ถวิลวดี ชี้สร้างนักการเมืองดี-พลเมืองรุ่นใหม่ หนุนการมีส่วนร่วมทุกขั้นตอน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๘ · ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๐

ถวิลวดี บุรีกุล ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการปฏิรูปการเมือง โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งในรูปแบบทางการและไม่เป็นทางการ เพื่อสร้างนักการเมืองที่ดีและพลเมืองที่กระตือรือร้น พร้อมเรียกร้องให้มีกลไกที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมในกระบวนการนโยบายสาธารณะตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

นางถวิลวดี บุรีกุล

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่เคารพ ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิกหมายเลข ๖๑ ขอตั้งข้อสังเกตเพียงเล็กน้อยต่อข้อเสนอ การปฏิรูปการเมืองเพื่อเป็นแผนยุทธศาสตร์ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมืองของ สปท. ดิฉันต้องขอขอบคุณที่ให้ความสําคัญกับเรื่องของการปฏิรูป การเมือง ที่สําคัญก็คืออยากจะบรรจุไว้อยู่ในแผนยุทธศาสตร์ชาติด้วยเพราะว่าเป็นเรื่อง สําคัญ สิ่งที่ดิฉันจะตั้งข้อสังเกตมีเพียงไม่มาก เรื่องแรกก็คือหลักการที่สําคัญในเรื่อง ของการสร้างนักการเมืองที่ดีและการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งดิฉันมีความเห็นตรงกับ ทางกรรมาธิการอยู่แล้วในเรื่องของการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมและสร้างนักการเมืองที่ดี เพราะว่าจากการที่ไปทําการวิจัยแล้วก็สํารวจความคิดเห็น ตลอดจนรับฟังความคิดเห็น ในรูปแบบต่าง ๆ สิ่งที่ประชาชนอยากจะเห็นเป็นอนาคตของประเทศไทยก็คือมีการเมืองที่ดี มีนักการเมืองที่ดี ทีนี้จะทําอย่างไร อันนี้เป็นสิ่งสําคัญมาก ดิฉันมีประเด็นที่อยากจะเสนอ ก็คือในเรื่องของการมีส่วนร่วมทางการเมืองมีหลายประเภท เช่น การมีส่วนร่วมที่เป็น ทางการและการมีส่วนร่วมที่ไม่เป็นทางการ การมีส่วนร่วมที่เป็นทางการเรามักจะนึกถึง การหย่อนบัตร เมื่อหย่อนบัตร ๔ นาทีแล้วสิทธิของฉันก็เป็นสิทธิของเธอ หลังจากนั้น ประชาชนก็ไม่ได้ทําอะไรต่อไป ซึ่งทําอย่างไรถึงจะสร้างความเป็นพลเมืองควบคู่ไปกับ ความพยายามที่จะสร้างการมีส่วนร่วมโดยรูปแบบที่เป็นทางการ นอกจากนี้ ในเรื่องของประชาธิปไตยจริง ๆ คงไม่ใช่มีแค่การมีส่วนร่วมด้วยการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ว่ามีในเรื่องของการสร้างธรรมาภิบาล ในการเคารพสิทธิ หรือว่าในเรื่องของการเคารพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์พ่วงไปด้วย ซึ่งตรงนี้จะทําอย่างไรให้เกิดขึ้น แล้วที่สําคัญคําว่า การมีส่วนร่วมที่เป็นทางการไม่ใช่มีเพียงการเลือกตั้ง แต่เป็นเรื่องของการมีส่วนร่วม ในกระบวนการนโยบายสาธารณะ เป็นการฝึกประชาชนให้มีจิตสํานึกสาธารณะ แล้วก็ เป็นมากกว่าคอนเซิร์นซิติเซน (Concerned Citizen) แต่เป็นแอ็กทิฟซิติเซน (Active Citizen) คือเป็นพลเมืองที่กระตือรือร้น ซึ่งจะทําได้อย่างไร เพราะฉะนั้นตรงนี้ในเรื่องของ กระบวนการนโยบายสาธารณะที่ต้องเปิดกว้างให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญที่เราลงประชามติ กันไป เพราะมีหลายมาตราที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในหลายรูปแบบ ตั้งแต่ การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ไปจนกระทั่งแสดงความคิดเห็น หรือในการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ และติดตาม ตรวจสอบ เป็นต้น แต่หาได้มีกลไกที่ทําให้เป็นไปเช่นนั้นไม่ เพราะเราพูดกัน เพียงลมปาก หรือแม้กระทั่งการเปิดเพียงเว็บไซต์ (Web Site) เพื่อให้ประชาชนเข้าไป เปิดเวลาให้ประชาชนเข้าไปได้เพียง ๑๕ วันแล้วหลังจากนั้นก็ปิด ซึ่งทําให้ไม่เกิด ความกว้างขวางในการเข้าถึง ตรงนี้ก็เป็นประเด็นว่าจะทําอย่างไร เพราะคําพูดว่าการมีส่วนร่วมนั้น จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่เปิดโอกาสและไม่มีพื้นที่ที่จะให้เล่น ที่จะให้ทํากิจกรรมการมีส่วนร่วม เมื่อเป็นเช่นนี้จึงมีประชาชนส่วนหนึ่งเข้าไปทํากิจกรรมการมีส่วนร่วมที่ไม่ได้ยอมรับกันทั่วไป ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เราก็ยอมรับให้มีขึ้นได้ นั่นเองเป็นที่มาของพระราชบัญญัติที่ว่าด้วยการชุมนุม สาธารณะ แล้วประชาชนที่เข้าร่วมก็ต้องปฏิบัติตามนั้น แต่อย่างไรก็ตามจากการที่ดิฉัน ทําการสํารวจความคิดเห็นประชาชน แล้วก็ศึกษาเรื่องของประชาธิปไตยในประเทศไทย มีประชาชนส่วนหนึ่งยอมรับว่าเคยเข้าร่วมกิจกรรมต่อต้านรัฐ ๒.๒ เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อ เข้าร่วมแล้ว ๗.๙ เปอร์เซ็นต์ก็รู้สึกว่าเขาถูกคุกคาม หรือแม้กระทั่งเข้าร่วมเดินขบวนก็มี ๔ เปอร์เซ็นต์ หรือร่วมประท้วงก็ ๓ เปอร์เซ็นต์ หรือเรื่องของการใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) ในการต่อต้าน ๑.๒ เปอร์เซ็นต์ หรือการทําลายข้าวของ ๐.๗ เปอร์เซ็นต์ หรือเข้าชื่อต่าง ๆ ๓.๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็ไม่เยอะ แต่ว่าไม่เยอะนี่ละเพราะอะไรเขาถึงไปทํากิจกรรมแบบนั้น เพราะว่าช่องทางในทางการไม่เปิด อันนี้ก็เป็นประเด็นที่สําคัญที่เราควรจะพิจารณา แล้วนอกจากนี้คําว่า ผู้มีส่วนได้เสียทางการเมือง เราต้องให้ความสําคัญว่าในเรื่องไหนใครคือผู้มีส่วนได้เสียตัวจริง ใครคือผู้เกี่ยวข้อง ตรงนี้ รวมถึงการคํานึงถึงผู้ด้อยโอกาสซึ่งเรามักจะไม่ค่อยคํานึง นั่นเองเป็นที่มาของการพยายาม ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมด้วยรูปแบบที่เขาสามารถจะเข้าถึงได้ แต่ว่ารูปแบบที่เรากําหนดให้ ประชาชนส่วนหนึ่งเข้าไม่ถึง ยกตัวอย่างในเรื่องของประชาธิปไตยแบบพหุนิยม ซึ่งตรงนี้ เป็นเรื่องที่สําคัญ เราจะต้องไปไกลกว่าประชาธิปไตยด้วยการหย่อนบัตร แต่ต้องเดินหน้าไปสู่ ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมและประชาธิปไตยแบบพหุนิยม แต่สิ่งที่ดีกว่านั้นก็คือเข้าถึง ประชาธิปไตยที่ว่าด้วยฉันทามติ แต่กว่าจะไปถึงตรงนั้นเรื่องของการปรึกษาหารือและไตร่ตรอง ต้องเกิดขึ้น แต่กลไกที่ทางคณะกรรมาธิการเขียนอาจจะยังไม่ชัดเจน หรือว่าอาจจะอยู่ใน ส่วนไหนดิฉันยังหาไม่เจอ นอกจากนี้ดิฉันพบว่าประชาชนส่วนหนึ่งถูกเลือกปฏิบัติ เพราะฉะนั้นจะทําอย่างไรในเรื่องการมีส่วนร่วมถึงไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ๑๑.๑ เปอร์เซ็นต์ ของประชาชนชาวไทยยอมรับว่าครั้งหนึ่งในชีวิตเขาเคยถูกเลือกปฏิบัติ ถูกกีดกันด้วยความเป็น ผู้พิการ สถานะเรื่องเป็นคนจน เรื่องของเพศ หรือเรื่องของหน้าตา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ดิฉันคิดว่า ไม่ใช่เรื่องที่เราจะละเลยไปได้ นอกจากนี้กระบวนการมีส่วนร่วมที่แท้จริงจะต้องเกิดขึ้นได้ ถ้ามีกลไก แต่จะทําอย่างไร สปท. เคยเสนอร่างกฎหมายว่าด้วยการมีส่วนร่วมใน กระบวนการนโยบายสาธารณะ ดิฉันคิดว่าตรงนั้นก็จะเป็นช่องทางหนึ่งที่จะเอามาใช้ เพื่อป้องกันความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นจากการตีความที่แตกต่างกัน แล้วก็การไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะทําให้เกิดตรงนี้ก็คือเรื่องของการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายมากว่าจะทําให้ถึงตรงนั้นได้อย่างไร นอกจากนี้ประเด็นการสร้าง นักการเมืองที่ดีดิฉันเห็นด้วยกับท่านกรรมาธิการ สิ่งที่สําคัญคือเราน่าจะเอาเรื่องของเอสดีจี (SDGs) คือ ซัสเทเนเบิล ดีเวลอปเมนต์ โกลส์ (Sustainable Development Goals) มาปฏิบัติ โดยเฉพาะมิติหนึ่งก็คือมิติของความเสมอภาค ซึ่งตรงนี้ไม่มีตรงไหนที่เขียนถึงเรื่องของ ความเสมอภาค ขณะที่ในรัฐธรรมนูญให้คํานึงถึงความเสมอภาค แต่เราก็มักจะละเลยเป็นเหตุให้ เกิดความขัดแย้งในสังคม ดิฉันไม่ได้พูดถึงความเสมอภาคทางเพศเท่านั้น แต่ความเสมอภาค ในทุกมิติที่จะต้องเกิดขึ้นได้ และการให้โอกาสกับทุกคนทุกภาคส่วนให้เขามีที่ยืนในสังคม ตลอดจนการรวมตัวกันเป็นประชาสังคม การรวมตัวกันเป็นกลุ่มที่ได้รับการรับรองในรัฐธรรมนูญ แต่ว่าไม่ปรากฏอย่างชัดเจน ซึ่งก็เป็นนิมิตหมายที่ดีที่ท่านเสนอว่าควรจะมีสภาพลเมือง เป็นต้น อันนี้ก็เป็นกลไกหนึ่ง แต่หลังจากนั้นจะทําอย่างไรให้เป็นรูปธรรม อันนี้ก็ต้องพิจารณา กันด้วย สุดท้ายที่ดิฉันอยากจะเสนอก็คือตอนนี้บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปเข้าสู่ ยุคดิจิทัล เพราะฉะนั้นรูปแบบการสื่อสารแบบเดิม ๆ ซึ่งก็คงจะล้าสมัยแล้ว ท่าน สปท. อาจารย์หมอชูชัยได้พูดถึงเรื่องของสื่อต่าง ๆ ที่จะต้องเข้ามามีส่วนร่วม ประชาชนเป็นสมาชิก เครือข่ายทางอินเทอร์เน็ต (Internet) ๓๘.๙ เปอร์เซ็นต์ และในจํานวนนี้ ๘๘.๑ เปอร์เซ็นต์ เป็นสมาชิกเฟซบุ๊ก (Facebook) สําหรับการเป็นสมาชิกทางไลน์ (Line) ๘๖.๒ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นช่องทางเหล่านี้เราสามารถใช้เผยแพร่ความรู้ในเรื่องประชาธิปไตยแล้วทําให้เกิด แอ็กทิฟซิติเซน (Active Citizen) ขึ้นได้จะทําอย่างไร เราควรจะศึกษาตรงนี้แล้วสร้างดิจิทัล เดมอเครซี (Digital Democracy) ขึ้นมาก็ได้ แล้วเราต้องระมัดระวังการมีพลเมืองที่ไม่ใช่เป็น พลเมืองของประเทศไทย แต่ประชาชนส่วนหนึ่งถ้าเขาไม่มีวิจารณญาณในการเลือกใช้ข้อมูล ก็จะกลายเป็นพลเมืองของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไปโดยปริยาย เพราะว่าในโลกนี้อาจจะมีกลุ่มที่ เป็นพลเมืองของมาเฟีย (Mafia) กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งก็ได้ เพราะฉะนั้นนั่นเองเป็นที่มาของ การสร้างพลเมืองที่ต้องให้รู้จักคิดวิเคราะห์ว่าข้อมูลที่ได้รับทางดิจิทัลนั้นใช่หรือไม่ใช่ โดยสรุปดิฉันคิดว่ารายงานของท่านมีคุณค่ามากและน่าจะถูกบรรจุเป็นส่วนหนึ่ง ของยุทธศาสตร์ชาติ และจะทําอย่างไรให้มีความหมายมากขึ้น ก็ต้องทําสิ่งที่รัฐธรรมนูญ เขียนไว้ให้เป็นผล ที่หลายจุดเขียนไว้แต่ไปไม่ถึง ขอบพระคุณค่ะ