อภิมุข สุขประสิทธิ์ อธิบายหลักการกำหนดอัตราค่าตอบแทนในร่างมาตรา ๑๖ โดยชี้แจงวัตถุประสงค์เพื่อสร้างมาตรฐานความเท่าเทียมระหว่างแรงงานในระบบและนอกระบบ ผ่านการอ้างอิงอัตราค่าจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เพื่อให้ผู้รับงานไปทำที่บ้านได้รับรายได้ที่ไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำตามโรงงาน พร้อมทั้งยกตัวอย่างประกอบเพื่อเน้นย้ำว่ากฎหมายมุ่งเน้นการรับประกันรายได้ที่เท่าเทียมกันไม่ว่าจะทำงานในลักษณะใด อภิมุข สุขประสิทธิ์ ยังอภิปรายรายละเอียดมาตรา ๒๕, ๑๖ และ ๒๘ ที่เกี่ยวข้อง โดยเสนอให้คณะกรรมการใช้อำนาจพิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่อิงกับอัตราค่าจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน แทนการให้อำนาจเบ็ดเสร็จทั้งหมด และชี้แจงวัตถุประสงค์ของร่างมาตรา ๑๖ วรรคสองที่กำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินตราไทยเพื่อลดภาระในการแลกเปลี่ยน ยกเว้นกรณีได้รับความยินยอมจากผู้รับงานไปทำที่บ้านซึ่ง
กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม อภิมุข สุขประสิทธิ์ กรรมาธิการครับ ขออนุญาตกราบเรียนข้อสังเกตของ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรณีในร่างมาตรา ๑๖ วรรคแรก ในกรณีที่ท่านได้ให้ ข้อสังเกตว่าอัตราค่าจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานมีที่มาอย่างไร ขออนุญาตกราบเรียนครับว่าในลักษณะของการรับงานไปทําที่บ้านมีวัตถุประสงค์ที่จะ คุ้มครองแรงงานเดิมที่อยู่ในระบบให้ออกมานอกระบบ และในขณะเดียวกันต้องการให้ แรงงานที่เคยอยู่ในระบบเดิมได้รับการคุ้มครองในลักษณะมาตรฐานที่ไม่ด้อยกว่ากัน เพราะฉะนั้นในเรื่องของการกําหนดอัตราค่าตอบแทนก็ประสงค์ที่จะให้แรงงานที่เดิมที่เคย อยู่ในระบบที่ออกมาอยู่นอกระบบได้รับค่าแรงอย่างน้อย ๆ ก็จะเท่าเทียมกับแรงงาน ในระบบตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน
กระผมขออนุญาตเวลาท่านประธานสมมุติตุ๊กตาขึ้นมาเพื่อประกอบการ กราบเรียนอธิบายครับ สมมุติว่าในโรงงานตุ๊กตาแห่งหนึ่งมีการจ้างประกอบตุ๊กตา แล้วก็คนคนหนึ่งได้ค่าแรง ๒๗๐ บาท ประกอบตุ๊กตาได้ ๙ ตัว ถ้ามองก็คือว่า ตัวละ ๓๐ บาท แต่คนอีกกลุ่มหนึ่งที่ประกอบตุ๊กตาให้กับโรงงานนั้นเหมือนกันแต่อยู่นอก โรงงาน ทําที่บ้านหรือว่าทําที่สถานประกอบกิจการของเขานี่ วัตถุประสงค์ของกฎหมาย ฉบับนี้ประสงค์ที่จะให้ได้รับค่าตอบแทนอย่างน้อย ๆ ก็คือตัวละ ๓๐ บาทเท่ากับ คนที่อยู่ในโรงงาน เพราะฉะนั้นในลักษณะของการกําหนดอัตราค่าตอบแทนที่ได้ไปโยงอัตรา ค่าตอบแทน ค่าจ้าง ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ถ้าท่านจะกรุณาไปดู ในรายละเอียดตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๓) ในนั้นก็จะเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องของ การกําหนดอัตราค่าตอบแทนและค่าตอบแทน จริง ๆ แล้วก็คือตุ๊กตานี้ตัวละ ๓๐ บาท เมื่อกําหนดให้ตัวละ ๓๐ บาท ถ้าท่านประกอบได้น้อยท่านก็ได้น้อย แต่ถ้าประกอบ ได้มากเท่ากับคนในระบบโรงงานท่านก็จะได้มากเท่ากัน เพราะฉะนั้นการเขียนในร่าง มาตรา ๑๖ ไว้ใน ๒ ลักษณะก็คือว่าเป็นการรับประกันว่า อัตราค่าตอบแทนที่จะได้รับ จะต้องไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ตรงนี้ก็เป็น การสร้างมาตรฐานความเท่าเทียมกันเป็นประการแรก
ประการที่สอง ก็ให้คณะกรรมการมีดุลยพินิจกําหนดได้ว่า ถ้าเห็นสมควร ที่จะกําหนดที่เท่าเทียมกันหรืออาจจะสูงกว่าก็ให้คณะกรรมการเป็นผู้ใช้อํานาจกําหนดได้ ซึ่งคณะกรรมการองค์ประกอบก็มีในร่างมาตรา ๒๕ ส่วนในเรื่องของอํานาจ ในการกําหนดค่าตอบแทนก็จะอยู่ในมาตรา ๒๘ (๔) และท้ายตรงนี้ในมาตรา ๒๘ วรรคท้ายก็เขียนข้อความล้อเอาไว้ในลักษณะเดียวกัน โดยมาตรา ๒๘ วรรคท้าย ได้เขียน ไว้ว่า การกําหนดอัตราค่าตอบแทนตาม (๔) ให้คณะกรรมการพิจารณากําหนด ค่าตอบแทนไม่น้อยกว่าลูกจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน เพราะฉะนั้น ในเรื่องของการกําหนดไม่ว่าจะเป็นตามมาตรา ๑๖ หรือว่าตามมาตราต่าง ๆ ที่กระผม กราบเรียนแล้ว รวมทั้งมาตรา ๒๘ วรรคท้าย จะเห็นได้ว่าในเรื่องของการร่างกฎหมาย ตัวนี้คณะกรรมาธิการยังมองเป็นระบบ แล้วก็ท้ายที่สุดตรงนี้กระผมขออนุญาตกราบเรียน อีกประเด็นหนึ่งว่า ในลักษณะของการจะให้ความเห็นในเรื่องของการกําหนดดุลยพินิจ ในเรื่องใด โดยหลักแล้วจะไม่ให้คณะกรรมการใช้อํานาจเบ็ดเสร็จทั้งหมด เพราะฉะนั้น กรรมาธิการมองว่าในเรื่องของการกําหนดอัตราค่าจ้างตรงนี้หรืออัตราค่าตอบแทนตรงนี้ ประสงค์ที่จะอิง ๒ หลัก หลักหนึ่งก็คือว่าอัตราค่าจ้างตามกฎหมายแรงงานแล้วก็ เป็นไปตามที่คณะกรรมการกําหนด มิได้ให้อํานาจคณะกรรมการเป็นผู้กําหนดโดยลําพัง
ประการที่สาม ซึ่งเป็นประเด็นใหญ่ที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกท่าน ได้กรุณากล่าวถึงก็คือในการกําหนดอัตราเป็นเงินตราไทย ตรงนั้นจริง ๆ แล้วตามหลัก ก็จะล้อตามประมวลกฎหมายแพ่งบางส่วนเหมือนกัน วัตถุประสงค์ของร่างมาตรา ๑๖ วรรคสองนี้ก็จะกําหนดให้ในเรื่องของการจ่ายค่าตอบแทนตรงนี้ให้กําหนดเป็ น เงินตราไทยเพราะว่าอย่างที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายท่านได้กรุณาชี้แจงว่า ในเรื่องของการจ่ายค่าตอบแทนจริง ๆ เป็นการจ่ายรายละเล็กรายละน้อย เพราะฉะนั้น ถ้าเกิดจ่ายเป็ นเงินเหรียญแล้วเป็ นภาระกับผู้ รับงานไปทําที่บ้านที่จะต้องเอาไป แลกเปลี่ยน แบบนั้นเราก็เลยเขียนตรงนี้เอาไว้ ซึ่งบทบัญญัติในมาตรา ๑๖ วรรคสอง ก็จะสอดคล้องกับบทบัญญัติในมาตรา ๕๔ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน และในมาตรา ๑๖ วรรคสองตอนท้ายที่ได้เขียนว่า เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากผู้รับงาน ไปทําที่บ้านให้จ่ายเป็นตั๋วเงินหรือเงินตราต่างประเทศ การที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๖ วรรคสองในตอนท้ายตรงนี้ก็เพื่อที่จะไม่ให้กฎหมายมันแข็งเกินไป เพราะว่าในบางกรณี ถ้าเกิดนายจ้างสะดวกว่ารับค่าจ้างหรือรับค่าตอบแทนมาเป็นเงินเหรียญแล้วตัวผู้รับงาน ไปทําที่บ้านถ้าเป็ นกลุ่มใหญ่เป็ นลักษณะของกลุ่มแม่บ้านหรือกลุ่มสหกรณ์ แล้วเขามีศักยภาพ มีความรู้ที่สามารถที่จะรับเป็นเงินเหรียญถ้าเขามองในภาพรวมแล้ว เขาได้กําไรมากกว่าก็เปิดมาตรา ๑๖ วรรคสองในตอนท้ายไว้ เพื่อให้เขาใช้ดุลยพินิจ เอาเองว่าถ้าเขาเห็นว่าควรจะกําหนดเป็นเงินตราต่างประเทศก็ให้กําหนดได้ ขออนุญาต กราบเรียนครับ ขอบพระคุณครับ