รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ครั้งที่ ๒ (สมัยสามัญทั่วไป)
วันพฤหัสบดีที่ ๒๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔
ณ ตึกรัฐสภา
ครับ ก็ถือว่าให้อภิปราย ต่อนะครับ ผมจะดําเนินการตามนี้นะครับว่าพรรคร่วมฝ่ายค้าน เชิญท่านจุรินทร์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตท่านประธานใช้เวลาตรงนี้ ไม่ยาวนัก เพื่อทําความเข้าใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน และเพื่อให้การประชุมรัฐสภา หรือแม้แต่การประชุมสภาผู้แทนราษฎรต่อไปในอนาคตสามารถดําเนินการไปได้ด้วย ความราบรื่น ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานครับว่า ความจริงปัญหาสภาล่มที่เกิดขึ้น เมื่อคืนเกิดขึ้นจากเหตุผล ๒ ประการ
ประการที่ ๑ เป็นเพราะรัฐบาลไม่ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ตกลงกันไว้ ในที่ประชุมวิป (Whip) ๓ ฝ่าย ซึ่งประกอบด้วย วิปรัฐบาล วิปฝ่ายค้าน และวิปจากวุฒิสภา โดยในที่ประชุมที่ตกลงกันนั้น มีท่านประธานสภาหรือประธานรัฐสภาเป็นประธาน ในที่ประชุมด้วยตนเอง แล้วก็ตกลงกันว่ารัฐบาลจะได้เวลา ๑๑ ชั่วโมง ประกอบด้วย คณะรัฐมนตรีและ ส.ส. ฟากรัฐบาล ฝ่ายค้านจะได้เวลา ๑๑ ชั่วโมง วุฒิสภาจะได้เวลา ประมาณ ๗ ชั่วโมง ถ้าคลาดเคลื่อนประเด็นนี้ผมขออภัย เพราะว่าท่านไปเจรจาในช่วงหลัง ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย อย่างไรก็ตามผมกราบเรียนกับท่านประธานว่า ขณะที่ทั้งวุฒิสภาและสมาชิกฟากฝ่ายค้านยังใช้เวลาไม่ครบถ้วนตามที่ตกลงกัน ปรากฏว่า รัฐบาลได้เสนอญัตติขอปิดการอภิปราย จนในที่สุดผมจําเป็นต้องเสนอญัตติเมื่อคืน เช่นเดียวกัน เพื่อให้มีการอภิปรายต่อไปให้เป็นไปตามข้อตกลง ทั้งนี้ เนื่องจากว่ายังมีสมาชิก พรรคฝ่ายค้านอีกประมาณ ๖ ๗ หรือ ๘ ท่าน ที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิอภิปราย และเวลาของ ฝ่ายค้านก็ยังมีเหลืออยู่ ขณะเดียวกันสมาชิกวุฒิสภาจํานวนไม่น้อยทีเดียวก็ยังไม่ได้ใช้สิทธิ อภิปราย และเวลาก็ยังเหลืออยู่ จนในที่สุดก็เลยเกิดประเด็นปัญหา เพราะรัฐบาลไม่ได้ปฏิบัติ ตามสัญญา
แต่ว่าเหตุผลประการที่ ๒ ที่มันซ้ําซ้อนขึ้นมาจนทําให้เกิดปัญหาก็คือว่า การปฏิบัติหน้าที่ประธานของท่านประธานเอง ผมขออภัยนะครับที่จะต้องพูดพาดพิงถึง ท่านประธาน ท่านกรุณาอนุญาต และผมเรียนว่ามันจะเป็นประโยชน์กับท่านต่อไป และจะเป็นประโยชน์กับการประชุมสภาต่อไปที่จะเป็นไปด้วยความราบรื่น ความจริงเมื่อคืน ถ้าท่านประธานไม่รวบรัด ท่านจะเห็นได้ชัดเจนเลยครับว่า ผมพยายามที่จะยกมือ ท่านผู้นําฝ่ายค้าน ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็พยายามที่จะยกมือ พวกเรายกมือนานมาก ผมคาดคะเนว่าท่านประธานก็เห็นทั้งท่านอภิสิทธิ์และผมยกมือ ที่ยกมือนี่เพื่อต้องการช่วย ท่านประธานและต้องการช่วยให้การประชุมเดินหน้าต่อไปด้วยความราบรื่น นั่นก็คือผมตั้งใจ ที่จะขอให้รัฐบาลได้ถอนญัตติการขอปิดอภิปรายเพื่อจะได้มีการอภิปรายต่อไป และการประชุม ก็จะได้เดินหน้าด้วยความราบรื่น แต่ท่านประธานก็ไม่อนุญาตให้ผมและท่านอภิสิทธิ์ ได้แสดงความคิดเห็น ได้ช่วยท่านประธานแก้ปัญหา ท่านก็ใช้วิธีการตรวจสอบองค์ประชุม เพื่อจะนําไปสู่การลงมติ อาจจะเป็นไปได้ว่าท่านอาจจะคะเนว่ารัฐบาลมีเสียงมาก ในที่สุดก็จะใช้เสียงข้างมากในการลงมติปิดอภิปรายได้ แต่ว่ามันไม่เป็นไปตามนั้น เพราะองค์ประชุมไม่ครบ จนในที่สุดก็เป็นที่มาของสภาล่มเมื่อคืน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย อย่างยิ่ง
ผมกราบเรียนท่านประธานเพิ่มเติมครับ ขอให้ท่านประธานได้กรุณารับฟัง ผมอยู่ในห้องประชุมสภาในกรณีการแถลงนโยบายมาตลอดระยะเวลา ๒ วัน ผมคิดว่า ตัวท่านประธานก็เป็นอุปสรรคประการหนึ่ง ผมขออภัยที่ต้องพูดตรง ๆ กับท่านอย่างนี้ ในการที่ทําให้การประชุมเป็นปัญหาขลุกขลักติดขัดมาเป็นลําดับในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ความจริงการที่ท่านประธานบอกว่าท่านประสงค์จะใช้ข้อบังคับ เป็นเรื่องที่ถูกต้อง และเป็นเรื่องที่พวกผมสนับสนุน แต่จะต้องเป็นเรื่องของการใช้ข้อบังคับจริง ๆ ไม่ใช่การควบคุมการประชุมโดยใช้อําเภอใจ อันนี้ก็คือสิ่งที่ผมคิดว่าท่านประธานจะต้อง ทบทวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้อํานาจในฐานะประธานพร่ําเพรื่อกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยไม่จําเป็น จนในที่สุดทําให้เกิดความรู้สึกว่าการปฏิบัติหน้าที่ของท่านประธานไม่เป็นกลาง แล้วก็ทําให้การประชุมดําเนินการไปด้วยความเรียบร้อยไม่ได้ ผมกราบเรียนกับท่านประธาน ทั้งหมดนี้ก็เพื่อตั้งใจให้เป็นกระจกเงาสะท้อนให้ท่านประธานได้รับไปประกอบการพิจารณา เพื่อจะได้ควบคุมการประชุมต่อไปในอนาคตให้รัฐสภา หรือการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เดินหน้าไปด้วยความราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อไป ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ
ขอบคุณครับท่านจุรินทร์ เพื่อให้การประชุมดําเนินไปด้วยความเรียบร้อย ผมขอน้อมรับคําชี้แนะนะครับ แต่สุดท้ายประชาชนที่บ้านเขาติดตามดูอยู่เขาคงได้พิจารณานะครับ ท่านพงศกรครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายพงศกร อรรณนพพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นต้อง ขออนุญาตที่จะต้องหารือท่านประธานตามที่ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ได้หารือเมื่อวาน วันก่อน วันแรกที่การประชุมนั้นบรรยากาศของพวกเราเป็นไปด้วยความราบรื่น จากข้อตกลงกันของวิป ๓ ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นวิปฝ่ายค้าน วิปฝ่ายรัฐบาล หรือวิปฝ่ายวุฒิสภา เราบอกว่าเราจะอภิปรายกันในข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ ไม่กล่าวถึงบุคคลข้างนอก แล้วก็จะกล่าวถึงเฉพาะในนโยบายของรัฐบาลที่ได้ชี้แจงต่อรัฐสภาแห่งนี้ แต่เมื่อวาน ที่มีการเกิดการประท้วงกันในข้อบังคับ ข้อ ๔๕ ก็บอกว่า ประธานวินิจฉัยเป็นที่เด็ดขาดแล้ว แล้วทางฝ่ายค้านก็กลับไม่ยอมบอกว่าจะต้องให้ชี้แจงแต่ละคน แล้วท่านประธานสภา ก็จะต้องวินิจฉัยแต่ละคน ซึ่งการประชุมลักษณะอย่างนี้ผมคิดว่าส่วนหนึ่งก็เกิดจากข้อบังคับ ที่ร่างมาไว้นั้นมีข้อหละหลวม ต่อไปถ้าการประชุมในวันนี้ที่จะให้เป็นไปด้วยความราบรื่น ก็ขอให้สมาชิกรัฐสภาทุกท่านได้อภิปรายกันในข้อบังคับ และเป็นข้อตกลงของวิป ๓ ฝ่าย ผมคิดว่าบรรยากาศในการประชุมก็คงจะดีขึ้น เพราะพวกเราจะต้องทํางานร่วมกันอีก ๔ ปีเต็ม เพราะฉะนั้นครั้งนี้ที่ประธาน หลายท่านบอกว่าเพราะเป็นการทํางานของประธาน ที่มีข้อบกพร่อง จริง ๆ แล้วไม่ใช่ ประธานเองก็พยายามที่จะให้ทุกฝ่ายได้พูดถึง แต่ต้องขออนุญาต เพราะว่าประชาชนได้โทรศัพท์เข้ามามากบอกว่าทําไมไม่พูดถึงเฉพาะ นโยบาย แล้วทําไมต้องกล่าวถึงบุคคลข้างนอกซึ่งไม่สามารถมาชี้แจงในรัฐสภาแห่งนี้ได้ ผมเองก็เป็นสมาชิกรัฐสภามานาน ก็ขอฝากประธานด้วยความเคารพ เราต้องการให้ บรรยากาศในการประชุมแถลงนโยบายเป็นตามข้อบังคับ เป็นตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ขอเชิญ ท่านนิพนธ์ และคุณหมอชลน่านครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ผมต้องกราบเรียน อย่างนี้ครับว่าข้อบังคับนั้นไม่มีปัญหาหรอกครับ อย่างที่ท่านพงศกรพูดนั่น ผมและคณะกรรมาธิการที่พิจารณาร่างข้อบังคับฉบับนี้ได้ทําอย่างละเอียดรอบคอบ คือการประท้วง ผมอยากจะเรียนครับ มันต้องประท้วงด้วยเหตุด้วยผล และการที่ ท่านประธานด้วยความเคารพท่านนะครับ ที่กล่าวในที่ประชุมว่าการที่ประธานวินิจฉัยไปแล้วนั้น ถือว่าเป็นเด็ดขาด ใช่ครับ แต่การวินิจฉัยนั้นต้องถูกต้องข้อบังคับ ถ้าผิดนี่เขาสามารถที่จะ ประท้วงต่อได้ และข้อบังคับนั้นให้ทุกคนประท้วงได้ แม้แต่ประท้วงท่านประธานก็ได้ อันนี้เป็นเรื่องที่การประชุมระเบียบทั่วไปใช้บังคับกันมาตลอด และการทําข้อบังคับฉบับนี้ ก็อาศัยประสบการณ์ ปัญหาอุปสรรคที่ผ่านมาในการประชุมทําข้อบังคับรัฐสภาขึ้นมา ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับท่านประธานครับ การวินิจฉัยนี่นะครับปัญหาใด ๆ ก็ตามของ ประธานนั้นต้องอยู่บนหลักของความเป็นกลาง ความถูกต้อง ท่านประธานวินิจฉัย ผิดข้อบังคับ ผมคิดว่าสมาชิกประท้วงได้ อันนี้เป็นเรื่องธรรมดาเลยทั่วไป เพราะฉะนั้นที่ท่าน กล่าวเมื่อวานนี้บอกว่า ถ้าประธานวินิจฉัยไปแล้วถือเด็ดขาดไม่ว่าจะผิดจะถูกนั้นไม่ใช่นะครับ ไม่อย่างนั้นมาตรฐาน ของสภาจะเสียหาย อันนี้กราบเรียนท่านด้วยความเคารพจริง ๆ นะครับ เพราะกับท่าน โดยส่วนตัวก็รักใคร่กันมาก อันนี้ผมเรียนด้วยความจริงใจ เพราะฉะนั้นอย่างเมื่อวาน เหมือนกันครับ ผมไม่อยากเห็นบรรยากาศในสภาเริ่มการประชุมสภาใหม่ ๆ เกิดอย่างนี้ขึ้นมา การที่รัฐบาลกับฝ่ายค้านนั้นในสภาเราต้องร่วมกันทํางาน เราต้องใจกว้างต่อกันครับ อะไรที่ มันคุยกันได้สามารถประนีประนอมกันได้ ผมเองก็พยายามยกมือเมื่อวานนี้ที่จะพูดเรื่องนี้ว่า ถ้าเป็นไปได้นี่เรามีข้อตกลงอะไร อย่างไรกันไว้นี่ทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวานนี้ สมาชิกวุฒิสภาไม่ได้มีปัญหากับทางสภาเลย แต่เขาก็ถูกตัดสิทธิไปด้วย โดยการเสนอ ปิดอภิปรายอย่างนี้ ผมคิดว่าถ้าต่อไปทําอย่างนี้อีกก็จะมีปัญหา เพราะฉะนั้นผมอยากจะเรียน อย่างนี้ครับว่าในการประชุมร่วมกันของสภา ไม่ว่าสภาผู้แทนราษฎรหรือร่วมกันของรัฐสภาก็ตาม การพูดคุย การประนีประนอม การเจรจากันแล้วเปิดใจกว้างที่จะร่วมมือกันนั้นผมคิดว่า จะทําให้สภานี่เดินไปด้วยดี แล้วผมอยากจะเรียนอีกนิดหนึ่งครับ ที่ท่านชวนได้กล่าวไว้ เมื่อการประชุมคราวก่อนนั้นในการนับองค์ประชุม เมื่อวานพวกผมไม่ออกไป พวกผมไม่ออกไปเลย อยู่ในห้อง แต่เมื่อใช้การนับองค์ประชุมโดยวิธีอย่างนี้ พวกผมอยู่ในห้องนี่ก็ฝืนใจจริง ๆ ที่ไม่กดแสดงตน ทั้ง ๆ อยู่ในห้อง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าท่านประธานน่าจะพิจารณาทบทวน ในเรื่องนี้เสียใหม่นะครับขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ เชิญคุณหมอ ชลน่านครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมมี ๒ ประเด็นที่จะกราบเรียนท่านประธานครับ
ประเด็นแรก ก็คงเป็นกรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวาน ในฐานะที่เป็น ส่วนหนึ่งนะครับที่พยายามที่จะทําหน้าที่ในสภาให้การประชุมของสภาเราเป็นไปด้วย ความเรียบร้อยเอื้อประโยชน์กับที่ประชุมกับพี่น้องประชาชนให้มากที่สุด ต้องกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพนะครับว่าทางพรรคร่วมรัฐบาลเองไม่มีเจตนาจริง ๆ ที่จะทําให้เกิด กรณีเป็นการปิดกั้นสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ โดยการที่จะแสดงความคิดเห็น เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นเมื่อวานเป็นเหตุการณ์ที่จําเป็นต้องตัดสินใจนะครับว่าจะต้องดําเนินการอย่างไร เสียงส่วนใหญ่ของผู้ประสานงาน คณะทํางานก็บอกว่าการยุติการอภิปรายก็น่าจะเป็น ทางออกที่ดีที่สุด แต่ไม่ใช่ทางดีที่สุดครับอย่างที่เราเห็นอยู่ ไม่ได้มีเจตนาจริง ๆ นะครับ ต้องขออภัยในจุดนี้ เพราะว่าท่านสมาชิกหลายท่านก็ไม่มีโอกาสได้นําเสนอ ถ้าเรามีเจตนา จริง ๆ นะครับ องค์ประชุมต้องครบแน่นอนครับ เพราะมีการเตี๊ยม มีการเตรียมกัน แต่ที่สําคัญผมกราบเรียนด้วยความเคารพนะครับว่า ซีกรัฐบาลเองแม้แต่เวลาของ เพื่อนสมาชิก เราก็ขอที่จะมอบให้กับทางสมาชิกพรรคร่วมฝ่ายค้านในฐานะที่ใช้เวลาเต็มที่ พวกเราไม่ใช้ก็มอบให้คณะรัฐมนตรีไป จะสังเกตพวกเราได้แสดงความคิดเห็นน้อยมากครับ นั่นเป็นเหตุผลที่ผมกราบเรียนประการแรกสุด
ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ เป็นญัตติของท่านประเสริฐ ต้องขออนุญาต ท่านประธาน ท่านประธานได้วินิจฉัยบอกว่าจะให้มีการอภิปรายต่อไป ผมก็เห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ แต่ท่านประธานคงต้องกลับไปดูข้อบังคับ ข้อ ๓๖ และข้อ ๕๙ ถ้าท่านประธานไม่ขอมติ ตรงนี้ก็ใช้ข้อ ๕๙ ก็ได้ ฝากกราบเรียนท่านประธานครับ บางประเด็นบางประการข้อบังคับ จําเป็นครับ ผมกลัวจะเป็นเงื่อนไขว่าการประชุมไม่ชอบด้วยข้อบังคับ แต่บางประเด็น บางประการข้อบังคับมันมีระดับของความหนักหน่วงของมันอยู่ครับ การวินิจฉัย ของท่านประธานอาจจะวินิจฉัยความหนักหน่วงที่ความรุนแรงที่ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ แทนที่จะเป็น ๘ ๙ ๑๐ อยู่ตลอดก็ได้ครับเพื่อบรรยากาศของการประชุม มันมีความรุนแรง มีความหนักหน่วง ของคําวินิจฉัยอยู่ กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ พิจารณาประเด็นของ ท่านประเสริฐครับ ขอให้ท่านประธานได้ใช้ข้อ ๓๖ และข้อ ๕๙ เพื่อให้การประชุม ดําเนินการต่อไป กราบขอบคุณครับ
ผมขอเป็นที่ ส.ว. อีกสักท่านนะครับ เชิญท่านสมชายครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเป็นผู้หนึ่ง ที่เมื่อคืนได้ขอความกรุณาท่านประธานด้วยการยืนขึ้นแล้วก็ขอหารือท่านประธานว่า ถ้าเราไม่นับองค์ประชุมนี่นะครับ ให้มีการดําเนินการต่อไปก็ไม่ต้องลําบากลําบนมาประชุม กันต่อในวันนี้ เหตุผลก็คือว่าสมาชิกวุฒิสภาเหลืออีกเพียง ๑๑ ท่าน ท่านละ ๔ นาที เวลาก็แค่อีก ๔๐ กว่านาทีก็จะอภิปรายเสร็จแล้ว สมาชิกวุฒิสภาหลายท่านนะครับ ต้องเรียนครับ บางท่านก็อายุมาก ท่านรอมาตั้งแต่ ๙ โมงเช้า ๒ วันนะครับเพื่อจะรออภิปราย แล้วของเรามีคนอภิปรายถึง ๘๔ คน ทีนี้ปัญหา ที่เกิดขึ้นก็เข้าใจครับว่าเป็นเรื่องปัจจุบันทันด่วน ผมก็ขอกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ครับว่าองค์ประกอบของการประชุมรัฐสภานั้นมีวุฒิสภาอยู่ด้วย ท่านต้องกราบเรียนว่า ไม่ได้มีแต่รัฐบาลและฝ่ายค้าน เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปได้นะครับท่านประธานก็อาจจะ
ประการที่ ๑ ก็คงขอท่านประธานอย่าเคร่งครัดข้อบังคับมากเกินไป จนเราไม่สามารถที่จะประนีประนอมในบางเรื่องได้นะครับ
ประการที่ ๒ ก็คงต้องมีการหารือในฐานะตัวแทนวิปและมีการแจ้งกัน ทุกกรณีนะครับ แล้วถ้าจําเป็นก็สามารถที่จะลดทอนบางส่วนของวุฒิสภาให้อภิปรายน้อยลงได้ ถ้าเรามีความเข้าใจร่วมกัน ทีนี้เมื่อวานก็เลยทําให้หลายท่านอาจจะกังวลใจเรื่องที่ ท่านประธานนับองค์ประชุม ผมคิดว่าถ้าจะให้เดินต่อ อย่างไรก็ขอให้มีการประสานงานกัน แล้วก็มีการประนีประนอมกันมากกว่านั้น เพื่อให้เราเดินหน้าให้เห็นให้เป็นตัวอย่างให้กับ ประชาชนเห็นว่าท่านจะเดินหน้าในการปรองดองสมานฉันท์ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ขอชี้แจง ในส่วนของท่านคุณหมอชลน่านนิดหนึ่งนะครับ เมื่อกี้ผมใช้คําพูดว่า มีท่านใดเห็นเป็นอื่น หรือไม่นะครับ ก็ไม่เห็นมีใครมีความเห็นเป็นอย่างอื่นก็ถือว่าทุกคนเห็นชอบ เพราะฉะนั้น ประเด็นนั้นจบไปแล้วครับ ตอนนี้พวกเรากําลังหารือนะครับ เมื่อกี้ผมให้ฝ่ายค้าน ๒ ท่าน รัฐบาล ๒ ท่าน แล้วผมก็จะให้ ส.ว. อีกสักเมื่อกี้ท่านหนึ่งแล้วก็เป็น ๒ ท่าน ฝ่ายละ ๒ ท่าน ก็น่าจะพอสมควรนะครับ เชิญท่านสนธยาครับ
กราบเรียน ท่านประธานครับ กระผม พันตํารวจเอก สนธยา แสงเภา สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องประทานกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ และขอชื่นชมนะครับ ท่านค่อนข้าง สายตายาวไกล ในเบื้องต้นคิดว่าไม่เห็นกระผมเสียแล้ว อันที่จริงแล้วกระผมนี่เป็นหนึ่งเดียว ที่แต่งเครื่องแบบสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ตามที่ท่านสมชาย แสวงการ ประทานอภัยต้องเอ่ยนามท่าน ท่านได้กรุณาพูดแล้วก็พยายามที่จะส่งเสริมให้การสนับสนุน ให้สมาชิกรัฐสภาเพื่อจะอภิปรายในการแถลงนโยบายของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีหญิง คนแรกของประเทศไทยและคนที่ ๑๖ ของโลกนั้นเป็นไปด้วยความเรียบร้อยสง่างาม ดังนั้นผมเรียนเสริมว่าสมาชิกสภานี่ ส.ว. แน่นอนครับสูงวัย โดยเฉพาะอย่างกระผมนะครับ ท่านประธาน ใช้เวลา ๔ นาทีบินมาจากสหรัฐอเมริกานะครับท่านประธาน ดังนั้น กระผมก็คอยอยู่เมื่อคืน จึงเรียนเสริมท่านประธานด้วยความเคารพและจริงใจอย่างสูงยิ่งว่า ท่านอย่ามองสมาชิกวุฒิสภาเป็นไม้ประดับ เราเป็นสภาสูงตรวจสอบและกลั่นกรองด้วย ความสุขุมรอบคอบ ในเบื้องต้นกระผมคงจะขออนุญาตรบกวนท่านเพียงเท่านี้ครับ ท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ผมขออย่างนี้นะครับ เป็นไปได้ขออีกสักฝ่ายละท่าน ผมเห็นท่านเชนยกมือตั้งนานแล้วครับ ท่านเชนครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม เชน เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ต่อกรณีการนัดหมาย การประชุมของท่านประธานรัฐสภาผมคิดว่าเกรงว่าจะเป็นเรื่องที่ขัดกับข้อบังคับ เพราะว่า เมื่อคืนนี้หลังจากท่านประธานสั่งปิดการประชุม ท่านประธานไม่ได้นัดหมายไว้ ในข้อบังคับ ข้อ ๑๒ ระบุว่า การนัดประชุมรัฐสภาต้องทําเป็นหนังสือ เว้นแต่เมื่อได้บอกนัดในที่ประชุมแล้ว การนัดประชุมให้นัดล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามวันโดยไม่นับรวมวันส่งหนังสือและวันประชุม แต่ถ้าประธานรัฐสภาเห็นสมควรจะนัดให้เร็วกว่านั้นก็ได้ ในกรณีเร่งด่วน แต่ทั้งนี้ไม่น้อยกว่า หนึ่งวัน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเกรงว่าพวกเราหลายคนที่ไม่ได้รับการติดต่อจากสภา จดหมายเชิญการประชุมของท่านประธานมาตั้งอยู่ที่บนโต๊ะในที่ประชุม ผมคิดว่า ท่านประธานต้องหารือกับที่ประชุมเพื่องดเว้นการใช้ข้อบังคับ ไม่อย่างนั้นการประชุมครั้งนี้ จะไม่ชอบด้วยข้อบังคับ ขอให้ท่านประธานกรุณาวินิจฉัยด้วยครับ
ท่านครับ ผมได้แจ้งทาง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่เมื่อคืนนะครับ ตั้งแต่เมื่อวานว่าให้เรียกประชุมวันนี้ ก็หมายถึงอย่างน้อย ๑ วัน เพราะฉะนั้นก็เห็นว่ามันถูกต้องแล้วครับ ผมขอท่านขจิตร แล้วก็ท่านคํานูณครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๔ จังหวัดอุดรธานี ผมดีใจครับ ที่บรรยากาศเช้านี้ดีมาก แล้วก็เป็นไปด้วยความสมานฉันท์ แต่ว่าความเป็นจริงจะต้องถูกพูด ทั้งหมด ผมยอมรับความจริงที่ท่านพูดถึง แล้วก็กราบขอบคุณท่านประธานที่ท่านได้สร้าง บรรยากาศที่ดี แต่ผมอยากจะเรียนความจริงอีกอันหนึ่งให้พี่น้องประชาชนได้ทราบครับ ที่จริงแล้วในที่ประชุมนี้เมื่อคืนนี้ครบองค์ประชุมนะครับ ต้องขอบคุณท่านจุรินทร์นะครับ ที่ผมมองเห็นท่านว่าสมาชิกพรรคฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ทําท่าจะวอล์คเอาท์ (Walkout) แล้วท่านก็กวักมือให้พรรคพวกกลับมาแล้วไม่วอล์คเอาท์ แต่ว่าผมจะขอบคุณท่าน อย่างยิ่งถ้าท่านกรุณากดเมื่อคืนนี้มันก็จะครบองค์ประชุม เพราะฝ่ายค้านท่านกดแค่ ๖ ท่าน ท่านบอกผม ผมได้ยิน ท่านจะไม่ใช้วิธีอยู่ในห้องประชุมแล้วไม่กดนะครับ เพราะฉะนั้น ต่อไปก็อย่าใช้วิธีนี้อีกครับ องค์ประชุมจะได้ครบ ขอบคุณมากครับ
เชิญท่านคํานูณครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ท่านประธานคงจะจําได้นะครับว่าเมื่อวานนี้ในช่วงความขัดแย้งรอบแรก ผมได้เสนอให้ท่านประธานพักการประชุม ๑๕ นาที แล้วท่านประธานได้กรุณาเรียกประชุม วิป ๓ ฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิปวุฒิสภาเข้าไปด้วย แต่น่าเสียดายที่ความขัดแย้งได้คลี่คลาย ลงไปโดยที่ยังไม่ได้มีการประชุมวิป ๓ ฝ่าย จากนั้นในความขัดแย้งรอบที่ ๒ เกิดขึ้น พวกกระผมซึ่งเป็นสมาชิกวุฒิสภา และเป็น ๑ ใน ๖ ตัวแทนของวิปวุฒิสภานั่งอยู่ ก็ได้แต่มองตากันไปมองตากันมา แล้วสรุปก็คือว่าไม่มีใครที่จะมาพูดคุยปรึกษาว่า จะเอาอย่างไรกันต่อไป ท่านประธานครับ กระผมไม่อยากจะรื้อฟื้นความหลังมากนัก แต่อยากจะขอให้ท่านประธานช่วยกรุณามองไปข้างหน้าครับ ในสภาผู้แทนราษฎร มุมมอง ที่แตกต่างกันระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลจะเป็นอย่างไรนั้น วุฒิสภาคงมิอาจไปก้าวล่วงได้ แต่เมื่อมีการประชุมร่วมของรัฐสภา ก็ถือว่าพวกเราเข้ามาประกอบส่วนในฐานะ สมาชิกรัฐสภา เราในแต่ละคนก็จะเป็น ๑ ใน ๕๐๐ บวก ๑๔๙ แต่ตลอดระยะเวลา ๓ ปีที่ผ่านมา สิ่งที่สมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่ต้องเผชิญก็คือว่า ความสําคัญของสมาชิกวุฒิสภา ในมุมมองของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายที่เป็นรัฐบาลนั้นมักจะเห็น ความสําคัญของเราต่อเมื่อต้องการองค์ประชุม แต่ในเมื่อมีความขัดแย้ง มีวิกฤติเกิดขึ้น หลายครั้งหลายครา การที่จะประชุมร่วมกันระหว่างวิป ๓ ฝ่ายในลักษณะที่ขอความเห็น อย่างเป็นจริงเป็นจังนั้น แม้จะเคยเกิดขึ้นบ้างแต่ก็เกิดขึ้นน้อย สิ่งที่วิปวุฒิสภาตัวแทนที่อยู่ใน ห้องประชุมนี้ได้รับการแจ้งก็คือ ได้รับการแจ้งว่าฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลตกลงกันแล้วจะเอา อย่างนี้ ตัวแทนของวิปวุฒิสภาที่อยู่ในห้องประชุมนั้น หลายท่านก็ทําหน้าที่ต่ํากว่าศักยภาพ คือกลายเป็นเพียงคนนําสารมาแจ้งเพื่อนสมาชิกวุฒิสภา แล้วสิ่งที่ได้รับการสะท้อนจากสมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภาก็คือว่า พวกเรามีค่า เพียงแค่ให้องค์ประชุมครบเท่านั้นหรือ ทําไมเราจะต้องมานั่งรอ ๒ วัน ๒ คืน เพื่ออภิปราย เพียง ๔ นาที เราเป็นสภาที่ภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่า สภาสูง เอาละครับ แต่เราจะไม่หยิบยก ประเด็นนั้นมาพูด สิ่งหนึ่งที่กระผมจะขออนุญาตฝากท่านประธานไว้ในวันนี้ก็คือว่า ยามใดที่เกิดปัญหาในบางครั้ง ท่านเองคือสภาผู้แทนราษฎร ทั้งฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลนั้น ท่านเป็นเสมือนผู้เล่น ผู้ที่อยู่ในสนามโดยตรงที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน บางครั้ง การแก้ปัญหาอาจจะง่ายกว่า หรือง่ายขึ้นหรือไม่ ถ้าเผื่อมีปาร์ตี้ (Party) ที่ ๓ หรือมีส่วนที่ ๓ ก็คือสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งตลอดระยะเวลา ๓ ปีที่ผ่านมาเราเองก็ได้พยายามที่จะทําหน้าที่ สําคัญที่สุด ก็คือเพื่อให้ระบบรัฐสภาเดินหน้าต่อไปได้ ไม่ต้องมาเสียเวลา เสียโอกาส เพียงเพราะประเด็นองค์ประชุม เพราะฉะนั้นกล่าวโดยสรุปก็คือว่า กระผมอยากกราบเรียน ท่านประธานได้โปรดกรุณาทบทวนการพูดคุย การทําความเข้าใจอย่างเป็นระบบระหว่าง ท่านประธานกับตัวแทนวิปของทั้ง ๓ ฝ่าย รับรู้ถึงความเห็นของพวกเรา ในฐานะที่รัฐธรรมนูญ บังเอิญออกแบบให้วุฒิสภามี ๑๕๐ คน เมื่อมาประกอบส่วนเป็นสมาชิกรัฐสภา ถ้าคิดตาม สัดส่วนจํานวนที่นั่งแล้วเวลาจัดสรร เวลาอะไรทั้งสิ้นวุฒิสภาก็ได้รับเวลาน้อยที่สุด เพราะว่า คํานึงถึงตามที่นั่ง ก็คือสภาผู้แทนราษฎรมี ๕๐๐ ท่าน วุฒิสภามี ๑๕๐ ท่าน ขณะนี้ มี ๑๔๙ ท่าน ถ้าแตกไปเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล วุฒิสภาก็น้อยที่สุด ในขณะที่ธรรมชาติ ของวุฒิสภานั้นเป็นธรรมชาติของสมาชิกที่ ๑๔๙ คน ก็ต้องถือว่าเป็น ๑๔๙ ความคิดเห็น หรือถ้าเรียกเป็นพรรคการเมืองก็เป็น ๑๔๙ พรรค เราไม่สามารถที่จะมีตัวแทนสละเวลา ให้แก่กันในการที่จะมาอภิปรายแสดงความคิดเห็นในประเด็นสําคัญ ๆ ด้วยระยะเวลา ที่พอหายใจหายคอได้คล่อง ไม่ว่าจะเป็น ๒๐ นาที ๑๕ นาที หรือ ๓๐ นาที หลายครั้งหลายหน ที่เราจะต้องมาอภิปรายกันด้วยเวลาที่ได้รับการจัดสรรมา แล้วก็มาจัดแบ่งหารกัน กระผมเมื่อวานนี้ก็ถือว่าโชคดีกว่าเพื่อนคือได้เวลานานที่สุดก็คือ ๑๐ นาที เท่ากับตัวแทน คณะกรรมาธิการ ๒๒ คณะ อภิปรายในเรื่องที่กระผมคิดว่าก็มีความสําคัญ อภิปรายแบบ เป็นรถด่วนฟังรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง เช่นเดียวกับ ส.ว. อีกหลายท่าน อันนี้ก็เป็น หนึ่งในประเด็นที่เป็นความรู้สึก ซึ่งกระผมอาจจะกล่าวได้ว่าแม้จะไม่ได้รับมอบอํานาจ เป็นตัวแทนจากท่านผู้ใดให้มาแสดงความคิดเห็นในที่นี้ แต่กระผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ อยู่ในใจของสมาชิกวุฒิสภาทุกท่าน และรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ว่าต่อไปจะแก้ไขหรือไม่ อย่างไร แต่ในขณะที่ยังไม่แก้ไข เราจะต้องมีการทํางานร่วมกันในฐานะการประชุมร่วม ของรัฐสภา อย่างน้อยที่สุดก็ในเรื่องการพิจารณาประเด็นต่าง ๆ ตามมาตรา ๑๙๐ อย่างน้อยที่สุดก็คือการชี้แจงของรัฐบาลตามมาตรา ๑๗๙ กระผมหวังว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อวานนี้จะเป็นบทเรียนที่ดีที่ท่านประธานจะได้กรุณาทบทวน แล้วก็อาจจะมีการ ปรับเปลี่ยนวิธีการบางอย่าง หรืออย่างน้อยก็ได้รับฟังความคิดเห็น หรือข้อเสนอแนะจาก สมาชิกวุฒิสภาทั้ง ๑๔๙ ท่านบ้าง ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านคํานูณครับ เพื่อความสบายใจผมชี้แจงเรื่องสัดส่วนนิดหนึ่งนะครับ ฝ่าย ส.ส. ทั้งรัฐบาล และฝ่ายค้านได้ฝ่ายละ ๑๑ ชั่วโมง รวมแล้ว ๕๐๐ ท่าน มีเวลา ๒๒ ชั่วโมง ของวุฒิสภา ๑๕๐ ท่าน ก็ประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของ ๕๐๐ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของ ๒๒ ชั่วโมง ก็คือ ๖ ชั่วโมง ๓๖ นาที เพราะฉะนั้นเทียบโดยสัดส่วนแล้ววุฒิสภาจะได้ ๖ ชั่วโมง ๓๖ นาที แต่เวลาที่ได้จัดสรรให้กับวุฒิสภาทั้งหมด ๗ ชั่วโมง ๔๐ นาที เพราะฉะนั้นในส่วนของวุฒิสภา ได้สัดส่วนมากกว่าสัดส่วนที่ควรจะเป็นนะครับ เพื่อให้ท่านได้สบายใจ ผมว่าพอสมควรแล้ว กระมังครับ ผมขออย่างนี้ ผมขอท่านอภิสิทธิ์ท่านหนึ่ง ขอเป็นท่านสุดท้าย เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ที่จริงก็ไม่ตั้งใจที่จะต้องลุกขึ้นมาอภิปรายนะครับ แต่ว่าก็เป็นห่วง เพราะว่าอยากจะให้บรรยากาศการทํางานในสภาชุดนี้เป็นไปอย่างราบรื่นในอนาคต กราบเรียน ๒-๓ ประเด็นนะครับที่ผมคิดว่าถ้าท่านประธานจะกรุณาทบทวนก็จะเป็นสิ่งที่ดี
ประการแรก ความจริงการประชุมวันนี้กระผมไม่ได้รับแจ้งนะครับ แล้วก็เพื่อนสมาชิก ส.ส. ที่นั่งข้าง ๆ ผมจากจังหวัดกาญจนบุรีก็ไม่ได้รับแจ้ง ได้รับแจ้งจาก พรรคครับ ไม่ได้รับแจ้งจากสภา แล้วก็สําหรับผู้ที่ได้รับแจ้งจากสภา ท่านประธานครับ ถ้าจะว่ากันโดยเคร่งครัดแล้วเวลาที่แจ้งมามันปรากฏอยู่ในโทรศัพท์ของท่านเหล่านี้ครับ มันไม่ใช่เมื่อวานนะครับ มันวันนี้ เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วเราร่วมมือครับ ท่านทําให้ มันถูกต้องเถอะครับ ยกเว้นข้อบังคับเราก็ยินดียกเว้นข้อบังคับให้ ให้ประชุมได้ แต่มันจะเป็น การสะท้อนให้เห็นว่าท่านประธานต้องยอมรับบ้างว่า บางครั้งท่านดําเนินการอะไรไป มันไม่ตรงกับข้อบังคับ มีเป้าหมายอะไรก็แล้วแต่ แต่ถ้าพูดกันจริง ๆ พวกเราก็ร่วมมือได้ แต่ถ้าท่านจะมาดึงดันยืนยันบอกว่าแจ้งเมื่อวานนี้แล้วหลักฐานที่มันปรากฏอยู่ในโทรศัพท์ ของพวกเราหลายคนมันจะไปหักล้างได้อย่างไร อันนั้นประการแรกนะครับ ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากให้ทบทวนเรื่องนี้
ประการที่ ๒ เมื่อสักครู่ก็มีการพาดพิงมาถึงทางพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวานนี้ ผมพยายามที่จะขอเพื่อนสมาชิกให้ร่วมประชุมต่อ และผมก็เสียบบัตรแสดงตนชัดเจน เพราะว่าผมก็เคยพูดมาโดยตลอดว่าผมอยู่ในที่ประชุมผมก็จะแสดงตน แต่ว่าต้องบอก ท่านประธานเลยครับว่า เมื่อวานนี้ผมเสียบบัตรแสดงตนด้วยความลังเลจริง ๆ ครับ เพราะท่านปฏิบัติเหมือนพวกผมไม่อยู่ในห้องประชุม ผมยกมือเพื่อจะช่วยหาทางออก ท่านเห็นไหมครับ เพราะผมเห็นว่าท่านเห็น แต่ท่านก็จงใจที่จะไม่ให้พวกเรามีโอกาสใช้สิทธิ มันไม่เหมือนกับใช้สิทธิแต่ไม่แสดงตน พวกผมถูกจํากัดไม่ให้ใช้สิทธิ แต่พวกผมรวมทั้ง ท่านประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ก็แสดงตน เราอยากให้ความร่วมมือครับ แต่ท่านประธานต้องพยายามทําความเข้าใจกับความคิดเห็นที่แตกต่างบ้างนะครับ นั่นเป็นประการที่ ๒ ที่อยากจะกราบเรียนท่านประธาน
ส่วนประเด็นสุดท้ายครับ ท่านคงจะปิดการหารือแล้วนะครับ ก็อยากจะ กราบเรียนว่าเมื่อต้นบ่ายมันมีเหตุการณ์ความไม่เรียบร้อยขึ้นที่เป็นผลสืบเนื่องมาจาก เหตุการณ์เมื่อวาน แล้วก็ความจริงมันจะไปเกี่ยวพันกับเรื่องของการดูแลความสงบเรียบร้อย ถ้าไม่พื้นที่ในบริเวณรัฐสภาก็พื้นที่ข้างนอกนี่ครับ เนื่องจากกระผมไม่ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด โดยละเอียด แต่มีเพื่อนสมาชิกได้ทราบเรื่องนี้ ผมไม่ทราบท่านประธานทราบเหตุการณ์หรือยัง จะขอความกรุณาให้เพื่อนสมาชิกได้เล่าเหตุการณ์ให้ฟังนิดหนึ่งครับ เพื่อประโยชน์ของ ท่านประธานและพวกเราจะได้ช่วยกันคิดครับว่า จะป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นอีก ได้อย่างไรครับ
ท่านจะมอบหมายให้ใครครับ เชิญท่านสาทิตย์ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่หน้ารัฐสภาผมได้สอบถามจากบรรดาผู้ที่อยู่ใน เหตุการณ์แล้วก็มีภาพถ่ายซึ่งมีการบันทึกเอาไว้ รวมทั้งมีภาพที่เป็นวิดีโอ (Video) และเข้าใจว่า จะมีการเผยแพร่ทางสื่อมวลชนด้วย
เรื่องที่เกิดขึ้นก็คือ มีเหตุการณ์เกิดขึ้นประมาณเที่ยงเศษ ๆ นะครับ มีนักศึกษา ๒ คน ทราบว่ามาจากสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งนั่งรถแท็กซี่มาที่หน้ารัฐสภา ความประสงค์ของเขาก็คือนําพวงหรีดนะครับ และที่พวงหรีดก็มีข้อความซึ่งเป็นลักษณะของ การประท้วงท่านประธานในการทําหน้าที่เมื่อคืน เข้าใจว่าเป็นเช่นนั้น ความจริงแล้ว การมาประท้วงลักษณะเช่นนี้ที่มา ๒ คนมาวางหรีด ก็เป็นเรื่องปกติตามสิทธิของในระบอบ ประชาธิปไตยนะครับ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็คือว่าบริเวณหน้ารัฐสภามีกลุ่มที่มาชุมนุมอยู่ ก็คือกลุ่มมวลชนส่วนหนึ่งที่เป็นกลุ่มเสื้อแดง ความจริงการชุมนุมก็มีมาตั้งแต่เมื่อวานนะครับ เมื่อวานซืนด้วยซ้ําไป หลังจากนักศึกษา ๒ คนนี้ประสงค์ที่จะมีการวางหรีด ก็มีกลุ่มเสื้อแดง เข้าไปต่อว่าต่อขาน แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือ ในกลุ่มนี้มีพระภิกษุเข้าไปร่วมอยู่ในเหตุการณ์ด้วย แต่เหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดก็คือว่าหลังจากมีการต่อว่าต่อขานกันระยะหนึ่ง กลุ่มมวลชนเสื้อแดง ตรงนั้นก็เข้าไปรุมล้อมมากขึ้น เข้าใจว่าร่วม ๒๐-๓๐ คน แล้วก็มีการกระชากยื้อแย่งพวงหรีด หลังจากนั้นก็มีการรุมกันทําร้ายนักศึกษา ๒ คนที่ต้องการที่จะมาวางหรีดตามสิทธิของเขา ภาพที่บันทึกเอาไว้และผู้เห็นเหตุการณ์บอกว่านักศึกษา ๒ คนนี้วิ่งหนีจากประตูด้านหน้าไปทาง ประตูด้านข้างรัฐสภาคือประตูปราสาทเทวฤทธิ์ โดยที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ที่ดูแลอยู่ที่นั่นเข้าไปให้ ความช่วยเหลือเลย ไม่มีเจ้าหน้าที่ตํารวจรัฐสภาเข้าไปให้ความช่วยเหลือด้วย เขา ๒ คน วิ่งหนีไปโดยที่มีกลุ่มคนเสื้อแดงที่อยู่ข้างหน้า จากภาพนี่ปรากฏเห็นได้ชัดเจนนะครับ เข้าไป รุมทําร้ายจนกระทั่งหนีเข้าไปในบริเวณรัฐสภา แล้วก็มีสื่อมวลชนเข้าไปถ่ายภาพเหตุการณ์ไว้ได้ ทั้งหมดมีการสัมภาษณ์ เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ท่านประธานครับ มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นหน้ารัฐสภา เราไม่เคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะเช่นนี้ครับ ถ้าเป็นแบบนี้ผมก็จะถามท่านประธานว่า ในฐานะ เป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งมีหน้าที่ที่ต้องดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณนี้ ท่านจะดําเนินการในเรื่องนี้อย่างไร เพราะเรื่องนี้กระทบต่อท่านโดยตรง
๒. ความจริงแล้วกลุ่มมวลชนที่มาชุมนุมตั้งแต่เมื่อคืน ต่อไปนี้ถ้าเกิด เหตุการณ์ลักษณะเช่นนี้อีกจะกระทบการทํางานของสมาชิก โดยเฉพาะฝ่ายค้านด้วย เมื่อคืนในเวลาที่สภากําลังอภิปรายกันอยู่มีการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐบาลนั้น ข้างนอก ก็มีการพูดปลุกระดมในลักษณะที่บอกว่าเดี๋ยวออกมาจะจัดให้ เกิดขึ้นตลอดเวลา ที่ประชุมแห่งนี้ มีท่านนายกรัฐมนตรี มีรองนายกรัฐมนตรีซึ่งดูแลความมั่นคงอยู่ด้วย ท่านจะดําเนินการ ในเรื่องนี้และให้หลักประกันกับความปลอดภัย การทําหน้าที่รวมทั้งประกันเรื่องสิทธิเสรีภาพ ของประชาชนที่จะมาแสดงสิทธิของเขาอย่างไร กระบวนการเช่นนี้จะกระทบถึง เรื่องปรองดองแน่นอนครับ แล้วก็จะย้อนกลับไปสู่สิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เคยสอบถามท่านในช่วงเลือกตั้งว่าท่านจะควบคุมดูแลคนเสื้อแดง ซึ่งก็เป็นกลุ่มเดียวกับท่าน ได้หรือไม่ และท่านก็ตอบว่าไม่สามารถที่จะทําได้ แต่เมื่อเหตุการณ์มันเกิดขึ้น หน้ารัฐสภาเช่นนี้แล้ว ผมคิดว่าเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะ ที่มีหน้าที่โดยตรงจะต้องมีความชัดเจนว่าท่านจะดําเนินการในเรื่องนี้อย่างไร
ผมเรียนท่านประธานเรื่องนี้เพราะว่าเป็นห่วงจริง ๆ นะครับ มิเช่นนั้น สภาพการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นแล้วจะกดดันการทํางานของทุกฝ่าย ทุกฝ่ายก็จะเกรงว่าจะเกิด เหตุร้ายเกิดขึ้น และการทําหน้าที่ของทุกฝ่ายจะไม่สมบูรณ์ ผมเรียนถามท่านประธาน และท่านนายกรัฐมนตรี และประสงค์ที่จะได้คําตอบในเรื่องนี้ เพื่อทุกฝ่ายได้ทําหน้าที่ ของตัวเองอย่างสมบูรณ์ต่อไปด้วยครับ
พอแล้วกระมังครับ สมควรแล้ว กระมังครับ ประท้วงหรือครับ
กราบเรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน รังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ประท้วงข้อ ๔๓ นะคะ คือขอเอ่ยนาม ท่านขจิตร ชัยนิคม นะคะ ที่บอกว่าเมื่อคืนนี้ถ้าซีกฝ่ายค้านเสียบบัตรก็จะครบองค์ประชุม แต่ตอนเวลาพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ซีกของท่านก็บอกว่าองค์ประชุมเป็นหน้าที่ ของรัฐบาล เพราะฉะนั้นเป็นการที่ใส่ร้าย ต้องให้ท่านถอนนะคะ เพราะไม่อย่างนั้น จะเกิดความเสียหาย
อีกประการหนึ่งที่เมื่อคืนนี้สภาล่ม ต้องโทษท่านประธานด้วย คือคนที่ทําให้ สภาล่ม ๑. คือคนที่เสนอญัตติขอปิดอภิปราย ๒. เกิดจากประธานไม่เห็นความสําคัญของ ฝ่ายค้านแล้วก็วุฒิสภา ไม่มองมาทางนี้เลย มองแต่ทางขวาอย่างเดียว ตาท่านเหล่ หรืออย่างไรไม่ทราบ ขนาดผู้นําฝ่ายค้าน ประธานวิปฝ่ายค้าน ท่านไม่ฟังอย่างไร แล้วเดี๋ยว ท่านก็ไม่ทราบอีก ให้ท่านคุยก่อนนะคะ เดี๋ยวท่านก็ไม่ทราบว่าดิฉันพูดอะไรอีก เดี๋ยวท่าน ก็ปิดไมโครโฟนอีก ท่านห้ามปิดนะคะ ท่านเป็นคนที่ไม่ฟังความคิดเห็นของคนอื่น เหตุการณ์ มันถึงได้เกิดแบบนี้ ดิฉันก็พูดตลอดเวลา ก็ไม่อยากจะพูด เดี๋ยวหาว่าดิฉันเอาคําพูดของ ท่านสุชาติมาพูดอีก เวลาท่านแข็ง ท่านก็แข็งเกินไป ดิฉันก็มีความรู้สึกว่า คือถ้าเกิดท่านผ่อนปรน ฟังความคิดเห็นของคนอื่น สภาจะไม่เป็นแบบนี้เลย เมื่อคืนนี้ดิฉันก็เห็นท่านหัวหน้า ท่านผู้นําฝ่ายค้านยกมือ ท่านก็นั่งลงเถอะครับ นั่งลงเถอะครับ ตอนนี้ดิฉันถ้าเกิดต่อไป ท่านพูดอย่างนี้ ดิฉันจะไม่นั่ง เพราะว่าท่านไม่ยอมฟังก่อน ท่านต้องฟังความคิดเห็นของคนอื่น สภามันถึงจะเดินหน้าได้ แต่ถ้าท่านยังขืนเป็นอย่างนี้ สภาก็ยังเป็นอย่างนี้ตลอดไป ท่านจะอยู่ ไม่ครบ ๔ ปีหรอก ดิฉันพูดไว้ได้เลย แต่ต้องให้ท่านขจิตรถอนก่อน ไม่อย่างนั้นจะเสียชื่อ พรรคฝ่ายค้านนะคะ
ขอบคุณครับ ประเด็นนี้ ก็ว่ากันไปว่ากันมาทั้ง ๒ ฝ่ายมาตลอด เพราะฉะนั้นก็ขออนุญาตเตือนท่านขจิตรนะครับ ต่อไปก็อย่าว่ากันอีกนะครับ
(นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
ท่านขจิตรครับจบแล้ว จบแล้วครับ จบครับ พอเถอะครับ พอเถอะครับ จะขอถอนใช่ไหมครับ ท่านจะถอนใช่ไหมครับ ผมไม่ได้ให้ถอน
ท่านประธานครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม ผมพูดว่าถ้าฝ่ายค้านจะเซ็นชื่อทั้งหมดมันจะครบองค์ประชุม แล้วก็ข้อเท็จจริงก็คือฝ่ายค้านเซ็นชื่อ ๖ คน ที่เสียบบัตร ๖ ท่านแสดงตน แต่ว่าผมเห็นฝ่ายค้าน อยู่เกิน ๖ ท่าน ผมจะถอนมันก็ไม่ตรงกับความจริง แต่ว่าผมจะถอนในส่วนที่ว่า ถ้ามันกระทบกระเทือนใจท่าน ผมกราบขออภัย แต่ความจริงคือสิ่งที่ผมพูดนี้ ถอนไปแล้ว มันก็ปรากฏว่ามีชื่อฝ่ายค้านกดอยู่ ๖ ท่าน จะให้ผมถอนอะไรครับ ขออภัยที่จะผิดใจท่าน
ผมไม่ได้ให้ถอน ผมไม่ได้ให้ ท่านถอน ผมเตือนเฉย ๆ ครับ ก็ถือว่าจบแล้วนะครับ
(นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก ได้ยืนและยกมือขึ้น)
คุณหมอประท้วงอะไรครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมจะขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงนิดเดียวครับ ที่คุณขจิตร ชัยนิคม กําลังพาดพิงมาที่ พรรคประชาธิปัตย์ในเหตุการณ์เมื่อคืนนี้ ถ้าผมจะเรียนตรง ๆ จากใจเลยว่าพวกผมส่วนหนึ่ง ตั้งใจวอล์คเอาท์ครับ ตั้งใจจริง ๆ ว่าตั้งใจจะวอล์คเอาท์ เพราะว่ารัฐบาลทําไมใช้อํานาจ เกินความจําเป็นในการสั่งปิดการประชุมที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างวิปทั้ง ๓ ฝ่าย เราส่วนหนึ่งตั้งใจวอล์คเอาท์ เพราะไม่พอใจรัฐบาล แต่ผมต้องย้ําว่าเรามีผู้นําฝ่ายค้าน เพราะเรามีท่านชวน มีผู้ใหญ่อีกหลายท่านที่กดบัตรเพื่อแสดงสปิริต (Spirit) แล้วผมยังเห็น เลยว่าท่านผู้นําฝ่ายค้านยกมือขึ้นเพื่อจะหาทางออกให้ แต่ท่านก็ทํากับผู้นําฝ่ายค้านว่า เหมือนกับไม่อยู่ในที่ประชุม
ขอบคุณครับ
อีกนิดเดียวครับ อันนี้คือผมใช้สิทธิพาดพิงครับท่านประธาน แล้วผมกําลังมีข้อที่จะมาประท้วงกับ ท่านประธานที่ขัดข้อบังคับครับ มีเพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งคือท่านเชนได้กําลังท้วงติง ท่านประธานว่า ขณะนี้ที่ประชุมแห่งนี้กําลังจะทําหน้าที่การประชุมที่ขัดข้อบังคับการประชุม ข้อ ๑๒ และท่านผู้นําฝ่ายค้าน
ท่านครับ ผมกําลังจะ ดําเนินการต่อ ผมจะดําเนินการต่อตามที่ท่านอภิสิทธิ์ได้เสนออยู่แล้วครับ
ท่านใจเย็น ๆ ฟังผมให้จบนิดเดียวนะครับ ผมกําลังจะชี้ว่าในโทรศัพท์มือถือของผมลงเวลาข้อความสั้นว่า เที่ยงคืน ๓ นาที เท่ากับว่ามันขัดข้อบังคับการประชุม ข้อ ๑๒ วรรคสอง ดังนั้นจึงต้องแนะนํา ให้ท่านใช้ข้อบังคับ ข้อ ๑๑๖ เพื่อยกเว้นข้อบังคับแล้วพวกเราจะให้ความร่วมมือครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ผมก็จะดําเนินการ ตามที่เมื่อกี้ท่านอภิสิทธิ์ได้เสนอนะครับ เพื่อความเรียบร้อยของการประชุม เพราะฉะนั้นผมขอ ดําเนินการตามที่ท่านอภิสิทธิ์ได้เสนอนะครับ โดยใช้ข้อบังคับ ข้อ ๑๑๖ ยกเว้นข้อบังคับ ข้อ ๑๒ ครับ มีท่านใดเห็นเป็นอื่นหรือเปล่าครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ไม่มี ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบนะครับ ท่านชาดามีอะไรครับ
ประธาน ไม่ปฏิบัติตามข้อ ๔๑ นะครับ การอภิปรายไม่สนับสนุน หรือคัดค้าน ประธานต้องให้สิทธิกระทําได้ โดยไม่ต้องสลับหรือให้นับเป็นวาระ ผมขอท่านประธานพูด ท่านประธานก็ไม่ให้ผมพูด ผมยกมือ กราบเรียนด้วยความเคารพว่าผมขอประท้วงท่านประธานก่อนครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานอย่าให้ปัญหาอย่างนี้เกิดขึ้นอีกหลาย ๆ ครั้ง ผมเห็นการแถลงนโยบายของ คณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภานั้น ๓ ครั้งมีปัญหาหมด จริง ๆ แล้วท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ น่าจะต้องไปทํางานตั้งแต่เมื่อวานนี้ หรือทุกคนก็น่าจะไปปฏิบัติภารกิจแล้ว ถ้าท่านประธานไม่ใช้ อํานาจจนเกินไป กราบเรียนท่านประธานนะครับ ผมเป็นสมาชิกเมื่อไม่นานนี้แต่ผมเห็นว่า การประชุมของสภาผู้แทนราษฎรเป็นการประชุมที่บางครั้งมีการผิดกฎหมาย มีการผิดข้อบังคับ ข้อบังคับก็คือกฎหมายที่เราใช้กันถือว่าเป็นกฎหมายอย่างหนึ่ง แต่เราเป็นผู้ออกกฎหมายไปสู่ พี่น้องประชาชนให้ประชาชนเป็นผู้บังคับใช้ แต่เราเองได้ทําหลายอย่างที่ไม่ถูกต้อง ท่านประธานครับ แต่มันมีข้ออะลุ้มอล่วย ผมเป็นห่วง ขออนุญาตอดีตท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร ซึ่งท่านเสียชีวิตไปแล้ว ต้องขออนุญาตกราบด้วยความเคารพกล่าวถึงท่าน ท่านต้องไปจาก นายกรัฐมนตรีด้วยข้อหาที่ชาวต่างชาติหัวเราะกัน ผมไม่อยากเห็นอย่างนั้นเกิดขึ้นกับสภาของเรา หรือรัฐบาลของเราในชุดไหนอีกก็ตาม ท่านประธานครับ เราห้ามไม่ให้สมาชิกพูด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถูกจํากัดเวลาทุกคนว่าเดี๋ยวจะเสียเวลา ทั้ง ๆ ที่ทุกคนมาเพื่อจะมาพูด ผมมีข้อแนะนําให้ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ว่าถ้าท่านเอาความคิดผมไป จากความสามารถ ของท่าน ทีมงานของท่าน ท่านอาจจะไปสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาตินี้อีกมากมาย ผมก็ไม่มีโอกาสได้พูด ส่วนหนึ่งของนักการเมืองจึงไปพูดที่ถนน ท่านประธานครับ มีผู้อาวุโส ท่านหนึ่งบอกกับผมว่า พาร์เลียเมนท์ (Parliament) แปลว่า ที่พูด มาจากภาษาละติน ท่านได้ให้ โอกาสพูด ทุกครั้งไม่ว่าการประชุมงบประมาณ ไม่ว่าการประชุมแถลงนโยบาย การเสนอแนะ แนวความคิดของสมาชิกถูกจํากัด แล้วบอกว่าเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา และแล้วก็เสียเวลามา จนบัดนี้ ทุกครั้งน่าจะจบตั้งแต่วันแรก ผมถือว่าคําแถลงนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์นั้น จบตั้งแต่ท่านอ่านจบแล้วครับ มันเกมไปแล้วตรงนั้นนะครับ แต่เพราะเหตุอะไรครับท่านประธาน เมื่อวานนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ มีพี่น้องเป็น ประธานสภาท้องถิ่นที่บ้านผม ทั้งประธานสภาเยาวชนและประธานสภาเทศบาลโทรศัพท์มาหาผม ผมไม่ได้นอนครับท่านประธาน ผมมีความรู้สึกว่าท่านประธานไม่สง่างาม ประธานสภาเยาวชน เด็กบ้านผมโทรศัพท์มาบอกว่าท่านประธานแทบจะมาเสียบบัตรให้ฝ่ายรัฐบาลเอง สิ่งที่ประธาน ทําเมื่อวาน ผมเข้าใจในความรู้สึกของท่านประธานและผมก็เชื่อว่าประธานต้องการทําทุกอย่าง ให้ผ่านไปด้วยดี ผมก็อยู่ฝ่ายรัฐบาล ท่านเป็นผู้นําผมในวันนี้ ในฐานะที่ผมเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรท่านคือผู้นําผมครับ เมื่อวานนี้เหตุการณ์ถ้าท่านค่อย ๆ คิดดูนะครับ มันจะมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งถือว่าไม่ถูกต้องครับท่านประธาน เราจะให้เหตุการณ์แบบนั้น เกิดขึ้นอีกหรือท่านประธาน สมาชิกที่อยู่ตรงนี้ทุกคนอยากจะช่วยให้ทุกอย่างจบ พูดไม่ได้ ท่านประธานใช้คําพูดคําเดียว ซึ่งคําพูดว่า เป็นอํานาจของท่าน เป็นอํานาจของท่าน ท่านใช้คําว่า อํานาจของท่าน มากมายเหลือเกินจนผมเองไม่กล้า และผมเรียนกับ ท่านประธานด้วยความเคารพครับว่าท่านต้องให้สิทธิสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้พูดครับ ไม่ว่าการประชุมงบประมาณ คนไหนที่พูดไม่ดี บ้าน้ําลาย ประชาชนตัดสินครับ ผมบอกท่าน ได้เลยครับว่าเอาต่อไปนี้ให้เป็นสถานีรวมการเฉพาะกิจเลยครับเวลาประชุมสภาทุกนัด เอาอย่างนั้นเลยครับ ให้ประชาชนเห็นไป ไม่ต้องไปกลัวครับท่าน ผมไม่ทราบว่าเป็น เพราะอะไร เวลายืนอยู่ข้างซ้ายพูดอย่าง เวลาอยู่ข้างขวาพูดอย่าง มันเกิดขึ้นกับสภาแห่งนี้ จริง ๆ นะครับ มันเกิดขึ้นจริง ๆ ผมเคารพนักการเมืองทุกท่าน แต่ผมนั่งอยู่ตรงกลาง ผมเห็นว่าสิ่งที่พี่น้องฝ่ายค้านเคยอึดอัดกับฝ่ายรัฐบาล แต่เวลามาเป็นรัฐบาลก็ใช้พฤติกรรม เช่นนั้นกับฝ่ายค้านอีกเหมือนกัน ผมไม่ทราบว่ามันเป็นอะไร เขาบอกนักการเมืองไม่มีจุดยืน ผมก็บอกไม่จริงหรอกครับ อยู่ที่จะยืนตรงไหน ผมเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ท่านมีโอกาสไปดูเดี่ยว ๙ บ้างก็จะดีครับ เขาพูดว่าอย่างไรรู้ไหมครับ เขาบอกว่า ถ้าอยากขายชาติ ให้มาสภา เจ็บปวดครับ ผมไปนั่งฟัง ผมไปดูมา มันเป็นความเจ็บปวดของนักการเมืองครับ ผมเรียนท่านประธานว่าท่านต้องเอาการเกิดปัญหา เกิดเหตุคราวนี้มาบูรณาการกันใหม่ ให้มันจบปัญหาแล้วก็ว่ากันไปครับ
(นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
มีผู้ประท้วงครับ ท่านประธานครับ
เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุตรดิตถ์ เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านประธาน ในข้อ ๔๕ วรรคหนึ่ง คือคําวินิจฉัยหรือว่าคําที่ท่านได้สรุปเมื่อสักครู่นี้แล้ว ถือว่าเป็นเด็ดขาดแล้ว แล้วก็เมื่อสักครู่นี้สมาชิกพรรคฝ่ายค้านก็ได้มีการอภิปราย ได้พูดไปถึงต่าง ๆ นานา คิดว่าน่าจะเพียงพอแล้ว อยากให้บรรยากาศเข้าไปสู่การเปิดการประชุมต่อไป เมื่อวานนี้ ฝ่ายของรัฐบาลเอง ทางปีกของพรรคเพื่อไทยหลายท่านก็ไม่ได้มีการพูด ทุกคนก็ยอมรับหมด เพื่ออยากให้บรรยากาศไปในทางที่สร้างสรรค์ และผมสังเกตว่าท่านประธานนี่เปลี่ยนไปนะครับ เมื่อก่อนนี้ท่านเป็นขุนค้อนที่น่ากลัว น่าเกรงขามมาก บัดนี้ผมคิดว่าค้อนที่ท่านถือนี่ อาจจะเล็กไป เพราะวันนี้สถานการณ์มันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ท่านอาจจะต้องใช้ค้อนใหญ่ขึ้นครับ ท่านประธานครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ คงอีกไม่นานครับ ให้ท่านชาดาได้พูดสักนิด เชิญท่านต่อเลยครับ
ผมกราบเรียนว่า เราน่าจะใช้เหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นมาแก้ปัญหาอนาคตด้วย ผมว่าปัญหาจะไม่เกิดขึ้น ท่านประธานครับ ผมเคยฝันว่าผมเห็นท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณนั่งคุยกับท่านอภิสิทธิ์ ท่านนายกรัฐมนตรีชวน ว่าจะสร้างประเทศไทยอย่างไร ผมเชื่อว่าวันนี้มันก็จะเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่เรื่องอย่างนั้นไม่เกิดขึ้นได้กับประเทศชาตินี้ แต่ให้เราลดและวางลงบ้างครับ แล้วผมเชื่อ ประเทศไทยจะยิ่งใหญ่กว่าประเทศใดในเอเชียเลยครับ คนที่มีความสามารถระดับนั้น สามารถทําได้ ผมเรียนด้วยความเคารพครับ ผมอยากเห็นสภาแห่งนี้ศักดิ์สิทธิ์ แม้แต่ ขออนุญาตท่านประธานที่เคารพครับ ประธานคณะกรรมาธิการคณะต่าง ๆ ก็ดําเนินการ ผิดระเบียบ ผิดข้อกฎหมายทุกครั้ง ในอดีตที่ผ่านมาเมื่อสมัยประชุมคราวที่แล้ว เอาอะไรครับ ท่านประธานครับ เอาข้าราชการท้องถิ่นมารับเงินเดือน ๑๐๐ กว่าคนใน ๓๕ คณะก็เกิดขึ้นแล้ว ท่านประธานครับ แล้วท่านประธานจะให้สิ่งแบบนั้นเกิดขึ้นอีกหรือ วันนี้กรรมาธิการทุกท่าน ที่ไปเป็นกรรมาธิการก็ทําผิดระเบียบ โดยที่สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยืมเงินทดรองราชการ
ท่านชาดาครับ พอสมควรแล้วครับ พอเถอะครับ พอสมควรแล้วครับท่าน ขอบพระคุณมากครับ นั่งเถอะครับ พอสมควรแล้วครับ ผมขออนุญาตเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหน้าสภานะครับ ใช่เรื่องนี้หรือเปล่าครับ เชิญครับ
เรื่องนี้ครับ ผมแปลกใจครับ
เดี๋ยวผมขอชี้แจงเลยครับ
เชิญครับ
เรื่องเหตุการณ์หน้าสภานะครับ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่นอกรั้วสภาของเรา เพราะฉะนั้นคงไม่อยู่ในอํานาจของสภาที่จะไป ดําเนินการอะไร เป็นอํานาจของทางเจ้าหน้าที่ตํารวจที่เขาต้องดูแลครับ ก็ถือโอกาสนี้ ฝากท่านนายกรัฐมนตรีด้วยนะครับ พอแล้วกระมังครับ เชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีค่ะ จากข้อกังวลของทางคุณสาทิตย์นะคะ ที่ฝากมายังดิฉัน ดิฉันจะมอบหมายสําหรับในเรื่องของเหตุการณ์เกิดขึ้นที่หน้าสภาให้ทาง รองนายกรัฐมนตรีเฉลิม อยู่บํารุง ที่จะมาหารือกับคุณสาทิตย์ในเรื่องของการเก็บข้อมูล เพิ่มเติมค่ะ ขอบคุณค่ะ
ขออนุญาตต่อเลยนะครับ ขอชี้แจงระยะเวลา ผมอยากดําเนินการอย่างนี้ครับให้ทุกฝ่ายได้ใช้สิทธิใช้เวลาที่ได้ตกลงกัน จากวิป ๓ ฝ่ายตั้งแต่แรกให้ได้สมบูรณ์ โดยที่ฝ่ายรัฐบาลสละสิทธิ์ไม่ใช้เวลาตามข้อกําหนด แล้วก็จะให้ฝ่ายค้านกับฝ่ายวุฒิสภาได้ใช้เวลาตามเงื่อนไข ซึ่งฝ่ายค้านมีเวลาทั้งหมด ๑๑ ชั่วโมง ตอนนี้ใช้ไปแล้ว ๑๐ ชั่วโมง ๓๕ นาที ยังเหลือเวลา ๒๕ นาที ส่วนวุฒิสภา ใช้ไปแล้วจากทั้งหมด ๗ ชั่วโมง ๔๐ นาที ใช้ไปแล้ว ๖ ชั่วโมง ๒๐ นาที ก็เหลืออยู่ ๑ ชั่วโมง ๒๐ นาที ผมจะขออนุญาตดําเนินการตามนี้ครับ
(นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
ท่านประท้วงหรือครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เหตุการณ์เมื่อสักครู่ที่ท่านสาทิตย์ ได้หารือกับทางท่านประธาน คําตอบของท่านประธานที่บอกว่าเนื่องจากบริเวณดังกล่าว เป็นบริเวณที่อยู่นอกรัฐสภา ทําให้ท่านประธานไม่สามารถที่จะสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตํารวจรัฐสภา หรือใครก็แล้วแต่ไปดูแล ผมคิดว่าจะเป็นความคิดที่ผิดพลาด เป็นความคิดที่ผู้หลักผู้ใหญ่ ของบ้านเมืองกลายเป็นดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนเฉพาะในเขตที่ตนเองมีอยู่ เท่านั้นเอง ผมคิดว่าสิ่งนี้เป็นอันตรายสําหรับการปกครองบ้านเมืองครับท่านประธาน ผมคิดว่าสิ่งนี้ท่านประธานควรจะรับไว้แล้วก็จะเรียกเจ้าหน้าที่เมื่อเห็นเหตุการณ์ พี่น้องประชาชนถูกทําร้ายเข้าไปช่วยเถอะครับ อย่ามองว่านี่มันนอกรัฐสภาเป็นเรื่องของ คุณเฉลิม ถ้าเข้ามาในสภาเมื่อไรเราค่อยจับ ขอท่านประธานเถอะครับ ช่วยเหลือคนไทย คนหนึ่งด้วย ขอบคุณมากท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ที่จริงผมเรียน ตรง ๆ นะครับ ผมเพิ่งทราบจากที่ท่านพูดเมื่อกี้นี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพิ่งทราบจริง ๆ แล้วเป็นเหตุการณ์อยู่นอกรั้ว ผมก็ได้มอบหมายให้ฝ่ายที่รับผิดชอบโดยตรง ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรี ผมมอบหมายให้ท่าน ท่านได้ชี้แจงแล้วมันน่าจะจบ ผมขออนุญาตดําเนินการเลย ฝ่ายค้าน เหลือเวลา ๒๕ นาทีครับ ฝ่ายวุฒิสภาเหลือเวลา ๑ ชั่วโมง ๒๐ นาที มีอะไรครับ เรื่องยกเว้น ข้อบังคับจบไปแล้วครับ ไม่มีท่านใดเห็นเป็นอื่นจบไปแล้วครับ ขออนุญาตเลยนะครับ ให้ท่านบริหารเวลานะครับ ฝ่ายค้าน ๒๕ นาที วุฒิสภา ๑ ชั่วโมง ๒๐ นาที เริ่มที่วุฒิสภาก่อน ขอเชิญหม่อมหลวงปรียพรรณ ศรีธวัช ครับ ๔ นาที เชิญครับ ท่านจุรินทร์เชิญครับ มีอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ผมขอกราบเรียนว่าเวลาที่ท่านประธาน ได้แจ้งว่าฝ่ายค้านเหลือ ๒๕ นาที ผมเข้าใจว่าเจ้าหน้าที่อาจจะตรวจสอบคลาดเคลื่อนนะครับ แต่ไม่เป็นไรครับ สักครู่นี้ผมจะขอให้เจ้าหน้าที่ได้เรียนท่านประธานทราบว่าเวลาที่แท้จริงนี้ ยังเหลือเท่าไร อย่างไร และผมยินดีปฏิบัติตามนั้น แต่ผมตรวจสอบแล้วไม่น่าจะ ๒๕ นาทีครับ แต่เพื่อให้การประชุมเดินหน้าต่อไปไม่ขัดข้อง ตอนนี้ผมจะประสานกับ ท่านประธานสภาถัดจากนี้ไปครับ
ขอบคุณครับ เชิญครับ
ขออนุญาตท่านประธานครับ ผม ยุทธนา ยุพฤทธิ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดยโสธร อยากให้ท่านประธานอ่านลําดับ การอภิปรายเพื่อสมาชิกจะได้เตรียมตัวและรู้ตัวไว้ก่อนครับ ขอบคุณครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ดิฉัน หม่อมหลวงปรียพรรณ ศรีธวัช สมาชิกวุฒิสภาแบบสรรหา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอกราบเรียนข้อเสนอแนะผ่านท่านประธานรัฐสภาไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องสําหรับการบริหารงานรัฐบาลไว้ดังนี้
ประเด็นที่ ๑ การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ในข้อ ๑.๘.๒ ดิฉันเห็นว่า การที่รัฐบาลมีนโยบายให้ผู้ที่จบการศึกษาปริญญาตรีมีรายได้ ๑๕,๐๐๐ บาทต่อเดือนนั้น หลายท่านมองเห็นว่าเป็นการสร้างภาระให้กับผู้ประกอบการ ภาคเอกชน และรัฐบาลเอง เพราะปัจจุบันเยาวชนมีค่านิยมมุ่งเรียนต่อปริญญาตรีอยู่แล้ว นโยบายนี้ยิ่งจูงใจให้เยาวชน มุ่งศึกษาต่อปริญญาตรีมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ข้อมูลจากสํานักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ความต้องการใช้แรงงานปริญญาตรีในตลาดเอกชนมีเพียง ๕ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นจํานวน บัณฑิตที่ตกงานโดยเฉลี่ยจึงมีสูงถึง ๑๐๐,๐๐๐ คนต่อปี และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นบัณฑิต ในสายสังคมศาสตร์ ปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นก็คือ เมื่อผู้ประกอบการจ้างในอัตรานั้นไม่ไหว ก็จะหันไปจ้างแรงงานอาชีวศึกษาแทน และกลไกการจ้างงานก็จะเป็นไปโดยอัตโนมัติ เหมือนในอดีตที่ผ่านมา คือเมื่อบัณฑิตตกงานมากก็จะยินดีรับค่าจ้างในอัตราที่ต่ํากว่า เพราะดีกว่าตกงาน ท่านประธานคะ สิ่งที่ดิฉันกังวลไม่ใช่เรื่องของการจ้างแรงงานบัณฑิต ในอัตรา ๑๕,๐๐๐ บาท แต่กังวลว่าบัณฑิตของเราไม่เก่งภาษาต่างประเทศเท่ากับบัณฑิต จาก ๙ ประเทศในกลุ่มอาเซียน เรื่องภาษาเป็นจุดอ่อนอย่างมากของบัณฑิตไทย จึงเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ฝากกราบเรียนท่านประธานให้ท่านผู้เกี่ยวข้องหาวิธีการช่วยเหลือ นับแต่วันนี้ให้พร้อมจะสู่การเป็นอาเซียนกับอีก ๙ ประเทศในปี ๒๕๕๘ ให้ได้
ประเด็นที่ ๒ ดิฉันอยากกราบเรียนว่าแรงงานอาชีวศึกษาที่มีความรู้ ความสามารถเฉพาะด้าน เช่น ด้านฝีมือและวิชาชีพที่มีความเชี่ยวชาญในงานอุตสาหกรรม ต่าง ๆ นั้น บางแห่งเช่นในโรงงานต่างชาติได้รับค่าตอบแทนสูงกว่าปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาท อยู่แล้ว ทั้งยังเป็นที่ต้องการโดยเฉพาะในโรงงานอุตสาหกรรมอีกมาก การที่เยาวชนมุ่งเรียน ปริญญาตรี ซึ่งทําให้ต้องเข้ามาเรียนในเมือง ทําให้ประสบปัญหาแรงงานท้องถิ่นขาดแคลน เพราะละทิ้งถิ่นฐานเข้ามาทํางานในเมือง ทําให้กระทบกับอาชีพอุตสาหกรรมพื้นบ้าน หัตถกรรมท้องถิ่น และศิลปะนี้มีโอกาสจะเลือนหายไป และกระทบถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ เพราะเยาวชนละทิ้งบุพการีให้อยู่ตามชนบทแต่เพียงลําพัง แต่อย่างไรก็ตาม ดิฉันขอแสดงความชื่นชมนโยบายการศึกษาที่ท่านเน้นการพัฒนาด้านอาชีวศึกษาอีกด้วย
ประเด็นที่ ๓ การพัฒนาระบบการศึกษา ในอดีตไทยเป็นประเทศด้อยพัฒนานะคะ จึงได้ส่งเสริมให้มีการพัฒนาบุคลากรในสายของแพทย์ พยาบาล วิศวกร นักกฎหมาย ให้ทัดเทียมกับอารยประเทศ แต่เรานําเอาระบบการศึกษามาไม่ครบวงจร ทุกวันนี้ลูกหลาน ของเราเรียนหนังสือตั้งแต่ ๐๘.๐๐ นาฬิกาตอนเช้าจนถึง ๒ ทุ่ม โดยเน้นพัฒนาแต่สมองซีกซ้าย ตามทฤษฎีของดอกเตอร์โรเจอร์ ดับบลิว สเปอร์รี่ ผู้ได้รับรางวัลโนเบลในปี พุทธศักราช ๒๕๒๔ อธิบายว่า สมองซีกขวาเป็นสมองส่วนที่คิดสร้างสรรค์ คิดนอกกรอบ ควรจะได้รับการพัฒนาควบคู่กันไป เพราะทําให้เป็นผู้ประกอบการ เป็นนักบริหาร และซาบซึ้งในศิลปะในอนาคต แต่ไทยเรากลับไม่ได้พัฒนาสมองซีกขวาของเยาวชนเท่าที่ควร ครอบครัวที่มีฐานะดีเท่านั้นจึงจะสามารถส่งบุตรหลานของตนไปเรียนดนตรี กีฬา และศิลปะ ต่าง ๆ ได้ แต่เยาวชนที่มาจากครอบครัวลําบาก ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศกลับมิได้รับ โอกาสตรงนี้ ดิฉันขอฝากกราบเรียนผ่านท่านประธานรัฐสภาไปยังท่านผู้เกี่ยวข้อง ให้ท่านกรุณาเห็นความสําคัญของการพัฒนาสมองของเยาวชนในชาติไปทั้ง ๒ ด้าน พร้อม ๆ กันไป คือสมองซีกซ้ายเป็นสมองส่วนที่ความเป็นเหตุเป็นผล ๑ บวก ๑ เท่ากับ ๒ ควบคู่กับสมองซีกขวา เช่น ทราย ๑ กอง รวมกับทราย ๑ กอง รวมเป็นทรายกองใหญ่ ๑ กอง ซึ่งเป็นการพัฒนาการทางด้านของความคิดสร้างสรรค์
ประเด็นสุดท้ายนะคะ นโยบายการศึกษาในหัวข้อที่ ๔.๑.๒ และ ๔.๑.๓ โครงการ ๑ อําเภอ ๑ ทุน และพัฒนาครูนั้น ดิฉันขอกราบเรียนว่าอยากให้มีนโยบายพัฒนาครู ๑ ทุน ๑ ตําบลด้วย โดยให้ครูจากโรงเรียนประชาบาลทั้งในเขตเทศบาลและชนบท
หมดเวลานะครับ
ขอครึ่งนาทีค่ะ ได้มีโอกาสเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศ อาทิเช่น ประเทศเพื่อนบ้านของไทย เพราะเราจะเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน จําเป็นต้องเร่งพัฒนาครูให้เป็นต้นแบบ เป็นศูนย์กลางกระจายความรู้ให้แก่ชุมชนต่อไป ดิฉันจึงอยากจะส่งเสริมครูไทยให้มีโอกาส ดังกล่าว เพื่อประโยชน์ของเด็กและเยาวชนในประเทศต่อไป ขอบพระคุณค่ะ
ครับ เชิญท่านสุริยา ปันจอร์ ๔ นาทีครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุริยา ปันจอร์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดสตูล ขอร่วมแสดงความคิดเห็น กับนโยบายของรัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยสรุปสั้น ๆ ในระยะเวลา ๔ นาที
ท่านประธานครับ นโยบายข้อที่ ๑.๕ มีความสรุปเบื้องต้นบอกว่าจะเร่งนํา สันติสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนกลับมาสู่พื้นที่จังหวัดชายแดน ภาคใต้ ท่านประธานครับ อ่านโดยละเอียดแล้วปรากฏว่าข้อความสดชื่น ลื่นไหล แล้วก็ถ้าปฏิบัติได้ตามนโยบายที่ปรากฏเชื่อว่าจังหวัดชายแดนภาคใต้จะประสบกับความสันติสุข อย่างแน่นอน แต่ที่ผมวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่งก็เนื่องจากว่า ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ดูเสมือนหนึ่งว่าเป็นเวทีทดลองของนโยบายรัฐบาลต่าง ๆ เพราะผมได้ไปศึกษาดูนโยบายของ รัฐบาลย้อนหลัง ๕ รัฐบาล มีข้อความที่คล้ายคลึงกันนั้นก็คือจะพยายามที่สร้างความสันติสุข ให้เกิดแก่พี่น้องประชาชนใน ๓ จังหวัดชายแดนภายใต้ทั้งนั้น แต่พอนํามาปฏิบัติจริง ปรากฏว่านโยบายของรัฐบาลต่าง ๆ ๕ รัฐบาลที่ผ่านมาประสบกับความล้มเหลวทั้งนั้นเลยครับ ตัวบ่งชี้ที่เด่นชัดก็คือตัวเลขที่ปรากฏอยู่ในขณะนี้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ เป็นต้นมา ท่านประธานครับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ๑๐,๐๐๐ กว่าเหตุการณ์ มีประชาชนได้รับความเดือดร้อนทั้งบาดเจ็บ และเสียชีวิต ๑๐,๐๐๐ กว่าราย และที่เสียชีวิต ซึ่งไม่นับวันนี้ เมื่อวาน และเมื่อวานซืน ๔,๐๐๐ กว่าราย บาดเจ็บ ๗,๐๐๐ กว่าราย เหล่านี้คือตัวเลขที่ชี้วัดและตัวเลขที่ฟ้องว่า รัฐบาลไม่สามารถปฏิบัติตามนโยบายที่ได้กล่าวอ้างไป ท่านประธานครับ ผลพวงที่ปรากฏ จากเหตุการณ์ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีเด็กกําพร้าถึง ๔,๐๐๐ กว่าราย มีหญิงหม้ายถึง ๒,๐๐๐ กว่าราย ท่านประธานครับ ผมขอวิงวอนว่าถ้าเป็นไปได้ก็ขอเรียกร้องและวิงวอน ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทั้งหลายได้โปรดทําให้นโยบายของท่านได้เป็นจริงเถอะครับ วิธีการที่จะทําให้เป็นจริงอาจจะมีบ้าง แม้จะไม่ประสบความสําเร็จ ผมขออนุญาตที่จะเรียน เสนอตรงนี้ครับ บัดนี้พรรครัฐบาลไม่มี ส.ส. หรือผู้แทนราษฎรที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดน ภาคใต้เลยแม้แต่คนเดียว ข้อที่ ๑
ข้อที่ ๒ มีอยู่ ๑ ท่าน ๑ คนเท่านั้นที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล นั่นก็คือ ส.ส. จังหวัดสตูล คือคุณธานินทร์ ใจสมุทร ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เอาอย่างนี้ได้ไหมครับ แนวทางในการที่จะแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในอดีตถ้ารัฐบาลปฏิบัติหน้าที่ เพื่อแก้ปัญหา ปรากฏว่าฝ่ายค้านยืนดู ตอนนี้ฝ่ายค้านขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่ แล้วฝ่ายค้านยืนดูอีก ผมว่าแก้ไม่สําเร็จ ผมอยากจะให้ท่านนายกรัฐมนตรีกับหัวหน้าพรรคการเมืองทุกพรรค มาประชุมร่วมกันแล้วมาหาวิธีการแก้ปัญหาในเฉพาะพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น ไม่ใช่พื้นที่ทั้งประเทศ เอา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เราไม่มีพรรค เราไม่มีความขัดแย้ง จับไม้จับมือให้เป็นหนึ่งเดียว แล้วกอดคอด้วยกันและมาร่วมแก้ปัญหากันสักที ผมเชื่อว่า จะปรากฏความสําเร็จตามที่ท่านได้เขียนร่างไว้นะครับ ขอขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ข้อตกลงของ วิปทั้ง ๓ ฝ่าย ทางฝ่ายค้านขอเวลาเป็น ๔๐ นาที ซึ่งทางฝ่ายวุฒิสภาขอเวลาทั้งหมด ๖๖ นาทีโดยประมาณ เพราะฉะนั้นผมจะดําเนินการตามนี้นะครับ ท่านประท้วงหรือครับ
ท่านประธานครับ ผม ยุทธนา ยุพฤทธิ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดยโสธรนะครับ เนื่องจากขณะนี้สับสนกับลําดับคิว อภิปรายครับ อยากให้ท่านประธานได้อ่านลําดับการอภิปรายด้วยครับ
ขอบคุณครับ ผมเพิ่งได้ รายชื่อล่าสุดมานะครับ ในกลุ่มของวุฒิสภา อันดับต่อไปท่านพีระ มานะทัศน์ ท่านยุทธนา ยุพฤทธิ์ และท่านวรวิทย์ บารู ในกลุ่มนี้ แล้วในส่วนของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ท่านวิรัตน์ กัลยาศิริ ท่านชัยวัฒน์ ไกรฤกษ์ ท่านบุญเลิศ ไพรินทร์ และท่านโปรดปราน โต๊ะราหนี เชิญท่านพีระ ๘ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายพีระ มานะทัศน์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดลําปาง ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กระผมได้ฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาล โดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งถือว่าเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ ของการเมืองไทย ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์นั้นเป็นความหวังของคนไทยทั้งชาติ โดยเฉพาะสุภาพสตรีได้ส่งเสียงเชียร์อย่างมากมาย และนอกจากนั้นท่านนายกรัฐมนตรีนั้น ยังเป็นความคาดหวังของต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศกลุ่มอาเซียนหรือนานาประเทศ ที่เคยเห็นความสงบสุขของประเทศไทย ก็อยากจะเห็นรอยยิ้มของคนไทยอีกครั้งหนึ่ง สําหรับนโยบายที่ได้แถลงไปนั้น กระผมอยากจะเริ่มด้วยในส่วนที่เป็นนโยบายเร่งด่วน
เรื่องแรกคือ เรื่องปรองดองนั้นถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ เป็นโจทย์สําคัญ ที่ประชาชนได้เลือกพรรคเพื่อไทยก็เพื่อที่จะมาสนับสนุนเรื่องปรองดองของชาติ ปัญหาที่เกิดขึ้นผมเชื่อว่าถ้าหากว่าเราเริ่มต้นในสภาเสียก่อน ซึ่งมีทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ถ้าปรองดองได้ตรงนี้ผมเชื่อว่าทั้ง ๒ ฝ่ายก็มีกองเชียร์อยู่มากมาย อย่างเช่น ฝ่ายรัฐบาล ก็ประมาณเกือบ ๒๐ ล้านคน ฝ่ายค้านก็มี ๑๐ กว่าล้านคน ถ้าหากว่าทั้ง ๒ ฝ่ายสามารถ ปรองดองกันได้โดยใช้กีฬา คือถ้ากีฬาเชื่อมมันก็รู้กฎกติกา รู้จักแพ้ รู้จักชนะ ตรงนี้จะทําให้ เกิดสปิริตขึ้นก็จะเป็นก้าวหนึ่ง จะเป็นแบบอย่างที่ดีกับคนไทยทั้งชาติ ก็ขอฝากความหวังไว้ สําหรับท่านนายกรัฐมนตรีท่านอาจต้องเป็นโปรโมเตอร์ (Promoter) ที่จะส่งเสริมเรื่องนี้ ให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมให้ได้
เรื่องของยาเสพติดเป็นปัญหาใหญ่ของชาติ แล้วเป็นปัญหาที่กระทบคนไทย ทุกคน สถานการณ์ในขณะนี้ค่อนข้างรุนแรงมาก ๆ กระผมเองนั้นอยู่ในคณะกรรมาธิการ การปกครองก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ถ้าหากว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะมอบหมายให้ ท่านรองนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะท่านยงยุทธ วิชัยดิษฐ ถ้าหากว่าท่านจะมากํากับในเรื่องนี้ ผมเชื่อว่าทางคณะกรรมาธิการการปกครอง ซึ่งประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดที่ประสบ ความสําเร็จในการทํางานมาหลายท่าน ท่านอดีตกํานันก็ดี อดีตนายกเทศมนตรี ผู้นําท้องถิ่น ในคณะกรรมาธิการการปกครองนั้นได้ทําการศึกษา ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ที่จะนําเสนอท่าน ในโอกาสต่อไป
ในเรื่องคอร์รัปชัน (Corruption) ผมเชื่อว่าเป็นปัญหาที่ฝังรากลึกมานาน ทุกคนก็ทราบปัญหาดีว่าการคอร์รัปชันนั้นเปรียบเสมือนเหลือบร้ายที่กัดกร่อนประเทศไทย ถ้าหากว่าจะแก้ปัญหาให้จริงจังแล้ว ผมอยากจะเสนอให้เริ่มต้นจากท่านนายกรัฐมนตรี ถ้าหากว่าท่านเป็นผู้นํา นําเรื่องนี้ได้สําเร็จ ผมเชื่อว่าใน ครม. ของท่านคงไม่มีท่านใดที่จะกล้า กระทําฝ่าฝืนนะครับ
ในเรื่องของปัญหาน้ํา ประเทศไทยประสบปัญหามาช้านาน น้ําท่วม ฝนแล้ง เป็นปัญหาซ้ําซาก สาเหตุใหญ่ก็คือว่าเราขาดการบูรณาการเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน ทําให้ปัญหานี้เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
ปัญหาเรื่องปากท้อง ปัญหาเรื่องราคาสินค้าเกษตร สําหรับราคาสินค้าเกษตรนั้น ผมก็เป็นห่วงนะครับ โดยเฉพาะในเรื่องของการจํานํา หลักการดี แต่วิธีการต้องทําให้ได้ คือว่าป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน เพราะที่ผ่านมามักจะมีปัญหาเรื่องนี้มาตลอด ความร่วมมือของเจ้าหน้าที่ของภาครัฐก็ดี ภาคเอกชนก็ดี หรือนักการเมืองในท้องถิ่น ท่านต้องป้องกันให้ได้ เพราะตรงนี้เป็นจุดอ่อนที่สําคัญที่สุด และอีกอย่างหนึ่งผมอยากจะ ฝากไว้ว่า เรื่องการเกษตรกรรมนั้นเป็นปัญหาของชาติ เพราะว่าคนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ ทางด้านการเกษตร มีชาวนาชาวไร่อย่างน้อยก็ ๑๐ กว่าล้านครอบครัว ผมอยากให้ไปดู ในเรื่องของผู้ใช้แรงงานในภาคเกษตรกรรม ขณะนี้อายุเฉลี่ย ๕๓-๕๔ ปี อีกไม่กี่ปีก็จะเกษียณแล้ว ปัญหาว่าจะมีใครมาทําต่อ ลูกหลานเดี๋ยวนี้ก็ไม่ทํา ออกไปเรียนหนังสือแล้วก็ไม่กลับ ตรงนี้ฝากทางรัฐบาลไว้ด้วยว่าจะคิดอย่างไร เพราะถ้าหากว่าไม่มีคนทํานาทําไร่แล้ว ต่อไปปัญหาเรื่องข้าว พืชไร่ หรือพืชสวนต่าง ๆ จะไม่มีหล่อเลี้ยงคนไทยต่อไป ก็เป็นห่วงนะครับ
เรื่องท่องเที่ยว เรื่องสินค้าชุมชน โดยเฉพาะโอทอป (OTOP) ผมได้รับฟังจาก แม่บ้านจํานวนมากว่าอยากจะให้รัฐบาลทําจริงจัง แล้วอยากเห็นที่สุดก็คือว่าเมื่อไรจะมี ศูนย์จําหน่ายสินค้าหรือแสดงสินค้าในพื้นที่ของตัวเองในกรุงเทพฯ ขณะนี้ในจังหวัดต่าง ๆ มีศูนย์โอทอปหลายจังหวัดไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์เท่าที่ควร แต่จุดสําคัญนั้นอยากเห็น ที่กรุงเทพฯ อยากให้รัฐบาลนี่ไปสร้างโอทอป เซ็นเตอร์ (OTOP center) เลือกทําเลที่ใกล้ ๆ กับทางศูนย์แสดงสินค้าอิมแพค เมืองทอง หรืออะไรทํานองนั้นผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ ตรงนี้ผมถือว่าเป็นเรื่องสําคัญ อยากจะฝากโดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไว้ด้วยว่าน่าจะต้องสร้างขึ้น เพราะคนกรุงเทพฯ มีเงินแล้วก็อยากได้สินค้า แต่ไม่รู้จะไปหาที่ไหน ตรงนี้จะเป็นประตูสําคัญ นอกจากขายคนกรุงเทพฯ แล้วยังเชื่อมโยงไปถึงต่างประเทศได้ เพราะนักท่องเที่ยวเขามานั้นก็จะมาลงที่กรุงเทพฯ เป็นหลัก อันนี้ก็ขอฝากไว้ด้วย
ส่วนเรื่องนโยบาย ๓๐๐ บาทต่อวันของแรงงานนั้น ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะว่าขณะนี้ค่าครองชีพมันสูงขึ้นมาก ถ้าหากว่าเราไม่เพิ่มเขาจะอยู่อย่างไร ในเวียดนาม นี่ก็ประกาศออกมาแล้วว่าเพิ่มค่าจ้างอีก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ วันหนึ่งประมาณ ๑.๘-๒.๕ ล้านด่อง ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย เพราะฉะนั้นอยากจะ ขอร้องทางบรรดาผู้ประกอบการนายทุนทั้งหลายช่วยแบ่งปันความสุขให้คนยากคนจน ผู้ใช้แรงงานบ้าง เพราะตรงนี้จะเป็นประโยชน์กับคนไทยทั้งชาตินะครับ
สําหรับในเรื่องอื่น ๆ นั้น ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับว่าโจทย์ที่ทางรัฐบาล ได้เสนอนั้นเป็นความคิดที่ดีมาก แล้วที่แถลงมาก็ดี แต่ผมเป็นห่วงอย่างเดียว คิดดี พูดดี ยังไม่พอ ต้องทําได้ ผมก็มาดูว่าผู้ที่จะรับผิดชอบเหล่านี้เป็นรองนายกรัฐมนตรียอดฝีมือทั้งสิ้น ทั้ง ๕ ท่าน ไล่ตั้งแต่ท่านยงยุทธ ท่านเฉลิม ท่านกิตติรัตน์ ทุกท่านทั้ง ๕ ท่าน เป็นคนเก่ง ๆ ทั้งนั้น ก็อยากจะฝากไว้ว่าท่านต้องคิดในเชิงบูรณาการ ทํางานเป็นทีม ข้อสําคัญคือว่า ต้องปรับปรุงประสิทธิภาพการทํางาน มีระบบข้อมูลที่ทันสมัย แล้วก็หวังว่า จะทํางานเรื่องนี้ได้สําเร็จเป็นประโยชน์กับคนไทยทั้งชาติต่อไปครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่านยุทธนา ๔ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพอย่างสูง กระผม นายยุทธนา ยุพฤทธิ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดยโสธร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขอขอบคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงที่ได้มีการเรียกประชุม แถลงนโยบายรัฐบาลของคณะรัฐมนตรีต่อในวันนี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องขอขอบคุณทาง ผู้นําฝ่ายค้านและเพื่อนสมาชิกรัฐสภาที่กรุณาสละเวลามาร่วมประชุมในวันนี้ เพื่อให้ การแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีเป็นไปอย่างสมบูรณ์และสง่างาม รัฐบาลภายใต้การนํา ของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากพี่น้อง ชาวจังหวัดยโสธร และจากชาวพี่น้องส่วนใหญ่ทั่วประเทศนะครับ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จากนโยบายที่เพื่อนสมาชิกทุกท่านได้อภิปรายว่าเป็นนโยบายที่เขียนได้ดี แต่ปัญหาสําคัญที่สุด ก็คือการนํานโยบายไปสู่การปฏิบัตินะครับจะต้องบังเกิดผลดี สัมฤทธิผลตามนโยบายที่เขียน ไว้ด้วย ผมจะขออภิปรายอย่างสร้างสรรค์ แล้วก็ต้องการให้บ้านเมืองไปสู่บรรยากาศของ การสงบสุข ปรองดอง และสมานฉันท์นะครับ
นโยบายของรัฐบาล ข้อ ๑.๑๐.๑ เพิ่มกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง อีกแห่งละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท อยากให้รัฐบาลทบทวนอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากว่านโยบายนี้ เป็นนโยบายเดิมที่จะเดินหน้าต่อจากที่เดิมก็หลักการดี แต่มีปัญหาอยู่บ้าง อยากให้ทาง รัฐบาลไปทบทวนแล้วก็ประเมินผล แล้วก็มาแก้ไขปรับปรุง เช่นเดียวกันกับ
นโยบายของรัฐบาล ข้อ ๑.๑๐.๔ งบประมาณกองทุนพัฒนาศักยภาพหมู่บ้าน และชุมชน หรือเอสเอ็มแอล (SML) อันนี้ก็จะต่อยอดหรือดําเนินการต่อจากผลงานเดิม ๓๐๐,๐๐๐ บาท ๔๐๐,๐๐๐ บาท และ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ตรงนี้ก็เช่นกันหลักการดี แต่ปัญหาเกิดขึ้นนะครับ โดยเฉพาะที่ผ่านมาโครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน ที่ผ่านมาก็ปรากฏการทุจริต ก็อยากให้ทางรัฐบาลได้กลับไปประเมินดูในส่วนของวิธีการ แล้วก็ให้ทางกระบวนการประชาชนได้มีส่วนร่วมและตอบสนองความต้องการที่แท้จริง ของพี่น้องประชาชนนะครับ
นโยบายของรัฐบาล ข้อ ๑.๘.๓ เบี้ยยังชีพรายเดือนผู้สูงอายุแบบขั้นบันได อันนี้เห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่อยากจะขอเพิ่มเติมเพื่อความเป็นธรรม นโยบายของรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์คราวที่ผ่านมาถือว่าเป็นผลงานชิ้นเอกชิ้นหนึ่ง ก็คือการให้ ค่าตอบแทนแก่ อสม. ซึ่งเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขขั้นมูลฐานที่มีจิตอาสา แต่ยังมีกลุ่มอาสา อีกกลุ่มหนึ่งที่ยังขาดการให้กําลังใจและการดูแล ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทย จะให้ขวัญและกําลังใจแก่พี่น้องอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน หรือ อปพร. อย่างน้อย เดือนละ ๖๐๐ บาท เท่ากับ อสม. ครับ
นโยบายของรัฐบาล ข้อ ๑.๑๖ เรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญครับ ผมเห็นด้วย ที่จะให้มีการปรับปรุงแก้ไข มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญหลายข้อที่ขัดหลักประชาธิปไตย ขัดหลักนิติธรรม แต่ในขณะนี้ยังไม่สมควรนะครับ ขอให้รัฐบาลชะลอจาก ๑ ปีออกไป รอถึงจังหวะเวลาที่เหมาะสมนะครับ
เรื่องเร่งด่วนที่สุดที่รัฐบาลจะต้องทําขณะนี้ก็คือว่า การลงพื้นที่ช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนที่ประสบภัยจากอุทกภัยทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยเฉพาะจากทางภาคเหนือ ภาคอีสาน แล้วก็ภาคกลาง ตอนนี้พี่น้องประชาชนมีปัญหาสุขภาพจิตเป็นโรคเครียด โรคซึมเศร้า โรคอยากจะฆ่าตัวตาย โรคผิวหนัง แล้วก็ปัญหาอื่น ๆ อีกนานัปการ จากการที่บ้าน และที่อยู่ทํากินได้ถูกน้ําท่วม และการคมนาคมถูกตัดขาดนะครับ ก็หวังเป็นอย่างยิ่ง ทางรัฐบาลจะได้นําข้อเสนอแนะที่ทางกระผมและเพื่อนสมาชิกได้เสนอนําไปปรับปรุงแก้ไข และปฏิบัติไปสู่การดําเนินการแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติที่สมบูรณ์อย่างแท้จริงครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่านวรวิทย์ครับ ๘ นาทีครับ
ท่านประธานครับ ผม วรวิทย์ บารู สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดปัตตานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขอขอบคุณนะครับ สภาวันนี้นั่งคอยแม้จะเป็น ๔ นาทีก็นั่งคอยทั้งวัน จนกระทั่งกลางคืนแล้วก็สภาล่ม วันนี้ได้เกิดมีการประชุมใหม่ก็มีโอกาสที่จะพูดคุยเพื่อสื่อความคิดในการที่จะให้รัฐบาล ช่วยแก้ปัญหา เพราะถือว่าปัญหาในทางภาคใต้เป็นปัญหาระดับประเทศ เวลา ๔ นาที หรือ ๘ นาทีนั้นคงจะไม่มีโอกาสที่จะพูดหมดได้ ในนโยบายที่จะทําเร่งด่วนภายใน ๑ ปี ใน ๑.๕ แทบจะทุกบรรทัดนะครับให้ความหมาย แต่คําถามก็คือว่าคําพูดที่สวยงามอย่างที่ อาจารย์สุริยาได้พูด ผมจะต้องตั้งคําถามว่าแล้วเราจะทําอย่างไร เพราะว่าในทาง จังหวัดชายแดนภาคใต้มีหลายครั้ง จัดตั้งสถาบัน จัดตั้งองค์กรอะไรก็แล้วแต่มันมีตัวที่จะชี้ ความสําเร็จมันมีอยู่หลายตัว แล้วถ้าเราจะดูว่า ศอ.บต. ในอดีตประสบผลสําเร็จ เพราะ ศอ.บต. มันคงไม่ใช่ มี ศอ.บต. มีการจัดตั้งที่ดีแล้วนี่นะครับ บุคคลที่จะไปปฏิบัติ ก็เป็นสิ่งสําคัญ ถ้าเราย้อนกลับไปดูในปีซึ่งตั้ง ศอ.บต. มานี่นะครับ ไม่ว่าจะเป็น ผู้นําระดับประเทศคือใคร ในระยะนั้นคือ พลเอก เปรม แล้วก็ผู้ที่ทําหน้าที่ใน ผอ.ศอ.บต. คนแรกคือ ท่านเจริญจิตต์ ณ สงขลา ที่ผมพยายามพูดที่ตรงนี้ก็เพราะว่านอกจากโครงสร้าง นอกจากนโยบายที่ดีแล้วบุคคลที่จะต้องไปอยู่นั้นจะต้องเป็นคนซึ่งดีด้วย เหมาะด้วย เก่งด้วย เพราะฉะนั้นใน ๑.๕ นี่นะครับเกือบจะทุกบรรทัด แม้กระทั่งบอกว่าจะเอา พระราชดํารัสขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ในมิติการพัฒนา เพียงอันเดียวนี่นะครับ วันนี้ดูเหมือนว่ารัฐบาลชุดที่แล้วก็เห็นด้วยว่าการพัฒนา พยายามแยกแยะระหว่างการพัฒนากับความมั่นคง จึงเกิด ศอ.บต. ขึ้นมา ยอมรับว่า การพัฒนานั้นเป็นจุดสําคัญ เมื่อประมาณสัก ๒ เดือนที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสได้พบกับ ผู้นําฝ่ายค้านของมาเลเซีย แล้วเขาได้มีโอกาสได้พูดคุยกับอดีตผู้นําของเรา เขาบอกว่า ถ้าจะแก้ปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็นําเอาการพัฒนาเข้าไป แต่การพัฒนานั้นมันจะต้อง ทําในทุกมิติ การพัฒนานั้นมิได้หมายถึงว่าการสร้างถนน การสร้างอาคาร การสร้างอะไรต่าง ๆ แต่การพัฒนาในทุกมิติ ท่านจะต้องศึกษาเอา เพราะฉะนั้นเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา มันจะไม่เพียงแค่ว่าการพัฒนาอย่างที่เราคิด ผมขอยืนยันนะครับว่าระดับการพัฒนา ในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นมันอยู่ต่ํากว่าระดับที่เป็นจริง ถ้าเราดูในบริบทของการพัฒนา ที่ประชาชนต้องการ มันมีอีกหลายส่วนที่จะต้องอาศัยการพัฒนาที่ประชาชนต้องการ นอกจากนั้นท่านระบุว่าจะส่งเสริมการกระจายอํานาจ ผมจะเรียนให้ท่านทราบว่าในวันนี้ พี่น้องประชาชนในจังหวัดชายแดนใต้ ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องมุสลิมหรือไม่ใช่มุสลิม ต่างพูดกันว่า จะจัดระบบการบริหารดูแลตนเองอย่างไรก็แล้วแต่ จะจัดการบริหารจัดการอย่างไรก็แล้วแต่ อย่างหนึ่งนะครับถ้าหากว่าการจัดการนั้นเป็นสิ่งเรียกร้องจากประชาชน หรือจากใคร ก็แล้วแต่นะครับ ถ้าหากว่าจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงอยู่ภายใต้ร่มธงไตรรงค์ควรที่จะ จัดการอย่าให้มีการตายเกิดขึ้นทุกวี่ทุกวันอย่างเช่นทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้คือสิ่งซึ่ง ผมอยากจะเรียนถามรัฐบาลว่าท่านจะทําอย่างไรในเรื่องการกระจายอํานาจ เพราะว่า ป้ายโฆษณาต่าง ๆ ที่ท่านนําไปติดนั้นยังคงอยู่นะครับตอนช่วงการหาเสียง อย่างที่ ท่านรองนายกรัฐมนตรียงยุทธได้พูดไปเมื่อวานนี้นะครับว่า สิ่งเหล่านั้นคือสิ่งจากบุคคล ก็พอจะยอมรับได้ในพี่น้องประชาชน แต่ในเรื่องของการกระจายอํานาจท่านจะทําอย่างไร เพราะว่าสิ่งเหล่านี้คือสิ่งซึ่งผมเข้าใจว่าประชาชน ไม่ว่าจะเป็นมุสลิมหรือไม่ใช่มุสลิม เป็นสิ่งที่ กดดันเขามาก เพราะความตายเกิดขึ้นทุกวัน ฉะนั้นการบริหารจัดการในพื้นที่จะต้อง มีการจัดการ จะต้องทําการบ้านอย่างหนัก เพื่อที่จะสนองต่อข้อเท็จจริงในข้อนี้ นอกจากนั้น อยากจะเรียนถามท่าน อยากจะพูดต่อไปว่าสิ่งที่ท่านบอกว่านโยบายทางด้านเศรษฐกิจนะครับ นโยบายเกี่ยวกับเศรษฐกิจมหภาค ส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุน ที่สามารถสนองตอบ ความต้องการหลากหลายได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ผมอยากจะเรียนว่าแล้วถ้าใน ๓.๑.๓ พัฒนาระบบสถาบันการเงินในประเทศ สามารถให้บริการที่สนองตอบต่อการเปลี่ยนแปลง ของนวัตกรรมทางการเงิน ผมอยากจะเรียนให้ท่านทราบว่าในทางภาคใต้นั้น มันมีส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ การเงินการคลังที่เขาใช้อยู่ วิถีชีวิตที่เขาใช้อยู่นั้น เป็นวิถีชีวิตที่เศรษฐศาสตร์ที่เป็นระบบไร้ดอกเบี้ย เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้สถาบันท่านจะไป บอกว่านั่นคือสิ่งวิธีปฏิบัติหรืออะไรก็แล้วแต่ จะต้องมีสถาบันที่สนองตอบอันนี้ด้วย เพราะฉะนั้นท่านเขียนว่า นวัตกรรมทางการเงินที่สนองตอบต่อการให้การบริการแก่ผู้คน อย่างกว้างขวาง ท่านจะต้องคิดนะครับ วันนี้มีกองทุนตั้งแต่จังหวัดภูเก็ตลงไปจนกระทั่งถึง จังหวัดนราธิวาส มีกองทุนซึ่งเขาจัดตั้งโดยบริหารจัดการโดยไร้ระบบดอกเบี้ย มีสหกรณ์ หลายสหกรณ์ ในขณะการเรียกร้องของประชาชนต่อสิ่งเหล่านี้ แต่ไม่ได้รับการสนองตอบ จากรัฐบาลจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้มันคืออะไร ในขณะที่ระบบนี้ถูกใช้ ในระดับประเทศคือธนาคารผ่านระบบธนาคารอิสลาม สิ่งเหล่านี้คือสิ่งซึ่งจะต้องตอบคําถาม แล้วนะครับ
นอกจากนั้นเวลาที่เหลือนี้อยากจะเรียนในเรื่องของการปรับโครงสร้างทาง เศรษฐกิจในภาคเกษตร มีการพูดถึงเรื่องฮาลาล เรื่องการส่งออก เรื่องเป็นศูนย์อาหารฮาลาล ของโลกนี่นะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะเรียนว่าในวงการฮาลาลโลกมีการ ประเมินว่าตลาดฮาลาลทั่วโลกจะมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยภายในปี พ.ศ. ๒๕๙๓ เอเชียจะมีผู้บริโภคมากกว่า ๕,๐๐๐ ล้านคน ในขณะที่ยุโรปมีผู้บริโภคเพียง ๖๕๐ ล้านคน และในระหว่างปี ๒๕๕๓ จนกระทั่ง ๒๕๗๐ นี่นะครับ ประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ ๑,๓๐๐ ล้านคน คิดเป็นประชากรที่อยู่ในประเทศมุสลิมถึงร้อยละ ๔๖ และในปี ๒๕๖๐ มูลค่าตลาดการเงินในโลกมุสลิมจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นถึง ๒ เท่า สิ่งเหล่านี้อยากจะเรียนว่า นิคมอุตสาหกรรม ซึ่งในนโยบายของท่านก็มีพูดถึงนิคมนะครับ นิคมอุตสาหกรรมของท่าน ซึ่งอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณได้ให้งบประมาณลงไปที่อําเภอปะนาเระนี่นะครับ ที่ตําบลน้ําบ่อ พวกเราได้ทําการศึกษาแล้วก็ได้เสนอให้ท่านนายกรัฐมนตรีแล้ว สิ่งเหล่านี้ควรที่จะ ให้เกิดโดยเร็ว เพราะสิ่งเหล่านี้มันจะสนองตอบต่อการมีงานทํา มีอาชีพของประชาชน เพราะฟู้ด เชน (Food chain) ของสิ่งเหล่านั้นมันจะกว้างขวางกินครอบคลุมถึง ๔-๕ จังหวัด เพราะฉะนั้นอยากจะให้รัฐบาลได้เอาจริงเอาจังแล้วก็ได้ดําเนินการในเรื่องของนิคมฮาลาล ที่จังหวัดปัตตานีให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว ไม่ใช่สร้างขึ้นแล้วก็ปล่อยให้ร้าง แล้วก็เป็นที่ตั้ง ของโอทอปหรือว่าเป็นที่ตั้งของเอสเอ็มอี (SMEs) หรืออะไรต่าง ๆ เหมือนเช่นทุกวันนี้ มันเสียดายเงิน เสียดายงบประมาณที่ทุ่มลงไป ควรที่จะทําให้สนองตอบ เพราะว่า จากการศึกษาไม่ว่าจะเป็นการนิคมหรือว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม เป็นสถานที่ที่เหมาะ ในการที่จะสรรค์สร้างทั้งที่ตั้งแล้วก็ทั้งชื่อของจังหวัดปัตตานีด้วย ขอขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่านวิรัตน์ กัลยาศิริ ๑๕ นาทีครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม วิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาตอภิปรายนโยบายของรัฐบาล ผมต้องขออนุญาต กราบเรียนว่าผมอยู่ในข้อ ๑๐๘ ของข้อบังคับ กล่าวคือผมจะได้พูดถึงความเหมาะสมของ นโยบาย และจะได้พูดถึงความสามารถที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินให้สําเร็จ ซึ่งหมายถึงว่า จะต้องสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ สอดคล้องกับกฎหมาย สอดคล้องกับนโยบาย ทั้งนี้ชัดเจนครับ เพราะว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๖ คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้อง แถลงนโยบาย ใช้คําว่า ต้อง ครับ เพราะฉะนั้นก่อนจะเข้ารับงานต้องแถลงนโยบาย แล้วก็มาตรา ๑๗๘ รัฐธรรมนูญครับ ผมไม่มีเรื่องส่วนตัวกับใครทั้งสิ้น แต่มีความจําเป็นที่จะต้องหยิบยกกฎหมายมาปูเป็นพื้น มาตรา ๑๗๘ บอกว่า ในการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐมนตรีต้องดําเนินการตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญ ๑. รัฐธรรมนูญ ๒. กฎหมาย ๓. นโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา ตามมาตรา ๑๗๖ เรื่องที่ผมกราบเรียนนี้กราบเรียนแล้วว่าไม่มีเรื่องส่วนตัวกับใครทั้งสิ้น แต่มีความจําเป็น เพราะว่าผมจําเป็นจะต้องอภิปรายนโยบายรัฐบาล ข้อ ๗ เกี่ยวกับกรณี ต่างประเทศ เหตุผลที่ผมหยิบยกเรื่องนี้ อย่างที่กราบเรียนก็คือผมจําเป็นต้องพูดถึงนโยบาย ความเหมาะสมของนโยบาย และความสามารถที่จะบริหารราชการแผ่นดิน ผมต้องเรียนครับว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๔ ถวายสัตย์ต่อหน้าพระพักตร์องค์พระประมุข วันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๔ แล้วกําหนดการแถลงนโยบายก็คือเมื่อวานซืน เมื่อวาน และวันนี้ วันที่ ๒๓ วันที่ ๒๔ และ วันที่ ๒๕ เหตุเกิดครับ เหตุเกิดก็คือแทนที่รัฐบาลจะได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา รัฐบาลโดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไปแถลงนโยบายต่อทูตต่างประเทศ ซึ่งการแถลงนโยบาย ต่อทูตต่างประเทศแถลงว่าอย่างไรครับ แถลงเมื่อวันที่ ๑๑ ครับ ทูตญี่ปุ่นถามชีวประวัติของตน เพื่อทําความคุ้นเคยและยังได้ถามว่ารัฐบาลใหม่ ก็หมายถึงรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ มีนโยบายเหมือนรัฐบาลเก่าที่ไม่อนุญาตให้ พันตํารวจโท ทักษิณ ผมจําเป็นต้องพูด เพราะมันเป็น ตัวละครที่อ้างถึงไม่ได้เสียหายหรอกครับ เข้าประเทศญี่ปุ่นหรือไม่ ตัวแทนรัฐบาลก็ตอบ คุณสุรพงษ์ก็ตอบว่า ตนได้ตอบไปว่ารัฐบาลใหม่คงไม่มีนโยบายในลักษณะเช่นนั้น แปลว่าอะไรครับ แปลว่าจริง ๆ แล้วในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเราแบ่งอํานาจครับ อํานาจตุลาการ อํานาจบริหาร อํานาจนิติบัญญัติ อํานาจตุลาการพิจารณาพิพากษาคดี เมื่อพิจารณาพิพากษาอรรถคดีแล้วฝ่ายบริหารก็มีหน้าที่ต้องดําเนินการให้เป็นไปตามนั้น กรณีนี้จําเป็นจะต้องหยิบยกข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงคําพิพากษาขึ้นมา ก็คือศาลไทย ได้พิพากษาจําคุก ๒ ปี กับบุคคลที่ผมเอ่ยถึงไม่ต้องเอ่ยซ้ําเพื่อไม่ต้องระคายหูกัน และในขณะเดียวกันต่อมาศาลอาญาก็ได้ออกหมายจับในข้อหาก่อการร้าย อันนี้คือ อํานาจตุลาการครับ เมื่ออํานาจตุลาการออกหมายจําคุก ออกหมายจับ ปัญหาที่ตามมาก็คือ รัฐบาลทุกรัฐบาล ไม่ว่ารัฐบาลท่านสมัคร รัฐบาลท่านสมชาย รัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ หรือรัฐบาลไหนมีหน้าที่ต้องติดตามเอาตัวมาลงโทษ เพราะฉะนั้นที่ผมไม่สบายใจก็คือบอกว่า รัฐบาลไทยไม่มีนโยบายที่จะห้าม พันตํารวจโท ทักษิณ บินไปต่างประเทศเหมือนกับรัฐบาลที่แล้ว ตรงนี้ถ้าดูเรื่องที่แถลงไม่น่ามีอะไรครับ แต่นัยสําคัญก็คือว่าอย่างที่ผมเรียนก็คือรัฐบาล มีหน้าที่ต้องเอาตัวผู้ที่ศาลพิพากษาจําคุกมาลงโทษ รัฐบาลมีหน้าที่ต้องเอาตัวคนที่ศาล ออกหมายจับมาดําเนินคดี เพราะฉะนั้นการที่ไปแถลงว่ารัฐบาลไทยไม่มีนโยบายห้าม เป็นการแถลงต่อทูตญี่ปุ่นเมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม แถลงในนามรัฐบาล ทําไมผมพูดอย่างนี้ เพราะว่าตอนแรกก็ปฏิเสธว่าไม่พูดอย่างโน้นอย่างนี้ เป็นเรื่องของท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ติดต่อกันเอง อะไรกันเอง แต่เลขาธิการคณะรัฐมนตรีของญี่ปุ่นแถลง ผมขออนุญาตต้องหยิบยก เอกสารที่เกี่ยวข้อง เพราะว่าเป็นถ้อยแถลงของเลขิการคณะรัฐมนตรีต่างประเทศ ท่านใช้คําว่า จุด จุด จุด ไว้นะครับจะได้สบายใจกัน แอท เดอะ รีเควส ออฟ เดอะ ไทย กัฟเวิร์นเมนท์ (At the request of the Thai Government) แปลอย่างอื่นไม่ได้เลยครับ ก็คือจากคําร้องขอ ของรัฐบาลไทย ผู้ที่ทําแทนรัฐบาลไทยก็มีใครครับ ๑. ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ๒. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไม่ว่าจากสื่อบลูมเบิร์ก (Bloomberg) หรือสื่อไหนตรงกันหมด ผมก็คิดว่าแรก ๆ ท่านปฏิเสธครับ แต่ต่อมาเมื่อรัฐบาลต่างประเทศ เลขา ครม. ญี่ปุ่น ซึ่งแถลงในนามรัฐบาลญี่ปุ่นยืนยันมา มันก็ไม่มีทางอื่นที่จะปฏิเสธได้ ผมถึงอยากจะกราบเรียนนะครับว่า รัฐบาลญี่ปุ่นยังบอกด้วยนะครับว่า รัฐบาลญี่ปุ่นไม่เคย อนุญาตให้ผู้กระทําผิดอาญา และต้องโทษจําคุกตั้งแต่ ๑ ปีขึ้นไปเข้าประเทศญี่ปุ่น ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็บอกว่าประเทศไทยไม่มีนโยบายที่จะห้าม บุคคลที่ว่า ตรงนี้เองครับที่ผมไม่สบายใจก็คือว่า มาตรา ๑๗๘ รัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดครับว่า จะต้องดําเนินการตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็คือจะต้องแถลงนโยบายต่อสภาก่อน จะต้องดําเนินการตามกฎหมาย คําว่า กฎหมาย คือกฎหมายทุกเรื่อง กฎหมายอาญา กฎหมายทุกเรื่องที่เป็นกฎหมาย แล้วก็ดําเนินการตามนโยบายที่จะแถลงนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องที่เกิดขึ้นต้องกราบเรียนครับว่า ในขณะที่ยังไม่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ท่านใช้สิทธิในนามรัฐบาลนี้เรียกทูตญี่ปุ่นมาพบเมื่อวันที่ ๑๑ แล้วก็ในนามรัฐบาลนี้ร้องขอให้ รัฐบาลญี่ปุ่นช่วยเหลือ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีทักษิณ รัฐบาลญี่ปุ่นก็บอกว่าเขาไม่สบายใจ เพราะว่าคนที่ติดคุกเกิน ๑ ปีเข้าประเทศญี่ปุ่นยาก ก็มีการพูดคุยกันนะครับ ผมไม่ได้อยู่ใน ที่ประชุม ในที่พูดคุยที่พรรคเพื่อไทย แต่ว่าข้อมูลที่ออกมาถึงสื่อนี่นะครับยืนยันได้ ๒-๓ ประการก็คือ ๑. เป็นการร้องขอในนามรัฐบาลไทย ๒. รัฐบาลญี่ปุ่นเป็นผู้แถลง ทั้งที่รัฐบาลเรา คุณสุรพงษ์ปฏิเสธ ตรงนี้เองที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านทั้งหลายด้วย ความเคารพว่า ถ้าเราไม่ยึดรัฐธรรมนูญ ถ้าเราไม่ยึดกฎหมาย ถ้าเราไม่ดําเนินการตาม ขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว บ้านเมืองเราจะอยู่ตรงไหนครับ เราจะเอาอะไร เป็นหลัก เพราะว่าเราปกครองโดยระบบนิติรัฐ เราปกครองโดยนิติธรรม เพราะถ้าเรา ไม่คํานึงถึงนิติรัฐ เราไม่คํานึงถึงรัฐธรรมนูญ เราไม่คํานึงถึงกฎหมาย มันก็เกิดการอุ้มฆ่าครับ เกิดกรณีตากใบใช่ไหมครับ เกิดกรณีกรือเซะใช่ไหมครับ เกิดกรณีสะบ้าย้อยใช่ไหมครับ เกิดกรณีที่ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นมากมายมหาศาล
มีผู้ประท้วง เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ ผมประท้วง ท่านประธานตามข้อบังคับ ท่านปล่อยให้ผู้อภิปรายอภิปรายนอกประเด็นนะครับ ท่านผู้อภิปรายนี่ ผมได้นั่งอ่านคําแถลงนโยบายของรัฐบาล ไม่มีนะครับตามที่ท่านได้กล่าว เพราะฉะนั้นท่านโปรดวินิจฉัยให้ท่านผู้อภิปรายเข้าสู่ประเด็น อันนี้ไม่ใช่อภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลนะครับท่านประธาน ท่านโปรดวินิจฉัยด้วย ท่านกําลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนะครับตามที่ผมได้นั่งฟัง ได้โปรดวินิจฉัยด้วยนะครับ
ขอบคุณท่านเกียรติ์อุดมครับ ผมฟังอยู่ครับ ไม่เป็นไรครับ ให้ท่านพูดต่อครับ
ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ ผมถึงต้องกราบเรียนว่าผมยึดข้อ ๑๐๘ นะครับ คือความเหมาะสม ของนโยบาย และความสามารถที่จะบริหารราชการแผ่นดิน ความสามารถอยู่ที่รัฐธรรมนูญ อยู่ที่กฎหมาย อยู่ที่นโยบาย ขอบพระคุณท่านประธานที่กรุณาวินิจฉัยนะครับ
กราบเรียนท่านประธานต่อไปครับ กรณีที่จะดําเนินการก่อนที่จะ แถลงนโยบายได้นี่นะครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๖ วรรคสอง เขียนไว้ ยกเว้นไว้ไม่กี่กรณีครับ หากเกิดกรณีสําคัญและจําเป็นเร่งด่วน หากปล่อยเนิ่นช้าจะกระทบต่อประโยชน์สําคัญ ของแผ่นดิน ไม่ใช่ไม่มีช่องครับ มีครับ แต่ว่าจะต้องเป็นประโยชน์กรณีสําคัญจําเป็นเร่งด่วน และปล่อยเนิ่นช้าก็จะกระทบต่อประโยชน์สําคัญของแผ่นดิน ตรงนี้กระผมมองไม่เห็น หรือว่าเป็นเพราะว่าเป็นผู้คิดนโยบาย อันนี้ผมก็ไม่ทราบ เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่เมื่อรัฐบาลญี่ปุ่น ยืนยันว่า ที่ปล่อยให้ ฯพณฯ เข้าประเทศเป็นเพราะ เดอะ รีเควส ออฟ เดอะ ไทย กัฟเวิร์นเมนท์ เขาพูดถึงรัฐบาลทั้งรัฐบาลเลย ผมฟังแล้วไม่สบายใจ เพราะฉะนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีหรือท่านรัฐมนตรีคงจะต้องชี้แจงว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร แล้วทําไม กระทําการเช่นนั้น หรือการกระทําเช่นว่านี้เป็นกรณีสําคัญ เป็นกรณีจําเป็นเร่งด่วน แล้วก็ หากปล่อยเนิ่นช้าจะกระทบต่อประโยชน์สําคัญของแผ่นดินอย่างไร อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องรบกวน เพราะว่าสุดท้ายแล้วรัฐบาลญี่ปุ่นก็ได้อนุญาตให้ท่านเข้าประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เรียนต่อไปว่าในนโยบายเรื่องนี้หากท่านผู้ประท้วงใจเย็นนิดนะครับ ความจริงก็มีสาระ ที่อยากจะแนะนํานะครับ
ในนโยบาย ๗.๑๐ ที่บัญญัติไว้นี่นะครับ ที่ท่านเสนอรัฐสภามา ส่งเสริม ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับประเทศมุสลิมและองค์กรอิสลามระหว่างประเทศ อันนี้ ขอบคุณนะครับ แต่ว่าจริง ๆ แล้วถ้าดูมาตรา ๗๕ รัฐธรรมนูญบอกว่า ในการแถลงนโยบายต่อ รัฐสภา คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องชี้แจงต่อรัฐสภาให้ชัดแจ้งว่า ๑. จะดําเนินการอย่างใด ๒. ในระยะเวลาใด เพื่อบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตาม แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ อันนี้ต้องขอบคุณที่รัฐบาลได้เห็นความสําคัญขององค์กรมุสลิมโลก โอไอซี (OIC) กับประเทศมุสลิม เพราะข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นครับ เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ท่านนายกรัฐมนตรีก็ดี รัฐมนตรีก็ดีก็ทราบว่าชะลอตัว เศรษฐกิจของอียู (EU) ชะลอตัว แต่เศรษฐกิจของมุสลิม ต้องอย่าลืมว่ามีน้ํามัน มีการก่อสร้าง แล้วพี่น้องมุสลิมมีจํานวนเป็น ๑,๐๐๐ กว่าล้านคน เป็นองค์กรที่สําคัญที่อยากจะเรียนว่า เป็นจุดสําคัญที่อยากจะให้เกิดขึ้น และรัฐบาลก่อนนี้ได้พูดถึงนิคมอุตสาหกรรมฮาลาล ได้พูดถึงอาหารฮาลาลซึ่งพี่น้องมุสลิม ทั่วโลกที่จะบริโภคอาหารได้ต้องเป็นอาหารฮาลาลเท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าให้เป็นไป ตามมาตรา ๗๕ สิ่งที่รัฐบาลนี้น่าจะเดินได้ก็คืออุตสาหกรรมฮาลาล อาหารฮาลาล เพื่อที่จะ ส่งออกให้กับลูกค้าที่เป็นพี่น้องมุสลิมทั่วโลก ๑,๐๐๐ กว่าล้านคน เพราะฉะนั้นด้วยความตั้งใจ ที่อยากให้รัฐบาลเดินหน้าได้ แต่อยากให้คํานึงถึงสิ่งที่ท่านเขียนไว้ อยากให้สมบูรณ์ อะไรที่ไม่ถูกไม่ต้องก็ต้องดําเนินการแก้ไข แต่สิ่งที่ทําไปโดยผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญก็ดี อะไรก็ดี ก็เป็นเรื่องหน้าที่ของท่านที่จะต้องแก้ไข ขอบพระคุณท่านประธาน
ขอบคุณครับ ท่านชัยวัฒน์ ไกรฤกษ์ ๕ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ชัยวัฒน์ ไกรฤกษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรครักประเทศไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมใคร่จะขออนุญาตท่านประธาน ในการที่จะอภิปรายนโยบายของรัฐบาลผ่านไปทางท่านประธานถึงท่านนายกรัฐมนตรี นโยบายของรัฐบาลที่ได้หาเสียงและได้รับคะแนนมาอย่างท่วมท้น
นโยบายข้อ ๑ วาระเร่งด่วนก็คือ การขึ้นค่าแรง ๓๐๐ บาท ผมจะชี้ให้เห็นว่า มันมีผลกระทบต่อความมั่นคงอย่างไร แนวชายแดนด้านตะวันตก ๒,๔๐๑ กิโลเมตร ทางบก ๑,๘๐๐ กิโลเมตร ทางน้ํา ๖๐๑ กิโลเมตรนั้นเป็นช่องทางที่แรงงานต่างด้าวได้เล็ดลอดเข้ามา โดยผิดกฎหมาย ปัจจุบันนี้แรงงานต่างด้าวที่ทะลักไหลเข้ามาในประเทศไทยสู่ย่าน กรุงเทพมหานครและปริมณฑลนั้นมากมายมหาศาล นั่นคือความมั่นคงแห่งรัฐ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมจะชี้ช่องให้เห็นว่าเอาแค่ในพื้นที่ภูธรภาค ๗ ของจังหวัดกาญจนบุรี แรงงานที่ไหลทะลักเข้ามานั้น ครั้งแรกผมก็มองคิดว่ามันปกปิดซ่อนเร้น แต่จริง ๆ แล้ว มันง่ายที่จะเห็น แต่คําถามที่ผมถามผ่านท่านประธานไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ทําไมเจ้าหน้าที่เหล่านี้ถึงมองไม่เห็น แค่รถเก๋งคันเดียวแค่รื้อเบาะออก หน้าหลัง แรงงานต่างด้าว ๒๕ คน หรือ ๓๐ คน อยู่ได้อย่างไรในรถเก๋งคันนั้น รถปิกอัพ ๑ คัน บรรจุแรงงานต่างด้าวเข้าไป ๔๐-๕๐ คน ปกปิดแค่นิดหน่อยทําไมถึงมองไม่เห็น นี่คือความรับผิดชอบของข้าราชการ เมื่อแรงงานต่างด้าวเหล่านั้นหลั่งไหลเข้ามาสู่ ย่านใจกลางกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีบัตรพิเศษใบเดียวครับ แต่มันไม่ใช่บัตรของ กระทรวงแรงงาน เสียแค่ ๕๐๐-๗๐๐ บาท สามารถดํารงชีพอยู่ในประเทศไทยได้ นี่คือความมั่นคงแห่งรัฐครับ การอํานวยความสะดวกให้กับแรงงานต่างด้าวจากเจ้าหน้าที่ ของรัฐเหล่านี้ ขากลับนะครับ ทํางานปีสองปีจะกลับบ้านที่ย่างกุ้งหรือเนปีดอ มีรถติดตรา เรียบร้อยว่า ใช้ในราชการเท่านั้น ขนกลับไปยังชายแดนได้ มีรถสิบล้อขนสัมภาระตามหลัง นี่คือขบวนแรงงานที่เข้ามาในประเทศไทย
ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ฝ่ายค้านอย่างพรรคผม พรรครักประเทศไทย ได้พูดได้อภิปรายเราก็อยากจะมีข้อเสนอแนะว่าแนวทางอย่างไหนที่จะป้องกันปัญหาแรงงาน ต่างด้าวได้ ในนามพรรครักประเทศไทยก็อยากจะเสนอให้เห็นว่าแนวตะเข็บชายแดนระยะห่าง ๕ กิโลเมตร สามารถผลักดันให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อให้โรงงานต่าง ๆ ไปใช้แรงงาน ต่างด้าวนั้น สามารถควบคุมได้ ไม่เชื่อไปถามทหารก็ได้ ก็จะทราบว่ามันควบคุมได้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ พรรคการเมืองของผม พรรครักประเทศไทยนั้นได้รับเสียงฉันทามติจาก ประชาชน ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน สิ่งที่ประชาชนคนไทยคาดหวังจากพรรครักประเทศไทยก็คือ การเข้ามาทําหน้าที่เป็นฝ่ายค้านเพื่อต่อต้านการคอร์รัปชัน ผมก็อยากฝากไปถึงรัฐบาลว่า ช่วยผลักดันการแก้ปัญหาคอร์รัปชันนั้นให้เป็นวาระแห่งชาติได้ไหมครับ ผมให้โอกาสรัฐบาล ในการเข้าไปบริหารประเทศ แต่คณะรัฐบาลของท่าน ครม. ของท่านจะต้องไม่มีขบวนการ คอร์รัปชันครับ ขอขอบพระคุณมากครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่านบุญเลิศ ไพรินทร์ ๑๕ นาทีครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม บุญเลิศ ไพรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมอยากจะกราบเรียน วิเคราะห์นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องนโยบายที่ ๑.๓ ก็คือ การป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐอย่างจริงจัง บอกว่า อย่างจริงจังด้วยนะครับ โดยยึดหลักความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาลที่เป็นสากลเสียด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ แค่เขียนนี่ผู้เขียนก็ไม่ค่อยเข้าใจแล้วว่าธรรมาภิบาลคืออะไร คําว่า ความโปร่งใส มันเป็นหลัก ๑ ใน ๖ หลักของธรรมาภิบาล บังเอิญผมสอน นักศึกษาปริญญาเอก เรื่องธรรมาภิบาลและจริยธรรมสําหรับการให้บริการสาธารณะ ก็เลยรู้ว่าธรรมาภิบาล จริงอยู่มันมีความหลากหลายในความหมาย แต่รัฐบาลสมัย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีทักษิณท่านเขียนไว้ในระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการสร้างระบบ บริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี พ.ศ. ๒๕๔๒ ท่านกําหนดไว้ ๖ หลัก
หลักที่ ๑ ของหลักธรรมาภิบาลก็คือ หลักนิติธรรม ซึ่งก็แปลมาจาก คําว่า รูล ออฟ ลอว์ (Rule of Law) ผมก็อยากจะกราบเรียนว่ารัฐบาลยังไม่ได้เริ่มต้น ก็ขัดหลักนิติธรรมเสียแล้ว เพราะไม่เข้าใจว่าธรรมาภิบาลมันคืออะไร เมื่อสักครู่นี้มีคนพูดถึง เรื่องการทํางานออกนอกหน้าก่อนที่จะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ไปขอร้องทางประเทศญี่ปุ่น ให้ต้อนรับขับสู้ให้วีซ่าแก่อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ยิ่งใหญ่ของประเทศไทยเข้าไป นี่แสดงว่า มันขัดหลักนิติธรรมข้อแรกของธรรมาภิบาลเลยนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ
หลักที่ ๒ คือหลักคุณธรรม
หลักที่ ๓ คือหลักการมีส่วนร่วม
หลักที่ ๔ คือความโปร่งใส
หลักที่ ๕ คือหลักความรับผิดชอบ สามารถถูกตรวจสอบได้ ฝรั่งใช้คําว่า แอคเคาทะบิลิตี้ (Accountability) แทนคําว่า เรสพอนซิบิลิตี้ (Responsibility) และ
หลักที่ ๖ ก็คือหลักประสิทธิภาพ หรือหลักความคุ้มค่า ก็คือว่าเปรียบเทียบ ระหว่างเอาท์พุท (Output) กับอินพุท (Input) ว่า ถ้าได้เอาท์พุทมากกว่าอินพุทที่ใส่เข้าไป แสดงว่าคุ้มมาก คุ้มครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าได้เอาท์พุทน้อยกว่าอินพุทแสดงว่า ไร้ประสิทธิภาพ ไม่คุ้มครับ นี่คือหลักธรรมาภิบาล เพราะฉะนั้นแค่เขียนนโยบาย มันก็สะเปะสะปะไปแล้ว แล้วเราจะหวังได้อย่างไรว่ารัฐบาลชุดนี้จะนํานโยบายที่ว่าด้วย การปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐไปปฏิบัติได้จริง ผมไม่เชื่อเลยครับ ต้องขอประทานโทษทางรัฐบาล ความจริงผมไม่มีอคติกับรัฐบาล เพราะว่าผมมีเพื่อนมาก ในพรรคเพื่อไทย แต่คนละพรรคครับ แต่เหนืออื่นใดก็คือไม่ว่าพรรคหรือพวกมีความสําคัญ น้อยกว่าแผ่นดินครับ เพราะฉะนั้นเราจะต้องเอาแผ่นดินไว้ เพราะฉะนั้นจึงอยากจะต้องวิพากษ์วิจารณ์กันด้วยความรัก ด้วยความเคารพนะครับ และหวังว่ารัฐบาลชุดนี้จะฝ่าฟันอุปสรรคและมรสุมต่าง ๆ ไปได้ ผมอยากให้อยู่ครบ ๔ ปีครับ เพราะว่าเลือกตั้งลําบากยากเย็นเหลือเกิน ไม่อยากเลือกตั้งบ่อย ๆ หรอกครับ แต่ถ้ารัฐบาล ไม่มีธรรมาภิบาล ไม่มีหลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความมีส่วนร่วม หลักความโปร่งใส หลักการตรวจสอบ รับผิดชอบ ตรวจสอบได้ หลักความคุ้มค่า มันก็ดูท่าว่าท้องฟ้า มันจะมืดมน ผมดูดาวแล้ว ดูดวงดาวบนท้องฟ้าแล้วมันมืดมนนะครับ ตั้งแต่เมื่อวานนี้ บรรยากาศการเมืองของประเทศไทยดูท่าจะไม่ค่อยสว่างไสวเสียแล้ว ผมเกรงว่าจะต้อง กลับไปหาเสียงใหม่อีกหรือเปล่าเร็ว ๆ นี้ เพราะฉะนั้นอย่าให้ผมต้องลําบากอีกเลยครับ ผมอายุมากแล้วครับ การทุจริตในโลกนี้มีทั้งประเทศที่เจริญแล้ว และที่กําลังพัฒนา ผมก็สอนวิชา อีกวิชาหนึ่ง เรื่องภาวะผู้นํากับจริยธรรมสําหรับนักบริหาร สอนปริญญาเอกที่ ม. กรุงเทพธนบุรี ผมให้ลูกศิษย์คนหนึ่ง คือเป็นผู้อํานวยการสถาบันโรคทรวงอก เป็นหมอ ไปเรียนปริญญาเอก บอกว่าไปดูการทุจริตในบริษัท เอนรอน ในสหรัฐอเมริกาให้ดูหน่อยสิ แล้วเปรียบเทียบกับ ธนาคารกรุงเทพพาณิชยการของผม ดูสิว่าการทุจริตและคอร์รัปชันของบริษัท เอนรอน ที่ทําให้เป็นส่วนหนึ่ง เป็นปัจจัย เป็นเหตุให้เกิดแฮมเบอร์เกอร์ ดีซีส (Hamburger disease) คือโรคแฮมเบอร์เกอร์ในสหรัฐอเมริกา เพราะว่าบริษัท เอนรอน เป็นบริษัทใหญ่มาก คนตกงานเป็นหมื่น ๆ คน พอบริษัท เอนรอน ล้มลงนี่ พนักงานที่เคยคาดว่าจะได้ ผลประโยชน์เบี้ยยังชีพ บําเหน็จบํานาญระยะยาวนั้นล่มสลายหมดเลยครับ พนักงาน คนเป็นหมื่น ๆ คน ก็มาดูธนาคารกรุงเทพพาณิชยการเราที่ล้มลง เขารายงานว่า นักการเมือง บางคนกู้ไป ๓,๐๐๐ ล้านบาทบ้าง ๒,๕๐๐ ล้านบาทบ้าง ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาทบ้าง โดยมีหลักทรัพย์ที่ฉ้อฉล หลักทรัพย์ ๑๐๐ บาท เอามาจํานองไว้ ๑๐,๐๐๐ บาท ถ้า ๑๐,๐๐๐ บาท ก็แปลว่าล้านบาท ล้มครับล้ม สาเหตุที่ล้มเพราะอะไรครับ ที่ล้มเพราะว่า นักการเมือง ที่บริษัท เอนรอน ล้มก็เพราะการเมืองเหมือนกัน การเมืองที่ไหนในโลกนี้ ไม่มีใครเขาชอบหรอกครับการเมืองนี่ นักการเมืองนี่เขาเหม็นหน้า ทุกประเทศในโลกนี้จําไว้เลย ก็มีโยงใยกับนักการเมือง กับจอร์จ ดับเบิลยู บุช ข้างบนโน้น และของเรานี่พวกกลุ่ม ๑๖ ไปกู้ไว้เยอะแยะไปหมดเลย แล้วต้องขอประทานโทษต้องพูดความจริงนะครับ เพราะนี่หลักวิชาการ ผมสอนปริญญาเอกครับ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นภาพชัดเจนว่าไม่ว่าที่ใดไม่มีธรรมาภิบาล ไม่ยึดหลักนิติธรรม คือไม่ทําอะไรตามกฎหมาย กฎหมายมันไม่สามารถจะครอบคลุมพฤติกรรมของมนุษย์ได้ เท่ากับหลักคุณธรรม หลักข้อที่ ๒ ของธรรมาภิบาล เพราะฉะนั้นถ้าเรามีหลักนิติธรรม กับหลักคุณธรรมเข้าไปกํากับแล้วนี่ผมคิดว่าจะทําให้มนุษย์มีความสมบูรณ์เป็นอย่างยิ่ง การทุจริตคอร์รัปชันก็จะหมดไป เวลาเหลือน้อยแล้วต้องไปให้เร็วแล้ว เสียดายเวลาจังเลย ผมขอเขาไว้ ๓๐-๖๐ นาที
ทีนี้ผมก็จะมาชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลกะว่าจะปรับปรุงและแก้ไขกฎหมาย เพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริต ถามว่าจะปรับปรุงกฎหมายอะไรครับ ทราบไหมครับว่า กฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับ หลักเกณฑ์และวิธีการที่จะนําไปสู่การทุจริตได้มากที่สุด ไม่ใช่กฎหมาย ป.ป.ช. ไม่ใช่กฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ อะไรไม่ใช่หรอกครับ กฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวกับเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง การอนุญาต การอนุมัติ การให้สัมปทาน การจัดเก็บภาษี การควบคุมการก่อสร้างและการบังคับใช้กฎหมาย ในรูปแบบต่าง ๆ ครับ ท่านประธานครับ ฝากไปยังท่านนายกรัฐมนตรีด้วยว่ากฎหมายนี้ต้อง เกี่ยวกับเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง การอนุญาต การอนุมัติ การให้สัมปทาน การจัดเก็บภาษีโน่น ถึงจะแก้ปัญหาคอร์รัปชันได้ อย่าไปแก้อ้ายโน่นอ้ายนี่สารพัดไม่ได้หรอกครับ ประเทศไทย มีเวรมีกรรมอยู่อย่างหนึ่งคือปฏิรูประบบราชการทีไรก็ปฏิรูปโครงสร้างอย่างเดียว ไม่มีการปฏิรูปอย่างอื่น รัฐบาลจะเสริมสร้างมาตรฐานด้านคุณธรรมจริยธรรมและธรรมาภิบาลนี้ มาอีกแล้ว ธรรมาภิบาลนี้ก็คือคุณธรรมจริยธรรมนั่นแหละ ซ้ําซากไม่เข้าใจ หรือเขียนกันส่งเดช ๒ นาทีจะไปพูดอะไรหมด เพราะฉะนั้นก็ขอให้รัฐบาลตอบคําถามผมด้วยว่า ท่านจะปรับปรุง แก้ไขกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับ หลักเกณฑ์และวิธีการจัดซื้อจัดจ้าง การอนุญาต การอนุมัติ การให้สัมปทาน การจัดเก็บภาษี การควบคุมการก่อสร้าง และการบังคับใช้ กฎหมายในรูปแบบต่าง ๆ หรือไม่ประการใด ช่วยตอบด้วยนะครับ
ข้อ ๒ คือการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมให้คนของชาติเห็นความสําคัญ ของทรัพย์สมบัติของส่วนรวมเท่ากับสมบัติของตนเองและครอบครัว ตั้งแต่ครอบครัว สถาบันทางการศึกษาและสื่อมวลชนทุกรูปแบบหรือไม่ประการใด นี่ผมแนะนําไปด้วยนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรี
ประการต่อมา ก็คือแก้กฎหมายที่เกี่ยวกับการป้องกันการทุจริตและ ประพฤติมิชอบไม่ต้องกําหนดอายุความได้ไหม ไล่บี้ไปจนตายเลย ตายเมื่อไร เลิกได้ไหม ถามครับ แล้วก็เพิ่มโทษคดีทุจริตให้มันแรงขึ้น และที่สําคัญคือประกาศให้โลกเขารู้ทั้งโลกเลยว่า อ้ายหมอนี่ อีนางนี่ ขอโทษนะครับพูดหยาบ คอร์รัปชันนะครับ
ในต่อมาเหลือ ๑ นาทีนะครับ ให้ยกเว้นการใช้กฎหมายบางมาตรา ที่เกี่ยวกับการหมิ่นประมาทครับเหมือนกับเกาหลี ถ้าพูดเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ถือว่าเป็นการหมิ่นประมาท เป็นความดีเสียอีกที่ช่วยกันแก้ปัญหาการทุจริตและ ประพฤติมิชอบได้อย่างยั่งยืน
ข้อสุดท้ายที่อยากเสนอแนะนั้น ก็คืออยากให้มีสภาประชาชนคอยตรวจสอบ และเป็นโจทก์ฟ้องคดีต่าง ๆ คดีทุจริต ฟ้อง ป.ป.ช. ได้เอง ฟ้องศาลยุติธรรมได้เอง ศาลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้เองโดยไม่ต้องมาพึ่งต้องอาศัยตํารวจ ต้องอาศัยอัยการ กว่าจะถึง ศาลได้ กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้เสียแล้ว พวกคอร์รัปชันลอยนวลครับ ไปอยู่ต่างประเทศกัน หลายคนเลย ไม่อยู่แล้ว ไปดีกว่า อยู่ทําไม
ในท้ายที่สุดนี้ของที่สุดก็คือว่า กราบขอบพระคุณท่านประธานที่ได้มีโอกาส นําเสนอสิ่งที่จะเป็นประโยชน์กับแผ่นดินนี้ตามที่ผมสัญญาไว้กับแผ่นดินนี้และกับประชาชน ว่าจะทําความดีเพื่อชดใช้หนี้แผ่นดิน ด้วยความซื่อสัตย์ตามที่ให้สัญญาไว้ครับ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปเป็นสมาชิกวุฒิสภา กลุ่มสุดท้ายนะครับ มี ๕ ท่านครับ ประมาณ ๓๐ นาทีครับ เชิญท่าน พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ ครับ มีอะไรครับ ทราบครับ มีท่านโปรดปราน สุดท้ายครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผมอภิปรายในเรื่องของ นโยบายของรัฐบาล ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกรัฐสภาก่อนหน้านี้ที่ได้ปูพื้นฐาน ในเรื่องของธรรมาภิบาลและการทุจริต จนกระทั่งสมาชิกและท่านผู้มีเกียรติได้มีความเข้าใจ ในสิ่งที่ผมอยากขอเรียนในช่วงต่อไปนี้ก็คงจะมีสาระคล้ายคลึงกัน แต่ผมจะเรียนว่า
ประเด็นแรก ผมต้องขอชื่นชมที่รัฐบาลชุดนี้มีความกล้าหาญอย่างยิ่ง ที่ได้กําหนดนโยบายในเรื่องของการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ ไว้เป็นเรื่องเร่งด่วนอันดับ ๑.๓ และมีรายละเอียดครบถ้วน รวมทั้งมีเครื่องมือ ที่มีความชัดเจน คือเรื่องของความโปร่งใสและธรรมาภิบาล แต่ประเด็นที่ผมคิดว่า น่าจะเป็นห่วงก็คือว่า ต่อไปนี้คณะรัฐบาลจะต้องกําหนดแผนบริหารราชการแผ่นดิน กําหนดแผนการตรากฎหมายและแผนปฏิบัติการของส่วนราชการต่าง ๆ ทําอย่างไรที่จะ ให้แผนต่าง ๆ นั้นประสานสอดคล้องกันแล้วนําไปสู่เป้าหมายเดียวกัน คือการที่ทําให้การทุจริต ประพฤติมิชอบนั้นหมดไปจากสังคมไทย ท่านประธานครับ ผมขอเรียนว่าเรื่องของ การปราบปรามการทุจริตนั้นต้องถือว่าเป็นมะเร็งร้ายที่กัดกร่อนสังคมไทย เป็นทั้งเรื่องของ อาชญากรรมทางเศรษฐกิจและเป็นอาชญากรรมทางสังคม สิ่งที่หลายท่านพูดเสมอว่าทุจริตนั้น ผมไม่เคยทุจริต ผมเชื่อครับ แต่สิ่งที่ผมคิดว่าหลายท่านที่อยู่ในสังคมไทยยังลืมนึกถึง การประพฤติมิชอบ การประพฤติมิชอบนั้นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทย โดยเฉพาะนักการเมือง และผู้บริหารระดับสูง เพราะท่านนั้นทําอยู่ ๒ ลักษณะคือ การฉ้อราษฎร์บังหลวง และประการที่ ๒ ก็คือใช้อํานาจหน้าที่เพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง ทั้ง ๒ อันนี้ครับ บางครั้งสังคมไทยอาจจะต้องมีการเรียนรู้กันใหม่ว่าบางอย่างนั้นคือสิ่งที่เราไม่ทํา แม้กระทั่ง เรื่องของการฝากเด็กเข้าโรงเรียน การโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม อันนี้ก็คือสิ่งที่เราจะต้องเข้ามาดู และเป็นเรื่องของการทุจริตเหมือนกัน สิ่งที่ผมอยากจะเรียนว่าเรามีพระราชกฤษฎีกาว่าด้วย หลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. ๒๕๔๖ เรียบร้อยแล้วนะครับ แต่เงื่อนไขของกฎหมายฉบับนี้กําหนดไว้ว่า ให้คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการเสนอแนะ ต่อคณะรัฐมนตรีว่าจะใช้เมื่อใด ผมอยากจะเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีว่า พรุ่งนี้ท่านประชุมข้าราชการผู้ใหญ่ และประกาศสิครับว่าจะนําพระราชกฤษฎีกาว่าด้วย หลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. ๒๕๔๖ เข้ามาใช้ในการ บริหารราชการแผ่นดินตั้งแต่วันแรกที่ท่านเข้ามา ขั้นตอนวิธีการต่าง ๆ จะทําได้หมด และจะแก้ปัญหาของบ้านเมืองได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งการบูรณาการของส่วนราชการต่าง ๆ นะครับ ทั้งหมดนี้จะนําไปสู่สิ่งเดียวที่กฎหมายฉบับนี้เขียนไว้คือ ประโยชน์สุขของประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ ท่านต้องการอยู่แล้ว
ประการที่ ๒ ที่ผมอยากกราบเรียนคือ เรื่องการปรับปรุงกฎหมาย ผมอยากจะ เรียนว่ากฎหมายที่ค้างอยู่ในบัญชีที่ท่านจะต้องเสนอตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๓ นั้น มีอยู่ ๓ ฉบับที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตประพฤติมิชอบ คือการแก้กฎหมายที่อนุวัตการให้ เป็นไปตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต แต่กฎหมาย ๓ ฉบับนี้เป็นกฎหมายอาถรรพ์ครับ เริ่มทํามาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๙ แล้วมารอ อยู่ในบัญชีของสภา ๒ ปีแล้วยังไม่ได้รับการบรรจุ แล้วปีที่ผ่านมานั้นเราเพิ่งไปเซ็นสัญญา ที่จะร่วมลงนามในสนธิสัญญากับเขาเรียบร้อยแล้ว แต่เรายังไม่ได้แก้กฎหมาย ๓ ฉบับ ก็ฝากท่านช่วยดูด้วยครับว่าทําอย่างไรจะให้กฎหมาย ๓ ฉบับนั้นเกิดขึ้นไหม
กฎหมายอีก ๒ ฉบับที่ผมคิดว่าน่าจะหยิบขึ้นมาคือเรื่องของกฎหมาย ประโยชน์ทับซ้อน หรือคอนฟลิคท์ ออฟ อินเทอเรสท์ (Conflict of interest) นั้น ในชื่อเป็น ทางการก็คือ ความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ของรัฐนั้น เคยออกมาแล้วนะครับ ซึ่งอันนี้จะขยายความในร่างเกี่ยวกับประโยชน์ทับซ้อนทั้งหมด ก็ช่วยกรุณาเอามาทบทวน แล้วก็มาออกเป็นแนวทางด้วย
กฎหมายฉบับสุดท้ายก็คือทุกประเทศครับ เขาใช้กฎหมายในเรื่องของสินบน คือการให้และการรับสินบน หรือในภาษาอังกฤษเขาใช้คําว่า ไบรเบอรี แอคท์ (Bribery act) นั้น ประเทศไทยยังไม่มีนะครับ เราก็เลยเอาผิดผู้ที่ทําเป็นอาชญากรรมข้ามชาติไม่ได้ ก็คงขอฝาก ท่านไว้ด้วยว่ากฎหมาย ๕ ฉบับนั้นคือกฎหมายที่ผมอยากจะเห็นในบัญชีกฎหมายที่จะตราส่ง มาที่รัฐสภา
ในประเด็นสุดท้าย เรื่องของการเสริมสร้างมาตรฐานทางคุณธรรมจริยธรรม ผมต้องเรียนว่าประเทศไทยนั้นหามาตรฐานในคุณธรรมจริยธรรมค่อนข้างยาก แต่ขณะนี้ มีภาคประชาชนที่เสนอขึ้นมาว่าข้าราชการของรัฐและนักการเมืองควรจะน้อมนําพระราชดํารัส ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในหลักราชการเข้ามาปฏิบัติอยู่ ๒ ประเด็น คือความซื่อตรงต่อหน้าที่ และความซื่อตรงต่อบุคคลทั่วไป
ความซื่อตรงต่อหน้าที่นั้น ผมอยากจะให้ท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีเป็นแบบอย่างในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต ความวิริยะอุตสาหะ ความมุ่งมั่นในการทํางานให้สําเร็จอย่างงดงาม อันนี้เป็นถ้อยคําที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๖ ท่านได้พระราชทานไว้
และประการที่ ๒ ก็คือเรื่องความซื่อตรงต่อบุคคลทั่วไป ขอให้คณะรัฐมนตรี ทุกท่านและข้าราชการผู้ใหญ่จงรักษาคํามั่นสัญญาวาจาสัตย์ และสิ่งสุดท้ายก็คือประพฤติตน ปฏิบัติให้เป็นที่น่าเชื่อถือ และเป็นที่ศรัทธาของบุคคลทั่วไป ทั้ง ๕ ประการนี้คือ สิ่งที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวท่านได้พระราชทานไว้เป็นหลักราชการ และสิ่งอันนี้อยู่ในเรื่องที่ภาคประชาชนได้เสนอต่อท่านนายกรัฐมนตรีแล้ว ถ้าพรุ่งนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีกรุณาประกาศว่า รัฐบาลของท่านจะเป็นรัฐบาลแห่งความซื่อตรง และคณะรัฐมนตรี ตลอดจนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ทั้งหมดจะเป็นตัวอย่างในค่านิยม ๕ ประการ คือ ความซื่อสัตย์สุจริต ความวิริยะอุตสาหะ ความมุ่งมั่นในการที่จะทํางาน ให้สําเร็จตามหน้าที่อย่างงดงาม มีการรักษาวาจาสัตย์ และอันสุดท้ายก็คือทําตน ให้เป็นที่น่าเชื่อถือศรัทธาของบุคคลทั่วไป ถ้าเป็นอย่างนี้ปัญหาต่าง ๆ ของบ้านเมือง และนโยบายทั้ง ๔๔ หน้าของท่านจะสําเร็จลุล่วงไปด้วยดี ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านวันชัย สอนศิริ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม วันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ นโยบายของรัฐบาลในข้อ ๑.๑ เรื่องการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ ซึ่งรัฐบาลเขียนไว้ว่า เสริมสร้างความเข้าใจร่วมกันของประชาชนในชาติให้เกิด ความสมัครสมานสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ท่านประธานครับ ผมเห็นว่าเรื่องนี้เป็น เรื่องใหญ่ วันที่ผมเห็นท่าน ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง ท่านปัจจุบันเป็น รองนายกรัฐมนตรี วันที่ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไปที่จังหวัดกระบี่ แล้วโดนขับไล่ ผมว่าภาพอย่างนั้นมันไม่ควรจะเกิดขึ้นอีกต่อไปนี้ เวลาภาพที่ผมเห็นแล้วคือ กําลังจะพูดเรื่องปรองดองนี่นะครับ ฯพณฯ รองนายกรัฐมนตรีเฉลิม อยู่บํารุง ผมคิดว่าท่าน จะมีส่วนสําคัญในการสร้างเรื่องปรองดอง เพราะผมสังเกตท่าทีท่วงทํานองท่าน ๒ วันมานี้ ตั้งแต่วันแรกจนกระทั่งวันนี้ ผมว่าท่านซอฟท์ (Soft) ลง แล้วก็มีลักษณะของ การประนีประนอม แม้ว่าจะดุเด็ดเผ็ดมันอย่างไรก็ตาม แต่ท่านมีท่าทีประนีประนอมขึ้น ซึ่งวันนี้ผมดีใจ และวันนี้ตรง ๆ ผมอยากจะพูดกับท่านประธานผ่านไปยัง ๒ ท่าน คือ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และ ฯพณฯ รองนายกรัฐมนตรีเฉลิม อยู่บํารุง ครับ เพราะผมถือว่า ๒ ท่านนี้จะเป็นหลัก ในการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ได้ ดังที่ผมจะพูดต่อไปนี้ครับท่านประธาน
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมถือว่านโยบายเรื่องการปรองดองสมานฉันท์นี้ หรือเรื่องความสมัครสมานสามัคคีนี้เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องสําคัญครับ ตราบใดก็ตามให้เขียน นโยบายได้สวยสดงดงามหรูขนาดไหนก็ตามครับท่านประธาน ถ้าคนในชาติไม่ปรองดอง ไม่สมัครสมานสามัคคี ไม่มีความหมายในการทําได้ครับ ไม่ว่าจะเขียน ๔๔ หน้าเท่าอายุของ ท่านนายกรัฐมนตรี อย่างไร ๆ ก็ไม่มีทางที่จะทําให้นโยบายนี้เป็นไปได้ครับท่านประธาน เพราะอะไรครับ เพราะความแตกแยกแตกสามัคคีขึ้นมาเมื่อใด บ้านเมืองก็ไม่สามารถจะเดินไปได้ เราจะสังเกตได้ว่าเมื่อ ๓-๔ ปีที่ผ่านมา รวมทั้งที่รัฐบาลของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เป็นรัฐบาล เขียนนโยบายผมว่าก็ไม่ต่างกับรัฐบาลชุดนี้หรอกครับ หรู สวยสดงดงาม เหมือนกัน แต่ในภาวะที่บ้านเมืองแตกแยกแตกสามัคคี ถามว่าเดินไปได้ไหมครับ เพราะฉะนั้นตราบใดก็ตามที่บ้านเมืองไม่ปรองดองไม่สามัคคี นโยบายทั้งหมดเป็นหมันครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมจะไม่พูดถึงอดีตครับท่านประธาน ว่าสาเหตุ ปัญหา ใครทํา ใครเป็นตัวการ ใครเป็นคนก่อการ ใครสนับสนุน ใครมีส่วนร่วม ผมว่าทุกท่านที่อยู่ในที่นี้ มีส่วนรับรู้รับเห็นกันทั้งนั้นว่าใครทําอะไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมกราบเรียนไว้ในเบื้องต้นครับ ท่านประธาน ตอนแรกผมก็วิตกกังวลนะครับว่า ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ชนะเลือกตั้ง บอกได้เลยครับว่าเรื่องก็ไม่จบ และไม่มีทางจบ ปัญหาก็ยังคงมีอยู่ ความแตกแยก ความแตกสามัคคีผมเชื่อว่าก็คงยังมีอยู่ และผมเชื่อว่ายังดํารงอยู่และยังจะเดินต่อไป ชาวบ้านเดือดร้อนไหมครับ เดือดร้อน เขาทุกข์ไหมครับ ทุกข์ เขาเบื่อไหมครับ เบื่อ เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ผมบอกตรง ๆ ว่าดีใจครับ ดีใจที่พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นผู้ชนะและเป็นรัฐบาลในวันนี้ ผมก็หวังว่าท่านในฐานะที่รู้เรื่องมาดีในอดีต เห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ มาทั้งหมด หวังว่าท่าน จะเป็นผู้ทําได้ในเรื่องความสามัคคีและสมานฉันท์ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เบื้องต้นนี่นะครับ วันแรกผมดีใจมากครับท่านประธาน ที่บรรยากาศของการประชุมเป็นไปด้วยดี พอวันที่ ๒ ผมชักวิตกกังวลแล้วว่าความสมัครสมานสามัคคีสมานฉันท์มันจะมีได้หรือเปล่า ผมว่าสิ่งที่มันจะสมัครสมานสามัคคีครับ ท่านประธานที่เคารพ ผมว่ามันเริ่มจาก ที่คณะรัฐมนตรีคือท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลนี่แหละครับ จะเป็นผู้เริ่มก่อน เป็นอันดับแรกครับ ผมว่ารัฐบาลจะต้องแสดงออกด้วยความจริงใจครับท่านประธาน กายก็ต้องไม่ก่อความรุนแรง วาจาจะต้องไม่พูดว่าผมชนะคุณแพ้ คุณแพ้นั่งเฉย ๆ ผมว่าลักษณะของการก้าวร้าว ดูถูกเหยียดหยามอะไรต่อมิอะไรต่าง ๆ การทะเลาะเบาะแว้ง ด้วยความเคารพครับ แม้ว่าผมจะเป็นผู้มาใหม่ แต่เห็นมานานแล้วบอกว่าอึดอัด ลดลงได้ ผมว่ายอมรับฟังมากขึ้น ไม่ถากถาง ไม่ยโสโอหัง และผมเชื่อเหลือเกินว่าทุกอย่างเดินไปได้ อย่างที่ ฯพณฯ เฉลิมทําอยู่ ซอฟท์ครับ ซอฟท์ เพราะฉะนั้นผมเชื่อมั่นเหลือเกินครับท่านประธานที่เคารพ ถ้านักการเมืองไม่ทะเลาะกัน นักการเมืองไม่แตกแยกกัน ผมยืนยันว่าไม่มีชาวบ้านที่ไหนเขาทะเลาะกัน พอเราทะเลาะ ชาวบ้านแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายเลยครับ เพราะฉะนั้นทั้งหมดมันอยู่ที่รัฐบาล เริ่มต้นที่รัฐบาล สถานการณ์ในภาวะอย่างนี้ล่ะครับท่านประธานครับ สามารถสร้างวีรบุรุษและสร้างวีรสตรี ได้ครับ สมัยก่อนผมทราบว่านักการเมืองทะเลาะเบาะแว้งกันในสภาเสร็จจบ เลิก อภิปรายกัน ด่าทอกัน จบ ไม่มีการลากกันไปข้างถนน ไปในหมู่บ้านในตําบล เพราะฉะนั้นผมเชื่อเหลือเกินว่า ต่อไปนี้สิ่งเหล่านี้น่าจะยุติและเริ่มต้น สิ่งที่ผมอยากเห็นครับ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และ ฯพณฯ รองนายกรัฐมนตรีเฉลิม อยู่บํารุง ผมอยากให้ท่านไปภาคใต้ได้ทุกจังหวัด อยากให้ ท่านนายกรัฐมนตรีเดินทางไปทั่วประเทศไทยทุกที่ทุกแห่งโดยไม่ต้องนั่งเฮลิคอปเตอร์ไป หรือจะนั่งไปก็เป็นเรื่องภารกิจไป แต่ไม่ใช่เวลาไปเปิดงานนี่ตระเวนกัน ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ คน เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ถ้าท่านทําได้อันดับแรกเราจะเห็นเลยว่า รัฐบาลของเรานั้นเป็นรัฐบาล ของประชาชนสร้างความสมัครสมานสามัคคีได้จริง ๆ ครับ เพราะฉะนั้นคนที่เหมาะสม ในขณะนี้ ขออีกนิดเดียวครับท่านประธาน คือท่านนายกรัฐมนตรีนี่ท่านเป็นสุภาพสตรีอ่อน มีความน่ารักสวยสดงดงาม ท่านเฉลิม อยู่บํารุง มีความแข็งดุเด็ดเผ็ดมัน แต่มีความจริงจัง รับแบบตรงไปตรงมา อะไรทํา อะไรไม่ทํา อะไรแก้ อะไรไม่แก้ ใช้ได้ครับ อ่อนกับแข็งคู่กัน ทํางานไปด้วยกันยอมโน้มตัวลงเข้าไปหน่อย นักกีฬาไปตีกัน คนข้างสนามไม่ตีกันครับ เพราะฉะนั้นเริ่มจากท่านที่เป็นรัฐบาลนั่นละครับ โน้มตัวลงนิดหนึ่งเข้าหากันหน่อยหนึ่ง แล้วผมเชื่อเหลือเกินว่าบ้านเมืองจะปรองดองสมานฉันท์มากขึ้นครับ ความจริงผมยังมี อีกหลายประเด็นที่อยากจะพูดมากเลยครับ เอาละครับ เวลามีจํากัด ๘ นาที แต่แค่นี้คิดว่า น่าจะพอเป็นอนุสติในเรื่องปรองดองสมานฉันท์ ความจริงยังมีเด็ด ๆ อีกเยอะ ถ้ามีโอกาส เดี๋ยวจะเอาบทความกราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีและ ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง รองนายกรัฐมนตรี ผมเห็นว่า ๒ ท่านนี้สําคัญครับ ที่จะสร้างเรื่องนี้ได้ครับ ขอบพระคุณมากครับ ท่านประธานครับ
ต่อไปเชิญท่านทวีศักดิ์ คิดบรรจง ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ทวีศักดิ์ คิดบรรจง สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดบุรีรัมย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ด้วยระยะเวลา ๔ นาที ผมขอบริหารเวลาและขอเสนอ ข้อคิดเห็นต่อนโยบายของรัฐบาลดังต่อไปนี้ครับ
ประการแรก นโยบายภาคเกษตร ซึ่งขณะนี้เป็นที่ยอมรับแล้วว่าเกษตรนั้น มีความสําคัญต่อประเทศชาติเป็นอย่างมาก แต่ว่าภาคนี้กลับมีความอ่อนแอและมีปัญหา สลับซับซ้อนมากมาย เช่น ประการแรก ปัญหาเรื่องกําลังคนในภาคเกษตร แต่เดิมนี่ เราบอกว่า เกษตรมีไม่ต่ํากว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ลดลงมาเรื่อย ๆ ครับ จนกระทั่งขณะนี้ แรงงานภาคเกษตรมีไม่เกิน ๓๐ เปอร์เซ็นต์เศษของจํานวนแรงงานทั้งสิ้น คนหนุ่มสาวปฏิเสธ ที่จะเข้าสู่แรงงานภาคเกษตร วิทยาลัยเกษตรกรรมในต่างจังหวัดแทบจะไม่มีคนเรียน นี่คือปัญหาที่รัฐบาลจะต้องหาทางแก้ไขเพื่อมิให้เกิดปัญหาเกิดวิกฤติในเรื่องแรงงาน ภาคเกษตรในโอกาสต่อไป
ประการที่ ๒ เรื่องการถือครองที่ดิน ซึ่งที่ดินของเกษตรกรนั้นได้ถูกเปลี่ยนมือ ไปยังบุคคลที่มีฐานะเข้มแข็ง แข็งแกร่งทุกเมื่อเชื่อวัน ปัญหานี้เป็นปัญหาสําคัญและจะทําให้ เกษตรกรต้องลงทุนลงรอนมากขึ้น แล้วก็มีปัญหาต่อผลผลิตและกําลังใจของเกษตรกร
ประการที่ ๓ ผลผลิตที่ตกต่ําและมีปัญหา ผลผลิตที่ตกต่ําเช่นที่เกิดขึ้นนั้น เช่น การคัดเลือกพันธุ์ เป็นต้น ท่านประธานครับ ผมจะยกตัวอย่างเรื่องพันธุ์ข้าว เกษตรกร ต้องการใช้พันธุ์ข้าวเพื่อที่จะเปลี่ยนพันธุ์นี่นะครับ ประมาณปีละไม่ต่ํากว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ ตัน ในขณะที่ส่วนราชการสามารถที่จะให้การสนับสนุนได้เพียงประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ตัน เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นปัญหาเรื่องพันธุ์จึงเป็นปัญหาที่สําคัญของเกษตรกร นอกจากนี้ ปัญหาในเรื่องการใช้สารเคมีในพืชไร่ ในพืชผักสวนครัวก็มีปัญหาเช่นเดียวกันครับ เอฟเอโอ (FAO) เคยประกาศว่าเราใช้สารเคมีฆ่าหญ้า เราใช้ยาฆ่าแมลงเป็นลําดับที่ ๔ ที่ ๕ ของโลก เพราะฉะนั้นจึงมีปัญหาในเรื่องของการส่งออก มีปัญหาในเรื่องของสุขภาพอนามัย ของผู้บริโภค มีปัญหาในเรื่องของสุขภาพอนามัยของตัวเกษตรกรเองด้วย ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้รัฐบาลคงจะต้องหาทางแก้ไข เพราะถ้ามิฉะนั้นแล้วภาคเกษตรก็จะเป็น ภาคที่มีปัญหาและเป็นภาคที่มีวิกฤติมากที่สุด ทั้ง ๆ ที่เป็นปัญหาที่มีความสําคัญ
ท่านประธานครับ ในเรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องนโยบายสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติ ซึ่งหลายท่านได้พูดแล้ว เรื่องนี้จําเป็นที่จะต้องอาศัยศรัทธา จําเป็นที่จะต้องอาศัยความเชื่อมั่น เพราะว่านับจากนี้ไปนี่นะครับท่านนายกรัฐมนตรีจะต้อง ถูกตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์ในสิ่งที่เกิดขึ้นจากตัวท่านเองและบุคคลใกล้เคียง ท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องสร้างความเชื่อมั่นว่าท่านจะทําทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของ ประชาชนอย่างแท้จริง ที่สําคัญก็คือจะต้องส่งสัญญาณไปยังจุดทุกจุดที่มีความล่อแหลม ที่จะนํามาซึ่งความแตกแยกและความหวาดระแวงในสังคม ให้มีความสํารวมระมัดระวัง ในการแสดงออก เพราะท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องตระหนักนะครับว่าเสียงสนับสนุน ในสภานั้นถึงแม้ว่าจะมีความสําคัญมากน้อยแค่ไหน เพียงไร ก็ยังสู้ศรัทธามหาชนไม่ได้ ถ้าหากว่าท่านทําให้มหาชนมีความศรัทธาและเชื่อมั่น ผมรับรองครับท่านนายกรัฐมนตรี จะสามารถสร้างความปรองดองตามนโยบายที่ท่านฝันไว้ได้อย่างแน่นอน ขอขอบคุณครับ
เชิญท่าน พันตํารวจเอก สนธยา แสงเภา ครับ
กราบเรียน ท่านประธานครับ กระผม พันตํารวจเอก สนธยา แสงเภา ขออนุญาตประทานกราบเรียน ผ่านท่านประธานรัฐสภาไปยังรัฐบาลภายใต้การนําของ ฯพณฯ ยอดหญิงคนที่ ๑๖ ของโลก ท่านประธานครับ การอภิปรายของผมแม้เวลาจะน้อยนิดแต่ก็คุ้มค่าไม่ได้แสดงความคิดเห็น ขํา ๆ หรือมาออกรายการคลายเครียดแต่ประการใด แต่เรียนด้วยความเคารพว่ามาทําหน้าที่ ในบทบาทของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาองค์กรภาคเอกชน โดยไทยซิกข์รักษา ความมั่นคงภายในส่งประกวดเป็นรอบ ๒ โดยที่ผมเองในฐานะที่อดีตเป็นข้าราชการ ตํารวจนั้นก็ได้มาทําหน้าที่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๖ ได้วางหลักสาระสําคัญว่า ก่อนที่รัฐบาลจะบริหารราชการแผ่นดินจะต้องมาแถลงนโยบาย ผมเรียนย้อนกลับไป นิดเดียวครับท่านประธาน ในครั้งที่ผ่านมานั้นผมเองไปรับทราบแถลงนโยบาย ที่กระทรวงการต่างประเทศก็ลําบากหน่อยครับ ปีนรั้วไป แต่ก่อนหน้านั้นท่านประธานครับ ผมเองมาลงเป็นสมาชิกรัฐสภาเป็นคนที่ ๑ นํามาซึ่ง ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ แล้วผมเองนี่นะครับ ชื่อจริง เสียงจริง ตัวเป็น ๆ ได้พาอดีตท่านประธานวุฒิสภาข้ามไปยังที่พื้นที่หวงห้ามใกล้เคียง ตลอดรอดฝั่งมา ท่านประธานครับ ผมเองกราบเรียนด้วยความเคารพว่าในเรื่องของ ความมั่นคง นโยบายของท่าน ๑ ปี และในส่วนของความมั่นคงนั้นก็จะพูดถึงแต่ทหาร คําว่า ทหาร ในที่นี้ให้หมายความรวมถึง กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ กองบัญชาการกองทัพไทย กรมราชองครักษ์ แต่ในกระบวนการยุติธรรมนั้น ไม่ได้พูดเลยครับตํารวจ แต่ได้กําหนดไว้ในการบริหารบ้านเมืองที่ดีคือเจ้าพนักงานของรัฐ คําว่า เจ้าพนักงานของรัฐ นั้นก็คงมีตํารวจอยู่ด้วยครับ ผมต้องกราบขออนุญาตผ่าน ท่านประธานไปยัง ฯพณฯ รองนายกรัฐมนตรี แม้ท่าน สร. ๑ จะไม่ได้ระบุมอบหมายให้ท่าน กํากับดูแลสํานักงานตํารวจแห่งชาติ แต่ผมเชื่อมั่นว่าชื่อชั้นของท่านจากการที่ผ่านเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย และชื่อชั้นที่ได้เจริญเติบโตมาจาก รากหญ้า ประทานอภัยครับ ท่านมาจากนักเรียนนายสิบทหารบก ผมเองมาจาก นักเรียนจ่าทหารเรือ รุ่น ๐๗ ดังนั้นการที่จะมาดูแลตํารวจนั้น ต้องเป็นตํารวจที่สง่างามแล้วก็เจริญเติบโตมาโดย องค์ความรู้ ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่ผมจะฝากท่านก็คือ รักแท้แพ้ใกล้ชิด อย่าลืมนะครับ คนในของท่าน ท่านฟังนอก ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นกองบัญชาการตํารวจภูธร ๑-๙ รวมทั้ง ศชต. ที่รับผิดชอบ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ ๔ อําเภอในจังหวัดสงขลา ขอให้ท่านมองด้วยครับ แล้วบางคนบางท่านถูกกล่าวหาว่าเป็นเสื้อสีเข้ม ๆ จะแดงหรือไม่ผมไม่ทราบ เอาเขาไปเก็บกก ท่านต้องตรวจสอบให้ความเป็นธรรมกับเขาเหล่านั้นด้วย ผมเองเป็นวิทยากรบรรยาย หลักสูตรผู้กํากับมา ๓ รุ่น และหลักสูตรการบริหารตํารวจระดับสูง รุ่นที่ ๓๓ เขาฝากผมมาครับ ให้ท่านได้กรุณาให้ความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายคราวต่อไปด้วย และ ๓๓ เปอร์เซ็นต์ ยังไม่พอครับของรัฐบาลชุดเดิม ท่านต้องให้ไป ๔๐ เปอร์เซ็นต์ กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธาน
เชิญท่านสัก กอแสงเรือง ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสัก กอแสงเรือง สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมขออภิปรายนโยบายข้อ ๘.๒ ครับ ได้แก่ การปฏิรูปกฎหมาย การพัฒนา กระบวนการยุติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างยุติธรรม การเพิ่มประสิทธิภาพ การสอบสวน การอํานวยความยุติธรรมเป็นมาตรฐานเดียว ท่านประธานครับ เนื่องจาก ท่านนายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภานั้นเพื่อให้ทราบถึงเจตนารมณ์ ยุทธศาสตร์ ตามนโยบาย แต่ยังขาดรายละเอียด ผมจึงขอสอบถามและขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีชี้แจง ต่อรัฐสภาเพื่อให้ทราบถึงแผนการปฏิบัติ วิธีการปฏิบัติตามนโยบายในข้อ ๘.๒ ว่าจะดําเนินการ ให้สัมฤทธิผลโดยเร็วอย่างไร ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๕ และข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๑๐๘ เนื่องจากที่ผ่านมามีการกล่าวอ้างถึงกระบวนการยุติธรรมมีสองมาตรฐานมาโดยตลอด ผมจึงขอเริ่มจากการอํานวยความยุติธรรมเป็นมาตรฐานเดียวซึ่งเป็นประเด็นสําคัญครับ และเป็นหัวใจของนโยบายข้อ ๘.๒ นโยบายของรัฐบาลที่จะให้กระบวนการยุติธรรม มีมาตรฐานเดียวนั้นเป็นนโยบายที่ดีครับและสําคัญ
ประการแรก รัฐบาลต้องให้ต้นธารของกระบวนการยุติธรรม คือพนักงานสอบสวน ให้สามารถทําสํานวนสอบสวนมีคุณภาพ โดยต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๐ ครับ คือสอบสวนด้วยความถูกต้อง รวดเร็วและเป็นธรรม ถูกต้องนั้น ได้แก่ การสอบสวน รวบรวม พยานหลักฐาน ทั้งพิสูจน์ความผิดและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ตามพยานหลักฐานตามหลัก นิติวิทยาศาสตร์ โดยไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพ เช่น ไม่นําผู้ต้องหามาแถลงข่าวว่าเป็นผู้กระทํา ความผิด มีพยานหลักฐานชัดเจน เพราะไม่เป็นไปตามมาตรา ๓๙ แห่งรัฐธรรมนูญครับ สํานวนคุณภาพนั้นจะทําให้การสั่งฟ้อง สั่งไม่ฟ้องเกิดความถูกต้อง เป็นธรรม คนไม่ได้ทําผิด สั่งไม่ฟ้องครับจะได้ไม่เดือดร้อน ไม่เสียอิสรภาพ ไม่ต้องประกันตัว ไม่ต้องแต่งตั้งทนายความ ต่อสู้คดีเพื่อลดคดีของศาลครับ เพื่อลดผู้ต้องขังในเรือนจําครับ เมื่อฟ้องผู้กระทําความผิด ตามสํานวนคุณภาพที่มีหลักฐานถูกต้องครบถ้วนด้วยความรวดเร็วและเป็นธรรมก็จะทําให้ ผู้กระทําความผิดได้รับการพิจารณาพิพากษาลงโทษทันท่วงที ถ้าการสอบสวน การดําเนินคดี ดําเนินไปอย่างถูกต้อง รวดเร็วและเป็นธรรมแล้ว จะทําให้ เกิดความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายครับ ประชาชนก็จะไม่กล้าทําผิด และจะไม่มีใครอยู่เหนือ กฎหมายครับ กระบวนการยุติธรรมจะมีมาตรฐานเดียวครับ ประชาชนทุกคนไม่ว่าจะเป็น โจทก์ เป็นจําเลย เป็นผู้เสียหาย เป็นผู้ต้องหา รวมทั้งพยานและผู้เกี่ยวข้อง ต่างจะได้รับ ความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรมทุกคน ทุกคนเข้าถึงความเป็นธรรม และเข้าถึง กระบวนการยุติธรรมอย่างถูกต้องรวดเร็วและเป็นธรรมนั้น จะก่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย ของสังคมไทยครับ
ประการที่ ๒ รัฐบาลต้องดําเนินการให้พนักงานสอบสวนทําสํานวนคุณภาพได้ โดยต้องสนับสนุนให้พนักงานสอบสวนมีความเป็นอิสระ ให้เป็นวิชาชีพครับ มีความรู้ความสามารถและได้รับค่าตอบแทนเท่ากับผู้พิพากษาและอัยการ ซึ่งเป็นกระบวนการยุติธรรมในระดับเดียวกันมาตรฐานเดียวกันครับ ท่านประธานครับ ขอฝากไปยังรัฐบาลว่าต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมายวิธีการสอบสวน วิธีพิจารณาให้เป็นไปตาม รัฐธรรมนูญและกฎหมาย รวมทั้ง พ.ร.บ. ตํารวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ ซึ่งกําหนดให้ พนักงานสอบสวนนั้นเป็นอิสระ ไม่มียศ ปลอดการบังคับบัญชา มีคุณสมบัติ ค่าตอบแทน เท่ากับผู้พิพากษาและอัยการ ท่านประธานครับ ความเป็นอิสระของพนักงานสอบสวน และการบริหารงานบุคคลของพนักงานสอบสวนจะเป็นหัวใจสําคัญครับ
ในประการที่ ๓ จะต้องปลอดการแทรกแซง เนื่องจากว่ามีคําพิพากษา ศาลปกครองเมื่อเร็ว ๆ นี้นะครับ พิพากษาให้สํานักงานตํารวจแห่งชาติปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ตํารวจแห่งชาติ รวมทั้งการกําหนดค่าตอบแทนต่าง ๆ นั้น เรื่องนี้ขอให้รัฐบาล ดําเนินการตามคําวินิจฉัยของศาลปกครองโดยเร็ว โดยทันที ไม่อุทธรณ์ให้ล่าช้านะครับ
ประการที่ ๔ หากรัฐบาลมีนโยบายที่จะให้อรรถคดีทางอาญาทั้งหลาย เป็นไปโดยถูกต้องรวดเร็วและเป็นธรรมแล้ว จะต้องเพิ่มพนักงานสอบสวนครับให้เพียงพอ เพราะว่าขณะนี้มีมติ ครม. ปี ๒๕๔๑ ไม่ให้เพิ่มอัตราข้าราชการ แต่ว่าควรจะยกเว้น พนักงานสอบสวนครับ เพื่อที่จะให้ดําเนินการตามนี้ ก็ขอให้ท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีนะครับ เพิ่มพนักงานสอบสวนให้เพียงพอแก่การทําหน้าที่ อํานวยความยุติธรรมแก่ประชาชน ตามนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีข้อ ๘.๒ ครับ
ประการที่ ๕ อยากจะให้ดําเนินการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทําความผิดนะครับ ตามข้อ ๘.๒.๓ ให้เกิดผลสัมฤทธิ์โดยเร็ว รัฐบาลต้องสนับสนุนงบประมาณเพิ่มขึ้นให้แก่ กรมคุมประพฤติครับ สถานบําบัดรักษาทั้งหลายให้สามารถที่จะบําบัดฟื้นฟูให้รวดเร็ว เพียงพอและทันกาลครับ ปัจจุบันนี้มีปัญหาการฟื้นฟูผู้กระทําผิดยาเสพติดนะครับ ตามกฎหมายที่มีผู้ต้องได้รับการฟื้นฟูถึงมากกว่า ๒๐๐,๐๐๐ คนครับ แต่โรงพยาบาล และค่ายทหารทั้งหลายที่มีอยู่บําบัดฟื้นฟูได้เพียง ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ คนครับ ขณะนี้มีผู้รอคอย การบําบัดอยู่ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าคนครับ แล้วก็ปะปนอยู่กับผู้คนในสังคมครับ เกิดอันตรายแก่ตัวเอง แก่ผู้อื่น จะปรากฏเรื่องการจับตัวประกัน การทําร้าย การฆ่าคนรอบข้าง รวมทั้งการกระโดดตึกฆ่าตัวตายเกิดขึ้นอย่างเนือง ๆ ครับ ท่านประธานครับ ผมคิดว่า การช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายนั้น ควรจะใช้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมคือ ทนายความ ซึ่งเป็นวิชาชีพอิสระ ภายใต้การควบคุมของสภาทนายความ ให้สามารถที่จะเป็น วิชาชีพที่มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายอย่างเต็มที่ครับ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าจากนโยบายทั้งหลายซึ่งมีอีกหลายประการนะครับ แต่ด้วยข้อจํากัดของเวลานั้น ผมคิดว่าก็คงจะพูดได้เพียงจํากัดเวลาแค่นี้นะครับ ผมจึงขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีชี้แจงต่อรัฐสภาว่ารัฐบาลจะดําเนินการอย่างไร ในระยะเวลา เท่าใด เพื่อให้นโยบายของท่านสัมฤทธิผลโดยเร็วครับ ผมคิดว่าสิ่งที่รัฐบาลจะทําต่อไปนั้น จะสามารถทําให้เกิดความสําเร็จ แล้วก็ถ้าสามารถดําเนินการอย่างจริงใจและจริงจังแล้ว ทําให้การบังคับใช้รัฐธรรมนูญและกฎหมายเกิดประสิทธิภาพ เกิดประสิทธิผล จะเกิดความสําเร็จต่อชีวิต ความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผมคิดว่านโยบายที่ดีนั้น ควรจะดําเนินการโดยเร่งด่วนครับ ผมเอาใจช่วยครับ ขอบคุณครับ
ต่อไปเป็นสมาชิกฝ่ายค้านนะครับ เชิญท่านโปรดปราน โต๊ะราหนี ครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายโปรดปราน โต๊ะราหนี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรครักประเทศไทย จังหวัดพัทลุง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นต้อง ขอขอบคุณท่านประธานรัฐสภาที่ให้โอกาสในการพูดอภิปรายเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาล วันนี้ถือว่าเป็นมงคลชีวิตของผมและครอบครัวที่ได้มีโอกาสได้นําเสนอสิ่งดี ๆ ที่จะเป็น ประโยชน์ต่อประเทศชาติและบ้านเมือง จริง ๆ แล้วผมดูจากนโยบายทุกนโยบาย ที่ทางรัฐบาลได้กรุณาแถลงมาเป็นนโยบายที่ดี เพื่อที่จะให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศได้รับ ผลประโยชน์สูงสุด แต่ผมจําเป็นต้องหยิบยกนโยบายที่เร่งด่วนที่สุดเท่าที่ผมเห็นว่าตอนนี้ เป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไข ซึ่งผมเองก็ต้องขอขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย ที่ได้กรุณาหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาแสดงให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์เองก็ให้ความสําคัญกับเรื่องนี้ และผมก็เรียนผ่านท่านประธานไปยัง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยว่า นี่เป็นเหตุผลเดียวเหตุผลหนึ่งของความไม่สงบชายแดนภาคใต้ ที่ไปทําลายความเชื่อมั่นของพรรคไทยรักไทยในอดีต ถ้าท่านสามารถที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้ เป็นที่ยอมรับและเป็นที่ประจักษ์ ผมเชื่อว่าปัญหาเหล่านี้ก็จะได้รับการคลี่คลายไปในที่สุด เพราะฉะนั้นผมเองถึงแม้ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน แต่ทางท่านหัวหน้าพรรค ท่านชูวิทย์บอกชัดเจน ครับว่าฝ่ายค้านแบบรักประเทศไทย สิ่งไหนที่ท่านทําถูกต้อง สิ่งไหนที่ท่านทําแล้วมันเกิด ประโยชน์กับประเทศชาติบ้านเมือง พวกผมก็ยินดีที่จะช่วยเหลือและสนับสนุนอย่างเต็มที่ สุดความสามารถ แต่ถ้าสิ่งไหนที่ท่านทําแล้วเกิดความเสียหายแก่รัฐ เกิดความเสียหายแก่ ประเทศชาติ พวกผมก็มิอาจที่จะยินยอมให้ท่านได้ทําเช่นนั้น นี่คือจุดยืนที่ชัดเจนครับ ท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพ ซึ่งผมเองก็อยากจะนําเสนอครับ ส่วนใหญ่แล้ว ท่านสมาชิกทั้งหลายก็ใช้ความกรุณาของความเป็นห่วงฝากไปยังทางรัฐบาล แต่ผมอยากจะ เสนอดูจากนโยบายข้อ ๑.๕ ท่านเขียนคลุมไว้ทั้งหมดแต่ท่านขาดอยู่ ๓ ด้าน ที่ผมอยากจะ เสนอในเวลาที่จํากัด ๒-๓ นาที ด้านที่ ๑ ที่ท่านยังไม่ชัดเจน ซึ่งท่านรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยท่านได้กรุณาตอบแล้วแต่ไม่ชัดเจนครับ ก็คือ
เรื่องที่ ๑ เรื่องของรูปแบบในการที่จะปกครองใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่านตอบอย่างนี้ครับ ท่านตอบว่าโอเคครับ รัฐปัตตานีไม่ทําแน่นอน แต่ท่านตอบว่า ไม่มีวิธีการใด แสดงว่า ณ วันนี้รัฐยังไม่ได้คิดว่าจะทําอะไร อย่างไรในภาคใต้ ท่านบอกว่า จําเป็นต้องแสวงหาหนทางที่ดีที่สุด แสดงว่ายังไม่มีใช่หรือไม่ ท่านต้องตอบนะครับ ถ้าบอกว่า ใช่ก็ไม่เป็นอะไร ผมอยากจะเสนอเผื่อความคิดเล็ก ๆ ของผมจะได้นําไปเป็นส่วนตัวช่วย ในการที่จะเดินทางต่อไปได้ของทางรัฐบาลก็คือ ถ้าท่านเริ่มต้นที่รูปแบบไม่ได้ ท่านยากที่จะ ติดกระดุมเม็ดแรกผิด ยากนะครับ รูปแบบที่ผมอยากจะนําเสนอก็คือ ในพื้นที่ ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ที่เป็นอยู่ปัจจุบันนี้ก็มี ศอ.บต. กับ กอ.รมน. ภาค ๔ เป็นนโยบายหลัก ที่ดําเนินการในเชิงพัฒนาและความมั่นคง ท่านอย่าไปยุบเขาครับ ผมไม่เห็นด้วย ถ้าท่านจะ ยุบหรือไม่ยุบ ท่านต้องตอบให้ชัด ผมไม่เห็นด้วยที่จะไปยุบเขา แต่ผมอยากจะให้ท่านตั้ง องค์กรขึ้นมาสักอีกองค์กรหนึ่ง จะเรียกว่ารูปแบบการปกครองพิเศษหรือไม่ ผมไม่รู้ครับ ก็คือ องค์กรภาคประชาชน เพราะ ศอ.บต. หรือ กอ.รมน. นั้นเป็นการตอบสนองภาครัฐ เสียมากกว่า ไม่ได้ตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง แต่ถ้าท่านสร้าง สภาประชาชนขึ้น ผมแนะนําครับ ก็คือมีองค์กรที่มีอยู่แล้วไม่ต้องไปสร้างใหม่เยอะแยะ มากมาย องค์กรนั้นก็คือคณะกรรมการอิสลามประจําจังหวัด คณะกรรมการอิสลาม ประจํามัสยิด สํานักจุฬาราชมนตรี คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ตอนนี้เยอะแยะแล้วครับ ท่านดึงมาเพิ่มประสิทธิภาพให้เขาสิครับ เขาไม่มีอํานาจนี่ครับ เขาจะไปช่วยท่านในฐานอะไร ไม่มีประสิทธิภาพท่านต้องเพิ่มอํานาจให้เขา เพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มค่าตอบแทน เพิ่มให้อะไรเขาสิครับ แล้วดึงเข้ามาเป็นเครื่องมือ ไม่ใช่เครื่องมือ เพื่อที่แสวงหาประโยชน์ครับ เป็นตัวช่วยในการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นใน ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้นะครับ
ประการต่อไปก็คือ เรื่องของการเปิดโอกาสให้ข้าราชการในท้องถิ่น ที่ไม่ใช่คนในภูมิลําเนาย้ายกลับภูมิลําเนาเลยครับ ใครอยู่จังหวัดพัทลุง ใครอยู่จังหวัดสงขลา กลับครับ แล้วก็ให้นิสิตนักศึกษา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ว่างงานอยู่เยอะแยะกลับไปเป็น บุคลากรเพื่อดูแลปกครองตนเอง ผมเชื่อว่าเขาหวงแหน เขามีกําลังใจที่อยากจะปกป้องรักษา บ้านเขาอย่างแน่นอนนะครับ มากกว่าที่คนในพื้นที่กล้า ๆ กลัว ๆ ไม่กล้าออกไปทํางาน ทํางานก็ไม่เต็มที่ กลัวที่จะโดนทําร้าย แต่ถ้าคนในพื้นที่เขาไม่กลัวตายหรอกครับบ้านเขา และเขาไม่ยอมที่จะให้ใครมาทําร้ายด้วยนะครับ
ประเด็นต่อไปก็คือ เรื่องการจัดการศึกษา เวลาน้อยครับ ต้องจัดบูรณาการ การศึกษาเอกชนสอนศาสนาอิสลามควบคู่วิชาสามัญและวิชาชีพด้วยครับ แก้ปัญหา ความยากจนที่ท่านบอกว่าขจัดความยากจนในพื้นที่ด้วย ต้องด้วยนะครับ นั่นคือรูปแบบ ที่ต่อเนื่องที่ว่าปอเนาะการอาชีพก็ได้ต่อยอดไปเลยครับ
รูปแบบต่อไปก็คือ มาตรการของการให้โอกาสอุสตาซที่อยู่ต่างประเทศและ จบมาจากตะวันออกกลาง ท่านอย่าไประแวงเขาครับ ลดความระแวงบรรจุเขาเข้าทํางาน ที่จบ ป. ตรีแล้ว ป. ตรี ไม่ได้ก็ให้เขากรุณาได้มี ป. ตรี เปรียบเทียบกับวุฒิประเทศไทยนะครับ
และสุดท้ายประการที่ ๓ ที่ท่านยังขาดอยู่ก็คือ การใช้สื่อมาตรการเชิงรุก อย่าออกเฉพาะเหตุการณ์ ออกเหตุการณ์อย่างเดียวไม่ได้ ท่านจะต้องออกผลงานของรัฐบาล ควบคู่ด้วยว่ามุมหนึ่งท่านมีความหวังดีต่อพี่น้องประชาชนจริง ๆ ให้เขาเห็นว่าเขารักเรา เขาจริงใจกับเราควบคู่กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ผมเชื่อว่าเมื่อประชาชนเขาลดความ หวาดระแวงที่มีต่อภาครัฐ เขาไม่กล้าบอกท่านหรอกครับท่านรองนายกรัฐมนตรีครับว่า ใครเป็นผู้ก่อการร้าย เขาไม่กล้าบอกท่าน เพราะเขาหวาดระแวงรัฐว่าเป็นภัยความมั่นคง ต่อประชาชน เพราะฉะนั้นผมบอกได้เลยว่าถ้าท่านลดความหวาดระแวงของพี่น้องไม่ได้ ท่านหยุดความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งแรกที่ท่านต้องทํา คือลดความหวาดระแวงที่ประชาชนมีต่อรัฐ และรัฐเองต้องลดความหวาดระแวง ที่มีต่อประชาชนด้วยถึงจะสามารถกระทําได้นะครับ
ประการสุดท้าย เรื่องของความปรองดอง หมดเวลาแล้วแต่ขออีก ๓๐ วินาทีนะครับ เพราะเป็นคนสุดท้ายแล้วนะครับ คนสุดท้ายของฝ่ายค้านไม่ได้ทําในหน้าที่ของผู้นําฝ่ายค้าน แต่ขออนุญาตพูดนิดหนึ่ง การปรองดองเกิดจากพวกเราครับ ตรงนี้ครับไม่ต้องไปหา แสวงหาข้างนอก ผมขอแต่งตั้งให้ ส.ส. ทุกคนเป็นทูตสันติไมตรีกลับไปบอกพี่น้องประชาชนว่า หยุดทะเลาะกันเถอะครับ ถ้าพวกเราหยุดทะเลาะกัน ความปรองดองเกิดในประเทศชาติ แน่นอน แต่ถ้าพวกเราไปบอกประชาชนว่า เกลียดฝ่ายนั้นเกลียดฝ่ายนี้ ความปรองดอง ก็จะไม่เกิด แต่ถ้าพวกเราเลิกเกลียดกัน เลิกความแค้นที่มีต่อกันในจิตใจ ให้อภัยซึ่งกันและกัน แล้วเราจะรักกันเหมือนรักประเทศไทยที่เรารักทุกคนครับ เหมือนที่คุณชูวิทย์บอก ขอบคุณมากครับท่านประธานครับ
ผู้อภิปรายคนสุดท้ายคือ ท่านประธานคณะกรรมการพรรคร่วมฝ่ายค้านนะครับ ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เชิญครับ ท่านครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอใช้เวลาไม่มากครับในการรวบรวม ความเห็นของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์และเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านในการสะท้อนความเห็น ของพวกเราต่อนโยบายของรัฐบาล ขอกราบเรียนกับท่านประธานว่ากระผมได้ติดตาม การแถลงนโยบายตลอดระยะเวลา ๓ วันในรัฐสภามาโดยลําดับ และกราบเรียนกับ ท่านประธานว่าพวกเราภูมิใจที่ได้ทําหน้าที่ในการตรวจสอบนโยบายรัฐบาลแทนประชาชน ตามที่ประชาชนมอบหมาย และถือว่าภารกิจนี้เป็นภารกิจที่มีเกียรติอย่างยิ่ง ก่อนการอภิปรายผมได้ตั้งความหวังไว้ว่า ขอให้ข้อสังเกตที่ตั้งไว้ก่อนหน้านี้ว่านโยบายชุดนี้ เป็นแค่นโยบายแก้บนแบบเลี่ยงบาลีนั้น ขออย่าให้เป็นความจริง เหตุผลก็เพราะว่า
ประการที่ ๑ เพื่อให้พรรคการเมือง นักการเมือง สามารถดํารงเกียรติ รักษาความเป็นสถาบันที่รักษาสัจจะ ความเชื่อมั่นศรัทธาและความเชื่อถือได้ในสายตา ประชาชนไว้ได้ต่อไป เฉกเช่นพรรคการเมืองที่เป็นสถาบันทางการเมืองได้ปฏิบัติมาในอดีต แต่ว่าภายหลังการแถลงนโยบายของรัฐบาล หลังจากท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบาย หลังการอภิปรายของท่านผู้นําฝ่ายค้าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้าน สมาชิกวุฒิสภา และได้รับฟังคําตอบของคณะรัฐมนตรี ผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมผิดหวัง เพราะว่า ที่สุดแล้วมันเป็นการยิ่งตอกย้ําสมมุติฐานทางการเมืองที่ว่านโยบายนี้เป็นนโยบายแก้บน แบบเลี่ยงบาลีเป็นความจริง ผมมีตัวอย่างของนโยบายที่ชัดเจน ๓-๔ นโยบายที่จะชี้ให้ ท่านประธานได้เห็น
นโยบายที่ ๑ เรื่องค่าแรงขั้นต่ํา ๓๐๐ บาทที่รัฐบาลได้ประกาศเป็น สัญญาประชาคมไว้ในช่วงตอนหาเสียงว่าจะทําทันทีทั่วประเทศ แต่ว่าพอเอาเข้าจริง ในนโยบาย แทนที่จะประกาศเป็นนโยบายค่าแรงขั้นต่ํา ปรากฏว่าท่านเลี่ยงบาลีมาเขียนเป็น รายได้ ซึ่งแน่นอนถ้าประกาศว่าเป็นรายได้ ๓๐๐ บาท มันอาจจะกินความหมายว่า ค่าแรงขั้นต่ําอาจจะไม่ถึง ๓๐๐ บาท และรายได้อาจจะไปรวมสวัสดิการ รวมอย่างอื่น เข้าไปด้วยใช่หรือไม่ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นอาจจะส่งผลให้ที่สุดผู้ใช้แรงงานก็อาจจะไม่ได้ขึ้น ค่าแรงขั้นต่ํา เพราะอาจจะมีการรวมสวัสดิการที่เขาให้อยู่แล้ว แล้วก็อาจจะเกิน ๓๐๐ บาท อยู่แล้วในปัจจุบันนี้ ซึ่งประเด็นนี้คือประเด็นที่พวกเราเป็นห่วงและจําเป็นที่จะต้องมาตอกย้ํา ทวงเรื่องนี้กับรัฐบาล เพราะมันหมายถึงเงินในกระเป๋าของผู้ใช้แรงงานที่เขาตั้งความหวังไว้ว่า หลังจากที่เขามีรัฐบาลชุดใหม่ เขาควรจะมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้นจริง ๆ นอกจากนั้นสิ่งที่ ผมต้องกราบเรียนว่าเป็นเรื่องของการเลี่ยงบาลี เพราะตอนประกาศนโยบายตอนหาเสียง ท่านบอกว่าจะทําทันทีทั่วประเทศ แต่พอเอาเข้าจริงดูเหมือนจะไม่ทันทีจะกลายเป็นปีหน้า และทําในบางพื้นที่เท่านั้น ตรงนี้จึงเป็นจุดที่พวกเราฝ่ายค้านจําเป็นจะต้องนําประเด็นนี้ ขึ้นมาอภิปรายและชี้ให้ประชาชนทั่วทั้งประเทศได้มองเห็น
ตัวอย่างนโยบายประการที่ ๒ อีกอันหนึ่งก็คือ ในเรื่องเงินเดือนปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาท ตอนหาเสียงไว้ท่านบอกว่า เงินเดือนผู้เรียนจบปริญญาตรีต้อง ๑๕,๐๐๐ บาท แต่พอมาเขียนในนโยบายกลายเป็นรายได้ ๑๕,๐๐๐ บาท ไม่ต่างกันกับ ค่าแรงขั้นต่ําต้อง ๑๕,๐๐๐ บาท แล้วก็มาปรับเป็นรายได้ ๓๐๐ บาท นี่ก็คือสิ่งที่ขออนุญาต กราบเรียนต่อท่านประธาน
นโยบายอีกเรื่องหนึ่งก็คือ กรณีที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ประกาศไว้ ตอนหาเสียงซึ่งพวกเราสมาชิกฝ่ายค้านก็ได้อภิปรายไปแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีให้สัญญาว่า ท่านจะกระชากค่าครองชีพของประชาชนลงมาด้วยการยกเลิกกองทุนน้ํามัน ทําให้ประชาชน เข้าใจว่า ถัดจากนี้ไปราคาน้ํามันจะต้องถูกลงมาตราบเท่าที่รัฐบาลชุดนี้บริหารราชการแผ่นดิน ท่านประกาศสัญญาละเอียดถึงขนาดบอกจะทําเบนซิน ๙๕ เบนซิน ๙๑ ดีเซล ให้ลดลงมา แต่ว่าพอเอาเข้าจริงรัฐบาลกลับลํา ๓๖๐ องศา นโยบายกลายเป็นว่าท่านไม่ยกเลิกกองทุนน้ํามัน แต่กองทุนน้ํามันยังอยู่ นโยบายคือแค่ชะลอการเก็บเงินเข้ากองทุนชั่วคราว เช่น อาจจะ ๖ เดือนโดยประมาณ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็แปลว่าราคาน้ํามันก็จะลดลงมาชั่วคราว ลดลงมา ๖ เดือนโดยประมาณ แล้วหลังจากนั้นแปลว่าอะไรครับ แปลว่าหลังจากนั้นราคาน้ํามัน ก็จะต้องปรับเข้าสู่ภาวะราคาตลาด หรือไปสู่ภาวะราคาตามยถากรรมอีกวาระหนึ่ง ใช่หรือไม่ นี่คือสิ่งที่พวกเราเป็นห่วงและจําเป็นที่จะต้องนํามาอภิปราย นโยบายกระชากค่าครองชีพประชาชนลงมา จึงเหมือนกับนโยบายแก้บนจริง ๆ ท่านใส่ลงไป ตามที่บนกับประชาชนไว้ แต่เวลาเอาของไปบน ท่านบนไม่ครบ ตอนบน บนไก่ทั้งตัว แต่ตอนแก้บนเหลือแต่ขนกับปีก นี่คือภาวะความเป็นจริงของนโยบายแก้บนแบบเลี่ยงบาลีที่ ผมจําเป็นที่จะต้องมาพูดกับท่านประธานตรงนี้ให้เห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จะ ขอกราบเรียนกับท่านประธานครับ ค่าครองชีพ ท่านวิจารณ์รัฐบาลชุดที่แล้วไว้ตามสมควรว่า ค่าครองชีพของประชาชนแพง วันนี้ท่านมาเป็นรัฐบาลแล้วครับ ขอให้ยอมรับความจริงว่า ค่าครองชีพยิ่งแพงกว่า ขีดเส้นใต้รัฐบาลชุดที่แล้ว วันนี้ท่านเป็นรัฐบาลแล้วครับ ถัดจากการแถลงนโยบายท่านมีหน้าที่ต้องแก้ปัญหา ขอให้ท่านรีบแสดงฝีมือในเรื่องนี้ ให้ประชาชนเห็นเป็นประจักษ์
นโยบายอีกอันหนึ่งที่เป็นตัวอย่างสุดท้ายที่ขอกราบเรียนกับท่านประธาน นโยบายแจกแท็บเล็ต (Tablet) ตอนหาเสียงดูเหมือนจะมีการประกาศว่าจะแจกให้กับ นักเรียนทุกคน ๑๒ ล้านคน ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงไปจากนี้ และสุดท้ายพอมาลงใน นโยบายรัฐบาลกลายเป็นเหลือแค่เด็ก ป. ๑ พอวันแถลงจริงแค่ ป. ๑ ในบางโรงเรียนนําร่อง ทั้งหมดนี้ที่ผมต้องกราบเรียนก็คือตัวอย่างของสิ่งที่ทําไมพวกเราถึงบอกว่า นโยบายนี้สุดท้าย กลายเป็นนโยบายแก้บนแค่ขอให้บรรจุนโยบายลงไป แต่แก้บนแบบเลี่ยงบาลี คือไม่ตรงกับ ที่สัญญากับประชาชนไว้
มีเรื่องเดียวครับที่ผมเห็นชัดเจน ว่ารัฐบาลนี้ทําตามที่พูดไว้ตอนหาเสียง คือเรื่องที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ประกาศไว้ว่า จะแก้ไข ไม่แก้แค้น ผมไปนอนคิดอยู่หลายคืนว่า ท่านนายกรัฐมนตรีจะแก้ไขอะไร ที่สุดมาได้คําตอบตอนเห็นนโยบายรัฐบาล ท่านแก้ไขจริงครับ คือจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ผมกราบเรียนกับท่านประธานครับว่าประเด็นนี้ เป็นประเด็นที่น่าเป็นห่วง อย่างน้อยเบื้องต้นเมื่อปรากฏข่าวว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่า ๑. เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ๒. เรื่องนี้เป็นเรื่องของสภา แต่ผมกราบเรียนกับท่านประธานครับว่าท่านนายกรัฐมนตรีพูดไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ถ้าบอกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของสภา ท่านนายกรัฐมนตรีเอาไปใส่ไว้เป็นนโยบายรัฐบาลทําไม ถ้าใส่ไว้ใน นโยบายรัฐบาลแสดงว่าเรื่องนี้ต้องเป็นเรื่องของรัฐบาลแล้วครับ และถ้าบอกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ เรื่องเร่งด่วน ท่านไปใส่ไว้ในนโยบายเร่งด่วนทําไม แสดงให้เห็นชัดเจนว่านโยบายนี้ เป็นทั้งนโยบายรัฐบาลและเป็นทั้งนโยบายเร่งด่วน อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือ ผมเป็นห่วงว่านโยบายนี้ที่สุดมันจะไปกระทบกับอีกนโยบายหนึ่ง คือนโยบายในเรื่องของการที่ รัฐบาลบอกว่าจะสร้างความปรองดอง ที่ผมเป็นห่วงเพราะว่าผมเชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะเป็นการจุดชนวนนําไปสู่ความแตกแยกและความขัดแย้งของประเทศครั้งใหม่อีกวาระหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามมีสิ่งที่ผมพอเบาใจได้บ้างเล็กน้อย เมื่อท่านรองนายกรัฐมนตรีได้ลุกขึ้นมา ชี้แจงอย่างน้อย ๒ ประเด็น ที่ผมถือว่าท่านได้ให้คํามั่นสัญญาไว้กับสภาและคนไทย ทั้งประเทศที่ท่านต้องปฏิบัติตามนี้
ข้อ ๑ ท่านรับปากว่าจะไม่มีการแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ เรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
ข้อ ๒ ท่านรับปากว่าท่านจะไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนําไปสู่การนิรโทษกรรม และการล้างความผิดให้ใครคนใดคนหนึ่ง ผมขอให้รัฐบาลได้รักษาคํามั่นสัญญาใน ๒ ข้อนี้ เป็นอย่างน้อย
อย่างไรก็ตามยังมีนโยบายที่ผมขอแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมต่อท่านประธาน อีกเล็กน้อยครับ นั่นคือนโยบายในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีการออกวีซ่าของรัฐบาลญี่ปุ่น เมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นได้แถลงว่า ที่ได้ออกวีซ่านั้นเพราะได้รับ คําร้องขอจากรัฐบาลไทย สิ่งที่สาธารณชนคนไทยทั้งประเทศได้รับปฏิกิริยาจากรัฐบาลคือ คําให้สัมภาษณ์ของท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีปฏิเสธว่า ตัวท่านไม่มีส่วน เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ไม่เป็นไรครับ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านมีสิทธิที่จะปฏิเสธ แต่ผมคิดว่า คําปฏิเสธแค่บอกว่าท่านไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ทั้งที่รัฐบาลญี่ปุ่นออกแถลงการณ์ ออกคําให้ สัมภาษณ์ระบุอย่างเป็นทางการว่าเพราะได้รับคําร้องขอจากรัฐบาลไทย ยังไม่พอเพียงสําหรับ ท่านนายกรัฐมนตรี เพราะถ้าได้รับคําร้องขอจากรัฐบาลไทย ใครคือหัวหน้ารัฐบาลไทยครับ หัวหน้ารัฐบาลไทยก็คือท่านนายกรัฐมนตรี ถ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องไม่จริง
๑. ทําไมท่านนายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาลไทยไม่แสดงปฏิกิริยาตอบโต้ หรือปฏิเสธใด ๆ ไปยังรัฐบาลญี่ปุ่น
๒. ถ้าไม่จริง หรือท่านนายกรัฐมนตรียังไม่ทราบข้อเท็จจริง ทําไม ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสักชุดเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริง หรือตรวจสอบ ข้อเท็จจริงว่าถ้อยแถลงของรัฐบาลญี่ปุ่นที่ระบุว่า รัฐบาลไทยเป็นคนร้องขอกรณีการออกวีซ่า เข้าประเทศ ที่ปรากฏเป็นประเด็นอยู่ในประเทศไทยตอนนี้นั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่จริง เพราะการทําตัวเป็นทองไม่รู้ร้อน ที่สุดผมกราบเรียนกับท่านประธานครับว่าจะมีผล ๒ ข้อ
ข้อ ๑ จะทําให้คนทั้งประเทศเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง รัฐบาลไทยจึงไม่กล้า ตอบโต้หรือปฏิเสธใด ๆ ไปยังรัฐบาลญี่ปุ่น
ข้อ ๒ จะทําให้คนทั้งประเทศเชื่อว่ามีคนในรัฐบาลอาศัยอํานาจหน้าที่ เข้าช่วยเหลือบุคคลอันไม่สมควรร้องขอให้รัฐบาลญี่ปุ่นออกวีซ่าเข้าประเทศให้จริง ตรงนี้จึงเป็น ที่มาที่ผมจําเป็นต้องนําเรื่องนี้มากราบเรียนกับท่านประธาน
สุดท้ายครับ นโยบายเรื่องการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นโยบาย สร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ผมกราบเรียนกับท่านประธานครับว่า นโยบายนี้ เป็นเรื่องดี แต่มีคําเตือน ๒ ข้อ
ข้อ ๑ ท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องไม่ปล่อยให้มีการอ้างความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศบังหน้า แต่เปิดโอกาสให้มีการหาประโยชน์ส่วนตัวให้กับใครคนใดคนหนึ่ง หรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นอันขาด เช่น กรณีแหล่งพลังงานในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล เป็นต้น
ข้อ ๒ ผมกราบเรียนกับท่านนายกรัฐมนตรีครับ กราบเรียนกับท่านประธานครับ บางเรื่องบางประเทศเขาเกิดได้ แต่ท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องไม่ทําเรื่องนั้นให้เกิดขึ้นในประเทศไทย เป็นอันขาด เช่น กรณีมีนายกรัฐมนตรี ๒ คน ไม่ว่าจะโดยนิตินัยหรือพฤตินัยก็ตาม นี่คือสิ่งที่ฝาก เน้นย้ําไปยังท่านนายกรัฐมนตรีผ่านท่านประธานสภา
ท่านประธานครับ ทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของเสียงสะท้อนจาก พรรคประชาธิปัตย์และฝ่ายค้านแทนประชาชนต่อนโยบายของรัฐบาล เพื่อเป็นกระจก สะท้อนตัวตนของนโยบายต่อรัฐบาลให้เห็นว่าการเขียนนโยบายแบบคนหนึ่งคิด แต่อีกคนหนึ่งทํา หรือคนคิดไม่ได้ทํา แต่คนทําไม่ได้คิด ที่สุดแล้วมันจะสร้างปัญหาและ เป็นปัญหาอย่างไร แต่อย่างไรก็ตามมีสิ่งสําคัญและน่าเป็นห่วง
อีกประการหนึ่ง ก็คือว่านโยบายนี้กลายเป็นตัวสะท้อนการเมืองไทยปัจจุบันว่า ถ้ากล้าสัญญา กล้าไปตายเอาดาบหน้าก็มีโอกาสเป็นผู้ชนะ เพียงแต่ผมไม่เชื่อว่ารัฐบาลไหนก็ตาม กล้าพูดอย่าง ทําอย่างบ่อย ๆ ที่สุดแล้วจะได้รับการยอมรับจากประชาชนตลอดไป ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ
ท่านสมาชิกครับ ถือว่าเราได้อภิปรายโดยใช้กรอบเวลาที่ได้กําหนดครบถ้วนทุกฝ่ายแล้วนะครับ ผมหารือ ปิดการอภิปรายครับ ไม่มีท่านใดเห็นเป็นอื่นนะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ถือว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบ ให้ปิดการอภิปรายนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีจะมีอะไรกล่าวหรือเปล่าครับ เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีค่ะ ตลอดการอภิปราย ๒ วันครึ่ง ที่ผ่านมานี้ก็ยังมีหลายประเด็นที่ดิฉันได้รับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะดี ๆ จาก ท่านสมาชิกและสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ รวมถึงข้อห่วงใยและข้อท้วงติงนะคะ ซึ่งต้องกราบเรียน ที่ประชุมว่าดิฉันและคณะรัฐมนตรีไม่เคยละเลยจากข้อห่วงใยของท่านสมาชิกค่ะ ขออนุญาตว่า มีบางข้อนั้นมีความจําเป็นที่จะต้องตอบข้อสงสัยให้ท่านสมาชิกในสภานั้นทราบเพื่อ ความกระจ่างนะคะ
เรื่องแรก ในเรื่องของเจตนารมณ์ในการจัดทํานโยบายของรัฐบาลนะคะ ทุกนโยบายของรัฐบาลนั้นที่เราบรรจุไว้ในคําแถลงต่อรัฐสภานั้น เป็นนโยบายที่ยึดมั่น ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ด้วยความซื่อสัตย์และจงรักภักดีค่ะ นอกจากนั้นแล้วเราเองเรายังปกป้องและหวงแหน และให้การเคารพในเรื่องของสถาบันอันเป็นที่เคารพรักอย่างสูงสุดด้วยค่ะ และที่สําคัญ นโยบายของรัฐบาลนั้นก็ต้องเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมของพี่น้องประชาชนค่ะ ต้องกราบเรียนว่าทุกนโยบายที่นําเสนอนั้นเป็นนโยบายที่ไม่ได้บิดเบือนและไม่ได้หลอกลวง และไม่ใช่เป็นนโยบายอย่างที่ท่านกล่าวนะคะ ที่ท่านสมาชิกได้กล่าวไว้นะคะ เพราะว่า ไม่มีเหตุผลอันใดค่ะ รัฐบาลที่มาจากประชาชนจะไม่ซื่อสัตย์ต่อประชาชน เราต้องทําตามที่เรา ได้เรียนไว้กับพี่น้องประชาชนค่ะ แต่ต้องกราบเรียนว่าการทํานโยบายหรือการนําเสนอในการ หาเสียงนั้นเป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยได้เรียนไว้กับพี่น้องประชาชนค่ะ ซึ่งเราเองเรามุ่งถึงผลลัพธ์ ของการที่จะส่งมอบนโยบายนั้นถึงมือพี่น้องประชาชนค่ะ แต่ไม่ใช่มุ่งเป็นการตีความโดยลายลักษณ์อักษรค่ะ เรามุ่งถึงในเป้าหมายไม่ใช่มุ่งถึงวิธีการ เพราะขณะนั้นเรายังไม่ได้เข้าไปทํางาน ต้องกราบเรียนท่านสมาชิกว่าการเข้าไปทํางานในรัฐบาลนั้น ต้องมีอุปสรรคแน่นอนค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกฎหมายหรืองบประมาณ แต่ดิฉันก็ไม่ได้ ดื้อรั้นค่ะ ดิฉันจะรับฟังข้อคิดเห็นของทุกท่านค่ะ เพราะทั้งนี้นั้นหลักการทุกอย่างนั้น เราพร้อมรับข้อคิดเห็น ข้อติติงถ้าเป็นประโยชน์และยืนอยู่บนหลักการที่ประชาชนจะได้รับ ประโยชน์อย่างสูงสุดค่ะ นั่นคือสิ่งที่ดิฉันจะต้องเอามาใส่ใจและมาปรับปรุงค่ะ
สําหรับในเรื่องของรายละเอียดนโยบายนะคะ เนื่องจากนโยบายต่าง ๆ นั้น วัตถุประสงค์ของการกําหนดนโยบายนั้นเพื่อมุ่งให้แก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในเรื่องของการทําอย่างไรให้เพิ่มรายได้ในกระเป๋าของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็น ผู้ใช้แรงงานหรือผู้ที่จบปริญญาตรี ดังนั้นดิฉันขออนุญาตเรียนว่าสิ่งที่เรามุ่งเป้าหมายนั้นคือ การที่ทําอย่างไรนั้นให้พี่น้องประชาชนมีรายได้ค่ะ เพราะวันนี้เองนั้นพี่น้องมีความลําบากมากค่ะ ขอเรียนในเรื่องของค่าแรงขั้นต่ํา ๓๐๐ บาทนะคะว่า นโยบายที่ใช้หาเสียงเกี่ยวกับค่าแรงขั้นต่ํา ๓๐๐ บาทนั้นมีเจตนาชัดเจนค่ะ และกล้าหาญที่จะต้องการช่วยเหลือพี่น้องผู้ใช้แรงงานค่ะ จาก ๔-๕ ปีที่ผ่านมานั้นค่าแรงงานขึ้นน้อยมากเมื่อเทียบกับค่าครองชีพที่เติบโตขึ้นมา ซึ่งค่าแรงงานนั้นเป็นสิ่งที่ทําอย่างไรให้พี่น้องผู้ใช้แรงงานนั้นสามารถที่จะดํารงอยู่ได้เพียงพอกับ การเลี้ยงชีพค่ะ ดิฉันขอใช้คํานี้นะคะ และขอยืนยันค่ะว่าถ้อยคําที่ในนโยบายของรัฐบาล ที่ระบุว่า ดําเนินการให้แรงงานมีรายได้วันละไม่น้อยกว่า ๓๐๐ บาทนั้น มีความหมายเดียวกับ นโยบายของพรรคเพื่อไทยที่ใช้ในการหาเสียงค่ะ การใช้ถ้อยคําคําว่า รายได้ ๓๐๐ บาทนั้น เพราะต้องการให้หมายรวมถึงลูกจ้างทั้งภาครัฐและภาคเอกชนทั้งหมดค่ะ นี่คือที่มาของ ความหมายนี้ค่ะ แต่อย่างไรที่ดิฉันเรียนว่าเรามุ่งผลลัพธ์ค่ะที่จะทําอย่างไรให้รายได้ของ ผู้ใช้แรงงานนั้นเพิ่มขึ้นค่ะ และสําหรับภาคเอกชนที่มีผลกระทบและไม่สามารถที่จะปรับตัวได้ รัฐบาลยินดีที่จะให้คําปรึกษาหารือและร่วมมือตามความเหมาะสมและคํานึงถึงผลกระทบที่ เกิดขึ้นกับภาคเอกชน พร้อมกับจะอํานวยความสะดวกให้เอกชนให้สามารถปรับตัวได้ค่ะ สําหรับเรื่องของค่าแรง ๓๐๐ บาท ส่วนเงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาทที่ท่านสมาชิกมีข้อสงสัย ดิฉันอยากจะเรียนว่าโดยหลักการแล้วเราจะเริ่มปรับค่าตอบแทนสําหรับข้าราชการ ที่จบปริญญาตรีเพื่อให้มีรายได้ไม่ต่ํากว่า ๑๕,๐๐๐ บาท แต่ทั้งนี้เราเองจะต้องดําเนินการทันที หลังจากที่งบประมาณประจําปี ๒๕๕๕ มีผลบังคับใช้ค่ะ นั่นคือสิ่งที่คําว่า ทันที ค่ะ ที่ดิฉันเรียนว่าดิฉันไม่ได้ดื้อรั้น เพราะว่าต้องมีติดเรื่องของกฎหมายและงบประมาณ แต่ความจริงใจและตั้งใจที่รัฐบาลจะผลักดันทุกนโยบายนั้นยังอยู่เหมือนเดิมค่ะ สําหรับภาคเอกชนรัฐบาลจะดําเนินการในการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเอกชนนั้น สามารถที่จะร่วมมือและสนับสนุนกับรัฐบาลค่ะ โดยที่รัฐบาลยินดีที่จะให้คําปรึกษา และความร่วมมือตามความเหมาะสมเช่นกันค่ะ
สําหรับอีกนโยบายหนึ่งที่ท่านพูดถึงในเรื่องของแท็บเล็ต พีซี (Tablet PC) ค่ะ ก็ต้องเรียนอีกว่าผลลัพธ์ที่เราอยากจะให้ เราไม่ได้มองแค่ความเป็นแท็บเล็ต พีซี ที่จะแจกให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ เนื่องจากเราใช้คําพูดบอกว่านําร่องนั้น เพราะว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ อยู่ช่วงอายุ ๐–๘ ปี จากข้อมูลแล้ว รีเสิร์ช (Research) แล้วต่าง ๆ นั้นพบว่าเด็กวัยเรียนเป็นเด็กที่มีพัฒนาการสูงสุดและรับรู้ได้มากที่สุด เราเองเนื่องจากเราไม่ได้มองแค่แท็บเล็ต พีซี เราต้องการที่จะมีเนื้อหาสาระบรรจุไว้ใน แท็บเล็ต พีซี ให้น้อง ๆ ชั้นประถมศึกษานั้นสามารถที่จะเรียนรู้และพัฒนาการเปิด โลกทรรศน์เข้าสู่โลกยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งตรงนี้เองนั้นในอนาคตเราก็จะขยายไปชั้นอื่น ๆ และไม่ต้องห่วงค่ะ เราจะระมัดระวังในเรื่องของการเอาแท็บเล็ตนั้นไปเล่นเกมตามที่ คุณพ่อคุณแม่เป็นห่วงนะคะ
สําหรับนโยบายปรองดองนะคะ วันนี้ดิฉันเองอยากเห็นการปรองดอง และสมานฉันท์เกิดขึ้นในประเทศไทยค่ะ เหมือนอย่างที่ท่านสมาชิกท่านหนึ่งในสภา อันทรงเกียรติแห่งนี้ได้พูดไว้ว่า อยากเห็นความสามัคคีปรองดองเกิดขึ้นที่นี่ก่อนนะคะ ดิฉันยินดีและให้ความร่วมมือกับสมาชิกทุกท่านค่ะ ด้วยความจริงใจค่ะ ดิฉันได้มอบ รัฐบาลนั้นได้มอบให้กับ คอป. คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อ ความปรองดองแห่งชาติ ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่ตั้งโดยสมัยรัฐบาลที่แล้ว ดิฉันแสดง เจตนารมณ์ว่าดิฉันให้ความอิสระ ไม่เข้ายุ่งเกี่ยว และไม่มีการแทรกแซง เพื่อให้ คณะกรรมการนี้ทํางานได้อย่างอิสระและเต็มที่ค่ะ
สําหรับเรื่องของการเยียวยานะคะ การเยียวยานั้นมีการเยียวยาในส่วนของ ผลกระทบที่เกิดจากการเมือง และการเยียวยาที่เกิดจากผลกระทบของความไม่สงบ ในภาคใต้ สําหรับการเยียวยาของส่วนที่มีผลกระทบต่อทางการเมืองนั้น เรามองถึง การเยียวยาทุกฝ่ายค่ะ เพราะการเยียวยานั้นเป็นจุดเริ่มต้นของความปรองดองค่ะ เราถึงอยากจะเห็นการปรองดองของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐ และผู้ประกอบการค่ะ ในส่วนของนโยบายนั้น รัฐบาลอยากเห็นการเยียวยาเกิดขึ้นในสังคมไทย หน่วยงานไหนก็ได้ที่มีอิสระและมีความเป็นกลางและทุกคนยอมรับ รัฐบาลพร้อมให้การ สนับสนุนค่ะ
สําหรับอีกเรื่องหนึ่งที่ท่านสมาชิกเป็นห่วงก็คือ ในเรื่องของความกังวล ในเรื่องของการทํางานของดิฉัน ดิฉันเรียนสมาชิกไว้อยู่แล้วนะคะว่า การทํางานของดิฉันนั้น วันนี้ยังไม่ได้เริ่มทํางานเลยค่ะ ขอให้โอกาสและเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าดิฉันทํางาน เพื่อพ่อแม่พี่น้องประชาชนอย่างไร และไม่ต้องห่วงนะคะ ในข้อห่วงใยเรื่องความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศหรือข้อห่วงใยต่าง ๆ นั้น ดิฉันน้อมรับค่ะ แล้วก็จะไม่ต้องทําให้ท่านเป็นห่วง ในข้อนี้นะคะ
สําหรับในเรื่องของวีซ่านะคะ ในเรื่องของวีซ่าประเทศญี่ปุ่นนั้น คือว่า ขณะนั้นดิฉันยังไม่มีอํานาจตามกฎหมาย และการอนุมัติให้วีซ่าหรือเปล่านั้นเป็นเอกสิทธิ์ของ ประเทศญี่ปุ่นค่ะ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉันขอยืนยันอีกครั้งค่ะว่า รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะ ผลักดันและเดินหน้าทุกนโยบายที่ได้มีการหาเสียงไว้ให้กับพี่น้องประชาชนค่ะ และถือโอกาสนี้นะคะ ดิฉันและคณะรัฐมนตรีขอขอบคุณทุกความเห็นที่ท่านได้ให้ความเห็นและข้อห่วงใย และข้อแนะนําที่ดีกับคณะรัฐมนตรี ถือว่าเป็นสิ่งที่เราจะได้เอามาเป็นข้อคิดในการทํางานค่ะ ทั้งหมดนี้ตลอดเวลา ๓ วันเต็ม ๆ เรามีเจ้าหน้าที่ที่จดบันทึกทุกข้อห่วงใยของท่าน ดิฉันและ คณะรัฐมนตรีน้อมรับทุกคําแนะนําค่ะ ขอเพียงแต่ท่านให้โอกาสดิฉันได้ทํางานเถอะค่ะ และขอโอกาสพี่น้องประชาชนค่ะ เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ค่ะ คงไม่ได้มีใครหมายความว่า การทํางานนั้นเปรียบเสมือนการทําข้อสอบ คงไม่มีใครจะบอกว่าข้อสอบนั้นทุกคนจะต้องถูก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ทุกวิชานะคะ แต่ดิฉันก็เชื่อมั่นว่าดิฉันจะสอบผ่านทุกวิชาค่ะ
ก็ขอถือโอกาสนี้กราบขอบคุณท่านผู้นําฝ่ายค้าน ท่านหัวหน้าพรรค ทุกพรรคการเมือง ท่านวุฒิสมาชิก และท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านอันทรงเกียรตินี้ ทุกคําแนะนําดิฉันน้อมรับค่ะ เพราะดิฉันเรียนตั้งแต่แรกแล้วว่าดิฉันอยากเห็นความปรองดอง สมานฉันท์เกิดขึ้นในประเทศค่ะ และขอเรียนว่าเราจะไม่ท้อถอย เราจะมุ่งมั่นที่จะผลักดัน นโยบายต่าง ๆ และรวมถึงการนําความสุขมาให้กับพี่น้องประชาชน และที่สําคัญ ดิฉันจะไม่ทํางานเพื่อบริหารการเมืองค่ะ ดิฉันจะขอทํางานด้วยความมุ่งมั่นเพื่อนําความสุข ของพี่น้องคนไทยและประเทศชาติกลับคืนมาค่ะ ขอบคุณมากค่ะ
ปิดประชุมครับ