เจตน์ ศิรธรานนท์ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 117 ที่เกี่ยวกับสมาชิกวุฒิสภา โดยวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการแก้ไขที่ไม่เหมาะสม และการเปลี่ยนแปลงที่ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญปี 2550 และเรียกร้องให้กรรมาธิการช่วยทบทวนอีกครั้ง เพื่อแก้ไขให้สอดคล้องกับหลักการที่ถูกต้อง
ท่านประธาน ที่เคารพ นายแพทย์เจตน์ ศิรธนานนท์ สมาชิกรัฐสภาในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ในมาตรา ๑๑๗ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมันมีอยู่ ๓ วรรค ในร่างที่ผ่านกรรมาธิการเสียงข้างมากก็เขียนหดให้เหลือวรรคเดียว ก็เลยกลายเป็น ว่าในวรรคแรกนะครับ สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่มี การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ท่านตัดคําว่า สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภา ออกไปเพื่อเขียนใหม่ ตรงนี้อธิบายได้เพราะว่าไม่มี ส.ว. สรรหาอีกต่อไป แต่ว่าการที่ท่านเขียนว่า เริ่มตั้งแต่ วันเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ตัดคําว่า ที่มีการ คือรัฐธรรมนูญเดิมมีคําว่า เริ่มตั้งแต่วันที่มี การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ท่านไปตัดให้สั้นลง เหลือเริ่มตั้งแต่วันเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมาก ขออภัยท่านประธาน ตรงนี้ผมใช้สิทธิที่กรรมาธิการแก้ไขนะครับ ทางประธานสามารถกับกรรมาธิการเสียงข้างมากท่านช่วยชี้แจงให้ทางสมาชิกที่นั่งอยู่ในห้องนี้ ทราบด้วยว่า ท่านตัดประโยคนี้ออกไปด้วยความหมายอะไร เพราะว่าประโยคที่ยาวมันล้อ มาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่ว่าการตัดออกก็ไม่เหมือนคําเดิมในรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ เพราะฉะนั้นประเด็นแรกก็คือว่าท่านตัดออกด้วยสาเหตุใด แล้วก็ท่านคิดว่าคําที่ท่านตัดออก แล้วนี้ดีกว่าคําที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น ดีกว่าอย่างไร ผมไม่เข้าใจ เพราะว่า กว่าจะเกิดพยางค์นี้ออกมาในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มันก็เป็นสิ่งที่ผ่านการระดมสมอง ผ่านการไตร่ตรอง ผ่านการตรวจตราอย่างรอบคอบของหลาย ๆ ฝ่ายมาแล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็คือว่าท่านตัดออกด้วยสาเหตุใด แต่ทีนี้ในวรรคที่สอง อันนี้คือหัวใจ นะครับ หัวใจก็อยู่ในประโยคท้ายของวรรคสองก็คือ โดยสมาชิกวุฒิสภาจะดํารงตําแหน่ง ติดต่อกันเกินหนึ่งวาระไม่ได้ อันนี้ละครับ อันนี้เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เราทนลําบากมา เป้าหมายก็คือตรงนี้ละครับ เพราะว่าสมาชิกวุฒิสภาจะดํารงตําแหน่งติดต่อกันเกิน หนึ่งวาระไม่ได้ ท่านตัดทิ้งไป ก็แสดงว่าสมาชิกวุฒิสภาซึ่งถ้าเอาตามร่างที่เราพิจารณามาแล้ว มาจากการเลือกตั้งอย่างเดียว ๒๐๐ คน แล้วก็ท่านตัดตรงนี้ออกไปก็คือสมาชิกวุฒิสภา ๒๐๐ คนที่จะเกิดขึ้นมาใหม่ตามรัฐธรรมนูญฉบับที่แก้ไขแล้วก็สามารถที่จะดํารงตําแหน่ง ติดต่อกันเกิน ๑ วาระได้ ตรงนี้คือหัวใจ ท่านประธานครับ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ต้องการให้ ส.ว. มีวาระเดียว ๖ ปี แตกต่างจาก ส.ส. ที่มีวาระเพียง ๔ ปี และไม่ต้องเว้นวรรค การที่กําหนดวาระ ๖ ปี สมัยเดียวต้องการให้ ส.ว. ทํางานเต็มที่ เพราะว่าถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว ส.ว. เวลาทํางานไปเทอม (Term) ละ ๖ ปี เขาต้องคิด อยู่ตลอดเวลาว่าจะทําอย่างไรถึงจะกลับไปสมัครลงรับการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง ก็ปูทาง หาเสียงทําทุกอย่างเพื่อให้ได้เสียงจากประชาชนในพื้นที่ เพราะต่อไปการเลือกตั้ง ส.ว. ก็แบ่งไปตามเขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นการปูทางหาเสียง การใช้ทรัพยากร ของรัฐในขณะที่ดํารงตําแหน่งอยู่ ไม่ว่ารถราหรือว่าค่าเครื่องบินที่บินไปพบปะกับประชาชน ล้วนแล้วแต่เป็นไปเพื่อการปูทางหาเสียงเพื่อให้ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนในรอบที่ ๒ กลับมาใหม่ ตรงนี้ละครับที่ผมเห็นว่ามันจะเป็นปัญหาทําให้ ส.ว. เราที่จะเกิดขึ้นทํางาน ไม่เต็มที่ แล้วความเป็นกลางก็จะหายไป ซึ่งความเป็นกลางนี้มันไม่ได้เป็นแค่คําพูด แต่ว่าความเป็นกลางก็เกิดขึ้นมาจากการที่ไม่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง เวลาที่ลงสมัคร รับการเลือกตั้งก็ไม่ต้องใช้ฐานเสียงของ ส.ส. ไม่ต้องใช้หัวคะแนนของ ส.ส. แต่ว่า ในร่างรัฐธรรมนูญที่เราแก้ไขมาจนถึงวันนี้ โดยเฉพาะในร่างมาตรา ๕ แก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๕ ท่านก็ได้แก้ไขไปเสียแล้วว่า ส.ว. เมื่อหมดสมัยแล้ว ลาออกวันนี้วันพรุ่งนี้ ก็ไปสมัครใหม่ได้ รวมทั้งสมาชิกพรรคการเมือง แม้กระทั่ง ส.ส. หรือรัฐมนตรี ซึ่งการที่ สามารถลาออกวันนี้ แล้ววันพรุ่งนี้ไปลงสมัครรับการเลือกตั้งได้ ผมเห็นว่าตรงนี้ไม่เป็นธรรม มันไม่เป็นธรรมกับผู้ที่สมัครเข้ามาแข่งขันกับท่าน เพราะว่าขณะที่ท่านยังดํารงตําแหน่งอยู่ ท่านสามารถใช้เครื่องไม้เครื่องมือของรัฐ ใช้งบประมาณของรัฐไปหาเสียงได้ แล้วเวลา ท่านลาออกวันนี้ วันพรุ่งนี้ก็ไปสมัคร ผมคิดว่าตรงนี้ไม่เป็นธรรม ผมไม่ทราบว่า ทางกรรมาธิการคิดเรื่องนี้อย่างไร เพราะว่าผมเห็นว่าเรื่องนี้คือปัญหานะครับ ถ้าหากว่า รัฐธรรมนูญเดิมนี้ ส.ว. ๖ ปีเขาไม่ต้องหาเสียงเพราะว่ามันเป็นแค่สมัยเดียว แล้วต้อง เว้นวรรค ๑ สมัย การไม่ต้องหาเสียงก็จะทําให้ ส.ว. เลือกตั้งทํางานได้เต็มที่เพราะว่า ไม่จําเป็นที่จะต้องปูทางหาเสียงอีกต่อไป ซึ่งตรงนั้นเป็นสิ่งที่ผมคิดว่ามันก็คือปัญหา ท่านประธานครับสมาชิกวุฒิสภานี้มีหน้าที่แตกต่างออกไปจาก ส.ส. มีทั้งการกลั่นกรอง กฎหมาย การตรวจสอบการบริหารของรัฐบาล การแต่งตั้งและถอดถอนกรรมการ ในองค์กรอิสระ ท่านประธานครับเราพูดกันมามากมาย ๗-๘ วันก็พูดกันแต่เรื่องนี้ละ ผมก็จะไม่พูดซ้ําอีกให้เสียเวลาท่านประธาน ผมจะไม่พูดให้ท่านประธานหงุดหงิด แต่ว่า การตรวจสอบรัฐบาล ส.ว. โดยที่มากับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขาจะทําได้ดี เพราะไม่ได้ สังกัดพรรคการเมือง แต่ว่า ส.ว. ที่จะเกิดขึ้นมาใหม่ตามรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขนี้อิงพื้นฐาน ทางการเมือง ตรงนี้ครับ อาจจะไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองที่ชัดเจน แต่ว่าใช้ฐานของการเมือง ในการหาเสียง เพราะฉะนั้นผมก็เป็นห่วงว่าการตรวจสอบรัฐบาลนี้มันก็จะมีปัญหา มันก็ ไม่สามารถทําได้อย่างที่ควรจะเป็น ไม่สามารถทําได้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ท่านประธานในการแก้ไข มาตรา ๕ เพื่อไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๑๑๕ นี้ เรารู้อยู่แล้วว่า ส.ว. เลือกตั้งให้บุพการี สามี ภรรยา หรือบุตรของ ส.ส. หรือนักการเมือง สมาชิกหรือนักการเมืองท้องถิ่น ไม่ต้องปลอดการเมืองอีกต่อไป ตรงนี้มันมีความหมาย ค่อนข้างมาก เพราะเราแก้ไขมาแล้วว่าผู้สมัครสามารถยึดโยงกับการเมืองได้จนถึงนาที สุดท้าย เมื่อมันมีความยึดโยงกับการเมืองแล้ว การแต่งตั้ง การถอดถอนกรรมการในองค์กร อิสระ แล้วมันจะเป็นกลางได้อย่างไร ตรงนี้ก็น่าเป็นห่วงนะครับท่านประธาน ผมจึงเห็นว่า ในกรณีนี้สมาชิกหลายคนพูดว่าไม่ต้องมี ส.ว. ก็ได้ มีสภาเดียวก็ได้ เพราะว่าเอาจํานวน ทั้งหมด ๒๐๐ คน ไปบวกกับ ๕๐๐ คน เป็น ๗๐๐ คน แล้วมีสภาเดียวไปเลย แก้กฎหมาย มาตราอื่น ๆ ให้มันไม่ต้องตรวจสอบ ตรงนี้ครับ ผมเห็นว่าในกรณีนี้มันจะเกิดปัญหา เพราะว่าการตรวจสอบมันมีปัญหา แล้วเมื่อการตรวจสอบมีปัญหามันก็จะนํามาสู่ การคอร์รัปชั่น ซึ่งก็จะมากขึ้นเพราะว่าไม่มีคนตรวจสอบ หรือคนตรวจสอบเป็นพวกเดียว กับพรรคเสียงข้างมากหรือพรรครัฐบาล ท่านประธานครับ ในวาระเดียว ๖ ปี แล้วต้อง เว้นวรรค ผมคิดว่าวาระของสมาชิกภาพมันจะสอดคล้องกับภาระหน้าที่ ความจริงวาระ สมาชิกภาพ ๖ ปีผมเห็นด้วย ผมทํางานกับเพื่อน ส.ว. เลือกตั้งปีนี้กําลังจะเข้าปีที่ ๖ ผมเห็นว่าเขาทํางาน มันก็แน่นอนครับ ส.ว. สรรหาก็เช่นเดียวกันมันมีทั้งผู้ที่ทํางานดี มันมีผู้ที่ทํางานไม่ดี คืออยู่เฉย ๆ ซึ่งมันมีทั้ง ส.ว. เลือกตั้งและสรรหา ถ้าจะบอกว่าคุณภาพ ใครดีกว่ากัน ในความคิดส่วนตัวผมเห็นว่ามันเท่ากัน เมื่อมันเท่ากันแล้ว ในกรณี ๖ ปีนั้น เป็นวาระที่ผมเห็นว่ามันเหมาะสม มันเป็นระยะเวลาที่ดี ผมมีหลักฐานที่ยืนยัน ท่านประธาน ครับ ในการอภิปรายพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี มี ส.ว. ที่ลงชื่อในปีนี้ ๘๙ คน มากที่สุดในช่วงที่ผมทํางานมา ๖ ปี เพิ่มขึ้นจากเดิมอย่างมีนัยสําคัญ แต่ในปีก่อน ๆ ที่ผ่านมานี้ ส.ว. โดยเฉพาะ ส.ว. เลือกตั้งบางท่านลงชื่อแล้วก็งดอภิปราย แต่ปีนี้ไม่ ปีนี้ ท่านลงชื่อแล้วท่านก็พูด ระยะเวลา ๖ ปีนี้ จริง ๆ มันนานพอ มันนานพอที่จะพัฒนา นักการเมือง จากนักการเมืองที่ด้อยคุณภาพให้เป็นนักการเมืองที่มีคุณภาพได้ ๖ ปีนี้ จริง ๆ ผมเห็นว่ามันเป็นเรื่องที่เหมาะสม แต่ท่านต้องเว้นวรรค เพื่อจะได้ไม่ต้องวางแผน ในการหาเสียงอย่างที่ผมกล่าวไว้ตั้งแต่ต้น แต่ในกรณีนี้เมื่อท่านไม่ต้องเว้นวรรคผมจึง แปรญัตติให้ลดวาระจาก ๖ ปี เหลือ ๔ ปี อันนั้นก็เป็นที่มาที่ไปนะครับ เพราะว่าในการที่ เราออกแบบในลักษณะอย่างนี้มันก็มีการยึดโยงกับฐานการเมืองอย่างที่กล่าวไว้แล้ว แล้วก็ ในกรณีที่เราต้องการให้ ส.ว. ปลอดจากการครอบงําทางการเมือง เพราะว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ต้องการให้ ส.ว. ทําหน้าที่เป็นสภาตรวจสอบ สภาตรวจสอบนี้มันเป็นสิ่งที่ เกิดขึ้นมาใหม่นอกเหนือจากหน้าที่ของ ส.ว. ในยุคเก่า ๆ ในเรื่องของการกลั่นกรองกฎหมาย การตรวจสอบการทํางานของรัฐบาลและมีหน้าที่ เรื่องของการตรวจสอบนะครับ เมื่อจะเป็นสภาตรวจสอบมันก็ต้องเป็นอิสระในการแต่งตั้ง ถอดถอนกรรมการในองค์กรอิสระ องค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ และตุลาการในศาลต่าง ๆ ถ้าหากว่าท่านไม่เป็นอิสระ การแต่งตั้งนี้ก็จะเป็นไปตามใบสั่ง เมื่อเป็นไปตามใบสั่งแล้ว กรรมการในองค์กรต่าง ๆ ตามที่กล่าวมาแล้วก็จะได้คนที่ท่านสั่งได้ พอสั่งได้เวลามีปัญหา ท่านจะถอดถอนใครหรือว่าจะให้พ้นไปจากตําแหน่ง ท่านก็ทําไม่ได้ เพราะว่ามีใบสั่งเสียแล้ว มันก็ไม่เป็นกลาง มันก็ไม่ตรงไปตรงมาอย่างที่เป็นนะครับ ท่านประธานครับ ผมเห็นว่า ในกรณีที่ถ้าหากว่าท่านออกแบบให้ ส.ว. เลือกตั้งมีอายุ ๔ ปี ท่านจะเป็นกี่สมัยผมก็ไม่ว่า ท่านไม่จําเป็นต้องเป็น ๒ สมัย ท่านจะเป็นอยู่ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ สมัยหรือเป็นชั่วนิจนิรันดร์ก็ได้ เพราะว่ามันขึ้นกับประชาชนที่จะเลือก แต่ถ้าหากว่าท่านยังยึดโยงว่าไม่ต้องเว้นวรรค อันนั้นก็ ๖ ปี ถ้าหากท่านบอกว่าในกรณีที่สามารถที่จะเป็นต่อกันได้ มันก็ควรจะเป็น ๔ ปี แต่ถ้าหากว่า เว้นวรรคได้มันก็คงจะเป็น ๖ ปี เพราะฉะนั้นก็เป็นที่มาที่ไปอย่างนี้
แล้วก็อีกประเด็นหนึ่งที่สําคัญมากท่านประธาน ส.ส. นี่เขาเลือกตั้งเหมือนกัน ท่านแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญให้ ส.ว. มีการเลือกตั้ง เหมือนกัน แบบเดียวกัน แล้ว ส.ส. มีวาระ ๔ ปี แล้วเหตุไฉน ส.ว. จึงมีวาระ ๖ ปีตามกรรมาธิการ ส.ว. ก็ต้องมีวาระ ๔ ปี เหมือนกับ ส.ส. เขาเรียกว่า เสมอภาค เพราะฉะนั้นผมก็ไม่มีเหตุผลแล้วก็ความจําเป็นใด ๆ ที่กรรมาธิการเสียงข้างมากและท่านประธานจะต้องขยายระยะเวลาสมาชิกภาพเป็น ๖ ปี เพราะฉะนั้นการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมากที่คงวาระเป็น ๖ ปี ผมจึงยอมรับไม่ได้ ท่านประธานครับ ผมอยากจะเล่าเหตุการณ์ให้ท่านประธานฟังว่าในการพิจารณาของ คณะกรรมาธิการ ในฐานะที่ผมเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานทราบไหมครับว่า ในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการมันพิจารณาผ่านเรียบร้อยไปแล้วนะครับ ลงมติ เรียบร้อยไปแล้ว มีมติลดวาระจาก ๖ ปี เหลือ ๔ ปี มันสอดคล้องกับที่ผมแปรญัตติ แต่ท่านประธานครับ มันมีการขอทบทวนในวันสุดท้าย เขาเรียกว่า ทบทวนทั้งร่าง ซึ่งการ พิจารณาก่อนนี้มันเป็นการพิจารณาตั้งแต่เริ่มสนทนาธรรม แล้วก็พิจารณาในร่าง แล้วก็ พิจารณาทีละมาตราก็เรียงมาตราไป ก็มีการพิจารณากันโดยในรายละเอียด ลงกัน ในรายละเอียด แล้วก็มีที่ปรึกษามากมาย มีกรรมาธิการเข้าประชุม ร่วมประชุม แล้วก็มีการ ถกเถียงพิจารณาเยอะแยะ ผลสุดท้ายกรรมาธิการเสียงข้างมากแล้วก็ท่านประธานบอกว่า แก้จาก ๖ ปี เป็น ๔ ปี แต่พอทบทวนในวันสุดท้ายก็มีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้น มีกรรมาธิการ ท่านหนึ่งก็เสนอบอกว่า ๔ ปีนี้ไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม ทั้ง ๆ ที่พิจารณามาแล้วนะครับ ท่านบอกว่าควรจะแก้เป็น ๖ ปี แล้วก็ในวันที่ทบทวนทั้งร่างนั้นเอง มันก็มี ส.ส. หลายท่าน ส่วนใหญ่เป็นรัฐบาล ให้เหตุผลเยอะแยะไปหมด ไม่รู้ความคิดมาจากไหน บอกว่า ๔ ปี มันไม่ดี ไม่ถูกต้อง ควรจะแก้เป็น ๖ ปี แล้วก็เหตุผลที่ผมรวบรวมมาได้นะครับ เขาบอกว่า ในอดีต ตั้งแต่อดีตกาลมา ส.ว. มีวาระ ๖ ปีเป็นส่วนใหญ่จึงควรเหมือนอดีต บางท่าน ก็บอกว่ามาจากการเลือกตั้งก็ต้องการความต่อเนื่อง บางท่านก็บอกว่า ร่างมาตรา ๑๐ นี้ บัญญัติให้ ส.ว. ที่มีสมาชิกภาพอยู่ยังคงมีสมาชิกภาพและปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ผมไม่เห็นว่า มันเกี่ยวกันเลยนะครับ และก็กรรมาธิการบางคนอ้างว่าต้องการให้เกิดการเหลื่อมปีกับ ส.ส. ผมไม่เห็นว่าจะเกี่ยวกันอีกเช่นเดียวกัน เพราะ ส.ส. กับ ส.ว. มันไม่ได้เลือกตั้งพร้อมกันแล้วก็ วุฒิสภามันไม่มีการยุบสภา จํานวนปีของวุฒิสภานี้มันก็ไม่มีผลต่อการทํางานร่วมกับ ส.ส. ถึงแม้ว่าจะไม่มี ส.ว. เพียงพอต่อการเปิดประชุมวุฒิสภาส.ส.ก็ปฏิบัติงานแทนได้ในบางส่วน เพราะฉะนั้นผมไม่เห็นว่าเหตุผลของกรรมาธิการเสียงข้างมากที่จะเปลี่ยนในวันที่ทบทวน ทั้งร่างมันเป็นเหตุผลที่เพียงพอและท่านประธานครับ โดยปกติหลักการในการพิจารณา ร่างกฎหมายต่าง ๆ ในวาระสอง ถ้าหากว่ามีการประชุมในลักษณะนี้ถ้าหากว่ามีการประชุม แบบนี้ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายใด ๆ ก็ตาม เวลาแก้ไขเวลาทบทวนเขาจะทบทวนในหลักการ หรือใจความที่สําคัญไม่ได้ เขาจะแก้ไขเฉพาะถ้อยคําให้สอดคล้อหรือถูกต้อง แต่ผมเห็นว่า การแก้ไข ๔ ปี เป็น ๖ ปี ผมเห็นว่ามันเป็นหลักการที่สําคัญ แล้วท่านแก้ไขให้กับ ส.ว. เลือกตั้งที่จะหมดวาระในต้นเดือนมีนาคมนี้ลงสมัครต่อได้ ท่านประธานครับ ผมนี่ยืนยัน ความคิดมาตั้งนานแล้วว่าผมเห็นว่า ส.ว. ไม่ควรถูกจํากัด ส.ว. เลือกตั้งไม่ควรถูกจํากัด ด้วยวาระ แต่ท่านต้องแก้องค์ประกอบอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการยึดโยงทางการเมือง ใจจริง ผมอยากจะให้ขยาย ๕ ปี เป็น ๑๐ ปีด้วยซ้ํา แต่ว่าที่มันไม่ควรจะเกิดขึ้นที่มันไม่ควรจะเป็น ก็คือว่าท่านแก้ให้เขาสมัครต่อได้ยึดฐานทางการเมืองของ ส.ส. แล้วท่านยังขยายให้เขามี วาระ ๖ ปีอีก จะเอากันไปถึงไหนครับ แล้วก็อย่างที่กล่าวมาแล้วถ้าหากว่าเราต้องการ ส.ว. เลือกตั้งในหลักการที่สวยหรู แต่ว่าเราลืมเรื่องของการตรวจสอบถ่วงดุลของอํานาจ และหน้าที่ของ ส.ว. เราลืมเรื่องการตรวจสอบถ่วงดุลไม่ได้ การตรวจสอบถ่วงดุลจะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องเป็น ส.ว. ที่เป็นกลางไม่ได้เป็นพรรคหรือพวกเดียวกับรัฐบาลหรือพรรคเสียงข้างมาก ถ้าหากว่าเป็นพวกหรือพรรคเดียวกับรัฐบาลหรือเสียงข้างมากการตรวจสอบถ่วงดุลจะเกิด ขึ้นมาได้อย่างไร ท่านประธานครับ ผมคิดว่าในกรณีนี้ผมอยากจะให้ท่านกรรมาธิการ เสียงข้างมากช่วยทบทวนอีกสักครั้งด้วยนะครับ ท่านช่วยแก้กลับได้ไหมครับ จาก ๖ ปี เป็น ๔ ปี ทั้งหมดที่แก้มาแล้วนี้ผมก็ไม่ค่อยพอใจนักหรอก แต่ว่าประเด็นนี้มันเป็น อีกประเด็นหนึ่งที่ผมเห็นว่ามันเป็นประเด็นที่สําคัญ ท่านช่วยแก้ ๖ ปี เหลือ ๔ ปี แล้วผมก็ คิดว่าในกรณีนี้มันก็จะเข้าสู่ในช่องทางที่หมายถึงว่ามันก็ยังพอรับได้บ้างเฉพาะช่วงวาระ แต่ว่าในประเด็นสภาผัวสภาเมียเราก็จะไม่พูดถึงแล้ว แต่ว่ามันเป็นสิ่งที่เราก็ได้พูดกันมา ตลอดเวลา ผมเองก็ได้อภิปรายและผมก็เห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ท่านประธานครับ ในกรณีนี้ผมขอยืนยันว่าผมแปรญัตติให้วาระของ ส.ว. เลือกตั้งจาก ๖ ปี เหลือแค่ ๔ ปี อันนั้นเป็นข้อสรุปของผม และผมขอแถมท้ายอีกนิดหนึ่งก็คือในวรรคท้าย ท่านประธานครับ ในวรรคท้ายของรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๑๗ ให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งสิ้นสุดสมาชิกภาพตามวาระ อยู่ในตําแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีสมาชิกวุฒิสภาขึ้นใหม่ ตรงนี้ในร่าง มันตัดออกทั้งวรรคแล้วก็เชื่อว่าจะไปเขียนขึ้นมาในบทเฉพาะกาลนะครับ ท่านประธานฝากไปถึงท่านประธานกรรมาธิการท่านช่วยชี้แจงตรงนี้ว่าในกรณีนี้ท่านต้อง การเขียนให้มันเป็นอย่างไร เพราะว่าในมาตราข้างหน้าที่ยังมาไม่ถึง ซึ่งก็จะเป็นในเรื่องของ การที่จะอยู่ในตําแหน่งการที่สมาชิกภาพสิ้นสุดลงแล้วจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเป็นอย่างไร แล้วก็เป็นใน ส.ว. กลุ่มไหน ชุดไหน รายละเอียดตรงนี้ช่วยชี้แจงต่อที่ประชุมด้วย ขอบคุณครับ