สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๘ · ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๐

(ที่ประชุมรับทราบ)
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม รับรองรายงานการประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๖/๒๕๖๐ วันจันทร์ที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๐ ซึ่งได้วางไว้ ให้ท่านสมาชิกตรวจดูแล้ว เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๐ บริเวณห้องรับรองสมาชิก ชั้น ๑ อาคารรัฐสภา ๑ และหอสมุดรัฐสภา สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศรับรองนะครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

เมื่อไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าที่ประชุมรับรองรายงานการประชุมครั้งดังกล่าว

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว

๓.๑ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เรื่อง “ข้อเสนอการปฏิรูปการเมืองเพื่อเป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติ”

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการเมือง ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอเสนอรายงานการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมืองเพื่อเป็นยุทธศาสตร์ชาติต่อที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแห่งนี้ ผมขอกราบเรียนเสนอรายงานดังกล่าว ซึ่งคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมืองได้เสนอรายงานการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองตามแผนการปฏิรูปประเทศ ที่กําหนดไว้ในส่วนของด้านการเมืองเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่คณะกรรมาธิการด้านการเมือง เห็นว่าการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการเมืองมีกลไกและมีองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศ ซึ่งได้แก่ ในเรื่องเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ นโยบาย แนวทางการดําเนินงานของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ ตามร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและร่างกฎหมายอื่นที่ต้องตราขึ้น เพื่ออนุวัต ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ประกอบกับเพื่อให้การดําเนินงาน การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง มีความสอดคล้องและมีทิศทางเดียวกันกับการกําหนดเป้าหมายและแผนการพัฒนา ประเทศระยะยาวในอนาคต ต้องกราบเรียนต่อที่ประชุมว่าในส่วนของการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมืองดังกล่าวถือได้ว่าเป็นแนวทางที่จะก่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนด้านการเมือง ในอนาคตที่ดีขึ้น โดยให้ความสําคัญไปที่การปฏิรูปผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ซึ่งถือว่า เป็นบุคลากรสําคัญที่เรามักจะเรียกว่านักการเมือง ให้เป็นนักการเมืองที่ดี ซึ่งรายงานดังกล่าว ก็ได้เสนอไปแล้ว นอกจากนี้ในส่วนการปฏิรูปด้านการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรมก็ถือว่า เป็นปัจจัยสําคัญที่จะก่อให้เกิดการเมืองที่โปร่งใส ในส่วนการรายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองดังกล่าว ถือว่าเป็นปัจจัยสําคัญที่จะก่อให้เกิด การเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองที่จะทําให้การเมืองมีความมั่นคง เข้มแข็ง มีการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ เป็นการเมืองที่จะสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ ซึ่งในข้อเสนอตามรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ดังกล่าวที่จัดทําไปแล้วนั้น จะต้องมีกระบวนการตามรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ได้บัญญัติไว้ว่า ในส่วนของการปฏิรูปด้านต่าง ๆ นั้นจะต้องมีแผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ ในหลาย ๆ ด้าน ซึ่งการเมืองก็เป็นส่วนหนึ่งในด้านที่รัฐธรรมนูญกําหนดไว้ว่าจะต้องให้มี การปฏิรูป และในกฎหมายดังกล่าวนั้นถ้าร่างออกมาใช้บังคับแล้วก็ได้บัญญัติว่าในส่วนของ การปฏิรูปตามแผนและขั้นตอนดังกล่าวนั้นจะต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งจะมีพระราชบัญญัติเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติอีกฉบับหนึ่ง ทั้ง ๒ ฉบับดังกล่าว ก็จะมีคณะกรรมการในการปฏิรูป แล้วก็มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติในการที่จะจัดทํา ยุทธศาสตร์ชาติให้มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการที่จะนําไปสู่ความมั่นคง การพัฒนาประเทศ ที่ยั่งยืน ดังนั้นในส่วนรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ฉบับนี้ จึงให้ความสําคัญไปที่ว่าหลังจากที่เราได้มีการเสนอรายงานต่าง ๆ ที่จะทําให้เกิด การปฏิรูปทางการเมืองไปแล้วนั้น จะต้องมีแผนและกระบวนการขั้นตอนต่อไปที่จะต้อง จัดทําขึ้นตามมา ดังนั้นความสําคัญในเรื่องของความชัดเจนในเป้าหมายที่จะมีบทบัญญัติ ในยุทธศาสตร์ชาติ จึงเป็นส่วนสําคัญยิ่งต่อการที่จะกําหนดเป้าหมายที่ให้เห็นในอนาคตว่า เราจะมีการเมืองที่มั่นคง เป็นการเมืองที่แข็งแรงดังกล่าวตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๖๕ บัญญัติเป็นแนวนโยบายแห่งรัฐ โดยบัญญัติให้รัฐจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติ เป็นเป้าหมายพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อใช้ประกอบในการจัดทํา แผนต่าง ๆ ให้สอดคล้องและบูรณาการกัน เพื่อให้เกิดเป็นพลังผลักดันร่วมกันไปสู่เป้าหมาย ดังกล่าว โดยการจัดทําและการกําหนดเป้าหมาย ระยะเวลาที่จะบรรลุเป้าหมาย และสาระ ที่จะพึงมีในยุทธศาสตร์ชาติ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวก็มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ทุกภาคส่วนอย่างทั่วถึงด้วย ซึ่งเมื่อยุทธศาสตร์ชาติได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้ บังคับได้ ส่วนการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๕ ดังกล่าว ถือว่าเป็นกลไกที่มีความสําคัญและเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในอนาคต เพื่อให้การพัฒนาประเทศมีทิศทางและมีความยั่งยืนมากขึ้น รัฐบาลและภาคส่วน ที่เกี่ยวข้องจะได้มีการพัฒนา ได้มีการพิจารณาศึกษาและดําเนินงานในเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อตระเตรียมจัดทํายุทธศาสตร์ชาติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าว และตาม กรอบยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีที่จะเกิดมีขึ้นโดยคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ นอกจากนั้น การจัดทํายุทธศาสตร์ชาติในครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่จะจัดทํายุทธศาสตร์ชาติ เพื่อกําหนดเป้าหมายและทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะยาว ทุกภาคส่วนจึงต้อง ให้ความสําคัญและสนใจเกี่ยวกับแนวทางการจัดทําดังกล่าว รวมถึงเนื้อหาสาระที่จะกําหนดไว้ ในยุทธศาสตร์ชาติเป็นอย่างมาก เนื่องจากการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติแล้วเสร็จ ยุทธศาสตร์ก็จะเป็นเสมือนเข็มทิศที่จะนําทางประเทศ ส่งผลต่อการกําหนดนโยบาย การพัฒนาประเทศ องค์กรของรัฐทุกภาคส่วน จะต้องจัดทําแผนรายงาน โครงการ หรือวางกลไกพัฒนาต่าง ๆ เพื่อไปสู่เป้าหมายของประเทศที่กําหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน ก็จะทําให้มองเห็นถึงอนาคต ของประเทศและการมีส่วนร่วมในการพัฒนา ร่วมกันขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายเดียวกันได้ ซึ่งในยุทธศาสตร์ชาติต่าง ๆ นั้นได้กําหนดไว้ ๖ ยุทธศาสตร์ แต่ยุทธศาสตร์หนึ่งที่มีความสําคัญ เป็นหัวข้อแรกคือยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง ซึ่งคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมืองเห็นว่าประเทศเรานั้นได้เกิดปัญหา เกิดวิกฤตมาหลายครั้งในทางการเมือง และในทางการเมืองนี้เองเมื่อเกิดปัญหา เกิดวิกฤต ก็กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ความมั่นคงของประเทศจึงเป็นส่วนสําคัญยิ่งที่จะต้องแก้ปัญหาในส่วนที่เกิดปัญหาต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านการเมืองที่สร้างปัญหากระทบกับอีกหลาย ๆ ด้าน ดังนั้นในการที่จะให้มียุทธศาสตร์ชาติดังกล่าวนี้ จึงสําคัญต่อการที่จะกําหนดเป้าหมาย และทิศทาง ให้การเมืองของประเทศไทยเรานั้นเป็นการเมืองที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยน เปลี่ยนแปลง แล้วก็มีกระบวนการขั้นตอนในการจะปฏิรูปทางด้านการเมือง ซึ่งในส่วนแผน และขั้นตอนดังกล่าวนี้จะต้องมีกฎหมายที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ โดยมีการจัดทําแผน และการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นเรื่องสําคัญ นอกจากนั้นจะต้องมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในขั้นตอน กระบวนการดําเนินการปฏิรูปดังกล่าวจะต้องมีความชัดเจนว่าหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องนั้นจะมีบทบาท มีภารกิจ มีหน้าที่อย่างไร ส่วนการวัดผลการดําเนินการ ระยะเวลาดําเนินการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองก็ต้องเริ่มดําเนินการปฏิรูปภายใน ๑ ปี ตั้งแต่วันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๐ อันเป็นวันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปัจจุบัน เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์และความคาดหวังในอนาคตว่าจะบรรลุให้เห็น ในระยะเวลา ๕ ปี ดังนั้นการจะทําให้การปฏิรูปประเทศด้านการเมืองสัมฤทธิผลก็ต้องมี การศึกษาและมีข้อเสนอแนะในเรื่องของการจัดทําเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ซึ่งเป้าหมายสําคัญ ของการปฏิรูปประเทศที่จะเป็นยุทธศาสตร์ชาตินี้จะต้องมีเป้าหมายที่ก่อให้เกิดสิ่งที่ประชาชน เรียกว่าการสัมผัสได้ ก็คือเมื่อมีการปฏิรูปด้านการเมือง แล้วเรามีกระบวนการที่จะให้ การเมืองนั้นสัมฤทธิผลในอนาคต ผลที่จะเกิดขึ้นที่จะเห็นได้ สัมผัสได้ ก็คือการสร้างการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ให้มีความมั่นคง ยั่งยืน อันนี้เป็นเรื่องสําคัญที่เห็นได้ว่า ระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยเรานั้นเป็นระบอบประชาธิปไตยที่ใช้เสียงของ พี่น้องประชาชนซึ่งถือได้ว่าเป็นเจ้าของประเทศในการที่จะตัดสิน กําหนดทิศทางของ การบริหารประเทศ ความมั่นคงในทางการเมืองก็จะเกิดขึ้น ถ้าหากเราได้มีการปฏิรูป แนวทางทางการเมืองที่เสนอดังกล่าวนี้ไป สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือจะทําให้รัฐบาลในทุก ๆ รัฐบาล มีเสถียรภาพ นอกจากนั้นจะทําให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน แล้วก็จะทําให้ประชาชนอยู่ในภาวะทางเศรษฐกิจที่ดี ประชาชนมีงานทํา และมีรายได้อย่างพอเพียงต่อการยังชีพ การทําให้ประชาชนอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี มีคุณภาพ มีความผาสุก นี่คือ ๕ ประการเป้าหมายสําคัญของการที่จะสร้างกลไก สร้างแนวทาง ในการเสนอปฏิรูปทางการเมืองเพื่อให้เป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติดังกล่าว ส่วนรายละเอียด กระบวนการ ขั้นตอน เพื่อให้ท่านสมาชิกได้เข้าใจ ผมขออนุญาตท่านประธานให้ท่านสมพงษ์ สระกวี ซึ่งเป็นประธานอนุกรรมาธิการในชุดนี้ได้โปรดกรุณาให้รายละเอียดและข้อมูล ต่อท่านประธานและที่ประชุมเพื่อจะได้พิจารณาต่อไปด้วย ขออนุญาตครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านสมพงษ์ สระกวี ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป การเมืองเพื่อเสนอเป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสงขลา จะนําเสนอรายงาน ขอเชิญครับ

นายสมพงษ์ สระกวี กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิก ที่เคารพรักทุกท่าน ถามว่าทําไมต้องเสนอการปฏิรูปการเมืองไว้ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ท่านประธานครับ เป็นเรื่องที่น่าตกใจเมื่อเราได้ยินว่าประชาชนส่วนใหญ่นั้น ยังวิตกกังวลและอยู่ในฝันร้ายที่เห็นว่านักการเมืองและพรรคการเมืองยังคงเลวร้ายอยู่ต่อไป นักการเมืองยังจะเป็นพวกโกงกิน หรือเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม และประเทศชาติอยู่ต่อไป ราวกับว่าไม่ได้เคยรับรู้เลยว่าสภาแห่งนี้ได้ทําการปฏิรูปการเมืองเรื่องใดไปบ้างแล้ว และยิ่งถ้าเอาหูแนบดินเราก็จะได้ยินว่าเสียงเรียกร้องของประชาชนเพื่อการปฏิรูป การเมืองในครั้งนี้นั้นจริงจังและดังกึกก้องอยู่ตลอดเวลา ท่านประธานครับ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ตั้ง ๔ คําถามที่สะเทือน เลื่อนลั่นกว่าแผ่นดินไหวว่า ๑. ท่านคิดว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล หรือไม่ ๒. หากไม่ได้จะทําอย่างไร ๓. แม้การเลือกตั้งจะเป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย แต่การเลือกตั้งอย่างเดียวที่ไม่คํานึงถึงอนาคตประเทศถูกต้องหรือไม่ และ ๔. ท่านคิดว่า กลุ่มนักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในทุกกรณีควรจะมีโอกาสเข้าสู่การเลือกตั้ง อีกหรือไม่ หากเข้ามาอีก เกิดปัญหาอีกแล้วจะให้ใครแก้ไข และแก้ไขด้วยวิธีอะไร ท่านประธานที่เคารพครับ นี่คือเหตุผลว่าทําไมจึงต้องมีการเสนอการปฏิรูปการเมืองไว้ใน แผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี เพื่อนสมาชิกที่เคารพครับ แท้จริงแล้วข้อเสนอทางด้านการเมือง ของ สปท. ซึ่งได้ผ่านสภาแห่งนี้ไปแล้วนั้น ได้รับการรับฟังจากแม่น้ําทั้ง ๕ สาย ทั้งเนื้อหา และหลักการสําคัญ ๆ ได้รับการบรรจุไว้ในกฎหมายลูกเกือบครบถ้วน แต่อย่างไรก็ตาม ในครั้งนี้จึงเป็นประหนึ่งบทสรุปที่ทันต่อสถานการณ์และเป็นเรื่องที่คาดการณ์ไว้ในอนาคต ที่จะเน้นให้เห็นว่าในการจัดทํายุทธศาสตร์ ๒๐ ปีที่ให้ความสําคัญเรื่องความมั่นคงของชาตินั้น ความมั่นคงทางการเมืองย่อมเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงของชาติที่ละเลยไม่ได้ ขาดเสียไม่ได้ และการเมืองที่มั่นคง มีเสถียรภาพ ได้รัฐบาลที่มีความรู้ มีความสามารถ มีคุณธรรมจริยธรรม ย่อมนําไปสู่การบริหารประเทศที่เป็นประโยชน์สุขของประชาชน สู่ความเป็นชาติไทยที่มั่งคั่ง และยั่งยืนตามเจตนารมณ์ของแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีอย่างแน่แท้ ท่านประธานครับ ความมั่นคง ความมีเสถียรภาพทางการเมือง การมีรัฐบาลที่มีคุณธรรมจริยธรรมและมี ธรรมาภิบาลนั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างไรหรือ คณะกรรมาธิการด้านการเมืองของ สปท. จึงใคร่จะนําเสนอต่อที่ประชุมแห่งนี้เพื่อพิจารณา ข้อแรก เราได้เสนอเรื่องความมั่นคงว่า การเมืองต้องอยู่ได้ด้วยระบบคุณธรรม ต้องมีระบบคุณธรรม และรัฐจะมั่นคงได้ก็ด้วยระบบ คุณธรรม สภาแห่งนี้ได้ผ่านข้อเสนอของคณะกรรมาธิการด้านการเมืองว่าด้วยหลักการ ๖ ข้อของการปฏิรูปการเมืองไปแล้ว ซึ่งเป็นข้อเสนอระบบคุณธรรม กล่าวรวม ๆ คือ

ข้อ ๑ และข้อ ๒ ประชาชนประสงค์จะเห็นนักการเมืองและผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองคือเป็นผู้ซึ่งมีเกียรติ เชื่อถือ ไว้วางใจได้ มีคุณธรรม ซื่อสัตย์สุจริต อุทิศตน เพื่อส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน สภาแห่งนี้ได้เสนอการปฏิรูปอะไรไปบ้างแล้วเป็นอาทิ นักการเมืองพวกเขาต้องแสดงบัญชี หนี้สินและทรัพย์สินทั้งก่อนรับตําแหน่งและออกจากตําแหน่ง นักการเมืองพวกเขาต้องแสดง หลักฐานการเสียภาษีย้อนหลัง ๓ ปี ถึง ๕ ปี นักการเมืองก่อนลงสมัครรับเลือกตั้งพวกเขา ต้องไม่เคยเสียหายเรื่องการเงิน ต้องไม่เคยล้มละลาย และไม่เคยต้องคดีอาญาติดคุก ติดตาราง มีองค์กรอิสระที่จะควบคุมนักการเมือง พรรคการเมืองทั้งการทํางานและส่วนตัว ทั้ง กกต. ทั้ง ป.ป.ช. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และกฎเหล็ก ว่าด้วยจริยธรรมของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง รวมถึงกฎหมายว่าด้วยผลประโยชน์ทับซ้อน ท่านประธานครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นและเป็นข้อเสนอแนะของสภาแห่งนี้ เพื่อการปฏิรูปนักการเมือง เป็นการปฏิรูปผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองเพื่อนําเอา ความมีคุณธรรมกลับคืนมาสู่สังคมการเมือง ท่านประธานครับ จึงได้มีเสียงสะท้อนจาก นักการเมืองว่าข้อเสนอของ สปท. แรงไป และในที่สุดก็จะล่มลงเมื่อออกสู่ทะเล

ข้อ ๓ สภาแห่งนี้ได้ผ่านข้อเสนอว่าพรรคการเมืองต้องปรับตัว ปรับโครงสร้าง ให้เป็นพรรคการเมืองของประชาชน โดยให้ประชาชนเสียค่าสมาชิกให้พรรคการเมือง เพื่อร่วมส่วนเป็นเจ้าของพรรค กําหนดให้มีประชาธิปไตยภายในพรรค กรรมการบริหารพรรค และตําแหน่งสําคัญ ๆ ในพรรคต้องมาจากการเลือกตั้งของสมาชิก กําหนดให้สมาชิก เป็นผู้กําหนดนโยบายและทิศทางของพรรค เป็นผู้คัดเลือกผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งของพรรค รวมทั้งเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปและประชาชนผู้เสียภาษีบริจาคเงินให้พรรค รายได้ ส่วนใหญ่ของพรรคการเมืองต่อแต่นี้ไปก็จะมาจากประชาชนอย่างกว้างขวางและเปิดเผย ไม่อยู่ใต้อิทธิพลของนายทุนทางการเมืองดังเดิมอีกต่อไป ข้อเสนอนี้ก็น่าจะประจักษ์ชัดต่อ ประชาชนทั่วไปว่า สปท. ได้มุ่งหวังที่จะเห็นการปฏิรูปพรรคการเมืองอย่างแท้จริงในระยะ เปลี่ยนผ่านนี้

ข้อ ๔ เรื่องการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม หาทางสกัดการซื้อสิทธิ ขายเสียง การให้อามิสสินจ้าง สกัดกลโกงและการฉ้อฉลทุกรูปแบบ และทุกระดับ การเลือกตั้ง ทั้งด้วยการลงโทษด้วยกฎหมายที่รุนแรงขึ้น ทั้งทําในเชิงสร้างสรรค์ เรื่องสร้าง วัฒนธรรม ค่านิยม จิตสํานึก และวัฒนธรรมภาคประชาชน เพื่อให้ประชาชนได้ช่วยกัน ต่อต้านการซื้อสิทธิขายเสียงอย่างจริงจัง สภาแห่งนี้ได้ทําตามคําเรียกร้องของประชาชน ที่เรียกหาการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม และเห็นตรงกันว่าถ้าขจัดการซื้อเสียงไม่ได้ การปฏิรูปก็จะสูญเปล่า

ข้อ ๕ สภาแห่งนี้ได้ผ่านมติ ๖ ข้อของคณะกรรมาธิการด้านการเมืองในข้อที่ ๕ เรื่อง การสร้างวัฒนธรรมการเมืองประชาธิปไตย ซึ่งก็เป็นอีกหัวใจหนึ่งของการสร้างระบบ การเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่มั่นคง ที่จะต้องให้การศึกษาแก่พลเมือง สร้างการมีส่วนร่วม ทางการเมืองของประชาชน การปฏิรูปทางการเมืองจะพังครืนลงถ้าประชาชนไม่ได้มีทัศนะ ที่เห็นความสําคัญของอํานาจประชาชน ถ้าประชาชนเห็นการเมืองเป็นเรื่องธุระไม่ใช่ ใครจะมาใครจะไปไม่ใช่ธุระของตน บ้านเมืองจะดีจะร้ายก็ไม่ใช่ธุระของตน ดังนั้นภารกิจ การปฏิรูปการเมืองด้านวัฒนธรรมการเมืองจึงเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่และท้าทาย ที่ต้องระดม สรรพกําลัง เวลา สติปัญญา และการทุ่มเทอย่างมุ่งมั่น แม้ว่า ๒๐ ปีในแผนยุทธศาสตร์ชาติ ก็ใช่ว่าจะเป็นเวลาที่มากเหลือเฟือสําหรับงานสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในสังคมไทย

ข้อ ๖ เรื่องการสร้างความปรองดองของคนในชาติ การรู้รักสามัคคี และความปรองดองเป็นน้ําหนึ่งใจเดียวกันของคนในชาติ คือปัญหาที่ท้าทายและชี้ขาด การปฏิรูปและการพัฒนาที่จะเกิดขึ้นตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ความมั่นคง ความมั่งคั่ง และความยั่งยืนตามแผนยุทธศาสตร์ชาติจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าคนในชาติยังแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่าย กล่าวร้าย ใส่ความ ความเกลียดชัง ร้านค้าขายยังเปิดขายกันอย่างโจ่งแจ้ง และลูกค้าก็ยังอุดหนุนกันอย่างหนาแน่น คณะกรรมาธิการด้านการเมืองได้เสนอการปฏิรูป ด้านการสร้างความปรองดองอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด ปฏิบัติได้ ยึดหลักกฎหมายและแก้ปัญหา ที่เกิดอยู่ในปัจจุบัน และที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อนสมาชิกได้โปรดดูรายงานนี้เถอะครับ นอกจากระบบคุณธรรมแล้ว เพื่อให้การเมืองมั่นคงในวันข้างหน้า เราก็เห็นว่าระบบ ความชอบธรรมจากรัฐบาลที่มาใช้อํานาจนั้นต้องใช้อํานาจอย่างมีประสิทธิภาพ มีความยุติธรรม มีจริยธรรม เหนืออื่นใด รัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศจะมีความมั่นคงได้ถ้าทําให้ความมุ่งหวัง ของประชาชนที่จะอยู่ดีมีสุขเป็นเป้าหมายสุดท้าย ประชาชนต้องการมีกิน มีเกียรติยศ ได้รับการเคารพในศักดิ์ศรี และอยู่ในประเทศที่มีเสรีภาพและมีโอกาส ประชาชนต้องการมีกิน มีเกียรติ และมีโอกาส รัฐบาลที่เข้ามาจึงจะต้องคิดถึงประชาชนเป็นหลัก เป้าหมายอยู่ที่ ความมุ่งหวังของประชาชนเป็นหลัก รัฐบาลที่รับฟังเสียงบ่นของประชาชนและกระโดดลงไป แก้ไขปัญหาเป็นหลัก ท่านประธานครับ เมื่อเรามุ่งหวังให้การเมืองมีคุณธรรม มีความชอบธรรม และอันสุดท้ายเป็นเรื่องซึ่งสื่ออาจจะสนใจ แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นเรื่องที่เราเห็นว่าการเมือง จะมั่นคงนั้นต้องมีการปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป จริงอยู่ว่า เราพูดถึงเรื่องการปฏิรูปการเมืองที่จะบรรจุไว้ในยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี แต่เรามิได้หมายความ ดังที่ถูกกล่าวหาหรือถูกนินทาว่า คิดจะสร้างกรอบเหล็ก คิดจะทํากรงเหล็กกักขังนักการเมืองที่จะทําตามมา ไม่ให้คิดเรื่อง ชาติบ้านเมืองเพราะถูกแม่น้ํา ๕ สาย หรือ คสช. คิดไว้หมดแล้ว มิได้เป็นเช่นนั้นเลย เราเห็นว่า เรื่องการปรับตัวนั้นควรจะได้มีการปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ของโลกและสังคม ที่เปลี่ยนไป เราจึงได้เสนอข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมที่สุดว่าขอให้มีการทบทวนปรับแก้ รัฐธรรมนูญทุก ๑๐ ปี ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อจะเป็นเข็มทิศว่ารัฐธรรมนูญนั้นสามารถแก้ไขได้ และหากมีเหตุอันจะต้องแก้ไขนั้นก็สามารถมีความหวังและรอได้ว่าภายใน ๕ ปี ๑๐ ปี ก็จะมีคณะกรรมาธิการพิเศษของ ๒ สภาที่จะมารับฟังเสียงของประชาชน เสียงของ พรรคการเมือง เสียงของนักการเมืองว่ารัฐธรรมนูญนั้นจะแก้ไขกันเช่นไรได้บ้าง เป็นความหวังว่า รัฐธรรมนูญแก้ได้ เป็นความหวังว่ากฎหมายสูงสุดนั้นก็ปรับตัวเองเหมือนกับยุทธศาสตร์ชาติ ก็สามารถแก้ได้ ก็สามารถปรับตัวเองได้ เพียงแต่ขอให้ใจเย็น ๆ หน่อยให้รอถึงเวลา ที่ควรจะแก้ก็จะได้แก้กันต่อไปใช่ว่าจะมีทางตัน ท่านประธานที่เคารพครับ จากข้อเสนอ ทั้งหมดนี้ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองได้นําเสนอต่อ เพื่อนสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในวันนี้ เราขอเสนอต่อทุกท่านเพื่อรับรู้ร่วมกัน และขอการอนุมัติจากทุกท่านให้การปฏิรูปทางด้านการเมืองได้มีชีวิตที่เข้มแข็งและเดินหน้าต่อไป ในชั้นยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ซึ่งท่านประธานครับ เชื่อว่าพวกเราทุกคนมีหัวใจเดียวกันว่า เราไม่ได้ทําเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง แต่ทําเพื่ออนาคตของชาติและประชาชนโดยส่วนรวม ร่วมกันครับ ขอขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านประธานเสรีครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานครับ ขออนุญาตเพิ่มเติมเล็กน้อยเพื่อให้เข้าใจชัดเจนขึ้น ส่วนประเด็นที่กราบเรียนรายงานไปนั้น มีการพูดถึงเรื่องของการทบทวนการแก้รัฐธรรมนูญ ก็เป็นแนวทางที่ท่านสมพงษ์ สระกวี ท่านประธานอนุกรรมาธิการได้รายงานไปแล้วว่าเป็นปัจจัยของการจะแก้ปัญหาในอนาคตว่า ถ้าเกิดใช้รัฐธรรมนูญแล้วมีข้อขัดข้องหรือมีส่วนที่มีผลกระทบกับการใช้ดังกล่าวก็ให้มา ทบทวนกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะตั้งหลักว่าจะต้องแก้หรือไม่แก้ ส่วนการจะแก้ รัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น นอกจากข้อเสนอดังกล่าวนี้ก็ยังคงเป็นไปตามกลไกเดิมที่รัฐธรรมนูญ ได้บัญญัติไว้ ก็คือถ้ามีเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา มีประเด็นเนื้อหาสาระ ที่จําเป็นต้องแก้ และเสียงในรัฐสภาสามารถจะแก้ไขได้ก็แก้ไปตามกระบวนการหรือตาม ระยะเวลาที่เหมาะสม อันนี้ก็ต้องทําความเข้าใจกัน ส่วนการปฏิรูปแนวทางที่ให้เป็น ยุทธศาสตร์ชาตินั้นก็กําหนดระยะเวลาไว้อยู่ในช่วง ๒๐ ปีเช่นเดียวกัน โดยเริ่มต้นตั้งแต่ ปีแรกจะต้องมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับต่าง ๆ เกิดขึ้น แล้วก็จะดูผลสัมฤทธิ์ จากการเลือกตั้ง เลือกตั้งแต่ละครั้งมีวาระการเลือกตั้งวาระละ ๔ ปี ในรายงานดังกล่าวนี้ จะเห็นระยะเวลาในการเลือกตั้งแต่ละครั้งนั้นจะสัมฤทธิผลแล้วก็มีการพัฒนาคืบหน้า มากขึ้นเรื่อย ๆ ก็จะอยู่ที่การเลือกตั้งประมาณ ๕ ครั้ง ครั้งละ ๔ ปี ที่มีวาระ ๔ ปีก็จะตก พอดีกันในช่วงระยะเวลา ๒๐ ปี ก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองที่มีความชัดเจน แล้วก็เป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีผลสัมฤทธิ์และเกิดขึ้นได้ นอกจากนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ก็คือ การสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่เราจะต้องสร้างคนรุ่นใหม่ ๆ ให้มีการเรียนรู้ ให้มีความเข้าใจ ให้มีการศึกษา มีหลักสูตร แล้วให้มีประชาชนตั้งแต่เยาว์วัยไปจนถึงประชาชนทั่วไปมีส่วนร่วมในทางการเมือง อันนี้ ก็จะทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองที่ดีขึ้นได้ นอกจากนั้นเพื่อแก้ปัญหา ในปัจจุบัน ในรายงานฉบับนี้ก็เสนอว่าควรจะต้องมีการทําสัญญาประชาคมเกิดขึ้น ถ้าท่านสมาชิก จะพิจารณาดูตั้งแต่หน้า ๓๐ ไป เราก็จะเอาแนวคิดของนักวิชาการในเรื่องสัญญาประชาคมมาใส่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศท่านเป็นนักวิชาการ ได้ทําหนังสือในเรื่องปรัชญาการเมืองแล้วก็กล่าวถึงเรื่องของการสร้างสัญญาประชาคม หรือให้มีสัญญาประชาคมขึ้น โดยรายงานดังกล่าวนี้เราก็หยิบยกข้อความทางวิชาการ ของท่านประธานรัฐสภามาใส่ไว้ตั้งแต่หน้า ๓๒ เป็นต้นไป ก็อยู่ในรายงาน ท่านสมาชิก สามารถอ่านได้ ส่วนสัญญาประชาคมก็มีข้อเสนออยู่ในหน้า ๓๕ โดยจะแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน

ส่วนหนึ่งก็คือที่เป็นสัญญาประชาคมในส่วนของภาคประชาชนที่จะต้อง มีข้อเสนอตกลงต่อสาธารณชนทั่วไป โดยมีแนวทาง คือ ๑. ประชาชนตกลงร่วมกัน จงรักภักดีและรักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และจะน้อมนําศาสตร์พระราชา โดยเฉพาะจะนําหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการดําเนินชีวิต ๒. ประกอบอาชีพด้วยความสุจริต มีความพอเพียง มีความขยันหมั่นเพียร มีคุณธรรม จริยธรรม มีระเบียบวินัย มีไมตรีจิตต่อกัน ไม่เบียดเบียนกัน ไม่ทําผิดกฎหมาย และจะปฏิบัติ ตามกฎหมายโดยเคร่งครัด ๓. ให้มีการสนับสนุนและร่วมมือกับรัฐในการทําให้สังคม และเศรษฐกิจดีขึ้น ๔. การร่วมมือกันในการทําให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ไม่กระทําการใด อันเป็นการขัดแย้งหรือสร้างความแตกแยกในมวลหมู่ประชาชน ๕. จะสนับสนุนและร่วมมือ ให้เกิดการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม จะยอมรับผลการเลือกตั้ง และตกลงจะมีส่วนร่วม ในทางการเมืองด้วยการสนับสนุนพรรคการเมืองให้เป็นของประชาชน ให้มีการเสนอ สนับสนุน หรือสมัครเป็นตัวแทนจากประชาชนเข้าสู่เส้นทางการเมืองโดยการเป็นนักการเมืองที่ดี มีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ทุจริตประพฤติมิชอบ มีคุณธรรมจริยธรรม มีความเสียสละ มีความรับผิดชอบ ต่อการปฏิบัติหน้าที่ในตําแหน่งทางการเมือง รวมทั้งจะไม่กระทําความผิดต่อกฎหมายเลือกตั้ง ไม่ซื้อเสียงขายสิทธิ และจะไม่เสนอแนวนโยบายที่สร้างปัญหาและภาระให้กับงบประมาณแผ่นดิน อันจะก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับประชาชนทั้งประเทศ ๖. จะให้ความร่วมมือสนับสนุนรัฐ ในการปกป้องและรักษาไว้ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งไม่บุกรุกป่าสงวน และที่ดินของรัฐ เว้นแต่จะเป็นที่ดินที่รัฐจัดให้ ๗. จะไม่กระทําการใดที่สร้างความเดือดร้อน ให้กับผู้อื่น อันนี้คือแนวคิดข้อเสนอ ถ้าหากว่าจะให้มีสัญญาประชาคมในภาคพลเมือง หรือภาคประชาชนก็จะเสนอให้เป็นแนวทาง ๗ ข้อดังกล่าวนี้

ในส่วนภาครัฐเราก็เสนอด้วย ไม่ใช่ประชาชนเสนออย่างเดียว ข้อเสนอภาครัฐ คงเป็นหลักการสําคัญในเรื่องเกี่ยวกับอํานาจหน้าที่และความรับผิดชอบของรัฐในการดําเนินการ ภาครัฐจะทําอะไรบ้างครับ ๑. ปกป้องและรักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ความมั่นคง ของประเทศ สิทธิ เสรีภาพ สุขภาพ ความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สิน และความผาสุก ของประชาชนทั้งประเทศอย่างยั่งยืนตลอดไป ๒. ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด อย่างมีประสิทธิภาพ ทําให้บ้านเมืองมีความสงบ เรียบร้อย สร้างความเป็นธรรมให้มีระเบียบและวินัย รวมทั้งป้องกันไม่ให้บุคคลใดละเมิดต่อ กฎหมาย ๓. พัฒนาประเทศในทุก ๆ ด้านอย่างยั่งยืนด้วยการปฏิรูปประเทศและมี ยุทธศาสตร์ชาติที่มีเป้าหมายการบริหารประเทศที่ชัดเจน ๔. ดูแลแก้ปัญหาปากท้อง และทําทุกวิถีทางที่ทําให้เศรษฐกิจดีขึ้น ทั้งเศรษฐกิจของประเทศและเศรษฐกิจของครัวเรือน เพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดีและมีความสุข ลดความเหลื่อมล้ํา แก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับ ประชาชนที่สุจริต หรือถูกเอาเปรียบ ๕. บริหารจัดการให้ข้าราชการและระบบงานราชการปฏิบัติงานทําหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต มีธรรมาภิบาล มีคุณธรรมจริยธรรม มีการดูแลและให้บริการที่ดี มีความสะดวก รวดเร็ว และไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน ๖. จะนําพาประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนสืบไป อันนี้ก็เป็นข้อเสนอ ถ้าหากว่าเราจะมีการทําสัญญาประชาคม ก็เป็นแนวทางที่กราบเรียนท่านประธานและสมาชิกไปดังกล่าว

สิ่งที่ท่านสมพงษ์ได้เรียนไปแล้วตามรายงานดังกล่าวนี้เราได้เสนอ การแก้ปัญหาไม่ให้เกิดความขัดแย้งในอนาคตขึ้น รายละเอียดนี้เราก็กราบเรียนไปแล้ว ดังนั้นต้องกราบเรียนว่ารายงานฉบับนี้เป็นคําตอบของคําถาม ๔ ข้อของท่านนายกรัฐมนตรี ได้เป็นอย่างดี ที่ท่านถามว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะได้รัฐบาลมีธรรมาภิบาลหรือไม่ คือถ้าดูตามเนื้อหารายงานดังกล่าวนี้ก็ต้องบอกว่าเรื่องการปฏิรูปนั้นจะทําให้ทุกอย่างดีขึ้น นักการเมืองจะดีขึ้น การเลือกตั้งจะดีขึ้น ระบบพรรคการเมืองจะเป็นของประชาชน แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือถ้าเลือกตั้งคราวต่อไปสิ่งเหล่านี้ไม่มีการปฏิรูป ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่มีหลักประกันอะไรว่าการเลือกตั้งคราวต่อไปนั้นจะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่ ก็เรียนว่าความชัดเจนนั้นยังไม่มีหลักประกัน ส่วนถ้าหากว่าเลือกตั้งแล้วไม่ได้รัฐบาล ที่มีธรรมาภิบาลจะทําอย่างไร หากทําไม่ได้แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ก็ต้องกราบเรียนว่า ถ้าเรายังได้การเมืองแบบเดิม แบบเก่า การเมืองที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ประชาชนก็จะตกอยู่ใน ความทุกข์ร้อน เดือดร้อน อยู่อย่างทรมาน อยู่อย่างไม่มีความผาสุก จะเป็นผลตามมา จากการที่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการเมืองหรือสร้างรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลได้

ส่วนการเลือกตั้งเป็นส่วนสําคัญของประชาธิปไตย อันนี้เป็นหลักสําคัญ เพราะว่าในประเทศที่เป็นที่ยอมรับจากนานาประเทศก็ต้องมีการเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้ง อย่างเดียวที่ไม่คํานึงถึงอนาคตของประเทศและเรื่องอื่น เช่น ประเทศชาติจะมียุทธศาสตร์ และปฏิรูปหรือไม่ ถูกต้องหรือไม่ถูกต้องอย่างไร ในความคิดทางด้านการเมืองเราก็คํานึง หลาย ๆ ด้าน เราไม่ได้คํานึงถึงเฉพาะการเลือกตั้งอย่างเดียว เราคํานึงว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง จะต้องมีการปฏิรูปประเทศ มีการปฏิรูปด้านการเมือง จะต้องมียุทธศาสตร์ชาติ ให้มีความชัดเจนถึงอนาคตของประเทศ เลือกตั้งอย่างเดียวยังไม่เป็นคําตอบในรายงานฉบับนี้ ถ้าคิดว่ากลุ่มการเมืองมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในทุกกรณีควรจะมีโอกาสเข้าสู่การเลือกตั้งอีก หรือไม่ หากเข้ามาอีก เกิดปัญหาอีก แล้วจะให้ใครแก้ไขด้วยวิธีอย่างไร ก็ต้องเรียนว่า ในส่วนของปัญหาดังกล่าวถ้าหากยังมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ก็ต้องมีการสร้างวัฒนธรรม ทางการเมือง เราก็ต้องทําความเข้าใจกันว่าบรรดานักการเมืองทั้งหลายยอมที่จะเปลี่ยน พฤติกรรมไหม ยอมที่จะเอาประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้งไหม ถ้าหากว่ายังเล่นการเมือง แบบเดิมก็คือเอาแต่ผลประโยชน์ เล่นการเมืองแบบลงทุน เล่นการเมืองแบบธุรกิจการเมือง ไม่คํานึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง ก็จะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมต่าง ๆ ที่ไม่เหมาะสมก็ยังคงมีอยู่ ก็เท่ากับปฏิรูปการเมืองไม่สัมฤทธิผล ดังนั้นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักการเมืองจึงเป็นเรื่องสําคัญของการปฏิรูปทางการเมือง อีกประเด็นหนึ่งเช่นเดียวกัน ถ้าหากว่าไม่เปลี่ยนแปลง มีพฤติกรรมอย่างนี้กลับเข้ามา แล้วจะมีโอกาสให้คนเหล่านี้เข้าสู่การเมืองไหมก็อยู่ที่กฎหมายลูก มีคนเคยพูดเหมือนกัน แต่ผมไม่แน่ใจว่า สนช. เขาจะเขียนกฎหมายออกมาอย่างไร ถ้าต้องการให้เปลี่ยนแปลง ก็คือให้ ส.ส. เดิมที่เคยเป็น ส.ส. มาแล้วอย่าลงในคราวต่อไปจะเป็นไปได้ไหม อันนี้เป็นข้อเสนอเท่านั้นเอง ก็ขึ้นอยู่กับว่า สนช. เขาจะพิจารณาอย่างไร แต่ถ้าเกิดว่า พฤติกรรมของนักการเมืองไม่ยอมเปลี่ยนแปลงและเข้ามาอีกก็แก้ไขด้วยความยากลําบาก เมื่อเห็นแก่ตัวแล้วก็จะสร้างความขัดแย้ง ประชาชนก็จะแตกแยก บ้านเมืองก็จะปั่นป่วน กลับมาอีก ความเดือดร้อนวุ่นวายก็จะกลับคืนมา อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับพี่น้องประชาชนที่จะเป็น คนตัดสินว่าพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักการเมืองที่ประพฤติอยู่และไม่เปลี่ยนแปลงนั้น ท่านจะเลือกกลับเข้ามาอีกหรือไม่ อันนี้ก็จะต้องพิสูจน์กันต่อไป

ตามรายงานดังกล่าวนี้ก็มีเป้าหมายสําคัญ ถ้าหากว่าดําเนินการเป็น ยุทธศาสตร์ชาติและเป็นกระบวนการตามขั้นตอนดังกล่าวก็ขอย้ําว่าผลที่เกิดขึ้นมานั้น ๕ ข้อ ได้แก่ ๑. เกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ก็คือจะสร้างการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ให้สมบูรณ์ มีความมั่นคง แล้วก็มีความยั่งยืน ๒. จะทําให้รัฐบาลทุก ๆ รัฐบาลมีเสถียรภาพ ๓. จะทําให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อยประชาชน มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ๔. ทําให้ประชาชนจะอยู่ในภาวะเศรษฐกิจที่ดี ประชาชนมีงานทําและมีรายได้เพียงพอ แก่การยังชีพ ๕. ทําให้ประชาชนอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี มีคุณภาพ และมีความผาสุก

อันนี้คือเป้าหมายสําคัญ ถ้าหากว่าสามารถปฏิรูปทางการเมืองอย่างยั่งยืน มีกระบวนการ มีแบบแผน มีขั้น มีตอน และมุ่งไปสู่เป้าหมาย ๕ ข้อดังกล่าวนี้ก็จะก่อให้เกิด มรรคผลที่เป็นประโยชน์อันดีแก่พี่น้องประชาชน ดังนั้นจึงมีความจําเป็นที่ต้องนําเนื้อหา ประเด็น แนวทาง วิธีการดังกล่าวบรรจุไว้เป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติทางด้านการเมือง เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในทางที่ดีขึ้น ขอบคุณท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เมื่อทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองได้นําเสนอ ข้อเสนอการปฏิรูปการเมืองเพื่อเป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติเสร็จสิ้นแล้ว ต่อไปขอเชิญ ท่านสมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็นโดยใช้เวลาท่านละไม่เกิน ๑๐ นาที สําหรับท่านแรก ขอเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสํานักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน โดยท่านได้ขออนุญาตและผมได้อนุญาตแล้วในการนําเสนอเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ประกอบการอภิปราย ขอเชิญครับ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิก ที่รักทั้งหลาย กระผม นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๓ ผมได้อ่านผลงาน ของกรรมาธิการแล้วก็มีความรู้สึกว่าท่านกรรมาธิการเป็นห่วงเป็นใยประเทศชาติ อยากจะให้มี การปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยด้วยการเลือกตั้งอย่างมีคุณธรรม ผมกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพว่า ประชาชนหลายท่านก็อาจจะไม่รู้ว่าทําไมต้องไปเลือกตั้ง ผมเลยอยากจะขอนําเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ฉายบนภาพให้ดูนะครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

อันนี้เป็นชื่อเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ผมไม่ได้ไปเอาที่ไหนหรอก ผมไปเอาข้างล่างที่เขากําลังทํานิทรรศการ ไปดูได้เลยจะเห็นอะไรต่ออะไร หลายอย่าง กระบวนการของการได้มาซึ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญ แล้วผมขออนุญาตครับ หนังสือฉบับนี้ใช้ในสภานะครับ เขียนว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พิมพ์โดยรัฐสภา แล้วก็ใช้กันในห้องประชุม ทั้งหมดมีถึง ๒๗๙ มาตรา ถามว่าผมเอามาทําไม เดี๋ยวจะบอกนะครับ ภาพต่อไป ผมเห็นมาตั้งแต่เด็ก พอพูดถึงเรื่องประชาธิปไตย พูดถึงเรื่องรัฐธรรมนูญ ก็ต้องมีพานแว่นฟ้า เพราะว่ารัฐธรรมนูญเป็นของศักดิ์สิทธิ์ เป็นกฎหมายหลักของประเทศ เดี๋ยวผมจะให้ดูเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ต่อไปอีก อันนี้เป็นของจริง อัญเชิญ มาอยู่ข้างล่าง ท่านที่ยังไม่ได้ไปดูก็ไปดูสิครับว่าของจริงเป็นอย่างนี้ มี ๓ ฉบับ เก็บไว้ที่ไหนบ้าง อะไรต่ออะไรเขาก็จะบอกในประวัติ ภาพต่อไป อันนี้เป็นเนื้อหาเลย ต้องจารด้วยหมึก ด้วยอาลักษณ์จาร ผมนํามาเพื่อที่จะให้ประชาชนที่รับฟังวิทยุรวมทั้งโทรทัศน์ของรัฐสภา ให้เห็นของจริงว่าเป็นอย่างนี้ ทีนี้เมื่อเห็นของจริงไปแล้วผมก็อยากจะกราบเรียนท่าน ด้วยความเคารพว่าในกฎหมายรัฐธรรมนูญเขากําหนดไว้ถึงสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และหน้าที่ของผู้บริหารคือรัฐบาล หน้าที่ของรัฐสภา และหน้าที่ของประชาชนว่าจะต้องทํา อะไรบ้าง ถ้านักการเมืองปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เป๊ะเลย ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ประเทศ ก็จะใสสะอาดแล้วก็เจริญก้าวหน้าแน่นอน ผมจึงอยากจะกราบเรียนว่าจากการที่จะต้องมี กฎหมายรัฐธรรมนูญเพราะอะไร เพราะเรามีรัฐ รัฐคือรัฐไทย ประเทศไทย รัฐจะต้อง ประกอบไปด้วยดินแดน ประชากร เอกราช และรัฐบาล ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งก็จะไม่ถือว่าเป็นประเทศ ของเรามีครบมานานตั้งแต่สมัย พ่อขุนรามคําแหง ยังไม่มีกฎหมายรัฐธรรมนูญด้วยซ้ํา เรามีครบจนถึงปัจจุบันนี้เลย ทีนี้ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการว่า การที่จะทําให้ประชาชนเข้าถึง รายละเอียดกฎหมายรัฐธรรมนูญ เข้าถึงนักการเมือง ให้นักการเมืองมีจริยธรรม คุณธรรมสูงส่ง ไม่ใช่เรื่องง่าย ผมเกิดมาจน ๗๐ ปีก็ยังมีความรู้สึกว่าลําบากอยู่ แล้วอยากจะบอกว่า ถ้าทุกคนอ่านรัฐธรรมนูญแล้วจะเป็นประโยชน์มากว่าอะไรทําได้ อะไรทําไม่ได้ แล้วกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะก่อให้เกิดกฎหมายลูกในอีก ๑๐ ฉบับ ก็ต้องไปอ่านและทําความเข้าใจ ผมกราบเรียนท่านประธานถึงข้อเสนอของผมในหน้าสุดท้าย

ข้อ ๑ ผมอยากเห็นมีการให้ความรู้กับนักการเมืองทุกระดับ ให้เข้าใจถึง สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และหน้าที่ที่จะต้องประพฤติปฏิบัติเพื่อประชาชน ให้ประชาชน มีความผาสุก อันนี้หลักสําคัญเลย ถ้าไม่เข้าใจว่าสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค การเข้าถึง ทรัพยากร ต้องเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ใครมือยาวสาวได้สาวเอา อย่างนี้ประชาธิปไตยก็จะลําบาก

ข้อ ๒ ต้องให้มีการบรรจุเนื้อหาของรัฐธรรมนูญให้กับนักเรียน นักศึกษา ทุกระดับได้เข้าใจถึงสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค หน้าที่ของตนเองและของผู้อื่น เรามักจะพูดเสมอว่านี่เป็นสิทธิที่ผมทําได้ อันนี้ผมทําได้ พูดถึงสิทธิ แต่ไม่เคยพูดถึงหน้าที่เลย ฉะนั้นต้องปลูกฝังตั้งแต่นักเรียนอนุบาลเลยว่าการจะทําอะไรต้องนึกถึงว่าอันนี้เป็นสิทธิ ที่เราทําได้ ถ้าจะไปหยิบขันน้ําแต่พอทราบว่าเป็นขันน้ําของเพื่อนก็หยิบไม่ได้ ไปจนถึง มหาวิทยาลัยว่าการเข้ามหาวิทยาลัยต้องไม่มีการโกง เห็นไหมจับกันทุกปี เมื่อไรก็ตาม ถ้าต้องจับว่ามีการทุจริตขี้โกงการเข้ามหาวิทยาลัยผมว่าลําบากที่จะไปถึง อย่างที่ ท่านกรรมาธิการว่านะครับ

ข้อ ๓ ต้องให้ความรู้กับประชาชนในการพิจารณาเลือกคนดีมีศีลธรรม ไปทําหน้าที่แทนตนเองในสภา อันนี้สําคัญมาก ไม้อ่อนดัดง่ายไม้แก่ดัดยากนะครับ ทําอย่างไรถึงจะให้ประชาชนเข้าใจว่าคนนี้เราควรเลือกหรือไม่ควรเลือก แล้วก็บอกต่อไปว่า คนอย่างนี้มีความไม่ดีอะไรบ้างที่เราไม่ควรเลือก ธรรมเนียมของคนไทยเราก็คือขี้เกรงใจ แล้วก็พูดงึมงํา ๆ ทุกครั้งของการเลือกตั้งไม่ว่าจะ อบต. เล็กสุดเลย ก็ต้องใช้เงินใช้ทอง ร้อยแปดจิปาถะ ประชาชนคนธรรมดาพอไปเป็นสมาชิก อบต. ใส่เครื่องแบบแล้วเหมือนอยู่ คนละชั้นฟ้าเลย ขนาดผมเป็นข้าราชการนะครับ ไปตาม อบต. บางแห่งไม่ใช่ธรรมดาเลย แต่ถ้าบอกว่าผมมาจากตรงนั้น ผมมีตําแหน่งอย่างนี้ต้องรีบเลย การดูแลประชาชน ต้องเท่าเทียมกัน อย่างน้อยต้องเสมอภาค ทําอย่างไรถึงจะให้ประชาชนมีความสุข ความพอใจ ตามอัตภาพ ก็เลยกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการว่าทั้งหมดนี้ผมเห็นด้วย เพราะที่ท่านบอกว่าจะต้องมีการปรับปรุงรัฐธรรมนูญทุก ๑๐ ปีอะไรแล้วแต่ ผมว่าก็เป็น เรื่องของสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าท่านสอนมาแล้ว ก็คือเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แต่เรื่องของ ชาติบ้านเมืองจะใช้สัจธรรมอันนี้ไม่ได้ ต้องให้เกิดขึ้น ตั้งอยู่ พัฒนาต่อไป ผมเน้นนะครับ ต้องพัฒนาต่อไป ก็กราบขอบพระคุณท่านกรรมาธิการอีกครั้งหนึ่ง ที่กรุณาทําเรื่องยาก ๆ ให้เป็นเรื่องง่าย แล้วก็ฝากข้อคิดความเห็นของผมไปยังท่านด้วยก็แล้วกันว่าทําอย่างไร ถึงจะให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าเข้าใจถึงสิทธิ เสรีภาพ หน้าที่ของตนเอง ความเสมอภาค รู้จักเข้าคิว ในสภานี้ผมเห็นเลยว่าเข้าคิวดี รับประทานอาหารยืนเข้าคิวกันผมก็ชื่นชม ใครมาก่อนก็ตักก่อน อันนี้ก็เริ่มต้นของประชาธิปไตย ถ้าในสถานที่แห่งนี้ยังไม่มีประชาธิปไตย ไม่รู้จักเข้าคิวก็ลําบาก รู้จักแต่สิทธิ ไม่รู้จักหน้าที่ ก็ขอชื่นชมเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ผมมีเรื่องกราบเรียนท่านประธานเพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เผอิญท่านกษิต ภิรมย์ ยกมือ คิดว่าอาจจะมีการพาดพิง เชิญครับ

นายกษิต ภิรมย์ กรรมาธิการ

ใช่ครับ ขอขอบคุณท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. อันดับที่ ๗ ก็พาดพิงไม่ใช่กับตัวนะครับ แต่ว่าต่อภารกิจที่ได้ทํามา ในช่วง ๑ ปีครึ่ง ก็คือเรื่องของการส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมือง ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทางกรรมาธิการนําโดยท่านเสรีของกระผมก็ได้นําเรื่องทั้งหมดมาชี้แจงต่อสภา สปท. เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๕ พฤษภาคมที่ผ่านมา แล้วเราก็ได้ย้ําเรื่องประเด็นของการให้ความรู้ ต่อปวงชนชาวไทยเกือบ ๗๐ ล้านคน แล้วโดยเฉพาะกับนักการเมืองทุกระดับ ทั้งที่จะสมัคร เข้าเล่นการเมือง และเมื่อเข้ามาอยู่ในตําแหน่งแล้วว่าจะต้องมีการฝึกอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับ บริบทของไทยและสังคมเป็นระยะ ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เพื่อนสมาชิก ท่านสุรินทร์ อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงานได้พูดไว้นั้นเราได้ดําเนินการมาแล้ว มีโครงการทดลอง และจะดําเนินการต่อไป และในระหว่างนี้เรากําลังจะมีหนังสือที่จะลงนามโดยท่านประธาน สปท. ถึงท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ เพื่อจะนําผลของการประชุมเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว แล้วก็โครงการทดลองที่เราได้ทํามาในช่วง ๑๒ เดือนผ่านมาเพื่อเสนอให้รัฐบาลดําเนินการ ต่อไปทั้งหมด รวมทั้งจะให้เป็นวาระแห่งชาติหรือว่าการจะยกร่างพระราชบัญญัติ เพื่อจะตั้งสถาบันส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองด้วย ขอขอบคุณครับท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ท่านต่อไปที่จะอภิปราย ขอเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูป แห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสในการอภิปรายเรื่องของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง คือยุทธศาสตร์ชาติด้านการเมือง ถ้าถามว่าเรื่องนี้มีความสําคัญเป็นลําดับที่เท่าไรเมื่อเปรียบเทียบกับวาระปฏิรูปต่าง ๆ ผมก็คิดว่าคงจะให้เป็นลําดับที่เรียกว่าท็อปทรี (Top three) คือเป็นเรื่องที่มีความสําคัญ เร่งด่วนสูงสุด และสําคัญยิ่งต่อความมั่นคง ความมั่งคั่ง ความยั่งยืนของประเทศ เพราะจากที่ ทางท่านประธานกรรมาธิการและกรรมาธิการได้ชี้แจงให้เห็นถึงปัญหาของระบบการเมือง ระบอบประชาธิปไตยของไทย ก็คงเป็นที่ชัดเจนว่าเป็นสิ่งที่เราจะต้องให้ความสําคัญในการ ร่วมกันสร้างสรรค์พัฒนา มิฉะนั้นแล้วทุกอย่างก็คงจะไม่สามารถพัฒนาไปตามเป้าหมายได้ วันนี้เราพูดถึงการที่จะทําแผนและขั้นตอนในการพัฒนาการเมืองไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งก็สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ สอดคล้องกับนโยบายที่สําคัญของรัฐบาลชุดนี้ที่ได้ผลักดัน จนกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้บรรจุกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติไว้ และคงจะมี คณะกรรมการขึ้นมาดําเนินการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติให้เป็นแผนที่รัฐบาลในอนาคตจะต้อง ยึดถือปฏิบัติอยู่ในกรอบตามสมควร เพราะฉะนั้นแผนการปฏิรูปด้านการเมืองของเรานั้น ผมคิดว่าก็คงไม่สายเกินไปที่จะ นํามาวางไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ ถึงแม้ว่าเราจะมีประชาธิปไตยมาเกือบจะ ๙๐ ปี แต่ความล้มเหลว ความไม่ประสบความสําเร็จในด้านความมั่นคงของรัฐบาลนั้นก็เป็นที่ประจักษ์อย่างที่ ทางกรรมาธิการได้ทําตารางไว้ เรามีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ เรากําลังใช้อยู่ในฉบับที่ ๒๐ มีหลายฉบับที่ถูกปฏิวัติล้มเลิกไปรวม ๆ ๑๐ ฉบับ เพราะฉะนั้นการให้ความสําคัญ ในเรื่องการปฏิรูปทางการเมืองผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สําคัญที่สุด กรรมาธิการได้มองไป ๒ เป้าหลัก ถ้าจะพัฒนาให้ประสบความสําเร็จตามเป้าหมาย ตามวัตถุประสงค์ และตามปัญหาที่มีอยู่ คือในส่วนของภาคประชาชน และในส่วนของภาคการเมือง ภาคประชาชนซึ่งเรามีเกือบ ๗๐ ล้านคนถือว่าเป็นหัวใจที่ประชาธิปไตยจะเดินหน้าไปได้มั่นคง มั่งคั่งเพียงไร ซึ่งในประเทศที่เขามีความก้าวหน้าทางด้านการปกครองระบอบประชาธิปไตยได้ก็ถือว่า เป็นเรื่องที่ภาคประชาชนมีความเข้าใจในวัฒนธรรมทางด้านการเมือง แต่บ้านเราเมื่อเริ่ม การปกครองในระบอบประชาธิปไตยเมื่อปี ๒๔๗๕ มาจนถึงปัจจุบันนี้ จะเป็นไปด้วย ความเหลื่อมล้ํา ความยากจน ความอยู่ห่างจากความเจริญของพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ ของชาติ จึงทําให้ความเข้าใจในระบอบการปกครองประชาธิปไตยนั้นค่อนข้างจะมีน้อย ไม่เป็นรูปธรรมที่เหมาะสมหรือเป็นไปในทางเดียวกัน แล้วก็ยังตกอยู่ในอามิสสินจ้าง ของคนที่มีอิทธิพล คนที่มีสตางค์มาก เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาเรื่องนี้ก็ต้อง แก้ปัญหาทุกด้านด้วย อย่างเป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าเราก็ปฏิรูปทั้งด้านความเหลื่อมล้ํา ทั้งด้านความยากจน ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และทุกอย่าง จนถึงเรากําลังมองที่จะทําให้ ประเทศไทยเป็นไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) คือมีความก้าวหน้าทางด้านนวัตกรรมต่าง ๆ ผมก็ขอเรียนถึงตัวอย่างหนึ่งในการพัฒนาภาคประชาชน เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาคือเมื่อ ๒ วันนี้ ผมได้ลงพื้นที่กับทางสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ไปที่อําเภอห้างฉัตร จังหวัดลําปาง ไปที่ตําบลห้างฉัตร ก็ได้รับฟังการบรรยายสรุปอยู่ ๒ ชั่วโมงจากคณะกรรมการที่เกิดขึ้น ผมเชื่อว่าหลายท่านในห้องนี้หรือส่วนใหญ่คงไม่เคยได้ยินหรอก เรียกว่า ศส.ปชต. คือศูนย์เสริมสร้างประชาธิปไตย ตอนนี้มีอยู่แล้ว จัดตั้งขึ้นแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ จนถึงปีนี้รวมกันมีอยู่ถึง ๗,๒๑๗ ศูนย์ ก็คือเป็นศูนย์ตามจํานวนของตําบลนั่นเอง เพราะฉะนั้น ก็เป็นความคิดริเริ่มของ กกต. ที่ร่วมกับ กศน. ที่มีครูอยู่ในทุกตําบลจัดตั้งศูนย์นี้ขึ้น แล้วก็ให้มีการสรรหากรรมการมาบริหารศูนย์ประมาณ ๑๐ คน เป็นทั้งผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้ที่ได้รับ ความเคารพเชื่อถือในแต่ละตําบล แต่ละหมู่บ้าน แล้วก็มีครู กศน. เป็นเลขานุการของ คณะกรรมการ ที่ผมหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง ให้สอดคล้องกับความพยายาม ของคณะกรรมาธิการว่าการปลูกฝังอุดมการณ์ประชาธิปไตย การที่จะสร้างเสริมอุดมการณ์ ให้เขามีความเข้าใจในระบบการปกครองในการเลือกคนดี ในการที่จะประพฤติปฏิบัติ ตามหลักของพลเมืองศึกษาในด้านประชาธิปไตยนั้นก็มีหน่วยงานที่ดําเนินการอยู่ หลักการลักษณะเช่นนี้ ก็เป็นงานที่ผมคิดว่าต้องช่วยกันทํา ช่วยกันส่งเสริม อาจจะ มีแนวทางต่าง ๆ เพราะฉะนั้นที่นี่ก็ถือว่าเป็นตําบลหนึ่งที่มีแนวความคิด มีการเสริมสร้าง อุดมการณ์ประชาธิปไตย แล้วจังหวัดลําปางก็เป็นจังหวัดที่ให้การสนับสนุนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ด้วยเสียงข้างมาก เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นี้ เพราะฉะนั้นจึงเรียนให้เพื่อนสมาชิก และท่านกรรมาธิการรับทราบว่าลักษณะของการปลูกฝังอุดมการณ์ประชาธิปไตยต้องลงไป ทําถึงประชาชน ถึงชุมชน ถึงหมู่บ้าน ตําบลจริง ๆ เรามีหมู่บ้านอยู่ประมาณ ๗๐๔,๐๐๐ กว่าหมู่บ้าน เรามีหน่วยเลือกตั้งประมาณ ๙๐,๐๐๐ กว่าถึง ๑๐๐,๐๐๐ หน่วยเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นทําอย่างไรที่เราจะให้คนที่ไปเป็นกรรมการการเลือกตั้งประจําหน่วย เป็นผู้ที่มีอุดมการณ์ของความเป็นธรรม ของความซื่อสัตย์สุจริตในการที่จะจัดการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นข้อเสนอหนึ่งของคณะกรรมการว่าให้มีการจัดการเลือกตั้งที่จะเรียกว่าแฟร์ (Fair) คือมีความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ในส่วนภาคการเมือง กรรมาธิการมีข้อเสนอหลายประการ ที่จะสร้างพรรคการเมืองให้เข้มแข็งเป็นสถาบัน ผมว่าเป็นหัวใจอันหนึ่งเพราะเป็นกลไกที่จะ ทําให้เกิดการเข้าสู่ภาคการเมือง ไปสู่การเลือกตั้ง ไปสู่การบริหารประเทศ เพราะฉะนั้น การที่จะให้พรรคการเมืองมีการพัฒนาให้สมกับที่เราเรียกว่าพรรคการเมืองในประเทศ ที่เขามีความก้าวหน้าทางประชาธิปไตยจึงเป็นเรื่องที่สําคัญยิ่ง เราคงไม่ต้องพูดถึงพรรคการเมือง ที่มีความเข้มแข็งในประเทศต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่มากมาย แต่บ้านเราพรรคการเมืองส่วนใหญ่ ก็ยังต้องการการพัฒนา ขณะนี้เรามีพรรคการเมืองจดทะเบียนอยู่ ๗๐ พรรคการเมือง มีเพียงแค่ ๔๑ พรรคการเมืองเองที่อยู่ในข่ายปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยพรรคการเมือง และกฎหมายประกอบ อีกเกือบ ๓๐ พรรคการเมืองนั้นถ้าเริ่มประกาศใช้ พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมือง เมื่อไรก็ต้องยุบทันทีเพราะว่าไม่ได้เข้าข่ายเลย ไม่มีการดําเนินกิจกรรมทางการเมือง ไม่มีสมาชิก ไม่มีสาขาพรรคตามภาคต่าง ๆ ทั้งหลายทั้งปวง ไม่เคยส่งรายงานการประชุม รายงานทางการเงิน ก็เป็นพรรคที่จดขึ้นเพื่อเป็นพรรคสํารองหรือเป็นพรรคที่คนอยากจะจด เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ทําให้เห็นถึงความอ่อนแอในด้านพรรคการเมืองของบ้านเรา ซึ่งจริง ๆ แล้ว ควรจะเป็นกลไกสําคัญที่จะนําไปสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีความมั่นคง มีเสถียรภาพ และให้ได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล ดูนาฬิกาเวลาใกล้จะหมด ก็ขอเวลา ท่านประธานอีกสักนิดหนึ่ง เพราะทราบว่าขณะนี้มีผู้ยื่นขออภิปรายเพียงแค่ ๓ คนเอง ก็จะขอพูดประเด็นสุดท้ายเลย เรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเรื่องนี้มีปรากฏอยู่ใน ข้อเสนอของกรรมาธิการว่าควรจะได้มีการทบทวนแก้ไขรัฐธรรมนูญทุก ๑๐ ปี ผมถามว่า แนวคิดนี้มาจากอะไร แนวคิดนี้ก็อาจจะมาจากว่าท่านประธานเองก็เคยเป็นกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญมาหลายครั้งแล้วก็มีตัวอย่างให้เห็นที่ชัดเจน เมื่อปี ๒๕๔๐ เรามี รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็มาจากการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ จนได้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ขึ้นมา อันนั้นไม่ได้มีการปฏิวัติ รัฐประหาร ไม่มีการฉีกรัฐธรรมนูญ อย่างที่เขียนไว้ในตารางนี้เลย แต่เป็นความริเริ่มของพรรคการเมืองของรัฐบาลในสมัยนั้น ในปี ๒๕๕๓ สมัยที่ผมเป็นสมาชิกวุฒิสภา ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง เรียกว่า คณะกรรมการเสริมสร้างความสมานฉันท์แห่งชาติ ชื่อประมาณนี้ โดยมีท่านดิเรก ถึงฝั่ง ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ซึ่งเป็นสมาชิกวุฒิสภาในสมัยนั้นเป็นประธาน ผมได้รับแต่งตั้งให้เป็น ประธานอนุกรรมการพิจารณาแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ก็ได้ จัดประชุมอยู่ ๔-๕ เดือน มีข้อเสนอในการแก้ไขรัฐธรรมนูญประมาณ ๕ เรื่องหลัก ๆ จากนั้น ก็นําไปเสนอรัฐบาลคือท่านอภิสิทธิ์ก็ไปกันที่ทําเนียบรัฐบาลเลย ไปยื่นต่อท่านเลยว่าประเด็น ที่เราศึกษามาจากกรรมการ จะเรียกว่ากรรมการอิสระก็ได้เพราะมาจากทุกฝักทุกฝ่าย ทั้งภาคการเมืองและภาคข้างนอก นักวิชาการหลายท่าน อาจารย์สมบัติ ธํารงธัญวงศ์ เป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอยู่กับผม แก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่กับผมทั้งสิ้นในวันนั้น หลังจากนั้นท่านอภิสิทธิ์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านในทางที่ดีนะครับ ท่านก็ได้พิจารณาแล้ว ท่านก็นําไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญในบางประเด็น เช่น การแบ่งเขตเลือกตั้ง จํานวน ส.ส. ในบัญชีรายชื่อต่าง ๆ นี่เป็นตัวอย่างให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ผมมีความมั่นใจ มีความเชื่อมั่นว่ากรรมการร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๒๑ ท่านได้ทําหน้าที่อย่างดีที่สุด ได้ร่าง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างประชาธิปไตยให้กับประเทศชาติ แต่ถ้าถามว่าอีก ๑๐ ปี รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังมีข้อบัญญัติที่จะเหมาะสมกับภาวการณ์ ในวันนั้นหรือไม่ อันนี้เป็นคําถามที่เราจะต้องช่วยกันคิด ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีของใหม่ ๆ หลายเรื่อง เรื่องสําคัญ ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบจัดสรรปันส่วน คล้าย ๆ กับเอ็มเอ็มพี (MMP) ของเยอรมนี มีระบบการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาแบบที่ คณะกรรมการได้ออกแบบเพื่อที่จะแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในอดีตไม่ว่าปัญหาของการฮั้ว ปัญหาของการสรรหาพวกเดียวกัน ปัญหาของคณะกรรมการสรรหาซึ่งรับใบสั่งมา เป็นต้น จึงได้ให้ใช้ระบบที่เรียกว่าเลือกกันเอง อันนี้หมายความว่าใน ๕ ปีที่ ๒ เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้แม้แต่ว่าการได้มาซึ่ง ส.ว. ใน ๕ ปีแรกกรรมการยังได้ยกร่างเอามาไว้ทดลองใช้ ๕๐ คน โดยใช้ระบบที่จะใช้ในอีก ๕ ปีข้างหน้าหลังจากผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านไปแล้ว เพราะฉะนั้น ผมจึงคิดว่าข้อเสนอในการให้ทบทวนรัฐธรรมนูญทุก ๑๐ ปีน่าจะทําได้ จะทําอย่างไร ก็บรรจุไว้ในยุทธศาสตร์ชาติที่จะเขียนว่าเมื่อถึงเวลา ๑๐ ปีแล้วให้รัฐสภาตั้งกรรมการขึ้นมา คณะหนึ่งเป็นกรรมการอิสระประกอบด้วยบุคคลหลาย ๆ ฝ่าย ทั้งภาคประชาสังคม ภาคองค์กรอิสระ ภาคการเมือง ก็มาร่วมกันคิด จะใช้เวลา ๖ เดือน หรือ ๑๒ เดือนก็แล้วแต่ ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับอาจารย์บวรศักดิ์นั้น มาตรา ๒๗๒ ได้เขียนไว้อย่างที่เขียนในข้อเสนอ ของคณะกรรมการชุดนี้เลย บอกว่าให้ใช้เวลา ๖ เดือน เป็นกรรมการอิสระ แล้วก็ไม่ได้ไปประกาศ ใช้เป็นรัฐธรรมนูญ ก็นําข้อเสนอแนะไปเสนอต่อรัฐสภา รัฐสภาก็พิจารณาร่วมกันว่า เห็นสมควรไหม ต่างจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างไร รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนไว้ในมาตรา ๒๕๕ และมาตรา ๒๕๖ ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญได้ แต่กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นค่อนข้างจะยาว ไปศาลรัฐธรรมนูญ ๒-๓ ครั้ง ต้องมี การเห็นชอบของสมาชิกวุฒิสภาในสัดส่วนเท่านี้ ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสัดส่วนเท่านี้ แล้วก็มีขั้นตอนในการตีความอีกว่ามาตราไหนที่แก้จะต้องลงไปสู่การทําประชามติก่อน หรือไม่ต่าง ๆ นานา ก็ดี เพราะว่าเป็นการกันไว้ไม่ให้แก้ง่ายจนเกินไป แต่การแก้ด้วย มาตรา ๒๕๕ มาตรา ๒๕๖ ในหมวดว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ ถ้าจะแก้ทีละ ๑๐ มาตราเป็นไปไม่ได้ ก็แก้ได้เป็นเรื่อง ๆ ๑ หรือ ๒ มาตรา แก้เรื่องที่เกี่ยวข้องที่สําคัญ อาจจะแก้เรื่องจํานวนสมาชิกก็ต้องแก้แค่นั้น จะไปแก้ระบบใด ระบบหนึ่งในนั้นไม่มีทางทําได้ เพราะว่าไม่มีพรรคการเมือง ไม่มีสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด จะเห็นด้วยกับทุกเรื่องที่เสนอแก้ไข เพราะฉะนั้นผมจึงกราบเรียนว่าในส่วนนี้ผมเห็นด้วย การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ว่ากันไปเมื่อไรที่สมาชิกทั้ง ๒ สภาเห็นชอบ ส่วนการรีวิว (Review) การทบทวนความเหมาะสมของรัฐธรรมนูญว่าเหมาะสมกับภาวการณ์ไหม ระบบการศึกษา ในวันนั้นควรจะเป็นอย่างไร ระบบเรื่องสิ่งแวดล้อมควรจะทดสอบกันเฉพาะพื้นที่หรือเป็น สทราทีจิก (Strategic) เป็นยุทธศาสตร์ เป็นพื้นที่อันกว้างใหญ่เลยเหมือนกับรัฐบาล ชุดปัจจุบันได้ทําอีอีซี (EEC) ก็เป็นลักษณะอันหนึ่งของการทํางานในหลาย ๆ จังหวัดร่วมกัน เพราะฉะนั้นจึงกราบเรียนว่าข้อเสนอในเรื่องการทบทวนรัฐธรรมนูญทุก ๑๐ ปี ถึงแม้จะ ไม่สามารถไปเขียนในรัฐธรรมนูญได้ ไม่สามารถออกเป็นกฎหมายได้ แต่อาจจะให้กําหนดไว้ใน แผนยุทธศาสตร์ชาติแล้วก็มีการดําเนินการ ส่วนจะแก้ไขได้หรือไม่ได้ก็ยังเป็นเรื่องที่รัฐสภา จะต้องเป็นผู้ดําเนินการตามกระบวนการขั้นตอนที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญ ก็ขออนุญาตกราบเรียน เพียงแค่นี้ ขอขอบพระคุณและขออภัยท่านประธานที่ใช้เวลาเกินมา ๖ นาทีครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านต่อไปขอเชิญท่านวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา รองบรรณาธิการบริหาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญครับ

นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา 🔗

ขอบพระคุณครับท่านประธาน กราบเรียน ท่านประธานและสมาชิกทุกท่าน ที่ผมตั้งใจจะอภิปรายวันนี้ก็เป็นเรื่องที่สําคัญ แล้วก็เห็นว่า คณะกรรมาธิการได้ทําเรื่องสําคัญไว้เรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาทางยุทธศาสตร์ อันนี้ ผมต้องกราบขอบพระคุณไว้ ณ ที่นี้ นั่นก็คือข้อเสนอที่ให้นักการเมือง หรือผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งต้องแสดงบัญชีภาษี หรือเปิดเผยบัญชีภาษี เรื่องนี้เป็นยุทธศาสตร์ที่สําคัญ เรื่องนี้ผมได้ผลักดันมาตั้งแต่เป็น สปช. ในครั้งนั้นคณะกรรมาธิการ ๒ ชุดก็เห็นด้วยแล้วก็ขับเคลื่อนกัน นั่นก็คือคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองของอาจารย์สมบัติ ธํารงธัญวงศ์ และคณะกรรมาธิการ วิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและการปราบปรามทุจริต และประพฤติมิชอบ ซึ่งมีท่านประมนต์ สุธีวงศ์ เป็นประธาน การผลักดันครั้งนั้น ก่อให้เกิดแรงเคลื่อนประเด็นนี้ไปอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญของอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ แล้วก็มาอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ที่อาจารย์มีชัยเป็นหัวหน้าคณะ ก็มาอยู่ในมาตรา ๘๕ แรงเคลื่อนที่ว่านี้ถามว่าจะทําอะไรให้เกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้น ความคิดทางยุทธศาสตร์ เรามองอย่างนี้ว่าทําไมคนไม่ดีถึงมาเล่นการเมือง มาเล่นการเมืองเพราะว่ามีผลประโยชน์ เล่นแล้วรวย ผมเป็นนักข่าวทําข่าวอยู่ที่นี่ถ้าปีนี้ก็ ๓๒-๓๓ ปีแล้ว เห็นนักการเมือง ตั้งแต่นั่งแท็กซี่มาสภาเยอะนะครับ หลังเลือกตั้งโทรมมาและนั่งแท็กซี่เหมือนเดิม อยู่ไป ๆ ระยะหลังไม่ทราบเป็นอะไร หลังเลือกตั้งนักการเมืองจะเอารถซูเปอร์คาร์ (Super Car) มาโชว์กันมาอวดกันว่าเลือกตั้งแล้วมีเหลือ อาจจะอมเงินพรรค หรืออมเงินทอนอะไรผมไม่ทราบ แต่มีการใช้เงินใช้ทองกันเยอะแยะแล้วรวย ยิ่งเล่นยิ่งรวย นักการเมืองที่เห็นขึ้นแท็กซี่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว แสดงว่ามีคนกลุ่มหนึ่งเอาประเทศชาติไปค้ากําไร แล้วทําให้เกิดความขัดแย้ง พอค้ากําไรต่างคนต่างได้ก็ต้องสู้กัน ทีนี้ผมจะทําอย่างไร ไม่ให้คนเหล่านี้เข้ามา ผมก็มีทฤษฎีง่าย ๆ ของผม บนโต๊ะอาหารถ้าไม่มีเศษอาหารก็จะไม่มีมด หนู แมลงสาบ แต่ถ้ามีเศษอาหารแล้วเราใช้มาตรการก็คือเอายาฆ่าแมลงไปฉีด ยาฆ่าแมลงก็จะอยู่ได้พักเดียวแล้วเดี๋ยวมด หนู แมลงสาบก็มาใหม่ สิ่งที่ดีที่สุดก็คือ ต้องเอาเศษอาหารออกไปเลย หรือปิดพื้นที่ไม่ให้ทั้ง ๓ อย่าง มด หนู แมลงสาบ เข้ามาได้ มาตรการการเปิดเผยบัญชีภาษีย้อนหลังผมเสนอไป ๕ ปี ก็มีต่อรองเหลือ ๓ ปี ผมพูดในที่นี้ว่ามีนักการเมืองเคยมาบอกผมว่าให้ทําเรื่องอื่นดีกว่า อย่าไปบอกเหตุผลเลยว่า ทําไมต้องทําเรื่องอื่น แต่ว่าผมไม่หยุดครับ เพราะว่าการเปิดเผยบัญชีภาษีย้อนหลัง ประการที่ ๑ จะทําให้รู้เลยว่านักการเมืองคนนั้นเป็นพลเมืองที่ดีหรือเปล่า เพราะหน้าที่พลเมืองนะครับ ผู้ชายนอกจากไปป้องกันประเทศแล้ว ผู้หญิงกับผู้ชายจะต้องร่วมกันเสียภาษี เขียนไว้ใน รัฐธรรมนูญ ในเมื่อเป็นหน้าที่ไปปกปิดทําไมล่ะครับ ในเมื่อคุณจะต้องเป็นตัวอย่าง ของประชาชนคุณต้องเปิดเผยว่าที่ผ่านมาทั้งชีวิตคุณ คุณเสียภาษีให้กับบ้านเมืองขนาดไหน หรือแม้กระทั่งภาษีคุณก็ยังคดโกง เอาเปรียบ สิ่งเหล่านี้เมื่อเปิดเผยมาแล้วจะเกิดอะไรขึ้น เปิดเผยที่ว่านี้วันสมัครเปิดมาเลย ประชาชนจะได้เห็นว่าคนนี้เสียภาษีหรือไม่ ถ้าเสียแล้วสามารถนําไปตรวจเทียบกับทรัพย์สินที่มีอยู่ เห็นด้วยตานะครับ บ้านหลังใหญ่โต รถเยอะแยะ บริวารเยอะแยะ ไร่นาสาโทเยอะแยะ มีเงินมีทองฝาก มีโน่นมีนี่งอกมาเยอะแยะไปหมด หมอนี่เคยเสียภาษีหรือเปล่า ถ้าไม่เคยเสียภาษีสงสัยคนนี้โกงมาเขาจะได้ไม่ไปเลือก ทีนี้ สิ่งเหล่านี้คัดกรองตั้งแต่ก่อนลงคะแนน มด หนู แมลงสาบจะได้ไม่เข้ามา นอกจากนี้ การแสดงบัญชีภาษีย้อนหลังที่ทิ้งไว้ จะทิ้งรอยไว้ให้สื่อมวลชน ประชาชนตรวจสอบไปเรื่อย ๆ จนกว่าเขาจะเลิกเล่นการเมือง เพราะข้อมูลที่เปิดเผยมาจะอยู่ไปอีก ๑๐ ปี ๒๐ ปี จะรู้ด้วยว่าหลังเลิกเล่นการเมือง แล้วรวยเหมือนกันเพราะค่อย ๆ เอาเงินที่ซุกไว้มาฟอกทั้งนั้นละครับ เราจะได้ดูว่าทําไมคนนี้ ไม่เคยเสียภาษีแล้วรวยได้อย่างไร สิ่งหนึ่งที่ผมยังกังวลอยู่ก็คือว่าเราอาจจะเข้าใจผิด เพราะมีการเข้าใจผิดมาแล้วว่านักการเมืองไม่ต้องเสียภาษี คืออ้างว่าไม่มีรายได้เพราะเขาบอกว่า ใครมีรายได้คนนั้นต้องเสียภาษี หลักการการเก็บภาษี นักการเมืองก็หาทางเลี่ยงคือ ไม่ต้องเสียภาษี ลูกเลี้ยงบ้าง ญาติพี่น้องเลี้ยงบ้าง และเมื่อไม่เคยเสียภาษี ไม่มีบัญชีภาษี ก็ไม่ต้องเปิด ในข้อกําหนดนี้ถ้าคุณไม่เคยเสียภาษีคุณก็ต้องบอกวันรับสมัครว่าเกิดมาไม่เคย เสียภาษี ในเรื่องนี้ที่ผมพูดเพราะว่าผมก็ไปผลักดันต่อที่ สนช. ไปขอร้อง ไปชี้แจงว่า เมื่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งเข้า สนช. แล้วอยากให้มี เรื่องอย่างนี้อยู่ในกฎหมายฉบับนี้ เมื่อเราสามารถเอาตัวประหลาดออกไปได้จากเวทีการเมือง วันหนึ่งเราจะเห็นคนดีเข้ามาเล่น เพราะที่ผ่านมาเราสร้างสภาวะแวดล้อมให้คนดีสู้ยาก อยู่ยาก เทคโนแครต (Technocrat) เขาไปเล่นการเมืองได้ยาก เพราะทนไม่ได้ เข้าไปปุ๊บ ต้องซื้อเสียง วิธีนี้เมื่อเราสามารถจะปิดปากให้เขาโกงไม่ได้หรือเขาไม่สามารถจะโกงได้ คนเหล่านี้ก็ไม่รู้จะเข้ามาเล่นการเมืองเพราะอะไร พวกตัวประหลาด เพราะว่าเอาประเทศ ไปค้ากําไรไม่ได้ก็จะเลิกเล่นไป ก็จะมีคนที่อยากทํางานการเมืองจริง ๆ เข้ามา ผมเชื่อว่าวิธีนี้ ที่ทางคณะกรรมาธิการเขียนไว้ เสนอไว้เป็นการจุดประกาย แล้วก็เป็นการแก้ปัญหา เชิงยุทธศาสตร์ที่จะทําให้เราได้ส่งเสริมคนดีขึ้นมาปกครองบ้านเมืองตามพระบรมราโชวาท ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ยังมีสมาชิกอีกท่านหนึ่งที่แสดงความจํานงตอนนี้ ขอเชิญท่านกิตติ กิตติโชควัฒนา อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ขอเชิญครับ

นายกิตติ กิตติโชควัฒนา 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายกิตติ กิตติโชควัฒนา สปท. ๑๐ จากจังหวัดยะลา ท่านประธานครับ เรากําลังพูดถึงเรื่อง จะวางยุทธศาสตร์เพื่อกําหนดในรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งนักการเมืองที่เป็นต้นแบบ ที่ดีที่จะดูแลให้การเมืองของเรานั้นมีความมั่นคง เพราะเราเชื่อว่าถ้าการเมืองมั่นคงแล้ว ก็จะนําไปสู่การพัฒนาด้านอื่น ๆ ที่มั่นคงด้วย และจะเป็นเหตุเป็นผลทําให้เกิดความมั่งคั่ง ที่ยั่งยืนของชาติบ้านเมืองในอนาคตต่อไป เราเชื่อว่าอย่างนั้น แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่อยากจะ กราบเรียนท่านประธานก็คือว่าอดีตนั้นบ่งบอกปัจจุบัน ปัจจุบันสร้างอนาคต วันนี้เรากําลัง พูดถึงเรื่องปัจจุบันของเราสืบเนื่องมาจากอดีตนั้นมันล้มเหลวในทางการเมืองอย่างไร ก็จะนําไปสู่การปรับปรุงแก้ไขในด้านต่าง ๆ ซึ่งหลายระลอกที่เราพูดกันมา รวมไปตลอดจนถึง การตั้งโรงเรียนการเมืองที่เรามั่นใจว่าต่อไปนี้การเมืองเราจะดีขึ้น ท่านประธานครับ ผมคิดว่านักการเมืองนั้นก็มาจากประชาชนผู้เลือกซึ่งเป็นต้นทุนพื้นฐานเป็นประการสําคัญ ถ้าหากว่าประชาชนผู้เลือกมันไม่ได้เรื่องอย่างที่เป็นมา อย่างที่เราพูดเสมอว่าซื้อขายกัน เหมือนขายผักขายปลาอย่างนี้มันก็เสร็จอีก เพราะฉะนั้นถามว่าพลเมืองของเราในขณะนี้ พร้อมที่จะเป็นอย่างที่เราต้องการหรือเปล่า พร้อมที่จะไม่ขายไหม เพราะเราคิดว่าการซื้อการขายเป็นเหตุสําคัญที่นําไปสู่ความล้มเหลวในทางการเมือง อย่างไรก็ตามสิ่งที่อยากจะเรียนท่านประธานก็คือว่าที่ผ่านมานั้นเรามักจะเอา เรื่องการเมืองมาพูดก็คือใกล้ ๆ เลือกตั้ง ผมไม่ห่วงนักการเมืองของเรานั้นในเรื่องคุณสมบัติ ความรู้ ความสามารถ เพราะกฎหมายกําหนดชัดเจนว่าคนที่จะเป็นนักการเมืองจะสมัคร ลงเลือกตั้งนั้น ๑ ๒ ๓ เป็นอย่างไรบ้าง มีกรอบชัดเจน เป็นเรื่องของความรู้ ความสามารถ คุณงามความดี ก็เรียงรายกันมาปรากฏชัดเจนว่า ๑. ต้องอย่างไร ๒. เป็นอย่างไร ต้องห้ามมีอะไรบ้าง เรื่องคุณวุฒิการศึกษา ปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก เยอะแยะ มากมาย นักการเมืองก็พร้อมที่จะนําเสนอเพื่อเข้าตาประชาชนผู้เลือก แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วง ที่ผ่านมาก็คือว่าเรามักจะพูดเรื่องการเมืองตอนใกล้ ๆ เลือกตั้ง แต่สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานก็คือว่าสมัยตอนผมเป็นปลัดอําเภอนั้นผมจําได้เมื่อประมาณหลายสิบปีมาแล้ว ผมเป็นปลัดอําเภอเมื่อปี ๒๕๑๐ กรมการปกครองได้กําหนดโครงการพัฒนาพลเมือง ในระบอบประชาธิปไตย ผมว่าอันนี้น่าจะเป็นเรื่องสําคัญที่บ่งบอกถึงความสําคัญของเรื่อง ที่จะเป็นเหตุให้การอบรมชาวบ้านตามตําบล หมู่บ้านต่าง ๆ โดยกรมการปกครอง ได้เห็นความสําคัญว่าการที่เราจะต่อสู้ในเชิงทางการเมืองเพื่อเอาชนะในขณะนั้นก็คือ คอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นภัยที่เราเป็นห่วงว่าจะพาประเทศไปสู่ความล้มเหลวในการปกครอง กรมการปกครองก็ได้กําหนดโครงการเรื่องพัฒนาพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย โดยมองเห็นว่าการพัฒนาพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยนั้น ถ้าหากว่าเราไม่เล่นถึงรากฐาน ของชาวบ้านที่อยู่ในตําบลในหมู่บ้านแล้วน่าจะไปไม่รอด เพราะชาวบ้านเป็นตัวชี้ขาด หมู่บ้านเป็นตัวชี้ขาด ปัญหาต่าง ๆ มาจากจุดเล็ก ๆ นําไปสู่ความยิ่งใหญ่ของประเทศชาติ บ้านเมือง กรมการปกครองก็กําหนดว่าเอาละเราจะต้องเชิญพวกปลัดอําเภอทั่วประเทศไทย ที่มีความรู้ ความสามารถในเชิงทางการเมืองพอสมควรเอามาอบรมเรื่องของการพัฒนาพลเมือง ในระบอบประชาธิปไตย อบรมเสร็จก็มีแฟ้มคนละแฟ้ม กระดาษคนละเท่าไรก็แล้วแต่ แล้วก็มีคู่มือแจกจ่ายให้ ทุกคนก็ลุยลงตามตําบล หมู่บ้านต่าง ๆ ทําเป็นปีครับ ไม่ใช่ทําก่อน เลือกตั้งอย่างที่เรามักจะทํากัน ถ้าเป็นอย่างนั้นคงจะไม่ได้ผล เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ เราต้องปรับรูปแบบ ผมยกตัวอย่างเรื่องกรมการปกครองเคยพูดถึงเรื่องของการพัฒนา พลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ก็คือต้องการชี้ให้เห็นว่าการต่อสู้ที่ยืดเยื้อยาวนานนั้น แม้จะเหน็ดเหนื่อยยากลําบากอย่างไรต้องทํา ท้ายที่สุดจะเห็นว่าส่วนหนึ่งของการที่ กรมการปกครองได้ใช้ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีในเรื่องของการพัฒนาพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยนั้น โดยอาศัยเครื่องไม้เครื่องมือก็คือกรมการปกครองโดยมีปลัดอําเภอลงไปสู่ตําบล หมู่บ้าน ซึ่งมีกํานัน ผู้ใหญ่บ้านในขณะนั้นช่วยในการชี้นําชาวบ้านทั้งตําบลทั้งหมู่บ้านเกิดความเข้าใจ ที่ถูกต้องว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้นดีอย่างไร ภัยคุกคามคอมมิวนิสต์นั้น เป็นอันตรายอย่างไร ในที่สุดก็สามารถทําให้ประเทศไทยนั้นรอดพ้นจากการคุกคาม ของภัยคอมมิวนิสต์ อันนี้ผมคิดว่าก็น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีส่วนหนึ่ง เพราะฉะนั้นของเรา ก็เหมือนกัน ในเชิงยุทธศาสตร์เราก็ว่าไป แต่ในเชิงยุทธวิธีนั้นในเรื่องข้อปลีกย่อยที่จะ ลงลึกถึงในตําบลในหมู่บ้านนั้น ผมคิดว่าจะต้องมีขั้นตอนต่าง ๆ ให้ละเอียดขึ้น คราวที่แล้ว พูดถึงโรงเรียนการเมืองที่ท่านกษิต ภิรมย์ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ได้ชี้นําในที่ประชุมกัน ผมว่าอันนั้นก็เป็นส่วนดี แต่ก็เป็นห่วงอยู่ในการขับเคลื่อน วันนี้เราก็มาพูดเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องของการดําเนินงานทางการเมืองในเชิงยุทธวิธีนั้นจะต้องทําให้เป็น รูปธรรมที่เกิดความต่อเนื่อง เพราะเราคิดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่สู้กันวันสองวันเหมือนอย่างที่ ฝ่ายตรงข้ามได้ต่อสู้กันมา อันนี้ก็อยากจะฝากเป็นข้อคิดเป็นประการสําคัญในเชิงของ การต่อสู้ในเรื่องการเมืองนั้น ผมคิดว่าปีสองปียาก เพราะคนที่ฝังรากลึกอยู่ในขณะนี้ รอที่จะขึ้นแทนยังมีอีกเยอะ เมื่อสักครู่เราก็มีการพูดว่าถ้าอย่างนั้นคนที่เคยมีสิ่งที่เป็น ข้อครหาที่มัวหมอง หรือมีเหตุอันสงสัยว่าควรจะให้ลงสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ ผมว่าอันนี้น่าจะหยิบยกขึ้นมา พิจารณาเช่นกัน คนที่เคยถูกนํามาอภิปรายในสภาแต่ไม่ผ่านก็คิดว่าบุคคลประเภทนี้น่าจะมี คุณสมบัติที่ต้องห้ามด้วยเช่นกัน เพราะไม่อย่างนั้นทําไมจึงถูกหยิบยกขึ้นมา แต่เนื่องจากว่า คะแนนเสียงข้างมากลากไป เพราะฉะนั้นคนประเภทสีเทานั้นถ้าถามผม ผมคิดว่าน่าจะอยู่ ในเกณฑ์ที่ต้องห้ามด้วยเช่นกันถ้าเป็นไปได้ ถ้าเราคิดว่าอยากจะให้การเมืองการปกครอง ของเราในเชิงทางการเมืองนั้นเป็นไปด้วยความราบรื่นในอนาคตที่ยาวนานนั้น เพราะบุคคล ประเภทนี้ถ้าจะว่าไปอีกง่าย ๆ ก็คือประเภทที่ไม่ฟังเสียงคนอื่น เอาแต่ได้ เพราะเป็นคนที่ ขาดวินัย เพราะฉะนั้นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อยากจะฝากก็คือตัวอย่างการที่ผมเคยเป็น ปลัดอําเภอในสมัยก่อน ก็คือเรื่องของการฝึกอบรมชาวบ้านด้วยวิธีการที่ถูกต้อง ปูพรมให้ทั่ว ทั้งประเทศ ใช้เวลาที่ยาวนาน อย่าทําแต่ว่าพอใกล้เลือกตั้งก็ลุยกันที อันนั้นคิดว่าน่าจะไม่ได้ผล เท่าที่ควรอย่างตัวอย่างที่เคยได้ทํามาแล้ว พอเลือกตั้งทีก็แห่โหมกันมา ในที่สุดก็เป็นอย่างเก่าอีก ล้มแล้วล้มอีก ปฏิวัติแล้วปฏิวัติอีก ก็เกิดการฉ้อฉลเรื่องของการเลือกตั้ง อย่างนี้เป็นต้น ก็คงจะมีข้อปลีกย่อยเล็ก ๆ น้อย ๆ จากประสบการณ์ในสมัยที่ผมเป็นปลัดอําเภอ ฝากเป็น ข้อคิดในเชิงการต่อสู้เพื่อนําไปสู่การสร้างต้นแบบของนักการเมืองที่ดีจากการเลือกของ ประชาชนที่มีคุณภาพที่รู้เท่าทันนักการเมือง ขอบคุณท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

มีสมาชิกที่ประสงค์จะอภิปรายแสดงความคิดเห็นอีกหรือไม่ ขอเชิญ ท่านกษิต ภิรมย์ ครับ

นายกษิต ภิรมย์ กรรมาธิการ

ขอขอบคุณครับ ที่จริงผมอยู่ในคณะ อนุกรรมาธิการด้วย ผม กษิต ภิรมย์ สปท. ลําดับ ๗ ผมมี ๓ ประเด็นที่อยากจะเสนอ ท่านประธานฝากไปที่กรรมาธิการ คือ

อันที่ ๑ ต้องสะท้อนให้ชัดว่าความมั่นคงทางการเมือง ความยั่งยืนใน ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุขนั้น เป็นเรื่องสําคัญยิ่ง เรื่องอื่น ๆ จะเป็นเรื่องของการขับเคลื่อนเรื่องเศรษฐกิจ ๔.๐ การพัฒนาสังคม การรักษาสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เหล่านี้จะกระทําไม่ได้อย่างเต็มที่ตราบใดที่เสถียรภาพและความมั่นคงทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยยังไม่เกิดขึ้น ผมอยากจะให้เน้นประเด็นนี้ว่าการเมืองต้องมาก่อน

อันที่ ๒ ก็ได้พูดกันไว้หลายท่านว่าเราจะต้องมุ่งมั่นในการที่จะเสริมสร้าง ความเข้มแข็งของการเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนต้องเป็นเจ้าของประเทศ เจ้าของอํานาจ และเป็นผู้ที่จะทําการตรวจสอบได้ เข้าถึงซึ่งข้อมูลข่าวสาร เป็นประเด็นที่ ๒

อันที่ ๓ ในยุทธศาสตร์แห่งชาติ ๒๐ ปีนั้น จะต้องเน้นให้มีการเฝ้าระวัง สํานักงานข่าวกรองแห่งชาติ ความมั่นคง ฝ่ายทหาร กองทัพ สันติบาลทั้งหลาย เฝ้าระวังว่า ใครที่เป็นศัตรูของราชอาณาจักรไทย ใครที่เป็นศัตรูของการเมืองการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุข ผมพูดได้ไม่ค่อยจะชัดว่ายังมีศัตรูของ ราชอาณาจักรไทยและความเป็นประชาธิปไตยอยู่ แล้วถ้าเผื่อทางผู้ที่มีอํานาจรัฐไม่ตัดสินใจ ให้แน่ชัดว่าศัตรูของชาติ ของราชอาณาจักร ของประชาธิปไตยที่ผ่านมาคือใคร เราก็ ไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาได้เพราะจะเป็นมะเร็งอยู่ที่ข้าง ๆ เราตลอดเวลา ต้องขจัดมะเร็ง อันนี้เราถึงจะคืบหน้าในการจะเป็นสังคมประชาธิปไตยของราชอาณาจักรไทยได้ อย่างเต็มสมบูรณ์ ขอขอบคุณมากครับท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ยังมีสมาชิกที่แสดงความจํานงเพิ่มเติม ขอเชิญท่านชูชัย ศุภวงศ์ อดีตเลขาธิการแพทยสภา อดีตเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ และอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอเชิญครับ

นายชูชัย ศุภวงศ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานกรรมาธิการและเพื่อนสมาชิก ที่เคารพทุกท่าน อันที่จริงเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญแต่ว่ามีผู้อภิปรายน้อย ผมอยากจะเรียน อย่างนี้ว่าเมื่อครั้ง ๑๔ ตุลา ๑๖ หลายท่านคงมีส่วนร่วมในการเปิดพื้นที่ครั้งใหญ่ของประเทศนี้ เราเห็นอนาคตต่าง ๆ มากมายหลัง ๑๔ ตุลา ๑๖ แล้วถ้ามองจากตอนนั้นมา ๔๔ ปีข้างหน้า เราคงคาดไม่ถึงว่ายังไปไม่ถึงไหนเท่าไร แต่ถ้ามองจากนี้ไปอีก ๒๐ ปีข้างหน้าจะเป็นเรื่อง สําคัญที่ต้องช่วยกันคิดว่าทําอย่างไร ๒๐ ปีข้างหน้าเราจะเร่งมิติของประชาธิปไตยให้เกิดขึ้น ในบ้านเมืองนี้อย่างที่เราคาดหวัง ประเด็นที่มีความพยายามหลังจาก ๑๔ ตุลา ๑๖ ต่อมา เมื่อครั้งที่ท่านฉลาด วรฉัตร อดข้าวประท้วง แล้วเกิดคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย ที่ท่านอาจารย์มารุต บุนนาค ได้แต่งตั้งขึ้นมา ในครั้งนั้นท่านอาจารย์หมอประเวศ วะสี มาเป็นประธาน เรียกว่าคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย และท่านอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นเลขานุการ ผมนั่งอยู่ในชุดนั้นด้วยเมื่อปี ๒๕๓๗ ได้มีการศึกษาวิจัยอยู่ประมาณ ๑ ปี ได้องค์ความรู้ชุดหนึ่งซึ่งเป็นรากฐานที่สําคัญในการเกิดรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ต่อมา ท่านประธานครับ ปี ๒๕๔๐ เราคาดหวังอย่างมากว่าจะเกิดการปฏิรูปทางการเมือง แต่ว่า จากปี ๒๕๔๐ ถึงวันนี้ ๒๐ ปีเราก็ยังต้องมาพูดเรื่องปฏิรูปการเมืองอีก ถ้าจะสรุปก็คงพอจะ สรุปได้ว่าปฏิรูปการเมืองที่ผ่านมาโดยเครื่องมือที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น ประสบความสําเร็จไม่มากเท่าที่ควร ประเด็นสําคัญ ๆ เมื่อสักครู่ท่าน สปท. วรวิทย์ ได้พูดถึงจุดสําคัญที่ต้องการให้ห้องที่เรียกว่าห้องอํานาจรัฐ ที่ไม่ว่าข้าราชการประจํา หรือว่านักการเมืองเดินเข้าไปเป็นกระจกที่โปร่งใสมากขึ้น ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม คือการกําหนดกติกาขอให้มีการตรวจสอบภาษีย้อนหลัง ๓ ปี หรือ ๕ ปี ปรากฏว่า กลไกสําคัญที่ทําให้กระจกเงาใสไม่เกิด อันนี้พยายามบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญ ที่ท่านอาจารย์บวรศักดิ์เป็นประธาน ผมเป็นกรรมาธิการ เป็นรองประธานร่างรัฐธรรมนูญ อยู่ด้วย เราก็เสนอตรงนี้เข้าไป ด้วยหวังที่ว่าเปิดทรัพย์สินอย่างเดียวไม่พอ ถ้าทรัพย์สินนั้น ไม่สามารถอธิบายไว้ว่าสอดคล้องกับภาษีที่ย้อนหลังไป ๓ ปีได้อย่างไร น่าแปลกใจว่า ทําไมสิ่งสําคัญเหล่านี้ไม่เกิด พอจะเกิดก็ล้มทุกครั้งไป คราวนี้ก็เช่นกัน ในกฎหมายที่จะ เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้จะเกิดหรือไม่ ท่านประธานลองคิดดูสิครับว่าถ้าผู้สมัครเข้ามาใน กลไกของการเลือกตั้งหรือทางการเมือง ไม่ว่าท้องถิ่น หรือระดับชาติ จะต้องยื่นเอกสาร ที่เกี่ยวกับการเปิดเผยทรัพย์สินและการชําระภาษีย้อนหลัง ๓ ปี ไม่ต้องถึง ๕ ปี ผมเชื่อว่า ผู้ที่ต้องการสมัครทั่วประเทศทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและการเมืองระดับชาติซึ่งมี เป็นจํานวน ๑๐๐,๐๐๐ คน คงมีจํานวนเยอะเลยที่ถอยตัวเองออกไป เพราะกติกากําหนดว่า ถ้าการยื่นเอกสารหลักฐานนี้ทุจริตก็ต้องพ้นจากตําแหน่งหน้าที่แล้วก็หมดอนาคตทางการเมือง แต่สิ่งเหล่านี้ไม่เกิดครับ ก็น่าแปลกใจ ท่านประธานครับ ดังนั้นผมขอเสนอประเด็นเดียว ที่เกี่ยวกับการปฏิรูป ซึ่งเราได้มีความพยายามมา ๒๐ ปีแล้วตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา เสนอประเด็นที่ท่านกษิต ภิรมย์ ได้เสนอไปก่อนหน้านี้ คือสถาบันสร้างวัฒนธรรม ประชาธิปไตย หัวใจสําคัญที่เราทําสารพัดทําในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เราทําเรื่องนี้น้อยมาก วัฒนธรรมประชาธิปไตย วัฒนธรรมประชาธิปไตยในที่นี้ผมหมายถึงวิถีชีวิตของคนกลุ่มหนึ่ง ในสิ่งแวดล้อมหนึ่ง ในระยะเวลาหนึ่ง คือไม่สามารถที่จะสอนหรือไปบอกกล่าวกันง่าย ๆ เมื่อครั้งหลัง ๑๔ ตุลา ๑๖ มีนักการศึกษากลุ่มหนึ่งมีความกระตือรือร้นอย่างมาก เมื่อเห็นสังคมได้เปิดขึ้น แล้วก็เตรียมออกไปสั่งสอนประชาธิปไตยให้ชาวบ้านทั่วประเทศ ผมจําได้ดีว่าท่านอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ท่านเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่านประธานก็คงทราบ ความข้อนี้ดี ท่านเตือนนักศึกษาว่าประชาธิปไตยสอนกันไม่ได้ แท้ที่จริงแล้ววิถีชีวิตของ ชาวบ้านที่เราจะไปสั่งสอนนั้นบางครั้งจํานวนไม่น้อย บางทีก็ส่วนใหญ่ด้วยซ้ําไป วิถีชีวิต เขาเป็นประชาธิปไตยอยู่แล้ว ไม่ว่าการชุมนุมหารือกันในวัดวาอาราม ในพื้นที่สาธารณะต่าง ๆ นั่นคือวิถีชีวิตที่เป็นประชาธิปไตย แต่ว่าโครงสร้างข้างบนต่างหากที่เต็มไปด้วยทุน ที่นักวิชาการ บอกว่าไม่สัมมา เต็มไปด้วยอํานาจของข้าราชการ อํานาจทางการเมือง อันนี้ไม่เป็นประชาธิปไตย ดุลยภาพไม่เกิดขึ้น เมื่อการประชุมคราวที่แล้วผมยกตัวอย่าง แต่มีเวลาสั้นมากในการอภิปราย คือเรื่องงานศึกษาวิจัยที่ย้ําว่าสิ่งที่เราต้องการปฏิรูปนั้นอาจจะเน้นผิดทิศผิดทาง มีการศึกษาของศาสตราจารย์ท่านหนึ่ง ท่านชื่อศาสตราจารย์โปรเฟสเซอร์พัตนัม จากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ตีพิมพ์เมื่อปี ๑๙๙๓ เมื่อประมาณ ๒๐ กว่าปีที่แล้ว ศึกษาในอิตาลี อิตาลีตอนบนกับตอนล่างหลังการกระจายอํานาจ การศึกษาครั้งนี้ใช้เวลา ๒๐ ปี ได้ข้อสรุปที่น่าสนใจว่าในประเทศเดียวกันแต่คนละโลกเลย อิตาลีตอนบนเศรษฐกิจดี สังคมดี วัฒนธรรมดี คดีอาชญากรรมต่าง ๆ น้อยมาก แต่ว่าอิตาลีตอนล่างตรงข้ามกันหมด เศรษฐกิจแย่ สังคมแย่ คดีความต่าง ๆ คนในคุกมากมาย ถามว่าประเทศเดียวกันแต่กระจายอํานาจไป เช่นเดียวกัน แต่ทําไมผลถึงต่างกันเช่นนี้ ท่านก็ค้นพบสิ่งที่เรียกว่าทุนทางสังคม ท่านค้นพบ สิ่งที่เรียกว่าการรวมกลุ่มของชมรม สมาคม องค์กรต่าง ๆ ที่ทํางานร่วมกับรัฐบาลท้องถิ่น ท่านค้นพบว่าความสัมพันธ์ที่ประชาชนได้รวมตัวกันทํางานร่วมกับรัฐบาลท้องถิ่นมีความสัมพันธ์ เชิงแนวราบมากกว่าความสัมพันธ์เชิงแนวดิ่ง เหมือนทางตอนใต้ซึ่งมีอิทธิพลของมาเฟีย (Mafia) อิทธิพลของรัฐบาลท้องถิ่นที่มีความสัมพันธ์เชิงแนวดิ่งมากกว่าแนวราบ ข้อค้นพบอันนี้คือ ข้อค้นพบที่เราต้องมุ่งเน้นโดยการสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตย สร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตย คือเปิดพื้นที่ให้ผู้คนต่าง ๆ มารวมกลุ่มกัน มาทํางานด้วยกัน ตอนนี้มีทั่วไปหมดทั่วประเทศ ท่านประธานคงทราบดีว่าประชาชนที่รวมกลุ่มกัน พื้นที่ไหนที่รวมกลุ่มกันเข้มแข็งเขาสามารถ รักษาสิ่งแวดล้อมได้ เขาสามารถที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลกันทางเศรษฐกิจได้ เขามีสหกรณ์ออมทรัพย์ เขามีอะไรต่าง ๆ ที่ไม่คดโกงกัน เพราะมีการตรวจสอบความเป็นระบบ สิ่งเหล่านี้ต้องขยาย พื้นที่ของวัฒนธรรมประชาธิปไตยด้วยการเปิดพื้นที่สาธารณะให้มากขึ้น ด้วยการใช้สื่อสาร สาธารณะให้มากขึ้น สื่อสารสาธารณะ ซึ่งมีข่าวดีว่าไวไฟ (WiFi) จะมีทั่วทุกหมู่บ้าน ภายในไม่เกิน ๒-๓ ปีนี้ อันนี้เป็นนิมิตหมายอันดีที่ทําให้เรามีความหวังว่าใน ๒๐ ปีข้างหน้า มิติความเร็วของวัฒนธรรมประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นในบ้านเมืองนี้ ด้วยการเปิดพื้นที่สาธารณะ ด้วยการสื่อสารให้ทั่วถึงกัน ให้เกิดการรวมกลุ่มกัน แต่นี่คือวัฒนธรรมประชาธิปไตย และนี่คือ วิถีชีวิตที่เป็นประชาธิปไตยแท้จริง ถ้าตราบใดประชาชนรวมกลุ่มกันได้ สามารถช่วยเหลือตัวเอง พึ่งตนเอง ช่วยเหลือกันเอง ช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ รากฐานประชาธิปไตยจะมั่นคงและยั่งยืน หาใช่อยู่ที่โครงสร้างใหญ่ในสังคมข้างบนที่เราพยายามทํากันตลอด แม้แต่ข้อเสนอโปรเฟสเซอร์ ฮันติงตัน เมื่อประมาณ ๓๐-๔๐ ปีที่แล้ว นักวิชาการบางส่วนมองว่าเป็นข้อเสนอที่มีนัยแฝง หรือเปล่าที่สนับสนุนให้เกิดพรรคการเมืองและสาขาพรรคการเมือง ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้ต้องทํา แต่ที่ผ่านมาอยากจะถามท่านประธานว่า มีพรรคการเมืองที่เป็นสาขาพรรคการเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศเกิดขึ้นจริงหรือเปล่าครับ หรือว่าเฉพาะสาขาเฉพาะกิจในฤดูการเลือกตั้งเท่านั้น ผมขอสรุปการอภิปรายว่า ต้องสร้างเสริมวัฒนธรรมประชาธิปไตยด้วยการเปิดพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนตั้งแต่ หมู่บ้าน ตําบล จังหวัด รวมทั้งระดับประเทศ แล้วก็ให้เกิดการใช้สื่อสารสาธารณะโดยทั่วกัน เราถึงจะเห็นสิ่งที่เกิดการปฏิรูปทางการเมืองได้ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านต่อไปขอเชิญท่านถวิลวดี บุรีกุล ผู้อํานวยการสํานักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอเชิญครับ

นางถวิลวดี บุรีกุล 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่เคารพ ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิกหมายเลข ๖๑ ขอตั้งข้อสังเกตเพียงเล็กน้อยต่อข้อเสนอ การปฏิรูปการเมืองเพื่อเป็นแผนยุทธศาสตร์ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมืองของ สปท. ดิฉันต้องขอขอบคุณที่ให้ความสําคัญกับเรื่องของการปฏิรูป การเมือง ที่สําคัญก็คืออยากจะบรรจุไว้อยู่ในแผนยุทธศาสตร์ชาติด้วยเพราะว่าเป็นเรื่อง สําคัญ สิ่งที่ดิฉันจะตั้งข้อสังเกตมีเพียงไม่มาก เรื่องแรกก็คือหลักการที่สําคัญในเรื่อง ของการสร้างนักการเมืองที่ดีและการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งดิฉันมีความเห็นตรงกับ ทางกรรมาธิการอยู่แล้วในเรื่องของการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมและสร้างนักการเมืองที่ดี เพราะว่าจากการที่ไปทําการวิจัยแล้วก็สํารวจความคิดเห็น ตลอดจนรับฟังความคิดเห็น ในรูปแบบต่าง ๆ สิ่งที่ประชาชนอยากจะเห็นเป็นอนาคตของประเทศไทยก็คือมีการเมืองที่ดี มีนักการเมืองที่ดี ทีนี้จะทําอย่างไร อันนี้เป็นสิ่งสําคัญมาก ดิฉันมีประเด็นที่อยากจะเสนอ ก็คือในเรื่องของการมีส่วนร่วมทางการเมืองมีหลายประเภท เช่น การมีส่วนร่วมที่เป็น ทางการและการมีส่วนร่วมที่ไม่เป็นทางการ การมีส่วนร่วมที่เป็นทางการเรามักจะนึกถึง การหย่อนบัตร เมื่อหย่อนบัตร ๔ นาทีแล้วสิทธิของฉันก็เป็นสิทธิของเธอ หลังจากนั้น ประชาชนก็ไม่ได้ทําอะไรต่อไป ซึ่งทําอย่างไรถึงจะสร้างความเป็นพลเมืองควบคู่ไปกับ ความพยายามที่จะสร้างการมีส่วนร่วมโดยรูปแบบที่เป็นทางการ นอกจากนี้ ในเรื่องของประชาธิปไตยจริง ๆ คงไม่ใช่มีแค่การมีส่วนร่วมด้วยการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ว่ามีในเรื่องของการสร้างธรรมาภิบาล ในการเคารพสิทธิ หรือว่าในเรื่องของการเคารพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์พ่วงไปด้วย ซึ่งตรงนี้จะทําอย่างไรให้เกิดขึ้น แล้วที่สําคัญคําว่า การมีส่วนร่วมที่เป็นทางการไม่ใช่มีเพียงการเลือกตั้ง แต่เป็นเรื่องของการมีส่วนร่วม ในกระบวนการนโยบายสาธารณะ เป็นการฝึกประชาชนให้มีจิตสํานึกสาธารณะ แล้วก็ เป็นมากกว่าคอนเซิร์นซิติเซน (Concerned Citizen) แต่เป็นแอ็กทิฟซิติเซน (Active Citizen) คือเป็นพลเมืองที่กระตือรือร้น ซึ่งจะทําได้อย่างไร เพราะฉะนั้นตรงนี้ในเรื่องของ กระบวนการนโยบายสาธารณะที่ต้องเปิดกว้างให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญที่เราลงประชามติ กันไป เพราะมีหลายมาตราที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในหลายรูปแบบ ตั้งแต่ การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ไปจนกระทั่งแสดงความคิดเห็น หรือในการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ และติดตาม ตรวจสอบ เป็นต้น แต่หาได้มีกลไกที่ทําให้เป็นไปเช่นนั้นไม่ เพราะเราพูดกัน เพียงลมปาก หรือแม้กระทั่งการเปิดเพียงเว็บไซต์ (Web Site) เพื่อให้ประชาชนเข้าไป เปิดเวลาให้ประชาชนเข้าไปได้เพียง ๑๕ วันแล้วหลังจากนั้นก็ปิด ซึ่งทําให้ไม่เกิด ความกว้างขวางในการเข้าถึง ตรงนี้ก็เป็นประเด็นว่าจะทําอย่างไร เพราะคําพูดว่าการมีส่วนร่วมนั้น จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่เปิดโอกาสและไม่มีพื้นที่ที่จะให้เล่น ที่จะให้ทํากิจกรรมการมีส่วนร่วม เมื่อเป็นเช่นนี้จึงมีประชาชนส่วนหนึ่งเข้าไปทํากิจกรรมการมีส่วนร่วมที่ไม่ได้ยอมรับกันทั่วไป ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เราก็ยอมรับให้มีขึ้นได้ นั่นเองเป็นที่มาของพระราชบัญญัติที่ว่าด้วยการชุมนุม สาธารณะ แล้วประชาชนที่เข้าร่วมก็ต้องปฏิบัติตามนั้น แต่อย่างไรก็ตามจากการที่ดิฉัน ทําการสํารวจความคิดเห็นประชาชน แล้วก็ศึกษาเรื่องของประชาธิปไตยในประเทศไทย มีประชาชนส่วนหนึ่งยอมรับว่าเคยเข้าร่วมกิจกรรมต่อต้านรัฐ ๒.๒ เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อ เข้าร่วมแล้ว ๗.๙ เปอร์เซ็นต์ก็รู้สึกว่าเขาถูกคุกคาม หรือแม้กระทั่งเข้าร่วมเดินขบวนก็มี ๔ เปอร์เซ็นต์ หรือร่วมประท้วงก็ ๓ เปอร์เซ็นต์ หรือเรื่องของการใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) ในการต่อต้าน ๑.๒ เปอร์เซ็นต์ หรือการทําลายข้าวของ ๐.๗ เปอร์เซ็นต์ หรือเข้าชื่อต่าง ๆ ๓.๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็ไม่เยอะ แต่ว่าไม่เยอะนี่ละเพราะอะไรเขาถึงไปทํากิจกรรมแบบนั้น เพราะว่าช่องทางในทางการไม่เปิด อันนี้ก็เป็นประเด็นที่สําคัญที่เราควรจะพิจารณา แล้วนอกจากนี้คําว่า ผู้มีส่วนได้เสียทางการเมือง เราต้องให้ความสําคัญว่าในเรื่องไหนใครคือผู้มีส่วนได้เสียตัวจริง ใครคือผู้เกี่ยวข้อง ตรงนี้ รวมถึงการคํานึงถึงผู้ด้อยโอกาสซึ่งเรามักจะไม่ค่อยคํานึง นั่นเองเป็นที่มาของการพยายาม ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมด้วยรูปแบบที่เขาสามารถจะเข้าถึงได้ แต่ว่ารูปแบบที่เรากําหนดให้ ประชาชนส่วนหนึ่งเข้าไม่ถึง ยกตัวอย่างในเรื่องของประชาธิปไตยแบบพหุนิยม ซึ่งตรงนี้ เป็นเรื่องที่สําคัญ เราจะต้องไปไกลกว่าประชาธิปไตยด้วยการหย่อนบัตร แต่ต้องเดินหน้าไปสู่ ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมและประชาธิปไตยแบบพหุนิยม แต่สิ่งที่ดีกว่านั้นก็คือเข้าถึง ประชาธิปไตยที่ว่าด้วยฉันทามติ แต่กว่าจะไปถึงตรงนั้นเรื่องของการปรึกษาหารือและไตร่ตรอง ต้องเกิดขึ้น แต่กลไกที่ทางคณะกรรมาธิการเขียนอาจจะยังไม่ชัดเจน หรือว่าอาจจะอยู่ใน ส่วนไหนดิฉันยังหาไม่เจอ นอกจากนี้ดิฉันพบว่าประชาชนส่วนหนึ่งถูกเลือกปฏิบัติ เพราะฉะนั้นจะทําอย่างไรในเรื่องการมีส่วนร่วมถึงไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ๑๑.๑ เปอร์เซ็นต์ ของประชาชนชาวไทยยอมรับว่าครั้งหนึ่งในชีวิตเขาเคยถูกเลือกปฏิบัติ ถูกกีดกันด้วยความเป็น ผู้พิการ สถานะเรื่องเป็นคนจน เรื่องของเพศ หรือเรื่องของหน้าตา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ดิฉันคิดว่า ไม่ใช่เรื่องที่เราจะละเลยไปได้ นอกจากนี้กระบวนการมีส่วนร่วมที่แท้จริงจะต้องเกิดขึ้นได้ ถ้ามีกลไก แต่จะทําอย่างไร สปท. เคยเสนอร่างกฎหมายว่าด้วยการมีส่วนร่วมใน กระบวนการนโยบายสาธารณะ ดิฉันคิดว่าตรงนั้นก็จะเป็นช่องทางหนึ่งที่จะเอามาใช้ เพื่อป้องกันความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นจากการตีความที่แตกต่างกัน แล้วก็การไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะทําให้เกิดตรงนี้ก็คือเรื่องของการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายมากว่าจะทําให้ถึงตรงนั้นได้อย่างไร นอกจากนี้ประเด็นการสร้าง นักการเมืองที่ดีดิฉันเห็นด้วยกับท่านกรรมาธิการ สิ่งที่สําคัญคือเราน่าจะเอาเรื่องของเอสดีจี (SDGs) คือ ซัสเทเนเบิล ดีเวลอปเมนต์ โกลส์ (Sustainable Development Goals) มาปฏิบัติ โดยเฉพาะมิติหนึ่งก็คือมิติของความเสมอภาค ซึ่งตรงนี้ไม่มีตรงไหนที่เขียนถึงเรื่องของ ความเสมอภาค ขณะที่ในรัฐธรรมนูญให้คํานึงถึงความเสมอภาค แต่เราก็มักจะละเลยเป็นเหตุให้ เกิดความขัดแย้งในสังคม ดิฉันไม่ได้พูดถึงความเสมอภาคทางเพศเท่านั้น แต่ความเสมอภาค ในทุกมิติที่จะต้องเกิดขึ้นได้ และการให้โอกาสกับทุกคนทุกภาคส่วนให้เขามีที่ยืนในสังคม ตลอดจนการรวมตัวกันเป็นประชาสังคม การรวมตัวกันเป็นกลุ่มที่ได้รับการรับรองในรัฐธรรมนูญ แต่ว่าไม่ปรากฏอย่างชัดเจน ซึ่งก็เป็นนิมิตหมายที่ดีที่ท่านเสนอว่าควรจะมีสภาพลเมือง เป็นต้น อันนี้ก็เป็นกลไกหนึ่ง แต่หลังจากนั้นจะทําอย่างไรให้เป็นรูปธรรม อันนี้ก็ต้องพิจารณา กันด้วย สุดท้ายที่ดิฉันอยากจะเสนอก็คือตอนนี้บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปเข้าสู่ ยุคดิจิทัล เพราะฉะนั้นรูปแบบการสื่อสารแบบเดิม ๆ ซึ่งก็คงจะล้าสมัยแล้ว ท่าน สปท. อาจารย์หมอชูชัยได้พูดถึงเรื่องของสื่อต่าง ๆ ที่จะต้องเข้ามามีส่วนร่วม ประชาชนเป็นสมาชิก เครือข่ายทางอินเทอร์เน็ต (Internet) ๓๘.๙ เปอร์เซ็นต์ และในจํานวนนี้ ๘๘.๑ เปอร์เซ็นต์ เป็นสมาชิกเฟซบุ๊ก (Facebook) สําหรับการเป็นสมาชิกทางไลน์ (Line) ๘๖.๒ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นช่องทางเหล่านี้เราสามารถใช้เผยแพร่ความรู้ในเรื่องประชาธิปไตยแล้วทําให้เกิด แอ็กทิฟซิติเซน (Active Citizen) ขึ้นได้จะทําอย่างไร เราควรจะศึกษาตรงนี้แล้วสร้างดิจิทัล เดมอเครซี (Digital Democracy) ขึ้นมาก็ได้ แล้วเราต้องระมัดระวังการมีพลเมืองที่ไม่ใช่เป็น พลเมืองของประเทศไทย แต่ประชาชนส่วนหนึ่งถ้าเขาไม่มีวิจารณญาณในการเลือกใช้ข้อมูล ก็จะกลายเป็นพลเมืองของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไปโดยปริยาย เพราะว่าในโลกนี้อาจจะมีกลุ่มที่ เป็นพลเมืองของมาเฟีย (Mafia) กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งก็ได้ เพราะฉะนั้นนั่นเองเป็นที่มาของ การสร้างพลเมืองที่ต้องให้รู้จักคิดวิเคราะห์ว่าข้อมูลที่ได้รับทางดิจิทัลนั้นใช่หรือไม่ใช่ โดยสรุปดิฉันคิดว่ารายงานของท่านมีคุณค่ามากและน่าจะถูกบรรจุเป็นส่วนหนึ่ง ของยุทธศาสตร์ชาติ และจะทําอย่างไรให้มีความหมายมากขึ้น ก็ต้องทําสิ่งที่รัฐธรรมนูญ เขียนไว้ให้เป็นผล ที่หลายจุดเขียนไว้แต่ไปไม่ถึง ขอบพระคุณค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

มีสมาชิกท่านใดที่จะอภิปรายไหมครับ ขอเชิญ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ เห็นว่า มีผู้อภิปรายน้อยและเวลายังมีเหลืออยู่อีกมาก บอกว่าวันนี้จะพูดกันถึงเย็น นี่ยังไม่ทันเที่ยง ก็หมดผู้อภิปรายแล้ว ขออนุญาตที่จะร่วมแสดงความคิดเห็นด้วย จริง ๆ แล้วเรื่องนี้เป็นเรื่อง ที่มีความสําคัญ เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก เพิ่งจะได้เอกสารเมื่อสักครู่นี้ก็พยายามอ่านอย่างเร็ว ๆ ไม่มีเวลาที่จะเสิร์ช (Search) ในเว็บไซต์ (Web Site) ในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา ประเด็นที่ทาง คณะกรรมาธิการเสนอมานั้นอ่านดูแล้วทุกประเด็นเป็นเรื่องที่มีความสําคัญ เป็นเรื่องที่สามารถปฏิบัติได้ แต่คําว่าสามารถปฏิบัติได้นี้ผมก็ยังมีความห่วง มีความกังวลอยู่ว่า สภาพบังคับของการปฏิบัติได้นั้นจะเป็นอย่างไร ขึ้นชื่อว่าการเมืองแล้วคงจะขับเคลื่อน ด้วยการพูดอย่างเดียวนั้นก็คงจะมิได้ จะต้องขับเคลื่อนด้วยกลไกที่มีสภาพบังคับ โดยเฉพาะ ถ้ากฎหมายเขียนกําหนดเอาไว้ อย่างไรก็แล้วแต่สิ่งที่ทางกรรมาธิการเสนอมา ท่านบอกว่า เป็นสิ่งที่จะเสนอให้ใส่ไว้ใน พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ชาติ ผมก็เห็นด้วยเพราะเป็นหนทางหนึ่ง ในขณะเดียวกันสิ่งที่ใส่ไว้ใน พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ชาตินั้น ก็จะมีระยะเวลาหรือกําหนดเวลา ที่จะปฏิบัติได้ในช่วงเวลาต่าง ๆ อีกนาน ๒๐ ปีนั้นนานมาก นานจนสิ่งที่ท่านเสนอไว้ในวันนี้ ก็คงอาจจะถูกลืมหรือถูกแก้ไขไปในอนาคตก็ได้ แต่อย่างน้อยมันก็เป็นสิ่งที่จะกระตุ้นเตือน ถ้าได้มีกลไกในการกระตุ้นเตือนผู้ที่มีอํานาจในอนาคตที่จะต้องให้ปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลไกที่ท่านว่าด้วยเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมก็พยายามที่จะเสาะหาข้อมูลว่า ๑๐ ปีที่ท่านเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเร็วไปหรือนานไปอย่างไร ถ้าดูประวัติศาสตร์ ย้อนหลังมาเป็นอย่างที่ท่านเสรีพูดไว้ ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็เกือบ ๆ ๑๐ ปี รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็เกือบ ๆ ๑๐ ปี ๗ ปี ๘ ปี ในที่สุดก็มีการไม่ใช่แก้ ไม่ใช่รื้อ แต่เป็นการฉีกทิ้งไปเลย ด้วยกลไกที่เกิดสิ่งที่เรียกว่าวงจรอุบาทว์ขึ้นในการเมือง ของบ้านเรา เพราะฉะนั้นผมก็มาบทสรุปที่ว่าเห็นด้วยกับ ๑๐ ปีที่ทางกรรมาธิการเสนอ แต่สิ่งที่ผมอยากจะเสนอเพิ่มเติม ท่านกรรมาธิการช่วยลองไปคิดดูก็แล้วกัน ผมคุยกับ ผู้หลักผู้ใหญ่บางท่านก็บอกว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ถ้าจะทํา แต่กฎหมายบังคับคงไม่มี แต่เป็นความเหมาะสม เป็นกลไกที่จะสอดคล้องกับวิถีในการเลือกตั้ง ทุก ๔ ปีถ้าไม่มี อะไรเกิดขึ้นจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก็คงจะต้องมีการหย่อนบัตร อาจจะถึง ๓ ปี ๔ ปี หรือ ๒ ปี หรืออย่างไรก็แล้วแต่ ผมเสนออย่างนี้ครับ เสนอว่าทุกครั้ง ที่มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ประชาชนเข้าคูหาเพื่อที่จะหย่อนบัตรเลือกตั้งนั้น ใช้งบประมาณอย่างน้อย ๆ ก็ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ล้านบาท ตอนนี้ก็มากขึ้นเรื่อย ๆ อาจจะ ๔,๐๐๐ ล้านบาทบวกลบขึ้นไปแล้ว นอกจากจะมีการหย่อนบัตรเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแล้ว ผมเสนอว่าให้มีการทําประชามติเรื่องใดเรื่องหนึ่งควบคู่ไปเลย คือตอนนี้บัตรเหลือ ๑ ใบแล้ว เดิมที ๒ บัตร เลือกเขตกับเลือกปาร์ตีลิสต์ (Party List) ตอนนี้เหลือ ๑ บัตรแล้ว ไหน ๆ ถ้าจะมีการเข้าคูหาเลือกตั้ง จะเป็น ๒ บัตร อีกบัตรหนึ่งให้เป็นการทําประชามติเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็แล้วแต่เป็นเรื่องที่มีความร้อนแรง เป็นเรื่องที่มีความจําเป็น เป็นเรื่องที่มีความสําคัญ เป็นเรื่องที่ควรจะได้รับคําตอบจาก ประชาชนทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นนอกจากหย่อนบัตรเพื่อเลือก ส.ส. แล้วให้หย่อนอีกบัตร เพื่อเป็นการทําประชามติเรื่องใดเรื่องหนึ่งควบคู่กันไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแก้ไข รัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านเสนอว่า ๑๐ ปีแก้ไขรัฐธรรมนูญสักครั้งหนึ่ง สมมุติในช่วง ประมาณ ๗-๘ ปีได้มีการลงเลือกตั้งใช่ไหมครับ เหลืออีก ๒ ปีที่จะครบ ๑๐ ปีที่ท่านว่า ถามไปเลยว่าประเด็นไหนที่ควรจะมีการทําประชามติ ก็ไม่ต้องเสียเงินในการทําประชามติ อีก ๓,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๔,๐๐๐ ล้านบาท ๒ เรื่อง ๖,๐๐๐-๗,๐๐๐ ล้านบาท ก็เหลือแค่ ๓,๐๐๐ ล้านบาท เราก็จะได้คําตอบความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ประชาชนเป็นผู้ให้คําตอบ เขาให้ คําตอบว่าเขาจะเลือกใครเป็น ส.ส. แล้วเขาก็ให้คําตอบสิ่งที่กําลังเป็นความขัดแย้งของ ประเทศชาติบ้านเมืองในขณะนั้นด้วย ได้ทั้งคําตอบแล้วก็ไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม ผมเสนอให้ทาง กรรมาธิการท่านช่วยกรุณาใส่

ประเด็นถัดมา ยังมีเวลาเหลืออีก ๕ นาที ผมสนใจในเอกสารของท่านคือ หน้า ๒๘ เรื่องของการปฏิรูป ควบคุม และการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐผ่านระบบรัฐสภา ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในฐานะที่เคยอยู่ในกลไกลของการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ในอดีตสมัยเป็นสมาชิกวุฒิสภา ผมมีความสนใจเข้มข้นและเข้มงวดกับกลไกนี้เป็นอย่างมาก กลไกการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐด้วยระบบรัฐสภานั้นเป็นวิถีทางประชาธิปไตยที่ทุกประเทศ ใช้อยู่ รัฐธรรมนูญก็บัญญัติเอาไว้ แต่สิ่งที่เราทํากันอยู่ในสภานั้นต้องขอเรียนว่าหลวม ๆ กลวง ๆ ลูบหน้าปะจมูก ผลัดกันเกาหลัง แล้วแต่จะใช้คําไหนได้ทั้งสิ้นเลย เสนอญัตติให้ รัฐมนตรีขึ้นมาตอบ คนที่ร่างญัตติหรือร่างกระทู้บางทีเป็นทีมงานของรัฐมนตรีด้วยซ้ํา เขียนญัตติ เขียนกระทู้ให้รัฐมนตรีมาตอบ เอาญัตติกระทู้นั้นใส่มือ ส.ส. ให้ ส.ส. ไปยื่น เจ้าหน้าที่ว่าจะขอยื่นกระทู้ ผลัดกันเชียร์ แทนที่กระทู้จะเป็นการถามปัญหาของประเทศชาติ บ้านเมือง ขึ้นมาคําแรกก็ชมแล้วว่ารัฐมนตรีนี้ท่านยอด ท่านเก่ง ท่านสุดยอดจริง ๆ ท่านทํา ปัญหาเรื่องนี้ ท่านแก้ปัญหานี้ได้อย่างตรงเผง ตรงปัญหา ขอชมเชย นี่ไม่ใช่วิธีการตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐที่ถูกต้อง แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตจริง ๆ ได้ยินมากับหูตลอดระยะเวลาที่ เป็นสมาชิกรัฐสภา เพราะฉะนั้นกลไกการใช้อํานาจรัฐแบบนี้ทําอย่างไรครับ กระทู้ที่ผ่านมือ ส.ส. หรือ ส.ว. ที่จะยื่นเพื่อให้รัฐมนตรีมาตอบคําถามปัญหาของบ้านเมือง ปัญหาของประชาชนนั้น ควรจะต้องผ่านการตรวจสอบว่าไม่ใช่เป็นกระทู้ที่มาชม ที่มายกนิ้ว ปรบมือ ให้กับรัฐมนตรี ที่มาตอบ แต่ต้องเป็นกระทู้ที่เป็นปัญหาของประชาชนของบ้านเมืองจริง ๆ ผ่านการตรวจสอบ จากใคร จากพรรคนั่นละครับ ถ้าเกิดกรณีอย่างที่ว่าที่ผลัดกันเกาหลังมาชมรัฐมนตรีในสภานั้น คนที่จะต้องถูกตําหนิก็คือกรรมการบริหารพรรค นอกจากนั้นท่านจะวางกลไกอย่างไรก็แล้วแต่ ให้ผ่านจากพรรคแล้วไปที่วิป (Whip) หรืออย่างไรก็แล้วแต่

ประการถัดมา เพื่อให้การทําหน้าที่นี้มีความเข้มข้น รัฐมนตรีตั้งหน้าตั้งตา ทํางานสนองตอบนโยบายของรัฐบาลและแก้ปัญหาของประเทศและประชาชนได้อย่างแท้จริง กระทู้ควรมีความถี่ของการถามและความถี่ของการตอบอย่างถูกต้องอย่างเป็นระเบียบ ไม่ใช่บางครั้งตลอดสมัยประชุมแทบจะไม่มีกระทู้เลยปัญหาบ้านเมืองเต็มไปหมด ข้าวยากหมากแพง ข้าวของแพง น้ําท่วม การจราจรติดขัด โจรผู้ร้ายมากมาย ยาเสพติดเยอะแยะ ไม่มีการถาม กระทู้ในสภา เกิดอะไรขึ้นกับกลไกการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ สิ่งที่ควรจะต้องทําคืออะไร กําหนดระยะเวลา กําหนดจํานวนของการตั้งกระทู้ หรือญัตติได้เลย ให้กระทู้หรือญัตตินั้น มีความถี่อย่างน้อย ๑ สมัยประชุมมีจํานวนเท่าไร ๑๐ กระทู้ ๒๐ กระทู้ หรือกี่กระทู้ก็แล้วแต่ และกระทู้นั้นสามารถยื่นเป็นรายบุคคลก็ได้ คือนาย ก นาย ข ยื่นกระทู้ถามรัฐมนตรี หรือเป็นกระทู้รายกรรมาธิการก็ได้ สิ่งที่ผมจะเสนอของใหม่ขึ้นมาคือเสนอให้มีการตั้งกระทู้ รายกรรมาธิการ เช่น กรรมาธิการการสาธารณสุขยื่นญัตติหรือยื่นกระทู้ถามรัฐมนตรี อย่างน้อยสมัยประชุมละ ๑ เรื่อง กรรมาธิการการแรงงานยื่นกระทู้ถามรัฐมนตรี อย่างน้อยสมัยประชุมละ ๑ เรื่อง กรรมาธิการการเศรษฐกิจ ข้าวของแพง กระทรวงพาณิชย์ อะไรต่าง ๆ เป็นต้น กรรมาธิการการเศรษฐกิจต้องยื่นกระทู้ถามรัฐมนตรีอย่างน้อย ๑ สมัย ๑ ญัตติ หรือ ๑ กระทู้ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะทําให้กลไกการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐนั้น ถึงลูกถึงคน และประเทศที่มีปัญหาได้รับการแก้ไข

ประเด็นถัดมา ขอขอบคุณ และขออภัยเอ่ยนามท่านวรวิทย์ ท่านเสนอให้ คนที่จะสมัคร ส.ส. หรือเข้าดํารงตําแหน่งทางการเมืองในอนาคต ส.ส. ส.ว. ก็แล้วแต่ ขอเพิ่มเวลาอีกนะครับท่านประธาน ให้มีการยื่นบัญชี

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ยังมีผู้อภิปรายต่อจากท่านนะครับ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ท่านประธานอนุญาตให้ผมพูดอีกสัก ๒ นาทีนะครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ได้ครับ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ให้มีการยื่นบัญชีการเสียภาษี แต่สิ่งที่ทํา ให้เกิดวงจรอุบาทว์ สิ่งที่ทําการฉ้อราษฎร์บังหลวง สิ่งที่ทําให้เกิดความเสียหายแก่บ้านเมือง อีกประการหนึ่งที่ผมอยากจะให้มีการเสนอ อยู่ในยุทธศาสตร์ชาติ จะใส่ไว้ในกฎหมายลูกหรือจะแก้รัฐธรรมนูญก็แล้วแต่ คือการบัญญัติ เขียนเอาไว้ให้การยื่นบัญชีทรัพย์สินนั้น นอกจากการยื่นบัญชีทรัพย์สินของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองแล้ว ให้ยื่นบัญชีทรัพย์สินของบุตรหรือธิดา ลูกนั่นละครับ ทั้งที่บรรลุนิติภาวะ และยังมิได้บรรลุนิติภาวะ ผมอภิปรายมาไม่น้อยกว่า ๒ ครั้ง ไปยื่นกับกรรมาธิการ รัฐธรรมนูญเกือบจะทุกชุดที่ผ่านมาแล้ว เป็นปัญหาจริง ๆ ครับ เขาบอกว่ามันเป็นปัญหา แต่ไม่ใส่เอาไว้ ทุกวันนี้โปรเจกต์ (Project) ใหญ่ ๆ เวลาจะได้เงินทอนเขาไม่ได้เอาเข้าบัญชีของ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองหรอกครับ เขาเอาเข้าบัญชีของลูกหรือบุตรธิดาที่บรรลุนิติภาวะแล้ว ไปดูบัญชีทรัพย์สิน พ่อมีอยู่ ๒๐ ล้านบาท ๓๐ ล้านบาท เผลอ ๆ ลูกมีเป็น ๑,๐๐๐ ล้านบาท เงินมาจากไหนครับ จบปริญญามาไม่กี่ปีทํามาหารับประทานอะไรมีเงินเป็น ๑๐๐ ล้านบาท ๑,๐๐๐ ล้านบาท เป็นเงินทอนจากเมกะโปรเจกต์ (Mega Project) บ้าง เป็นเงินทอน จากการทุจริตบ้าง ถ้าจะแก้ปัญหาบ้านเมือง แก้ปัญหาการทุจริต เกาให้ถูกที่คัน มันต้องแก้ตรงนี้ แต่รัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนเอาไว้ ไหน ๆ รัฐธรรมนูญร่างมาแล้วถ้ากฎหมายลูก พ.ร.บ. ประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตจะใส่เอาไว้ก็จะหาว่าเขียนกฎหมาย เกินรัฐธรรมนูญ ผมจึงเสนอกรรมาธิการว่าให้ท่านใส่เอาไว้ในข้อเสนอแนะของท่าน เวลามีอีก ๒๐ ปีตามยุทธศาสตร์ชาติท่านจะแก้เมื่อไร จะมีการแก้รัฐธรรมนูญเมื่อไร ช่วยแก้ตรงนี้ เติมเข้าไปให้ด้วย นี่จะเป็นการแก้ปัญหาตรงจุดเกาถูกที่คันและช่วยแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ได้อย่างฉกาจฉกรรจ์ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม อดีตสมาชิกสภาปฏิรูป แห่งชาติ อดีตที่ปรึกษานโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนายกสมาคม อุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย ขอเชิญครับ

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม

เรียนท่านประธานครับ กระผม ดุสิต เครืองาม สปท. หมายเลข ๕๓ ก็มีเนื้อหาเพียงสั้น ๆ เนื่องจากว่าผมเองก็เป็น ๑ ในคณะกรรมการ ขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา ก็อยากขออนุญาตฝากนําเอาแนวพระราชดําริ ทางด้านศาสตร์พระราชามานําเสนออยู่ในหัวข้อการปฏิรูป เรื่องที่เรากําลังพิจารณาอยู่ คือข้อเสนอการปฏิรูปการเมืองเพื่อเป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติ ผมเคยได้มีโอกาสไปฟัง การปาฐกถาพิเศษในหลาย ๆ ที่ ในหลาย ๆ ที่นั้นผู้ทรงคุณวุฒิก็ได้ให้ข้อมูลที่สอดคล้อง แล้วก็ตรงกัน มีการยกตัวอย่างว่าเหตุผลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวคือรัชกาลที่ ๙ พระองค์ท่านต้องเสด็จพระราชดําเนินไปในสถานที่ทุรกันดารในชนบทห่างไกลมากมายหลายที่ เป็นเวลาหลายสิบปี มีภาพที่อยู่ในความทรงจําแล้วก็ประทับใจของประชาชนชาวไทย ก็คือการที่พระองค์ท่านทรงคุกเข่าลงคุยกับคุณตาคุณยายในแต่ละที่ที่เสด็จพระราชดําเนินไป ก็มีผู้กราบบังคมทูลถามว่าทําไมพระองค์ท่านจึงต้องทรงคุกเข่าลงคุยกับประชาชนเหล่านั้น ท่านก็ตอบว่าถ้าประชาชนเหล่านั้นยังยากจนอยู่ แล้วก็ถามต่อไปว่ายากจนแล้วอย่างไร ท่านก็ทรงตอบว่าเมื่อยากจนก็ทําให้ขาดการศึกษา แล้วอย่างไรต่อครับถ้าขาดการศึกษา เมื่อขาดการศึกษาก็ทําให้ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย ผมเลยคิดว่าแนวทางในการเสนอหัวข้อ ที่เป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติเพื่อการปฏิรูปการเมือง ผมได้เปิดพลิกดูแล้วในรายงานฉบับนี้ ท่านได้เขียนเอาไว้ดีแล้ว ครอบคลุมเรื่องการพัฒนาคนคือเรื่องการศึกษาอยู่ในหน้าที่ ๒๕ ใช่ครับ แต่ผมยังมีความรู้สึกว่าท่านให้น้ําหนักเรื่องการศึกษาน้อยเกินไป เพราะฉะนั้นขอฝาก ผูกเอาถ้อยคําของพระองค์ท่าน ๓ คําหรือ ๔ คํามาร้อยเรียงกันเลยครับ ความยากจนผูกกับการไร้การศึกษา ผูกกับการไร้ความเป็นประชาธิปไตย หรือท่านเขียน อีกแบบหนึ่งก็ได้ ถ้าแก้ไขความยากจนได้ก็จะแก้ไขเรื่องการศึกษาได้ ถ้าแก้ไขเรื่องการศึกษาได้ ก็จะแก้ไขเรื่องความเป็นประชาธิปไตย คือความบริสุทธิ์ยุติธรรมที่เราทั้งหมดอภิปรายอยู่ เพราะฉะนั้นผมก็เลยคิดว่านอกจากที่จะมีการให้ข้อมูลในเรื่องการยื่นภาษีเอย หรือว่าอะไร ต่ออะไรเยอะแยะ เรื่อง กกต. เรื่องการเลือกตั้ง หรืออะไรต่ออะไร ผมอยากจะขอฝากให้ท่าน หยิบยกเอาประเด็นเรื่องการศึกษาขึ้นมาเป็นยุทธศาสตร์ชาติเพื่อปฏิรูปการเมืองด้วย ขอขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เมื่อสมาชิกได้ใช้เวลาอภิปรายพอสมควร ผมขอปิดการอภิปราย ต่อไปขอเชิญ ประธานกรรมาธิการได้ตอบชี้แจงข้อซักถามของสมาชิก ขอเชิญครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานครับ ขออนุญาตเชิญท่านวันชัยก่อนแล้วกัน ขออนุญาตครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญท่านวันชัย สอนศิริ

นายวันชัย สอนศิริ กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ กระผม สปท. วันชัย สอนศิริ ในฐานะโฆษกของคณะกรรมาธิการ ขอกราบเรียน เพิ่มเติมต่อท่านประธานและตอบประเด็นต่าง ๆ ที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายกันเป็นเบื้องต้น ท่านประธานครับ ข้อสังเกต ข้อเสนอแนะ รวมทั้งความคิดเห็นต่าง ๆ ที่ท่านสมาชิก ได้อภิปรายมา ณ ที่ประชุมนี้ กราบเรียนว่าถ้าท่านสมาชิกจะกรุณาอ่านเอกสารโดยละเอียด เกือบทั้งหมดนี้ จะเป็นการตอบคําถามข้ออภิปรายของสมาชิกทั้งหมดได้เป็นอย่างดี แต่กราบเรียนต่อท่านประธานที่เคารพว่าสิ่งที่คณะกรรมาธิการได้ดําเนินการต่อเรื่องนี้นั้น มีเป้าหมายที่สําคัญ แล้วก็ขอกราบเรียนว่าถ้าดําเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติเรื่องการเมือง ตามที่คณะกรรมาธิการเสนอนี้ จะเป็นประเด็นตอบคําถามที่ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นห่วง และเชิงตั้งคําถาม ผมขอกราบเรียนต่อท่านประธานผ่านที่ประชุมเพื่อทราบกันอีกครั้งหนึ่ง ท่านนายกรัฐมนตรีได้ตั้งคําถามว่า ท่านคิดว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล หรือไม่ รวมทั้งหากไม่ได้จะทําอย่างไร และมีคําถามอีก ๒ ข้อที่ท่านทั้งหลายได้รับทราบดี อยู่แล้วว่าในที่สุดท่านถามว่าแล้วเราจะแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไร โดยใคร ซึ่งคณะกรรมาธิการ ได้ตอบคําถามนี้ค่อนข้างจะละเอียดและเป็นสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีก็ห่วง แล้วก็ขออนุญาต กราบเรียนต่อท่านประธานว่าสิ่งที่คณะกรรมาธิการได้ดําเนินการนั้นเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ มาตรา ๒๕๘ และมาตรา ๒๕๙ ที่คณะกรรมาธิการได้เขียนไว้ในหน้า ๗ อย่างชัดเจนว่าต่อไปนี้ในระยะ ๑ ปี ถึง ๕ ปีนี้ประเทศชาติจะต้องมีการปฏิรูปการเมือง ให้สําเร็จเสร็จสิ้นภายใน ๑-๕ ปี อันดับแรกนั้นก็คือ จะต้องให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีส่วนร่วมในการดําเนินกิจกรรมทางการเมือง รวมตลอดทั้ง ตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ รู้จักยอมรับในความเห็นทางการเมืองโดยสุจริตที่แตกต่างกัน ให้ประชาชนใช้สิทธิเลือกตั้งและออกเสียงประชามติโดยอิสระ ปราศจากการครอบงํา ไม่ว่าด้วยทางใด รวมทั้งเรื่องอื่น ๆ ถ้าท่านอ่านดูในหน้านี้จะเห็นว่าเป็นการปฏิรูปทางการเมือง ที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและเป็นไปตามแผนและขั้นตอน สุดท้ายนั้นก็บอกว่าต้องลดปัญหา ความขัดแย้งทางการเมืองให้ได้ ต้องปฏิรูปให้เสร็จภายใน ๕ ปีนี้ ดังนั้นเมื่อมาพิจารณาแล้ว เขาก็กําหนดเป็นยุทธศาสตร์ในด้านต่าง ๆ ตาม พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ ผมเชื่อเหลือเกินว่า ท่านกรรมาธิการแต่ละด้าน ๆ นั้น คงมีแผนในยุทธศาสตร์ที่เตรียมจะเสนอกันต่อไป แต่กราบเรียนว่าคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เราก็เห็นว่า เมื่อจะต้องปฏิรูปให้เสร็จภายใน ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ปีนี้แล้ว ควรจะต้องมียุทธศาสตร์ ทางการเมืองทั้งระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาวใน ๒๐ ปีนี้ เราจึงได้เสนอเป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการเมือง กราบเรียนท่านทั้งหลายด้วยความเคารพว่าเราเขียนไว้ในหน้า ๕ ชัดเจน ดังที่ท่านสมพงษ์และท่านประธานเสรีได้กล่าวไปแล้วเบื้องต้น แต่ผมขออนุญาตกล่าวย้ํา เพื่อขอความสนับสนุนจากท่านสมาชิกอีกครั้งหนึ่งว่าเป้าหมายในยุทธศาสตร์ทางด้านการเมือง ของเรามี ๕ ประการด้วยกันครับท่านประธาน

ประการที่ ๑ ในยุทธศาสตร์ของประเทศชาตินี้ต้องสร้างการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์มีความมั่นคง ยั่งยืน เลิกกันเสียทีในการปฏิวัติ รัฐประหาร ต่อไปนี้ บ้านเมืองถ้าจะเป็นประชาธิปไตยในครั้งต่อไปแล้ว เลิกกันที จบกันที การปฏิวัติ รัฐประหารครั้งนี้ น่าจะเป็นครั้งสุดท้าย นี่คือเป้าหมายและเป็นยุทธศาสตร์ จบแล้วครั้งนี้ พลเอก ประยุทธ์ เป็นคนสุดท้ายแล้ว นี่คือยุทธศาสตร์ที่เรากราบเรียนต่อท่าน

ประการที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพครับ มีรัฐบาล มีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ แต่ล้มลุกคลุกคลาน สามวันดีสี่วันไข้ ๑ ปี ๖ เดือน ๒ ปีเปลี่ยนรัฐบาล ๓ ปีล้ม ยุทธศาสตร์ ต้องมีครับ ต่อไปนี้เรามีเป้าหมายว่าต้องการให้ทุกรัฐบาลมีเสถียรภาพ เรากําหนดเป็น ยุทธศาสตร์ในรายละเอียดไว้

ประการที่ ๓ เป็นยุทธศาสตร์ทําให้บ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อย ประชาชน มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เป็นประชาธิปไตยแล้ว มีเสถียรภาพแล้ว ทําอย่างไร ถึงจะให้เกิดความสงบเรียบร้อย มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน อย่าสักแต่ว่าเป็นรัฐบาล อย่าสักแต่ว่ามั่นคง แต่บ้านเมืองเกิดความไม่สงบ ไม่เรียบร้อย ไม่มีความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน นี่ต้องเป็นยุทธศาสตร์ในข้อที่ ๓

ประการที่ ๔ ทําให้ประชาชนอยู่ในสภาวะทางเศรษฐกิจที่ดี ประชาชนมีงานทํา และมีรายได้เพียงพอต่อการยังชีพ ท่านประธานครับ ยุคนี้เขาบอกว่า ๓ ปีมีเสถียรภาพ มีความมั่นคง มีความสงบเรียบร้อย แต่ประชาชนก็โอดโอยกันว่าเศรษฐกิจไม่ดี เศรษฐกิจมีปัญหา เงินหาไม่ได้ การค้าการขาย เพราะฉะนั้นจะต้องเป็นยุทธศาสตร์อันดับ ๔ ครับท่านประธาน มั่นคงแล้วต้องเศรษฐกิจดี พูดง่าย ๆ ว่าไพร่ฟ้าหน้าใส มีความกินดีอยู่ดี ล้วงไปในกระเป๋าแล้วมีสตางค์ นี่เป็นยุทธศาสตร์ ที่คณะกรรมาธิการเสนอ

ประการสุดท้าย ท่านประธานที่เคารพครับ เศรษฐกิจดีแต่เราอยู่ในสภาพแวดล้อม ที่ไม่ดี ไม่มีคุณภาพ ไม่มีความผาสุก ถามว่าเราจะมีเศรษฐกิจดีไปทําไม เพราะฉะนั้นสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นสังคม ไม่ว่าจะเป็นห้วย หนอง คลอง บึง ตลอดจนอื่นใดที่เป็นสภาพแวดล้อม ทั้งภายในและภายนอกทางกายและจิตใจ ถ้ายุทธศาสตร์ชาติ ๕ ข้อนี้ดําเนินการได้ เชื่อเหลือเกินว่า ประเทศเราจะมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน จึงเสนอเป็นยุทธศาสตร์เพื่อขอการสนับสนุนจาก ท่านสมาชิก และรายละเอียดปรากฏตั้งแต่ที่ท่านประธานและท่านสมพงษ์ได้กราบเรียน ไปแล้วเบื้องต้น กราบขอบพระคุณต่อท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญท่านประธานเสรีครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม เสรี ประธานกรรมาธิการ ต้องขอบพระคุณท่านสมาชิกที่เสนอความเห็น และที่นั่งฟังทุกท่าน ในความเห็นต่าง ๆ ของท่านสมาชิกที่ได้เสนอมานั้นเป็นเรื่องดีหลายเรื่อง เป็นเรื่องที่อยู่ในรายงานนี้แล้วก็อีกหลายเรื่อง แต่อย่างไรก็ตามจะตอบสั้น ๆ เพื่อท่านจะได้ ไม่ทักท้วงทีหลังว่าไม่ตอบ

ท่านแรก ท่านสุรินทร์ที่เสนอ ๓ ข้อนั้นในรายงานมีแล้ว แต่ส่วนใดก็ตาม ถ้าเป็นส่วนที่เพิ่มเติมเดี๋ยวกรรมาธิการก็จะรับมาปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นนะครับ

ส่วนของท่านกษิต ภิรมย์ ในรายงานก็ให้ความสําคัญไปที่การสร้างวัฒนธรรม ทางการเมือง ซึ่งเป็นหลักการสําคัญอยู่แล้ว แล้วก็ตอบสมาชิกท่านอื่นด้วยที่พูดถึงหลักสูตร การศึกษา ในรายงานฉบับนี้ก็มีการศึกษาอย่างเคร่งครัด อย่างเป็นหลักสูตรที่สามารถนําไป ปฏิบัติได้ ส่วนบทบัญญัติที่ท่านเป็นห่วงในเรื่องรายงานดังกล่าวนี้ เราให้ความสําคัญ ในเรื่องของระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รายงานฉบับนี้ให้ความสําคัญอย่างยิ่งในเรื่องเหล่านี้ แล้วก็มีบัญญัติไว้อยู่ในหลายส่วน ส่วนการเสนอว่ายุทธศาสตร์ ๒๐ ปีให้เฝ้าระวังคนที่ไม่หวังดีกับบ้านเมือง อันนี้คงเป็น เรื่องของรัฐบาลที่ต้องไปเฝ้าระวัง

ต้องขอบคุณท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ท่านก็เสนอประเด็นในเรื่องการปรับแก้ รัฐธรรมนูญ ๑๐ ปี โดยเสนอความเห็นทางสื่อมวลชนไปก่อนทําให้ได้รับการสนใจจากประชาชน ทั่วประเทศว่าการปรับแก้รัฐธรรมนูญยังไม่ทันใช้เลยจะแก้แล้วหรือ แต่จริง ๆ แล้วอย่างที่ กราบเรียนว่าเป็นเรื่องของการทบทวนประเด็นปัญหาในเรื่องรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่กําหนดว่า จะต้องแก้หรือไม่แก้อย่างไร แต่อยู่ที่สภาพปัญหาที่จะเกิดขึ้น

ส่วนของท่านวรวิทย์ ของท่านคุณหมอชูชัย และอีกหลายท่านที่พูดถึง บัญชีทรัพย์สินของนักการเมือง จริง ๆ รัฐธรรมนูญก็บัญญัติไว้แล้ว กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ที่จะเขียนมาเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็คงจะมีบัญญัติในเรื่องเหล่านี้ แต่อย่างไรก็ตามก็อาจจะหาส่วนที่บัญญัติไว้พูดถึงเรื่องในอนาคตด้วย เดี๋ยวเราก็จะพยายาม ไปเสริมดู ถ้าลงได้ก็จะดําเนินการให้

ท่านที่ ๕ อาจารย์กิตติ ก็ขอบคุณในความเห็นที่เสนอมานะครับ

ท่านที่ ๖ คุณหมอชูชัย ที่บอกว่าปฏิรูปการเมืองตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จริง ๆ มีเริ่มตั้งแต่ตอนนั้น แต่ตอนหลังก็ล้มเหลว ต้องกราบเรียนว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ตอนนั้นผมก็เป็น ส.ส.ร. ด้วย เป็นรัฐธรรมนูญที่สร้างกลไกขึ้นมาเพื่อปฏิรูปการเมือง สร้างองค์กรอิสระต่าง ๆ ขึ้นมา มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอีก ๗ ฉบับ แล้วก็จะสร้างกลไก ในรัฐธรรมนูญ มีสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งครั้งแรก โดยเน้นในเรื่องการปฏิรูปการเมือง แต่ต้องกราบเรียนว่าสิ่งที่ล้มเหลวนั้นไม่ใช่อยู่ที่ตัวรัฐธรรมนูญ แต่เป็นเรื่องที่ฝ่ายการเมืองเอง เราเข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระ เข้าไปแทรกแซงวุฒิสภาจนเกิดปัญหาในทางการเมืองขึ้น อย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ อาจารย์หมอชูชัยเองก็เป็น ส.ส.ร. ร่วมกันกับผมด้วย ก็เอาประเด็นปัญหาตรงนี้ที่จะมาต่อยอดให้การเมืองนั้นมีการปฏิรูปให้มากขึ้น แต่ก็ยังไปไม่ถึงไหน เพราะว่าเราเพียงแค่ปฏิรูปเนื้อหาสาระ แต่ปฏิรูปคนทําได้ยากลําบากอย่างที่ว่า แต่พอมา ในปัจจุบันนี้เรามีทั้งแนวทางในการปฏิรูปคน ทั้งพี่น้องประชาชน ปฏิรูปนักการเมือง ปฏิรูประบบ ปฏิรูปโครงสร้าง แนวทางต่าง ๆ น่าจะเป็นแนวทางที่แก้ไขปัญหาให้ดีขึ้น

ส่วนอาจารย์ถวิลวดี ที่บอกว่าให้ประชาชนมีส่วนร่วม ถามว่าในรายงานนี้ ได้เสนอประชาชนมีส่วนร่วม จริง ๆ ก็เสนอไว้หลายส่วน การมีส่วนร่วมของประชาชน ถ้ามีส่วน พอที่จะตอบให้เป็นคําตอบของอาจารย์ได้ก็อยู่ที่หน้า ๑๗ ก็มีประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง ในด้านต่าง ๆ

ท่านที่ ๘ ท่านเฉลิมชัย ก็เสนอหลายเรื่อง เป็นทั้งให้มีพ่วงประชามติไปด้วย เดี๋ยวจะรับมาดูว่าจะสามารถเป็นข้อเสนออะไรได้มากน้อยแค่ไหน แต่อย่างไรก็ตามในเรื่องกระทู้ต่าง ๆ เรื่องอภิปราย เรื่องอะไรก็ตามเป็นเรื่องระบบงานรัฐสภาอยู่ในหน้า ๒๘ รายงานดังกล่าวนี้ เราวางในหลักการไว้ แต่เดี๋ยวเราจะมีอีกรายงานหนึ่ง มีท่านนรรัตน์ พิมเสน เป็นประธาน อนุกรรมาธิการจะนํามาเสนอ เรื่อง การปฏิรูประบบงานในรัฐสภา ก็จะมีเรื่องเหล่านี้ ที่ท่านเฉลิมชัยได้กรุณาเสนอความเห็นไว้ รายละเอียดก็จะอยู่ตรงนี้ด้วย แต่หลักการที่เสนอมา กรรมาธิการก็พยายามจะเอามาปรับปรุงให้เป็นแนวทางที่นําไปปฏิบัติในอนาคตนะครับ

สุดท้ายก็คือท่านอาจารย์ดุสิต เครืองาม ได้พูดถึงศาสตร์พระราชา จริง ๆ เราก็ พยายามให้ความสําคัญอยู่แล้วในเรื่องเหล่านี้ จะเห็นได้ว่าในหน้า ๓๕ จะกล่าวถึงในเรื่อง ข้อเสนอการทําสัญญาประชาคมนั้น ก็ให้ความสําคัญไปที่เรื่องจะต้องประพฤติปฏิบัติตัว ของพี่น้องประชาชนตามศาสตร์พระราชา โดยเฉพาะเรื่องการดําเนินชีวิตอย่างเศรษฐกิจพอเพียง แต่อย่างไรก็ตามข้อเสนอของท่านอาจารย์ก็อย่างที่กราบเรียนเช่นท่านอื่น เดี๋ยวจะเอามา เสริมดูว่าส่วนไหนที่จะนํามาให้รายงานนี้สมบูรณ์ขึ้นได้ก็จะนํามาเสนอดังกล่าว

สรุปสุดท้าย ก็ต้องกราบเรียนว่าตามรายงานดังกล่าวนี้เป็นรายงานที่พยายาม จะแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นในอนาคต พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงแนวทางปัญหา ให้เป็นทางออกของประเทศ แล้วก็ให้ประเทศนั้นยั่งยืน มั่นคงในทางการเมือง ถ้าหาก การเมืองประเทศเรามั่นคง ยั่งยืน ก็เชื่อได้ว่าปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาทั้งหลายทั้งปวงนั้น จะได้รับการแก้ไขนําไปสู่การแก้ไขด้านอื่น ๆ ให้สอดคล้องต้องกันเพื่อการพัฒนา และความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองเราสืบไป ก็กราบขอบคุณท่านกรรมาธิการทุกท่าน ถ้าหากว่าสมาชิกในสภาแห่งนี้ได้เห็นชอบก็จะส่งรายงานดังกล่าวนี้ไปให้รัฐบาล ไปให้ ป.ย.ป. ไปให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แล้วก็ยังฝากสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ถ้าหากว่าสภาเราไปก่อน ก็จะฝากส่งไปที่คณะกรรมการปฏิรูปแล้วก็คณะกรรมการ ยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งจะเกิดขึ้นในอนาคต ขอบคุณท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านเฉลิมชัยมีข้อซักถามอะไรเพิ่มเติมไหมครับ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ขอบคุณท่านประธาน เฉลิมชัย เครืองาม ท่านประธานครับ ผมฝากทางกรรมาธิการช่วยพิจารณาข้อเสนอของผมให้ใส่ไว้ในแผนยุทธศาสตร์ ว่าด้วยการปฏิรูปการเมือง จริง ๆ คาบเกี่ยวกับคณะกรรมาธิการวิสามัญด้านการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบด้วย คือประเด็นเรื่องการยื่นบัญชีทรัพย์สิน ซึ่งกฎหมายเขียนเอาไว้ทุกฉบับที่ผ่านมาให้ยื่นบัญชีทรัพย์สินเฉพาะบุตรธิดาที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ แต่ผมบอกแล้วว่าประเด็นรากเหง้าของปัญหาของประเทศเรื่องการทุจริตและปัญหา ทางการเมืองนั้น คือต้องแก้ตรงนี้เติมไว้ ให้ยื่นบัญชีทรัพย์สินของบุตรธิดาที่บรรลุนิติภาวะแล้วด้วย อันนี้จะช่วยแก้ปัญหาได้ ถ้าท่านไม่รับไว้ช่วยใส่ไว้เป็นข้อสังเกตหรือข้อเสนอแนะของสมาชิก ก็แล้วแต่ท่านจะใส่ไว้ในส่วนไหนของรายงานท่าน ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญท่านประธานกรรมาธิการ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานครับ คือในส่วนของท่านเฉลิมชัย จริง ๆ แล้วตอนนี้ สนช. กําลังพิจารณาร่างกฎหมายเกี่ยวกับ ผลประโยชน์ขัดกันอยู่แล้วก็จะมีเรื่องเหล่านี้ อันนี้ไม่ต้องรอ ๒๐ ปี หรือว่ากี่ปี ตอนนี้กฎหมาย กําลังจะทําเสนอจากคณะกรรมาธิการวิสามัญด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบด้วยซ้ําไปที่ท่านพูดถึง จะมีการยื่นบัญชีทรัพย์สินของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองเสนอไปถึงญาติ แล้วกําลังมีข้อเสนอแปรญัตติกันว่าจะให้แค่ไหนที่เหมาะสม แล้วก็จะมีลูก มีคนที่เกี่ยวข้องคือนักการเมือง ต้องเข้าใจว่าพอเราไปเขียนว่าให้ยื่นบัญชี ทรัพย์สินของคู่สมรส เมื่อก่อนให้คู่สมรสและลูกที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ตอนนี้เราก็บอกว่า พอไม่บรรลุนิติภาวะยื่น แต่ลูกที่บรรลุนิติภาวะแล้วไม่ได้ยื่นก็จะเอาทรัพย์สินไปซุกเอาไว้ที่ลูก ที่บรรลุนิติภาวะ เราก็พยายามจะเขียนไปอีกว่าการยื่นบัญชีทรัพย์สินก็ต้องลูกด้วยโดยไม่ต้อง ดูอายุ ต่อไปเขาก็คงจะฝากเมียก็ไม่ได้ ฝากลูกก็ไม่ได้ คงจะไปที่น้องเมียกระมังครับ อาจจะไปเรื่อย ๆ ที่จะฝากได้ จริง ๆ แล้วไปอยู่ที่ใครเขาตามได้หมดถ้าหากว่าเป็นทรัพย์สินที่ทุจริตมา แต่อย่างไรก็ตามก็จะรับสิ่งที่ท่านเฉลิมชัยเสนอไว้ จะดูเพื่อความเหมาะสม ถ้าใส่ได้ก็จะใส่ให้ จะรับมาพิจารณา ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

รู้สึกท่านประธานเสรีจะรับมากกว่าที่เสนอ ชี้ช่องไปที่น้องภรรยา เป็นอันว่า ที่ประชุมได้พิจารณารายงานเรื่องข้อเสนอการปฏิรูป

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม

ขออนุญาตท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

อาจารย์ดุสิต เครืองาม เชิญครับ

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม

สั้น ๆ ครับท่านประธาน เรียกว่าเป็นคําถามด้วย แล้วก็ทวงถามด้วยในแนวทางที่ผมเสนอให้หยิบยกคําสําคัญคําว่า การศึกษา ให้เป็นหัวข้อ ที่สําคัญที่สุดของประชาชน ผมเข้าใจว่าท่านกรรมาธิการคงรับทราบและอาจจะเบลอ (Blur) แต่ผมก็อยากจะขอใช้โอกาส เอกสารหน้า ๕ ที่ท่านวันชัยได้อ่านมาทุกข้อ ข้อ ๑ การสร้าง การเมือง ข้อ ๒ การทําให้รัฐบาล ข้อ ๓ การทําให้บ้านเมือง ข้อ ๔ สําคัญครับ การทําให้ ประชาชนอยู่ในสภาวะทางเศรษฐกิจที่ดี ประชาชนมีงานทําและมีรายได้เพียงพอต่อการยังชีพ หรือข้อ ๕ ประชาชนอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี มีคุณภาพและมีความสุข แต่ข้อ ๔ และข้อ ๕ ยังขาดเป้าหมายที่สําคัญก็คือการศึกษาอย่างทั่วถึง ผมคิดว่านี่เป็นแผนยุทธศาสตร์ ในระยะไกลที่สําคัญมากที่สุดของประเทศหรือของโลกก็ว่าได้ ที่ผมต้องขอย้ําว่าควรจะต้องใส่ คําว่า มีการศึกษาอย่างทั่วถึง หมายความว่าอย่างนี้ครับ ตามหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การมีเศรษฐกิจที่ดีก็ไม่ใช่ว่ามีความสุข การที่มีงานทําก็ไม่ใช่ว่ามีความสุข การที่มีรายได้เพียงพอ ก็ไม่ใช่ว่ามีความสุข แต่ทั้งหมดนี้ถ้าประชาชนเขามีการศึกษาเป็นพื้นฐาน แล้วการศึกษานั้นก็จะมีความรู้ คู่คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะ ศาสนา อยู่ในตัวของระบบการศึกษา เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่เอา เรื่องการศึกษาขึ้นมาเป็นเป้าหมายที่สําคัญ การปฏิรูปการเมืองนี้ก็เชื่อว่าจะสําเร็จได้ยาก ง่าย ๆ นิดเดียวครับ ข้อ ๔ เติมคําว่า ให้ประชาชนมีการศึกษาอย่างทั่วถึง แค่นี้เอง คนที่จะ หยิบยกเอาเป้าหมายยุทธศาสตร์นี้ไปใช้เขาก็จะได้รู้ว่าต้องมีการศึกษาอยู่ในนั้น ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญท่านประธานกรรมาธิการครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ในเรื่องการศึกษากรรมาธิการไม่ได้เบลอ (Blur) นะครับ ที่ท่านพูดถึงเมื่อสักครู่นี้ ก็พยายามอธิบายไปแล้วว่าสิ่งที่เป็นการศึกษาก็ได้เขียนไว้ในนี้แล้ว ส่วน ๕ ข้อในหน้า ๕ เป็นเรื่องยุทธศาสตร์ เป็นเรื่องเป้าหมายว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าผ่านกระบวนการ การปฏิรูปแผนขั้นตอนแล้วจะเกิด ๕ ข้อเหล่านี้ แต่การศึกษาเป็นกระบวนการที่จะเกิดขึ้นใน ๕ ข้อเหล่านี้ ซึ่งจะอยู่ในหน้า ๒๕ หน้า ๒๕ จะกําหนดในเรื่องเกี่ยวกับการศึกษาเป็นเรื่องของ การพัฒนาคน โดยการสร้างประชาชนและสร้างนักการเมืองที่ดี ในข้อ ๑๐.๒.๑ การสร้างคน จะเห็นว่าเราจะให้ความสําคัญไปที่การสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองอย่างที่ว่า โดยให้เกิดจิตสํานึกและความรับผิดชอบร่วมกันของคนในชาติ โดยเริ่มตั้งแต่เด็ก เยาวชน รวมทั้งให้มีหลักสูตรและให้มีการศึกษา การฝึกอบรมให้เกิดความรับผิดชอบร่วมกัน ในการอยู่ร่วมกันในระบอบประชาธิปไตยด้วยการรักษาสิทธิของตนเองและเคารพสิทธิของผู้อื่น ตั้งแต่ครอบครัว โรงเรียน สถานศึกษา และในสังคมของการอยู่ร่วมกัน โดยมีแผนการเสริมสร้าง วัฒนธรรมทางการเมืองเพื่อให้เกิดวัฒนธรรมทางการเมืองที่ยั่งยืนดังนี้ แล้วก็เสนอแผนหลัก ๔ ข้อ ซึ่งมีการศึกษาอยู่ในแผนหลักที่ ๑ รายละเอียดมีอยู่แล้ว แต่อันนี้เป็นกระบวนการ เป็นกลไกที่มุ่งไปสู่ ๕ ข้อตามยุทธศาสตร์ที่เราตั้งไว้ ขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง “ข้อเสนอการปฏิรูปการเมืองเพื่อเป็น แผนยุทธศาสตร์ชาติ” แล้วนะครับ ก่อนจะขอมติจากที่ประชุมผมขอตรวจสอบองค์ประชุม ก่อนนะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่ประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

เชิญสมาชิกที่อยู่นอกห้องแล้วก็ในห้องอาหารช่วยกรุณาเข้ามาใช้สิทธิแสดงตน เพื่อลงมติ เจ้าหน้าที่ช่วยดูท่านประธานพรพันธุ์แล้วก็คุณหญิงพรทิพย์ครับ ใช้สิทธิกันครบ ทุกท่านแล้วนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๖๖ ท่าน เป็นอันว่า ครบองค์ประชุม

นายอนุสร จิรพงศ์

ขออนุญาตครับ ผมลืมเสียบบัตรแสดงตนครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ช่วยกรุณาขานชื่อแล้วก็บอกหมายเลข เจ้าหน้าที่จะได้บันทึกไว้ครับ

นายอนุสร จิรพงศ์

๑๘๒ ครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เจ้าหน้าที่ช่วยบันทึกไว้ว่าได้ใช้สิทธิแสดงตน ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุม ว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง “ข้อเสนอการปฏิรูปการเมืองเพื่อเป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติ” หรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบ คณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิก ไปปรับปรุงก่อนที่จะนําส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะกรรมการ บริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้าง ความปรองดอง หรือ ป.ย.ป. และคณะอนุกรรมการจัดทําข้อเสนอกระบวนการเพื่อสร้าง ความสามัคคีปรองดองในคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง เพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไป ต่อไปขอเชิญสมาชิกลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ ครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนนะครับ ผู้ใดเห็นชอบ โปรดกดปุ่มเห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบ โปรดกดปุ่มไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่มงดออกเสียง ขอเชิญใช้สิทธิครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ใช้สิทธิออกเสียงไหมครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ

ขออนุญาตครับท่านประธาน ก่อนขานคะแนน เมื่อสักครู่ที่ท่านประธานบอกว่าให้ส่งไปไหน ผมขอฝากเลขาธิการ สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ให้ส่งไปในกรรมการปฏิรูปที่จะเกิดขึ้นในอนาคต กับกรรมการยุทธศาสตร์ชาติด้วย ขออนุญาตบันทึกไว้ด้วยครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

อันนี้ฝากงานหรือฝากฝัง เป็นตามนั้นนะครับ สมาชิกได้ใช้สิทธิเรียบร้อยแล้ว ผมขอปิดการลงคะแนน ขอทราบผลการลงคะแนน จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๖๘ ท่าน เห็นด้วย ๑๕๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒ ท่าน งดออกเสียง ๘ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เรื่อง “ข้อเสนอการปฏิรูปการเมืองเพื่อเป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติ” ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นําความเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่ง รายงานไปยังคณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดอง หรือ ป.ย.ป. และคณะอนุกรรมการจัดทําข้อเสนอกระบวนการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองในคณะกรรมการ เตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง รวมทั้งสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งต่อไปยังคณะกรรมการปฏิรูปประเทศและกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่จะตั้งขึ้นภายใต้ รัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไป จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ขอขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการและผู้ชี้แจง ทุกท่าน

ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓.๒ รายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เรื่อง “แผนการปฏิรูประบบการอุดมศึกษา”

ด้วยผมได้รับหนังสือจากประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการศึกษา แจ้งว่าขอเลื่อนการนําเสนอเรื่องดังกล่าวออกไปก่อน เนื่องจากมีความจําเป็น ที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขรายงานในหลายประเด็น และต้องมีการรับฟังความเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้รายงานมีความสมบูรณ์และรอบคอบมากยิ่งขึ้น ซึ่งผมได้พิจารณาแล้ว จึงอนุญาตให้ เลื่อนการพิจารณาเรื่องดังกล่าวออกไปก่อน จะมีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ถ้าไม่มี ที่ประชุมเห็นชอบให้ดําเนินการตามนี้นะครับ

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ

การหารือของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีสมาชิกท่านใด ประสงค์จะขอหารือต่อที่ประชุมหรือไม่ ขอเชิญท่านกษิต ภิรมย์ ครับ

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗ ผมคิดว่าเรื่องนี้คงจะสําคัญสําหรับประเทศไทยแล้วก็ประเทศทั่วโลก แต่อาจจะ ไม่ได้มีการสังเกต คือท่านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้พูดที่กรุงริยาดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ต่อหน้าผู้นําของประเทศโลกมุสลิมทั่วโลก ๕๐ กว่าประเทศ รวมทั้งผู้นําจากภูมิภาคนี้คือ บรูไน มาเลเซีย อินโดนีเซีย ที่เป็นประเทศมุสลิมก็ได้ไปที่กรุงริยาดด้วย สิ่งที่ทรัมป์พูด คงจะสําคัญมากกับประชาชนของโลกทั้งหมด คือเขาบอกว่าต่อไปนี้สหรัฐอเมริกาจะไม่ยุ่งกับ ความเป็นไปในการเมืองการปกครองของแต่ละประเทศ สหรัฐอเมริกาจะไม่ทําตน เป็นคุณครูผู้สอน ผู้ชี้แนะ หรือทําตัวเป็นผู้รู้ว่าแต่ละประเทศนั้นจะปกครองบ้านเมืองของตน อย่างไร ก็เรื่องของใครของมัน บ้านของใครของมัน ก็มีนัยที่ว่าในการปฏิรูปประเทศไทย กลับสู่สังคมประชาธิปไตยนั้น เป็นเรื่องที่เราคงจะต้องทํากันเอง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เดิมก็จะมี ประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาในยุคของประธานาธิบดีคลินตัน มาถึงบุช ถึงโอบามา ได้ตั้งเงื่อนไขของนโยบายต่างประเทศของเขาว่าความมากน้อยของการเป็นสังคมประชาธิปไตย ของมิตรประเทศเป็นตัวที่เขาจะกําหนดการข้องแวะด้วย แต่พอมาถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เขาได้ยกเลิกนโยบายของการโยงความสัมพันธ์กับ เรื่องความเป็นประชาธิปไตย ก็จะมีนัย ๒ ประการให้กับสังคมไทย คือพวกไม่อยากจะได้ ประชาธิปไตยก็คงจะเหิมเกริมว่าต่อไปนี้ไม่มีสหรัฐอเมริกาที่จะเข้ามาบีบ มาแทรกแซง มาคว่ําบาตร ก็อยากจะอยู่ในอํานาจต่อไป ไม่ต้องมีประชาธิปไตย แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นอีกทางหนึ่งคือจะให้ศักดิ์ศรีของความเป็นไทย เป็นมนุษย์ เกียรติภูมิของการที่จะ อยู่ในสังคมที่เป็นไทย เป็นเสรี สามารถที่จะไปได้ด้วยลําแข้งของตนเอง ผมคิดว่าประเด็นนี้ ก็น่าจะมีการพูดกันในแม่น้ํา ๓ สาย ๕ สาย ก็อยากจะขอเสนอ แล้วเราก็จะได้มาพิจารณา ด้วยตนเองว่าต่อไปนี้เราต้องพายเรือประชาธิปไตยของเราด้วยตัวของเราเองแล้ว เราจะไป จริง ๆ จัง ๆ กันหรือไม่ อย่างไร ต้องมีการพูดจากันเปิดอกทุกหมู่เหล่า แล้วก็ร่วมในการที่จะ นําพาประเทศไทยกลับสู่สังคมประชาธิปไตยให้ยั่งยืนได้ หรือเราจะอยู่กันลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไปแบบนี้ ก็เป็นช้อยซ์ (Choice) ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เขาบอกว่า ยู (You) อยากจะอยู่ อย่างไรก็ได้ เหมือนที่เขาได้บอกกับโลกอิสลามว่าถ้ายู (You) ไม่คิดที่จะต่อสู้กับพวกสุดโต่ง ทางด้านศาสนาก็อยู่ในสภาพนั้น แต่ถ้าเผื่อคิดว่าจะปลดแอกจากความสุดโต่งการใช้ ความรุนแรงเอาศาสนาเป็นอ้าง สหรัฐอเมริกาก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับเราอย่างเต็มที่ ก็มีนัยว่าในเรื่องประชาธิปไตยถ้าเผื่อเราทําตนให้เป็นที่น่านับถือแล้วเราเอาจริงเอาจัง โอกาสของการที่จะกระชับความสัมพันธ์ความร่วมมือก็จะมีมา เพราะว่าจะอย่างไรก็ตาม ถ้ายังไม่ใช่เป็นสังคมประชาธิปไตย โอกาสที่การลงทุนจากต่างประเทศ นักท่องเที่ยวจาก ต่างประเทศก็จะมาได้ในระดับหนึ่ง แล้วเราก็จะได้นักท่องเที่ยวระดับแบ็กแพ็ก (Backpack) คุณภาพต่ํา แล้วก็มาทําลายชุมชน สิ่งแวดล้อม ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม อันนี้ ก็เป็นสิ่งที่เราน่าจะต้องคุยกันแล้วก็มาพิจารณาตนเองว่าเราจะกําหนดประเทศไทยไปอย่างไร เมื่อมุ่งมั่นในเรื่องที่จะไปสู่ประชาธิปไตยก็ต้องทํากันให้จริง ๆ จัง ๆ แล้วนั่นจะเป็นตัวศักดิ์ศรี เกียรติภูมิแล้วก็ความดึงดูดเรื่องการคบหาสมาคมจากต่างประเทศเขาจะมีมา ก็อยากจะฝาก ท่านประธานเพื่อจะได้พูดคุยกันในวงกว้างกว่านี้ แล้วก็อาจจะเป็นข้อคิดให้กับเราในการที่จะ ดําเนินการปฏิรูปขับเคลื่อนประเทศไปด้วย ขอบคุณมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านกษิตครับ ความจริงเส้นทางสู่ประชาธิปไตยได้ถูกกําหนดโดย รัฐธรรมนูญ มีขั้นตอน กรอบเวลาชัดเจน เพราะฉะนั้นประเทศไทยได้ใช้เวลาในการปฏิรูป ทั้งก่อนเลือกตั้งและวางอนาคตประเทศด้วยการปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง มียุทธศาสตร์ชาติที่เป็น เป้าหมายเข็มทิศนําทาง เป็นครั้งแรกที่เราได้ใช้กฎหมายสูงสุดของประเทศ ท่านก็คงทราบ ๘๕ ปีประชาธิปไตยเรา การบริหารจัดการประเทศของเราก็พัฒนามาโดยลําดับ ดังนั้นจากนี้ไป การปฏิรูปในทุกด้านทุกมิติจะเดินหน้าต่อ ใครจะเข้ามารับผิดชอบประเทศต่อไปก็เป็นเรื่อง ของประชาชน เป็นเรื่องตามกรอบกติกาที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ กําหนด เราก็ทําให้ดีที่สุด ผมเชื่อว่าถึงแม้ สปท. จะเหลือเวลาในการทําหน้าที่อีกไม่กี่สัปดาห์ แต่ว่า ๑๕๐ กว่าแผนปฏิรูปและข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปรวมทั้งกฎหมายที่จําเป็น ต่อการปฏิรูปหลายฉบับไม่เคยเกิดขึ้นในอดีต ไม่ว่าด้วยความกล้าหรือด้วยความขัดกัน แห่งผลประโยชน์ของรัฐบาลในอดีตหรือสภาในอดีตก็แล้วแต่ แต่วันนี้สิ่งที่เราได้แล้วฝากไว้ สําคัญที่สุดคือรัฐธรรมนูญที่มีการบัญญัติหมวดว่าด้วยการปฏิรูปเป็นการเฉพาะ มีการบัญญัติ ยุทธศาสตร์ชาติเป็นการเฉพาะ แล้วก็การเดินหน้าไปสู่เป้าหมาย ๒๐ ปี พร้อมกันนั้นก็ปฏิรูปในทุกด้าน ผมคิดว่าเป็นประเทศเดียว ในโลกขณะนี้ และพูดได้เต็มปากเพราะท่านเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มาก่อน ผมก็เพิ่งกลับจากปักกิ่ง ห้วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมาภายใต้ผู้นํารุ่นใหม่ยุคใหม่ของเขาคือ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง การปฏิรูปเศรษฐกิจ และการปฏิรูปการทุจริตคอร์รัปชัน การปฏิรูป พรรคคอมมิวนิสต์ของเขา ไปดูเครื่องมือทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นในหัวเมืองหลัก เพื่อที่จะให้มีขีดความสามารถในการแข่งขัน ก็ได้เห็นว่าประเทศเราเดินมาถูกทางแม้เราเกิด วิกฤต แต่ก็เป็นบทเรียนที่ทําให้เรากลับมาแก้ไขปัญหา แม้ว่ายังไม่ทุกคนที่ได้ตระหนักถึงปัญหา ที่เกิดขึ้น ไม่ว่ามีส่วนสร้างหรือไม่สร้างก็ตาม แต่เราจะไม่ทิ้งใครไว้ไม่ว่าเขาจะอยู่ในภาคส่วนไหน แต่อนาคตก็เพื่อประเทศไทยของเราทุกคน ดังนั้นการปฏิรูปที่เราได้ทํามาภายใต้ แม่น้ํา ๕ สายก็ดี โดยเฉพาะ สปท. เรา ผมอยากจะฝากเรียนไปถึงสาธารณชนด้วยว่า เราต้องให้เห็นเรื่องของการปฏิรูปและการปฏิบัติ เป็น ๒ ด้านของเหรียญที่ต้องไปด้วยกัน การปฏิรูปได้ทํายุทธศาสตร์ชาติ กรอบแนวคิด เอากฎหมายสูงสุดมาเพื่อวางหลักประกันชัดเจน แก้ไข เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง แล้วก็มีวางกลไกต่อในการทํางานปฏิรูป ทั้งก่อนและหลังเลือกตั้ง แต่สิ่งสําคัญก็คือว่าแล้วการปฏิบัติ ใครล่ะจะต้องปฏิบัติบ้าง ก็ทุกภาคส่วนครับ ทั้งภาครัฐ ภาคการเมือง ภาคประชาชน จะต้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบ ไม่ใช่เพียงแต่ว่าทําปฏิรูปแล้ว มีแผนแล้ว มีพิมพ์เขียว มีเป้าหมาย แต่ว่าบางภาคส่วน ไม่ให้ความร่วมมือ ก็ไม่สามารถที่จะเกิดความสมบูรณ์ในการปฏิรูปได้ ดังนั้นก็ต้องเห็นว่า การปฏิรูปครั้งนี้เป็นการปฏิรูปประเทศของเรา ซึ่งผมย้ําเสมอเลยที่ทุกฝ่ายจะต้องมาร่วมกัน โดยเฉพาะฝ่ายการเมือง เพราะวันข้างหน้าก็จะต้องเข้ามารับผิดชอบประเทศ เหมือนรายงาน วันนี้ที่เสนอ ถ้าหากว่าข้อเสนอต่าง ๆ แล้วไม่ถูกนําไปปฏิบัติ ยังเป็นการเมืองแบบในอดีต ที่เราก็เกิดวิกฤตมายาวนาน โดยเฉพาะ ๑๐ ปีหลัง ตรงนั้นคือสิ่งที่จะทําให้เราเสียเวลา เสียโอกาส แต่ประเทศเดินไปข้างหน้าแน่นอนในทุกมิติ วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุม ขอบคุณสมาชิกทุกท่านที่มาประชุม ขอปิดการประชุมครับ

เลิกประชุมเวลา ๑๒.๒๘ นาฬิกา