ศานิตย์ นาคสุขศรี หารือการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นและร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นปัญหาข้อจำกัดของบุคลากรท้องถิ่นที่ไม่สามารถย้ายได้ รวมถึงเสนอให้มีการปรับปรุงองค์ประกอบ ก.ถ. ให้มีตัวแทนจากภาคเอกชนและประชาชนร่วมด้วย พร้อมให้กฎหมายกำหนดการถ่ายโอนภารกิจ บุคลากร และงบประมาณอย่างชัดเจน และเสนอจัดตั้งคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมท้องถิ่นให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ พร้อมท้วงติงการแบ่งระดับข้าราชการท้องถิ่น 13 กลุ่มที่มากกว่าข้าราชการพลเรือน ซึ่งอาจส่งผลต่อระบบคุณธรรมและทำให้เกิดความซับซ้อน จึงขอให้ทบทวนเหตุผลก่อนดำเนินการต่อไป
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ และท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ กระผม นายศานิตย์ นาคสุขศรี สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๕๑ ครับ ก็ขอเสนอความเห็นต่อกรรมาธิการ ในรายงานฉบับนี้ทั้งเรื่องของการขับเคลื่อนด้านการปกครองท้องถิ่น และร่างพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. .... ในวันนี้นะครับ ทั้งนี้เนื่องจากผมเห็นว่า การปกครองท้องถิ่นของไทยมีความสําคัญอย่างยิ่ง เป็นส่วนหนึ่งในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ระบุไว้ว่าหลักการบริหารราชการแผ่นดินของประเทศเรานั้น เราจะแบ่งเป็นส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น ส่วนกลางก็คือการรวมอํานาจไว้ ส่วนภูมิภาคก็คือการแบ่งอํานาจ และท้องถิ่นคือการกระจายอํานาจซึ่งถือว่าเป็นหลักสากล เพื่อความผาสุกของพี่น้องประชาชนและประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการบริการ สาธารณะ และจากประสบการณ์ที่ผ่านมานะครับ ในเรื่องการบริหารงานท้องถิ่น ผมมีความเห็นว่าประสบปัญหามากมาย มันเกิดจากหลักคิดในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ ถึงออกหลักคิดในเรื่องกฎหมายบริหารงานบุคคลฉบับนี้ขึ้น ฉบับที่ผ่านมา พอรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ก็ไม่ได้มีการแก้ไขปรับปรุงอะไร เพราะฉะนั้นถือเป็นนิมิตหมายโอกาสดี นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักคิดดั้งเดิมที่ว่าบุคลากรท้องถิ่นเกิดที่ไหนตายที่นั่น อันนี้เป็น ความเจ็บปวด เป็นความชอกช้ํา ตอนแรกพนักงานท้องถิ่นก็มีความรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับ ความเป็นธรรม แต่ทําไปทํามาผู้บริหารท้องถิ่นก็มีความคิดเช่นนั้นเหมือนกันนะครับ บางที ทํางานด้วยกันไม่ได้ จะให้ย้ายก็ย้ายไม่ได้ ต้นทางและเจ้าตัวต้องยอม ปลายทางเจ้าตัวต้องรับ อะไรอย่างนี้เป็นต้น ก็จะทําให้เกิดปัญหาขึ้นอย่างมากมายในเรื่องการบริหารงานท้องถิ่น ผมว่าอันนี้เป็นส่วนหนึ่งที่สําคัญในการฉุดรั้งในการปกครองท้องถิ่นของเราไม่ให้เจริญรุดหน้า ไปเท่าที่ควร ผมว่าเป็นประเด็นสําคัญอย่างยิ่งนะครับ หลาย ๆ ท่านโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พนักงานท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นคงทราบกันดีอยู่แล้วนะครับ ดังนั้นการที่คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่นได้เสนอประเด็นนี้ขึ้นมาผมคิดว่า เป็นประโยชน์อย่างยิ่งและขอชื่นชมอย่างมาก และเมื่อได้อ่านเอกสารประกอบแล้วถือได้ว่า เป็นรายงานที่ครบถ้วนสมบูรณ์สําหรับผู้ที่สนใจและผู้ที่ได้มีประสบการณ์มา เพราะว่ามีสาระ ถึง ๗ สาระค่อนข้างมากเลยนะครับ รวมถึงตลอดถึงมีร่างพระราชบัญญัติและมีตาราง เปรียบเทียบจากของเดิมให้เห็นว่าเป็นอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชบัญญัติระเบียบ บริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งมีจํานวนมาตราก็ไม่มากนะครับ เพราะฉะนั้น การที่แก้ไขปัญหานี้ขึ้นมาจะส่งผลให้เกิดความทันสมัยแล้วก็สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน ได้เป็นอย่างดีนะครับ แต่อย่างไรก็ตามผมยังมีข้อสังเกตนิดหน่อย อาจจะให้ปรับปรุง ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ ก็คือ
ข้อ ๑ องค์ประกอบของคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ ก.ถ. ตามมาตรา ๑๗ ซึ่งกําหนดให้สรรหาบุคคลที่มีความรู้และประสบการณ์ด้านต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นข้าราชการและนักวิชาการเป็นส่วนใหญ่ ถึงแม้จะบอกว่าเป็นส่วนราชการ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นตัวแทนท้องถิ่นอะไรต่าง ๆ ประเด็นนี้นะครับ ซึ่งผมเห็นว่าน่าจะมี ตัวแทนของภาคเอกชน หรือภาคประชาชน ระบุเข้าไปสัก ๑ คนหรือ ๒ คนก็ได้ ซึ่งก็น่าจะ เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะจะเป็นข้อพิจารณาต่าง ๆ ในเรื่องของปัญหาอะไรต่าง ๆ เขาจะ ได้ให้ข้อเท็จจริงในเชิงพื้นที่ หรือตัวบุคลากรในตัวพื้นที่ได้ แต่นี้รวมถึงอนุในระดับจังหวัดด้วย ก็ให้สอดคล้องกันนะครับ อาจจะเพิ่มเป็นภาคเอกชน หรือภาคประชาชนให้มันชัดเจนไปเลย นะครับ โดยที่ไม่ต้องไปเน้นเฉพาะนักวิชาการหรือภาคข้าราชการเท่านั้น
ข้อ ๒ ตามมาตรา ๖๑ ได้บัญญัติเกี่ยวกับการย้าย หรือโอนข้าราชการ ส่วนท้องถิ่นระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเอง หรือการโอนข้าราชการอื่น มาเป็นข้าราชการท้องถิ่นในเหตุปกติธรรมดาเท่านั้น แต่เราต้องยอมรับว่ามันมีอีกอันหนึ่ง เรื่องการถ่ายโอน ซึ่งเป็นนโยบายสําคัญ การถ่ายโอนนี้มันไม่ใช่วาระปกติ ไม่ว่าถ่ายโอนงาน เงิน คน เมื่อเราไม่ได้ระบุไว้ในนี้ มันไม่มีข้อปฏิบัติ เพราะฉะนั้นถ้าเราจะระบุไว้ให้ชัดเจนว่า รวมถึงการถ่ายโอนไว้ในกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งมันไม่ใช่วาระปกติ ก็จะเป็นประโยชน์และทําให้ เกิดสมบูรณ์มาก เพราะว่าเวลาการถ่ายโอนในเรื่องของบุคลากร ในเรื่องของการถ่ายโอน มันเป็นเรื่องใหญ่ จะเห็นว่าที่ผ่านมาถ่ายงานไป คนไม่ไป หรือเงินไม่ไป โดยเฉพาะคนไม่ยอมไป ท้องถิ่นก็ต้องไปบรรจุคนใหม่ งานไป ก็ทําให้งานชิ้นเดียวนี้ กลายเป็นว่าเมื่อถ่ายโอนไปแล้ว ต้องจ้างคนถึง ๒ หน่วย คือหน่วยเดิมกับหน่วยใหม่เกิดขึ้นมา ทําให้พนักงานท้องถิ่นเพิ่มมากขึ้น จากการที่เดิมเราอยากจะลดพนักงาน ข้าราชการอะไรต่าง ๆ ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราได้ระบุ อันนี้ก็จะเป็นความสมบูรณ์ของทุกมิติ
ข้อ ๓ การกําหนดให้มีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมท้องถิ่น ก.พ.ถ. ตามมาตรา ๑๑๙ คงเห็นว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งเลยนะครับ จริง ๆ แล้วคณะกรรมการ พิทักษ์ระบบคุณธรรมมันเกิดขึ้นมาจากรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ก็จะมีแต่เฉพาะข้าราชการ พลเรือนนะครับ ก อื่นของข้าราชการก็ไม่มี แล้วก็มีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม ข้าราชการกรุงเทพมหานครเท่านั้น ท้องถิ่นรูปแบบอื่นก็ไม่มี เพราะฉะนั้นการที่ให้อยู่ใน คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมท้องถิ่นทั้งระบบก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แล้วโดยเฉพาะ อย่างยิ่ง กทม. ก็อาจจะปลอดจากนักการเมือง เพราะที่ผ่านมาคณะกรรมการพิทักษ์ระบบ คุณธรรมท้องถิ่น หรือของ กทม. อาจจะมีปัญหาในการปฏิบัติ เพราะว่าต้องอยู่ในอัมเบรลลา (Umbrella) ของผู้บริหารเป็นต้น เพราะฉะนั้นการที่มาอยู่ใน ก เดียวกัน คณะกรรมการ พิทักษ์ระบบคุณธรรมท้องถิ่นทั้งระบบนี่นะครับ ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งนะครับ เป็นเครื่องมือที่จะสอดรับกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กําลังจะออกด้วยซ้ําไป โดยมาตรา ๗๖ วรรคสาม ที่ให้มีมาตรการป้องกันมิให้ผู้ใดใช้อํานาจ หรือการกระทําการโดยมิชอบ ที่เป็น การก้าวก่าย หรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ หรือกระบวนการแต่งตั้ง หรือการพิจารณา ความดีความชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันนี้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกิดขึ้น โดยเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ผมคิดว่าอันนี้ถ้าออกได้นะครับ ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมาก แต่เมื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติตามมาตรา ๑๑๙ กับ มาตรา ๑๒๒ วรรคสองตอนท้ายแล้ว อาจจะมีเนื้อหาสับสนกันเล็กน้อยนะครับ ซึ่งมาตรา ๑๑๙ ซึ่งระบุว่า คณะกรรมการ ก.พ.ถ. คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมท้องถิ่น ซึ่งประกอบด้วยบุคคล ๗ คนต่าง ๆ นี้นะครับ ก็ระบุว่ากําหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเสนอคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งเพื่อพิจารณา ให้ความเห็นชอบ และให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง คือมาตรา ๑๑๙ บอก คณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง แต่พอมาตรา ๑๒๒ บอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเสนอรัฐมนตรีแต่งตั้งเพื่อพิจารณา ให้ความเห็นชอบ แล้วให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง อันนี้จะสับสนกันนิดหน่อยครับท่านประธาน ถ้าจะเขียนให้ชัดเจน มันจะได้เกิดความชัดเจนแล้วจะไม่สับสนขึ้นมานะครับ อันนี้ก็ฝาก น่าจะปรับปรุงนะครับ อย่างเช่นเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เสนอ ครม. เห็นชอบ ให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง อย่างนี้เป็นต้น ก็จะชัดเจน อันนี้มันซ้อนกันนะครับ
ข้อสุดท้าย ผมดูบัญชีเงินเดือนข้าราชการส่วนท้องถิ่น ท้ายร่าง พ.ร.บ. นี้ รู้สึก เป็นห่วงนะครับ เพราะว่าแบ่งข้าราชการออกเป็นถึง ๑๓ กลุ่ม คือประเภททั่วไป ๓ ระดับ ประเภทวิชาการ ๔ ระดับ ประเภทอํานวยการ ๓ ระดับ และประเภทบริหาร ๓ ระดับ ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับสมัยก่อน หรือข้าราชการพลเรือน เรามีแค่ ๑๑ หรือแค่ซี ๑๑ อันนี้ ถ้าพูดง่าย ๆ ก็คือ ซี ๑๓ แต่นี้ไม่ว่าจะเป็นระดับชั้นหรือเงินเดือน ผมคิดว่าถ้าการแบ่งจํานวน มากเกินไป จะส่งผลให้เกิดปัญหาในการรักษาระบบคุณธรรม ทําให้เกิดปัญหายากขึ้น คือการเข้าสู่ตําแหน่ง การวิ่งเต้น การเข้าพิจารณาเงินเดือนมันมีมากขึ้น เมื่อมีมากขึ้น การวิ่งเต้นอะไรต่าง ๆ ระบบคุณธรรมมันก็จะซับซ้อนยุ่งยากมากขึ้น อันนี้ก็ฝากด้วยแล้วกัน นะครับว่าเหตุผลทําไมถึงเพิ่มขึ้นมาถึงซี ๑๓ ข้าราชการพลเรือนก็มีแค่ซี ๑๑ เท่านั้นเอง นะครับ อันนี้ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่ง ก็ขอฝากข้อสังเกตไว้แค่นี้นะครับ เพื่อจะไปเป็น ประโยชน์ในการขับเคลื่อนการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นให้มีความครบถ้วน สําหรับ ในหลักการทั่วไปผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเลยครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ