สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ กล่าวถึงความสำคัญของการพัฒนากฎหมายและระบบการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นที่ควรพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยอ้างอิงหลักธรรมวัฏสงสารและบทบาทของความอดทน ความสงบ และการเสียสละในการสร้างสันติภาพและสามัคคีในสังคม พร้อมเสนอให้ปรับหลักเกณฑ์การบริหารงานบุคคลในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละแห่ง เพื่อส่งเสริมความเป็นธรรมและประสิทธิภาพในการพัฒนาบุคลากรอย่างยั่งยืน
ขออนุญาตเรียบร้อยแล้วครับ ผมกราบเรียนเริ่มต้น ก็คือว่าคําว่า วัฏสงสาร เป็นหลักของพระพุทธศาสนาเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป หรือเกิด แก่ เจ็บ ตาย รวมทั้งท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่ในนี้ แต่อย่างไรก็ตามนั่นเป็นเรื่องของสรรพสัตว์ทั้งหลาย สรรพสิ่งทั้งพืชและสัตว์ แล้วก็ทุกอย่างนะครับ แต่อย่างไรก็ตามกฎหมายที่เกิดขึ้นในโลกนี้ มันใช้อันนี้ไม่ได้ มันต้องใช้ว่าเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วต้องพัฒนาต่อไป เช่นที่ท่านนําเสนอ คือการพัฒนาต่อไปให้มันมีศักยภาพให้มันดียิ่งขึ้น แล้วเมื่อวันเสาร์ที่ ๗ ตอนเช้าผมทํางาน ที่บ้านแล้วก็ฟังสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยไปด้วย สถานีวิทยุกระจายเสียง แห่งประเทศไทยก็มีเปิดเสียงของพระพรหมบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร และเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย แล้วผมก็ประทับใจท่านเป็น ดอกเตอร์นะครับ เป็นพระที่เรียกว่าเปี่ยมไปด้วยเขาเรียกอะไร ความรู้ น่าเคารพยกย่อง ผมก็ขับรถไปที่วิทยุแห่งประเทศไทยแล้วไปขอก๊อปปี้ (Copy) เสียงมา ท่านลองฟังก่อน นะครับ ฟังแล้วทําสติให้มั่นแล้วท่านจะเห็นว่าเสียงท่านแล้วเรื่องของท่านมันเหมาะกับ ที่เราจะทําอะไรไหม เรียนเชิญครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิป (Clip) เสียง)
“คนที่มีขันติ มีโสรัจจะ มีความอดทน มีความสงบเสงี่ยมจึงสามารถสร้าง สันติภาพขึ้นในบ้านเมือง ดังที่ พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้คนไทยมีคุณธรรม คิด พูด ทําด้วยเมตตา หวังดีต่อกัน อย่ากระทบกระทั่ง อย่าทําร้ายกัน ก็จะทําให้เกิดรักสามัคคี ทรงแนะให้ประชาชนคนไทยมีการเกื้อกูล แบ่งปันผลประโยชน์ ซึ่งกันและกัน อย่าคิดแต่จะกอบโกยเข้าตัวเองเข้าพวกเดียวกัน ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับเหมือน ๆ กัน ทําได้ดังนี้แล้วก็จะเกิดความสามัคคีขึ้นในบ้านเมืองนี้ ด้วยความสมานฉันท์เป็นแน่นอน ดังนั้นขันติ ความอดทน โสรัจจะความสงบเสงี่ยมด้วยการ เอื้อเฟื้อต่อกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ จึงทําให้เกิดความงดงามความสําเร็จและความสงบ ในบ้านเมือง”
ท่านฟังแล้วคงจะเหมือนผม ก็ขนลุกแล้วรู้สึกว่า ชาติบ้านเมืองเราจะอยู่อย่างไร สั้น กระชับ ภาพต่อไปผมกราบเรียนว่าผมน้อมนํา พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ มา หลังจากที่ฟังพระแล้ว ผมก็มีความรู้สึกมาตลอดว่าถ้าไม่ได้ล้นเกล้าฯ รัชกาลพระองค์นี้แล้ว ผมคิดว่าเราไม่มีโอกาสที่จะมานั่งคุยกันตรงนี้แล้วครับ รวมทั้งเทศบาล สุขาภิบาล ร้อยแปด จิปาถะนะครับ พระบรมราชโองการสมัยพระองค์ท่านนะครับ เมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๔๓๕ โปรดเกล้าให้ตั้งกระทรวงมหาดไทย ปี ๒๔๓๕ นะครับ แล้วท่านยังโปรดเกล้าฯ ต่อไปให้ สมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพองค์ปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย นี่คือเป็นที่มาของ การบําบัดทุกข์และบํารุงสุข ข้างบนนั้นมาจากกระทรวงมหาดไทย รวมทั้งผมก็กระพี้ของ มหาดไทย แล้วก็เป็นต้นกําเนิดของการบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ถ้าผมกล่าวแล้วเป็นเท็จ ไม่จริง ท่านก็แย้งได้โดยเฉพาะท่านกรรมาธิการทั้งหลายนะครับ เมื่อกาลเวลาผ่านไปโลกก็เปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงจากระบบน้อมนํา น้อมนํา ก็คือระบบของกษัตริย์แล้ว แล้วก็มาถึงระบอบประชาธิปไตยเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ พอ พ.ศ. ๒๔๗๕ ผมกราบเรียนว่าประธานสภาผู้แทนราษฎรท่านแรกคือเจ้าพระยาธรรมศักดิ์ มนตรี ท่านเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่วันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๔๗๕ ถึงวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๗๗ ผิดถูกผมถ่ายภาพมาจากทางหน้าสภานี้ ถามว่าผมนํารูปนี้มาทําอะไร ครับ สภาแห่งนี้ได้ตราพระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พุทธศักราช ๒๔๗๖ ขึ้น เมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๔๗๖ นี่คือที่มาที่ท่านได้พูดกัน แต่วัน เวลาเปลี่ยนไปนี่นะครับ กฎหมาย ที่ท่านบอกว่าจากมี ๔๓ มาตรา เป็น ๑๐๐ กว่ามาตราเป็นเรื่องธรรมดาของโลก ที่ผมบอก แล้วว่าวัฏสงสาร เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แต่กฎหมายมันต้องเกิดขึ้น ตั้งอยู่และพัฒนาต่อไป ผมเห็นด้วยกับท่านทุกอย่างแต่ไม่ได้เห็นด้วยหมด ทีนี้ผมก็ไปทําการบ้านมาอีกว่าในอดีตนี่ อันนี้ตัวจริงเลยนะครับ ถ่ายมาจากตัวจริงมาจากราชกิจจานุเบกษา โบราณเก่านี่มีหลัก สุขาภิบาล ก็เปลี่ยนจากสุขาภิบาล เช่น สุขาภิบาลเชียงใหม่ พิษณุโลก หัวเมืองใหญ่ ๆ นี้ เป็นสุขาภิบาลหมด เมื่อในอดีตก่อนปี ๒๔๗๕ เมื่อยกฐานะขึ้นมาก็จะเป็นเทศบาลเมืองก่อน เช่น เทศบาลนครอุบลราชธานี ตั้งเมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม และผมมีรายละเอียดมากกว่านี้ แต่ไม่มีเวลามากพอ เดี๋ยวท่านประธาน ท่านกดออดอีกนะครับ จังหวัดสงขลานี่ตั้งเมื่อ ปี ๒๔๗๘ หน้าตาเป็นอย่างนี้นะครับไม่เหมือนกัน พอมาถึงของกรุงเทพมหานคร เดิมไม่ใช่ กรุงเทพฯอย่างนี้ เป็นเทศบาลนครกรุงเทพมหานคร พระราชบัญญัติจัดตั้งเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๔๗๙ แต่เปิดดําเนินการจริง ๆ วันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๔๘๐ ผิดถูก ท่านประธานกรรมาธิการท่านอยู่ที่นี่มาตลอดชีวิต ต่อไปเป็นเทศบาลเมืองน่าน ถามทําไม ผมไปถึงจังหวัดน่านเลย เพราะในวันเดียวกันที่ผมฟังสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เขาพูดถึงเรื่องชุมชนบ้านน้ําล้อม ผมก็ไปเปิดค้นหาเลยในเวลาเดียวกันที่ผมฟังพระพรหม บัณฑิตนะครับ ที่เทศบาลเมืองน่าน ตั้งเมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๗ และเดี๋ยวผมจะมี รายละเอียดมากกว่านี้นะครับ ต่อไปเราก็มีแบบทันสมัยมากเลยอย่างเมืองพัทยา รูปแบบ สมัยใหม่นี้ตั้งเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๒๑ ต่อไปครับ อันนี้สํานักงานเทศบาลตําบล หัวไทร ผมไปถ่ายมาด้วยมือเองเมื่อ ๒-๓ วันนี้นะครับ ที่ผ่านมา ๒ วันนี้ หน้าตาเป็นอย่างนี้ แต่เขาไม่ให้เข้าดูเพราะเนื่องจากมันวันหยุดราชการ ตั้งเมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๔๒ ต่อไปรูปสุดท้าย องค์การบริหารส่วนตําบลชุมพล ท่านอาจจะแปลกใจน่าจะอยู่อีสาน ไม่ใช่ ครับ อยู่ตรงข้ามวัดพะโคะที่จังหวัดสงขลา ตั้งเมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ ที่ผมเอารูป ต่าง ๆ มาให้ท่านชมนี่นะครับ นี่เป็นออร์เดิร์ฟ (Hors d'oeuvres) ผมอยากกราบเรียนว่า การบริหารงานบุคคลที่ท่านเสนอมา โดยหลัก ๆ แล้วถ้าเอาทั้งประเทศไทยและต่างประเทศ มันมีเรื่อง ๒ เรื่องใหญ่ ๆ อยู่ในนี้ เพราะการบริหารงานบุคคลทั้งหลายถ้าหนีจากตรงนี้ไป ผมว่ามันไม่ใช่ คือเรื่องที่ ๑ หลักของมันก็คือว่าการบริหารงานบุคคลในเรื่องของการสรรหา บรรจุ แต่งตั้ง ลงโทษ หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า เอชอาร์เอ็ม (HRM) ฮิวแมน รีซอร์ซ แมเนจเมนต์ (Human Resource Management) หาคนให้ตรงกับงาน
เรื่องที่ ๒ ที่ต้องดูแลคือเรื่องการพัฒนาบุคคล เขาจะจบปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอกมาก็ตามต้องพัฒนา ไม่ใช่หมายถึงว่าเข้ามาแล้วจะทํางานได้ทุกคน ไม่น่าเชื่อว่า จะเป็นอย่างนั้น ต้องมีการพัฒนา ภาษาอังกฤษเรียกว่า เอชอาร์ดี (HRD) หรือเรียกว่า ฮิวแมน รีซอร์ซ ดีเวลลอปเมนต์ (Human Resource Development) ทั้ง ๒ เรื่องนี้เป็นหัวใจของ การพัฒนาองค์กร
ทีนี้ผมถามว่าผมเอารูปขึ้นมาทําไม อันนั้นรูปเป็นเรื่องของโครง แต่ในโครงนั้น มันมีกิจกรรมเยอะแยะมากเลยถูกไหมครับท่านประธาน มันเป็นเรื่องดีนะครับ ขออนุญาต เพิ่มอีกนิดนะครับ ที่ผมถ่ายรูปมาก็คือเป็นโครง เหมือนเรา ร่างกายเรา มันต้องมีอวัยวะรวมทั้งจิตวิญญาณ จิตวิญญาณคืออะไร เจ้าหน้าที่ทุกคนนี้ต้องทํางานบริการประชาชน หรือฝรั่งมังค่าเรียกว่า บริการสาธารณะ ด้วยจิตวิญญาณ บริการทุกระดับประทับใจ ใช่ไหมครับ ผมว่าเป็นเรื่อง ต้องใช่นะครับ เมื่อใช่เช่นนี้ก็ต้องถามว่าในระบอบประชาธิปไตย ถ้าไม่มีเลือกตั้ง ไม่ใช่ ประชาธิปไตย อ๋อ นี่เราเดินตามก้นฝรั่งเลย แต่ท่านเชื่อหรือเปล่าละว่า ที่ไหนมีเลือกตั้ง มีพวกฉัน ก็มีพวกเธอ มีพวกเธอ ก็มีพวกฉัน แม้แต่ในวงการของมหาวิทยาลัย ท่านไปดูใน มหาวิทยาลัยบางแห่ง รับรองได้เลยว่าน่าดูมาก ผมไม่เอ่ยชื่อ เพราะผมก็มีส่วนจบจากที่นั่น ผมกราบเรียนว่าถ้าเป็นเช่นนี้ ท่านกําลังตัดเสื้อโหลนะ ทั้งหมดนี่ท่านกําลังตัดเสื้อโหล คือท่านใช้ยาหม้อใหญ่ แล้วท่านก็พยายามตัดต่ออะไรร้อยแปดจิปาถะ ผมเห็นด้วยกับท่าน ทุกอย่างเลย แต่อย่างไรก็ตาม อบต. ที่เล็กมากมีงบประมาณ ๑๐ กว่าล้านบาทเท่านั้นนะครับ แต่ต้องทําหน้าที่ทุกอย่างตามกฎหมาย กับ อบต. ใหญ่ ๆ มีงบประมาณเป็นร้อย ๆ ล้านบาท แถวจังหวัดสมุทรปราการ แถวจังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง ไม่ต้องเอ่ยชื่อท่านคงทราบอยู่แล้ว ถามว่าเราจะใช้ยานี่เหมือนพาราเซตามอล (Paracetamol) กับบุคลากรทุกประเภทไหม ผมโทรคุยกับนายก อบจ. ท่านหนึ่งที่จังหวัดชลบุรี เมื่อวันหยุดนี่ละครับ ท่านบอกว่า พี่ ผมมี งบประมาณ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ล้านบาท ผมก็ถามว่า ท่านใช้เงินครบไหม ๔๐ เปอร์เซ็นต์ สําหรับบริหารบุคคล ไม่ครบหรอกครับ แต่ผมถาม อบจ. บาง อบจ. ที่เล็ก ๆ นะครับ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ไม่พอใช้ แล้วก็ฝืนทําหลีกเลี่ยงกันไป แล้วมีการสอบสวนกัน ท่านที่นั่งอันดับ ๒ บนที่นั่งกรรมาธิการก็จะรู้ว่าเคยมีการสอบสวนกัน ใช้เกิน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ถามว่าเรายังจะใช้ ยาหม้อใหญ่ ๆ อย่างนี้ไหมในการบริหารงานบุคคล ถามว่าสมัยก่อนนี้ไม่ว่า ก อะไรที่เกิดขึ้น ก อะไรอยู่กับ ก.พ. หมด พอโลกมันเปลี่ยนแปลงก็มี ก.อ. มี ก.ค. ร้อยแปดจิปาถะ ก ทั้งหลายนี่มันจะ ก.พ. หมดนะครับ เราจะทําอย่างนั้นต่อไปไหม ผมไม่ได้หมายถึงว่า ผมพูดถูกนะครับ ผมกราบเรียนท่านกรรมาธิการด้วยความเคารพว่า ท่านลองไปคิดดูอีกนิด ก็แล้วกันว่าท่านยังจะใช้อย่างนี้อยู่หรือไม่ ผมยกตัวอย่างเลย อย่าง อบต. จังหวัดน่าน อันนี้ผมคุยกับท่านประธาน อบต. เลยนะครับ เขามีประชากรเท่าไร น้อยมาก และผมก็ ดูแล้วงบประมาณก็ไม่มาก อบต. จังหวัดน่านนี้นะครับ มีงบประมาณ ๑๐๐ กว่าล้านบาท เขาก็ต้องใช้กระเบียดกระเสียร และท่านไปจังหวัดน่านแล้วท่านก็จะรู้ว่าที่จังหวัดน่าน คนที่ไม่ใช่คนจังหวัดน่านเขาไปใช้สาธารณูปโภคที่จังหวัดน่าน ก็คือไปเที่ยวเยอะแยะไปหมด ผมขึ้นสไลด์ (Slide) แล้วว่าใช้งบประมาณบริหารบุคคลไป ๗๙ ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่มีงบประมาณ อยู่ ๑๙๘ ล้านบาท ผมถามต่อไปว่า ผมเห็นใจ อบต. จังหวัดน่านเลย ไม่ใช่ผมเชียร์ อบต. จังหวัดน่าน นะครับ เพราะผมฟังจากสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ท่านไปดูได้ แล้วผมก๊อบปี้ (Copy) มาด้วย เหลือเท่าไรที่จะไปบริหารร้อยแปดจิปาถะ แต่เขาก็ยังทําได้ ผมซาบซึ้งมาก แต่ผมต้องกราบเรียนว่าซาบซึ้งว่าเขาก็สามารถทําได้และบริหารได้ดี มีรถรางสําหรับวิ่งชม เป็นการหาเงินรายได้ ผมกราบเรียนมาทั้งหมดนี้มิได้มีความขัดแย้งใด ๆ กับกรรมาธิการเลย เพียงแต่ว่าถึงวันนี้แล้ว ปี ๒๕๕๙ ท่านยังจะใช้ ถ้าปึกใหญ่ ๆ นี่ อบต. เล็ก ๆ อ่านแล้วก็ไม่รู้เรื่อง แล้วในที่สุดก็ทําผิดทําถูก สําคัญที่สุดก็คือว่าเราได้มีการอบรม นายกเทศมนตรีก่อนไหม อบรมปลัด อบต. อบจ. ให้มีความรู้ใกล้เคียงกันหรือเปล่า ผมเชื่อว่า ไม่มี เชื่อด้วยความบริสุทธิ์ใจนะครับ เพราะว่าอย่างน้อยก็เคยเป็นอดีตข้าราชการ กระพี้ของ กระทรวงมหาดไทยนะครับ ว่าไม่มี ไม่มีปุ๊บ ก็เข้าไปทํา ก็ลุย ลุยมันก็ต้องมีพวกอีกว่าเลือกตั้ง แกมาสมัยไหน อ้ายนี้ก็เป็นปัญหา ฝากท่านกรรมาธิการด้วยความเคารพว่า ผมอยากเห็น การบริหารงาน เขาเรียกอะไรบุคคลของท้องถิ่นนี่เจริญก้าวหน้าอย่างที่ท่านอยากเห็น เพราะอะไร สังคมจะเจริญได้ต้องอาศัยครอบครัวที่มีความอบอุ่น พ่อ แม่ ลูก ใน อบต. ก็เช่นเดียวกันก็ต้องอาศัยชุมชน อาศัยการบริหาร ไม่มีใครจะรู้เรื่อง อบต. ที่อยู่ภาคเหนือ ดีเท่าเขาหรอกครับ เราอยู่ส่วนกลางเราไม่รู้ ภาคใต้ก็ไม่เหมือนภาคเหนือ ภาคเหนือ ก็ไม่เหมือนภาคอีสาน ท่านอดีตอธิบดีนั่งอยู่ที่นั่นก็คงจะยืนยันได้นะครับ เพราะฉะนั้นผมยัง คิดว่าอะไรที่จะผ่อนปรนในกรณีที่ให้เขามีความรู้สึกว่าเป็นเทเลอร์เมด (Tailor made) คือหมายถึงว่าให้เขามีความคล่องตัวในการบริหารได้บ้าง ว่าถ้า อบต. อย่างนี้ไม่ใช่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ มันจะต้องมีอย่างไรให้เพิ่ม หรือไม่เพิ่มอย่างไรอีกเรื่องหนึ่ง ผมไม่ก้าวล่วง เข้าไปเพราะผมอาจจะมีความรู้ไม่มากเท่าที่ท่านมี ก็กราบเรียนด้วยความเคารพว่าที่ผมเสนอ และท้วงติงบ้างเล็กน้อยก็เป็นเสียงนกเสียงกานิดหน่อยก็แล้วกันที่ท่านจะนําไปคิดเพิ่มเติม กราบขอบคุณท่านมากครับ