รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๔

วิรัตน์ กัลยาศิริ อภิปรายนโยบายของรัฐบาล โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายของรัฐบาล และกล่าวถึงกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแถลงนโยบายต่อทูตต่างประเทศแทนรัฐบาล และการแถลงนโยบายที่ไม่สอดคล้องกับกฎหมายและนโยบายของรัฐบาล

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม วิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาตอภิปรายนโยบายของรัฐบาล ผมต้องขออนุญาต กราบเรียนว่าผมอยู่ในข้อ ๑๐๘ ของข้อบังคับ กล่าวคือผมจะได้พูดถึงความเหมาะสมของ นโยบาย และจะได้พูดถึงความสามารถที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินให้สําเร็จ ซึ่งหมายถึงว่า จะต้องสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ สอดคล้องกับกฎหมาย สอดคล้องกับนโยบาย ทั้งนี้ชัดเจนครับ เพราะว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๖ คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้อง แถลงนโยบาย ใช้คําว่า ต้อง ครับ เพราะฉะนั้นก่อนจะเข้ารับงานต้องแถลงนโยบาย แล้วก็มาตรา ๑๗๘ รัฐธรรมนูญครับ ผมไม่มีเรื่องส่วนตัวกับใครทั้งสิ้น แต่มีความจําเป็นที่จะต้องหยิบยกกฎหมายมาปูเป็นพื้น มาตรา ๑๗๘ บอกว่า ในการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐมนตรีต้องดําเนินการตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญ ๑. รัฐธรรมนูญ ๒. กฎหมาย ๓. นโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา ตามมาตรา ๑๗๖ เรื่องที่ผมกราบเรียนนี้กราบเรียนแล้วว่าไม่มีเรื่องส่วนตัวกับใครทั้งสิ้น แต่มีความจําเป็น เพราะว่าผมจําเป็นจะต้องอภิปรายนโยบายรัฐบาล ข้อ ๗ เกี่ยวกับกรณี ต่างประเทศ เหตุผลที่ผมหยิบยกเรื่องนี้ อย่างที่กราบเรียนก็คือผมจําเป็นต้องพูดถึงนโยบาย ความเหมาะสมของนโยบาย และความสามารถที่จะบริหารราชการแผ่นดิน ผมต้องเรียนครับว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๔ ถวายสัตย์ต่อหน้าพระพักตร์องค์พระประมุข วันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๔ แล้วกําหนดการแถลงนโยบายก็คือเมื่อวานซืน เมื่อวาน และวันนี้ วันที่ ๒๓ วันที่ ๒๔ และ วันที่ ๒๕ เหตุเกิดครับ เหตุเกิดก็คือแทนที่รัฐบาลจะได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา รัฐบาลโดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไปแถลงนโยบายต่อทูตต่างประเทศ ซึ่งการแถลงนโยบาย ต่อทูตต่างประเทศแถลงว่าอย่างไรครับ แถลงเมื่อวันที่ ๑๑ ครับ ทูตญี่ปุ่นถามชีวประวัติของตน เพื่อทําความคุ้นเคยและยังได้ถามว่ารัฐบาลใหม่ ก็หมายถึงรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ มีนโยบายเหมือนรัฐบาลเก่าที่ไม่อนุญาตให้ พันตํารวจโท ทักษิณ ผมจําเป็นต้องพูด เพราะมันเป็น ตัวละครที่อ้างถึงไม่ได้เสียหายหรอกครับ เข้าประเทศญี่ปุ่นหรือไม่ ตัวแทนรัฐบาลก็ตอบ คุณสุรพงษ์ก็ตอบว่า ตนได้ตอบไปว่ารัฐบาลใหม่คงไม่มีนโยบายในลักษณะเช่นนั้น แปลว่าอะไรครับ แปลว่าจริง ๆ แล้วในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเราแบ่งอํานาจครับ อํานาจตุลาการ อํานาจบริหาร อํานาจนิติบัญญัติ อํานาจตุลาการพิจารณาพิพากษาคดี เมื่อพิจารณาพิพากษาอรรถคดีแล้วฝ่ายบริหารก็มีหน้าที่ต้องดําเนินการให้เป็นไปตามนั้น กรณีนี้จําเป็นจะต้องหยิบยกข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงคําพิพากษาขึ้นมา ก็คือศาลไทย ได้พิพากษาจําคุก ๒ ปี กับบุคคลที่ผมเอ่ยถึงไม่ต้องเอ่ยซ้ําเพื่อไม่ต้องระคายหูกัน และในขณะเดียวกันต่อมาศาลอาญาก็ได้ออกหมายจับในข้อหาก่อการร้าย อันนี้คือ อํานาจตุลาการครับ เมื่ออํานาจตุลาการออกหมายจําคุก ออกหมายจับ ปัญหาที่ตามมาก็คือ รัฐบาลทุกรัฐบาล ไม่ว่ารัฐบาลท่านสมัคร รัฐบาลท่านสมชาย รัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ หรือรัฐบาลไหนมีหน้าที่ต้องติดตามเอาตัวมาลงโทษ เพราะฉะนั้นที่ผมไม่สบายใจก็คือบอกว่า รัฐบาลไทยไม่มีนโยบายที่จะห้าม พันตํารวจโท ทักษิณ บินไปต่างประเทศเหมือนกับรัฐบาลที่แล้ว ตรงนี้ถ้าดูเรื่องที่แถลงไม่น่ามีอะไรครับ แต่นัยสําคัญก็คือว่าอย่างที่ผมเรียนก็คือรัฐบาล มีหน้าที่ต้องเอาตัวผู้ที่ศาลพิพากษาจําคุกมาลงโทษ รัฐบาลมีหน้าที่ต้องเอาตัวคนที่ศาล ออกหมายจับมาดําเนินคดี เพราะฉะนั้นการที่ไปแถลงว่ารัฐบาลไทยไม่มีนโยบายห้าม เป็นการแถลงต่อทูตญี่ปุ่นเมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม แถลงในนามรัฐบาล ทําไมผมพูดอย่างนี้ เพราะว่าตอนแรกก็ปฏิเสธว่าไม่พูดอย่างโน้นอย่างนี้ เป็นเรื่องของท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ติดต่อกันเอง อะไรกันเอง แต่เลขาธิการคณะรัฐมนตรีของญี่ปุ่นแถลง ผมขออนุญาตต้องหยิบยก เอกสารที่เกี่ยวข้อง เพราะว่าเป็นถ้อยแถลงของเลขิการคณะรัฐมนตรีต่างประเทศ ท่านใช้คําว่า จุด จุด จุด ไว้นะครับจะได้สบายใจกัน แอท เดอะ รีเควส ออฟ เดอะ ไทย กัฟเวิร์นเมนท์ (At the request of the Thai Government) แปลอย่างอื่นไม่ได้เลยครับ ก็คือจากคําร้องขอ ของรัฐบาลไทย ผู้ที่ทําแทนรัฐบาลไทยก็มีใครครับ ๑. ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ๒. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไม่ว่าจากสื่อบลูมเบิร์ก (Bloomberg) หรือสื่อไหนตรงกันหมด ผมก็คิดว่าแรก ๆ ท่านปฏิเสธครับ แต่ต่อมาเมื่อรัฐบาลต่างประเทศ เลขา ครม. ญี่ปุ่น ซึ่งแถลงในนามรัฐบาลญี่ปุ่นยืนยันมา มันก็ไม่มีทางอื่นที่จะปฏิเสธได้ ผมถึงอยากจะกราบเรียนนะครับว่า รัฐบาลญี่ปุ่นยังบอกด้วยนะครับว่า รัฐบาลญี่ปุ่นไม่เคย อนุญาตให้ผู้กระทําผิดอาญา และต้องโทษจําคุกตั้งแต่ ๑ ปีขึ้นไปเข้าประเทศญี่ปุ่น ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็บอกว่าประเทศไทยไม่มีนโยบายที่จะห้าม บุคคลที่ว่า ตรงนี้เองครับที่ผมไม่สบายใจก็คือว่า มาตรา ๑๗๘ รัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดครับว่า จะต้องดําเนินการตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็คือจะต้องแถลงนโยบายต่อสภาก่อน จะต้องดําเนินการตามกฎหมาย คําว่า กฎหมาย คือกฎหมายทุกเรื่อง กฎหมายอาญา กฎหมายทุกเรื่องที่เป็นกฎหมาย แล้วก็ดําเนินการตามนโยบายที่จะแถลงนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องที่เกิดขึ้นต้องกราบเรียนครับว่า ในขณะที่ยังไม่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ท่านใช้สิทธิในนามรัฐบาลนี้เรียกทูตญี่ปุ่นมาพบเมื่อวันที่ ๑๑ แล้วก็ในนามรัฐบาลนี้ร้องขอให้ รัฐบาลญี่ปุ่นช่วยเหลือ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีทักษิณ รัฐบาลญี่ปุ่นก็บอกว่าเขาไม่สบายใจ เพราะว่าคนที่ติดคุกเกิน ๑ ปีเข้าประเทศญี่ปุ่นยาก ก็มีการพูดคุยกันนะครับ ผมไม่ได้อยู่ใน ที่ประชุม ในที่พูดคุยที่พรรคเพื่อไทย แต่ว่าข้อมูลที่ออกมาถึงสื่อนี่นะครับยืนยันได้ ๒-๓ ประการก็คือ ๑. เป็นการร้องขอในนามรัฐบาลไทย ๒. รัฐบาลญี่ปุ่นเป็นผู้แถลง ทั้งที่รัฐบาลเรา คุณสุรพงษ์ปฏิเสธ ตรงนี้เองที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านทั้งหลายด้วย ความเคารพว่า ถ้าเราไม่ยึดรัฐธรรมนูญ ถ้าเราไม่ยึดกฎหมาย ถ้าเราไม่ดําเนินการตาม ขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว บ้านเมืองเราจะอยู่ตรงไหนครับ เราจะเอาอะไร เป็นหลัก เพราะว่าเราปกครองโดยระบบนิติรัฐ เราปกครองโดยนิติธรรม เพราะถ้าเรา ไม่คํานึงถึงนิติรัฐ เราไม่คํานึงถึงรัฐธรรมนูญ เราไม่คํานึงถึงกฎหมาย มันก็เกิดการอุ้มฆ่าครับ เกิดกรณีตากใบใช่ไหมครับ เกิดกรณีกรือเซะใช่ไหมครับ เกิดกรณีสะบ้าย้อยใช่ไหมครับ เกิดกรณีที่ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นมากมายมหาศาล