ธวัชชัย ฟักอังกูร หารือการปฏิรูปการบริหารงานบุคคลของกรุงเทพมหานครอย่างรอบด้าน เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญใหม่และแผนการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น โดยเสนอปรับโครงสร้างองค์กรทั้งในส่วนกลาง องค์กรบริหาร และองค์กรพิทักษ์ระบบคุณธรรม พร้อมผลักดันให้ปรับคณะกรรมการ ก.ก. จากจตุภาคีเป็นไตรภาคี เพื่อเพิ่มความเป็นธรรมและลดผลประโยชน์ทับซ้อน รวมถึงเสนอให้จำกัดอำนาจการแต่งตั้งข้าราชการของผู้ว่าฯ เฉพาะตำแหน่งปลัดและรองปลัด เพื่อส่งเสริมระบบคุณธรรมและมาตรฐานเดียวกันกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น โดยมีการปรับปรุงกฎหมายกว่า 41 มาตราและยกเลิกบทบัญญัติที่ไม่จำเป็น เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้.
กราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ กระผม ธวัชชัย ฟักอังกูร สปท. หมายเลข ๐๗๒ ขอเสนอรายงาน เรื่อง การบริหารงานบุคคลของกรุงเทพมหานคร และร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยสังเขปนะครับ กฎหมายฉบับที่จะเสนอต่อไปนี้ก็ต้องถือว่า เป็นกฎหมายแฝด เคียงคู่กับกฎหมายเมื่อสักครู่ที่ผ่านไป ถ้าคิดถึงจํานวนคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ที่เรียกว่าข้าราชการและบุคลากร ซึ่งก็หมายถึงข้าราชการและลูกจ้าง เมื่อสักครู่นี้ขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วไป ซึ่งประกอบไปด้วยองค์การบริหารส่วนตําบล เทศบาล องค์การ บริหารส่วนจังหวัด เมืองพัทยา วงเมื่อสักครู่ ๔๐๐,๐๐๐ คน วงนี้เป็นวงของกรุงเทพมหานคร ข้าราชการ ๓๘,๐๐๐ คน ลูกจ้างอีกประมาณ ๕๐,๐๐๐ กว่าคน ก็อีก ๑๐๐,๐๐๐ คน วันนี้ เบ็ดเสร็จเรากําลังจะพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับระเบียบการบริหารงานบุคคลของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกรูปแบบ คิดเป็นคนก็ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ คน ที่ทั้งหมดนี้ มีหน้าที่จัดบริการสาธารณะให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนนะครับ
สําหรับของกรุงเทพมหานคร เรื่องของกรอบ วิธีการศึกษา วิธีการดําเนินงาน ผมก็จะไม่ขอกล่าวซ้ํานะครับ เพราะเขาจะเป็นแนวทางเดียวกันกับฉบับแรกเมื่อสักครู่ ที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการ ท่านธวัชชัย เทอดเผ่าไทย ได้กรุณาพูดไปแล้วนะครับ ผมจะขอ เข้าสาระเกี่ยวกับเรื่องของปัญหา เกี่ยวกับเรื่องของกรุงเทพมหานคร การบริหารงานบุคคล ในปัจจุบัน ปัญหาของกรุงเทพมหานครจะไม่เหมือนกับปัญหาขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นทั่วไป เมื่อสักครู่นี้เราพูดถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วไปที่มีอยู่ทั้งหมด ๗,๐๐๐ กว่าแห่ง เป็นการบริหารงานบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกันกับทุกองค์กร เราจะเห็นว่า เป็นปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการสอบ ที่มีการขอบัญชีกันระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการบรรจุแต่งตั้งข้ามระหว่างองค์กรที่ทําไม่ได้นะครับ แต่กรณีของ กรุงเทพมหานครปัญหาเหล่านี้ไม่เกิดครับ เพราะกรุงเทพมหานครเป็นเพียงองค์กรเดียว ไม่เคยไปยืมบัญชีของใคร ไม่เคยมีปัญหาเรื่องการโยกย้ายออกนอกเขตอะไรต่าง ๆ นะครับ แต่ปัญหาของกรุงเทพมหานครเกี่ยวกับเรื่องการบริหารงานบุคคลก็จะเป็นปัญหาภายใน เกี่ยวกับเรื่องของข้าราชการที่เรามักจะเห็นภาพที่สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพการทํางาน เราใช้ชีวิตประจําวันเราก็จะเห็นหลายเรื่องหลายราวที่มันสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถ ถึงประสิทธิภาพ เราเห็นถึงความไม่สะอาด เราเห็นความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยของ บ้านเมือง เราเห็นเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตของชุมชนแออัด โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมาย ในหลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายควบคุมอาคาร เรื่องความปลอดภัย เรื่องการจราจร ต่าง ๆ เหล่านี้ เห็นทีไรเราก็นึกถึงว่า เอ๊ะ ข้าราชการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเขามีการปฏิบัติ อย่างเต็มประสิทธิภาพหรือยัง เราเห็นถึงการบริการที่เราไปตามเขตต่าง ๆ จริง ๆ ก็ยังสู้กับ ภาคเอกชนไม่ได้ ถึงแม้ว่าระยะหลังจะได้มีการพัฒนาดีขึ้นแล้วก็ตาม เราเห็นถึงความโปร่งใส เรามักจะได้ยินคนพูดกันเกี่ยวกับเรื่องของการไปขออนุญาต ไปขออนุมัติ รื้อถอนบ้าง ปลูกสร้างบ้าง เป็นเรื่องของเอกชน เป็นเรื่องของบริษัทธุรกิจบ้าง เราได้ฟังเขาพูดเกี่ยวกับ เรื่องของการจ่ายเงินนอกระบบอะไรต่าง ๆ รวมทั้งการใช้จ่ายงบประมาณของกรุงเทพมหานคร ๘๖,๐๐๐ กว่าล้านบาทในปีนี้ เราก็มักจะเห็นเรื่องพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ในทางที่อ่านแล้วก็ไม่สบายใจนะครับ ทั้งหมดนี้ มันเกิดขึ้นไม่ได้หรอกครับ ถ้าเผื่อเรามีข้าราชการที่มีประสิทธิภาพแล้วก็ทํางานอย่าง ตรงไปตรงมา เราเห็นถึงหลักประกันความมั่นคงของข้าราชการ ที่มักจะได้ยินข่าวอยู่เสมอ ทุกครั้งที่มีการแต่งตั้งโยกย้ายว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม คดีความต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องของ การบริหารบุคคลที่ค้างอยู่ในศาลปกครองก็ดี หรือที่ยังอยู่ในระหว่างการชะงักงันของการ บรรจุแต่งตั้งอันเนื่องมาจากคดีความยังไม่เสร็จสิ้นก็ดี ทั้งหมดนี้เราถือว่าเป็นภาพของปัญหา ทั่ว ๆ ไป เกี่ยวกับเรื่องของการบริหารงานบุคคลของกรุงเทพมหานครนะครับ ทั้งหมดนี้อย่างที่ ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ได้พูดเมื่อสักครู่นี้ เราไม่สามารถที่จะแก้กฎหมาย แล้วก็แก้ไขปัญหา ต่าง ๆ เหล่านี้ได้ทั้งหมดนะครับ เพราะกฎหมายนี้ทําได้ในเชิงของการพัฒนาระบบ ทําได้ ในเชิงของการจัดระเบียบบริหารเท่านั้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าถ้าเรามีระบบการบริหารงาน บุคคลที่ดี เรามีระเบียบบริหารงานบุคคลที่ดีก็จะเป็นส่วนช่วยทําให้ปัญหาต่าง ๆ คลี่คลายลง ไม่มากก็น้อย วันนี้เรากําลังจะมาเสนอขอแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเชิงระบบ แล้วก็ระเบียบของ การบริหารงานบุคคลนะครับ ผมจะสรุปเนื้อหาทั้งหมดเพียงแค่ ๖ ประเด็นเท่านั้นนะครับ ต้องถือว่าเป็นโอกาสดีนะครับที่คราวนี้เราได้มีการเสนอกฎหมายรวมกันในรูปขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ไม่เคยมีการเสนอกฎหมายที่ทําไป พร้อม ๆ กัน กฎหมายของบริหารงานบุคคลของท้องถิ่นทั่วไป แก้ไขครั้งสุดท้ายเมื่อปี ๒๕๔๒ เสนอโดยกรมส่งเสริมการปกครอง ตอนนั้นยังเป็นกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ของกรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานครก็เป็นคนเสนอ ครั้งสุดท้ายกฎหมายที่ใช้อยู่ก็คือ กฎหมายเมื่อปี ๒๕๕๔ จริง ๆ ก็เพิ่งผ่านมาไม่กี่ปีนะครับ มีการแก้ไขกฎหมาย แต่แก้กัน คนละที เพราะฉะนั้นมาตรฐานต่าง ๆ นี้จะไม่ค่อยสอดคล้องกัน บางทีบางคน ถ้าไม่อ่าน กฎหมายเลยอาจจะเข้าใจ แต่ถ้าอ่านกฎหมายมาก ๆ ก็อาจจะไม่เข้าใจว่า ทําไมกรุงเทพมหานคร เป็นอย่างนี้ ทําไม อบต. อบจ. ต่าง ๆ เป็นอย่างนี้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในมาตรา ๒๕๑ เขาบัญญัติเอาไว้ว่า ต่อไปนี้เรื่องของการบริหารงานบุคคลของท้องถิ่นจะต้องมีมาตรฐาน ที่สอดคล้องกัน ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดความสะดวกในอนาคต ที่จะมีการพัฒนาท้องถิ่น ร่วมกัน ที่จะมีการถ่ายเทบุคลากรระหว่างท้องถิ่นด้วยกัน วันนี้ถือเป็นโอกาสดีที่เรากําลังจะ จัดมาตรฐานการทํางานเรื่องของการบริหารงานบุคคลของท้องถิ่นให้มีความสอดคล้องกัน เรื่องของการบริหารงานบุคคล มีองค์กรที่สําคัญในการบริหารงานบุคคลอยู่ ๓ องค์กร ซึ่งเรา จะต้องจัดดุลอํานาจของ ๓ องค์กรนี้ให้มีความเท่าเทียมกัน
องค์กรแรก ก็คือองค์กรกลางในการบริหารงานบุคคล ถ้าของกรุงเทพมหานคร ก็เรียกว่า คณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานคร เรียก โดยย่อว่า ก.ก. ก.ก. ก็จะทําหน้าที่เหมือน ก.พ. ที่ทําหน้าที่สําหรับข้าราชการพลเรือน เหมือน ก.ตร. ที่ทําหน้าที่สําหรับข้าราชการตํารวจ เหมือน ก.ต. ที่ทําหน้าที่เกี่ยวกับ องค์กร ของตุลาการ ก.อ. อัยการอย่างนี้เป็นต้น
องค์กรที่ ๒ ก็คือองค์กรที่ทําหน้าที่ในการใช้อํานาจทางการบริหาร ก.ก. ทําหน้าที่ออกกฎ องค์กรที่ใช้อํานาจทางการบริหารก็คือผู้มีอํานาจสูงสุด ก็คือผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร แล้วอีกองค์กรหนึ่งที่เพิ่งเกิดใหม่ เราเรียกว่า องค์กรพิทักษ์ระบบคุณธรรม นั่นก็หมายความว่าเมื่อ ก.ก. ออกกฎขึ้นมาแล้ว ฝ่ายบริหารไปใช้อํานาจตามกฎนั้น ข้าราชการ มีความคับข้องใจเห็นว่าไม่ยุติธรรม ต้องการจะร้องเรียน ก็มาสู่องค์กรที่เรียกว่า องค์กร พิทักษ์ระบบคุณธรรม กรณีของกฎหมาย กทม. ข้าราชการของ กทม. ฉบับนี้ เราขอปรับปรุง แก้ไขทั้ง ๓ องค์กร ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็โดยหวังว่าเมื่อ ๓ องค์กรมีประสิทธิภาพ มากขึ้นแล้วก็จะทําให้ระบบการบริหารงานบุคคลดีขึ้น ทําให้ข้าราชการทํางาน มีขวัญ มีกําลังใจ แล้วก็มีประสิทธิภาพในการทํางานเพิ่มขึ้น
ในประเด็นแรกเสนอเรื่องการปรับปรุงองค์กรการบริหารบุคคลของกรุงเทพมหานคร หรือ ก.ก. จากเดิมเป็นจตุภาคี ก็คือมีส่วนหนึ่งเป็นฝ่ายบริหาร อีกส่วนหนึ่งเป็นฝ่ายข้าราชการ อีกส่วนหนึ่งเป็นโดยตําแหน่ง แล้วก็อีกส่วนหนึ่งก็คือเป็นผู้แทนของฝ่ายราชการ เป็น ผู้ทรงคุณวุฒินะครับ เราเปลี่ยนจากระบบจตุภาคีมาเป็นไตรภาคี โดยเพิ่มสัดส่วนของผู้แทน ของข้าราชการให้เพิ่มขึ้นจาก ๕ คน เป็น ๖ คน แล้วก็ไปเพิ่มผู้ทรงคุณวุฒิจาก ๕ คน เป็น ๖ คน แล้วก็ให้ผู้แทนของฝ่ายบริหารกับโดยตําแหน่งไปรวมกันเป็น ๖ คน ก็โดยหวังว่าการเพิ่ม สัดส่วนเหล่านี้ก็จะสร้างความเป็นธรรมให้กับการออกกฎกติกาเกี่ยวกับเรื่องของการบริหาร บุคคล ซึ่งไตรภาคีนี้จะสอดคล้องกับกฎหมายของท้องถิ่นทั่วไปหรือที่เรียกว่า ก.ถ. นะครับ อันนี้ก็เป็นการทํางานเพื่อให้ปรับปรุงให้เกิดความสอดคล้องกันระหว่างองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น นอกจากนั้นก็ได้ไปกําหนดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ของผู้ทรงคุณวุฒิ ห้ามดํารง ตําแหน่งเกินกว่า ๒ วาระติดกัน แล้วก็ไปกําหนดหลักเกณฑ์ผู้ทรงคุณวุฒิ ห้ามเป็นผู้มีส่วน ได้เสียในสัญญากับกรุงเทพมหานคร ซึ่งก็จะทําให้ถ้าเผื่อมีผู้ที่มีส่วนได้เสียในสัญญากับ กรุงเทพมหานครมาดํารงตําแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิก็อาจจะทําให้การพิจารณาออกกฎเกณฑ์ ต่าง ๆ ให้คุณให้โทษกับข้าราชการที่เรามีส่วนได้เสียในสัญญาได้นะครับ แล้วก็ยังไปปรับปรุง อนุกรรมการชุดต่าง ๆ ให้เกิดความเหมาะสม สอดคล้องกับคณะกรรมการ ก.ก. เช่น กําหนด ๒ วาระ เช่น กําหนดกติกาว่าถ้า ๓ ใน ๕ ของคณะอนุกรรมการหรือของกรรมการมีมติให้พ้น จากตําแหน่งก็ต้องพ้นจากตําแหน่งนะครับ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นการแก้ให้สอดคล้องกับ ก.ถ. ที่ได้ พิจารณากันไปเมื่อสักครู่แล้วนะครับ ทั้งหมด ๑๓ มาตรา
ประเด็นที่ ๒ คือการปรับปรุงองค์กรที่เรียกว่า องค์กรพิทักษ์ระบบคุณธรรม กรุงเทพมหานคร ซึ่งแต่เดิมในกฎหมายของกรุงเทพมหานครเมื่อปี ๒๕๕๔ มีองค์กรพิทักษ์ ระบบคุณธรรมกรุงเทพมหานคร ในขณะนั้นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบอื่น คือเทศบาล อบต. อบจ. เมืองพัทยา ยังไม่มีองค์กรพิทักษ์ระบบคุณธรรม ถึงแม้ว่าจะมีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กําหนดให้มีก็ตาม แต่ด้วยความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการเสนอกฎหมายไปแล้ว แล้วก็อยู่ในจังหวะที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอะไรต่าง ๆ กฎหมายก็ไม่ผ่าน มาคราวนี้ได้มี การจัดตั้งองค์กรพิทักษ์ระบบคุณธรรมของข้าราชการส่วนท้องถิ่นทุกรูปไว้ในกฎหมาย เมื่อสักครู่นี้ ซึ่งรวมทั้งการรับเรื่องอุทธรณ์ ข้อร้องเรียนของข้าราชการท้องถิ่นทุกประเภท รวมทั้งของข้าราชการของกรุงเทพมหานครด้วย เมื่อองค์กรพิทักษ์ระบบคุณธรรมของ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นไปรวมอยู่ที่เดียว ในกฎหมายฉบับนี้ก็ต้องยุบหรือตัดองค์กรของ กรุงเทพมหานครออกนะครับ แล้วก็มีบทบัญญัติให้ไปอุทธรณ์หรือร้องเรียนต่อคณะกรรมการ พิทักษ์ระบบคุณธรรมของข้าราชการส่วนท้องถิ่น สรุปก็คือว่าองค์กรพิทักษ์ระบบคุณธรรม ต่อไปนี้จะมีองค์กรเดียว แต่ดูแลข้าราชการท้องถิ่นทุกประเภท ก็จะทําให้เกิดความเป็นอิสระ แล้วก็มีมาตรฐานของการพิจารณาอุทธรณ์ อันนี้คือข้อสําคัญนะครับ ตรงนี้เราก็แก้ไข ไปทั้งหมดด้วยกัน ๖ มาตรานะครับ
ประเด็นที่ ๓ เป็นการปรับปรุงอํานาจ การแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่ง ซึ่งเป็น อํานาจของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครกับปลัดกรุงเทพมหานคร ปัจจุบันนี้กฎหมาย ให้อํานาจผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุดของกรุงเทพมหานครมีอํานาจ แต่งตั้ง ตั้งแต่ระดับสูงสุดของข้าราชการ คือปลัดกรุงเทพมหานคร รองปลัดกรุงเทพมหานคร หัวหน้าสํานัก หัวหน้ากอง ลงไปจนถึงหัวหน้าฝ่าย ถ้าท่านนึกถึงภาพสํานักงานเขตออก ก็ตั้งแต่ ผู้อํานวยการเขต ผู้ช่วยผู้อํานวยการเขต หัวหน้าฝ่ายช่าง หัวหน้าฝ่ายรายได้ หัวหน้าฝ่าย สาธารณสุข แบบนั้นเลยนะครับ อํานาจของผู้บริหารระดับสูงซึ่งถือว่าเป็นฝ่ายการเมือง ท้องถิ่น ยาวลงไปจนถึงระดับฝ่าย ซึ่งเป็นการใช้อํานาจทางการบริหารที่ทําให้ข้าราชการ จะต้องหาทางในการที่จะใช้ระบบวิธีการที่เรียกว่าวิ่งเต้น เป็นระบบอุปถัมภ์ที่เกิดขึ้น ในปัจจุบัน ถ้าใครอยากจะได้ดิบได้ดีเขาก็จะมีแนวทางอะไรของเขาตามแหล่งของอํานาจ สิ่งเหล่านี้เราก็จะแก้ไขปรับปรุงว่าให้อํานาจการแต่งตั้งของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มีเฉพาะสําหรับตําแหน่งระดับปลัดกรุงเทพมหานครกับรองปลัดกรุงเทพมหานครเท่านั้น ซึ่งก็จะเป็นหลักการอันเดียวกันกับกฎหมายฉบับเมื่อสักครู่นี้ที่ให้ผู้บริหารท้องถิ่นคือนายก ทั้งหลายแต่งตั้งได้เฉพาะปลัดกับรองปลัด อันนี้ก็เป็นมาตรฐานอันเดียวกัน แล้วก็สอดคล้อง กับอํานาจของรัฐมนตรีในปัจจุบันที่วางแนวทางไว้ ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไรนะครับ เป็นการจัดระบบให้เข้าสู่มาตรฐานทั้งท้องถิ่นด้วยกันเองแล้วก็มาตรฐานเกี่ยวกับเรื่องของ ข้าราชการพลเรือนด้วย อันนี้ก็ปรับปรุงไปทั้งหมด ๒ มาตราด้วยกัน ถ้าเป็นตําแหน่งที่ต่ํากว่า รองปลัด ก็จะเป็นอํานาจหน้าที่ของปลัดในการเสนอบัญชีให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เห็นชอบ คือตําแหน่งผู้อํานวยการสํานัก ถ้าต่ํากว่าสํานักลงมาอันนี้เป็นอํานาจของปลัด เพื่อให้เกิดความชัดเจน
ประเด็นที่ ๔ เมื่อปรับปรุง ๓ อํานาจ อันแรกก็คืออํานาจออกกฎ อันที่ ๒ ก็คือ อํานาจแต่งตั้ง อันที่ ๓ ก็คือเรื่องของการพิทักษ์ระบบคุณธรรมแล้ว ต่อไปก็เป็นการปรับปรุง เพื่อที่จะพัฒนาข้าราชการ เพื่อที่จะสร้างหลักประกันความมั่นคงให้แก่ข้าราชการ แล้วก็การให้ ข้าราชการยึดหลักคุณธรรมและคุณภาพในการบริหารงาน ซึ่งแต่เดิมกฎหมายการบริหารงาน บุคคลของท้องถิ่นก็มักจะกล่าวแต่เรื่องกฎ กติกา เรื่องของการบรรจุการแต่งตั้ง การโยกย้าย เรื่องวินัย การให้ออก แต่ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องของการพัฒนาข้าราชการ สร้างขวัญ กําลังใจอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ไม่มี มาคราวนี้เราก็ได้ดําเนินการปฏิรูป โดยถือแนวทาง ตามร่าง รัฐธรรมนูญ ซึ่งมีบทบัญญัติใหม่ ๆ เกี่ยวกับเรื่องของการให้หลักประกันกับข้าราชการ ผมขออนุญาตท่านประธานอ่านนิดเดียวนะครับ ในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๖ ว่าด้วย แนวนโยบายแห่งรัฐ วรรคสอง นี่เขียนไว้เลยครับบอกว่า รัฐพึงดําเนินการให้มีกฎหมาย เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานของรัฐให้เป็นไปตามระบบคุณธรรม โดยกฎหมายดังกล่าว อย่างน้อยต้องมีมาตรการป้องกันมิให้ผู้ใดใช้อํานาจหรือกระทําการ โดยมิชอบที่เป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่หรือกระบวนการแต่งตั้ง หรือการพิจารณาความดีความชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผมคิดว่าอันนี้เป็นบทบัญญัติใหม่ ไม่เคยมีบทบัญญัติอย่างนี้ไว้ก่อน แล้วก็บังคับด้วยว่าต่อไปนี้กฎหมายการบริหารงานบุคคล ต้องมีสิ่งเหล่านี้นะครับ เราก็ได้เอาสิ่งเหล่านี้มาบัญญัติมาไว้ในกฎหมาย อยู่ในมาตรา ๒๒ นะครับ เป็นการเพิ่มเติมกฎหมายเข้าไป บัญญัติว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการกรุงเทพมหานคร หากมีผู้ใดใช้อํานาจกระทํา การโดยมิชอบ ที่เป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่หรือกระบวนการแต่งตั้ง หรือการพิจารณาความดีความชอบของข้าราชการกรุงเทพมหานคร ให้ข้าราชการกรุงเทพมหานคร รายงานต่อผู้บังคับบัญชาได้ทุกระดับชั้น ไม่จําเป็นต้องเป็นตามลําดับชั้นนะครับ และเป็น หน้าที่ของผู้บังคับบัญชาที่จะแสวงหาข้อเท็จจริงและดําเนินการเพื่อป้องกันมิให้เกิดการ กระทําที่มิชอบ หากการกระทําดังกล่าวเป็นความผิดตามกฎหมายหรือจริยธรรมของผู้ดํารง ตําแหน่งที่เกี่ยวข้อง ก็ให้ดําเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายต่อไป ก็คือ ในกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้มันจะมีเขียนไว้ว่า ถ้า ส.ส. ทําสิ่งเหล่านี้ ถือว่าเป็นลักษณะต้องห้าม ก็คือต้องพ้นจากตําแหน่ง แต่ถ้าข้าราชการมีหลักฐาน รายงานผู้บังคับบัญชาก็เป็นหน้าที่ของ ผู้บังคับบัญชาต้องดําเนินการตามกฎหมายที่ว่านี้ด้วย วรรคสองบอกว่า ข้าราชการ กรุงเทพมหานครผู้ใดให้ข้อมูลต่อผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีหน้าที่ตรวจสอบตามความในวรรคหนึ่ง อันเป็นผลดีต่อการป้องกันไม่ให้เกิดกระทําที่มิชอบ ผู้บังคับบัญชาอาจพิจารณาให้บําเหน็จ ความชอบเป็นกรณีพิเศษได้ และให้นําหลักเกณฑ์ วิธีการ ให้บําเหน็จความชอบ การกันเป็นพยาน การลดโทษ และการให้ความคุ้มครองพยานตามที่กําหนดไว้ในกฎ ก.ก. มาใช้สําหรับกรณีนี้ ด้วยโดยอนุโลม นี่ก็เป็นตัวอย่างของการที่เราได้เอาข้อความที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาใส่ เขาถามว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่าน ไม่ผ่าน ก็ไม่มีปัญหาอะไรนะครับ เพราะว่าสิ่งที่ เราบัญญัติไว้นี้มันเป็นเรื่องที่ดี มันเป็นเรื่องของหลักประกันความมั่นคงให้กับข้าราชการ อย่างนี้เป็นต้นนะครับ แล้วก็ได้มีการเพิ่มบทบัญญัติเพื่อป้องกัน บทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องของ การพัฒนานะครับ อันนี้ก็บอกไว้เลยว่า ให้กรุงเทพมหานครมีหน้าที่และดําเนินการพัฒนา เพื่อเพิ่มพูนประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน โดยให้กรุงเทพมหานครจัดทําแผนพัฒนาข้าราชการ ไม่เคยมีบัญญัติไว้ก่อนนะครับ เพื่อให้ข้าราชการมีคุณภาพ คุณธรรม จริยธรรม คุณภาพชีวิต มีขวัญกําลังใจในการปฏิบัติราชการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามภารกิจของกรุงเทพมหานคร ก็เป็นการบัญญัติเพื่อให้สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญในมาตรา ๗๖ วรรคแรก เช่นเดียวกัน นอกจากนั้นก็ได้จัดกรอบจรรยาบรรณข้าราชการให้ยึดหลักคุณธรรม คุณภาพ สอดคล้องกับ กฎหมายข้าราชการพลเรือนเอาไว้อีก ๑ มาตราด้วย
ประเด็นที่ ๕ ได้ปรับปรุงแก้ไขบทบัญญัติที่ปัจจุบันมันไม่มีผลใช้บังคับ แล้วนะครับ เช่น ในกฎหมายฉบับปัจจุบันนี้ได้มีการประกาศใช้กฎหมายจัดตั้งมหาวิทยาลัย นวมินทราธิราช แยกตัวออกจากกรุงเทพมหานคร ถ้าใครนึกถึงโรงพยาบาลวชิระได้ สมัยก่อนนี้ เป็นโรงพยาบาลที่อยู่ในสังกัดของกรุงเทพมหานคร บัดนี้ก็แยกตัวออกไปนะครับ เป็นส่วนหนึ่ง ของมหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้นในกฎหมายฉบับนี้ที่เขียนถึงข้าราชการกรุงเทพมหานคร ในสถาบันอุดมศึกษาก็ดี มันก็ไม่มีผลใช้บังคับอีกต่อไปนะครับ ก็ได้มีการตัดข้อความเหล่านี้ ออกไปอีก ๘ มาตราด้วยกัน
ประเด็นที่ ๖ ก็คือแก้ไขบทบัญญัติอื่น ๆ อีก ๕ มาตรา เช่น กฎบังคับใช้ เมื่อไร ชื่ออะไรทํานองนี้ซึ่งเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ รวมทั้งหมด ๔๑ มาตราที่มีการแก้ไข จากกฎหมายเดิมที่มีอยู่ทั้งหมด ๘๕ มาตรา ผมอยากจะสรุปว่า สิ่งที่แก้เหล่านี้ ๔๑ มาตรานี้ ประการแรก ก็คือเป็นการแก้ไขเพื่อให้ให้สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญที่บังคับว่าต้องแก้ ประการที่ ๒ ก็คือเพื่อเป็นการสร้างมาตรฐานการบริหารงานบุคคลให้สอดคล้องกับท้องถิ่นอื่น นี่ก็เป็นเรื่องที่รัฐธรรมนูญบอกให้ทํา ประการที่ ๓ ก็คือสอดคล้องกับแผนปฏิรูปการปกครอง ท้องถิ่นที่สภาแห่งนี้ได้เคยให้ความเห็นชอบมาแล้ว เกี่ยวกับเรื่องของการบริหารงานบุคคล ของท้องถิ่น เพื่อให้เกิดระบบคุณธรรมแล้วก็ป้องกันให้มีหลักประกันความมั่นคง เพื่อประสิทธิภาพในการบริหารงานของกรุงเทพมหานครครับ ขอบคุณครับ