ๕๐๐ คน มันเป็นสัดส่วน ๕ ต่อ ๑.๕ แล้วถ้า มันเปลี่ยนตามนี้มันจะมีเป็น ๒๐๐ คน สภาผู้แทนราษฎรมี ๕๐๐ คน สภา ส.ว. มี ๒๐๐ คน เป็น ๗๐๐ คน เท่ากับ ๕ ต่อ ๒ สัดส่วนเปลี่ยนอย่างไรครับ ครึ่งหนึ่งของรัฐสภา จาก ๓๒๕ ต้องเป็น ๓๕๐ สิ่งเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้น ดุลยภาพการเปลี่ยนอย่างนี้ แล้ว ส.ว. ต้องดํารง ตําแหน่งอยู่ยาวอย่างนี้ อะไรเกิดขึ้นกับสภานี้ครับ คนที่เป็นรัฐบาลต้องไปหาเสียงข้างมาก ในวุฒิสภา ท่านประธานครับ ถ้าวันหนึ่งรัฐบาลไปมีเสียงข้างมากในวุฒิสภา ไปจัดหา เสียงข้างมากในวุฒิสภา ไปควบรวมให้เกินครึ่งหนึ่งของรัฐสภา นี่คือการมีอํานาจเหนือระบบ นี่คือการใช้อํานาจที่ควบรวมระบบการเมือง และในที่สุดปัญหาอื่นก็จะตามมา ซึ่งผมจะได้ กราบเรียนกับท่านประธานต่อไปว่าการเพิ่มจํานวนเป็น ๒๐๐ จึงไม่ใช่เรื่องเลือกตั้ง หรือไม่เลือกตั้ง ประเทศไทยมี ส.ว. จากการเลือกตั้งอยู่แล้ว ประเทศไทยออกแบบให้ทํา หน้าที่อย่างนี้ เขาบอกต้องการผู้เชี่ยวชาญ เขาก็ไปสรรหามาให้ได้จํานวนเท่านี้ เอาละ นั่นไม่ใช่ประเด็นที่ผมจะพูดจาตรงนี้ แต่ผมบอกประธานว่า ๒๐๐ คน ต่อ ๕๐๐ คน กับ ๑๕๐ คน ต่อ ๕๐๐ คน ทําให้ดุลยภาพของรัฐสภาเปลี่ยนไปแน่นอน และขัดต่อ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่กําหนดให้มีหรือไม่มีวุฒิสภาด้วยคุณสมบัติอย่างนี้แน่นอน ทําให้เกิดการควบรวมอํานาจโดยรัฐบาลหาเสียงข้างมาก เมื่อกี้ผมพูดไปชุดหนึ่ง ผมกําลัง บอกท่านประธานว่าการที่เขาไม่ให้ ส.ว. สังกัดพรรคการเมือง การเลือกตั้งในประเทศนี้มันมี เลือกตั้งหลายชุด มีเลือกตั้งกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน เลือกแล้วไปเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ๖๐ ปี เขาเกษียณ เขาเลือก อบต. เขาเลือก อบจ. เขาเลือกเทศบาล เขาเลือกเมืองพัทยา เขาเลือก กรุงเทพมหานคร ผู้ว่า กทม. เขาเลือก ส.ส. เขาให้วาระ ๔ ปี ทั่วโลกระบบการเมือง เขาเป็น อย่างนี้ ถ้าเราเปลี่ยนให้สมาชิกวุฒิสภามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเมือง มาเป็นส่วนหนึ่ง ของเสียงข้างมาก คือเป็นแล้วให้เป็นอีก ตัดคุณสมบัติต้องห้ามบางประการที่ทําให้ ไม่เป็นกลางออกไปเสีย ก็เท่ากับเราทําให้สมาชิกวุฒิสภาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเมือง ที่ไม่ต้องเป็นกลางในทางการเมือง และนั่นคือจุดอันตรายของการมีวุฒิสภา อย่างน้อยที่สุด มันก็จะต้องเกิดการควบรวมอํานาจให้ได้ใครได้เสียงข้างมากจะต้องทําให้เสียงข้างมาก ในวุฒิสภามามีด้วย การเลือกตั้งของวุฒิสภาไม่เป็นกลางแน่นอน พรรคการเมืองเข้าไปเกี่ยว แน่นอน และในที่สุดนี่คือปัญหาของระบบของการเมืองของประเทศ ท่านประธานครับ
เรื่องที่ ๓ ก็คือว่าการเป็นแล้วเป็นอีก นี่ถือว่าเป็นการสืบทอดอํานาจ เขาไม่ได้รังเกียจว่า ส.ว. เป็นแล้วเป็นอีกนี้มันไม่ได้ แต่เขาที่ให้เป็นไม่ได้นี้ เพราะเขา ไม่ต้องการให้ ส.ว. เสพติดกับอํานาจ ยึดครองอํานาจ เขาไม่ต้องการให้ ส.ว. ไปสืบทอด อํานาจ ถ้า ส.ว. ต้องการเป็นอีกก็ไปสมัคร ส.ส. สิครับ ไปสมัครผู้ว่า กทม. สิครับ สมัคร อบจ. สิครับ เขามีระบบให้เป็น เพราะการเมืองที่ต้องสังกัดพรรคการเมืองมันเป็นระบบของ พรรคการเมือง คือรัฐบาลต้องเป็นเสียงข้างมาก การเป็นผู้แทนปวงชนด้วยระบบนี้ เขาถึง แยกแยะไว้ให้ชัดเจน วาระในการดํารงตําแหน่ง ท่านประธานที่เคารพครับ มันไม่ใช่สิ่งที่ สมมุติขึ้น ไม่ใช่ชํานิคิดเอาเอง ว่าถ้าผู้แทน ๔ ปี ส.ว. ก็ ๔ ปีด้วย ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ประเทศนี้ ได้แบ่งวาระการดํารงตําแหน่งมาหลายชุด เรามีทั้งรัฐสภา มีทั้ง ส.ว. เรามีทั้งองค์กรอิสระ ทําไมเขาถึงกําหนดวาระในการดํารงตําแหน่งนี้มันไม่เท่ากัน ศาลรัฐธรรมนูญ ๙ ปีครับ ถามว่าทําไมศาลรัฐธรรมนูญ ๙ ปี เขาต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญมีเสถียรภาพวินิจฉัย ข้อเท็จจริงของกฎหมาย แล้วก็เป็นได้ครั้งเดียว เพราะอะไร เขาต้องรับงานจากหลายฝ่าย รับงานจาก ส.ส. รับงานจากรัฐสภา รับงานไปจาก ป.ป.ช. รับงานไปจาก กกต. รับงานไปจาก ผู้ตรวจการแผ่นดินรับงานไปจากคนไหนก็ได้ที่อยู่ ท่านมีอํานาจหน้าที่ เขาไปทําอย่างไรครับ คนที่ทําหน้าที่กับ ป.ป.ช. เขาก็ให้เวลา ๙ ปี เหมือนกัน เพราะเรื่องราวที่ ป.ป.ช. สอบ บางเรื่องหลายปี บางเรื่องปีเดียวเสร็จ บางเรื่อง ๒ ปี บางเรื่อง ๕ ปี ระยะเวลาอย่างนี้ เขาถึง ไปกําหนดเวลาให้ศาลรัฐธรรมนูญกับ ป.ป.ช. ๙ ปี ถามว่าทําไมเขาไม่กําหนดเหมือนคนอื่น เพราะเขามีภารกิจไม่เหมือนกับคนอื่นอย่างไรครับ แล้วอย่างไรอีก กกต. อันนี้ก็มาแปลก กกต. ก็ไม่เหมือนใครครับ กกต.เป็นองค์กรอิสระทําหน้าที่จัดการการเลือกตั้ง เขาให้เวลา ๗ ปี ทําไมไม่ ๘ ปี ทําไมไม่ ๙ ปี ทําไมไม่ ๖ ปี เขาต้องการให้ ส.ว. ตรวจสอบติดตาม การเลือกตั้ง และตรวจสอบหลังเลือกตั้ง และอย่างน้อยให้คร่อมเวลาของการทําหน้าที่ได้ ในการเลือกตั้งใหญ่อย่างน้อย ๒ ครั้งและมีเวลาดําเนินการต่อเวลาที่ขาดอยู่ให้สมารถมี กกต. ชุดใหม่เข้ามาสวมแทนได้ทันเวลา แล้วก็เป็นแล้วไม่ให้เป็นอีก ผู้ตรวจการแผ่นดินของ ผู้ตรวจการแผ่นดิน เขาให้เวลา ๖ ปีท่านเห็นไหมว่ามันไม่เหมือน มี ๓ คน ศาลรัฐธรรมนูญ มี ๙ คน ป.ป.ช. มี ๙ คน กกต. มี ๕ คน ผู้ตรวจการแผ่นดิน มี ๓ คน เขาเป็นแล้วไม่ให้เป็นอีก คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินเมื่อสักครู่ตรวจการแผ่นดิน ตรวจเงินแผ่นดิน ๖ ปี แล้วก็มี ๗ คน ส.ว. เขาให้ ๖ ปี มี ๑๕๐ คนนี่คือชุดความคิดที่เขาจัดเป็นระบบ แล้วให้เป็นได้ครั้งเดียว เขาไม่ ต้องการให้วงจรเหล่านี้ผูกพันกับการเมืองมีส่วนได้เสียกับการเมือง เขาไม่ให้คนเหล่านี้ สืบทอดอํานาจ เขาไม่ให้คนเหล่านี้ยืดระยะเวลาในการดํารงตําแหน่งออกไปเพื่อแสวงหา อิทธิพลเพิ่มเติมหลังจากการดํารงตําแหน่งแล้วเป็นอีก นี่ก็คือการกําหนดอย่างนี้ มันไม่ใช่ ผมคิดขึ้นเอง ไม่ใช่คณะกรรมการคิดขึ้นเอง ท่านประธานครับ ผมต้องยืนยันกับท่านประธาน เป็นมั่นเป็นเหมาะก็เพราะว่า วันนี้ในการแก้ไขกี่ปี ๔ ปี หรือ ๖ ปี เราอ้างความเป็นหรือไม่ เป็นประชาธิปไตย เราอ้างการสรรหา หรือไม่สรรหา เป็นหรือไม่เป็นประชาธิปไตย ท่านประธานครับระบบการเมืองของประเทศนี้ เราได้เดินทางมาไกลครับ คนรุ่นเราไม่เคย เชื่อว่ารัฐประหารจะมีเกิดขึ้น เรื่องนี้ผมพูดกับประธานกรรมาธิการมาแต่ไหนแต่ไร แต่ว่า ในที่สุดคนรุ่นเราก็ได้พบ คนรุ่นเราก็ได้เห็น ทั้ง ๆ ที่เราน่าจะผ่านเวลานั้นมาแล้ว ประเทศไทย ตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ มาวันนี้ ๘๐ ปี ท่านประธานครับ เป็นเวลาที่เป็นประเทศเดียวในโลกที่มีความขัดแย้งทางการเมืองยาวนานที่สุด มีความขัดแย้ง ทางการเมืองเป็นระยะเวลา เป็นเงื่อนไขมากที่สุด บางประเทศมีปัญหาสงคราม สงครามจบ บางประเทศมีปัญหาชนชั้นสงครามจบ บางประเทศมีปัญหาระบบการเมืองเปลี่ยนเป็น ประชาธิปไตยจบ บางครั้งเปลี่ยนเป็นสังคมนิยม เปลี่ยนแปลงเสร็จจบ แต่ถามว่าทําไม ประเทศไทย ๘๐ ปีมีความขัดแย้งที่เราต้องอยู่มันไม่จบ มันเป็น ๒ ช่วงเวลา ท่านประธานครับ ปี ๒๔๗๕ มาถึงปี ๒๕๕๖ ประเทศไทยอยู่ในช่วงเวลาที่เรียกได้ว่าประชาธิปไตยของประเทศนี้ ล้มลุกคลุกคลานเพราะเผด็จการมีอิทธิพลเหนือประชาธิปไตยเสมอ แต่หลัง ๑๔ ตุลาคม จนกระทั่งถึงปี ๒๕๔๐ ท่านประธานประหลาดใจไหมครับ แม้มีรัฐประหารคั่นบางครั้ง บางเวลา แต่นั่นคือช่วงเวลาที่เผด็จการล้มลุกคลุกคลาน ประเทศไทยได้เดินผ่านความเป็น หรือไม่เป็นประชาธิปไตยมาแล้ว ประเทศไทยได้ผ่านการเลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งมาแล้ว เราเดินบนหนทางประชาธิปไตยมาจนถึงกระทั่งถึงทุกวันนี้ เราข้ามผ่านประชาธิปไตยหรือไม่ ประชาธิปไตย เราข้ามผ่านเลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้ง สิ่งที่เรากําลังพูดเป็นวาทกรรมอําพราง ที่สร้างขึ้นเพื่อที่จะเป็นกลลวงประชาธิปไตยที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วปัจจุบันประเทศไทย เราเป็นอะไรท่านประธานครับ ปัจจุบันประเทศไทยเราแม้จะหลุดความเป็นประชาธิปไตย และเลือกตั้งมาแล้ว แต่เราก็มาติดกับดัก วันนี้ที่สภาเราเดินไปไม่ได้ เราแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มันติดหลายวันท่านประธานครับ เรากําลังติดกับดักชุดใหม่ ชุดใหม่ของประเทศไทยวันนี้ ก็คือว่าเรามีปัญหาการควบรวมอํานาจ เรามีปัญหาการใช้อํานาจเหนือระบบ เรามีการ แสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเองหรือพวกพ้อง เรามีการทุจริตคอร์รัปชั่นและเรากําลังล้างผิด ให้คนโกง นี่คือความขัดแย้งหลักของประเทศ นี่คือปัญหาระบบการเมืองของประเทศ มันไม่ใช่ประชาธิปไตยหรือไม่ประชาธิปไตย ไม่ใช่เลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้ง ผมยืนยันกับ ท่านประธานที่ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้ก็เพราะว่าการแก้ไขที่ผ่านมาทั้งชุดทั้ง ๖ เรื่องนั้น เราแก้ไขบางเรื่องที่ต้องการ ซึ่งตรงนี้สร้างความเสียหายให้กับรัฐสภาแน่
และประการสุดท้าย ที่ผมต้องแก้ไขนั่นก็คือว่า ๖ ปีเหลือ ๔ ปี ผมอธิบายให้ ท่านประธานฟังทั้งชุด ทั้งตัวแบบ หลายตัวที่มาแสดงกับท่านประธานแล้ว ให้เห็นว่า ๔ ปี หรือ ๖ ปีนั้นมีความหมายอย่างมีนัยสําคัญ ถ้าเราจะต้องแก้ไขอย่างนี้ เรากําลังทําให้ ส.ว. เป็นระบบการเมืองของประเทศนี้ ถ้าต้องการให้เป็นระบบการเมืองของประเทศนี้และไม่ต้อง ดํารงความเป็นกลางต่อไปอีกแล้ว เราจําเป็นต้องมีสมาชิกวุฒิสภาซึ่งอยู่ในวาระ ๖ ปี แม้กระทั่งผู้บริหารท้องถิ่นเราก็เคยแก้ไขให้กฎหมายอยู่ ๔ ปี แม้กระทั่งท้องถิ่นเราก็ทํามา ๒ ปี ในที่สุดก็แก้กลับไป มาวันนี้เช่นเดียวกัน ท่านประธานครับ ถ้าเราจะต้องทําให้ ๒๐๐ คน มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ถ้าเราจะต้องทําให้คุณสมบัติของวุฒิสภาเปลี่ยนแปลงไปเป็นแล้ว เป็นอีกบุคคลที่เคยถูกห้ามไม่ให้ห้ามอีกแล้ว ระยะเวลาของการดํารงตําแหน่งเขาต้อง ไม่เท่ากับองค์กรอิสระ หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญอีกแล้ว เขาจึงจะต้องอยู่ในวาระที่ไม่ควร เกิน ๔ ปี แท้จริงแล้วท่านประธานครับ ๒๐๐ คน ที่แก้ให้ไปเลือกตั้งมันไม่ใช่ประชาธิปไตย เผด็จการอะไรหรอกครับ มันเพิ่มจํานวน ส.ว. มีหลักประกันว่าไปลงเลือกตั้งแล้วได้ แต่สิ่งที่ มันมาทําลายระบบของเราในวันนี้ก็คือดุลยภาพในสภานี้มันเปลี่ยนไป ถ้าอย่างนี้สมาชิก วุฒิสภาและรัฐสภาเราก็จะมีปัญหาในระบบนี้ ผมยืนยันกับท่านประธานอีกครั้งหนึ่งครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานกรรมาธิการครับ เราโหวตเรื่องนี้กันด้วยเหตุผล และอย่างที่ กราบเรียนอย่างที่คุณหมอเจตน์ได้กราบเรียนถึงท่านประธานว่า ผมโหวตแล้วเราชนะไปแล้ว คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นด้วยกับเราแล้ว แต่บทสุดท้ายท่านครับ ผมเรียกสิ่งนี้ว่า เป็นการเกาหลังกันอีกครั้ง เพราะเจ้าของปัญหาไปวิ่งเต้นใหม่ให้ท่านประธานทบทวน และในที่สุดผมแพ้มติ ผมคาดหวังว่าท่านประธานจะแก้ไขเป็น ๔ ปีตามที่ผมให้ความเห็น ผมคาดหวังว่าเพื่อนสมาชิกรัฐสภาจะลงคะแนนให้กับผมเพื่อจะเปลี่ยนแปลงเวลานี้ซึ่งเป็น สิ่งเดียวที่เหลืออยู่ของ ๖ อย่างนี้ให้สอดคล้องและสอดรับกันนั่นก็คือเปลี่ยนเวลาการดํารง ตําแหน่งของ ส.ว. ๖ ปี เป็น ๔ ปีครับท่านประธาน