เลิศรัตน์ สนับสนุนร่าง พ.ร.บ. ปรับปรุงการบริหารงานบุคคลท้องถิ่น

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๒ · ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๙

เลิศรัตน์ รัตนวานิช สนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น โดยเน้นความจำเป็นในการปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและหลักการบริหารท้องถิ่นที่โปร่งใส เป็นธรรม และเน้นการให้บริการประชาชน พร้อมเสนอแนวทางการบริหารงานบุคคลโดยอ้างทฤษฎีเอ็กซ์และวาย ร่วมกับการใช้กลไกจูงใจเช่นโบนัสหรือเงินเดือนเพื่อส่งเสริมวินัยและความรับผิดชอบ ซึ่งสอดคล้องกับกระบวนการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นและการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญที่จะนำไปสู่การทำประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณ ที่ท่านประธานให้โอกาสอภิปรายในเรื่องที่ผมคิดว่ามีความสําคัญยิ่งและเป็นรากฐาน ของการปกครอง ซึ่งคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น ของสภาเรา ได้ศึกษาและเสนอมาเป็นเรื่องแรก คือเรื่องการบริหารงานบุคคลขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วก็ได้ยกร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. .... ซึ่งผมก็คงขอใช้เวลาสั้น ๆ ขึ้นมาอภิปรายสนับสนุนการทํางานของคณะกรรมาธิการ และคณะอนุกรรมาธิการที่ได้ทําการศึกษาในเรื่องที่คิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญยิ่ง ในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย การปกครองส่วนท้องถิ่น ก็ต้องถือว่าเป็นรากฐาน ที่มีความสําคัญที่จะเป็นตัวชี้วัดถึงความสําเร็จหรือความล้มเหลวของการปกครอง ของบ้านเมืองเรา แน่นอนครับ พ.ร.บ. เดิม ปี ๒๕๔๒ ก็ใช้มาเกือบ ๒ ทศวรรษแล้ว ย่อมมีจุดอ่อน จุดแข็ง ที่จะต้องมาศึกษาพิจารณาปรับปรุง และที่สําคัญยิ่งที่ผมคิดว่า คณะกรรมาธิการได้เลือกเวลาในช่วงนี้นําเสนอร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ก็คือหลังจากที่ได้เห็น ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่จะนําไปทําประชามติในวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๙ นี้ ซึ่งถ้าหากผ่าน ซึ่งผมเชื่อว่าผ่านนะครับ ก็คงจะได้นําร่างกฎหมายอันนี้เข้าไปพิจารณาในห้วงเวลาพอดี ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้กว่าจะเข้าถึง สนช. ก็น่าจะเป็นอีก ๔-๕ เดือน เป็นช่วงที่ทาง สนช. ก็จะรับรู้ แล้วว่า ร่างรัฐธรรมนูญได้ผ่านการทําประชามติหรือไม่ ซึ่งถ้าผ่านการทําประชามติก็จะเป็น กฎหมายฉบับแรก ๆ ที่ได้มีการปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องกับเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ ปัญหาของการแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มักจะเป็นปัญหาเสมอในการ ยกร่างรัฐธรรมนูญในแต่ละฉบับ เพราะว่ามีการแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้อง ไม่ทันกาล ไม่ทันต่อการนําไปปฏิบัติ อย่างบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มาตรา ๒๕๑ นี้ ผมคิดว่า มีความสําคัญยิ่งที่บัญญัติว่า การบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้เป็นไปตามที่ กฎหมายบัญญัติ ซึ่งต้องใช้ระบบคุณธรรม และต้องคํานึงถึงความเหมาะสมและความจําเป็น ของแต่ละท้องถิ่น และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละรูปแบบ เพราะฉะนั้นก็ชัดเจนแล้วว่า รัฐธรรมนูญฉบับที่จะนําไปลงประชามตินั้นได้ตระหนักถึงการมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มี หลายรูปแบบ แล้วก็มีหลายขนาดนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้กฎหมายก็ต้องมีความยืดหยุ่นอ่อนตัว ที่จะนําไปใช้แบบที่ทั้ง ๒ ท่านแรกก็ได้ให้ข้อคิดเห็นแล้วว่า คงไม่ใช่ยาสําเร็จรูปขนานเดียว ที่จะไปแก้โรคทุกโรคได้ เพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของเรานั้นมีความหลากหลาย และมีหลายขนาด ในมาตรา ๒๕๑ ได้กล่าวไว้ว่า การจัดให้มีมาตรฐานที่สอดคล้องกัน เพื่อให้ สามารถพัฒนาร่วมกันหรือการสับเปลี่ยนบุคลากรระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ด้วยกันได้ อันนี้ก็ทําให้เกิดความยืดหยุ่น ซึ่งในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็ได้นํามาใช้เป็นแนวทาง ในการที่จะปรับปรุงตัว พ.ร.บ. ปี ๒๕๕๒ ให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น คณะกรรมาธิการและอนุ กรรมาธิการได้ชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่ร่างรัฐธรรมนูญได้กล่าวถึงหรือได้บัญญัติไว้ ๖ ประเด็น ไม่ว่า จะเป็นเรื่องการรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด การพัฒนาเจ้าหน้าที่ให้มีความซื่อสัตย์สุจริตและทัศนคติในฐานะผู้ให้บริการประชาชน บางที ถ้าเราดูชื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมันทําให้เกิดทัศนคติที่อยู่ในทางกลับกันว่าผู้ที่ผ่าน การคัดเลือกหรือผู้ที่ผ่านการเลือกตั้งมาปกครองประชาชนในท้องถิ่น ซึ่งที่จริงแล้วไม่ใช่ นะครับ บรรยากาศการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรก ฉบับของท่านอาจารย์บวรศักดิ์จึงได้ เปลี่ยนชื่อเป็น องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น ให้เห็นว่าผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามา ได้รับการ แต่งตั้งเข้ามาทําหน้าที่ดูแลท้องถิ่นในแต่ละระดับนั้นเขาไม่ใช่ผู้ปกครอง เขามาเป็นผู้บริหาร และในรายงานฉบับนี้ได้เขียนว่าเป็นผู้ให้บริการประชาชน ข้าราชการคือผู้ให้บริการประชาชน ก็เช่นเดียวกับข้าราชการปกครองส่วนท้องถิ่นเช่นเดียวกันหรือผู้บริหารจะต้องตระหนัก ในเรื่องนี้ให้มากว่าเขาเป็นผู้ให้บริการประชาชน ไม่ใช่ผู้ปกครองประชาชน นอกจากนั้น ในสาระสําคัญร่างรัฐธรรมนูญก็ได้พูดถึงระบบคุณธรรม จริยธรรม สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่มี ความสําคัญยิ่ง ซึ่งการยกร่าง พ.ร.บ. ฉบับใหม่ขึ้นมาได้เน้นความสําคัญถึงความซื่อสัตย์สุจริต ความมีธรรมาภิบาลต่าง ๆ

อีกประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะเรียน คือว่าคณะอนุกรรมาธิการก็ได้ศึกษา หลักการบริหาร โดยได้กล่าวถึงแรงจูงใจในทฤษฎีเอกซ์ (X) และทฤษฎีวาย (Y) ทฤษฎีเอกซ์ (X) ก็ต่างว่ามนุษย์ไม่ชอบทํางาน ต้องบังคับ ทฤษฎีวาย (Y) บอก มนุษย์ดําเนินงานด้วยตนเองได้ และควบคุมตนเองได้แบบประชาธิปไตย ถ้าถามผมว่าคนไทยแล้วก็ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ อยู่ตรงเอกซ์ (X) หรือวาย (Y) ยากมากที่จะตอบ เพราะฉะนั้นการยกร่างกฎหมายก็ต้องคํานึงว่า การที่จะให้คนไทยอยู่ในทฤษฎีวาย (Y) คืออยากทํางานเหลือเกิน เป็นเรื่องที่ยังห่างไกลจาก ความเป็นจริง ยิ่งนิสัยคนไทยค่อนข้างจะสบาย ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นก็ต้องมีกําหนด กฎเกณฑ์ แต่บางครั้งการมีอามิสสินจ้างหรือเจ๊กฝรั่งเขาเรียกว่าอินเซนทิฟ (Incentive) มันก็เป็นเรื่องที่ดีนะครับ อินเซนทิฟ (Incentive) ไม่ว่าจะเป็นโบนัส เป็นการขึ้นเงินเดือน การมีเงินประจําตําแหน่งต่าง ๆ เหล่านี้ทําให้คนอยากจะทํางาน ก็เป็นวิธีล่อหรือชักจูง หรือโน้มน้าวจิตใจเพื่อทําให้ไปสู่ทฤษฎีวาย (Y) ได้ ครับก็อยากจะกราบเรียนให้เพื่อนสมาชิก ว่ากรรมาธิการได้ทํางานในเรื่องนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่อง สําคัญยิ่ง เป็นเรื่องพื้นฐานที่สําคัญของ การปกครองส่วนท้องถิ่น คือเรื่องการบริหารงานบุคคล ก็อยากจะให้กําลังให้การสนับสนุน แล้วก็หวังว่าพวกเราคงจะให้ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ผ่านเข้าไปรอที่จะแก้ไขให้สอดคล้องกับ ร่างรัฐธรรมนูญที่จะนําไปสู่การทําประชามติในวันที่ ๗ สิงหาคมนี้ด้วย ขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ