จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ระบุว่านโยบายของรัฐบาลไม่ใช่นโยบายแก้บนแบบเลี่ยงบาลี แต่เป็นนโยบายที่ชัดเจน และวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลหลายประการ เช่น การยกเลิกกองทุนน้ำมัน, การแจกแท็บเล็ต, การออกวีซ่าของรัฐบาลญี่ปุ่น และการมีนายกรัฐมนตรี 2 คน นอกจากนี้ยังแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเมืองไทยปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและไม่มีความมั่นคง
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอใช้เวลาไม่มากครับในการรวบรวม ความเห็นของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์และเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านในการสะท้อนความเห็น ของพวกเราต่อนโยบายของรัฐบาล ขอกราบเรียนกับท่านประธานว่ากระผมได้ติดตาม การแถลงนโยบายตลอดระยะเวลา ๓ วันในรัฐสภามาโดยลําดับ และกราบเรียนกับ ท่านประธานว่าพวกเราภูมิใจที่ได้ทําหน้าที่ในการตรวจสอบนโยบายรัฐบาลแทนประชาชน ตามที่ประชาชนมอบหมาย และถือว่าภารกิจนี้เป็นภารกิจที่มีเกียรติอย่างยิ่ง ก่อนการอภิปรายผมได้ตั้งความหวังไว้ว่า ขอให้ข้อสังเกตที่ตั้งไว้ก่อนหน้านี้ว่านโยบายชุดนี้ เป็นแค่นโยบายแก้บนแบบเลี่ยงบาลีนั้น ขออย่าให้เป็นความจริง เหตุผลก็เพราะว่า
ประการที่ ๑ เพื่อให้พรรคการเมือง นักการเมือง สามารถดํารงเกียรติ รักษาความเป็นสถาบันที่รักษาสัจจะ ความเชื่อมั่นศรัทธาและความเชื่อถือได้ในสายตา ประชาชนไว้ได้ต่อไป เฉกเช่นพรรคการเมืองที่เป็นสถาบันทางการเมืองได้ปฏิบัติมาในอดีต แต่ว่าภายหลังการแถลงนโยบายของรัฐบาล หลังจากท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบาย หลังการอภิปรายของท่านผู้นําฝ่ายค้าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้าน สมาชิกวุฒิสภา และได้รับฟังคําตอบของคณะรัฐมนตรี ผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมผิดหวัง เพราะว่า ที่สุดแล้วมันเป็นการยิ่งตอกย้ําสมมุติฐานทางการเมืองที่ว่านโยบายนี้เป็นนโยบายแก้บน แบบเลี่ยงบาลีเป็นความจริง ผมมีตัวอย่างของนโยบายที่ชัดเจน ๓-๔ นโยบายที่จะชี้ให้ ท่านประธานได้เห็น
นโยบายที่ ๑ เรื่องค่าแรงขั้นต่ํา ๓๐๐ บาทที่รัฐบาลได้ประกาศเป็น สัญญาประชาคมไว้ในช่วงตอนหาเสียงว่าจะทําทันทีทั่วประเทศ แต่ว่าพอเอาเข้าจริง ในนโยบาย แทนที่จะประกาศเป็นนโยบายค่าแรงขั้นต่ํา ปรากฏว่าท่านเลี่ยงบาลีมาเขียนเป็น รายได้ ซึ่งแน่นอนถ้าประกาศว่าเป็นรายได้ ๓๐๐ บาท มันอาจจะกินความหมายว่า ค่าแรงขั้นต่ําอาจจะไม่ถึง ๓๐๐ บาท และรายได้อาจจะไปรวมสวัสดิการ รวมอย่างอื่น เข้าไปด้วยใช่หรือไม่ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นอาจจะส่งผลให้ที่สุดผู้ใช้แรงงานก็อาจจะไม่ได้ขึ้น ค่าแรงขั้นต่ํา เพราะอาจจะมีการรวมสวัสดิการที่เขาให้อยู่แล้ว แล้วก็อาจจะเกิน ๓๐๐ บาท อยู่แล้วในปัจจุบันนี้ ซึ่งประเด็นนี้คือประเด็นที่พวกเราเป็นห่วงและจําเป็นที่จะต้องมาตอกย้ํา ทวงเรื่องนี้กับรัฐบาล เพราะมันหมายถึงเงินในกระเป๋าของผู้ใช้แรงงานที่เขาตั้งความหวังไว้ว่า หลังจากที่เขามีรัฐบาลชุดใหม่ เขาควรจะมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้นจริง ๆ นอกจากนั้นสิ่งที่ ผมต้องกราบเรียนว่าเป็นเรื่องของการเลี่ยงบาลี เพราะตอนประกาศนโยบายตอนหาเสียง ท่านบอกว่าจะทําทันทีทั่วประเทศ แต่พอเอาเข้าจริงดูเหมือนจะไม่ทันทีจะกลายเป็นปีหน้า และทําในบางพื้นที่เท่านั้น ตรงนี้จึงเป็นจุดที่พวกเราฝ่ายค้านจําเป็นจะต้องนําประเด็นนี้ ขึ้นมาอภิปรายและชี้ให้ประชาชนทั่วทั้งประเทศได้มองเห็น
ตัวอย่างนโยบายประการที่ ๒ อีกอันหนึ่งก็คือ ในเรื่องเงินเดือนปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาท ตอนหาเสียงไว้ท่านบอกว่า เงินเดือนผู้เรียนจบปริญญาตรีต้อง ๑๕,๐๐๐ บาท แต่พอมาเขียนในนโยบายกลายเป็นรายได้ ๑๕,๐๐๐ บาท ไม่ต่างกันกับ ค่าแรงขั้นต่ําต้อง ๑๕,๐๐๐ บาท แล้วก็มาปรับเป็นรายได้ ๓๐๐ บาท นี่ก็คือสิ่งที่ขออนุญาต กราบเรียนต่อท่านประธาน
นโยบายอีกเรื่องหนึ่งก็คือ กรณีที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ประกาศไว้ ตอนหาเสียงซึ่งพวกเราสมาชิกฝ่ายค้านก็ได้อภิปรายไปแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีให้สัญญาว่า ท่านจะกระชากค่าครองชีพของประชาชนลงมาด้วยการยกเลิกกองทุนน้ํามัน ทําให้ประชาชน เข้าใจว่า ถัดจากนี้ไปราคาน้ํามันจะต้องถูกลงมาตราบเท่าที่รัฐบาลชุดนี้บริหารราชการแผ่นดิน ท่านประกาศสัญญาละเอียดถึงขนาดบอกจะทําเบนซิน ๙๕ เบนซิน ๙๑ ดีเซล ให้ลดลงมา แต่ว่าพอเอาเข้าจริงรัฐบาลกลับลํา ๓๖๐ องศา นโยบายกลายเป็นว่าท่านไม่ยกเลิกกองทุนน้ํามัน แต่กองทุนน้ํามันยังอยู่ นโยบายคือแค่ชะลอการเก็บเงินเข้ากองทุนชั่วคราว เช่น อาจจะ ๖ เดือนโดยประมาณ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็แปลว่าราคาน้ํามันก็จะลดลงมาชั่วคราว ลดลงมา ๖ เดือนโดยประมาณ แล้วหลังจากนั้นแปลว่าอะไรครับ แปลว่าหลังจากนั้นราคาน้ํามัน ก็จะต้องปรับเข้าสู่ภาวะราคาตลาด หรือไปสู่ภาวะราคาตามยถากรรมอีกวาระหนึ่ง ใช่หรือไม่ นี่คือสิ่งที่พวกเราเป็นห่วงและจําเป็นที่จะต้องนํามาอภิปราย นโยบายกระชากค่าครองชีพประชาชนลงมา จึงเหมือนกับนโยบายแก้บนจริง ๆ ท่านใส่ลงไป ตามที่บนกับประชาชนไว้ แต่เวลาเอาของไปบน ท่านบนไม่ครบ ตอนบน บนไก่ทั้งตัว แต่ตอนแก้บนเหลือแต่ขนกับปีก นี่คือภาวะความเป็นจริงของนโยบายแก้บนแบบเลี่ยงบาลีที่ ผมจําเป็นที่จะต้องมาพูดกับท่านประธานตรงนี้ให้เห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จะ ขอกราบเรียนกับท่านประธานครับ ค่าครองชีพ ท่านวิจารณ์รัฐบาลชุดที่แล้วไว้ตามสมควรว่า ค่าครองชีพของประชาชนแพง วันนี้ท่านมาเป็นรัฐบาลแล้วครับ ขอให้ยอมรับความจริงว่า ค่าครองชีพยิ่งแพงกว่า ขีดเส้นใต้รัฐบาลชุดที่แล้ว วันนี้ท่านเป็นรัฐบาลแล้วครับ ถัดจากการแถลงนโยบายท่านมีหน้าที่ต้องแก้ปัญหา ขอให้ท่านรีบแสดงฝีมือในเรื่องนี้ ให้ประชาชนเห็นเป็นประจักษ์
นโยบายอีกอันหนึ่งที่เป็นตัวอย่างสุดท้ายที่ขอกราบเรียนกับท่านประธาน นโยบายแจกแท็บเล็ต (Tablet) ตอนหาเสียงดูเหมือนจะมีการประกาศว่าจะแจกให้กับ นักเรียนทุกคน ๑๒ ล้านคน ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงไปจากนี้ และสุดท้ายพอมาลงใน นโยบายรัฐบาลกลายเป็นเหลือแค่เด็ก ป. ๑ พอวันแถลงจริงแค่ ป. ๑ ในบางโรงเรียนนําร่อง ทั้งหมดนี้ที่ผมต้องกราบเรียนก็คือตัวอย่างของสิ่งที่ทําไมพวกเราถึงบอกว่า นโยบายนี้สุดท้าย กลายเป็นนโยบายแก้บนแค่ขอให้บรรจุนโยบายลงไป แต่แก้บนแบบเลี่ยงบาลี คือไม่ตรงกับ ที่สัญญากับประชาชนไว้
มีเรื่องเดียวครับที่ผมเห็นชัดเจน ว่ารัฐบาลนี้ทําตามที่พูดไว้ตอนหาเสียง คือเรื่องที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ประกาศไว้ว่า จะแก้ไข ไม่แก้แค้น ผมไปนอนคิดอยู่หลายคืนว่า ท่านนายกรัฐมนตรีจะแก้ไขอะไร ที่สุดมาได้คําตอบตอนเห็นนโยบายรัฐบาล ท่านแก้ไขจริงครับ คือจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ผมกราบเรียนกับท่านประธานครับว่าประเด็นนี้ เป็นประเด็นที่น่าเป็นห่วง อย่างน้อยเบื้องต้นเมื่อปรากฏข่าวว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่า ๑. เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ๒. เรื่องนี้เป็นเรื่องของสภา แต่ผมกราบเรียนกับท่านประธานครับว่าท่านนายกรัฐมนตรีพูดไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ถ้าบอกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของสภา ท่านนายกรัฐมนตรีเอาไปใส่ไว้เป็นนโยบายรัฐบาลทําไม ถ้าใส่ไว้ใน นโยบายรัฐบาลแสดงว่าเรื่องนี้ต้องเป็นเรื่องของรัฐบาลแล้วครับ และถ้าบอกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ เรื่องเร่งด่วน ท่านไปใส่ไว้ในนโยบายเร่งด่วนทําไม แสดงให้เห็นชัดเจนว่านโยบายนี้ เป็นทั้งนโยบายรัฐบาลและเป็นทั้งนโยบายเร่งด่วน อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือ ผมเป็นห่วงว่านโยบายนี้ที่สุดมันจะไปกระทบกับอีกนโยบายหนึ่ง คือนโยบายในเรื่องของการที่ รัฐบาลบอกว่าจะสร้างความปรองดอง ที่ผมเป็นห่วงเพราะว่าผมเชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะเป็นการจุดชนวนนําไปสู่ความแตกแยกและความขัดแย้งของประเทศครั้งใหม่อีกวาระหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามมีสิ่งที่ผมพอเบาใจได้บ้างเล็กน้อย เมื่อท่านรองนายกรัฐมนตรีได้ลุกขึ้นมา ชี้แจงอย่างน้อย ๒ ประเด็น ที่ผมถือว่าท่านได้ให้คํามั่นสัญญาไว้กับสภาและคนไทย ทั้งประเทศที่ท่านต้องปฏิบัติตามนี้
ข้อ ๑ ท่านรับปากว่าจะไม่มีการแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ เรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
ข้อ ๒ ท่านรับปากว่าท่านจะไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนําไปสู่การนิรโทษกรรม และการล้างความผิดให้ใครคนใดคนหนึ่ง ผมขอให้รัฐบาลได้รักษาคํามั่นสัญญาใน ๒ ข้อนี้ เป็นอย่างน้อย
อย่างไรก็ตามยังมีนโยบายที่ผมขอแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมต่อท่านประธาน อีกเล็กน้อยครับ นั่นคือนโยบายในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีการออกวีซ่าของรัฐบาลญี่ปุ่น เมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นได้แถลงว่า ที่ได้ออกวีซ่านั้นเพราะได้รับ คําร้องขอจากรัฐบาลไทย สิ่งที่สาธารณชนคนไทยทั้งประเทศได้รับปฏิกิริยาจากรัฐบาลคือ คําให้สัมภาษณ์ของท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีปฏิเสธว่า ตัวท่านไม่มีส่วน เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ไม่เป็นไรครับ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านมีสิทธิที่จะปฏิเสธ แต่ผมคิดว่า คําปฏิเสธแค่บอกว่าท่านไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ทั้งที่รัฐบาลญี่ปุ่นออกแถลงการณ์ ออกคําให้ สัมภาษณ์ระบุอย่างเป็นทางการว่าเพราะได้รับคําร้องขอจากรัฐบาลไทย ยังไม่พอเพียงสําหรับ ท่านนายกรัฐมนตรี เพราะถ้าได้รับคําร้องขอจากรัฐบาลไทย ใครคือหัวหน้ารัฐบาลไทยครับ หัวหน้ารัฐบาลไทยก็คือท่านนายกรัฐมนตรี ถ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องไม่จริง
๑. ทําไมท่านนายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาลไทยไม่แสดงปฏิกิริยาตอบโต้ หรือปฏิเสธใด ๆ ไปยังรัฐบาลญี่ปุ่น
๒. ถ้าไม่จริง หรือท่านนายกรัฐมนตรียังไม่ทราบข้อเท็จจริง ทําไม ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสักชุดเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริง หรือตรวจสอบ ข้อเท็จจริงว่าถ้อยแถลงของรัฐบาลญี่ปุ่นที่ระบุว่า รัฐบาลไทยเป็นคนร้องขอกรณีการออกวีซ่า เข้าประเทศ ที่ปรากฏเป็นประเด็นอยู่ในประเทศไทยตอนนี้นั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่จริง เพราะการทําตัวเป็นทองไม่รู้ร้อน ที่สุดผมกราบเรียนกับท่านประธานครับว่าจะมีผล ๒ ข้อ
ข้อ ๑ จะทําให้คนทั้งประเทศเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง รัฐบาลไทยจึงไม่กล้า ตอบโต้หรือปฏิเสธใด ๆ ไปยังรัฐบาลญี่ปุ่น
ข้อ ๒ จะทําให้คนทั้งประเทศเชื่อว่ามีคนในรัฐบาลอาศัยอํานาจหน้าที่ เข้าช่วยเหลือบุคคลอันไม่สมควรร้องขอให้รัฐบาลญี่ปุ่นออกวีซ่าเข้าประเทศให้จริง ตรงนี้จึงเป็น ที่มาที่ผมจําเป็นต้องนําเรื่องนี้มากราบเรียนกับท่านประธาน
สุดท้ายครับ นโยบายเรื่องการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นโยบาย สร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ผมกราบเรียนกับท่านประธานครับว่า นโยบายนี้ เป็นเรื่องดี แต่มีคําเตือน ๒ ข้อ
ข้อ ๑ ท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องไม่ปล่อยให้มีการอ้างความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศบังหน้า แต่เปิดโอกาสให้มีการหาประโยชน์ส่วนตัวให้กับใครคนใดคนหนึ่ง หรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นอันขาด เช่น กรณีแหล่งพลังงานในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล เป็นต้น
ข้อ ๒ ผมกราบเรียนกับท่านนายกรัฐมนตรีครับ กราบเรียนกับท่านประธานครับ บางเรื่องบางประเทศเขาเกิดได้ แต่ท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องไม่ทําเรื่องนั้นให้เกิดขึ้นในประเทศไทย เป็นอันขาด เช่น กรณีมีนายกรัฐมนตรี ๒ คน ไม่ว่าจะโดยนิตินัยหรือพฤตินัยก็ตาม นี่คือสิ่งที่ฝาก เน้นย้ําไปยังท่านนายกรัฐมนตรีผ่านท่านประธานสภา
ท่านประธานครับ ทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของเสียงสะท้อนจาก พรรคประชาธิปัตย์และฝ่ายค้านแทนประชาชนต่อนโยบายของรัฐบาล เพื่อเป็นกระจก สะท้อนตัวตนของนโยบายต่อรัฐบาลให้เห็นว่าการเขียนนโยบายแบบคนหนึ่งคิด แต่อีกคนหนึ่งทํา หรือคนคิดไม่ได้ทํา แต่คนทําไม่ได้คิด ที่สุดแล้วมันจะสร้างปัญหาและ เป็นปัญหาอย่างไร แต่อย่างไรก็ตามมีสิ่งสําคัญและน่าเป็นห่วง
อีกประการหนึ่ง ก็คือว่านโยบายนี้กลายเป็นตัวสะท้อนการเมืองไทยปัจจุบันว่า ถ้ากล้าสัญญา กล้าไปตายเอาดาบหน้าก็มีโอกาสเป็นผู้ชนะ เพียงแต่ผมไม่เชื่อว่ารัฐบาลไหนก็ตาม กล้าพูดอย่าง ทําอย่างบ่อย ๆ ที่สุดแล้วจะได้รับการยอมรับจากประชาชนตลอดไป ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ