สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๒ · ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๙

ด้วยสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจะจัดโครงการสัมมนา เรื่อง “การจัดทํายุทธศาสตร์ชาติ ระยะ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๗๙)”ในวันพุธที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๙ เวลา ๐๘.๓๐-๑๖.๐๐ นาฬิกา ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ หมายเลข ๒๑๓-๒๑๖ ชั้น ๒ อาคารรัฐสภา ๒ โดยกลุ่มเป้าหมายคือ สมาชิก สปท. จํานวน ๒๐๐ ท่าน และผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสิ้น ๒๔๓ คน ซึ่งวัตถุประสงค์ของการจัดโครงการ ก็เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้ทราบถึงแนวทางการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติ ระยะ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๗๙) ที่มีผลต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต รวมทั้งปัญหาข้อขัดข้อง ในการทํายุทธศาสตร์ชาติ ตลอดจนให้ได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันในการ พิจารณาการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติให้สัมฤทธิ์ผล และสามารถนําไปเป็นแนวทางของ ยุทธศาสตร์ชาติเพื่อปรับใช้ต่อการพัฒนาประเทศต่อไป

ในการนี้ผมจึงขอเรียนเชิญท่านสมาชิกเข้าร่วมโครงการสัมมนา เรื่อง “การ จัดทํายุทธศาสตร์ชาติ ระยะ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๗๙)” ดังกล่าวตามกําหนดวัน เวลา และสถานที่ที่ระบุไว้เมื่อสักครู่นะครับ รายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่ได้วางไว้ ประจําที่นั่งของท่านสมาชิกแล้ว จึงเรียนมาเพื่อทราบ

๑.๒ ขอความร่วมมือสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเข้าร่วม ในการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ เพื่อทําความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ

ตามที่คณะกรรมการประสานงานระหว่างสภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอความร่วมมือให้สมาชิก สปท. กรอกแบบตอบรับการเข้าร่วม ในการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์เพื่อทําความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสาระสําคัญของ ประเด็นคําถามเพิ่มเติม ที่ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการออกเสียงประชามติ ซึ่งได้มีการแจกแบบสอบถามไปให้ท่านสมาชิกแสดงความประสงค์ไปแล้วนั้น หากมีสมาชิก ท่านใดยังไม่ได้รับแบบสอบถามให้มารับได้ที่เจ้าหน้าที่ในห้องประชุม และขอให้ท่านสมาชิก ส่งแบบตอบรับคืนภายในวันนี้ เวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกา จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบ

(ที่ประชุมรับทราบ)
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม

รับรองรายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ครั้งที่ ๓/๒๕๕๙ วันจันทร์ที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๕๙

ครั้งที่ ๔/๒๕๕๙ วันอังคารที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๙

ซึ่งได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกตรวจดูแล้วเมื่อวันพุธที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๙ บริเวณห้องรับรองสมาชิก ชั้น ๑ อาคารรัฐสภา ๑ และหอสมุดรัฐสภา ก่อนที่จะเสนอให้ ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศรับรองนะครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

เมื่อไม่มีท่านผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าที่ประชุมรับรองรายงานการประชุม ๒ ครั้งดังกล่าว นะครับ

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว

รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครอง ท้องถิ่น จํานวน ๒ เรื่องนะครับ ผมขอให้เราได้พิจารณาเรื่องแรกก่อนนะครับ คือ

๑. การบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และร่างพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ....

ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่นะครับ

(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)

ขอเรียนเชิญท่านอาจารย์วันชัย

นายวันชัย สอนศิริ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สปท. วันชัย สอนศิริ กระผมขอกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสก่อนที่คณะกรรมาธิการจะได้ชี้แจง ในวาระต่อไป ท่านประธานครับ ผมมีเรื่องร้อนใจที่อยากจะนํากราบเรียนต่อท่านประธาน ในฐานะที่พวกเราเป็น ๑ ในแม่น้ํา ๕ สาย บ้านเมืองมีปัญหาอย่างใด ประการใด ส่วนหนึ่งส่วนใด น่าจะมีส่วนร่วมกันคิด ร่วมกันเสนอแนะและหาทางแก้ไข น่าจะเป็นประโยชน์ เพราะฉะนั้น ผมจะใช้เวลาไม่นานนัก ท่านประธานครับ ผมขอหารือและนํากราบเรียนต่อท่านประธาน รวมทั้งเพื่อนสมาชิกทุกท่านที่อยู่ในที่นี้ บางท่านอยู่ในตําแหน่งที่มีอํานาจหน้าที่โดยตรง บางท่านอาจจะนําเสนอกับผู้มีอํานาจโดยตรงได้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านประธานเป็นผู้ มีอํานาจสูงสุด ณ ที่นี้ ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมเห็นแล้วไม่สบายใจเกิดขึ้น ณ ขณะนี้ คือ เรื่องมาตรา ๑๑๒ และเรื่องการทําประชามติ ขอนํากราบเรียนให้ที่ประชุม โดยท่านประธาน ได้รับทราบไว้ เพื่อร่วมกันหาแนวทางร่วมกัน ท่านประธานครับ เวลาเกิดเหตุเกี่ยวกับคดี ตามมาตรา ๑๑๒ พวกเราที่มีความจงรักภักดีจะมีความรู้สึกไม่สบายใจ ถ้าคดีในลักษณะ อย่างนี้เกิดขึ้นมาก ๆ และที่สําคัญที่สุดนั้นก็คือ ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งได้ออกมาตอบโต้ในฐานะเป็น ผู้ต้องหาหรือจําเลย เขาจะชี้แจงในส่วนของเขาว่า เขาทําเพียงแค่นี้ พูดเพียงเท่านี้ แสดงออก เพียงเท่านี้ กดข้อความเพียงเท่านี้ โดนข้อหา มาตรา ๑๑๒ แล้ว ซึ่งผมเชื่อโดยสุจริตครับ ท่านประธาน ว่าเวลาเจ้าหน้าที่ตํารวจหรือผู้ที่มีอํานาจเกี่ยวข้องจะดําเนินคดีใด ๆ กับบุคคล ตามมาตรา ๑๑๒ นั้น จะทําด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ รัดกุม บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย แต่ภาพที่มันปรากฏออกมาในขณะนี้ท่านประธานครับ เสมือนหนึ่งว่า เจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้มีอํานาจนั้น ไปเอามาตรา ๑๑๒ นั้น เสมือนหนึ่งว่า ที่อีกฝ่ายหนึ่งโต้แย้งมา ยัดเยียด กล่าวหา หรือข่มขู่ คุกคามเขา ภาพอย่างนี้ไม่ดีเลยครับท่านประธานครับ สิ่งที่ผม นํามากราบเรียนต่อท่านประธาน รวมทั้งท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่ที่นี้มีอํานาจ ท่านใดท่านหนึ่ง ก็ตามเถอะ ผมคิดว่า คนเราในประเทศรวมทั้งบ้านเมืองที่มีปัญหานั้น มันเกิดขึ้นจากความรู้สึก บางทีไม่ได้ดูจากข้อมูลพยานหลักฐานทั้งหมด สื่อก็พยายามจะเสนอข้อมูลพยานหลักฐาน อีกฝ่ายหนึ่งนั้นมาก แต่สิ่งที่ผมเห็นขณะนี้ ประชาชนรวมทั้งตัวผมเองมีความรู้สึกว่าเรา เอามาตรา ๑๑๒ หรือ พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๙ ไปทําอะไรกับเขาหรือเปล่า ไปกลั่นแกล้งเขาหรือเปล่า เวลาบุคคลที่มีอํานาจในการชี้แจง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตํารวจก็บอกว่าพูดไม่ได้ รายละเอียดอยู่ในสํานวนในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่ง ตอบโต้ แล้วก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่ง อีกพวกหนึ่งกระพือโหมว่ากลั่นแกล้ง ยัดเยียด ท่านประธานครับ เราที่มีความจงรักภักดีรู้สึกสะเทือนใจนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมกราบเรียนต่อท่านประธาน และที่ประชุมนี้ อยากให้ผู้มีอํานาจหรือใคร ก็ตามที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เวลาจะจับกุมคุมขังดําเนินคดีใคร ตามมาตรา ๑๑๒ หรือ พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๙ อยากให้ชี้แจงข้อมูล พยาน หลักฐาน ข้อเท็จจริง บางคนบอกว่าเป็นการกระทําซ้ําอาจจะผิด ผมว่ามันมีวิธีในการที่จะ ชี้แจงได้มากหลายประการที่สามารถทําได้ ผมไม่อยากให้อึมครึม ไม่อยากให้เป็นไปในลักษณะ ที่คนทั้งประเทศมีความรู้สึกว่าเรากําลังใช้อํานาจอย่างหนึ่งอย่างใดไปเล่นงานเขา เป็นอันตราย สําหรับแม่น้ําทุกสาย รวมทั้งท่านประธาน ที่เป็น ๑ ในแม่น้ํา ๕ สายด้วยครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมอยากให้เรื่องนี้ท่านประธาน จะเป็นข้อสังเกต เป็นข้อเสนอ หรือกระทําด้วย ประการใดก็ได้ พูดกับผู้ที่มีอํานาจเกี่ยวข้อง เอาข้อมูล พยาน หลักฐานมาชี้แจงให้ชัดเจน ทุกวัน สื่อไปเพียงด้านเดียว ด้านอีกฝ่ายหนึ่งที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมานั้น ไม่ค่อยชัดเจน อันนี้เป็นอันตรายอย่างยิ่งครับท่านประธาน นั่นเป็นเรื่องที่ ๑

อีกนิดเดียวครับท่านประธานครับ เรื่องประชามติ ผมคิดว่าท่านประธาน และพวกเรานั้นมีส่วนอย่างสําคัญจะต้องออกไปชี้แจงในฐานะแม่น้ํา ๕ สายด้วย และมีส่วน เกี่ยวข้องต่อการดําเนินการประชามติอย่างสําคัญ พฤติการณ์หรือการกระทําใด ๆ ที่ออกมา ในลักษณะอย่างนี้ทุกวันนี้ คนเสมือนมีความรู้สึกว่าพูดก็ไม่ได้ ทําอะไรก็ไม่ได้ อ้ายนั่นก็ จะผิด อ้ายนี่ก็จะผิด เสมือนหนึ่งว่า พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๙ นี้ มันกดหัวไม่ให้ใครทําอะไร เมื่อคืนนี้ผมก็นั่งอ่านกฎหมายโดยละเอียด เขาให้ สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตในการทําประชามติ แต่กระบวนการที่ มันออกมาหรือพฤติการณ์ที่ออกมาของ กกต. ก็ดี ความชัดเจนเหล่านี้ผมคิดว่าท่านประธาน ท่านรองประธาน หรือท่านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ต้องร่วมไม้ร่วมมือกับ กกต. อย่างสําคัญ และให้เกิดความชัดเจน ไม่อย่างนั้นพวกเราแม่น้ํา ๕ สาย จะเป็นรองต่อการเคลื่อนไหว ของฝ่ายตรงข้าม เพราะขณะนี้เขาพูดกันอยู่ร่ําไปว่าเราเอา พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียง ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๙ มากดหัวทําให้เขาไม่สามารถเคลื่อนไหว แม้อยากพูด แสดงความคิดเห็น ซึ่งดูตาม พ.ร.บ. แล้วไม่ใช่อย่างนั้นเลย มันอาจจะเกิดจากการพลาด ในเบื้องต้นที่ กกต. นั้นออฟไซด์ (Offside) เกินความจําเป็นไปในเบื้องต้น เพราะฉะนั้น ต่อไปนี้เมื่อตั้งลํากันได้ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญที่เรากําลังจะเข้าสู่โค้งสุดท้าย ในระยะเวลาเหลืออีกประมาณ ๓ เดือนครับท่านประธาน หลังจากนั้นพวกเราก็จะอยู่ ถ้าผ่าน ก็ไม่น่าจะเกิน ๑๒๐ วันดังที่ว่า เพราะฉะนั้นอะไรที่มีส่วนทําให้บ้านเมือง คนเข้าใจ และก่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย ไม่ใช่เรามานั่งปฏิรูปกันอย่างนี้ทุกวัน ๆ เฉย ๆ ส่วนอื่น ก็มีส่วนสําคัญครับ ผมจึงกราบเรียนมาด้วยความเคารพ ด้วยความจริงใจ ท่านประธาน อย่าได้กล่าวหาว่านอกเรื่องนอกราวไปเลย นี่เป็นประเด็นที่ ๒

อีกนิดเดียวครับท่านประธานครับ ถ้าท่านจะเมตตาผม สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกว่า เป็นเรื่องกระทบต่อการปฏิรูปของเราอย่างสําคัญ เรื่องตํารวจครับท่านประธาน ถ้าท่านประธาน ติดตามข่าว ผมเองไม่ได้อยู่ในแวดวงตํารวจ แต่เผอิญมีส่วนเป็นคณะกรรมการจัดทําแผน ปฏิรูปกิจการตํารวจ เลยพอเข้าใจและได้รู้จักตํารวจมากพอสมควร และได้รู้กิจการของ ตํารวจพอสมควร ท่านประธานคงทราบข่าวครับว่าการแต่งตั้งรองผู้บังคับการจนกระทั่งถึงสารวัตร โดยหลักแล้ว เขาควรจะต้องแต่งตั้งให้เสร็จสิ้นภายในเดือนพฤศจิกายน มีเหตุจําเป็นก็อาจจะขยายไปไม่เกิน เดือนสองเดือนในอดีต แต่ท่านทั้งหลายครับ ท่านประธานครับ ปัจจุบันนี้เลยเถิดมาจนกระทั่งถึง เดือนพฤษภาคมจะแต่งตั้งรอบใหม่แล้ว เกินกว่า ๒ พรรษาแล้วครับ ครึ่งปีแล้วท่านประธานครับ สิ่งหนึ่งในที่สุดถ้านายกรัฐมนตรีต้องใช้ ม. ๔๔ เหตุผลอันสําคัญเพราะไม่สามารถแต่งตั้งได้ ผมเองได้มีโอกาสคุยกับทางระดับบนจนกระทั่งระดับล่างว่ามันเกิดอะไรขึ้น เหตุผลอันสําคัญ เพราะมันเกี่ยวกับการปฏิรูปและรัฐธรรมนูญของเรานี่ครับ เหตุผลอันสําคัญครับท่านประธาน เกิดจากการวิ่งเต้นโยกย้ายซื้อขายตําแหน่ง ถ้ามันไม่มีเรื่องอย่างนี้ ผมเชื่อว่าตํารวจผู้หลัก ผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่ในที่นี้ยืนยันได้ว่าจบไปแล้ว แล้วเขาพยายามกระจายอํานาจให้เป็นเรื่องของ ผู้บัญชาการ ถึงเวลาก็ทําไม่ได้จริง ๆ เพราะไม่รู้อะไรต่อมิอะไรผมไม่อยากจะพูดในรายละเอียด ในที่สุดนายกรัฐมนตรีใช้ ม. ๔๔ บอกให้ ผบ.ตร. จัดการ แต่ท่านประธานทราบไหมครับ แม้แต่ปัจจุบันนั้นก็ยังยากในการที่จะแต่งตั้งโยกย้าย ผมนี่ฝันไว้นึกไว้ และท่านประธาน ก็เหมือนผมเลยครับ ยุค คสช. มันน่าจะเป็นเรื่องของธรรมาภิบาล เป็นเรื่องของความโปร่งใส เป็นเรื่องของเป็นไปตามระบบ ซึ่งเราคิดกันมาตลอดแม้แต่ท่านอาจารย์มีชัยยังชี้แจงวันที่ มาชี้แจงเรื่องรัฐธรรมนูญ องค์กรที่ควรจะต้องปฏิรูปเป็นอันดับแรกและท่านเขียนไว้ ในรัฐธรรมนูญ คือองค์กรตํารวจ ท่านบอกว่าถ้าไม่ปฏิรูปจะทรุดโทรมไปมากกว่านี้ ผมยังจํา ก้องหู ยุคนี้ต้องแสดงออกของการปฏิรูป ของการแต่งตั้งโยกย้าย เพราะเป็นปัญหาใหญ่ ตํารวจยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ชาวบ้านตาดํา ๆ ที่มาแจ้งความจะได้รับความเป็นธรรม ได้อย่างไร ระบบอาวุโสนี้ ที่ท่านเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญแล้วเราลองยึดจริง ๆ นะครับ คนไหน อาวุโสก็ตั้ง ถ้าไม่ได้เรื่องก็หาเหตุผลมา ทํางานไม่ดีอ้าว เขี่ยออกไป ไม่มีคุณภาพ เขี่ยออกไป ร่างกายมีปัญหา เขี่ยออกไป แต่ทุกวันนี้มาจากการที่ตํารวจหลายแห่งนะครับ บอกใช้อาวุโส จริง บางคนเหลืออีกปี ๒ ปี บอกช่วยลาออก ผมซื้อตําแหน่งโดยการให้คุณลาออก ข้อมูลที่ กราบเรียนต่อท่านประธาน บางคนนั้นจ่ายกันถึง ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ผมเข้าใจท่านประธานแล้วกําลังจะเตือนผมแต่ท่านประธานลองฟังดี ๆ เป็นเรื่องใหญ่ของ ประเทศ ผมถึงบอกว่ายุคนี้อยากให้เกิดความธรรมาภิบาล ความโปร่งใส การแต่งตั้งโยกย้าย เป็นตัวอย่าง บางคนมาพูดกับผม บอกว่ายุคการเมืองยังไม่ถึงขนาดนี้ ผมบอก เฮ้ย มากไป ไม่จริง ผมอยากให้องค์กรนี้เป็นองค์กรเริ่มต้นของการปฏิรูปจริง ๆ ครับท่านประธาน ผบ.ตร. มีอํานาจตาม ม. ๔๔ อยากให้เป็นผู้ชูธง นําหลักความโปร่งใส เป็นธรรม และยึดหลักของ ความถูกต้อง ผมไม่อยากให้คนดี ๆ นั้นเขาไม่มีที่ยืน ในอดีตเวลาการเมืองแรง คนดีไม่มีที่ยืน ครับท่านประธาน ยุคนี้สมัยนี้อยากให้คนดี ตํารวจดี มีโอกาสเจริญเติบโตเสียทีเถอะครับ ท่านประธาน ความจริงมีคนมาร้องเรียนให้ข้อมูลกับผม แม้ไม่ได้เป็นตํารวจ แต่มากพอสมควร ผมจบแค่นี้ครับท่านครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบพระคุณครับ ขอเรียนเชิญท่านคํานูณ

นายคํานูณ สิทธิสมาน 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก็คง จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ท่านอาจารย์วันชัย สอนศิริ ได้หารือมานะครับ แม้ว่าจะมีความเห็น แต่ว่าก็คงจะต้องรอดูท่านประธานต่อไปว่าจะเปิดให้มีการหารือเช่นนี้ต่อไปหรือไม่ อย่างไร แต่ว่าที่จะขออนุญาตลุกขึ้นมาชี้แจงทําความเข้าใจสักเล็กน้อย ก็คือเรื่องการที่เปิดให้พวกเรา สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเป็นอาสาสมัครเข้าไปร่วมการชี้แจงคําถามพ่วง ในการประชามติ คือคําถามที่ ๒ นอกเหนือจากรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนี้ ก็ขอกราบเรียน ข้อมูลว่าในการเปิดให้มีอาสาสมัครโดย สปท. เมื่อสัปดาห์ที่แล้วนี้มีพวกเราแสดงความจํานง เข้าไปร่วมเพียง ๔๐ ท่าน หรือตอนหลังอาจจะเพิ่มขึ้นมาก็ไม่เกิน ๔๒ ท่าน ซึ่งถือว่าค่อนข้าง น้อยนะครับ วันนี้ท่านประธานก็ได้เปิดโอกาสให้มีการแสดงความจํานงเป็นอาสาสมัคร เพิ่มขึ้นอีกนะครับ กระผมจะขออนุญาตใช้เวลาสักเล็กน้อยเพื่อรายงานภาพรวมของการ มีส่วนในการชี้แจงว่าจะเป็นไปในทิศทางใด เนื่องจากว่ามีเพื่อนสมาชิกถามเข้ามาพอสมควร ท่านประธานคงอนุญาตนะครับ คือ สปท. เรานี่นะครับไม่มีอํานาจหน้าที่โดยตรงที่จะไป ชี้แจงทั้งเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญแล้วก็เหตุและผลของคําถามที่ ๒ ที่จะมีการออกเสียง ประชามตินะครับ หน้าที่ในการชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นหน้าที่ของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือกรรมการ หรืออนุกรรมการที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะได้แต่งตั้ง ส่วนหน้าที่ในการ ชี้แจงคําถามที่ ๒ นั้น เป็นหน้าที่ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือกรรมการ หรืออนุกรรมการ ที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติจะได้แต่งตั้งขึ้นมานะครับ แต่เนื่องจากว่าคําถามที่ ๒ ในการประชามตินั้น สปท. เราได้มีมติส่งความเห็นไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติด้วยมติท่วมท้น และสภานิติบัญญัติแห่งชาตินั้นก็ได้เลือกคําถามที่เสนอไปจาก สปท. รวมทั้งหลักการและ เหตุผลที่ทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติจะได้นําเสนอต่อพี่น้องประชาชนผ่านเอกสารแล้วก็ผ่าน ไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งนั้น ได้อ้างเหตุผลว่าเนื่องจากเป็นคําถามที่มาจากสภาปฏิรูป แห่งชาติเต็ม ๆ เลยครับ เพราะฉะนั้นทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็จึงมีความเห็นอยากจะ ขอความร่วมมือจากสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครในการ ชี้แจงคําถามที่ ๒ ในการประชามติ ในฐานะที่เป็นกรรมการหรืออนุกรรมการของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ จึงได้เปิดโอกาสให้พวกเราได้แสดงความจํานงเป็นอาสาสมัครเข้าตาม ๙ กลุ่มจังหวัดที่ได้มีการแจกเอกสารไปแล้วนะครับ ขอกราบเรียนว่าขั้นตอนก็จะเริ่มขึ้น ภายในสัปดาห์นี้ กล่าวคือในวันศุกร์ที่ ๑๓ เดือนนี้เดือนพฤษภาคม วันศุกร์ที่ ๑๓ นะครับ ไม่มีนัยอะไร เวลาบ่ายโมงครึ่ง ก็จะเป็นการสัมมนาหรือเป็นการชี้แจงทําความเข้าใจของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติต่ออาสาสมัครทั้งหมดที่เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แล้วก็ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กระผมเข้าใจว่าน่าจะเป็นห้องประชุมคณะกรรมาธิการ หมายเลข ๓๐๖ ห้อง ๓๐๗ ที่อาคารรัฐสภา ๒ เพราะฉะนั้นพวกเราที่ได้ลงชื่อเข้าไว้แล้ว ก็ควรจะไปร่วมการสัมมนาด้วยนะครับ โดยทางสภานิติบัญญัติแห่งชาตินั้นก็ได้ฝาก การเตรียมการมาให้พวกเรา ก็คือว่าอยากให้พวกเราลองตั้งคําถามดูว่าในคําถามประชามติ ที่ ๒ นั้นพี่น้องประชาชนเขาจะถามอะไร ทั้งเห็นด้วย ทั้งไม่เห็นด้วย ลองทดลองตั้งคําถาม ไปให้เยอะ ๆ แล้วก็นําไปประมวลรวบรวมกันเพื่อที่จะได้มีคําตอบออกมาในแนวทางเดียวกัน อันนี้เป็นการบ้านนะครับ

ข้อที่ ๒ ก็คือว่าการอบรมนั้นจะมีขึ้นในวันที่ ๑๘ วันที่ ๑๙ เดือนพฤษภาคม ก็คือในสัปดาห์หน้า ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ขอกราบเรียนอย่างนี้ว่าในการ เผยแพร่เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็การชี้แจงคําถามที่ ๒ ในการประชามตินั้น ทางสมาชิก สภานิติบัญญัติแห่งชาติก็ดี สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก็ดี จะไม่เข้าไปชี้แจง โดยตรงต่อพี่น้องประชาชน แต่จะเป็นการชี้แจงโดยการอบรมวิทยากรที่มีอยู่ ๓ ระดับ เรียกว่าครู ก ครู ข แล้วก็ครู ค ตอนหลังคําว่า ครู ค เขาไม่ใช้ ไม่ทราบเพราะเหตุผลใด ในวันที่ ๑๘ วันที่ ๑๙ เดือนพฤษภาคม คือสัปดาห์หน้า ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ก็จะเป็นการอบรมครู ก ครู ก ก็คือวิทยากรระดับจังหวัด จังหวัดละ ๕ คน รวมทั้งสิ้น ๓๘๐ คน ทางกระทรวงมหาดไทยจะเป็นผู้คัดมา ในการเข้าร่วมในวันที่ ๑๘ วันที่ ๑๙ พฤษภาคมนั้น ในช่วงวันที่ ๑๘ ตลอดทั้งวันหรือเกือบทั้งวันจะเป็นการชี้แจงเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ โดยกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ พวกเราก็ไม่เกี่ยว ยกเว้นว่าเราจะไปสังเกตการณ์ ส่วนในช่วง ตอนเย็นนั้นจะเป็นการชี้แจงคําถามที่ ๒ ในการทําประชามติ ซึ่งทาง สนช. ได้มีมติ มอบหมายให้ผู้แทน ๒ ท่าน คือท่านรองสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย กับท่านกล้าณรงค์ จันทิก เป็นผู้ชี้แจงบนเวที พวกเราก็ไม่เกี่ยวโดยตรง ก็ไปสังเกตการณ์เท่านั้น แต่ในวันที่ ๑๙ พฤษภาคมนั้นอาจจะมีการแบ่งกลุ่มการชี้แจงออกเป็น ๙ กลุ่ม ๙ กลุ่มจังหวัด อันนี้พวกเรา อาจจะต้องมีความเกี่ยวข้องบ้าง ก็ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อเราส่งชื่อไปแล้ว ภายในสัปดาห์นี้ หรือตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ก็ได้มีการเรียกประชุมใน ๙ กลุ่มจังหวัด ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ก็คงจะได้มีการมอบหมายให้เข้าไปประจํา ๙ กลุ่มนั้น แต่อย่างไรก็ตาม ในการอบรมครู ก วันที่ ๑๘ วันที่ ๑๙ พฤษภาคมนี้ ก็อาจจะยังไม่มีความจําเป็นเท่าไรนักที่ต้องใช้กําลังพล เพราะว่าเป็นการอบรมที่กรุงเทพฯ และผู้เข้าร่วมรับการอบรมก็มีไม่ถึง ๔๐๐ คน แต่ขั้นต่อไป นะครับ จะเป็นการอบรมครู ข ครู ข นี่คือทางอําเภอจะคัดเลือกมาจังหวัดละ ๑๐ คน รวมทั้งสิ้นก็คือ ๘,๗๘๐ คน น่าจะอบรมในแต่ละจังหวัดนะครับ ช่วงระยะเวลาการอบรม จะเป็นช่วง ๓๐ พฤษภาคม จนถึง ๑๐ มิถุนายน อันนี้ก็คงเป็นงานที่พวกเราอาสาสมัคร สปท. คงจะต้องได้รับการจัดสรรเข้าไปร่วม ก็ขึ้นอยู่กับในคณะกรรมการ ๙ กลุ่มจังหวัดนั้น จะมอบหมายให้ท่านผู้ใดเข้าไป แต่ที่ต้องการกําลังพลมากเป็นพิเศษก็คือว่า ในการอบรม วิทยากรระดับพื้นที่ หรือที่เรียกว่าครู ค นั้น จะมีการอบรมรวมทั้งสิ้น ๘๐,๔๙๑ แห่ง ๗๔,๕๘๘ หมู่บ้าน หมู่บ้านละ ๔ คน ที่เขาเรียกเป็นภาษาชาวบ้านว่า ๔ ทหารเสือ รวมทั้งสิ้น รวมทั้งชุมชนด้วย ใน กทม. ก็จะมีครู ค รวมทั้งสิ้น ๓๒๑,๙๖๔ คนในขณะนี้ ขออนุญาตว่า ยังไม่เป็นที่ยุติว่าทาง สนช. กับทาง สปท. จะต้องลงไปร่วมอบรมครู ค ด้วยหรือไม่ ทาง คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนั้นค่อนข้างที่จะมีมติในเบื้องต้นว่าทาง กรธ. จะไม่ลงไปร่วม อบรมครู ค ก็คือจะอบรมแต่เฉพาะครู ก ครู ข แล้วก็ให้ครู ก ครู ข ไปอบรมครู ค แต่ว่าดําริ เบื้องต้นของทาง สนช. ต้องการที่จะลงไปร่วมอบรม หรืออย่างน้อยสังเกตการณ์ในการอบรม ครู ค ๓๒๑,๙๖๔ คนด้วย ซึ่งก็จะกระจายไปทั่วประเทศ ซึ่งถ้ามติ สนช. ยืนเช่นนี้ก็คงจะ ต้องการกําลังพลอยู่พอสมควรที่จะกระจายกันไปยังทั้งชุมชนและหมู่บ้าน ๘๐,๔๙๑ แห่ง การอบรมครู ค นั้นจะมีขึ้นในช่วงวันที่ ๑๑-๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๙ และจากนั้นทั้งครู ก คือจังหวัดละ ๕ คน ครู ข อําเภอละ ๑๐ คน และครู ค หมู่บ้านละ ๔ คน ๔ ทหารเสือนี้ จึงจะเข้าไปชี้แจงเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็ชี้แจงคําถามที่ ๒ ในการประชามติต่อพี่น้อง ประชาชนในระดับพื้นที่ทั่วประเทศในช่วงวันที่ ๑ กรกฎาคม จนถึงวันที่ ๑ สิงหาคม หรือ วันที่ ๒๐ กรกฎาคม อันนี้เอกสาร ๒ แผ่นยังไม่ตรงกัน ทั้งหมดนี้ก็เป็นร่างกําหนดการคร่าว ๆ ที่ผมจะขออนุญาตกราบเรียนผ่านที่ประชุมนี้ ให้สมาชิก สปท. ที่สมัครใจเป็นอาสาสมัครได้จัดตารางเวลาของท่าน ผมย้ําทวนอีกครั้ง ครับท่านประธาน คือวันที่ ๑๘-๑๙ พฤษภาคม สัปดาห์หน้า อาจจะไม่จําเป็นที่ท่าน จะต้องเข้าไปร่วมทุกท่าน เพียงแต่ว่ายกเว้นว่าท่านได้รับมอบหมายให้ประจํากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ในช่วงนี้วันสองวันนี้ท่านก็ต้องสดับตรับฟังว่าทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ใน ๙ กลุ่มจังหวัดนั้น เขาจะเรียกประชุมที่ไหน อย่างไร ที่ควรจะเข้าร่วม ที่เป็นอาสาสมัคร ก็คือเข้าร่วมสัมมนา บ่ายโมงครึ่ง วันศุกร์ที่ ๑๓ นี้ ที่อาคารรัฐสภา ๓ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ หมายเลข ๓๐๖-๓๐๗ ส่วนช่วงเวลาการอบรมครู ข นั้นจะอยู่ในช่วงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ถึงวันที่ ๑๐ มิถุนายน ก็กระจายไปยังจังหวัดต่าง ๆ และงานใหญ่ก็คือการอบรมครู ค คือช่วงวันที่ ๑๑-๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๙ อันนี้ก็กราบเรียนมาเพื่อท่านสมาชิกที่เข้าเป็นอาสาสมัครจะได้จัด ตารางเวลาโดยสังเขป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นในช่วงเวลาดังกล่าวก็ไม่ได้หมายถึงว่าท่านจะต้องไป ทุกวัน เพราะว่าในแต่ละจังหวัดในแต่ละอําเภอเขาไม่ได้จัดตรงกัน แล้วท่านก็คงไม่จําเป็น ที่จะต้องไปหลาย ๆ กลุ่ม หลาย ๆ อําเภอนะครับ ในเบื้องต้นก็เป็นเพียงร่าง แต่ขออนุญาต ชี้แจงผ่านที่ประชุมแห่งนี้ กราบขอบพระคุณท่านประธานที่กรุณาให้เวลา กราบขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ผมจะเรียนเชิญท่านวิทยา แก้วภราดัย เป็นท่านสุดท้ายนะครับ ขอบคุณครับ

นายวิทยา แก้วภราดัย 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย ขออนุญาต คงไม่รบกวนเวลานานนะครับ จะพูดถึงเรื่องที่เพื่อนสมาชิก ๒ ท่านได้กล่าวมา เมื่อสักครู่นะครับ

ประการแรก ผมเองต้องเรียนท่านประธานครับ ไม่ได้แสดงความจํานงออกไป ทําการรณรงค์เผยแพร่นะครับ เพราะว่าหนังสือที่ท่านมีมามันจํากัดวงครับ ท่านให้พวกผมไป อภิปรายเรื่องคําถามเพิ่มเติมนะครับ ซึ่งขออนุญาตเรียนว่าผมเองเป็นคนลงมติไปครับว่า ไม่เห็นด้วยที่จะต้องมีคําถามเพิ่มเติม แต่ในส่วนของการที่จะให้ความรู้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งกระผมได้ยืนยันครับว่าเห็นด้วยมาตลอดกับรัฐธรรมนูญ ก็อยากไปทําครับ แต่เมื่อท่าน ให้ไปเฉพาะข้อเดียวก็คือคําถามพ่วง ก็เลยไม่ทราบที่จะเข้าไปร่วมอย่างไรครับ ก็ขออนุญาต เรียนกับเพื่อนสมาชิกที่ได้ชี้แจงรายละเอียดเมื่อสักครู่นะครับ

ประการที่ ๒ ผมคิดว่าสิ่งที่ท่านวันชัยพูด เป็นเรื่องที่ต้องหาทางออกร่วมกัน โดย สปท. ครับ เรื่องที่ ๑ เรื่องการชี้แจงของเจ้าหน้าที่ กรณีผู้กระทําความผิดมาตรา ๑๑๒ และไม่ออกมายืนยันพฤติกรรมเท่าที่ทําได้ให้สาธารณชนรับทราบ ต้องเรียนว่ามาตรา ๑๑๒ ในสถานการณ์ทางสากลเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเปราะบาง แต่โดยความเป็นจริงมันเรื่องกระทํา ผิดกฎหมายโดยปกติ รัฐใดก็สามารถที่จะกําหนดการกระทําความผิดเฉพาะของรัฐตัวเองได้ แล้วก็ที่สําคัญก็คือ มาตรา ๑๑๒ เป็นการคุ้มครองสถาบันที่ไม่สามารถลงมาตอบโต้กับ คนทั่วไปได้ เพราะฉะนั้นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ดําเนินคดีนี้ทุกคดีครับ สุดท้ายนะครับ อย่างท่าน เพื่อนสมาชิก ขอเอ่ยนามครับ ท่านวันชัยพูดครับ มีแต่ฝ่ายที่ออกมาตอบโต้ฝ่ายจับกุมตลอด รวมถึงองค์กรสิทธิมนุษยชน รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศ รวมทั้งผู้โดนจับ มักจะพูดว่า ไม่ได้ทําผิด ส่วนคนที่ไปจับเขาก็บอกว่าบอกไม่ได้อยู่ในสํานวน อย่างนี้จะเป็นจุดอ่อนในการที่ เราจะสร้างปัญหามากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นฝ่ายที่รักษากฎหมายเรื่องนี้นะครับ ควรต้องจะมี ข้อชี้แจงที่ชัดเจนพอสมควร โดยตัวเองไม่ต้องเข้าไปติดคุกแทนในฐานะผู้ซ้ําในการกระทํา ความผิดนั้น

ประการสุดท้ายครับ ที่อาจารย์วันชัยนําเสนอ ผมคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่รณรงค์เรื่องการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งมาตั้งแต่ก่อนการเปลี่ยนแปลง การปฏิวัติ และหนึ่งในข้อรณรงค์ก็คือ เราจําเป็นต้องปรับปรุงระบบราชการบางส่วนที่ไปรับใช้ การเมืองมากจนเสียหายไปตลอด ก็คือกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้น ตํารวจครับ มาจนถึง วันนี้ไม่มีสัญญาณใด ๆ เลยที่จะทําการปฏิรูปตํารวจ และขอให้ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจาก อาจารย์วันชัยครับ เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ครับท่านประธาน ผมเป็นอดีต ส.ส. ในต่างจังหวัด เอาว่าใกล้ ๆ จังหวัดผมรวมทั้งหมดนี้มีคนระดับผู้กํากับ ลาออก ๕ คนครับ มีราคาหมดครับ เหลือเวลาปีหนึ่งลาออก เหลือเวลาครึ่งปีลาออก เหลือ เวลาปีครึ่งลาออก ลาออกทั้งหมดได้สตางค์ทุกคนครับ เพื่อนที่อยากจะเป็น ไปวิ่งกับนายแล้ว ไม่มีตําแหน่งว่าง จ่ายสตางค์นายแล้ว ก็ต้องไปหาตําแหน่งจ้างเพื่อนลาออก เป็นประเพณี เพิ่งเกิดมาใหม่ครับในสังคมไทย จ้างซื้อให้เพื่อนลาออก แล้วตัวเองไปเสียบตําแหน่งแทน เพราะเหลืออายุราชการมากกว่า เพื่อนเหลือปีกว่าคงหากินไม่ได้เท่าไรแล้ว แต่ตัวเองเป็น ใหม่ ๆ อยู่กันนี้ ๖-๗ ปี คงหากินได้เยอะ ต้องพูดอย่างนี้ครับท่านประธาน เพราะซื้อตําแหน่ง มันเหมือนกับซื้อคนมาเป็น ส.ส. ละครับ ซื้อเสียงเมื่อไรมันหากินเมื่อนั้น ซื้อตําแหน่งตํารวจ เมื่อไร มันหากินเมื่อนั้น มันหากินเมื่อไรก็สังคมเลวทรามเมื่อนั้นครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ แล้วก็ไม่มีใครพูดถึง กรรมาธิการตํารวจทําเรื่องโน้นเรื่องนี้ ไม่แตะเรื่องนี้ เลยครับ นี่สั่งให้โยกย้ายกันให้เสร็จ ให้อํานาจอธิบดีกรมตํารวจกรมเดียว ผู้บัญชาการตํารวจ แห่งชาติคนเดียว จนถึงวันนี้ยังไม่จบครับ ยังวิ่งกันฝุ่นตลบ ถ้าอย่างนี้จะปฏิรูปอะไรครับ กระบวนการยุติธรรมเบื้องต้นเละเทะอย่างนี้ ถ้าไม่เริ่มต้นปฏิรูปอย่างจริงจัง ผมคิดว่า บ้านเมืองไปไม่รอดแล้ว ถึงวันหนึ่งก็จะเห็นคนพวกนี้ซึ่งเสวยอํานาจด้วยการวิ่งเต้น ถือปืน ไล่ยิงประชาชน เลือกข้างเพื่อปกป้องนายอีกครั้งหนึ่ง พวกผมโดนมาแล้วครับ เพราะฉะนั้น ผมไปหารืออาจารย์วันชัยเมื่อสักครู่ เป็นไปได้สภานี้เปิดญัตติเรื่องนี้สักวัน เชิญกรรมาธิการ ตํารวจมาด้วยว่าปฏิรูปอะไรกัน มาจนถึงทุกวันนี้ครับ คนทั่วประเทศส่ายหน้าหมดแล้วครับ ตราบใดที่ไม่มีการปฏิรูปตํารวจ ต้นสายปลายทางของการทุจริตเริ่มต้นนั้น เหมือนกับการ เลือกตั้งที่จะถึงครับ ถ้าป้องกันการทุจริตการเลือกตั้ง การป้องกันการซื้อเสียงไม่ได้ ก็รอเดิน เอาอํานาจไปให้นายทุน ย้อนเข้ามือนายทุนอีกครั้ง ถ้าเจอนายทุนเลวเมื่อไรหายนะก็รอกัน อยู่ข้างหน้าครับ ผมขออนุญาตเสริม แล้วก็เห็นด้วยกับท่านอาจารย์วันชัยครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ต่อไปผมจะดําเนินการประชุมตามระเบียบวาระนะครับ คือพิจารณารายงาน ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น

๑. การบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และร่างพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ....

สําหรับรายชื่อผู้นําเสนอและชี้แจงมีดังนี้ ได้แก่ ท่านนินนาท ชลิตานนท์ ประธาน กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น อดีตปลัดกรุงเทพมหานคร ต่อมาก็คือ ท่านธวัชชัย เทอดเผ่าไทย กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการ ปกครองท้องถิ่น อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดลําปาง

ท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น ได้มีหนังสือขออนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูล และตอบประเด็น ข้อซักถามของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งผมได้พิจารณาแล้วจึงได้อนุญาต ได้แก่ ท่านที่ ๑ ท่านเอนก เกษมสุข อนุกรรมาธิการการบริหารงานบุคคล การกํากับดูแลตรวจสอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชนสําหรับท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป ซึ่งท่านก็เป็นที่ปรึกษาด้าน ประสิทธิภาพของกรมที่ดินด้วยนะครับ ท่านที่ ๒ นะครับ ก็คือท่านศิริวัฒน์ บุปผาเจริญ อนุกรรมาธิการเช่นเดียวกันครับ ปัจจุบันก็รักษาการในตําแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการ บริหารงานบุคคลท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ท่านที่ ๓ คือท่านสมภาคย์ สุขอนันต์ อนุกรรมาธิการและเลขานุการคณะอนุกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ปัจจุบันท่านเป็นผู้ตรวจราชการกรุงเทพมหานคร ท่านที่ ๔ คือท่านกฤษฎา กลันทานนท์ อนุกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ อดีตรองปลัด กรุงเทพมหานคร

(นายเอนก เกษมสุข และนายศิริวัฒน์ บุปผาเจริญ อนุกรรมาธิการ การบริหารงานบุคคล การกํากับดูแล ตรวจสอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชน สําหรับ ท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป นายสมภาคย์ สุขอนันต์ และนายกฤษฎา กลันทานนท์ อนุกรรมาธิการ การปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ เข้าชี้แจงต่อที่ประชุม)

ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการแถลงรายงาน ขอประทานโทษ ก่อนหน้านี้ก็อยากจะกราบเรียน อย่างนี้ว่า คณะกรรมาธิการได้จัดทํารายงานจํานวน ๒ เรื่อง ผมจะขอให้ประธานกรรมาธิการ แถลงรายงานแต่ละเรื่อง และให้สมาชิกอภิปรายรายงานที่ได้เสนอมา เมื่ออภิปรายเสร็จแล้ว ผมจะให้ที่ประชุมลงมติว่าจะเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการหรือไม่ตามลําดับ โดยเริ่มจากเรื่อง การบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และร่างพระราชบัญญัติ ระเบียบการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. .... ก่อนนะครับ ขอเรียนเชิญท่านประธาน กรรมาธิการแถลงรายงานครับ

นางนินนาท ชลิตานนท์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ และเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ดิฉัน นินนาท ชลิตานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น วันนี้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่นขออนุญาต นําเสนอรายงานผลการศึกษา ๒ เรื่องด้วยกันนะคะ ซึ่งคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการปกครองท้องถิ่นเห็นว่าเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์และเร่งด่วน สมควรที่จะ ได้รับการปฏิรูปนะคะ เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคนที่ทําหน้าที่ในการจัดบริการสาธารณะ ให้แก่พี่น้องประชาชนในท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยเฉพาะเรื่องแรกคือเรื่องการบริหารงาน บุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับข้าราชการและพนักงาน ที่ทํางานในท้องถิ่นทั่วประเทศ มีจํานวนไม่น้อยกว่า ๒๐๐,๐๐๐ คน แล้วเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ ท่าน สปช. ท่านได้ศึกษาไว้ แต่ท่านก็ยังไม่ได้ยกร่างกฎหมายเพื่อจะแก้ไข สปท. ชุดเรา ก็นํามาดําเนินการต่อนะคะ นอกจาก สปช. ท่านจะศึกษาไว้แล้ว รัฐธรรมนูญก็ได้มีบทบัญญัติ ให้ท้องถิ่นนั้นจะต้องมีระบบการบริหารงานบุคคลของตนเอง แต่จะต้องเป็นระบบที่เป็น ระบบคุณธรรม และการดําเนินการก็จะต้องเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล นอกจากนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านก็เร่งรัดให้มีการพัฒนาบุคลากรภาครัฐ ซึ่งการเร่งรัดให้พัฒนาบุคลากรภาครัฐในที่นี้ คงจะต้องหมายถึงบุคลากรของราชการบริหาร ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น จะขาดส่วนใดส่วนหนึ่งคงจะเป็นการพัฒนา บุคลากรภาครัฐที่ไม่สมบูรณ์นะคะ นอกจากนั้นทางข้าราชการส่วนท้องถิ่นเอง พนักงาน ส่วนท้องถิ่นเองก็ร้องขอให้มีการปรับปรุงกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เพราะกฎหมายที่ใช้อยู่ ในปัจจุบันเกี่ยวกับเรื่องการบริหารงานบุคคลนั้น เป็นกฎหมายที่ใช้มาตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๔๒ และเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติไว้เพียงไม่ถึง ๕๐ มาตรา ซึ่งถ้าจะดูแล้วก็นับได้ว่าไม่ครบถ้วน ตามกระบวนการบริหารงานบุคคล เพราะว่าการบริหารงานบุคคลนั้นจําเป็นที่จะต้องดูตั้งแต่ การนําคนเข้าสู่ระบบการทํางาน เมื่อเข้าสู่ระบบแล้วจะต้องมีการพัฒนาอย่างไร จะต้องรักษา วินัยอย่างไร รักษาจรรยาอย่างไร จะมีการแต่งตั้งโยกย้ายหรือโอนกันอย่างไร จนกระทั่งถึงว่า ออกจากราชการไป เพราะฉะนั้นคณะอนุกรรมาธิการกับคณะกรรมาธิการที่ดูแลรับผิดชอบ ในเรื่องนี้ ก็เห็นพ้องต้องกันว่าสมควรที่จะต้องมีการปรับแก้กฎหมายที่ใช้อยู่ และในการ ปรับแก้กฎหมายนั้นเรามองว่าต้องยกร่างกฎหมายทั้งฉบับเลยนะคะ ซึ่งก็ใช้เวลากว่า ๕ เดือนที่จะทํากฎหมายฉบับใหม่นี้ขึ้นมา มีทั้งหมด ๑๐๐ กว่ามาตรา แล้วก็คิดว่าครบถ้วน ตามกระบวนการ ซึ่งถ้าหากสามารถผลักดันให้กฎหมายฉบับนี้ออกได้ ถือว่าเป็นการยกระดับ การบริหารงานบุคคลของท้องถิ่น ให้ขึ้นมาทัดเทียมกับการบริหารงานบุคคลของส่วนกลาง หรือข้าราชการพลเรือนนะคะ ในรายละเอียดนั้นเนื่องจากว่าการบริหารงานบุคคลของท้องถิ่น ทั่วไปนั้นอยู่ในความรับผิดชอบของอนุกรรมาธิการคณะที่ ๒ ซึ่งมีท่านธวัชชัย เทอดเผ่าไทย เป็นประธาน ดิฉันก็ขออนุญาตท่านประธานสภาได้อนุญาตให้ท่านธวัชชัย เทอดเผ่าไทย เป็นผู้นําเสนอในรายละเอียดต่อไป ขอบพระคุณค่ะ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านธวัชชัย เทอดเผ่าไทย ครับ

นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกท่าน ผม นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๗๑ ขออนุญาต เรียนชี้แจงสรุปความเป็นมา กรอบการพิจารณา ปัญหาและสาระสําคัญของร่างพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. .... ดังนี้ครับ

สําหรับในส่วนของบุคลากรด้านท้องถิ่นที่ไม่รวมกรุงเทพมหานครนั้น จริง ๆ แล้วมีถึงประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ คน ก็คือข้าราชการ พนักงาน รวมตลอดถึงลูกจ้าง ซึ่งก็เป็นกลุ่มบุคลากรที่มีจํานวนมาก สําหรับความเป็นมาของการปรับปรุงแก้ไข ก็เนื่องจาก พระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติขึ้นตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ซึ่งมีหลักการที่สําคัญตามมาตรา ๒๘๔ ที่กําหนดว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหลายย่อมมีความเป็นอิสระในการกําหนดนโยบาย การปกครอง การบริหาร การบริหารงานบุคคล การเงินการคลังและมีอํานาจหน้าที่ของตนเองโดยเฉพาะ ต่อมาได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ก็ได้มีการแก้ไข ในเรื่องนี้ โดยระบุในมาตรา ๒๘๓ ว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นย่อมมีอํานาจหน้าที่ โดยทั่วไปในการดูแลและจัดทําบริการสาธารณะ เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น และย่อมมีความเป็นอิสระในการกําหนดนโยบาย การบริหาร การจัดบริการสาธารณะ การบริหารงานบุคคล การเงินและการคลัง และมีอํานาจหน้าที่ของตนเองโดยเฉพาะ โดยต้องคํานึงถึงความสอดคล้องกับการพัฒนาของจังหวัดและประเทศเป็นส่วนรวมด้วย และมาตรา ๒๘๘ ที่กําหนดว่า การแต่งตั้งและการให้ข้าราชการและลูกจ้างขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นพ้นจากตําแหน่งต้องเป็นไปตามความเหมาะสมและความจําเป็นของ แต่ละท้องถิ่น โดยการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีมาตรฐาน สอดคล้องกัน และอาจได้รับการพัฒนาร่วมกัน หรือสับเปลี่ยนบุคลากรระหว่างองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันได้ รวมทั้งต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการข้าราชการ ส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นองค์กรกลางบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นก่อน ทั้งนี้ตามที่กฎหมาย บัญญัติ ในการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีองค์กรพิทักษ์ระบบ คุณธรรมของข้าราชการท้องถิ่นเพื่อสร้างระบบคุ้มครองคุณธรรมและจริยธรรมในการ บริหารงานบุคคล ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ คณะกรรมการข้าราชการส่วนท้องถิ่นจะต้อง ประกอบด้วย ผู้แทนของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนข้าราชการส่วนท้องถิ่นและผู้ทรงคุณวุฒิ มีจํานวนเท่ากัน ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ การโยกย้าย การเลื่อนตําแหน่ง การเลื่อนเงินเดือน และการลงโทษข้าราชการและลูกจ้าง ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการเสนอ ขอแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติฉบับปี ๒๕๔๒ ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ มีการเสนอขอแก้ไขปรับปรุง โดยไปรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้มี การเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวไปจนถึงสภาผู้แทนราษฎร และอยู่ระหว่างการพิจารณา ของสภาผู้แทนราษฎร จนกระทั่งเกิดการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติขึ้น เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จึงตกไป และสภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้นําร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้นพิจารณาใหม่อีกครั้งหนึ่ง แต่การดําเนินการยังไม่แล้วเสร็จ หมดวาระไปก่อน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจึงได้รับมอบหมายภารกิจมาดําเนินการ ต่อไป

กรอบการพิจารณา คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการ ปกครองท้องถิ่น ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้โดยมีหลักเกณฑ์การพิจารณายกร่าง คือ

๑. ศึกษาพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ และรวบรวมข้อเท็จจริงของปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้บังคับแล้วนํามาถอดบทเรียนเพื่อเป็น ข้อมูลประกอบการยกร่างกฎหมาย

๒. ศึกษาร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. .... ที่ผ่านการพิจารณามาตามลําดับจนถึงสภาผู้แทนราษฎร

๓. นําร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... (วันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๙) ที่ระบุในมาตรา ๒๕๑ ว่า การบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติซึ่งต้องใช้ระบบคุณธรรมและต้องคํานึงถึงความเหมาะสม และความจําเป็นของแต่ละท้องถิ่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละรูปแบบ

๔. การจัดให้มีมาตรฐานที่สอดคล้องกันเพื่อให้สามารถพัฒนาร่วมกัน หรือสับเปลี่ยนบุคลากรระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันได้

๕. ศึกษากฎหมายใกล้เคียงเพื่อเปรียบเทียบ ได้แก่ พระราชบัญญัติระเบียบ ข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ และพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานคร และบุคลากรกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๕๔

๖. ศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พระราชบัญญัติองค์การบริหาร ส่วนจังหวัด พ.ศ. ๒๕๔๐ พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ พระราชบัญญัติสภาตําบล และองค์การบริหารส่วนตําบล พ.ศ. ๒๕๓๗ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ เมืองพัทยา พ.ศ. ๒๕๔๒ แล้วก็พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ และพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙

๗. ศึกษากฎหมายนํามาสนับสนุนการยกร่างกฎหมาย ได้แก่ พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ พระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

๘. ศึกษาผลการดําเนินงานของสภาปฏิรูปแห่งชาติ และข้อสังเกต ข้อคิดเห็น รับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมจากผู้เกี่ยวข้องทั้งในวงกว้างด้วยการออกไปรับฟังความคิดเห็น รับหนังสือแจ้งข้อมูลความต้องการจากผู้ที่เกี่ยวข้อง แล้วก็เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาเสนอความคิดเห็น มาตราหรือประเด็นไหนที่ผ่านความเห็นชอบของสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามาแล้ว ก็จะยึดตามเป็นหลัก เว้นแต่มีข้อมูลบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงซึ่งก็มีจํานวนน้อย

ปัญหาที่เกิดขึ้น หลักการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นหลักการที่ปรากฏตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ นับตั้งแต่บังคับใช้กฎหมายดังกล่าวจนถึงปัจจุบัน มีปัญหาที่สําคัญใหญ่ ๆ เกิดขึ้น ๖ ประการ ได้แก่

ประการแรก ปัญหาความไม่เป็นเอกภาพและมาตรฐานที่ต่างกันของ คณะกรรมการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้เนื่องจากคณะกรรมการข้าราชการ และพนักงานส่วนท้องถิ่นมี ๓ ระดับ คือ คณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคล ส่วนท้องถิ่นหรือที่เราเรียกว่า ก.ถ. นั้น สังกัดกระทรวงมหาดไทย คณะกรรมการกลาง ข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่นหรือเราเรียกว่า ก.จ. ก.ถ. และ ก.อบต. สังกัด กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และคณะกรรมการข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือที่เรียกว่า ก.จ.จ. ก.ท.จ. และ ก.อบต. จังหวัด สังกัดสํานักงานส่งเสริมการปกครอง ท้องถิ่นจังหวัด รวมทั้งประเทศแล้วจะมีองค์กรการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นมากถึง ๒๓๓ คณะ ทําให้เกิดความสับสนในอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการแต่ละระดับ มาตรฐานการวินิจฉัยต่างกัน ขาดเอกภาพในการดําเนินงาน ถูกแทรกแซงจากท้องถิ่น สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายด้านค่าตอบแทนคณะกรรมการซึ่งมีจํานวนมาก

ประการที่ ๒ ก็คือปัญหาการสอบแข่งขันและสอบคัดเลือกที่ไม่โปร่งใส เช่น มีการดําเนินงานที่ไม่เป็นไปตามประกาศหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กําหนด รวมถึงส่อไปในทาง ทุจริต เรียกรับผลประโยชน์หรือค่าตอบแทน ใช้ระบบอุปถัมภ์ การสอบที่ไม่ได้มาตรฐาน แม้ว่า ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. ได้กําหนดมาตรการเพื่อป้องกันการทุจริตหลายประการ เช่น บัญชีสอบแข่งขันขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ใช้บรรจุแต่งตั้งได้เฉพาะองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นนั้น การสอบแข่งขันจะต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบแข่งขันโดยให้ สถาบันการศึกษาของรัฐเป็นหน่วยดําเนินการในการผลิตข้อสอบ การตรวจข้อสอบ เป็นต้น แต่มาตรการดังกล่าวก็ไม่ปรากฏผลดีเท่าที่ควรจนเป็นเหตุให้มีการเพิกถอนมติคณะกรรมการ พนักงานส่วนท้องถิ่นที่เห็นชอบการบรรจุแต่งตั้งบุคคลผู้สอบแข่งขันได้ ซึ่งมีผลกระทบ ตามมาในด้านต่าง ๆ เช่น ด้านการสอบแข่งขัน การทุจริตสอบแข่งขันหรือการดําเนินการ สอบแข่งขันที่ไม่ชอบด้วยมาตรฐานและหลักเกณฑ์ ก่อให้เกิดความไม่เสมอภาคในโอกาส ในการบรรจุแต่งตั้ง ซึ่งมีการตรวจสอบพบภายหลังการบรรจุแต่งตั้งแล้ว ก่อให้เกิดผลกระทบ ต่อการเรียกร้องสิทธินําไปสู่การฟ้องร้องจนส่งผลเสียหายต่อภาพพจน์ของระบบบริหารงาน บุคคลส่วนท้องถิ่น ด้านคณะกรรมการกลางข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ปัจจุบัน ผลจากมีมติเพิกถอนมติคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นที่เห็นชอบการบรรจุแต่งตั้ง ที่เป็นไปโดยไม่ชอบ ปรากฏว่ามีผู้ฟ้อง ก.ท. และ ก.อบต. ต่อศาลปกครองเป็นจํานวนกว่า ๑๐๐ คดี ด้านการคุ้มครองพยาน ภายหลังที่คณะกรรมการกลางข้าราชการและพนักงาน ส่วนท้องถิ่นมีมติเพิกถอนมติคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นที่เห็นชอบการบรรจุ แต่งตั้งผู้สอบแข่งขันได้เป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นไปแล้ว ปรากฏว่าผู้ที่ให้ข้อมูลหรือ มีส่วนเกี่ยวข้องในการให้ความช่วยเหลือชี้เบาะแส ไม่ได้รับความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน ผู้แจ้งเบาะแสบางรายถูกข่มขู่จากผู้มีอิทธิพลและถูกทําร้ายร่างกาย ตลอดจนผู้ปฏิบัติหน้าที่ ถูกฟ้องร้องต่อศาลในฐานะหมิ่นประมาท นอกจากนี้มีการใช้ระบบอุปถัมภ์ในการสอบ คัดเลือกเพื่อแต่งตั้งข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่นดํารงตําแหน่งในสายงานที่สูงขึ้น หรือการคัดเลือกเพื่อให้ดํารงตําแหน่งในระดับที่สูงขึ้นในสายงานเดิม มีการใช้ระบบอุปถัมภ์ เพื่อให้พวกพ้องได้ผ่านการสอบ ซึ่งมักปรากฏว่าข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จัดสอบคัดเลือกมักจะเป็นผู้ที่ผ่านการสอบคัดเลือก หรือคัดเลือกเสมอ ตลอดจนมักปรากฏว่าการสอบแต่ละครั้งจะมีผู้สมัครเพียงรายเดียว

ประการที่ ๓ ปัญหาการกําหนดโครงสร้างและอัตรากําลังมากเกินความ จําเป็น ในการกําหนดโครงสร้างส่วนราชการและอัตรากําลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มักจะมีการกําหนดเพื่อเอื้อประโยชน์แก่บุคคล โดยมิได้คํานึงถึงค่างาน คุณภาพงาน ความยุ่งยากซับซ้อนของงาน ซึ่งเรื่องนี้มีข้อร้องเรียนจากผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ตรวจสอบ กรณีปลัดองค์การบริหารส่วนตําบลหลายแห่งมีการปลอมแปลงเอกสารทางราชการ หรือรายงานข้อมูลที่ได้ผลคะแนนผ่านการประเมิน ซึ่งกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้มี การสุ่มตรวจใน ๔ ภาค ปรากฏว่าการประเมินกําหนดระดับตําแหน่งปลัดองค์การบริหาร ส่วนตําบลกรณีพิเศษนั้นมีความคลาดเคลื่อน ไม่เป็นตามเจตนารมณ์ที่กําหนดขึ้นจริง

ประการที่ ๔ ปัญหาการขาดประสิทธิภาพในการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ได้แก่ ปัญหาความยุ่งยากในการโอน ย้าย ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะดําเนินการ ได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมจาก ๓ ฝ่ายคือ พนักงานส่วนท้องถิ่น ผู้มีความประสงค์จะขอ โอน ย้าย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้นสังกัดยินยอมให้ไป องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปลายทางยินดีรับ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาตามมา เช่น มีการต่อรองเพื่อเรียกรับผลประโยชน์ อื่นใด มีการใช้ดุลยพินิจที่ไม่เป็นธรรมในการโอน ให้โอนและรับโอน มีการกลั่นแกล้ง โดยใช้ดุลยพินิจไม่ให้โอน ทําให้ข้าราชการขาดขวัญกําลังใจ มีการใช้ระบบอุปถัมภ์ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคพวกในการโอนเป็นการกีดกันความก้าวหน้าของข้าราชการ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น เป็นต้น

ปัญหาการกําหนดวงเงินค่าใช้จ่ายด้านการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓๕ กําหนดให้การจ่ายเงินเดือน ประโยชน์ตอบ แทนอื่น และเงินค่าจ้างของข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นและลูกจ้าง ที่นํามาจากเงิน รายได้ที่ไม่รวมเงินอุดหนุนและเงินกู้หรือเงินอื่นใดนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่ง จะกําหนดสูงกว่าร้อยละ ๔๐ ของเงินงบประมาณรายจ่ายประจําปีขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นนั้นไม่ได้ ทําให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีรายได้มากสามารถกําหนด อัตรากําลังเกินความจําเป็นได้ แต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีรายได้น้อยไม่สามารถ กําหนดอัตรากําลังได้ตามความจําเป็นที่ต้องมี ทําให้เกิดปัญหาคนล้นงานในหลายองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีรายได้มาก และปัญหางานล้นคนในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีรายได้น้อย

ปัญหาการขาดดุลยภาพในการบังคับบัญชา อํานาจการบริหารงานบุคคล ตามมาตรา ๑๕ ของพระราชบัญญัติ พ.ศ. ๒๕๔๒ กําหนดให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด มีอํานาจในการออกคําสั่งเกี่ยวกับการบรรจุและแต่งตั้ง การย้าย การโอน การรับโอน การเลื่อน ระดับ การเลื่อนขั้นเงินเดือน การสอบสวน การลงโทษทางวินัย การให้ออกจากราชการ การอุทธรณ์ และร้องทุกข์ หรือการอื่นใดที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล นายกองค์การ บริหารส่วนจังหวัดจึงมีอํานาจในการบริหารงานบุคคลเบ็ดเสร็จทั้งกระบวนการ ซึ่งมักพบ ปัญหาว่านายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดบางแห่งใช้อํานาจโดยมิชอบ เช่น การกลั่นแกล้ง หรือการใช้ระบบอุปถัมภ์ เป็นต้น

ประการที่ ๕ ปัญหาเกี่ยวกับกระบวนการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นที่สําคัญ มิได้บัญญัติไว้ในกฎหมาย เช่น การดําเนินงานทางวินัยพบว่า ไม่ได้กําหนดเป็นบทบัญญัติไว้ ในพระราชบัญญัติ พ.ศ. ๒๕๔๒ การอุทธรณ์ การลงโทษที่กําหนดไว้ในหลักเกณฑ์และ เงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง กําหนดให้มีการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการข้าราชการและพนักงาน ส่วนท้องถิ่น ก.จ.จ. ก.ท.จ. และ ก.อบต. จังหวัด ได้เพียงชั้นเดียว เมื่อเกิดกรณีมีความเห็น ขัดแย้งระหว่างผู้ใช้อํานาจและผู้ตรวจสอบ จึงทําให้ขาดการตรวจสอบหรือการวินิจฉัยให้เป็น ข้อยุติและเป็นธรรมจากองค์กรที่เหนือกว่า มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ส่วนท้องถิ่นในปัจจุบันส่วนใหญ่ ได้กําหนดไว้ในรูปแบบประกาศ กฎ ระเบียบ อันได้แก่ การกําหนดตําแหน่ง การได้รับเงินเดือน เงินประจําตําแหน่ง การสรรหา การบรรจุ แต่งตั้ง สิทธิ สวัสดิการ ผลประโยชน์ตอบแทนอื่น ซึ่งในพระราชบัญญัติ พ.ศ. ๒๕๔๒ มิได้บัญญัติ รายละเอียดไว้ เพียงแต่บัญญัติให้เป็นอํานาจของคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงาน บุคคลส่วนท้องถิ่น หรือ ก.ถ. คณะกรรมการกลางข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. หรือคณะกรรมการข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ก.จ.จ. ก.ท.จ. และ ก.อบต. จังหวัด แล้วแต่กรณี เป็นผู้ออกประกาศกฎหรือระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากสํานักงาน ก.พ. และกรุงเทพมหานคร ที่ได้มีการปรับปรุงกฎหมาย ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล โดยมีการบัญญัติเรื่องดังกล่าวข้างต้นไว้ในกฎหมาย

ประการที่ ๖ ปัญหาวิธีการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในระดับคณะกรรมการ ข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ก.จ.จ. ก.ท.จ. และ ก.อบต. จังหวัด พระราชบัญญัติ พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้ คณะกรรมการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นประกอบด้วยบุคคลจาก ๓ ฝ่าย ได้แก่ ผู้แทนส่วนราชการ ผู้แทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วก็ผู้ทรงคุณวุฒิ โดยผู้ทรงคุณวุฒิเป็นผู้แทนที่ให้ข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้การดําเนินงานด้านการ บริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นไปอย่างโปร่งใส สอดคล้องกับระบบ คุณธรรม แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดพบว่าคณะกรรมการในระดับจังหวัดไม่มีความ เข้มแข็ง บางแห่งมีพฤติการณ์ส่อไปในทางแสวงหาผลประโยชน์ ทั้งนี้สาเหตุหนึ่งมาจากการ กําหนดวิธีการคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิในระดับกรรมการระดับจังหวัด ในคณะกรรมการระดับ จังหวัดนั้นมีช่องว่าง ทําให้เกิดการเล่นพรรคเล่นพวกในการคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิ ในการ พิจารณาจัดทําร่างพระราชบัญญัตินั้นทางคณะกรรมาธิการได้ดําเนินการจัดทําโดยยึดหลัก ตามร่างกฎหมายทั่วไป เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เป็นต้น ซึ่งมีทั้งหมด ๕ ภาค และบทเฉพาะกาลซึ่งมีรายละเอียดปรากฏตามข้อมูลที่ได้นําเสนอ บนจอภาพแล้วก็เอกสารที่ได้แจกจ่ายให้ทุกท่านแล้ว

จากปัญหาที่ผมได้เรียนให้ทางทุกท่านได้กรุณาทราบนั้น ก็นํามาสู่สรุป สาระสําคัญประเด็นที่เราได้นํามาปรับปรุง ซึ่งกรอบหลักเกณฑ์การพิจารณายกร่าง เห็นควร ดําเนินการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย โดยยกเลิกพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคล ส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ แล้วให้ใช้ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. .... แทน ทั้งนี้เนื่องจากมีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติดังกล่าวทุกมาตรา จากเดิมที่มีอยู่ทั้งหมด ๔๓ มาตรา แก้ไขเพิ่มเติมเป็น ๑๕๖ มาตรา ประเด็นการปฏิรูป ด้านการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น มีทั้งหมด ๗ ประเด็นด้วยกัน จากปัญหาที่ผมเรียน ให้ท่านว่ามี ๖ ประการ

ในประเด็นแรก กําหนดโครงสร้างคณะกรรมการให้มีเอกภาพและมาตรฐาน เดียวกัน ก็คือเราจะดูว่าปัญหาเกิดที่ไหน แก้ตรงปัญหานั้น จะได้แก้ปัญหาได้ตรงจุด สําหรับ โครงสร้างคณะกรรมการนั้นก็เพื่อให้การบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นมีมาตรฐานที่สอดคล้องกัน มีความเป็นเอกภาพเพื่อให้สามารถพัฒนาร่วมกัน จึงเป็นการสมควรที่จะต้องมีการยุบ คณะกรรมการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นหลายคณะ ซึ่งกําหนดตามพระราชบัญญัติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่มี ๒๓๓ คณะ ให้เหลือเพียงคณะเดียว เรียกว่าคณะกรรมการข้าราชการ ส่วนท้องถิ่นหรือ ก.ถ. ทําหน้าที่กําหนดทิศทางนโยบายยุทธศาสตร์ หลักเกณฑ์ วิธีการ มาตรฐาน ในการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น และเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หลายท่านอาจจะถามว่า แล้วทําไมจากหลายคณะให้เหลือคณะเดียวนี่จะเป็นการผูกขาดหรือเปล่า ไม่ใช่นะครับ เพราะหลาย ๆ หน่วยนี่องค์กรบริหารงานบุคคลเขาจะมีองค์กรเดียว ถ้ามีหลายองค์กรมันจะ ปวดหัวเลยนะครับ แต่ละองค์กรพิจารณาไปคนละทิศคนละทางก็จะไปไม่ถูกกัน เราก็ ปรับปรุงให้เป็นมาตรฐานสากลก็คือให้มีองค์กรเดียว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ได้ไปรับฟังความคิดเห็น จากท้องถิ่นทุกแห่งมาแล้วนะครับ ทั้งข้าราชการฝ่ายการเมืองแล้วก็พี่น้องประชาชน ไปรับฟังมาหมดแล้วนะครับ

ให้ ก.ถ. มีองค์ประกอบเป็นไตรภาคีใน ๓ สัดส่วน ประกอบด้วย ผู้แทนจาก ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีทั้งฝ่ายบริหารท้องถิ่น แล้วก็ผู้แทนข้าราชการส่วนท้องถิ่น แล้วก็มีผู้ทรงคุณวุฒินะครับ โดยให้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน ทั้งนี้ ให้มีสํานักงาน ก.ถ. โดยกรมส่งเสริมการปกครอง ท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่สํานักงาน ก.ถ. และไม่มีการตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมา ก็ใช้องค์กรเดิมที่ปฏิบัติอยู่เพราะทําตามหน้าที่เดิม เสริมสร้างการกระจายอํานาจ การบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น โดยให้มีคณะกรรมการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ในระดับจังหวัด เรียกว่า คณะอนุกรรมการข้าราชการส่วนท้องถิ่นจังหวัด (อ.ก.ถ. จังหวัด) เพื่อให้นโยบายยุทธศาสตร์ หลักเกณฑ์ วิธีการ และมาตรฐานในการบริหารงานบุคคล ส่วนท้องถิ่นเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับที่ ก.ถ. กําหนด ทั้งนี้ ให้ อ.ก.ถ. จังหวัดมีอํานาจ หน้าที่ตามที่ ก.ถ. มอบหมาย และเป็นหน่วยงานหลักในการกลั่นกรอง กํากับดูแลการให้ ความเห็นชอบเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลภายในจังหวัด ตลอดจนให้คําแนะนํากับ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายในจังหวัด

สําหรับองค์ประกอบของ อ.ก.ถ. จังหวัดก็มีลักษณะเป็นไตรภาคีใน ๓ สัดส่วน เช่นเดียวกับของ ก.ถ. โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ทั้งนี้ มีสํานักงาน อ.ก.ถ. จังหวัด โดยสํานักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดปฏิบัติหน้าที่สํานักงาน อ.ก.ถ. จังหวัด อย่างไรก็ดีแม้ว่าจะได้มีการกําหนดให้มี ก.ถ. ในระดับส่วนกลางและ อ.ก.ถ. จังหวัด ในระดับจังหวัดก็ตาม แต่สําหรับหน่วยปฏิบัติในการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นก็ยังคงเป็น อํานาจของผู้บริหารท้องถิ่น โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นมีอิสระในการบริหารงาน บุคคลส่วนท้องถิ่นตามความเหมาะสม จําเป็น ตามหลักการกระจายอํานาจให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นเช่นเดิม

สําหรับประเด็นที่ ๒ ก็คือเรานําระบบคุณธรรมมาใช้ในการบริหารงานบุคคล ส่วนท้องถิ่น การจัดระเบียบการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นจะต้องเป็นไปเพื่อผลสัมฤทธิ์ ต่อภารกิจของท้องถิ่นและของรัฐ ความมีประสิทธิภาพและความคุ้มค่า และต้องส่งเสริม สนับสนุน กํากับดูแลให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นปฏิบัติราชการอย่างมีคุณภาพ คุณธรรม และมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยคํานึงถึงระบบคุณธรรม ดังนี้

การสรรหาบุคคลเพื่อบรรจุเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่นและแต่งตั้งให้ดํารง ตําแหน่ง ต้องคํานึงถึงความรู้ความสามารถของบุคคล ความเสมอภาค ความเป็นธรรม และ ประโยชน์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและของรัฐโดยไม่เลือกปฏิบัติ การปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรมเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกําเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ สภาพทางกาย หรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อถือ ทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันในเรื่องนั้น ๆ จะกระทําไม่ได้

การพัฒนาข้าราชการส่วนท้องถิ่น ต้องคํานึงถึงความคุ้มค่าให้เกิดความรู้ ความสามารถ ทักษะ และทัศนคติที่ดีในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การพิจารณา ความดีความชอบ การเลื่อนตําแหน่ง การให้ประโยชน์อื่นแก่ข้าราชการท้องถิ่นต้องเป็นไป อย่างเป็นธรรม โดยพิจารณาจากผลงาน ศักยภาพ ความประพฤติ พฤติกรรมทางจริยธรรม โดยนําความคิดทางการเมืองหรือพรรคการเมืองมาประกอบการพิจารณามิได้ การดําเนินงานทางวินัยต้องเป็นไปด้วยความยุติธรรมและปราศจากอคติ การมอบหมาย ภาระงานให้เหมาะกับลักษณะหน้าที่ความรับผิดชอบของประเภทตําแหน่ง และระดับ ตําแหน่งของข้าราชการท้องถิ่น โดยต้องมีการติดตามประเมินผลการปฏิบัติงาน เพื่อให้มี คุณภาพ เกิดความคุ้มค่า มีผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของท้องถิ่นและของรัฐ การบริหาร งานบุคคลต้องมีความเป็นกลางทางการเมือง

นอกจากนี้นะครับ การสรรหาด้วยวิธีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุคนเป็น ข้าราชการท้องถิ่น การสอบคัดเลือกและคัดเลือกตําแหน่งประเภทอํานวยการท้องถิ่น และประเภทบริหารท้องถิ่น ให้ดําเนินการโดย ก.ถ. เพื่อให้มีมาตรฐานการสรรหาข้าราชการ ส่วนท้องถิ่นเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ อีกทั้งเป็นการแก้ไขปัญหาการทุจริต การเรียก รับผลประโยชน์ และการใช้ระบบอุปถัมภ์

ประเด็นที่ ๓ ให้มีการพิทักษ์ระบบคุณธรรมท้องถิ่น กําหนดให้มีคณะกรรมการ พิทักษ์ระบบคุณธรรมท้องถิ่น หรือเราเรียกว่า ก.พ.ถ. นะครับ ซึ่งเป็นองค์กรลักษณะกึ่งตุลาการ ทําหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ร้องทุกข์ คุ้มครองระบบคุณธรรม ตลอดจนสอดส่อง ออกกฎ ประกาศ ระเบียบ หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขของ ก.ถ. เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ให้สอดคล้องกับหลักการและระบบคุณธรรม โดยทําหน้าที่ให้ความคุ้มครองระบบคุณธรรม ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นอื่น ที่มีกฎหมายจัดตั้ง ก.พ.ถ. นั้นมีองค์คณะจํานวน ๗ คน คณะกรรมการคัดเลือก มีประธานศาลปกครองสูงสุดเป็นประธาน รองประธานศาลฎีกาที่ได้รับมอบหมายจาก ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน ก.ถ. ๑ คน และมีเลขานุการ ก.พ.ถ. เป็นกรรมการ และเลขานุการ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ ทั้งนี้วาระการดํารงตําแหน่ง ๖ ปี และดํารงตําแหน่งได้เพียงวาระเดียว ให้กรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่น ทําหน้าที่เป็นสํานักงาน ก.พ.ถ. รับผิดชอบงานธุรการ ติดตาม ประเมินผล ก.พ.ถ. โดยมีอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นเลขานุการ ก.พ.ถ

ประเด็นที่ ๔ ก็คือการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น โดยกําหนดมาตรฐานในการกําหนดโครงสร้างและอัตรากําลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในแต่ละประเภท ควบคุมวงเงินค่าใช้จ่ายในการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น โดยองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่งจะกําหนดค่าใช้จ่ายในการบริหารงานบุคคลสูงกว่า ร้อยละ ๔๐ ของงบประมาณรายจ่ายที่ไม่รวมเงินอุดหนุนและเงินกู้หรือเงินอื่นใดที่จ่ายเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง และประโยชน์ตอบแทนอื่นไม่ได้ เสริมสร้างประสิทธิภาพของข้าราชการส่วนท้องถิ่น ตําแหน่งปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยการกําหนดวาระการดํารงตําแหน่ง หากปฏิบัติ หน้าที่เดียวติดต่อกันเป็นเวลาครบ ๔ ปี ให้มีการสับเปลี่ยนหน้าที่ ย้ายหรือโอนไปปฏิบัติ หน้าที่อื่น เว้นแต่กรณีที่มีเหตุผลความจําเป็น และเพื่อประโยชน์ของทางราชการที่จะให้ผู้นั้น อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในตําแหน่งเดิมต่อไปได้ กําหนดให้มีการสับเปลี่ยนบุคลากรระหว่างองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันได้ กรณีที่มีเหตุผลความจําเป็นเพื่อประโยชน์ขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นและทางราชการ หรือในกรณีเกิดความขัดแย้งระหว่างข้าราชการส่วนท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น และประชาชนในเขตพื้นที่ ให้ ก.ถ. มีอํานาจแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยการ โอน ย้าย สับเปลี่ยนข้าราชการส่วนท้องถิ่นระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันได้

ประเด็นที่ ๕ ให้มีการสร้างดุลยภาพการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น กําหนดความสัมพันธ์ในการใช้อํานาจการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นระหว่างผู้บริหาร ท้องถิ่นกับปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยกําหนดให้ผู้บริหารท้องถิ่นมีอํานาจสําหรับ ข้าราชการส่วนท้องถิ่น ตําแหน่งประเภทบริหารท้องถิ่น ก็คือตําแหน่งปลัดองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น และรองปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สําหรับอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ผู้บริหาร ท้องถิ่นมีอํานาจสําหรับข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่ดํารงตําแหน่งประเภทอํานวยการท้องถิ่น หรือเชี่ยวชาญทางวิชาการขึ้นไป ตามที่ปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเสนอ ก็คือทางปลัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นคนเสนอรายชื่อไปนะครับ แล้วก็ผู้บริหารจะเป็นคนเซ็น แต่งตั้ง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็คงจะต้องหารือกันทั้ง ๒ ท่าน ผู้บริหารท้องถิ่นมีอํานาจสําหรับ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ดํารงตําแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา หรือตําแหน่ง ที่มีวิทยฐานะเชี่ยวชาญขึ้นไปตามที่ปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเสนอ ปลัดองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้มีอํานาจสําหรับข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่ดํารงตําแหน่งอื่น นอกจากที่ผมกล่าวมาแล้วข้างต้นนะครับ

ประเด็นที่ ๖ การกําหนดสิทธิประโยชน์และหลักการสําคัญของการบริหารงาน บุคคลส่วนท้องถิ่นไว้ในกฎหมาย โดยบัญญัติมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ส่วนท้องถิ่น ซึ่งเดิมกําหนดไว้ในประกาศ กฎ ระเบียบ ได้แก่ การกําหนดตําแหน่ง การได้รับ เงินเดือน เงินประจําตําแหน่ง การสรรหา การบรรจุแต่งตั้ง สิทธิ สวัสดิการ และผลประโยชน์ ตอบแทนอื่น วินัย และการรักษาวินัย การดําเนินงานทางวินัย การดําเนินงานทางวินัยที่มี การกระทําผิดร่วมกัน การออกจากราชการ การอุทธรณ์ร้องทุกข์ การพิทักษ์ระบบคุณธรรม การเพิ่มพูนประสิทธิภาพข้าราชการส่วนท้องถิ่น โดยกําหนดไว้ในพระราชบัญญัติ ซึ่งเป็น การดําเนินการที่มีลักษณะเช่นเดียวกันกับ ก.พ. และกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้มีการปรับปรุง ระเบียบว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของข้าราชการพลเรือนและข้าราชการกรุงเทพมหานคร ไปแล้ว

ประเด็นที่ ๗ คือการปรับปรุงคุณสมบัติและวิธีการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น กําหนดแนวทางการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิ ใน ก.ถ. และ อ.ก.ถ. จังหวัด โดยกําหนดคุณสมบัติและลักษณะ โดยจะต้องมีความรู้ มีความ เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในด้านใดด้านหนึ่งใน ๖ ด้าน ได้แก่ ด้านการบริหารงานท้องถิ่น ด้านการศึกษา ด้านการบริหารงานบุคคล ด้านการบริหารและการจัดการ ด้านกฎหมาย และด้านการบริหารราชการแผ่นดิน และกําหนดวิธีการสรรหา คือ การสรรหา ผู้ทรงคุณวุฒิใน ก.ถ. ให้มีการประกาศรับสมัครคัดเลือก โดยต้องมีจํานวนผู้สมัครรวมแล้ว ไม่น้อยกว่า ๒ เท่าของจํานวนที่กําหนดหรือจํานวนที่ว่าง เพื่อให้ ก.ถ. จัดให้มีการคัดให้เหลือ จํานวน ๒ เท่า แล้วเสนอรายชื่อให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยคัดเลือกให้เหลือจํานวน ที่กําหนดหรือจํานวนที่ว่าง แล้วเสนอคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง ก็คือเสนอคณะรัฐมนตรีแล้วก็ ท่านนายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง การสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิใน อ.ก.ถ. จังหวัด ให้มีการประกาศรับสมัคร คัดเลือก โดยต้องมีจํานวนผู้สมัครรวมแล้วไม่น้อยกว่า ๒ เท่าของจํานวนที่กําหนดหรือจํานวน ที่ว่าง เพื่อให้ อ.ก.ถ. จังหวัด คัดเลือกให้เหลือ ๒ เท่า แล้วเสนอรายชื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัด คัดเลือกหรือแต่งตั้งให้เหลือจํานวนที่กําหนดหรือจํานวนที่ว่าง ทั้งนี้เพื่อให้ได้กรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเป็นกลาง ปราศจากการแทรกแซงทางการเมืองในระดับต่าง ๆ และให้ ได้บุคคลที่มีองค์ความรู้ในการขับเคลื่อนการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ผู้ทรงคุณวุฒิ ถือเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาด้วย ก็คือหมายความว่า ถ้ากระทําผิดก็มีความผิด มีความผิดตามกฎหมายด้วย ถือว่าเป็นเจ้าพนักงานนะครับ

กล่าวโดยสรุปแล้ว ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ฉบับนี้ได้ยกร่างขึ้นโดยอาศัยหลักการสําคัญที่ปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... (วันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๙) สภาพปัญหาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่เกิดจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ร่างพระราชบัญญัติที่ได้มีการเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร ประเด็นการปฏิรูปที่ควรนํามา บัญญัติไว้ในกฎหมายเพื่อให้มีความเป็นสากล และเป็นการสานต่องานของสภาปฏิรูป แห่งชาติที่ได้ดําเนินการไว้แล้ว คณะอนุกรรมาธิการการบริหารงานบุคคล การกํากับดูแล ตรวจสอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชนสําหรับท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป ยินดีที่จะรับฟัง ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หากข้อคิดเห็น ใดจะทําให้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นั้นมีความสมบูรณ์ครบถ้วนยิ่งขึ้น และเป็นประโยชน์ ต่อการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้น คณะอนุกรรมาธิการก็พร้อม ที่จะรับไปพิจารณาดําเนินการต่อไป ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เมื่อทางคณะกรรมาธิการ โดยท่านประธานอนุกรรมาธิการได้นําเสนอรายงาน แผนปฏิรูปการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต่อไปก็ขอเชิญสมาชิก ได้อภิปรายแสดงความคิดเห็น โดยใช้เวลาท่านละไม่เกิน ๑๐ นาทีนะครับ ขณะนี้มีผู้แสดง ความจํานงเพียง ๑ ท่านและขอเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสํานักงาน ประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน ขอเชิญครับ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิก ที่รักทุกท่าน ผมอ่านรายงานของท่านนี้นะครับ ปึกหนา ๆ แล้ว ก็มีความรู้สึกว่าต้องขอบคุณ ท่านอย่างยิ่งเลย ทําได้ละเอียดลออมาก และต้องใช้ความอุตสาหะ แต่อย่างไรก็ตาม ผมมีข้อคิดความเห็นเพิ่มเติม แล้วผมจะนําเสนอด้วยเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) แล้วผม ก็ไปทําการบ้านมา ผมกลับมาจากภาคใต้ไปดูเทศบาล ไปดู อบต. ในภาคใต้มา กลับมาเมื่อคืนนี้ นะครับ แล้วก็จะมีรูปให้ท่านดู เริ่มต้นผมอยากจะกราบเรียนว่าโดยภาพรวม แล้วผมเห็นด้วย กับท่านหมด แต่ผมว่ามีแต่นะครับ ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขออนุญาตนะครับ คือการนําเสนอเพาเวอร์พอยต์ (Power Point) ต้องขออนุญาต จากท่านประธาน เพราะฉะนั้นก็เมื่อขออนุญาตแล้วก็อนุญาตนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ 🔗

ขออนุญาตเรียบร้อยแล้วครับ ผมกราบเรียนเริ่มต้น ก็คือว่าคําว่า วัฏสงสาร เป็นหลักของพระพุทธศาสนาเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป หรือเกิด แก่ เจ็บ ตาย รวมทั้งท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่ในนี้ แต่อย่างไรก็ตามนั่นเป็นเรื่องของสรรพสัตว์ทั้งหลาย สรรพสิ่งทั้งพืชและสัตว์ แล้วก็ทุกอย่างนะครับ แต่อย่างไรก็ตามกฎหมายที่เกิดขึ้นในโลกนี้ มันใช้อันนี้ไม่ได้ มันต้องใช้ว่าเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วต้องพัฒนาต่อไป เช่นที่ท่านนําเสนอ คือการพัฒนาต่อไปให้มันมีศักยภาพให้มันดียิ่งขึ้น แล้วเมื่อวันเสาร์ที่ ๗ ตอนเช้าผมทํางาน ที่บ้านแล้วก็ฟังสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยไปด้วย สถานีวิทยุกระจายเสียง แห่งประเทศไทยก็มีเปิดเสียงของพระพรหมบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร และเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย แล้วผมก็ประทับใจท่านเป็น ดอกเตอร์นะครับ เป็นพระที่เรียกว่าเปี่ยมไปด้วยเขาเรียกอะไร ความรู้ น่าเคารพยกย่อง ผมก็ขับรถไปที่วิทยุแห่งประเทศไทยแล้วไปขอก๊อปปี้ (Copy) เสียงมา ท่านลองฟังก่อน นะครับ ฟังแล้วทําสติให้มั่นแล้วท่านจะเห็นว่าเสียงท่านแล้วเรื่องของท่านมันเหมาะกับ ที่เราจะทําอะไรไหม เรียนเชิญครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิป (Clip) เสียง)

“คนที่มีขันติ มีโสรัจจะ มีความอดทน มีความสงบเสงี่ยมจึงสามารถสร้าง สันติภาพขึ้นในบ้านเมือง ดังที่ พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้คนไทยมีคุณธรรม คิด พูด ทําด้วยเมตตา หวังดีต่อกัน อย่ากระทบกระทั่ง อย่าทําร้ายกัน ก็จะทําให้เกิดรักสามัคคี ทรงแนะให้ประชาชนคนไทยมีการเกื้อกูล แบ่งปันผลประโยชน์ ซึ่งกันและกัน อย่าคิดแต่จะกอบโกยเข้าตัวเองเข้าพวกเดียวกัน ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับเหมือน ๆ กัน ทําได้ดังนี้แล้วก็จะเกิดความสามัคคีขึ้นในบ้านเมืองนี้ ด้วยความสมานฉันท์เป็นแน่นอน ดังนั้นขันติ ความอดทน โสรัจจะความสงบเสงี่ยมด้วยการ เอื้อเฟื้อต่อกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ จึงทําให้เกิดความงดงามความสําเร็จและความสงบ ในบ้านเมือง”

ท่านฟังแล้วคงจะเหมือนผม ก็ขนลุกแล้วรู้สึกว่า ชาติบ้านเมืองเราจะอยู่อย่างไร สั้น กระชับ ภาพต่อไปผมกราบเรียนว่าผมน้อมนํา พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ มา หลังจากที่ฟังพระแล้ว ผมก็มีความรู้สึกมาตลอดว่าถ้าไม่ได้ล้นเกล้าฯ รัชกาลพระองค์นี้แล้ว ผมคิดว่าเราไม่มีโอกาสที่จะมานั่งคุยกันตรงนี้แล้วครับ รวมทั้งเทศบาล สุขาภิบาล ร้อยแปด จิปาถะนะครับ พระบรมราชโองการสมัยพระองค์ท่านนะครับ เมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๔๓๕ โปรดเกล้าให้ตั้งกระทรวงมหาดไทย ปี ๒๔๓๕ นะครับ แล้วท่านยังโปรดเกล้าฯ ต่อไปให้ สมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพองค์ปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย นี่คือเป็นที่มาของ การบําบัดทุกข์และบํารุงสุข ข้างบนนั้นมาจากกระทรวงมหาดไทย รวมทั้งผมก็กระพี้ของ มหาดไทย แล้วก็เป็นต้นกําเนิดของการบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ถ้าผมกล่าวแล้วเป็นเท็จ ไม่จริง ท่านก็แย้งได้โดยเฉพาะท่านกรรมาธิการทั้งหลายนะครับ เมื่อกาลเวลาผ่านไปโลกก็เปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงจากระบบน้อมนํา น้อมนํา ก็คือระบบของกษัตริย์แล้ว แล้วก็มาถึงระบอบประชาธิปไตยเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ พอ พ.ศ. ๒๔๗๕ ผมกราบเรียนว่าประธานสภาผู้แทนราษฎรท่านแรกคือเจ้าพระยาธรรมศักดิ์ มนตรี ท่านเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่วันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๔๗๕ ถึงวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๗๗ ผิดถูกผมถ่ายภาพมาจากทางหน้าสภานี้ ถามว่าผมนํารูปนี้มาทําอะไร ครับ สภาแห่งนี้ได้ตราพระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พุทธศักราช ๒๔๗๖ ขึ้น เมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๔๗๖ นี่คือที่มาที่ท่านได้พูดกัน แต่วัน เวลาเปลี่ยนไปนี่นะครับ กฎหมาย ที่ท่านบอกว่าจากมี ๔๓ มาตรา เป็น ๑๐๐ กว่ามาตราเป็นเรื่องธรรมดาของโลก ที่ผมบอก แล้วว่าวัฏสงสาร เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แต่กฎหมายมันต้องเกิดขึ้น ตั้งอยู่และพัฒนาต่อไป ผมเห็นด้วยกับท่านทุกอย่างแต่ไม่ได้เห็นด้วยหมด ทีนี้ผมก็ไปทําการบ้านมาอีกว่าในอดีตนี่ อันนี้ตัวจริงเลยนะครับ ถ่ายมาจากตัวจริงมาจากราชกิจจานุเบกษา โบราณเก่านี่มีหลัก สุขาภิบาล ก็เปลี่ยนจากสุขาภิบาล เช่น สุขาภิบาลเชียงใหม่ พิษณุโลก หัวเมืองใหญ่ ๆ นี้ เป็นสุขาภิบาลหมด เมื่อในอดีตก่อนปี ๒๔๗๕ เมื่อยกฐานะขึ้นมาก็จะเป็นเทศบาลเมืองก่อน เช่น เทศบาลนครอุบลราชธานี ตั้งเมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม และผมมีรายละเอียดมากกว่านี้ แต่ไม่มีเวลามากพอ เดี๋ยวท่านประธาน ท่านกดออดอีกนะครับ จังหวัดสงขลานี่ตั้งเมื่อ ปี ๒๔๗๘ หน้าตาเป็นอย่างนี้นะครับไม่เหมือนกัน พอมาถึงของกรุงเทพมหานคร เดิมไม่ใช่ กรุงเทพฯอย่างนี้ เป็นเทศบาลนครกรุงเทพมหานคร พระราชบัญญัติจัดตั้งเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๔๗๙ แต่เปิดดําเนินการจริง ๆ วันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๔๘๐ ผิดถูก ท่านประธานกรรมาธิการท่านอยู่ที่นี่มาตลอดชีวิต ต่อไปเป็นเทศบาลเมืองน่าน ถามทําไม ผมไปถึงจังหวัดน่านเลย เพราะในวันเดียวกันที่ผมฟังสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เขาพูดถึงเรื่องชุมชนบ้านน้ําล้อม ผมก็ไปเปิดค้นหาเลยในเวลาเดียวกันที่ผมฟังพระพรหม บัณฑิตนะครับ ที่เทศบาลเมืองน่าน ตั้งเมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๗ และเดี๋ยวผมจะมี รายละเอียดมากกว่านี้นะครับ ต่อไปเราก็มีแบบทันสมัยมากเลยอย่างเมืองพัทยา รูปแบบ สมัยใหม่นี้ตั้งเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๒๑ ต่อไปครับ อันนี้สํานักงานเทศบาลตําบล หัวไทร ผมไปถ่ายมาด้วยมือเองเมื่อ ๒-๓ วันนี้นะครับ ที่ผ่านมา ๒ วันนี้ หน้าตาเป็นอย่างนี้ แต่เขาไม่ให้เข้าดูเพราะเนื่องจากมันวันหยุดราชการ ตั้งเมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๔๒ ต่อไปรูปสุดท้าย องค์การบริหารส่วนตําบลชุมพล ท่านอาจจะแปลกใจน่าจะอยู่อีสาน ไม่ใช่ ครับ อยู่ตรงข้ามวัดพะโคะที่จังหวัดสงขลา ตั้งเมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ ที่ผมเอารูป ต่าง ๆ มาให้ท่านชมนี่นะครับ นี่เป็นออร์เดิร์ฟ (Hors d'oeuvres) ผมอยากกราบเรียนว่า การบริหารงานบุคคลที่ท่านเสนอมา โดยหลัก ๆ แล้วถ้าเอาทั้งประเทศไทยและต่างประเทศ มันมีเรื่อง ๒ เรื่องใหญ่ ๆ อยู่ในนี้ เพราะการบริหารงานบุคคลทั้งหลายถ้าหนีจากตรงนี้ไป ผมว่ามันไม่ใช่ คือเรื่องที่ ๑ หลักของมันก็คือว่าการบริหารงานบุคคลในเรื่องของการสรรหา บรรจุ แต่งตั้ง ลงโทษ หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า เอชอาร์เอ็ม (HRM) ฮิวแมน รีซอร์ซ แมเนจเมนต์ (Human Resource Management) หาคนให้ตรงกับงาน

เรื่องที่ ๒ ที่ต้องดูแลคือเรื่องการพัฒนาบุคคล เขาจะจบปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอกมาก็ตามต้องพัฒนา ไม่ใช่หมายถึงว่าเข้ามาแล้วจะทํางานได้ทุกคน ไม่น่าเชื่อว่า จะเป็นอย่างนั้น ต้องมีการพัฒนา ภาษาอังกฤษเรียกว่า เอชอาร์ดี (HRD) หรือเรียกว่า ฮิวแมน รีซอร์ซ ดีเวลลอปเมนต์ (Human Resource Development) ทั้ง ๒ เรื่องนี้เป็นหัวใจของ การพัฒนาองค์กร

ทีนี้ผมถามว่าผมเอารูปขึ้นมาทําไม อันนั้นรูปเป็นเรื่องของโครง แต่ในโครงนั้น มันมีกิจกรรมเยอะแยะมากเลยถูกไหมครับท่านประธาน มันเป็นเรื่องดีนะครับ ขออนุญาต เพิ่มอีกนิดนะครับ ที่ผมถ่ายรูปมาก็คือเป็นโครง เหมือนเรา ร่างกายเรา มันต้องมีอวัยวะรวมทั้งจิตวิญญาณ จิตวิญญาณคืออะไร เจ้าหน้าที่ทุกคนนี้ต้องทํางานบริการประชาชน หรือฝรั่งมังค่าเรียกว่า บริการสาธารณะ ด้วยจิตวิญญาณ บริการทุกระดับประทับใจ ใช่ไหมครับ ผมว่าเป็นเรื่อง ต้องใช่นะครับ เมื่อใช่เช่นนี้ก็ต้องถามว่าในระบอบประชาธิปไตย ถ้าไม่มีเลือกตั้ง ไม่ใช่ ประชาธิปไตย อ๋อ นี่เราเดินตามก้นฝรั่งเลย แต่ท่านเชื่อหรือเปล่าละว่า ที่ไหนมีเลือกตั้ง มีพวกฉัน ก็มีพวกเธอ มีพวกเธอ ก็มีพวกฉัน แม้แต่ในวงการของมหาวิทยาลัย ท่านไปดูใน มหาวิทยาลัยบางแห่ง รับรองได้เลยว่าน่าดูมาก ผมไม่เอ่ยชื่อ เพราะผมก็มีส่วนจบจากที่นั่น ผมกราบเรียนว่าถ้าเป็นเช่นนี้ ท่านกําลังตัดเสื้อโหลนะ ทั้งหมดนี่ท่านกําลังตัดเสื้อโหล คือท่านใช้ยาหม้อใหญ่ แล้วท่านก็พยายามตัดต่ออะไรร้อยแปดจิปาถะ ผมเห็นด้วยกับท่าน ทุกอย่างเลย แต่อย่างไรก็ตาม อบต. ที่เล็กมากมีงบประมาณ ๑๐ กว่าล้านบาทเท่านั้นนะครับ แต่ต้องทําหน้าที่ทุกอย่างตามกฎหมาย กับ อบต. ใหญ่ ๆ มีงบประมาณเป็นร้อย ๆ ล้านบาท แถวจังหวัดสมุทรปราการ แถวจังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง ไม่ต้องเอ่ยชื่อท่านคงทราบอยู่แล้ว ถามว่าเราจะใช้ยานี่เหมือนพาราเซตามอล (Paracetamol) กับบุคลากรทุกประเภทไหม ผมโทรคุยกับนายก อบจ. ท่านหนึ่งที่จังหวัดชลบุรี เมื่อวันหยุดนี่ละครับ ท่านบอกว่า พี่ ผมมี งบประมาณ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ล้านบาท ผมก็ถามว่า ท่านใช้เงินครบไหม ๔๐ เปอร์เซ็นต์ สําหรับบริหารบุคคล ไม่ครบหรอกครับ แต่ผมถาม อบจ. บาง อบจ. ที่เล็ก ๆ นะครับ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ไม่พอใช้ แล้วก็ฝืนทําหลีกเลี่ยงกันไป แล้วมีการสอบสวนกัน ท่านที่นั่งอันดับ ๒ บนที่นั่งกรรมาธิการก็จะรู้ว่าเคยมีการสอบสวนกัน ใช้เกิน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ถามว่าเรายังจะใช้ ยาหม้อใหญ่ ๆ อย่างนี้ไหมในการบริหารงานบุคคล ถามว่าสมัยก่อนนี้ไม่ว่า ก อะไรที่เกิดขึ้น ก อะไรอยู่กับ ก.พ. หมด พอโลกมันเปลี่ยนแปลงก็มี ก.อ. มี ก.ค. ร้อยแปดจิปาถะ ก ทั้งหลายนี่มันจะ ก.พ. หมดนะครับ เราจะทําอย่างนั้นต่อไปไหม ผมไม่ได้หมายถึงว่า ผมพูดถูกนะครับ ผมกราบเรียนท่านกรรมาธิการด้วยความเคารพว่า ท่านลองไปคิดดูอีกนิด ก็แล้วกันว่าท่านยังจะใช้อย่างนี้อยู่หรือไม่ ผมยกตัวอย่างเลย อย่าง อบต. จังหวัดน่าน อันนี้ผมคุยกับท่านประธาน อบต. เลยนะครับ เขามีประชากรเท่าไร น้อยมาก และผมก็ ดูแล้วงบประมาณก็ไม่มาก อบต. จังหวัดน่านนี้นะครับ มีงบประมาณ ๑๐๐ กว่าล้านบาท เขาก็ต้องใช้กระเบียดกระเสียร และท่านไปจังหวัดน่านแล้วท่านก็จะรู้ว่าที่จังหวัดน่าน คนที่ไม่ใช่คนจังหวัดน่านเขาไปใช้สาธารณูปโภคที่จังหวัดน่าน ก็คือไปเที่ยวเยอะแยะไปหมด ผมขึ้นสไลด์ (Slide) แล้วว่าใช้งบประมาณบริหารบุคคลไป ๗๙ ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่มีงบประมาณ อยู่ ๑๙๘ ล้านบาท ผมถามต่อไปว่า ผมเห็นใจ อบต. จังหวัดน่านเลย ไม่ใช่ผมเชียร์ อบต. จังหวัดน่าน นะครับ เพราะผมฟังจากสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ท่านไปดูได้ แล้วผมก๊อบปี้ (Copy) มาด้วย เหลือเท่าไรที่จะไปบริหารร้อยแปดจิปาถะ แต่เขาก็ยังทําได้ ผมซาบซึ้งมาก แต่ผมต้องกราบเรียนว่าซาบซึ้งว่าเขาก็สามารถทําได้และบริหารได้ดี มีรถรางสําหรับวิ่งชม เป็นการหาเงินรายได้ ผมกราบเรียนมาทั้งหมดนี้มิได้มีความขัดแย้งใด ๆ กับกรรมาธิการเลย เพียงแต่ว่าถึงวันนี้แล้ว ปี ๒๕๕๙ ท่านยังจะใช้ ถ้าปึกใหญ่ ๆ นี่ อบต. เล็ก ๆ อ่านแล้วก็ไม่รู้เรื่อง แล้วในที่สุดก็ทําผิดทําถูก สําคัญที่สุดก็คือว่าเราได้มีการอบรม นายกเทศมนตรีก่อนไหม อบรมปลัด อบต. อบจ. ให้มีความรู้ใกล้เคียงกันหรือเปล่า ผมเชื่อว่า ไม่มี เชื่อด้วยความบริสุทธิ์ใจนะครับ เพราะว่าอย่างน้อยก็เคยเป็นอดีตข้าราชการ กระพี้ของ กระทรวงมหาดไทยนะครับ ว่าไม่มี ไม่มีปุ๊บ ก็เข้าไปทํา ก็ลุย ลุยมันก็ต้องมีพวกอีกว่าเลือกตั้ง แกมาสมัยไหน อ้ายนี้ก็เป็นปัญหา ฝากท่านกรรมาธิการด้วยความเคารพว่า ผมอยากเห็น การบริหารงาน เขาเรียกอะไรบุคคลของท้องถิ่นนี่เจริญก้าวหน้าอย่างที่ท่านอยากเห็น เพราะอะไร สังคมจะเจริญได้ต้องอาศัยครอบครัวที่มีความอบอุ่น พ่อ แม่ ลูก ใน อบต. ก็เช่นเดียวกันก็ต้องอาศัยชุมชน อาศัยการบริหาร ไม่มีใครจะรู้เรื่อง อบต. ที่อยู่ภาคเหนือ ดีเท่าเขาหรอกครับ เราอยู่ส่วนกลางเราไม่รู้ ภาคใต้ก็ไม่เหมือนภาคเหนือ ภาคเหนือ ก็ไม่เหมือนภาคอีสาน ท่านอดีตอธิบดีนั่งอยู่ที่นั่นก็คงจะยืนยันได้นะครับ เพราะฉะนั้นผมยัง คิดว่าอะไรที่จะผ่อนปรนในกรณีที่ให้เขามีความรู้สึกว่าเป็นเทเลอร์เมด (Tailor made) คือหมายถึงว่าให้เขามีความคล่องตัวในการบริหารได้บ้าง ว่าถ้า อบต. อย่างนี้ไม่ใช่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ มันจะต้องมีอย่างไรให้เพิ่ม หรือไม่เพิ่มอย่างไรอีกเรื่องหนึ่ง ผมไม่ก้าวล่วง เข้าไปเพราะผมอาจจะมีความรู้ไม่มากเท่าที่ท่านมี ก็กราบเรียนด้วยความเคารพว่าที่ผมเสนอ และท้วงติงบ้างเล็กน้อยก็เป็นเสียงนกเสียงกานิดหน่อยก็แล้วกันที่ท่านจะนําไปคิดเพิ่มเติม กราบขอบคุณท่านมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

มีผู้แสดงความจํานงอีก ๑ ท่านนะครับ ขอเชิญท่านศานิตย์ นาคสุขศรี ครับ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดและอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญครับ

นายศานิตย์ นาคสุขศรี 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ และท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ กระผม นายศานิตย์ นาคสุขศรี สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๕๑ ครับ ก็ขอเสนอความเห็นต่อกรรมาธิการ ในรายงานฉบับนี้ทั้งเรื่องของการขับเคลื่อนด้านการปกครองท้องถิ่น และร่างพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. .... ในวันนี้นะครับ ทั้งนี้เนื่องจากผมเห็นว่า การปกครองท้องถิ่นของไทยมีความสําคัญอย่างยิ่ง เป็นส่วนหนึ่งในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ระบุไว้ว่าหลักการบริหารราชการแผ่นดินของประเทศเรานั้น เราจะแบ่งเป็นส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น ส่วนกลางก็คือการรวมอํานาจไว้ ส่วนภูมิภาคก็คือการแบ่งอํานาจ และท้องถิ่นคือการกระจายอํานาจซึ่งถือว่าเป็นหลักสากล เพื่อความผาสุกของพี่น้องประชาชนและประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการบริการ สาธารณะ และจากประสบการณ์ที่ผ่านมานะครับ ในเรื่องการบริหารงานท้องถิ่น ผมมีความเห็นว่าประสบปัญหามากมาย มันเกิดจากหลักคิดในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ ถึงออกหลักคิดในเรื่องกฎหมายบริหารงานบุคคลฉบับนี้ขึ้น ฉบับที่ผ่านมา พอรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ก็ไม่ได้มีการแก้ไขปรับปรุงอะไร เพราะฉะนั้นถือเป็นนิมิตหมายโอกาสดี นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักคิดดั้งเดิมที่ว่าบุคลากรท้องถิ่นเกิดที่ไหนตายที่นั่น อันนี้เป็น ความเจ็บปวด เป็นความชอกช้ํา ตอนแรกพนักงานท้องถิ่นก็มีความรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับ ความเป็นธรรม แต่ทําไปทํามาผู้บริหารท้องถิ่นก็มีความคิดเช่นนั้นเหมือนกันนะครับ บางที ทํางานด้วยกันไม่ได้ จะให้ย้ายก็ย้ายไม่ได้ ต้นทางและเจ้าตัวต้องยอม ปลายทางเจ้าตัวต้องรับ อะไรอย่างนี้เป็นต้น ก็จะทําให้เกิดปัญหาขึ้นอย่างมากมายในเรื่องการบริหารงานท้องถิ่น ผมว่าอันนี้เป็นส่วนหนึ่งที่สําคัญในการฉุดรั้งในการปกครองท้องถิ่นของเราไม่ให้เจริญรุดหน้า ไปเท่าที่ควร ผมว่าเป็นประเด็นสําคัญอย่างยิ่งนะครับ หลาย ๆ ท่านโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พนักงานท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นคงทราบกันดีอยู่แล้วนะครับ ดังนั้นการที่คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่นได้เสนอประเด็นนี้ขึ้นมาผมคิดว่า เป็นประโยชน์อย่างยิ่งและขอชื่นชมอย่างมาก และเมื่อได้อ่านเอกสารประกอบแล้วถือได้ว่า เป็นรายงานที่ครบถ้วนสมบูรณ์สําหรับผู้ที่สนใจและผู้ที่ได้มีประสบการณ์มา เพราะว่ามีสาระ ถึง ๗ สาระค่อนข้างมากเลยนะครับ รวมถึงตลอดถึงมีร่างพระราชบัญญัติและมีตาราง เปรียบเทียบจากของเดิมให้เห็นว่าเป็นอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชบัญญัติระเบียบ บริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งมีจํานวนมาตราก็ไม่มากนะครับ เพราะฉะนั้น การที่แก้ไขปัญหานี้ขึ้นมาจะส่งผลให้เกิดความทันสมัยแล้วก็สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน ได้เป็นอย่างดีนะครับ แต่อย่างไรก็ตามผมยังมีข้อสังเกตนิดหน่อย อาจจะให้ปรับปรุง ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ ก็คือ

ข้อ ๑ องค์ประกอบของคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ ก.ถ. ตามมาตรา ๑๗ ซึ่งกําหนดให้สรรหาบุคคลที่มีความรู้และประสบการณ์ด้านต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นข้าราชการและนักวิชาการเป็นส่วนใหญ่ ถึงแม้จะบอกว่าเป็นส่วนราชการ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นตัวแทนท้องถิ่นอะไรต่าง ๆ ประเด็นนี้นะครับ ซึ่งผมเห็นว่าน่าจะมี ตัวแทนของภาคเอกชน หรือภาคประชาชน ระบุเข้าไปสัก ๑ คนหรือ ๒ คนก็ได้ ซึ่งก็น่าจะ เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะจะเป็นข้อพิจารณาต่าง ๆ ในเรื่องของปัญหาอะไรต่าง ๆ เขาจะ ได้ให้ข้อเท็จจริงในเชิงพื้นที่ หรือตัวบุคลากรในตัวพื้นที่ได้ แต่นี้รวมถึงอนุในระดับจังหวัดด้วย ก็ให้สอดคล้องกันนะครับ อาจจะเพิ่มเป็นภาคเอกชน หรือภาคประชาชนให้มันชัดเจนไปเลย นะครับ โดยที่ไม่ต้องไปเน้นเฉพาะนักวิชาการหรือภาคข้าราชการเท่านั้น

ข้อ ๒ ตามมาตรา ๖๑ ได้บัญญัติเกี่ยวกับการย้าย หรือโอนข้าราชการ ส่วนท้องถิ่นระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเอง หรือการโอนข้าราชการอื่น มาเป็นข้าราชการท้องถิ่นในเหตุปกติธรรมดาเท่านั้น แต่เราต้องยอมรับว่ามันมีอีกอันหนึ่ง เรื่องการถ่ายโอน ซึ่งเป็นนโยบายสําคัญ การถ่ายโอนนี้มันไม่ใช่วาระปกติ ไม่ว่าถ่ายโอนงาน เงิน คน เมื่อเราไม่ได้ระบุไว้ในนี้ มันไม่มีข้อปฏิบัติ เพราะฉะนั้นถ้าเราจะระบุไว้ให้ชัดเจนว่า รวมถึงการถ่ายโอนไว้ในกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งมันไม่ใช่วาระปกติ ก็จะเป็นประโยชน์และทําให้ เกิดสมบูรณ์มาก เพราะว่าเวลาการถ่ายโอนในเรื่องของบุคลากร ในเรื่องของการถ่ายโอน มันเป็นเรื่องใหญ่ จะเห็นว่าที่ผ่านมาถ่ายงานไป คนไม่ไป หรือเงินไม่ไป โดยเฉพาะคนไม่ยอมไป ท้องถิ่นก็ต้องไปบรรจุคนใหม่ งานไป ก็ทําให้งานชิ้นเดียวนี้ กลายเป็นว่าเมื่อถ่ายโอนไปแล้ว ต้องจ้างคนถึง ๒ หน่วย คือหน่วยเดิมกับหน่วยใหม่เกิดขึ้นมา ทําให้พนักงานท้องถิ่นเพิ่มมากขึ้น จากการที่เดิมเราอยากจะลดพนักงาน ข้าราชการอะไรต่าง ๆ ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราได้ระบุ อันนี้ก็จะเป็นความสมบูรณ์ของทุกมิติ

ข้อ ๓ การกําหนดให้มีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมท้องถิ่น ก.พ.ถ. ตามมาตรา ๑๑๙ คงเห็นว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งเลยนะครับ จริง ๆ แล้วคณะกรรมการ พิทักษ์ระบบคุณธรรมมันเกิดขึ้นมาจากรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ก็จะมีแต่เฉพาะข้าราชการ พลเรือนนะครับ ก อื่นของข้าราชการก็ไม่มี แล้วก็มีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม ข้าราชการกรุงเทพมหานครเท่านั้น ท้องถิ่นรูปแบบอื่นก็ไม่มี เพราะฉะนั้นการที่ให้อยู่ใน คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมท้องถิ่นทั้งระบบก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แล้วโดยเฉพาะ อย่างยิ่ง กทม. ก็อาจจะปลอดจากนักการเมือง เพราะที่ผ่านมาคณะกรรมการพิทักษ์ระบบ คุณธรรมท้องถิ่น หรือของ กทม. อาจจะมีปัญหาในการปฏิบัติ เพราะว่าต้องอยู่ในอัมเบรลลา (Umbrella) ของผู้บริหารเป็นต้น เพราะฉะนั้นการที่มาอยู่ใน ก เดียวกัน คณะกรรมการ พิทักษ์ระบบคุณธรรมท้องถิ่นทั้งระบบนี่นะครับ ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งนะครับ เป็นเครื่องมือที่จะสอดรับกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กําลังจะออกด้วยซ้ําไป โดยมาตรา ๗๖ วรรคสาม ที่ให้มีมาตรการป้องกันมิให้ผู้ใดใช้อํานาจ หรือการกระทําการโดยมิชอบ ที่เป็น การก้าวก่าย หรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ หรือกระบวนการแต่งตั้ง หรือการพิจารณา ความดีความชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันนี้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกิดขึ้น โดยเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ผมคิดว่าอันนี้ถ้าออกได้นะครับ ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมาก แต่เมื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติตามมาตรา ๑๑๙ กับ มาตรา ๑๒๒ วรรคสองตอนท้ายแล้ว อาจจะมีเนื้อหาสับสนกันเล็กน้อยนะครับ ซึ่งมาตรา ๑๑๙ ซึ่งระบุว่า คณะกรรมการ ก.พ.ถ. คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมท้องถิ่น ซึ่งประกอบด้วยบุคคล ๗ คนต่าง ๆ นี้นะครับ ก็ระบุว่ากําหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเสนอคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งเพื่อพิจารณา ให้ความเห็นชอบ และให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง คือมาตรา ๑๑๙ บอก คณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง แต่พอมาตรา ๑๒๒ บอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเสนอรัฐมนตรีแต่งตั้งเพื่อพิจารณา ให้ความเห็นชอบ แล้วให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง อันนี้จะสับสนกันนิดหน่อยครับท่านประธาน ถ้าจะเขียนให้ชัดเจน มันจะได้เกิดความชัดเจนแล้วจะไม่สับสนขึ้นมานะครับ อันนี้ก็ฝาก น่าจะปรับปรุงนะครับ อย่างเช่นเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เสนอ ครม. เห็นชอบ ให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง อย่างนี้เป็นต้น ก็จะชัดเจน อันนี้มันซ้อนกันนะครับ

ข้อสุดท้าย ผมดูบัญชีเงินเดือนข้าราชการส่วนท้องถิ่น ท้ายร่าง พ.ร.บ. นี้ รู้สึก เป็นห่วงนะครับ เพราะว่าแบ่งข้าราชการออกเป็นถึง ๑๓ กลุ่ม คือประเภททั่วไป ๓ ระดับ ประเภทวิชาการ ๔ ระดับ ประเภทอํานวยการ ๓ ระดับ และประเภทบริหาร ๓ ระดับ ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับสมัยก่อน หรือข้าราชการพลเรือน เรามีแค่ ๑๑ หรือแค่ซี ๑๑ อันนี้ ถ้าพูดง่าย ๆ ก็คือ ซี ๑๓ แต่นี้ไม่ว่าจะเป็นระดับชั้นหรือเงินเดือน ผมคิดว่าถ้าการแบ่งจํานวน มากเกินไป จะส่งผลให้เกิดปัญหาในการรักษาระบบคุณธรรม ทําให้เกิดปัญหายากขึ้น คือการเข้าสู่ตําแหน่ง การวิ่งเต้น การเข้าพิจารณาเงินเดือนมันมีมากขึ้น เมื่อมีมากขึ้น การวิ่งเต้นอะไรต่าง ๆ ระบบคุณธรรมมันก็จะซับซ้อนยุ่งยากมากขึ้น อันนี้ก็ฝากด้วยแล้วกัน นะครับว่าเหตุผลทําไมถึงเพิ่มขึ้นมาถึงซี ๑๓ ข้าราชการพลเรือนก็มีแค่ซี ๑๑ เท่านั้นเอง นะครับ อันนี้ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่ง ก็ขอฝากข้อสังเกตไว้แค่นี้นะครับ เพื่อจะไปเป็น ประโยชน์ในการขับเคลื่อนการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นให้มีความครบถ้วน สําหรับ ในหลักการทั่วไปผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเลยครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ ไม่มีสมาชิกแสดงความจํานงในการอภิปราย หรือถ้ามี ช่วยกรุณาแสดงความจํานงนะครับ ก่อนที่จะปิดอภิปรายนะครับ เพื่อให้กรรมาธิการได้ชี้แจง มีท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช นะครับ ประธานกรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณ ที่ท่านประธานให้โอกาสอภิปรายในเรื่องที่ผมคิดว่ามีความสําคัญยิ่งและเป็นรากฐาน ของการปกครอง ซึ่งคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น ของสภาเรา ได้ศึกษาและเสนอมาเป็นเรื่องแรก คือเรื่องการบริหารงานบุคคลขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วก็ได้ยกร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. .... ซึ่งผมก็คงขอใช้เวลาสั้น ๆ ขึ้นมาอภิปรายสนับสนุนการทํางานของคณะกรรมาธิการ และคณะอนุกรรมาธิการที่ได้ทําการศึกษาในเรื่องที่คิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญยิ่ง ในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย การปกครองส่วนท้องถิ่น ก็ต้องถือว่าเป็นรากฐาน ที่มีความสําคัญที่จะเป็นตัวชี้วัดถึงความสําเร็จหรือความล้มเหลวของการปกครอง ของบ้านเมืองเรา แน่นอนครับ พ.ร.บ. เดิม ปี ๒๕๔๒ ก็ใช้มาเกือบ ๒ ทศวรรษแล้ว ย่อมมีจุดอ่อน จุดแข็ง ที่จะต้องมาศึกษาพิจารณาปรับปรุง และที่สําคัญยิ่งที่ผมคิดว่า คณะกรรมาธิการได้เลือกเวลาในช่วงนี้นําเสนอร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ก็คือหลังจากที่ได้เห็น ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่จะนําไปทําประชามติในวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๙ นี้ ซึ่งถ้าหากผ่าน ซึ่งผมเชื่อว่าผ่านนะครับ ก็คงจะได้นําร่างกฎหมายอันนี้เข้าไปพิจารณาในห้วงเวลาพอดี ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้กว่าจะเข้าถึง สนช. ก็น่าจะเป็นอีก ๔-๕ เดือน เป็นช่วงที่ทาง สนช. ก็จะรับรู้ แล้วว่า ร่างรัฐธรรมนูญได้ผ่านการทําประชามติหรือไม่ ซึ่งถ้าผ่านการทําประชามติก็จะเป็น กฎหมายฉบับแรก ๆ ที่ได้มีการปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องกับเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ ปัญหาของการแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มักจะเป็นปัญหาเสมอในการ ยกร่างรัฐธรรมนูญในแต่ละฉบับ เพราะว่ามีการแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้อง ไม่ทันกาล ไม่ทันต่อการนําไปปฏิบัติ อย่างบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มาตรา ๒๕๑ นี้ ผมคิดว่า มีความสําคัญยิ่งที่บัญญัติว่า การบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้เป็นไปตามที่ กฎหมายบัญญัติ ซึ่งต้องใช้ระบบคุณธรรม และต้องคํานึงถึงความเหมาะสมและความจําเป็น ของแต่ละท้องถิ่น และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละรูปแบบ เพราะฉะนั้นก็ชัดเจนแล้วว่า รัฐธรรมนูญฉบับที่จะนําไปลงประชามตินั้นได้ตระหนักถึงการมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มี หลายรูปแบบ แล้วก็มีหลายขนาดนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้กฎหมายก็ต้องมีความยืดหยุ่นอ่อนตัว ที่จะนําไปใช้แบบที่ทั้ง ๒ ท่านแรกก็ได้ให้ข้อคิดเห็นแล้วว่า คงไม่ใช่ยาสําเร็จรูปขนานเดียว ที่จะไปแก้โรคทุกโรคได้ เพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของเรานั้นมีความหลากหลาย และมีหลายขนาด ในมาตรา ๒๕๑ ได้กล่าวไว้ว่า การจัดให้มีมาตรฐานที่สอดคล้องกัน เพื่อให้ สามารถพัฒนาร่วมกันหรือการสับเปลี่ยนบุคลากรระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ด้วยกันได้ อันนี้ก็ทําให้เกิดความยืดหยุ่น ซึ่งในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็ได้นํามาใช้เป็นแนวทาง ในการที่จะปรับปรุงตัว พ.ร.บ. ปี ๒๕๕๒ ให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น คณะกรรมาธิการและอนุ กรรมาธิการได้ชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่ร่างรัฐธรรมนูญได้กล่าวถึงหรือได้บัญญัติไว้ ๖ ประเด็น ไม่ว่า จะเป็นเรื่องการรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด การพัฒนาเจ้าหน้าที่ให้มีความซื่อสัตย์สุจริตและทัศนคติในฐานะผู้ให้บริการประชาชน บางที ถ้าเราดูชื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมันทําให้เกิดทัศนคติที่อยู่ในทางกลับกันว่าผู้ที่ผ่าน การคัดเลือกหรือผู้ที่ผ่านการเลือกตั้งมาปกครองประชาชนในท้องถิ่น ซึ่งที่จริงแล้วไม่ใช่ นะครับ บรรยากาศการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรก ฉบับของท่านอาจารย์บวรศักดิ์จึงได้ เปลี่ยนชื่อเป็น องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น ให้เห็นว่าผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามา ได้รับการ แต่งตั้งเข้ามาทําหน้าที่ดูแลท้องถิ่นในแต่ละระดับนั้นเขาไม่ใช่ผู้ปกครอง เขามาเป็นผู้บริหาร และในรายงานฉบับนี้ได้เขียนว่าเป็นผู้ให้บริการประชาชน ข้าราชการคือผู้ให้บริการประชาชน ก็เช่นเดียวกับข้าราชการปกครองส่วนท้องถิ่นเช่นเดียวกันหรือผู้บริหารจะต้องตระหนัก ในเรื่องนี้ให้มากว่าเขาเป็นผู้ให้บริการประชาชน ไม่ใช่ผู้ปกครองประชาชน นอกจากนั้น ในสาระสําคัญร่างรัฐธรรมนูญก็ได้พูดถึงระบบคุณธรรม จริยธรรม สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่มี ความสําคัญยิ่ง ซึ่งการยกร่าง พ.ร.บ. ฉบับใหม่ขึ้นมาได้เน้นความสําคัญถึงความซื่อสัตย์สุจริต ความมีธรรมาภิบาลต่าง ๆ

อีกประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะเรียน คือว่าคณะอนุกรรมาธิการก็ได้ศึกษา หลักการบริหาร โดยได้กล่าวถึงแรงจูงใจในทฤษฎีเอกซ์ (X) และทฤษฎีวาย (Y) ทฤษฎีเอกซ์ (X) ก็ต่างว่ามนุษย์ไม่ชอบทํางาน ต้องบังคับ ทฤษฎีวาย (Y) บอก มนุษย์ดําเนินงานด้วยตนเองได้ และควบคุมตนเองได้แบบประชาธิปไตย ถ้าถามผมว่าคนไทยแล้วก็ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ อยู่ตรงเอกซ์ (X) หรือวาย (Y) ยากมากที่จะตอบ เพราะฉะนั้นการยกร่างกฎหมายก็ต้องคํานึงว่า การที่จะให้คนไทยอยู่ในทฤษฎีวาย (Y) คืออยากทํางานเหลือเกิน เป็นเรื่องที่ยังห่างไกลจาก ความเป็นจริง ยิ่งนิสัยคนไทยค่อนข้างจะสบาย ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นก็ต้องมีกําหนด กฎเกณฑ์ แต่บางครั้งการมีอามิสสินจ้างหรือเจ๊กฝรั่งเขาเรียกว่าอินเซนทิฟ (Incentive) มันก็เป็นเรื่องที่ดีนะครับ อินเซนทิฟ (Incentive) ไม่ว่าจะเป็นโบนัส เป็นการขึ้นเงินเดือน การมีเงินประจําตําแหน่งต่าง ๆ เหล่านี้ทําให้คนอยากจะทํางาน ก็เป็นวิธีล่อหรือชักจูง หรือโน้มน้าวจิตใจเพื่อทําให้ไปสู่ทฤษฎีวาย (Y) ได้ ครับก็อยากจะกราบเรียนให้เพื่อนสมาชิก ว่ากรรมาธิการได้ทํางานในเรื่องนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่อง สําคัญยิ่ง เป็นเรื่องพื้นฐานที่สําคัญของ การปกครองส่วนท้องถิ่น คือเรื่องการบริหารงานบุคคล ก็อยากจะให้กําลังให้การสนับสนุน แล้วก็หวังว่าพวกเราคงจะให้ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ผ่านเข้าไปรอที่จะแก้ไขให้สอดคล้องกับ ร่างรัฐธรรมนูญที่จะนําไปสู่การทําประชามติในวันที่ ๗ สิงหาคมนี้ด้วย ขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เมื่อการอภิปรายของสมาชิกสิ้นสุดลงนะครับ แล้วไม่มีผู้แสดงความจํานง เพิ่มเติม ผมเห็นว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นพอสมควรแล้วจึงขอปิดการอภิปรายนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการหรือกรรมาธิการ หรือผู้ชี้แจงได้ตอบคําถามของ สมาชิกครับ

นางนินนาท ชลิตานนท์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพและเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ดิฉันขอขอบพระคุณนะคะที่ได้กรุณาอภิปราย สนับสนุนแล้วก็ให้กําลังใจ รวมทั้งมีข้อสังเกตด้วย

สําหรับของท่าน สปท. ท่านศานิตย์ก็ขออนุญาตรับไว้นะคะ ส่วนในเรื่องของ การถ่ายโอน เรื่องนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับการกระจายอํานาจนะคะ ก็มีความเห็นตรงกัน แต่อันนั้น จะเป็นอยู่ในเรื่องของกฎหมายกระจายอํานาจ ซึ่งทางคณะกรรมาธิการก็จะนําเสนออีกครั้งหนึ่ง ส่วนในเรื่องที่ท่านได้ให้ความเห็นว่าควรจะสรรหาของภาคประชาชนหรือว่าการแต่งตั้ง ก.พ.ถ. รวมทั้งการจัดทําบัญชีเงินเดือนนั้น ขออนุญาตรับไว้นะคะ

แล้วก็ของท่าน สปท. พลเอก เลิศรัตน์ ก็ขออนุญาตกราบขอบพระคุณว่าท่าน ไม่ได้มีคําถาม

ของท่าน สปท. สุรินทร์ คงจะมี ๒ ประเด็น ก็คือในเรื่องของการจะตัดเสื้อโหล ให้กับ อปท. ทั้งหลายนี่การกําหนด ๔๐ เปอร์เซ็นต์นั้นจะสมควรหรือไม่นะคะ เดี๋ยวอีกสักครู่ ขออนุญาตให้ท่านประธานอนุกรรมาธิการท่านธวัชชัย ท่านได้ตอบ

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งท่านถามว่ามีการอบรมนายกเทศมนตรีหรือปลัดไหม ก็เดี๋ยว คงจะได้มีการชี้แจงให้ท่านทราบว่ามีอยู่แล้วนะคะ ขออนุญาตท่านประธานค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านประธานอนุกรรมาธิการนะครับ ท่านธวัชชัย เทอดเผ่าไทย

นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แล้วก็ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกท่าน สําหรับคําถามของท่าน สปท. สุรินทร์นะครับ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ในส่วนของหลักการ การบริหารงานบุคคลที่ท่านได้กรุณาแจ้งว่าหลักการสําคัญของการบริหารบุคคลก็คือ การสรรหาแล้วก็การพัฒนา ในส่วนของคณะกรรมาธิการโดยท่านประธานนินนาทก็กําชับ นะครับว่าให้คณะอนุกรรมาธิการไปดูให้ดีแล้วก็ทําให้ครบถ้วน ซึ่งในหลักการของการ บริหารงานบุคคลนั้น จริง ๆ แล้วก็จะมีหลักการอยู่ด้วยกันก็คือการสรรหา การพัฒนา การรักษาไว้ การใช้ประโยชน์แล้วก็การพ้นจากงาน ซึ่งทั้ง ๕ ประเด็นนี้ในส่วนของคณะอนุ กรรมาธิการก็ได้นําเอา ๕ ประเด็นนี้มาดําเนินการทั้งหมดเลยนะครับ ซึ่งจะแฝงอยู่ใน ร่างพระราชบัญญัติที่เราได้ยกร่างขึ้นมาทุกประเด็นนะครับ

สําหรับในส่วนที่เรื่องของการตัดเสื้อโหลนะครับ เป็นยาหม้อใหญ่ จริง ๆ แล้ว คือเราไม่ได้ไปตัดเสื้อโหลไซส์ (Size) เดียวนะครับ ถ้าเราจะเป็นเสื้อโหลเราก็มีทุกไซส์ (Size) นะครับ มีทุกไซส์ (Size) ให้กับทุกคนตัวเล็กตัวใหญ่ใส่ได้หมดนะครับ แล้วก็นอกจากนี้เราได้ กําหนดมาตรฐานการดําเนินงานว่าการดําเนินงานต่าง ๆ ยังอยู่ภายใต้อิสระของท้องถิ่นอยู่ นะครับ หากมีภารกิจใดที่จําเป็นหรือแตกต่างก็สามารถที่จะร้องขอเพื่อพิจารณาในเรื่องของ การกําหนดให้เพิ่มเติมได้ เช่น บางท้องถิ่นอาจจะมีเรื่องของการท่องเที่ยว เรื่องของกิจการ ขนส่งหรืออะไรต่าง ๆ เขาสามารถที่จะเสนอเพิ่มเติมขึ้นมาแล้วให้ อ.ก.ถ. แล้วก็ ก.ถ. พิจารณานะครับ ซึ่งในส่วนนี้เราคงไม่ได้นั่นเฉพาะส่วนเดียวนะครับ

และอีกส่วนหนึ่งที่ว่าเรายังคงจะใช้ในเรื่องของการเอาเงิน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ใช้ไม่เกิน ๔๐ เปอร์เซ็นต์มาเป็นตัวกําหนดใช่ไหม ก็อยากจะกราบเรียนนะครับว่าต้องเอาตัว ๔๐ เปอร์เซ็นต์เป็นตัวกําหนดนะครับ เพราะถ้าเราไม่เอา ๔๐ เปอร์เซ็นต์มาเป็นตัวกําหนด ท้องถิ่นเขาจะใช้เงินเกิน ถ้าใช้เงินเกินปั๊บมันก็จะมีปัญหาในส่วนของเงินลงทุน ซึ่งขณะนี้ เราก็ได้ดูเรื่องของเงิน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ไว้ก่อน แต่ทีนี้สําหรับในส่วนของการดําเนินงาน ที่เราจะไปถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คือตอนนี้เราเอา ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เราก็กําหนดใน ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไว้ว่าต่อไป ก.ถ. จะต้องไปพิจารณาในเรื่องของการกําหนดโครงสร้าง และอัตรากําลังของท้องถิ่นแต่ละประเภท ว่าท้องถิ่นแต่ละประเภทนั้นจะต้องมีกรอบ โครงสร้างการทํางานอย่างไรแล้วก็มีอัตรากําลังเท่าไร ไม่ใช่ขณะนี้ไม่มีกรอบอัตรากําลัง แล้วก็โครงสร้างเลย ก็เลยทําให้ท้องถิ่นต่าง ๆ ก็พิจารณาโครงสร้างขึ้นมาเพิ่มเติมเยอะ

ในส่วนขององค์กรเอกชน เขาบอกเลยนะครับว่าถ้าบุคลากรมีค่าใช้จ่ายเกิน ๒๕ เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าธุรกิจนั้นล้มเหลวแล้วนะครับ ของเรายังกําหนดไปให้ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ นี่ผมยังไม่ได้พูดถึงข้าราชการพลเรือนนะครับที่เราไม่ได้กําหนดเลย แล้วเรายังไม่รู้เลยว่า ตอนนี้เราใช้เงินไปแล้วกี่สิบเปอร์เซ็นต์ ผมว่าจะ ๕๐-๖๐ เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ําไป ซึ่งตัวนี้ มันก็เป็นตัวที่จะต้องทําให้ปัญหาในเรื่องนี้มันเป็นปัญหาที่ยิ่งใหญ่ เราก็พยายามจะกําหนด ตัวนี้ก่อน เรากําหนดด้วยวงเงินก่อน เมื่อกําหนดด้วยวงเงินแล้ว เราก็จะมาพิจารณา ตัวโครงสร้างแล้วก็การจัดอัตรากําลังตามมานะครับ ซึ่งพอจัดโครงสร้างอัตรากําลังเสร็จปั๊บ เรื่องเงินก็จะไม่มีปัญหาแล้ว เพราะทุกคนรู้ว่าจะต้องมีจํานวนเท่าไร อย่างไรนะครับ

สําหรับในส่วนของท้องถิ่นที่ใหญ่ ๆ ที่มีเงินมาก ไม่ใช่ว่าเขามีอัตรากําลังคนน้อย นะครับ อัตรากําลังคนจะเกินทั้งนั้นเลย คือส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยกล้าไล่คนเก่าออกนะครับ คนเก่าก็อยู่มาก็อยู่ไป พอตัวเองเข้ามาใหม่ก็เอาคนของตัวเองเข้ามาใหม่อีก มันก็เลยทําให้ จํานวนบุคลากรมันเยอะนะครับ

สําหรับในส่วนของเรื่องสถาบันการอบรมนะครับ ของเรามีหลักสูตรแล้วก็มี สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่นอยู่ที่จังหวัดปทุมธานี เราก็มีการอบรมทั้งฝ่ายการเมืองและ ฝ่ายประจํา สําหรับฝ่ายการเมืองนั้นก็มีทั้งอบรมปฐมนิเทศโดยให้จังหวัดดําเนินการเบื้องต้นก่อน แล้วหลังจากนั้นก็ส่งมาให้ทางกรมเป็นผู้อบรม แล้วการอบรมเราก็อบรมทั้งผู้ที่เป็นใหม่ แล้วก็ อบรมทบทวนของผู้ที่เป็นเก่านะครับ แล้วก็มีทั้งอบรมในส่วนของข้าราชการด้วย การอบรม ก็มีทั้งที่สถาบันกลาง แล้วก็ให้แต่ละจังหวัดไปจัดอบรมด้วยนะครับ ก็จะมีการอบรม อยู่ตลอดเวลานะครับ

สําหรับในส่วนของที่ท่านสุรินทร์ท่านบอกว่าท่านอยู่ที่กระทรวงมหาดไทย ท่านเป็นกระพี้ ผมขอเรียนยืนยันในที่ประชุมแห่งนี้ว่าท่านไม่ได้เป็นกระพี้นะครับ ท่านเป็น เมล็ดพันธุ์ที่ดีในกระทรวงมหาดไทยมาก ถึงแม้ท่านจะออกไปจากกระทรวงมหาดไทยไปแล้ว ท่านไปอยู่ที่ไหนท่านก็สร้างความร่มเย็น สร้างความรุ่งเรืองให้กับพื้นที่ที่ท่านไปอยู่นะครับ แล้วท่านก็บอกว่าเสียงของท่านนั้นเปรียบเสมือนเสียงนกเสียงกา แต่ผมก็ยืนยันอีกนะครับว่า เสียงท่านคือเสียงของราชสีห์นะครับ ที่คํารามออกมาแล้วพวกผมกลัวหมดเลยนะครับ คราวที่แล้วท่านคํารามมาทีหนึ่ง ผมเลยต้องรีบไปปรับปรุงร่าง พ.ร.บ. ของผม ๒ ฉบับตามที่ ท่านเสนอนะครับ แต่ครั้งนี้ก็ไม่ได้ทอดทิ้งนะครับ ก็จะไปดูต่อเพราะว่าเดี๋ยววันนี้บ่ายสองโมง ก็นัดประชุมคณะอนุกรรมาธิการของผมเพื่อพิจารณาเรื่องนี้เลยนะครับ จะได้ทํางานได้เร็ว ก็ต้องขอขอบคุณท่านอีกครั้งหนึ่งที่ได้กรุณาให้ข้อคิดเห็น

สําหรับของท่านท่านศานิตย์ นี้เรื่องของการกระจายอํานาจ ก็ทางท่านประธาน ก็ได้มอบให้คณะอนุกรรมาธิการผมมาทําเพิ่มเติมนะครับ ตอนนี้ก็กําลังดําเนินการอยู่ก็คิดว่า คงจะไม่นานเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว แล้วก็จะมานําเรียนในที่ประชุมอีกครั้งหนึ่ง ส่วนที่ท่านเสนอมาว่า มาตรา ๑๑๙ กับ ๑๒๒ ก็เป็นไปอย่างที่ท่านว่านะครับ คือตัวนี้เรารู้แล้ว แต่เราปรับมาแล้วก็ เจ้าหน้าที่เขาบอกเขาเสนอเอกสารมาที่ สปท. แล้วนะครับ ก็แก้ไขตามแก้ไม่ทันนะครับ เราแก้แล้วก็เดี๋ยวจะไปปรับปรุงอีกทีหนึ่งนะครับ สําหรับเรื่องข้าราชการ ๑๓ กลุ่ม เดี๋ยวผม จะให้คุณศิริวัฒน์ชี้แจง

แล้วก็ต้องกราบขอบพระคุณท่านเลิศรัตน์นะครับที่ได้กรุณาให้กําลังใจแก่ คณะอนุกรรมาธิการผมและคณะกรรมาธิการในการทํางาน รวมทั้งได้กรุณาตอบปัญหาที่ หลาย ๆ ท่านได้สอบถามไปแล้วนะครับ ก็ต้องขอขอบคุณทุกท่านอีกครั้งหนึ่งนะครับ แล้วก็ สิ่งที่ท่านเป็นห่วงหรืออะไรต่าง ๆ ทางผมก็จะรีบเอาไปพิจารณาในบ่ายสองโมงนี้ แล้วก็จะไป ปรับปรุง หากท่านมีข้อเสนอแนะอะไรเพิ่มเติมที่ท่านไม่ได้นําเสนอในที่ประชุมแห่งนี้ ก็สามารถมาแจ้งกับผมได้ ผมก็จะได้นําไปพิจารณาให้ครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญคุณศิริวัฒน์ บุปผาเจริญ นะครับ

นายศิริวัฒน์ บุปผาเจริญ ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ

เรียนท่านประธานสภา และสมาชิกสภาทุกท่านครับ ประเด็นในเรื่องของข้าราชการท้องถิ่นที่ได้เสนออยู่ในร่างกฎหมายนั้น ทางอนุกรรมาธิการได้เสนอโดยปรับให้สอดคล้องกับของข้าราชการพลเรือนที่ได้แบ่งข้าราชการ ออกเป็น ๔ ประเภทนะครับ ก็คือประเภททั่วไป ประเภทวิชาการ ประเภทอํานวยการท้องถิ่น และประเภทบริหารท้องถิ่น แล้วในแต่ละประเภทนั้นก็จะมีการแบ่งกลุ่มเพื่อซอยในเรื่องการ จ่ายค่าตอบแทน ก็เป็นตามตารางบัญชีเงินเดือนที่ได้แนบท้ายตามร่างพระราชบัญญัติครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง การบริหารงาน บุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคล ส่วนท้องถิ่น พ.ศ. .... แล้วนะครับ ท่านสมาชิกที่เพิ่งเข้ามาในขณะนี้ เป็นการนําเสนอแผน ปฏิรูปที่สําคัญมาก เพราะว่าเป็นการเสนอแผนแบบประมวลกฎหมายการบริหารงาน ส่วนท้องถิ่นทั้งระบบ ซึ่งมีเกือบ ๘,๐๐๐ องค์กรส่วนท้องถิ่นนะครับ ก็มีตัวร่างกฎหมาย และรายงานฉบับนี้ กับ ๒. คือรายงานต่อไป ที่จะนําเสนอต่อไปนั้น ก็เป็นเรื่องการ บริหารงานบุคคล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ คือ กทม. นะครับ ก็ถือว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นรากฐานสําคัญของประชาธิปไตย แล้วเป็นองค์กรในด้านการ บริหารการพัฒนาในท้องถิ่น ครอบคลุมทุกหมู่บ้าน ตําบล และชุมชนนะครับ ก่อนที่จะขอมติ จากที่ประชุม ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)

ขอเชิญท่านสมาชิกได้ใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ใช้สิทธิไหมครับ เมื่อใช้สิทธิเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่ แสดงผลครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๖๕ ท่าน ครบองค์ประชุม

ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบรายงาน เรื่อง การบริหารงานบุคคล ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. .... หรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของ สมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานและร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปนะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญใช้สิทธิครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ใช้สิทธิไหมครับ ขอปิดการลงคะแนนนะครับ ขอทราบ ผลคะแนนครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๖๗ ท่าน เห็นด้วย ๑๖๓ ท่าน ไม่เห็นด้วยไม่มีนะครับ งดออกเสียง ๔ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียงไม่มีนะครับ

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น เรื่อง การบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น และร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. .... แล้ว

จบการพิจารณารายงาน เรื่อง การบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น และร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. .... แล้ว นะครับ ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการและผู้ชี้แจงนะครับ

ต่อไปเป็นการพิจารณารายงาน เรื่อง การบริหารบุคคลของกรุงเทพมหานคร และร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

นายธวัชชัย ฟักอังกูร กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ กระผม ธวัชชัย ฟักอังกูร สปท. หมายเลข ๐๗๒ ขอเสนอรายงาน เรื่อง การบริหารงานบุคคลของกรุงเทพมหานคร และร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยสังเขปนะครับ กฎหมายฉบับที่จะเสนอต่อไปนี้ก็ต้องถือว่า เป็นกฎหมายแฝด เคียงคู่กับกฎหมายเมื่อสักครู่ที่ผ่านไป ถ้าคิดถึงจํานวนคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ที่เรียกว่าข้าราชการและบุคลากร ซึ่งก็หมายถึงข้าราชการและลูกจ้าง เมื่อสักครู่นี้ขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วไป ซึ่งประกอบไปด้วยองค์การบริหารส่วนตําบล เทศบาล องค์การ บริหารส่วนจังหวัด เมืองพัทยา วงเมื่อสักครู่ ๔๐๐,๐๐๐ คน วงนี้เป็นวงของกรุงเทพมหานคร ข้าราชการ ๓๘,๐๐๐ คน ลูกจ้างอีกประมาณ ๕๐,๐๐๐ กว่าคน ก็อีก ๑๐๐,๐๐๐ คน วันนี้ เบ็ดเสร็จเรากําลังจะพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับระเบียบการบริหารงานบุคคลของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกรูปแบบ คิดเป็นคนก็ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ คน ที่ทั้งหมดนี้ มีหน้าที่จัดบริการสาธารณะให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนนะครับ

สําหรับของกรุงเทพมหานคร เรื่องของกรอบ วิธีการศึกษา วิธีการดําเนินงาน ผมก็จะไม่ขอกล่าวซ้ํานะครับ เพราะเขาจะเป็นแนวทางเดียวกันกับฉบับแรกเมื่อสักครู่ ที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการ ท่านธวัชชัย เทอดเผ่าไทย ได้กรุณาพูดไปแล้วนะครับ ผมจะขอ เข้าสาระเกี่ยวกับเรื่องของปัญหา เกี่ยวกับเรื่องของกรุงเทพมหานคร การบริหารงานบุคคล ในปัจจุบัน ปัญหาของกรุงเทพมหานครจะไม่เหมือนกับปัญหาขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นทั่วไป เมื่อสักครู่นี้เราพูดถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วไปที่มีอยู่ทั้งหมด ๗,๐๐๐ กว่าแห่ง เป็นการบริหารงานบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกันกับทุกองค์กร เราจะเห็นว่า เป็นปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการสอบ ที่มีการขอบัญชีกันระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการบรรจุแต่งตั้งข้ามระหว่างองค์กรที่ทําไม่ได้นะครับ แต่กรณีของ กรุงเทพมหานครปัญหาเหล่านี้ไม่เกิดครับ เพราะกรุงเทพมหานครเป็นเพียงองค์กรเดียว ไม่เคยไปยืมบัญชีของใคร ไม่เคยมีปัญหาเรื่องการโยกย้ายออกนอกเขตอะไรต่าง ๆ นะครับ แต่ปัญหาของกรุงเทพมหานครเกี่ยวกับเรื่องการบริหารงานบุคคลก็จะเป็นปัญหาภายใน เกี่ยวกับเรื่องของข้าราชการที่เรามักจะเห็นภาพที่สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพการทํางาน เราใช้ชีวิตประจําวันเราก็จะเห็นหลายเรื่องหลายราวที่มันสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถ ถึงประสิทธิภาพ เราเห็นถึงความไม่สะอาด เราเห็นความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยของ บ้านเมือง เราเห็นเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตของชุมชนแออัด โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมาย ในหลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายควบคุมอาคาร เรื่องความปลอดภัย เรื่องการจราจร ต่าง ๆ เหล่านี้ เห็นทีไรเราก็นึกถึงว่า เอ๊ะ ข้าราชการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเขามีการปฏิบัติ อย่างเต็มประสิทธิภาพหรือยัง เราเห็นถึงการบริการที่เราไปตามเขตต่าง ๆ จริง ๆ ก็ยังสู้กับ ภาคเอกชนไม่ได้ ถึงแม้ว่าระยะหลังจะได้มีการพัฒนาดีขึ้นแล้วก็ตาม เราเห็นถึงความโปร่งใส เรามักจะได้ยินคนพูดกันเกี่ยวกับเรื่องของการไปขออนุญาต ไปขออนุมัติ รื้อถอนบ้าง ปลูกสร้างบ้าง เป็นเรื่องของเอกชน เป็นเรื่องของบริษัทธุรกิจบ้าง เราได้ฟังเขาพูดเกี่ยวกับ เรื่องของการจ่ายเงินนอกระบบอะไรต่าง ๆ รวมทั้งการใช้จ่ายงบประมาณของกรุงเทพมหานคร ๘๖,๐๐๐ กว่าล้านบาทในปีนี้ เราก็มักจะเห็นเรื่องพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ในทางที่อ่านแล้วก็ไม่สบายใจนะครับ ทั้งหมดนี้ มันเกิดขึ้นไม่ได้หรอกครับ ถ้าเผื่อเรามีข้าราชการที่มีประสิทธิภาพแล้วก็ทํางานอย่าง ตรงไปตรงมา เราเห็นถึงหลักประกันความมั่นคงของข้าราชการ ที่มักจะได้ยินข่าวอยู่เสมอ ทุกครั้งที่มีการแต่งตั้งโยกย้ายว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม คดีความต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องของ การบริหารบุคคลที่ค้างอยู่ในศาลปกครองก็ดี หรือที่ยังอยู่ในระหว่างการชะงักงันของการ บรรจุแต่งตั้งอันเนื่องมาจากคดีความยังไม่เสร็จสิ้นก็ดี ทั้งหมดนี้เราถือว่าเป็นภาพของปัญหา ทั่ว ๆ ไป เกี่ยวกับเรื่องของการบริหารงานบุคคลของกรุงเทพมหานครนะครับ ทั้งหมดนี้อย่างที่ ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ได้พูดเมื่อสักครู่นี้ เราไม่สามารถที่จะแก้กฎหมาย แล้วก็แก้ไขปัญหา ต่าง ๆ เหล่านี้ได้ทั้งหมดนะครับ เพราะกฎหมายนี้ทําได้ในเชิงของการพัฒนาระบบ ทําได้ ในเชิงของการจัดระเบียบบริหารเท่านั้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าถ้าเรามีระบบการบริหารงาน บุคคลที่ดี เรามีระเบียบบริหารงานบุคคลที่ดีก็จะเป็นส่วนช่วยทําให้ปัญหาต่าง ๆ คลี่คลายลง ไม่มากก็น้อย วันนี้เรากําลังจะมาเสนอขอแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเชิงระบบ แล้วก็ระเบียบของ การบริหารงานบุคคลนะครับ ผมจะสรุปเนื้อหาทั้งหมดเพียงแค่ ๖ ประเด็นเท่านั้นนะครับ ต้องถือว่าเป็นโอกาสดีนะครับที่คราวนี้เราได้มีการเสนอกฎหมายรวมกันในรูปขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ไม่เคยมีการเสนอกฎหมายที่ทําไป พร้อม ๆ กัน กฎหมายของบริหารงานบุคคลของท้องถิ่นทั่วไป แก้ไขครั้งสุดท้ายเมื่อปี ๒๕๔๒ เสนอโดยกรมส่งเสริมการปกครอง ตอนนั้นยังเป็นกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ของกรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานครก็เป็นคนเสนอ ครั้งสุดท้ายกฎหมายที่ใช้อยู่ก็คือ กฎหมายเมื่อปี ๒๕๕๔ จริง ๆ ก็เพิ่งผ่านมาไม่กี่ปีนะครับ มีการแก้ไขกฎหมาย แต่แก้กัน คนละที เพราะฉะนั้นมาตรฐานต่าง ๆ นี้จะไม่ค่อยสอดคล้องกัน บางทีบางคน ถ้าไม่อ่าน กฎหมายเลยอาจจะเข้าใจ แต่ถ้าอ่านกฎหมายมาก ๆ ก็อาจจะไม่เข้าใจว่า ทําไมกรุงเทพมหานคร เป็นอย่างนี้ ทําไม อบต. อบจ. ต่าง ๆ เป็นอย่างนี้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในมาตรา ๒๕๑ เขาบัญญัติเอาไว้ว่า ต่อไปนี้เรื่องของการบริหารงานบุคคลของท้องถิ่นจะต้องมีมาตรฐาน ที่สอดคล้องกัน ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดความสะดวกในอนาคต ที่จะมีการพัฒนาท้องถิ่น ร่วมกัน ที่จะมีการถ่ายเทบุคลากรระหว่างท้องถิ่นด้วยกัน วันนี้ถือเป็นโอกาสดีที่เรากําลังจะ จัดมาตรฐานการทํางานเรื่องของการบริหารงานบุคคลของท้องถิ่นให้มีความสอดคล้องกัน เรื่องของการบริหารงานบุคคล มีองค์กรที่สําคัญในการบริหารงานบุคคลอยู่ ๓ องค์กร ซึ่งเรา จะต้องจัดดุลอํานาจของ ๓ องค์กรนี้ให้มีความเท่าเทียมกัน

องค์กรแรก ก็คือองค์กรกลางในการบริหารงานบุคคล ถ้าของกรุงเทพมหานคร ก็เรียกว่า คณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานคร เรียก โดยย่อว่า ก.ก. ก.ก. ก็จะทําหน้าที่เหมือน ก.พ. ที่ทําหน้าที่สําหรับข้าราชการพลเรือน เหมือน ก.ตร. ที่ทําหน้าที่สําหรับข้าราชการตํารวจ เหมือน ก.ต. ที่ทําหน้าที่เกี่ยวกับ องค์กร ของตุลาการ ก.อ. อัยการอย่างนี้เป็นต้น

องค์กรที่ ๒ ก็คือองค์กรที่ทําหน้าที่ในการใช้อํานาจทางการบริหาร ก.ก. ทําหน้าที่ออกกฎ องค์กรที่ใช้อํานาจทางการบริหารก็คือผู้มีอํานาจสูงสุด ก็คือผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร แล้วอีกองค์กรหนึ่งที่เพิ่งเกิดใหม่ เราเรียกว่า องค์กรพิทักษ์ระบบคุณธรรม นั่นก็หมายความว่าเมื่อ ก.ก. ออกกฎขึ้นมาแล้ว ฝ่ายบริหารไปใช้อํานาจตามกฎนั้น ข้าราชการ มีความคับข้องใจเห็นว่าไม่ยุติธรรม ต้องการจะร้องเรียน ก็มาสู่องค์กรที่เรียกว่า องค์กร พิทักษ์ระบบคุณธรรม กรณีของกฎหมาย กทม. ข้าราชการของ กทม. ฉบับนี้ เราขอปรับปรุง แก้ไขทั้ง ๓ องค์กร ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็โดยหวังว่าเมื่อ ๓ องค์กรมีประสิทธิภาพ มากขึ้นแล้วก็จะทําให้ระบบการบริหารงานบุคคลดีขึ้น ทําให้ข้าราชการทํางาน มีขวัญ มีกําลังใจ แล้วก็มีประสิทธิภาพในการทํางานเพิ่มขึ้น

ในประเด็นแรกเสนอเรื่องการปรับปรุงองค์กรการบริหารบุคคลของกรุงเทพมหานคร หรือ ก.ก. จากเดิมเป็นจตุภาคี ก็คือมีส่วนหนึ่งเป็นฝ่ายบริหาร อีกส่วนหนึ่งเป็นฝ่ายข้าราชการ อีกส่วนหนึ่งเป็นโดยตําแหน่ง แล้วก็อีกส่วนหนึ่งก็คือเป็นผู้แทนของฝ่ายราชการ เป็น ผู้ทรงคุณวุฒินะครับ เราเปลี่ยนจากระบบจตุภาคีมาเป็นไตรภาคี โดยเพิ่มสัดส่วนของผู้แทน ของข้าราชการให้เพิ่มขึ้นจาก ๕ คน เป็น ๖ คน แล้วก็ไปเพิ่มผู้ทรงคุณวุฒิจาก ๕ คน เป็น ๖ คน แล้วก็ให้ผู้แทนของฝ่ายบริหารกับโดยตําแหน่งไปรวมกันเป็น ๖ คน ก็โดยหวังว่าการเพิ่ม สัดส่วนเหล่านี้ก็จะสร้างความเป็นธรรมให้กับการออกกฎกติกาเกี่ยวกับเรื่องของการบริหาร บุคคล ซึ่งไตรภาคีนี้จะสอดคล้องกับกฎหมายของท้องถิ่นทั่วไปหรือที่เรียกว่า ก.ถ. นะครับ อันนี้ก็เป็นการทํางานเพื่อให้ปรับปรุงให้เกิดความสอดคล้องกันระหว่างองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น นอกจากนั้นก็ได้ไปกําหนดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ของผู้ทรงคุณวุฒิ ห้ามดํารง ตําแหน่งเกินกว่า ๒ วาระติดกัน แล้วก็ไปกําหนดหลักเกณฑ์ผู้ทรงคุณวุฒิ ห้ามเป็นผู้มีส่วน ได้เสียในสัญญากับกรุงเทพมหานคร ซึ่งก็จะทําให้ถ้าเผื่อมีผู้ที่มีส่วนได้เสียในสัญญากับ กรุงเทพมหานครมาดํารงตําแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิก็อาจจะทําให้การพิจารณาออกกฎเกณฑ์ ต่าง ๆ ให้คุณให้โทษกับข้าราชการที่เรามีส่วนได้เสียในสัญญาได้นะครับ แล้วก็ยังไปปรับปรุง อนุกรรมการชุดต่าง ๆ ให้เกิดความเหมาะสม สอดคล้องกับคณะกรรมการ ก.ก. เช่น กําหนด ๒ วาระ เช่น กําหนดกติกาว่าถ้า ๓ ใน ๕ ของคณะอนุกรรมการหรือของกรรมการมีมติให้พ้น จากตําแหน่งก็ต้องพ้นจากตําแหน่งนะครับ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นการแก้ให้สอดคล้องกับ ก.ถ. ที่ได้ พิจารณากันไปเมื่อสักครู่แล้วนะครับ ทั้งหมด ๑๓ มาตรา

ประเด็นที่ ๒ คือการปรับปรุงองค์กรที่เรียกว่า องค์กรพิทักษ์ระบบคุณธรรม กรุงเทพมหานคร ซึ่งแต่เดิมในกฎหมายของกรุงเทพมหานครเมื่อปี ๒๕๕๔ มีองค์กรพิทักษ์ ระบบคุณธรรมกรุงเทพมหานคร ในขณะนั้นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบอื่น คือเทศบาล อบต. อบจ. เมืองพัทยา ยังไม่มีองค์กรพิทักษ์ระบบคุณธรรม ถึงแม้ว่าจะมีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กําหนดให้มีก็ตาม แต่ด้วยความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการเสนอกฎหมายไปแล้ว แล้วก็อยู่ในจังหวะที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอะไรต่าง ๆ กฎหมายก็ไม่ผ่าน มาคราวนี้ได้มี การจัดตั้งองค์กรพิทักษ์ระบบคุณธรรมของข้าราชการส่วนท้องถิ่นทุกรูปไว้ในกฎหมาย เมื่อสักครู่นี้ ซึ่งรวมทั้งการรับเรื่องอุทธรณ์ ข้อร้องเรียนของข้าราชการท้องถิ่นทุกประเภท รวมทั้งของข้าราชการของกรุงเทพมหานครด้วย เมื่อองค์กรพิทักษ์ระบบคุณธรรมของ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นไปรวมอยู่ที่เดียว ในกฎหมายฉบับนี้ก็ต้องยุบหรือตัดองค์กรของ กรุงเทพมหานครออกนะครับ แล้วก็มีบทบัญญัติให้ไปอุทธรณ์หรือร้องเรียนต่อคณะกรรมการ พิทักษ์ระบบคุณธรรมของข้าราชการส่วนท้องถิ่น สรุปก็คือว่าองค์กรพิทักษ์ระบบคุณธรรม ต่อไปนี้จะมีองค์กรเดียว แต่ดูแลข้าราชการท้องถิ่นทุกประเภท ก็จะทําให้เกิดความเป็นอิสระ แล้วก็มีมาตรฐานของการพิจารณาอุทธรณ์ อันนี้คือข้อสําคัญนะครับ ตรงนี้เราก็แก้ไข ไปทั้งหมดด้วยกัน ๖ มาตรานะครับ

ประเด็นที่ ๓ เป็นการปรับปรุงอํานาจ การแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่ง ซึ่งเป็น อํานาจของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครกับปลัดกรุงเทพมหานคร ปัจจุบันนี้กฎหมาย ให้อํานาจผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุดของกรุงเทพมหานครมีอํานาจ แต่งตั้ง ตั้งแต่ระดับสูงสุดของข้าราชการ คือปลัดกรุงเทพมหานคร รองปลัดกรุงเทพมหานคร หัวหน้าสํานัก หัวหน้ากอง ลงไปจนถึงหัวหน้าฝ่าย ถ้าท่านนึกถึงภาพสํานักงานเขตออก ก็ตั้งแต่ ผู้อํานวยการเขต ผู้ช่วยผู้อํานวยการเขต หัวหน้าฝ่ายช่าง หัวหน้าฝ่ายรายได้ หัวหน้าฝ่าย สาธารณสุข แบบนั้นเลยนะครับ อํานาจของผู้บริหารระดับสูงซึ่งถือว่าเป็นฝ่ายการเมือง ท้องถิ่น ยาวลงไปจนถึงระดับฝ่าย ซึ่งเป็นการใช้อํานาจทางการบริหารที่ทําให้ข้าราชการ จะต้องหาทางในการที่จะใช้ระบบวิธีการที่เรียกว่าวิ่งเต้น เป็นระบบอุปถัมภ์ที่เกิดขึ้น ในปัจจุบัน ถ้าใครอยากจะได้ดิบได้ดีเขาก็จะมีแนวทางอะไรของเขาตามแหล่งของอํานาจ สิ่งเหล่านี้เราก็จะแก้ไขปรับปรุงว่าให้อํานาจการแต่งตั้งของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มีเฉพาะสําหรับตําแหน่งระดับปลัดกรุงเทพมหานครกับรองปลัดกรุงเทพมหานครเท่านั้น ซึ่งก็จะเป็นหลักการอันเดียวกันกับกฎหมายฉบับเมื่อสักครู่นี้ที่ให้ผู้บริหารท้องถิ่นคือนายก ทั้งหลายแต่งตั้งได้เฉพาะปลัดกับรองปลัด อันนี้ก็เป็นมาตรฐานอันเดียวกัน แล้วก็สอดคล้อง กับอํานาจของรัฐมนตรีในปัจจุบันที่วางแนวทางไว้ ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไรนะครับ เป็นการจัดระบบให้เข้าสู่มาตรฐานทั้งท้องถิ่นด้วยกันเองแล้วก็มาตรฐานเกี่ยวกับเรื่องของ ข้าราชการพลเรือนด้วย อันนี้ก็ปรับปรุงไปทั้งหมด ๒ มาตราด้วยกัน ถ้าเป็นตําแหน่งที่ต่ํากว่า รองปลัด ก็จะเป็นอํานาจหน้าที่ของปลัดในการเสนอบัญชีให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เห็นชอบ คือตําแหน่งผู้อํานวยการสํานัก ถ้าต่ํากว่าสํานักลงมาอันนี้เป็นอํานาจของปลัด เพื่อให้เกิดความชัดเจน

ประเด็นที่ ๔ เมื่อปรับปรุง ๓ อํานาจ อันแรกก็คืออํานาจออกกฎ อันที่ ๒ ก็คือ อํานาจแต่งตั้ง อันที่ ๓ ก็คือเรื่องของการพิทักษ์ระบบคุณธรรมแล้ว ต่อไปก็เป็นการปรับปรุง เพื่อที่จะพัฒนาข้าราชการ เพื่อที่จะสร้างหลักประกันความมั่นคงให้แก่ข้าราชการ แล้วก็การให้ ข้าราชการยึดหลักคุณธรรมและคุณภาพในการบริหารงาน ซึ่งแต่เดิมกฎหมายการบริหารงาน บุคคลของท้องถิ่นก็มักจะกล่าวแต่เรื่องกฎ กติกา เรื่องของการบรรจุการแต่งตั้ง การโยกย้าย เรื่องวินัย การให้ออก แต่ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องของการพัฒนาข้าราชการ สร้างขวัญ กําลังใจอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ไม่มี มาคราวนี้เราก็ได้ดําเนินการปฏิรูป โดยถือแนวทาง ตามร่าง รัฐธรรมนูญ ซึ่งมีบทบัญญัติใหม่ ๆ เกี่ยวกับเรื่องของการให้หลักประกันกับข้าราชการ ผมขออนุญาตท่านประธานอ่านนิดเดียวนะครับ ในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๖ ว่าด้วย แนวนโยบายแห่งรัฐ วรรคสอง นี่เขียนไว้เลยครับบอกว่า รัฐพึงดําเนินการให้มีกฎหมาย เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานของรัฐให้เป็นไปตามระบบคุณธรรม โดยกฎหมายดังกล่าว อย่างน้อยต้องมีมาตรการป้องกันมิให้ผู้ใดใช้อํานาจหรือกระทําการ โดยมิชอบที่เป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่หรือกระบวนการแต่งตั้ง หรือการพิจารณาความดีความชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผมคิดว่าอันนี้เป็นบทบัญญัติใหม่ ไม่เคยมีบทบัญญัติอย่างนี้ไว้ก่อน แล้วก็บังคับด้วยว่าต่อไปนี้กฎหมายการบริหารงานบุคคล ต้องมีสิ่งเหล่านี้นะครับ เราก็ได้เอาสิ่งเหล่านี้มาบัญญัติมาไว้ในกฎหมาย อยู่ในมาตรา ๒๒ นะครับ เป็นการเพิ่มเติมกฎหมายเข้าไป บัญญัติว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการกรุงเทพมหานคร หากมีผู้ใดใช้อํานาจกระทํา การโดยมิชอบ ที่เป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่หรือกระบวนการแต่งตั้ง หรือการพิจารณาความดีความชอบของข้าราชการกรุงเทพมหานคร ให้ข้าราชการกรุงเทพมหานคร รายงานต่อผู้บังคับบัญชาได้ทุกระดับชั้น ไม่จําเป็นต้องเป็นตามลําดับชั้นนะครับ และเป็น หน้าที่ของผู้บังคับบัญชาที่จะแสวงหาข้อเท็จจริงและดําเนินการเพื่อป้องกันมิให้เกิดการ กระทําที่มิชอบ หากการกระทําดังกล่าวเป็นความผิดตามกฎหมายหรือจริยธรรมของผู้ดํารง ตําแหน่งที่เกี่ยวข้อง ก็ให้ดําเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายต่อไป ก็คือ ในกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้มันจะมีเขียนไว้ว่า ถ้า ส.ส. ทําสิ่งเหล่านี้ ถือว่าเป็นลักษณะต้องห้าม ก็คือต้องพ้นจากตําแหน่ง แต่ถ้าข้าราชการมีหลักฐาน รายงานผู้บังคับบัญชาก็เป็นหน้าที่ของ ผู้บังคับบัญชาต้องดําเนินการตามกฎหมายที่ว่านี้ด้วย วรรคสองบอกว่า ข้าราชการ กรุงเทพมหานครผู้ใดให้ข้อมูลต่อผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีหน้าที่ตรวจสอบตามความในวรรคหนึ่ง อันเป็นผลดีต่อการป้องกันไม่ให้เกิดกระทําที่มิชอบ ผู้บังคับบัญชาอาจพิจารณาให้บําเหน็จ ความชอบเป็นกรณีพิเศษได้ และให้นําหลักเกณฑ์ วิธีการ ให้บําเหน็จความชอบ การกันเป็นพยาน การลดโทษ และการให้ความคุ้มครองพยานตามที่กําหนดไว้ในกฎ ก.ก. มาใช้สําหรับกรณีนี้ ด้วยโดยอนุโลม นี่ก็เป็นตัวอย่างของการที่เราได้เอาข้อความที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาใส่ เขาถามว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่าน ไม่ผ่าน ก็ไม่มีปัญหาอะไรนะครับ เพราะว่าสิ่งที่ เราบัญญัติไว้นี้มันเป็นเรื่องที่ดี มันเป็นเรื่องของหลักประกันความมั่นคงให้กับข้าราชการ อย่างนี้เป็นต้นนะครับ แล้วก็ได้มีการเพิ่มบทบัญญัติเพื่อป้องกัน บทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องของ การพัฒนานะครับ อันนี้ก็บอกไว้เลยว่า ให้กรุงเทพมหานครมีหน้าที่และดําเนินการพัฒนา เพื่อเพิ่มพูนประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน โดยให้กรุงเทพมหานครจัดทําแผนพัฒนาข้าราชการ ไม่เคยมีบัญญัติไว้ก่อนนะครับ เพื่อให้ข้าราชการมีคุณภาพ คุณธรรม จริยธรรม คุณภาพชีวิต มีขวัญกําลังใจในการปฏิบัติราชการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามภารกิจของกรุงเทพมหานคร ก็เป็นการบัญญัติเพื่อให้สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญในมาตรา ๗๖ วรรคแรก เช่นเดียวกัน นอกจากนั้นก็ได้จัดกรอบจรรยาบรรณข้าราชการให้ยึดหลักคุณธรรม คุณภาพ สอดคล้องกับ กฎหมายข้าราชการพลเรือนเอาไว้อีก ๑ มาตราด้วย

ประเด็นที่ ๕ ได้ปรับปรุงแก้ไขบทบัญญัติที่ปัจจุบันมันไม่มีผลใช้บังคับ แล้วนะครับ เช่น ในกฎหมายฉบับปัจจุบันนี้ได้มีการประกาศใช้กฎหมายจัดตั้งมหาวิทยาลัย นวมินทราธิราช แยกตัวออกจากกรุงเทพมหานคร ถ้าใครนึกถึงโรงพยาบาลวชิระได้ สมัยก่อนนี้ เป็นโรงพยาบาลที่อยู่ในสังกัดของกรุงเทพมหานคร บัดนี้ก็แยกตัวออกไปนะครับ เป็นส่วนหนึ่ง ของมหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้นในกฎหมายฉบับนี้ที่เขียนถึงข้าราชการกรุงเทพมหานคร ในสถาบันอุดมศึกษาก็ดี มันก็ไม่มีผลใช้บังคับอีกต่อไปนะครับ ก็ได้มีการตัดข้อความเหล่านี้ ออกไปอีก ๘ มาตราด้วยกัน

ประเด็นที่ ๖ ก็คือแก้ไขบทบัญญัติอื่น ๆ อีก ๕ มาตรา เช่น กฎบังคับใช้ เมื่อไร ชื่ออะไรทํานองนี้ซึ่งเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ รวมทั้งหมด ๔๑ มาตราที่มีการแก้ไข จากกฎหมายเดิมที่มีอยู่ทั้งหมด ๘๕ มาตรา ผมอยากจะสรุปว่า สิ่งที่แก้เหล่านี้ ๔๑ มาตรานี้ ประการแรก ก็คือเป็นการแก้ไขเพื่อให้ให้สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญที่บังคับว่าต้องแก้ ประการที่ ๒ ก็คือเพื่อเป็นการสร้างมาตรฐานการบริหารงานบุคคลให้สอดคล้องกับท้องถิ่นอื่น นี่ก็เป็นเรื่องที่รัฐธรรมนูญบอกให้ทํา ประการที่ ๓ ก็คือสอดคล้องกับแผนปฏิรูปการปกครอง ท้องถิ่นที่สภาแห่งนี้ได้เคยให้ความเห็นชอบมาแล้ว เกี่ยวกับเรื่องของการบริหารงานบุคคล ของท้องถิ่น เพื่อให้เกิดระบบคุณธรรมแล้วก็ป้องกันให้มีหลักประกันความมั่นคง เพื่อประสิทธิภาพในการบริหารงานของกรุงเทพมหานครครับ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณทางคณะกรรมาธิการนะครับได้นําเสนอรายงานที่สมบูรณ์อย่าง ต่อเนื่องเรียบร้อยแล้วนะครับ ต่อไปผมจะเปิดโอกาสให้สมาชิกได้อภิปราย

(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)

ถ้าหากว่าสมาชิกไม่ประสงค์จะอภิปราย เนื่องจากได้พิจารณาแล้วเป็นรายงาน ที่สมบูรณ์ ไม่มีข้อสงสัยใด ๆ เพราะต่อเนื่องจากการพิจารณารายงาน และร่างพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. .... เป็นที่เรียบร้อยไปสักครู่นี้ ผมขอปิดการ อภิปรายครับ

ต่อไปจะขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ ในระหว่างนี้ก็จะขอเวลาสักครู่ เนื่องจากเป็นช่วงรับประทานอาหาร สมาชิกอยู่นอกห้องประชุม ขอเชิญเข้าห้องประชุมครับ ขณะนี้เราได้พิจารณารายงาน เรื่อง การบริหารงานบุคคลของกรุงเทพมหานคร และร่าง พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยทางคณะกรรมาธิการ ซึ่งมีท่านประธานนินนาท ชลิตานนท์ ประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น และท่านธวัชชัย ฟักอังกูร เป็นประธาน อนุกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ แล้วก็ผู้ชี้แจง รวมทั้งตัวแทนจากทาง อนุกรรมาธิการที่เป็นผู้ตรวจราชการกรุงเทพมหานคร แล้วก็อดีตรองปลัดกรุงเทพมหานคร ระหว่างที่กําลังรอสมาชิกเข้าห้องประชุมเพื่อใช้สิทธิแสดงตน ขอย้ําว่าตามที่คณะกรรมการ ประสานงานระหว่างสภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้ขอ ความร่วมมือให้สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศกรอกแบบตอบรับการเข้าร่วม ในการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ เพื่อทําความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสาระสําคัญของ ประเด็นคําถามเพิ่มเติมที่ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการออกเสียงประชามติ ซึ่งได้ มีการแจกแบบตอบรับให้ท่านสมาชิกแสดงความจํานงไปแล้วนะครับ ก็ขอเชิญชวนให้ ท่านสมาชิกได้กรอกแบบตอบรับแล้วก็ส่งแบบตอบรับคืนภายในวันนี้นะครับ เวลาไม่เกิน ๑๖.๐๐ นาฬิกา เพื่อจะนําส่งให้กับทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติในวันพรุ่งนี้นะครับ แล้วก็บรรดาอาสาสมัครของ สปท. จะมีการประชุมร่วมกับทางอาสาสมัครของ สนช. ในวันศุกร์ที่ ๑๓ พฤษภาคม เวลา ๑๓.๓๐ นาฬิกา โดยประมาณ ซึ่งผมได้ประสานกับ ท่านรองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คนที่หนึ่ง ท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย เกี่ยวกับ การกําหนดเวลานัดหมายก็โดยถือเอาเวลา ๑๓.๓๐ นาฬิกาเป็นประมาณครับ จะคลาดเคลื่อน เล็กน้อยกรณีของการประชุม สนช. ที่อาจจะเลิกช้ากว่ากําหนดเกินจากที่นัดหมายก็จะ ประชุมหลังจากที่ สนช. ได้ปิดการประชุมในวันศุกร์แล้วนะครับ ก็ขอเรียนท่านสมาชิกที่เป็น อาสาสมัคร สปท. นะครับ ในการทําหน้าที่ในภารกิจเรื่องชี้แจงคําถามพ่วงประชามติ ขอเชิญ สมาชิกได้ใช้สิทธิแสดงตนนะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

โปรดใช้สิทธิแสดงตนโดยการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มแสดงตน)

ลงคะแนนเสร็จแล้วก็กลับไป จําช้อน จําจาน แล้วก็แก้วที่ทานในห้องอาหาร ให้ได้นะครับ เชิญท่านชูชาติครับ เจ้าหน้าที่ช่วยกันดูหน่อยครับ สมาชิกได้แสดงตนครบถ้วน หรือยังครับ ท่านสมชัยอีกท่านนะครับ ท่านไวกูณฑ์ใช้สิทธิหรือยังครับ เห็นเดินอยู่ ท่านเสรี ยังติด พ.ร.บ. รอกําหนดโทษอยู่ ท่านกษิตครับ ท่าน พลเอก ฐิติวัจน์ ส่วนใหญ่อยู่ใน ห้องอาหารนะครับ ท่านกษิตได้บัตรสํารองหรือยังครับ เจ้าหน้าที่บันทึกไว้ก็ได้ครับว่า ท่านกษิตได้แสดงตน

นายชูชาติ อินสว่าง

ท่านประธานครับ ขออนุญาต ด้วยความเคารพครับ ผมกดปุ่มผิดครับ แสดงตนแล้วผมไปเห็นด้วยเลยครับ มันก็เลยไม่เวิร์ก (Work) ขออนุญาต ทําอย่างไรก็แก้ไขไม่ได้ครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เจ้าหน้าที่บันทึกไว้ ไม่นึกว่าหนุ่มสุพรรณบุรีจะใจร้อนขนาดนี้

นายชูชาติ อินสว่าง

ขอบพระคุณมากครับ

นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์

ขออนุญาตครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ ครับ เช่นเดียวกันครับ เมื่อสักครู่ผมยังไม่ได้กดปุ่มแสดงตน ไปกดปุ่ม เห็นด้วยครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

บันทึกไว้ด้วยครับเจ้าหน้าที่ ท่านธานินทร์ใช้สิทธิหรือยังครับ ท่านรองเลขาธิการ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

นายสันตศักย์ จรูญ งามพิเชษฐ์

ผมสันตศักย์ครับ บัตรขัดข้อง

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ทีละท่านครับ เชิญครับ ใช้สิทธิขานชื่อก็ได้ครับ เชิญท่านธานินทร์ก่อน

นายธานินทร์ ผะเอม

ผม ธานินทร์ หมายเลข ๗๔ ครับ จะขอใช้สิทธิ ลงมติครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ใช้สิทธิแสดงตนครับ ท่านสันตศักย์เรียบร้อยไหมครับ ท่านนิกร เชิญครับ

นายนิกร จํานง

ท่านประธานครับ คงไม่ซีเรียส (Serious) อะไร แต่ว่า พอกลับมาแล้วบัตรแสดงตนไปอยู่ที่เห็นด้วย แล้วไม่เปลี่ยนเลย

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านแน่ใจว่านั่งไม่ผิดที่นะครับ ท่านนิกรใช้สิทธิแสดงตนครับ

นายนิกร จํานง

ครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านชูชาติ

นายชูชาติ อินสว่าง

ผมนิดเดียวครับ ผมเคยมีประสบการณ์ตรงนี้ ท่านล้าง เลยครับแล้วเอาใหม่ได้เลยครับ ท่านล้างแล้วเอาใหม่เลยนะครับ ได้ทุกคนเลยครับ เพราะว่า ถ้าไม่ล้างแล้วทําใหม่ไม่ได้ครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เจ้าหน้าที่ช่วยกรุณาล้างผลคะแนนการแสดงตนใหม่นะครับ ขอเชิญสมาชิก ใช้สิทธิแสดงตน

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

สมาชิกได้ใช้สิทธิแสดงตนครบถ้วนแล้วนะครับ ที่เพิ่งเดินเข้ามาอีกท่านหนึ่ง ครบถ้วนทุกท่านแล้วนะครับ ขอแสดงผลครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๖๒ ท่านนะครับ เป็นอันว่าครบองค์ประชุมนะครับ

ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การบริหารงาน บุคคลของกรุงเทพมหานคร และร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานคร และบุคลากรกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่..) พ.ศ. .... หรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมาธิการ จะได้นําความเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานและร่าง พระราชบัญญัติดังกล่าวไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปนะครับ ต่อไปจะขอ มติตามข้อบังคับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๖๐ นะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญสมาชิกได้ใช้สิทธิลงคะแนนครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

สมาชิกได้ใช้สิทธิครบถ้วนแล้วนะครับ ผมขอปิดการลงคะแนนนะครับ ขอผลคะแนนครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๗๐ ท่าน เห็นด้วย ๑๖๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๔ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี นะครับ

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น เรื่อง การบริหารงานบุคคลของกรุงเทพมหานคร และร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แล้วนะครับ

จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการปกครองท้องถิ่นทั้ง ๒ เรื่องแล้วครับ ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการและผู้มาชี้แจงครับ

ต่อไปเข้าสู่ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องเสนอใหม่ ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ไม่มี

วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้วนะครับ แต่ว่าขอให้บรรดาผู้ที่ประสงค์ จะเป็นอาสาสมัคร สปท. ในการชี้แจงคําถามพ่วงประชามติได้กรอกแบบฟอร์ม (Form) แล้วก็ส่งแบบฟอร์ม (Form) ภายในเวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกา ตามที่ท่านประธาน สปท. ท่านทินพันธุ์ ได้กําหนดไว้นะครับ แล้วก็ฝากท่านเลขานุการวิป (Whip) เป็นธุระด้วย คือ ท่านคํานูณ สิทธิสมาน นะครับ ก็ขอขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่มาประชุมนะครับ ผมขอปิดการประชุมครับ

เลิกประชุมเวลา ๑๒.๑๙ นาฬิกา