ชูชัย ชี้ปฏิรูปการเมืองล้มเหลว หลัง 44 ปี ยังไม่ก้าวหน้า

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๘ · ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๐

ชูชัย ศุภวงศ์ หารือการปฏิรูปการเมืองและประชาธิปไตยที่ยังไม่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง แม้ผ่านมานานกว่า 20 ปี นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 และเสนอให้จัดตั้งสถาบันสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตย โดยเน้นว่าประชาธิปไตยไม่สามารถสอนได้แต่ต้องเกิดจากวิถีชีวิตจริงของประชาชน พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงอุปสรรคจากโครงสร้างอำนาจและทุนที่ขัดขวางการเปลี่ยนแปลง

นายชูชัย ศุภวงศ์

กราบเรียนท่านประธานกรรมาธิการและเพื่อนสมาชิก ที่เคารพทุกท่าน อันที่จริงเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญแต่ว่ามีผู้อภิปรายน้อย ผมอยากจะเรียน อย่างนี้ว่าเมื่อครั้ง ๑๔ ตุลา ๑๖ หลายท่านคงมีส่วนร่วมในการเปิดพื้นที่ครั้งใหญ่ของประเทศนี้ เราเห็นอนาคตต่าง ๆ มากมายหลัง ๑๔ ตุลา ๑๖ แล้วถ้ามองจากตอนนั้นมา ๔๔ ปีข้างหน้า เราคงคาดไม่ถึงว่ายังไปไม่ถึงไหนเท่าไร แต่ถ้ามองจากนี้ไปอีก ๒๐ ปีข้างหน้าจะเป็นเรื่อง สําคัญที่ต้องช่วยกันคิดว่าทําอย่างไร ๒๐ ปีข้างหน้าเราจะเร่งมิติของประชาธิปไตยให้เกิดขึ้น ในบ้านเมืองนี้อย่างที่เราคาดหวัง ประเด็นที่มีความพยายามหลังจาก ๑๔ ตุลา ๑๖ ต่อมา เมื่อครั้งที่ท่านฉลาด วรฉัตร อดข้าวประท้วง แล้วเกิดคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย ที่ท่านอาจารย์มารุต บุนนาค ได้แต่งตั้งขึ้นมา ในครั้งนั้นท่านอาจารย์หมอประเวศ วะสี มาเป็นประธาน เรียกว่าคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย และท่านอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นเลขานุการ ผมนั่งอยู่ในชุดนั้นด้วยเมื่อปี ๒๕๓๗ ได้มีการศึกษาวิจัยอยู่ประมาณ ๑ ปี ได้องค์ความรู้ชุดหนึ่งซึ่งเป็นรากฐานที่สําคัญในการเกิดรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ต่อมา ท่านประธานครับ ปี ๒๕๔๐ เราคาดหวังอย่างมากว่าจะเกิดการปฏิรูปทางการเมือง แต่ว่า จากปี ๒๕๔๐ ถึงวันนี้ ๒๐ ปีเราก็ยังต้องมาพูดเรื่องปฏิรูปการเมืองอีก ถ้าจะสรุปก็คงพอจะ สรุปได้ว่าปฏิรูปการเมืองที่ผ่านมาโดยเครื่องมือที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น ประสบความสําเร็จไม่มากเท่าที่ควร ประเด็นสําคัญ ๆ เมื่อสักครู่ท่าน สปท. วรวิทย์ ได้พูดถึงจุดสําคัญที่ต้องการให้ห้องที่เรียกว่าห้องอํานาจรัฐ ที่ไม่ว่าข้าราชการประจํา หรือว่านักการเมืองเดินเข้าไปเป็นกระจกที่โปร่งใสมากขึ้น ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม คือการกําหนดกติกาขอให้มีการตรวจสอบภาษีย้อนหลัง ๓ ปี หรือ ๕ ปี ปรากฏว่า กลไกสําคัญที่ทําให้กระจกเงาใสไม่เกิด อันนี้พยายามบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญ ที่ท่านอาจารย์บวรศักดิ์เป็นประธาน ผมเป็นกรรมาธิการ เป็นรองประธานร่างรัฐธรรมนูญ อยู่ด้วย เราก็เสนอตรงนี้เข้าไป ด้วยหวังที่ว่าเปิดทรัพย์สินอย่างเดียวไม่พอ ถ้าทรัพย์สินนั้น ไม่สามารถอธิบายไว้ว่าสอดคล้องกับภาษีที่ย้อนหลังไป ๓ ปีได้อย่างไร น่าแปลกใจว่า ทําไมสิ่งสําคัญเหล่านี้ไม่เกิด พอจะเกิดก็ล้มทุกครั้งไป คราวนี้ก็เช่นกัน ในกฎหมายที่จะ เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้จะเกิดหรือไม่ ท่านประธานลองคิดดูสิครับว่าถ้าผู้สมัครเข้ามาใน กลไกของการเลือกตั้งหรือทางการเมือง ไม่ว่าท้องถิ่น หรือระดับชาติ จะต้องยื่นเอกสาร ที่เกี่ยวกับการเปิดเผยทรัพย์สินและการชําระภาษีย้อนหลัง ๓ ปี ไม่ต้องถึง ๕ ปี ผมเชื่อว่า ผู้ที่ต้องการสมัครทั่วประเทศทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและการเมืองระดับชาติซึ่งมี เป็นจํานวน ๑๐๐,๐๐๐ คน คงมีจํานวนเยอะเลยที่ถอยตัวเองออกไป เพราะกติกากําหนดว่า ถ้าการยื่นเอกสารหลักฐานนี้ทุจริตก็ต้องพ้นจากตําแหน่งหน้าที่แล้วก็หมดอนาคตทางการเมือง แต่สิ่งเหล่านี้ไม่เกิดครับ ก็น่าแปลกใจ ท่านประธานครับ ดังนั้นผมขอเสนอประเด็นเดียว ที่เกี่ยวกับการปฏิรูป ซึ่งเราได้มีความพยายามมา ๒๐ ปีแล้วตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา เสนอประเด็นที่ท่านกษิต ภิรมย์ ได้เสนอไปก่อนหน้านี้ คือสถาบันสร้างวัฒนธรรม ประชาธิปไตย หัวใจสําคัญที่เราทําสารพัดทําในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เราทําเรื่องนี้น้อยมาก วัฒนธรรมประชาธิปไตย วัฒนธรรมประชาธิปไตยในที่นี้ผมหมายถึงวิถีชีวิตของคนกลุ่มหนึ่ง ในสิ่งแวดล้อมหนึ่ง ในระยะเวลาหนึ่ง คือไม่สามารถที่จะสอนหรือไปบอกกล่าวกันง่าย ๆ เมื่อครั้งหลัง ๑๔ ตุลา ๑๖ มีนักการศึกษากลุ่มหนึ่งมีความกระตือรือร้นอย่างมาก เมื่อเห็นสังคมได้เปิดขึ้น แล้วก็เตรียมออกไปสั่งสอนประชาธิปไตยให้ชาวบ้านทั่วประเทศ ผมจําได้ดีว่าท่านอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ท่านเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่านประธานก็คงทราบ ความข้อนี้ดี ท่านเตือนนักศึกษาว่าประชาธิปไตยสอนกันไม่ได้ แท้ที่จริงแล้ววิถีชีวิตของ ชาวบ้านที่เราจะไปสั่งสอนนั้นบางครั้งจํานวนไม่น้อย บางทีก็ส่วนใหญ่ด้วยซ้ําไป วิถีชีวิต เขาเป็นประชาธิปไตยอยู่แล้ว ไม่ว่าการชุมนุมหารือกันในวัดวาอาราม ในพื้นที่สาธารณะต่าง ๆ นั่นคือวิถีชีวิตที่เป็นประชาธิปไตย แต่ว่าโครงสร้างข้างบนต่างหากที่เต็มไปด้วยทุน ที่นักวิชาการ บอกว่าไม่สัมมา เต็มไปด้วยอํานาจของข้าราชการ อํานาจทางการเมือง อันนี้ไม่เป็นประชาธิปไตย ดุลยภาพไม่เกิดขึ้น เมื่อการประชุมคราวที่แล้วผมยกตัวอย่าง แต่มีเวลาสั้นมากในการอภิปราย คือเรื่องงานศึกษาวิจัยที่ย้ําว่าสิ่งที่เราต้องการปฏิรูปนั้นอาจจะเน้นผิดทิศผิดทาง มีการศึกษาของศาสตราจารย์ท่านหนึ่ง ท่านชื่อศาสตราจารย์โปรเฟสเซอร์พัตนัม จากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ตีพิมพ์เมื่อปี ๑๙๙๓ เมื่อประมาณ ๒๐ กว่าปีที่แล้ว ศึกษาในอิตาลี อิตาลีตอนบนกับตอนล่างหลังการกระจายอํานาจ การศึกษาครั้งนี้ใช้เวลา ๒๐ ปี ได้ข้อสรุปที่น่าสนใจว่าในประเทศเดียวกันแต่คนละโลกเลย อิตาลีตอนบนเศรษฐกิจดี สังคมดี วัฒนธรรมดี คดีอาชญากรรมต่าง ๆ น้อยมาก แต่ว่าอิตาลีตอนล่างตรงข้ามกันหมด เศรษฐกิจแย่ สังคมแย่ คดีความต่าง ๆ คนในคุกมากมาย ถามว่าประเทศเดียวกันแต่กระจายอํานาจไป เช่นเดียวกัน แต่ทําไมผลถึงต่างกันเช่นนี้ ท่านก็ค้นพบสิ่งที่เรียกว่าทุนทางสังคม ท่านค้นพบ สิ่งที่เรียกว่าการรวมกลุ่มของชมรม สมาคม องค์กรต่าง ๆ ที่ทํางานร่วมกับรัฐบาลท้องถิ่น ท่านค้นพบว่าความสัมพันธ์ที่ประชาชนได้รวมตัวกันทํางานร่วมกับรัฐบาลท้องถิ่นมีความสัมพันธ์ เชิงแนวราบมากกว่าความสัมพันธ์เชิงแนวดิ่ง เหมือนทางตอนใต้ซึ่งมีอิทธิพลของมาเฟีย (Mafia) อิทธิพลของรัฐบาลท้องถิ่นที่มีความสัมพันธ์เชิงแนวดิ่งมากกว่าแนวราบ ข้อค้นพบอันนี้คือ ข้อค้นพบที่เราต้องมุ่งเน้นโดยการสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตย สร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตย คือเปิดพื้นที่ให้ผู้คนต่าง ๆ มารวมกลุ่มกัน มาทํางานด้วยกัน ตอนนี้มีทั่วไปหมดทั่วประเทศ ท่านประธานคงทราบดีว่าประชาชนที่รวมกลุ่มกัน พื้นที่ไหนที่รวมกลุ่มกันเข้มแข็งเขาสามารถ รักษาสิ่งแวดล้อมได้ เขาสามารถที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลกันทางเศรษฐกิจได้ เขามีสหกรณ์ออมทรัพย์ เขามีอะไรต่าง ๆ ที่ไม่คดโกงกัน เพราะมีการตรวจสอบความเป็นระบบ สิ่งเหล่านี้ต้องขยาย พื้นที่ของวัฒนธรรมประชาธิปไตยด้วยการเปิดพื้นที่สาธารณะให้มากขึ้น ด้วยการใช้สื่อสาร สาธารณะให้มากขึ้น สื่อสารสาธารณะ ซึ่งมีข่าวดีว่าไวไฟ (WiFi) จะมีทั่วทุกหมู่บ้าน ภายในไม่เกิน ๒-๓ ปีนี้ อันนี้เป็นนิมิตหมายอันดีที่ทําให้เรามีความหวังว่าใน ๒๐ ปีข้างหน้า มิติความเร็วของวัฒนธรรมประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นในบ้านเมืองนี้ ด้วยการเปิดพื้นที่สาธารณะ ด้วยการสื่อสารให้ทั่วถึงกัน ให้เกิดการรวมกลุ่มกัน แต่นี่คือวัฒนธรรมประชาธิปไตย และนี่คือ วิถีชีวิตที่เป็นประชาธิปไตยแท้จริง ถ้าตราบใดประชาชนรวมกลุ่มกันได้ สามารถช่วยเหลือตัวเอง พึ่งตนเอง ช่วยเหลือกันเอง ช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ รากฐานประชาธิปไตยจะมั่นคงและยั่งยืน หาใช่อยู่ที่โครงสร้างใหญ่ในสังคมข้างบนที่เราพยายามทํากันตลอด แม้แต่ข้อเสนอโปรเฟสเซอร์ ฮันติงตัน เมื่อประมาณ ๓๐-๔๐ ปีที่แล้ว นักวิชาการบางส่วนมองว่าเป็นข้อเสนอที่มีนัยแฝง หรือเปล่าที่สนับสนุนให้เกิดพรรคการเมืองและสาขาพรรคการเมือง ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้ต้องทํา แต่ที่ผ่านมาอยากจะถามท่านประธานว่า มีพรรคการเมืองที่เป็นสาขาพรรคการเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศเกิดขึ้นจริงหรือเปล่าครับ หรือว่าเฉพาะสาขาเฉพาะกิจในฤดูการเลือกตั้งเท่านั้น ผมขอสรุปการอภิปรายว่า ต้องสร้างเสริมวัฒนธรรมประชาธิปไตยด้วยการเปิดพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนตั้งแต่ หมู่บ้าน ตําบล จังหวัด รวมทั้งระดับประเทศ แล้วก็ให้เกิดการใช้สื่อสารสาธารณะโดยทั่วกัน เราถึงจะเห็นสิ่งที่เกิดการปฏิรูปทางการเมืองได้ ขอบพระคุณครับ