คํานูณ สิทธิสมาน หารือเรื่องความไม่เท่าเทียมกันในการใช้เวลาอภิปรายในสภา และเรียกร้องการให้ประธานสภาช่วยแก้ไขปัญหานี้
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ท่านประธานคงจะจําได้นะครับว่าเมื่อวานนี้ในช่วงความขัดแย้งรอบแรก ผมได้เสนอให้ท่านประธานพักการประชุม ๑๕ นาที แล้วท่านประธานได้กรุณาเรียกประชุม วิป ๓ ฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิปวุฒิสภาเข้าไปด้วย แต่น่าเสียดายที่ความขัดแย้งได้คลี่คลาย ลงไปโดยที่ยังไม่ได้มีการประชุมวิป ๓ ฝ่าย จากนั้นในความขัดแย้งรอบที่ ๒ เกิดขึ้น พวกกระผมซึ่งเป็นสมาชิกวุฒิสภา และเป็น ๑ ใน ๖ ตัวแทนของวิปวุฒิสภานั่งอยู่ ก็ได้แต่มองตากันไปมองตากันมา แล้วสรุปก็คือว่าไม่มีใครที่จะมาพูดคุยปรึกษาว่า จะเอาอย่างไรกันต่อไป ท่านประธานครับ กระผมไม่อยากจะรื้อฟื้นความหลังมากนัก แต่อยากจะขอให้ท่านประธานช่วยกรุณามองไปข้างหน้าครับ ในสภาผู้แทนราษฎร มุมมอง ที่แตกต่างกันระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลจะเป็นอย่างไรนั้น วุฒิสภาคงมิอาจไปก้าวล่วงได้ แต่เมื่อมีการประชุมร่วมของรัฐสภา ก็ถือว่าพวกเราเข้ามาประกอบส่วนในฐานะ สมาชิกรัฐสภา เราในแต่ละคนก็จะเป็น ๑ ใน ๕๐๐ บวก ๑๔๙ แต่ตลอดระยะเวลา ๓ ปีที่ผ่านมา สิ่งที่สมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่ต้องเผชิญก็คือว่า ความสําคัญของสมาชิกวุฒิสภา ในมุมมองของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายที่เป็นรัฐบาลนั้นมักจะเห็น ความสําคัญของเราต่อเมื่อต้องการองค์ประชุม แต่ในเมื่อมีความขัดแย้ง มีวิกฤติเกิดขึ้น หลายครั้งหลายครา การที่จะประชุมร่วมกันระหว่างวิป ๓ ฝ่ายในลักษณะที่ขอความเห็น อย่างเป็นจริงเป็นจังนั้น แม้จะเคยเกิดขึ้นบ้างแต่ก็เกิดขึ้นน้อย สิ่งที่วิปวุฒิสภาตัวแทนที่อยู่ใน ห้องประชุมนี้ได้รับการแจ้งก็คือ ได้รับการแจ้งว่าฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลตกลงกันแล้วจะเอา อย่างนี้ ตัวแทนของวิปวุฒิสภาที่อยู่ในห้องประชุมนั้น หลายท่านก็ทําหน้าที่ต่ํากว่าศักยภาพ คือกลายเป็นเพียงคนนําสารมาแจ้งเพื่อนสมาชิกวุฒิสภา แล้วสิ่งที่ได้รับการสะท้อนจากสมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภาก็คือว่า พวกเรามีค่า เพียงแค่ให้องค์ประชุมครบเท่านั้นหรือ ทําไมเราจะต้องมานั่งรอ ๒ วัน ๒ คืน เพื่ออภิปราย เพียง ๔ นาที เราเป็นสภาที่ภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่า สภาสูง เอาละครับ แต่เราจะไม่หยิบยก ประเด็นนั้นมาพูด สิ่งหนึ่งที่กระผมจะขออนุญาตฝากท่านประธานไว้ในวันนี้ก็คือว่า ยามใดที่เกิดปัญหาในบางครั้ง ท่านเองคือสภาผู้แทนราษฎร ทั้งฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลนั้น ท่านเป็นเสมือนผู้เล่น ผู้ที่อยู่ในสนามโดยตรงที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน บางครั้ง การแก้ปัญหาอาจจะง่ายกว่า หรือง่ายขึ้นหรือไม่ ถ้าเผื่อมีปาร์ตี้ (Party) ที่ ๓ หรือมีส่วนที่ ๓ ก็คือสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งตลอดระยะเวลา ๓ ปีที่ผ่านมาเราเองก็ได้พยายามที่จะทําหน้าที่ สําคัญที่สุด ก็คือเพื่อให้ระบบรัฐสภาเดินหน้าต่อไปได้ ไม่ต้องมาเสียเวลา เสียโอกาส เพียงเพราะประเด็นองค์ประชุม เพราะฉะนั้นกล่าวโดยสรุปก็คือว่า กระผมอยากกราบเรียน ท่านประธานได้โปรดกรุณาทบทวนการพูดคุย การทําความเข้าใจอย่างเป็นระบบระหว่าง ท่านประธานกับตัวแทนวิปของทั้ง ๓ ฝ่าย รับรู้ถึงความเห็นของพวกเรา ในฐานะที่รัฐธรรมนูญ บังเอิญออกแบบให้วุฒิสภามี ๑๕๐ คน เมื่อมาประกอบส่วนเป็นสมาชิกรัฐสภา ถ้าคิดตาม สัดส่วนจํานวนที่นั่งแล้วเวลาจัดสรร เวลาอะไรทั้งสิ้นวุฒิสภาก็ได้รับเวลาน้อยที่สุด เพราะว่า คํานึงถึงตามที่นั่ง ก็คือสภาผู้แทนราษฎรมี ๕๐๐ ท่าน วุฒิสภามี ๑๕๐ ท่าน ขณะนี้ มี ๑๔๙ ท่าน ถ้าแตกไปเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล วุฒิสภาก็น้อยที่สุด ในขณะที่ธรรมชาติ ของวุฒิสภานั้นเป็นธรรมชาติของสมาชิกที่ ๑๔๙ คน ก็ต้องถือว่าเป็น ๑๔๙ ความคิดเห็น หรือถ้าเรียกเป็นพรรคการเมืองก็เป็น ๑๔๙ พรรค เราไม่สามารถที่จะมีตัวแทนสละเวลา ให้แก่กันในการที่จะมาอภิปรายแสดงความคิดเห็นในประเด็นสําคัญ ๆ ด้วยระยะเวลา ที่พอหายใจหายคอได้คล่อง ไม่ว่าจะเป็น ๒๐ นาที ๑๕ นาที หรือ ๓๐ นาที หลายครั้งหลายหน ที่เราจะต้องมาอภิปรายกันด้วยเวลาที่ได้รับการจัดสรรมา แล้วก็มาจัดแบ่งหารกัน กระผมเมื่อวานนี้ก็ถือว่าโชคดีกว่าเพื่อนคือได้เวลานานที่สุดก็คือ ๑๐ นาที เท่ากับตัวแทน คณะกรรมาธิการ ๒๒ คณะ อภิปรายในเรื่องที่กระผมคิดว่าก็มีความสําคัญ อภิปรายแบบ เป็นรถด่วนฟังรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง เช่นเดียวกับ ส.ว. อีกหลายท่าน อันนี้ก็เป็น หนึ่งในประเด็นที่เป็นความรู้สึก ซึ่งกระผมอาจจะกล่าวได้ว่าแม้จะไม่ได้รับมอบอํานาจ เป็นตัวแทนจากท่านผู้ใดให้มาแสดงความคิดเห็นในที่นี้ แต่กระผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ อยู่ในใจของสมาชิกวุฒิสภาทุกท่าน และรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ว่าต่อไปจะแก้ไขหรือไม่ อย่างไร แต่ในขณะที่ยังไม่แก้ไข เราจะต้องมีการทํางานร่วมกันในฐานะการประชุมร่วม ของรัฐสภา อย่างน้อยที่สุดก็ในเรื่องการพิจารณาประเด็นต่าง ๆ ตามมาตรา ๑๙๐ อย่างน้อยที่สุดก็คือการชี้แจงของรัฐบาลตามมาตรา ๑๗๙ กระผมหวังว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อวานนี้จะเป็นบทเรียนที่ดีที่ท่านประธานจะได้กรุณาทบทวน แล้วก็อาจจะมีการ ปรับเปลี่ยนวิธีการบางอย่าง หรืออย่างน้อยก็ได้รับฟังความคิดเห็น หรือข้อเสนอแนะจาก สมาชิกวุฒิสภาทั้ง ๑๔๙ ท่านบ้าง ขอบพระคุณครับ