รัฐสภา · ครั้งที่ ๘ · ๙ กันยายน ๒๕๕๖

อานิก อัมระนันทน์ หารือเรื่องการแก้ไขมาตรา 117 ของรัฐธรรมนูญ โดยพูดถึงผลประโยชน์ที่ขัดกัน และการไม่ให้ลงสมัครเลือกตั้ง ส.ว. ได้ต่อเนื่อง และการเปิดประตูให้สามารถเป็น ส.ว. ได้ต่อเนื่อง

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

แต่ท่านประธานคะ ๓ นาทีนี่จะไม่เพียงพอ เพราะว่าประเด็นที่ดิฉันเตรียมมาจะใช้เวลา มากกว่านั้นอีกสักหน่อยนะคะ เดี๋ยวขอให้ท่านประธานลองฟังดู ดิฉันกําลังเข้าประเด็นเรื่อง ของผลประโยชน์ขัดกัน เพียงแค่ท่าน ส.ว. ที่ลงมติสนับสนุนให้ตัวเองได้ลงสมัครเลือกตั้ง อีกนั้นก็ผิด เพราะว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญต้องการให้ท่านเป็นได้เพียงครั้งเดียวหรือ ถ้าจะเป็นอีกก็ต้องเว้นวรรคนะคะ เพื่อที่จะได้ทําหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหาร แต่งตั้ง ถอดถอน องค์กรอิสระต่าง ๆ ได้อย่างอิสระชอบธรรมจริง ๆ เขาถึงได้ออกแบบเอาไว้ให้วาระการเป็น วุฒิสมาชิกนั้นยาวนานถึง ๖ ปี ในขณะที่ ส.ส. เป็นแค่ ๔ ปี โดยไม่มีอํานาจแต่งตั้งถอดถอน แล้วตัวดิฉันเองก็ไม่ได้คิดจะไปแก้ตรง ๖ ปีนะคะ เพราะฉะนั้นแล้วจึงสําคัญมากที่จะต้องมี การเพิ่มเรื่องการเว้นวรรค ทางเดียวที่จะรอดข้อหาเรื่องการกระทําที่ขัดกันต่อผลประโยชน์ ก็คือการกําหนดไม่ให้มีผลบังคับใช้กับพวกท่าน คือให้เริ่มใช้กับ ส.ว. ชุดใหม่ ชุดถัดไปนะคะ แต่ก็ไม่มีตรงนี้ เพราะฉะนั้นการปลดล็อกให้ลงสมัคร ส.ว. ได้อีกโดยไม่ต้องทิ้งระยะห่าง และการเปิดประตูให้สามารถที่จะเป็น ส.ว. ได้ต่อเนื่องครั้งแล้วครั้งเล่าทั้งที่เกิดขึ้นจาก มาตรา ๑๑๖ และมาตรา ๑๑๗ ที่กําลังอภิปรายอยู่นี้ จึงเป็นการให้ต่างตอบแทนและการรับ ร่างแก้ไขนี้ก็เป็นการกระทําที่ขัดกันแห่งผลประโยชน์ เป็นการกระทําที่ต้องห้ามตาม มาตรา ๑๒๒ แห่งรัฐธรรมนูญ นอกจากการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์อย่างชัดเจนแล้ว ดิฉัน ไม่ทราบว่าท่านมีแรงจูงใจอะไรอื่นอีกไหม เพราะว่าในการพิจารณาที่ผ่านมาก็มีความรวบรัด เร่งรีบมาก ประชุมสัปดาห์ละหลายวัน ดึก ๆ ดื่น ๆ แต่ว่าในขณะเดียวกันปัญหาเร่งด่วนของ ประชาชน ข้าวยากหมากแพง ปัญหาต่าง ๆ ที่ประท้วงกันอยู่ในท้องถนน กฎหมายสําคัญ ๆ ที่รออยู่กลับต้องถูกให้รอก่อน นอกจากเร่งรีบให้ทันเวลาที่วาระของ ส.ว. ชุดปัจจุบัน ใกล้จะหมดแล้ว ดิฉันจะไม่แปลกใจหากมีแรงจูงใจพิเศษอื่น ๆ จากผู้กุมอํานาจ ซึ่งอันนี้ดิฉัน ก็จะไม่ขอวิจารณ์ต่อนะคะ จะเข้าสู่ประเด็นที่ ๔ ของด้านกฎหมาย ซึ่งเป็นข้อสุดท้ายที่ดิฉัน จะต้องสงวนความเห็นในมาตรา ๑๑๗ นี้ว่าสมาชิกวุฒิสภาจะดํารงตําแหน่งติดต่อกันเกิน ๑ วาระไม่ได้ ก็คือเรื่องของมาตรา ๖๘ ค่ะ ที่ห้ามการกระทําเพื่อให้ได้มาซึ่งอํานาจในการ ปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ การปลดล็อก ให้ลงสมัคร ส.ว. ได้อีกโดยไม่ต้องทิ้งระยะห่าง การเปิดประตูให้สามารถเป็น ส.ว. ได้ต่อเนื่อง ประกอบกับการกําหนดคุณสมบัติที่ทั้งอนุญาตแล้วก็ทั้งส่งเสริมบุคคลที่ใกล้ชิดกับ พรรคการเมืองให้ลงสมัคร ส.ว. ได้จะนําไปสู่การได้มาซึ่งวุฒิสภาที่จะอยู่ในสังกัดของ พรรคการเมืองเสียงข้างมากที่จะเป็นรัฐบาล ทําให้สามารถขยายขอบเขตของการใช้อํานาจ เพราะว่าจะไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลที่ควรจะมีตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ แล้วยังจะ สามารถสืบทอดอํานาจได้อย่างง่ายดาย ด้วยการผูกขาดกินรวบประเทศไทย เพราะฉะนั้น หากการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ผ่านรัฐสภาได้ นอกจากท่าน ส.ว. ที่ลงมติสนับสนุนการแก้ไข จะผิดตามมาตรา ๑๒๒ แล้ว ดิฉันคิดว่า ส.ส. พรรครัฐบาลที่ลงมติสนับสนุนทุกท่านก็จะมี ความผิดตามมาตรา ๖๘ ด้วย วันนี้ยังไม่มีใครรู้หรอกค่ะว่าการฟ้องร้องในประเด็นกฎหมาย ต่าง ๆ นั้นจะมีผลอย่างไร ไม่มีใครรู้ว่าธุรกิจการเมืองจะเข้าไปแทรกแซงในตุลาการมากน้อย แค่ไหน แต่ตามที่ดิฉันได้อภิปรายในช่วงต้น การแก้ไขมาตรา ๑๑๗ ของรัฐธรรมนูญนั้น เปรียบเสมือนการลงตะปูตอกปิดผนึกโลงศพที่ประชาชนคนไทยถูกบีบบังคับยัดเยียดเข้าไป ข้างในภายใต้ระบอบเผด็จการรัฐสภาที่ร้ายกาจยิ่งกว่าเผด็จการทหาร เพราะดูเผิน ๆ แล้ว จะดูดี เหมือนมีความเป็นประชาธิปไตยด้วยภาพลักษณ์ที่มาจากการเลือกตั้ง ด้วยผู้นํา ที่ลอยตัวเหนือความขัดแย้งที่สร้างขึ้น แต่ประชาธิปไตยไม่ใช่ประชาธิปไตยที่แท้จริงแล้วค่ะ อันนี้ เพราะว่าควรจะต้องมีนิติรัฐ นิติธรรม มีการรับฟังเสียงข้างน้อย มีการปฏิบัติต่อ ประชาชนด้วยความเสมอภาค ไม่เป็น ๒ มาตรฐานอย่างที่เห็นอยู่ ท่านประธานคะ เผด็จการ ที่กินรวบประเทศไทยจะมีผลต่อเศรษฐกิจต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่กําลังรอวัน แห่งการล่มสลาย เหมือนทําให้คนไทยตายทั้งเป็นแล้วจับใส่โลงศพปิดฝาตอกตะปู แต่คนไทย ที่เป็นเสรีชนยังไม่ตายจะต้องมีการต่อสู้เพื่อแหกทะลายโลงศพนี้ออกมา