รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๓ ปีที่ ๓
ครั้งที่ ๑๑ (สมัยสามัญทั่วไป)
วันพุธที่ ๓ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๓
ณ ตึกรัฐสภา
ขณะนี้ยังไม่ครบองค์ประชุมครับ ขอเลื่อนประชุมไปเวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา
จํานวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๔๖๑ คน
เชิญนั่งครับ สภาแห่งนี้ เซ็นชื่อเข้าประชุม ๒๔๐ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้ว ผมขอดําเนินการประชุมตามระเบียบ วาระการประชุมนะครับ ซึ่งเสียเวลามาชั่วโมงเศษแล้ว
ท่านประธาน ผมขออนุญาตนิดหนึ่ง ได้ไหมครับ
มีอะไรครับ เสียเวลาไป ชั่วโมงเศษแล้วครับ
ท่านประธานครับ ผม นายแพทย์ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดชัยภูมิ ท่านประธานก็เห็นครับ ท่านประธานนัดประชุมนี่ เพื่อนสมาชิกฝ่ายรัฐบาล
คือผมทําตาม
คืออย่างนี้ท่านประธาน คือผม ไม่อยากทัก ท่านผิดข้อบังคับชัดเจน ผมไม่อยากทักวันนี้จะวุ่นวาย แต่ผมอยากแสดง ความเห็นหน่อย เพราะจริง ๆ ท่านต้องขึ้น ๙ โมงครึ่ง ท่านเลยเวลาแล้วนี่ถือว่าประชุม ไม่ได้แล้วนะ แต่ผมไม่อยากทัก แต่ผมอยากถามท่านประธาน
จะเอาอย่างนั้นก็ได้ครับ ไม่ขัดข้อง
คืออยากถามท่านประธานนะครับว่า
เผื่อจะได้ยุบสภาเร็ว ๆ เข้า ผมไม่ขัดข้อง
ไม่เป็นไรครับ ยุบสภาผมไม่ได้ติดใจ อะไร ยุบพรุ่งนี้ยิ่งดีครับ แต่ผมอยากให้สภาได้ทํางาน ได้ทํางาน เพราะจริง ๆ คนที่เสนอ เวลาเก้าโมงเช้าถึงห้าโมงเย็นนี่ท่านประธาน ผมอยากถามว่าเขาเคยมาไหม ๙ โมง เขาเคยมาไหม ๙ โมง ทําไมเราไม่มาปรับเวลาท่านประธาน ผมไม่เข้าใจ
พอแล้วครับ ขอบคุณครับ
สภาก็เสียชื่อ ผมก็เสียชื่อด้วย แต่ว่า ท่านทําแบบนี้ผมก็ไม่เข้าใจว่าทําไมต้องทําแบบนี้ ๙ โมง ถึง ๕ โมง หรือไม่ต้องการให้ พวกผมได้ออกทีวี (TV) วิทยุ ผมก็ไม่เข้าใจรัฐบาลทําเพื่ออะไร
ตอนนี้เขาออกวิทยุแล้ว ขอบคุณครับ พอแล้วครับ ผมขอดําเนินการประชุมตามระเบียบวาระการประชุมครับ
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มีนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มีนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
๔.๑ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทําที่บ้าน พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว
กระผมขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่ครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาต
เดี๋ยวครับ เดินเรื่องไม่ดีกว่าหรือครับ กฎหมายสักฉบับหนึ่งออกก็ยังดีครับ
ท่านประธานครับ
พอนะคุณชัยวัฒน์ ขอบคุณครับ ผมอายจะแทรกแผ่นดินหนีอยู่แล้วครับ เชิญท่านกรรมาธิการครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ก็ดูเหมือน คุณนริศ ขํานุรักษ์ ไม่มากระมังวันนี้ เร็วหน่อยสิครับ เสียเวลาไปชั่วโมงเศษ แล้วครับ คือจบสักฉบับหนึ่งก็ปิดประชุมกลับบ้านก็ได้ไม่เป็นไรครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการ เชิญแถลงเลยครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร
ตามที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๓ ปีที่ ๒ ครั้งที่ ๗ (สมัยสามัญนิติ บัญญัติ) วันพุธที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๒ ได้ลงมติรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติคุ้มครอง ผู้รับงานไปทําที่บ้าน พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) และร่างพระราชบัญญัติ คุ้มครองและส่งเสริมพัฒนาผู้รับงานไปทําที่บ้าน พ.ศ. .... (นายไพฑูรย์ แก้วทอง กับคณะ เป็นผู้เสนอ) และร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมพัฒนาผู้รับงานไปทําที่บ้าน พ.ศ. .... (นายสถาพร มณีรัตน์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ) โดยใช้ร่างพระราชบัญญัติ ของคณะรัฐมนตรีเป็นหลักในการพิจารณา คณะกรรมาธิการได้มีการประชุมพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทําที่บ้าน พ.ศ. .... ทั้งหมดจํานวน ๒๐ ครั้ง
บัดนี้ คณะกรรมาธิการได้พิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว และได้เสนอรายงาน การพิจารณาของคณะกรรมาธิการพร้ อมข้อสังเกตมาเพื่อให้สภาพิจารณา ให้ความเห็นชอบต่อไป
สภายินดีต้อนรับอาจารย์ และนักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ด้วยความยินดีนะครับ เชิญเลขาธิการ
ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทําที่บ้าน พ.ศ. .... ชื่อร่างพระราชบัญญัติ ไม่มีการแก้ไข คําปรารภ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๑ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๒ มีการแก้ไข
เชิญครับ ท่านแปรญัตติไว้ ใช่ไหมครับ อ๋อ กรรมาธิการแก้ไข
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งจังหวัดน่าน กระผม ขออนุญาตใช้สิทธิของสมาชิกในการที่จะสอบถามท่านประธานผ่านไปยังท่านประธาน คณะกรรมาธิการและกรรมาธิการ ในมาตรา ๒ ของร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงาน ไปทําที่บ้าน พ.ศ. .... ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๒ กรรมาธิการมีการแก้ไขจาก ร่างเดิม ผมขออนุญาตท่านประธานครับ ร่างเดิมเขียนกําหนดไว้ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้ บังคับเมื่อพ้นกําหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวัน กรรมาธิการไปแก้ไขเป็น ๖๐ วัน กระผมเอง ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของเจ้าของร่างในนามของสภาผู้แทนราษฎร เพราะร่างนี้เป็นร่าง ของสภาผู้แทนราษฎรที่ส่งให้กรรมาธิการกลับมาเป็นร่างกรรมาธิการ ก็ต้องขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานสอบถามเหตุผลที่กรรมาธิการไปแก้ไขว่าทําไมต้องใช้ ๖๐ วัน มีเหตุผลอะไร ทําไมไม่ใช้ ๑๘๐ วัน ๖๐ วันสามารถนํากฎหมายไปปฏิบัติได้หรือไม่ มีข้อจํากัดหรือมีข้อขัดข้องอะไรไหม อยากจะทราบเหตุผลก่อนครับ ผมสงวนสิทธิ จะอภิปรายต่อกรณีถ้าเหตุผลไม่ชัดเจน ขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญคุณไพจิต ศรีวรขาน
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย เช่นเดียวกันครับ ในมาตรา ๒ ที่คณะกรรมาธิการได้ไปแก้ไขให้เวลา
มาตรา ๒ ครับ
มาตรา ๒ ที่ไปแก้ไขจาก ๑๘๐ วัน ให้มีผลบังคับใช้ได้ ๖๐ วัน เพียงใช้เวลา ๒ เดือน ท่านประธานครับ ผมทราบว่า ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ต้องมีการเตรียมการ มีการตั้งคณะกรรมการ มีการตั้งทั้ง ในรายจังหวัด ในระดับชาติ แล้วกรรมการเหล่านี้ได้ซึมซับ ได้เข้าใจในการที่จะปฏิบัติตาม พระราชบัญญัตินี้เพียงใด เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือจะต้องได้รับความคุ้มครองในเรื่อง ค่าจ้าง และต้องได้รับความคุ้มครองต่อสภาพปัญหาที่จะเกิดขึ้น แน่นอนการรับงานไปทํา ที่บ้านนี่เป็นการกระจัดกระจายไปยังภาระที่มีผู้จ้างงานที่กระจายไปอยู่โดยทั่วไป ผมยกตัวอย่าง เช่น ที่จังหวัดสกลนครมีการจ้างแรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าแล้วก็เอาไปทําที่บ้าน ไปจนถึงจังหวัดนครพนม อําเภอนาแก อําเภอเรณูนคร แน่นอนครับเหล่านี้เราจะต้องมีการใช้คณะกรรมการมาพิจารณากํากับให้เป็นไปตาม กฎหมายแล้วข้ามจังหวัดไปด้วยนะครับท่านประธาน บางทีคนจ้างอยู่ในจังหวัดสกลนคร แล้วข้ามไปให้กับผู้รับจ้างในการผลิตเอางานไปทําที่บ้านอยู่ที่จังหวัดนครพนม แล้วก็อยู่ ห่างไกลด้วย ผมไม่เชื่อว่ากระบวนการทั้งหมดของกระทรวงแรงงานที่ได้เตรียมอยู่ ณ วันนี้ จะสามารถได้ตระเตรียมคุ้มครองให้มีผลบังคับทันทีหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา ๖๐ วัน ถ้าประกาศแล้วมันต้องพร้อมเหมือนกับว่าเป็ นความหวังในการคุ้มครอง ในการทํางาน ในการประกอบกิจการ ในการเพิ่มภาระให้กับพี่น้องประชาชน เช่นเดียวกัน ถ้าหากทําไม่ได้ก็จะเป็นข้อเสียหายเมื่อได้เริ่มต้นใช้ที่เป็นความหวังของประชาชน จึงขอทราบว่าได้เตรียมการ ได้ทําในเรื่องเหล่านี้เพียงใดในฝ่ายปฏิบัติการ เพราะแน่นอน การจ้าง การทํางาน ผลประโยชน์มันสวนทางกัน ผู้รับจ้างก็อยากได้ความคุ้มครอง ที่เต็มสิทธิ ขณะเดียวกันผู้จ้างก็พยายามที่จะหลบเลี่ยงกฎหมายในการที่จะปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติแรงงานที่เราเพิ่มเติมขึ้น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าหากจะประกาศ แล้วก็อยากทราบความชัดเจนว่า ทางกระทรวง ทางฝ่ายที่ร่าง เขาร่างมาเขาขอ ๑๘๐ วัน แต่กรรมาธิการไปบอกว่าเอา ๖๐ วัน ดีไม่เป็น ๓๐ วัน ท่านประธานอาจจะใจร้อน ท่านกรรมาธิการอาจจะอยากเห็นผลทันที แต่ถามเขาชัดเจนหรือยัง ถ้าท่านประธาน คณะกรรมาธิการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานผมจะพอเชื่อได้ว่าท่านได้ เตรียมการอย่างนั้น ๆ กรมแรงงานหรือกระทรวงแรงงานเขาได้จัดเตรียมหน่วยงานของเขา ในระดับชาติอย่างไร ระดับจังหวัดอย่างไร แล้วปัญหาที่คาบเกี่ยวระหว่างบางที จากจังหวัดนี้จ้างแล้วข้ามไปอยู่อีกจังหวัดหนึ่ง แก้ไขปัญหานี้อย่างไร ขอบพระคุณครับ
คุณสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้ แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ สําหรับมาตรา ๒ ที่คณะกรรมาธิการแก้ไข จาก ๑๘๐ วัน เหลือ ๖๐ วันนั้น กระผมก็คงมีความคิดคล้าย ๆ กับหลายท่าน ก็คือ อยากจะทราบเหตุผล เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ต้องขอบคุณทางรัฐบาลที่ได้ออกกฎหมาย เพื่อไปคุ้มครองให้กับผู้ใช้แรงงานทุกท่าน แต่ในกฎหมายฉบับดังกล่าวมีหลายเรื่องที่ หน่วยราชการจะต้องปฏิบัติ เช่นตามมาตรา ๖ จะต้องมีการเรียกร้องถึงสิทธิแล้วก็ ประโยชน์ที่ผู้ใช้แรงงานทั้งหลายจะต้องได้รับแล้วก็ได้รับการช่วยเหลือ ซึ่งในกฎหมาย มาตรา ๗ ระบุไว้ว่า ต้องให้อธิบดีแต่งตั้งอัยการ แต่งตั้งเจ้าพนักงาน เจ้าหน้าที่ ในกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานซึ่งมีคุณวุฒิไม่ตํ่ากว่าปริญญาตรีทางนิติศาสตร์ เป็นผู้มีอํานาจในการฟ้ องร้องให้กับตัวแทน ตรงนี้เป็นหน้าที่หนึ่งที่อธิบดีจะต้องปฏิบัติ ส่วนที่ ๒ ก็คือเกี่ยวข้องกับผู้จ้างงาน ถ้าเกิดกฎหมายฉบับนี้ผ่าน ผู้จ้างงานจะต้อง มีการจัดทําเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการรับงานไปทําที่บ้าน เป็นรายละเอียดมากมาย ทั้งเรื่องของประเภท ปริมาณ มูลค่า วัน เวลาเริ่มต้น วัน เวลาสิ้นสุด รวมถึงอัตรา ค่าตอบแทน กฎหมายฉบับนี้ยังพูดถึงการที่ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการการรับงาน ไปทําที่บ้าน
เอามาตรา ๒ ก่อนครับ อย่ายาวไปถึงมาตรา ๗ เลยครับ
ครับท่านประธาน ผมขออนุญาต เรียนให้ทราบว่า มีหลายเรื่องที่กฎหมายฉบับนี้ถ้าเกิดออกไปแล้วมันมีผลบังคับใช้จะต้อง ปฏิบัติให้เสร็จสิ้น เช่น การตั้งคณะกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่ง ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าว จะต้องมีผู้แทนจากผู้จ้างงาน ผู้แทนจากองค์กรผู้รับงาน แล้วก็ผู้แทนจากผู้ทรงคุณวุฒิ อีกจํานวน ๓ ท่าน ตรงนี้ต้องมีการคัดเลือกตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีจะต้องประกาศ ออกมาด้วย เพราะฉะนั้นเวลาใน ๖๐ วันนี้ผมคาดว่าอาจจะไม่ทัน แต่คณะกรรมาธิการ อาจจะบอกว่า เนื่องจากคณะกรรมการดังกล่าวมีการกําหนดไว้ในบทเฉพาะกาล ก็คือ มาตรา ๔๙/๑ ว่า ให้มีคณะกรรมการตั้งขึ้นมาตามบทเฉพาะกาล แต่ผมคิดว่าตรงนี้ ไม่เพียงพอครับ เพราะว่าคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการรับงานไปทําที่บ้านมันมีตัวแทน ของลูกจ้างด้วย ซึ่งแน่นอนครับเขามีสิทธิที่จะมีส่วนร่วม เพราะฉะนั้นผมคิดว่าขอเหตุผล ของท่านว่าเหตุใดถึงใช้เพียงแค่ ๖๐ วัน เป็นเจตนาที่ดี แต่ว่าขอให้รัดกุมด้วยครับ ท่านประธาน
คุณชัยวัฒน์ไม่อยู่นะครับ ถ้าอยู่ก็รีบหน่อย
ท่านประธานครับ ขออนุญาต พอดีเห็นจังหวะก็ยังนึกว่าไม่ถึงก็เลยจะเดินไปเข้าห้องนํ้า ขอประทานอภัยครับ ท่านประธานครับ ก็ขออนุญาตครับว่า
ไปเข้าห้องนํ้าให้เสร็จก่อน ดีไหม
ไม่เป็นอะไรครับท่านประธาน คือ ผมเป็นห่วงครับ ในครั้งแรกการรับร่างพระราชบัญญัติของสภาเรารับไปแล้วก็ปรากฏว่า ในมาตรา ๒ เรารับที่ ๑๘๐ วัน ทีนี้ตอนที่ทํากันเวลาชี้แจงในสภาก็ชี้แจงด้วย เป็นเหตุเป็นผล เอาเหตุผลมาดู มาฟังว่าเป็นอย่างไร แต่วันนี้พอไปเข้าคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการก็แก้ไขเหลือ ๖๐ วัน ปัญหาก็คือว่าใน ๖๐ วัน ท่านได้มีการเตรียมการ ที่ดีแล้วใช่ไหม เหมาะสมแล้วใช่ไหม รับรองว่าไม่มีปัญหาและอุปสรรคอย่างแน่นอน ถ้ามีปัญหาและอุปสรรคอย่างไร ผมเองไม่แน่ใจ ผมเองก็เหมือนกับสภาแห่งนี้หรือเปล่า ผมไม่มั่นใจ อย่าว่าผมเสียดสีนะครับ พิจารณาดีแล้วเก้าโมงเช้าแล้วเป็นอย่างไรบ้าง แค่ ๙ โมงก็ทําไม่ได้ ท่านประธานบอกว่าอายจนจะแทรกแผ่นดินแล้ว เพราะว่าไม่รู้ จะทําอย่างไร ก็ไม่รู้จะควบคุมอย่างไรทําให้มากันได้ ก็คือเขียนแล้วมันปฏิบัติไม่ได้ เรามีมติแล้วก็ไม่สามารถดําเนินการได้ เพราะฉะนั้นการออกกฎหมายมันต้องทําแล้ว ให้มันพร้อม ในช่วงต้นผมคิดว่าไม่ใช่ผมไม่อยากให้เร็ว บังคับได้ภายใน ๓๐ วัน ก็อยากจะ ให้ทําเสียด้วยซํ้า แต่ว่าด้วยเหตุภาระหน้าที่เมื่อดูเนื้องานแล้วมันไม่สามารถปฏิบัติได้ เพราะฉะนั้นสิ่งใดที่มันปฏิบัติได้ท่านก็เขียนยกเว้นไว้สิว่าอะไรที่ทําได้ก่อนก็คือทํา แต่ว่าทั้งนี้ทั้งนั้นท่านจะทําภายใน ๑๘๐ วัน เรื่องใดทําได้ก่อนท่านก็ทํา เมื่อท่านเขียน เหมารวมบอกว่าเอาทั้งหมด ๖๐ วัน ถ้าอย่างนี้ผมคิดว่ามันปฏิบัติได้ยาก เพราะฉะนั้น ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับว่า ผมเป็ นห่วงกับการทํางานแล้วก็ เป็ นห่วงพี่น้องประชาชนว่าสิ่งที่ไปบังคับแล้วก็ดําเนินการแล้วไม่ว่าภาคราชการ ไม่ว่าพี่น้องประชาชนจะได้ผลกระทบ เพราะฉะนั้นก็ฝากไว้นะครับท่านประธาน ขอบคุณครับท่าน
เชิญคุณวรงค์
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดพิษณุโลก ผมเข้าใจ คณะกรรมาธิการดีครับว่า การผลักดันร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทําที่บ้าน พ.ศ. .... นั้นเป็ นความหวังดีที่ต้องการให้กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้หลังจากที่มี การประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่ผมมีข้อกังวลเนื่องจากว่าในร่างต้นฉบับเดิมที่ทาง กระทรวงแรงงานทํามานั้นกําหนดไว้ ๑๘๐ วัน และอยู่ ๆ คณะกรรมาธิการได้มี การแปรญัตติเปลี่ยนแปลงเป็น ๖๐ วัน ผมเกรงว่ามันจะเป็นการรวบรัดและเร่งรีบ จนเกินไป และเกรงว่าผลกระทบในทางปฏิบัติแทนที่จะให้ระยะเวลากระทรวงแรงงาน ไปดําเนินการให้รอบคอบ เพราะว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เพิ่งจะมีการประกาศบังคับใช้ เป็นครั้งแรก และกําหนดระยะเวลาจาก ๑๘๐ วัน เหลือแค่ ๖๐ วัน มีข้อกังวลใจว่า กระทรวงแรงงานเมื่อรับเรื่องนี้ไปแล้วหลังจากมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา มันค่อนข้างจะรวบรัดและรวดเร็วจนเกินไปและแทนที่จะเป็นผลบวกต่อการที่ให้มี ผลบังคับใช้ของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ กลับกลายเป็นว่าจะเกิดปัญหาตามมา ที่กระทรวงแรงงานไปดําเนินการไม่ทัน ดังนั้นผมจึงอยากฟังคําชี้แจงของกรรมาธิการ ให้ชี้แจงชัด ๆ แต่ถ้าเป็นไปได้อยากจะให้กลับไปอยู่ร่างเดิมที่ ๑๘๐ วัน ขอกราบเรียน ตามนี้ครับ
เชิญคุณประสิทธิ์
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายแพทย์ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดชัยภูมิ ท่านประธานครับ ตามที่มีการแก้ไขในมาตรา ๒ ของร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงาน ไปทําที่บ้าน พ.ศ. .... ผมมีความกังวลเหมือนกับเพื่อนสมาชิก จริง ๆ ท่านประธาน คณะกรรมาธิการใจร้อนอยากได้ ๖๐ วัน ผมว่าถ้าทําได้ ๖ วันก็ยิ่งดี แต่ผมดูแล้ว มันเป็นไปไม่ได้ เพราะว่ากระบวนการที่จะดําเนินการไม่ใช่อยู่ดี ๆ สั่งปั้ง สั่งปึ้งได้ปั๊บ ไม่ใช่ ก็เหมือนที่เราทํางานมานี่รัฐบาลท่านประมาณปีกว่า ๆ แล้วมันได้อะไร ไปถามชาวบ้านว่า ได้ทําอะไรไปบ้างเขายังไม่รู้เลย นี่อยู่ดี ๆ เขาบอก ๑๘๐ วัน ขอเวลาให้กระทรวงทํางานสัก ๑๘๐ วัน ท่านบอกเอา ๖๐ วันพอ แล้วไปดูบทกําหนดโทษ บทกําหนดโทษถ้าไม่ทํานี่มันจะมีโทษไหม ถ้าทําไม่ทัน จะถูกปรับไหม ถ้าทําไม่ทันจะจําคุก ๓ เดือน ๖ เดือนตามที่บทกําหนดโทษไหม เราดู หรือยังครับ ท่านจะไปบังคับเขาให้ทําภายใน ๖๐ วัน ถ้าเป็นไปได้ ดีครับ เพราะตอนนี้ ต้องยอมรับว่าแรงงานมีปัญหา รัฐบาลบอกไม่มีคนตกงานเลย ไปดูดี ๆ มันตกงาน ขนาดไหน มากมาย บอกเศรษฐกิจดีแล้ว มันดีตรงไหน ดีมากมายขนาดไหน แรงงาน ตกงานเยอะ ยิ่งตอนนี้ราคาข้าวตกตํ่าอีกไปกันใหญ่เลย แรงงานแฝงที่เขาทํางาน ทํานา ทําไร่ เขาคิดว่าจะรวยตอนนี้ก็เจ๊งกันใหญ่เลย เจ๊งกันไปทั่วประเทศ รัฐบาลก็บอกว่า ประกันราคาแล้วข้าวโน่นเกิน ๑๕ บาทแน่นอน เดี๋ยวนี้เป็นอย่างไร ผมถึงอยากเรียน ท่านประธานผ่านไปถึงท่านประธานคณะกรรมาธิการ คิดดี ๆ ครับ ท่านใจร้อนผมก็ใจร้อน อยากให้คนไทยมีงานทําที่บ้าน มีรายได้พิเศษ เพราะตอนนี้เขาเป็นหนี้มากจนเขาคิดอะไร ไม่ออก เป็นหนี้จนไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้วตอนนี้ ถึงอยากฝากท่านประธานคิดดี ๆ ครับ เพราะถ้าทําไม่ได้มันโทษปรับนะ โทษจําคุกไหม ฝากท่านประธานถึงประธาน คณะกรรมาธิการช่วยชี้แจงหน่อยครับ
เชิญประธาน คณะกรรมาธิการชี้แจง
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นริศ ขํานุรักษ์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ขอบพระคุณ เพื่อนสมาชิกที่ได้กรุณาห่วงใยในเรื่องนี้ซึ่งกรรมาธิการก็พิจารณาเรื่องนี้ด้วยความห่วงใย เช่นเดียวกัน กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่พี่น้องแรงงานและสังคมรอคอย กรรมาธิการ จึงพิจารณาด้วยความรอบคอบ ได้สอบถามกรมที่เกี่ยวข้องที่มาชี้แจงในคณะกรรมาธิการ ไม่ว่าจะเป็นกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานซึ่งเป็นกรมหลัก กรมการจัดหางาน และกรมพัฒนาฝีมือแรงงานแล้ว ทางกรมตอบกับคณะกรรมาธิการว่าทําเสร็จครบถ้วน ภายใน ๖๐ วัน รวมทั้งประชาสัมพันธ์กฎหมายฉบับนี้ด้วย แล้วทางคณะกรรมาธิการ ก็สอบถามว่าทําอย่างไรให้เสร็จภายใน ๖๐ วัน ทางกรมก็บอกว่าในช่วงที่มีการพิจารณา ในรายมาตรานั้นกฎกระทรวงใดที่เกี่ยวข้อง ระเบียบใดที่เกี่ยวข้องกรมก็ยกร่างเป็นคู่ขนาน ไปเลย ซึ่งกรมก็ตอบกับกรรมาธิการด้วยความมั่นใจว่าจะทําให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วัน จึงกราบเรียนท่านประธานครับ
สภายินดีต้อนรับเครือข่าย แรงงานนอกระบบ กรุงเทพฯ ด้วยความยินดี ต่อไปคุณทองดี มนิสสาร
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ทองดี มนิสสาร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ท่านประธาน ที่เคารพ กฎหมายการคุ้มครองพี่น้องผู้ใช้แรงงานนั้นเป็นกฎหมายที่พวกเราเฝ้ำหวัง มานานแล้ว แต่ถ้าจะเอาออกไปบังคับใช้กับพี่น้องประชาชนแล้วก็ขอให้ไปถึงรากหญ้า จริง ๆ กฎหมายที่รับงานไปทําที่บ้านมีปัญหาหลายอย่างที่พี่น้องเรา ก็อย่างเช่น รับงานไปแล้วค่าแรงก็ตํ่า แล้วสวัสดิการชีวอนามัยตรงนี้มีไหม มีแล้วบังคับใช้ได้ผลไหม ส่วนราชการมันตั้งหลายกระทรวง ไม่ใช่กระทรวงใดกระทรวงหนึ่งเฉพาะกรมพัฒนาฝีมือ แรงงานหรือกระทรวงแรงงานเท่านั้น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ก็ต้องมีส่วนร่วมในตรงนี้ด้วย กระทรวงมหาดไทย นี่คือส่วนที่รับผิดชอบตรง ๆ กระทรวงสาธารณสุข เพราะฉะนั้นตรงนี้การบังคับใช้ กฎหมายใดที่เสนอเข้ามาแล้วที่เป็นประโยชน์กับสังคม พี่น้องประชาชน ฝ่ายการเมือง ฝ่ายนิติบัญญัติเรา วันนี้ทุกท่านก็อยากเห็นพี่น้องผู้ใช้แรงงานชนรากหญ้าถือว่าเป็น บุคลากร ทรัพยากรมนุษย์ที่รีไซเคิล (Recycle) ได้ตลอด เพราะฉะนั้นผมพูดตลอดว่า ผมอยู่คณะกรรมาธิการการแรงงาน ๑๐ ปีแล้ว อยู่ตรงนี้เพื่อดูแลทุกข์สุขพี่น้องประชาชน ไม่ใช่เฉพาะการรับงานไปทําที่บ้านครับ การหลอกที่บ้านก็มีเยอะมากที่สุดเดี๋ยวนี้ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงานถึงไหม เดี๋ยวนี้ที่ประเทศแคนาดากําลังมีอีกแล้ว หลอกลวงมากที่สุด ที่จังหวัดอุดรธานีเป็นโมเดล (Model) หรือว่าเป็นศูนย์กลางหลักในการที่ หลอกลวงแรงงาน ส่วนใหญ่เราไปแก้ที่ปัญหาปลายเหตุทั้งนั้น คือเรื่องกฎหมายเรา ยอมรับ แต่หลักปฏิบัติจริง ๆ ข้าราชการในส่วนนี้เข้าไปถึงไหม เห็นไหม เข้าไปถึง พี่น้องจริง ๆ ไหม จัดหางานจังหวัด พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัด หรือพัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัด กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานถึงไหมตรงนี้ ฝากด้วยนะครับ กราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพถึงท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ คุ้มครองผู้รับงานไปทําที่บ้าน ผมอยู่ในคณะกรรมาธิการการแรงงานและผมก็เสนอ กฎหมายนี้ด้วยแต่ไม่ได้เป็นกรรมาธิการไม่ว่าแต่ส่วนใดที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องแล้วขอให้ จริงจัง ส่วนราชการอย่าทํากฎหมายให้ผ่านไปวัน ๆ ถ้ากฎหมายผ่านแล้วบังคับใช้ไหม สังคม และพี่น้องประชาชนได้ประโยชน์ตรงนี้ไหม อยากเห็นตรงนี้มากที่สุด เพราะอย่าง จังหวัดอุดรธานีขออนุญาตยกตัวอย่างเดี๋ยวนี้การรับงานไปทําที่บ้านมากที่สุด คือรับรองเท้าจากกรุงเทพฯ ก็ไปลงที่พื้นที่ ที่ตําบล ที่หมู่บ้าน ที่สังคม คนทํางาน ๒๐ คน ๓๐ คน ศูนย์โอทอป (OTOP) อะไรต่าง ๆ นั้น แต่ชีวอนามัย มีสารระเหยไหม มีสารเสพติดไหม ฝากตรงนี้ด้วยความจริงใจนะครับ อย่าไปพูดกันลอย ๆ แล้วก็ทํากฎหมายผ่านมา ๆ ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป การหลอกลวงทําไมเดี๋ยวนี้มันถึงไม่จบ เพราะฉะนั้นการที่ ส่วนราชการถ้าไปอยู่จังหวัดอุดรธานีแล้วถ้าจะทําหน้าที่เต็มที่หน่อย กระทรวงก็เรียกตัวกลับ ปีเดียว ๓ คน จัดหางานจังหวัดอุดรธานี เดี๋ยวนี้ก็คนใหม่แล้ว อะไรเกิดตรงนั้นครับ อะไรเกิดตรงนี้ครับ แก้ปัญหามาสิบ ๆ ปีแล้วไม่เห็นเคยได้อะไรตรงนี้เลย ฝากด้วยนะครับว่า ผมคนหนึ่งที่อยากเห็นว่าเอากฎหมายใดหรือส่วนบังคับใดที่ไปให้แก่พี่น้องประชาชน คนรากหญ้าเราได้ประโยชน์จริง ๆ อย่าหลอก อย่าทําเพื่อให้เป็นการเมือง ขอบคุณมาก สวัสดีครับ
เชิญคุณชลน่าน
ยังยืนยันนะครับ ที่ตัด ยังยืนยันใช่ไหมครับ คือเขาถามว่าเอา ๖๐ วัน ๑๘๐ วันที่ท่านตัด เพราะว่าอภิปรายกัน พอสมควรแล้วครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นริศ ขํานุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง ในฐานะประธาน คณะกรรมาธิการ หากเพื่อนสมาชิกอยากได้ ๑๘๐ วัน ทางกรรมาธิการไม่ขัดข้องครับ เปลี่ยนเป็น ๑๘๐ วันตามร่างเดิม
กลับไปสู่ร่างเดิม ก็ผ่านนะครับ กลับไปสู่ร่างเดิม ๑๘๐ วัน เชิญเลขาธิการต่อครับ
มาตรา ๓ คณะกรรมาธิการตัดออก มีกรรมาธิการ ขอสงวนความเห็น
เชิญผู้ขอสงวนความเห็น
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทําที่บ้าน พ.ศ. .... คนที่หนึ่ง ในส่วนของมาตรา ๓ ที่คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ได้พิจารณา ตัดออก ผมขออนุญาตที่จะสงวนความเห็นขอให้คงร่างเดิม โดยมีเหตุผลดังนี้ ร่างมาตรา ๓ ร่างเดิมนะครับ
มาตรา ๓ พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่
(๑) ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานอื่นของรัฐ
(๒) รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
(๓) การจ้างงานอื่นตามที่กําหนดในกฎกระทรวง
ท่านประธานที่เคารพครับ หลักการแล้วก็เจตนารมณ์ที่กําหนดมาตรา ๓ ไว้ตามร่างเดิมที่ทางสภาผู้แทนราษฎรได้รับหลักการไป ผมเข้าใจถึงเจตนารมณ์ และเป้ำหมายที่จะให้กฎหมายฉบับนี้คุ้มครองระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างซึ่งเป็นลักษณะ กฎหมายเอกชน ไม่ได้มุ่งคํานึงไปถึงความครอบคลุมไปถึงหน่วยงานของรัฐ องค์กรของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรอิสระต่าง ๆ ที่มีลักษณะเป็ นกฎหมายมหาชน เป็นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ก็คือสภาพบังคับในการที่จะบังคับใช้ เนื่องจาก ร่างกฎหมายฉบับนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติ ถ้าเกิดว่าผ่านสภาแล้ว ทีนี้ถ้าเกิดว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานจะต้องไปบังคับ หน่วยงานอื่นที่เป็นหน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นสํานักนายกรัฐมนตรี หรือกระทรวงอื่น ๆ รวมไปถึงองค์กรอิสระตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เกรงว่าการบังคับใช้กฎหมายจะมี ปัญหาและอุปสรรคในการบังคับใช้ในเชิงหลักการ แล้วก็จะมีปัญหาในทางปฏิบัติต่อไป สําหรับมาตรฐานของกฎหมายในการบังคับใช้
ประเด็นที่ ๓ ที่ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ก็คือในส่วนเหตุผลของร่างพระราชบัญญัติที่ทางสภาได้รับหลักการ ไปนั้น ได้กําหนดคําว่า นายจ้างและลูกจ้าง ไว้ เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าถ้าเกิดว่ามีการตัด มาตรา ๓ ออกไปทั้งหมด ก็คือให้ครอบคลุมไปถึงหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่น ๆ ก็เกรงว่าการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้จะผิดเพี้ยนไปจากเจตนารมณ์เดิม แล้วก็มีปัญหาในหลักการ แล้วก็มีปัญหาในการบังคับใช้กฎหมาย จึงขออนุญาตที่จะ สงวนความเห็นให้คงร่างเดิมตามมาตรา ๓ ขอบพระคุณครับ
ยังยืนยันตัดใช่ไหมครับ กรรมาธิการเสียงข้างมาก
ยืนยันครับ
ยืนยันนะครับ
ท่านประธานครับ
เชิญ
ผม สุกิ จ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อเห็นกรรมาธิการตัดมาตรา ๓ ออกไป ผมก็เริ่มมองเห็นเค้าลางแห่งความยุ่งยาก และความไม่ราบรื่นทั้งในการพิจารณา กฎหมาย แล้วถ้าเกิดว่ากฎหมายมันออกไปใช้จริง ๆ ก็รับรองว่าไม่ราบรื่นแน่เลยครับ หลายฉบับที่ผ่านมาแล้วนะครับท่านประธานก็จะเห็นว่าบางฉบับกรรมาธิการ แก้ทั้งฉบับเลย ซึ่งอาจจะเป็นความเก่งของกรรมาธิการ แต่สิ่งหนึ่งก็คือกรรมาธิการ ไม่รักษากรอบของหลักการ อย่างเช่นกฎหมายฉบับนี้ก็เหมือนกัน กรรมาธิการ ไปขยายกรอบอาจจะตีความให้มันกว้างออกไป ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วผมเข้าใจว่า เจตนารมณ์ของการออกกฎหมายฉบับนี้ก็คือ ในโรงงานหรือว่าในที่ประกอบการ มันจะมีคนงานอยู่ ๒ แบบ คือคนงานที่ทํางานอยู่ในโรงงานพวกนี้มีกฎหมายคุ้มครอง เรียบร้อยแล้ว และอีกส่วนหนึ่งก็คือคนที่ไปรับสิ่งของจากโรงงานมาแล้วก็มาทําที่บ้าน ซึ่งอันนี้กฎหมายยังไม่มีรองรับนะครับ มันก็จะมีเยอะ อย่างผมเคยอยู่แถวบางขุนเทียน มาก่อน มีโรงงานทํารองเท้าแตะก็มีคนไปรับสายของรองเท้าแตะมาแล้วก็มาตัดที่บ้าน แล้วก็ไปคิดราคาอะไรกันอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเจตนารมณ์ก็บอกชัดว่าต้องการอาจจะ แค่นั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา ๔ ผมขอพูดนิดหนึ่งเพราะว่ามันจะเป็ น เรื่องของคําจํากัดความนะครับ ก็จะพูดถึงลักษณะงานไว้ชัดเจนเลยว่าน่าจะเป็นงาน แบบอุตสาหกรรม การที่กรรมาธิการไปตัดมาตรา ๓ การตัดคือการเพิ่มนะครับ เพราะว่า ไปตัดข้อห้าม เพราะฉะนั้นต่อไปนี้สิ่งที่พ่วงเข้ามา งานที่พ่วงเข้ามา หน่วยงานที่พ่วงเข้ามา มีเยอะแยะครับ ทั้งหน่วยราชการ ทั้งรัฐวิสาหกิจอะไรต่าง ๆ นานา เห็นว่าตัดนิดเดียว แต่มันเพิ่มเยอะนะครับ โดยเฉพาะส่วนราชการเพิ่มไปไม่รู้เท่าไร ถือว่าเป็นองค์กร ที่ใหญ่ที่สุดอยู่แล้วนะครับส่วนราชการของเรา เพราะฉะนั้นการที่กรรมาธิการตัด จากเรื่องเล็กก็เป็นเรื่องใหญ่ ทีนี้ความสําคัญก็คือถ้าเป็นกฎหมายฉบับอื่นเมื่อตัดแล้ว ก็ต้องตามไป เมื่อเพิ่มขึ้นมาแล้วเนื้อหาของเรื่องกรรมาธิการต้องไม่ลืม ไม่ใช่ว่าพิจารณา แบบไปข้างหน้าแล้วลืมข้างหลัง กฎหมายฉบับนี้ผมดูแล้วเหมือนกับท่านลืม เหมือนกับ ท่านลืมว่าท่านได้ดึงเอาส่วนของหน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจเข้ามา ฉะนั้นส่วนหลัง ๆ ของกฎหมายแทบจะไม่ได้กล่าวถึงเลย ฉะนั้นผมคิดว่าอย่างไรก็ต้องตั้งคําถามไปยัง กรรมาธิการว่าท่านมีเหตุผลอะไรที่ไปตัด ไปตัดมาแล้วมันจะต้องยุ่งยากสักแค่ไหน ทําไมถึงไม่มีอะไรที่ตามหลังมาเลย คือเพิ่มเข้ามาแล้วก็ไม่มีอะไรที่จะมาเกี่ยวข้อง กับเรื่องของหน่วยราชการเลย แล้วท่านมองเห็นงานอะไรครับ งานอุตสาหกรรมอะไร ที่ราชการมีให้ชาวบ้านรับไปทําบ้างนะครับ ขอกราบเรียนถามแค่นี้ครับ
เชิญคุณชลน่าน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ขออนุญาตใช้สิทธิของสมาชิกตามข้อบังคับ ข้อ ๑๒๙ ที่กรรมาธิการได้มีการแก้ไขในมาตรา ๓ ของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ท่านประธานครับ โดยข้อเท็จจริงแล้วมีท่านรองประธานคณะกรรมาธิการได้สงวน ความเห็น แล้วก็ได้อภิปรายชี้แจงต่อสภาแห่งนี้ไป แต่ว่าสิ่งที่ท่านประธานพยายามจะถาม ท่านประธานคณะกรรมาธิการว่าจะมีข้อชี้แจงอะไรหรือเปล่า ท่านประธานเพียงแต่ บอกว่ายืนยัน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมคิดว่าทางประธานคณะกรรมาธิการ ในฐานะเป็นตัวแทนเสียงข้างมากต้องชี้แจงต่อสภาแห่งนี้ว่า ท่านมีความเห็นอย่างไร มีเหตุผลอะไรถึงไปตัด พวกเราอาจจะพิจารณาแล้วก็ลงเสียงตามท่านก็ได้ในฐานะ ท่านเป็นตัวแทนของพวกเรา มอบหมายให้ท่านไปทํางาน เสียงส่วนใหญ่ว่ามาอย่างนี้ เราก็อยากฟังเหตุผลว่าเหตุผลมันคืออะไร ถ้าเหตุผลนั้นเรารับได้ก็ไม่จําเป็นต้องลงมติกัน เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองจะไม่แสดงความคิดเห็นในช่วงนี้ ผมอยากฟังเหตุผลท่านประธานคณะกรรมาธิการหรือกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องว่าเขามี เหตุผลอะไรที่ต้องตัดมาตรานี้ ผลดีผลเสียคืออะไร ถ้าหลังจากที่ผมฟังคําชี้แจงแล้ว ในสิ่งที่ชี้แจงมาถ้าผมเองคิดว่าเหตุผลของกระผมที่จะอภิปรายกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังกรรมาธิการเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่จะให้คงร่างเดิมของสภาที่ส่งมอบ ให้ท่านไป ผมก็ขออนุญาตสงวนสิทธิหลังจากที่มีการชี้แจงแล้ว กราบขอบคุณ ท่านประธานครับ
เชิญคุณไพจิต
ท่านประธานที่เคารพ ผม ไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ในมาตรา ๓ ท่านประธานครับ มิให้ใช้บังคับกับ (๑) (๒) (๓) นี่เป็นเรื่องสําคัญนะครับ ผมมีความเข้าใจว่า ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทําที่บ้าน พ.ศ. .... นี่เป็นคุณูปการที่จะมี การคุ้มครองมิให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ มิให้เกิดข้อเสียหายต่อทั้งผู้ผลิตและผู้ที่จะ รับจ้าง แปลว่าวันนี้ถ้าหากผู้ผลิตเป็นราชการ เป็นราชการส่วนกลาง กลางหมายถึง ส่วนภายในนี่นะครับ ส่วนภูมิภาคหมายถึงจังหวัด อําเภอ ส่วนท้องถิ่นหมายถึง อบจ. อบต. เทศบาล ส่วนเหล่านี้สามารถที่จะเป็ นส่วนที่เป็ นหน่วยที่เกี่ยวข้องกับ ร่างพระราชบัญญัตินี้ก็คืออาจจะมีในส่วนที่เป็นฝ่ายผลิต ฝ่ายผลิตที่ต้องปฏิบัติตาม กฎหมายนี้ คุณจะจ้างใครทําอะไรทั้งหลายนี่ไม่ควรยกเว้น ความเห็นผม ถ้ามันดีจริง ถ้ามันเป็นธรรม ก็แปลว่าคุ้มครองกันให้เป็นมาตรฐานกฎหมาย ให้ผู้ที่รับจ้างทํางาน เอางานไปทําที่บ้านได้รับความคุ้มครอง ไม่ว่าโรงงานนั้นจะเป็นของราชการหรือของ รัฐวิสาหกิจ ไม่ควรจะยกเว้นให้ถ้าหากมันดี ไปบังคับเฉพาะเอกชนที่เขาทําอุตสาหกรรม ทําการค้าการขายหรือ แล้วรัฐวิสาหกิจที่ท่านไปยกเว้นเรื่องอะไรทั้งหลายที่แข่งขันเขาทํานี่ แล้วยังจะต้องยกเว้นเรื่องกฎหมายคุ้มครองผู้รับงานไปทําที่บ้านให้อีกนี่ ผมก็สงสัยว่า เพราะเหตุใดถึงต้องยกเว้น รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ อันนี้ก็เป็น กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผู้ผลิต ผู้บริโภค ผู้รับจ้าง นายจ้าง ลูกจ้าง ทั้งหมดครับ ท่านประธานครับ ผมไม่ทราบว่าด้วยเหตุผลอะไรถึงต้องยกเว้น กลัวว่าหน่วยเหล่านี้ จะไปค้าไปขายแล้วไม่สามารถแข่งขันกับภาคเอกชนเขาได้หรืออย่างไร ไม่จําเป็นต้องไป บังคับเขา เขาจะจ้างเท่าไร อย่างไร ที่เราต้องการโดยเจตนารมณ์ของร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้เพื่อคุ้มครองคนรับจ้าง แล้วเพื่อที่จะให้ผู้ว่าจ้างอย่าเอารัดเอาเปรียบ เกินความจําเป็น เกินความเป็นธรรมที่ควรจะมี ถ้ามันดีแล้วไซร้ ท่านประธานครับ ไม่ควรจะยกเว้นใครเลย ๒ มาตรฐานต้องไม่มีนะครับ ต้องเท่าเทียมกันหมด ถ้าคุณไม่เก่ง อย่าไปค้าไปขายแข่งกับเอกชนเขา อย่าไปดําเนินการจ้างงานเขา แล้วก็คนที่รับจ้างนี่เขาก็ ปากกัดตีนถีบ ยากจน ก็ควรคุ้มครองเขาเสีย มันเป็นเรื่องระบบเศรษฐกิจที่เราต้องการ ที่จะให้เกิดความเขาเรียกว่าแรงบันดาล ความทุ่มเท ความเสียสละ การทํางาน ให้ประสบความสําเร็จขององค์กรเขาครับท่านประธาน ผมต้องการความชัดเจนว่า ประเด็นอย่างนี้ท่านได้พิจารณากันด้วยความรอบคอบอย่างไรในชั้นกรรมาธิการ ถึงต้องตัด เพราะคนร่างนี่กฎหมายนี้ผ่านคณะรัฐมนตรีนะครับ คณะรัฐมนตรีพิจารณา ด้วยความรอบคอบ ความเห็นหน่วยงาน มาหมดที่เกี่ยวข้อง แรงงานสัมพันธ์ สัมพันธ์ ใครบ้างเขาก็มีความเห็นมาหมดแล้ว ถึงใส่ลงมาในร่างของรัฐบาลที่เข้ามา แล้วเป็นหลัก ในการพิจารณาด้วย แล้วไปตัดในสาระสําคัญเลย บอกว่า เฮ้ย อย่าเอากฎหมายนี้บังคับ ๓ อนุมาตรานี้ ผมก็สงสัยว่า แปลว่าท่านนายกรัฐมนตรีนั่งพิจารณากฎหมายฉบับนี้ กฤษฎีกาที่ดู อะไรทั้งหลายนี่ขาดความรอบคอบหรืออย่างไร สู้ท่านทั้งหลายไม่ได้ แล้วตัวแทนของคณะกรรมาธิการที่เป็นของกระทรวงแรงงานถ้าท่านรัฐมนตรีไปนั่งนี่ ผมจะเชื่อ ผมไม่ทราบว่าปลัดกระทรวงไปใช่ไหม อธิบดีไปใช่ไหม มีกี่ท่านลองลุกขึ้นตอบ หน่อยนะครับว่าเรื่องเหล่านี้ทําไมไม่บังคับ ผมต้องการความชัดเจนครับท่านประธาน
ช่วยตอบให้ชัดเจนหน่อย เชิญครับ ให้ชัดเจนนะครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ผม อภิมุข สุขประสิทธิ์ กรรมาธิการ ขออนุญาตกราบเรียนข้อมูลนะครับ ผมเป็ นกรรมาธิการเสียงข้ำงน้ อยที่ได้ ขอสงวนเพื่อจะมาอธิบายให้ กับ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
คือตอนนี้เขาอยากฟัง เสียงข้างมากที่ตัดนะครับ ผมว่าให้เสียงข้างมากชี้แจงดีกว่าครับ คือท่านเป็นคนตัด ก็เหมือนข้างล่าง เขาก็ไม่เห็นด้วย ก็อยากจะให้ทางเสียงข้างมากชี้แจง เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นริศ ขํานุรักษ์ ประธานคณะกรรมาธิการ หลักในการพิจารณามาตรา ๓ กรรมาธิการใช้หลักความเสมอภาค ใช้หลักไม่เลือกปฏิบัติ ใช้หลักมาตรฐานเดียวตามที่ ท่านไพจิต ศรีวรขาน อภิปรายนะครับ โดยคณะกรรมาธิการคิดว่าการไม่เลือกปฏิบัตินั้น หมายถึงว่าไม่ว่าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ส่วนราชการส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่นใด ๆ ก็ตามที่จ้างให้ผู้รับงานไปทําที่บ้านต้องจ่ายค่าจ้างในอัตราเดียวกับเอกชน แล้วก็ ส่วนราชการทุกส่วนรวมทั้งรัฐวิสาหกิจควรจะเป็นแบบอย่างเป็ นหลักในการที่จะ รับผิดชอบต่องานที่รับไปทําที่บ้าน หลักในการพิจารณามีหลักเดียวครับ คือหลักแห่ง ความเสมอว่าถ้าส่วนราชการจ้าง รัฐวิสาหกิจจ้าง ต้องจ้างในอัตราเดียวกับเอกชนจ้าง นี่คือหลักในการพิจารณามาตรา ๓ ครับ
เชิญคุณชลน่าน เราจะได้ มีมติกันครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งจังหวัดน่าน กระผมต้องกราบขอบคุณท่านประธาน ผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการชี้แจงในกรณีที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก ตัดมาตรา ๓ ออกทั้งหมด ด้วยเหตุผลเพื่อจะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ทํางาน หรือแรงงานให้มีความเท่าเทียมกันตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ถ้ามองในมิตินี้ผมเองไม่ได้ขัดข้องเลยในการที่จะคุ้มครองสิทธิของเขาที่จะได้รับ การคุ้มครองในเรื่องการทํางาน ไม่ว่าจะทํางานในสถานประกอบการ หรือทํางาน นอกสถานประกอบการ หรือหมายถึงที่บ้าน หรือที่อื่นที่มีข้อตกลงกัน แต่ผมกราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้นะครับ ผมเองในมุมของผู้ใช้แรงงานผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่า ต้องคุ้มครองเขา แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นประเด็นที่ผมต้องกราบเรียน ก็คือว่าในการคุ้มครอง ตรงนี้ต้องดูสภาพความเป็นจริงด้วย สภาพความเป็นจริงคืออะไร ในมาตรา ๓ เป็นมาตรา ที่เป็นข้อยกเว้นไม่ให้หน่วยงานที่มีกฎหมายเกี่ยวเนื่อง เกี่ยวข้องโดยเฉพาะมาเป็นผู้ว่าจ้าง หรือแม้จะเป็นผู้ว่าจ้างก็ต้องเป็นผู้ว่าจ้างตามกฎหมายที่คุณมีอยู่ ตามกฎ ตามระเบียบ ที่คุณมีอยู่ เพราะฉะนั้นหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ใน (๓) ผมเอง ก็ลําบากใจพอสมควรโดยการมอบอํานาจให้ฝ่ายบริหารไปคิดแทนเราว่าประเภทงาน ที่จะต้องกําหนดในกฎกระทรวงว่าจะต้องจ้างโดยที่ไม่ต้องอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมาย ฉบับนี้ ผมก็พยายามไปสอบถามคณะกรรมาธิการ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นงานที่กําหนดไว้เป็น งานประเภทที่ไม่มีผลประโยชน์ในเรื่องของกําไร ค่อนข้างจะกว้างไปสักนิดหนึ่ง แต่ว่า โดยข้อเท็จจริง ท่านประธานครับ ผมเองเนื่องจากว่ามีโอกาสไปเป็นกรรมาธิการแล้วมี ข้อถกเถียงกันเยอะมากในร่างพระราชบัญญัติความปลอดภัยในการทํางานซึ่งอยู่ในชั้น กรรมาธิการ ผมเป็นผู้หนึ่งที่เป็นกรรมาธิการแล้วก็ถกกันเรื่องนี้ค่อนข้างเยอะมาก เราก็ฟังเหตุฟังผลในส่วนของผู้ใช้แรงงาน ในส่วนที่ผู้เป็นนายจ้าง ในส่วนที่เป็นผู้ควบคุมกฎ ส่วนราชการส่วนใหญ่เป็นผู้ควบคุมกฎ สิ่งที่ส่วนราชการส่วนใหญ่ยึดถือก็มีระเบียบ บริหารราชการแผ่นดิน มีการตรากฎ มีตราระเบียบ ที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวข้องในการทํางาน แล้วโดยเฉพาะวิธีการที่จะแสวงหาบุคคลมาทํางานในส่วนราชการก็มีกฎหมาย มีกฎระเบียบที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวข้อง มีวิธีการที่จะต้องจ่ายค่าตอบแทนก็มีกฎหมาย งบประมาณเข้ามาเกี่ยวเนื่องเกี่ยวข้องโดยเฉพาะซึ่งไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นผมเองผมกราบเรียนท่านประธานว่า การที่คณะกรรมาธิการไปตัดออกนี่ข้อดี คือบอกว่า ได้สงวนสิทธิ คุ้มครองสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญให้กับพี่น้องประชาชน ผู้รับงานไปทําที่บ้านให้มีมาตรฐานเดียว แต่ผมไม่แน่ใจว่ามาตรฐานเดียวของท่านนี่ จะเป็นประโยชน์ที่แท้จริงหรือไม่ ผมถามว่า รัฐสภาเป็นหน่วยงานของรัฐตามมาตรา ๓ (๑) รัฐสภาจ้างคนไปทํางานที่บ้านหรือไม่ งานนั้นคืออะไร ก็มีคําตอบยากครับ หลายท่าน อาจจะตอบผมบอกว่า วิวัฒนาการสมัยใหม่ เทคโนโลยีสมัยใหม่นี่ต่อไปไม่ต้องมาทํางาน ที่รัฐสภา ทํางานที่บ้านได้เลย อันนั้นไม่ใช่เป็ นการจ้างงานทําที่บ้านนะครับ เป็นการปฏิบัติงานในภารกิจปกติ แต่ให้ไปทําที่อื่นได้ ซึ่งมีระเบียบ มีวิธีการ มีกฎหมาย เกี่ยวเนื่องเกี่ยวข้องโดยเฉพาะไป ค่าจ้างก็เป็นเงินค่าตอบแทนไป เป็นเงินเดือนไป ตามที่มีบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวข้องโดยเฉพาะไป คนละเรื่องกันนะครับ และผมมาดูในมาตรา ๔ นะครับ ต้องขออนุญาตท่านประธานก้าวล่วงไปนิดเดียว ท่านเขียนคํานิยามไว้ งานที่รับไปทําที่บ้านนี่ ขออนุญาตผมใช้ความเห็นของท่านสมาชิก เมื่อสักครู่ครับ คุณหมอสุกิจ ต้องขออภัยที่เอ่ยนามท่าน เพราะเป็นประโยชน์มาก ท่านเขียนไว้ชัดเจนครับว่า งานที่ผู้จ้างงานในกิจการอุตสาหกรรม ตัวที่ ๑ นะครับ มี หรือ ครับ หรืองานอื่นที่กําหนดในกฎกระทรวง มาตรา ๔ เขียนไว้อย่างนั้น เพราะฉะนั้น หน่วยงานรัฐใดที่จะทํางานอุตสาหกรรมและจ้างแรงงานทําที่บ้านนี่ ผมเชื่อว่าถึงจะมี ก็ต้องมีไปตามตัวบทกฎหมาย ตามกฎ ตามระเบียบของหน่วยงานนั้น ๆ ที่เขาจะรองรับ และที่สําคัญถ้าท่านไล่เรียงไปมีบทบัญญัติที่เขียนไล่เรียงกันมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การคุ้มครองความปลอดภัย สิทธิประโยชน์ของผู้ว่าจ้าง และผู้รับจ้าง การคุ้มครอง ความปลอดภัย ค่าตอบแทนว่าด้วยคณะกรรมการ ว่าด้วยบทลงโทษ ท่านประธานครับ สมมุติรัฐสภาแห่งนี้ท่านประธานเป็นประมุขของรัฐสภาละเมิดกฎหมายฉบับนี้ท่านถูก จําคุกครับ แล้วใครถูกจําคุก ผมยกตัวอย่างว่าท่านนี่ ผมไม่แน่ใจว่าใครล่ะจะถูกจําคุก ในฐานะที่เป็นผู้ละเมิดกฎหมายฉบับนี้ในฐานะที่เป็นนายจ้าง เพราะมันมีสัญญาระหว่าง ผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้าง ถ้าท่านประธานไปเซ็นสัญญาท่านจะต้องเป็ นผู้รับโทษ ตามบทบัญญัติในหมวด ๘ ตั้งแต่มาตรา ๔๑ ไปจนถึงมาตรา ๔๙ หรือไม่ ซึ่งลักษณะ อย่างนั้นไม่เคยมีปรากฏ ท่านประธานครับ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือความยุ่งยาก ประเด็นที่ว่า คุ้มครองแรงงาน สิทธิเสมอภาค ผมไม่ได้เถียงนะครับ แต่สิ่งที่จะต้องคํานึงอีกเรื่องหนึ่ง ก็คือกฎหมายที่เกี่ยวเนื่อง กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน เป็ นกฎหมายที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวข้อง พระราชบัญญัติบริหารงบประมาณแผ่นดิน เป็นกฎหมายเกี่ยวเนื่องเกี่ยวข้อง และที่สําคัญครับ กฎหมายคุ้มครองแรงงาน ปี ๒๕๔๑ แก้ไขเพิ่มเติมปี ๒๕๕๑ ฉบับที่ ๒ และฉบับที่ ๓ ยังมีคํานิยามและยังมีบทบัญญัติ ที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องนี้เขียนเหมือนกันชัดเจนครับ จริงอยู่ท่านอาจจะบอกว่ากฎหมาย ฉบับนั้นออกมาก่อน อาจจะต้องกลับไปแก้ ท่านประธานผมขออนุญาตครับ มาตรา ๔ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานเขียนไว้เช่นเดียวกับมาตรา ๓ ของร่างกฎหมาย ฉบับนี้ครับ
มาตรา ๓ พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่
(๑) ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น และ หน่วยงานอื่นของรัฐ
(๒) รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
เขียนไว้ครับ มีผลบังคับใช้มาตลอด และกฎหมายฉบับนี้ก็คุ้มครองแรงงาน มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ มีแก้ไขเพิ่มเติมอีก ๒ ฉบับในปี ๒๕๕๑ ถือปฏิบัติมาตลอด เพราะฉะนั้นผมเองเพียงแต่กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านประธาน คณะกรรมาธิการ ถ้าเรามองมิติเดียวมันก็ดูเสมือนสมเหตุสมผล แต่มิตินั้นไม่ได้ เกิดประโยชน์กับคนรับงานไปทําที่บ้านเลย มันก็ไม่ได้เกิดประโยชน์ใด ๆ กลับจะเป็น ข้อขัดแย้ง ข้อยุ่งยากในการที่จะนํากฎหมายไปใช้ในการปฏิบัติที่กฎหมายมันจะเกี่ยวพัน ซึ่งกันและกัน ตรงนี้ผมคิดว่าน่าจะเป็นปัญหามากกว่า ความหวังดีของท่านดีมากครับ แต่ว่าความหวังดีนั้น ต้องบนมิติ บนพื้นฐานเรื่องที่เป็นจริงด้วยนะครับ ถ้าเรื่องทั่ว ๆ ไปผมไม่ว่า แต่นี่ เรื่องเฉพาะครับ มันมีกฎหมายเฉพาะ เฉพาะคนที่รับงานไปทําที่บ้าน เพราะฉะนั้นผมเอง ต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับว่า มาตรา ๓ นี้ในความเห็นของกระผม นี่คงไว้ไม่ได้เสียหายใด ๆ กลับจะเป็นประโยชน์กับการทํางาน กับการคุ้มครองแรงงาน ถึงแม้หน่วยราชการหรือสิ่งที่ได้รับการยกเว้นไว้ตรงนี้จะมีการว่าจ้างคนไปทํางานที่บ้าน ถามว่าเขาได้รับการคุ้มครองไหม การที่หน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ จะไปว่าจ้าง คนไปทํางาน แล้วต้องปฏิบัติตามกฎ ตามระเบียบที่ตัวเองตั้งไว้นะครับ นั่นคือก็มี กฎหมายคุ้มครองอยู่แล้ว ถึงจะเป็นกฎหมายลูกก็เป็นกฎหมายคุ้มครอง สิทธิประโยชน์ ก็ต้องเป็นไปตามนั้น สามารถทักท้วง สามารถที่จะร้องได้ ถ้ามันตํ่ากว่ากฎหมายฉบับนี้ เขาก็ร้องได้ วิธีการปกครองก็ร้องได้ เพราะฉะนั้นไม่มีความจําเป็นใด ๆ ที่จะไปยกเว้น เพราะยกเว้นแล้วไม่เกิดผลสู่การปฏิบัติไม่ได้เป็นประโยชน์กับแรงงานที่แท้จริง ผมต้อง ขออนุญาตท่านประธานว่า ผมอยากจะให้ท่านกรรมาธิการกลับไปสู่ร่างเดิม กราบขอบคุณครับ
คุณสงวน พงษ์มณี
ท่านประธานที่เคารพ ผม สงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย จังหวัดลําพูน ผมขอใช้สิทธิในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะว่า ท่านตัดออกหมด ก็อยากจะเรียนถามท่าน ๒ ประเด็น คือว่าเมื่อผู้ร่างเดิมเขียนมาก็แสดงว่า เจตนาของทั้งร่างนี้ต้องการให้เขียนมาตรา ๓ ไว้เป็นอย่างนี้ ทีนี้ผลต่อเนื่องของมาตราอื่น ที่ร้อยรับเข้าไปมีอะไรบ้าง ที่ท่านคิดว่าถ้าท่านตัดตรงนี้ไปเสียแล้วอันอื่นท่านตัดด้วย หรือเปล่า ทําไมผมพูดประเด็นนี้ เพราะว่ามาตรา ๔ ซึ่งเป็นเรื่องของนิยามผมอ่านแล้ว ไม่ชัด เรื่องที่ ๒ คือผมจะกลับมาในเรื่องแรกก็คือว่าวันนี้รัฐวิสาหกิจนี้ ถ้าพูดถึงว่า เอาเปรียบผู้ใช้แรงงานนี่มากที่สุดนะครับ ใช้ระบบจ้างเหมาไปหมดเลยเหมางานไป โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจใหญ่ ๆ เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทยบ้าง องค์การโทรศัพท์ แห่งประเทศไทยใช้ระบบเหมา แล้วพอเหมาก็มีผู้รับเหมาช่วงไปทําต่อ ซึ่งผมคิดว่าผมมอง ๒ ด้านครับ ด้านหนึ่งถ้าไม่เขียนไว้ชัดเจนเสมือนว่าเราตัดเขาออกไปให้คุ้มครอง คนที่รับงานจากเขาด้วย ถ้าไม่มีมาตราสอดรับเท่ากับให้ประโยชน์กับเขาหรือเปล่า แล้วชาวบ้านจริง ๆ จะได้อะไร โดยเฉพาะที่ท่านหมอชลน่านบอกว่ามันจะมีหลายอย่าง นะครับว่าจะต้องให้มีกฎกระทรวง ซึ่งในกฎกระทรวงผมต้องขอบันทึกไว้ในสภา ด้วยนะครับว่า ผมคิดว่าในกฎกระทรวงมันจะต้องมีบทเฉพาะกาลว่า กฎกระทรวง ในเรื่องนี้จะต้องมีสาระสําคัญในเรื่องใดบ้าง ไม่อย่างนั้นท่านไปดูเถอะครับ ให้เป็นไปตาม กฎกระทรวงเท่ากับว่าเรายกสภาไปให้กับกระทรวงเป็นคนทํางาน แล้ววันนี้การจ้างงาน อย่างนี้ กฎหมายฉบับนี้ผมถือว่าเป็นกฎหมายที่ก้าวหน้า ท่านประธานครับ ก้าวหน้า อย่างไร เพราะว่าในอนาคตการผลิตมันจะเป็ นกระบวนการผลิตที่ก้าวหน้าขึ้น การจ้างงานอย่างนี้มันจะเพิ่มศักยภาพในการผลิต ลดต้นทุนการผลิต ถ้าเราเขียนผูกมัด เกินไปการจะลดต้นทุนก็ไม่ได้ลดนะครับ สภาพการแข่งขันก็ไม่มีครับ ถ้าเราเขียน จนกระทั่งว่าบริษัททั้งหลายไม่มีสภาพคล่องในการแข่งขันเขาก็สู้กับต่างประเทศไม่ได้ เมื่อสู้กับต่างประเทศไม่ได้ การผลิตถ้าจะผลิต ๑๐ ชิ้น อาจจะได้ผลิตแค่ ๕ ชิ้นครับ เพราะฉะนั้นการร่างกฎหมายที่มันเป็นวิวัฒนาการของการผลิต เราจะต้องดูว่าเมื่อพลัง ในการผลิตมันก้าวหน้าขึ้น ตัวนี้มันเป็นการเพิ่มพลังการผลิต ความสัมพันธ์ทางการผลิต ระหว่างคนทํากับเจ้าของมันต้องชัดเจน ให้เหมือนกับไม่ให้ ตัดเหมือนกับเพิ่ม ที่ผมพูดนี้ หมายความว่ามันเป็ นเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้ที่เขียนออกมาอย่างนี้ ท่านกล้าหาญมากที่ตัดออก ดูแล้วเหมือนกับว่าบังคับคุณด้วย ส่วนข้างหลังมีหรือเปล่า โดนบังคับ ผมมีปัญหามาก ๆ เกี่ยวกับเรื่องนิยาม เราไม่ค่อยละเอียดเรื่องนิยามนะครับ ท่าน แต่เวลาตีความกฎหมายว่าใครจะผิดใครจะถูกเราตีที่นิยามนะครับ เพราะฉะนั้น ผมอยากจะให้ท่านพิจารณาในเรื่องนี้ด้วย ขอบคุณครับ
เชิญคุณประพนธ์ นิลวัชรมณี กรรมาธิการ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ประพนธ์ นิลวัชรมณี กรรมาธิการ ก็เข้าใจความเป็นห่วงของเพื่อนสมาชิก ทั้ง ๒ ฝ่าย ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยกับการให้ตัดและมีเหตุผล ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยกับการไม่ให้ตัด และมีเหตุผล แต่ผมเรียนว่าการที่จะดูมาตรา ๓ ของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นั้นขอให้ดู มาตรา ๔ ประกอบไปด้วยนะครับ เพราะถ้าอย่างนั้นแล้วความเป็นห่วงของท่าน ที่มีกับการบังคับใช้ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้นั้นก็จะหมดไป มาตรา ๓ ที่ร่างเดิมไว้ว่า
พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่
(๑) ส่วนราชการ ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการ ส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานอื่น ๆ ของรัฐ
(๒) รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
(๓) การจ้างงานอื่นตามที่กําหนดในกฎกระทรวง
แต่ถ้าไปดูตามมาตรา ๔ ซึ่งร่างพระราชบัญญัตินี้ได้กําหนดไว้ว่า งานที่รับไปทําที่บ้าน ซึ่งงานที่จะเข้าตามพระราชบัญญัติฉบับนี้นั้นหมายความว่า งานที่ผู้จ้างงาน ในกิจการอุตสาหกรรมมอบให้ผู้รับงานไปทําที่บ้านเพื่อนําไปผลิตหรือประกอบนอก สถานประกอบกิจการของผู้จ้างงานหรืองานอื่นที่กําหนดในกฎกระทรวง เพราะฉะนั้นความเป็นห่วง ของเพื่อนสมาชิกว่าเมื่อตัดมาตรา ๓ นี้ออกแล้วมันจะทําให้ส่วนราชการมีปัญหา แต่ถ้าท่านไปดูมาตรา ๔ แล้วส่วนราชการจะไม่มีปัญหาครับ เพราะส่วนราชการไม่ใช่ ผู้จ้างงานในกิจการอุตสาหกรรม ส่วนราชการไม่สามารถทําธุรกรรมในทางแสวงหา ผลประโยชน์ในทางธุรกิจได้ เพราะฉะนั้นถ้าหน่วยราชการมอบหมายให้ลักษณะงาน ที่ไปทําที่บ้านนั้นก็คงไม่เข้าตามนิยามของมาตรา ๔ แล้วก็คงไม่เกิดขึ้น ส่วนรัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่นอาจจะมีอํานาจในการที่จะประกอบธุรกิจได้ แต่ว่าถึงอย่างไรก็ตาม งานที่ให้ไปทํานั้นคงจะไม่เข้ากับในร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทําที่บ้าน เพราะว่าหน่วยรัฐวิสาหกิจนั้น หรือว่าส่วนราชการท้องถิ่นซึ่งเป็นนิติบุคคลนั้น การจ้าง ต้องทําไปตามระเบียบพัสดุ ไม่สามารถที่จะไปตกลงกันว่าคุณรับงานอย่างนี้ไปทําที่นั่น และมาขายให้หน่วยนั้นเพื่อเอาไปขายต่อ มีอํานาจที่จะซื้อหรือจ้างเหมาได้อย่างเดียว เท่านั้น เพราะฉะนั้นความเป็ นห่วงว่าถ้าตัดออกนั้นจะทําให้หน่วยราชการหรือ หน่วยงานอื่นของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจทั้งหลายนั้นจะมีปัญหาในเรื่องต้องรับผิดชอบ ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้นั้นคงจะไม่เกิดขึ้น
อีกประการหนึ่ง ที่ท่านเป็นห่วงว่าถ้าไม่ตัดนี้เหมือนกับว่ากฎหมายฉบับนี้ ใช้อย่างไม่เสมอภาค หน่วยราชการควรจะเป็ นหน่วยงานที่นําเป็ นตัวอย่าง โดยการให้ความเสมอภาคกับประชาชน ข้อเป็นห่วงอันนี้ก็ไม่เกิดครับ
สรุปหน่อยครับ
เพราะฉะนั้นผมจึงว่ามาตรา ๓ นี้จะตัดออกหรือไม่ตัดออกมีผลเท่ากันในความเป็นห่วงของเพื่อนสมาชิกทั้ง ๒ ท่านครับ
สภายินดีต้อนรับอาจารย์ และนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ด้วยความยินดีนะครับ เชิญคุณทองดี มนิสสาร
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ
ผมว่ารวบรัดหน่อยนะครับ เอาประเด็นที่ว่าทําไม จะให้อยู่หรือจะให้ตัด เพราะว่าไม่ใช่วาระที่หนึ่ง อันนี้เป็ น วาระที่สอง
กระผม ทองดี มนิสสาร สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ผมเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่คงไว้ มาตรา ๓ ไม่ให้ตัด เพราะมาตรา ๓ ผ่านสภานิติบัญญัติผ่านวาระแรกไปแล้ว กฎหมาย ที่เราเขียนไว้มีผลบังคับใช้ทั้ง (๑) (๒) และ (๓) นั้น เป็นการคลุมจะดีกว่าที่เราไม่มีเลย ใช่ไหม ถ้าเราตัดออกไปเลยบอกว่า ตัดก็ได้ ไม่ตัดก็ได้ ถ้าอย่างนั้นก็ให้คงไว้ มาตรา ๓ ผมเห็นด้วยว่าให้คงไว้นะครับ เพราะพระราชบัญญัตินี้บังคับใช้ว่า (๑) ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานอื่นของรัฐ ส่วนกลางก็คือ กระทรวง ทบวง กรม ส่วนภูมิภาคคือจังหวัด ตําบล อําเภอ หมู่บ้าน ส่วนท้องถิ่นก็คือ ท้องถิ่นทั้งหมด หน่วยงานราชการนี่แหละครับที่มีงานที่ไปทําที่หมู่บ้านหรือที่ชุมชน อย่างเช่น โครงการโอทอปมีการพัฒนาในการทอสิ่งทอต่าง ๆ ที่ไปควบคุมทางด้าน แรงงานของพี่น้องประชาชน ตรงนี้ถ้าส่วนราชการไม่กําหนดไว้พี่น้องประชาชนจะ เสียโอกาสตรงนี้มากนะครับ ผมเห็นด้วยในการที่คงไว้ตามเสียงข้างน้อย ขอบคุณมากครับ
เชิญคุณประยุทธ์ ข้างล่าง ก็พอแล้วนะครับ คุณประยุทธ์ก็จบ แล้วข้างบนอีกสักคนหนึ่ง แล้วจะได้โหวต
ท่านประธานที่เคารพ ผมประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม ผมต้องกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพว่า ผมก็เคารพในความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิก ก็อาจจะตรงกันบ้าง ไม่ตรงกันบ้าง แม้แต่อยู่ในพรรคเดียวกันกับผมก็ตาม ส่วนตัวผม ผมเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก เพราะว่ากฎหมายฉบับนี้กฎหมายเอาตัว ผู้รับงานไปทําที่บ้านเป็นตัวหลัก กฎหมายฉบับนี้เพื่อที่จะมาคุ้มครองผู้รับงานไปทําที่บ้าน สิทธิประโยชน์ค่าตอบแทนหรือสิทธิในการเรียกร้องต่าง ๆ นั้นก็มุ่งเน้นที่จะให้ผู้นั้นได้รับ การคุ้มครองในประเด็นใดบ้าง มีองค์กรใดบ้าง มีขั้นตอนอะไรบ้าง ในกรณีมาตรา ๓ ถ้าหากคงไว้ตามร่างเดิมแปลว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ใช้บังคับ (๑) ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานอื่นของรัฐ ซึ่งใน (๑) นั้นผมก็ ไม่แน่ใจว่าในอนาคตหรือในปัจจุบันนี้จะมีการขยายแค่ไหน เพียงใด ว่าภารกิจ ของหน่วยงานแต่ละหน่วยงานไม่ว่าส่วนกลาง หรือส่วนภูมิภาค หรือหน่วยงานของรัฐ จะมีการลงทุนจําต้องมีการประกอบกิจกรรมอะไรบ้างที่จะต้องจ้างคนรับงานไปทําที่บ้าน ถ้าหากคงไว้ก็แปลว่าการคุ้มครอง ตรงนี้ไม่ให้ใช้บังคับกับหน่วยงานเหล่านี้ตาม (๑) ก็จะทําให้ผู้รับงานไปทําที่บ้านนั้นเสียสิทธิในการคุ้มครองและเสียสิทธิในการเรียกร้อง ต่าง ๆ ได้ อย่างใน (๒) บอกว่า รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ผมก็ค่อนข้างจะมั่นใจมากขึ้นว่ารัฐวิสาหกิจอาจจะมีภารกิจที่จะทําการผลิตในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่อาจจะมีข้อจํากัดด้านอาคารสถานที่ ด้านบุคลากรต่าง ๆ จําเป็นจะต้องมีการจ้างงาน ให้กับบุคคลที่รับงานไปทําที่บ้าน ถ้าคงไว้ก็แปลว่ารัฐวิสาหกิจไม่คุ้มครอง พอไม่คุ้มครอง เสร็จแล้วสิทธิประโยชน์ในการคุ้มครองของผู้รับงานก็เสียไป ท่านประธานครับยิ่ง (๓) มาบอกว่า การจ้างงานอื่นตามที่กําหนดในกฎกระทรวง ตรงนี้ เป็นการเขียนเช็ค เปล่าครับท่าน ผมไม่มั่นใจว่าการออกกฎกระทรวงที่จะกําหนดประเภท ของงานที่จะรับการคุ้มครองนั้นมีแค่ไหน เพียงใด ถ้าบังเอิญว่า ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ออกในกฎกระทรวงบอกงานเหล่านี้ไม่ได้รับการคุ้มครอง สิทธิประโยชน์ในการคุ้มครอง ของผู้รับงานไปทําที่บ้านก็เสียไปอีก ผมจึงเห็นด้วยกับท่านกรรมาธิการเสียงข้างมาก ต้องชม ชมก่อนที่จะเข้ามาเสียด้วยซํ้าว่า ได้มีความเพียรพยายามได้บัญญัติข้อกฎหมาย ถ้อยคําอะไรต่าง ๆ ผมเรียนด้วยความจริงใจว่าเกือบจะไม่มีข้อตําหนิเสียด้วยซํ้าไป ผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่า ผมเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก
เชิญท่านเดียวนะครับ คัดกันเอา ท่านเดียวก็จบ
กระผม อภิมุข สุขประสิทธ์ กราบเรียน ท่านประธานครับ กระผม อภิมุข สุขประสิทธิ์ กรรมาธิการ ในฐานะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยครับ กระผมยังคงยืนยันว่าร่างมาตรา ๓ ต้องมีครับ ประเด็นแรกขออนุญาต กราบเรียนให้ความเห็นก็คือว่าในราชการก็ตาม ในรัฐวิสาหกิจก็ตามปัจจุบันมีระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการจัดซื้อจัดจ้างปฏิบัติตาม ระเบียบอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นในเรื่องของการที่จะบัญญัติกฎหมายในขณะเดียวกันกับ ที่ส่วนราชการไม่ว่าจะเป็นราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น ตลอดจนหน่วยงานอื่นของรัฐนี่มีระเบียบอยู่แล้วในทางปฏิบัติไม่จําเป็ นจะต้อง เขียนกฎหมายซํ้าซ้อนกัน
ประเด็นที่สอง ขออนุญาตกราบเรียนเป็นประเด็นสุดท้ายว่า ในการที่รัฐบาล โดยคณะรัฐมนตรีได้เสนอร่างกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่สภา ในการตรวจสอบความจําเป็น ในการตรากฎหมาย ทางกระทรวงแรงงานโดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงานได้มุ่งเน้น ที่จะให้การคุ้มครองกับแรงงานนอกระบบ ซึ่งจากงานวิจัยในปี ๒๕๔๙ ในขณะนั้นจะมี แรงงานนอกระบบประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ คน ในการคุ้มครองแรงงานนอกระบบนี่ กระทรวงแรงงานโดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจะทําหน้าที่ให้การคุ้มครอง โดยนอกจากจะมีคณะกรรมการการรับงานไปทําที่บ้านแล้วนี่ ก็จะมีในเรื่องของพนักงาน ตรวจแรงงานเข้าไปทําหน้าที่ เพราะฉะนั้นโดยภารกิจที่จะต้องดําเนินการในผู้รับงานไปทําที่บ้าน ในสถานะปัจจุบันที่มีอยู่ ๕๐๐,๐๐๐ คน กับข้าราชการกระทรวงแรงงาน โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ซึ่งมีอยู่ประมาณ ๒,๐๐๐ คนนี่ ในทางปฏิบัติ ถ้าเรากําหนดภารกิจตัดมาตรา ๓ ออก ในเรื่องของการที่จะบังคับใช้กฎหมายขอบข่าย ก็จะกว้าง กว้างจนไม่สามารถที่จะกําหนดในเรื่องของการที่จะให้มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ ตามกฎหมายได้ เพราะฉะนั้นในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย กระผมได้กราบเรียน เสนอข้อมูลนี้ต่อคณะกรรมาธิการขอบคุณครับ
ก็ได้ฟังเหตุฟังผล พอสมควรแล้ว ผมขอปิ ดอภิปรายในมาตรา ๓ ที่ตัดนี่นะครับ จะมีการยืนยัน ทางเสียงข้างน้อยยืนยันใช่ไหมครับ เสียงข้างมากก็ยืนยันก็ต้องถามมติ ฉะนั้นผม ขอเชิญสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุมเข้าห้องประชุมเพื่อโหวตในมาตรา ๓ ครับ
(นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีสัญญาณให้สมาชิกที่มา ประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
เชิญท่านสมาชิกที่อยู่ นอกห้องประชุมเข้าห้องประชุมนะครับ ท่านที่อยู่ในห้องประชุมคณะกรรมาธิการ ก็โปรดงดแล้วก็เข้ามาประชุมก่อนนะครับ ท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกช่วยกรุณา เข้าห้องประชุมด้วย เพราะว่ามีการที่จะต้องโหวตกันหลายมาตราครับ ก็ขอความกรุณา เพื่อนสมาชิกได้เข้ามาสู่ห้องประชุมกันโดยพร้อมเพรียงนะครับ ท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุม เชิญเข้าห้องประชุมด้วยเพื่อจะโหวตในมาตรา ๓ เมื่อท่านสมาชิกเข้าสู่ห้องประชุมแล้ว กระผมขอให้ท่านเสียบบัตรแสดงตนด้วยเพื่อจะนับองค์ประชุมครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ทุกท่านเสียบบัตรแสดง ตนแล้วนะครับ เสียบบัตรแสดงตนกันทุกคนแล้วนะครับ
ต้องขออนุญาต ท่านประธานว่าต้องให้เวลา
ผมให้เวลาอย่างเต็มที่ครับ กดออด ๓ นาทีก็มี ก็ทยอยมาเกือบหมดแล้ว
ขอความกรุณา ท่านประธานว่าให้รออีกสักครู่หนึ่งได้ไหมครับ
๔๗๐ กว่าคนก็มา ๓๐๐ กว่าคนเท่านั้นเอง มาเซ็นชื่อ ผมไม่รู้จะทําอย่างไรครับ
ไม่ใช่ครับ ท่านประธาน ขออนุญาตครับ
มีอะไรหรือครับ
เนื่องจากว่าขณะนี้มีเพื่อน ส.ส. เขากําลังประชุมคณะกรรมาธิการอยู่ครับ
ก็ผมบอกแล้วว่า อยู่ห้องประชุมคณะกรรมาธิการก็ให้งดประชุมก่อน แล้วกรุณาเข้ามาแสดงตนโหวต มาตรา ๓ ก่อน
ด้วยความเคารพท่านประธานนะครับ แต่ว่าเวลางดประชุมคณะกรรมาธิการก็จะมี
ไม่ใช่ ให้งดชั่วคราวครับ ผมไม่ได้
ขอให้ท่านรออีกสักครู่เถอะครับ
ก็จะรอสักกี่ชั่วโมงหรือครับ เมื่อเช้าผมก็รอชั่วโมงครึ่ง
สักครู่ครับท่านประธาน
ก็แสดงว่าทุกท่านมา หมดแล้ว โปรดช่วยกรุณาแสดงตนกันทุกท่านด้วย เสียบบัตรแสดงตนกัน ท่านผู้ใดยัง ไม่ได้เสียบบัตรแสดงตนมีไหม
(ไม่มีสมาชิกยกมือ)
ไม่มีนะครับ เมื่อไม่มีแล้วก็ ส่งผลมาได้ครับ มีท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติอยู่ในห้องประชุมนี้ ๒๕๗ ท่าน ครบองค์ประชุม
กระผมขอทุกท่าน ท่านผู้ใดเห็นชอบตามที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ตัดให้กดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นชอบตามคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ให้คงไว้ตาม ร่างเดิมโปรดกดปุ่ ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดงดออกเสียงโปรดกดปุ่ ม งดออกเสียง เชิญทุกท่านใช้สิทธิ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ทุกท่านใช้สิทธิกันเรียบร้อย แล้วนะครับ ท่านผู้ใดยังไม่ได้ใช้สิทธิมีไหม
(ไม่มีสมาชิกยกมือ)
ไม่มีแสดงว่าใช้สิทธิกัน เรียบร้อยแล้วนะครับ งดใช้สิทธิ โปรดส่งผลมา เห็นด้วย ๓๓๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒ ท่าน งดออกเสียง ๔ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑๘ ท่าน ก็ถือว่าคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ตัดชอบแล้วนะครับ
ต่อไปเชิญเลขาธิการ
มาตรา ๔ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น
ไม่มีท่านผู้ใดติดใจ ผ่าน ยังมีที่ติดใจหรือครับ เชิญ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ดิฉันได้ขอสงวนความเห็นในมาตรา ๔ เอาไว้นะคะ ซึ่งดิฉันได้ขอตัดข้อความออกโดยได้ ให้คํานิยามของ งานที่รับไปทําที่บ้าน หมายความว่า งานที่ผู้จ้างงานมอบให้ผู้รับงาน ไปทําที่บ้านเพื่อนําไปผลิตหรือประกอบนอกสถานประกอบกิจการของผู้จ้างงาน เหตุที่ ดิฉันต้องขอตัดคําว่า ในกิจการอุตสาหกรรม ออกก็เนื่องมาจากว่าคําว่า อุตสาหกรรม ดิฉันลองไปสอบถามผู้รับงานไปทําที่บ้านในเขตจังหวัดชัยภูมิของดิฉันว่าเข้าใจว่าอย่างไร สําหรับคําว่า อุตสาหกรรม ปรากฏว่าพี่น้องประชาชนผู้รับงานไปทําที่บ้านเข้าใจกันทุกคน ว่าต้องเป็นคนที่ทํางานอยู่ที่โรงงานหรือสถานประกอบการเท่านั้น ถ้าเราอยากจะให้ กฎหมายฉบับนี้ครอบคลุมได้ผลประโยชน์มีผลบังคับใช้ให้ผู้รับงานไปทําที่บ้านได้รับผล ที่จะมีผลประโยชน์ที่จะเกิดกับผู้รับงานไปทําที่บ้าน ดิฉันจึงเห็นว่าสมควรจะต้องตัด คําว่า ในกิจการอุตสาหกรรม ออก แล้วที่สําคัญค่ะท่านประธาน ถ้ามีคําว่า ในกิจการ อุตสาหกรรม นี่ประชาชนไม่ทราบค่ะว่า ถ้าเป็นผู้ทอผ้าอยู่ที่บ้านผลิตเอง ทอเองแล้วนี่ จะอยู่ในข่ายของกฎหมายดูแลด้วยหรือเปล่า ตรงนี้ดิฉันก็เลยอยากจะให้ครอบคลุมไป ให้ถึงงานหัตถกรรม งานเกษตร งานแปรรูปต่าง ๆ ที่ผู้รับงานไปทําที่บ้านรับไปทําที่บ้าน ตลอดจนอีกเรื่องหนึ่งค่ะท่านประธาน ก็คือมันจะมีผู้รับงานไปทําที่บ้านบางครั้งไปรับ มาจากโรงงานก็จริง แต่ว่าก็มีอีกส่วนหนึ่งไปรับมาจากผู้ที่ไปรับมาจากโรงงาน เรียกว่า มีการรับช่วงต่อมาด้วย ตรงส่วนนี้ถ้าเราตัดคําว่า ในกิจการอุตสาหกรรม ออก ก็จะครอบคลุมแล้วก็ดูแลให้ผลประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสวัสดิการ ค่าตอบแทน เรื่องความปลอดภัยในการทํางานให้แก่ผู้รับงานไปทําที่บ้านได้ค่ะ แล้วอีกอย่างหนึ่ง เรามีความคิดว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เราอยากให้มีเกิดขึ้นก็เนื่องมาจากว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พุทธศักราช ๒๕๔๑ ไม่ได้บังคับให้มีผลในส่วนของเรื่อง งานรับไปทําที่บ้านเอาไว้เราจึงอยากให้มีกฎหมายฉบับนี้ออกมา แล้วที่สําคัญถึงจะบอกว่า เรามีการออกกฎกระทรวงในการกําหนดเป็นกรณีพิเศษเพื่อดูแลผู้ที่รับงานไปทําที่บ้าน แล้วก็จริง แต่ว่าก็ไม่ได้รับความคุ้มครองครอบคลุมไปถึงผู้รับงานไปทําที่บ้านที่รับช่วงต่อ จากผู้รับงานไปทําที่บ้านอีก เพราะฉะนั้นดิฉันจึงเห็นว่ามีความจําเป็นที่จะต้องตัดคําว่า ในกิจการอุตสาหกรรม แล้วก็คําว่า หรืองานอื่นที่กําหนดในกฎกระทรวง ออก กราบขอบพระคุณค่ะ
ขอกรรมาธิการผู้สงวนความเห็นก่อนนะครับ ในเรื่องของนิยามคําว่า งานที่รับไปทําที่บ้าน เชิญครับ
เรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน สุนทรี หัตถีเซ่งกิ่ง กรรมาธิการ ดิฉันเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ได้ขอสงวนความคิดเห็น ในเรื่องคําจํากัดความ งานที่รับไปทําที่บ้าน สาระสําคัญก็คืองานที่รับไปทําที่บ้านเมื่อเรา จะพิจารณาสาระสําคัญของการพิจารณาว่างานใดเป็นงานรับไปทําที่บ้านหรือไม่ อยู่ที่ความสัมพันธ์ในการจ้างงานค่ะท่านประธาน ก็คือถ้ามีการส่งมอบงานให้ไปผลิต หรือให้ไปประกอบนอกสถานประกอบการ สิ่งนั้นถือว่าเป็นงานรับไปทําที่บ้าน ถ้าเราเขียน คําจํากัดความไว้ว่า เฉพาะในกิจการอุตสาหกรรม มันจะมีปัญหาให้ต้องตีความ เพราะงานรับไปทําที่บ้านบางครั้งก็มีลักษณะคาบเกี่ยวกับงานหัตถกรรม เป็นต้นว่า ส่งงานทอผ้า หรืองานประดิษฐ์ดอกไม้ออกไปทําที่บ้านเป็นต้น หรือบางงานก็อาจจะ คาบเกี่ยวกับการตีความว่าเป็นเกษตร เป็นต้นว่าการแปรรูปสินค้าเกษตรในความเป็นจริง ก็มีการส่งไปทําที่บ้านอยู่ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าสาระสําคัญของการที่จะพิจารณาว่า งานใดเป็นงานรับไปทําที่บ้านหรือไม่ จึงควรดูที่ความสัมพันธ์ในการจ้างงาน โดยไม่ระบุ ว่าเป็นกิจการประเภทใด ขอบคุณค่ะ
เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ประพนธ์ นิลวัชรมณี กรรมาธิการ ที่คณะกรรมาธิการส่วนใหญ่ยืนยันให้คง ร่างเดิม คํานิยามของ การรับงานไปทําที่บ้าน ก็ด้วยเหตุผลที่ว่าถ้าไม่ระบุว่า งานที่รับ ไปทําที่บ้าน หมายความว่า งานที่ผู้จ้างงานในกิจการอุตสาหกรรมมอบให้ผู้รับงานไปทําที่บ้าน เพื่อนําไปผลิตหรือประกอบนอกสถานประกอบกิจการของผู้จ้างงานหรืองานอื่น ที่กําหนดในกฎกระทรวง ถ้าไม่กําหนดตรงนี้ไม่มีปัญหา สมมุติว่าท่านประธานวันนี้ ท่านเกิดถูกหวยรางวัลที่ ๑ ท่านอยากจะสั่งเสื้อมามอบให้เจ้าหน้าที่เป็นรางวัลสัก ๓๐๐ ตัวในนี้ แล้วท่านก็ไปมอบให้หน่วยงานแม่บ้านกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่เย็บผ้าที่บ้าน ให้ไปทํา แล้วท่านก็เอามามอบให้ ถ้าอย่างนี้มันจะมีปัญหาว่าท่านต้องรับผิดชอบว่า ท่านจ้างไปทําที่บ้าน แต่ถ้ากําหนดว่าผู้จ้างงานซึ่งเป็นท่าน ท่านไม่ได้ประกอบการ ในกิจการอุตสาหกรรมเรื่องของการส่งเสื้อผ้าไปขาย หรือการค้าขายเสื้อผ้า อย่างนี้ก็เป็น ข้อเท็จจริงที่ไม่ควรจะต้องรับผิดชอบ ทีนี้ที่เพื่อนสมาชิกเป็นห่วง ผมเข้าใจนะครับ แต่ขอให้เข้าใจว่ามาตรา ๔ นี้ความหมายของงานที่รับไปทําที่บ้าน หมายความว่า งานที่ผู้ว่าจ้างในกิจการอุตสาหกรรม ผู้ว่าจ้างในกิจการอุตสาหกรรมไม่ได้หมายถึงว่า ผู้รับงานไปทําที่บ้าน ความหมายของผู้รับงานไปทําที่บ้านมีในวรรคสอง หมายความว่า บุคคลหรือกลุ่มบุคคลซึ่งตกลงกับผู้จ้างงานเพื่อรับงานอันเป็นงานที่รับไปทําที่บ้าน ผู้รับงานไม่ต้องระบุว่าเป็นงานอะไร แต่ว่าผู้จ้างงานระบุว่าเป็นอุตสาหกรรม ทีนี้ความเป็นห่วง ของเพื่อนสมาชิกว่า อุตสาหกรรมมันจะไม่คลุมกับหลาย ๆ ประเภท ผมขอเรียนว่า ในพจนานุกรมซึ่งได้รับการรับรองของประเทศไทย คําว่า อุตสาหกรรม หมายถึง กิจกรรม ที่ใช้ทุนและแรงงานเพื่อผลิตสิ่งของหรือจัดให้มีบริการ เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ ชัดเจน อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ยกตัวอย่าง แม้กระทั่งอุตสาหกรรมท่องเที่ยวยังอยู่ในความหมาย ของคําว่า อุตสาหกรรม เพราะฉะนั้นความหมายอุตสาหกรรมมันคลุมไปหมด ไม่ว่า จะเรื่องของการเกษตร ทุกอย่างถ้าทําเป็นอุตสาหกรรมหมายถึงว่าทําเพื่อประกอบกิจ ในทางธุรกิจ คลุมหมดครับ เพราะฉะนั้นมาตรา ๔ นี้คลุมหมด เพื่อนสมาชิก ไม่ต้องเป็นห่วงมันคลุมไปหมดทุกอย่าง ตราบใดที่ใช้ทุนกับใช้แรงงาน มันคลุมหมด ทุกอย่างในการประกอบกิจครับ
ท่านสมาชิก ประเด็นนี้มีผู้สงวนความเห็นไว้ ๒ ท่าน ซึ่งกรรมาธิการก็ชี้แจงแล้ว มีประเด็น ที่อยู่ในมาตรานี้ที่กรรมาธิการได้มีการแก้ไขโดยเพิ่มเติมเข้ามา มีท่านอื่นติดใจ ประเด็นไหนไหมที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องงานที่รับไปทําที่บ้าน เชิญท่านพีรพันธุ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดยโสธร มีประเด็นที่ผมอยากจะเรียนถาม ท่านคณะกรรมาธิการเนื่องจากคณะกรรมาธิการได้เพิ่มขึ้นมาคือเรื่อง อาสาสมัครแรงงาน ในนี้ให้ความหมายเพียงว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งเพื่อทําหน้าที่ผู้ช่วยพนักงานตรวจแรงงาน ตามพระราชบัญญัตินี้ แต่ผมก็พยายามที่จะอ่านต่อไปว่า คนที่จะมาเป็ น อาสาสมัครแรงงานมีคุณสมบัติอย่างไร พยายามหาอยู่ยังไม่พบว่าจะมีกําหนดไว้อย่างไร หรือไม่ เมื่อตั้งเป็นอาสาสมัครแล้วสถานะของบุคคลเหล่านี้บอกให้มาช่วยพนักงาน ตรวจแรงงาน เมื่อตั้งเขาเป็นอาสาสมัครแรงงานอยู่ในกฎหมายแรงงานเขาจะมีสถานะ ทางกฎหมายอย่างไร หรือไม่ และเมื่อไปทําหน้าที่ผู้ช่วยจะมีความรับผิดชอบเพียงใด ท่านประธานครับ ทําให้ผมนึกถึง สิ่งที่เราเรียกว่า อาสาสมัคร ที่เป็นเรื่องที่เราพิจารณาในสภาแล้วที่เราเรียกว่า อสม. อาสาสมัคร เช่นเดียวกัน สุดท้ายก็มีการให้ค่าตอบแทนแก่คนเหล่านี้ ทั้ง ๆ ที่เป็น อาสาสมัคร ผมจําได้ว่าในการให้ค่าตอบแทนแก่ อสม. นั้นมีทั้งที่หลายท่านที่เห็นด้วย กับไม่เห็นด้วยก็มีเยอะ ฝ่ายแพทย์ที่เคยบอกว่าก็ขอเป็นอาสาสมัคร เมื่อเป็นอาสาสมัคร แล้วไปให้ค่าตอบแทน ความที่อยากจะเป็ นอาสาสมัครมันอาจจะลดลงนั่นก็เป็ น ประเด็นหนึ่ง แต่ว่าสภาแห่งนี้รัฐบาลเองก็ได้มีการให้ค่าตอบแทนกับอาสาสมัคร อสม. ไปแล้ว ผมนั่งรถออกจากบ้านผ่านมาตามทางด่วนเห็นขึ้นป้ำยเป็นของกระทรวงยุติธรรม ชวนพี่น้องไปเป็นอาสาสมัครยุติธรรมครับ อันนั้นก็จะมี อสย. ผมย่อเองนะครับ อันนี้จะมี อสร. อาสาสมัครแรงงาน ต่อไปประเดี๋ยวก็จะมีอาสาสมัครคมนาคมอาสาสมัครโน่น อาสาสมัครนี่ไปเรื่อยครับ ฉะนั้นการที่จะคิดตําแหน่งบุคคลที่เรียกว่า อาสาสมัครแรงงาน ขึ้นมาไม่ทราบว่าทางคณะกรรมาธิการได้คิดประเด็นเหล่านี้ครอบคลุมไว้ด้วยไหมว่า ข้างหน้าจะมีอะไร จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร สถานะเขาจะเป็นอย่างไรรวมทั้งข้อวิตก ที่ผมเห็น ซึ่งผมยกตัวอย่างนะครับ ประเดี๋ยวก็น่าจะมีกระทรวงอื่นเอาบ้าง เพราะมี อสม. มาแล้ว ได้ค่าตอบแทนไปแล้วนี่ วันนี้จะมี อสร. ผมย่อเองนะครับ อาสาสมัครแรงงาน ประเดี๋ยวขึ้นไปแล้วของกระทรวงยุติธรรม ขึ้นป้ำยเบ้อเร่อเท่อเลยครับ อาสาสมัครยุติธรรม ประเดี๋ยวไม่ทราบว่ากระทรวงไหนจะเอาอีก กระทรวงศึกษาธิการเอาไหมท่านรัฐมนตรีครับ ของท่านมีแล้ว อสม. นะครับ ท่านประธานครับ อยากจะฟังคณะกรรมาธิการว่า ตอนคิดขึ้นมาได้คิดไปถึงเรื่องเหล่านี้หรือเปล่าครับ ขอบพระคุณครับ
เดี๋ยวท่านกรรมาธิการก็ฟังหลาย ๆ ท่านก่อนนะครับ เชิญท่านศุภชัยครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทําที่บ้าน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... สาระสําคัญในมาตรา ๔ ผมถือว่ามีความสําคัญมากต่อนิยามหรือการให้ ความหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อกรณีความเห็นของเพื่อนสมาชิกที่มีความเห็น ให้ตัดข้อความบางข้อความออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อความที่ระบุไว้ในความหมาย ของงานที่รับไปทําที่บ้านที่เป็นเรื่องของกิจการอุตสาหกรรม ท่านประธานที่เคารพครับ ข้อความนี้การคงอยู่หรือการตัดไปในความเห็นของกระผมมีความหมาย จึงขออนุญาต ตั้งคําถามผ่านท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการ โดยยกกรณีตัวอย่างการทํางาน อย่างนี้ครับ
ท่านสมาชิกครับ ท่านจะอภิปรายได้เฉพาะที่กรรมาธิการมีการแก้ไขเพิ่มเติม หรือที่ได้ สงวนความเห็นหรือสงวนคําแปรญัตติไว้นะครับ ท่านไม่ได้สงวนไว้ตรงประเด็น งานที่รับไปทําที่บ้าน ฉะนั้นท่านมีสิทธิอภิปรายได้เฉพาะที่กรรมาธิการเพิ่มเติมขึ้นมา อาสาสมัครแรงงาน หรือที่เพิ่มเติมถ้อยคําที่ขีดเส้นใต้ไว้เท่านั้นเอง ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะ ผิดข้อบังคับครับ
ได้ครับ
เชิญท่านอนุสราครับ
ขอบคุณท่านประธานค่ะ อนุสรา ยังตรง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทยค่ะ สําหรับ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทําที่บ้าน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่แก้ไขเพิ่มเติม ในชั้นคณะกรรมาธิการนะคะ ติดใจในเรื่องของอาสาสมัครแรงงาน อาสาสมัครแรงงาน หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งเพื่อทําหน้าที่ผู้ช่วยพนักงานตรวจแรงงาน ตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้าเกิดเราจะแก้ไขในบางส่วน เช่นว่าอาสาสมัครแรงงาน หมายความว่า ผู้ซึ่ง จากรัฐมนตรี เราเปลี่ยนไปเป็น ปลัดกระทรวง จะดีกว่าไหมคะ เพราะว่าปลัดกระทรวงนั้นจะเป็นข้าราชการประจําที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยนัก ส่วนรัฐมนตรีไม่ทราบว่าอีก ๕ วัน ๗ วันจะเปลี่ยนหรือเปล่า มันจะไม่เสถียรก็เลยอยากจะ เปลี่ยนเป็นว่า อาสาสมัครแรงงาน หมายความว่า ผู้ซึ่งปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่าแต่งตั้ง และเพิ่มเติมคําว่า ผู้เชี่ยวชาญเพื่อทําหน้าที่เป็นผู้ช่วยพนักงานตรวจแรงงานตาม พระราชบัญญัตินี้ ที่ต้องเพิ่มเติมคําว่า ผู้เชี่ยวชาญ เพราะว่าอยู่ ๆ จะไปแต่งตั้งใคร ที่ไม่มีความรู้ความสามารถ ไม่มีทักษะ เข้ามาดูแลก็คงจะไม่สามารถที่จะช่วยเหลือ ให้ความคิดอ่านใด ๆ ได้ ควรจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้วย อย่างน้อยก็ต้องมีทักษะมีสกิล (Skill) เข้ามาถึงจะสามารถเป็นผู้ช่วยของพนักงานตรวจแรงงานค่ะ เพราะฉะนั้นสรุปก็คือว่า ขอแก้ไขเป็นว่า อาสาสมัครแรงงาน หมายความว่า ผู้ซึ่งปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า แต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญเพื่อทําหน้าที่ผู้ช่วยพนักงานตรวจแรงงานตามพระราชบัญญัตินี้ ขอบคุณค่ะ
ท่านเจริญครับ ขอความกรุณาสลับนิดหนึ่งครับ ท่านสุกิจ แล้วเดี๋ยวมาท่านเจริญครับ เชิญครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ข้อเป็นห่วงของผมก็คงจะคล้าย ๆ กับท่านสมาชิกที่พูด มาแล้วนะครับ คือในสิ่งใหม่ที่กรรมาธิการได้เพิ่มขึ้นก็คือ อาสาสมัครแรงงาน ซึ่งกําหนดไว้ว่า หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งเพื่อทําหน้าที่ผู้ช่วยพนักงาน ตรวจแรงงานตามพระราชบัญญัตินี้ ผมเชื่อว่าคนกลุ่มนี้ต้องมีคุณสมบัติที่มีความรู้ เกี่ยวกับแรงงานดีพอสมควรทีเดียว แล้วถ้าดูเรื่องของอาสาสมัครแรงงานนี่เขาพูดอยู่แค่นี้ครับ ต่อจากนั้นก็เข้ามาทําหน้าที่เลย ไม่ได้บอกว่าเป็นใคร มาจากไหน มีคุณสมบัติอย่างไร คือรัฐมนตรีแต่งตั้งนั้นโอเคแล้วนะครับ ถูกต้อง แต่ว่าคุณสมบัติของเขาต้องเป็ น คนอย่างไร มีจํานวนเท่าไร มีทุกจังหวัดหรือไม่ อันนี้ยังเป็นคําถามอยู่นะครับ ซึ่งผมคิดว่า ถ้าจะให้กฎหมายผ่านออกไปแล้วใช้ได้ก็ควรจะกําหนดให้รัดกุมกว่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อกี้ท่านสมาชิกก็ได้เอาไปเปรียบเทียบกับ อสม. ซึ่งคําว่า อาสาสมัคร ที่จริงแล้วคําว่า อาสาสมัคร ควรจะเป็นการอาสาจริง ๆ คือไม่มีค่าตอบแทน แต่เมื่อ อสม. เดี๋ยวนี้ก็มี ค่าตอบแทนขึ้นมาแล้ว ผมมีความรู้สึกว่าอาสาสมัครแรงงานนี้จะต้องทํางานทําหน้าที่มาก หนักหน่วงทีเดียว ฉะนั้นก็เป็นห่วงเรื่องของค่าตอบแทน และท่านรัฐมนตรีจะตั้งใครครับ หัวคะแนนหรืออย่างไรครับ อันนี้มันจะเป็นเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะเรื่องการจ้างงานมันเป็นเรื่องของผลประโยชน์ มีค่าตอบแทน บังเอิญในหัวข้อ ผู้จ้างงาน ท่านอาจจะไม่ให้อภิปราย จริง ๆ แล้วนอกจากผู้จ้างงานแล้วมีผู้รับช่วงด้วย ผู้รับช่วงผมเห็นตอนที่เข้ามาวาระแรกนี่มีกฎหมายฉบับหนึ่งพูดถึงผู้รับช่วงอย่างละเอียด แต่ของรัฐบาลผมก็เห็นตั้งแต่ต้นแล้วว่าไม่ได้พูดถึงรายละเอียดของผู้รับช่วง ฉะนั้น ผู้รับช่วงในกฎหมายที่แก้แล้วมีที่กําหนดอย่างเดียวก็คือการที่ให้เจ้าของโรงงาน ลงทะเบียนชื่อเกี่ยวกับผู้รับช่วง ฉะนั้นถ้าอาสาสมัครแรงงานมาเป็นผู้รับช่วงเสียเองนี่ มันจะผิดกฎหมายนี้ไหมครับ แล้วมันจะโปร่งใสไหม มันจะเป็นการหาผลประโยชน์หรือไม่ อันนี้ล้วนแต่เป็นคําถามที่จะฝากไปยังกรรมาธิการ เพราะผมเป็นห่วงว่ามันจะเป็น การเปิดช่องให้มีการเข้ามาทํามาหากินโดยอาศัยช่องโหว่ของกฎหมายครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านเจริญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เจริญ จรรย์โกมล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย เผอิญเมื่อกี้ เห็นท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานท่านนั่งอยู่ จะได้ถามในคราวเดียวกัน ในเจตนารมณ์ในเรื่องที่ทางคณะกรรมาธิการได้เพิ่มขึ้นมา มองเหมือนกับการเพิ่ม บทนิยามเท่านั้นเอง แต่ต้องไปดูสาระเนื้อหาของอาสาสมัครแรงงาน ซึ่งทาง คณะกรรมาธิการและผู้ยกร่าง โดยเฉพาะกระทรวงแรงงาน ซึ่งถ้าเราอ่านดูโดยผิวเผิน เหมือนกับไม่มีอะไร แต่พอไปดูในหมวด ๗ หมวด ๘ หมวด ๗ ว่าด้วย พนักงานตรวจแรงงาน หมวด ๘ ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็คือ บทกําหนดโทษ ท่านประธานที่เคารพบุคคลที่จะมี สถานะตามกฎหมายแล้วมีกฎหมายรองรับนั้นจะต้องมีบทบาทอํานาจหน้าที่ ตามกฎหมายเช่นเดียวกัน อันนี้เป็นหลักก่อนนะครับ ฉะนั้นเจตนารมณ์ของผู้ร่างก็ดี เจตนารมณ์ของกระทรวงแรงงานก็ดี เจตนารมณ์ของคณะกรรมาธิการซึ่งนั่งอยู่นั้น เวลาท่านเขียนมาท่านอาจจะมองในประเด็นหนึ่งว่าเป็นการอํานวยความสะดวกกับ พนักงานตรวจแรงงานก็ดี อีกประเด็นหนึ่งถ้าจะมองเป็นการช่วยเหลือเจ้าพนักงานก็ดี อีกประเด็นหนึ่งอาจจะมองว่าตําแหน่งเจ้าพนักงานในการเข้าไปควบคุม กํากับ ดูแล และตรวจสถานที่ต่าง ๆ ตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็ดี มองประหนึ่งเหมือนกับเรา ไม่มีจํานวนบุคลากรเพียงพอในการที่จะเข้าไปตรวจสอบ ควบคุม กํากับและดูแล ให้เป็นไปตามกฎหมายฉบับนี้ ท่านจึงอาจจะหยิบยกในเรื่องนี้ขึ้นมาว่าอย่างน้อยก็มี เจ้าพนักงานผู้ช่วยในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานตรวจแรงงานหรือตรวจการจ้าง สุดแล้วแต่ที่ท่านจะเขียนไว้ แต่ในที่นี้ท่านไปเขียนไว้ในทํานองว่าอาสาสมัครแรงงาน เพื่อช่วยในการปฏิบัติงานของพนักงานตรวจแรงงาน อันนี้เป็ นหลักที่เข้าใจก่อน ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อกี้ท่านดอกเตอร์พีรพันธุ์ได้หยิบยกประเด็นในเรื่องของ สถานะของบุคคลนี้ขึ้นมาก่อนว่า สถานะของบุคคลนี้มีสถานะอะไรก่อน แล้วก็มี คุณหมอเมื่อกี้ แล้วก็มีท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายท่านกําลังอธิบายถึง ภาระหน้าที่ของบุคคลนี้มีหน้าที่อะไร แต่จริง ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าลองดู ในหมวด ๗ และหมวด ๘ ถ้าอาสาสมัครแรงงานนี้เข้าไปตรวจสอบในสถานที่ประกอบการ สถานที่ใดสถานที่หนึ่งก็ดี หรือขอให้ส่งวัสดุหรืออุปกรณ์ก็ดี ถ้าหากว่าบุคคลนั้นขัดขวาง ไม่ส่งมีความผิดนะ ท่านประธานครับ มีความผิด ฉะนั้นอาสาสมัครแรงงานไม่ใช่ธรรมดา ดังนั้นเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของสภาแห่งนี้จะต้องถามว่า ที่ท่านเอาขึ้นมานี้เลยมีปัญหา เกิดขึ้นว่า ประเด็นนี้เคยมีการพูดคุยในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ครั้งหนึ่งในเรื่องของ พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการบังคับคดี การบังคับคดีนั้นมีเจ้าพนักงานบังคับคดี ไปยึดทรัพย์ก็ดี ไปดําเนินการขายทอดตลาดก็ดี ต่อมาก็มีกฎหมายในสภาแห่งนี้ได้ออก กฎหมายให้มีผู้ช่วยบังคับคดีเกิดขึ้นเมื่อ ๕ ปีที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ยังดําเนินการไม่ได้ ทั้งที่กฎหมายให้อํานาจ และในขณะนั้นเราเขียนบทบาทอํานาจหน้าที่ไว้ชัดเจนเลย แล้วคุณสมบัติบุคคลที่จะเข้าไปจะต้องมีความชัดเจนว่าจบชั้นไหน มีวุฒิภาวะ มีความสามารถ มีประสบการณ์และเป็ นเจ้าพนักงานตามกฎหมายด้วยนะครับ แล้วต้องตั้งงบประมาณมีค่าใช้จ่ายให้กับเขา ถ้าหากว่าดําเนินการปฏิบัติหน้าที่มิชอบ มีการเรียกรับผลประโยชน์อย่างใด นอกจากบุคคลที่จะไปดําเนินการผิดแล้วอธิบดี กรมบังคับคดีจะต้องมีความผิดด้วย กระทรวงยุติธรรมจะต้องมีความรับผิดชอบ ทางแพ่งด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการท่านจะต้องอธิบาย ให้สภาแห่งนี้ได้เห็นว่าอาสาสมัครแรงงานของท่านที่ท่านตั้งขึ้นไป แล้วก็ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานท่านไม่อยู่ ถ้าเกิดไปประพฤติปฏิบัติไม่ชอบ ไปปฏิบัติหน้าที่เกินกว่ากรอบอํานาจหน้าที่ที่ให้ไป ไปเรียกรับผลประโยชน์ ไปต่อรอง ไปอํานวยประโยชน์ให้กับบุคคลที่เราจะต้องพึงเข้าไปและพึงไปตรวจสอบนั้น สถานะ เป็นอย่างไร สภาแห่งนี้ต้องถามให้ชัดเจนก่อนว่า ไม่ใช่ให้เราไปรองรับกฎหมายใน หมวด ๗ และหมวด ๘ นั้นเป็นอันตรายมาก เรากําลังจะออกกฎหมายให้กับบุคคล คนหนึ่งซึ่งไม่รู้ว่าเป็นใคร เรากําลังจะเขียนกฎหมายให้อํานาจบุคคลกลุ่มหนึ่งซึ่งแต่งตั้ง จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานตามพระราชบัญญัตินี้ แล้วให้ปฏิบัติ บุคคล ที่ไม่ปฏิบัติตามที่อาสาสมัครแรงงานที่จะต้องเข้าไปปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้มีความผิด ท่านจะต้องอธิบายว่าคุณสมบัติบุคคลเหล่านี้มันมีที่มาที่ไปอย่างไร ผมจึงเสียดาย เมื่อกี้เห็นท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานท่านนั่งอยู่ จะได้ถามในคราวเดียวกันว่า ท่านในฐานะรัฐมนตรีซึ่งรักษาการตามกฎหมายฉบับนี้จริง ๆ มันคืออะไรกันก่อน สําคัญนะครับท่านประธาน ท่านอย่าไปดูเฉพาะบทนิยามในมาตรา ๔ ไม่ได้ สาระมันอยู่ที่ หมวด ๗ และหมวด ๘ ในกฎหมายฉบับนี้ ท่านไปใส่ได้เลยว่าใครขัดขวางนี่ผิดเลย แล้วก่อนจะไปถึงบุคคลที่ขัดขวางนี่บุคคลนี้คือใครก่อน ไม่รู้ อยู่ ๆ เขียนขึ้นมาบอกว่า รัฐมนตรีแต่งตั้ง ผมจึงจะถามท่านรัฐมนตรีว่ารัฐมนตรีท่านรับผิดชอบอย่างไร เพราะเดี๋ยว รัฐมนตรีไปท่านอื่นก็เข้ามา รัฐมนตรีไปท่านอื่นก็เข้ามา รัฐมนตรีรับผิดชอบอย่างไร กระทรวงแรงงานรับผิดชอบอย่างไรไม่ได้เขียนไว้ กรมที่เกี่ยวข้องกับกรมการจัดหางานก็ดี กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานก็ดีที่เกี่ยวข้อง ท่านรับผิดชอบอย่างไรไม่เขียนไว้ ลอย ๆ ให้ขึ้นมา ฉะนั้นก่อนที่จะไปเรื่องอื่นขอให้มันเคลียร์ (Clear) เรื่องนี้ก่อนได้ไหมครับ เพราะว่ามันไปพ่วงกับหมวด ๗ หมวด ๘ แต่ถ้าไม่พูดไว้ตอนนี้พอเราผ่านเข้าไป เดี๋ยวท่านประธานบอกสภาผ่านไปแล้ว อย่างไรผ่านแล้วมันก็ต้องเขียนไว้ มันไม่ได้ครับ เพราะ ๒ อย่างนี้มันพ่วงกันอยู่ว่าอันนี้เขียนบทนิยาม แต่พอบทนิยามเสร็จไปดูในหมวด ที่จะต้องอธิบายต่อ มันอยู่ที่หมวด ๗ หมวด ๘ หมวด ๘ เขียนไว้เลย น่าตกใจนะครับ ผมดูอยู่มาตราหนึ่ง ผมจะหยิบยก มาตรา ๔๖ ในหมวด ๘ ว่าด้วยบทกําหนดโทษ เขาเขียนอย่างนี้ครับ
มาตรา ๔๖ ผู้ใดขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการหรืออนุกรรมการ ตามมาตรา ๓๑ หรือพนักงานตรวจแรงงาน แพทย์ นักสังคมสงเคราะห์หรือผู้เชี่ยวชาญ หรืออาสาสมัครแรงงาน ตามมาตรา ๓๘ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับ ไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ
เห็นไหมครับ แล้วยังมีมาตราอื่นอีกนะครับ มาตรา ๔๕ ก็เขียนไว้ มาตรา ๔๐ ก็เขียนไว้ มาตรา ๓๙ ก็เขียนไว้ แล้วไปผูกในหมวด ๗ ว่าด้วยพนักงาน ตรวจแรงงาน ฉะนั้นเอาเรื่องนี้ให้ชัดเจนก่อนนะครับ คือเจตนารมณ์ของท่าน จะเป็นอย่างไร ท่านก็อธิบายมา พวกผมจะได้ซักถามให้ชัดเจน แล้วก็ขอความกรุณา ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานนี่ช่วยกรุณาเข้ามาชี้แจงในประเด็นนี้ด้วย เพราะมัน เป็นเรื่องสําคัญของการปฏิบัติหน้าที่ ท่านประธานที่เคารพครับ โดยภาพนี่เรามอง ไม่มีอะไร แต่ถ้าหากปฏิบัติกันจริง ๆ ท่านหลับตาดูนะครับ กลุ่มบุคคล คณะบุคคลก็ดี ผู้ประกอบการก็ดี ผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการก็ดี ผู้ใช้แรงงานก็ดี และบุคคลที่จะเข้ามา สู่ในเรื่องของการรับงานไปดําเนินการที่บ้านหรือที่อะไรก็ดี ท่านลองคิดดูมันมีจํานวน มากมายมหาศาลเหลือเกิน แล้วกําลังบุคคลจะเอาที่ไหน แล้วอยู่ ๆ ก็ตั้งคนขึ้นมาแล้วก็ เข้าไป แล้วที่สําคัญอ่านกันให้เข้าใจนะ ผมไม่รู้ว่าเขียนซ่อนไว้กันหรือเปล่า โดยเฉพาะ ในเรื่องของมาตรา ๔๖ ผู้ใดขัดขวางก็ดี แล้วก็ในมาตรา ๔๕ ไม่อํานวยความสะดวกก็ดี หรือเข้าไปก็ดี ท่านไม่บอกว่าเข้าไปตอนไหนนะครับ อยู่ ๆ ก็เข้าไปเลย ท่านระวังไว้ สภาแห่งนี้เคยทักท้วง ท้วงติงมาแล้วครั้งหนึ่งประเภทที่เข้าไปในเคหสถานของบุคคลอื่น เขานี่นะครับ แม้แต่สภาแห่งนี้เคยทักท้วงเข้าไป ระวังนะครับ ท่านอย่าไปคิดว่าอํานาจ ตามกฎหมายแล้วท่านจะทําได้ทุกอย่าง บางสิ่งบางอย่างมันก็ต้องดูว่าความเหมาะสม ไม่เหมาะสมเหมือนกัน ฉะนั้นผมถามว่าขอประเด็นนี้ให้มันชัดเจนก่อน เคลียร์กันก่อนว่า มันคืออะไร แล้วสถานะเป็ นอย่างไร บทบาทเป็ นอย่างไร ที่มาที่ไปเป็ นอย่างไร ความรับผิดชอบมากน้อยแค่ไหน เพียงใด ระหว่างองค์กรกับบุคคลให้ชัดเจน ระหว่าง กระทรวง ท่านรัฐมนตรีกับบุคคลนี้ให้ชัดเจนก่อน เพราะท่านรัฐมนตรีจะต้องแต่งตั้ง ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ขอขอบคุณครับท่านประธาน
เชิญคุณหมอวรงค์ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมมีเรื่องที่จะ เรียนกับทางคณะกรรมาธิการในหัวข้อเรื่องคําว่า อาสาสมัครแรงงาน เช่นกัน เพราะว่า ท่านได้จํากัดความของคําว่า อาสาสมัครแรงงาน หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง เพื่อทําหน้าที่ผู้ช่วยพนักงานตรวจแรงงานตามพระราชบัญญัตินี้ มันก็เลยทําให้ คําว่า อาสาสมัครแรงงาน มันดูแคบขึ้น เหตุผลที่ผมต้องพูดอย่างนี้เนื่องจากว่าโดยปกติแล้ว กระทรวงแรงงานจะมีคําว่า อาสาสมัครแรงงาน อยู่แล้ว เพราะผมจําได้เคยไปร่วมประชุม เวลาท่านรัฐมนตรีไปเยี่ยมนี่ก็จะมี นี่คืออาสาสมัครแรงงาน ซึ่งทําให้ผมนึกถึง กระทรวงสาธารณสุขเช่นกันว่าเรามีคําว่า อสม. บุคคลเหล่านี้คือประชาชนที่อาสาเข้ามา ช่วยงานของกระทรวงแรงงาน แล้วแต่กรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องจะเอาไปช่วยงานเป็นอาสาสมัคร ซึ่งเป็นอาสาสมัครด้วยใจ แต่ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็เขียนคําว่า อาสาสมัครแรงงาน เข้ามา แต่เกี่ยวโยงถึงรัฐมนตรีแต่งตั้งขึ้นมา ก็เท่ากับว่าขณะนี้ในกระทรวงแรงงานเวลาพูดถึง คําว่า อาสาสมัครแรงงาน ขึ้นมาลอย ๆ แล้วสับสนว่าจะหมายถึงอาสาสมัครทั่ว ๆ ไปที่มา ช่วยงานกระทรวงแรงงานด้วยใจหรืออาสาสมัครแรงงานที่บุคคลที่รัฐมนตรีแต่งตั้ง ดังนั้น คําว่า อาสาสมัครแรงงาน ก็สับสนว่ามีคน ๒ กลุ่ม ผมเข้าใจโดยเจตนาของ คณะกรรมาธิการที่ยกคํานี้ขึ้นมาต้องการหมายถึงคน ก็คืออาสาสมัครนั่นแหละที่มา ช่วยงานพนักงานตรวจแรงงานก็คือเป็นพนักงานผู้ช่วยพนักงานตรวจแรงงานโดยแต่งตั้ง อาสาสมัครขึ้นมา ผมเข้าใจโดยเจตนา ดังนั้นผมเสนอความเห็นท่านเปลี่ยนคําจํากัด ความใหม่ได้ไหม ผมดูหัวข้อต่อไปมันมีคําว่า พนักงานตรวจแรงงาน ซึ่งท่านได้เขียน คําจํากัดความไว้ชัดเจนว่าหมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากข้าราชการทั้งส่วนกลาง หรือส่วนภูมิภาค หรือส่วนท้องถิ่นให้ปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ในเมื่อท่านมี พนักงานตรวจแรงงานแล้วท่านอาจจะเขียนคําจํากัดความว่า ผู้ช่วยพนักงานตรวจ แรงงาน มันจะเห็นภาพขึ้นช้า ๆ นะครับ ท่านเขียนใหม่คําว่า ผู้ช่วยพนักงานตรวจแรงงาน หมายความว่า อาสาสมัครแรงงานผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้มาทําหน้าที่ผู้ช่วยพนักงานตรวจแรงงาน ตามพระราชบัญญัตินี้ ผมว่าจะทําให้มีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น เพราะว่าคําว่า อาสาสมัคร แรงงาน บางคนก็ถูกแต่งตั้ง บางคนก็ไม่ถูกแต่งตั้ง ดังนั้นถ้าใครถูกแต่งตั้ง ตามพระราชบัญญัตินี้ก็จะใช้คําว่า เป็นผู้ช่วยพนักงานตรวจแรงงาน จะได้เข้าใจแล้วก็ เห็นภาพชัดเจนมากยิ่งขึ้น ก็เสนอแนะคณะกรรมาธิการครับ ผมเชื่อว่าถ้าแก้ไขตรงนี้ จะเป็นประโยชน์ ขอบคุณครับ
เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานสภาครับ ผมก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ข้องใจกับคําว่า อาสาสมัครแรงงาน เนื่องจากอาสาสมัครทั้งหลาย ที่มีในประเทศไทยในกฎกระทรวง ทบวง กรมทั้งหลาย มีหลายกระทรวงก็มีอาสาสมัคร แต่อาสาสมัครที่ว่าไม่ว่ากระทรวงสาธารณสุข กระทรวงยุติธรรม ซึ่งผมเองก็เป็ น อาสาสมัครอยู่ด้วยในกระทรวงยุติธรรม มันไม่ได้เขียนบทเฉพาะกาลไว้แบบนี้ ไม่ได้ให้ อํานาจมากมายขนาดนี้ ถ้าดูแค่อาสาสมัครอย่างเดียวตรงนี้มันไม่แปลกครับ ท่านประธาน แต่เผอิญถ้าเราไปดูหมวด ๗ หมวด ๘ แล้วมันเป็นอํานาจที่มาก อาสาสมัคร เหล่านี้เป็นผู้ช่วยพนักงานตามกฎหมายคือพนักงานตรวจแรงงาน เพราะฉะนั้น ณ มุมนี้ ต้องดูอีกว่ามันมีอํานาจเกิดขึ้นอีก ผู้ ที่เป็ นอาสาสมัครต้องไปทบทวนฝาก ท่านคณะกรรมาธิการทบทวนด้วยว่ามันเป็นอํานาจ ผู้ที่เป็นอาสาสมัครเหมือนกับเป็น พนักงานในบทเฉพาะกาลบทนี้ ผมฝากดูทั้งมาตรา ๓๘ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ ไปเขียนไว้แล้ว เหมือนพนักงานครับ เพราะผมไปดูในกระทรวงอื่นที่เป็นอาสาสมัครเขาไม่มีอํานาจแบบนี้ ผมเป็น อสค. อยู่ของศาลยุติธรรมไม่ได้มีอํานาจอะไรเลย แต่เป็นอาสาสมัครที่มาด้วยใจ จริง ๆ แต่อาสาสมัครตรงนี้มันไม่ใช่ครับ มันมีอํานาจเหมือนเจ้าพนักงาน เมื่อมีอํานาจ เจ้าพนักงานแล้วคณะกรรมาธิการต้องคิดว่ามันมีคุณมีโทษเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีบทบาทก็มีคุณมีโทษ เมื่อเขาเป็นอาสาสมัครเป็นแค่อาสาสมัครจะมีคุณมีโทษ ให้คนอื่นได้อย่างไร อันนี้ต้องฝากเป็นข้อคิดครับ
ท่านศุภชัย เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธาน ที่เคารพครับ เมื่อสักครู่ผมได้ลุกขึ้นแล้วนําเสนอความเห็นในมาตรา ๔ กําลังจะผูกโยง ไปถึงเรื่องของอาสาสมัครแรงงาน ซึ่งมีความสําคัญมากในการทํางานตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ อาสาสมัครแรงงานหัวใจคือการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ต้องยืนหลักนี้ก่อนนะครับ ถ้าเมื่อใดก็ตามที่เราทําราชการแบบราชการโดยปราศจากการมีส่วนร่วมของพี่น้อง ประชาชน ระบบราชการแน่นอนที่สุดวันนี้การขับเคลื่อนค่อนข้างล่าช้าอุ้ยอ้ายไม่ทันกาล การมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนจึงมีความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง ในขณะที่การมีส่วนร่วม ของพี่น้องประชาชนมีความสําคัญอาสาสมัครแรงงานตามความในมาตรา ๔ ผูกโยง อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้กับหมวด ๗ ที่ว่าด้วยเรื่องของอํานาจของพนักงานตรวจแรงงาน เพราะว่าอาสาสมัครแรงงานตามความในมาตรานี้คือ ผู้ช่วยของพนักงานตรวจแรงงาน ท่านประธานที่เคารพครับ ความเป็ นห่วงของกระผมก็คือว่าในขณะผูกโยงเรื่อง การมีส่วนร่วมของประชาชนกับเรื่องของบทบาทหน้าที่ตามสาระสําคัญในหมวด ๗ ถ้าจะมีคําอธิบายที่มีประโยชน์ต่อสภาแห่งนี้เพื่อให้เราลงมติ คําอธิบายที่ผมต้องการ คือคําอธิบายจากคณะกรรมาธิการว่า การรับคนที่จะเข้ามาสู่ตําแหน่งที่มีความสําคัญนี้ คืออาสาสมัครแรงงาน กระบวนการขั้นตอนจะให้ความมั่นใจได้อย่างไรว่า กลุ่มคนเหล่านี้ นอกจากอาสาเพื่อประโยชน์ของทางราชการแล้ว บทบาทหน้าที่ที่ค่อนข้างเข้มข้นจะจํากัด ส่วนหรือจะแยกส่วนอย่างไร ประเด็นนี้คือประเด็นที่ผมอยากได้ยินคําตอบจาก คณะกรรมาธิการ ขอบพระคุณครับ
ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมาก ก็มี ๒ ประเด็นนะครับที่จะให้ท่านได้ชี้แจงคือ ประเด็นเรื่อง งานที่รับไปทําที่บ้าน ซึ่งมีกรรมาธิการเสียงข้างน้อยสงวนความเห็นไว้ ๒ ท่าน กับประเด็น เรื่องอาสาสมัครแรงงาน ที่ท่านเพิ่มเติมขึ้นมา ท่านใดจะตอบ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม อาทิตย์ อิสโม กรรมาธิการครับ ในส่วนที่ท่านผู้ทรงเกียรติได้อภิปรายเรื่องของ อาสาสมัครแรงงานที่บัญญัติไว้ในร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทําที่บ้าน พ.ศ. .... ฉบับนี้ สืบเนื่องจากการที่รับงานไปทําที่บ้านนี่เป็นงานที่กระจัดกระจายอยู่ ตามหมู่บ้าน ซึ่งไม่มีสถานที่ที่ชัดเจนแบบโรงงาน เพราะฉะนั้นพนักงานตรวจแรงงาน ของกระทรวงแรงงานก็คือข้าราชการของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ซึ่งปัจจุบันนี้ มีอยู่ที่ทําหน้าที่พนักงานตรวจแรงงานจริงประมาณ ๖๐๐ กว่าคนนี่ครับ ก็เห็นว่า จํานวนน้อยเกินไป ในพระราชบัญญัตินี้ก็เลยบัญญัติให้มีพนักงานตรวจแรงงานเพิ่มขึ้น โดยรัฐมนตรีแต่งตั้งจากข้าราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคหรือส่วนท้องถิ่น ซึ่งขยายจาก พนักงานตรวจแรงงานของส่วนกลางไปถึงส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นซึ่งเพิ่มขึ้น
แต่อีกส่วนหนึ่งเราเห็นว่า อาสาสมัครแรงงานเป็ นอาสาสมัคร ที่กระทรวงแรงงานได้จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๘ ตามระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วย อาสาสมัครแรงงาน ซึ่งให้หมายถึงว่า ผู้ที่จะมาทําหน้าที่อาสาสมัครช่วยเหลือกิจการของ กระทรวงแรงงาน โดยมีคุณสมบัติตามข้อ ๗ ของระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วย อาสาสมัครแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๘ บัญญัติว่า อาสาสมัครแรงงานต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้
๑. มีสัญชาติไทยและอายุไม่ตํ่ากว่า ๒๐ ปี
๒. มีความประพฤติเรียบร้อย ซื่อสัตย์สุจริต และมีมนุษยสัมพันธ์
๓. สมัครใจและเสียสละเพื่อช่วยเหลือการดําเนินงานของกระทรวงแรงงาน
ดังนั้น ณ วันนี้กระทรวงแรงงานเรามีอาสาสมัครแรงงานอยู่ทั่วประเทศ ๑๖,๒๑๖ คน ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ตามหมู่บ้านทั่วประเทศ ในเมื่อคณะกรรมาธิการ เห็นว่าอาสาสมัครแรงงานซึ่งเป็นผู้เสียสละจะมาช่วยภารกิจของกระทรวงแรงงานแล้ว ก็เลยคิดว่าทางหนึ่งที่จะให้อาสาสมัครได้ช่วยให้ดีขึ้นก็คือทําหน้าที่ผู้ช่วยพนักงาน ตรวจแรงงาน ดังนั้นเวลาจะคัดเลือกอาสาสมัครแรงงานทั้ง ๑๖,๒๑๖ คนมาทําหน้าที่เป็น ผู้ช่วยพนักงานตรวจแรงงานก็จะมีระเบียบรองรับ เรียกว่า ระเบียบว่าด้วยคุณสมบัติ และอํานาจหน้าที่ของพนักงานตรวจแรงงาน ซึ่งออกโดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ในฐานะที่เป็นกรมที่ดูแลพระราชบัญญัตินี้
ดังนั้นก็คิดว่าจํานวนอาสาสมัครแรงงานที่มีอยู่ ๑๖,๒๑๖ คน เมื่อรัฐมนตรีจะแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยพนักงานตรวจแรงงานก็ต้องร่อนกรองอีกชั้นหนึ่ง ตามระเบียบว่าด้วยพนักงานตรวจแรงงานของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ซึ่งมี คุณสมบัติที่ลงลึกกว่าอาสาสมัครแรงงานที่เขียนไว้กว้าง ๆ อาสาสมัครแรงงานที่จะให้มา ช่วยนี้ไม่ได้ทําหน้าที่เป็นพนักงานตรวจแรงงาน ไม่ได้มีอํานาจหน้าที่เหมือนพนักงาน ตรวจแรงงาน แต่มีอํานาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ในมาตรา ๓๘ วรรคสุดท้าย ซึ่งบัญญัติว่า ในการตรวจสถานประกอบกิจการหรือสํานักงานของผู้จ้างงานหรือ สถานที่ทํางานของผู้รับงานไปทําที่บ้าน อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายอาจจัดให้แพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ หรือผู้เชี่ยวชาญ ขออภัยครับ หรือ นี่ตัดออกนะครับ อาจจัดให้แพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ ผู้เชี่ยวชาญ หรืออาสาสมัครแรงงาน ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง เข้าไปใน สถานที่ดังกล่าว เพื่อให้ความคิดเห็นหรือช่วยเหลือแก่พนักงานตรวจแรงงาน ในการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ได้ เพราะฉะนั้นหน้าที่ของอาสาสมัครแรงงาน เพียงให้ความคิดเห็นหรือช่วยเหลือ ไม่ได้มีหน้าที่ในการสั่งการ ไม่มีหน้าที่ในการที่จะ ดําเนินการอะไรกับผู้จ้างงานนะครับ เพราะฉะนั้นทําหน้าที่เป็นเพียงผู้ช่วยของพนักงานตรวจแรงงาน คณะกรรมาธิการเห็นว่า ในเมื่อเราจะมีร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานซึ่งครอบคลุมไปทั่วประเทศและ สถานที่ทํางานของผู้รับงานไปทําที่บ้านก็กระจัดกระจายอยู่ตามหมู่บ้าน ในขณะที่เรา ไม่มีพนักงานตรวจแรงงานได้ครอบคลุมในพื้นที่ดังกล่าวก็อาจจะมีผู้ช่วยเพื่อเป็น ผู้ให้ความเห็น ผู้แจ้งเบาะแส เพื่อบอกกล่าวว่าลักษณะการทํางานที่บ้านที่หมู่บ้านนี้ ก็มีเหตุการณ์แบบนี้ ให้พนักงานตรวจแรงงานเข้าไปตรวจเพื่อดําเนินการตาม พระราชบัญญัตินี้ เพราะฉะนั้นอํานาจหน้าที่ของผู้ช่วยพนักงานตรวจแรงงาน ซึ่งในที่นี้ ที่เขียนอาสาสมัครเป็นผู้ช่วยไว้ก็เพิ่มเติมในฉบับเดิม ซึ่งในฉบับเดิมเขียนให้แพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อทําหน้าที่เป็ นคนให้ความคิดเห็น เพราะบางประเด็นนี่จําเป็นต้องใช้ผู้มีความรู้ สําหรับอาสาสมัครแรงงานอาจจะมีความรู้ ในฐานะที่เป็นคนในพื้นที่ อาจจะรู้ที่มาที่ไป อาจจะรู้รายละเอียดบางประการที่พนักงาน ตรวจแรงงานไม่รู้ เพราะฉะนั้นก็จะเป็นประโยชน์ในการคุ้มครองผู้รับงานไปทําที่บ้าน กระผมขอนําเรียนว่าการบัญญัติให้มีอาสาสมัครแรงงานเพื่อมาเป็นผู้ช่วยพนักงานตรวจแรงงาน ตามพระราชบัญญัตินี้ก็จะเกิดประโยชน์ในการที่จะบริหารร่างพระราชบัญญัติคุ้มครอง ผู้รับงานไปทําที่บ้านให้เกิดประโยชน์สมบูรณ์ยิ่งขึ้นครับ
ประเด็นงานที่รับไปทําที่บ้านครับ เชิญชี้แจง
กราบเรียนท่านประธาน ผม นริศ ขํานุรักษ์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ สําหรับประเด็นเรื่องงานที่รับไปทํา ที่บ้านนั้น ท่านกรรมาธิการประพนธ์ได้ตอบข้อข้องใจของเพื่อนสมาชิกที่ได้สงวนไว้ ส่วนหนึ่งแล้ว แต่กระผมกราบเรียนว่าการที่คณะกรรมาธิการยืนยันจะระบุว่า กิจการอุตสาหกรรม เอาไว้นั้น อุตสาหกรรม ในความหมายที่คณะกรรมาธิการได้บัญญัติไว้นั้นได้ครอบคลุมถึง งานทอผ้า งานที่เพื่อนสมาชิกสุนทรีได้ห่วงกังวลไว้แล้ว โดยพจนานุกรม ฉบับ ราชบัณฑิตยสถานได้ให้ความหมายของคําว่า อุตสาหกรรม ไว้ว่า กิจกรรมที่ใช้ทุนและ แรงงานเพื่อผลิตสิ่งของหรือจัดให้มีบริการ ซึ่งก็ครอบคลุมกิจกรรมที่เพื่อนสมาชิกได้ ห่วงใยแล้วนะครับ ประกอบกับมีประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง คุ้มครองแรงงาน ได้ให้ความหมายของคําว่า อุตสาหกรรม ไว้ว่า งานอุตสาหกรรม หมายถึง การทําเหมืองแร่ เหมืองหิน หรือกิจการอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับการขุดค้นแร่ธาตุหรือทรัพยากรอย่างอื่น การทํา หรือผลิตบรรจุ ซ่อม ซ่อมบํารุง ปรับปรุง แปรสภาพ ทําลาย ซึ่งวัตถุหรือทรัพย์สิน และ หมายถึงการต่อเรือ การก่อให้กําเนิดแปลงและจ่ายไฟฟ้ำหรือพลังงานอย่างอื่น หมายรวมถึงการก่อสร้าง ต่อเติม ติดตั้ง ซ่อม ซ่อมบํารุง ดัดแปลง หรือรื้อถอนอาคาร ซึ่งได้ครอบคลุมสิ่งที่เพื่อนสมาชิกได้ห่วงกังวลแล้วครับท่านประธาน
เชิญท่านพีรพันธุ์ครับ
ให้กรรมาธิการเก็บประเด็นไว้ก่อนนะครับ เพราะมีสืบเนื่องหลายท่าน เชิญหมอวรงค์ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมเข้าใจที่ทาง คณะกรรมาธิการได้ชี้แจงครับ เพราะเข้าใจดีว่าเจตนาของกรรมาธิการต้องการจะชี้แจง ให้พวกเรารับทราบว่าลําพังพนักงานตรวจแรงงานมีไม่พอ เมื่อพนักงานตรวจแรงงาน มีไม่พอ ท่านจําเป็นจะต้องมีผู้ช่วย ก็คือผู้ช่วยพนักงานตรวจแรงงาน โดยที่ผู้ช่วยของ พนักงานตรวจแรงงานนี้บอกว่าคัดมาจากอาสาสมัครแรงงาน ดังนั้นผมอยากจะยํ้า นะครับว่าตอนนี้ที่ผมติดใจ สาระไม่ติดใจ เข้าใจตรงกันว่าพนักงานของท่านมีไม่พอ เลยต้องมีผู้ช่วยมาช่วยทํางาน และผู้ช่วยมาช่วยทํางานคือท่านก็คัดจากอาสาสมัคร แรงงาน ก็เท่ากับว่าอาสาสมัครแรงงานที่ท่านมีอยู่หมื่นกว่าคน ท่านอาจจะคัดคนที่เก่ง ๆ มีความรู้ความสามารถสัก ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ คนกระจายทั้งประเทศ ก็เท่ากับว่ามีส่วนหนึ่ง ของอาสาสมัครแรงงานขึ้นไปเป็นผู้ช่วยพนักงานตรวจแรงงาน ดังนั้นที่ผมต้องการจะ เตือนว่าคําจํากัดความท่านต้องเปลี่ยนครับ ถ้าท่านเขียนคําว่า อาสาสมัครแรงงาน ปุ๊ บ มันจะสับสน เวลาบอกว่าอาสาสมัครแรงงานก็เหมือนกับว่าอาสาสมัครแรงงาน งงไปใหญ่ เลยว่าเป็นอาสาสมัครที่เป็นผู้ช่วยหรือไม่เป็นผู้ช่วย ผมจึงแนะนําท่านว่าท่านตัดคําว่า อาสาสมัครแรงงาน ออก แต่เปลี่ยนเนื้อหาเป็นคําว่า ผู้ช่วยพนักงานตรวจแรงงาน เพียงแต่ท่านก็ให้ความหมายว่าผู้ช่วยพนักงานตรวจแรงงานคือผู้ซึ่งรัฐมนตรี แต่งตั้งจากอาสาสมัครแรงงานเพื่อทําหน้าที่ผู้ช่วยพนักงานตรวจแรงงาน ตามพระราชบัญญัตินี้ ผมว่าจะเข้าใจมากยิ่งขึ้น และคนที่เป็นอาสาสมัครแรงงานก็จะมี ความรู้สึกภูมิใจว่าตัวเองเป็นอาสาสมัครแรงงานตั้งใจทํางาน ความรับผิดชอบดี มีความรู้ ความสามารถเขาจึงแต่งตั้งขึ้นมาเป็นผู้ช่วยพนักงานตรวจแรงงาน ผมจึงอยากจะแนะนํา ว่าท่านเปลี่ยนครับ เปลี่ยนคําว่า อาสาสมัครแรงงาน เป็น ผู้ช่วยพนักงานตรวจแรงงาน แล้ วก็แก้ ทุกคําจะทําให้ เกิดความเข้ำใจมากยิ่งขึ้นและไม่สับสนกับคําว่า อาสาสมัครแรงงาน ขอบคุณครับ
เชิญท่านนิยมครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ที่ผมมี ความจําเป็นต้องทักท้วงในมาตรา ๔ เรื่องอาสาสมัครแรงงาน ก็เนื่องจากจังหวัดสกลนคร มีโรงงานที่ผลิตเสื้อผ้าเป็นร้อย ๆ แห่ง ผมเข้าใจอยู่ว่าอาสาสมัครแรงงานที่เดิมที่เดียว มีประโยชน์ครับ เพราะเป็นอาสาสมัครที่มาช่วยราชการ แต่มาดูในคําจํากัดความและ หมวด ๗ หมวด ๘ ของที่ท่านร่างขึ้นมาใหม่มันทําให้ผมไปมองว่าอาสาสมัครแรงงานวันนี้ ไม่ใช่อาสาสมัครแรงงานที่ผ่านมา เป็นอาสาสมัครแรงงานที่มีบทบาท มีอํานาจเหมือน เจ้าพนักงาน เจ้าพนักงานนี้เป็นเจ้าพนักงานตรวจแรงงาน เจ้าพนักงานตรวจแรงงาน เป็นผู้มีอํานาจจริง ๆ ผมเองได้ติดตามพนักงานตรวจแรงงานหลายท่านที่ไปตรวจ ในจังหวัดสกลนคร เข้าไปทําข่าวด้วยเห็นว่าบทบาทมาก เพราะฉะนั้นในบทบาทตรงนี้ ของผู้ช่วยพนักงานก็คืออาสาสมัคร อาสาสมัครในมาตรานี้ ในกฎหมายฉบับนี้ ไม่ใช่อาสาสมัครธรรมดาที่ชี้แนะเบาะแสเท่านั้น เป็นอาสาสมัครที่มีอํานาจที่สามารถ ที่จะให้คุณให้โทษแก่เจ้าของธุรกิจหรือผู้ที่รับงานไปทําที่บ้านได้จริง ๆ เพราะฉะนั้น ขอฝากท่านกลับไปดู เพราะเมื่อกี้ท่านกรรมาธิการพูดเฉพาะมาตรา ๓๘ ท่านไปดูมาตรา ๓๙ อาสาสมัครพวกนี้เหมือนกับพนักงานตรวจแรงงาน มีอํานาจเหมือนกัน ท่านไปดู มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ ไปดูครับ มันไม่ใช่แบบที่ท่านพูดนะ คือเดิมทีเดียวนั่นใช่ มีประโยชน์มากคือการชี้แนะ แต่วันนี้ไม่ใช่ชี้แนะธรรมดา แล้วอาสาสมัครที่รัฐมนตรี แต่งตั้ง ไม่ใช่เรื่องยากนะครับ จากจังหวัดเสนอเข้ามาท่านก็แต่งตั้งอยู่แล้ว ผมนี่เป็น ตั้งหลายสมัยไม่ได้ร่วม ก็ยังเป็นอยู่ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ครับ เป็นโดยอัตโนมัติ เซ็นอยู่แล้ว รัฐมนตรีแต่งตั้ง จังหวัดเสนอเข้ามา เพราะฉะนั้นต้องฝาก เพราะมีแค่ ๓ ข้อบอก เป็นคนไทยอายุ ๒๕ ปี ความประพฤติเรียบร้อย มันเป็นเรื่องปกติเขียนมา เรื่องนี้มันไม่ใช่ เรื่องใหญ่ แต่ว่าปัญหาว่าอํานาจมันมี พอมีอํานาจมีการที่ใช้อํานาจเกินขอบเขต ฝากท่าน ทบทวนหน่อยว่าทําอย่างอื่นได้ไหมที่จะไม่ไปเบียดบัง ถ้าเป็นแล้วจะไปมีอํานาจเกี่ยวกับ โรงงานเขาที่ทํามีอาชีพโดยสุจริต หรือพี่น้องผม ชาวบ้านผมรับงานไปทําที่บ้านจะไม่ถูกขู่ ถูกอะไร ซึ่งยากจนอยู่แล้วหนักขึ้นไปอีกสิครับ ฝากเป็นข้อคิดด้วยครับ
ท่านศุภชัยครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อสักครู่ผมได้ ลุกขึ้นแล้วให้ความเห็น ฝากคําถามผ่านท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการ แต่ประเด็น คําถามของกระผมยังไม่ได้รับคําตอบที่ชัดเจน ผมขออนุญาตสรุปสั้น ๆ ครับท่านประธาน อาสาสมัครแรงงาน ตามความในมาตรา ๔ หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งเพื่อทํา หน้าที่ผู้ช่วยพนักงานตรวจแรงงานตามพระราชบัญญัตินี้ นั่นหมายความว่า อาสาสมัคร แรงงานทุกคนเป็นผู้ช่วยพนักงานตรวจแรงงานใช่หรือไม่ หรืออาสาสมัครแรงงานบางคน เท่านั้นจึงจะได้รับการแต่งตั้งจากรัฐมนตรีให้เป็นผู้ช่วยพนักงานตรวจแรงงานตามความ ในมาตรา ๔ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
เชิญคุณหมอชลน่านครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ในมาตรา ๔ คํานิยาม ผมขออนุญาตท่านประธาน ในฐานะสมาชิก ผมต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพนะครับ เรื่องอาสาสมัคร แรงงานที่เขียนไว้ในคํานิยามนั้น ผมค่อนข้างเห็นคล้อยกับคุณหมอวรงค์ ต้องขออนุญาต เอ่ยนามท่าน เพราะว่าวัตถุประสงค์ของการเขียนนี่เขียนเพื่อให้เขามีหน้าที่ เขียนคํานิยาม เพื่อให้สอดรับกับอํานาจหน้าที่ในหมวดที่ว่าด้วยพนักงานตรวจแรงงานกับบทกําหนดโทษ ถ้าเขียนอย่างนั้นผมคิดว่าผู้ใช้กฎหมายใช้ง่าย แล้วตอบคําถามท่านอาจารย์ดอกเตอร์พีรพันธุ์ สิว่าเขาเป็นพนักงานตามกฎหมายฉบับนี้หรือไม่ ความหมายมันค่อนข้างชัดนะครับ ถ้าเขาเป็นพนักงานผู้ช่วย เป็นผู้ช่วยพนักงานตรวจแรงงาน ความหมายในตัวมันก็มี อยู่แล้ว เพียงแต่ที่มาก็เขียนคํานิยามไว้ว่าที่มาจากอาสาสมัครแรงงานที่รัฐมนตรีแต่งตั้ง อาสาสมัครอื่นไม่เกี่ยวครับ อาสาสมัครที่รัฐมนตรีแต่งตั้งให้เป็นก็เป็ น เป็นผู้ช่วย อํานาจหน้าที่ก็เป็นไปตามนั้น อํานาจหน้าที่ก็เป็นไปตามมาตรา ๓๘ วรรคสองเท่านั้นเอง ที่จะเข้าไปช่วย ไปให้ความคิดเห็น เข้าไปอํานวยความสะดวก แต่ต้องเขียนบทกําหนดโทษ ให้ล้อไปกับผู้เชี่ยวชาญนักสังคมสงเคราะห์ หรือแพทย์ ที่ต้องไปให้ความเห็นกรณีที่ พนักงานตรวจแรงงานเข้าไปตรวจในสถานที่ประกอบการเหล่านั้น เพื่อจะให้คนเหล่านั้น ไปให้ความเห็น ผู้ช่วยเขาก็ต้องเข้าไป ถ้าถูกขัดขวางตามมาตรา ๓๙ ไม่อํานวย ความสะดวก คนที่ขัดขวางก็ต้องได้รับโทษไป อันนี้อธิบายเป็นเหตุเป็นผลได้ง่าย ผมค่อนข้างคล้อยตามครับ อยากจะให้คณะกรรมาธิการลองพิจารณาดู คํานิยาม มันบ่งชัดในความหมายของมันเอง ผมก็ไม่แน่ใจว่าท่านเอาคํานิยามตรงนี้มาเขียน เพื่อจะบอก ไปให้กําลังใจอาสาสมัครทั่วประเทศหรือเปล่า แต่ว่าเขียนแล้วกํากวม ก็อย่าได้เขียนเลยครับ ขอบคุณครับ
ท่านสมบูรณ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้ แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ ฟังท่านสมาชิกหลายท่านให้ความคิดเห็น โดยเฉพาะมาตรา ๔ ผมคิดว่าคณะกรรมาธิการทั้งหลายคงจะต้องพิจารณานะครับ โดยเฉพาะคําจํากัดความของคําว่า อาสาสมัครแรงงาน ผมเห็นด้วยกับที่คุณหมอวรงค์ ได้ให้ความคิดเห็นไว้นะครับ คิดว่าน่าจะปรับเปลี่ยนถ้อยคําเป็ น ผู้ช่วยพนักงาน ตรวจแรงงาน มีความหมายถึงผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งเพื่อทําหน้าที่เป็นผู้ช่วยพนักงาน ตรวจแรงงาน อาจจะแต่งตั้งจากอาสาสมัครแรงงานหรืออย่างไรก็แล้วแต่ ท่านลองใช้คํา ที่ให้ดูเหมาะสมนะครับ คนที่จะเข้าไปตรวจในสถานที่ประกอบการทั้งหลายประกอบไปด้วยพนักงาน ตรวจแรงงาน แพทย์ แพทย์นี่ก็คงพอเข้าใจเป็ นความหมายนิยามเข้าใจแล้ว นักสังคมสงเคราะห์ก็คงพอเข้าใจ ผู้เชี่ยวชาญหรืออาสาสมัครแรงงาน ตรงนี้มี คําจํากัดความของคําว่า อาสาสมัครแรงงาน แล้วแต่ผู้เชี่ยวชาญมันไม่มีคําจํากัดความอยู่ ท่านให้ความหมายของคําว่า ผู้เชี่ยวชาญ ให้กับสมาชิกได้รับทราบสิครับว่าหมายถึงผู้ใด ขออนุญาตท่านประธานครับ
เชิญท่านประยุทธ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม ผมกราบเรียนท่านประธานว่า อาจจะเป็นเจตนาดีของทางคณะกรรมาธิการเป็นเพียงแต่ว่ามองเหรียญด้านเดียว มองแต่ความว่าเป็ นคุณของการที่จะมีอาสาสมัครแรงงาน ท่านประธานครับ การที่ท่านรัฐมนตรีจะแต่งตั้งอาสาสมัครแต่งตั้งผู้ใดเพื่อมาช่วยทํางานนั้น ถ้ามันมี หลักเกณฑ์ วิธีการที่กําหนดไว้เป็นการเฉพาะว่าจะตั้งจากบุคคลเช่นใด บุคคลมาตรฐาน อย่างไร ซึ่งมีหลักเกณฑ์ วิธีการกําหนดไว้ตายตัวนั้นอันตรายก็คงไม่มาก แต่ถ้าหากเขียน ไว้อย่างนี้ในแค่คํานิยามว่า อาสาสมัครแรงงาน หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง เพื่อทําหน้าที่ผู้ช่วยพนักงานตรวจแรงงานตามพระราชบัญญัตินี้ ผมกราบเรียนว่าอันตราย อย่างยิ่ง เราจะไม่มองถึงค่าตอบแทนที่เราจะต้องเสียไปกับค่าใช้จ่ายของอาสาสมัคร แต่โดยอํานาจหน้าที่ของอาสาสมัครตรงนี้มันจะกลายเป็นเจ้าพนักงานขึ้นมาทันทีโดยนัย ของมาตรา ๓๘ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ ล้วนแล้วแต่จะมีข้อเกี่ยวข้องกับการที่จะขึ้นโรงขึ้นศาล เกี่ยวกับเรื่องกฎบัตรกฎหมายเสียทั้งสิ้น ท่านประธานครับ มาตรา ๓๘ ให้อํานาจ เจ้าพนักงานในการที่จะ (๑) ผมยกตัวอย่างว่า เข้าไปในสถานประกอบกิจการหรือ สํานักงานของผู้จ้างงานหรือสถานที่ทํางานของผู้รับงานไปทําที่บ้านในเวลาทํางาน ถ้าเขียนไว้อย่างนี้ ถ้ามองภาพอย่างเดียวว่าเวลาทํางานคือเวลาราชการนั้นมันไม่ใช่ นะครับ บางโรงงานเขามี ๒ กะ ๓ กะ ทํางานตลอด ๒๔ ชั่วโมง ไม่สามารถที่จะหยุด เครื่องจักรได้ เพราะฉะนั้นเวลาที่ท่านจะเข้าไป เวลาทํางานมันก็ล้วนแล้วแต่เข้าไป เวลาใดก็ได้ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน เจ้าพนักงานซึ่งมีความรับผิดชอบตามกฎหมายที่มี อยู่แล้ว ซึ่งมีวินัย มีหลักเกณฑ์ มีวิธีการ มีระเบียบ ถ้าอาสาสมัครมามีอํานาจตาม (๑) เข้าไปเมื่อใดก็ได้อันตรายจะเกิดขึ้น เพราะเราจะต้องร่วมรับผิดชอบ เข้าไปนี่สามารถ สอบถามข้อเท็จจริง ถ่ายภาพ ถ่ายสําเนาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับงาน การจ่ายค่าตอบแทน หรืออะไรต่าง ๆ ท่านประธานครับ จะไปก้าวล่วงในสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นไป (๑/๑) ยังให้ อํานาจ เก็บตัวอย่างวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ที่ทําเพื่อวิเคราะห์เกี่ยวกับความปลอดภัย ในการทํางานและกระทําการอย่างอื่นเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงในอันที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตาม พระราชบัญญัตินี้ โดยพนักงานตรวจแรงงานต้องได้รับความยินยอมจากผู้จ้างงาน หรือผู้รับงานไปทําที่บ้าน ตรงนี้ก็คงจะไม่มีปัญหาอะไรมากมายนักเพราะว่าจะต้องได้รับ ความยินยอมจาก ๒ ฝ่าย (๒) อันตรายเกิดขึ้นอย่างยิ่งครับ มีหนังสือเรียกบุคคลใด มาให้ถ้อยคําหรือให้ส่งเอกสารหรือวัตถุใด ๆ มาเพื่อประกอบการพิจารณาได้ตาม ความจําเป็น อํานาจตัวนี้แหละครับท่าน อาสาสมัครแรงงานก็จะมีอํานาจตาม (๒) ทันที ถ้าขัดขวางหรือไม่ปฏิบัติตามก็มีบทลงโทษอีกครับ (๓) มีคําสั่งเป็นหนังสือให้ผู้จ้างงาน หรือผู้รับงานไปทําที่บ้านปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัตินี้ โอ้โฮ ยิ่งหนักเข้าไปอีก เมื่ออ่านโยงกันมาตรา ๓๘ มาตรา ๓๘/๑ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ แล้วบทลงโทษ ในมาตรา ๔๕ มาตรา ๔๖ มาตรา ๔๗ แล้ว ผมคิดว่าถ้าหากเป็นไปได้ ผมกราบเรียน ท่านประธานฝากไปยังท่านคณะกรรมาธิการได้ไหมครับว่า คํานิยามตรงนี้ตัดทิ้งไปเถอะ ที่บัญญัติไว้ในสาระบัญญัติในมาตราอื่นก็คงจะต้องตัดตามกันไปเพราะอันตรายอย่างยิ่ง เพราะว่าผมมองเจตนาท่านในทางที่ดีแต่หมายความว่าอันตรายที่จะเกิดขึ้นทางกฎหมาย ที่จะก่อให้เกิดปัญหาข้อโต้แย้งจะมีมากมายครับ
เชิญท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากชี้แจงเลยครับ
กราบเรียนท่านประธาน กระผม อภิมุข สุขประสิทธิ์ กรรมาธิการ ในความเข้าใจของกรรมาธิการเสียงข้างมาก บทบัญญัติ ในมาตรา ๓๘ คือคําว่า อาสาสมัครแรงงาน มีเขียนอยู่ในทั้งหมด ๕ มาตรา มาตราแรก คือมาตรา ๓๘ มาตราที่ ๒ คือมาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๕ และมาตรา ๔๖ ในมาตรา ๓๘ ทางกรรมาธิการบางท่านได้ขอเพิ่มเติมขึ้นมาเพราะประสงค์ที่จะให้ อาสาสมัครแรงงานเป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้รับงานไปทําที่บ้านกับพนักงานเจ้าหน้าที่ ในการให้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ โดยไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะให้อาสาสมัครแรงงาน ที่เพิ่มเติมเข้ามามาเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่อย่างที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติมีความวิตกกังวล เพราะฉะนั้นในเรื่องที่มีการเพิ่มเติมท่านจะเห็นได้ว่าในบทบัญญัติในมาตรา ๓๘ วรรคท้ายได้เขียนไว้ว่า อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายอาจจัดให้อาสาสมัครแรงงาน ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งเข้าไปในสถานที่ดังกล่าว เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่าตรงนี้ถ้าอธิบดี เห็นสมควรให้มีอาสาสมัครแรงงานเข้าไปช่วยในกรณีที่มีพนักงานตรวจแรงงานในพื้นที่ใด ขาดแคลนก็อาจจะมีการแก้ไขปัญหาในทางปฏิบัติ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อประโยชน์ ของผู้ใช้แรงงาน ผู้รับงานไปทําที่บ้าน สําหรับบทบัญญัติในมาตรา ๓๙ ถ้าท่านประธาน ได้กรุณาดูบทบัญญัติในมาตรา ๓๙ จะเป็ นเรื่องการขอให้บุคคลที่เกี่ยวข้อง อํานวยความสะดวกให้ตามสมควร ในทางปฏิบัติในคณะกรรมาธิการได้มีการหารือกัน แล้วเราก็เห็นว่าในทางปฏิบัติ ถ้ามีบทบัญญัติในมาตรา ๓๘ ให้มีอาสาสมัครแรงงาน เข้ามาร่วม มาช่วยในการที่เข้าไปตรวจในที่ประกอบการของผู้รับงานไปทําที่บ้าน ในบางครั้งก็ต้องให้เครื่องไม้เครื่องมือว่าเมื่อคุณเข้าไปตรวจ กรณีที่เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือว่ากรณีที่เป็นแพทย์หรือเป็นนักสังคมสงเคราะห์ ในร่างมาตรา ๓๙ เดิมได้กําหนดว่า ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องอํานวยความสะดวก แต่พอมาถึงอาสาสมัครแรงงานซึ่งเราดึงมาช่วยก็เป็น อาสาสมัครแรงงานตามประกาศระเบียบของกระทรวงแรงงาน ปี ๒๕๔๘ พอดึงเข้ามาช่วย พอจะเข้าไปช่วยจริงพอตามมาตรา ๓๙ บุคคลที่เกี่ยวข้องก็ไม่อํานวยความสะดวก เพราะฉะนั้นนี่คือที่มาว่าทําไมถึงเติมเข้าไป ขออนุญาตกราบเรียนเพิ่มเติมในมาตรา ๔๐ จะเห็นได้ว่าในมาตรา ๔๐ ทางคณะกรรมาธิการก็กังวลเหมือนกันว่าในกรณีที่มีคนเข้ามา ช่วยตามมาตรา ๓๘ วรรคสอง แล้วก็คนนั้นเป็นอาสาสมัครแรงงาน ก็ได้กําหนดให้ อาสาสมัครแรงงานท่านนั้นแสดงบัตรประจําตัวหรือหนังสือมอบหมายแล้วแต่กรณีกับ บุคคลที่เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นในเรื่องของการเข้ามาทําหน้าที่ตามมาตรา ๓๘ วรรคสอง ก็ดี การเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๓๙ หรือการแสดงตนในมาตรา ๔๐ ก็ดี อันนี้ก็จะเป็น โครงสร้างซึ่งคณะกรรมาธิการเห็นว่าในเรื่องนี้คงจะต้องเขียนเกี่ยวข้องกัน แต่ขออนุญาต กราบเรียนว่าไม่ประสงค์ที่จะให้อาสาสมัครแรงงานมาเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่อย่างที่ ท่านกริ่งเกรงกัน ทีนี้ขออนุญาตกราบเรียนเป็น ๒ ประเด็นสุดท้าย อาจจะพูดกล่าว รวมกันไปเลย ก็คือในมาตรา ๔๕ มาตรา ๔๖ ในมาตรา ๔๕ มาตรา ๔๖ ก็จะปรากฏว่า มันเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๓๘ และมาตรา ๓๙ ในกรณีที่มีอาสาสมัครแรงงาน เข้ามาร่วมการปฏิบัติงานกับเจ้าหน้าที่ เพราะฉะนั้นในบทบัญญัติในส่วนนี้ มาตรา ๔๕ และมาตรา ๔๖ จึงได้บัญญัติว่า ในกรณีที่อาสาสมัครแรงงานเข้ามาปฏิบัติงานร่วมกับพนักงานตรวจแรงงาน แพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ ก็ให้บุคคลที่เกี่ยวข้องอํานวยความสะดวกตามสมควร และในขณะเดียวกันถ้าไม่อํานวยความสะดวกจึงได้กําหนดโทษไว้ แต่ในประเด็นนี้ ในมาตรา ๔๕ มาตรา ๔๖ ทางท่านประธานคณะกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการที่อยู่ ณ ที่นี้ได้หารือกันแล้วว่าถ้าเป็ นตามข้อกังวลของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ทรงเกียรติ บทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องบทลงโทษในมาตรา ๔๕ และมาตรา ๔๖ ก็อาจจะ ตัดออก ทางกรรมาธิการก็เห็นด้วยในเรื่องของการตัดออก ขอบพระคุณครับ
ท่านประธานคณะกรรมาธิการมีอะไรเพิ่มเติม เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นริศ ขํานุรักษ์ ท่านกรรมาธิการอภิมุขได้อภิปรายชี้แจงตอบข้อซักถามเรื่อง เจตนารมณ์ของคณะกรรมาธิการว่า คณะกรรมาธิการมีเจตนารมณ์เพียงที่จะให้ อาสาสมัครแรงงานเป็นผู้ช่วย ทั้งผู้ว่าจ้าง ผู้รับจ้าง เพื่อให้เกิดผลดีกับทั้ง ๒ ฝ่ำย ไม่มีเจตนารมณ์ที่จะให้อาสาสมัครไปใช้แรงงาน แต่ว่าหลังจากฟังเพื่อนสมาชิก ได้อภิปรายในข้อห่วงใยแล้วทางกรรมาธิการได้ปรึกษาหารือว่าเราขอตัดคําว่า อาสาสมัครแรงงาน ออกจากนิยามตามที่เพื่อนสมาชิกได้เสนอครับ
ท่านพีรพันธุ์มีอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม พีรพันธุ์ พาลุสุข พรรคเพื่อไทย จังหวัดยโสธร ฟังคําชี้แจงของคณะกรรมาธิการแล้วท่านบอกว่า ท่านไม่มีวัตถุประสงค์ที่จะให้อาสาสมัครแรงงานเป็นเจ้าพนักงาน แต่ท่านเขียนให้มันเป็น ท่านจะมาบอกเพียงว่าเขามาช่วยเฉย ๆ ไม่ใช่ ท่านบอกตั้งเขาตามระเบียบ ระเบียบนั้น ท่านไม่ให้เขามีอํานาจตามที่ใช้ในกฎหมายนี้ไม่ได้นะครับ คือแหล่งที่มาของการออกให้ บุคคลเหล่านี้ที่ท่านเรียกว่าเป็นอาสาสมัครแรงงาน ท่านทําเสมือนหนึ่งเขาเป็นผู้ช่วย แต่ว่าทําหน้าที่เป็นเหมือนเจ้าพนักงานในกฎหมายนี้ เพียงแต่ท่านบอกว่าให้เขาไปช่วย เจ้าพนักงาน แล้วเวลาเข้าไปก็เข้าไปพร้ อมกับพนักงานตรวจแรงงาน แพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ ผู้เชี่ยวชาญ หรือบางครั้งอาจจะไปเดี่ยว ๆ ก็ได้ ไม่จําเป็นต้องไป พร้อมกับกลุ่ม แต่ว่าถ้าเขียนอย่างนี้ท่านให้อํานาจแก่เขา เมื่อให้อํานาจแก่เขาก็ต้องเป็น อํานาจที่มาจากกฎหมาย ไม่ใช่มาจากระเบียบ จะมาบอกเพียงว่าถ้าอย่างนั้นตัดเรื่อง บทกําหนดโทษออก ก็ไม่ใช่ครับ เพราะมาตรา ๓๘ ท่านยังให้อาสาสมัครแรงงานเข้าไป ทําหน้าที่เหมือนผู้ตรวจแรงงาน เหมือนแพทย์ เหมือนนักสังคมสงเคราะห์ มีอํานาจเสมอ เหมือนกัน
ท่านพีรพันธุ์ครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ชี้แจงว่ากรรมาธิการเห็นควรตัดคํานิยาม คําว่า อาสาสมัครแรงงาน ออกนะครับ ทีนี้ถ้าตัดคํานิยามนี้ออกหมายความว่าถ้อยคํา ทุกถ้อยคําของคําว่า อาสาสมัครแรงงาน ที่อยู่ในมาตรา ๓๘ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๕ มาตรา ๔๖ ก็เอาออกหมดครับ
ตกลงตัดหมดใช่ไหมครับ
ตัดหมดครับ
เพราะเมื่อกี้เห็นชี้แจงว่าจะขอตัดเฉพาะ เรื่องลงโทษเท่านั้น ตัดออกหมดนะครับ
ตัดหมดครับ นิยามก็เอาออกด้วยครับ กรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นสมควรในบทนิยาม มาตรา ๔ ให้ตัดคํานิยาม คําว่า อาสาสมัครแรงงาน ออกนะครับ ก็เหลือประเด็นเดียว งานที่รับไปทําที่บ้าน ซึ่งมีผู้สงวนคําแปรญัตติไว้ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยไม่ติดใจ หลังจากฟังคําชี้แจงแล้ว
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ถ้าไม่ติดใจก็เป็นอันว่ามาตรา ๔ ตัดนิยามคําว่า อาสาสมัครแรงงาน ออก แล้วก็ส่วนที่ เกี่ยวข้องกับถ้อยคํา อาสาสมัครแรงงาน ในมาตรา ๓๘ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๕ มาตรา ๔๖ ก็ตัดออก ท่านสุนทรีผู้สงวนความเห็นยังติดใจหรือครับ
ท่านประธาน มาตรา ๔ ดิฉันติดใจค่ะ ดิฉันเป็นผู้สงวนความเห็นเอาไว้ค่ะ
ยังยืนยันใช่ไหมครับ จะให้โหวตใช่ไหมครับ
ค่ะ ดิฉันยืนยัน ยังติดใจค่ะ
ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากก็ยืนยันตามร่างกรรมาธิการใช่ไหมครับ ถ้าผู้สงวนความเห็น ติดใจในคําสงวนคําแปรญัตติไว้ก็จะต้องลงมตินะครับ ฉะนั้นเชิญท่านสมาชิก เข้าห้องประชุมเพื่อลงมติในมาตรา ๔ ครับ
(นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ท่านสมาชิกครับ เชิญเข้าห้องประชุมเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อนลงมติในมาตรา ๔ ท่านสมาชิกที่อยู่ในห้องประชุมแล้วกรุณาเสียบบัตรแสดงตนด้วย
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ท่านที่อยู่นอกห้องประชุมกรุณาเข้าห้องประชุมเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อนลงมติ ในมาตรา ๔ ท่านสมาชิกที่อยู่ตามห้องประชุมคณะกรรมาธิการ ประธานได้ส่งสัญญาณไฟ ลงมติไปแจ้งตามห้องประชุมคณะกรรมาธิการแล้ว กรุณาเข้าห้องประชุมเพื่อตรวจสอบ องค์ประชุมก่อนลงมติในมาตรา ๔ ครับ ท่านสมาชิกที่อยู่ในห้องประชุมแล้ว เสียบบัตรแสดงตนนะครับ เชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมตรวจสอบองค์ประชุม ก่อนลงมติในมาตรา ๔ ครับ ท่านที่อยู่ในห้องประชุมกรุณาเสียบบัตรแสดงตนนะครับ ท่านเชนมีอะไรครับ
ท่านประธานครับ อยากขอให้ ท่านประธานช้า ๆ นิดหนึ่งเพราะว่าลงลิฟต์จากอาคารรัฐสภา ๓ มันค่อนข้าง หนาแน่นมากแล้วก็จะไม่สะดวก
ครับ ก็ได้ส่งสัญญาณไฟไปห้องประชุมคณะกรรมาธิการทุกห้อง เชิญท่านเข้าห้องประชุม ท่านที่ประชุมคณะกรรมาธิการอยู่กรุณาเร่งรัดเข้าห้องประชุมด้วยครับ ก็ฝากถึง ท่านสมาชิกคงจะต้องมีการลงมติเป็นระยะ ๆ ถ้าไม่จําเป็นก็กรุณาอยู่รอบ ๆ ห้องประชุม ถ้าจะออกไปพักผ่อนกันบ้าง ท่านไพจิตมีอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ผมเห็นท่านประธาน กดอยู่หลายรอบแล้วควรจะได้ทําตามภาระตามข้อบังคับ ถ้าไม่ครบก็บอกไม่ครบ แสดงผลเลยครับ
มีจํานวนผู้อยู่ในห้องประชุม ๒๔๕ ท่าน ครบองค์ประชุม
ท่านสมาชิกครับในการพิจารณามาตรา ๔ มีท่านกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยได้สงวนความเห็นแตกต่างไปจากกรรมาธิการเสียงข้างมากในบทนิยาม คําว่า งานที่รับไปทําที่บ้าน ฉะนั้นผมจะถามมติที่ประชุมว่าท่านเห็นด้วยกับถ้อยคํา ที่กรรมาธิการเสียงข้างมากให้คงไว้ตามร่างเดิมหรือท่านจะเห็นควรตามกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยที่สงวนความเห็น ท่านใดเห็นด้วยตามกรรมาธิการเสียงข้างมาก ก็ขอความกรุณากดปุ่ ม เห็นด้วย ท่านที่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผู้สงวนความเห็นกดปุ่ ม ไม่เห็นด้วย ท่านที่งดออกเสียงกรุณากดปุ่ ม งดออกเสียง ท่านมีอะไรครับ
ท่านประธานขออนุญาต พอดี เมื่อสักครู่นี้ผมได้เห็นประธานกับรองประธานส่งสัญญาณในการที่จะโหวตซึ่งไม่ถูกครับ ถ้าจะทําให้ผ่านวิป (Whip) ครับท่าน
ครับ รับเป็นข้อสังเกต อย่างไรก็มอบวิปทําหน้าที่ อย่าไปแย่งวิปทํา ลงมติกันหมดแล้ว ขอทราบผลครับ ลงมติกันหรือยังครับ ท่านสมาชิกท่านใดเห็นด้วยกับกรรมาธิการ เสียงข้างมากกดปุ่ ม เห็นด้วย ท่านใดเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผู้สงวนความเห็นกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านใดงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญลงมติครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ลงมติครบทุกท่านแล้วนะครับ ปิ ดการลงมติ ขอทราบผลครับ มีท่านสมาชิก อยู่ในห้องประชุม ๓๕๒ ท่าน เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ๒๓๔ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๐๐ ท่าน งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑๖ ท่าน ก็เป็นอันว่า ในมาตรา ๔ บทนิยาม คําว่า งานที่รับไปทําที่บ้าน ที่ประชุมเห็นชอบตามกรรมาธิการ เสียงข้างมากครับ
เชิญท่านเลขาธิการ ต่อไปมาตรา ๕ ครับ
มาตรา ๕ มีการแก้ไข
มีท่านใดติดใจไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ไม่มี เชิญต่อครับ
หมวด ๑ บททั่วไป ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๖ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๗ มีการแก้ไข
มีท่านใดติดใจไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
เชิญต่อครับ
มาตรา ๘ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๘/๑ คณะกรรมาธิการ เพิ่มขึ้นใหม่
มาตรา ๘/๑ คณะกรรมาธิการเพิ่มขึ้นใหม่ มีไหม ท่านไพจิตเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ แปลว่าผมเข้าใจว่า มาตรา ๕ ตัดคําว่า อาสาสมัครแรงงาน ออกแล้วนะครับ เพราะฉะนั้น ผมจะไม่เห็นด้วยในมาตรา ๘/๑ ที่คณะกรรมาธิการได้เพิ่มเติมมาทั้งวรรค ในกรณีที่ สัญญาจ้างหรือข้อกําหนดในเอกสารเกี่ยวกับการรับงานไปทําที่บ้านระหว่างผู้จ้างงานกับ ผู้รับงานไปทําที่บ้าน ประเด็นที่สําคัญก็คือสัญญานี้ทําให้ผู้จ้างงานได้เปรียบผู้รับงาน ไปทําที่บ้านเกินสมควร คือผู้ว่าจ้างเอาเปรียบผู้รับจ้างเกินสมควร ทางคณะกรรมาธิการ ได้เพิ่มเติมว่า ศาลมีอํานาจสั่งให้สัญญาจ้างหรือข้อกําหนดในเอกสารเกี่ยวกับการรับงาน ไปทําที่บ้าน มีผลใช้บังคับเพียงเท่าที่เป็นธรรมและสมควรแก่กรณี ผมสงสัยครับว่า กรณีที่มันเกินสมควรอยู่แล้วคณะกรรมาธิการก็ไปให้อํานาจว่าต้องไปศาล ไปศาล พิจารณาว่าจะให้มีผลบังคับเท่าใดให้ในส่วนที่เป็นธรรม เอาหลักความเป็นธรรมมาว่า ความเป็นธรรม ความยุติธรรม มีข้อจํากัดมากครับท่านประธาน มาตรฐานค่อนข้าง ไม่เท่ากันในความเห็น ผมต้องการความชัดเจนว่าเมื่อเขียนกฎหมายแล้วก็เขียนให้มันเป็น ที่พึ่งของคนยากคนจนเสีย เมื่อเห็นว่ามันไม่เป็ นธรรม นายจ้างเอาเปรียบคนที่รับงาน ไปทําที่บ้าน แล้วก็บอกว่าจะต้องไปศาล ในวรรคข้างบนก็คือมาตรา ๗ เขาเขียนว่า ศาลแรงงาน ท่านก็ไปตัดคําว่า แรงงาน ออก ผมก็สงสัยอีก เพราะในการพิจารณาเรื่อง ผลประโยชน์ข้อแตกต่างระหว่างคนจ้างงานกับคนรับจ้าง ถ้าไปศาลปกติใช่ไหมครับ ศาลแพ่ง ศาลอาญา ทําไมไม่ยืนคําว่า ศาลแรงงาน ซึ่งมีผู้ที่เข้าใจ ผู้ที่ชํานาญการอยู่แล้ว เป็นองค์คณะในการที่จะร่วมพิจารณา มีบทของการพิจารณาที่จะเยียวยาผ่อนคลายกัน เป็นการเฉพาะครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นในกรณีนี้ผมสงสัยเมื่อเห็นว่าไม่เป็นธรรม ท่านก็บอกต้องไปศาลนะ ศาลจะต้องพิพากษา ท่านประธานครับระหว่างนายจ้าง กับลูกจ้าง คนจ้างงานกับรับงานไปทําไปศาล ท่านเข้าใจไหมครับว่า เมื่อมีเหตุขัดแย้ง แบบนี้คนไปศาลสะดวกและมีอํานาจกลายเป็ นผู้จ้างงาน เขาไม่ได้ไปเองหรอก เขามีทนายที่รับผิดชอบบริษัท ห้าง ร้านของเขาอยู่แล้วไปว่าความ ไปทําให้เกิดประโยชน์ กับบริษัท นายจ้างเขามีความพร้อมมากกว่า ขณะเดียวกันถ้าพูดถึงประชาชนที่รับจ้าง รับจ้างสานตาข่ายที่บ้าน ที่บ้านผม ที่ตําบลหนองสังข์ อําเภอนาแก คนจ้างอยู่จังหวัดสกลนคร จังหวัดของท่านนิยม เวชกามา คนจ้างเขาจะมีทนายนะครับ ถ้าไปศาลนี่พวกจะไปจากตําบลหนองสังข์ ลําพังแค่บอก ให้ไปร้องเอานะในศาลนี่ เขาก็ปวดเศียรเวียนเกล้าแล้วครับท่านประธาน กรรมาธิการ ทราบไหมว่าวิธีการแบบนี้จะทําให้เกิดความเหลื่อมลํ้าในการที่จะพิจารณา ผมถามว่า ทําไม ก็มีคณะกรรมการการจ้างรับงานไปทําอยู่แล้ว มีคณะกรรมการนี่ทําไมเมื่อเห็นว่า มันไม่เป็ นธรรม เป็ นอะไรทั้งหลาย ไกล่เกลี่ยแล้วก็ทําโดยมติโดยความเห็นของ คณะกรรมการนี้ มันน่าจะดีกว่าให้ไปศาล เพราะไปศาลทีไรเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง กับเรื่องพิพาทว่าใครต้มใคร ใครโกงเอาค่านายหน้าไปเท่าไร เรียกคืนนี่มันเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ บริษัทจัดหางานเทคโอเวอร์ (Takeover) หมด ไปถึงก็จะไปบอกเขาให้ เสียเงินไปแล้วแสนหนึ่ง ได้คืน ๒๐,๐๐๐ บาท ก็เอาเสีย ไปศาลถ้าอย่างนั้นไปฟ้ องเอา มันก็กลัวแล้วคนงาน รีบเซ็นให้ไม่ติดใจเอาความ มีปัญหาซํ้าซ้อนอยู่แบบนี้ ผมสะท้อน ให้เห็นว่ามันเป็นปัญหาระหว่างคนจ้างงานกับผู้รับงานไปทํา ถ้าหากโยนไปที่ศาล แล้วแต่ พอเหมาะพอสมเขียนไว้ในนี้ สมควรและเป็นธรรม ประเด็นแบบนี้ผมขอความชัดเจนว่า ท่านจะคุ้มครองทําให้เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนคนยากคนจน คนรับจ้างรับทํา ประการใดที่ดีกว่าที่ท่านเขียนไว้ตรงนี้ ผมเสนอไว้แล้วนะครับท่านประธาน ขอความชัดเจนที่ท่านไปเพิ่มเติมเข้ามา ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านวิรัตน์ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ต่อกรณีที่ กรรมาธิการได้เพิ่มเติมมาตรา ๘/๑ ด้วยความเคารพ ผมเข้าใจเจตนาครับว่า กรรมาธิการ ต้องการจะคุ้มครองในกรณีที่ผู้รับงานไปทําที่บ้านถูกผู้จ้างงานเอาเปรียบ เป็นเจตนารมณ์ ที่ดี ขอสนับสนุนด้วย แต่เนื่องจากอย่างนี้ครับท่านประธาน กรณีนี้ก็คือว่ากรณีที่ผู้จ้างงาน เอาเปรียบเกินสมควร มาตรานี้ก็บอกว่า ให้ศาลมีอํานาจบังคับเท่าที่เป็นธรรมและ พอสมควรแก่กรณี ก็ถูกต้องตามหลักทั่วไปละครับ แต่เผอิญว่าอย่างนี้ครับท่านประธาน ได้มีพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ปี ๒๕๔๐ ซึ่งประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ปี ๒๕๔๐ เขียนไว้ในมาตรา ผมจะสรุปนะครับ มาตรา ๓ ข้อสัญญาตาม พระราชบัญญัตินั้น ก็คือข้อตกลง ความตกลง ความยินยอมทั้งหลาย แล้วก็เขียนต่อไป ในมาตรา ๔ ว่า (๑) ข้อตกลงหรือลักษณะที่มีผลให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติหรือ รับภาระเกินกว่าที่วิญํูชนจะพึงคาดหมายได้ (๒) ต้องรับผิดหรือรับภาระมากกว่า หรือมาตรา ๕ ข้อตกลงจํากัดสิทธิหรือเสรีภาพในการประกอบอาชีพการงาน ด้วยความเคารพก็คือว่า ศาลมีอํานาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญา ที่ไม่เป็นธรรม ปี ๒๕๔๐ ในมาตรา ๕ ว่าสามารถวินิจฉัยให้ตามสมควร เพราะฉะนั้น หลักอันนี้ก็คือว่ามีข้อกฎหมายอยู่ชัดเจนแล้ว ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นหากเป็นไปได้ ในมาตรา ๘/๑ ซึ่งกฎหมายก็บังคับให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้รักษาการตามกฎหมาย แต่ว่าตามกฎหมายเอางานไปทําที่บ้านนี่นะครับ ผมเข้าใจว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานน่าจะเป็นผู้รักษาการตามกฎหมาย มันก็เกิดลักลั่นกัน เพราะฉะนั้นด้วยความเคารพถ้าเป็ นไปได้ผมอยากจะให้ท่านประธานปรึกษา คณะกรรมาธิการครับ เมื่อมีข้อกฎหมายอยู่ชัดแจ้งแล้ว บังคับไว้ได้อย่างแน่นอนแล้ว แล้วมีผู้รักษาการตามกฎหมายที่ว่านี้ ก็อยากจะให้ถอนออกไปในมาตรา ๘/๑ ด้วยความเคารพท่านประธาน
เชิญท่านเรวัตครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายเรวัต สิรินุกุล ส.ส. แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย กระผมมีความสงสัยอยู่นิดเดียว อยากจะเรียนถามโดยเฉพาะท่านประธานคณะกรรมาธิการ ผมนึกขึ้นได้ว่า กรมการประกันภัย กระทรวงพาณิชย์ เดี๋ยวนี้เปลี่ยนชื่อเป็นอะไรผมจําไม่ได้ แต่ว่า กรมธรรม์นี่ไม่ว่ากรมธรรม์ประกันชีวิต กรมธรรม์ของประกันภัยก็แล้วแต่ ทุกบริษัทมันจะมี ข้อความคล้ายคลึงกัน เมื่อเป็นอย่างนี้กฎหมายฉบับนี้บอกชัดเจนว่าเป็นกฎหมาย คุ้มครองผู้รับงานไปทําที่บ้าน คณะกรรมการก็มีอยู่ สัญญาอย่างนี้ทําไมคณะกรรมการ ดูไม่ได้ คณะกรรมการดูได้นี่ครับ คณะกรรมการดูได้ สาระสําคัญมีไม่กี่อย่าง เอางานไป เมื่อไร ผู้จ้างเท่าไร เป็นเงินเท่าไร ทําเมื่อไรเสร็จ อย่างนี้ทําไมจะออกมาเหมือนกันไม่ได้ ทําไมคณะกรรมการดูแลสัญญานี้ไม่ได้ ทําไมต้องปล่อยให้สัญญาต่างกันแล้วก็เรื่อง ไปถึงศาล ผมไม่เข้าใจ ทําได้ไหมครับท่านประธาน ทําได้ไหมครับว่าสัญญานี้เหมือนกับ กรมธรรม์ประกันชีวิต ประกันภัยก็แล้วแต่ มันไม่มีอะไรยุ่งยากเลย แล้วทําไมต้องปล่อยให้ สัญญาระหว่างผู้รับงานกับผู้จ้างงานให้มีสัญญาซึ่งกันและกัน ทําไมต้องมีอย่างนี้ ให้ไปยุ่งยากที่ศาลด้วย ผมอยากฟังคําชัดเจนครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
เชิญท่านนิพนธ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๘/๑ ซึ่งทางกรรมาธิการไปเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ บัญญัติ ขึ้นมาใหม่นี้ ผมอยากจะถามว่า กรรมาธิการท่านมีเจตนารมณ์อย่างไรในการที่เพิ่ม ข้อความในมาตรา ๘/๑ ขึ้นมาใหม่ เพราะโดยหลักประมวลกฎหมายแพ่งนั้นการทํา สัญญานายจ้างกับลูกจ้างมันเป็นปัญหาความสงบเรียบร้อยซึ่งศาลท่านหยิบยกได้เอง อยู่แล้ว ปกติถ้าเราจะใช้ประมวลกฎหมายแพ่งมันก็เป็นไปได้ตามเจตนารมณ์ของ ประมวลกฎหมายแพ่ง ถ้าคิดว่าท่านไม่มีเจตนาพิเศษอย่างอื่น การบังคับสัญญามันก็ เป็นไปตามหลักการแสดงเจตนา ถ้าข้อความใดที่มันขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรม อันดีของประชาชน ศาลท่านยกเองได้อยู่แล้ว แล้วก็ในแนวคําพิพากษาศาลฎีกา การตกลงค่าจ้างซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปัญหาความสงบเรียบร้อยปกติศาลท่านจะยกขึ้นเองอยู่แล้ว ผมไม่ทราบว่าท่านมีเจตนารมณ์อย่างไร เพราะถ้าหากว่าท่านบัญญัติอย่างนี้อาจจะ ก่อให้เกิดปัญหาในวันข้างหน้าได้ แม้กระทั่งเรื่องเขตอํานาจศาลว่าท่านจะให้ศาลใด เป็นคนวินิจฉัย เพราะว่าบางถ้อยคําท่านใช้ว่า ศาลแรงงาน แต่ว่าถ้อยคําในมาตรา ๘/๑ ท่านไม่ใช้คําว่า ศาลแรงงาน แต่ว่าในมาตรา ๗ มาตราที่ผ่าน ๆ มา ท่านดูมาตรา ๘ บรรดาคดีที่เกิดจากข้อพิพาทระหว่างผู้จ้างงานกับผู้รับจ้างงานไปทําที่บ้าน หรือทายาท หรือเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้อยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษา ของศาลแรงงาน มาตรา ๘ ท่านบัญญัติไว้เรื่องกรณีอย่างนี้ แต่ว่าพอมามาตรา ๘/๑ ท่านบอกว่าให้อยู่ในอํานาจของศาล ความหมายคําว่า ศาล กับ ศาลแรงงาน ต่างกัน หรือไม่ เพราะว่าท่านไม่มีคํานิยามในมาตรา ๕ เอาไว้ เพราะฉะนั้นผมอยากจะขอทราบว่า เจตนารมณ์ของกรรมาธิการท่านมีเจตนารมณ์อย่างไรในการที่บัญญัติมาตรา ๘/๑ ขึ้นมา ทําไมท่านไม่ให้เป็นไปตามหลักประมวลกฎหมายแพ่งซึ่งมันเป็นหลักทั่วไปอยู่แล้ว แล้วการตกลงเรื่องค่าจ้างถ้าเอาเปรียบนายจ้างกับลูกจ้าง หรือว่าผู้รับจ้างกับผู้ว่าจ้าง ท่านลองไปดูว่าท่านจะใช้หลักประมวลกฎหมายแพ่งโดยทั่วไปได้หรือไม่ หรือว่าท่านจะไป อาศัยหลักกฎหมายสัญญาที่ไม่เป็นธรรมได้หรือไม่ โดยไม่จําเป็นจะต้องมาบัญญัติ ถ้อยคําดังกล่าวไว้ ขอทราบเจตนารมณ์ของกรรมาธิการด้วยครับ
เชิญท่านนิรมิตครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นิรมิต สุจารี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย กรณีมาตรา ๘ ผมมี คําถามอยากจะเรียนถามท่านประธานผ่านไปยังประธานคณะกรรมาธิการว่า กรณี สัญญาจ้างหรือข้อกําหนดเอกสารเกี่ยวกับการรับงานไปทําที่บ้าน ถ้าเห็นว่าเกินสมควร ศาลมีอํานาจสั่งสัญญาได้นี่ ผมมีคําถามย้อนไปถึงมาตรา ๗ และมาตรา ๘ ด้วย มาตรา ๘ ตรงนี่บอกว่าเป็นอํานาจการพิจารณาของศาลแรงงาน แต่ขณะเดียวกันพอไปดู มาตรา ๖ มาตรา ๖ การเรียกร้องหรือการได้มาซึ่งสิทธิหรือประโยชน์ตามพระราชบัญญัติ นี้ไม่เป็นการตัดสิทธิหรือประโยชน์ที่ผู้รับงานไปทําที่บ้านพึงได้ตามกฎหมายอื่น อันนี้ผมมี ข้อสงสัยว่าอํานาจการพิจารณาของศาลนั้นเป็นอํานาจการพิจารณาศาลแรงงานหรือว่า ศาลอื่นตามมาตรา ๖ นะครับ แล้วก็ถ้ามีข้อโต้แย้ง มาตรา ๗ บอกว่า อธิบดีเห็นสมควร ให้ความช่วยเหลือ กรณีให้ความช่วยเหลือนี่มันขนาดไหน ใครได้เปรียบ ใครเสียเปรียบ อย่างไรถึงจะบอกว่า เห็นสมควรให้การช่วยเหลือ นายจ้างได้เปรียบหรือว่าลูกจ้าง ได้เปรียบ แล้วก็อีกอย่างที่บอกว่า อธิบดีร้องขอให้อัยการสูงสุดแต่งตั้งพนักงานอัยการ เพื่อทําหน้าที่ดําเนินคดีแก่ผู้จ้างงานในศาล คําว่า ศาล ตรงนี้หมายความว่าศาลแรงงาน หรือว่าศาลอื่น แล้วก็อยากจะเรียนถามว่าตัวลูกจ้างหรือผู้รับงานไปทํานี่เขามีอํานาจ ในตัวเขาไหมที่จะไปร้องขอที่สํานักงานอัยการสูงสุดเพื่อที่จะดําเนินคดีคุ้มครอง รักษาสิทธิหรือผลประโยชน์ของเขาตามกฎหมายนี่ หรือต้องให้อธิบดีให้ความเห็นเสียก่อน เพราะฉะนั้นทั้งมาตรา ๘/๑ มาตรา ๘ และมาตรา ๗ มาตรา ๖ ผมมีข้อสงสัยอยากจะ กราบเรียนถามท่านประธานโดยขอความชัดเจนจากท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ กราบขอบคุณครับ
เชิญท่านศุภชัยครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกตผ่านคําถามจากท่านประธานไปยัง คณะกรรมาธิการในมาตรา ๘/๑ ซึ่งมีความเกี่ยวโยงกับมาตรา ๘ ท่านประธานที่เคารพ ผมไม่มั่นใจว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญที่ร่างข้อความในมาตรา ๘/๑ เพิ่มเติมขึ้นมา มีเจตนาอย่างไร ในขณะที่ความในมาตรา ๘ ระบุไว้ ในความเห็นของกระผมมีความเห็น ว่าค่อนข้างชัดเจน ความในมาตรา ๘/๑ มุ่งจะอธิบายหรือมุ่งจะขยายความในมาตรา ๘ ยกตัวอย่างครับท่านประธาน ความในมาตรา ๘ ระบุไว้บอกว่า บรรดาคดีที่เกิดจาก ข้อพิพาทระหว่างผู้จ้างงานกับผู้รับงานไปทําที่บ้าน หรือทายาท หรือเกี่ยวกับสิทธิ หรือหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้อยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน ท่านประธานครับ ข้อพิพาทที่ระบุไว้ในมาตรา ๘ ในความเห็นของกระผมน่าจะมีอยู่ ๒ เรื่องใหญ่ ๆ เรื่องแรก คือสัญญาที่ไม่เป็นธรรม หรือเรื่องที่สอง ฝ่ำยใดฝ่ำยหนึ่ง ผิดสัญญา ถ้า ๒ เรื่องนี้ระบุไว้ชัดเจนแล้วในมาตรา ๘ มาตรา ๘/๑ ที่ระบุสาระสําคัญ เพิ่มเติมขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ๒ บรรทัดสุดท้ายที่ระบุว่า ศาลมีอํานาจสั่งให้ สัญญาจ้างหรือข้อกําหนดในเอกสารเกี่ยวกับการรับงานไปทําที่บ้านมีผลบังคับใช้เพียง เท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี หากระบุไว้อย่างนี้ในมาตรา ๘/๑ ผมไม่มั่นใจว่า ในการเขียนกฎหมายฉบับอื่น ๆ เราต้ องระบุโดยละเอียดอย่างนี้หรือไม่ หรือคณะกรรมาธิการวิสามัญที่พิจารณาเพิ่มเติมข้อความในมาตรา ๘/๑ กริ่งเกรงไปว่า ในอนาคตอาจมีบุคคลที่ไม่เคารพต่อคําพิพากษาของศาล ถ้าไม่เคารพต่อคําพิพากษา ของศาลจึงจําเป็นจะต้องระบุสาระสําคัญตามความในมาตรา ๘/๑ แต่ในความเห็น ของกระผมมาตรา ๘ มีความสมบูรณ์อยู่แล้วจึงไม่มีความจําเป็นใด ๆ ที่จะต้องมาเพิ่มเติม ความในมาตรา ๘/๑ ครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
เชิญท่านนิยมครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่มีความสงสัย แต่ผมยังคิดในส่วนเป็นทางดีว่า คณะกรรมาธิการคงมีเจตนาที่จะช่วยให้ผู้รับงานไปทําที่บ้านหรือประชาชนทั่วไปได้รับ สิทธิประโยชน์ในส่วนนี้ แต่เท่าที่ผมอ่านดูหลายรอบหลายเที่ยวแล้วเขียนแล้วคล้าย ๆ กับ ยิ่งเป็ นประโยชน์แก่นายจ้างครับ เนื่องจากจังหวัดสกลนครส่วนใหญ่จริง ๆ แล้ว โรงงานผลิตเสื้อผ้าสําเร็จรูปเป็นร้อย ๆ โรงงานชาวบ้านก็รับไปทําที่บ้านเกือบทั้งนั้น ในส่วนความได้เปรียบของข้อกฎหมายชาวบ้านยังเสียเปรียบอยู่เยอะครับ เพียงแต่ว่าไม่มี สัญญาใด ๆ ที่ทําขึ้นจากฝ่ายลูกจ้างคือผู้รับงานมาทําที่บ้าน สัญญาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ ก็ทําจากนายจ้างทั้งนั้น เพราะฉะนั้นในส่วนมาตรา ๘/๑ ผมยังคิดเหมือนหลายท่านคิดว่า ไม่ทราบว่าจะเขียนไว้ทําไม แล้วยิ่งสับสนหนักไปอีกเพราะว่าทั้งมาตรา ๗ และมาตรา ๘ เขียนเรื่องศาลไม่ลงตัวอยู่ครับ บางอันตัดศาลแรงงานออกบางอันก็ยังมีศาลแรงงานอยู่ เพราะฉะนั้นฝากท่านกรรมาธิการช่วยชี้แจงให้ชัดเจนเลยว่าจําเป็นอย่างไรหรือไม่ แล้วใน มาตรา ๗ นี่ครับผมอยากให้ยํ้าด้วยซํ้าไปว่าประชาชนซึ่งรับงานไปทําที่บ้านคือชาวบ้าน ทั่ว ๆ ไป อธิบดีน่าจะมีบทบาทเต็ม ๆ เลยครับในเรื่องที่จะรับมอบหมายจากประชาชน ทั่วไปในการจะดําเนินคดี เพราะถึงอย่างไรพี่น้องประชาชนบ้านผมก็เสียเปรียบอยู่แล้ว ในเรื่องคดี ไม่มีทุนทรัพย์ที่มาต่อสู้คดีกับนายจ้างหรอกครับ แต่ก็ฝากว่าให้เต็ม ๆ ไปเลย นี่เขียนแล้วนะมาตรา ๗ ยังยึก ๆ ยัก ๆ อยู่ครับ เขียนยังไม่ค่อยชัดเจนเท่าไรในเรื่องอํานาจ ของชาวบ้านที่จะทําคดีได้ขนาดไหนอย่างไรที่ทางกระทรวงแรงงานหรือกรมแรงงาน จะเข้าไปช่วยชาวบ้านได้มากขนาดไหน เขียนชัดเจนเลยครับ ศาลแรงงานนี้แหละครับ เข้าไปดูแลเลยเพราะว่าโรงงานทั่ว ๆ ไปพี่น้องพวกผมในหมู่บ้านทั้งหลายแหล่นี่ละ รับไปทําทั้งนั้นแหละครับไม่ได้ไปทําที่โรงงานหรอกส่วนใหญ่ อันนี้ฝากท่าน คณะกรรมาธิการว่าอย่ายึกยักครับเขียนไปให้ชัดเจนเลยครับ
ฟังสมาชิกอีกสัก ๒ ท่านที่ได้ยกมือแล้วเดี๋ยวจะได้ฟังคณะกรรมาธิการได้ชี้แจง เชิญท่านธนาครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตท่านประธานที่จะสอบถามแล้วก็ ทําความเข้าใจกับคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพราะว่าในมาตรา ๘/๑ ที่คณะกรรมาธิการ วิสามัญได้หยิบยกมาจากมาตรา ๓๗ โดยไปตัดจากมาตรา ๓๗ แล้วมาใส่ในมาตรา ๘/๑ ซึ่งสาระสําคัญผมขออนุญาตท่านประธานที่จะอ่านนะครับเนื่องจากมีพี่น้องประชาชน ก็อาจจะติดตามฟังพระราชบัญญัติฉบับนี้อยู่ถ้าไม่ได้อ่านข้อความทั้งหมดก็อาจจะเกิด ความเข้าใจที่อาจจะคลาดเคลื่อนได้
มาตรา ๘/๑ ในกรณีที่สัญญาจ้างหรือข้อกําหนดในเอกสารเกี่ยวกับ การรับงานไปทําที่บ้านระหว่างผู้จ้างงานกับผู้รับงานไปทําที่บ้านทําให้ผู้จ้างงานได้เปรียบ ผู้รับงานไปทําที่บ้านเกินสมควร ศาลมีอํานาจสั่งให้สัญญาจ้างหรือข้อกําหนดในเอกสาร เกี่ยวกับการรับงานไปทําที่บ้านมีผลใช้บังคับเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี ผมต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพอย่างนี้ครับ เพราะว่าผมเข้าใจว่า ท่านคณะกรรมาธิการวิสามัญมีความเป็ นห่วงว่าตัวผู้รับจ้างมีความด้อยกว่า ผู้ที่ให้งานไปทําทั้งในด้านของทรัพยากร บุคลากร หรือทางด้านทุน เพราะฉะนั้นในการทํา สัญญาผู้รับจ้างก็อาจจะต้องไปใช้สัญญาที่ผู้ให้งานไปทําเป็นคนร่างขึ้น แล้วก็ในกรณีที่ เกิดความเสียหายขึ้นมาเนื่องจากเป็นสัญญาที่เอาเปรียบก็เลยมอบให้ศาลในการที่จะสั่ง เรื่องส่วนของสัญญาหรือข้อกําหนดที่ไม่เป็ นธรรมนั้นให้มันมีความเป็นธรรมและ พอสมควรแก่เหตุ ผมเข้าใจในเจตนารมณ์ที่ดีของคณะกรรมาธิการวิสามัญ แต่ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ในทางกฎหมายนั้นในกรณี สัญญาใดก็ตามที่มีข้อความระบุที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมอันดีหรือขัดต่อ ศีลธรรมอันดีหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยต่าง ๆ นี่ สัญญาในส่วนนั้นไม่มีผลบังคับใช้ ซึ่งในกรณีนี้ก็คงจะไม่ใช่สัญญาที่ผมกล่าวถึงข้างต้น แต่ในสัญญาในลักษณะที่กล่าว ในมาตรา ๘/๑ เป็นลักษณะของสัญญาที่เอาเปรียบหรือไม่เป็นธรรมกับคู่สัญญา ซึ่งปัจจุบันนี้เรามีพระราชบัญญัติที่เราเรียกว่า สัญญาที่ไม่เป็นธรรม ใช้บังคับแล้ว ซึ่งก็เกิดขึ้นโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของเรานี่ครับ ปัจจุบันรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาคท่านได้เสนอเข้าสู่สภา แล้วปัจจุบันนี้ก็มีผลใช้บังคับ ซึ่งในพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวให้อํานาจคู่ความในการที่จะหยิบยกข้อสัญญา ที่ไม่เป็ นธรรมให้ศาลพิพากษาได้ ว่าข้อสัญญาหรือข้อกําหนดส่วนใดส่วนหนึ่ง ที่ไม่เป็นธรรมนั้นศาลสามารถที่จะวินิจฉัย แล้วก็ตัดทอนในส่วนที่ไม่เป็นธรรมนั้นออกได้ แล้วก็พิพากษาให้เกิดความเป็นธรรมกับคู่สัญญา แต่ว่าการที่ท่านไม่ได้เขียนนี่นะครับ เนื่องจากท่านไปเขียนให้อํานาจศาลเลยนี่ ความเป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรมพูดจากัน ไม่ได้ครับว่าส่วนไหนจะไม่เป็นธรรม ส่วนไหนเป็นธรรม ถ้าคู่ความฝ่ำยใดฝ่ำยหนึ่ง ไม่หยิบยกขึ้นมามันก็จะเป็นเรื่องลําบากของศาลที่จะพิจารณา ผมกราบเรียนท่านอย่างนี้ เพราะว่าในตอนทําสัญญานี่ผู้ว่าจ้างเขาก็จะพิจารณาสัญญาจ้างในส่วนของเขา ส่วนผู้รับจ้างก็จะพิจารณาในส่วนของผู้รับจ้าง เพราะฉะนั้นถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเห็นว่า อีกฝ่ำยหนึ่งไม่ได้ รับความเป็ นธรรมก็สามารถหยิบยกในส่วนที่ตัวเอง ไม่ได้รับความเป็นธรรมขึ้นต่อศาลได้ ซึ่งเหล่านี้เป็นสัญญาทางแพ่ง เราจะไประบุไว้เลยว่า ให้ศาลมาพิจารณาพิพากษานี่ ผมว่าเป็นเรื่องลําบาก เพราะว่าจุดกึ่งกลางระหว่าง ความเป็นธรรมของคู่ความทั้ง ๒ ฝ่ายเป็นเรื่องในการยากที่จะพิจารณา แต่ผมเรียนว่า ในข้อกังวลของคณะกรรมาธิการนี่ปัจจุบันนี้เรามีพระราชบัญญัติสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ใช้บังคับได้อยู่แล้ว ถ้าผู้รับงานไปทําที่บ้านหรือแม้กระทั่งผู้ให้งานไปทํา ถ้าตัวเองเห็นว่า สัญญาที่ทํานั้นไม่เป็ นธรรมก็สามารถร้องต่อศาล เพื่อให้พิพากษาตัดข้อความ หรือสาระสําคัญในส่วนที่ไม่เป็ นธรรมนั้นออกไป ซึ่งไม่จําเป็ นต้องมาบัญญัติ ในพระราชบัญญัติฉบับนี้อีกนะครับ เพราะฉะนั้นผมจึงกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง คณะกรรมาธิการวิสามัญว่าคงไม่มีความจําเป็นจะต้องระบุไว้ในพระราชบัญญัติ ฉบับนี้นะครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านวิทยา ทรงคํา ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวิทยา ทรงคํา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผมก็ยังมีความสงสัยเช่นกัน อยากจะฝากผ่านท่านประธานไปถึง คณะกรรมาธิการ ในมาตรา ๘/๑ ที่คณะกรรมาธิการเพิ่มขึ้นมา จริง ๆ แล้วสมาชิก หลายท่านอภิปรายไปแล้วว่า ในมาตรา ๘ ก็เขียนไว้ชัดเจน กรณีมีปัญหาก็ขึ้นศาลอยู่แล้ว และท่านไปเติมมาตรา ๘/๑ และไปบังคับศาลด้วยว่า มีผลบังคับเพียงเท่าที่เป็นธรรม และพอสมควรแก่กรณี จริง ๆ แล้วเป็ นเรื่องของดุลยพินิจของศาล ผมสนับสนุน ความคิดเห็นของท่านเรวัต จริง ๆ เรามีคณะกรรมาธิการอยู่แล้วฝากไว้ด้วยครับ บันทึกไว้ ในสภา เรามีคณะกรรมาธิการ ผู้รับงานไปทําที่บ้านเขาก็อยากจะทํางาน บางทีก็ไม่ได้ ตรวจสอบหรอกครับว่าสัญญาเป็ นอย่างไร เอาเปรียบ ได้เปรียบ เสียเปรียบ คณะกรรมาธิการน่าจะมีการยกร่าง ยกร่างสัญญาขึ้นมา เหมือนสัญญากู้เงิน ตามกฎหมายใหม่อะไรเป็ นกลาง ๆ เพื่อให้ผู้ที่รับงานไปทําที่บ้านนี่จะได้ไม่ถูก เอารัดเอาเปรียบจากนายจ้าง บางทีอยากจะทํางาน อยากจะได้สตางค์เอาหมด สัญญาอะไรก็เซ็น ก็เขียน ก็เซ็น ก็รับ พอมีปัญหาความเดือดร้อนอยู่ที่ผู้เอางานไปทํา เพราะฉะนั้นไม่จําเป็นเลยครับที่จะต้องมาเขียนบังคับไว้อย่างนี้ เขียนกฎหมายฟุ่มเฟือย ด้วยครับ ก็ฝากท่านประธานถึงคณะกรรมาธิการด้วยครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านกรรมาธิการชี้แจงครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม อภิมุข สุขประสิทธิ์ กรรมาธิการครับ ประเด็นที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้กรุณาแสดงความห่วงใย กระผมขออนุญาตตอบเรียนตามประเด็นนะครับ ประเด็นทั้งหมดทางท่านประธานคณะกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการได้ตรวจสอบ แล้วก็ได้พิจารณาโดยรอบคอบนะครับ ในประเด็นแรก ขออนุญาตกราบเรียนในเบื้องต้นว่า ในร่างมาตรา ๘/๑ จริง ๆ แล้ว ไม่ได้ เขียนขึ้นใหม่ เป็ นการปรับที่อยู่ จากมาตรา ๓๘ ในหมวด ๖ มาไว้ ในหมวดทั่วไปตรงนี้ เพราะว่ากรรมาธิการบางท่านมีข้อสังเกตว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นบททั่วไป เพราะฉะนั้นในใจความตามร่างมาตรา ๓๗ นี่ก็ย้ายมาเป็นมาตรา ๘/๑ แต่ด้วยเหตุที่ ระบบการเรียงเลขมาตราในชั้นการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่สอง วาระที่สามนี่จําเป็นจะต้องเรียงมาตราตามเดิมไว้ก่อนเพื่อไม่ให้มีความสับสนแล้วก็ สะดวกต่อการติดตามจึงได้ใส่มาตรา ๘/๑ ไว้ เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วคือมาตรา ๓๗ เดิม
ในประเด็นที่ ๒ ขออนุญาตกราบเรียนครับว่า หากดูบทบัญญัติ ในมาตรา ๘/๑ ผมขออนุญาตใช้เลขมาตราใหม่ที่ทางฝ่ำยเลขานุการได้กราบเรียน ต่อท่านประธานหากดูบทบัญญัติในมาตรา ๘/๑ ศาลที่หมายความในมาตรา ๘/๑ ก็คือ ศาลตามมาตรา ๘ นั่นเอง เพราะฉะนั้นในกรณีตามบทบัญญัติตั้งแต่มาตรา ๗ เป็นต้นไป ในกรณีที่มีข้อพิพาทระหว่างผู้จ้างงานกับผู้รับงานไปทําที่บ้านหรือทายาทหรือเกี่ยวกับ สิทธิหน้าที่ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ทุกเรื่องต้องขึ้นสู่ศาลแรงงานทั้งหมด เพราะฉะนั้น ตรงนั้นขออนุญาตกราบเรียนอธิบายเป็นประเด็นที่ ๒ ครับ
ประเด็นที่ ๓ ขออนุญาตกราบเรียนครับว่า บทบัญญัติในมาตรา ๘/๑ หรือ มาตรา ๓๗ เดิมเป็นบทบัญญัติเช่นเดียวกันที่เขียนในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) โดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๑ เป็นบทบัญญัติอยู่ในมาตรา ๑๔/๑ ลักษณะของบทบัญญัติมาตรานี้เขียนไว้ชัดเจน ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ทางท่านคณะกรรมการมองว่า การจะเยียวยาในเรื่องของความไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับสัญญาจ้างหรือข้อกําหนดตามกลไก ของมาตรา ๑๔/๑ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานเป็นกลไกที่ดี และปรากฏว่าตั้งแต่ ประกาศใช้เป็นต้นมา ปรากฏว่าบทบัญญัติในส่วนนี้ก็สามารถใช้ในลักษณะการเยียวยา กับผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจด้อยกว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์กับความเป็นธรรมในสังคม มากกว่า เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการจึงได้เติมในส่วนนี้เข้ามา
ประเด็นที่ ๔ หากไม่มีบทบัญญัติในมาตรา ๘/๑ อาจจะไปใช้ ในพระราชบัญญัติข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ขออนุญาตกราบเรียนครับว่า ตามพระราชบัญญัติข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม กระบวนการก็จะต้องเป็นกระบวนการใหม่ ต่างหากไปจากกระบวนการตามกฎหมายฉบับนี้ และกระบวนการตามกฎหมายฉบับนี้ ก็อย่างที่กราบเรียนแล้วว่ามีบทบัญญัติในมาตรา ๘ ได้เขียนว่าในเรื่องศาลก็เป็นในส่วน ของศาลแรงงาน เพราะฉะนั้นข้อกําหนดตามมาตรา ๘/๑ ในกรณีที่มีสัญญาจ้าง หรือข้อกําหนดที่ไม่เป็นธรรม ก็สามารถจะนําคดีขึ้นสู่ศาลแรงงานพิจารณาได้ทันที โดยไม่จําเป็ นจะต้องไปใช้กฎหมายว่าด้วยพระราชบัญญัติข้อกําหนดสัญญา ที่ไม่เป็ นธรรม ซึ่งจะเป็ นการที่นําคดีออกนอกกรอบของพระราชบัญญัติฉบับนี้ เพราะฉะนั้นระบบเยียวยาหากบัญญัติไว้ในมาตรา ๘/๑ ก็จะชัดเจน
ในประเด็นถัดไปครับ ถามว่าในกรณีที่มีสัญญาจ้างหรือข้อกําหนด ในสัญญาที่ไม่เป็นธรรม กระบวนการจะเริ่มต้นอย่างไร ขออนุญาตกราบเรียนครับว่า กระบวนการก็จะเริ่มตามมาตรา ๗ อย่างที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลาย ๆ ท่านได้ อภิปรายว่ากระบวนการนี้นอกจากทางผู้รับงานไปทําที่บ้านจะเริ่มกระบวนการเอง ทางกรมโดยอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานก็จะเปิ ดช่องทางใน ๒ ช่องทาง คือช่องทางหนึ่งก็คือว่าจะจัดให้พนักงานอัยการดําเนินคดีให้ในกรณีที่มองว่า เป็นประโยชน์กับส่วนรวม หรือในกรณีที่ไม่ว่าผู้รับงานไปทําที่บ้านจะเป็นโจทย์หรือ เป็นจําเลยแล้วก็จําเป็นที่จะต้องได้รับการดูแล ทางอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครอง แรงงานเขาจะจัดเจ้าหน้าที่เป็นผู้ช่วยในการดําเนินคดี ไม่ว่าจะเป็นโจทย์หรือเป็นจําเลย ในคดีนั้น ๆ
ประเด็นถัดไปครับ ก็คือประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของการที่จะคุ้มครองผู้รับงาน ไปทําที่บ้าน ในภาพรวมทั้งหมดผมจะขออนุญาตกราบเรียนว่า ในลักษณะของสัญญา ที่ไม่เป็นธรรมหรือข้อจ้างงานที่ไม่เป็นธรรม บางครั้งตัวพนักงานตรวจแรงงานหรือ ทางกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจจะไม่ทราบ ในเบื้องต้น จนกระทั่งความปรากฏ เพราะฉะนั้นแม้ว่าจะเขียนบทบัญญัติไว้ในมาตรา ๙ ว่าในเรื่องของเอกสารเกี่ยวกับการรับงานไปทําที่บ้านจะต้องประกอบด้วยข้อความ อะไรบ้าง หรือกรณีมีคณะกรรมการที่กําหนดไว้ตามมาตรา ๒๘ ว่าให้คณะกรรมการ มีอํานาจหน้าที่ในเรื่องให้มีการจัดทํานโยบาย การส่งเสริม การสนับสนุนในเรื่องต่าง ๆ แต่ขออนุญาตกราบเรียนว่า ในเรื่องนั้นคงจะไม่พอเพราะว่าอันนั้นคงจะเป็นลักษณะของ มาตรฐานการดูแลโดยทั่วไป การที่คณะกรรมการจะไปกําหนดในเรื่องของการชี้ ในรายละเอียดแต่ละเรื่องเฉพาะเรื่อง เกรงว่าในกรณีที่ผู้รับงานไปทําที่บ้าน ได้รับความเดือดร้อน แล้วก็รอคณะกรรมการที่จะวินิจฉัยในเรื่องต่าง ๆ การเยียวยา อาจจะไม่ทันกาล เพราะฉะนั้นบทบัญญัติในมาตรา ๘/๑ ก็จะเป็นบทบัญญัติในเรื่องของ การช่วยผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ด้อยกว่าอย่างที่กระผมได้กราบเรียนแล้ว แล้วก็ กรรมาธิการทั้งหมดได้พิจารณาตรงนี้แล้ว เราพิจารณาแล้วเห็นว่าในรายละเอียดตรงนี้ ก็มีความครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว แต่ทั้งนี้ท่านประธานคณะกรรมาธิการอนุญาตให้กระผม กราบเรียนท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานว่าถ้ำหากความใน มาตรา ๘/๑ ที่ได้กราบเรียนแล้วว่า คําว่า ศาล หมายถึง ศาลแรงงาน ตามมาตรา ๘ อาจจะไม่ชัดเจน เพราะฉะนั้นในทุก ๆ ที่ตั้งแต่มาตรา ๘/๑ เป็นต้นไป ถ้ากล่าวถึงศาล ทางกรรมาธิการก็ไม่ขัดข้องที่จะให้เติมคําว่า ศาลแรงงาน อันนี้ขออนุญาตกราบเรียน ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านสุนัยครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน จังหวัดนครสวรรค์ พรรคเพื่อไทย ผมขออนุญาตนําเสนอความเห็นในมาตรา ๘/๑ ที่แก้ไขนี้สักนิดเถอะครับ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่มีเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้กล่าวอ้างถึงเรื่อง คําพิพากษาว่าเนื่องจากว่าจะมีคนไม่เคารพคําพิพากษา พาดพิงมาในมาตรานี้ ท่านประธานครับ ศาลแรงงานกับศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองนี้คนละเรื่องเลยครับ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองนั้นมันศาลเดียว และมีลักษณะเป็นตุลาการภิวัตน์ หรือที่เรียกว่า ตุลาการปฏิวัติ คือเห็นชอบตั้งแต่การยึดอํานาจชอบธรรม การยึดอํานาจ เมื่อ ๑๙ กันยายนนี่ชอบธรรม ศาลฎีกาเขาว่าอย่างนั้น ดังนั้นมันไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้หรอกครับ เรื่องนี้มันเป็นเรื่องของศาลแรงงาน ซึ่งศาลแรงงานนั้นคือศาลของการประนีประนอม มีตัวแทนฝ่ำยนายจ้างและมีตัวแทนฝ่ำยลูกจ้าง ซึ่งไม่ต้องจบกฎหมายก็ได้ครับ ไม่ต้องจบเนติบัณฑิตละครับ แต่ว่าศาลราชการจบเนติบัณฑิตมีความรู้เรื่องกฎหมาย ลักษณะนี้คือศาลมวลชน ท่านประธานครับผมเข้าใจว่ากฎหมายฉบับนี้นั้นทางรัฐบาล เสนอมาในภาวะที่คงจะรู้สถานการณ์ว่ามันเป็นวิกฤติเศรษฐกิจ คนก็ไม่มีงานทํากัน ผมก็เห็นครับบ้านนอกก็มี ในกรุงเทพฯ ก็มี ซื้อพวกยี่ห้อกางเกงยีน ไปตัดได้สิบสตางค์ แต่ท่านต้องเข้าใจว่าในภาวการณ์อย่างนี้รัฐบาลจะต้องรู้ว่ากฎหมายนี้ออกไป แล้วให้นายจ้างเขาอยากจ้างงาน ไม่ใช่คุมกันจนเข้มไปหมด แล้วใครจะไปจ้างล่ะครับ มันเกี่ยวโยงมาตั้งแต่มาตรา ๔ ซึ่งผมจะไม่เท้าความกลับไปละครับเรื่องอาสาสมัคร แรงงาน ท่านจัดระบบอย่างกับเกสตาโป (Gestapo) เชียว ท่านต้องเข้าใจก่อนนะครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ระบบกฎหมายศาลแรงงานนี้มันไปโยงกับระบบ อุตสาหกรรม แล้วอุตสาหกรรมนี้มันอยู่ภายใต้กรอบระบบราชการที่เราเรียกว่า ระบบขุนนาง ท่านไม่แปลกใจหรือครับ อุตสาหกรรมจังหวัดแทนที่จะไปสนับสนุนให้อุตสาหกรรม เจริญเติบโตขยายตัวกลับไปควบคุมเสียเป็นหลัก ดังนั้นวันนี้ท่านเขียนกฎหมายเข้มงวด อย่างนี้มันก็ไปทําให้กระบวนการผลิตตึงเครียดหมด ในเมื่ออาสาสมัครมีอํานาจอย่างนี้ เข้าไปเป็นผู้ช่วยก็มีลักษณะเป็นขุนนางน้อย แล้วในที่สุดก็จะกลายเป็นเจ้าหน้าที่ ต้องมีการตั้งงบประมาณจ่ายเงินเดือนให้ แต่นั่นผ่านไปแล้ว แต่ท่านประธานครับ ผมเองอยากให้กฎหมายฉบับนี้ได้ใช้งานได้สมประโยชน์รัฐบาลนี้จะได้ประโยชน์ ประชาชนจะได้มีการจ้างงานกันมากขึ้น ท่านรู้ไหมครับเช้าวันนี้ หนังสือพิมพ์ลงหน้า ๑ หราเลยครับ หนังสือพิมพ์ที่ชอบเชียร์ รัฐบาล หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ลงข่าวเรื่องเงินเฟ้ อ ๓๗ เปอร์เซ็นต์แล้ว มันจึงไม่แปลก เลยครับที่เราไปซื้อ เดี๋ยวนี้ซื้อส้มราคากิโลกรัมละเกือบร้อยครับ ผลไม้เกือบ ๑๐๐ บาทแล้ว เพราะเงิน ๑๐๐ บาท มันหายไป ๓๗ บาทแล้ว เพราะเงินเฟ้ อ คุณกรณ์อยู่ไหน เห็นว่า แก้ปัญหาเศรษฐกิจดีนักนี่ แล้วทําไมเงินเฟ้ อขนาดนี้ ท่านประธานครับ แต่ปรากฏว่าข้าว ของชาวนาราคาตํ่ามาก เหลือ ๖,๐๐๐ กว่าบาทเท่านั้นเอง เหลือ ๖,๐๐๐ กว่าบาท เงินก็เฟ้ อ ข้าวของก็แพง ข้าวสารราคาแพงมาก แต่ข้าวเปลือกราคาถูกเหลือกําลัง ท่านจําได้ไหมครับท่านประธาน เมื่อรัฐบาลท่านสมัครอยู่หลัด ๆ ข้าวราคาเกวียนละ ๑๒,๐๐๐-๑๓,๐๐๐ บาท แต่ราคาทองคํา ๘,๐๐๐ บาท สมัยคุณอภิสิทธิ์บอกเศรษฐกิจ ดีเหลือเกิน ข้าวเหลือ ๖,๐๐๐ บาท แต่ว่าราคาทองคํา ๑๘,๐๐๐ บาทครับ อันนี้สะท้อน ให้เห็นเลยว่าค่าเงินบาทตกตํ่าอย่างหนักแล้ว มีภาวะเงินเฟ้ อ ดังนั้นคนก็จะยากลําบากขึ้น ท่านประธานครับ เมื่อยากลําบากขึ้นก็ต้องหางานพิเศษ ปรากฏว่างานพิเศษนี่ก็ โอ้โฮ ละเอียดยิบเลยครับ พระราชบัญญัติฉบับนี้แทนที่จะไปช่วยเหลือผมว่าใครเขาจะจ้างงาน นี่จะลําบากมากขึ้น ดังนั้นในมาตรา ๘/๑ นี้ ผมเองคิดว่าท่านไปจํากัดสิทธิของศาล เขามากไป โดยพื้นฐานศาลแรงงานเป็นศาลแห่งการประนีประนอมอยู่แล้ว ถ้ามีปัญหา ก็ไปขึ้น จริง ๆ ผมยังอยากจะแก้มาตรา ๘ เสียด้วยซํ้าไปว่าอย่าเอาอะไรที่มันมีลักษณะ ทําให้ผู้จ้างงานและแรงงานเกิดความตึงเครียดในภาวการณ์ที่ไม่มีงานทํากันอย่างนี้ วันนี้ทุนต่างประเทศก็ออกนอกกันไปหมด ท่านประธานครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชนบท วันนี้ชาวนากําลังลําบากมาก ซึ่งพรุ่งนี้พรรคฝ่ายค้านจะยื่นญัตติเรื่องข้าวราคาตกตํ่า ถ้ารัฐบาลกลัวจะเสียหน้ารีบยื่นเสียนะครับ แต่พรรคฝ่ายค้านยื่นแน่นอน เมื่อวานนี้ จังหวัดนครสรรค์บ้านผม ประชาชนก็ออกมาชุมนุมกันเรื่องข้าวราคาตกจนทนไม่ไหวแล้ว เมื่อภาวะอย่างนี้เองครับทําให้ลูกหลานเขาต้องหางานพิเศษเพิ่ม ด้วยเหตุนี้เองที่ผม เห็นว่าในมาตรา ๘/๑ นี้ถ้าเป็นไปได้เราตัดทิ้งเสีย แล้วก็ให้สิทธิแก่ศาล และถ้าให้ดีในทาง บริหารจัดการ พี่ไพฑูรย์เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานจะต้องเอากฎหมายฉบับนี้ ไปใช้อย่างยืดหยุ่นเพื่อให้เกิดการจ้างงานให้มาก วันนี้เรากําลังมองด้านเดียวว่าจะต้อง คุ้มครองสิทธิแรงงานอันนี้ผมเห็นด้วย แต่ภาวการณ์คุ้มครองสิทธิแรงงานในขณะนี้ ไม่มีใครอยากมาลงทุนประเทศนี้หรอกครับ การควบคุมตึงเครียดไปหมด มาบตาพุด เป็นอย่างล่ะครับ เจ๊งไป ๓๐๐,๐๐๐-๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วผมยังมองไม่ออกเลยว่า นายอภิสิทธิ์คนนี้จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างไร แทนที่จะไปหาเงินหาทองจาก ต่างประเทศ ทูตก็ไม่ทํางานครับทุกวันนี้ มัวแต่จะไปไล่จับทักษิณ แล้วพูดออกมาได้ อย่างไรว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการยึดเงินของทักษิณมาทําแทน ผมฟังแล้ว มันขายขี้หน้าที่สุด ไม่ใช่ว่ามาเชียร์ทักษิณเขาหรอกครับ นี่ตกลงรัฐบาลเตรียมปล้น ประชาชนเป็นหลักนะครับ เดี๋ยวนี้รัฐบาลเก็บภาษีประชาชนอย่างหนักเลยนะครับ
ท่านสุนัยมีผู้ประท้วงครับ ท่านบุญยอดประท้วงครับ
ผมรออยู่แล้วครับ มีแน่ครับ คนที่ไม่ชอบอภิปรายแต่ชอบประท้วง
เดี๋ยวฟังท่านผู้ประท้วงก่อน
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานคร ผมคิดว่าท่านประธาน ก็ทราบครับว่าผมจะประท้วงเรื่องอะไร ท่านไม่ได้ควบคุมการอภิปรายครับ ผมประท้วงต่อ ท่านประธานและประท้วงต่อผู้ที่อภิปรายในขณะนี้ว่าไม่ได้อภิปรายในประเด็น ในวาระที่สอง ขอให้ท่านพิจารณาครับ
ท่านสุนัยครับ ขอให้อยู่ในมาตรา ๘/๑ นะครับ เรื่องประเด็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรมต้องขึ้น ศาลแรงงานนะครับ อย่าไปไกลเลยครับ
ด้วยความหวังอย่างยิ่งครับ ท่านประธานว่าอยากจะให้กฎหมายฉบับนี้มันสามารถใช้ได้อย่างเป็นผล ดังนั้นการเขียน มาตรา ๘/๑ ขึ้นมาเป็นการกําหนดมากขึ้นไปอีก และทําให้ศาลขาดอิสรภาพในการใช้ ดุลยพินิจ เขามีกฎหมายอยู่แล้วครับ กฎหมายควบคุมค่าจ้างแรงงานขั้นตํ่าก็มีอยู่แล้ว ดังนั้นผมอยากจะเห็น ส.ส. หลายคนขึ้นมาอภิปรายบ้างครับ แทนที่จะนั่งเตรียมท่า ประท้วง พอเห็นสุนัยก็เตรียมท่าประท้วงอย่างนี้ ฝึกอภิปรายเสียบ้างเถอะ จะได้คะแนน อย่างนั้น คะแนนเรื่องความรู้ ไม่ใช่คะแนนเรื่องการก่อกวน ด้วยความเคารพครับ ท่านประธาน ในมาตรา ๘/๑นี้ ผมจึงเห็นว่าน่าจะเสนอท่านประธานนะ น่าจะได้ตัดไปเสีย เพื่อที่จะให้ กระบวนการจ้างงานในภาวการณ์ที่วิกฤติเศรษฐกิจแล้วรัฐบาลแก้ไม่ได้อย่างนี้นี่มันไม่ เกี่ยวกันอย่างไรครับ มันเกี่ยวกันแท้ ๆ ก็รัฐบาลนี้มันแก้ปัญหาไม่ได้ ดังนั้น ผมจึงสนับสนุนว่ากฎหมายออกมาแล้วนี่ให้มันยืดหยุ่นหน่อย แล้วก็หลังจากเศรษฐกิจ ดีแล้วก็มาแก้กันใหม่อีกทีก็ได้นี่คืออยากจะให้เกิดการจ้างแรงงานให้กว้างขวางนะครับ ในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจเช่นนี้ กราบขอบพระคุณครับ
เชิญท่านสุทัศน์ เงินหมื่น ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทัศน์ เงินหมื่น แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ กระผมเข้าใจว่ามาตรา ๘/๑ นี้ซึ่งกรรมาธิการ เพิ่มขึ้น คงยกมาจากมาตรา ๓๗ แต่ขณะเดียวกันมาตรา ๓๗ เดิมนั้นให้กรณีดังกล่าวนี้ ขึ้นสู่ศาลแรงงาน การที่มีศาลแรงงานนั้นก็เพื่อวัตถุประสงค์ในการที่จะให้กระบวนการพิจารณา รวดเร็วและเป็นธรรม รวมทั้งผู้ด้อยโอกาสคือผู้ใช้แรงงานได้รับประโยชน์ เพราะมี ผู้พิพากษาสมทบ แต่พอยกมามาตรา ๘/๑ ตัดคําว่า ศาลแรงงาน ออก กระผมเอง ก็ฟังไม่ถนัดว่าเหตุผลใดจึงไปตัดคําว่า แรงงาน ออกให้ไปขึ้นศาลปกติ ขอคําอธิบาย จากกรรมาธิการด้วยครับ
ท่านสุทัศน์ครับ เมื่อสักครู่นี้กรรมาธิการเสียงข้างมากได้เห็นควรเติมให้ชัดเจนต่อท้าย คําว่า ศาล ใช้ศาลแรงงาน เดิมนี่จะอ้างอิงมาตรา ๘ ก็จะได้ชัดเจน เชิญท่านชัยวัฒน์ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยนาท พรรคเพื่อไทย ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานที่เคารพผ่านไปยังทางกรรมาธิการ ในเรื่องการจัดทําแล้วก็การแก้ไขพระราชบัญญัติดังกล่าวนี้ ร่างพระราชบัญญัติ คุ้มครองผู้รับงานไปทําที่บ้าน พ.ศ. .... ต้องถือว่าเป็นเรื่องหนึ่งหรือเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ ทางภาครัฐมองเห็นว่าจะทําให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้รับจ้าง และผู้ประกอบการ แต่ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า พระราชบัญญัติใดก็ตามแต่ถ้ามีมากมันคงจะ แสวงหาความเป็นธรรมและเที่ยงธรรมนั้นอาจจะเป็นไปได้ แต่เราก็คงต้องดูประเทศอื่น ชาติอื่นด้วยครับท่านประธานว่า ประเทศอื่นชาติอื่นเขามีมากน้อยขนาดไหนแล้วก็ เขาสามารถบังคับ แล้วก็บ้านเราจะนํามาบังคับ แล้วเป็นไปได้อย่างไร แน่นอนที่สุด การบังคับใช้กฎหมายฉบับดังกล่าวก็คงต้องบอกว่าถ้าเราไปแก้ไขมากแล้วทําจนกระทั่ง เรียกว่าผู้ประกอบการก็ทํายาก ผู้รับจ้างก็ทํายาก ท้ายที่สุดประเทศเราจะไม่มีใครมา ลงทุนนะ พี่น้องประชาชนก็จะตกงานไปตาม ๆ กัน เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามแต่บนพื้นฐาน ของธุรกิจนั้น ผมอยากจะกราบเรียนว่า ความเชื่อถือ ความไว้วางใจเป็นสิ่งที่สําคัญ อย่างยิ่งกว่าใด ๆ เครดิตครับ เครดิตของผู้ประกอบการ เครดิตของผู้รับจ้างงานเป็น ส่วนหนึ่งในการใช้ร่วมกันในการทําธุรกิจในการประกอบผลการดําเนินการ อยู่ ๆ มาเขียน สัญญากันโดยที่เรียกว่า สัญญา ต่อไปในมาตรา ๙ ท่านประธานครับ ละเอียดยิบ ผลของ สัญญาจะต้องมีองค์ประกอบใดบ้าง จะต้องมีเพศ ต้องมีอายุ ชื่อ นามสกุล ก็โอเค (OK) แต่ปรากฏว่าอย่างไรท่านประธานมีทั้งเพศ อายุ ที่อยู่ แล้วก็บอกว่าวันเริ่มดําเนินการและ วันจะสิ้นสุด สิ่งเหล่านี้ไม่แน่ใจว่าท้ายที่สุดออกมาแล้วจะเป็นผลดีกับผู้รับจ้างหรือเปล่า ผมมองดูจะเป็นผลร้ายต่อผู้รับจ้าง เพราะว่าสิ่งหนึ่งของผู้รับจ้างก็คือการที่จะต่อรองกับ ผู้ประกอบการหรือนายทุนนั้นย่อมยากอยู่แล้ว คุณจะเอาหรือไม่งานนี้ เอาไป งานนี้คุณไปทํา ผมให้คุณทําในระยะเวลา ๑๕ วัน แล้วคุณเอางานมาส่ง แต่แน่นอนที่สุดงานนั้นมันเยอะ ก็ดูอยู่แล้วว่าน่าจะไม่เสร็จ ๑๕ วัน ก็ขอขยายเวลาไปสัก ๒๐ วัน หรือ ๒๕ วัน หรือ ๓๐ วัน เสียด้วยซํ้า แต่ปรากฏว่าท้ายที่สุดก็เอามาทํา นี่ผมยกตัวอย่างนะท่านประธาน แล้วก็ ปรากฏว่าทําไม่สําเร็จหรอกครับ ผิดสัญญาไหม ผิดสัญญา สัญญาที่ ๑ ผิดไว้ก็โอเค ตกลงก็พับกันไว้เฉย ๆ ไม่ได้ว่ากล่าวอะไรครับ ปล่อยไปเรื่อย ๆ แต่วันใดก็ตามแต่สัญญา มันครบแล้ว สัญญาอันเก่าก็ส่งไปเรื่อย ๆ ทบไปเรื่อย ๆ สัญญาก็ทบไปเรื่อย ๆ ท้ายที่สุด สัญญาใบสุดท้ายครับท่านประธาน เพราะการทํามันไม่ใช่ว่าทําใบต่อใบ ท้ายที่สุดสัญญา มันต้องทบกัน ไม่ทราบผมกล่าวไปนี่เข้าใจไหม ใบสุดท้ายมันก็จะผิดสัญญา ยาวมหาศาล ระยะเวลามันก็ไม่ได้ ท้ายที่สุดก็บอกว่าเสมือนหนึ่งดินพอกหางหมู ท้ายที่สุดในสัญญาที่ไปเขียนผูกมัดทั้งหมด ท้ายที่สุดก็บอกได้เลยว่าคนที่ได้ประโยชน์ มากที่สุดก็คือผู้ประกอบการ ผมในฐานะที่ทางบ้าน ท่านประธานก็คงทราบ กรรมาธิการ ก็คงทราบ แม้ผมจะเป็นส่วนหนึ่งเป็นตระกูลมาจากผู้ประกอบการ ก็ต้องเรียนว่าสิ่งเหล่านี้ เราไม่เคยจะใช้ เรียกว่าเอารัดเอาเปรียบพี่น้องประชาชนผู้ใช้แรงงาน อยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่า ในสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าผู้ประกอบการในประเทศอาจจะมีความเข้าใจ แล้วก็ยืดหยุ่นกัน แต่ความยืดหยุ่นมันจะไม่เกิดเลยกับผู้ประกอบการต่างชาติที่เขาใช้ ในลักษณะของบัญชีที่เป็นรายรับ รายจ่าย แล้วมีความสูญเสีย ในเมื่อบริษัทเขาเกิด ความสูญเสีย ผิดสัญญา การทํางานไม่ได้ตามคิว ตามระเบียบ ตามวิธีการที่จ้างกัน ท้ายที่สุดเขาโดนค่าปรับ หรือโดนในเรื่องของออร์เดอร์ (Order) สั่งไปแล้วไม่สามารถส่งได้ ท่านประธานครับ ท้ายที่สุดมันจะเกิดอะไรขึ้น ผู้รับจ้างงานโดนทั้งหมด และสําคัญก็คือ ตอนที่งานเข้ามาแล้วคนที่ไปตรวจงาน รับงาน ปรากฏว่ามันไม่ผ่าน ก็เอางานกลับมาแก้ ทีหลัง ตอนรับงานกลับไปก็บริษัทรับไป รับไปปรากฏว่าไม่ไปส่งให้ผู้ประกอบการที่เขาจ้าง มาอีกทีหนึ่ง ปรากฏว่ามันไม่ผ่าน เอากลับมาให้ ตรงนี้ปัญหามันเกิดเลย ท้ายที่สุดก็คือ ผู้รับจ้างผิดทั้งหมด สิ่งที่สําคัญก็คือแล้วผู้รับจ้างจะทําอย่างไร นี่คือความเป็นห่วงใย ในสังคมเราเรามีระเบียบและกฎเกณฑ์ ผมอยากกราบเรียนว่าท่านได้ศึกษาวิเคราะห์ หรือยังว่าระบบกฎเกณฑ์ที่เรามีอยู่ในสังคมที่เราพูดกัน หรือเราใช้กันในประเทศตรงไหน มันใช้ไม่ได้ท่านถึงจะแก้ ตรงไหนมันดีงามก็คงไว้ ประเทศเราที่แน่ ๆ ก็คือเราใช้วิธีการ แล้วต่างชาติเขาก็มาใช้กับเรา ความเชื่อถือไว้วางใจ เราใช้ระบบเครดิต แล้วต่างชาติ เขามาทํามาหากินกับเรา ไม่ว่าจะเป็นประเทศญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นทางยุโรป ทางอเมริกา เขามาเขาจะใช้วัฒนธรรมไทย จนกระทั่งไหลหลั่งธุรกิจเข้ามาในประเทศเรา มา มา มา แต่ปรากฏวันนี้ท่านกําลังจะไปเอาวิธีการของเขามาขีดเส้นให้บ้านเรา ท่านลองคิด วันนี้ บอกได้นะท่านกําลังจะทําลายวิธีการทางวัฒนธรรมและระเบียบแบบแผนทางประเทศ ของเรา สิ่งเหล่านี้ไม่เป็ นผลดีต่อพี่น้องประชาชนผู้ใช้แรงงานเลย เพราะฉะนั้น ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับว่า ในมาตรา ๙ ต่อไปมันจะเป็นส่วนหนึ่งของ มาตรา ๘/๑ ที่สําคัญอย่างยิ่งที่ผมเห็นว่าผมเองไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งในสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้นขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า สิ่งเหล่านี้ขอฝากท่านกรรมาธิการไว้ว่า ช่วยกลั่นกรอง แก้ไขให้เป็นผลประโยชน์ต่อผู้ใช้แรงงานอย่างแท้จริง เพราะเขาเหล่านั้น ไม่มีโอกาสที่จะต่อรองกับผู้ประกอบการอยู่แล้ว กราบขอบคุณครับท่านประธาน
ท่านสมาชิกครับ มีท่านผู้ใดประสงค์จะอภิปรายไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)
ไม่มี เชิญท่านกรรมาธิการชี้แจง เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นริศ ขํานุรักษ์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการนะครับ สําหรับมาตรา ๘/๑ นั้น กรรมาธิการได้ชี้แจงโดยกรรมาธิการอภิมุขไปแล้วนะครับ แล้วก็ยังยืนยันครับว่าทาง กรรมาธิการได้ดูและได้พิจารณาทั้งมาตรา ๘ แล้วก็มาตรา ๘/๑ ด้วยความเป็นธรรม ทั้งผู้จ้างงานและผู้รับจ้างโดยละเอียดรอบคอบ และเป็นไปตามข้อห่วงใยของเพื่อน สมาชิกแล้วทุกประการ การที่ระบุไว้ก็ให้เป็นความชัดเจนของกฎหมายฉบับนี้ แล้วก็ เพื่อความเป็นธรรมของทั้ง ๒ ฝ่ายครับท่านประธาน
กรรมาธิการยืนยันในมาตรา ๘/๑ ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ยกมาจากมาตรา ๓๗ เดิม ท่านสมาชิก ได้ฟังคําชี้แจงแล้วมีท่านใดติดใจไหมครับ ติดใจหรือครับ
ท่านประธานครับ ยังติดใจอยู่ครับ คงจะต้องขออนุญาตว่าความเห็นของพวกเราในสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่ผ่านไป เราไม่มีมาตรานี้ แล้วกรรมาธิการไปเพิ่มเติมขึ้นในส่วนนี้ แม้ว่าการเพิ่มเติมในกฎหมาย แล้วบอกว่ายกมาก็ตามแต่ แต่ว่ายกมานั้นต้องขออนุญาตกราบเรียนครับว่าเท่าที่ดูนั้น มันยังมีสาระที่ต่างออกไป แล้วก็มาโยงใยกับมาตรา ๙ เพราะฉะนั้นขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานครับว่าในส่วนเหล่านี้ยังติดใจอยู่ครับ ให้ตัดออกครับ
มีสมาชิกติดใจให้ตัดออกนะครับ ขณะที่กรรมาธิการเสียงข้างมากก็ยืนยันมาตรา ๘/๑ เชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ
ขออนุญาตสักนิดหนึ่งครับ ท่านประธาน ผมขออนุญาตได้ชี้แจงกับเพื่อนสมาชิกว่า จริง ๆ แล้วมาตรา ๘/๑ ไม่ได้มีการเพิ่มเติมขึ้นมาแต่อย่างใด ยกมาจากมาตรา ๓๗ เพื่อจัดหมวดหมู่ใหม่ เท่านั้นเอง ในวันที่เรารับร่างไปข้อความในมาตรา ๘/๑ คือข้อความในมาตรา ๓๗ ทุกประการ กรรมาธิการไม่ได้ยกขึ้นมาใหม่เลยแม้แต่นิดเดียวครับ
ท่านชัยวัฒน์ครับ มาตรา ๘/๑ ถ้าท่านพลิกไปดูมาตรา ๓๗ เดิม ก็ยกจากมาตรา ๓๗ เดิม ย้ายมาไว้ในมาตรา ๘ เป็นมาตรา ๘/๑ เท่านั้นเองนะครับ ท่านชัยวัฒน์ เชิญครับ
ท่านประธานครับ แม้จะยกมา ก็ตามแต่ แต่จริง ๆ แล้วก็ไม่เห็นด้วย เพราะว่าดุลยพินิจเราเขียนกฎหมายละเอียดมากเลย ความจริงการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ศาลใช้ดุลยพินิจอยู่แล้วในการที่จะให้ ความเป็นธรรมในสัญญาต่าง ๆ ทั้ง ๒ ฝ่ายอยู่แล้ว ทีนี้มาเขียนระบุไว้เลยครับ ระบุไว้เลยครับ สิ่งใดที่ไม่ระบุไว้ศาลจะให้ความเห็น ผมคิดว่าก็ต้องไปดูเจตนารมณ์มาตรา ๘/๑ ครับ ถ้าสิ่งที่พูดเอาไว้ในมาตรา ๘/๑ ถ้ามันไม่ครอบคลุมศาลจะให้ได้หรือเปล่า จะให้ได้ หรือเปล่า ให้ไม่ได้ครับ ดุลยพินิจศาลจะไม่มีครับ เพราะฉะนั้นการระบุไว้ในมาตรา ๘/๑ ดุลยพินิจศาลจะแคบลง แต่ถ้าไม่ระบุไว้ดุลยพินิจศาลจะกว้างขึ้น ท่านอย่าใช้ องค์ประกอบอื่นหลาย ๆ เรื่องเข้ามาในการพิจารณา แต่ถ้าพูดถึงระบุไว้นอกเหนือจากนี้ ศาลคงให้ไม่ได้เพราะไม่มีในมาตรานี้ ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะใช้มาตราอื่นได้ไหม อย่างไร แต่ผมเองก็กราบเรียนท่านประธาน ถ้าท่านประธานยอมมันก็จะเป็นผลดีต่อพี่น้อง ประชาชนผู้ใช้แรงงาน เพราะว่าศาลท่านก็จะใช้ดุลยพินิจไปช่วยเหลือผู้ประกอบแรงงาน อยู่แล้ว ไม่มีหรอกครับ เพราะฉะนั้นอยากเรียน แต่ผมเองนี่ผมติดใจ แต่เพื่อนสมาชิกผมนี่ เขาบอกว่ายอมผ่านไป แต่ผมนี่ถ้าจะให้ผ่านก็ขอให้ตั้งข้อสังเกตว่าผมมีข้อสังเกตตรงนี้ไว้ อย่างนี้ว่าการใช้ดุลยพินิจของศาลนั้นจะไม่อยู่ในมาตรา ๘/๑ เท่านั้น ให้กว้างเข้าไว้ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวศาลจะใช้ดุลยพินิจไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ขอฝากไว้สิ่งเหล่านี้ก็แล้วกันครับ ท่านประธาน แต่จริง ๆ อยากให้ตัดออกครับท่านประธาน
ท่านกรรมาธิการมีอะไรจะเพิ่มเติม คืออย่างนี้ท่านก็เพียงแต่อยากแสดงเจตนารมณ์ไว้ ขณะพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินี้ว่าเวลาศาลพิจารณาก็ขอให้ศาลได้ใช้ดุลยพินิจ ในลักษณะกว้าง ถ้าได้บันทึกเจตนารมณ์ไว้แล้วท่านก็ไม่ต้องติดใจ ผ่านครับ เชิญท่านเลขาธิการต่อครับ หมวด ๒
หมวด ๒ สิทธิและหน้าที่ของผู้จ้างงานและผู้รับงาน ไปทําที่บ้าน ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๙ มีการแก้ไข
ท่านใดติดใจไหม มาตรา ๙
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ผ่านครับ
มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๑๒ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น
ท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อยผู้สงวนความเห็นยังติดใจไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ไม่ติดใจ ผ่านครับ
มาตรา ๑๓ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวน ความเห็น
ท่านกรรมาธิการผู้สงวนความเห็นติดใจไหมครับ เชิญท่านอภิมุข
กราบเรียนท่านประธาน กระผม อภิมุข สุขประสิทธิ์ กรรมาธิการ ในร่างมาตรา ๑๓ ที่มีการแก้ไข กรรมาธิการเสียงข้างน้อย มีข้อพิจารณาว่าในเรื่องของในกรณีที่สาระสําคัญแห่งการจ้างอยู่ที่ความรู้ความสามารถ เฉพาะของผู้รับงานไปทําที่บ้าน และผู้รับงานไปทําที่บ้านถึงแก่ความตาย งานที่ผู้จ้างงาน จะต้องรับผิดชอบควรจะเป็ นงานเฉพาะส่วนที่เป็ นประโยชน์เท่านั้น แต่ร่างของ กรรมาธิการเสียงข้างมากได้กําหนดว่า ในกรณีที่งานที่รับไปทําที่บ้านส่วนใดที่เสร็จต้องรับ ทั้งหมด ขณะนี้กระผมก็ได้ขอสงวนไว้โดยขอให้คงความตามร่างเดิมเพราะว่า มีความชัดเจนอยู่แล้วครับ ขอบพระคุณครับ
มีกรรมาธิการเสียงข้างน้อยท่านอื่นที่สงวนความเห็นไว้จะอภิปรายหรือเปล่าครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ถ้าไม่มี เชิญกรรมาธิการเสียงข้างมากชี้แจงครับ
ทางกรรมาธิการ เสียงข้างมากยินดีที่จะเปลี่ยนแปลงไปตามกรรมาธิการเสียงข้างน้อยครับ
กรรมาธิการเสียงข้างมากประสงค์ที่จะขอแก้ไขตามกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่สงวน ความเห็นคือตามท่านอภิมุข สุขประสิทธิ์ ที่สงวนความเห็นให้คงไว้ตามร่างเดิม ก็เป็ นอันว่าในมาตรา ๑๓ กรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นควรตามกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยผู้สงวนความเห็นคือ ท่านอภิมุข สุขประสิทธิ์ ขอกลับไปใช้ร่างเดิม เชิญท่านเลขาธิการต่อครับ
มาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ ไม่มีการแก้ไข หมวด ๓ ค่าตอบแทน ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๑๖ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการ ขอสงวนความเห็นครับ
ท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อยผู้สงวนความเห็นติดใจไหมครับ ไม่ติดใจเดี๋ยวครับเพราะว่า มาตรา ๑๖ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวน ดังนั้นท่านสมาชิกที่ยกมือก็มีสิทธิอภิปราย เชิญท่านไพจิตครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย มาตรา ๑๖ เป็นเรื่องที่ กําหนดค่าตอบแทนในการรับงานไปทําที่บ้าน ซึ่งคณะกรรมาธิการได้เพิ่มเติมทั้งมาตรา เป็นการเพิ่มเติมในสาระสําคัญที่บอกว่า หากงานที่รับไปทําที่บ้านมีลักษณะและคุณภาพ อย่างเดียวกันและปริมาณเท่ากัน ให้ผู้จ้างงานกําหนดค่าตอบแทนให้แก่ผู้รับงาน ไปทําที่บ้านไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานตามที่ คณะกรรมการกําหนด และต้องไม่เป็นการเลือกปฏิบัติ ผมสงสัยว่าในวรรคสอง การจ่ายเงินค่าตอบแทน โดยสาระได้เขียนไหมว่าต้องจ่ายเป็ น เงินตราไทย เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากผู้รับงานไปทําที่บ้านให้จ่ายเป็นตั๋วเงินหรือ เงินตราต่างประเทศ ผมสงสัยครับท่านประธานว่าทําไมต้องไปเปิดช่องให้จ่ายเป็น เงินต่างประเทศ ผมไม่มีความรู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์มาก แต่ว่าความรู้สึกผมการจ้างไป ทํางานในบ้านเหมือนที่ผมอภิปรายเมื่อกี้ว่าไปสานอวน สานแห อะไรทั้งหลาย มันเป็นเงิน ที่ทํามาหากินเช้ากินคํ่า ๒-๓ วันเบิกอะไรทํานองแบบนั้นมันเป็นกิจการที่ต้องรับไปทํา แล้วก็ต้องจ่ายเป็นเงินต่างประเทศ เป็นตั๋วเงินต่างประเทศ ไปขึ้นเงินซึ่งระบบเหล่านั้น ผมเข้าใจว่ามันน่าจะเป็นระบบที่ใหญ่โตซํ้าซ้อนมากกว่า ไม่ใช่เจตนารมณ์ของกฎหมาย ฉบับนี้ แล้วในแง่ของการพิทักษ์เงินตรา ดุลการเงินระหว่างประเทศมันก็ซับซ้อนเข้ามาอีก ผมก็ไม่เห็นด้วยที่จะต้องไปเปิดช่องแบบนี้ใส่ไว้ ถ้าจ่ายเป็นเงินไทยก็ให้อย่างเดียวกันนะครับ รับจ้าง รับงานไปทําก็เป็นเงินจากผู้เป็นเจ้าของโรงงานขนาดกลาง ขนาดเกือบกลาง อะไรทํานองนั้นให้กับคนยากคนจนโดยตรงรับไปทําเป็นกลุ่ม ๆ ก็จ่ายเป็นเงินไทยเท่านั้น ละครับ แล้วก็ไม่ควรที่จะต้องกําหนดราคาให้เป็นราคาจ้างเท่ากันกับที่ทําในโรงงาน ถ้าผมเข้าใจไม่ผิดนะครับที่ท่านไปบรรจุ หรือมีอะไรลึก ๆ อยู่ในนี้อีกไหมว่าจะต้องมี มาตรฐานเดียว มันมี ๒ มาตรฐานกันหรืออย่างไรเวลาไปจ่ายแบบนี้ มันมีบนโต๊ะ อย่างหนึ่ง ใต้โต๊ะอย่างหนึ่งหรืออย่างไร ผมว่าถ้าเขียนให้มันชัดในการปฏิบัติที่ไม่ซํ้าซ้อน ซับซ้อนมาก ๆ ผมก็สงสัย เอ๊ะ แปลว่ามันจะมี ๒ มาตรฐานนะแบบนี้ เพราะสังคม มันสังคม ๒ มาตรฐานหลายเรื่อง พอจะมาทํากฎหมายผมก็วิตกว่ามันจะเป็ น ๒ มาตรฐานนะครับ ถ้าเขียนตรง ๆ ไปแบบนี้ก็จบ นั่นก็คือเท่ากันกับทํางานตามปกติ ตามกฎหมายแรงงานกําหนดนะ รับไปที่บ้านก็ให้เท่านี้ มีคณะกรรมการดูก็จบ จ่ายเป็น เงินไทยไม่ต้องไปซับซ้อน แปลว่าจะทําอย่างไรมันมีอะไรซับซ้อนอยู่ หรือว่า มีการจ้างข้ามระหว่างประเทศ ข้ามกันมาแล้วต้องจ่ายเงิน ไปรับเป็นเงินตราต่างประเทศ หรืออย่างไร ขอความชัดเจนจากคณะกรรมาธิการนะครับ เพราะว่าร่างเดิมไม่ได้เขียนไว้ อันนี้คณะกรรมาธิการเพิ่มเติมเข้ามาเป็น ๑ มาตรา สาระสําคัญด้วยครับ
เดี๋ยวนะครับ มีกรรมาธิการเสียงข้างน้อยผู้สงวนความเห็นท่านเข้ามาในที่ประชุมประสงค์ จะอภิปรายให้สิทธิท่านก่อนนะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน วรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมุกดาหาร พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ซึ่งเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ คุ้มครองผู้รับงานไปทําที่บ้าน พ.ศ. .... นี้ด้วยค่ะ แต่เนื่องจากว่าเป็นเสียงส่วนมากนะคะ ซึ่งดิฉันได้แสดงความคิดเห็นไว้ในกฎหมายนี้ในตอนที่นั่งเป็นกรรมาธิการ ดิฉันก็คิดว่า กฎหมายฉบับนี้ทําออกมานี้เพื่อผู้ที่รับงานไปทําที่บ้ำนซึ่งจะไม่ใช่เป็ นแนวของ อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ๆ เลยนะคะ แต่เป็นงานที่เล็ก ๆ ที่เอาไปทําที่บ้าน อย่างเช่น เย็บผ้าทําเสื้อยกทรง อะไรต่าง ๆ ที่ดิฉันได้เคยอภิปรายในช่วงที่ยื่นร่างเสนอเข้ามา ในที่ประชุมนี้เพื่อให้คณะกรรมาธิการพิจารณา ทีนี้ในกรณีนี้ในกรณีมาตรา ๑๖ นี้ร่างเดิมนั้น ได้เขียนเอาไว้อยู่สั้น ๆ ก็คือว่า ให้ผู้จ้างงานจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินตราไทย เว้นแต่ได้รับ ความยินยอมจากผู้รับงานไปทําที่บ้านให้จ่ายเป็นตั๋วเงินหรือเงินตราต่างประเทศ ซึ่งดิฉัน ดีใจว่าจะได้เป็นทั้งเงินไทยและเป็นทั้งเงินตราต่างประเทศ เนื่องจากว่าในกรณีที่บริษัท ต่าง ๆ นั้นที่มาให้จ้าง รับจ้างเอาไปทําที่บ้านนั้นน่าจะมีเป็นคนต่างประเทศที่มาร่วมลงทุน ในประเทศไทยแล้วก็อยากจะใช้เงินตราของเขา อย่างเช่นเงินดอลลาร์อย่างนี้นะคะ ชาวบ้านในพื้นที่นี้จะไม่รู้มากหรอกว่าดอลลาร์นี้กี่บาท เหรียญหนึ่งนี้เท่าไร แต่ส่วนมาก ที่เขารู้นั้นเขาจะรู้แต่ว่า ๓๐ บาท ๓๕ บาท แล้วก็อยากจะใช้เงินตราของเขา อย่างเช่นเงินดอลลาร์ ชาวบ้านในพื้นที่นี้จะรู้มากว่า ดอลลาร์นี้เหรียญหนึ่งนี้เท่าไร แต่ส่วนมากที่เขารู้นั้นเขาจะรู้แต่ว่า ๓๐ บาท ๓๕ บาท ซึ่งจริง ๆ แล้วมันมีขึ้นลงอยู่ทุก ๆ วัน ก็ดีใจที่ว่าได้ตราไว้ในชุดนี้ ทีนี้เนื่องจากว่าที่เข้าไป ในคณะกรรมาธิการ ก็ได้มีการพิจารณาว่าจะให้คุ้มครองผู้รับงานไปทําที่บ้านนี้ให้มากขึ้น กว่าเดิม จึงได้กําหนดอยู่ในวรรคหนึ่งนี้ ตัดข้อความเดิมนั้นลงไป ยกข้อความเดิมนั้น ลงมาเป็นวรรคสอง แต่ในวรรคแรกนี้ก็ได้กําหนดเขียนไว้ในร่างที่คณะกรรมาธิการ เสียงข้างมาก ดิฉันคงต้องขออนุญาตท่านประธานอ่านเพื่อที่จะให้ทุก ๆ คนได้เข้าใจว่า ที่ดิฉันแก้ไขนี้ สงวนความคิดเห็นนี้เพราะอะไร ในมาตรา ๑๖ ในคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากนั้นได้เขียนว่า การกําหนดค่าตอบแทนในงานที่รับไปทําที่บ้าน หากงานที่รับ ไปทําที่บ้านมีลักษณะและคุณภาพอย่างเดียวกันและปริมาณเท่ากัน ให้ผู้จ้างงานกําหนด ค่าตอบแทนให้แก่ผู้รับงานไปทําที่บ้านไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างตามกฎหมายว่าด้วย การคุ้มครองแรงงานตามที่คณะกรรมการกําหนด และต้องไม่เป็นการเลือกปฏิบัติ นี่คือ ในส่วนของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากที่ได้บัญญัติและมีลงมติและได้เขียนเอาไว้ ดิฉันได้ร่วมแสดงความคิดเห็นว่าควรที่จะเปลี่ยนแปลง ในกรณีที่ดิฉันเปลี่ยนแปลงนั้น ดิฉันก็จะอ่านให้ฟังอีกครั้งหนึ่งในข้อเปรียบเทียบระหว่างของคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมาก และดิฉันซึ่งเป็ นเสียงข้างน้อยก็จะขออ่านให้ทราบว่า มาตรา ๑๖ การกําหนดค่าตอบแทนในงานที่รับไปทําที่บ้าน หากงานที่รับไปทําที่บ้านมีลักษณะและ คุณภาพอย่างเดียวกันและปริมาณเท่ากัน ให้ผู้จ้างงานกําหนดค่าตอบแทนให้แก่ผู้รับงาน ไปทําที่บ้านตามที่คณะกรรมการกําหนด และต้องไม่เป็นการเลือกปฏิบัติ ในข้อความ ๒ วรรคนี้ ในส่วนของดิฉันที่ได้แสดงความคิดเห็นนี้สงวนเอาไว้ ดิฉันตัดคําว่า ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ดิฉันได้ตัดคํานี้ออกไป อยากจะให้พิจารณาว่า ทําไมดิฉันถึงจะต้องตัด ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน นี้ออกไป ถ้าหากว่า ในกระทรวงแรงงานนั้นก็มีกําหนดค่าแรงงานขั้นตํ่าอะไรไว้ต่าง ๆ แต่ในกฎหมายนี้เป็น การที่รับงานไปทําที่บ้าน ซึ่งดิฉันได้บอกไว้เบื้องต้นแล้วว่าเป็นการรับงานไปมันไม่ใช่งาน ใหญ่ ๆ โต ๆ มันอาจจะมีงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะทํา ในกรณีที่จะให้ค่าตอบแทนนั้น ไม่ควรที่จะมากําหนดว่าจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงานนี้มากําหนด ให้กับเขา โดยที่เขาจะเอาราคากําหนดค่าของกฎหมาย ค่าแรงงานตํ่านี้มากําหนดให้ นายจ้างก็สามารถจะบิดเบือนเวลาไปได้ ทั้ง ๆ ที่วันนี้จะสามารถจ่ายได้ในการมานับ ชุดชั้นในเอย กางเกงเอย ได้ไปกี่โหล คูณไปแล้วได้กี่บาท คูณไปได้กี่บาท ทีนี้ในข้อตกลงกัน ครั้งแรกนั้นบอกว่าจะให้เท่านี้ พอมาถึงแล้วมาดูว่าปริมาณหรือคุณภาพนั้นด้อยไป จะต้องกลับไปเอากฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานนี้มาเปรียบเทียบแล้วก็จะให้ตัด มันเป็นแนวทางที่จะตัดค่าแรงงานให้กับกลุ่มผู้รับงานไปทําที่บ้าน ซึ่งกลุ่ม ๆ นี้แม้ว่า จะได้เงินน้อย ๆ แต่ก็เป็นความสําคัญของเขา เพราะเขาใช้แรงงานของเขาเอง เขาใช้ มันสมองน้อย ๆ ของเขาที่เขาไม่ได้เรียนหนังสือมา เขาใช้มันสมองในการที่เขามี ฝีไม้ลายมือด้านนี้มาเย็บปักถักร้อยให้ได้ ดิฉันจึงว่าข้อความในนี้ถ้าหากว่ากําหนดไปว่า ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน เป็นหนทางที่ทําให้ผู้จ้างงานหาวิธีการที่จะทํา อย่างไรที่จะสามารถจ่ายเงินให้กับผู้รับงานไปทําที่บ้านนี้ได้ช้าลงกว่าเดิม นี่เป็นส่วนที่ดิฉัน คิดว่ามันไม่น่าที่จะกําหนดไว้ในนี้ เมื่อเราต้องการอยากจะให้ผู้ที่รับงานไปทําที่บ้านนั้น ได้ประโยชน์และได้รับค่าแรงงานของเขาในส่วนต่างที่เขาไม่ต้องไปทําที่โรงงาน และในส่วนต่างที่เขารับจํานวนมาไม่มากเท่ากับที่ในโรงงานใหญ่ ๆ นั้นเขากําหนดเอาไว้ ซึ่งดิฉันอยากจะบอกว่าในกฎหมายฉบับนี้ได้มีการกําหนดเอาไว้ว่าจะให้ผู้ที่รับช่วงงานมา ก็คือผู้ที่รับงานมาทําที่บ้านเช่นเดียวกัน ทีนี้กลุ่มผู้ที่รับช่วงงานมานั่นละถ้าท่านตรากฎหมายไว้ว่า จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานนี้ กลุ่มผู้รับช่วงงานนี้กลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบจากส่วนที่ท่าน ทํากฎหมายนี้ออกมา ดิฉันจึงเห็นว่ากฎหมายนี้ดีสําหรับประชาชนชาวรากหญ้า ชาวกลุ่ม ที่ไม่ได้เรียนหนังสือ ไม่มีปริญญาบัตรติดตัวมา เขามีแต่ความคิดเห็น เขามีฝีไม้ลายมือ มาตั้งแต่กําเนิด มีพรสวรรค์อยู่ในตัวของเขาเอง เราควรจะได้มองเห็นและควรจะให้เขาได้ ในสิ่งที่เขาทําออกมาด้วยหยาดเหงื่อแรงงานของเขาเอง สมองน้อย ๆ ของเขานั้นอย่าให้ เอากฎหมายที่มีจุดเล็ก ๆ นิดหน่อยมากําหนดว่า ให้ผู้จ้างงานนั้นสามารถเอาเปรียบเขา ได้ ดิฉันจึงบอกว่าควรแล้ว ดิฉันอภิปรายให้ท่านสมาชิกในสภาผู้แทนราษฎรนี้เข้าใจว่า ไม่ใช่ว่าดิฉันจะไปคัดค้านความคิดเห็นของกรรมาธิการเสียงส่วนมาก แต่ดิฉัน ให้ความคิดเห็นว่าในส่วนที่ดิฉันคิดนี้มันเหมาะไหม มันดีไหม มันจะได้ประโยชน์สําหรับ กฎหมายฉบับนี้ที่จะตราเป็นกฎหมายออกสู่ให้ประชาชนชาวรากหญ้าทั้งหลายนั้นได้รับนะคะ ดิฉันจึงขออภิปรายในส่วนที่ดิฉันสงวนเอาไว้นะคะ ก็คงจะต้องขออภิปรายไว้เพียงแค่นี้ ก็จะขอความคิดเห็นจากสภาผู้แทนราษฎรว่า ในกรณีเสียงส่วนมากนี้กับเสียงส่วนน้อย ในส่วนที่ดิฉันอภิปรายออกมานี้ ถ้าท่านคิดว่าในส่วนที่ดิฉันได้อภิปรายในฐานะที่ดิฉัน เป็นกรรมาธิการวิสามัญในการพิจารณาร่างกฎหมายนี้ ก็ขอความเห็นจากทุก ๆ ท่านว่า ถ้าจะมีการลงมติก็ขอให้เปลี่ยนแปลงหรือให้ท่านกรรมาธิการเสียงส่วนมาก ที่นั่งอยู่บนแท่นนั้นเปลี่ยนใจว่าเอามาเป็ นร่างนี้ได้ไหม เพื่อที่จะได้ประโยชน์ให้กับ ประชาชนพื้นที่รากหญ้าทั้งหลายนะคะ เขาเหล่านี้รอคอยความหวังนี้มาตั้งนานแล้ว ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ได้ร่างมาตั้งนานแล้ว ดิฉันคิดว่าควรที่จะให้ปรากฏออกไปสู่สังคมและ ให้สังคมได้รับทั่วถึงกันค่ะ ขอขอบคุณค่ะท่านประธาน
เชิญท่านนิคมครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นิคม เชาว์กิตติโสภณ แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย กลุ่ม ๑ ท่านประธานครับ ผมเองก็มี ความเห็นสนับสนุนในร่างกฎหมายฉบับนี้ แต่ในเรื่องค่าตอบแทนที่เพื่อนสมาชิกได้มี การอภิปรายไปล่วงหน้านี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญอย่างมาก เพราะว่าหากมีการกําหนด ในมาตรา ๑๖ ในเรื่องค่าตอบแทนเหมือนดั่งที่มีการแก้ไขโดยกรรมาธิการนี้แล้ว ผมคิดว่า จะเป็ นปัญหาและอุปสรรคต่อการจ้างงานที่เอางานไปทําที่บ้านนี้เป็ นอย่างมาก โดยปกติแล้วในลักษณะของการจ้างงานในบ้านเราในปัจจุบัน โรงงานอุตสาหกรรม ต่าง ๆ อาจจะมีการจ้างงานให้ไปทําที่บ้านก็ต่อเมื่องานมันทําไม่ทันครับ ออร์เดอร์ แต่ว่าแรงงานปกติในโรงงานไม่สามารถที่จะทําการผลิตเพื่อส่งลูกค้าได้ทันตาม กําหนดเวลา ซึ่งกําหนดเวลาดังกล่าวเป็ นกําหนดเวลาที่มีการเข้มงวดว่าจะต้อง ส่งสินค้าให้กับลูกค้าให้ทันกําหนดเมื่อไร เวลาไหน วันไหน เพราะฉะนั้นจึงมี การจ้างแรงงานที่บ้าน แต่ในลักษณะการจ้างแรงงานให้ไปทําที่บ้านของบ้านเรา โรงงาน อุตสาหกรรมต่าง ๆ จะมอบงานที่ไม่มีความซับซ้อนครับ งานง่าย ๆ เพราะว่า แรงงานที่บ้านนั้นเป็นแรงงานที่มีทั้งผู้สูงอายุ บางจังหวัดอายุถึง ๖๐ ปี ๗๐ ปี ก็ไปทํางาน ที่บ้าน แล้วก็มีแรงงานเด็กด้วยในครัวเรือนซึ่งเอาไปทําเวลากลางคืนหรือเวลาพักจาก งานอื่นแล้ว ก็เป็นรายได้พิเศษของทั้งครอบครัวเขา ตามที่มีการแก้ไขผมดูแล้วตอนแรก ที่บอกว่ามีลักษณะและคุณภาพอย่างเดียวกันและมีปริมาณเท่ากัน ในส่วนนี้ผมเอง เห็นด้วย แต่พออ่านต่อไปแล้วนะครับ ไปกําหนดว่าไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างตามกฎหมาย ว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานตามที่คณะกรรมการกําหนด มันดูแล้วเหมือนกับว่า เป็นการไปกําหนดว่ารายวัน การเอางานไปทําที่บ้านมีรายได้เทียบเป็นรายวัน ซึ่งมันขัด กับความเป็นจริงในการจ้างงานของโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั่วประเทศที่ให้ไปทํางาน ที่บ้านนะครับ เขาจะใช้วิธีการจ้างเหมา เพราะว่านายจ้างไม่สามารถจะไปควบคุม การทํางานของการรับงานไปทําที่บ้านได้เลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นแรงงานระดับไหน หรือว่าทํางานกี่ชั่วโมง หรือว่าจะทํางานช้า เพราะว่าแรงงานเหล่านั้นเป็นแรงงานที่ไม่มี ทักษะ เวลาทํางานจะใช้เวลานาน กว่าจะทํางานเสร็จแต่ละชิ้นก็จะช้ากว่าแรงงานที่อยู่ใน โรงงานอุตสาหกรรม เพราะฉะนั้นการจ้างงานที่บ้านจึงเป็นลักษณะดูชิ้นงานหรือปริมาณ งานเป็นหลักในการว่าจ้าง หากมีการกําหนดว่าต้องมีค่าตอบแทนไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้าง ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานแล้ว มันจะขัดกับความจริง แล้ วก็ขัดกับ ประโยคแรกนะครับที่บอกว่า มีลักษณะและคุณภาพอย่างเดียวกันและปริมาณเท่ากัน เพราะฉะนั้นถ้ามีการยกร่างกฎหมายที่ขัดแย้งกันในตัวอย่างนี้แล้ว เวลาปฏิบัตินายจ้าง จะไม่สามารถปฏิบัติได้ครับ หรือถ้าเขาปฏิบัติไปแล้วก็จะเป็ นปัญหาต้องไป ขึ้นศาลแรงงาน เกิดข้อพิพาทขึ้นมาอีกนะครับ ผมเองอยากจะให้ทางกรรมาธิการดูว่า เราควรจะตัดประโยคหลังออกไหมครับ ให้มีแต่เฉพาะว่า มีลักษณะและคุณภาพ อย่างเดียวกันและปริมาณเท่ากัน ซึ่งจะเหมาะสมกว่านะครับ เพราะเป็นระบบเหมาชิ้น นายจ้างไม่สามารถจะดูแลได้ แล้วก็ให้คงคําว่า และต้องไม่เลือกปฏิบัติ นะครับ ซึ่งคํานี้ ก็น่าจะครอบคลุมไปถึงประโยชน์ของลูกจ้างที่รับงานไปทําที่บ้านแล้ว เพราะคําว่า ไม่เลือกปฏิบัติ นั้นก็จะหมายความว่าการเอางานไปทําที่บ้านในปริมาณและคุณภาพ อย่างเดียวกันนี้ต้องมีค่าจ้างเทียบเท่ากับการทํางานในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งการทํางาน ในโรงงานอุตสาหกรรมถ้าเป็นลักษณะเหมาชิ้นทําหรือว่าเหมาปริมาณทํา เขาก็จะมี การว่าจ้างกันไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานอยู่แล้วครับ อันนี้ผมอยากจะขอให้ทางคณะกรรมาธิการพิจารณาดูนะครับว่าหากตัดออกไปแล้ว จะเป็นประโยชน์มากกว่าหรือไม่นะครับ เพราะว่ามันปฏิบัติยากครับ นายจ้างจะสับสน และจะเกิดข้อพิพาทขึ้นมา เพราะเขียนเอาไว้ไม่ชัดเจนและไม่ตรงตามข้อเท็จจริง ในการจ้างงานของประเทศไทยครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านนริศ ขํานุรักษ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม นริศ ขํานุรักษ์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ขออนุญาตตอบข้อซักถามของ เพื่อนสมาชิกนะครับ สําหรับเพื่อนสมาชิก ท่านไพจิตนะครับ มาตรา ๑๖ นี้ไม่ได้ยกขึ้นมาใหม่ เราเอาจากมาตรา ๙ ขึ้นมา มาจัดหมวดหมู่ใหม่นะครับ แล้วก็สําหรับคณะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยผมคิดว่าร่างพระราชบัญญัติในมาตรา ๑๖ นั้นเป็นไปตามเจตนารมณ์ของ ท่านทุกประการที่ได้อภิปรายนะครับ คือค่าจ้างไม่น้อยกว่าเดิมกับไม่เลือกปฏิบัตินะครับ ๒ ส่วนนี้ผมว่าเป็นไปตามเจตนารมณ์ของคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย และเหตุที่ คณะกรรมาธิการต้องกําหนดไว้ว่าการทํางานต้องมีกําหนดค่าตอบแทนให้แก่ผู้รับจ้างงาน ไปทําที่บ้านไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างตามกฎหมายกําหนดนี้ ทางคณะกรรมาธิการ ก็ทราบดีครับว่างานสําหรับรับไปทําที่บ้านนี่มีการจ้างเหมาเป็นชิ้น แต่ว่าในร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้มีคณะกรรมการคิดอัตราค่าจ้างเป็นชิ้น เปรียบเทียบกับเป็นรายวันด้วยนะครับ คิดไปคิดมาเพื่อที่จะให้มันสอดรับกันระหว่างรายวันกับรายชิ้นให้สอดคล้องกันโดยใช้ คณะกรรมการเป็นคนคิดเพื่อความเป็นธรรม ทางคณะกรรมาธิการได้ดูโดยละเอียดแล้ว เป็นไปตามที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายนะครับ
เชิญคุณวรศุลีครับ
ท่านประธานคะ ดิฉัน วรศุลี ขอบคุณมากนะคะท่านประธานคณะกรรมาธิการ แต่เมื่อกี้ท่านพูดผิดนะคะ ซึ่งดิฉันว่า ให้ตัดข้อความในร่างนี้ในข้อความว่า ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน คือไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้าง ก็คือตัดคําว่า ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ซึ่งเมื่อตะกี้ท่านได้ชี้แจงว่าในข้อความนี้เป็นไปตามนี้ ดิฉันได้แก้ไขในด้านหน้านี้นะคะ ขออนุญาตท่านประธานอ่านอีกครั้งหนึ่งได้ไหมคะ
เชิญครับ
ขอบคุณมากค่ะท่านประธาน ที่ดิฉันแก้ไขนั้นก็คือในมาตรา ๑๖ นะคะ ในมาตรา ๑๖ นั้นในกรณีที่เขียนออกมานั้น ก็คือว่า การกําหนดค่าตอบแทนในงานที่รับไปทําที่บ้าน ซึ่งจะสอดคล้องกับกฎหมายนี้ แล้วทีนี้ในส่วนของ หากงานที่รับไปทําที่บ้านมีลักษณะและคุณภาพอย่างเดียวกัน และปริมาณเท่ากัน อย่างนี้นะคะ ให้ผู้จ้างงานกําหนดค่าตอบแทนให้แก่ผู้รับงานไปทําที่บ้าน ตามที่คณะกรรมการกําหนด ซึ่งในกฎหมายฉบับนี้จะมีคณะกรรมการที่เรากําหนดออกมา อยู่แล้ว เป็นการพิจารณาแล้วก่อนที่จะมีการทําสัญญาจะต้องได้รับความเห็นชอบของ คณะกรรมการเพื่อกําหนดราคาค่าจ้างในผลงานในสินค้าแต่ละชิ้น ๆ ที่จ้างและรับไปทําที่บ้าน ทีนี้ในกรณีในสัญญานั้นมันจะมีสัญญาตัวแม่เรียกว่า สัญญาจากบุคคลแรก แล้วก็ต่อช่วงไปบุคคลที่สองจะควบคุมอยู่ในกฎหมายฉบับนี้เช่นเดียวกัน ทีนี้ที่ดิฉัน ได้บอกว่าเรามีคณะกรรมการในการพิจารณาสัญญานั้นอยู่ภายใต้กฎหมายนี้อยู่แล้ว ทีนี้ ในสัญญานั้นก็ได้ควบคุมไปถึงผู้รับช่วงงาน ผู้รับช่วงงานที่รับงานไปทําที่บ้านซึ่งจะเป็น ตัวบุคคลที่รับงานที่เป็นตัวบุคคลที่จะรับเป็นตัวแทนของผู้รับจ้างงานคือผู้ที่รับทําสัญญา จ้างงาน นี่ละค่ะที่ดิฉันเห็นว่าถ้าหากว่าเราไปเขียนว่าไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้าง ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ก็จะไปกระทบการที่จะคํานวณจ่ายเงินให้กับ ผู้ที่รับไปคนที่ ๓ นั้น ถ้าพูดตามภาษาจีนเขาก็บอกว่า ตั่วปั๊ว ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว เหมือน ๆ เราขาย ลอตเตอรี่อย่างนี้นะคะก็จะมีตั่วปั๊ว ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว กลุ่มซาปั๊ว กลุ่มปั๊ว ปั๊ว สุดท้ายจะโดน กระทบมากจากสัญญานี้จากกฎหมายมาตรานี้ ดิฉันจึงบอกว่าได้อภิปรายและได้ชี้แจง ในห้องประชุมตอนที่ประชุมคณะกรรมาธิการอยู่เช่นเดียวกันว่า การค้าขายหรือการรับงาน ไปทําที่บ้านนี้มันไม่ใช่ว่าเฉพาะที่เจาะจงแต่สินค้าชนิดเดียว มันมีพัน ๆ หมื่น ๆ ชนิด และ ในพัน ๆ หมื่น ๆ ชนิดนี้ก็มาแตกย่อยให้กับกลุ่มผู้ที่เป็ นหัวมือแรกแล้วก็มือที่สอง แล้วก็มือที่สาม ซึ่งในมือที่สอง มือที่สามกลุ่มนี้จะใช้กฎหมายฉบับนี้ในมาตรานี้ เป็นข้อต่อรองในการที่จะจัดเงินจ่ายให้ผู้รับงานคนสุดท้ายนั้นได้ ผลกระทบก็คือ ผู้ที่ทํางานจริง ๆ และรับงานไปทําที่บ้านจริง ๆ นั้นได้รับผลกระทบในกฎหมายมาตรานี้ แน่นอน ดิฉันว่าแน่นอนเลยค่ะเพราะดิฉันได้เห็นอยู่ในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร ที่ดิฉันได้อภิปรายตั้งแต่ครั้งแรกว่าเขาจ้างไปเย็บกางเกงกีฬา เย็บเสื้อกีฬา เย็บเสื้อยกทรง อย่างนี้ เขาไม่ใช่ว่าจะจ้างเป็นตัว ๆ ไปเลย เขาจะจ้างเป็นว่าคนนี้เย็บเป้ำ คนนี้เย็บสาย คนนี้เย็บคาดรัดอย่างนี้ คนนี้ติดเกาะอย่างนี้นะคะ กว่าจะได้กลับมาเป็น ๑ โหล กว่าจะได้ เป็น ๑ ตัวตามสัญญาคนแรกที่จ้างไป ท่านต้องไปดูพื้นที่ที่เขาจ้าง ผู้ที่รับงานไปทําที่บ้าน พวกกลุ่มกลุ่มนี้เขารับผิดชอบไม่ใช่รับผิดชอบเป็นตัว แต่เขารับผิดชอบเป็นชิ้น เป็นชิ้น เสื้อยกทรงนี่ก็ ๕-๖ อย่าง กางเกงกีฬานี่ก็ ๓ กลุ่ม กลุ่มหนึ่งคือตัด กลุ่มหนึ่งคือตัดขาซ้าย กลุ่มหนึ่งตัดขาขวา กลุ่มหนึ่งนี่ใส่ยางรูด กลุ่มหนึ่ง นี่ก็มารับเย็บหัวกับเย็บปลายอย่างนี้นะคะ มีหลายกลุ่มท่านแยกออกไปนะคะ นี่ดิฉันชี้เฉพาะแค่กลุ่มเย็บเสื้อเท่านั้นเอง แต่ถ้าหากว่าไปชี้สิ่งอื่นนั้นยิ่งเยอะกว่านี้นะคะ ท่านประธานที่เคารพ ดิฉันถึงบอกว่าในกฎหมายมาตรานี้ เมื่อกี้ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ ท่านนิคมท่านได้พูดไว้เพราะท่านมีโรงงาน ท่านมีโรงงานเซรามิก (Ceramic) กว่าจะได้มาเป็นเซรามิกแต่ละชิ้น ๆ ท่านอาจจะส่งออกไปไม่ทัน ท่านก็ไปจ้างให้รับงาน ไปทําที่บ้าน รับงานไปทําที่บ้านนั้นบ้านนั้นเขาก็จะตั้งเตาของเขาเอาไว้ เขาจะมีเตาเผา เขาจะมีคนงานที่มาปั้นอิฐ แต่ที่ท่านจ้างไปท่านก็ทําสัญญาจ้างเป็นชิ้น แต่ในกรณี ที่ผู้ที่รับงานไปอีกช่วงหนึ่งเขาก็จ้างคนงานของเขาไปอีกชิ้นหนึ่งอย่างนี้ละค่ะ นี่ละค่ะ เป็นเหตุผลที่ดิฉันคิดว่ากฎหมายฉบับนี้ดีสําหรับกลุ่มผู้รับงานไปปั๊วสุดท้าย ซาปั๊วนะคะ ท่านประธานนริศ ดิฉันก็ขอว่าในส่วนที่ดิฉันสงวนเอาไว้นี้อยากจะให้ท่านฟังความคิดเห็น ของกลุ่มผู้ที่จ้างงานจริง ๆ เมื่อกี้ท่านนิคมท่านก็ได้พูดเอาไว้แล้ว ดิฉันจึงบอกว่าในส่วน ข้อคิดเห็นที่ดิฉันได้สงวนเอาไว้นี้ เพื่อต้องการที่จะให้กฎหมายฉบับนี้ลงสู่พื้นที่ให้กับกลุ่ม กลุ่มผู้ที่รับงานโดยที่เขาไม่มีความรู้อะไรเลย เขามีความรู้ เขามีความสามารถแค่ในส่วน ที่ว่าเขาเย็บข้าง เสื้อชั้นในนี่เขาก็เย็บเต้า แล้วก็คนนี้เขามีความสามารถในการเย็บสาย อย่างนี้แค่นี้เอง ดิฉันจึงขอร้องว่าในส่วนนี้ถ้าจะให้มีความคิดเห็น ขอร้องให้กลับมาแก้ไข เหมือนที่ดิฉันได้ขอไว้ว่า ให้ผู้จ้างงานนั้นกําหนดค่าตอบแทนให้แก่ผู้รับจ้างไปทําที่บ้าน ตามที่คณะกรรมการกําหนด เพราะเราจะมีคณะกรรมการและมีพยานในการเซ็นสัญญา อยู่แล้ว ก็ขอแค่ให้คณะกรรมการกําหนดเท่านั้นเอง กําหนดว่าสินค้าชนิดนี้เย็บไปแล้ว ไม่ตรง สินค้าชนิดนี้เย็บไปแล้วปริมาณหรือคุณภาพด้อยอย่างนี้นะคะ ให้คณะกรรมการ เป็นคนกําหนดค่าตอบแทนให้กับเขา ไม่ควรที่จะนําเอากฎหมายภายใต้กฎหมายว่าด้วย การคุ้มครองแรงงานนี้มากําหนดสอดแทรกเข้ามาด้วย ซึ่งจะเป็นการดึงเวลานะคะ ดิฉันได้อภิปรายไปครั้งหนึ่งแล้วว่าเป็นการยืดเวลาในการจ่ายเงินให้กับผู้รับจ้างนะคะ ดิฉันก็ขอว่าท่านประธานนริศเมื่อกี้ท่านได้ชี้แจง ดิฉันขอแก้นะคะ ดิฉันไม่ใช่ว่าจะเห็นด้วย ในส่วนที่ร่างพระราชบัญญัตินั้นว่า ให้มีตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ดิฉันขอแก้ว่า ให้เฉพาะแค่เป็นคณะกรรมการกําหนดเท่านั้นเอง ขอบคุณมากค่ะ
เชิญคุณนิคม เชาว์กิตติโสภณ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นิคม เชาว์กิตติโสภณ เมื่อกี้ผมฟังท่านประธานคณะกรรมาธิการชี้แจง คือผมเอง ก็คิดว่ามันยังไม่ค่อยสมบูรณ์ หากว่าปล่อยให้มีการใช้ไปแล้วจะเป็นปัญหาในการจ้าง การรับงานไปทําที่บ้านเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะท่านบอกว่าจะมีคณะกรรมการ มาคิดคํานวณหมดเลย ถ้าจะมีการจ้างงานไปทําที่บ้านปุ๊ บก็จะมีคณะกรรมการไปคิดต่อชิ้น เป็นระบบเหมา แล้วก็เทียบกับอัตราค่าจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ท่านประธานครับ มันเป็นไปไม่ได้ เพราะว่างานลักษณะนี้บางครั้งมันก็เป็นงานด่วน อย่างว่าออร์เดอร์นี้ จะต้องส่งลงไปชิป (Ship) ที่ท่าเรืออีก ๗ วัน แต่ว่าภายในโรงงานเกิดปัญหา เขาจะต้องรีบ จ้างแรงงานเอางานไปทําที่บ้านโดยเร็ว เวลาก็สั้น หากต้องไปผ่านคณะกรรมการมาเป็น คนกลางมาคิดคํานวณ มาอะไรแล้ว กว่าจะติดต่อกัน กว่าจะอะไรไม่ทันหรอกครับ ท่านประธาน ท่านต้องปล่อยให้มีความคล่องตัวในการทํางานลักษณะนี้ ท่านน่าจะเขียน กฎหมายคลุมเอาไว้แล้วให้นายจ้างปฏิบัติ ไม่ใช่ว่าต้องมาผ่านคณะกรรมการมาคํานวณก่อน ทําสัญญาให้เรียบร้อยถึงจะไปจ้างกัน ไม่ทันครับท่านประธาน โรงงานก็ถูกปรับก่อนแล้ว ไม่สามารถส่งของได้ แล้วมันจะกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ หากเหตุการณ์นี้มันเกิดขึ้นกับโรงงานทั่วประเทศนี่ ท่านประธานลองคิดดูสิครับว่า มันเสียหายขนาดไหน กฎหมายน่าจะกําหนดออกไปให้นายจ้างทํา ถ้านายจ้างไม่ทําผิด กฎหมายอะไรก็ว่าไปครับ ไม่ใช่ว่าต้องมาผ่านคนกลางซึ่งเป็นคณะกรรมการก่อน บางที คณะกรรมการอยู่ไม่ครบ กว่าจะประชุมกัน มีมติออกมาอีกว่าแบบนี้ถูกต้องแล้วนะ สอดคล้องกันแล้วระบบเหมากับระบบรายวัน โอเค นายจ้าง ลูกจ้างไม่เสียเปรียบกัน ผมว่ามันจะไปกันใหญ่ครับ กฎหมายฉบับนี้ออกไปแล้วจะไปสร้างความโกลาหลวุ่นวาย กับระบบอุตสาหกรรมของประเทศ ผมขอให้ท่านประธานกับคณะกรรมาธิการ ทบทวนก่อนนะครับ ท่านอย่าเอากฎหมายไปทําให้มันเกิดปัญหาระหว่างนายจ้างกับ ลูกจ้าง โดยเฉพาะลูกจ้างที่รับงานไปทําที่บ้านเป็นลูกจ้างที่เขาอยู่บ้านเฉย ๆ ไม่มีรายได้ เป็นผู้ที่ไม่มีรายได้จากการทํางาน พอเขาได้งานไปทําปุ๊ บเขามีรายได้มากขึ้น รากหญ้า ก็มีเงินใช้ แต่ถ้ากฎหมายออกอย่างนี้แล้วเป็นปัญหาครับท่านประธาน ถ้าท่านไม่แก้ ไม่เป็นไรครับ แต่ผมจะบอกว่าผมเตือนไว้ก่อน ถ้ามันเกิดปัญหาขึ้นมาแล้วอย่ามาคิดว่า สภาผู้แทนราษฎรเห็นด้วยกับท่านหมด ขอบคุณครับ
คุณไพจิต ศรีวรขาน ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ท่านประธาน คณะกรรมาธิการได้ตอบข้ออภิปรายของผมว่าไม่ได้เพิ่มเติม เพียงแต่ยกมาจากมาตรา ๙ แล้วมาเขียนเป็ นมาตรา ๑๖ ผมอ่านดูแล้วครับท่านประธาน เผอิญในเรื่อง จ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินไทย แล้วก็ เว้นแต่ได้รับคํายินยอมจากผู้รับงานไปทําที่บ้านว่า ให้จ่ายเป็นตั๋วเงินหรือเงินตราต่างประเทศ นี่ผมยังไม่ได้รับคําอธิบาย และผมมองไม่เห็น ประโยชน์นี่ทั้ง ๆ ที่การจ้างงาน การรับงานไปทําที่บ้านนี่มันเป็นกิจการข้ามประเทศเลย หรือครับ มีความจําเป็นต้องจ่ายเป็นเงินต่างประเทศอะไรขนาดนั้น แล้วการเขียน กฎหมายทํานองแบบนี้ เขาเขียนแบบนี้หมดหรือครับ เป็นกฎหมายเศรษฐกิจที่จะต้อง เกี่ยวข้องกับการทําให้เกิดดอกผลทางเศรษฐกิจ ผมมันคนไทยครับ ถ้ามีความจําเป็น ก็ไม่อยากใช้เงินประเทศอื่นนะครับ ผมยังเชื่อว่ากิจการที่เข้ามาจ้างงานในพื้นที่ของเรา ก็เป็นกิจการที่ผ่านองค์กรการทํางานระหว่างประเทศแล้ว ถ้าหากจะต้องจ่ายกัน ในลักษณะแบบนี้ไม่น่าจะทําให้เกิดข้อขัดแย้งอย่างอื่น หรือว่ากฎหมายเศรษฐกิจได้เขียนไว้ ทํานองแบบนี้คณะกรรมาธิการเลยเอามาใส่ให้สอดคล้องกัน ให้ล้อกันกับระบบ เงินตราต่างประเทศหรืออย่างไร ขอคําอธิบายครับ
เชิญคณะกรรมาธิการครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม อภิมุข สุขประสิทธิ์ กรรมาธิการครับ ขออนุญาตกราบเรียนข้อสังเกตของ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรณีในร่างมาตรา ๑๖ วรรคแรก ในกรณีที่ท่านได้ให้ ข้อสังเกตว่าอัตราค่าจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานมีที่มาอย่างไร ขออนุญาตกราบเรียนครับว่าในลักษณะของการรับงานไปทําที่บ้านมีวัตถุประสงค์ที่จะ คุ้มครองแรงงานเดิมที่อยู่ในระบบให้ออกมานอกระบบ และในขณะเดียวกันต้องการให้ แรงงานที่เคยอยู่ในระบบเดิมได้รับการคุ้มครองในลักษณะมาตรฐานที่ไม่ด้อยกว่ากัน เพราะฉะนั้นในเรื่องของการกําหนดอัตราค่าตอบแทนก็ประสงค์ที่จะให้แรงงานที่เดิมที่เคย อยู่ในระบบที่ออกมาอยู่นอกระบบได้รับค่าแรงอย่างน้อย ๆ ก็จะเท่าเทียมกับแรงงาน ในระบบตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน
กระผมขออนุญาตเวลาท่านประธานสมมุติตุ๊กตาขึ้นมาเพื่อประกอบการ กราบเรียนอธิบายครับ สมมุติว่าในโรงงานตุ๊กตาแห่งหนึ่งมีการจ้างประกอบตุ๊กตา แล้วก็คนคนหนึ่งได้ค่าแรง ๒๗๐ บาท ประกอบตุ๊กตาได้ ๙ ตัว ถ้ามองก็คือว่า ตัวละ ๓๐ บาท แต่คนอีกกลุ่มหนึ่งที่ประกอบตุ๊กตาให้กับโรงงานนั้นเหมือนกันแต่อยู่นอก โรงงาน ทําที่บ้านหรือว่าทําที่สถานประกอบกิจการของเขานี่ วัตถุประสงค์ของกฎหมาย ฉบับนี้ประสงค์ที่จะให้ได้รับค่าตอบแทนอย่างน้อย ๆ ก็คือตัวละ ๓๐ บาทเท่ากับ คนที่อยู่ในโรงงาน เพราะฉะนั้นในลักษณะของการกําหนดอัตราค่าตอบแทนที่ได้ไปโยงอัตรา ค่าตอบแทน ค่าจ้าง ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ถ้าท่านจะกรุณาไปดู ในรายละเอียดตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๓) ในนั้นก็จะเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องของ การกําหนดอัตราค่าตอบแทนและค่าตอบแทน จริง ๆ แล้วก็คือตุ๊กตานี้ตัวละ ๓๐ บาท เมื่อกําหนดให้ตัวละ ๓๐ บาท ถ้าท่านประกอบได้น้อยท่านก็ได้น้อย แต่ถ้าประกอบ ได้มากเท่ากับคนในระบบโรงงานท่านก็จะได้มากเท่ากัน เพราะฉะนั้นการเขียนในร่าง มาตรา ๑๖ ไว้ใน ๒ ลักษณะก็คือว่าเป็นการรับประกันว่า อัตราค่าตอบแทนที่จะได้รับ จะต้องไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ตรงนี้ก็เป็น การสร้างมาตรฐานความเท่าเทียมกันเป็นประการแรก
ประการที่สอง ก็ให้คณะกรรมการมีดุลยพินิจกําหนดได้ว่า ถ้าเห็นสมควร ที่จะกําหนดที่เท่าเทียมกันหรืออาจจะสูงกว่าก็ให้คณะกรรมการเป็นผู้ใช้อํานาจกําหนดได้ ซึ่งคณะกรรมการองค์ประกอบก็มีในร่างมาตรา ๒๕ ส่วนในเรื่องของอํานาจ ในการกําหนดค่าตอบแทนก็จะอยู่ในมาตรา ๒๘ (๔) และท้ายตรงนี้ในมาตรา ๒๘ วรรคท้ายก็เขียนข้อความล้อเอาไว้ในลักษณะเดียวกัน โดยมาตรา ๒๘ วรรคท้าย ได้เขียน ไว้ว่า การกําหนดอัตราค่าตอบแทนตาม (๔) ให้คณะกรรมการพิจารณากําหนด ค่าตอบแทนไม่น้อยกว่าลูกจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน เพราะฉะนั้น ในเรื่องของการกําหนดไม่ว่าจะเป็นตามมาตรา ๑๖ หรือว่าตามมาตราต่าง ๆ ที่กระผม กราบเรียนแล้ว รวมทั้งมาตรา ๒๘ วรรคท้าย จะเห็นได้ว่าในเรื่องของการร่างกฎหมาย ตัวนี้คณะกรรมาธิการยังมองเป็นระบบ แล้วก็ท้ายที่สุดตรงนี้กระผมขออนุญาตกราบเรียน อีกประเด็นหนึ่งว่า ในลักษณะของการจะให้ความเห็นในเรื่องของการกําหนดดุลยพินิจ ในเรื่องใด โดยหลักแล้วจะไม่ให้คณะกรรมการใช้อํานาจเบ็ดเสร็จทั้งหมด เพราะฉะนั้น กรรมาธิการมองว่าในเรื่องของการกําหนดอัตราค่าจ้างตรงนี้หรืออัตราค่าตอบแทนตรงนี้ ประสงค์ที่จะอิง ๒ หลัก หลักหนึ่งก็คือว่าอัตราค่าจ้างตามกฎหมายแรงงานแล้วก็ เป็นไปตามที่คณะกรรมการกําหนด มิได้ให้อํานาจคณะกรรมการเป็นผู้กําหนดโดยลําพัง
ประการที่สาม ซึ่งเป็นประเด็นใหญ่ที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกท่าน ได้กรุณากล่าวถึงก็คือในการกําหนดอัตราเป็นเงินตราไทย ตรงนั้นจริง ๆ แล้วตามหลัก ก็จะล้อตามประมวลกฎหมายแพ่งบางส่วนเหมือนกัน วัตถุประสงค์ของร่างมาตรา ๑๖ วรรคสองนี้ก็จะกําหนดให้ในเรื่องของการจ่ายค่าตอบแทนตรงนี้ให้กําหนดเป็ น เงินตราไทยเพราะว่าอย่างที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายท่านได้กรุณาชี้แจงว่า ในเรื่องของการจ่ายค่าตอบแทนจริง ๆ เป็นการจ่ายรายละเล็กรายละน้อย เพราะฉะนั้น ถ้าเกิดจ่ายเป็ นเงินเหรียญแล้วเป็ นภาระกับผู้ รับงานไปทําที่บ้านที่จะต้องเอาไป แลกเปลี่ยน แบบนั้นเราก็เลยเขียนตรงนี้เอาไว้ ซึ่งบทบัญญัติในมาตรา ๑๖ วรรคสอง ก็จะสอดคล้องกับบทบัญญัติในมาตรา ๕๔ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน และในมาตรา ๑๖ วรรคสองตอนท้ายที่ได้เขียนว่า เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากผู้รับงาน ไปทําที่บ้านให้จ่ายเป็นตั๋วเงินหรือเงินตราต่างประเทศ การที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๖ วรรคสองในตอนท้ายตรงนี้ก็เพื่อที่จะไม่ให้กฎหมายมันแข็งเกินไป เพราะว่าในบางกรณี ถ้าเกิดนายจ้างสะดวกว่ารับค่าจ้างหรือรับค่าตอบแทนมาเป็นเงินเหรียญแล้วตัวผู้รับงาน ไปทําที่บ้านถ้าเป็ นกลุ่มใหญ่เป็ นลักษณะของกลุ่มแม่บ้านหรือกลุ่มสหกรณ์ แล้วเขามีศักยภาพ มีความรู้ที่สามารถที่จะรับเป็นเงินเหรียญถ้าเขามองในภาพรวมแล้ว เขาได้กําไรมากกว่าก็เปิดมาตรา ๑๖ วรรคสองในตอนท้ายไว้ เพื่อให้เขาใช้ดุลยพินิจ เอาเองว่าถ้าเขาเห็นว่าควรจะกําหนดเป็นเงินตราต่างประเทศก็ให้กําหนดได้ ขออนุญาต กราบเรียนครับ ขอบพระคุณครับ
ขอคณะกรรมาธิการท่านตอบอีกสักท่านหนึ่งนะครับ แล้วเดี๋ยวจะเปิดโอกาสให้พวกเรา ซักถามต่อครับ เชิญคณะกรรมาธิการครับ
เรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน สุนทรี หัตถีเซ่งกิ่ง กรรมาธิการ ดังที่กรรมาธิการท่านที่แล้วได้เรียนชี้แจงกับท่านประธานว่า มาตรา ๑๖ ในที่นี้ไม่ใช่การเขียนขึ้นใหม่ แต่คือการยกเอาท้ายของมาตรา ๙ มารวมกับ มาตรา ๑๖ เดิม ส่วนเหตุผลที่ว่าเหตุใดจึงได้กําหนดค่าตอบแทนให้แก่ผู้รับงาน ไปทําที่บ้านไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ดิฉันเชื่อว่า เจตนารมณ์ของคณะรัฐมนตรีผู้เสนอกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาของ สภาผู้แทนราษฎร ท่านได้เล็งเห็นว่าปัจจุบันนี้มันยังมีสถานการณ์ที่การรับงานไปทําที่บ้าน การตกลงค่าจ้าง ค่าตอบแทน ระหว่างผู้ว่าจ้างและผู้รับงานไปทําที่บ้านไม่ได้มีมาตรฐานหรือไม่ได้มี กฎหมายใดกําหนดคุ้มครองไว้ เป็นเหตุให้ผู้ใช้แรงงานจํานวนมากนะคะ ผู้รับงานไปทําที่บ้าน มีจํานวนมากกว่า ๕๐๐,๐๐๐ คนนะคะ จากการสํารวจของสํานักงานสถิติแห่งชาติ เมื่อปี ๒๕๔๙ เป็นเหตุให้ผู้รับงานไปทําที่บ้านไม่ได้รับค่าจ้าง ค่าตอบแทน แม้แต่ค่าจ้าง ขั้นตํ่านะคะ เนื่องจากว่าไม่มีกฎหมายหรือมาตรการใดมากําหนด เพราะฉะนั้น มาตรา ๑๖ ในที่นี้พูดถึงอัตราค่าจ้างค่าตอบแทนของผู้รับงานไปทําที่บ้านให้เป็นไป ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานนั้น เท่ากับเรากําลังจะยกระดับคุณภาพชีวิต ของผู้ใช้แรงงานกลุ่มใหญ่คือผู้รับงานไปทําที่บ้าน อย่างน้อยให้เขาได้รับค่าจ้าง ค่าตอบแทน ตามอัตราขั้นตํ่าของกฎหมายแรงงาน แต่ส่วนที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นห่วงว่าเราจะสามารถคิดคํานวณได้อย่างไร ข้อเสนอของกรรมาธิการในที่นี้เราไม่ได้ คิดถึงการจ่ายรายวันให้กับผู้รับงานไปทําที่บ้าน เพราะเราเข้าใจเป็นอย่างดีว่างานรับไปทําที่บ้าน เป็นงานชิ้น แต่ในขณะเดียวกันในทางปฏิบัติในทางเทคนิคเราก็สามารถที่จะเชื่อว่ามี ผู้เชี่ยวชาญในกระทรวงแรงงานแล้วก็นักวิชาการในประเทศเรามากพอที่จะสามารถ เอาค่าจ้างขั้นตํ่ารายวันมาคํานวณเป็นงานรายชิ้นของผู้รับงานไปทําที่บ้านได้ค่ะ เพราะฉะนั้นความกังวลที่ว่าจะไม่สามารถคํานวณค่าจ้างสําหรับผู้รับงานไปทําที่บ้าน เมื่อเรากําหนดว่าจะปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานนี้ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่อง ที่เราจะต้ องกังวลค่ะ ส่วนสําหรับเรื่องของการจ่ายเป็ นเงินตราไทยหรือ เงินตราต่างประเทศ ดิฉันคงไม่อภิปรายเพราะว่าท่านกรรมาธิการท่านที่แล้วได้ให้ข้อมูลแล้ว ขอบคุณค่ะ
ขอท่านที่ยังไม่อภิปรายบ้างนะครับ คุณประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมดูแล้วมาตรา ๑๖ ถือเป็ นมาตราที่สําคัญเพราะเป็ นการจ่ายค่าตอบแทนกัน แต่ผมดูในวรรคสองก่อน ขอที่วรรคสองก่อนนะครับ คือผมเห็นว่าการที่จะต้องเขียนระบุว่าการจ่ายค่าตอบแทน ต้องเป็นเงินตราไทย หรือว่าต้องได้รับการยินยอมถ้ามีการจ่ายเงินเป็นตั๋วเงินหรือเป็น เงินตราต่างประเทศ กระผมเข้าใจว่ามันจะฟุ่มเฟือยมากไปหน่อยนะครับ มันไม่มี ความจําเป็นใด ๆ ที่จะต้องมาเขียนอย่างนี้เลย เพราะฉะนั้นผมคิดว่ามันเป็นความกังวลใจ และเป็นความคิดมากไปมากกว่า วันนี้บนแผ่นดินไทย บนประเทศไทยอย่างไรก็ซื้อขาย ก็จ่ายด้วยเงินไทยอยู่แล้วละครับ แต่ว่าถ้าจะมีการจ่ายเป็นเงินตราต่างประเทศหรือ จ่ายเป็นตั๋วเงิน กระผมเข้าใจว่าคงจะมีการตกลงกันระหว่างผู้จ้างกับผู้รับจ้าง ลักษณะอย่างนี้ คือมันเป็นการฟุ่มเฟือยเปล่า ๆ เพราะฉะนั้นในวรรคสองตรงนี้ผมคิดว่าน่าจะตัดทิ้งไปเลย ส่วนว่าในวรรคแรกนะครับ เข้าใจว่าวันนี้พยายามให้เน้นคุณภาพกับปริมาณเทียบกับ ราคาที่ได้ ตรงนี้คือพยายามดูนะครับว่ามีการรับงานไปทําต่อที่บ้าน เข้าใจว่า ในชีวิตความเป็นจริงถ้าโรงงานให้ชาวบ้านมารับงานไป ชาวบ้านแต่ละคนถ้ามีสัก ๕๐ คน หรือ ๑๐๐ คนวิ่งเข้าหาโรงงานเลย แล้วมารับงานจากโรงงานไป หรือไม่โรงงานก็ส่งกับ ผู้จัดการงานเกี่ยวกับด้านนั้นไปแล้วไปหาแรงงานทําโดยตัวแทนจากโรงงานเลย ก็คงไม่มีปัญหาใด ๆ น่าจะว่าได้ว่าเป็นขั้นตอนระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ๒ ขั้นตอน เท่านั้นเองครับ คู่กรณี ๒ ฝ่าย แต่ในความเป็นจริงแล้วมันก็มีอีกว่าทางโรงงานบางที หาผู้รับงานอย่างนี้ไม่ได้ก็ต้องหาตัวกลาง เพราะฉะนั้นถ้ามีตัวกลางขึ้นมาช่วงที่ ๑ ช่วงที่ ๒ เราจะทําอย่างไรถึงจะให้กฎหมายฉบับนี้บังคับได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างนี้ ผมว่ามันก็ก่อปัญหาขึ้นมา ก็เพราะว่าท่านบังคับเป็นครั้งสุดท้ายบอกว่า การจ้างงานตรงนี้ผู้รับจ้างรับงานไปทําที่บ้าน จะต้องได้รับค่าตอบแทนไม่น้อยกว่างานที่ทําได้ตามปกติ ถ้าตีเป็นรายวันเป็นค่าแรง ขั้นตํ่าหรือว่าเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ที่มีการทํางานตามปกติ แล้วจะได้จํานวนตามที่ คณะกรรมการได้ยกตัวอย่างขึ้นมา หรือไม่ก็ทําตามที่คณะกรรมการกําหนด กระผมว่า มันเป็นปัญหาอย่างยิ่ง ถ้าทําอย่างนั้นแล้วก็หมายความว่าค่าใช้จ่ายในการทําต่อชิ้นหรือ ต่อหน่วย ผมว่ามันจะมีค่าการจ้างงานที่สูงมากขึ้นกว่าเดิม เพราะเกิดจากกระบวนการ ในการที่จะต้องใช้ค่าใช้จ่ายในการบริหารการจัดการลงมา ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วนี่ไม่เข้าใจ ว่าโรงงานจะปล่อยงานมาให้ชาวบ้าน หรือแม่บ้าน พ่อบ้าน ที่อยู่ที่บ้านทําอย่างนี้ อีกหรือเปล่า เพราะฉะนั้นถ้าทําอย่างนี้กระบวนการก็เท่ากับไปขัดขวางกระบวนการ ความอะลุ้มอล่วยความเหมาะสมในการที่จะทําให้โรงงานนี่สามารถที่จะผลิตได้ แล้วก็ สามารถให้ชาวบ้านที่อยู่ตามหมู่บ้าน ตามบ้านสามารถที่จะทํางานได้ แล้วก็สามารถ ช่วยงานโรงงานได้ด้วย ถ้าท่านเขียนอย่างนี้กระผมเข้าใจว่าขั้นตอนพวกนี้ให้เป็นขั้นตอนที่ บล็อกทุกอย่างเลย แล้วจะทําให้ทางโรงงานไม่อยากที่จะปล่อยงานออกมาให้ชาวบ้าน เขาทําอีก อาจจะมีอุปสรรค ผมกราบเรียนแล้วว่าปริมาณเนื้องานและคุณภาพของเนื้องาน ท่านบังคับ เป็ นแค่ผู้จ้างงานกับผู้รับจ้างงานเท่านั้นเอง ยังมีในช่วงตรงกลางอีก แล้วโดยเฉพาะในประเด็นของคณะกรรมการที่กําหนด คณะกรรมการวันนี้เรากําหนด ค่าแรงขั้นตํ่าไว้อย่างเดียว เราไม่กําหนดอย่างอื่นเลย เรากําหนดค่าแรงขั้นตํ่า นี่ก็เป็นเรื่อง ที่สาหัสอยู่แล้ว ในแต่ละปีมีการเรียกร้องค่าแรงขั้นตํ่าอยู่ตลอดเวลา นั่นก็เป็นปัญหา อยู่แล้ว แต่วันนี้กลับเพิ่มประเด็นของคณะกรรมการกําหนดว่าชิ้นงานแต่ละชิ้นงานจะมี ราคาเท่าไร อย่างไร กระผมเข้าใจว่ายังไม่ทันจ้างแล้วมานั่งถกเถียงกัน ไม่มีประโยชน์เลย ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติดีกว่า เพราะฉะนั้นในมาตรา ๑๖ ผมอยากจะให้เน้นยํ้า คําว่า ถ้าค่าตอบแทนนี่ขอให้ง่าย ๆ เลยไม่ต้องคิดมาก ถ้ามีการตกลงกันแล้วว่าชิ้นงาน ชิ้นเท่าไร แล้วเหมางานไปเท่าไร มีแค่เอกสารเขียนรับรอง แล้วไม่ต้องไปยุ่งยากเหมือนกับ มาตรา ๙ ที่ว่าเอกสารต่าง ๆ จะต้องมีรายละเอียดอย่างนี้ ๆ ถ้าอย่างนี้รายละเอียด มันแน่นอนอยู่แล้ว ถ้าเขียนกันง่าย ๆ กระดาษแผ่นเดียวนี่รับจ้างไปทํางานแล้วไม่จ่าย ตามนี้ ยืนยันได้ว่าฉันเป็นคนทํา เธอเป็ นคนจ้าง ราคาเท่านี้สามารถฟ้ องศาลได้ สามารถให้กฎหมายกําหนดได้ น่าจะมีความเหมาะสมมากกว่า มากกว่าที่จะมานั่ง กําหนดว่าราคาต้องเป็นเท่านี้ เท่านั้น เท่าโน้น ตรงนี้ครับที่กระผมคิดว่ามาตรา ๑๖ คณะกรรมการที่กําหนดควรจะตัดออกไปครับ วรรคสองตัดทิ้งไปเลยครับ แต่ส่วนปริมาณ คุณภาพ ราคา ปล่อยให้มันลอยตัว แต่ว่าเน้นยํ้าว่าค่าตอบแทนต้องจ่ายตามที่มีเอกสาร ในการตกลงรับรองกันไว้ เมื่อจะเขียนด้วยเป็นลายมือจะมีหลักฐานครบหรือไม่ครบ แต่ขอให้รู้ว่ามีการทํากันจริง ๆ ตรงนี้เป็นข้อสังเกตที่ควรจะเขียนเพื่อให้มีการบังคับใช้ได้ ตามกฎหมายด้วย ขอบคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ มีผู้ประสงค์อภิปรายมาก ก็ขอท่านละประมาณสัก ๕ นาที ดอกเตอร์ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง มีผู้ยกมือผมจดไว้แล้วนะครับ อีกหลายท่านครับ
ท่านประธานที่เคารพ ต้องขอกราบ ขอบคุณท่านประธาน ในมาตรานี้มาตรา ๑๖ พระราชบัญญัติรับงานไปทําที่บ้าน ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานผ่านไปทางกรรมาธิการว่า ในมาตรา ๑๖ นั้น ต้องขออนุญาตว่าท่านขยายความ คือพูดง่าย ๆ เขียนกฎหมายเท่าที่มองก็คือตั้งแต่ต้นมา จนกระทั่งมาตรานี้จะเห็นเลยว่าท่านพยายามจะบรรยายเรียกว่าให้ถึงราก ถึงแก่น ถึงสาระ ท่านพยายามจะเก็บเอาไว้ทั้งหมดเลย เป็ นความเจตนาที่ดีก็เห็นด้วย แต่ว่าทั้งนี้ทั้งนั้นจริง ๆ แล้วถ้าเราจะเขียนกฎหมายไปอย่างนี้ ผมไม่แน่ใจว่าเราเขียนไป เพื่อจะบังคับให้มันเป็นไปได้โดยเจตนารมณ์หรือไม่ อย่างไร ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานคือในมาตรา ๑๖ มีอยู่ตอนหนึ่งบอกว่า งานที่รับไปทําถ้ามีลักษณะแล้วก็ คุณภาพอย่างเดียวกัน แล้วปริมาณที่เท่ากัน ก็คือให้ไปคิดในลักษณะของค่าจ้าง ในโรงงาน แต่ตรงนี้ผมมองดูถ้าท่านจะเขียนอย่างนั้นมันต้องบอกว่าคํานวณด้วย การคํานวณไม่มีหรือการเทียบเคียง หรือการคํานวณในลักษณะของในส่วนที่โรงงาน จะสามารถดําเนินการได้ในคนงาน ๑ คนอะไรอย่างนั้น ในขณะเดียวกันมองอีกลักษณะหนึ่งว่า ถ้าเกิดงานที่มีคุณภาพที่ต่างกันหรือลักษณะที่ต่างกัน หรือปริมาณต่างกันความจริงมันสามารถที่จะมาเทียบเคียงได้ มันสามารถคํานวณ สามารถที่จะไปพิสูจน์ สามารถที่จะไป โดยเฉพาะปริมาณที่ต่างกัน คือมันเทียบเคียงได้ แต่ในคุณภาพที่ต่างกันย่อมยากกว่า บางเรื่องมันสามารถเทียบเคียงแล้วก็คํานวณได้ แต่ท่านก็เขียนรัดกุมเอาไว้ทั้งหมดเลย ขมวดเอาไว้ทั้งหมดเลยว่าต้องเป็นลักษณะเดียวกัน คุณภาพเดียวกัน และปริมาณที่เท่ากัน ถึงจะเอามาคํานวณได้ จริง ๆ มันไม่ถึงขนาดนั้น ผมถึงบอกว่าเรื่องอย่างนี้มันสามารถสืบสวนสอบสวนได้ แล้วก็ใช้ดุลยพินิจได้ ศาลก็อาจจะในลักษณะของการเทียบเคียง หาหลักฐาน หาพยาน หาสิ่งแวดล้อมมา ผู้ประกอบการรายอื่น ๆ หรือผู้ดําเนินการรายอื่น ๆ ที่เคยทําในลักษณะนี้มาหาข้อมูล มาพิสูจน์ และเมื่อหาข้อมูลมาพิสูจน์ได้ แม้สิ่งนั้นมันไม่ใช่โดยตรงของมัน แต่เมื่อ เทียบเคียงโดยศาลใช้ดุลยพินิจแล้วก็อาจจะเรียกว่าสามารถที่จะคํานวณออกไปได้ว่า ควรจะสักเท่าไร อย่างไร ในเจตนารมณ์ แต่ถ้าพูดถึงท่านเขียนไว้ในลักษณะนี้มันผูกมัด หมดเลย ไม่สามารถเป็นอย่างอื่นได้เลย นั่นหมายความว่าศาลจะไปใช้ดุลยพินิจอย่างอื่น ไม่ได้ ไม่สามารถไปใช้บุคคลต่าง ๆ ที่มีความรู้ความสามารถ หรือบุคคลที่อยู่ในแวดล้อม หรือมีประสบการณ์ มาคํานวณในทิศทางที่จะพิสูจน์ได้ มันไม่ได้เลยครับท่าน งานเล็ก ๆ ผมเองเงินไม่กี่บาทเราคงไม่ไปพิสูจน์กันถึงขนาดนั้นหรอก แต่ข้อสําคัญคือผู้ประกอบการ ในลักษณะของเรียกว่าโยงใยโครงข่ายที่รับเอาไปจํานวนเยอะ ๆ มาก ๆ ตรงนี้เขาเกิด ความสูญเสียและเขามีลูกข่ายเยอะ มีบุคคลต่าง ๆ ที่ไปรับ ถ้าเป็ นบ้านเล็ก ๆ หลังเดียว คนเดียวผมคิดว่ากฎหมายฉบับนี้มันก็คงไม่ได้ใช้สักเท่าไร เพราะว่ามันมีมูลค่าที่น้อย การไปฟ้ องร้อง ร้องเรียนมันก็ไม่กี่บาท กี่สตางค์ เข้าใจว่าผู้ใช้แรงงานหรือพี่น้องประชาชน ก็คงไม่ได้ทําถึงขนาดนั้น แต่ว่าข้อสําคัญก็คือคนที่ไปรับประกอบการจํานวนมาก ๆ และมี โครงข่ายลูกข่ายจํานวนเยอะ ตรงนี้มันคือผลเสียจํานวนมาก เมื่อเป็นผลเสียจํานวนมาก มันก็ต้องไปพิสูจน์กันหรือดําเนินการกัน แต่ท้ายที่สุดไม่สามารถไปดําเนินการได้ เพราะว่า ในส่วนที่ท่านไปขมวดไว้อย่างเช่นปริมาณที่เท่ากันอย่างนี้มันไม่ใช่นะ ผมว่าใช้ดุลยพินิจเถอะ ให้เป็ นดุลยพินิจบ้าง เพราะฉะนั้นผมอยากจะเรียนว่าอย่าไปเขียนตรงนี้ให้ผูกมัดเลย เพราะฉะนั้นผมอยากจะฝากกรรมาธิการว่าควรจะแก้ไข ปรับแต่งเสียให้มันสามารถ ที่จะเคลื่อนไหวได้โดยทิศทางของมัน อย่างไรก็ตามแต่ขออนุญาตกราบเรียนครับว่า ตรงนี้ก็ขอฝากกรรมาธิการด้วย กราบขอบคุณครับ
คุณทวีวัฒน์ ฤทธิ์ฤาชัย
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายทวีวัฒน์ ฤทธิ์ฤาชัย พรรคภูมิใจไทย เขตเลือกตั้งที่ ๑ จังหวัดสกลนคร ผมขอ รบกวนเวลาท่านประธานสักเล็กน้อย จริง ๆ แล้วก็ได้นั่งฟังเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวมทั้งท่านกรรมาธิการได้พิจารณากฎหมายฉบับนี้ได้นําเสนอเป็นลําดับ ๆ มา ร่วมเวลา ๑ ชั่วโมงโดยเฉพาะมาตรา ๑๖ นี้ ในส่วนตัวผมเองนั้นผมเห็นว่าที่คณะกรรมาธิการแก้ไข นั้นเป็นการถูกต้องแล้ว โดยเฉพาะผมพอใจอย่างยิ่งในแง่ที่ว่าให้ผู้จ้างงานกําหนด ค่าตอบแทนให้แก่ผู้รับงานไปทําที่บ้านไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างตามกฎหมาย ท่านประธานครับ จังหวัดสกลนคร จังหวัดนครพนม และจังหวัดใกล้เคียงนั้นเป็นจังหวัด ที่มีแรงงานของลูกจ้าง แรงงานของชาวบ้านเป็นจํานวนมากทีเดียว เป็นเวลานับสิบ ๆ ปี มาแล้วที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ได้รับความยุติธรรม เพราะไม่มีกฎหมายลักษณะนี้ ออกมาบังคับใช้ เมื่อมีกฎหมายฉบับนี้ออกมาบังคับใช้แล้วผมคิดว่าแค่มาตรานี้ มาตราเดียวก็สามารถที่จะรักษาคุ้มครองแรงงานของชาวบ้าน ราษฎรผู้ยากจนเหล่านั้น ให้ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายและได้รับค่าจ้างแรงงานสมกับที่เขาทุ่มเทการทํางาน ลงไป ผมจึงเห็นว่าในมาตรา ๑๖ ที่คณะกรรมาธิการแก้ไขนั้นถูกต้องแล้วครับ ขอบคุณครับ
ดอกเตอร์สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ผมไม่ได้อภิปรายครับ ผมจะตําหนิ ท่านประธานเล็กน้อยครับ กรณีคนมาชี้แจง สภาเราต้องบอกเขาให้แต่งตัวให้สุภาพ เพราะการมาชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎรมันแตกต่างจากคณะกรรมาธิการ เมื่อกี้มีผู้มา ชี้แจงสุภาพสตรี ผมได้ถามเพื่อน ส.ส. ที่อยู่ข้างหลัง ทุกคนเห็นพ้องกับผมว่าแต่งตัว ไม่สุภาพ อยากจะให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเวลาเรียนเชิญผู้มาชี้แจงได้โปรดระบุ ในหนังสือเชิญเลยครับว่าให้แต่งตัวด้วยความสุภาพ เพราะมีการถ่ายทอดภาพออกไป แล้วมันดูไม่ดีสําหรับสภาผู้แทนราษฎร แล้ววันนี้การปฏิบัติของเรานั้นได้ปล่อยปละละเลย มาพอสมควร การแต่งตัวของ ส.ส. ก็ดี เพื่อนสมาชิกก็ดี ผู้มาชี้แจงก็ดี มันขาดความสุภาพ ความน่าเชื่อถือ สภาแห่งนี้เป็นสภาอันทรงเกียรติ ผมอยากให้ท่านประธานช่วยกําชับกันนะครับ ให้ประธานทั้ง ๒ ท่านด้วยนะครับว่า ตั้งแต่นี้ไปถ้าจะเชิญใครมากรุณากําชับให้แต่งตัว ให้สุภาพให้เกียรติต่อสภาแห่งนี้ ขอบคุณครับ
ก่อนอื่นต้องขออภัยท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน ในขณะเดียวกันก็เห็นใจผู้มาชี้แจง ซึ่งท่านเองท่านอาจจะไม่เข้าใจวิถีในการปฏิบัติของสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ อย่างไรก็ตาม ผมรับเรื่องนี้ไปกราบเรียนท่านประธานสภาให้ทําหนังสือแจ้งผู้ที่จะมาชี้แจงได้รับทราบ ทั่วกัน ก็ต้องขออภัยพวกเราทุกคนด้วยนะครับ แล้วก็เห็นใจกรรมาธิการท่านนั้นด้วย ขอเชิญคุณสถาพร มณีรัตน์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สถาพร มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลําพูน พรรคเพื่อไทย ในนาม กรรมาธิการเสียงข้างมาก ต่อเจตนารมณ์ของมาตรา ๑๖ ที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปราย ด้วยความหลากหลายก็เป็นข้อสังเกตที่ดี แต่สิ่งหนึ่งที่มาตรา ๑๖ นั้นเป็นการเขียนป้ องกัน ไม่ให้ผู้ประกอบการนี่เอารัดเอาเปรียบกับผู้รับงานไปทําที่บ้าน จากสถิติที่ผ่านมานั้น ถ้าไม่มีกฎหมายฉบับนี้จะปรากฏว่าผู้รับงานไปทําที่บ้านไม่มีความชัดเจนเรื่องเนื้อหา สัญญา เรื่องของค่าตอบแทน เรื่องของการกําหนดในการมีค่าตอบแทนที่ชัดเจน ซึ่งประเด็นนี้เป็นประเด็นใหญ่ที่เราจะป้ องกันไม่ให้ผู้รับงานไปทําที่บ้านได้เปรียบ เสียเปรียบกับผู้ประกอบการอย่างไร แน่นอนที่สุดครับในเบื้องต้นทางผู้ประกอบการ อาจจะมองเห็นว่าการเขียนเข้ามาอย่างนี้เพื่อนสมาชิกหลายคนอาจจะมองเห็นว่า เป็นการที่จะทําให้การจ้างงานรับงานไปทําไม่คล่องตัว แต่ระยะยาวแล้วถ้าเข้าสู่ระบบ ผมเชื่อมั่นว่ามาตรา ๑๖ จะช่วยยกระดับฐานะของผู้รับงานไปทําที่บ้านทําให้มีระบบ มีแบบ มีแผน และมีระเบียบ ในการจ้างงานระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างมากยิ่งขึ้น ส่วนวรรคสอง เรื่องของค่าตอบแทนเงินตราไทย เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากผู้รับงาน ไปทําที่บ้านให้จ่ายเป็นตั๋วเงินหรือเงินตราต่างประเทศ จากการที่มีประสบการณ์ตรงที่ จังหวัดลําพูนของกระผม มีผู้รับงานไปทําที่บ้านบางกิจการ เช่น พวกทําซอฟต์แวร์ (Software) พวกทําโปรแกรมคอมพิวเตอร์รับมาจากโรงงานนี่เขาคิดเป็นเงินเยน หรือไม่ก็ คิดเป็นเงินดอลลาร์เลย และบางทีอย่างสมมุติว่าเขารับตรงมาจากประเทศทางอเมริกา ซึ่งเป็นเด็กห้องแถวเล็ก ๆ เขาคิดเป็นเงินดอลลาร์ครับ แล้วโอนผ่านบัญชีกัน ซึ่งตรงนี้ ผมก็ถือว่ามาตรา ๑๖ เป็นการเขียนกฎหมายเชิงก้าวหน้าที่มองเห็นอนาคตว่าการรับงาน ต่อไปนี้อาณาเขตของคําว่า ประเทศ หรือ อาณาเขตของเงินจะเป็ นสากลมากขึ้น เพราะฉะนั้นวรรคสองนี่ผมเชื่อว่าจะกลายเป็นวรรคที่สามารถที่จะทําให้เด็กและเยาวชน และคนรุ่นใหม่ที่รับงานทางอินเทอร์เน็ต (Internet) รับงานทางออนไลน์ (Online) นี้จะสามารถ เชื่อมโยงกับต่างประเทศแล้วก็มีกฎหมายบังคับที่เป็นสากลมากขึ้น เพราะฉะนั้น ผมเชื่อมั่นว่ามาตรา ๑๖ ทั้ง ๒ วรรคนั้น กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ชอบแล้ ว ที่มีการพิจารณาอย่างถูกต้องรอบคอบ และเป็นธรรมกับทุกฝ่ายครับ กราบขอบคุณครับ
คุณนิคม เชาว์กิตติโสภณ ต้องขอรวบรัดด้วยเพราะว่าท่านใช้สิทธิหลายครั้งแล้ว
ท่านประธานสภาที่เคารพ เหตุที่ต้องขึ้นมาสอบถามหลายครั้งเพราะว่ามันมีประเด็นสําคัญที่ผมกับทางกรรมาธิการ ข้ำงบนยังไม่เข้ำใจกันครับท่านประธาน โดยเฉพาะประเด็นสําคัญที่ว่า การจ้างงานไปทําที่บ้านระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างต้องผ่านคณะกรรมการมาเป็น คนกลาง ประเด็นนี้ผมยังไม่เห็นด้วยครับท่านประธาน คือตัวร่างกฎหมายฉบับนี้ ผมเห็นด้วยทั้งหมดแต่ผมไม่เห็นด้วยตรงประเด็นนี้ ไม่เห็นด้วยเพราะว่ามันไม่สามารถ จะทําให้เกิดความรวดเร็ว เพราะว่าการจ้างให้มีการทํางานที่บ้านเพราะว่าเขาต้องการ ความรวดเร็ว บางครั้งเป็ นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องการเวลาที่สั้นมาก ท่านกรรมาธิการไม่ได้เป็ นคณะกรรมการดังกล่าว ท่านจะสามารถทราบไหมว่า คณะกรรมการดังกล่าวจะสามารถมาคํานวณชิ้นงานหรืออะไรต่าง ๆ ดูแล้วเหมาะสมแล้ว ในเวลา ๒๔ ชั่วโมงได้ไหม อุตสาหกรรมที่ส่งออกสินค้าไปต่างประเทศต้องการเวลา ที่แน่นอนและรวดเร็ว ผิดพลาดไม่ได้ ถ้าส่งของไม่ได้มันก็มีการปรับกันจากต่างประเทศ เสียหายมหาศาล ผมเห็นด้วยกับกฎหมายที่เขียนเอาไว้ว่าให้มีการปฏิบัติไม่ให้แตกต่างกัน ระหว่างการจ้างงานในโรงงานกับจ้างที่บ้าน เห็นด้วยที่ท่านเขียนไว้ แต่การที่มี คณะกรรมการเข้ามาตรงกลางมันจะทําให้เกิดปัญหาล่าช้าเพราะตัวคณะกรรมการจะทําให้ งานเดินไม่ได้ ผมอภิปรายมา ๓ รอบแล้ว กรรมาธิการยังไม่ตอบประเด็นนี้ผมเลย ท่านตอบได้ไหมครับว่า คณะกรรมการดังกล่าวจะมาคํานวณให้เสร็จใน ๒๔ ชั่วโมง ผมเชื่อว่าท่านสามารถคํานวณได้มันไม่ยาก คํานวณเทียบกันระหว่างงานในโรงงานกับ งานที่บ้าน แล้วก็คํานวณได้ด้วยว่ามันตํ่ากว่ากฎหมายคุ้มครองแรงงานหรือไม่ ผมเชื่อครับทําได้ แต่เวลากี่วัน แล้วใครจะเป็นคนไปเรียกคณะกรรมการมาคํานวณ แล้วจะคํานวณเสร็จภายในกี่วัน ท่านตอบได้ไหม ถ้าตอบได้ผมจะสนับสนุนด้วยครับ ถ้าตอบไม่ได้ผมไม่เห็นด้วยครับ ขอบคุณครับ
ขอผู้ซักถามอีกท่านเดียว คุณวรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์ ครับ
ท่านประธานคะ ดิฉัน วรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์ ที่ดิฉันได้สงวนเอาไว้นี้ก็คือในมาตรานี้ที่ท่านอยากจะให้ท่านกรรมาธิการ ได้ทราบว่า คําว่า หาก คือมันมีคําว่า หากงานที่รับไปทําที่บ้าน ซึ่งการทําสัญญาของเรานี้ เป็นการทําสัญญารับงานไปทําที่บ้านอยู่แล้ว ทีนี้ในมาตรานี้มีกําหนดข้อความอย่างนี้ ขึ้นมา ซึ่งจริง ๆ แล้วถ้าหากว่าเราทําสัญญารับงานไปทําที่บ้านแล้วก็คงจะไม่ต้องมี มาตรานี้ แต่ปรากฏว่าในคณะกรรมาธิการในช่วงนั้นก็บอกว่าให้เพิ่มวรรคนี้ขึ้นมา และเป็นคําว่า การกําหนดค่าตอบแทนในงานที่รับไปทําที่บ้าน หากงานที่รับไปทําที่บ้าน คือหากงานมันรับไปทําที่บ้านก็เท่ากับว่า ในสัญญานั้นที่คุณทําสัญญารับงานไปทําที่บ้านนั้น มีปริมาณหรืออะไรต่าง ๆ นั้นเท่ากับผู้รับจ้างกําหนดค่าตอบแทนให้อย่างนี้ ถ้าหากว่า คําว่า หาก นี้ไม่มีหรือว่าข้อความนี้ไม่มีก็คงจะไม่มีปัญหา แต่ว่าในข้อความนี้มีแล้วมันมี ปัญหาว่า ทั้ง ๆ ที่เราจะต้องมาให้คณะกรรมการกําหนดราคาอีก แล้วจะต้องไปอิงกับ อัตราค่าจ้างไม่น้อยกว่าตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานมาสมทบ ในการพิจารณาอีก นี่ละค่ะเป็ นเหตุตรงที่ว่าดิฉันว่ามีคณะกรรมการกําหนด แค่กลุ่มกลุ่มเดียวนี้ คณะกรรมการนี้ประกอบด้วยใคร อยู่ในกฎหมายนี้ร่างไว้ คณะกรรมการนี้ประกอบด้วย ดิฉันขอเวลาเปิดหน้าคณะกรรมการอ่านให้ท่านได้ทราบถึงว่า ประชาชนที่รับฟังอยู่ตอนนี้จะได้รับทราบว่าคณะกรรมการทั้งหมดนั้นคือใคร
ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า คณะกรรมการการรับงานไปทําที่บ้าน ประกอบด้วย
๑.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็ นประธานกรรมการ (๒) ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นรองประธานกรรมการ (๓) กรรมการโดยตําแหน่ง จํานวนสี่คน ได้แก่ อธิบดีกรมการจัดหางาน ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนกระทรวง อุตสาหกรรม และผู้แทนกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (๔) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการรับงานไปทําที่บ้าน จํานวนไม่เกินสามคน (๕) กรรมการผู้แทนผู้ว่าจ้างงานซึ่งเลือกกันเองจํานวนสามคน (๖) กรรมการผู้แทนองค์กรผู้รับงานไปทําที่บ้านซึ่งเลือกกันเองจํานวนสามคน
ให้อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเป็นกรรมการและเลขานุการ และให้อธิบดีแต่งตั้งข้าราชการกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานไม่เกินสองคน เป็นผู้ช่วยเลขานุการ
ท่านคะคณะกรรมการนี้รวมเข้ามาก็เกือบ ๑๐ กว่าคนแล้ว ทีนี้ในการ กําหนดราคาที่ให้มันเป็นการฉวยโอกาสของผู้จ้างงานคนแรกที่ดิฉันได้อภิปรายไว้จะยิ่ง เป็นการยืดเวลาออกไปอีก แล้วการกําหนดค่าแรงขั้นตํ่าของกฎหมายคุ้มครองแรงงานนั้น ขึ้นอยู่เรื่อย ๆ ทีนี้เราเซ็นสัญญาอยู่ในขณะนี้แล้ว แล้วถ้าเกิดว่าอัตราค่าจ้างนั้น เขาก็เปลี่ยนแปลง เราจะต้องเอาไปทําการเปลี่ยนแปลงนั้นอีก คณะกรรมการนี้ต้องไป สอบถามอีกว่ากฎหมายคุ้มครองแรงงานนี้อัตราค่าจ้างนี้เปลี่ยนขึ้นเปลี่ยนลงเท่าไรแล้ว ยิ่งเป็นโอกาสของผู้รับงานคนแรกที่ดิฉันได้บอกไว้จะยืดเวลาในการจ่ายเงินให้กับผู้รับจ้าง คนสุดท้าย ดิฉันว่ากรณีนี้ดิฉันเห็นชอบในส่วนที่มีคณะกรรมการกําหนดราคาค่าตอบแทนนี้ มันก็เหลือเกินแล้วว่าคณะกรรมการนี้มากเกินแล้วที่กําหนดราคาค่าตอบแทนให้กับ กลุ่มผู้รับงานไปทําที่บ้าน เกินแล้ว แล้วจะต้องมาเอากฎหมายคุ้มครองแรงงานนี้ มาประกอบกันอีกด้วย ซึ่งท่านอาจจะบอกว่าไม่ได้เอาเข้ามาประกอบ แต่เพียงแต่ว่า จะไม่น้อยกว่าการกําหนดของกฎหมายคุ้มครองแรงงาน คณะกรรมการนี้พอผู้จ้างงาน ก็ต้องไปดูว่ากฎหมายแรงงานนี้มันมีการเปลี่ยนแปลงอะไรไหม ก็ต้องหาโอกาส ตอนนี้คนฉวยโอกาสเวลาที่ยืดการจ่ายเงินนั้นมีเยอะ วันนี้จะจ่าย ถ้ายืดไป ๓ วัน ดอกเบี้ยได้ขึ้นมาเยอะแล้วนะคะ ดิฉันจึงบอกว่าในมาตรานี้ดิฉันขอว่าอยากจะให้ตัดคําว่า ตามกฎหมายว่าด้วยคุ้มครองแรงงาน ข้อความนี้คือตัดออก แต่ในส่วนข้อความอื่นนั้น ก็เหมือน ๆ กับคณะกรรมาธิการที่ท่านได้เขียนเอาไว้ในร่างนี้นะคะ ดิฉันก็ขอแสดง ความคิดเห็นไว้เพียงแค่นี้ละค่ะ ก็เพียงแต่ว่าให้ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือ คณะกรรมาธิการวิสามัญได้คิดดูว่าในสิ่งที่ดิฉันได้พูดและได้กล่าวเอ่ยไปอย่างนี้ เหมาะไหม ควรไหมที่ทุก ๆ ท่านพร้อมที่จะลงมติว่าตัดคําว่า ตามกฎหมายว่าด้วย การคุ้มครองแรงงาน ออกนะคะ ขอบคุณค่ะ
ท่านสมาชิกครับ ผมเห็นว่ามาตรา ๑๖ เราใช้เวลามานานพอสมควรแล้วนะครับ คุณชัยวัฒน์จะขอสั้น ๆ ใช่ไหมครับ ก็ขอคนสุดท้ายนะครับ
ท่านประธานครับ ก่อนจะจบ มาตรานี้ คือมาตรานี้มันสําคัญนะครับท่านประธาน แล้วก็ไม่อยากให้เสียเวลา แต่อยากจะทําความเข้าใจให้ถ่องแท้ด้วยกัน ก็คือว่าพวกเราก็ยังถกเถียงกันอยู่พอสมควร ในสภาผู้แทนราษฎรด้วยกัน ผมยกตัวอย่างค่าแรงงานวันละ ๒๕๐ บาทต่อคนหนึ่ง สมมุติว่าทํางานได้ปริมาณ คุณภาพ หรืออะไรก็ตามแต่ได้ ๑๐ ชิ้น ก็คือชิ้นหนึ่ง ตกประมาณ ๒๕ บาท ในมาตรา ๑๖ ความหมายคืออย่างนั้นจากโรงงาน คราวนี้ จากโรงงานก็ไปจ้างนาย ก ทํา นาย ก ไปทํา โรงงานก็ต้องจ้างในราคาตัวละหรือ ชิ้นละ ๒๕ บาท เมื่อเทียบเคียงกับราคาถัวเฉลี่ยจากโรงงานที่ผลิตได้ อันนี้เข้าใจตรงกันนะครับ แต่ข้อสําคัญก็คือว่าโรงงานไปจ้างนาย ก แต่ปรากฏว่านาย ก ไปจ้างนาย ข ต่อ สําคัญว่า นาย ข มาฟ้ องร้อง หรือไปจ้างต้อง ๒๕ บาทไหม แล้วก็ถือว่าเป็นจ้างโรงงานไหม โรงงาน ไม่ได้จ้างใช่ไหม แล้วก็ไม่รู้ใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นวิธีการหลบเลี่ยงทางกฎหมาย ถ้าบอกว่า ค่าจ้างนาย ข ไม่ได้ ๒๕ บาท ท้ายที่สุดโรงงานทุกโรงงานจะมีนอมินี (Nominee) ที่เราเรียกกัน ผู้จ้าง รับจ้างต่อทอด โดยเป็นตุ๊กตาไว้ให้ เพื่อกันการฟ้ องร้องเรียกค่าเสียหายหรือเรียกราคาที่เกิน หรือราคา ที่อยู่ที่โรงงานที่ ๒๕ บาท เขาก็อาจจะไปจ้างมาแล้วก็ถ่ายทอดอีกคนหนึ่งที่ไม่ถึง เพราะฉะนั้นเราจะเอาอย่างไร จะเอาจํานวนเท่าเดิมไหมคือ ๒๕ บาท คุณจะไปจ้าง กี่คนก็ตามแต่ จ้างนาย ค นาย ง นาย จ นายอะไรก็ตามแต่ กี่ทอดก็ ๒๕ บาท แต่ถ้าไม่อย่างนั้นบอกได้เลยว่ากฎหมายฉบับนี้ออกไปก็ไร้ผล มาตรานี้ไร้ผล เพราะว่า ท้ายที่สุดโรงงานเขาก็จ้างผู้ที่จะรับผิดชอบในเรื่องราคา และท้ายที่สุดก็จะไปกัน การฟ้ องร้อง แล้วก็ให้คนที่รับไปไปจ้างอีกคนหนึ่งในราคาที่ตํ่าลง เพราะฉะนั้นก็ทําอะไร ไม่ได้ เพราะฉะนั้นการเขียนกฎหมายในมาตรานี้ก็จะไม่เป็นผล ท่านจะเอาอย่างไร กรรมาธิการ ถ้าจะเอาในลักษณะทุกกระบวนการจะไปอยู่ที่ใครก็ตามแต่ คนสุดท้ายต้อง เทียบเคียงเท่าโรงงาน ถ้าอย่างนี้ผลการปฏิบัติในมาตรานี้ก็จะเป็นผลมากยิ่งขึ้น จะได้รับ ความเป็นธรรมมากขึ้น ขอบคุณครับ
นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ในมาตรา ๑๖ ผมต้องขออนุญาตท่านประธาน นิดเดียวครับไม่ยาว ประเด็นที่ผมจะสอบถามในข้อแตกต่างของการขึ้นมาเขียนใหม่ ในมาตรา ๑๖ ที่กรรมาธิการเขียนขึ้นมาใหม่ มีการแก้ไข ผมดูเนื้อหาสาระในมาตรา ๙ ที่ท่านตัดออกในวรรคสาม กับสิ่งที่ท่านมาเขียนใหม่ในมาตรา ๑๖ บวกกับอํานาจหน้าที่ ของคณะกรรมการในมาตราที่ว่าด้วยอํานาจหน้าที่ของกรรมการในด้านหลัง ๆ นี่นะครับ ผมต้องถามกรรมาธิการว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือว่าในมาตรา ๑๖ ท่านอนุญาตให้นายจ้าง เป็นผู้กําหนดค่าตอบแทน ท่านเขียนบอกว่าให้ผู้จ้างกําหนดค่าตอบแทนให้แก่ผู้รับงาน ไปทําที่บ้าน ให้อํานาจนายจ้างเป็นผู้กําหนดค่าตอบแทน แต่ท่านเขียนล็อกไว้ว่า ต้องไม่น้อยกว่าค่าจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานตามที่คณะกรรมการ กําหนด ถ้าท่านกลับไปดูมาตรา ๙ วรรคสาม ท่านดูนะครับ เขียนมาตรา ๙ วรรคสาม กับเขียนมาตรา ๑๖ ที่ท่านยกมานี่สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือว่า ในมาตรา ๙ วรรคสาม กับคณะกรรมการประกาศกําหนดค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า หรือเท่าเทียมกับ เขาใช้ว่า เท่าเทียมกับลูกจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน อันนี้หลักชัด แต่พอท่าน ไม่เขียนในมาตรา ๑๖ ผมก็มีคําถามว่าท่านจะเอาอะไรมาเป็นการเขียนกําหนด เพราะท่านบอกว่าต้องเป็นไปตามลักษณะของงานและคุณภาพงานและปริมาณงาน นั่นหมายความว่าเป็นเนื้องาน ก็จึงเป็นข้อห่วงใยของเพื่อนสมาชิกหลายท่านว่าท่านจะทํา ทันใน ๒๔ ชั่วโมง ๔๘ ชั่วโมง หรือท่านทําประกาศกําหนดมาก่อน ซึ่งท่านก็ไม่รู้ ถ้าท่าน จะตอบกับสภาแห่งนี้ว่าสาระของมาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง เหมือนกับมาตรา ๙ วรรคสาม ผมว่าไม่ใช่ คนละประเด็นกันเลยนะครับ ผมไม่ติดใจวรรคสองเพราะว่าท่านเอาวรรคหนึ่ง ของมาตรา ๑๖ มาเขียนในวรรคสอง แต่ประเด็นผมติดใจก็คือว่า โดยกฎหมายเลยนะครับ ๑. ท่านอนุญาตให้นายจ้างเป็นผู้กําหนดค่าตอบแทนเอง แต่ท่านก็ล็อกว่าต้องเป็นไปตาม กฎหมายคุ้มครองแรงงาน ซึ่งเขาก็ต้องไปดูเองว่างานอะไรที่กฎหมายตรงนั้นประกาศว่า อย่างไร ถ้าท่านจะตอบกับสภาแห่งนี้ว่าคณะกรรมการชุดนี้ก็ไปกําหนดในกฎหมาย คุ้มครองแรงงาน ซึ่งผมก็มองไม่ออกว่ากฎหมายฉบับนี้กับกฎหมายคุ้มครองแรงงาน คณะกรรมการชุดนี้เป็นชุดเดียวกันหรือไม่ คนละชุดนะครับ คณะกรรมการในที่นี้หมายถึง คณะกรรมการตามคํานิยามของพระราชบัญญัติฉบับนี้ เพราะฉะนั้นประเด็นท่านต้องให้ ชัดเจนตรงนี้นะครับว่าสามารถนําสู่การปฏิบัติได้หรือไม่ และที่สําคัญครับในมาตรา หลัง ๆ ที่ท่านเขียนเรื่องอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ในมาตรา ๒๘ มาตรา ๒๘ ต้องขออนุญาตท่านประธานครับ ใน (๔) กําหนดอัตราค่าตอบแทน จากร่างเดิมนะครับ ตามมาตรา ๙ วรรคสาม ท่านเปลี่ยนไปใหม่ว่าในงานที่รับไปทําที่บ้าน คณะกรรมการ ชุดนี้จะมีผลในเชิงปฏิบัติมากเลย เพราะประเภทงาน ลักษณะงานต่าง ๆ ท่านจะรู้ได้ อย่างไรครับ ผมเป็นห่วงเลยครับ แล้วบังคับใช้ใน ๖๐ วัน ดีที่ท่านขอเป็น ๑๘๐ วัน ฝากกรรมาธิการช่วยพิจารณาใน ๓ มุมนี้ มาตรา ๙ วรรคสาม มาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง แล้วก็มาตรา ๒๘ (๔) ถ้าความชัดเจนตรงนี้ชัดเจนผมคิดว่ามาตรา ๑๖ ไม่น่าจะมีปัญหา ใด ๆ กราบขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญกรรมาธิการครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม อาทิตย์ อิสโม กรรมาธิการ ขออนุญาตนําเรียนข้อมูลในส่วนที่คณะกรรมาธิการ เสียงส่วนมากได้ปรับมาตรา ๑๖ อยากกราบเรียนอย่างนี้ว่า เหตุที่ได้นําความในมาตรา ๙ วรรคสาม มาบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๖ วรรคแรก ก็สืบเนื่องจากว่าในมาตรา ๙ วรรคสาม เป็นเรื่องของสิทธิของผู้รับงานไปทําที่บ้าน หมายถึงว่าเป็นสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับ แต่ในหมวด ๓ เป็นเรื่องค่าตอบแทน ก็มองเห็นว่าเมื่อมาตรา ๙ วรรคสาม กําหนดว่า การกําหนดค่าตอบแทนควรจะมีลักษณะอย่างน้อยไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นตํ่า ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน อยากจะปรับมาอยู่ในหมวดค่าตอบแทนเพื่อให้เห็นว่า การกําหนดค่าตอบแทนในงานที่รับไปทําที่บ้าน หากงานที่รับไปทําที่บ้านมีลักษณะและ คุณภาพอย่างเดียวกันและปริมาณเท่ากัน ให้ผู้จ้างงานกําหนดค่าตอบแทนให้แก่ผู้รับงาน ไปทําที่บ้านไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ตามที่คณะกรรมการกําหนด ผมขออนุญาตตรงนี้ไว้ก่อนนะครับ จริง ๆ แล้ว ในร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทําที่บ้าน พ.ศ. .... ในมาตรา ๒๔ ก็จะมี บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการซึ่งประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิหลาย ๆ ด้าน กฎหมายนี้ ก็มอบอํานาจให้คณะกรรมการมากําหนดค่าตอบแทน ซึ่งค่าตอบแทนนี้ก็บอกว่า ต้องไม่น้อยกว่าที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานเขากําหนด เพื่อคุ้มครองผู้รับงานไปทําที่บ้าน จากโรงงานนั้นไปทําที่บ้านอย่างน้อยต้องได้รับค่าจ้างที่ไม่น้อยกว่าโดยเทียบสัดส่วน ผมยกตัวอย่างอย่างนี้นะครับ สมมุติว่าในกรุงเทพมหานครอัตราค่าจ้างขั้นตํ่า ณ วันนี้ ๒๐๙ บาท สมมุติว่าเป็นโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า คณะกรรมการชุดนี้จะต้องเอาอัตราค่าจ้าง ของค่าจ้างขั้นตํ่า ๒๐๙ บาท มาเทียบว่าปกติ ๘ ชั่วโมง ทําได้กี่ชิ้น แล้วก็เทียบต่อชิ้นว่า ต่อชิ้นไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างที่กําหนดในกรุงเทพมหานคร เพราะฉะนั้นประกาศ ที่คณะกรรมการกําหนดเป็นการประกาศตามโซน (Zone) ตามพื้นที่เทียบเคียงกับ อัตราค่าจ้างขั้นตํ่าโดยประกาศไว้ล่วงหน้า ไม่ได้หมายความว่าวันนี้ท่านจะไปทําสัญญา รับงานไปทําที่บ้านแล้วต้องไปขอความเห็นจากกรรมการว่าจะจ้างต่อชิ้นเท่าไร เพราะฉะนั้นการประกาศไว้ล่วงหน้าก็เพื่อให้ผู้ว่าจ้างหรือผู้มอบงานไปทําที่บ้านกับ ผู้รับงานไปทําที่บ้านจะได้ตัดสินใจว่า งานนี้จะทําในโรงงานหรือจะทําที่บ้าน และผู้รับงาน ไปทําที่บ้านก็จะได้ตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับ เพราะฉะนั้นการกําหนดไว้ล่วงหน้าก็เห็นว่า จะเป็นธรรมทั้ง ๒ ฝ่ำย อย่างไรก็แล้วแต่ในส่วนนี้มันจะเชื่อมโยงไปถึงมาตรา ๒๘ อย่างที่บอกว่าการกําหนดก็จะล็อกไว้อีกว่า การกําหนดอัตราค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า อัตราค่าจ้างตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานกําหนด เพราะฉะนั้นในมาตรา ๑๖ วรรคแรกที่คณะกรรมการได้รวมยกมาจากมาตรา ๙ วรรคสาม เพื่อมาอยู่ในหมวด ค่าตอบแทนเพื่ออธิบายในการกําหนดค่าตอบแทนที่จะกําหนดโซนแต่ละพื้นที่ โดยสุดท้ายก็คือคณะกรรมการเป็นผู้กําหนดครับท่านประธาน
หมอชลน่านมีประเด็นที่แตกต่างหรือเปล่าครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ผมกราบขอบคุณท่านประธานผ่านไปยัง ท่านกรรมาธิการได้ชี้แจง หลังจากท่านชี้แจงผมมีคําถามต่อเลยครับ ถ้าท่านยกมาตรา ๙ วรรคสามมาทําไมท่านไม่ยกมาทั้งหมด นั่นประเด็นที่หนึ่ง ท่านยกมาแต่ท่านไปเปลี่ยน มาตรา ๙ วรรคสาม ผมอ่านให้ฟังเลยครับ เนื้อหาสาระก็ต่างกัน มาตรา ๙ วรรคสาม เขียนอย่างนี้ ขออนุญาตท่านประธานอ่านครับ อัตราค่าตอบแทนตาม (๓) ให้เป็นไป ตามที่คณะกรรมการประกาศกําหนด นี่ให้อํานาจกรรมการซึ่งก็สอดรับกับมาตรา ๒๘ (๔) ทั้งนี้ ในกรณีที่งานมีลักษณะและคุณภาพอย่างเดียวกันและปริมาณเท่ากัน ให้กําหนดค่าตอบแทนให้แก่ผู้รับงานไปทําที่บ้านเท่าเทียมกับลูกจ้างตามกฎหมายว่าด้วย การคุ้มครองแรงงาน ไม่ว่าผู้รับงานไปทําที่บ้านนั้นจะเป็นชายหรือหญิง ประเด็นไม่ว่าผู้รับงาน ไปทําที่บ้านนั้นจะเป็นชายหรือหญิง ท่านเปลี่ยนถ้อยคําว่า ไม่เลือกปฏิบัติ อันนี้ผม พอรับได้ครับ แต่ลักษณะที่ท่านยกในมาตรา ๙ วรรคสาม มาเขียนมาตรา ๑๖ นี่ไม่เหมือน ท่านให้ผู้ว่าจ้างเป็นผู้กําหนดค่าตอบแทน ท่านก็อ้างว่ากรรมการจะไปประกาศกําหนดไว้ก่อน ตามประเภทและลักษณะงาน ลักษณะพื้นที่ แต่ท่านก็อนุญาตบอกว่าให้นายจ้างไป กําหนดค่าตอบแทนแก่ผู้รับงานไปทําที่บ้าน และท่านก็บอกว่าการกําหนดค่าตอบแทนนี้ เป็ นอํานาจหน้าที่ของกรรมการ เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้ ๒ มาตราเขียน ไม่เหมือนกันครับ ตกลงท่านจะให้ใครเป็นคนกําหนดครับ สมมุตินะครับ กรรมการกําหนด ออกมาเรียบร้อย ในมาตรา ๒๘ ตามอํานาจหน้าที่ เพื่อจะรองรับมาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง ถ้าท่านตัดมาตรา ๙ วรรคสาม ออก ก็เป็นมาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง กําหนดค่าตอบแทนตาม มาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง เมื่อกําหนดแล้วนี้ท่านเขียนว่าให้นายจ้างกําหนดค่าตอบแทนให้แก่ ผู้รับงานไปทําที่บ้านไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานที่ คณะกรรมการกําหนด ผมเป็นนายจ้างนี่ ถ้าท่านกําหนดไว้ ๑๐๐ บาท ผมจะกําหนดให้ ๑๑๐ บาทเลยครับ ผมคิดว่านายจ้างเขาไม่ทําอย่างนั้นครับ ท่านใช้คําว่า ไม่น้อยกว่า เขาก็กําหนด ๑๐๐ บาท ทําเพื่ออะไรครับ กฎหมายนี้เขียนเพื่ออะไร ถ้าท่านบังคับ เขาบอกว่าต้องกําหนดค่าจ้างเป็นไปตามที่คณะกรรมการกําหนด นายจ้างไม่มีสิทธิ ปฏิเสธเลยครับ ตํ่ากว่านั้นก็ไม่ได้ สูงกว่านั้นก็ไม่ได้ครับ และไม่มีใครให้สูงกว่าอยู่แล้ว โดยธรรมชาติของผู้จ้างนี่ งานจ้างรับงานไปทําที่บ้านนี่ส่วนใหญ่หวังเป็นธุรกิจและกําไร ทั้งนั้นครับ เพราะฉะนั้นประเด็นตรงนี้ผมอยากให้กรรมการได้ตอบให้ชัดเจนว่าจะยก วรรคสามของมาตรา ๙ มาทั้งดุ้นหรือไม่ ต้องขออนุญาตท่านประธาน ทั้งวรรคหรือไม่ ผมใช้คําพูดผิด ขออนุญาตถอนคําพูดครับ
เชิญกรรมาธิการครับ
แล้วก็ตอบให้ชัดเจนนะครับว่าตรงที่จะ อนุญาตให้ผู้ว่าจ้างเป็นผู้กําหนดนี่กําหนดได้อย่างไร หรือจะไม่กําหนดอย่างไร ต้องตอบ ให้ชัดครับ ขอบคุณครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม อาทิตย์ อิสโม กรรมาธิการครับ เป็นเรื่องสืบเนื่องที่กระผมได้นําเรียนความเห็นของ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากเมื่อสักครู่ว่าได้ยกมาตรา ๙ วรรคสาม มาไว้ในมาตรา ๑๖ เพื่อจัดหมวดหมู่ให้อยู่ในหมวดค่าตอบแทน กระผมได้นําเรียนว่าการกําหนดค่าตอบแทน ในงานที่รับไปทําที่บ้านนี่ให้คณะกรรมการกําหนด โดยไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้าง ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน เป็ นการกําหนดเขาเรียกว่าล็อกล่าง หมายความว่า อย่างตํ่าคุณต้องได้ตามที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกําหนด แต่ในกรณี ที่เป็นงานฉุกเฉินเร่งด่วน นายจ้างอยากจะจ้างแพงกว่านี้เพื่อจูงใจให้คนมารับงานไปทํา ที่บ้านก็เป็นอํานาจของผู้ว่าจ้าง เพราะนั่นเป็นการเปิดไว้ ทางคณะกรรมาธิการก็เลย เห็นว่าการที่เราไม่ล็อก ๒ ข้างนี่ ล็อกล่างอย่างเดียว เหมือนค่าจ้างขั้นตํ่านะครับ ประกาศ ของกระทรวงแรงงานว่าด้วยการกําหนดอัตราค่าจ้างขั้นตํ่า เรากําหนดว่ากรุงเทพมหานคร ไม่น้อยกว่าวันละ ๒๐๖ บาทนี่นะครับ สถานประกอบการจะจ่ายตํ่ากว่านี้ไม่ได้ แต่ในทาง ปฏิบัติ กิจการที่หาคนงานยากเขาจ่าย ๓๐๐ กว่าบาทก็มี เพราะฉะนั้นเราล็อกล่าง เพื่อการันตี (Guarantee) ว่าอย่างน้อยลูกจ้างต้องได้รับความคุ้มครองไม่น้อยกว่านี้ ดังนั้นในการกําหนดอัตราค่าตอบแทนของผู้รับงานไปทําที่บ้านเราก็ล็อกล่างไว้ หมายความว่าคณะกรรมการจะกําหนดว่าพื้นที่นี้จะต้องไม่น้อยกว่า สมมุติว่าต่อชิ้น ๒๐๐ บาท ต้องไม่น้อยกว่านี้ แต่หากว่าจะจ้างสูงกว่านี้ก็เป็นเรื่องที่ผู้ว่าจ้างเห็นว่า เขาจําเป็ นเร่งด่วนแล้วคุ้มค่า แล้วคนได้รับประโยชน์ก็คือผู้รับงานไปทําที่บ้าน เพราะฉะนั้นความเห็นของคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ก็เลยบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๖ อย่างที่กราบเรียนครับ ขอบคุณครับ
นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ คือประเด็นที่คุณหมอชลน่าน ขออนุญาตที่เอ่ยนามนะครับ เสนอไปกับที่ท่านกรรมาธิการ ตอบนี่มันคนละเรื่องเลยครับ แล้วผมนี่ก็ฟังมาตลอดก็ออกจะเห็นด้วยกับประเด็น ของคุณหมอชลน่าน คือตอนนี้ถ้าเขียนไปอย่างนี้แล้วมาตรา ๑๖ กับมาตรา ๒๘ มันจะ ขัดแย้งกันว่าใครกันแน่ที่เป็ นคนกําหนดค่าตอบแทน ฉะนั้นผมจะหาทางออกให้ เอาไหมครับ ก็คือว่าเมื่อกี้กรรมาธิการตอบมาท่านก็บอกแล้วว่าคนที่กําหนดก็ควรจะเป็ น คณะกรรมการ ฉะนั้นเรามาเปลี่ยนถ้อยคําสิครับ มาตรา ๑๖ แทนที่จะเขียนเป็นว่า การกําหนดค่าตอบแทนในงานที่รับไปทําที่บ้านหากงานที่รับไปทําที่บ้านมีลักษณะ คุณภาพอย่างเดียวกันและปริมาณเท่ากัน ที่เขียนตรงนี้นะครับว่า ให้ผู้จ้างงานกําหนด ค่าตอบแทน ซึ่งมันผิดนะครับ เราก็เขียนเปลี่ยนเสียใหม่เป็นว่า ให้ผู้จ้างงานจ่าย ค่าตอบแทน อย่างนี้มันก็จบครับ เพราะว่าเขาจ่ายแต่เขาไม่ได้กําหนด เพราะว่าข้างหลัง ถ้าอ่านไปมันก็จะมีที่ล็อกเอาไว้ว่า ตามที่คณะกรรมการกําหนดและต้องไม่เป็นการเลือก ปฏิบัติ ผมว่าถ้าเอาอย่างนี้แล้วปัญหาที่คุณหมอชลน่านยกขึ้นมามันก็จบนะครับ แล้วก็ เนื้อความก็จะสอดคล้องกันใน ๒ มาตรานี้ ขอบคุณครับ
ท่านกรรมาธิการเห็นด้วยกับที่หมอสุกิจเสนอไหมครับ เชิญกรรมาธิการครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ กระผมขออนุญาตเรียนอธิบายท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้กรุณายกข้อสังเกต จริง ๆ แล้วในมาตรา ๙ ถ้าท่านดูทั้งมาตรา มาตรา ๙ วรรคแรกจะพูดถึงเรื่องของ การจัดทําเอกสาร จัดทําเป็นภาษาไทยแล้วมอบให้ผู้รับงานไปทําที่บ้าน ๑ ฉบับ ตัวเอง เก็บไว้ ๑ ฉบับ ในวรรคสองก็บอกเอกสารเกี่ยวกับการรับงานไปทําที่บ้านต้องมี รายละเอียดอะไรบ้าง พอในวรรคสามก็พูดถึงเรื่องอัตราค่าตอบแทนตาม (๓) ให้เป็นไป ตามที่คณะกรรมการกําหนดก็คือตามมาตรา ๒๘ ทีนี้ตรงนี้เราได้เขียนอธิบายไว้ว่า ในกรณีที่งานอย่างเดียวกันมีปริมาณเท่ากันอย่างเดียวกันให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า อัตราค่าจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ตรงนี้กรรมาธิการส่วนใหญ่มองว่า ที่เขียนไว้ในมาตรา ๙ เป็นการเขียนไว้ในเรื่องของเอกสาร เพราะฉะนั้นถ้าเป็นเรื่อง ค่าตอบแทนก็ไปอยู่ในส่วนของค่าตอบแทนเสีย ก็เลยย้ายมาตรา ๙ วรรคสามไปอยู่ ตรงนั้น ทีนี้ที่ท่านถามว่าใครกําหนดในมาตรา ๙ วรรคสามเดิม จริง ๆ แล้วก็คือนายจ้าง นายจ้างเป็นคนกําหนด แต่ฐานกําหนดมาจากไหน คือฐานกําหนดนี้คือฐานที่มาจาก อัตราค่าจ้างตามที่คณะกรรมการกําหนดในมาตรา ๒๘ เพราะฉะนั้นตอนนี้เราก็เลย มาเขียนขยายมาตรา ๑๖ กับมาตรา ๒๘ ให้ชัดเจนไปอีก คือเขียนยํ้าไว้ทั้ง ๒ ที่ไว้ในเรื่อง ของอัตราค่าตอบแทนนี่นะครับ ในมาตรา ๑๖ ก็จะเขียนไว้ในเรื่องของอัตราค่าตอบแทน มาเขียนไว้จริง ๆ แล้วตรงนี้ก็มีเจตนารมณ์ที่ว่าในฐานของการจ่ายก็เป็นอัตราตามที่ คณะกรรมการกําหนดตามภูมิภาค ตามที่ท่านกรรมาธิการได้กรุณานําเรียน หลังจากนั้น ตัวนายจ้างต้องมาดูว่างานที่ตัวเอง หรือผู้จ้างงานที่จะให้มีการรับงานไปทําที่บ้านประสงค์ จะจ่ายค่าตอบแทนเท่าไร แล้วก็ดูว่าจากฐานตัวนั้นตัวเองรับได้ไหม ซึ่งตามกฎหมาย ฉบับนี้ถ้ากฎหมายฉบับนี้ออกมาแล้วใช้บังคับก็คงจะต้องกล่าวว่าในเบื้องต้นคงจะต้อง รับได้ เพราะว่าเป็นอัตราที่อ้างอิงตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน จากนั้นตรงนี้ นายจ้างก็จะมาเป็นคนกําหนดค่าตอบแทนอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งอาจจะเท่ากับค่าตอบแทนที่ คณะกรรมการกําหนดตามภูมิภาค ตามลักษณะงาน หรืออาจจะมากกว่าเมื่อคํานึงถึง ศักยภาพหรือความสามารถพิเศษของผู้รับงานไปทําที่บ้าน ขอกราบเรียนเพิ่มเติมครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ ไม่มีท่านสมาชิกท่านใดติดใจนะครับ
ขออนุญาตครับท่านประธาน ยังไม่ตอบเลยครับ
ดอกเตอร์ชัยวัฒน์ครับ ต้องอย่างนี้ครับเดี๋ยวขอรวบรัดสักนิดเถอะครับ เพราะว่ายังมีอีก หลายมาตรา แล้วที่ผมฟังเราก็ถามหลายประเด็น คณะกรรมาธิการท่านก็ตอบชี้แจง ค่อนข้างละเอียดแล้วนะครับ ต้องขอแต่ละท่านรวบรัดอีกสักนิดนะครับ ดอกเตอร์ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง
กราบขอบคุณท่านประธานครับ ประเด็นที่ถามก็คือค่าจ้างจากโรงงานไปจ้างบุคคลภายนอกนี่ ผู้ประกอบการภายนอกนี่ แน่นอนฟ้ องร้องกันได้ตามที่คํานวณเรื่องค่าแรง แต่ข้อสําคัญนี่คือต่อจากอีกคนหนึ่งคือ เหมาช่วงต่อไปหรือรับช่วงต่อไปอีกครั้งหนึ่งจากโรงงานไปสู่นาย ก ปรากฏว่านาย ก ไปจ้างนาย ข อย่างนี้นาย ข นี่ได้รับค่าจ้างเท่าหรือไม่ อย่างไร ที่ผมยกตัวอย่างเมื่อสักครู่นี้ ก็คือค่าแรงนี่สมมุติว่า ๒๕๐ บาท แล้วก็ทํางานได้เทียบเคียงแล้วเมื่อคณะกรรมการ ประกาศ หรือว่าเทียบเคียงแล้วว่าในมาตรฐานการทํางานโดยถัวเฉลี่ยจากโรงงานมันได้ ประมาณ ๑๐ ชิ้น ๑๐ ชิ้นก็คือชิ้นละ ๒๕ บาท นาย ก นี่โรงงานจ้างไปนาย ก นาย ก จะได้ ๒๕ บาทแน่นอน ถ้าฟ้ องร้องกันอย่างไรก็ได้ ๒๕ บาท แต่ข้อสําคัญคือนาย ข มารับจ้าง จากนาย ก นี่ นาย ข จะได้ ๒๕ บาทหรือไม่ หรือแล้วแต่ แล้วแต่ไปว่าจ้างกัน อย่างนี้ กฎหมายฉบับนี้ไม่คุ้มครอง คุ้มครองไม่ถึง ถ้าเป็นอย่างนั้นนี่ทางออกของท่านมีว่าอย่างไร ในเมื่อกฎหมายฉบับนี้ท่านให้เจตนารมณ์หมายความว่า อยากจะใช้บังคับเพื่อให้พี่น้อง ประชาชนผู้ใช้แรงงานที่รับงานไปทําที่บ้านนี่ได้มีโอกาสได้ค่าแรงให้ได้เต็มจํานวน แต่ปรากฏว่าบริษัทก็จะไปจ้างบุคคลบุคคลหนึ่งขึ้นมาเพื่อไปจ้างต่อ นี่คือปัญหา และท้ายที่สุดพี่น้องประชาชนก็ไม่ได้ มันก็ไม่เกิดประโยชน์กับมาตรานี้ ท่านคิดอย่างไร แก้อย่างไร ท่านชี้แจงให้เป็นเหตุเป็นผล จะได้ไปชี้แจงเขาได้ พี่น้องประชาชนฟังอยู่ ทางบ้านจะได้เข้าใจ ขอบคุณครับ
คุณนิคม เชาว์กิตติโสภณ ครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผมจะรบกวนเวลาอีกสักเล็กน้อยนะครับ คือเมื่อกี้ผมได้ฟังจากกรรมาธิการชี้แจงว่า อาจจะมีการประกาศกําหนดก่อนตามลักษณะงาน ตามภูมิภาค ท่านประธานครับ งานที่มีการจ้างงานในปัจจุบันในอุตสาหกรรมนี่มันมีลักษณะเป็นงานแฟชั่น เพราะว่า ประเทศไทยเรากําลังต้องการเข้าเป็นผู้ที่ผลิตสินค้าโดยใช้แบรนด์ (Brand) ตัวเอง แล้วก็ สินค้าที่จะสร้างแบรนด์ตัวเองได้มันต้องเป็นแฟชั่นครับ มันจึงมีรูปแบบลักษณะมากมาย มากในทุกภูมิภาค ยกตัวอย่าง เช่น ตุ๊กตานะครับ มันมีหลายแบบหลายอย่าง และ ณ วันที่ท่านประกาศนี่มันมี ๑๐ แบบ แต่หลังจากนั้นไปอีกประมาณสักอาทิตย์หนึ่ง ๒ เดือนนี่มันมีแบบใหม่มาอีกแล้ว เป็นตุ๊กตาหมี ตุ๊กตายีราฟ ตุ๊กตาจระเข้ใช่ไหมครับ ท่านบอกท่านประกาศก่อนนี่ ผมอยากจะทราบว่าท่านรู้ได้อย่างไรว่าตัวไหนมันจะมี การจ้างแรงงานที่บ้าน แล้วรู้ได้อย่างไรว่ามันจะมีอันใหม่มาเมื่อไร แล้วตัวแฟชั่นที่มา ใหม่ ๆ นี่ครับท่านไม่ได้ประกาศ เขาจะไปจ้างได้อย่างไรไม่มีประกาศ ท่านคํานึงถึง การปฏิบัติด้วยครับว่ามันเป็นไปได้ไหม ท่านชี้แจงผมเข้าใจครับ แต่มันปฏิบัติไม่ได้ครับ ท่านประธาน ท่านช่วยอธิบายหน่อยครับ กรณีมันเป็นแฟชั่นแล้วมันเปลี่ยนตลอดเวลานี่ จะทําอย่างไร ขอบคุณครับ
เชิญคณะกรรมาธิการครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม ประพนธ์ นิลวัชรมณี กรรมาธิการครับ ผมจะตอบประเด็นระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง สุดท้ายนะครับ ตามมาตรา ๔
“ผู้จ้างงาน” หมายความว่า ผู้ประกอบกิจการซึ่งตกลงจ้างผู้รับงานไปทํา ที่บ้าน
ส่วน “ผู้รับงานไปทําที่บ้าน” หมายความว่า บุคคลหรือกลุ่มบุคคลซึ่งตกลง กับผู้จ้างงานเพื่อรับงานไปทําที่บ้าน
หมายความว่า นายจ้างคือผู้ประกอบการทางอุตสาหกรรม ผู้ว่าจ้างเริ่มต้น ส่วนสุดท้ายก็คือผู้รับงานไปทําที่บ้าน คือผู้ใช้แรงงานไปทําที่บ้านนะครับ ทีนี้มีกฎหมาย คุ้มครองเรื่องแรงงาน ทําให้เป็นห่วงว่าจะมีการใช้ตัวแทนกันหลายทอดนะครับ
มีกรรมาธิการท่านใดจะตอบเรื่องอัตราสินค้าแฟชั่นไหมครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม อภิมุข สุขประสิทธิ์ กรรมาธิการครับ ขออนุญาตกราบเรียนว่าตามข้อห่วงใย ของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขออนุญาตกราบเรียนว่า ปลายทาง ครับ ผู้รับงาน ไปทําที่บ้านท่านนั้นจะต้องได้รับค่าตอบแทนไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างตามกฎหมาย แรงงานว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน เพราะฉะนั้นจากตัวเขานี่จะขึ้นมามีนายหน้ากี่ชั้น เขาก็ต้องบวกขึ้นไป อันนั้นคือตามระบบที่ร่างพระราชบัญญัตินี้กําหนดไว้ ต้องขออนุญาต กราบเรียนครับว่าแนวคิดนี้อาจจะเป็นแนวคิดใหม่ แต่เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้เกิด ในสังคม แล้วก็ในส่วนของผู้รับงานไปทําที่บ้านซึ่งเป็นแรงงานนอกระบบนี่ให้ได้รับ การคุ้มครองอย่างน้อย ๆ ในเรื่องของค่าตอบแทนเท่ากับแรงงานในระบบ ก็จึงกําหนดไว้ เช่นนั้นว่าเป็นลักษณะของปลายทาง ขอบพระคุณครับ
มีท่านใดจะตอบเรื่องการกําหนดอัตราค่าแรงงานในกรณีสินค้าแฟชั่นไหมครับ เชิญกรรมาธิการครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม อาทิตย์ อิสโม กรรมาธิการครับ เพื่อเป็นการตอบคําถามของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่มีข้อสงสัยว่า เมื่อมีแฟชั่นเปลี่ยนแปลงบ่อย ๆ คณะกรรมการจะกําหนดค่าตอบแทน ได้ทันเวลาหรือไม่ ผมอยากกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่า คณะกรรมการที่กําหนด ค่าตอบแทนในงานที่รับไปทําที่บ้านนี่กําหนดเทียบเคียงกับเรื่องอัตราค่าจ้างขั้นตํ่าในเขต พื้นที่ เพราะฉะนั้นไม่ลงในรายละเอียดว่าจะเป็นกิจการอะไรบ้างนะครับ สมมุติว่า กรุงเทพมหานคร อย่างที่ผมยกตัวอย่างว่า ๒๐๖ บาท ถ้าโรงงานอยู่ในพื้นที่นี้จะมอบงาน ให้รับไปทําที่บ้านนี่ต้องมาคํานวณจากฐานรายวัน ๒๐๖ บาท เพื่อไปเทียบต่อชิ้นว่าเป็น อัตราส่วนเท่าไรที่จะไปจ้างผู้รับงานไปทําที่บ้าน เพราะฉะนั้นจะเปลี่ยนแปลงแฟชั่น จะเปลี่ยนแปลงลักษณะธุรกิจแบบไหนในพื้นที่นั้นก็ต้องใช้ฐานของอัตราค่าจ้างขั้นตํ่าครับ
ไม่มีท่านสมาชิกท่านใดติดใจนะครับ ขอเชิญท่านเลขาธิการดําเนินการต่อครับ
มาตรา ๑๗ มีการแก้ไข มาตรา ๑๘ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๑๙ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น
กรรมาธิการท่านใดต้องการจะซักถามไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
เป็นอันว่าผ่านนะครับ
หมวด ๔ ความปลอดภัยในการทํางาน ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๒๐ มาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒ และมาตรา ๒๓ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๒๔ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็นครับ
มีกรรมาธิการต้องการจะอภิปรายไหมครับ เชิญกรรมาธิการสุนทรีครับ
เรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน สุนทรี กรรมาธิการ ดิฉันเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ได้สงวนความคิดเห็นในมาตรา ๒๔ นี้ค่ะ ข้อความที่ดิฉันสงวนความเห็นไว้ก็คือข้อความที่สาระหลักอยู่ตรงท้ายของวรรคแรกค่ะ ก็คือ
ทั้งนี้ การจ่ายค่ารักษาพยาบาล ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพและค่าทําศพ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และอัตราที่กําหนดในกฎกระทรวง โดยที่ไม่น้อยกว่า สิทธิประโยชน์ตามกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน
ดิฉันคิดว่าอันนี้มันคือหลักของการคุ้มครองที่เสมอภาค เป็นธรรม ทั้งกับ ผู้รับงานไปทําที่บ้าน แล้วก็ผู้ใช้แรงงานที่อยู่ในโรงงานค่ะ มันเป็นการสร้างมาตรฐาน การคุ้มครองที่เป็นมาตรฐานเดียว เพราะฉะนั้นในค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ ค่าทําศพ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายอันเนื่องมาจากการที่ผู้รับงานไปทําที่บ้าน ประสบอันตราย เจ็บป่ วย หรือทุพพลภาพ หรือถึงแก่ความตาย อันเนื่องมาจาก การทํางานนี้ก็ควรที่ผู้รับงานไปทําที่บ้านจะได้สิทธิประโยชน์ที่จะคุ้มครองไม่น้อยไปกว่า กฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนซึ่งใช้คุ้มครองกับผู้ใช้แรงงานซึ่งอยู่ในระบบโรงงานค่ะ
กรรมาธิการอภิมุขครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผมได้สงวนความในร่างมาตรา ๒๔ โดยได้เรียนเสนอไว้ว่าขอให้คงไปตามร่างเดิม ด้วย ๓ เหตุผลด้วยกัน ก่อนอื่นขออนุญาตกราบเรียนเหตุผลเบื้องต้นในเรื่องของ การรับงานไปทําที่บ้านเป็นเรื่องใหม่ซึ่งสังคมไทยอาจจะไม่คุ้นชิน เพราะฉะนั้นบุคคล ที่เกี่ยวข้อง ๒ ส่วน คือผู้รับงานไปทําที่บ้านกับผู้จ้างงานมีความจําเป็นที่จะต้องยอมรับ ระบบการจ้างงานภายใต้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เพราะฉะนั้นในขณะเดียวกัน ที่จะก่อให้เกิดสิทธิกับผู้รับงานไปทําที่บ้าน ท่านก็ต้องไม่สร้างภาระอันเกินควรให้กับ ผู้จ้างงาน ตามร่างที่กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ได้แก้ไข ท่านได้เพิ่มเติมรายละเอียดขึ้น ใน ๓-๔ เรื่อง เรื่องแรก เป็นการเพิ่มเรื่องค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในกรณีฟื้นฟูสมรรถภาพและ ทุพพลภาพ แล้วก็เรื่องที่ ๒ ในกรณีการใช้สอยวัสดุอุปกรณ์ที่ผู้รับงานไปทําที่บ้านจัดหา มาเอง ในกรณีที่เกิดความเจ็บป่วยหรือว่าถึงแก่ความตาย ถ้าในกรณีนั้นจะบังคับให้ ผู้รับงานไปทําที่บ้านมาเรียกร้องค่าชดเชยจากผู้ จ้างงาน อันนี้อาจจะเป็ นกรณี ที่ไม่เหมาะสม ในประเด็นที่ ๓ ในเรื่องของการประกอบกิจการในงานที่รับไปทําที่บ้าน ส่วนใหญ่การประกอบกิจการในงานที่รับไปทําที่บ้านจะทําอยู่ในสถานประกอบกิจการ ที่เป็นของผู้รับงานไปทําที่บ้านเองหรือว่าสถานที่ผู้รับงานไปทําที่บ้านเลือก เพราะฉะนั้น ในอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น การที่จะให้ผู้จ้างงานมาต้องรับผิดชอบในอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ในสถานที่ที่ผู้รับงานไปทําที่บ้านทํา ผมคิดว่าไม่เป็นธรรมกับผู้จ้างงาน เพราะฉะนั้น ใน ๓ เหตุผลที่กระผมได้กราบเรียน กระผมจึงได้ขอสงวนไว้ครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ
กรรมาธิการจํารัสครับ
ขออนุญาตท่านประธานที่เคารพครับ ผม จํารัส เวียงสงค์ กรรมาธิการ มีมาตรา ๒๔ ที่ผมขอสงวนไว้นะครับ ประเด็นคือจะเพิ่มเป็น ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ แล้วก็เป็ นเรื่องให้ผู้จ้างงานรับผิดชอบเมื่อเกิดทุพพลภาพ ก็เชื่อว่าพระราชบัญญัตินี้เรากําลังจะสร้าง พยายามจะคุ้มครองผู้ประกอบการ แล้วก็ผู้รับงานไปทําที่บ้านให้ได้รับความเป็นธรรมที่สุด มีมาตรา ๒๐ มาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๓ ที่จะป้ องกันไม่ให้ผู้จ้างงานหรือผู้ประกอบการเอาสิ่งของหรือ วัตถุดิบที่มีอันตรายแล้วก็ไม่มีการแจ้งเตือน ทั้ง ๓-๔ มาตรานั้นเป็นมาตราที่ห้ามอยู่แล้วนะครับ มาตรา ๒๔ ถ้าผู้จ้างงานยังพยายามจะใช้วัตถุดิบที่มีอันตราย สุดท้ายเมื่อเกิดอันตรายกับ ผู้รับจ้างก็สมควรจะได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพ สมควรได้รับการดูแลเมื่อมีทุพพลภาพ นี่คือเหตุผลที่คิดว่าผู้รับจ้างจะต้องได้รับการดูแลจากผู้ว่าจ้าง ส่วนเรื่องการป้ องกัน คุ้มครอง ผมเชื่อว่าผู้ว่าจ้างเองต้องรอบคอบ เพราะว่าวันนี้ผมเชื่อว่าเป็นการรองรับ การขยายตัวอยู่แล้วนะครับว่า เรื่องที่จะดําเนินการเรื่องการรับงานไปทําที่บ้านจะขยายตัว ไปเรื่อย ๆ วันนี้ถ้าเราเอากฎหมายบีบคั้นกันมาก สุดท้ายผู้รับงานกับผู้จ้างงานจะอยู่กัน ไม่ได้ ผมเชื่อว่าวันนี้ค่าตอบแทนต่าง ๆ ค่ารับผิดชอบต่าง ๆ ที่ผู้ว่าจ้างควรรับผิดชอบ ควรจะมีนะครับ เพราะว่ามาตรา ๒๒ มาตรา ๒๓ เมื่อผู้ว่าจ้างเอาวัตถุที่มีอันตรายให้ใช้ เขาก็ผิดกฎหมายอยู่แล้ว มีโทษจําคุก มาตรา ๒๔ ถ้าผู้ว่าจ้างยังอาศัยจังหวะหรืออาศัย โอกาสที่ใช้วัตถุดิบที่มันเป็นอันตราย ส่วนนี้เองที่ผมว่าผู้รับจ้างจะต้องได้รับการตอบแทน ผู้ว่าจ้างจะต้องชดใช้ดูแลค่าฟื้นฟูสมรรถภาพแล้วก็ดูแลเมื่อยามเป็นทุพพลภาพด้วย นี่เป็นเหตุผลที่ผู้รับงานไปทําที่บ้านควรได้รับการดูแล ท่านประธานขอบคุณมากครับ
คุณเรวัต สิรินุกุล ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายเรวัต สิรินุกุล ส.ส. แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทยครับ ท่านประธานครับมาตรา ๒๔ ในวรรคสองนะครับ ความในวรรคหนึ่ง มิให้ใช้บังคับแก่กรณีที่การประสบอันตราย เจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือถึงแก่ความตาย เกิดจากความจงใจหรือประมาทเลินเล่อ อย่างร้ายแรงของผู้รับงานไปทําที่บ้านเอง ท่านประธานครับ ผมก็มีความสงสัย อยู่ว่าท่านคณะกรรมาธิการชุดนี้ ท่านก็พยายามแก้ไขให้ดีขึ้นเพื่อให้เกิดเป็นธรรมหรือเป็น ประโยชน์แก่ผู้รับเอางานไปทํา คุ้มครองครับ แต่สิ่งตรงนี้ตัดออก ปรับปรุงแก้ไข ผมก็ไม่รู้ ว่าทําไมไม่ตัดออก ใส่วรรคอย่างนี้ใส่ไว้ทําไมครับท่านประธาน ผมไม่เข้าใจใส่ไว้ทําไม ท่านประธานจะเชื่อไหม ถ้าคนรับจ้างไปทํางานจะไปทําจงใจให้เกิดทุพพลภาพด้วยตัวเอง เป็นไปได้ไหมครับ แม้ว่าคนจะจนอย่างไรก็ไม่ทําครับ ผมไม่เชื่อว่าจะทํา แล้วไปใส่ไว้ทําไม แล้วสาเหตุที่เกิดจากทุพพลภาพก็ดี เจ็บป่วยก็ดี เกิดมาจากเอางานไปทํา เอางานที่เขา จ้างไปทําแล้วมันเกิดขึ้นตรงนี้ คุณต้องรับผิดชอบสิ เป็นอะไรร้ายดีต้องรับผิดชอบทั้งหมด ผมก็ไม่เข้าใจว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้คิดอย่างไร ไปคิดอย่างไรครับว่าต้องมาจงใจจะ ฆ่าตัวตายจะอะไรก็ต้องให้ครับ แม้ว่าผมจะรับงานไปทําแล้วผมจะฆ่าตัวตายคุณก็ต้อง รับผิดชอบ แต่ไม่มีหรอกครับ ไม่มี แต่ไม่น่าจะใส่ไว้ครับท่านประธาน ไม่น่าจะใส่ไว้ ที่ใส่ไว้ ตรงนี้เพื่ออะไรผมไม่ทราบ เดี๋ยวลองตอบมาให้ผมชัด ๆ หน่อยนะครับ ใครจะตอบก็ได้ ตอบให้ชัด ๆ หน่อยว่าใส่ไว้เพื่ออะไร แล้วมีไหมใครคิดบ้างว่าจะเอางานไปทําแล้วเอาไป ทําให้ตัวเองเกิดทุพพลภาพ เอาไปให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตตัวเอง มีไหมครับ ถ้ามี ยกตัวอย่างให้ผมดูสักอย่างสิในโลกนี้ ถ้าไม่มีท่านต้องตัดออกนะ ตัดออกทั้งหมดเลย แล้วก็ให้คนที่จ้าง ผู้จ้างไปรับผิดชอบ ถ้าอย่างนี้ผมจะเห็นกับท่านทั้งหลายมีใจเป็นธรรม มีใจเมตตาอารีต่อผู้ที่รับจ้างไปทํางาน ไม่อย่างนั้นท่านทั้งหลายใจอํามหิต ใจดํา ไม่ถูกครับ อันนี้ไม่ได้ครับ อย่างนี้ไม่ได้ ผมไม่เห็นด้วยเลย เมื่อเราคุ้มครองคนเอาไปทํางาน คุ้มครอง ผู้รับงานไปทําที่บ้านนี่ต้องคุ้มครองเขาให้หมด ต้องคุ้มครองให้หมดครับ ไม่ใช่ปล่อยเขา เวลาเขาเป็นอะไรขึ้นมาเกิดจะมาอะไรก็แล้วแต่ ไม่มีกรณีว่าจะเกิดอะไรขึ้น เกิดขึ้นคุณก็ ต้องรับผิดชอบ นี่คือการคุ้มครองที่แท้จริง ผมจึงกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง คณะกรรมาธิการทั้งหลายให้ตัดออกนะครับ แล้วผมก็อยากให้มีการลงมติด้วย โหวตด้วยครับ อันนี้ต้องโหวตด้วยครับ อันนี้เป็ นเรื่องสําคัญ เพราะผมไม่เห็นด้วยเลยอย่างนี้ ท่านประธานครับ ขอบคุณมากครับ
นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ในมาตรา ๒๔ ผมมีข้อเรียนถามผ่านท่านประธาน ไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการกับคณะกรรมาธิการที่ได้แก้ไขในร่างของ สภาผู้แทนราษฎรของเราที่ส่งไปให้นะครับ เนื้อหาสาระที่แก้
ประเด็นที่ ๑ เป็นการแก้เรื่องความรับผิดชอบของผู้ว่าจ้างที่จะคุ้มครอง ความปลอดภัยในการทํางานให้กับผู้รับจ้างในประเด็นของค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ เลยเติมคํานี้ เข้ามา มีค่ารักษาพยาบาล ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพและค่าทําศพ เดิมมี ๒ รายการ คือค่ารักษาพยาบาลกับค่าทําศพ คณะกรรมาธิการเพิ่มขึ้นมา แล้วเติมคําว่า ทุพพลภาพ เข้าไปเพื่อจะสอดรับกับเรื่องของการที่จะไปฟื้นฟูสมรรถภาพ นั่นเป็นกรณีที่ ๑
กรณีที่สอง กรรมาธิการไปตัดคําว่า ที่ผู้จ้างงานทําหรือส่งมอบให้ ขยายความตรงนี้นะครับ หมายถึง วัสดุอุปกรณ์ วัตถุดิบ ที่ผู้จ้างงานจะต้องส่งมอบให้ผู้รับ จ้างเอาไปดําเนินการในการผลิต ความหมายก็คือว่าในการจ้างงานผู้จ้างก็ต้องส่งวัตถุดิบ ส่งเครื่องจักร เครื่องไม้เครื่องมือให้คุณไปทํา กฎหมายฉบับนี้ในหมวดนี้ผมพยายามไล่ดู ตั้งแต่มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๓ มาถึงมาตรา ๒๔ ที่เขียนเอาไว้ว่าด้วยความปลอดภัย ซึ่งบังคับให้นายจ้างต้องดําเนินการเพื่อจะคุ้มครองความปลอดภัยของผู้รับจ้างในหมวดนี้ ผมก็เลยเรียนถามท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการว่า เจตนารมณ์เท่าที่ผมดูนะครับ กรรมาธิการให้ความสําคัญกับผู้รับจ้างค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับผู้ว่าจ้าง จากการแก้ไข ของท่านนะครับ เพราะว่าอนึ่งแก้มาแล้วสิทธิประโยชน์ในการได้รับการดูแล ไม่ว่าจะเป็น ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ การทุพพลภาพจากการทํางานท่านก็ได้รับการชดเชยถ้ากฎหมาย ฉบับนี้ผ่าน กรณีที่สอง ถึงแม้เกิดการบาดเจ็บหรือเจ็บป่ วย หรืออุบัติเหตุที่เกิดขึ้น เอาเฉพาะบาดเจ็บกับเจ็บป่วยก่อนนะครับ ที่เกิดขึ้นจากการทํางานที่ไม่ได้เกิดจากสิ่งที่ ผู้ว่าจ้างส่งมอบมาให้ ผู้ว่าจ้างต้องรับผิดชอบด้วย สาระที่ท่านแก้นะครับ เดิมผู้ว่าจ้าง จะรับผิดชอบเฉพาะกรณีถ้าคุณทํางานในสิ่งที่รับจ้างไป คุณไปเกิดการเจ็บป่ วย หรือประสบอันตรายจากการทํางานจากสิ่งที่ส่งมอบไปให้ เช่น เครื่องจักร เครื่องยนต์ วัตถุดิบ ที่ส่งมอบไปให้ภายใต้มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๓ ที่ต้องเขียนไว้อย่างละเอียดว่า คุณต้องมีมาตรฐานความปลอดภัย คุณต้องแจ้ง คุณต้องเตือนต่าง ๆ ต้องปฏิบัติตามนั้น เมื่อส่งไปแล้วลูกจ้างเกิดไปทําแล้วประสบการเจ็บป่วยหรือประสบอันตราย นายจ้างต้อง รับภาระสาระเดิมเป็นอย่างนั้น แต่ว่าพอท่านแก้ไขแล้วไม่ว่าจะเกิดจากอุปกรณ์อะไร เครื่องไม้เครื่องมืออะไร เมื่อเกิดจากการเจ็บป่วยในงานชิ้นงานที่คุณไปทําหรืองานที่ รับจ้างไปทํา นายจ้างจะต้องรับภาระในการที่จะต้องจ่ายค่าดูแล ไม่ว่าจะเป็ น ค่ารักษาพยาบาล ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ หรือแม้กระทั่งค่าทําศพถ้ากรณีที่เสียชีวิตเกิดขึ้น อันนี้เป็นสาระที่ท่านแก้
กรณีที่สาม ท่านเติมคําว่า หรือกรณีอุบัติเหตุเนื่องจากการทํางาน ณ สถานที่ทํางาน เข้ามา ผมเองผมเข้าใจกรรมาธิการครับว่าความปรารถนาดีกับผู้ทํางาน เราออกกฎหมายคุ้มครองแรงงานนอกระบบคือรับงานไปทําที่บ้าน เราก็พยายามคิดถึง ประโยชน์เขาสูงสุด แต่ท่านประธานครับ กฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่ใช้บังคับเฉพาะผู้ที่รับงาน ไปทํานะครับ ต้องมีนายจ้าง ผู้รับจ้าง แล้วก็ผู้ควบคุมกฎ ถ้าท่านเขียนอย่างนี้ สิ่งที่ผม เป็นห่วงก็คือว่า ๑. การจ้างงานตรงนี้กติกาค่อนข้างหละหลวมมาก เมื่อสักครู่ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติจากจังหวัดลําปางท่านก็พูดนะครับ ประเด็นเรื่องชิ้นงานท่านตอบไม่ชัดเจน มันผ่านไปแล้วผมก็เลยไม่ทักท้วง เพราะท่านใช้มาตรฐานของการกําหนดค่าจ้างตามพื้นที่ ตามลักษณะงานเป็นหลัก แต่ว่าการจ้างงาน งานที่ไปทําที่บ้านไม่มีใครจ้างเป็นวัน หรอกครับ เขาจ้างเป็นชิ้นงานครับ ถ้าจ้างเป็นวันไม่มีหลักประกัน ผมทํางานให้คุณ ๑ ชิ้น ๑ วัน ผมเป็นนายจ้างผมขาดทุนตายเลยครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมต้องการกราบเรียน ท่านประธานตรงนี้ก็คือว่า กรณีท่านบัญญัติมาอย่างนี้เราคํานึงถึงความ ผมไม่ใช้คําว่า ความเป็นธรรม ก็แล้วกันครับ ความเป็นไปได้ที่ผู้ว่าจ้างจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายหรือไม่ ผมใช้คําว่า ความเป็นไปได้ สําหรับผู้ว่าจ้างที่จะปฏิบัติตามกฎหมาย ผมไม่เข้าข้างใคร ออกใคร กฎหมายดี ๆ สําหรับผู้รับจ้าง แต่สิ่งที่เราต้องทําให้เป็นประโยชน์ก็คือว่า กฎหมายนี้ต้องไปใช้บังคับกับผู้ว่าจ้างได้ด้วย ถ้าเขียนอย่างนี้ผู้ว่าจ้างปฏิบัติยากมาก ผมยกอีกกรณีครับ มีผู้รับงานทํารองเท้าไปทําที่บ้านจากโรงงาน ขณะที่ทํางานลุกขึ้นเดิน จะไปรับประทานหรือดื่มนํ้า กระหายนํ้า พลาดตกบันไดขาหัก เกิดอุบัติเหตุ ณ ที่ทํางาน เข้านิยามหมดเลยครับ ถามว่านายจ้างต้องจ่ายค่าขาหักไหม ถ้าเขียนตามกฎหมายฉบับนี้ที่เขียนใหม่นายจ้าง ต้องจ่ายเลย เช่นกันขณะที่ทํางานทํารองเท้าอยู่ด้วยอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือที่เขาส่งมาให้ เขาลุกขึ้นไปหยิบปืนจะไปยิงนก ปืนลั่นใส่ตัวเองโป้ ง บาดเจ็บหรือแม้กระทั่งเอาปืนจะมา เป็นเครื่องไม้เครื่องมือในการทํางานร่วมด้วย เช่น ต้องการมาระเบิดเหล็กตัวนี้ให้ออกไป ปรากฏปืนแตกเปรี้ยงใส่หน้าตัวเอง อุปกรณ์ตรงนี้ไม่ใช่เครื่องมือที่นายจ้างมอบมาให้ เป็นเครื่องมือที่คุณดัดแปลงมาเอง ทําเองแล้วไปใช้ในการทํางาน แต่คุณประสบอันตราย จากตรงนั้น ถ้าเขียนอย่างนี้นายจ้างคนนั้นต้องรับผิดชอบ ฉะนั้นผมเลยถามท่านประธาน ผ่านไปยังกรรมาธิการว่าด้วยความชัดเจนของการตรากฎหมาย เราเป็นผู้ตรากฎหมาย เราออกกติกาไปผมอยากให้เป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย อย่าไปด้านใดด้านหนึ่งมากมายนัก เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นปุ๊ บกฎหมายฉบับนี้เขียนเป็นเพียงเรื่องเล่าที่ทุกคนเอาไปอ้างว่า คุ้มครองแล้วนะแต่ไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ ถึงแม้ท่านไปแจ้งเขาแล้วถ้าเกิดเขาพิสูจน์มาปุ๊ บ ว่าไม่เกี่ยวกับการทํางาน ลูกจ้างคนนั้นอาจจะถูกตัดสิทธิด้วยก็ได้ เพราะมีกฎหมายอื่น คุ้มครองอีกนะครับ ไม่ใช่มีกฎหมายฉบับเดียวที่เกี่ยวเนื่องกับภาวะบาดเจ็บจากการ ทํางาน ผมเลยกราบเรียนท่านประธานถามไปยังท่านกรรมาธิการว่าสิ่งที่ท่านออกแบบมา ตรงนี้มันสอดคล้องเหมาะสมไหม ถ้าไม่สอดคล้อง ไม่เหมาะสม ผมคิดว่าร่างเดิมน่าจะ เป็นธรรมกับทุกฝ่าย ถ้าเขาเกิดประสบอันตราย บาดเจ็บ ทุพพลภาพ ผมเห็นด้วยนะ ถ้าใส่ทุพพลภาพไม่ว่าครับ แต่ต้องเกิดจากสิ่งที่ได้รับมาในเงื่อนไขสัญญาที่คุณสัญญา นั่นแหละ อุปกรณ์ที่ให้มาถ้าเป็นอันตราย นายจ้างต้องรับเพราะมาตรา ๒๒ มาตรา ๒๓ เขาเขียนล็อกไว้ว่าคุณต้องไปทํามาตรฐานให้มีความปลอดภัย ถ้าคุณส่งมอบสิ่งที่ไม่เป็น มาตรฐาน ไม่มีความปลอดภัยมาให้เขาทํางาน คุณต้องรับผิดชอบ อันนี้เป็นไปตาม ลักษณะกฎหมายทั่วไปของผู้ที่ต้องละเมิดก็ต้องรับผิดทางละเมิดเช่นกัน มาตรา ๑๓ ท่านกลับไปร่างเดิมครับ จริง ๆ ผมจะอภิปรายมาตรา ๑๓ เมื่อสักครู่ พอท่านกลับไป ร่างเดิมผมจบแล้ว ลักษณะมาตรา ๑๓ กับมาตรา ๒๔ คล้ายกันเลย เพราะฉะนั้น ผมกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังกรรมาธิการว่าท่านลองพิจารณาว่าอะไรที่จะเป็น ประโยชน์สูงสุดในการนํากฎหมายไปใช้ ผมรักที่จะช่วยเหลือผู้รับงานไปทําที่บ้าน แต่ถ้าท่านเขียนแล้วเขาไม่ได้ประโยชน์อย่าเขียนไป ขอบคุณครับ
ช่วงนี้ขอให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการท่านตอบก่อน เชิญท่านนริศ ขํานุรักษ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ผม นริศ ขํานุรักษ์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ กรรมาธิการได้หารือกันแล้ว แก้ไข ตามที่คุณหมอชลน่านเสนอ คือให้คงคําว่า ที่ผู้จ้างงานจัดหาหรือส่งมอบให้กลับมา แล้วก็ ส่วนอื่นก็คงไว้ แล้วก็ความรับผิดชอบของผู้จ้างงานไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาล ค่าฟื้นฟู สมรรถภาพและค่าทําศพนั้นจะเกิดขึ้น คือไม่ให้ใช้บังคับต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จากความจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ผมคิดว่าการแก้กลับมาก็คงเป็นไปตามเจตนารมณ์ ของเพื่อนสมาชิกครับ
คุณบุญเลิศ ครุฑขุนทด ครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม บุญเลิศ ครุฑขุนทด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ผมมี ข้อคิดเห็นที่จะเรียนผ่านท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการเกี่ยวกับในกรณีของผู้ที่ รับจ้างว่า ได้รับผลกระทบในความเสียหายเนื่องจากการบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ซึ่งในมาตรานี้ผลของการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตของผู้รับจ้างนั้นได้กําหนดไว้เป็น ๓ กรณี เท่านั้น ก็คือ ค่ารักษาพยาบาล ค่าฟื้นฟู และในเรื่องของค่าทําศพในกรณีเสียชีวิต ซึ่งในมาตรานี้คู่กรณีมี ๒ ฝ่ายคือ ผู้รับจ้างกับผู้ว่าจ้าง นิติสัมพันธ์ทั้ง ๒ ฝ่ายที่เกิดขึ้นนั้น ก็คือมีการจ้างให้ทําของอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็คงสอดรับในเรื่องของประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ เรื่องของการจ้างทําของ โดยเอาความสามารถของผู้รับจ้างมาใช้แรงงาน กระทําให้กับผู้ว่าจ้างแล้วเกิดความเสียหายในเรื่องของการบาดเจ็บแล้วก็ล้มตาย ทีนี้ในส่วนที่จะไปดูแลผู้รับจ้าง กําหนดไว้อันดับแรกคือค่ารักษาพยาบาลในกรณีบาดเจ็บ ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ นี่คงหมายความว่า ขาดความสามารถในการกระทํางานก็ต้องมารับ การฟื้นฟูเพื่อจะให้กลับมาเป็นผู้มีความสามารถดังเดิม และค่าทําศพนี่ปกติแล้ว ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เขาใช้คําว่า ค่าปลงศพ อันหมายถึงการทําศพ ตามประเพณี ทีนี้คําว่า ใช้ค่าทําศพ คําว่าค่าทําศพนี่ผมไม่เข้าใจว่ามันจะเป็นคําเดียวกับ ที่อยู่ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือเปล่าที่ใช้คําว่า ค่าปลงศพ อันเป็น การใช้จ่ายในการจัดการศพตามประเพณีทุกอย่าง ผมอยากจะให้เปลี่ยนจาก ค่าทําศพ เป็ น ค่าปลงศพ มันจะได้สอดรับกับในเรื่องค่าเสียหายที่ฝ่ำยญาติพี่น้องที่เขาไป ดําเนินการตามประเพณี ทีนี้ผมมีข้อคิดเห็นอีกอย่างหนึ่งว่าถ้าในกรณีที่ระหว่าง รักษาพยาบาลเกิดเขาบาดเจ็บสาหัสต้องใช้เวลารักษาหลายเดือน และเขามีญาติพี่น้อง ที่จะต้องอาศัยเงินจากการทํามาหากินของผู้รับจ้างนี่ในระหว่างนั้นดูแลไหมครับ หรือจะ ดูแลเฉพาะค่ารักษาพยาบาลตามที่ใบเสร็จโรงพยาบาลให้ หรือต้องดูแลในกรณีต้องมา ฟื้นฟูให้กลับมามีความสามารถ หรือจะดูแลเฉพาะในกรณีที่ตายแล้วให้ญาติพี่น้องได้รับ ค่าปลงศพ ในส่วนการทุพพลภาพแน่นอนครับทางประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในเรื่องละเมิดมีกําหนดไว้แล้วก็คือการสูญเสียอวัยวะสําคัญไม่สามารถประกอบกิจปกติได้ เพราะฉะนั้นผมมีความคิดเห็นว่าน่าจะเพิ่มในกรณีนี้ว่า ถ้าเขาต้องรักษาพยาบาล อยู่นาน ๆ หรือต้องฟื้นฟูสมรรถภาพอยู่นาน ๆ แล้วนี่ แล้วเขาเป็นคนคนเดียวของ ครอบครัวที่จะต้องหาเลี้ยงครอบครัวแล้ว ในระหว่างนั้นเขาไม่มีรายได้แล้วจะทําอย่างไร ซึ่งเขาจะต้องมารับจ้างทําให้กับนายจ้างเพื่อให้สมประโยชน์ในการรับจ้างทําของแล้วเขา ก็ต้องเกิดอุบัติเหตุหรือความเสียหายในกรณีที่เพื่อจะให้งานนั้นสัมฤทธิผล แล้วเขาก็เกิดความเสียหายไม่สามารถปฏิบัติงานปกติได้ ผมจึงเรียนท่านประธานผ่านไปถึง คณะกรรมาธิการว่า เพิ่มสักหน่อยได้ไหมครับ ในระหว่างที่เขาต้องอยู่รักษาพยาบาล แล้วเขาไม่มีค่าใช้จ่ายในการดูแลญาติพี่น้องหรือลูกหลาน เพิ่มค่าชดเชยในกรณีที่ ไม่สามารถประกอบกิจปกติในระหว่างฟื้นฟูสมรรถภาพหรือรักษาพยาบาล อันนี้พอจะดูแลกันได้ไหม อาจจะมองว่าทําไมต้องให้ผู้ว่าจ้างต้องรับผิดชอบทั้งหมด ก็ต้องคิดสิว่าเขารับจ้าง ก็เพื่อให้สมประโยชน์ของผู้ว่าจ้าง แล้วเสี่ยงเอาชีวิต เอาความสามารถใช้แรงงานไปทําให้ จนเขาต้องประสบเหตุ แล้วในระหว่างนั้นเขาไม่สามารถที่จะมีเงินมีทองมาดูแลลูกหลาน หรือคนที่อยู่ในความรับผิดชอบของครอบครัว จึงฝากเรียนผ่านท่านประธานว่าขอเพิ่ม อีกนิดได้ไหมครับว่า ในกรณีระหว่างที่เขารักษาพยาบาลหรือการฟื้นฟูสมรรถภาพนี่ดูแล ค่าที่เขาขาดไปในการประกอบกิจปกติให้ด้วยได้ไหมครับ ขอขอบคุณครับ
ขอเชิญกรรมาธิการครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม อภิมุข สุขประสิทธิ์ กรรมาธิการครับ ประเด็นแรก ขออนุญาตกราบเรียนข้อสังเกต ของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในกรณีเรื่องค่าทําศพ ค่าปลงศพ เหตุที่เขียนในร่าง มาตรา ๒๔ ว่าเป็นค่าทําศพ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายในกลุ่มของกฎหมายแรงงาน อันนี้เอารายละเอียดมาจากพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. ๒๕๓๗ ซึ่งในนั้นได้พูดถึง เรื่องค่าทําศพไว้ว่า ค่าทําศพ หมายความว่า ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพของลูกจ้าง ตามประเพณี เพราะฉะนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการสับสนกับผู้ใช้แรงงานและเจ้าหน้าที่จึงได้ใช้ คําคําเดียวกันว่าเป็นเรื่องของค่าทําศพ ขอบพระคุณครับ
ไม่มีท่านสมาชิกติดใจนะครับ ขอเชิญท่านเลขาธิการต่อครับ อ๋อ ท่านเรวัตติดใจนะครับ เชิญครับ
ติดใจครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผม เรวัต สิรินุกุล ส.ส. แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทยครับ ท่านประธานครับ ผมก็ยังไม่ได้ยิน คําตอบที่กระผมได้กราบเรียนว่า ในวรรคสองนี่ ไม่ทราบว่าความคิดเห็นของ ท่านคณะกรรมาธิการจะว่าอย่างไร ผมมีความเห็นว่าน่าจะตัดออกครับ ยิ่งในมาตรา ๑๖ มีการจ่ายเงินตราต่างประเทศ ก็แสดงว่ามีต่างประเทศมาจ้าง ท่านประธานครับถ้าท่านเคยไปสัมผัสกับการรับจ้างทําของ รับจ้างทํางานกับต่างประเทศ นี่ โอ้โฮ มันไม่สนใจท่านหรอกครับ มันต้องการขายสินค้า ขายของของเขาอย่างเดียว และต้องการให้ท่านทําอย่างเดียว ท่านจะเสียหาย ท่านจะขาดทุน จะเจ๊งอย่างไร เขาไม่สนใจ ท่านจะเกิดอะไรขึ้นเขาไม่สนใจหรอกครับ ถ้าอย่างนี้ได้ประโยชน์ไหมล่ะ ได้ประโยชน์ไหมครับ เรารับจ้างแต่ทําของ รับจ้างได้แค่ค่าจ้าง แต่ต้องมาเสียชีวิตมาอะไร ต่ออะไร ทุพพลภาพอย่างนี้ คุ้มไหมครับท่านประธาน แล้วไปใส่อย่างนี้ทําไมล่ะ ไปใส่ทําไม ยังไม่ได้ตอบผลเลยว่าใส่เพื่ออะไร มีเหตุผลอะไร แล้วถ้าเอาออกแล้วนี่ มันจะเสียหายมากมายแค่ไหน แต่ผลประโยชน์ที่ได้รับแก่ผู้รับจ้างทําของหรือรับงานไปทํา นี่มันจะเกิดประโยชน์กว่าไหมล่ะ อธิบายหน่อยสิครับ อธิบายให้คุ้มหน่อยว่าคงไว้แล้ว จะทําให้เป็นอย่างไร แล้วถ้าตัดออกแล้วเป็นอย่างไร
เชิญกรรมาธิการอภิมุขครับ
กราบเรียนท่านประธาน กระผม อภิมุข สุขประสิทธิ์ กรรมาธิการ ในประเด็นร่างมาตรา ๒๔ วรรคสอง ในชั้นชี้แจงตอนที่ ตรวจพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้และในชั้นกรรมาธิการ ทางกระทรวงได้ให้ คําอธิบายว่า ในกรณีความในวรรคสองนี่จะใช้บังคับเฉพาะในกรณีที่การประสบอันตราย หรือถึงแก่ความตาย เกิดจากความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้รับงาน ไปทําที่บ้านเอง ได้มีการยกตัวอย่างขออนุญาตกราบเรียน อาทิเช่นว่า งานที่รับไปทําที่บ้าน เป็นงานเย็บรองเท้าหรือว่าเป็นงานเย็บตุ๊กตา ก็ปรากฏว่างานลักษณะนี้สามารถ จะทําได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง แล้วปรากฏพ่อบ้านท่านหนึ่งท่านก็ออกไปข้างนอกไปงานเลี้ยง แล้วกลับมาปรากฏดื่มสุรามาค่อนข้างจะมาก แทนที่จะพักผ่อนท่านก็กลับลงจักรเย็บงาน ตามเดิม เพราะฉะนั้นตรงนี้เรามองว่าในกรณีนี้อาจจะเมาสุราหรืออาจจะเสพสุรา เกินสมควรไปนี่ ปรากฏว่าเมื่อมาทํางานต่อมันก่อให้เกิดอันตรายคือโดนเข็มทะลุนิ้วอะไร พวกนี้ก็ก่อเกิดให้อันตรายบาดเจ็บ อย่างนี้เรามองว่าเป็นเรื่องของประมาทเลินเล่อ อย่างร้ายแรง จากข้อชี้แจงในสภาพการทํางานจริงของผู้รับงานไปทําที่บ้านที่ปรากฏอยู่ ในปัจจุบันนี้จากที่ทางเจ้าหน้าที่ได้ชี้แจงในคณะกรรมาธิการก็เห็นว่าความในวรรคสอง ก็ควรจะคงไว้ตามเดิม แล้วก็คุ้มครองเฉพาะประมาทเลินเล่อธรรมดาเท่านั้นเอง แต่ถ้าเป็น กรณีจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ร่างมาตรา ๒๔ ก็จะไม่คุ้มครองครับ ขอบพระคุณครับ
คุณบุญเลิศ ครุฑขุนทด ขอรวบรัดด้วยนะครับ
ขอบคุณท่านประธาน ผม บุญเลิศ ครุฑขุนทด พรรคเพื่อไทย จังหวัดนครราชสีมา เมื่อกี้ท่านกรรมาธิการยังไม่ ตอบคําถามผมสําหรับในกรณีเกี่ยวกับการชดเชยค่าเสียหายของผู้รับจ้างในกรณีที่เขา ต้องขาดรายได้ในระหว่างที่รักษาพยาบาลและการฟื้นฟูสมรรถภาพ ท่านอย่ามาบอกนะ ว่ามันอยู่ในส่วนของค่าฟื้นฟู มันคนละเรื่องกัน ค่าฟื้นฟูกับค่าใช้จ่ายที่จะให้เขากลับมี ความสามารถเหมือนเดิม แต่ในระหว่างนั้นเขาต้องขาดรายได้ เขาต้องเลี้ยงดูครอบครัว ท่านจะเติมไปไหมว่าในระหว่างขาดรายได้เดือนสองเดือนที่ครอบครัวไม่มีรายรับในการ ที่มาจ่ายในครอบครัวจะเติมไหมว่า เป็นค่าขาดรายได้ในระหว่างการรักษาพยาบาลและ การฟื้นฟู ขอบคุณครับ
เชิญกรรมาธิการอภิมุข
กราบเรียนท่านประธาน กระผม อภิมุข สุขประสิทธิ์ กรรมาธิการ ขออนุญาตกราบเรียนในประเด็นนี้ว่าอย่างที่ผมได้กราบเรียนแล้วว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ประสงค์ที่จะคุ้มครองผู้รับงานไปทําที่บ้านให้ได้รับการคุ้มครอง มากกว่าที่ได้รับการคุ้มครองอยู่ในปัจจุบัน ในขณะเดียวกันก็จะไม่ก่อให้เกิดภาระ อันเกินควรกับผู้จ้างงาน เพราะฉะนั้นถ้าเรามาพิจารณาเรื่องของเงินชดเชย ในเรื่อง ของเงินทดแทนขาดรายได้ ถ้าเราจะดูระบบของการที่คุ้มครองการขาดรายได้ในเรื่อง ของประโยชน์ทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน จะเห็นได้ว่ามีลักษณะ ของนายจ้างต้องส่งเงินและลูกจ้างส่งสมทบบางส่วน และในขณะเดียวกัน มันก็จะต้องมีกองทุนเงินทดแทนซึ่งจะต้องรับภาระในเรื่องนี้ แต่อย่างที่เราทราบเรื่องของ การรับงานไปทําที่บ้านส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะของผู้ประกอบการรายย่อยที่มาเป็นผู้รับ งานไปทําที่บ้าน และในขณะเดียวกันผู้จ้างงานก็ไม่มีความเข้มแข็งพอที่จะรับภาระในเรื่อง ของค่าใช้จ่ายในเรื่องของการทดแทนขาดรายได้อันเกินควร เพราะฉะนั้นในร่าง มาตรา ๒๔ จริง ๆ แล้วร่างมาตรา ๒๔ ก็ล้อมาจากพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ในเรื่องของการคุ้มครองว่าเราควรจะคุ้มครองเพียงใด ซึ่งเดิมอย่างที่ผมได้กราบเรียนแล้ว ว่าเราคุ้มครองในเรื่องค่ารักษาพยาบาลกับค่าทําศพ แล้วก็ทางกรรมาธิการท่านก็เห็นว่า มันมีเรื่องของค่าฟื้นฟูสมรรถภาพกับเรื่องทุพพลภาพ แล้วก็เรามาเพิ่มเรื่องอุบัติเหตุ ทีนี้ถ้าเรามาคิดว่าในลักษณะความเป็นธรรมในสังคมถ้าเรามองว่าในส่วนของผู้จ้างงานก็ตาม หรือผู้รับงานไปทําที่บ้านก็ตาม อะไรคือจุดที่เป็นกลางเพราะฉะนั้นกรรมาธิการได้มอง ในส่วนนี้ครับ และได้ชั่งนํ้าหนักแล้วว่าการกําหนดให้ผู้จ้างงานต้องรับผิดชอบ ในอุบัติเหตุ ที่เกิดขึ้นในค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้น หรือค่าทําศพที่เกิดขึ้นกรณีที่บัญญัติไว้ ในมาตรา ๒๔ ก็เป็นลักษณะที่เหมาะสมและพอสมควรแล้วครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญกรรมาธิการนคร มาฉิม ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการ ต้องขอถือโอกาสนี้ขอบพระคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ได้ ให้ข้อสังเกต ประเด็นคําตอบท่านกรรมาธิการท่านอภิมุขได้ชี้แจงไปเกือบจะครบถ้วน สมบูรณ์ ผมขออนุญาตเรียนตอบเฉพาะท่านเรวัตนะครับที่ท่านได้กรุณาเป็นห่วง ในวรรคสองว่าควรที่จะตัดออก ผมว่าประเด็นนี้กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ แล้วก็ คณะที่ปรึกษาของคณะกรรมาธิการเห็นว่าควรที่จะคงตามร่างเดิมไว้ เพิ่มเฉพาะในส่วน ของทุพพลภาพเข้ามา เหตุผลก็เพราะว่าในส่วนของผู้จ้างงานกับผู้รับงานไปทําที่บ้าน ควรที่จะมีส่วนในการรับผิดชอบเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะในส่วนของลูกจ้างแล้วถ้าเกิดว่า คนใดรับงานไปแล้วไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามวิญํูชนที่ควรจะใช้ แต่การกระทํา มีความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงก็จะก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นมา ซึ่งในส่วนนี้ ก็จะเป็นข้อยกเว้นไว้เพื่อความเป็นธรรมด้วย ขอบพระคุณครับ
เอาคนที่ยังไม่ได้อภิปรายบ้างนะครับ คุณทองดี มนิสสาร ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ทองดี มนิสสาร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ท่านประธานที่เคารพ มาตรา ๒๔ ข้อความในวรรคสองตามที่หลายท่านติดใจนั้นผมคนหนึ่งที่เห็นแล้วไม่ค่อย สบายใจและติดใจ ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่กรณีที่การประสบอันตราย เจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือถึงแก่ความตายเกิดจากความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของ ผู้รับงานไปทําที่บ้านเอง ท่านประธานที่เคารพครับ คําว่า ประมาท เราเอาสิ่งไหน ไปวัดไว้ว่าคําว่า ประมาทหรืออาจจะพลาดในส่วนที่การทํางานอยู่ เพราะฉะนั้นวรรคสอง น่าจะตัดออกทั้งหมดตามที่ทางท่านกรรมาธิการชี้แจงแล้วเรายังติดใจอยู่ เพราะฉะนั้น ตรงนี้เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาในที่ประชุมมากนักก็ขอให้ตัดข้อความ จงใจนี่ ไม่เป็นไร แต่ถ้า ประมาท อยากให้ตัดตรงนี้ออกนะครับ ขอบคุณมาก สวัสดีครับ
คุณเรวัตครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายเรวัต สิรินุกุล ส.ส. แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทยครับ เมื่อกี้ผมฟังท่านกรรมาธิการ ผู้ชี้แจง ขอโทษไม่ใช่ท่านนคร มาฉิม ขออภัยไม่ได้จําชื่อท่านนะครับ
อภิมุขครับ
อภิมุขหรือ ท่านบอกว่าคนออกไป ข้างนอกแล้วก็เมามาแล้วก็มาใช้จักรเย็บผ้าต่อ แล้วท่านตอบแค่นี้หรือ นี่ประมาทเลินเล่อ หรือ ตรงนี้ประมาทเลินเล่อหรือครับ มันไม่ใช่นะ เขาต้องการจะหารายได้เพิ่มเติม เพราะ เขายากจนต้องหาเงินเพิ่มเติม แล้วอย่างนี้ประมาทเลินเล่อผมว่ามันไม่ใช่ครับ กินเหล้าเมา แล้วก็มาทําอย่างนี้แค่นี้เป็นประมาทเลินเล่อไม่ใช่ ท่านต้องหาคําตอบที่มันงาม ๆ หน่อย ให้รู้ว่า ประมาทเลินเล่อจริง ๆ อย่างเป็นต้นว่าเย็บผ้าประมาทเลินเล่ออย่างไร ผมก็ยังยกตัวอย่าง ไม่ออกนะ เอาเข็มมาแทงตัวเองอย่างนั้นหรืออย่างไร หรือว่าทําแล้วอย่างไรผมยังมอง ไม่ออก แล้วคนจะทําอย่างนั้นคงเป็นไปไม่ได้ เอามือสอดเข้าไปที่เย็บผ้า ให้จักรเย็บ มันเป็นไปได้หรือ มันเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่เมาแล้วก็ไปเย็บผ้าแล้วก็ตายอย่างนี้มันไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานฟังขึ้นไหมล่ะ มันฟังไม่ขึ้นเลยกรรมาธิการ แต่ท่านนคร มาฉิม ก็พูดลอย ๆ ไม่ได้ยกตัวอย่างอะไรให้เห็น มันต้องเอาออกนะครับ ต้องเห็นใจเขาสิ เขารับจ้างทํางาน ไม่มีความเมตตาธรรมที่จะเอื้ออารีให้กับคนที่ไปทํางานเลย มันไม่ได้ครับ อย่างนี้ ผมไม่เห็นด้วยเลยครับ ผมยังติดใจอยู่ จะมาบอกว่าผ่านไม่ได้นะครับ
คุณบุญเลิศครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ บุญเลิศ ครุฑขุนทด จังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย เมื่อกี้นี้ท่านกรรมาธิการได้ตอบมา เพื่อต้องการร่างกฎหมายมาตรานี้เพื่อให้เกิดความเป็นกลางทั้งผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้าง แต่ถ้ามาดูในบรรทัดต่อไปจะเห็นได้ว่าเหตุที่เกิดประสบภัยเกิดจากการใช้วัตถุดิบหรือ อุปกรณ์ หรือสิ่งอื่นใดที่ผู้จ้างจัดหาให้ ถ้ามันเกิดขึ้นจากผู้จ้างจัดให้แสดงว่าผู้ว่าจ้างเอง นั้นเลินเล่อแล้วครับ หาอุปกรณ์หรือวัสดุที่มันไม่มีคุณภาพหรือมีพิษภัยให้กับผู้รับจ้างแล้ว หรือรู้อยู่แล้วว่าผู้รับจ้างไม่มีอุปกรณ์หรือวัตถุที่จะสามารถทํางานได้อย่างปลอดภัยก็ไม่จัด ให้ ความประมาทก็อยู่ที่ผู้ว่าจ้างอีกแล้วครับ เพราะฉะนั้นในกรณีความเสียหายหรือ ภยันตรายที่เกิดกับผู้รับจ้างอย่างนี้แล้วนี่ แล้วเขาไม่สามารถประกอบกิจปกติได้แล้ว ท่านบอกว่าไม่ดูแลและไม่รับผิดชอบอย่างนั้นหรือครับ ผมยังติดใจนะว่าต้องดูแลเขา เพราะว่าเขาเกิดเหตุภยันตรายและประสบภัยเพราะการที่ผู้ว่าจ้างจัดหาอุปกรณ์วัสดุ ที่ไม่มีคุณภาพหรือเป็นสิ่งที่ทําให้ผู้รับจ้างนําไปใช้นั้นเกิดภยันตราย หรือท่านรู้อยู่แล้วว่า ท่านจ้างเขาไปให้ทําของสักอย่างหนึ่ง ท่านควรจะจัดหาอุปกรณ์หรือวัสดุเพื่อที่จะไม่ให้มี อันตรายเกิดขึ้นก็ไม่จัดให้ ก็แสดงว่าเหตุที่เขารับภยันตรายนั้นเกิดจากการไม่ระมัดระวัง หรือการประมาทเลินเล่อของผู้ว่าจ้างเอง เพราะฉะนั้นเมื่อเขาต้องบาดเจ็บ ต้องไป รักษาพยาบาล ต้องไปฟื้นฟูสมรรถภาพต่าง ๆ ในระหว่างนั้นครอบครัวไม่มีรายรับที่จะมา ดูแลครอบครัวนี่จะไม่ดูแลเลยหรือครับ ขอบคุณครับ
มีกรรมาธิการท่านไหนจะชี้แจงเพิ่มเติมไหมครับ มีสมาชิกท่านใดยังติดใจไหมครับ ขอเชิญท่านเลขาธิการดําเนินการต่อครับ คุณเรวัตยังติดใจหรือครับ เชิญคุณเรวัตครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เรวัต สิรินุกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ท่านประธานไม่ติดใจ ผมติดใจ
ผมได้ถามว่ามีสมาชิกท่านใดติดใจหรือเปล่านะครับ
ผมบอกไปแล้วอย่างไร ผมบอกไปแล้ว ตั้ง ๒ ครั้งว่าผมติดใจอย่าไปผ่าน เพื่อบันทึกเอาไว้ว่าความเห็นของผมตรงนี้ไม่เห็นด้วยกับ คณะกรรมาธิการ
ก็ขอให้เลขาธิการบันทึกตามที่คุณเรวัตเสนอไว้นะครับ แต่ไม่ต้องการจะลงมติ ใช่ไหมครับ
ลงมติครับท่านประธานครับ ลงมติสิครับ เพื่อให้รู้ว่ามาตรานี้เป็นมาตราสําคัญเพื่อที่จะให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ ข้างนอกได้รู้ว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้จริง ๆ แล้วไม่ได้เอาใจใส่เท่าที่ควร เขาจะตาย อยู่แล้ว ลําบากอยู่แล้วยังจะมาไม่ให้ ยังซํ้าเติมเขาไปอีก ไม่ดูแลเขาเลยอย่างนี้เป็นต้น ลงมติครับท่านประธานครับ
กรรมาธิการไม่แก้ไขนะครับ เชิญกรรมาธิการนคร มาฉิม ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการ ด้วยความเคารพในความเห็นของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านเรวัตนะครับพวกเรา ในฐานะกรรมาธิการก็มีความหวังดี มีความปรารถนาดีอย่างสูงสุดต่อผู้รับงาน ไปทําที่บ้าน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากฎหมายฉบับนี้จะเอื้อประโยชน์แล้วก็เกิดประโยชน์ สูงสุดให้กับผู้รับงานไปทําที่บ้านที่ยังเป็นช่องว่างอยู่ จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย แล้วก็หน่วยงานของรัฐ องค์กรของรัฐ และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจะเข้าไปดูแล ตามเจตนารมณ์ที่ท่านผู้ทรงเกียรติหลายท่านได้อภิปรายไป แต่เนื่องจากว่าในวรรคสองของมาตรา ๒๔ ข้อความเต็มก็คือ ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้ บังคับแก่กรณีที่การประสบอันตราย เจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือถึงแก่ความตายเกิดจาก ความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้รับงานไปทําที่บ้านเอง คําว่า จงใจ หมายถึงว่า เจตนาที่จะทํา ซึ่งทุกท่านทราบแล้วก็เข้าใจดีกันอยู่แล้ว ส่วนคําว่า ประมาท เลินเล่อ ไม่ใช่ว่าประมาทธรรมดา ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง อย่างเช่นเขาบอกว่า ให้ทําอันนี้มีเครื่องหมาย มีสัญลักษณ์ มีคําเตือนทุกอย่างชัดเจนอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ใช้ ความระมัดระวัง อย่างเช่นแทนที่จะใส่ใจกับงานในขณะที่ทําอยู่ อุปกรณ์ทุกอย่างได้รับ การสนับสนุนมาอย่างดีแล้วแต่ปรากฏว่าคนที่ทํางานอาจจะประมาทอย่างร้ายแรง อย่างเช่นคุยกับคนข้างหลังแล้วก็ไม่ใส่ใจแล้วก็มือไปทําอีกอันหนึ่งและหันหลังให้กับงาน ที่ทํา ถ้าในทํานองนี้อาจจะเข้าเกณฑ์ในการประมาทเลินเล่อ และจะต้องเข้าข่าย การประมาทที่ร้ายแรงด้วย คือวิญํูชนเขาอาจจะไม่พิจารณา วิญํูชนอาจจะบอกว่า การประมาทอันนี้ไม่ร้ายแรง การประมาทอันนี้เป็นการประมาทตามปกติ การประมาท ตามปกติก็ยังคุ้มครองอยู่ตามกฎหมายฉบับนี้ แต่ถ้าเกิดว่าประมาทอย่างร้ายแรงคือไม่ใส่ใจ อะไรเลย อันนั้นกฎหมายถ้าเกิดว่าจะให้เข้าไปคุ้มครองด้วย ความเป็นธรรมในฝ่ายของผู้จ้างงาน ก็อาจจะสูญหายไป เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ก็ยังคงยืนตามความเห็น นี้นะครับ ขอบพระคุณครับ
คณะกรรมาธิการชี้แจงแล้วคุณเรวัตยังติดใจอยู่ไหมครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายเรวัต สิรินุกุล ส.ส. แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ฟังครั้งที่ ๒ ท่านนคร มาฉิม ก็พอเข้าใจท่านใช้ได้อยู่
สรุปแล้วไม่ติดใจใช่ไหมครับ
เดี๋ยวสิผมยังพูดไม่จบเลย ท่านประธานใจเย็น ๆ คืออย่างนี้ครับท่านประธาน ผมอยากจะให้มีการบันทึกไว้ บันทึกได้ ใช่ไหมท่านเลขาธิการบันทึกเลยว่า ความเห็นของกระผม เมื่อกี้ท่านทองดีอีกท่านหนึ่ง ความเห็นเช่นเดียวกันบันทึกไว้ว่าในสภาแห่งนี้มี ส.ส. ๒ ท่านเห็นด้วยว่าข้อความ ในวรรคสองมันทําให้บั่นทอนความรู้สึก บั่นทอนจิตใจของผู้รับงานไปทําที่บ้าน ไม่ให้เกิด ความเป็นธรรมหรือไม่เอื้ออารีต่อเขาทั้งหลาย ให้บันทึกไว้ด้วย เพราะว่าไปใส่ข้อความ อย่างนี้ครับ เดี๋ยวผมต้องอ่านให้ท่านฟังอีกทีนะครับท่านประธาน จะบันทึกอย่างไร ก็แล้วแต่ แต่ผมไม่เห็นด้วยว่าจะต้องมีข้อความตรงนี้ ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่ กรณีที่การประสบอันตราย เจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือถึงแก่ความตายเกิดจากความจงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้รับงานไปทําที่บ้านเอง จะใส่อย่างไรครับ จะเขียนอย่างไรครับท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ เขียนให้ด้วยก็แล้วกัน ตกลงจะเขียนให้ด้วยใช่ไหม
ต้องเรียนคุณเรวัตอย่างนี้ครับ รายงานการประชุมก็จะปรากฏบันทึกไว้ว่ามีสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรอย่างน้อย ๒ ท่านไม่เห็นด้วยกับข้อความนี้ แต่ก็ไม่ติดใจที่จะต้อง ลงมติ
ได้ครับ แต่ว่าต้องใส่ให้ผมด้วยนะครับ
บันทึกการประชุมต้องมีอยู่แล้วนะครับ เพราะว่าต้องรายงานไปตามความเป็นจริง ก็ขอทางท่านเลขาธิการช่วยตรวจดูแลด้วยนะครับ ตกลงไม่ติดใจจะได้ผ่านเลยนะครับ ขอเชิญท่านเลขาธิการดําเนินการต่อครับ
หมวด ๕ คณะกรรมการการรับงานไปทําที่บ้าน ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๒๕ มีการแก้ไข
อาจารย์ผ่องศรี ธาราภูมิ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันขออนุญาตให้ความเห็นในส่วนมาตรา ๒๕ สั้น ๆ เนื่องจากตรงนี้เป็นเรื่องของ คณะกรรมการการรับงานไปทําที่บ้าน ที่คณะกรรมาธิการได้มีการปรับให้มีความชัดเจน ขึ้นถึงองค์ประกอบ ซึ่งส่วนนี้ก็เป็ นเรื่องที่ดีที่คณะกรรมาธิการได้จัดทํามา แล้วก็ได้คํานึงถึงการมีส่วนร่วมของหญิงและชายด้วย แล้วก็ให้เห็นว่ามีตัวแทนของ สัดส่วนชัดเจน แต่สิ่งที่เป็นข้อสังเกตที่อยากจะฝากไว้มี ๒ เรื่อง
เรื่องที่ ๑ ก็คือจะเห็นได้ว่าองค์ประกอบของคณะกรรมการการรับงาน ไปทําที่บ้าน ในองค์ประกอบเดิมนี้ก็จะมีอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงานกับเลขาธิการ สํานักงานประกันสังคม แต่ว่าในโครงสร้างใหม่ที่ท่านคณะกรรมาธิการได้ทําไว้ ๒ หน่วยงานนี้ก็จะหายไป โดยมีผู้แทนของกระทรวงสาธารณสุขที่ยังคงอยู่ อธิบดีกรมการ จัดหางาน ผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรม และส่วนที่เพิ่มขึ้นมาก็คือผู้แทนกรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่น ดิฉันก็เข้าใจเจตนาของคณะกรรมาธิการว่าเนื่องจากคนที่รับงาน ไปทําที่บ้านส่วนใหญ่ก็จะต้องทําอยู่ในพื้นที่ ในหมู่บ้าน ถ้าหากว่ากรมส่งเสริมการ ปกครองท้องถิ่นได้มีโอกาสมาดูแลก็จะทําให้มีความปลอดภัยขึ้น แต่สิ่งที่เป็นห่วงก็คือ ที่หายไปทั้ง ๒ หน่วยงานก็คือ กรมพัฒนาฝี มือแรงงานกับเลขาธิการสํานักงาน ประกันสังคม เพราะว่าพอไปดูในบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการการรับงานไปทําที่บ้าน ที่อยู่ในมาตรา ๒๘ ก็จะเขียนไว้ว่า คณะกรรมการชุดนี้มีบทบาทในเรื่องของการคุ้มครอง ส่งเสริม แล้วก็ท่านเพิ่มด้วยว่ามาตรการพัฒนาฝีมือแรงงาน แล้วก็มาตรการในการ ป้ องกันประสบอันตราย เจ็บป่วย เพราะฉะนั้นก็จะต้องเกี่ยวข้องกับกรมพัฒนาฝีมือ แรงงาน แล้วก็สํานักงานประกันสังคมที่จะต้องมาดูแลชดเชยเรื่องการบาดเจ็บต่าง ๆ ก็ขอเป็นข้อสังเกตไว้แล้วกันนะคะ
อีกเรื่องหนึ่งก็คือในมาตรา ๒๕ (๖) ก็จะมีเรื่องของกรรมการที่มาจาก ตัวแทนขององค์กรผู้รับงานไปทําที่บ้าน ดิฉันก็เลยอยากจะขอเรียนถามไม่ทราบว่าองค์กร ผู้รับงานไปทําที่บ้านขณะนี้เราได้มีทะเบียนหรือว่าทําเนียบอยู่หรือยัง เพราะว่าจะต้องไป เลือกกันเองให้มี ๓ คน ที่เป็นตัวแทนของผู้รับงาน แล้วก็ตรงนี้คํานิยามก็ไม่ได้มีบัญญัติไว้ ในเรื่องขององค์กรผู้รับงานไปทําที่บ้าน ก็ขออนุญาตให้ข้อสังเกตไว้ แล้วก็ขอขอบคุณ คณะกรรมาธิการด้วยที่ตั้งใจทํากฎหมายฉบับนี้เพื่อคุ้มครองผู้รับงานไปทําที่บ้าน อย่างแท้จริงนะคะ เพราะว่าดิฉันเองอยู่ในพื้นที่ก็มีทั้งอาชีพที่ทําพลอยที่อยู่ที่บ้าน แล้วก็ ทําทองอะไรก็แล้วแต่ เหล่านี้ต้องอาศัยกรมพัฒนาฝีมือแรงงานมาช่วยต่อยอดด้วย ก็ฝากเป็นข้อสังเกตค่ะ
ดอกเตอร์ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ในหมวดนี้ซึ่งเป็นหมวด ๕ แล้วก็ได้แก้ไขเป็นอย่างมากนะครับ โดยปกติประธานดังกล่าว ก็จะเป็นปลัดกระทรวง แต่ปรากฏในขณะนี้แก้ไขเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ผมต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับว่า จริง ๆ แล้วรัฐมนตรีก็ไม่ว่างอยู่แล้วครับ แล้วก็งานเยอะ เป็นประธานเยอะแยะไปหมดแล้ว ผมไม่แน่ใจว่าจริง ๆ แล้วรัฐมนตรี จะสามารถดําเนินการได้ไหม มีเวลาดําเนินการได้หรือไม่ อย่างไร แล้วข้อสําคัญก็คือว่า ในส่วนงานดังกล่าวนี้ความจริงแล้วท่านรัฐมนตรีก็สามารถที่จะให้นโยบาย ท่านปลัดกระทรวงไปได้อยู่แล้ว การทํางานก็มีบุคลากรที่จะดําเนินการได้ตามนโยบาย อยู่แล้ว แต่ก็ปรากฏว่ารัฐมนตรีจะเป็นประธานเสียเอง สิ่งเหล่านี้ผมไม่แน่ใจว่าจริง ๆ แล้ว วัตถุประสงค์ของการทํางานนี้เราต้องการให้รัฐมนตรีมาดําเนินการในทุกเรื่องไหม ผมสังเกตดูแล้วกฎหมายหลายฉบับในขณะนี้รัฐมนตรีมาเป็นประธานเสียหมด สิ่งเหล่านี้ ก็ทําให้ห่วงใยว่าแล้วรัฐมนตรีจะมีเวลาได้อย่างไร แล้วพระราชบัญญัติต่าง ๆ นี้มันมาก เหลือเกิน ในขณะนี้ก็ออกพระราชบัญญัติต่าง ๆ มาก องค์กรต่าง ๆ ก็จะมากขึ้น ๆ จะเห็น ได้จากอะไรครับท่านประธาน สภาของเรานี่ประชุมกันทุกวันพุธที่เป็นลักษณะของการ ประชุมกฎหมายครับท่านประธาน ไม่ว่าจะอยู่ในวาระการประชุมหรืออยู่ในช่วงของ การประชุมของนิติบัญญัติ เราก็ประชุมกันอย่างมากมาย การแก้กฎหมาย การร่างกฎหมาย การพิจารณากฎหมายประเทศไทยนี่ผมไม่แน่ใจว่าในอนาคตกฎหมาย มันจะท่วมหรือเปล่า เพราะเราสร้างอยู่ตลอดเวลา ปัญหาก็คือว่าพอมาเป็ นประธาน อย่างนี้อยากจะฟังคําชี้แจงว่า
ข้อที่ ๑ ที่อยากจะถาม ท่านทราบหรือไม่ว่าท่านรัฐมนตรีเป็นประธาน ทั้งหมดกี่คณะแล้ว ทราบหรือไม่ แล้วแต่ละคณะเขาต้องไปประชุมกันอย่างไรบ้าง มีหน่วยงานองค์กรไหนบ้าง อย่างไร หลายหน่วยงาน หลายองค์กร ก็ไม่ค่อยจะว่าง แล้วข้อสําคัญก็คือผมเองพยายามจะพูดอยู่เสมอว่าลักษณะของการที่ส่งคนมาเป็น ตัวแทนไม่ทํา ตัวแทนไม่ต้องการเลย คําว่า ตัวแทน ในที่นี้ผมไม่แน่ใจนะท่านรัฐมนตรี อย่างที่ท่านร่างมานี้ก็คือ ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนกรมส่งเสริมการปกครอง ส่วนท้องถิ่น ผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรม คําว่า ผู้แทนกระทรวง มันคือใคร ผมส่งคนขับรถมาได้ไหม ผมว่าได้นะ เพราะเขาก็เป็นเจ้าหน้าที่ เป็นพนักงานของรัฐ ได้ไหม ท่านกําหนดไว้หรือเปล่าว่าผู้แทนตรงนี้ต้องซีเท่าไร อย่างไร ท่านมีบอกไว้หรือเปล่า ผมบอกว่าทําได้นะในความเห็นผมถ้าผมตั้งเขา เพราะในเมื่อท่านตั้งบุคลากรคนอื่น ๆ ที่ เป็นกรรมการท่านก็สามารถตั้งได้ กรรมการที่เป็นนายจ้างเขาก็ไม่มีซีครับ ไม่แน่ใจมีอายุ ด้วยหรือเปล่าครับ กําหนดขั้นอายุไว้ด้วยหรือเปล่าว่าผู้แทนของนายจ้างมีอายุเท่าไร แล้วก็ขณะเดียวกันผู้แทนของผู้ที่รับงานไปทําที่บ้านเขาก็มี เพราะฉะนั้นท่านก็คงจะ บอกว่าผู้แทนกระทรวงท่านบอกว่าท่านได้เขียนไว้แล้วในตรงไหน อย่างไร ก็อยากจะฟัง คําชี้แจงจากท่าน แต่ขออนุญาตนะท่านประธานครับว่าในลักษณะของผู้แทนขอเลิกครับ เอาตัวจริงครับไม่มีเวลาทํางานก็ไม่ต้องทําปล่อยให้คนอื่นทํา ไม่อย่างนั้นมันก็ตัวแทนกัน อยู่นี่นะครับ ท้ายที่สุดไปทําแล้วปรากฏไม่รู้ ก็คือพูดง่าย ๆ สรุปก็คือว่าคนเข้ามาก็ไม่รู้เรื่อง ชี้แจงไม่ได้หรือไม่สามารถจะให้ข้อมูลใด ๆ ได้ ท้ายที่สุดก็จบ การตัดสินใจการทํางาน บ้านเราประเทศเราก็คือไร้ข้อมูล ท้ายที่สุดก็ทํากันไปแบบดํานํ้าไปอย่างนี้ ผมคิดว่า ต้องเปลี่ยนแปลงครับ เพราะฉะนั้นก็ฝากท่านประธานผ่านไปยังประธานคณะกรรมาธิการ ว่าตรงนี้ขอระบุได้ไหม อธิบดีหรือปลัดกระทรวง หรืออะไรท่านก็ระบุให้มันแน่ชัดเลยครับ คําว่า ตัวแทน ขออนุญาตไม่เอา แล้วอีกอย่างหนึ่งถ้ารัฐมนตรีเป็นประธานก็ขออนุญาตว่า ผมคิดว่าน่าจะเปลี่ยนแปลงนะ เพราะว่ารัฐมนตรีงานเยอะอยู่แล้ว ขอบคุณครับ
คุณทองดี มนิสสาร ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ทองดี มนิสสาร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ท่านประธาน ที่เคารพครับ
มาตรา ๒๕ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการ การรับงานไปทําที่บ้าน” ประกอบด้วย ๑. กระทรวงแรงงาน ๒. กระทรวงสาธารณสุข ๓. กระทรวงอุตสาหกรรม ๔. กระทรวงมหาดไทยคือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
สําคัญคือว่ากรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นคือเขาดูแลส่วนท้องถิ่น ไม่มีอํานาจในการปกปักดูแลส่วนภูมิภาค เพราะฉะนั้นตรงนี้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยเป็นหลัก เพราะด้านความมั่นคง ตรงนี้อย่าลืมนะครับว่าเดี๋ยวนี้ แรงงานต่างด้าว การหลบหนีเข้าเมือง แรงงานไทยเราจะเดินทางไปต่างประเทศต้องมี พาสปอร์ต (Passport) ต้องมีวีซ่า (Visa) ในการเดินทาง ต้องมี ทต.๒ แรงงานต่างด้าว เข้ามาแล้วเดี๋ยวนี้เมืองไทยเราไม่มีใครกล้าปฏิเสธนะครับว่าทุกจังหวัดมีแรงงานต่างด้าว เพราะฉะนั้นตรงนี้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอําเภอ หรือกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน มีส่วนมากที่สุดในชุมชนนั้น เพราะฉะนั้นกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย คือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นนั้นไม่มีอํานาจรับรองบุคคล ไม่มีอํานาจในการตรวจสอบบุคคลนะครับ ไม่มีอํานาจในการตรวจสอบบุคคล เพราะฉะนั้นต้องดูให้คลุมนะครับ เพราะฉะนั้น การดูแลคณะกรรมการตรงนี้เพื่อจะให้มีความมั่นคงของประเทศชาติเป็ นหลัก เพราะฉะนั้นแล้วฝากด้วยครับว่า อะไรที่จะเพิ่มได้ อะไรที่จะดูว่าจะให้ควบคุมได้ ให้คณะกรรมการมีอํานาจในการดูแลตรงนี้ชัดเจนแล้ว ฝากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยด้วยครับ ขอบคุณมากครับ
ขอเชิญกรรมาธิการชี้แจงสักนิดครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม อาทิตย์ อิสโม กรรมาธิการครับ สําหรับในหมวด ๕ มาตรา ๒๕ ที่ทาง คณะกรรมาธิการได้มีการปรับเปลี่ยนคณะกรรมการจากร่างเดิมของรัฐบาล ก็ด้วย เหตุผลว่า คณะกรรมการชุดนี้ได้ปรับเรื่องอํานาจหน้าที่ที่กว้างขึ้น แล้วก็กําหนดในเชิง นโยบายด้วย แล้วก็กําหนดในเรื่องของการกําหนดค่าตอบแทน อย่างที่อภิปรายไปแล้ว ในมาตรา ๑๖ ถือว่าเป็นเรื่องสําคัญ เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการก็เห็นว่าอยากจะให้ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมาเป็นประธาน ก็เลยเป็นที่มาของการเปลี่ยนแปลง มาตรา ๒๕ จากเดิมที่ ปลัดกระทรวงแรงงานเป็นประธาน ก็มาเป็น รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงแรงงานเป็นประธาน
นอกจากนั้นมีข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการหลายท่านที่เสนอแนะว่า ทําไมไม่มีอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และเลขาธิการสํานักงานประกันสังคม ความจริง ในร่างเดิมก็มี แต่ด้วยเหตุผลที่ว่าในคณะกรรมการชุดนี้มีปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นรองประธาน ซึ่งในเชิงนโยบายของกระทรวงแรงงาน ท่านปลัดกระทรวงแรงงาน ก็จะช่วยประสานสําหรับ ๒ กรมอย่างที่ว่า ที่ตัดออกไปเพราะเห็นว่าพอมีจํานวนมาก ก็จะเป็นภาระ สัดส่วนของกระทรวงแรงงานก็ลดไป ๒ กรมครับ แต่อย่างไรก็แล้วแต่ ๒ กรมนั้นก็ยังมีบทบาทหน้าที่ในการส่งเสริมและในการที่จะดูแลผู้รับงานไปทําที่บ้าน ในฐานะที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นประธาน และปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นรองประธาน
สําหรับคําถามที่ว่า กรรมการผู้แทนองค์กรลูกจ้างซึ่งเลือกตั้งกันเอง จํานวน ๓ คน นั้น ณ วันนี้เรามีกลุ่มผู้รับงานไปทําที่บ้านที่จดทะเบียนไว้กับ กรมการจัดหางาน ณ วันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๕๒ เรามีอยู่ ๓๑๓ กลุ่ม ๑๐,๘๔๘ คน ซึ่งทั้ง ๓๑๓ กลุ่มนี่ก็จะจัดให้มีการเลือกตั้งตามระเบียบที่กระทรวงแรงงานจะได้กําหนด ต่อไป ซึ่งเป็นผู้แทนมาจํานวน ๓ คน ส่วนกรรมการผู้แทนผู้จ้างงานซึ่งเลือกกันเอง จํานวน ๓ คน ก็จะมีระเบียบในการเลือกกันเองสําหรับผู้จ้างงานซึ่งอยู่ในสถานประกอบ กิจการทั้งหลาย เรามีทําเนียบผู้ประกอบกิจการอยู่แล้วครับ
อีกส่วนหนึ่งที่ท่านกรรมาธิการได้เสนอแนะให้การกําหนดว่าผู้แทนควรจะ เป็นผู้แทนของกรมหรือผู้แทนของกระทรวงควรจะกําหนดให้ชัดเจนลงไปได้หรือไม่ กระผมขอกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่า ในเชิงบริหารของราชการนี่ผู้แทนกระทรวงก็คือ ผู้แทนที่รัฐมนตรีหรือปลัดกระทรวงได้แต่งตั้งมาตามที่ฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการ ชุดนี้ได้เสนอไป เพราะฉะนั้นผู้ที่รับมอบอํานาจจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานหรือ ปลัดกระทรวงแรงงานตามที่กระทรวงนั้น ๆ มอบหมาย ก็น่าจะเป็นบุคคลที่ทําหน้าที่แทน กระทรวงนั้น ๆ ได้ เพราะฉะนั้นจะมอบหมายผู้ใดทางท่านปลัดกระทรวงของกระทรวง นั้น ๆ ก็คงจะพิจารณาคนที่สอดคล้องตามสายงานและมีวุฒิภาวะที่จะมาร่วมกับ คณะกรรมการชุดนี้ได้ ก็เลยเขียนไว้กว้าง ๆ เพื่อเป็นความคล่องตัวในการบริหารครับ
คุณทวีวัฒน์ ฤทธิ์ฤาชัย ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ทวีวัฒน์ ฤทธิ์ฤาชัย จังหวัดสกลนคร พรรคภูมิใจไทย จริง ๆ แล้วผมก็คิดว่า ไม่อยากจะติดใจในคณะกรรมการเท่าไรนักนะครับ แต่เมื่อมาดูแล้วว่าคณะกรรมการ การรับงานไปทําที่บ้าน แต่ดูรายชื่อคณะกรรมการตั้งแต่รัฐมนตรีลงมา ถ้าจะพูดตาม สํานวนชาวบ้านก็บอก เหมือนกับกรรมการนั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง ต้องขออภัยที่ใช้คํานี้ครับ ไม่มีท้องถิ่นเลยทั้ง ๆ ที่เป็นการทํางานกับชาวบ้านนะครับ ผมก็เลยติดใจว่า เอ๊ะ ทําไม ไม่มีผู้ว่าราชการจังหวัด ทําไมไม่มีกรมพัฒนาชุมชน พัฒนากรและพัฒนาชุมชนนี่ เขาอยู่กับชาวบ้าน เห็นปัญหา เข้าใจปัญหาของชาวบ้านตลอดเวลานะครับ เพราะฉะนั้น ผมว่าอยากจะขอให้คณะกรรมาธิการได้ปรับปรุงคณะกรรมการการรับงานไปทําที่บ้าน ให้มันเป็นท้องถิ่นหน่อยนะครับ ให้มันสมจริงสมจัง ขอบคุณครับ
คณะกรรมาธิการยังยืนยันตามเดิมนะครับ มีสมาชิกท่านใดติดใจไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
เชิญท่านเลขาธิการดําเนินการต่อครับ
มาตรา ๒๖ มีการแก้ไข
ดอกเตอร์ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง ครับ
ขออนุญาตท่านประธาน ที่เคารพครับ คือขออนุญาตครับ ในมาตรา ๒๖ นี่ถ้าจะดูก็คือการเพิ่มเติมวาระเข้ามา การดํารงตําแหน่งก็คือการดํารงตําแหน่งให้อยู่คราวละสองปี แล้วก็เพิ่มเติมว่า และอาจได้รับแต่งตั้งหรือเลือกตั้งใหม่อีกได้ แต่ทั้งนี้จะเกินสองวาระติดต่อกันไม่ได้ คือพูดง่าย ๆ ว่าจะเป็นติดต่อกันเกิน ๔ ปีไม่ได้ ๒ คราว คราวละ ๒ ปี แล้วก็ต้องเว้นวรรค คําถามก็คือทําไมถึงออกกฎหมายอย่างนี้ ตรงนี้คณะกรรมการมีบทบาท มีอํานาจมาก ขนาดไหน อย่างไร หรือมันไม่ดีอย่างไร หรืออะไร เวลาแก้ไขกฎหมายท้องถิ่น กฎหมาย อะไรก็ตามแต่เถอะ เดิมนี่มีวาระการกําหนด แล้วท่านก็บอกไม่เอาวาระ แล้วทีครั้งนี้ ท่านก็บอกไม่มีวาระ ท่านก็กําหนดเอาวาระ เอาอย่างไรแน่บ้านเรา เราจะเอาอย่างไร คือแล้วแต่ใจ แล้วแต่ชอบ ไม่มีรูปแบบ ไร้ร่องรอย ไร้รูปแบบ เราบริหารประเทศกัน อย่างนั้นใช่ไหม คือประเทศเรานี่มันไม่มีหลักการ ไร้หลักการ ท้ายที่สุดก็คือเราไม่มี ทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งที่จะมาจับต้องได้เลย ไม่มีเลย เป็นเรื่อง ๆ แล้วแต่เรื่องนี้ฉันจะเอา อย่างไร ฉันจะมองโครงสร้างอย่างไร พอถึงวาระแล้วฉันรู้ว่าฉันควบคุมได้ฉันก็จะเข้าไป แก้ไขใหม่เพื่อควบคุม แต่เมื่อใดก็ตามแต่ฉันควบคุมไม่ได้ฉันก็แก้ใหม่ให้มันมี การเปลี่ยนแปลงอย่างนั้นใช่ไหม ท้ายที่สุดนี่มันไม่ได้ เราจะเอาอย่างไรก็เอาเสียให้มันเป็น รูปแบบเลยว่าบ้านเมืองเรามีวาระของการดํารงตําแหน่ง ไม่ว่านายกรัฐมนตรีก็ไม่เกิน ๒ วาระอย่างนี้เป็นต้น ประเทศไทยควรแก้นายกรัฐมนตรีอยู่ไม่เกิน ๒ วาระนี่ แล้วก็ ๒ วาระไม่ได้หมายความว่ามาเป็นได้อีก ต้องไม่ได้แล้ว ไม่ใช่ว่าเว้นวรรคแล้วมาเป็นได้อีก นี่ผมยกตัวอย่างให้ฟัง รัฐมนตรีก็เหมือนกัน รัฐมนตรีว่าการก็เหมือนกันเป็นได้ไม่เกิน ๒ คราว ๒ วาระ ๒ ครั้งเมื่อรับโปรดเกล้าฯ แล้ว แล้วเป็นอีกไม่ได้ ถ้าเป็นได้อยู่อย่างนี้ มันก็เป็นอยู่อย่างนี้ทะเลาะกันทั้งชาติ ทะเลาะกันตลอด เพราะตําแหน่งมันมีอยู่แค่นั้น และทุกคนก็อยากจะไปอยู่ตรงนั้น ทุกคนก็อยากแสดงบทบาท อยากแสดงพละกําลัง ในการที่จะบริหาร และท้ายที่สุดคลื่นลูกต่อไปไม่สามารถที่จะผลักดันคลื่นลูกเก่าได้ ลูกใหม่มันก็กระทบกับลูกเก่ามันก็เป็นอย่างนี้ครับบ้านเมือง มันต้องเปลี่ยนแปลง เราไม่ดําเนินการ เราไม่วางรูปแบบ ท้ายที่สุดเราคนรุ่นเกิดก่อนไม่วางรูปแบบไว้ให้คน รุ่นหลัง แล้วปล่อยให้ภาระนั้นมาอยู่คนรุ่นหลังเปลี่ยนแปลง มันจะเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร ในเมื่อคนรุ่นแรกไม่เปลี่ยนคนรุ่นต่อมาก็ต้องทํา แต่เมื่อคนรุ่นต่อมาไม่ทําต้องรอให้ คนรุ่นลูกมาทํา ลูกมันก็ไม่ทําอีกครับ ก็รอรุ่นหลาน มันบอกเดี๋ยวรอคนรุ่นหลานก็แล้วกัน ท้ายที่สุดไม่มีคนทํามันก็เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นอยากจะเรียนว่าท่านเอาทฤษฎีอะไร มาจับ เอารูปแบบใดมาจับถึงกําหนดวาระเป็น ๒ คราว ด้วยเหตุผลทําไมถึงต้องมีวาระ ถ้าไม่มีวาระท่านคิดโดยยึดหลักอะไรถึงเปลี่ยนของเขามา การดํารงตําแหน่งที่มันไม่มี รูปแบบวาระเอาไว้นั้นมันเกิดอะไรขึ้นท่านถึงเปลี่ยนแปลงมาเช่นนี้ ท่านลองชี้แจงต่อสภา แห่งนี้ว่าเพราะอะไร พี่น้องประชาชนได้รับรู้รับทราบว่าท่านยึดหลักใดเข้ามาดําเนินการ
เชิญกรรมาธิการครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม อาทิตย์ อิสโม กรรมาธิการ ขออนุญาตตอบคําถามของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ทรงเกียรติที่ได้ให้ข้อสังเกตว่าทําไมคณะกรรมาธิการชุดนี้ได้มีกําหนดวาระใน มาตรา ๒๖ ซึ่งกําหนดว่า คณะกรรมการตามมาตรา ๒๕ (๔) (๕) และ (๖)
(๔) หมายถึงกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากบุคคลที่มี ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการรับงานไปทําที่บ้านจํานวนไม่เกินสามคน
(๕) กรรมการผู้แทนผู้จ้างงานซึ่งเลือกกันเองจํานวนสามคน และ
(๖) กรรมการผู้แทนองค์กรผู้รับงานไปทําที่บ้านซึ่งเลือกกันเอง จํานวนสามคน
ทั้ง ๓ คณะกรรมการ ทั้ง ๓ วงเล็บนี้ เป็นคณะกรรมการซึ่งกรรมาธิการเห็นว่า การเลือกตั้งของผู้แทนผู้จ้างงานก็ดีหรือผู้แทนองค์กรผู้รับงานไปทําที่บ้านก็ดี ลักษณะ การเลือกตั้งบุคคลที่มีจํานวนสมาชิกมากก็อาจจะได้เปรียบในการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้น ก็เห็นว่าการที่จะให้หมุนเวียนสับเปลี่ยนมาเป็นกรรมการเพื่อได้แสดงความคิดเห็น ในแนวทางที่กว้างยิ่งขึ้น คล้าย ๆ กับเปิดโอกาสให้องค์กรที่อยู่ต่างจังหวัดหรือองค์กรที่มี จํานวนสมาชิกน้อยได้มีโอกาสบ้าง ก็เลยเป็นที่มาของกําหนดวาระขึ้นมา สําหรับ กรรมการโดยตําแหน่งนั้นก็ถือว่าเปลี่ยนแปลงบุคคลอยู่แล้วเพราะว่าเป็ น โดยตําแหน่ง เพราะฉะนั้นก็เลยไม่ได้กําหนดวาระของผู้ดํารงตําแหน่ง แต่กรรมการที่ เฉพาะตัวตาม (๔) (๕) (๖) ในประเทศไทยของเรามีผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน เพราะฉะนั้น เกิดว่าเราตั้งไว้แล้วไม่มีวาระและอยู่ไปเรื่อย ๆ โอกาสที่เราได้ท่านอื่นมาแสดง ความคิดเห็นบ้างก็น้อย เพราะฉะนั้นกรรมาธิการก็เห็นว่ากรรมการทั้ง ๓ กลุ่มดังกล่าว ควรจะมีวาระไม่เกิน ๒ วาระติดต่อกันครับ
ไม่มีท่านใดติดใจนะครับ เชิญท่านเลขาธิการต่อครับ
มาตรา ๒๗ มีการแก้ไข มาตรา ๒๘ มีการแก้ไข มาตรา ๒๙ มีการแก้ไข มาตรา ๓๐ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๓๑ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการ ขอสงวนความเห็น
กรรมาธิการจิรายุ ห่วงทรัพย์ ครับ
ผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ กรรมาธิการ มาตรา ๓๑ นี้ก็เป็นความกังวลเนื่องจากที่ผ่านมานั้นก็พบเห็นเรื่องของการเข้าไป ตรวจงานหรือว่าเข้าไปค้นบ้าน ก่อนที่กฎหมายอาญาจะมีขึ้น ถ้าเกิดท่านสมาชิก พอจะติดตามข่าวในสมัยก่อนก็คือก่อนจะไปค้นบ้านใครนั้นก็จะต้องมีการขออนุญาต หมายค้น แต่ว่าคณะกรรมการชุดนี้เท่าที่ผมดูอํานาจแบ่งออกเป็น ๒ ส่วนด้วยกัน ใน (๑) ก็คือ ๑. เข้าไปในสถานประกอบกิจการหรือสํานักงาน อันนี้หมายความว่า เจ้าหน้าที่คณะกรรมการชุดนี้จะเข้าไปยังสํานักงานของผู้ว่าจ้าง ๒. ก็คือเข้าไปในสถานที่ ทํางานของผู้ รับจ้ำง อันนี้ก็หมายความว่าเข้ำไปในสถานที่ของผู้ ทํางาน ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็เขียนชัดเจนว่าเอางานไปทําที่บ้าน เพราะฉะนั้นข้อสังเกต ดังกล่าวนี้เป็นการให้อํานาจคณะกรรมการมากเกินไปหรือไม่ เนื่องจากในมาตรา ๓๑ ไม่ได้ระบุเรื่องของเวลา มีการเขียนอย่างนี้ครับบอกว่าเข้าไปในสถานประกอบกิจการหรือ สํานักงานของผู้จ้างงานหรือสถานที่ทํางานของผู้รับงานไปทําที่บ้านในเวลาการทํางาน เพื่อตรวจสอบหรือสอบถามข้อเท็จจริงเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่จะใช้ ประกอบ การพิจารณา และให้กรรมการหรืออนุกรรมการรายงานผลการปฏิบัติงานให้ คณะกรรมการทราบทุกครั้ง
ผมเรียนท่านสมาชิกทุก ๆ ท่านอย่างนี้นะครับว่าที่ผ่านมายังไม่มีตัวเลข ชัดเจนว่าคนทํางานส่วนใหญ่ทํางานกลางคืน ตี ๑ ตี ๒ หรือว่าตี ๓ หรือไม่ ก็เลยตั้ง ข้อสังเกตอย่างนี้ครับ สมมุติว่าลูกชายผมอายุ ๒๐ ปี รับงานจากบริษัทคอมพิวเตอร์ แห่งหนึ่งไปสร้างอะนิเมชัน (Animation) หรือภาพประกอบ ปรากฏว่าทํางานอยู่ที่บ้านสี่ห้าทุ่ม วันดีคืนดีครับมีคณะกรรมการอ้างมาตรา ๓๑ นี้แหละครับ บอกขออนุญาตเข้าไปดูหน่อยว่าอุปกรณ์ต่าง ๆ นั้นมันปลอดภัยไหม มันมีอันตรายหรือไม่ อย่างไรนะครับ ก็เลยเกิดความกังวลครับ นอกจากนี้เท่าที่ศึกษาข้อมูลมานี่ครับ ท่านสมาชิกครับ ปรากฏว่าการเอางานไปทําที่บ้านหลายส่วนครับ ปรากฏว่าเป็น การทํางานในบ้านไม่ทุกคน เช่น บ้านท่านอาจจะมี ๕-๖ คน รับงานมาทําที่บ้าน ๓ คนทํา อีก ๓ คนไม่ได้ทํา ปรากฏว่าคณะกรรมการไม่ได้ถูกระบุไว้นะครับว่าจะต้องเข้าไปในเวลาใด เกิดอยากจะตรวจสอบบอกว่า เอ๊ะ สงสัยว่าบ้านนี้จะทํางานตั้งแต่ ๓ ทุ่มถึงตี ๒ ก็ใช้ มาตรา ๓๑ นี้เข้าไปและตรวจสอบ ผมถามว่าสิทธิความเป็นบ้าน ซึ่งมันแตกต่างจาก ที่ทํางานครับ ที่ทํางานมีรั้วรอบขอบชิด มีกระบวนการทํางาน มีระยะเวลา มีเจ้าหน้าที่อยู่ ตลอดเวลา การเข้าไปตรวจสอบในบ้านแบบนี้เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของ ประชาชนหรือไม่ ผมก็เลยขอสงวนอย่างนี้ครับว่าถ้าอย่างนั้นเราขอกําหนดได้ไหม กรรมการหลายท่านก็ถามบอกว่า เอ๊ะ เราก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าเขาทํางานกันเวลาไหน ก็เลยเขียนไปว่าใช้เวลาการทํางาน เวลาทําการ ซึ่งเวลาทําการนี่นะครับ ตั้งแต่ผมโตมา แล้วก็ทําธุรกิจ ทําบริษัทมา มันคือเวลาปกติ มันคือเวลาปกติตั้งแต่ ถ้าเป็นราชการ ก็ ๘ โมง เลิก ๔ โมง ถ้าเป็นบริษัทเอกชนก็ ๙ โมง เลิก ๖ โมง มีวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ บ้างก็หยุดวันเสาร์ บ้างก็หยุดวันอาทิตย์ก็ว่ากันไป แต่กระบวนการต่าง ๆ ใน (๑) นะครับ ผมคิดมาก เนื่องจากถ้าเกิดวันดีคืนดีสมมุติว่ามีเจ้าหน้าที่ไม่มีจริยธรรมจรรยาบรรณ สมมุตินะครับ อยากจะใช้อํานาจนี้ ผมคิดว่าอํานาจนี้มากกว่าตํารวจนะครับ ตํารวจ ยังต้องไปขอหมายค้น ต้องขอหมายศาลครับกว่าจะเข้าไปในบ้านใครหลังหนึ่งได้ แต่ถ้ามาตรา ๓๑ นี้ครับท่านสมาชิก ไม่ต้องเลยครับ ใช้มาตรา ๓๑ นี้ในกฎหมายฉบับนี้ เข้าไปได้เลย เพราะฉะนั้นอันนี้คือข้อสังเกตที่ผมขออนุญาตสงวน ขอบพระคุณครับ
กรรมาธิการอภิมุขครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม อภิมุข สุขประสิทธิ์ กรรมาธิการ ในร่างมาตรา ๓๑ คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ มีความเห็นว่าการเข้าไปของกรรมการหรืออนุกรรมการ จะเป็ นการเข้าไป ในกรณีที่คณะกรรมการมอบหมายเท่านั้น ถ้าท่านดูตามมาตรา ๓๑ วรรคแรก เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปตาม (๑) (๒) จะต้องเข้าไปตามคณะกรรมการ มอบหมายเท่านั้น
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมขออนุญาตกราบเรียนครับว่า คณะกรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่มองว่าเวลาการทํางานของสถานที่แต่ละสถานที่ไม่แน่นอนต่างกันนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราจะเขียนว่า ในเวลาทํางาน ก็จะครอบคลุมได้ทั้งเวลาระหว่าง พระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก และในเวลาทํางานก็จะครอบคลุมได้อยู่แล้ว
ประเด็นที่ ๓ ขออนุญาตกราบเรียนครับว่า ด้วยความกังวลในข้อท้วงติง ของคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยครับ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้เติมความใน (๑) ในตอนท้ายนะครับว่า และให้กรรมการหรืออนุกรรมการรายงานผลการปฏิบัติงาน ให้คณะกรรมการทราบทุกครั้ง เพราะฉะนั้นจากการที่กระผมได้กราบเรียนคําอธิบาย ทั้ง ๓ เรื่อง ตลอดจนการแก้ไขเพิ่มเติมในร่างมาตรา ๓๑ (๑) โดยเพิ่มความตอนท้ายของ (๑) กระผมคิดว่าคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้วครับ คณะกรรมาธิการขอยืนครับ
มีสมาชิกท่านใดติดใจไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
เชิญท่านเลขาธิการดําเนินการต่อครับ
ในมาตรา ๓๙ กับมาตรา ๔๐ จะต้องมีการแก้ไขให้สอดคล้องกับที่เมื่อเช้าอภิปรายไป ไม่มีสมาชิกท่านใดติดใจนะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
เชิญเลขาธิการต่อครับ
หมวด ๘ บทกําหนดโทษ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๔๑ มาตรา ๔๒ มาตรา ๔๓ และมาตรา ๔๔ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๔๕ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๔๖ มีการแก้ไข
เชิญคุณอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมมีประเด็นนิดเดียวที่จะขอรบกวน มีการเพิ่มอาสาสมัครแรงงาน เข้ามา ซึ่งหน้าที่ของอาสาสมัครแรงงานในหลายมาตราทีเดียวครับ ทําหน้าที่เป็นผู้ช่วย เจ้าพนักงาน แล้วก็มีหลายความผิดที่เกี่ยวข้องที่ต้องบอกว่า อาสาสมัครแรงงานมีอํานาจ เข้าไปช่วยเจ้าพนักงานในหลายเรื่องทีเดียวครับ ก็เลยมีประเด็นถามว่า อาสาสมัคร แรงงานถ้าเข้าไปมีอํานาจแล้วหน้าที่ของเขายังคงมีอยู่ไหมครับ
เชิญท่านประธานนริศ ขํานุรักษ์
กราบเรียนท่านประธานครับ อาสาสมัครแรงงานทางกรรมาธิการได้ตัดออกแล้วครับทั้งหมดเลยครับ
ไม่มีท่านใดติดใจ เชิญท่านเลขาธิการต่อครับ
มาตรา ๔๗ มาตรา ๔๘ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๔๙ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น
กรรมาธิการจํารัสยังติดใจนะครับเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม จํารัส เวียงสงค์ กรรมาธิการ
มาตรา ๔๙ ซึ่งเป็ นมาตราสุดท้ายเรื่อง บรรดาความผิดตาม พระราชบัญญัตินี้ ร่างเดิมเป็น เจ้าพนักงาน ผมขอแก้ใหม่เป็น คณะกรรมการดังต่อไปนี้ เห็นว่าผู้กระทําผิดไม่ควรได้รับโทษจําคุกหรือไม่ควรถูกฟ้ องร้อง ให้มีอํานาจเปรียบเทียบ ดังนี้
(๑) คณะกรรมการซึ่งอธิบดีแต่งตั้ง สําหรับความผิดที่เกิดขึ้น ในกรุงเทพมหานคร
(๒) คณะกรรมการซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้ง สําหรับความผิดที่เกิดขึ้น ในจังหวัดอื่น
ในกรณีที่มีการสอบสวน ถ้าพนักงานสอบสวนพบว่าบุคคลใดกระทํา ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้และบุคคลนั้นยินยอมให้เปรียบเทียบ ให้พนักงานสอบสวน ส่งเรื่องให้อธิบดี หรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่บุคคลนั้น แสดงความยินยอมให้เปรียบเทียบ
มาตรานี้ที่ผมขอสงวนไว้ ผมคิดว่าเป็นพระราชบัญญัติที่จะช่วยให้มีการ สร้างความเป็นธรรมกับสังคมให้เยอะที่สุด แล้วก็เป็นพระราชบัญญัติที่จะสร้างแรงงาน สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านจริง ๆ วันนี้ผมเชื่อว่าถ้าเรามีคณะกรรมการ อย่างน้อยมีการที่ จะกลั่นกรองดีกว่าให้บุคคลคนเดียวซึ่งเป็นอธิบดีมีสิทธิที่จะใช้ดุลยพินิจว่าผู้ใดกระทําผิด แล้วไม่ควรถูกลงโทษจําคุก หรือว่าผู้ใดไม่ควรถูกฟ้ องร้อง นี่เป็นประเด็นที่ว่าอยากให้ มีการตั้งคณะกรรมการ แล้วก็ให้มีการมีส่วนร่วมระหว่างชุมชนหรือระหว่างคณะกรรมการ ด้วยกันว่า วิธีการต่าง ๆ ที่จะกําหนดว่าผู้ใดควรหรือไม่ควร ดุลยพินิจตรงนี้ผู้ว่าราชการ จังหวัดที่จะดุลยพินิจว่าใครบ้างที่สมควรถูกลงโทษจําคุกหรือไม่ ผมเชื่อว่าถ้ามีอย่างนี้ เกิดขึ้น ผมเชื่อว่าจะมีการลอบบี้ (Lobby) การที่จะวิ่งเต้น หรือบางครั้งอาจจะมีการให้ ประโยชน์เกิดขึ้นแล้วรวดเร็วมาก ก็ต้องยอมรับว่าวันนี้การที่รับงานไปทําที่บ้าน วันนี้เกิดขึ้นเยอะมากทั่วประเทศ แล้วทุกจังหวัดจะมีงานที่ส่งไปทุกจังหวัดเยอะมาก โอกาสที่เกิดข้อพิพาทขึ้นเยอะจริง ๆ แล้วการที่จะให้ผู้ว่าราชการจังหวัดคนเดียวไปชี้ว่า ใครควรติดคุกหรือไม่ติดคุกมีอํานาจเหนือศาลด้วยซํ้า อันนี้ผมไม่เห็นด้วย ผมอยากให้ตรงนี้ เปลี่ยนเป็นคณะกรรมการ ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ให้เป็นไปตามกฎกระทรวง ซึ่งกระทรวง จะกําหนดให้มีคณะกรรมการกี่คนที่มาอย่างไรอยู่ที่กฎกระทรวงจะกําหนดไว้ อย่างน้อย ชาวบ้านที่มีข้อพิพาทหรือผู้ว่าจ้างที่ได้รับความเดือดร้อนจะได้รับความเป็นธรรมก็ยังมั่นใจว่า ถ้ามีคณะกรรมการชุดหนึ่งแต่ละจังหวัด มีคณะกรรมการชุดหนึ่งที่กรุงเทพมหานคร ก็เชื่อว่าความเป็นธรรมให้กับผู้ว่าจ้าง ผู้ประกอบการ แล้วก็ผู้รับจ้างจะได้มีความเป็นธรรม มากขึ้นกว่าเดิม ขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญกรรมาธิการอภิมุขครับ
ขอบพระคุณครับท่านประธาน กราบเรียนท่านประธาน ผม อภิมุข สุขประสิทธิ์ กรรมาธิการ ขออนุญาตกราบเรียน ความในมาตรา ๔๙ ท่านกรรมาธิการส่วนใหญ่ได้ให้ความเห็นชอบตามร่างที่รัฐบาลเสนอ ขออนุญาตกราบเรียนว่า ในความผิดฐานต่าง ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติ คุ้มครองผู้รับงานไปทําที่บ้าน พ.ศ. .... จริง ๆ แล้ววัตถุประสงค์คือต้องการให้มี การลงโทษกับผู้ที่ฝ่าฝืน แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องการให้ผู้รับงานไปทําที่บ้านกับ ผู้จ้างงาน สามารถที่จะอยู่กันได้ต่อไปโดยปกติสุข ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งผู้จ้างงานและ ผู้รับงานไปทําที่บ้าน บทบัญญัติตามมาตรา ๕๙ ได้เขียนขึ้น ขอประทานโทษครับ มาตรา ๔๙ ได้เขียนขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะให้ในราชการส่วนกลาง อธิบดีหรือผู้ซึ่ง อธิบดีมอบหมายมีอํานาจเปรียบเทียบปรับ ส่วนผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ซึ่งผู้ว่าราชการ จังหวัดมอบหมาย สําหรับความผิดที่เกิดขึ้นในจังหวัดอื่น ถามว่าเรื่องของ การเปรียบเทียบปรับในปัจจุบันดําเนินการอย่างไร ถ้าพิจารณาจากพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงานในมาตรา ๑๕๙ ก็ได้บัญญัติไว้ในลักษณะเดียวกัน ในการพิจารณาของ คณะกรรมาธิการได้เชิญผู้แทนของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานมาชี้แจง ก็ได้รับ คําชี้แจงว่าในเรื่องบัญชีอัตราค่าปรับผู้กระทําความผิด ทางกรมสวัสดิการและคุ้มครอง แรงงานจะทําเป็นบัญชีอัตราค่าปรับและใช้กันทั่วประเทศ แล้วก็ไม่ว่าจะเป็นส่วนกลาง หรือส่วนภูมิภาคก็จะใช้บัญชีอัตราค่าปรับในลักษณะเดียวกัน เพียงแต่มอบอํานาจให้กับ อธิบดีหรือว่าผู้ว่าราชการจังหวัดในกรณีที่ความผิดเกิดในต่างจังหวัดเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นสําหรับในส่วนนี้ทางคณะกรรมาธิการขอยืนตามร่างเดิมของรัฐบาล ขอบพระคุณครับ
ไม่มีสมาชิกท่านใดติดใจนะครับ ท่านกรรมาธิการจํารัสครับ
ท่านประธานครับ ผม จํารัส เวียงสงค์ กรรมาธิการ ผมยังติดใจประเด็นที่จะให้การเปรียบเทียบปรับ เพราะว่าถ้ามี ข้อพิพาทเกิดขึ้น ผมเชื่อว่าความรู้สึกส่วนตัว ความผูกพันส่วนตัว จะก่อให้เกิดความง่าย ต่อการที่จะลงโทษใคร ไม่ลงโทษใคร ก็เชื่อว่าโอกาสที่จะเกิดขึ้นมีเยอะ และโอกาส ที่ผู้ประกอบการจะมีความสนิทสนมรู้จักผู้ว่าราชการจังหวัดก็ดี รู้จักอธิบดี มีเยอะกว่า ผู้รับจ้างแน่นอน ความได้เปรียบเสียเปรียบเกิดขึ้นแน่นอน ถ้ามีคณะกรรมการเกิดขึ้น ผมเชื่อว่ามีการต่อรอง มีการกรองอย่างดี อย่างน้อยมีความเป็นธรรมเกิดขึ้นแน่นอน สมมุติผู้ประกอบการทําผิด เอาวัตถุที่มีอันตรายมาให้ผู้รับจ้างทํา สุดท้ายมีอุบัติเหตุหรือ มีเหตุการณ์ที่ไม่ดีเกิดขึ้น ใครรับผิดชอบล่ะครับ สุดท้ายมีการลอบบี้เกิดขึ้น วิ่งเต้นเกิดขึ้น ผู้รับจ้างเขารับกรรม วันนี้กฎหมายฉบับนี้อยากให้ผู้รับจ้างมีโอกาสเปิดหูเปิดตา มีโอกาส ได้รับความเป็ นธรรมจริง ๆ นี่เป็ นมาตราสุดท้าย ผมเชื่อว่าคณะกรรมการเป็ น คณะกรรมการที่กฎกระทรวงแต่งตั้งมา ก็เชื่อว่าต้องแต่งตั้งคนที่มีความรู้ความสามารถ แล้วก็มีดุลยพินิจที่ถูกต้อง ก็ยังติดใจครับท่านประธาน
กรรมาธิการนคร มาฉิม ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในนาม ของกรรมาธิการ ด้วยความเคารพต่อความปรารถนาดีของท่านกรรมาธิการจํารัส แต่ผมเห็นว่าช่องทางตามมาตรา ๔๙ ที่เป็นร่างหลักของรัฐบาลตามคําชี้แจงของ ท่านอภิมุข ผมว่าครอบคลุมแล้วก็ยุติธรรมดีอยู่แล้ว ทีนี้ถ้าเกิดว่าในส่วนของ ผู้รับงานไปทําที่บ้านเห็นว่าการปฏิบัติใด ๆ ของอธิบดี ของผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้ที่ ได้รับมอบหมายตาม (๑) และ (๒) ถ้าไม่พอใจหรือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผมเห็นว่ายังมี ช่องทางตามกฎหมายปกครองหรือว่ากฎหมายอื่น ๆ ที่รับรองสิทธิแล้วก็ให้ประโยชน์ อยู่แล้วดําเนินการต่อไปได้ตามวรรคสุดท้าย วรรคสุดท้ายของมาตรา ๔๙ ซึ่งบอกว่า ถ้าผู้กระทําผิดไม่ยินยอมให้เปรียบเทียบ หรือเมื่อยินยอมแล้วไม่ชําระเงินค่าปรับภายใน กําหนดเวลาตามวรรคสาม ให้ดําเนินคดีต่อไป ซึ่งก็ไม่ได้ตัดสิทธิของผู้ที่ได้รับผลกระทบ ขอบพระคุณครับ
ไม่มีสมาชิกท่านใดติดใจนะครับ เชิญท่านเลขาธิการดําเนินการต่อครับ
บทเฉพาะกาล คณะกรรมาธิการเพิ่มขึ้นใหม่ มาตรา ๔๙/๑ คณะกรรมาธิการเพิ่มขึ้นใหม่
ท่านสมาชิกครับ เป็นการจบการพิจารณาเรียงตามลําดับมาตราเสร็จเรียบร้อยแล้วนะครับ
ต่อไปตามข้อบังคับ ข้อ ๑๓๐ จะต้องเป็นการพิจารณาทั้งร่างอีกครั้งหนึ่ง ขอเชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมเพื่อเตรียมลงมติได้แล้วครับ
(พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมเพื่อเตรียมลงมติได้แล้วครับ ท่านสมาชิกครับ ก่อนจะ ลงมติท่านประธานคณะกรรมาธิการจะขอแจ้งว่าขอเพิ่มบางคําเข้าไปในบางประโยคของ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ขอเชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการนริศ ขํานุรักษ์ กรุณาชี้แจงต่อที่ประชุมด้วยครับ
กราบเรียนท่านประธาน กระผม นริศ ขํานุรักษ์ ประธานคณะกรรมาธิการ ผมขอยืนยันให้เพิ่มคําว่า แรงงาน ไว้ท้ายคําว่า ศาล ในทุกมาตราของร่างพระราชบัญญัติที่พวกเราพิจารณาเสร็จแล้วครับ
ท่านสมาชิกครับ กรรมาธิการเสนอขอให้ เติมคําว่า แรงงาน หลังคําว่า ศาล ก็หมายความว่าเป็น ศาลแรงงาน ในทุกมาตราที่มีคําว่า ศาล นะครับ เมื่อท่านเข้ามาแล้ว กรุณาเสียบบัตรแสดงตนด้วยครับ ขอเชิญเสียบบัตรแสดงตนครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
รายงานผลการแสดงตนครับ จํานวนผู้เข้าร่วมประชุม ๒๕๓ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ
ท่านสมาชิกครับ เราได้พิจารณาเรียงตามลําดับมาตราจบไปแล้ว ต่อไป ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๓๐ เราจะพิจารณาทั้งร่างอีกครั้งหนึ่ง มีสมาชิกท่านใดต้องการแก้ไข ถ้อยคําใด ๆ หรือไม่ครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความห็นเป็นอย่างอื่น)
ไม่มีนะครับ ต่อไปจะเป็นการพิจารณาทั้งร่างในวาระที่สาม ผมจะถามสมาชิกนะครับว่า สมาชิกท่านใดเห็นด้วยกับที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากแก้ไขกรุณากดปุ่ม เห็นด้วย สมาชิกท่านใดไม่เห็นชอบกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย กรุณาลงมติได้แล้วครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ขอแจ้งผลการลงมติด้วยนะครับ มีผู้เข้าร่วมประชุมประชุม ๓๗๐ ท่าน เห็นด้วย ๓๔๙ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒๐ ท่าน เป็นอันว่า สภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทําที่บ้าน พ.ศ. .... ในวาระที่สามเรียบร้อยแล้วนะครับ
ท่านสมาชิกครับยังมีข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการที่ได้ส่งไปให้สมาชิก ได้อ่านไว้ล่วงหน้า ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๒๕ วรรคสอง และข้อ ๙๗ สมาชิกจะต้องให้ ความเห็นชอบกับข้อสังเกตนี้ด้วย เพื่อให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งหรือแจ้งไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผมจะถามมติพวกเราอีกครั้งหนึ่งว่า ท่านผู้ใดเห็นด้วยกับข้อสังเกต ของคณะกรรมาธิการกรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ท่านใดไม่เห็นชอบหรือไม่เห็นด้วยให้กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย เชิญลงมติได้แล้วครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ขอส่งผลการลงมติด้วยครับ ผู้เข้าร่วมประชุม ๓๖๓ ท่าน เห็นด้วยกับข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการ ๓๔๔ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑๘ ท่าน เป็นอันว่าสภาผู้แทนราษฎรเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ
ต้องขอขอบคุณ เราอภิปรายกันมาเป็นเวลานานพอสมควร ขอขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายไพฑูรย์ แก้วทอง คณะกรรมาธิการทุกท่าน สมาชิกทุกท่าน แล้วก็เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ปิดประชุมครับ ขอบคุณครับ