กิตติ ชี้พลเมืองไม่พร้อม หนุนสร้างการเมืองต้นแบบยั่งยืน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๘ · ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๐

กิตติ กิตติโชควัฒนา หารือถึงความจำเป็นในการพัฒนาพลเมืองอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างรากฐานการเมืองที่มั่นคง โดยเสนอให้ยึดหลักการพัฒนาประชาชนตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยและป้องกันการเมืองล้มเหลวจากพฤติกรรมซื้อขายเสียงและขาดคุณธรรม

นายกิตติ กิตติโชควัฒนา

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายกิตติ กิตติโชควัฒนา สปท. ๑๐ จากจังหวัดยะลา ท่านประธานครับ เรากําลังพูดถึงเรื่อง จะวางยุทธศาสตร์เพื่อกําหนดในรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งนักการเมืองที่เป็นต้นแบบ ที่ดีที่จะดูแลให้การเมืองของเรานั้นมีความมั่นคง เพราะเราเชื่อว่าถ้าการเมืองมั่นคงแล้ว ก็จะนําไปสู่การพัฒนาด้านอื่น ๆ ที่มั่นคงด้วย และจะเป็นเหตุเป็นผลทําให้เกิดความมั่งคั่ง ที่ยั่งยืนของชาติบ้านเมืองในอนาคตต่อไป เราเชื่อว่าอย่างนั้น แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่อยากจะ กราบเรียนท่านประธานก็คือว่าอดีตนั้นบ่งบอกปัจจุบัน ปัจจุบันสร้างอนาคต วันนี้เรากําลัง พูดถึงเรื่องปัจจุบันของเราสืบเนื่องมาจากอดีตนั้นมันล้มเหลวในทางการเมืองอย่างไร ก็จะนําไปสู่การปรับปรุงแก้ไขในด้านต่าง ๆ ซึ่งหลายระลอกที่เราพูดกันมา รวมไปตลอดจนถึง การตั้งโรงเรียนการเมืองที่เรามั่นใจว่าต่อไปนี้การเมืองเราจะดีขึ้น ท่านประธานครับ ผมคิดว่านักการเมืองนั้นก็มาจากประชาชนผู้เลือกซึ่งเป็นต้นทุนพื้นฐานเป็นประการสําคัญ ถ้าหากว่าประชาชนผู้เลือกมันไม่ได้เรื่องอย่างที่เป็นมา อย่างที่เราพูดเสมอว่าซื้อขายกัน เหมือนขายผักขายปลาอย่างนี้มันก็เสร็จอีก เพราะฉะนั้นถามว่าพลเมืองของเราในขณะนี้ พร้อมที่จะเป็นอย่างที่เราต้องการหรือเปล่า พร้อมที่จะไม่ขายไหม เพราะเราคิดว่าการซื้อการขายเป็นเหตุสําคัญที่นําไปสู่ความล้มเหลวในทางการเมือง อย่างไรก็ตามสิ่งที่อยากจะเรียนท่านประธานก็คือว่าที่ผ่านมานั้นเรามักจะเอา เรื่องการเมืองมาพูดก็คือใกล้ ๆ เลือกตั้ง ผมไม่ห่วงนักการเมืองของเรานั้นในเรื่องคุณสมบัติ ความรู้ ความสามารถ เพราะกฎหมายกําหนดชัดเจนว่าคนที่จะเป็นนักการเมืองจะสมัคร ลงเลือกตั้งนั้น ๑ ๒ ๓ เป็นอย่างไรบ้าง มีกรอบชัดเจน เป็นเรื่องของความรู้ ความสามารถ คุณงามความดี ก็เรียงรายกันมาปรากฏชัดเจนว่า ๑. ต้องอย่างไร ๒. เป็นอย่างไร ต้องห้ามมีอะไรบ้าง เรื่องคุณวุฒิการศึกษา ปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก เยอะแยะ มากมาย นักการเมืองก็พร้อมที่จะนําเสนอเพื่อเข้าตาประชาชนผู้เลือก แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วง ที่ผ่านมาก็คือว่าเรามักจะพูดเรื่องการเมืองตอนใกล้ ๆ เลือกตั้ง แต่สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานก็คือว่าสมัยตอนผมเป็นปลัดอําเภอนั้นผมจําได้เมื่อประมาณหลายสิบปีมาแล้ว ผมเป็นปลัดอําเภอเมื่อปี ๒๕๑๐ กรมการปกครองได้กําหนดโครงการพัฒนาพลเมือง ในระบอบประชาธิปไตย ผมว่าอันนี้น่าจะเป็นเรื่องสําคัญที่บ่งบอกถึงความสําคัญของเรื่อง ที่จะเป็นเหตุให้การอบรมชาวบ้านตามตําบล หมู่บ้านต่าง ๆ โดยกรมการปกครอง ได้เห็นความสําคัญว่าการที่เราจะต่อสู้ในเชิงทางการเมืองเพื่อเอาชนะในขณะนั้นก็คือ คอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นภัยที่เราเป็นห่วงว่าจะพาประเทศไปสู่ความล้มเหลวในการปกครอง กรมการปกครองก็ได้กําหนดโครงการเรื่องพัฒนาพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย โดยมองเห็นว่าการพัฒนาพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยนั้น ถ้าหากว่าเราไม่เล่นถึงรากฐาน ของชาวบ้านที่อยู่ในตําบลในหมู่บ้านแล้วน่าจะไปไม่รอด เพราะชาวบ้านเป็นตัวชี้ขาด หมู่บ้านเป็นตัวชี้ขาด ปัญหาต่าง ๆ มาจากจุดเล็ก ๆ นําไปสู่ความยิ่งใหญ่ของประเทศชาติ บ้านเมือง กรมการปกครองก็กําหนดว่าเอาละเราจะต้องเชิญพวกปลัดอําเภอทั่วประเทศไทย ที่มีความรู้ ความสามารถในเชิงทางการเมืองพอสมควรเอามาอบรมเรื่องของการพัฒนาพลเมือง ในระบอบประชาธิปไตย อบรมเสร็จก็มีแฟ้มคนละแฟ้ม กระดาษคนละเท่าไรก็แล้วแต่ แล้วก็มีคู่มือแจกจ่ายให้ ทุกคนก็ลุยลงตามตําบล หมู่บ้านต่าง ๆ ทําเป็นปีครับ ไม่ใช่ทําก่อน เลือกตั้งอย่างที่เรามักจะทํากัน ถ้าเป็นอย่างนั้นคงจะไม่ได้ผล เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ เราต้องปรับรูปแบบ ผมยกตัวอย่างเรื่องกรมการปกครองเคยพูดถึงเรื่องของการพัฒนา พลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ก็คือต้องการชี้ให้เห็นว่าการต่อสู้ที่ยืดเยื้อยาวนานนั้น แม้จะเหน็ดเหนื่อยยากลําบากอย่างไรต้องทํา ท้ายที่สุดจะเห็นว่าส่วนหนึ่งของการที่ กรมการปกครองได้ใช้ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีในเรื่องของการพัฒนาพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยนั้น โดยอาศัยเครื่องไม้เครื่องมือก็คือกรมการปกครองโดยมีปลัดอําเภอลงไปสู่ตําบล หมู่บ้าน ซึ่งมีกํานัน ผู้ใหญ่บ้านในขณะนั้นช่วยในการชี้นําชาวบ้านทั้งตําบลทั้งหมู่บ้านเกิดความเข้าใจ ที่ถูกต้องว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้นดีอย่างไร ภัยคุกคามคอมมิวนิสต์นั้น เป็นอันตรายอย่างไร ในที่สุดก็สามารถทําให้ประเทศไทยนั้นรอดพ้นจากการคุกคาม ของภัยคอมมิวนิสต์ อันนี้ผมคิดว่าก็น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีส่วนหนึ่ง เพราะฉะนั้นของเรา ก็เหมือนกัน ในเชิงยุทธศาสตร์เราก็ว่าไป แต่ในเชิงยุทธวิธีนั้นในเรื่องข้อปลีกย่อยที่จะ ลงลึกถึงในตําบลในหมู่บ้านนั้น ผมคิดว่าจะต้องมีขั้นตอนต่าง ๆ ให้ละเอียดขึ้น คราวที่แล้ว พูดถึงโรงเรียนการเมืองที่ท่านกษิต ภิรมย์ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ได้ชี้นําในที่ประชุมกัน ผมว่าอันนั้นก็เป็นส่วนดี แต่ก็เป็นห่วงอยู่ในการขับเคลื่อน วันนี้เราก็มาพูดเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องของการดําเนินงานทางการเมืองในเชิงยุทธวิธีนั้นจะต้องทําให้เป็น รูปธรรมที่เกิดความต่อเนื่อง เพราะเราคิดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่สู้กันวันสองวันเหมือนอย่างที่ ฝ่ายตรงข้ามได้ต่อสู้กันมา อันนี้ก็อยากจะฝากเป็นข้อคิดเป็นประการสําคัญในเชิงของ การต่อสู้ในเรื่องการเมืองนั้น ผมคิดว่าปีสองปียาก เพราะคนที่ฝังรากลึกอยู่ในขณะนี้ รอที่จะขึ้นแทนยังมีอีกเยอะ เมื่อสักครู่เราก็มีการพูดว่าถ้าอย่างนั้นคนที่เคยมีสิ่งที่เป็น ข้อครหาที่มัวหมอง หรือมีเหตุอันสงสัยว่าควรจะให้ลงสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ ผมว่าอันนี้น่าจะหยิบยกขึ้นมา พิจารณาเช่นกัน คนที่เคยถูกนํามาอภิปรายในสภาแต่ไม่ผ่านก็คิดว่าบุคคลประเภทนี้น่าจะมี คุณสมบัติที่ต้องห้ามด้วยเช่นกัน เพราะไม่อย่างนั้นทําไมจึงถูกหยิบยกขึ้นมา แต่เนื่องจากว่า คะแนนเสียงข้างมากลากไป เพราะฉะนั้นคนประเภทสีเทานั้นถ้าถามผม ผมคิดว่าน่าจะอยู่ ในเกณฑ์ที่ต้องห้ามด้วยเช่นกันถ้าเป็นไปได้ ถ้าเราคิดว่าอยากจะให้การเมืองการปกครอง ของเราในเชิงทางการเมืองนั้นเป็นไปด้วยความราบรื่นในอนาคตที่ยาวนานนั้น เพราะบุคคล ประเภทนี้ถ้าจะว่าไปอีกง่าย ๆ ก็คือประเภทที่ไม่ฟังเสียงคนอื่น เอาแต่ได้ เพราะเป็นคนที่ ขาดวินัย เพราะฉะนั้นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อยากจะฝากก็คือตัวอย่างการที่ผมเคยเป็น ปลัดอําเภอในสมัยก่อน ก็คือเรื่องของการฝึกอบรมชาวบ้านด้วยวิธีการที่ถูกต้อง ปูพรมให้ทั่ว ทั้งประเทศ ใช้เวลาที่ยาวนาน อย่าทําแต่ว่าพอใกล้เลือกตั้งก็ลุยกันที อันนั้นคิดว่าน่าจะไม่ได้ผล เท่าที่ควรอย่างตัวอย่างที่เคยได้ทํามาแล้ว พอเลือกตั้งทีก็แห่โหมกันมา ในที่สุดก็เป็นอย่างเก่าอีก ล้มแล้วล้มอีก ปฏิวัติแล้วปฏิวัติอีก ก็เกิดการฉ้อฉลเรื่องของการเลือกตั้ง อย่างนี้เป็นต้น ก็คงจะมีข้อปลีกย่อยเล็ก ๆ น้อย ๆ จากประสบการณ์ในสมัยที่ผมเป็นปลัดอําเภอ ฝากเป็น ข้อคิดในเชิงการต่อสู้เพื่อนําไปสู่การสร้างต้นแบบของนักการเมืองที่ดีจากการเลือกของ ประชาชนที่มีคุณภาพที่รู้เท่าทันนักการเมือง ขอบคุณท่านประธานครับ