ธวัชชัย เทอดเผ่าไทย หารือปัญหาการบริหารงานบุคคลในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ขาดความเป็นเอกภาพ โปร่งใส และมาตรฐาน ทั้งในด้านการสรรหา การแต่งตั้ง การประเมินผล และการจัดสรรอัตรากำลัง พร้อมเสนอให้มีการปรับปรุงร่าง พ.ร.บ. ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและหลักการกระจายอำนาจ โดยเสนอจัดตั้งคณะกรรมการบริหารงานบุคคลในระดับชาติและจังหวัดแบบไตรภาคี และปรับโครงสร้างคณะกรรมการให้มีความเป็นหนึ่งเดียวเพื่อความเสมอภาค ลดการทุจริตและคุ้มครองคุณธรรมในการบริหารจัดการบุคคลอย่างเป็นระบบ
กราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกท่าน ผม นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๗๑ ขออนุญาต เรียนชี้แจงสรุปความเป็นมา กรอบการพิจารณา ปัญหาและสาระสําคัญของร่างพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. .... ดังนี้ครับ
สําหรับในส่วนของบุคลากรด้านท้องถิ่นที่ไม่รวมกรุงเทพมหานครนั้น จริง ๆ แล้วมีถึงประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ คน ก็คือข้าราชการ พนักงาน รวมตลอดถึงลูกจ้าง ซึ่งก็เป็นกลุ่มบุคลากรที่มีจํานวนมาก สําหรับความเป็นมาของการปรับปรุงแก้ไข ก็เนื่องจาก พระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติขึ้นตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ซึ่งมีหลักการที่สําคัญตามมาตรา ๒๘๔ ที่กําหนดว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหลายย่อมมีความเป็นอิสระในการกําหนดนโยบาย การปกครอง การบริหาร การบริหารงานบุคคล การเงินการคลังและมีอํานาจหน้าที่ของตนเองโดยเฉพาะ ต่อมาได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ก็ได้มีการแก้ไข ในเรื่องนี้ โดยระบุในมาตรา ๒๘๓ ว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นย่อมมีอํานาจหน้าที่ โดยทั่วไปในการดูแลและจัดทําบริการสาธารณะ เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น และย่อมมีความเป็นอิสระในการกําหนดนโยบาย การบริหาร การจัดบริการสาธารณะ การบริหารงานบุคคล การเงินและการคลัง และมีอํานาจหน้าที่ของตนเองโดยเฉพาะ โดยต้องคํานึงถึงความสอดคล้องกับการพัฒนาของจังหวัดและประเทศเป็นส่วนรวมด้วย และมาตรา ๒๘๘ ที่กําหนดว่า การแต่งตั้งและการให้ข้าราชการและลูกจ้างขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นพ้นจากตําแหน่งต้องเป็นไปตามความเหมาะสมและความจําเป็นของ แต่ละท้องถิ่น โดยการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีมาตรฐาน สอดคล้องกัน และอาจได้รับการพัฒนาร่วมกัน หรือสับเปลี่ยนบุคลากรระหว่างองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันได้ รวมทั้งต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการข้าราชการ ส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นองค์กรกลางบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นก่อน ทั้งนี้ตามที่กฎหมาย บัญญัติ ในการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีองค์กรพิทักษ์ระบบ คุณธรรมของข้าราชการท้องถิ่นเพื่อสร้างระบบคุ้มครองคุณธรรมและจริยธรรมในการ บริหารงานบุคคล ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ คณะกรรมการข้าราชการส่วนท้องถิ่นจะต้อง ประกอบด้วย ผู้แทนของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนข้าราชการส่วนท้องถิ่นและผู้ทรงคุณวุฒิ มีจํานวนเท่ากัน ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ การโยกย้าย การเลื่อนตําแหน่ง การเลื่อนเงินเดือน และการลงโทษข้าราชการและลูกจ้าง ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการเสนอ ขอแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติฉบับปี ๒๕๔๒ ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ มีการเสนอขอแก้ไขปรับปรุง โดยไปรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้มี การเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวไปจนถึงสภาผู้แทนราษฎร และอยู่ระหว่างการพิจารณา ของสภาผู้แทนราษฎร จนกระทั่งเกิดการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติขึ้น เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จึงตกไป และสภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้นําร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้นพิจารณาใหม่อีกครั้งหนึ่ง แต่การดําเนินการยังไม่แล้วเสร็จ หมดวาระไปก่อน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจึงได้รับมอบหมายภารกิจมาดําเนินการ ต่อไป
กรอบการพิจารณา คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการ ปกครองท้องถิ่น ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้โดยมีหลักเกณฑ์การพิจารณายกร่าง คือ
๑. ศึกษาพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ และรวบรวมข้อเท็จจริงของปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้บังคับแล้วนํามาถอดบทเรียนเพื่อเป็น ข้อมูลประกอบการยกร่างกฎหมาย
๒. ศึกษาร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. .... ที่ผ่านการพิจารณามาตามลําดับจนถึงสภาผู้แทนราษฎร
๓. นําร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... (วันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๙) ที่ระบุในมาตรา ๒๕๑ ว่า การบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติซึ่งต้องใช้ระบบคุณธรรมและต้องคํานึงถึงความเหมาะสม และความจําเป็นของแต่ละท้องถิ่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละรูปแบบ
๔. การจัดให้มีมาตรฐานที่สอดคล้องกันเพื่อให้สามารถพัฒนาร่วมกัน หรือสับเปลี่ยนบุคลากรระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันได้
๕. ศึกษากฎหมายใกล้เคียงเพื่อเปรียบเทียบ ได้แก่ พระราชบัญญัติระเบียบ ข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ และพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานคร และบุคลากรกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๕๔
๖. ศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พระราชบัญญัติองค์การบริหาร ส่วนจังหวัด พ.ศ. ๒๕๔๐ พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ พระราชบัญญัติสภาตําบล และองค์การบริหารส่วนตําบล พ.ศ. ๒๕๓๗ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ เมืองพัทยา พ.ศ. ๒๕๔๒ แล้วก็พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ และพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙
๗. ศึกษากฎหมายนํามาสนับสนุนการยกร่างกฎหมาย ได้แก่ พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ พระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
๘. ศึกษาผลการดําเนินงานของสภาปฏิรูปแห่งชาติ และข้อสังเกต ข้อคิดเห็น รับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมจากผู้เกี่ยวข้องทั้งในวงกว้างด้วยการออกไปรับฟังความคิดเห็น รับหนังสือแจ้งข้อมูลความต้องการจากผู้ที่เกี่ยวข้อง แล้วก็เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาเสนอความคิดเห็น มาตราหรือประเด็นไหนที่ผ่านความเห็นชอบของสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามาแล้ว ก็จะยึดตามเป็นหลัก เว้นแต่มีข้อมูลบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงซึ่งก็มีจํานวนน้อย
ปัญหาที่เกิดขึ้น หลักการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นหลักการที่ปรากฏตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ นับตั้งแต่บังคับใช้กฎหมายดังกล่าวจนถึงปัจจุบัน มีปัญหาที่สําคัญใหญ่ ๆ เกิดขึ้น ๖ ประการ ได้แก่
ประการแรก ปัญหาความไม่เป็นเอกภาพและมาตรฐานที่ต่างกันของ คณะกรรมการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้เนื่องจากคณะกรรมการข้าราชการ และพนักงานส่วนท้องถิ่นมี ๓ ระดับ คือ คณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคล ส่วนท้องถิ่นหรือที่เราเรียกว่า ก.ถ. นั้น สังกัดกระทรวงมหาดไทย คณะกรรมการกลาง ข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่นหรือเราเรียกว่า ก.จ. ก.ถ. และ ก.อบต. สังกัด กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และคณะกรรมการข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือที่เรียกว่า ก.จ.จ. ก.ท.จ. และ ก.อบต. จังหวัด สังกัดสํานักงานส่งเสริมการปกครอง ท้องถิ่นจังหวัด รวมทั้งประเทศแล้วจะมีองค์กรการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นมากถึง ๒๓๓ คณะ ทําให้เกิดความสับสนในอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการแต่ละระดับ มาตรฐานการวินิจฉัยต่างกัน ขาดเอกภาพในการดําเนินงาน ถูกแทรกแซงจากท้องถิ่น สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายด้านค่าตอบแทนคณะกรรมการซึ่งมีจํานวนมาก
ประการที่ ๒ ก็คือปัญหาการสอบแข่งขันและสอบคัดเลือกที่ไม่โปร่งใส เช่น มีการดําเนินงานที่ไม่เป็นไปตามประกาศหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กําหนด รวมถึงส่อไปในทาง ทุจริต เรียกรับผลประโยชน์หรือค่าตอบแทน ใช้ระบบอุปถัมภ์ การสอบที่ไม่ได้มาตรฐาน แม้ว่า ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. ได้กําหนดมาตรการเพื่อป้องกันการทุจริตหลายประการ เช่น บัญชีสอบแข่งขันขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ใช้บรรจุแต่งตั้งได้เฉพาะองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นนั้น การสอบแข่งขันจะต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบแข่งขันโดยให้ สถาบันการศึกษาของรัฐเป็นหน่วยดําเนินการในการผลิตข้อสอบ การตรวจข้อสอบ เป็นต้น แต่มาตรการดังกล่าวก็ไม่ปรากฏผลดีเท่าที่ควรจนเป็นเหตุให้มีการเพิกถอนมติคณะกรรมการ พนักงานส่วนท้องถิ่นที่เห็นชอบการบรรจุแต่งตั้งบุคคลผู้สอบแข่งขันได้ ซึ่งมีผลกระทบ ตามมาในด้านต่าง ๆ เช่น ด้านการสอบแข่งขัน การทุจริตสอบแข่งขันหรือการดําเนินการ สอบแข่งขันที่ไม่ชอบด้วยมาตรฐานและหลักเกณฑ์ ก่อให้เกิดความไม่เสมอภาคในโอกาส ในการบรรจุแต่งตั้ง ซึ่งมีการตรวจสอบพบภายหลังการบรรจุแต่งตั้งแล้ว ก่อให้เกิดผลกระทบ ต่อการเรียกร้องสิทธินําไปสู่การฟ้องร้องจนส่งผลเสียหายต่อภาพพจน์ของระบบบริหารงาน บุคคลส่วนท้องถิ่น ด้านคณะกรรมการกลางข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ปัจจุบัน ผลจากมีมติเพิกถอนมติคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นที่เห็นชอบการบรรจุแต่งตั้ง ที่เป็นไปโดยไม่ชอบ ปรากฏว่ามีผู้ฟ้อง ก.ท. และ ก.อบต. ต่อศาลปกครองเป็นจํานวนกว่า ๑๐๐ คดี ด้านการคุ้มครองพยาน ภายหลังที่คณะกรรมการกลางข้าราชการและพนักงาน ส่วนท้องถิ่นมีมติเพิกถอนมติคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นที่เห็นชอบการบรรจุ แต่งตั้งผู้สอบแข่งขันได้เป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นไปแล้ว ปรากฏว่าผู้ที่ให้ข้อมูลหรือ มีส่วนเกี่ยวข้องในการให้ความช่วยเหลือชี้เบาะแส ไม่ได้รับความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน ผู้แจ้งเบาะแสบางรายถูกข่มขู่จากผู้มีอิทธิพลและถูกทําร้ายร่างกาย ตลอดจนผู้ปฏิบัติหน้าที่ ถูกฟ้องร้องต่อศาลในฐานะหมิ่นประมาท นอกจากนี้มีการใช้ระบบอุปถัมภ์ในการสอบ คัดเลือกเพื่อแต่งตั้งข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่นดํารงตําแหน่งในสายงานที่สูงขึ้น หรือการคัดเลือกเพื่อให้ดํารงตําแหน่งในระดับที่สูงขึ้นในสายงานเดิม มีการใช้ระบบอุปถัมภ์ เพื่อให้พวกพ้องได้ผ่านการสอบ ซึ่งมักปรากฏว่าข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จัดสอบคัดเลือกมักจะเป็นผู้ที่ผ่านการสอบคัดเลือก หรือคัดเลือกเสมอ ตลอดจนมักปรากฏว่าการสอบแต่ละครั้งจะมีผู้สมัครเพียงรายเดียว
ประการที่ ๓ ปัญหาการกําหนดโครงสร้างและอัตรากําลังมากเกินความ จําเป็น ในการกําหนดโครงสร้างส่วนราชการและอัตรากําลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มักจะมีการกําหนดเพื่อเอื้อประโยชน์แก่บุคคล โดยมิได้คํานึงถึงค่างาน คุณภาพงาน ความยุ่งยากซับซ้อนของงาน ซึ่งเรื่องนี้มีข้อร้องเรียนจากผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ตรวจสอบ กรณีปลัดองค์การบริหารส่วนตําบลหลายแห่งมีการปลอมแปลงเอกสารทางราชการ หรือรายงานข้อมูลที่ได้ผลคะแนนผ่านการประเมิน ซึ่งกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้มี การสุ่มตรวจใน ๔ ภาค ปรากฏว่าการประเมินกําหนดระดับตําแหน่งปลัดองค์การบริหาร ส่วนตําบลกรณีพิเศษนั้นมีความคลาดเคลื่อน ไม่เป็นตามเจตนารมณ์ที่กําหนดขึ้นจริง
ประการที่ ๔ ปัญหาการขาดประสิทธิภาพในการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ได้แก่ ปัญหาความยุ่งยากในการโอน ย้าย ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะดําเนินการ ได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมจาก ๓ ฝ่ายคือ พนักงานส่วนท้องถิ่น ผู้มีความประสงค์จะขอ โอน ย้าย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้นสังกัดยินยอมให้ไป องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปลายทางยินดีรับ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาตามมา เช่น มีการต่อรองเพื่อเรียกรับผลประโยชน์ อื่นใด มีการใช้ดุลยพินิจที่ไม่เป็นธรรมในการโอน ให้โอนและรับโอน มีการกลั่นแกล้ง โดยใช้ดุลยพินิจไม่ให้โอน ทําให้ข้าราชการขาดขวัญกําลังใจ มีการใช้ระบบอุปถัมภ์ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคพวกในการโอนเป็นการกีดกันความก้าวหน้าของข้าราชการ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น เป็นต้น
ปัญหาการกําหนดวงเงินค่าใช้จ่ายด้านการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓๕ กําหนดให้การจ่ายเงินเดือน ประโยชน์ตอบ แทนอื่น และเงินค่าจ้างของข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นและลูกจ้าง ที่นํามาจากเงิน รายได้ที่ไม่รวมเงินอุดหนุนและเงินกู้หรือเงินอื่นใดนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่ง จะกําหนดสูงกว่าร้อยละ ๔๐ ของเงินงบประมาณรายจ่ายประจําปีขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นนั้นไม่ได้ ทําให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีรายได้มากสามารถกําหนด อัตรากําลังเกินความจําเป็นได้ แต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีรายได้น้อยไม่สามารถ กําหนดอัตรากําลังได้ตามความจําเป็นที่ต้องมี ทําให้เกิดปัญหาคนล้นงานในหลายองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีรายได้มาก และปัญหางานล้นคนในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีรายได้น้อย
ปัญหาการขาดดุลยภาพในการบังคับบัญชา อํานาจการบริหารงานบุคคล ตามมาตรา ๑๕ ของพระราชบัญญัติ พ.ศ. ๒๕๔๒ กําหนดให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด มีอํานาจในการออกคําสั่งเกี่ยวกับการบรรจุและแต่งตั้ง การย้าย การโอน การรับโอน การเลื่อน ระดับ การเลื่อนขั้นเงินเดือน การสอบสวน การลงโทษทางวินัย การให้ออกจากราชการ การอุทธรณ์ และร้องทุกข์ หรือการอื่นใดที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล นายกองค์การ บริหารส่วนจังหวัดจึงมีอํานาจในการบริหารงานบุคคลเบ็ดเสร็จทั้งกระบวนการ ซึ่งมักพบ ปัญหาว่านายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดบางแห่งใช้อํานาจโดยมิชอบ เช่น การกลั่นแกล้ง หรือการใช้ระบบอุปถัมภ์ เป็นต้น
ประการที่ ๕ ปัญหาเกี่ยวกับกระบวนการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นที่สําคัญ มิได้บัญญัติไว้ในกฎหมาย เช่น การดําเนินงานทางวินัยพบว่า ไม่ได้กําหนดเป็นบทบัญญัติไว้ ในพระราชบัญญัติ พ.ศ. ๒๕๔๒ การอุทธรณ์ การลงโทษที่กําหนดไว้ในหลักเกณฑ์และ เงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง กําหนดให้มีการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการข้าราชการและพนักงาน ส่วนท้องถิ่น ก.จ.จ. ก.ท.จ. และ ก.อบต. จังหวัด ได้เพียงชั้นเดียว เมื่อเกิดกรณีมีความเห็น ขัดแย้งระหว่างผู้ใช้อํานาจและผู้ตรวจสอบ จึงทําให้ขาดการตรวจสอบหรือการวินิจฉัยให้เป็น ข้อยุติและเป็นธรรมจากองค์กรที่เหนือกว่า มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ส่วนท้องถิ่นในปัจจุบันส่วนใหญ่ ได้กําหนดไว้ในรูปแบบประกาศ กฎ ระเบียบ อันได้แก่ การกําหนดตําแหน่ง การได้รับเงินเดือน เงินประจําตําแหน่ง การสรรหา การบรรจุ แต่งตั้ง สิทธิ สวัสดิการ ผลประโยชน์ตอบแทนอื่น ซึ่งในพระราชบัญญัติ พ.ศ. ๒๕๔๒ มิได้บัญญัติ รายละเอียดไว้ เพียงแต่บัญญัติให้เป็นอํานาจของคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงาน บุคคลส่วนท้องถิ่น หรือ ก.ถ. คณะกรรมการกลางข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. หรือคณะกรรมการข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ก.จ.จ. ก.ท.จ. และ ก.อบต. จังหวัด แล้วแต่กรณี เป็นผู้ออกประกาศกฎหรือระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากสํานักงาน ก.พ. และกรุงเทพมหานคร ที่ได้มีการปรับปรุงกฎหมาย ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล โดยมีการบัญญัติเรื่องดังกล่าวข้างต้นไว้ในกฎหมาย
ประการที่ ๖ ปัญหาวิธีการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในระดับคณะกรรมการ ข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ก.จ.จ. ก.ท.จ. และ ก.อบต. จังหวัด พระราชบัญญัติ พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้ คณะกรรมการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นประกอบด้วยบุคคลจาก ๓ ฝ่าย ได้แก่ ผู้แทนส่วนราชการ ผู้แทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วก็ผู้ทรงคุณวุฒิ โดยผู้ทรงคุณวุฒิเป็นผู้แทนที่ให้ข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้การดําเนินงานด้านการ บริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นไปอย่างโปร่งใส สอดคล้องกับระบบ คุณธรรม แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดพบว่าคณะกรรมการในระดับจังหวัดไม่มีความ เข้มแข็ง บางแห่งมีพฤติการณ์ส่อไปในทางแสวงหาผลประโยชน์ ทั้งนี้สาเหตุหนึ่งมาจากการ กําหนดวิธีการคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิในระดับกรรมการระดับจังหวัด ในคณะกรรมการระดับ จังหวัดนั้นมีช่องว่าง ทําให้เกิดการเล่นพรรคเล่นพวกในการคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิ ในการ พิจารณาจัดทําร่างพระราชบัญญัตินั้นทางคณะกรรมาธิการได้ดําเนินการจัดทําโดยยึดหลัก ตามร่างกฎหมายทั่วไป เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เป็นต้น ซึ่งมีทั้งหมด ๕ ภาค และบทเฉพาะกาลซึ่งมีรายละเอียดปรากฏตามข้อมูลที่ได้นําเสนอ บนจอภาพแล้วก็เอกสารที่ได้แจกจ่ายให้ทุกท่านแล้ว
จากปัญหาที่ผมได้เรียนให้ทางทุกท่านได้กรุณาทราบนั้น ก็นํามาสู่สรุป สาระสําคัญประเด็นที่เราได้นํามาปรับปรุง ซึ่งกรอบหลักเกณฑ์การพิจารณายกร่าง เห็นควร ดําเนินการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย โดยยกเลิกพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคล ส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ แล้วให้ใช้ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. .... แทน ทั้งนี้เนื่องจากมีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติดังกล่าวทุกมาตรา จากเดิมที่มีอยู่ทั้งหมด ๔๓ มาตรา แก้ไขเพิ่มเติมเป็น ๑๕๖ มาตรา ประเด็นการปฏิรูป ด้านการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น มีทั้งหมด ๗ ประเด็นด้วยกัน จากปัญหาที่ผมเรียน ให้ท่านว่ามี ๖ ประการ
ในประเด็นแรก กําหนดโครงสร้างคณะกรรมการให้มีเอกภาพและมาตรฐาน เดียวกัน ก็คือเราจะดูว่าปัญหาเกิดที่ไหน แก้ตรงปัญหานั้น จะได้แก้ปัญหาได้ตรงจุด สําหรับ โครงสร้างคณะกรรมการนั้นก็เพื่อให้การบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นมีมาตรฐานที่สอดคล้องกัน มีความเป็นเอกภาพเพื่อให้สามารถพัฒนาร่วมกัน จึงเป็นการสมควรที่จะต้องมีการยุบ คณะกรรมการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นหลายคณะ ซึ่งกําหนดตามพระราชบัญญัติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่มี ๒๓๓ คณะ ให้เหลือเพียงคณะเดียว เรียกว่าคณะกรรมการข้าราชการ ส่วนท้องถิ่นหรือ ก.ถ. ทําหน้าที่กําหนดทิศทางนโยบายยุทธศาสตร์ หลักเกณฑ์ วิธีการ มาตรฐาน ในการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น และเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หลายท่านอาจจะถามว่า แล้วทําไมจากหลายคณะให้เหลือคณะเดียวนี่จะเป็นการผูกขาดหรือเปล่า ไม่ใช่นะครับ เพราะหลาย ๆ หน่วยนี่องค์กรบริหารงานบุคคลเขาจะมีองค์กรเดียว ถ้ามีหลายองค์กรมันจะ ปวดหัวเลยนะครับ แต่ละองค์กรพิจารณาไปคนละทิศคนละทางก็จะไปไม่ถูกกัน เราก็ ปรับปรุงให้เป็นมาตรฐานสากลก็คือให้มีองค์กรเดียว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ได้ไปรับฟังความคิดเห็น จากท้องถิ่นทุกแห่งมาแล้วนะครับ ทั้งข้าราชการฝ่ายการเมืองแล้วก็พี่น้องประชาชน ไปรับฟังมาหมดแล้วนะครับ
ให้ ก.ถ. มีองค์ประกอบเป็นไตรภาคีใน ๓ สัดส่วน ประกอบด้วย ผู้แทนจาก ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีทั้งฝ่ายบริหารท้องถิ่น แล้วก็ผู้แทนข้าราชการส่วนท้องถิ่น แล้วก็มีผู้ทรงคุณวุฒินะครับ โดยให้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน ทั้งนี้ ให้มีสํานักงาน ก.ถ. โดยกรมส่งเสริมการปกครอง ท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่สํานักงาน ก.ถ. และไม่มีการตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมา ก็ใช้องค์กรเดิมที่ปฏิบัติอยู่เพราะทําตามหน้าที่เดิม เสริมสร้างการกระจายอํานาจ การบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น โดยให้มีคณะกรรมการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ในระดับจังหวัด เรียกว่า คณะอนุกรรมการข้าราชการส่วนท้องถิ่นจังหวัด (อ.ก.ถ. จังหวัด) เพื่อให้นโยบายยุทธศาสตร์ หลักเกณฑ์ วิธีการ และมาตรฐานในการบริหารงานบุคคล ส่วนท้องถิ่นเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับที่ ก.ถ. กําหนด ทั้งนี้ ให้ อ.ก.ถ. จังหวัดมีอํานาจ หน้าที่ตามที่ ก.ถ. มอบหมาย และเป็นหน่วยงานหลักในการกลั่นกรอง กํากับดูแลการให้ ความเห็นชอบเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลภายในจังหวัด ตลอดจนให้คําแนะนํากับ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายในจังหวัด
สําหรับองค์ประกอบของ อ.ก.ถ. จังหวัดก็มีลักษณะเป็นไตรภาคีใน ๓ สัดส่วน เช่นเดียวกับของ ก.ถ. โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ทั้งนี้ มีสํานักงาน อ.ก.ถ. จังหวัด โดยสํานักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดปฏิบัติหน้าที่สํานักงาน อ.ก.ถ. จังหวัด อย่างไรก็ดีแม้ว่าจะได้มีการกําหนดให้มี ก.ถ. ในระดับส่วนกลางและ อ.ก.ถ. จังหวัด ในระดับจังหวัดก็ตาม แต่สําหรับหน่วยปฏิบัติในการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นก็ยังคงเป็น อํานาจของผู้บริหารท้องถิ่น โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นมีอิสระในการบริหารงาน บุคคลส่วนท้องถิ่นตามความเหมาะสม จําเป็น ตามหลักการกระจายอํานาจให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นเช่นเดิม
สําหรับประเด็นที่ ๒ ก็คือเรานําระบบคุณธรรมมาใช้ในการบริหารงานบุคคล ส่วนท้องถิ่น การจัดระเบียบการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นจะต้องเป็นไปเพื่อผลสัมฤทธิ์ ต่อภารกิจของท้องถิ่นและของรัฐ ความมีประสิทธิภาพและความคุ้มค่า และต้องส่งเสริม สนับสนุน กํากับดูแลให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นปฏิบัติราชการอย่างมีคุณภาพ คุณธรรม และมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยคํานึงถึงระบบคุณธรรม ดังนี้
การสรรหาบุคคลเพื่อบรรจุเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่นและแต่งตั้งให้ดํารง ตําแหน่ง ต้องคํานึงถึงความรู้ความสามารถของบุคคล ความเสมอภาค ความเป็นธรรม และ ประโยชน์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและของรัฐโดยไม่เลือกปฏิบัติ การปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรมเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกําเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ สภาพทางกาย หรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อถือ ทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันในเรื่องนั้น ๆ จะกระทําไม่ได้
การพัฒนาข้าราชการส่วนท้องถิ่น ต้องคํานึงถึงความคุ้มค่าให้เกิดความรู้ ความสามารถ ทักษะ และทัศนคติที่ดีในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การพิจารณา ความดีความชอบ การเลื่อนตําแหน่ง การให้ประโยชน์อื่นแก่ข้าราชการท้องถิ่นต้องเป็นไป อย่างเป็นธรรม โดยพิจารณาจากผลงาน ศักยภาพ ความประพฤติ พฤติกรรมทางจริยธรรม โดยนําความคิดทางการเมืองหรือพรรคการเมืองมาประกอบการพิจารณามิได้ การดําเนินงานทางวินัยต้องเป็นไปด้วยความยุติธรรมและปราศจากอคติ การมอบหมาย ภาระงานให้เหมาะกับลักษณะหน้าที่ความรับผิดชอบของประเภทตําแหน่ง และระดับ ตําแหน่งของข้าราชการท้องถิ่น โดยต้องมีการติดตามประเมินผลการปฏิบัติงาน เพื่อให้มี คุณภาพ เกิดความคุ้มค่า มีผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของท้องถิ่นและของรัฐ การบริหาร งานบุคคลต้องมีความเป็นกลางทางการเมือง
นอกจากนี้นะครับ การสรรหาด้วยวิธีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุคนเป็น ข้าราชการท้องถิ่น การสอบคัดเลือกและคัดเลือกตําแหน่งประเภทอํานวยการท้องถิ่น และประเภทบริหารท้องถิ่น ให้ดําเนินการโดย ก.ถ. เพื่อให้มีมาตรฐานการสรรหาข้าราชการ ส่วนท้องถิ่นเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ อีกทั้งเป็นการแก้ไขปัญหาการทุจริต การเรียก รับผลประโยชน์ และการใช้ระบบอุปถัมภ์
ประเด็นที่ ๓ ให้มีการพิทักษ์ระบบคุณธรรมท้องถิ่น กําหนดให้มีคณะกรรมการ พิทักษ์ระบบคุณธรรมท้องถิ่น หรือเราเรียกว่า ก.พ.ถ. นะครับ ซึ่งเป็นองค์กรลักษณะกึ่งตุลาการ ทําหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ร้องทุกข์ คุ้มครองระบบคุณธรรม ตลอดจนสอดส่อง ออกกฎ ประกาศ ระเบียบ หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขของ ก.ถ. เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ให้สอดคล้องกับหลักการและระบบคุณธรรม โดยทําหน้าที่ให้ความคุ้มครองระบบคุณธรรม ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นอื่น ที่มีกฎหมายจัดตั้ง ก.พ.ถ. นั้นมีองค์คณะจํานวน ๗ คน คณะกรรมการคัดเลือก มีประธานศาลปกครองสูงสุดเป็นประธาน รองประธานศาลฎีกาที่ได้รับมอบหมายจาก ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน ก.ถ. ๑ คน และมีเลขานุการ ก.พ.ถ. เป็นกรรมการ และเลขานุการ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ ทั้งนี้วาระการดํารงตําแหน่ง ๖ ปี และดํารงตําแหน่งได้เพียงวาระเดียว ให้กรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่น ทําหน้าที่เป็นสํานักงาน ก.พ.ถ. รับผิดชอบงานธุรการ ติดตาม ประเมินผล ก.พ.ถ. โดยมีอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นเลขานุการ ก.พ.ถ
ประเด็นที่ ๔ ก็คือการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น โดยกําหนดมาตรฐานในการกําหนดโครงสร้างและอัตรากําลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในแต่ละประเภท ควบคุมวงเงินค่าใช้จ่ายในการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น โดยองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่งจะกําหนดค่าใช้จ่ายในการบริหารงานบุคคลสูงกว่า ร้อยละ ๔๐ ของงบประมาณรายจ่ายที่ไม่รวมเงินอุดหนุนและเงินกู้หรือเงินอื่นใดที่จ่ายเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง และประโยชน์ตอบแทนอื่นไม่ได้ เสริมสร้างประสิทธิภาพของข้าราชการส่วนท้องถิ่น ตําแหน่งปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยการกําหนดวาระการดํารงตําแหน่ง หากปฏิบัติ หน้าที่เดียวติดต่อกันเป็นเวลาครบ ๔ ปี ให้มีการสับเปลี่ยนหน้าที่ ย้ายหรือโอนไปปฏิบัติ หน้าที่อื่น เว้นแต่กรณีที่มีเหตุผลความจําเป็น และเพื่อประโยชน์ของทางราชการที่จะให้ผู้นั้น อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในตําแหน่งเดิมต่อไปได้ กําหนดให้มีการสับเปลี่ยนบุคลากรระหว่างองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันได้ กรณีที่มีเหตุผลความจําเป็นเพื่อประโยชน์ขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นและทางราชการ หรือในกรณีเกิดความขัดแย้งระหว่างข้าราชการส่วนท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น และประชาชนในเขตพื้นที่ ให้ ก.ถ. มีอํานาจแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยการ โอน ย้าย สับเปลี่ยนข้าราชการส่วนท้องถิ่นระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันได้
ประเด็นที่ ๕ ให้มีการสร้างดุลยภาพการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น กําหนดความสัมพันธ์ในการใช้อํานาจการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นระหว่างผู้บริหาร ท้องถิ่นกับปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยกําหนดให้ผู้บริหารท้องถิ่นมีอํานาจสําหรับ ข้าราชการส่วนท้องถิ่น ตําแหน่งประเภทบริหารท้องถิ่น ก็คือตําแหน่งปลัดองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น และรองปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สําหรับอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ผู้บริหาร ท้องถิ่นมีอํานาจสําหรับข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่ดํารงตําแหน่งประเภทอํานวยการท้องถิ่น หรือเชี่ยวชาญทางวิชาการขึ้นไป ตามที่ปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเสนอ ก็คือทางปลัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นคนเสนอรายชื่อไปนะครับ แล้วก็ผู้บริหารจะเป็นคนเซ็น แต่งตั้ง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็คงจะต้องหารือกันทั้ง ๒ ท่าน ผู้บริหารท้องถิ่นมีอํานาจสําหรับ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ดํารงตําแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา หรือตําแหน่ง ที่มีวิทยฐานะเชี่ยวชาญขึ้นไปตามที่ปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเสนอ ปลัดองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้มีอํานาจสําหรับข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่ดํารงตําแหน่งอื่น นอกจากที่ผมกล่าวมาแล้วข้างต้นนะครับ
ประเด็นที่ ๖ การกําหนดสิทธิประโยชน์และหลักการสําคัญของการบริหารงาน บุคคลส่วนท้องถิ่นไว้ในกฎหมาย โดยบัญญัติมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ส่วนท้องถิ่น ซึ่งเดิมกําหนดไว้ในประกาศ กฎ ระเบียบ ได้แก่ การกําหนดตําแหน่ง การได้รับ เงินเดือน เงินประจําตําแหน่ง การสรรหา การบรรจุแต่งตั้ง สิทธิ สวัสดิการ และผลประโยชน์ ตอบแทนอื่น วินัย และการรักษาวินัย การดําเนินงานทางวินัย การดําเนินงานทางวินัยที่มี การกระทําผิดร่วมกัน การออกจากราชการ การอุทธรณ์ร้องทุกข์ การพิทักษ์ระบบคุณธรรม การเพิ่มพูนประสิทธิภาพข้าราชการส่วนท้องถิ่น โดยกําหนดไว้ในพระราชบัญญัติ ซึ่งเป็น การดําเนินการที่มีลักษณะเช่นเดียวกันกับ ก.พ. และกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้มีการปรับปรุง ระเบียบว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของข้าราชการพลเรือนและข้าราชการกรุงเทพมหานคร ไปแล้ว
ประเด็นที่ ๗ คือการปรับปรุงคุณสมบัติและวิธีการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น กําหนดแนวทางการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิ ใน ก.ถ. และ อ.ก.ถ. จังหวัด โดยกําหนดคุณสมบัติและลักษณะ โดยจะต้องมีความรู้ มีความ เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในด้านใดด้านหนึ่งใน ๖ ด้าน ได้แก่ ด้านการบริหารงานท้องถิ่น ด้านการศึกษา ด้านการบริหารงานบุคคล ด้านการบริหารและการจัดการ ด้านกฎหมาย และด้านการบริหารราชการแผ่นดิน และกําหนดวิธีการสรรหา คือ การสรรหา ผู้ทรงคุณวุฒิใน ก.ถ. ให้มีการประกาศรับสมัครคัดเลือก โดยต้องมีจํานวนผู้สมัครรวมแล้ว ไม่น้อยกว่า ๒ เท่าของจํานวนที่กําหนดหรือจํานวนที่ว่าง เพื่อให้ ก.ถ. จัดให้มีการคัดให้เหลือ จํานวน ๒ เท่า แล้วเสนอรายชื่อให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยคัดเลือกให้เหลือจํานวน ที่กําหนดหรือจํานวนที่ว่าง แล้วเสนอคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง ก็คือเสนอคณะรัฐมนตรีแล้วก็ ท่านนายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง การสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิใน อ.ก.ถ. จังหวัด ให้มีการประกาศรับสมัคร คัดเลือก โดยต้องมีจํานวนผู้สมัครรวมแล้วไม่น้อยกว่า ๒ เท่าของจํานวนที่กําหนดหรือจํานวน ที่ว่าง เพื่อให้ อ.ก.ถ. จังหวัด คัดเลือกให้เหลือ ๒ เท่า แล้วเสนอรายชื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัด คัดเลือกหรือแต่งตั้งให้เหลือจํานวนที่กําหนดหรือจํานวนที่ว่าง ทั้งนี้เพื่อให้ได้กรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเป็นกลาง ปราศจากการแทรกแซงทางการเมืองในระดับต่าง ๆ และให้ ได้บุคคลที่มีองค์ความรู้ในการขับเคลื่อนการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ผู้ทรงคุณวุฒิ ถือเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาด้วย ก็คือหมายความว่า ถ้ากระทําผิดก็มีความผิด มีความผิดตามกฎหมายด้วย ถือว่าเป็นเจ้าพนักงานนะครับ
กล่าวโดยสรุปแล้ว ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ฉบับนี้ได้ยกร่างขึ้นโดยอาศัยหลักการสําคัญที่ปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... (วันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๙) สภาพปัญหาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่เกิดจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ร่างพระราชบัญญัติที่ได้มีการเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร ประเด็นการปฏิรูปที่ควรนํามา บัญญัติไว้ในกฎหมายเพื่อให้มีความเป็นสากล และเป็นการสานต่องานของสภาปฏิรูป แห่งชาติที่ได้ดําเนินการไว้แล้ว คณะอนุกรรมาธิการการบริหารงานบุคคล การกํากับดูแล ตรวจสอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชนสําหรับท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป ยินดีที่จะรับฟัง ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หากข้อคิดเห็น ใดจะทําให้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นั้นมีความสมบูรณ์ครบถ้วนยิ่งขึ้น และเป็นประโยชน์ ต่อการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้น คณะอนุกรรมาธิการก็พร้อม ที่จะรับไปพิจารณาดําเนินการต่อไป ขอบคุณครับ