สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๔๒ · ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๐

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๕๘ คน
นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

เรียนท่านสมาชิก ที่เคารพครับ ขณะนี้มีสมาชิกมาลงชื่อประชุมครบองค์ประชุมแล้ว ผมขอเป่ดการประชุม เพื่อดําเนินการตามระเบียบวาระ

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มีนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่เสนอใหม่

๒.๑ พิจารณารายงานผลการดําเนินงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญและประชาสัมพันธ์ ถ้าท่านสมาชิกจําได้ คณะกรรมาธิการ ชุดนี้นะครับตั้งขึ้นเพื่อปฏิบัติงานภายหลังจากเราดำเนินการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ และรับรัฐธรรมนูญแล้ว จะต้องไปดําเนินการเพื่อเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ และประชาสัมพันธ์นะครับ เพราะฉะนั้นก็อยากจะให้มารายงาน เพราะว่าการทำงาน ของเรานั้นถึงช่วงสุดท้ายที่จะจบแล้ว

เพราะฉะนั้นก็ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่ครับ เชิญท่านประธาน และกรรมาธิการครับ เชิญครับ

(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)

ถ้าพร้อมแล้ว เชิญท่านประธานเลยนะครับ ท่านประธานกรรมาธิการครับ ท่านอาจารย์สมชัย

นายสมชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิก สสร. ที่เคารพ คณะกรรมาธิการวิสามัญเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ และประชาสัมพันธ์เพื่อการลงประชามติ มีภารกิจหลักในการทำการเผยแพร่รัฐธรรมนูญ เพื่อนำเสนอเนื้อหาสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญให้ประชาชนได้รับทราบ เพื่อให้ประชาชน ได้ไปลงประชามติด้วยความรู้ ความเข้าใจ ในการนี้คณะกรรมาธิการเผยแพร่ได้จัดทำ ยุทธศาสตร์ในการเผยแพร่ ซึ่งได้นําเสนอต่อคณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ เพื่อให้ใช้เปึน แนวทางในการเผยแพร่นะครับ สาระสำคัญของยุทธศาสตร์ก็จะมีดังนี้ครับ

๑. คือ ใช้วิธีการเผยแพร่ที่โปร่งใส ชัดเจน และเป่ดเผย พูดความจริงตาม เนื้อหาสาระที่แท้จริงของรัฐธรรมนูญ ไม่ป่ดบังอําพร่าง ซ่อนเร้น พูดทั้งข้อดีและข้อจํากัด ของรัฐธรรมนูญ โดยเน้นให้พิจารณาถึงภาพรวม และผลโดยรวมของรัฐธรรมนูญเปึ้นหลัก นั่นคือข้อที่ ๑ นะครับ

ยุทธศาสตร์ข้อที่ ๒ ก็คือว่า เคารพในดุลพินิจของประชาชน การสร้างความ เข้าใจที่ถูกต้องในสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญเปึนภารกิจของคณะกรรมาธิการทุกชุด และสภาร่างรัฐธรรมนูญทุกคน แต่การลงคะแนนเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบเปึ้นดุลพินิจ ของประชาชน

ข้อ ๓ คือ ถือการเผยแพร่รัฐธรรมนูญเปึนกระบวนการเคลื่อนไหวทางการ ศึกษาในหมู่ประชาชน เพื่อยกระดับความรู้และความเข้าใจของประชาชนในเรื่อง ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เปึนประมุข ในเรื่องสิทธิมนุษยชน ในเรื่องการบริหาร จัดการบ้านเมืองที่ดี ในเรื่องการเมืองและคุณธรรมของนักการเมือง

ข้อ ๔ ในการเผยแพร่นี้ เราเน้นการเรียนรู้ร่วมกันกับประชาชน ใช้การสื่อสาร ๒ ทางให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่น ใช้วิธีการแยกกลุ่มค้นหาข้อดีของ รัฐธรรมนูญ แล้วก็เราก็พยายามที่จะทําให้ประชาชนได้ไปสู่คูหาด้วยความเข้าใจนะครับ

คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้ทำหน้าที่ผลิตสื่อการเผยแพร่ โดยที่เรามี หน้าที่หลักในการดำเนินการเพื่อให้มีการเผยแพร่เกิดขึ้น แต่ไม่ใช่เปึ้นผู้ที่ทำหน้าที่เผยแพร่ โดยตรง หน้าที่เผยแพร่ทำใน ๒ ด้าน ด้านหลักคือ ด้านกว้าง ก็ทำโดยคณะกรรมาธิการ ประชาสัมพันธ์ ซึ่งออกสื่อทุกสื่อดังที่ปรากฏอยู่แล้ว เราก็ไม่ไปทําซ้ํานะครับ ส่วนทางด้าน การเผยแพร่ทางด้านลึก ซึ่งเข้าถึงประชาชนด้วยการจัดเวที จัดประชุมต่าง ๆ ก็เปึนหน้าที่ ของคณะกรรมาธิการวิสามัญประจําจังหวัดทุกจังหวัด และคณะกรรมาธิการภาคนะครับ ซึ่งเปึนผู้ประสานงานอยู่ เราก็ได้อาศัยกำลังของคณะกรรมาธิการจังหวัดทุกจังหวัด ไปทำการเผยแพร่ ในขณะเดียวกันคณะกรรมาธิการเผยแพร่เองก็ได้ลงไปช่วยนะครับ ในเวลาที่กรรมาธิการภาคได้ประชุมร่วมกันกับกรรมาธิการจังหวัด เพื่อจัดกระบวนการ เผยแพร่ เราก็ได้ลงไปช่วยด้วย โดยมีผมได้ลงไปเอง ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ก็ลงไป หลาย ๆ ท่าน กรรมาธิการที่อยู่ในที่นี้และไม่ได้อยู่ในที่นี้ก็ได้ลงไปช่วยกันนะครับ ในการเผยแพร่เราก็ได้เน้นประเด็นต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจในเนื้อหาสาระของ รัฐธรรมนูญตามที่ได้ร่างและนำเสนอไปแล้ว ขณะเดียวกันก็ได้มีการผลิตสิ่งพิมพ์ แล้วก็เอกสารการเผยแพร่ นอกเหนือจากการที่จะมีตัวเอกสารรัฐธรรมนูญตัวมาตรา ๓๐๙ มาตราแล้วนี่ ก็ยังมีเอกสารอื่นประกอบ เช่น มีแผ่นพับ มีเอกสารซึ่งเปึนการ์ตูน (Cartoon) นะครับ ซึ่งสำนักนายกทำ แล้วก็ประสานงานกันนะครับ แล้วก็ยังมี ซีดี (CD – Compact Disc) ในรูปแบบต่าง ๆ นะครับ เพื่อให้ได้รับทราบถึงว่า เนื้อหาสาระที่ทำการ เผยแพร่นี่ เปึนซีดีนี่มันมีเนื้อหาอะไรบ้างนะครับ ผมก็จะขออนุญาตนำเสนอซีดี อันดับแรก เปึ้นซีดีอันที่ ๒ นะครับ ขอฉายซีดีรายการที่ ๒ ก่อนครับ เปึ้นเรื่องสิทธิทางการเมืองของ ประชาชนครับ ๔ นาทีครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ ได้มีการแพร่ภาพวีดิทัศน์ให้สมาชิกในที่ ประชุมได้รับชม)
นางกรรณิการ์ บรรเทิงจิตร กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานค่ะ ตรงนั้น ก็คงเปึนส่วนที่ ๑ นะคะ ที่เราได้ผลิตออกมา เพื่อจะเผยแพร่ให้กับกรรมาธิการวิสามัญ รับฟังความคิดเห็นระดับจังหวัดทั้ง ๗๖ จังหวัดนะคะ เพื่อใช้เปึนสื่อในการที่จะไป ประชาสัมพันธ์พูดคุยกับกลุ่มเปัาหมายต่าง ๆ ในพื้นที่นะคะ ซึ่งก็ผลิตไปเปึ้นหมื่นชิ้น นะคะ ก็ได้กระจายกันไปหมด ในขณะเดียวกันจะต่อด้วยเรื่องของสาระที่อยู่ใน รัฐธรรมนูญ แล้วก็ได้สังเคราะห์ออกมาในเชิงของสวัสดิการ และคุณภาพชีวิตของ ประชาชนไทยที่จะได้รับจากภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้นะคะ ขณะเดียวกันก็จะบอกว่า ในเรื่องของสวัสดิการเหล่านี้ได้คำนึงถึงบุคคล เช่น คนพิการ ก็มีการผลิตเปึน อักษรเบรล (Braille) นะคะ ซึ่งก็ได้มีการกระจายให้กับสมาคมคนตาบอด หรือว่าโรงเรียน ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคนพิการทางสายตานะคะ อันนี้ก็ได้มีการผลิตกันไปเรียบร้อยแล้วค่ะ ก็ขอชมเรื่องของสวัสดิการและคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยค่ะ เชิญชีมค่ะ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ ได้มีการแพร่ภาพวีดิทัศน์ให้สมาชิกในที่ ประชุมได้รับชม)
รองศาสตราจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานครับ ผม เจิมศักดิ์ ครับ ท่านประธานครับ อย่างที่อาจารย์กรรณิการ์ได้บอกนะครับ เราได้ทำ หนังสือภาษาเบรล ซึ่งสำหรับผู้ที่พิการทางสายตา ที่ท่านเห็นอยู่ในมือผมนี่ อันนี้คือ ๑ เล่ม ถ้าเทียบกับสีเหลืองของเราเล่มหนึ่ง นี่หนังสือเท่ากับ ๒ เล่ม ใหญ่ ๆ อย่างนี้ แหละครับ ๒ เล่มใหญ่ ๆ เท่ากับหนังสือสีเหลืองที่เราแจกให้กับประชาชนทุกครัวเรือนนี่ ๑ เล่ม เพราะฉะนั้นอันนี้ต้นทุนจะตกประมาณ ๖๐๐ บาท ซึ่งเราก็ได้แจกไปให้ทางสมาคมที่เกี่ยวข้องกับผู้ที่พิการทางสายตานะครับ ก็หมายความว่าผู้พิการทางสายต่านี่ จริง ๆ แล้วได้รับการรับรองก่อนที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะออกเสียอีก เพราะว่ารัฐธรรมนูญนี้ได้ระบุชัดเจนว่า ผู้ที่พิการ หรือผู้ที่ด้อยโอกาส จะต้องได้รับการศึกษา ได้รับความรู้ที่ทัดเทียม ซึ่งสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือกรรมาธิการ ก็ได้กระทำอย่างนี้ ก็ต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยนะครับ ขณะเดียวกันเรามี หนังสือเสียง หนังสือเสียงที่เปึนสำหรับคนที่พิการทางสายตาแต่ว่าต้องการที่จะฟัง อันนี้ก็จะเปึนหนังสือเสียง เราก็มีหลายทางนะครับ ที่ให้คนพิการทั้งหลายได้สามารถที่จะ เลือกได้ แล้วก็มีสําหรับคนที่หูไม่ได้ยิน ก็มีหนังสือที่เปึนหนังสือภาษามือที่จะเข้าใจ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ด้วยภาษามือ ก็ทำเปึนภาพภาษามือให้ทั้งหมดนะครับ ท่านประธานครับ นอกจากนั้นแล้วนี่ เราพูดถึงสวัสดิการและคุณภาพชีวิตแล้ว เรื่องรัฐธรรมนูญเปึ้นเรื่องยากที่จะให้ประชาชนอ่านแล้วเข้าใจ เมื่อพวกผมเดินสาย ๗๖ จังหวัดนี่ เลยได้ทำซีดีอีกอันหนึ่ง เรื่อง สิทธิของชุมชน เพราะครั้งนี้ชุมชนได้มีสิทธิ อย่างมากมาย และก็ชุมชนนั้นมีสิทธิแม้กระทั่งจะฟัองศาล ถ้าในกรณีที่ชุมชนถูกละเมิด ไม่มีการศึกษาผลกระทบ หรือสร้างสิ่งที่กระทบต่อชุมชน เพราะฉะนั้นผมอยากจะ เชิญชวน และก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานนะครับ ช่วยดูซีดีชุดนี้ที่บอกถึงสิทธิ ของชุมชน เราจะลองดูกันเลยนะครับ เชิญครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ ได้มีการแพร่ภาพวีดิทัศน์ให้สมาชิกในที่ ประชุมได้รับชม)
นายสมชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ครับ นอกจากเรื่องชุมชนซึ่งรัฐธรรมนูญได้ให้ความสําคัญ โดยได้มีมาตรการที่ทําให้ชุมชน มีความเข้มแข็งนั้นนะครับ การที่ชุมชนมีความเข้มแข็งนี่ก็จะเปึ้นรากฐานสําคัญของการที่ มีสังคมที่ดี แต่ว่ารัฐธรรมนูญยังได้ห่วงใยไปอีกด้านหนึ่ง คือ การที่มีชุมชนเข้มแข็งแล้วนี่ ก็จำเปึนจะต้องมีการปกครองส่วนท้องถิ่นที่เข้มแข็งด้วย การปกครองตนเองของท้องถิ่นนี่ ผมคิดว่าเปึนรากฐานสําคัญของประชาธิปไตย ที่บอกว่า รัฐธรรมนูญเปึนประชาธิปไตย หรือไม่นี่ จุดวัดจุดหนึ่งก็ควรจะดูว่า รัฐธรรมนูญนั้นให้ความสำคัญกับการปกครองตนเอง ของท้องถิ่นหรือไม่ ให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจหรือไม่ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นี้ได้มีบทบัญญัติที่ชัดเจนในเรื่องเกี่ยวกับการปกครองตนเองของ ท้องถิ่น และในเรื่องเกี่ยวกับการกระจายอำนาจ ความจริงเราก็ได้บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ประเทศไทยเปึนเอกรัฐ อยู่ในมาตรา ๒ บอกว่า ราชอาณาจักรไทยเปึนอันหนึ่งอันเดียวกัน จะแบ่งแยกมิได้ แปลว่า ในรัฐไทยนี่มีรัฐเดียว ไม่ได้มีรัฐหลายรัฐมาร่วมกัน อย่างเช่น สหรัฐอเมริกา หรือสหพันธ์รัฐมาเลเซีย ซึ่งเขาเปึนหลายรัฐ แต่ของเราเปึนรัฐเดียว ในประเทศไทยมีรัฐบาลเดียว แต่ว่าในการปกครองในประเทศไทยนี่ เรายอมรับว่าเราจะ ใช้ระบบการปกครองแบบกระจายอำนาจ ซึ่งการปกครองแบบกระจายอำนาจนี้ได้เริ่มมา ใช้ในป้ ๒๕๔๐ ตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ความจริงเริ่มก่อนหน้านั้น ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ได้ร้องรับและเขียนไว้อย่างมั่นคงแข็งแรงนะครับ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ก็ได้ รองรับหลักการที่ดีของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ในเรื่องเกี่ยวกับการกระจายอำนาจและการ ปกครองตนเองของท้องถิ่นไว้ทุกประการ นอกจากนั้นก็ยังได้เสริมเติมในจุดซึ่งรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เขียนไว้ไม่เพียงพอและไม่ได้คำนึงถึง เวลาไปปฏิบัติจริง ๆ ก็เกิดปัญหา จริง ๆ แล้วฐานอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนี่มาจาก ๓ แหล่ง แหล่งหนึ่งคือ ฉันท่านุมัติของประชาชนในท้องถิ่น ซึ่งก็แปลว่าผู้เข้าดํารงตําแหน่งทางบริหารในท้องถิ่นนี่ จะต้องมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งเรามีแล้วนะครับ แหล่งที่ ๒ ก็คือว่า จะต้องมีการยอมรับ จากอํานาจรัฐระดับชาติที่จะแบ่งอํานาจไปให้ ก็มีกฎหมายระบุเขตอํานาจ ทั้งเขตทาง อาณาเขต และเขตทางอำนาจหน้าที่ ซึ่งเราก็มีแล้วนะครับ แต่ว่าแหล่งที่ ๓ นี่มันจะต้องมี อํานาจทางการเงิน จะมีใช้อํานาจรัฐที่แท้จริงในระดับท้องถิ่นได้จะต้องมีแหล่งที่มาของ เงิน มีอำนาจในการจัดเก็บภาษี และมีอำนาจในการใช้จ่าย ความเปึ้นอิสระของ อบจ. จึงจะเกิดขึ้นได้จริง ความจริงในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ก็พยายามทําในเรื่องนี้ แต่ได้ใช้ วิธีการที่จะให้รัฐบาลส่วนกลางนี่จัดเก็บภาษีมา แล้วก็จัดสรรไปให้ อบท. แต่วิธีการนั้น ทำให้กระบวนการรับผิดในการบริหารจัดการนี่มันเดินอ้อม แต่ว่าประชาชนผู้เสียภาษีต้อง มาไล่เบี้ยกับรัฐบาลส่วนกลาง ทั้ง ๆ ที่เปึ้นเรื่องปัญหาในท้องถิ่นอันเกิดจากการกระทำ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ผู้ที่รับผิดในทางจัดเก็บภาษีจากเขาคือส่วนกลาง และ เขาต้องมาเดินขบวนมาร้องเรียนที่หน้าทำเนียบนี่ แล้วจึงจะส่งสัญญาณส่งต่อเปึ้นทอด ๆ ซึ่งเปึ้นทางอ้อม แต่ถ้าหากว่าอํานาจรัฐส่วนท้องถิ่นมีอํานาจในการจัดเก็บภาษีเองนี่ก็จะ สามารถทำให้ประชาชนนี่เขาติดตามดูแลการบริหารจัดการของ อบท. เพราะเข้าไปเสีย ภาษีให้กับ อบท. เพราะฉะนั้นการที่จะให้ อบท. มีอํานาจในการบริหารจัดการท้องถิ่น อย่างอิสระได้อย่างแท้จริงนี่ ก็ควรให้ อบท. มีขีดความสามารถในการจัดเก็บรายได้ด้วย ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงได้เพิ่มบทบัญญัติว่าด้วยการให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการจัดเก็บ รายได้ของ อบท. นะครับ อันนี้จะทําให้ อบท. นี่สามารถมีอํานาจในการจัดเก็บภาษีเอง แล้วก็สามารถใช้จ่ายได้เอง ทำให้สามารถพัฒนาท้องถิ่นได้ตามความต้องการของท้องถิ่น อย่างแท้จริง และเปึนอิสระได้อย่างแท้จริง เรื่องนี้เวลาเราจะทําการเผยแพร่ เราก็คํานึง ถึงว่ากลุ่มเปัาหมายที่สำคัญกลุ่มหนึ่งคือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เราจึงได้มี ซีดีโดยเฉพาะ ซึ่งเปึ้นเรื่องที่น่าสนใจ อยากขอเชิญท่านดูครับ ขอเชิญรายการที่ ๗ เรื่อง อบท. ครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ ได้มีการแพร่ภาพวีดิทัศน์ให้สมาชิกในที่ ประชุมได้รับชม)
(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภา ร่างรัฐธรรมนูญ ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภา ร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

เชิญท่านกรรมาธิการต่อครับ

นายวีนัส ม่านมุ่งศิลปี กรรมาธิการ

ต่อไปอยู่ในส่วนที่ ๗ นะครับ แนวนโยบายด้านเศรษฐกิจนะครับ มาตรา ๘๓ นะครับ รัฐต้องส่งเสริมสนับสนุนให้มีการ ดำเนินการตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ๘๔ ครับ รัฐต้องดำเนินตามแนวนโยบาย เศรษฐกิจนะครับ ในเรื่องของสภาเกษตรกร ซึ่งอยู่ในมาตรา ๘๓ (๘) (๙) นะครับ ว่าด้วย เรื่องของการคุ้มครองและรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกรในการผลิตและการตลาด ตลอดจนส่งเสริมให้สินค้าการเกษตรได้รับผลตอบแทนสูงสุด รวมทั้งส่งเสริมการร่วมกลุ่ม ของเกษตรกรในรูปของสภาเกษตรกร เพื่อวางแผนการตลาด และการรักษาผลประโยชน์ ร่วมกันของเกษตรกรนะครับ (๙) ได้บอกไว้ชัดเจนนะครับว่า เรื่องของการส่งเสริม สนับสนุน และคุ้มครองระบบสหกรณ์ให้เปึนอิสระ และการร่วมกลุ่มการประกอบอาชีพ หรือวิชาชีพ ตลอดทั้งการร่วมกลุ่มของประชาชน เพื่อดำเนินกิจการทางด้านเศรษฐกิจ นะครับ ท่านสมาชิกครับ หลาย ๆ ป้ที่ผ่านมาว่าด้วยเรื่องของสภาเกษตรนั้นนะครับ ไม่บรรลุผลเปัาหมายตามเจตนารมณ์ในการช่วยเหลือวิชาชีพทางด้านเกษตรกรนะครับ ทั้งนี้ เนื่องจากว่าในระยะที่ผ่านมานั้น รัฐบาลใช้คําอธิบายเกษตรกรทั่วประเทศว่า สินค้า ราคาการเกษตรตกต่ำนั้นเปึ้นเรื่องของกลไกทางการตลาด ซึ่งไม่สอดรับกับแนวนโยบาย การช่วยเหลือภาครัฐ ซึ่งจะต้องเข้าไปแทรกแซงหรือรักษาเสถียรภาพทางการเกษตร ได้อย่างแท้จริงนะครับ ดังนั้นรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๕๐ จึงได้มีการปรับปรุงแก้ไขให้มี สภาเกษตรกรขึ้นโดยตรงจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และรักษา เสถียรภาพของราคาผลผลิตทางการเกษตร ไม่ว่าจะเปึนของการเรื่องปลูกพืช หรือว่า เลี้ยงสัตว์ เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนสูงสุดนะครับ แล้วหลังจากนี้ก็จะเปึ้นซีดี ใช้เวลา สักเล็กน้อยนะครับ เพื่อให้ท่านได้เข้าใจยิ่งขึ้นว่า ในรูปแบบของสภาเกษตรกรนั้น เปึ้นรูปแบบสภาเกษตรกรที่มีประโยชน์ต่อเกษตรกรแบบกินได้อย่างไรครับ เชิญครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ ได้มีการแพร่ภาพวีดิทัศน์ให้สมาชิกในที่ ประชุมได้รับชม)
นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

เชิญท่านกรรมาธิการ

นายมานิจ สุขสมจิตร กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม มานิจ สุขสมจิตร สื่อวีดิทัศน์อันดับถัดไป ซึ่งคณะกรรมาธิการเผยแพร่รัฐธรรมนูญและ ประชาสัมพันธ์ได้จัดทำขึ้น เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนได้เข้าใจในเรื่องของร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ เปึนเรื่องของสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน ซึ่งอยากจะเรียนว่าเรื่องสิทธิเสรีภาพของ สื่อมวลชนนั้นเปึ้นของที่เกิดขึ้นควบคู่กับประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยประกอบด้วย หลายสิ่งหลายอย่าง ไม่ได้มีเพียง ๔ ป้มาเลือกตั้งกันทีเดียวนะครับ ในเรื่องนี้ เรื่องสิทธิ เสรีภาพนั้นขอเรียนว่า เปึ้นสิ่งซึ่งได้มีการรับรองไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน แห่งสหประชาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ได้มีสิ่งใหม่ ๆ เกิดขึ้น อย่างน้อย ๔ ประการด้วยกัน

ประการแรก ได้ให้การรับรองสิทธิเสรีภาพของข้าราชการ ของพนักงานและ ลูกจ้างหน่วยงานของรัฐ ในกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์หรือสื่อมวลชนอื่นว่า ให้มีเสรีภาพเช่นเดียวกับบรรดาลูกจ้างของเอกชนที่ทำงานในสื่อต่าง ๆ นะครับ

ประการที่ ๒ ก็ห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือผู้ดํารงตําแหน่งทาง การเมืองไปกระทำการใด ๆ อันเปึนการขัดขวาง แทรกแซง การเสนอข่าว การแสดง ความคิดความเห็น และถ้าหากว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ดี ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองก็ดี ไปขัดขวางหรือแทรกแซง ให้ถือว่าไม่มีผลใช้บังคับ เว้นแต่จะเปึนการที่เขากระทําการ ตามกฎหมายหรือจริยธรรมแห่งวิชาชีพ

ในประการถัดไป ซึ่งเปึนของใหม่ นั่นก็คือว่า ให้มีองค์กรอิสระองค์กรหนึ่ง สำหรับมาดูแลการจัดสรรคลื่นความถี่ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และ โทรคมนาคมที่เปึนทรัพยากรสื่อสารของชาติ เหตุที่ต้องมีเพียงองค์กรเดียวนั้น ก็เนื่องมาจากว่า เทคโนโลยีในสมัยใหม่ได้เจริญไปมาก แล้วมีการทํางานที่ประสานกัน เพราะฉะนั้นเพื่อให้การทำงานเปึนการทำงานที่มีเอกภาพ และสามารถให้องค์กรเดียว สามารถดูแลในภาพรวม ๆ ได้ จึงให้มีเพียงองค์กรเดียว

ประการสุดท้าย ประการที่ ๔ นะครับ สิ่งใหม่ในรัฐธรรมนูญนี้ก็คือว่า ห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเปึนเจ้าของ หรือเปึนหุ้นส่วนในกิจการหนังสือพิมพ์ ในกิจการวิทยุและโทรทัศน์ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดความเปึนธรรม ไม่ใช่ว่าผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง คนใดคนหนึ่งมีสื่อไว้เปึนเครื่องมือของตัวเอง ในขณะเดียวกัน คนอื่นไม่มี ก็จะเกิดความไม่เปึนธรรมทั้งในระหว่างนักการเมืองด้วยกัน และไม่เปึนธรรม กับประชาชนด้วย ขอได้โปรดชมวีดิทัศน์ ซึ่งจะเปึนรองสุดท้ายแล้วนะครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

เชิญครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ ได้มีการแพร่ภาพวีดิทัศน์ให้สมาชิกในที่ ประชุมได้รับชม)

ครับ เชิญท่านประธานกรรมาธิการครับ

นายสมชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานครับ ก็มาถึงซีดีสุดท้ายนะครับ ประเด็นคือ รัฐธรรมนูญนี้มาจากไหน ถ้าผม ตอบก็คือ มาจากประชาชน เพราะว่าในกระบวนการร่างได้เคลื่อนไหวประชาชน อย่างกว้างขวาง อย่างไม่เคยมีปรากฏมาก่อนในประเทศไทย และผมก็ไม่เคยทราบว่า ประเทศไหนในโลกที่เขาร่างรัฐธรรมนูญแล้วก็เคลื่อนไหวประชาชนมากมายอย่างนี้ ถ้าท่านทั้งหลายจำได้ ก็จะเห็นว่า ก่อนที่เราจะลงมือร่าง เราได้ส่งกรรมาธิการภาค กรรมาธิการจังหวัด แล้วเราได้ลงไปเอง ไปประชุม ปรึกษาหารือกับประชาชน เพื่อถาม ความคิดของประชาชนว่าจะร่างอย่างไรนะครับ สิ่งเหล่านั้นได้นํามาสะท้อนให้กับ กรรมาธิการยกร่าง กรรมาธิการยกร่างได้นำความคิดเหล่านั้นมาปรับ มากลั่นกรอง มาทำการตกผลึก แล้วก็ได้ร่างออกมาเปึนกฎหมาย เปึ้นตัวหนังสือทางภาษากฎหมาย มีมาตรา ๒๙๙ มาตรา แล้วเราก็นำเอามาตราเหล่านั้นนี่ไปถามประชาชนว่า มาตราไหน เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย และต้องการแก้ไขอย่างไร ความเห็นของประชาชนเหล่านั้น ได้สะท้อนกลับมาในรูปของการแปรญัตติ ซึ่งเราทำการแปรญัตติอย่างเข้มข้น เถียงกัน หน้าดำ หน้าแดง ไม่ยอมกัน ลงมติ เดินออกจากห้องประชุมก็มีนะครับ เปึนเวลา ๑๘ วัน ๑๘ คืน ขอทบทวนความจําท่านสมาชิกด้วย อันนี้เปึนหลักฐานยืนยันว่า รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ไม่มีใบสั่ง ถ้าเผื่อท่านดูหน้าตาของ สสร. แต่ละคน ท่านลองประเมินดูว่าคนเหล่านี้ จะรับฟังคําสั่งหรือไม่นะครับ ผมเชื่อว่าถ้ามีคนสั่ง คนเหล่านี้ก็ไม่รับฟังคําสั่งนะครับ จากการที่มีการโต้แย้งกันอย่างเข้มข้น ดุเดือด และสะท้อนให้เห็นถึงแง่มุมต่าง ๆ ของ ตัวแทนความคิด ถ้าดูองค์ประกอบที่หลากหลายของ สสร. ซึ่งเปึ้นผู้ร่าง ก็จะเห็นว่า มีทั้งคนที่เปึ้นทหาร มีทั้งคนที่เปึนตํารวจ มีทั้งคนที่เปึนข้าราชการ มีทั้งอาจารย์ มหาวิทยาลัย มีพ่อค้า มีกรรมกร มีกสิกร มีครู มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มีเอ็นจีโอ (NGO – Non Governmental Organization) และมีนักสิทธิมนุษยชน คนเหล่านี้ไม่ได้มา ตัวเปล่า ข้างหลังเขามีองค์กร เขามีแนวความคิด และนําเข้ามาปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญ จนออกมาเปึนรูปร่างลักษณะตามที่นำเสนออยู่นี้ เพราะฉะนั้นจะเห็นว่ากระบวนการจัดทำนี่ เปึนกระบวนการจัดทําที่เปึนประชาธิปไตย แล้วความคิดต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนถึงความเปึน ประชาธิปไตยได้มีอยู่ในนี้ครบถ้วน ผมคิดว่า สิ่งที่สําคัญที่สุดของรัฐธรรมนูญนี้ คือยกระดับพัฒนาการทางสังคมของประเทศไทย ยกระดับความเจริญเติบโต ตามธรรมชาติของชุมชน และของการปกครองตนเองของท้องถิ่นซึ่งเปึนรากฐานที่สำคัญ และเปึนหลักประกันของการเมืองระบอบประชาธิปไตยนะครับ ในแง่ของการได้มานี่ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๙ ใจกว้างมาก นอกจากว่าจะให้มีกระบวนการดําเนินการโดยฟัง ความคิดเห็นประชาชนแล้วนี่ ก็ยังได้กำหนดให้มีการลงประชามติ ซึ่งพรุ่งนี้จะได้มีการลง ประชามติกัน ในการลงประชามตินี่ เปึนปัายบอกระยะทางที่สําคัญ เพราะว่าประเทศไทย กำลังใช้ระบอบประชาธิปไตยโดยตรงเข้ามาประกอบอย่างมีส่วนสำคัญของการเมือง การปกครองของประเทศไทย แล้วไม่ใช่เพียงแต่มีตัวแทนมาทำงาน แล้วก็มาอนุมัติกัน แต่ว่าให้กลับไปถาม ประชาชนด้วย ประชาชนเจ้าของประเทศมีสิทธิออกเสียงในเรื่องนี้ เรื่องนี้เรามีซีดีครับ ขอความกรุณาชมซีดีเปึนอันสุดท้ายครับ ขอบคุณครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ เชิญเจ้าหน้าที่เป่ดด้วยครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ ได้มีการแพร่ภาพวีดิทัศน์ให้สมาชิกในที่ ประชุมได้รับชม)

ครับ เชิญท่านประธานครับ

นายสมชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานครับ คณะกรรมาธิการเผยแพร่ขอจบการนำเสนอแค่นี้ครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

มีสมาชิกท่านใดจะอภิปรายซักถามเพิ่มเติมหรือเสนอแนะ มีไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)

ไม่มีนะครับ ก็สมบูรณ์เรียบร้อยดีนะครับ คณะของท่านอาจารย์สมชัย ขอบพระคุณ ท่านกรรมาธิการทุกท่านนะครับ

ในระเบียบวาระที่ ๒.๒ นะครับ เปึนการพิจารณารายงานการทำความ เข้าใจกับประชาชนเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ นะครับ

ขอเชิญท่านคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่ด้วยนะครับ เรียนเชิญครับ

(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)

จากเนื้อหาสาระดังกล่าวของคณะกรรมาธิการที่ท่านอาจารย์สมชัยเปึนประธาน ก็ถือว่า เปึ้นการรวบรวมการปฏิบัติงานที่ผ่านมา แล้วก็ได้นำไปเผยแพร่ให้กับพี่น้องประชาชน ได้ทราบในแต่ละเวทีนะครับ แต่ในวันนี้ท่านนํามาเสนอให้เห็นทั้งหมดนะครับ ซึ่งก็ไม่ได้ไปเห็นจากเวทีต่าง ๆ โดยครบถ้วนนะครับ วันนี้ได้เห็นได้ชมกันครบถ้วน ก็ถือว่าในระยะเวลาที่จำกัด คณะกรรมาธิการของท่านอาจารย์สมชัยทุกท่านนะครับ ก็พยายามที่จะรวบรวมในการ เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวให้ประชาชนได้ทราบ ได้เข้าใจได้มากขึ้นนะครับ ในส่วน ของการทำความเข้าใจให้กับประชาชน ที่ผ่านมาก็คงจะมีคำถามนะครับ ในความเข้าใจ เกี่ยวกับเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญในหลาย ๆ มาตรา ก็คงให้ท่านกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญคงจะรวบรวม รวบรวมประเด็นคำถามหรือข้อซักถามของประชาชนจากเวที ต่าง ๆ นี่นะครับ แล้วก็ให้ท่านกรรมาธิการได้กรุณาช่วยอธิบายในแต่ละมาตรา หรือในส่วนที่เห็นว่าสำคัญ ๆ นี่นะครับ หรือเปึ้นปัญหาที่ประชาชนอาจจะไม่เข้าใจหรือ เข้าใจคลาดเคลื่อนไปนะครับ ก็ขอให้กรรมาธิการช่วยชี้แจงในรายละเอียดของ ร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวนี้ด้วยนะครับ ท่านกรรมาธิการพร้อมแล้วนะครับ เชิญ ท่านใด จะเริ่มชี้แจงเลยครับ เชิญท่านอาจารย์วิชาครับ

รองศาสตราจารย์พิเศษวิชา มหาคุณ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญทุกท่านครับ กระผมรองประธาน กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญครับ ทำหน้าที่แทนท่านประธานและคณะกรรมาธิการ ยกร่าง จะได้กล่าวนำในเรื่องของการชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนเกี่ยวกับ ร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งท่านอาจารย์สมชัยและ คณะกรรมาธิการวิสามัญเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญและประชาสัมพันธ์ได้กรุณาชี้แจงไป ตั้งแต่แรกนะครับ จะเห็นได้ว่าทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้มีการประสาน และมีความสัมพันธ์ที่สอดคล้องกับคณะกรรมาธิการวิสามัญเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญและ ประชาสัมพันธ์ในการทำความรู้และทำความเข้าใจกับประชาชนผ่านทางสื่อมวลชนต่าง ๆ รวมทั้งได้ลงไปในเวทีที่มีการจัดตั้งขึ้นโดยประชาชนก็ดี สถาบันการศึกษาก็ดี หรือทาง ฝ์ายประชาสัมพันธ์ของทางแต่ละจังหวัดนะครับ ได้ดำเนินกระบวนการในการเผยแพร่ ความรู้ให้ประชาชนสามารถที่จะเข้าถึงร่างรัฐธรรมนูญนี้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อเตรียมการร้องรับกับการออกเสียงลงประชามติเห็นชอบ หรือ ไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะเห็นได้ว่าในการชี้แจงทําความเข้าใจนั้นนี่ ทางกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ชี้แจงทําความเข้าใจ โดยกระทําอย่างสุภาพ ในฐานะของผู้ที่ได้ยกร่างรั่ฐธรรมนูญหรือมีส่วนในการยกร่างรั่ฐธรรมนูญอย่างที่มิได้มีการ บิดเบือนข้อคิดเห็น หรือนําความคิดเห็นของตัวเองมาใส่แต่ประการใดทั้งสิ้น เรากระทํา อย่างสุภาพบุรุษ และบางครั้งก็สุภาพสตรี โดยตรงไปตรงมา ไม่มีการใช้ผลประโยชน์ ในการแอบแฝง นอกจากนี้ ขณะเดียวกันเราก็ยังระมัดระวังอย่างยิ่งนะครับ กลัวว่า จะผิดพลาดคลาดเคลื่อน ทำให้มีการกล่าวหากันได้นะครับว่า คณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญนี่ไปชี้นํา หรือพยายามที่จะทําให้ประชาชนหลงผิด ตรงกันข้ามนะครับ ในกระบวนการที่ต่อต้านหรือดําเนินการเพื่อที่จะไม่ให้รับร่างรัฐธรรมนูญนี่ กลับกระทำการอย่างบางเวทีก็กระทำชนิดที่เรียกได้ว่าไม่สุภาพอย่างยิ่ง หรือพูดจาในทาง หลอกลวง บิดเบือน ยืนยันให้ประชาชนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญโดยไร้เหตุผล กล่าวคือ อาศัยเสียงจากประชาชนที่บางกลุ่ม บางพวก บางประเภทที่ไม่ชอบถึงที่มาของร่าง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า มีที่มาจากความไม่ชอบธรรมโดยอาศัยการเคลื่อนไหวของ กลุ่มการเมืองบางประเภท ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่ากลุ่มการเมืองที่ไม่มีความประสงค์ หรือไม่อยากจะรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นี่ เข้าทำนองเดียวกันกับสิ่งที่เราอาจจะเรียก ได้ว่า คือนักการเมืองประเภทมือถือสากปากถือศีล กล่าวคืออะไร คือว่าหวาดกลัว รัฐธรรมนูญฉบับนี้ประดุจเดียวกับการหวาดกลัวว่า จะต้องตกอยู่ในห้วงแห่งการ ถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดกวดขั้นยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นจึงพยายามเรียกร้องว่า ให้ใช้ รัฐธรรมนูญฉบับเดิมซึ่งมีจุดอ่อน มีปัญหาน้านัปการในการตรวจสอบ ในการที่จะแสวงหา ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงเพื่อที่จะทำให้นักการเมืองทุจริตนั้นออกไปจากวงจรที่ปกครอง บ้านเมือง ปกครองประชาชน ทำให้ประชาชนต้องได้รับความทุกข์ยาก หรือได้รับความ ทรมานจากการถูกฆ่าตัดตอนบ้าง ถูกกระทำทารุณกรรมต่าง ๆ บ้าง เพราะฉะนั้นกระผม ขอกราบเรียนต่อท่านที่เคารพ ต่อท่านประธานว่า ในห้วงหลังของการที่มีการเผยแพร่ทาง สื่อมวลชนก็ดี หรือว่าได้มีการทำจดหมายเปึ้นบัตรสนเท่ห์ หรือเปึนใบปลิวไปสู่ประชาชน ทั้งหลาย มุ่งประสงค์ที่จะทำให้ประชาชนทั้งหลายหลงผิดหรือเข้าใจผิด โดยจับเอา ประเด็นที่ประชาชนมีความหวาดกลัว หรือมีความรู้สึกว่าตนเองจะไม่ได้รับสิทธิเท่าเดิม เอามาเปึนข้อใหญ่ใจความเพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ถูกต้อง ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ควรจะได้รับความเห็นชอบแต่ประการใดทั้งสิ้น เช่น พูดถึง ประเด็นที่ว่า เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะทําให้ สส. สว. ไม่สามารถจะ ประกันตัวและช่วยเหลือประชาชนได้ ซึ่งเปึนเรื่องที่ผมอาจจะเรียกได้ว่า โกหกพกลมที่สุด ในประวัติศาสตร์ของการกล่าว หรือว่าพยายามจะชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจหรือหลงผิด กระบวนการในการสร้างความเท็จเหล่านี้เปึนกระบวนการที่ผิดอย่างชัดเจนนะครับ แต่อย่างไรก็ดีก็ยังอยู่ในขั้นตอนของกระบวนการหาว่าผู้ใดที่สร้างความเท็จอย่างนี้ว่า หากร่างรัฐธรรมนูญนี้ผ่านแล้วจะเกิดอันตราย ก็คือ สส. สว. ไม่สามารถที่จะประกันตัว และช่วยเหลือประชาชนได้ หรือกล่าวว่าโครงการ ๓๐ บาท รักษาทุกโรคจะต้องถูก เพิกถอนไปตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งก็มดเท็จอีกเช่นกัน เพราะว่าแท้ที่จริงแล้ว ๓๐ บาท รักษาทุกโรคก็ยังคงอยู่ และในขณะเดียวกันเรายังเพิ่มว่าผู้ยากไร้ก็ไม่ต้องเสีย ค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้นอีกด้วยใน ๓๐ บาท ก็เปึ้นเรื่องตามปกติ ซึ่งเราไม่ได้ยกเลิก แต่ประการใด แต่เราได้เพิ่มกระบวนการให้ประชาชนที่ยากไร้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น สำหรับในกรณีค้นบ้านโดยไม่ต้องมีหมายศาล ก็โกหกคำโตเช่นเดียวกัน เปึ้นไปไม่ได้เลยที่กระบวนการค้นบ้านของราษฎรหรือประชาชนทั้งหลายไม่ต้องมีหมาย ของศาลนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนแล้ว แล้วเราก็ได้บัญญัติรับรองไว้นะครับ แต่กลับมาบิดเบือน โดยใช้กระบวนการที่มิชอบเหล่านี้นี่ กระผมเห็นว่า โค้งนี้เปึนโค้ง สุดท้าย แสดงให้เห็นว่า ไม่มีสติปัญญาเพียงพอที่จะอธิบายความ โต้แย้งหรือคัดค้านให้ ประชาชนเข้าใจได้ว่า เหตุใดประชาชนจึงไม่ควรที่จะรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จึงต้องใช้ วิธีการโกหกคำโต หรือใช้วิธีการแสวงหาถ้อยคำ หรือเหตุผลที่ไร้เหตุผลมาสนับสนุน ความคิดเห็นของตนเอง กระผมเห็นว่า วิธีการอย่างนี้ไม่ควรที่จะมีในกระบวนการของ การออกเสียงลงประชามติ เพราะแนวทางในการออกเสียงลงประชามตินั้น สมควรที่จะใช้ วิธีการตรงไปตรงมาที่จะแสดงชี้แจงเหตุผลว่า สมควรที่จะรับร่างรัฐธรรมนูญ หรือไม่รับ ร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร เพราะกระบวนการนี้เปึนกระบวนการโดยเป่ดเผย และเปึน ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของชาติไทย ที่เราได้มอบอำนาจในการรับหรือไม่รับ ร่างรัฐธรรมนูญ หรือรับ ไม่รับกฎหมาย อันเปึนกฎหมายสูงสุดของประเทศให้ไปอยู่ในมือ ของประชาชน เปึนครั้งแรกที่เราเอาอํานาจนี้กลับไปให้กับเจ้าของอํานาจ เพราะฉะนั้น กระบวนการในการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ว่าผ่านตั้งแต่ชั้น สสร. มานั้นนี่ มันได้ยุติลงแล้ว และ ได้เข้าสู่กระบวนการรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ โดยเจ้าของอํานาจที่แท้จริง และเราได้ เปลี่ยนประเทศไทยให้เปึนสภาประเทศไทยแล้ว พรุ่งนี้นับตั้งแต่เช้า ประชาชนชาวไทย ทุกคนคือผู้ใช้อํานาจอธิปไตยโดยสมบูรณ์เปึนอํานาจทางตรง เปึนครั้งแรกใน ประวัติศาสตร์ ไม่เคยมีมาปรากฏมาก่อน อำนาจแต่เดิมมาในการออกกฎหมายหรือ ในการร่างรัฐธรรมนูญก็ดี ล้วนแล้วแต่ใช้อํานาจตัวแทนทั้งนั้น กล่าวคือว่า ประชาชน ปล่อยให้ผู้ที่เปึนตัวแทนไปยกร่างรัฐธรรมนูญหรือไปยกร่างกฎหมายกันเอง ไม่มีส่วน ไม่มี ผลใด ๆ ที่ประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมแต่ประการใด อย่างดีเขาก็ให้มาชี้แจงบ้าง อย่างดี เขาก็ไปซักถามบ้าง แต่ว่าในครั้งนี้ท่านทำหน้าที่ในอำนาจของท่านโดยบริบูรณ์ โดยสมบูรณ์ ทันทีที่ท่านก้าวเท้าเข้าคูหาและกากบาทเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เท่ากับว่าท่านได้ใช้สิทธิ ใช้อธิปไตยในหน้าที่ของ สส. และ สว. โดยเต็มบริบูรณ์ โดยไม่ต้องมอบอำนาจให้ใครเลย ผมคิดว่า ในกระบวนการที่เราจะ อธิบายกันต่อไปนี้ โดยคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับประเด็นที่ยังมี ผู้สงสัยอยู่ และพยายามจะบิดเบือน หรือพยายามที่จะแสดงให้เห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญนี้ ได้ร่างขึ้นมาโดยที่ไม่ได้ใช้ความรอบคอบแต่ประการใด โดยมีท่านบางท่านกล่าวว่า ไม่เห็นจะยากอะไรเลย เอารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ มาให้เนติบริกรร่าง ใช้เวลาไม่กี่นาที ก็เสร็จแล้ว กระผมขอกราบเรียนว่า ท่านที่ใช้ถ้อยคำอย่างนี้เปึ้นผู้ที่ไม่มีวิจารณญาณ อย่างยิ่ง และดูถูกกระบวนการร่างกฎหมายและการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะต้องเปึ้น กระบวนการที่ใช้ความรอบคอบอย่างยิ่ง เปึนกระบวนการที่จะต้องค้นข้อมูล จะต้อง มีการเปรียบเทียบ จะต้องถามประชาชน ไม่ใช่โยนให้นักกฎหมายที่ต้นเองดูถูกว่าเปึน เนติบริกร แล้วก็อย่างนี้หรือจะนำกฎหมายนั้นมาบังคับใช้ประชาชน หรือมาให้ประชาชนเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ หรือนํามาประกาศเปึ้นรัฐธรรมนูญ กระผมคิดว่ากระบวนการในการร่าง กฎหมายเยี่ยงนั้นไม่ควรจะมีปรากฏอีกต่อไป ไม่ควรจะได้มีอยู่ในสารบบของการร่าง กฎหมายเสียด้วยซ้ำไป แต่กระผมเข้าใจว่ากระบวนการร่างกฎหมายเยี่ยงนั้นได้เคย กระทำมาแล้วโดยท่านผู้พูดและคณะของท่าน ท่านก็เลยเคยชิ้น และรู้สึกว่ามันน่าจะทำ โดยเนติบริกร กระผมขอกราบเรียนว่าจะไม่มีเนติบริกรใน สสร. ไม่มีในคณะกรรมาธิการ ยกร่าง และกระผมขอกล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า กระผมมีความภาคภูมิใจที่สุดที่ได้ ยืนอยู่ในสภาแห่งนี้ และได้มีส่วนร่วมกับท่านคณะกรรมาธิการยกร่างและ สสร. ทุกท่าน เพราะฉะนั้นท่านจะรับหรือไม่รับก็ตาม แต่ว่าขอให้ท่านได้ฉุกคิดสักนิดว่า รัฐธรรมนูญที่จะ มาใช้บังคับแก่ท่านไม่ควรจะกระทำโดยเนติบริกรโดยเด็ดขาด ต่อจากนี้กระผมก็ขอให้ทาง คณะได้สรุปแนวทาง ซึ่งเราคิดว่าเปึนประเด็นที่อันจะค้างค่าใจของผู้คน และก็ทำให้ เข้าใจผิดหรือหลงผิด เพราะฉะนั้นกระบวนการในการทำความเข้าใจกับประชาชน เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญก็จะเปึนประเด็นอย่างที่เราได้กําหนดไว้นะครับ ตั้งแต่ตอนที่ ร่างรัฐธรรมนูญ ก็คือ ๑. ก็คือ ประเด็นที่เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน ประเด็นที่ ๒ ก็คือ เกี่ยวกับสถาบันทางการเมือง และประเด็นที่ ๓ ก็คงจะเปึนประเด็นที่เกี่ยวกับองค์กร อิสระและศาล กระผมก็ขอให้ท่านปกรณ์ได้พูดถึงประเด็นสิทธิเสรีภาพครับผม

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ เชิญครับท่านอาจารย์ปกรณ์ครับ

นายปกรณ์ ปรียากร กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ผม ปกรณ์ ปรียากร สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณท่านประธานอีกครั้งหนึ่ง นะครับ ที่เป่ดโอกาสให้ได้มีการชี้แจงในการมาประชุมในวาระที่ค่อนข้างจะมีความสําคัญ ในขณะเดียวกันก็อยู่ในช่วงเวลาที่จําเปึนอย่างยิ่ง เหตุผลที่บอกว่าเปึนวาระที่สําคัญ ก็เพราะว่าจะเปึนโอกาสอีกครั้งหนึ่งที่คณะกรรมาธิการยกร่าง และสมาชิกสภาร่างทั้งหมด นี่นะครับ ได้ใช้เวลาในการทำงานช่วงสุดท้าย ที่จะชี้แจงให้เห็นถึงสิ่งที่เปึนความพยายาม ในการทำงานตลอดระยะเวลา ๗ เดือนเศษนี่นะครับที่ผ่านมา ในขณะเดียวกันก็จะชี้ ให้เห็นถึงสิ่งที่เราได้พบเมื่อไปทํางานในฐานะที่เปึ้นผู้ที่สนับสนุนการปฏิบัติงานของ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในการเผยแพร่ ชี้แจง ทำความเข้าใจ ตลอดจนตอบคำถาม ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ก่อนที่จะไปถึงประเด็นที่ท่านประธานได้กรุณาจะมอบหมายให้ผม พูดถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพนั้น ใคร่ขอเรียนต่อที่ประชุมว่า สิ่งที่เราเข้าไปทำงานร่วมกันกับ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มบุคคลที่เราไม่อาจจะละเลยได้ ก็คือบุคคลที่มิได้เปึ้นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ นั่นก็ได้แก่ กรรมาธิการวิสามัญ รับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของภาคต่าง ๆ ตั้งแต่ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ขณะเดียวกันในแต่ละภาคนั้นนี่นะครับ ก็จะมี กรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมประจำจังหวัด ทั้ง ๗๖ จังหวัด กลุ่มคนเหล่านี้ทํางานอยู่เบื้องหลังความสําเร็จในการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปึนแนวหน้าในการชี้แจงทำความเข้าใจโดยไม่หวั่นไหว ต่ออุปสรรค์ใด ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ ซึ่งมีภาวะที่แตกต่างกัน จากข้อค้นพบของการ ทำงานที่ผ่านมานั้นนี่นะครับ คำถามร่วมที่เกิดขึ้น ดูเหมือนว่าจะเปึนคำถามใหญ่ ๆ อยู่ ๔ เรื่องด้วยกัน

เรื่องแรก ก็คือ ประชาชนมักจะให้เราทบทวนว่า ทำไมต้องมาร่าง รัฐธรรมนูญกันใหม่ ในเมื่อเรามีรัฐธรรมนูญตั้งหลายฉบับที่น่าจะหยิบมาใช้ได้เลย

ในประการที่ ๒ ก็คือ จะร่างรัฐธรรมนูญกันโดยใช้หลักการอะไร และรัฐธรรมนูญฉบับนี้นี่จะต้องไปเปรียบเทียบกับเรื่องอะไรบ้าง

ในประการที่ ๓ ซึ่งกรณีนี้เปึนข้อที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ แต่เราก็สามารถ ที่จะชี้แจงและทำความเข้าใจได้อย่างกระจ่างชัด นั่นก็คือประชาชนจะมีส่วนร่วมอย่างไร

และในประการสุดท้าย สาระสำคัญที่เรามุ่งเน้น ซึ่งเมื่อสักครู่นี้กรรมาธิการ ชุดที่แล้วก็ได้พยายามชี้แจงในทำนองเดียวกัน ซึ่งเราจะเห็นว่าเปึ้นสาระสำคัญที่บรรดา คนทำงานอย่างแท้จริงนี่จะมุ่งเน้นไปในแนวทางเดียวกัน ซึ่งในบางส่วนนั้นผมจะขยาย ความต่อไป

ในเรื่องของว่าทําไมต้องมาร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่นั้น เราพยายามที่จะ ชี้แจงนอกจากที่มาของเหตุการณ์ก่อนวันที่ ๑๙ กันยายนแล้วนี่ ก็ลงมาสู่ประเด็นหลัก ที่สําคัญของปัญหาในการใช้รัฐธรรมนูญในป้ ๒๕๔๐ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องมาใช้ ในการเปรียบเทียบ และทำข้อเปรียบเทียบเมื่อเราร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ตามข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญชั่วคราวในป้ ๒๕๔๙ ปัญหาที่เกิดขึ้นซึ่งอยากจะย้ำเตือน และผมเชื่อว่าบรรดาท่านสมาชิกก็คงจะเห็นปัญหาร่วมกันเช่นเดียวกับพี่น้องประชาชน ทั้งหลาย นั่นก็คือ ปัญหาด้านเจตนารมณ์เกี่ยวกับการส่งเสริม คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเปึนมนุษย์ของประชาชนที่รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ มีเจตนารมณ์หลัก ที่สำคัญเกือบจะหลาย ๆ มาตรา ไม่อาจจะเกิดผลในทางปฏิบัติได้ ในทางกลับกันนี่ นะครับ กลับถูกป่ดกั้นมากยิ่งขึ้นในช่วงก่อนที่จะถึงเหตุการณ์วันที่ ๑๙ กันยายน ป้ที่แล้ว นี่นะครับ ตรงจุดนี้บรรดากรรมาธิการ และบรรดาสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญก็คง จะใช้วิธีการในการชี้แจงในทํานองเดียวกันว่า แม้ในปัจจุบันพวกเราจะอยู่ในภาวะของการ บริหารราชการแผ่นดินภายใต้ภาวะที่ผิดไปจากปกติ คือเปึนการบริหารราชการแผ่นดิน หลังการปฏิรูประบบราชการแผ่นดิน เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ แต่กลับมีสิทธิ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทั้งในเชิงบวกและลบต่อรัฐบาลมากกว่าเมื่อช่วง ก่อนหน้านั้น ตรงจุดนี้เปึ้นจุดในเชิงประจักษ์ ซึ่งสามารถเห็นได้จนถึงขณะนี้ เราสามารถที่จะเห็นในขณะนี้ได้ชัดนะครับว่า ฝ์ายที่ไม่เห็นด้วยกับคณะมนตรีความมั่นคง แห่งชาติ หรือไม่เห็นด้วยกับการร่างรัฐธรรมนูญของเรานี่ ก็ยังมีโอกาสในการออกใบปลิว สารพัดเรื่อง ใบปลิวบางเรื่องนั้นก็เขียนเฉพาะจุด เปึนการเขียนเพื่อมีเจตนารมณ์ที่จะ บิดเบือนเรื่องของรัฐธรรมนูญ โดยที่ฝ์ายเราเองก็ยินดีรับมาอ่าน แต่เมื่ออ่านแล้วก็เหมือน อย่างที่ท่านรองประธานเมื่อสักครู่นี้ได้กล่าวไปแล้ว ก็คือ นอกจากไม่เข้าใจแล้วนี่นะครับ ก็ยังพยายามที่จะจับเฉพาะประเด็นบางจุด เพื่อทำให้เกิดความไขว้เขว แต่อย่างนี้ ก็ไม่เปึนไรในสังคมประชาธิปไตย แต่ถ้าทําอย่างนี้ในช่วงที่มีรัฐบาลชุดที่แล้ว ผมคิดว่า คงไม่สามารถจะอยู่ลอยนวลได้

ในประการที่ ๒ ของปัญหาของการใช้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ซึ่งไม่มีใคร ปฏิเสธได้เลย ก็คือปัญหาเกี่ยวกับการที่ประชาชนไม่อาจจะมีส่วนร่วมในทางการเมือง และการตรวจสอบอํานาจรัฐนั้นก็ไม่อาจจะกระทําได้อย่างแท้จริง ตรงนี้แหละครับที่ทําให้ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ได้ถูกทำลายลงโดยสิ้นเชิง โดยวิธีการต่าง ๆ นานา ซึ่งก็ได้มีการพูดกันอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสกัดกั้นไม่ให้ฝ์ายประชาชนนั้นเข้ามา มีบทบาทสำคัญในการเรียกร้อง ในการใช้บทบาทที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการในทาง การเมืองนอกสภาได้โดยง่าย นอกจากนั้นการตรวจสอบอํานาจรัฐนั้นนี่นะครับ ก็ถูก แทรกแซงอย่างมาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื่อมโยงไปสู่ปัญหาประการที่ ๓ ก็คือ การตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐของรัฐสภา เราจะเห็นว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ดี การตอบกระทู้ถาม ก็ตาม หรือแม้แต่เรื่องความพยายามที่จะดำเนินการในเรื่องอื่น ๆ ในหลาย ๆ เรื่องของ รัฐสภา อาจจะถูกครอบงําฝ์ายเดียว และการครอบงําเหล่านั้นก็ทําให้องค์กรอิสระตาม รัฐธรรมนูญต่าง ๆ ที่ได้ถูกออกแบบด้วยความตั้งใจที่ดีในป้ ๒๕๔๐ นี่นะครับ ไม่สามารถ ที่จะทํางานได้โดยสิ้นเชิง เราจะเห็นว่าการแทรกแซงการใช้อํานาจรัฐเกิดขึ้น อย่างกว้างขวาง แทรกแซงตั้งแต่หัวขบวน ก็คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง กลางขบวน ก็คือ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา และคณะกรรมการปัองกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ และท้ายขบวน ก็คือ สำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เราจะเห็นความ เลเพลาดพาด และการไม่สามารถที่จะทำงานทำนองนั้นได้เลยในช่วงของการใช้ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ของรัฐบาล ๒ รัฐบาลต่อเนื่องกัน ซึ่งมีผู้นําคนเดียวกัน

ในประการสุดท้าย เปึนปัญหาเชิงประจักษ์ พูดที่ไหนก็ตามนี่นะครับ ผู้คนยอมรับกันโดยส่วนร่วม นั่นก็คือ การไม่ตระหนักถึงคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมือง มีข้อมูลมหาศาลที่ชี้แจงให้เห็นถึงการทำงานที่ผิดทำนอง คลองธรรม การทำงานที่ไม่เคารพกฎ หมายถึงกฎหมายของบ้านเมือง กติกา หมายถึง กติกาทางวิชาชีพ ซึ่งบุคคลที่ทำงานในวิชาชีพต่าง ๆ นั้นต้องเคารพยึดถือเปึนอย่างยิ่ง และที่สําคัญมากที่สุด ก็คือ มารยาททางสังคม ความล้มเหลวอย่างนี้นี่นะครับ ทําให้สิ่งที่ ผมได้เคยพูดอยู่เสมอในหลาย ๆ ที่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีโอกาสแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นในที่ประชุมสัมมนาในการบรรยายทางวิชาการ ในการวิจัย สิ่งที่มันเกิดขึ้น ก็คือ เราใช้คำในภาษาชาวบ้านง่าย ๆ ว่า การกินเปอร์เซ็นต์ (Percent) ที่มันเกิดขึ้นอย่าง ดาษดื่นและผู้คนเห็นอย่างกว้างขวางในทุกกลุ่มก้อนของการทำงาน จนกระทั่งทำให้เกิด ความเอื้อมระอา แต่ก็ไม่สามารถจะแก้ปัญหาได้ เพราะบุคคลที่เข้ามามีส่วนร่วมในการ กินเปอร์เซ็นต์เสียเองนั้น กลายเปึนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ระดับสูงร่วมกับบรรดาวงศาคณาญาติ และผู้ที่อยู่ในกลุ่มผลประโยชน์เดียวกัน การกระจายประโยชน์ที่เกิดขึ้นก็เปึนการกระจายประโยชน์เฉพาะกลุ่ม สิ่งที่ทำให้เกิด ปัญหาใหญ่ขึ้นไปจากการขาดมารยาททางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปึ้นผู้นำทาง การเมือง ก็คือ การพูดในลักษณะที่แสดงให้เห็นถึงการใช้อํานาจรัฐที่ผิดทํานองคลอง ธรรม ในทำนองที่ว่า เมื่อประชาชนในพื้นที่ใดไม่ได้เลือกรัฐบาลของเราก็จะไม่มีทางได้รับ การจัดสรรทรัพยากรของแผ่นดินเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาในพื้นที่นั้น สิ่งเหล่านี้เปึนสิ่ง ที่ทําให้เราจําเปึ้นต้องมาร่างรัฐธรรมนูญด้วยความยากลําบาก โดยความยากลําบาก ในลักษณะที่ว่า การทำให้การแก้ปัญหาในเรื่องเหล่านี้จะต้องร่างโดยใช้หลักการอะไร แน่นอนสิ่งที่เรายึดและชี้แจงให้พี่น้องประชาชนทราบ ก็คือ เราต้องเริ่มต้นจากเรื่องของรูปร้อยของระบอบประชาธิปไตย ในการร่างรัฐธรรมนูญ คราวนี้ ในที่ประชุมของคณะกรรมาธิการยกร่าง โดยความเห็นชอบของสมาชิกสภาร่าง เราออกแบบของระบอบประชาธิปไตยของไทยนี่นะครับ โดยยึดโยงกับหลักคิด ที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมทางการเมืองของไทย นั่นก็คือ เราจะถือว่าระบอบ ประชาธิปไตยของไทยนั้นเปึนระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา อันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเปึนประมุข แล้วเราอยากจะขีดเส้นใต้ ๒ เส้น ๓ เส้นใหญ่ ๆ ของข้อความเหล่านี้ เพราะเราเชื่อว่าระบอบประชาธิปไตยแบบที่เรากำลังกล่าวถึงนี้เปึ้นระบอบประชาธิปไตย ที่ทำให้สังคมไทยยั่งยืน มั่นคงสถาพร แม้จะมีความแตกแยกในบางครั้งบางคราว แต่ก็ไม่ทำให้เกิดความล่มสลายของประเทศ และก็สามารถที่จะแก้ปัญหาของประเทศได้ ด้วยสำนึกที่ว่า คนที่เข้ามาทำงานในทางการเมืองนั้นต้องมาเปึ้นผู้บริหารราชการแผ่นดิน ไม่ใช่เปึ้นผู้บริหารกลุ่มผลประโยชน์ หรือเปึนการเชิดชูลักษณะสิ่งที่เราอาจจะเรียกกันว่า การปกครอง ประหนึ่งกึ่งประธานาธิบดี ที่ฝ์ายบริหารเท่านั้นที่มีอำนาจสูงเด่นยิ่ง ในขณะที่ฝ์ายนิติบัญญัติและฝ์ายตุลาการต้องอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถจะถ่วงดุล เช่นนั้นได้ เมื่อเราร่างในหลักการเช่นนี้แล้วนี่นะครับ ก็พยายามที่จะเปรียบเทียบกับ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เปรียบเทียบมาตราต่อมาตรา อะไรที่มันเปึ้นสิ่งที่ดีงาม เปึ้นสิ่งที่ ได้ใช้ปฏิบัติสืบเนื่องกันมา และเปึนสิ่งที่พี่น้องประชาชนมีความเข้าใจ และสามารถที่จะ รักษาประโยชน์ของตนเองได้ก็คงไว้ แต่อะไรก็ตามที่ทําให้เรื่องที่สําคัญที่สุด ก็คือ สิทธิ เสรีภาพ การมีส่วนร่วม การกระจายอำนาจของประชาชนนั้นสูญเสียไป เราก็จำเปึน ที่จะต้องปรับแก้ เพราะฉะนั้นเมื่อเปึนอย่างนี้นี่นะครับ สิ่งที่เราจะต้องทําอย่างหนักหน่วง ก็คือ ทำอย่างไรที่จะทำให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการของการ ร่างรัฐธรรมนูญเที่ยวนี้มากที่สุด ทั้งนี้เพราะว่าคณะกรรมาธิการยกร่างนั้นตระหนักดีว่า ถ้าเราร่างรัฐธรรมนูญโดยปราศจากความคิดเห็นของประชาชนแล้ว เราก็ยากที่จะทําให้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ขับเคลื่อนไปในทิศทางที่จะเปึนประโยชน์ต่อสาธารณชนโดยรวม อยากจะเท้าความให้พวกเราเข้าใจสักนิดหนึ่ง เพราะว่าบางครั้งเราอาจจะมีความรู้สึกว่า มันเปึนเรื่องที่เราได้พูดกันมาแล้ว แต่ก็จำเปึ้นที่จะต่อกย้ำ ต้องไม่ลืมว่ากระบวนการ ได้มาซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๑๐๐ คน ได้มาด้วยกระบวนการที่เปึนการจัดตั้ง สมัชชาแห่งชาติ จำนวน ๒,๐๐๐ คน ซึ่งก็มีกระบวนการในการไปสรรหาตัวบุคคลเหล่านี้ จากกลุ่มอาชีพต่าง ๆ จากกลุ่มคนที่ทำงานในภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคสังคม และภาคอื่น ๆ อีกอย่างกว้างขวาง เมื่อคัดเลือกกันเองแล้วจนได้ ๒๐๐ คน ก็ไปพิจารณา คัดสรรโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติให้เหลือ ๑๐๐ คน แล้วก็มีกรรมาธิการยกร่าง ที่เพิ่มเติมมาอีก ๑๐ คนนะครับ หลังจากนั้นกระบวนการที่ทำต่อเนื่องกันก็จะเปึน กระบวนการเข้าสู่ฝ์ายประชาชน เมื่อคณะกรรมาธิการยกร่างกำหนดหลักเกณฑ์ที่เปึน องค์ประกอบหลักของการที่จะร่างรัฐธรรมนูญตามหัวใจของรัฐธรรมนูญเมื่อสักครู่นี้แล้ว ก็คือ ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุข เราก็ได้ แบ่งกลุ่มก้อนของการเขียนรัฐธรรมนูญตามโครงสร้างของการร่างรัฐธรรมนูญสากล นั่นก็คือแบ่งออกเปึน ๓ พื้นที่ ที่เราจะไปพิจารณา เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พื้นที่ที่ ๑ ก็คือเรื่องของสิทธิเสรีภาพ การมีส่วนร่วม และการกระจายอำนาจ พื้นที่ที่ ๒ เปึ้นเรื่องของสถาบันการเมือง และพื้นที่ที่ ๓ เปึ้นเรื่องของศาลและองค์กรตรวจสอบอิสระ ซึ่งองค์กรตรวจสอบอิสระนั้นก็ยังคงไว้เช่นกับที่ได้ออกแบบไว้ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ แต่ก็จำเปึนที่จะต้องไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชน จากนั้นกระบวนรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก็เริ่มขึ้น โดยการผลักดันของ กรรมาธิการวิสามัญการรับฟังความคิดเห็นทั้งในภาค ๔ ภาคและในจังหวัด ๗๖ จังหวัด เราไปรับฟังความคิดเห็นในเวทีต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง นอกจากนั้นก็ยังรับฟัง ความคิดเห็นจากพรรคการเมือง รับฟังความคิดเห็นจากนักวิชาการ รับฟังความคิดเห็น จากองค์การนักศึกษา รับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มอาชีพต่าง ๆ รวมทั้งกลุ่มก้อนที่ทำงาน อย่างแข็งขันในการสนับสนุนการร่างรัฐธรรมนูญ ก็คือ องค์การพัฒนาเอกชน และกลุ่ม อาชีพ ให้ตรงกลุ่มที่มีปัญหาในทางสังคมที่เหมือนกับกลุ่มคนที่อยู่ชายขอบของการพัฒนา ประเทศ และตกขอบในช่วงรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ การรับฟังความคิดเห็นในชั้นนั้นได้ถูก ประมวลโดยคณะกรรมาธิการวิสามัญประสานการมีส่วนร่วมและประชามติ นำเสนอต่อ คณะกรรมาธิการยกร่าง เปึนข้อมูลเชิงประจักษ์และข้อมูลในเชิงคุณภาพด้วยการประมวล อย่างเปึนระบบ โดยมีคณะของท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องขอบคุณอย่างมากที่สุด ก็คือ ท่านอาจารย์จรัส สุวรรณมาลา ในฐานะที่เปึนสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ และเปึนคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ความคิดเห็นเหล่านั้น กรรมาธิการยกร่างได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับเบื้องต้นที่เราเรียกว่า รัฐธรรมนูญฉบับรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๙ มีทั้งหมด ๒๙๙ มาตรา พวกเราคงจำได้ แล้วก็พิมพ์ออกมาเปึนจำนวนหลายแสนฉบับ เปึนปกสีเขียว ท่านทั้งหลายก็คงจําได้ แล้วก็ทําสรุปเปรียบเทียบให้เห็นความคล้ายคลึง และความแตกต่างจากรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เปึ้นเอกสาร ๒ ฉบับที่ส่งให้กับ คณะกรรมาธิการวิสามัญในจังหวัดต่าง ๆ ไปรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง อีกครั้งหนึ่ง ตรงจุดนี้ล่ะครับเปึนจุดที่ทำให้กลุ่มประชาชนและบรรด้านักวิชาการ ตลอดจน พรรคการเมือง และเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ก็คือ การไปรับฟังความคิดเห็นจากองค์กรตาม รัฐธรรมนูญ ๑๒ องค์กร โดยมีคณะกรรมาธิการพิเศษที่ไปทำงานเรื่องนี้โดยเฉพาะ และ คณะกรรมการพิเศษชุดนี้ ซึ่งก็ได้แก่ คณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นขององค์กรตาม รัฐธรรมนูญ ซึ่งมีท่านอาจารย์วิชัย รูปขำดี เปึนประธานคณะกรรมาธิการ และกรรมการ รับฟังตรงนี้เปึนการรับฟังที่ค่อนข้างเปึนระบบและละเอียด เนื่องจากรับฟังโดยกลุ่มคนที่มี ความรู้ความเข้าใจในด้านต่าง ๆ เปึนพิเศษ และมีกระบวนการในการเสนอความคิดเห็น ในลักษณะที่เปึ้นทางการ นับตั้งแต่คณะรัฐมนตรี คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ และที่ ดุเดือดที่สุดก็คือในสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งได้มีการประชุมหลายครั้ง และมี การทําเอกสารที่ทั้งสนับสนุนและนําเสนอแนะในการปรับแก้รัฐธรรมนูญ นอกจากนั้นก็ยัง มีองค์กรอิสระอื่น ๆ นะครับ ตั้งแต่ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา คณะกรรมการ การเลือกตั้ง คณะกรรมการปัองกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติไปเรื่อยนะครับ จนถึงองค์กรที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุด ก็คือมหาวิทยาลัยของรัฐ ขอโทษที่นะครับ สถาบันอุดมศึกษาทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จำนวนก็ไม่น้อยกว่า ๑๗๐ แห่ง และตรง จุดนี้ก็เปึนจุดที่ทำให้สามารถเชื่อมโยงไปสู่เรื่องต่าง ๆ ที่ทำให้เรื่องเหล่านี้นี่นะครับ มันสามารถที่จะทําให้เกิดภาวะของการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง เมื่อรับฟังความคิดเห็น เหล่านี้เข้ามาแล้วก็มาจัดทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เรามี ๓๐๙ มาตรา แล้วก็มี บทหลัก ๒๙๑ มาตรา และบทเฉพาะกาลนะครับ ๑๘ มาตรา ซึ่งทำให้เกิดภาวะของการ กระเพื่อมไหวอีกครั้งหนึ่ง เราจะเห็นว่าการเกิดกระแสการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับ รัฐธรรมนูญนี่เปึ้นไปในวงกว้าง ที่ผมจำเปึนต้องเท้าความตรงจุดนี้ เพื่อให้พี่น้องประชาชน ได้เห็นภาพชัด ๆ ว่า เราไม่ได้กระทำการในลักษณะป่ดลับ เราไม่ได้กระทำการในลักษณะที่มีต่อท่อของบุคคลที่จะสั่งการ เราไม่ได้กระทำการโดยมี การพิมพ์เขียว และที่สำคัญก็คือ ในการประชุมชี้แจงทำความเข้าใจก่อนที่จะได้ รัฐธรรมนูญ ๓๐๙ มาตรา มีการอภิปรายอย่างกว้างขวาง โดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่นี่ และเปึนการอภิปรายต่อเนื่อง ๑๘ วัน ๑๘ คืน ยืดยาว อย่างที่ได้ถ่ายทอดให้กับพี่น้อง ประชาชนได้เห็นชัด ดังนั้นเมื่อเรามองในจุดนี้ สิ่งที่ผมอยากที่จะชี้แจงในส่วนที่สำคัญ ก็คือ สาระสําคัญซึ่งมีอยู่ ๔ ด้าน ที่พวกเราทราบกันแล้ว แต่สาระสําคัญที่ผมอยากจะย้ํา ในส่วนของผมก็คือ เรื่องของการคุ้มครอง ส่งเสริม และขยายสิทธิและเสรีภาพของ ประชาชน เมื่อเทียบเคียงให้เห็นแล้วนี่ จะเห็นว่า รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ที่ยังมีประโยชน์ ต่อพี่น้องประชาชน ยังคงอยู่เช่นเดิม โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ในเรื่องใดก็ตามที่ทำให้ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ไม่อาจที่จะใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง ก็ได้มาเพิ่มประเภทของ สิทธิและเสรีภาพให้มากกว่าเดิมในหลายเรื่อง ในหลายกรณี และหลายเรื่องหลายกรณี นั้นนี่นะครับ ก็ทำให้สิทธิประโยชน์ตกอยู่กับประชาชนทุกกลุ่มก้อน ไม่ว่าจะเปึนเกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน พวกที่ทำงานอยู่ในภาคเอกชน หรือในภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ อย่าง กว้างขวาง คุ้มครองในเรื่องของการทำให้ประชาชนได้รับสวัสดิการทางด้านต่าง ๆ ที่เรา เน้นหนักในเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ก็คือ เรื่องการศึกษา การสาธารณสุข การประกอบอาชีพ การงาน ตลอดจนเรื่องของการให้สวัสดิการกับกลุ่มคนที่ถูกทอดทิ้งดั้งเดิม ไม่ว่าจะเปึน บุคคลที่ไร้ที่อยู่อาศัย ไม่มีรายได้เพียงพอ เด็ก สตรี คนชรา บุคคลพิการและทุพพลภาพ บุคคลพิการและทุพพลภาพนั้นต่อสู้เพื่อให้ได้สิทธิเสรีภาพในเรื่องนี้ เปึนกลุ่มก้อนที่เรา ประทับใจในการทำงาน ขณะเดียวกันกลุ่มของสตรีก็มีบทบาทอย่างสูงยิ่งในการที่จะ ผลักดันให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เปึ้นรัฐธรรมนูญที่เทียบชั้นการให้สิทธิเสรีภาพที่เหนือกว่า ในหลาย ๆ ประเทศของโลกปัจจุบันเสียด้วยซ้ำไป สิ่งที่เปึนเรื่องของการเพิ่มอย่างมาก ซึ่งก็คงจะไม่พูดซ้ำ ก็คือ เรื่องของสิทธิของประชาชนในการเสนอกฎหมาย ในการ ถอดถอนนักการเมือง ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องของการดำเนินการที่เกี่ยวพันกับความ พยายามที่จะทำให้สิทธิและเสรีภาพเหล่านี้นี่ได้รับการสนับสนุนโดยแนวนโยบายพื้นฐาน แห่งรัฐ และแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐตรงนี้แหละครับ อยากจะเรียกร้อง ให้พี่น้องประชาชนได้ติดตามทำความเข้าใจ และขณะเดียวกันก็ใช้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ซึ่งได้ปรับแก้โครงสร้างของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ที่จะ ทําให้สิทธิเสรีภาพได้รับหลักประกันในการทํางานจากการที่ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ในอนาคต และเจ้าหน้าที่ของรัฐในระยะยาวจะต้องเข้ามาทำงานร่วมกัน เพื่อผลักดันให้ พี่น้องประชาชนได้ประโยชน์มากที่สุด สิ่งที่อยากจะเน้นย้ำให้เห็นชัด ก็คือ ความชัดเจน ของเรื่องบางเรื่องที่อยากจะทำให้ท่านสมาชิกสภาร่าง และบรรดาพี่น้องผู้ฟังที่ฟังอยู่ ทางบ้านได้เข้าใจ ก็คือ เรื่องที่เปึนสาระสำคัญเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพในกระบวนการ ยุติธรรม ในเรื่องนี้เปึนการปรับแก้อย่างขนานใหญ่ ที่จะทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์ จากการดำเนินการในสิทธิในกระบวนการยุติธรรมอย่างกว้างขวาง ซึ่งสามารถที่จะศึกษา ได้ในมาตรา ๔๐ และอยากที่จะให้ถือเอามาตรานี้เปึ้นหลักในการคุ้มครองตนเองที่สำคัญ มากที่สุด อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือ เรื่องที่มักจะมีปัญหากันอยู่เสมอ ก็คือ เรื่องสิทธิชุมชนอย่างที่ ได้มีการชี้แจงไปโดยคณะกรรมาธิการชุดที่แล้ว เรื่องของนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการ มีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้น ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้นี่ นะครับ เขียนไว้ใน ๒ ที่ ในที่แรก ก็คือ แนวนโยบายแห่งรัฐว่าด้วยการมีส่วนร่วมในทาง การเมืองของประชาชน ซึ่งอยู่ในส่วนที่ ๑๐ ซึ่งอันนี้จะถือว่าเปึนบทที่ทำให้การเป่ดพื้นที่ทางการเมือง ภาคประชาชน เปึนพื้นที่ที่เทียบเคียงได้กับพื้นที่ในทางการเมืองของสถาบันการเมือง ในความเชื่อของคนที่อยู่ในระบอบประชาธิปไตยในบ้านเรานี่นะครับ ถ้าเราสามารถ เป่ดพื้นที่ทางการเมืองภาคประชาชนให้กว้างขวางมากขึ้น อำนาจอธิปไตยก็จะยังคงอยู่ ในมือของประชาชน ในมาตรา ๘๗ ในเรื่องนี้อยากให้พี่น้องประชาชนใช้ประโยชน์ในการที่ จะไปติดตามการดำเนินงานของรัฐในอนาคตที่จะเข้ามาภายหลังการเลือกตั้ง หลังจาก การเห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เราจะเห็นได้ว่า ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วม อย่างขนานใหญ่ ไม่ได้ตัดสิทธิประชาชนในด้านใดเลย ตั้งแต่ส่วนร่วมในการกำหนด นโยบายและวางแผน ส่วนร่วมในการตัดสินใจในทางการเมือง ส่วนร่วมในการตรวจสอบ การใช้อำนาจรัฐทุกระดับ ในรูปแบบขององค์กรทางวิชาชีพ หรือตามสาขาอาชีพที่ หลากหลาย หรือรูปแบบอื่น ๆ ส่งเสริมให้ประชาชน อันนี้เปึนก้าวใหญ่และเปึนก้าวเดิน ที่สำคัญนะครับ มีความเข้มแข็งในทางการเมือง ไม่ใช่เปึ้นประชาชนที่อ่อนแอ คอยรอรับส่วนแบ่งจากผลประโยชน์ที่นักการเมืองจะจัดสรรให้ ความเข้มแข็งในทาง การเมืองนั้นต้องก้าวหน้าไปจนถึงจุดที่มีบทเฉพาะกาลให้มีการจัดตั้งกองทุนพัฒนา การเมืองภาคพลเมือง เพื่อช่วยเหลือการดำเนินกิจกรรมสาธารณะของชุมชน รวมทั้ง สนับสนุนการดำเนินการของกลุ่มประชาชนที่รวมตัวกันในลักษณะเครือข่ายทุกรูปแบบให้ สามารถแสดงความคิดเห็น และเสนอความต้องการของชุมชนอย่างเต็มที่ และตรงจุดนี้นี่ ความภาคภูมิใจที่ผมมีอยู่เสมอก็คือ ไปเชื่อมโยงกับเรื่องของสภาเกษตรกร ไปเชื่อมโยงกับ เรื่องของการตั้งองค์กรในการที่จะปฏิรูปกฎหมายทางด้านต่าง ๆ ทั้งนี้ เพื่อที่จะทำให้ เจตนารมณ์หลักของแนวนโยบายด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน ประการหนึ่ง ก็คือ ส่งเสริมและให้การศึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับการพัฒนาการเมืองและการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุข รวมทั้ง และตรงนี้เปึน ความหวัง ถ้าการดำเนินการในวันพรุ่งนี้ รวมทั้งการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในอนาคตเกิดขึ้น อย่างแท้จริง ก็คือ ส่งเสริมให้ประชาชนได้ใช้สิทธิเลือกตั้งโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพครับ ถ้าเรามองจากรูปร้อยของการกำหนดรัฐธรรมนูญในลักษณะ เช่นนี้นี่ เราจะเห็นได้ชัดเจนนะครับว่า การปฏิรูปในทางการเมืองซึ่งมีการพัฒนา ต่อเนื่องกันมานี่ก็จะสามารถดำเนินการได้อย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น และขณะเดียวกันก็ แก้ปัญหาทางด้านต่าง ๆ ที่มีคนคลางแคลงใจว่ารัฐจะทําได้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน เรื่องของรัฐสวัสดิการทางด้านการศึกษา สาธารณสุข การอาชีพต่าง ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ท่าน ทั้งหลายจะต้องตระหนักก็คือ รัฐจะต้องทําได้ เพราะว่าเราสามารถที่จะอ้างสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ซึ่งปรากฏในรัฐธรรมนูญนี่นะครับได้ทันที โดยที่ประชาชนสามารถจะเรียกร้องโดย ผ่านการฟัองศาลรัฐธรรมนูญได้เปึนครั้งแรก จึงอยากที่จะให้พี่น้องประชาชนนี่นะครับ ถือรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไว้ หากว่ารัฐธรรมนูญผ่านการเห็นชอบในวันพรุ่งนี้ รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้จะใช้เปึนเครื่องมือในการคุ้มครองตนเอง และเปึนเครื่องมือที่พี่น้องประชาชน กลุ่มต่าง ๆ จากเหนือจดใต้ ตะวันออกจดตะวันตกนี่นะครับ อยากจะให้เรียกว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เปึ้นรัฐธรรมนูญที่กินได้ ก็คือเปึ้นรัฐธรรมนูญที่ทำให้ประชาชนลืมตา อ้าปากได้ เปึ้นรัฐธรรมนูญที่ทำให้ประชาชนมีลมหายใจในเรื่องของสิทธิเสรีภาพที่จะใช้ อำนาจของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ใช้แค่เพียงวันที่ออกเสียงเลือกตั้ง แต่สามารถ ใช้ได้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งสิ้นสุดการดำเนินงานของรัฐบาลในแต่ละ ช่วงเวลา แต่แน่นอนนะครับ รัฐบาลมาแล้วก็ไป ประชาชนยังอยู่ต่อไปด้วยการที่เขานั้น จะสามารถดำเนินภารกิจในทางการเมืองรูปแบบอื่น ๆ ไม่ว่าจะเปึ้นเรื่องของการกระจาย อำนาจในการปกครองท้องถิ่น ซึ่งอันนี้ก็มีการปรับแก้อย่างขนานใหญ่ ซึ่งสักครู่หนึ่ง ท่านอาจารย์วุฒิสารก็คงจะสามารถขยายความในเรื่องนี้ต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ ถึงแม้ว่าเราจะไปเผชิญปัญหาต่าง ๆ อยู่ค่อนข้างมาก เมื่อวานนี้ผมก็ได้พูดไปแล้วว่า สิ่งเหล่านี้เปึนแค่เพียงการท้าทายเล็กน้อยเท่านั้นเอง ผมไม่ค่อยหวั่นไหวในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะผมเชื่อว่าประชาชนเข้าใจว่า กระบวนการ ก่อนที่จะมีการลงประชามติก็ดี หรือจะมีการเลือกตั้งก็ตาม ลูกไม้เก่าเหล่านี้ยังคงถูก นำมาใช้อยู่เสมอ และก็มักจะใช้วนเวียนอยู่ในพื้นที่บางจังหวัด จนกระทั่งเราอ่านสำนวน แล้วแทบจะรู้ด้วยซ้ำไปว่า ใครเปึนคนเขียนใบปลิวขณะนี้ แต่ความจริงแล้วก็แทบจะเห็น กันว่า สิ่งที่และวิธีการในการเขียนนั้นก็ทำโดยกลุ่มก้อนหนึ่ง แล้วก็แพร่กระจายออกไป ในลักษณะที่ไม่น่าเชื่อว่าน่าจะเกิดขึ้นในยุคที่เราได้ใช้เครื่องมือการสื่อสารอย่างกว้างไกล และในยุคที่คณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ ของสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ทํางานอย่างใช้เหตุ และผล สังคมประชาธิปไตยเปึนสังคมแห่งความมีเหตุผล สังคมประชาธิปไตยเปึนสังคม ที่ใช้สำนึกของผู้ดี เปึนสังคมที่ใช้การสู้ซึ่งหน้าด้วยเหตุและผล จากความพยายามที่จะ เขียนข้อความจำนวนมาก ไม่ว่าจะเปึนข้อความในลักษณะใดก็ตามที่พวกเราเห็นอยู่ในที่ ประชุมนี้ และผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนเห็น และคนที่ส่งไปรษณีย์ก็เห็น แต่คนที่รู้ มากที่สุดก็คือว่าคนเขียน ซึ่งรู้ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าสิ่งที่เขียนนั้นไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และบางครั้ง ก็เขียนโดยไม่ได้ดูว่าข้อความเหล่านี้อยู่ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เพราะฉะนั้น ความพยายามที่จะทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด ไม่ได้เปึนหนทางที่ดีของการพัฒนา ประชาธิปไตยแต่อย่างใดทั้งสิ้น และท่านทั้งหลายก็จะพบว่า การโต้ตอบของเรามิได้ใช้ วิธีการทำนองเดียวกับเขา นั่นก็คือ จะใช้วิธีการในลักษณะของการโต้ตอบด้วยวิธีการ แบบเดียวกัน แล้วผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนก็จะได้รับบทเรียนนะครับว่า สิ่งเหล่านี้แม้แต่ เด็กในโรงเรียนมัธยมก็ไม่ทำกัน เพราะว่าวันนี้ผมได้คุยกับบรรดากลุ่มของนักศึกษาที่ มาหาผมด้วยความหวังว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเปึ้นรัฐธรรมนูญที่ผ่านการเห็นชอบ เขามาด้วยเจตนาดี เขาบอกว่า อาจารย์ ขอให้อาจารย์มีความมั่นคงในการทำงาน มีวุฒิภาวะในการที่จะไม่ไปตอบโต้กับวิธีการของคนเหล่านี้ และขอให้พวกเราได้เห็นว่า สิ่งเหล่านี้จะเปึนสิ่งที่กระทําเปึนครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์ของการเมืองของชาติไทย ความจริงคนเหล่านี้นี่อาจจะศึกษารัฐธรรมนูญไปด้วยนะครับ แล้วก็ไปศึกษาวิธีการโต้ตอบ แบบไร้ร่องร้อย ไร้รูปแบบ ที่ สส. รุ่นโบราณก็ทำกันมาแล้ว ความจริงมี สส. อาวุโส ท่านหนึ่งที่ได้กรุณาพูดกับผมนะครับ แต่ว่าในครั้งนี้ท่านจะไม่ได้ลงเลือกตั้งนะครับ เพราะมีความรู้สึกว่าสิ่งที่ได้พบได้เห็นมันสะอิดสะเอียนกันมามากแล้ว แต่ท่านก็บอกว่า ถ้าเรายังคงมุ่งมั่นอยู่กับการใช้หลักเหตุและผล เราจะได้รับชัยชนะในสิ่งเหล่านี้ แต่สำหรับ บรรดาผู้ที่โต้ตอบกันด้วยความมีเหตุผล อันนั้นผมเคารพนะครับ เคารพด้วยความจริงใจ ที่ท่านเหล่านั้นนี่มีความปรารถนาดีต่อระบอบประชาธิปไตย ให้เหตุผลในลักษณะที่น่าจะ มีการที่จะโต้ตอบกันได้ แล้วก็ยอมรับเมื่อเหตุผลเหล่านั้นเปึ้นที่ได้รับการชี้แจงแก้ไข ผมจำได้นะครับว่า อาจารย์เจิมศักดิ์และผมนั้นเคยโต้ตอบกับท่านอาจารย์จอน อึ๊งภากรณ์ ในรายการโทรทัศน์ครั้งหนึ่ง และท้ายที่สุดนี่ท่านอาจารย์จอนเองก็ยอมรับ นะครับว่า วิธีการในการโต้ตอบของท่านนั้นแตกต่างจากกลุ่มอื่น ๆ และไม่ได้ใช้วิธีการ เขียนใบปลิวแบบนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อเปึนอย่างนี้นี่เราก็จะเห็นชัดว่า ในสังคมที่เสรีภาพ สูงเด่น ไม่มีทางที่คนในประเทศนี้จะเห็นชอบร่วมกันในทุกเรื่อง แต่ประชาชนในประเทศนี้ จะมีจุดร่วมของความเห็นมากกว่าจุดต่าง เพราะฉะนั้นหลักคิดอันหนึ่งที่สังคมไทยได้ใช้ มาโดยตลอด ก็คือแสวงจุดร่วมและสงวนจุดต่าง และเคารพความคิดที่แตกต่างกันนั้น นำไปสู่การสรรสร้างความประเสริฐของประชาธิปไตยในระยะยาว ผมเรียกว่า ความประเสริฐของประชาธิปไตย ทั้งนี้เพราะประชาธิปไตยนั้นเปึ้นสิ่งที่ ประเสริฐ แต่ว่าไม่ใช่เปึนสิ่งที่สามารถที่จะทำให้ทุกคนนี่มีความเห็นในทิศทางเดียวกันได้ เพราะในสิ่งเหล่านี้เปึ้นสิ่งของการใช้เหตุผลของแต่ละคน และปัญหา ตลอดจนความ ต้องการของแต่ละกลุ่มเปึนสำคัญ ความยากในการบริหารประชาธิปไตย ก็คือ ความ อดทนที่จะรับฟังความเห็นที่แตกต่าง ท่านสมาชิกครับ ผมอดทนนะครับ ที่พร้อมที่จะรับ ฟังความเห็นเหล่านี้ แต่ไม่ใช่ใบปลิวแบบนี้ และผมก็เชื่อว่า พี่น้องประชาชนก็คง เอื้อมระอา เหมือนกับที่นักศึกษาของผมพูดว่า อยากจะฝากไปยังบรรดาผู้ที่อยู่ในแวดวง ของการต่อสู้ในทางการเมืองทั้งหลายว่า เมื่อไหร่จะเลิกพฤติกรรมแบบนี้เสียที ความจริง เมื่อครั้งที่เดินทางไปจังหวัดยะลาร่วมกับคุณวิชัยที่เปึนประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ประจำจังหวัดยะลา และเปึนสมาชิกสภาร่างด้วยนะครับ มีนักศึกษามุสลิมที่อยู่ใน พื้นที่จังหวัดยะลานี่ เขาอ่านรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๆ ที่โดยสถานการณ์นี่เขาน่าที่จะไม่สนใจ ในเรื่องนี้ และเขาถามในเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ หลายเรื่องที่ไม่เห็นด้วย เมื่อได้รับคำตอบ เขาเข้าใจ แล้วเขาก็ไปศึกษาต่อ แล้วก็มีข่าวดีมาว่า เขาก็ฝากมากับท่าน อาจารย์วิชัยเมื่อสักครู่นี้ เมื่อตอนที่ก่อนจะเข้าประชุมว่า เมื่อได้อ่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อันนี้ความจริงแล้วท่านวิชัยอยู่ในที่ประชุมนี้ด้วย ก็คงจะยืนยันได้ว่า เมื่อได้อ่าน สาระสำคัญตั้งแต่หน้า ๑๗๐ ไปจนถึงหน้า ๑๘๖ แล้ว สามารถที่จะนำไปสู่การทำความ เข้าใจ แม้ว่าบางเรื่องจะไม่ชอบ แต่ก็มีโอกาสที่จะแก้ไขได้ จุดนี้แหละครับเปึ้นจุดที่ทำให้ เห็นว่า เค้าโครงความคิด ตลอดจนตัวอักษรที่กลั่นกรองออกมาเปึนมาตราต่าง ๆ ๓๐๙ มาตรานั้น เปึนเรื่องที่เราเชิดชูสิทธิเสรีภาพ คุ้มครอง และขยาย ตลอดจนปัองกัน สร้างภูมิคุ้มกันที่สำคัญมากที่สุดที่มันเกิดขึ้น ในประการสุดท้ายครับ สิ่งหนึ่งซึ่งผม อยากจะฝากพี่น้องประชาชน ก็คือ ในการบริหารราชการแผ่นดินในอนาคตที่รัฐบาล จะเข้ามา และพวกผมหลายคน หรือเกือบจะทั้งหมดนี่คงไม่ได้ไปเปึ้นรัฐบาลหรอกครับ เพราะกรรมาธิการยกร่างนั้น เปึน สส. ก็ไม่ได้ เปึน สว. ก็ไม่ได้ แล้วคนที่เปึน สส. ไม่ได้ ก็เปึ้นนายกรัฐมนตรีไม่ได้อยู่แล้วนะครับ สิ่งที่ต้องอ่าน และต้องตรวจสอบรัฐบาลที่จะ เปึ้นไปในอนาคตก็คือ และเมื่อวานนี้ผมก็ได้พูดไปครั้งหนึ่งแล้ว และเปึนความภาคภูมิใจ ที่ได้พูดเรื่องนี้ ก็คือ มาตรา ๗๘ อีกครั้งหนึ่งนะครับ มาตรา ๗๘ เขียนไว้ และผมขออ่าน นะครับ รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดินดังต่อไปนี้ ข้อ ๑ เปึนข้อที่สําคัญที่สุด ใครจะกําหนดนโยบายอย่างไรก็ตามนะครับ แต่สิ่งหนึ่ง ที่จะต้องทำให้ได้ ก็คือ บริหารราชการแผ่นดินให้เปึนไปเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน เวลาอ่านคำว่า ความมั่นคง อย่าตีความแคบ ๆ เปึ้นหัวสี่เหลี่ยมว่า หมายถึงความมั่นคงทางการทหาร ต้องคิดเสียใหม่ว่า ความมั่นคงของ ประเทศในเวลานี้ เศรษฐกิจและสังคมมีปัญหาจากการบริหารราชการแผ่นดินที่แล้วมา อย่างไร ที่ทำให้เศรษฐกิจของเรานั้นอ่อนตัวเมื่อเงินบาทอ่อน อ่อนตัวมากขึ้นเมื่อ เงินบาทแข็ง ความมั่นคงในความสำนึกของการบริหารอย่างนี้ต้องมี เพราะฉะนั้นใน รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนต่อไปว่าอย่างไร โดยต้องส่งเสริมการดําเนินการตามปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเปึนสำคัญ ความจริงกระบวนการพัฒนาตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ได้เกิดเปึนกระแส เคลื่อนไหวอย่างกว้างขวางในหมู่พี่น้องประชาชน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ผู้บริหารประเทศ สังวรว่า อย่าดึงประเทศนี้ไปสู่ภาวะของความไร้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคม ด้วยวิธีการหลายรูปแบบที่จะทำให้เมืองไทยนั้นเปึนเมืองรองของประเทศอื่น ๆ ทั้ง ๆ ที่เรา มีหลักคิดที่เหนือกว่าประเทศอื่น ๆ อีกมากมาย ท่านประธานครับ ผมคงจะนําเสนอ ในภาพกว้างเพียงแค่นี้ และผมเชื่อว่าท่านสมาชิกอาจจะมีประเด็นอื่น ๆ เพิ่มเติม เราก็คง จะชี้แจงและทำความเข้าใจร่วมกันต่อไป และมีกรรมาธิการอีกท่านหนึ่งที่จะนำเสนอ ต่อไปด้วยครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ขอบพระคุณครับ ปรึกษาท่านกรรมาธิการนิดหนึ่งครับว่า ในระยะเวลาที่เรามีจำกัด นี่นะครับ กรุณาช่วยกระชับนะครับ เพราะว่าเดี๋ยวเข้าใจว่ามีสมาชิกอีกหลายท่าน คงจะต้องการอภิปรายเช่นเดียวกันนะครับ เรียนเชิญครับ

รองศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เคารพครับ กระผม วุฒิสาร ตันไชย กรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ ขออนุญาตกราบเรียนต่อเรื่องของสาระสำคัญ ซึ่งสืบเนื่องจากการที่ได้ มีโอกาสไปร่วมชี้แจงกับกรรมาธิการวิสามัญประจำจังหวัดหลายจังหวัด และก็พบว่า มีข้อสงสัย และก็ข้อท้วงติง รวมไปถึงการท้วงติงผ่านสื่อสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับระบบ สถาบันการเมืองค่อนข้างมาก กระผมจะขออนุญาตกราบเรียน และก็ใช้เวลาสั้น ๆ ครับ กับกระบวนการ และก็สาระสำคัญในเรื่องของสถาบันการเมือง ผมกราบเรียนว่า ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้เปึ้นรัฐธรรมนูญที่อาศัยรากฐานจากรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ชัดเจน ส่วนหนึ่งที่รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ได้วางรากฐานที่ถือว่าเปึ้นทุนทางสังคม และทุน ทางการเมือง ที่เปึนการเป่ดพื้นที่ให้ประชาชนมีความตื่นตัว และก็การตื่นตัวในเรื่อง สิทธิเสรีภาพ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ใช้รากฐานและทุนตรงนั้นเสริมต่อ ทำให้เกิด ความก้าวหน้ากว่าเดิม ดังเช่นที่ท่านกรรมาธิการปกรณ์ ปรียากร ขออภัยที่เอ่ยนาม ได้อธิบายต่อสภาแห่งนี้แล้ว แต่ในทํานองเดียวกันครับ ในรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เองก็มิได้ หมายความว่า กลไกที่วางไว้ทั้งหมดสามารถทำให้ได้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ หลายเรื่องที่ดูจะเปึนปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการเมือง และระบบการ ตรวจสอบทางการเมือง รวมไปถึงกลไกที่รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ได้วางไว้ เพื่อหวังว่าจะให้ ระบบที่เกิดขึ้นใหม่ในรัฐธรรมนูญ เช่น องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญสามารถทำหน้าที่ ได้อย่างเต็มที่ ประเด็นเหล่านี้ผมคิดว่ามีข้อมูลเชิงประจักษ์ และประชาชนทั่วไปก็ทราบว่า สิ่งที่เราคาดหวังนั้นยังไม่เปึนไปตามที่เราอยากเห็น ดังนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงอาศัย ๒ อย่างครับ ท่านประธานครับ ส่วนหนึ่งคือใช้ต้นทุนเดิมของรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ และทำให้ดีกว่าเดิม ทำให้ก้าวหน้ากว่าเดิม กับส่วนที่ ๒ ก็คือ ส่วนที่จะอาศัยปัญหาที่เรา พบจากการเอารัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ไปปฏิบัติแล้ว แล้วเห็นว่ามีปัญหา ก็เอามาปรับแก้ ดังนั้นในส่วนที่ ๒ ซึ่งเปึ้นส่วนของสถาบันการเมืองนั้น ผมขออนุญาตกราบเรียนว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญเองและกรรมาธิการยกร่างได้วางกรอบการคิด ซึ่งอยู่บนพื้นฐานที่จะ มีการปรับแก้น้อยที่สุดในเรื่องของสถาบันการเมือง เหตุผลหลักก็คือว่า เราไม่ต้องการ เปลี่ยนแปลงอะไรมากนักที่จะหลุดออกจากความคุ้นเคย และความเคยชินของพี่น้อง ประชาชนในเรื่องการเมือง เราเชื่อว่า การเมืองต้องการการพัฒนาที่มีขั้นตอนและ ความอดทน เราเชื่อว่าการพัฒนาทางการเมืองและการพัฒนาประชาธิปไตยต้องเกิดจาก กระบวนการได้ลองทำของพี่น้องประชาชน และเกิดจากการเรียนรู้ของพี่น้องประชาชน ซึ่งผมคิดว่าหลักฐานอันนี้ได้มีปรากฏขึ้น ดังจะเห็นได้จากความก้าวหน้าในทางการเมือง หลายเรื่อง การที่องค์กรภาคประชาสังคมต่าง ๆ ตื่นตัวมากขึ้น การที่ประชาชนพยายาม ที่จะตรวจสอบการทำงานของรัฐ การที่ประชาชน ๕๐,๐๐๐ ชื่อ พยายามที่จะเข้าชื่อกัน เสนอกฎหมาย สิ่งเหล่านี้คือร่องร้อยและก็รากฐานสำคัญของการพัฒนาการเมือง ที่ผ่านมา ดังนั้นในรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงมิได้ตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงสถาบันการเมือง หรือ ตั้งใจที่จะทำให้ระบบพรรคการเมืองเสียหาย ผมกราบเรียนว่า จุดเปลี่ยนสำคัญในทาง สถาบันการเมืองนั้นนี่ ที่สำคัญในเรื่องของสภาผู้แทนราษฎรนั้นนี่ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้มีการเปลี่ยนแปลงเพียง ๒ ส่วน ส่วนแรก ก็คือ ในเชิงโครงสร้างของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเราได้มีการเปลี่ยนแปลงเฉพาะในเรื่องของจำนวนและที่มา ในส่วนของ สส. ซึ่งมาจาก การเลือกตั้งโดยเขตนั้นนี่ เปึ้นที่ทราบกันครับ ผมเชื่อว่าประชาชนทั่วไปก็รับทราบว่า เราคงเรื่องของ ๔๐๐ คนไว้ เราคงเรื่องเขตเลือกตั้ง เพียงแต่มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องเขต เลือกตั้ง จากเขตที่เรียกว่าเขตเดียวคนเดียว มาเปึนเขตที่ใหญ่ขึ้นเปึน ๓ คน ซึ่งข้อนี้ครับ ก็มีคนถกเถียงเยอะครับว่า เวลาไปพูดที่ไหนก็มักจะบอกว่า ถ้อยหลัง แต่ผมกราบเรียน ครับว่า จากการรับฟังความเห็นของพี่น้องประชาชนทุกรอบ ประชาชนมีความเห็น สอดคล้องกันกับสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ว่า การเป่ดพื้นที่ให้มี สส. มากกว่า ๑ คนนั้น อาจจะเปึนโอกาสดีของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะทำให้ระบบของการล็อก (Lock) คะแนน การซื้อเสียงทำได้ยากขึ้นเพราะเขตใหญ่ หลายคนอาจจะตั้งคำถาม ครับว่า สส. หน้าใหม่ลงไม่ได้เพราะเขตใหญ่ แต่ผมกราบเรียนครับว่า ด้วยระบบสัดส่วนนี่ เราอธิบายได้เลยในทางวิชาการ ดังนั้นจุดที่เปลี่ยนเรื่อง สส. เขตนี่ แล้วการเปลี่ยนไปเปึน เขตละ ๓ คน ก็ไม่ได้เปลี่ยนอะไรครับ ก็คือระบบที่เคยใช้มาแล้วในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๓๔ เพราะว่าประชาชนก็คุ้นเคยครับกับระบบนี้ ดังนั้นผมกราบเรียนว่า การขยายเปึ้นเขตใหญ่ นั้นนี่มิได้มุ่งหวังที่จะทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ แต่จะทำให้พรรคการเมืองต้องเฟันหา คนที่มีคุณภาพ และเปึ้นที่ยอมรับในวงกว้างขวางกว่าเดิม กว่าเขตเล็ก ๆ ซึ่งจะผูกขาด ในส่วนที่ ๒ ครับ ที่เรามีการปรับเปลี่ยน ก็คือการปรับเปลี่ยนเรื่องโครงสร้างของระบบ บัญชีรายชื่อ ซึ่งพอเวลาไปอธิบายก็มักจะถูกโจมตีอีกครับว่า ระบบนี้ทำให้การเมือง อ่อนแอ พรรคไม่สามารถจะขยายนโยบายได้ หรือเสนอนโยบายที่เปึ้นรูปธรรมได้ เพราะ แบ่งเปึนกลุ่มจังหวัด กระผมกราบเรียนครับว่า โดยระบบที่สภาร่างรัฐธรรมนูญเห็นชอบใน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็คือ การเปลี่ยนแปลงจาก สส. ที่เรียกว่า บัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน มาเหลือ ๘๐ คน แล้วก็กำหนดให้เปึน ๘ กลุ่มจังหวัด โดยมีกลุ่มจังหวัดที่มี สส. ๑๐ คน โดยเฉลี่ยก็คือกลุ่มจังหวัดหนึ่งจะมีประชากรทั้งหมดประมาณ ๗.๘๕ ล้านคนโดยเฉลี่ย ระบบนี้มีการเปลี่ยนแปลงและแตกต่างจากรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ หรือ ๑๐๐ คนอย่างไร ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า ประการแรก เรากำหนดคุณสมบัติครับว่า สส. ที่จะลง ในกลุ่มจังหวัด ๑๐ คน ที่พรรคจะส่งนั้นนี่ ต้องมีคุณสมบัติที่ผูกพันกับกลุ่มจังหวัดนั้น ๆ มีการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของผู้จะลงสมัคร จากเดิมรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ กำหนดว่า ถ้าเคยเรียนหนังสือก็ให้อยู่แค่ ๒ ป้ ถ้าเคยรับราชการก็ ๒ ป้ เราเปลี่ยนใหม่หมดครับ เปึ้น ๕ ป้ เหตุผลหลักก็เพราะว่า เราเห็นว่าคนจะเปึนผู้แทนราษฎรควรมีความผูกพันกับพื้นที่ แล้วคุณสมบัติอันนี้ก็มิได้เปลี่ยนเฉพาะ สส. บัญชีรายชื่อนะครับ แต่เปลี่ยนกับ สส. เขต ด้วย ดังนั้นจะเห็นว่า เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในเรื่องสถาบันการเมือง คือการ สร้างความผูกพันและความสัมพันธ์ของผู้จะมาเปึนผู้แทนกับพื้นที่อย่างชัดเจน นอกจากนั้นครับ ในการกำหนดเรื่องนี้นี่ที่จะให้ตัวแทนเปึนตัวแทนจากกลุ่มจังหวัด ผมตั้งคำถาม เวลาเราไปอธิบายที่อื่นก็มีคนตั้งคำถามว่า ทำไมต้องเปึน ๘ กลุ่มจังหวัด กระผมก็กราบเรียนว่า จริง ๆ แล้วนี่คนในจังหวัดใดก็ตามเวลาเลือกบัญชีสมัยเดิม ร้อยคนนี่ ท่านกาบัตรไปแล้วนี่ท่านไม่ทราบหรอกครับว่า สส. ข่ายบัตรคะแนนของท่านไป ส่งเสริมให้ใครได้เปึน สส. โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในจังหวัดลำพูน คนจังหวัดนราธิวาส กาบัตรเสร็จ ในบัญชีรายชื่ออาจจะเปึนบัญชีของคนกรุงเทพก็ได้ แต่คราวนี้ไม่ใช่ครับ ด้วยระบบสัดส่วนแบบนี้ คนที่กาบัตรในกลุ่มภาคเหนือ ก็แน่นอนครับว่าต้องเปึ้นคนที่อยู่ ในพื้นที่นั้น ที่สำคัญกว่านั้นก็คือว่า ข้อถกเถียงที่บอกว่า ระบบนี้กีดกัน สส. หน้าใหม่ ไม่ให้ลง กระผมกลับคิดว่าเปึนการตรงกันข้าม ระบบนี้จะเป่ดโอกาสให้คนที่ทำงานและ ได้รับการยอมรับในพื้นที่มีโอกาสได้มาเปึ้นผู้แทนราษฎร คนบางคนที่ทำหน้าที่อย่างดียิ่ง ในการรณรงค์ต่อสู้เพื่อพี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่ ได้รับการยอมรับในกลุ่มจังหวัด ในจังหวัดข้างเคียง ถ้ามาลงระบบบัญชีเดียวในประเทศไทยแบบ ๒๕๔๐ ผมเชื่อว่า คนคนนี้ไม่มีใครรู้จัก แต่ถ้าระบบแบบบัญชีรายชื่อแบบกลุ่มจังหวัด คนเหล่านี้มาลง อย่างน้อยคนในกลุ่มจังหวัดเหล่านี้ย่อมจะเห็นคุณค่า คนเหล่านี้ย่อมจะเปึ้นแรงดึงดูดที่จะ ทำให้ประชาชนให้คะแนน และเมื่อเปึนระบบแบบนี้จะส่งเสริมอะไรครับ จะส่งเสริมให้พรรคการเมืองต้องไปค้นหา คนดี คนเก่ง คนที่ประชาชนยอมรับในแต่ละพื้นที่มากขึ้น จะส่งเสริมให้สาขาพรรคที่ตั้งอยู่ ทั่วไปนั้นต้องไปเฟันหาคนและทำการบ้าน เพราะฉะนั้นประชาชนที่เลือกในกลุ่มจังหวัด ก็จะได้ตัวแทนที่มาจากกลุ่มจังหวัดของตัว ตรงนี้มีคนตั้งคำถามครับว่า ทำให้กีดกันไม่ให้ พรรคสามารถเสนอนโยบายได้ กระผมกลับว่าไม่จริง กระผมกลับคิดตรงข้ามว่า พรรคจำเปึนต้องมีนโยบายทั้ง ๒ ระดับจากนี้ไป ระดับชาติ คือระดับที่ทั่วไปทั้งประเทศ พรรคจะมีนโยบายอย่างไร แล้วก็ระดับที่จะเปึ้นนโยบายของพรรคที่จะไปแก้ปัญหาของ กลุ่มจังหวัดจะแก้อย่างไร ต้องมีทั้ง ๒ อย่างครับ พรรคจะใช้นโยบายอันเดียวหากิน ทั้งประเทศเหมือนเดิมไม่ได้ นอกจากนั้น ระบบนี้จะเปึ้นระบบที่ส่งเสริมให้พรรคที่ ก่อตั้งใหม่และมีอุดมการณ์ แต่อาจจะขาดเรื่องทุนทรัพย์ อาจจะขาดเรื่องพลังสามารถ เกิดขึ้นได้ในบางกลุ่มจังหวัด ผมคิดว่าประสบการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในประเทศยุโรป มากมาย พรรคที่ทำเรื่องสิ่งแวดล้อมส่วนใหญ่ก็เกิดจากระบบแบบนี้ครับ คืออย่างน้อย ที่สุดเมื่อทำการบ้านไปแล้ว ทำงานเรื่องสิ่งแวดล้อมไป ต่อสู้กันไปมาก ๆ เข้า แล้วมีโอกาส ที่จะมีตัวแทนระบบบัญชีรายชื่อเข้ามานั่งในสภา ๑ คน จาก ๔๘๐ คนก็พอแล้ว เพราะนั่น จะทำให้มีโอกาสที่จะขยายวาระและสาระสำคัญของนโยบายพรรค ดังนั้นข้อถกเถียง ที่บอกว่า ระบบนี้จะไปกีดกันให้พรรคใช้นโยบายไม่ได้ ผมกลับคิดว่า เรื่องนี้ทำให้พรรค ต้องพิถีพิถั่นมากขึ้นในการคิดนโยบายที่ตอบสนองกับพี่น้องประชาชน ที่แตกต่างกันใน ระดับพื้นที่ด้วย ระบบอย่างนี้ครับที่เรากลับมาคิดว่า เราแก้ไข นอกจากนั้นสิ่งที่แก้ไข สำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือ การคิดคะแนนของระบบบัญชีรายชื่อซึ่งในระบบเดิมจะเห็น ได้ว่า รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ กำหนดว่า ระบบการคิดบัญชีรายชื่อเดิมใครได้ไม่ถึงร้อยละ ๕ ของ ผู้มาออกเสียงเลือกตั้ง ตัดทิ้งไป ปัญหานี้เกิดทันทีครับว่า คะแนนที่ถูกตัดทิ้งไปของ แต่ละพรรคในการเลือกตั้งป้ ๒๕๔๘ หลายล้านคะแนน ทำให้พรรคเหล่านั้นซึ่งไม่ใช่ พรรคที่มีทุนมากไม่มีโอกาสได้คนมาอยู่ในสภา ระบบใหม่ในระบบของร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ไม่คิดเรื่อง ๕ เปอร์เซ็นต์ นั่นก็แปลว่า พรรคขนาดเล็กซึ่งอาจจะได้คะแนน ไม่มากนักก็มีโอกาสมี สส. คำถามต่อไปครับ ก็คือว่า แล้วถ้าอย่างนั้น สส. เหล่านี้จะมาเปึ้น รัฐมนตรีใช่หรือไม่ ก็ไม่ใช่อีกครับ เพราะระบบรัฐธรรมนูญที่เราออกแบบใหม่นั้น เราแก้ปัญหาเรื่องหนึ่ง ก็คือ คนจะเปึนรัฐมนตรีไม่หลุดจากตำแหน่ง สส. ปัญหานี้ เราพบแล้วในการเมืองที่ผ่านมาว่า เมื่อรัฐมนตรีหลุดจาก สส. พรรคการเมืองขนาดใหญ่ เอาพรรคเล็กมาร่วมด้วย เชิญหัวหน้าพรรคมาเปึนรัฐมนตรี วันดีคืนดีก็ปลด หัวหน้าพรรค คนนี้ทำกิจกรรมทางการเมืองผ่านพรรคการเมืองยากมาก เพราะฉะนั้นระบบแบบนี้เราจึง เปลี่ยนแปลงนะครับ นอกจากนั้นหลายคนก็อาจจะตั้งคำถามต่อไป เพราะว่าเวลาไป อภิปรายจะเห็นคนก็จะ ตั้งคำถามว่า ถ้าอย่างนั้นแล้วนี่อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเปึ้น สส. ก็ยกมือให้ตัวเองได้ จริง ๆ แล้วโดยมารยาทก็ไม่ควรทำ แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เขียน ห้ามไว้ด้วยว่า ถ้าอภิปรายในเรื่องของตัวไม่มีสิทธิออกเสียง เพราะฉะนั้นผมคิดว่า สิ่งที่สถาบันการเมืองในระบบที่เราออกแบบใหม่นั้นเปึนความพยายามที่จะยึดร่องร้อย เดิมของระบบการเมืองที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ที่ประชาชนคุ้นเคยอยู่แล้ว แล้วก็พยายามหา แนวทางที่จะอุดช่องว่างที่จะทำให้ระบบการเมืองนั้นมีเสถียรภาพมากขึ้น และที่สำคัญ ก็คือว่า ในระบบของการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรนั้นเราได้เพิ่มเติมระบบของการ ตรวจสอบโดยสภาให้ได้มากขึ้น มีการปรับแก้จำนวนผู้ที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรี จากเดิมสองในห้า ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เหลือหนึ่งในห้า กรณีจะ อภิปรายรัฐมนตรี หนึ่งในหก ยิ่งกว่านั้นครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังพูดถึงว่า ถ้าฝ์ายค้าน มีไม่ถึงจำนวน เมื่อทำงานไปครบ ๒ ป้ ฝ์ายค้านเกินครึ่งหนึ่งสามารถที่จะอภิปรายได้ นี่ไม่ใช่การทำให้ รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพครับ ตราบเท่าที่รัฐบาลมีเสียงข้างมาก อย่างไรก็มีเสถียรภาพ แต่เปึนการทําให้รัฐบาลต้องตอบข้อสงสัยให้กับประชาชน เพราะฉะนั้นกระบวนการที่ให้ อภิปรายง่าย ไม่ใช่การทําให้รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ แต่รัฐบาลต้องระมัดระวังว่าจะทํา อะไรแล้วตอบประชาชนได้หรือไม่ ผ่านสื่อในระบบรัฐสภา ดังนั้นผมจึงคิดว่าสิ่งที่เรา พยายามทำ หรือแม้กระทั่งการพูดถึงว่ารัฐมนตรีที่ถูกยื่นอภิปรายหากปรับเปลี่ยน ก่อนการอภิปรายจะพ้นจากการอภิปรายหรือไม่ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ไม่ให้พ้นครับ เพราะฉะนั้นกลไกเหล่านี้คือความพยายามที่จะทำให้ระบบสถาบันการเมืองนั้น ถูกตรวจสอบได้ง่ายขึ้น แต่มิได้เปึนการทำลายระบบความมีเสถียรภาพทางการเมืองของ รัฐบาลแต่อย่างใด เพราะฉะนั้นข้อโต้แย้งที่บอกว่า ทําให้อภิปรายง่าย ทําให้รัฐบาลไม่มี เสถียรภาพ ผมกลับว่าไม่จริง แต่จุดเน้นของเราคือการทำให้การเมืองโปร่งใส และถูกเอา ทุกอย่างมาวางบนโต๊ะ แล้วให้ทุกคนตรวจสอบ สอบถามได้นะครับ นอกจากนั้นครับ ในระบบสถาบันการเมืองที่เรามีการเปลี่ยนแปลงแล้ว ผมคิดว่าประเด็นที่สําคัญซึ่งเปึน ประเด็นหนึ่งก็คือ การเป่ดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางตรงในทางการเมือง อย่างที่ผมกราบเรียนครับว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป่ดพื้นที่การเมืองภาคประชาชน สูงขึ้นเยอะ ถ้าท่านดูในมาตรา ๑๖๓ ถึง ๑๖๕ เรามีการเปลี่ยนแปลงที่จะทำให้ประชาชน นั้นมีส่วนร่วมทางตรงในทางการเมืองมากขึ้น เมื่อก่อนเราพูด ๕๐,๐๐๐ ชื่อ รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ๕๐,๐๐๐ ชื่อ เสนอกฎหมาย กระบวนการกว่าจะได้ ๕๐,๐๐๐ ชื่อ ก็มีปัญหา หลักประกันในการได้กฎหมายก็มีปัญหา แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ไขครับ ๑. ลดจำนวนจาก ๕๐,๐๐๐ เหลือเพียง ๑๐,๐๐๐ เสนอกฎหมาย ประการที่ ๒ เพื่อเปึ้น หลักประกันครับ ต้องเป่ดโอกาสให้ผู้ที่เข้าชื่อในการเสนอกฎหมายนั้นได้แสดงหลักการ ของกฎหมาย เมื่อกฎหมายเข้าสภา แล้วยิ่งกว่านั้นครับ ยังกำหนดว่า ในการตั้ง กรรมาธิการวิสามัญในการพิจารณากฎหมายฉบับนั้นต้องเป่ดโอกาสให้ตัวแทนของ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เข้าชื่อกันเสนอกฎหมายอย่างน้อยหนึ่งในสามเปึนกรรมาธิการวิสามัญ กระผมกราบเรียนว่าการเป่ดพื้นที่แบบนี้คือการทำให้ประชาชนเปึ้นผู้เล่นมากว่าผู้ดู รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ๕๐,๐๐๐ ชื่อ เสนอเสร็จ เข้าสภา ป่ดประตูครับ ป่ดประตูเสร็จ ประชาชนยืนดู ว่าอย่างไรไม่รู้ แต่คราวนี้ประชาชนเข้าไปเล่นด้วยในสนาม ข้อโต้แย้งอันนี้ มีข้อโต้แย้งเยอะในการพูดพิจารณาเรื่องนี้ว่าก็ยังให้ไม่จริง ให้ไม่จริงเพราะว่าเสนอแล้วก็ อยู่ที่สภา กระผมกราบเรียนด้วยความเคารพครับว่า มีที่ไหนครับที่ประชาชนเสนอ กฎหมายแล้วได้ทุกอย่าง ไม่มีหรอกครับ ในระบบก็ต้องมีกลไกของสภาในฐานะที่เปึน องค์กรนิติบัญญัติ นั่นแปลว่า การค้านกันในทางความรับผิดชอบทางการเมืองคือหัวใจ เพราะฉะนั้นกระผมอยากเรียนว่า สิ่งที่คนเปึ้นห่วงว่าไม่จริงอีก มีส่วนร่วมทางตรงก็ไม่จริง ท่านจะเอาขนาดไหนครับ เราไม่มีทางหรอกครับที่จะทำให้ทุกอย่างถูกใจท่าน แต่ผม กราบเรียนว่า นอกจากการมีส่วนร่วมทางตรงในทางการเมืองแล้ว ในการเสนอกฎหมายนี่ ในการถอดถอนหรือในการทำประชามติก็ก้าวหน้ากว่าเดิมเยอะ ในการทำประชามติ รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เปึนการประชามติเพื่อหารือเท่านั้นครับ คือไม่ผูกพันกับรัฐบาล แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในมาตรา ๑๖๕ กำหนดว่า ประชามติมี ๒ แบบครับ อย่างบางเรื่อง เปึนการหารือ บางเรื่องเปึนการทําเพื่อการตัดสินใจ ผมคิดว่า อันนี้คือการย้ายฐานอํานาจ การตัดสินใจจำนวนมากมาไว้ที่ประชาชน และการมีส่วนร่วมทางการเมืองเหล่านี้ก็มิได้ทำ เฉพาะระดับชาติ แต่ทำในระดับท้องถิ่นด้วย ถ้าท่านกรุณากลับไปเป่ดอ่านในหมวด ท้องถิ่น ในมาตรา ๒๘๗ ๒๘๕ ๒๘๖ พูดเรื่องการถอดถอนที่ทำได้ง่ายขึ้น พูดเรื่องว่า องค์กรท้องถิ่นจะจัดกิจกรรมใดก็ตามที่กระทบต่อพี่น้องประชาชน ต้องมีการจัดให้มีการ รับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชน จัดให้มีการรับฟังจนไปถึงบางเรื่องต้องทำ ประชามติ คือถามความเห็นประชาชน กระผมถามว่าเรื่องเหล่านี้เปึนการเป่ดพื้นที่ให้ ภาคประชาชนในทางการเมืองมากขึ้น มิได้บอกว่า ทำให้การเมืองระดับชาติอ่อนแอ แต่ทำให้การเมืองระดับชาติมีการถ่วงดุลโดยการเมืองภาคประชาชน

และประการสุดท้ายครับ ในระบบรัฐธรรมนูญนี้บอกว่า ภาระต้นทุน ทั้งหลายของการเมืองภาคประชาชนพึงต้องได้รับการดูแลจากรัฐ โดยมีการบัญญัติ ให้จัดตั้งกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองภายใน ๑ ป้ ผมคิดว่าการเป่ดพื้นที่ ให้ประชาชนเปึ้นผู้เล่นทางการเมืองนั้นเปึนการเป่ดพื้นที่ที่เปึ้นนิมิตหมายใหม่ของ ระบบการเมืองของประเทศไทย ดังนั้นกระผมจึงกราบเรียนว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ วันที่ ๑๙ สิงหาคม หากว่าประชาชนส่วนใหญ่ให้ความเห็นชอบ ไม่ใช่เปึนวันสุดท้ายของ การพัฒนาการเมือง แต่เปึนจุดเริ่มต้นที่สําคัญมากในทางการเมือง เปึนจุดเริ่มต้นที่เรา จะต้องไปทำให้การเมืองของประชาชนนั้นเข้มแข็ง เปึ้นจุดเริ่มต้นที่เราจะต้องทำให้ ประชาชนนั้นมีวุฒิภาวะ รักษาคุณค่าทางประชาธิปไตย เคารพในเหตุผลมากขึ้น และผม คิดว่าเปึนภาระของทุกคนในสังคมนี้ที่จะต้องทําให้การพัฒนาการเมืองนั้นเปึนไปตาม เจตนารมณ์ ดังนั้นกระผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับว่า สิ่งที่ผมพูดเหล่านี้เปึนสิ่งที่ผมได้มีโอกาสไปชี้แจงกับพี่น้องประชาชน แล้วก็ถูกตั้งคำถาม กระผมก็ขออนุญาตกราบเรียนในเชิงหลักคิด แล้วก็ข้อความเห็นที่จะอธิบายถึงสิ่งเหล่านี้ ให้เกิดความชัดเจน โดยยืนยันว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ในส่วนที่เปึ้นสถาบันการเมืองไม่ได้มี เจตนาที่จะทําให้รัฐบาลอ่อนแอ แต่ทําให้รัฐบาลถูกตรวจสอบได้ง่ายเท่านั้นเอง กราบขอบพระคุณครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ในส่วนกรรมาธิการเองจะให้สมาชิกอภิปรายก่อนไหมครับ

นายไพโรจน์ พรหมสาส์น กรรมาธิการ 🔗

ผมขออนุญาตเรื่องวุฒิสมาชิก นะครับ เปึนการต่อเนื่องจากเรื่องที่ท่านทั้งสามได้กล่าวไปแล้วนะครับ ท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ไพโรจน์ พรหมสาส์น ครับ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญและกรรมาธิการ ยกร่าง ก็อยากจะเรียนเพิ่มเติมในส่วนที่ยังเปึนข้อที่วิพากษ์วิจารณ์กันค่อนข้างมาก นะครับ คือในเรื่องของที่มาของวุฒิสมาชิก ซึ่งบอกว่าไม่ได้ยึดโยงประชาชน ทําไมจะต้อง มาจากการเลือกจังหวัดละ ๑ คน ๗๖ จังหวัด และอีก ๗๔ คน มาจากการสรรหา นั่นเปึน ข้อพิพาท ซึ่งมีการพิพาทค่อนข้างมาก ในประเด็นนี้กระผมอยากจะกราบเรียนว่า ในหลักการของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เปึ้นที่ชัดเจนนะครับว่า เราจะมีการปกครอง แบบรัฐสภา มีการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งมีพระมหากษัตริย์เปึนประมุข แล้วก็เปึน รัฐเดี่ยว ไม่ใช่สหรัฐอเมริกา เพราะฉะนั้นเราถกเถียงกันค่อนข้างมากนะครับ เมื่อเปึน การปกครองแบบรัฐสภาแล้ว ควรจะมีสภาเดียวหรือ ๒ สภา ซึ่งในท้ายที่สุดเราก็บอก ควรจะมี ๒ สภา เพื่อให้สภาหนึ่งนั้นเปึนสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ในการร่างกฎหมาย ในการที่จะควบคุมดูแลรัฐบาล ส่วนวุฒิสมาชิกนั้นก็จะทําหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย ทำหน้าที่ในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ตั้งกระทู้ถามบ้าง อภิปรายโดยไม่ต้อง ลงมติบ้างนะครับ พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะเข้าสู่องค์กรอิสระ รวมทั้ง การที่จะถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง นั่นก็เปึนหลักการซึ่งได้มีการพูดคุยกัน ค่อนข้างมากนะครับ เพราะฉะนั้นก็จึงมาสรุปกันว่า ถ้าจะให้มีวุฒิสมาชิกเพื่อทําหน้าที่ เช่นนี้ ที่มาของวุฒิสมาชิกควรจะเปึนอย่างไร พวกเราส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยกันว่า ก็ต้องเปึน ผู้ที่มีวุฒิภาวะค่อนข้างสูง อย่างน้อยจบปริญญาตรี อายุ ๔๐ ป้ ขึ้นไป แล้วก็ต้อง มีความเปึนกลางในทางการเมืองอย่างแท้จริง ไม่อยู่ใต้อิทธิพลทางการเมืองของใคร พรรคการเมืองใดทั้งสิ้น หรือแม้กระทั่งฝ์ายบริหาร เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ได้วุฒิสมาชิก เช่นว่านี้ เราก็บอกว่า ตอนแรกจะใช้วิธีการสรรหาทั้ง ๑๖๐ คน นะครับ ได้มีการออกแบบ แล้วก็ได้สอบถามความคิดเห็นไปนะครับว่า ส่วนใหญ่แล้วเห็นว่า ควรจะลดจำนวนจาก ๒๐๐ เหลือจำนวนลดลงมาเหลือ ๑๖๐ นะครับ แต่ในขั้นการพิจารณาขั้นสุดท้ายก็ได้ มีการตกลงกันว่า ถ้าเช่นนั้นเพื่อให้มีความยึดโยงกับประชาชนอย่างน้อยที่สุดในส่วนหนึ่ง ก็คือการให้ได้มาซึ่งวุฒิสมาชิกจากจังหวัดต่าง ๆ จังหวัดละ ๑ คน ๗๖ จังหวัด ไม่ว่าประชากรจะมากจะน้อยก็ให้มีจังหวัดละ ๑ คนเท่ากัน กรุงเทพมีห้าหกล้านคน ระนองมี ๑ คน ก็มีวุฒิสมาชิก ๑ คนเท่ากัน ๗๖ จังหวัด ๗๖ คน ส่วนอีก ๗๔ คนนั้น เราน่าจะได้ผู้ที่มาจากกลุ่มวิชาชีพ กลุ่มอาชีพต่าง ๆ เพื่อให้มีความหลากหลายของ ความรู้ ประสบการณ์ และการที่จะเปึนตัวแทนของภาคต่าง ๆ นอกเหนือจาก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมาจากจังหวัดต่าง ๆ ต่ามจำนวนประชากร เพราะฉะนั้นในการกําหนดจํานวนนี้ก็จึงกําหนดจํานวน ๗๔ คน คือ ลดลงมาจากตอนแรก ที่ว่าจะให้มีแปดสิบ แปดสิบ เท่ากันนะครับ ก็ลดลงมาให้น้อยกว่าที่มาจากการเลือกตั้งไป ๒ คนนะครับ ก็รวมกันเปึน ๑๕๐ คนพอดี ทีนี้ถามว่า คุณสมบัติของวุฒิสมาชิกนั้น ควรจะเปึนอย่างไร ก็อย่างที่ผมกราบเรียนแล้วนะครับ ก็คงจะต้องมีความเปึนกลาง มีวุฒิภาวะสูง แล้วก็มีความเหมาะสม ความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ที่จะทํา หน้าที่ของวุฒิสมาชิกนี่ให้ได้ดีที่สุด เพราะฉะนั้นในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ร่างกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เราจะลงประชามติกันในวันพรุ่งนี้แล้วนี่นะครับ ก็จึงได้มีการ กําหนดให้วุฒิสมาชิกนั้นจะต้องมาจากกลุ่มอาชีพต่าง ๆ และให้มีกรรมการสรรหา เปึ้นพิเศษ จำนวน ๗ ท่าน ด้วยกัน จากภาควิชาการ ภาคเอกชน ทั้ง ๕ กลุ่มอาชีพ ซึ่งข้อกําหนดอันนี้ก็เปึนส่วนหนึ่งที่จะทําให้เราได้มีความหลากหลายของที่มาของ วุฒิสมาชิก จากภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพ ภาคอื่น ๆ ภาควิชาการนั้น เราก็จะเน้นหนักสถาบันการศึกษา ซึ่งอย่างน้อยมีการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับอุดมศึกษา ขึ้นไป ที่มีการวิจัยทางวิชาการอะไรต่าง ๆ ภาครัฐนั้นก็หมายถึงส่วนราชการ หน่วยงาน ต่าง ๆ รวมทั้งรัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชนนั้นเราจะเน้นความเปึนกลุ่มก้อนของการประกอบ ธุรกิจต่าง ๆ ซึ่งรวมกัน อาจจะเปึนสมาคม เปึนหอการค้า เปึนสภาอุตสาหกรรม เปึนชิ้น เปึนกลุ่ม เปึนก้อน แล้วก็ภาควิชาชีพจะเน้นการกำกับดูแล้วิชาชีพนั้น ๆ สภาทนายความ แพทย์สภา อะไรก็สุดแล้วแต่ ส่วนภาคอื่น ๆ นั้นเปึนการรองรับความหลากหลายของกลุ่ม บุคคลผู้ด้อยโอกาส หรือที่จะไม่มีโอกาสที่จะเข้าไปสู่ในภาคอื่น ๆ ก็มาอยู่ในส่วนนี้ ซึ่งสัดส่วนของภาคต่าง ๆ นี้จะต้องใกล้เคียงกัน ถ้าเราแบ่งเปึน ๕ ภาค ก็คงจะประมาณ ภาคละไม่เกิน ๑๕ คน บางภาคอาจจะ ๑๔ คน แล้วก็อาจจะต้องมีความเท่าเทียมกัน มีความเท่าเทียมกันทางเพศ แล้วก็ให้เท่าเทียมกันทางกลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้ เพื่อที่จะมาทำ หน้าที่ดังกล่าว ดังที่กระผมได้กราบเรียนแล้ว เพราะฉะนั้นเจตนารมณ์ที่แท้จริงของสมาชิก วุฒิสภาที่มาเช่นนี้ ก็คือ ต้องการความหลากหลาย เพื่อให้การตรวจสอบอํานาจรัฐนั้น เปึ้นไปโดยมีประสิทธิภาพ และทําให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภามีความ เปึนกลาง ปราศจากการแทรกแซงทางการเมืองอย่างแท้จริงนะครับ แล้วก็ท่านทั้งหลาย ก็คงจะเห็นว่า ในรัฐธรรมนูญของเราทั้ง ๑๗ ฉบับนั้น มีฉบับป้ ๒๕๔๐ เท่านั้นนะครับ ที่ให้วุฒิสมาชิกนั้นมาจากการเลือกตั้ง นอกนั้นจะมีการมาจากการแต่งตั้ง แม้ประเทศ ที่เปึนแม่แบบของประชาธิปไตย อย่างเช่น ประเทศอังกฤษ สภาสูง เฮาส์ ออฟ ลอร์ด (House of Lord) ของเขานี่ ก็มาจากการแต่งตั้งทั้งหมด ของเราพบกันครึ่งทาง ครึ่งต่อครึ่ง เกือบจะครึ่งต่อครึ่ง ก็คิดว่าเปึ้นรูปแบบใหม่ที่คิดว่าน่าจะแก้ปัญหาการที่ วุฒิสมาชิกนั้นถูกแทรกแซงทางการเมือง การที่วุฒิสมาชิกนั้นไปเกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระ ไม่ว่าจะเปึนคณะกรรมการเลือกตั้ง ปปช. อะไรต่าง ๆ ดังที่บางท่านได้อภิปรายไปแล้ว เพราะฉะนั้นเราก็หวังใจว่า การได้มาซึ่งวุฒิสมาชิกแบบใหม่นั้น ซึ่งจะต้องได้รับการสรรหา โดยองค์คณะ ผู้ที่ได้รับการกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๗ ท่านด้วยกัน ที่จะเปึนองค์คณะ ที่จะให้ทำการสรรหาจากการที่แต่ละกลุ่ม แต่ละองค์กรนั้นเสนอชื่อมา สมมุติว่ากลุ่มภาค วิชาการมีได้ ๑๕ คน เราก็จะให้เสนอมาเพียง ๓ เท่าของ ๑๕ กับ ๔๕ คน แล้วกรรมการ มาเลือกสรรอีกทีหนึ่งให้เหลือเพียง ๑๕ คนเท่าจำนวนที่ควรจะมี กรรมการที่จะสรรหา วุฒิสมาชิกนั้น ทุกท่านก็คงจะทราบแล้วนะครับ ก็คือ ท่านประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมการเลือกตั้ง ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานกรรมการปัองกันและ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้พิพากษาจาก ศาลฎีกาซึ่งองค์คณะเลือกมา ๑ ท่าน และผู้พิพากษาจากศาลปกครอง ซึ่งองค์คณะเลือก มา ๑ ท่าน รวมเปึน ๗ ท่านด้วยกัน บุคคลเหล่านี้น่าจะได้รับความน่าเชื่อถือในการที่จะ สรรหาเหล่านี้ แต่เดิมนั้นวุฒิสมาชิกของเราบอกมาจากการแต่งตั้ง ที่บอกว่า มีใบปลิว ออกมานะครับ สมาชิกวุฒิสมาชิกเช่นนี้เพื่อการกลับมาของอํามาตยาธิปไตย ไม่ใช่แล้ว นะครับ ไม่ใช่เช่นนั้นนะครับ สมัยก่อนนั้นอาจจะแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว เปึ้นผู้สนองพระบรมราชโองการ แล้วก็แต่งตั้งจากข้าราชการทหาร ตํารวจอะไรเปึ้นส่วนใหญ่ ความหลากหลายที่จะมา ได้จากกลุ่มอาชีพ สาขาอาชีพ ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาสต่าง ๆ เหล่านี้ไม่มีนะครับ เพราะฉะนั้นลองดูนะครับพี่น้องประชาชนครับ ลองให้มีวุฒิสมาชิกในรูปแบบนี้ดู เขาจะ เข้ามาทำหน้าที่ของเขาอย่างเต็มที่ เปึนตัวแทนของกลุ่มอาชีพ กลุ่มวิชาชีพต่าง ๆ แล้ว อาจจะทําหน้าที่ได้ดีไม่แพ้ที่มาจากการเลือกตั้งนะครับ ซึ่งถ้าหากว่ามาจากการเลือกตั้ง นั้นแน่นอนครับ เราก็วิพากษ์กันแล้วว่า ก็คงจะเปึ้นสภาพี่ สภาน้อง สภาผัว สภาเมีย คงจะมีฐานอำนาจที่เดียวกัน และคงจะได้ส่วนหนึ่งไปเปึน สส. ส่วนหนึ่งไปเปึ้นรัฐมนตรี ส่วนหนึ่งก็มาเปึน สว. ซึ่งก็คงไม่สามารถจะควบคุม ดูแลอะไรกันได้ นั่นก็คือสิ่งที่ว่า ทําไม ที่ไปที่มาของวุฒิสมาชิกจึงเปึ้นเช่นนั้น ก็อยากจะกราบเรียนในตอนท้ายนะครับว่า เมื่อเปึนเช่นนี้ก็คงจะเปึนเรื่องที่เราจะหลังจากเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ภายใน ๙๐ วัน นับตั้งแต่วันที่เราประกาศใช้รัฐธรรมนูญ และ ๙๐ วัน นับตั้งแต่การมีการ ประกาศใช้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่ง สว. ซึ่งผมคาดว่า ขณะนี้เราร่างเสร็จแล้วนะครับ ท่านประธานกรรมาธิการยกร่างเซ็นเสร็จ เรียบร้อยแล้วส่งให้ สนช. สนช. ไปพิจารณาร่างภายใน ๔๕ วัน ส่งให้ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพียงไม่กี่วันก็สามารถที่จะประกาศใช้ ได้ ก็คิดว่าน่าจะเสร็จสักกลางเดือนตุลาคมนะครับ แล้วจะมีการเลือกตั้ง สส. ภายใน ๙๐ วัน ก็คงจะประมาณสักปลายธันวาคมอย่างที่รัฐบาลได้มีการให้คํามั่นไว้นะครับ รวมทั้งวุฒิสมาชิกก็หลังจากนั้น ในระหว่างนั้นก็สามารถที่จะให้สมาชิกสภานิติบัญญัติ แห่งชาตินั้นทําหน้าที่วุฒิสมาชิก และสามารถที่จะประชุมรัฐสภา สามารถที่จะเลือก ประธานสภา สามารถที่จะตั้งนายกรัฐมนตรี ตั้งรัฐบาลใหม่ได้ประมาณสักต้นป้หน้า นั่นเปึนความหวังที่ผมอยากจะฝากให้พี่น้องประชาชนทั้งหลายได้ใช้ดุลพินิจพิจารณาว่า ถ้าหากได้มีการไปออกเสียงประชามติในวันพรุ่งนี้ ถ้าหากท่านเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้มีการร่างมานี้ เราก็คาดหวังว่าทุกอย่างจะกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตย แล้วก็ ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะเปึนไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย กระผมจึงขอถือโอกาสนี้ กราบเรียนทุกท่านครับ เพื่อให้เปึ้นดุลพินิจพิจารณาในการที่ท่านจะไปออกเสียงประชามติ รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในวันพรุ่งนี้ ขอบพระคุณครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ ขอบพระคุณครับ มีสมาชิกท่านใดจะอภิปรายไหมครับ มีนะครับ

ผมขอหารือท่านสมาชิกอย่างนี้ได้ไหมครับ เรามีวาระที่ ๒.๓ นะครับ เปึ้นการพิจารณารายงานผลการดำเนินงานของสมาชิกสภาร่างรั่ฐธรรมนูญและ คณะกรรมาธิการทุกคณะในช่วงสุดท้าย ซึ่งตามเนื้อหาสาระแล้วนะครับ กรรมาธิการและ สมาชิกสามารถแสดงความคิดเห็น หรือข้อเสนอแนะเพิ่มเติมที่จะเสนอต่อสภาเพื่อให้ รับทราบ เพื่อประโยชน์ในการออกเสียงประชามติในครั้งนี้ด้วย ก็ขอให้นำ ๒.๓ มาดำเนินการเสียพร้อม ๆ กัน ในวาระ ๒.๑ และสมาชิกก็อภิปรายไปในคราวเดียวกัน นะครับ ขอหารืออย่างนี้ได้ไหมครับ ท่านก็อภิปรายพร้อม ๆ กันไปเลยนะครับ จะได้ไม่ต้อง วนเข้ามาอีกนะครับ ขออนุญาตตามนี้นะครับ ท่านที่เสนอรายชื่อไว้นะครับ ก็มี ท่านสมเกียรติ รอดเจริญนะครับ อาจารย์พิสิฐ อาจารย์เจิมศักดิ์ ท่านวิทธยา ท่านกฤษฎา ท่านสุรชัย รายชื่อตามนี้นะครับ แล้วอาจารย์กรรณิการ์นะครับ เชิญท่านสมเกียรติครับ ผมไม่ได้เร่งรัดนะครับ แต่เราเห็นว่าเวลาเรามีน้อยนะครับ เชิญครับ

นายสมเกียรติ รอดเจริญ

ครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ ผม สมเกียรติ รอดเจริญ กราบเรียนท่านประธานไปสู่คณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ ด้วย นะครับ ประเด็นของผม ก็บังเอิญท่านไพโรจน์ได้ตอบไปแล้ว พอดีผมเกี่ยวกับเรื่องแรงงาน ก็ต้องกราบขอบพระคุณนะครับ ทางด้านแรงงานนี่เขาเสนอประเด็นมา ๑๕ ประเด็น เพื่อจะมีส่วนร่วมในการเข้าสู่กระบวนการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้จะต้องมีส่วนร่วมในภาค แรงงานของเขานะครับ สิ่งที่เขาคาดหวังไว้ว่าเขาต้องการอย่างมากก็คือ วุฒิการศึกษา ของ สส. และ สว. นะครับ เขานําเสนอว่าน่าจะไม่ต้องจํากัดวุฒิของเขานะครับ แต่เราก็ได้ ดําเนินการไปแล้วในมาตรา ๑๐๑ กับ มาตรา ๑๑๕ ว่า สส. ไม่จํากัดวุฒิ ส่วนวุฒิสภา วุฒิสมาชิกยังจํากัดวุฒิอยู่ อย่างที่ท่านไพโรจน์ได้ตอบไปแล้วเมื่อกี้นี้ ซึ่งผมจะมา เรียนถามท่านพอดี ก็ต้องกราบขอบพระคุณครับ ก็กราบเรียนท่านประธานว่าผมคงต้อง ขอโอกาสที่จะพูดถึง ๑๕ ประเด็นของแรงงาน ซึ่งขณะนี้มีการต่อสู้กันในด้านความคิด อย่างค่อนข้างจะรุนแรงพอสมควร เพราะว่ามีแรงงานกลุ่มหนึ่งนะครับ จากซึ่งพวกเรามีสหภาพทั้งหมดอยู่ ๑,๓๗๐ กว่าสหภาพนะครับ อยู่ในสมาพันธ์ อยู่ในสหพันธ์ อยู่ในสมัชชา อยู่สมาพันธ์ขนส่งระหว่างประเทศ อยู่ในสมาพันธ์แรงงาน รัฐวิสาหกิจนะครับ มีอยู่ประมาณ ๑,๓๗๐ กว่าสหภาพ แต่ว่ามีแรงงานกลุ่มหนึ่งประมาณ ไม่เกิน ๓ เปอร์เซ็นต์ครับ ๒๐ กว่าสหภาพ ได้สรุปตัวเองไปสู่ขบวนการคว่ำรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจจะมองเห็นอยู่ในสื่อต่าง ๆ ที่เขาไปลงไว้แล้วว่าเขาไม่ยินยอมที่จะรับรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ มีอยู่ประมาณสักสิบกว่าสหภาพ ผมคาดว่าประมาณยี่สิบกว่าสหภาพ แต่เวลา มีการประชุมร่วมกันมันต้องประชุมร่วมนะครับ มันจึงมีมาตรการในการที่จะบอกว่า จะรับ ร่างหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนี้นะครับ ทีนี้ในกระบวนการเสียงส่วนใหญ่ที่อยู่ในกลุ่มของ สมาพันธ์ สหพันธ์ อย่างที่ผมกล่าวเมื่อกี้นะครับ มันก็มีกระบวนการในการนำเสนอว่า ในการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้มันน่าจะมีประเด็นต่าง ๆ ประมาณ ๑๕ ประเด็น ที่จะบรรจุไว้ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งเขานําเสนอไว้อย่างนี้ครับท่าน ในมาตรา ๓๐ เขาบอกว่า การมี ส่วนร่วมของภาคประชาชนให้คำนึงถึงโอกาสที่เท่าเทียมกันระหว่างชายหญิง นะครับ ให้คํานึงถึง ก็บังเอิญนะครับ สิ่งที่เขาร้องขอมาขณะนี้ได้ไปร้อยเปอร์เซ็นต์เลยครับ มาตรา ๓๐ ปรากฏไว้เรียบร้อยแล้ว เราคำนึงถึงแน่นอนนะครับว่า ชายหญิงเท่าเทียมกัน มีแล้วนะครับในมาตรา ๓๐ มาตรา ๓๒ ๓๓ ก็อยากจะแถมสักนิดนะครับ บังเอิญ ผมเห็นเอกสารเมื่อกี้นะครับ มาตรา ๓๒ ๓๓ มันมีเอกสารโผล่ขึ้นมาให้ผมเห็นพอดี ก็เลยแถมไป เพราะว่ามันเปึนมาตราที่ใกล้เคียงกัน เกี่ยวกับมีการจับกุมโดยไม่มี หมายศาลนะครับ ค้นบ้านโดยไม่มีหมายศาลนี่ครับ เอกสารเหล่านี้ บังเอิญ มันใกล้เคียงกัน ที่จริงในนี้มันชัดเจนอยู่แล้วนะครับว่า ถ้าเผื่อมาตรา ๓๒ บอกถ้าเผื่อคุณ จะจับกุมใครหรืออย่างไรก็แล้วแต่ อย่างน้อยก็ต้องมีหมายในการดำเนินการ มาตรา ๓๓ ก็จะค้นบ้านอย่างไรก็แล้วแต่ก็ต้องมีหมายค้นนะครับ อันนี้เปึ้นที่ยืนยันแน่นอนนะครับ เพื่อเปึนการยืนยันว่าเอกสารที่ออกมาในลักษณะแบบนี้ที่เผยแพร่ไปทั่วไปนี่เปึนเอกสารที่ บิดเบือนอย่างมหาศาลนะครับ จะพูดภาษาทั่ว ๆ ไป ขออนุญาตพูดคำว่า เลว นะครับ เลวมาก นะครับ ส่วนทางด้านแรงงานของเรานะครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ท่านสมเกียรติครับ

นายสมเกียรติ รอดเจริญ

ผมไปมาตรา ๔๔ ครับ ผมใช้เวลาไม่เกิน ๑๐ นาที ครับท่าน

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

มิได้ครับ ขอช่วยระมัดระวัง

นายสมเกียรติ รอดเจริญ

ให้ถอนคำว่า เลว หรือเปล่าครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ก็จะดีมากครับ

นายสมเกียรติ รอดเจริญ

ใช้คําว่า ไม่ดี แทนนะครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ท่านสมเกียรติครับ เราเสียเวลานะครับ เราใช้เวลากระชับดีกว่านะครับ

นายสมเกียรติ รอดเจริญ 🔗

ครับ ก็ต่อไปก็คงเปึนมาตรา ๔๔ นะครับ มาตรา ๔๔ เขาบอกว่าอย่างนี้ครับ เขาต้องการการคุ้มครองสุขภาพความปลอดภัยและ สิ่งแวดล้อมในสถานประกอบการ มาตรา ๔๔ ชัดเจน ในนี้มีชัดเจนครับ มาตรา ๔๔ ของเราบอกไว้อย่างนี้ครับ บุคคลย่อมมีสิทธิในการรับหลักประกันในความปลอดภัย และสวัสดิภาพในการทำงาน รวมทั้งหลักประกันในการดำรงชีพทั้งในระหว่างการทำงาน และเพื่อพ้นภาวะการทำงาน ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ ก็แสดงว่าตามมาตรา ๔๔ ที่เขาร้องเรียนมาอีกประเด็นหนึ่งนี่บรรจุให้เขาเรียบร้อยแล้วนะครับ มาตราต่อไปครับ ที่ค่อนข้างที่จะดูแล้วว่าเปึนสิ่งที่มันจะต้องพูดกันในรายละเอียดเยอะ รายละเอียดเยอะ ก็มาตรา ๔๙ ซึ่งเปึ้นระบบการศึกษา ในนี้เขาบอกไว้อย่างนี้ครับ มาตรา ๔๙ เขาต้องการ อย่างนี้ครับ ประชาชนมีสิทธิเสมอภาคทางการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อันนี้เดี๋ยวคง จะต้องมีผู้อภิปรายคนอื่นคงจะอภิปรายในรายละเอียดได้ดีกว่าผม แต่ตรงนี้มาตรา ๔๙ บรรจุไว้เรียบร้อยแล้วนะครับว่า ๑๒ ป้ ฟรีแน่นอนนะครับ ไปมาตรา ๔๙ เสร็จ ไปมาตรา ๖๓ มาตรา ๖๔ มาตรา ๖๓ มาตรา ๖๔ เข้าขอไว้อย่างไรครับ มาตรา ๖๔ รัฐต้องส่งเสริมสนับสนุนการรวมตัวประชาชน สิทธิในการรวมตัวเปึ้นสหภาพแรงงาน และจะต้องได้รับการคุ้มครองโดยรัฐ การคุ้มครองสิทธิในการชุมนุมโดยสงบ โดยปราศจากอาวุธ เรามีเรียบร้อยหมดแล้วนะครับ มาตรา ๖๓ มาตรา ๖๔ เขาบอกไว้ อย่างนี้ครับ บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ อ้าว ตรงเป็ะเลยนะครับ มาตรา ๖๔ บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการรวมตัวกันเปึนสมาคม สหภาพ สหพันธ์ สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร องค์กรเอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน หรือหมู่ คณะอื่น ข้าราชการก็รวมตัวเปึนสหภาพได้นะครับ โดยรวมตัวต้องไม่กระทบสิทธิในการ บริหารราชการแผ่นดินนะครับ การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งและวรรคสองกระทำมิได้ อันนี้ชัดเจนนะครับ การรวมตัวมีแล้วนะครับ ตามที่เขาร้องขอมา มาตรา ๖๓ ๖๔ เสร็จไป จากมาตรา ๖๓ ๖๔ ออกมามาตรา ๘๔ (๑) มาตรา ๘๔ (๑) มาตรา ๘๔ (๗) มาตรา ๘๔ (๑๑) นะครับ เขาบอกไว้ว่า รัฐต้องส่งเสริมระบบเศรษฐกิจที่สามารถสร้างความเปึนธรรม ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย มาตรา ๘๔ (๑) นะครับ มาตรา ๘๔ (๗) นะครับ การคุ้มครอง แรงงานและจัดระบบแรงงานสัมพันธ์นะครับ มาตรา ๘๔ (๑๑) การส่งเสริมคุ้มครอง กิจการรัฐวิสาหกิจที่มีความจำเปึนต่อความมั่นคงของชาติและความเปึนธรรม แก่ประชาชน ทั้ง ๓ ข้อนี่เขาเรียกร้องมาเปึนข้อที่ ๑๐ ข้อที่ ๑๑ ข้อที่ ๑๒ แต่มันบังเอิญไปตรงอยู่ที่ มาตรา ๘๔ (๑) (๗) (๑๑) นะครับ ผมขออนุญาตนําเรียนนิดหนึ่งครับ มาตรา ๘๔ เขาบอกอย่างนี้ครับ รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านเศรษฐกิจดังต่อไปนี้ (๑) สนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรีและเปึนธรรม โดยอาศัยกลไกตลาดและสนับสนุน ให้มีการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนนะครับ นี่ตรงตามที่เข้าร้องขอมานะครับ มาตรา ๘๔ (๗) เกี่ยวกับด้านสวัสดิภาพ สวัสดิการสังคมของเขานะครับ ส่งเสริมให้ประชาชน ประชากรวัยทำงานมีงานทำ คุ้มครองแรงงานเด็กและสตรี จัดระบบแรงงานสัมพันธ์ และ ระบบไตรภาคีที่ผู้ทำงานมีสิทธิเลือกผู้แทนของตน จัดระบบประกันสังคม รวมทั้งคุ้มครอง ให้ผู้ทำงานมีคุณค่าอย่างเดียวกัน ได้รับค่าตอบแทน สิทธิประโยชน์และสวัสดิการ ที่เปึนธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ คำว่า มีคุณค่าอย่างเดียวกัน หมายถึงอย่างไรครับ คุณค่า อย่างเดียวกัน ผู้หญิงกับผู้ชาย โดยปกติสมัยก่อนนายจ้างจะบอกว่า ขีดความสามารถ มันจะไม่เท่ากัน ทำงานอย่างเดียวกันค่าแรงไม่เท่ากัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เขาเจ็บปวดมานานนี่ เขาร้องขอครับ เที่ยวนี้เขาได้แล้ว เขาพอใจมากนะครับอันนี้ ต่อไปนะครับก็คงจะเปึน มาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๐๑ ที่ผ่านมา ที่ท่านไพโรจน์ได้ตอบแล้วก็คือ กรณีเขาอยาก ที่จะให้วุฒิสมาชิกนี่ไม่จํากัดเรื่องวุฒิการศึกษา ท่านตอบเมื่อกี้ละเอียดแล้วครับ ต้องกราบขอบพระคุณนะครับ ส่วน ส.ส. เขาได้แล้วเรียบร้อยนะครับ มาตรา ๑๖๓ ๑๖๔ เขาว่าอย่างนี้ครับ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคน มีสิทธิเข้าร้องขอต่อ ประธานสภา เพื่อให้สภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติตามที่กำหนดไว้นะครับ เขาร้อง ขอมาอย่างไรครับ เขาร้องขอมาอย่างนี้ครับท่าน ประชาชนจำนวนไม่น้อยกว่า ๑๐,๐๐๐ คน สามารถเข้าชื่อกันเสนอกฎหมายได้ นี่ข้อเสนอข้อที่ ๓ ของเขา ผมก็เลย บอกว่า ถ้าเผื่อมา ๑๖๓ แล้วมันเกี่ยวข้องกับ ๑๐,๐๐๐ คน ก็เลยแถมไว้ให้อีกครับ ๑๖๔ ๒๐,๐๐๐ คน นะครับ ถอดถอนได้อีก แถมไปอีกนิดครับ ๕๐,๐๐๐ คน แก้รัฐธรรมนูญได้นะครับ แล้วก็โดยเฉพาะมาตรา ๒๙๑ (๑) นะครับ บอก หนึ่งในห้า ของ สส. และ หนึ่งในห้าของ สส. บวก สว. ก็ถอดถอนได้อีกเหมือนกันครับ และก็ดำเนินการ แก้รัฐธรรมนูญได้เหมือนกันนะครับ ลักษณะอย่างนี้เปึนต้น ในกรณีที่ผมนำเสนอมาจนถึง ข้อสุดท้ายที่เขานำเสนอมานะครับ ข้อ ๒๙๑ ก็เปึ้นที่พออกพอใจ แต่มีส่วนที่เขาไม่พอใจ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ขอบพระคุณครับ ก็ที่อยากฟังชัด ๆ ก็ประโยคสุดท้ายนี่ล่ะครับ อาจารย์พิสิฐ แล้วก็ อาจารย์เจิมศักดิ์นะครับ ช่วยกระชับกันแล้วกันนะครับ เอาเข้าใจง่าย ๆ นะครับ เชิญครับ

นายพิสิฐ ลี้อาธรรม 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม ครับ ผมเปึนกรรมาธิการยกร่าง และเปึนสมาชิก สสร. รวมทั้งเปึนโฆษกของ กรรมาธิการยกร่างด้วยครับ ที่ผมขออนุญาตที่จะพูดในวันสุดท้ายของการที่เราจะต้อง ประชุมเพื่อที่จะมีการลงประชามติกันในวันพรุ่งนี้ ก็เนื่องจากกระผมเองได้เล็งเห็นว่า ที่ผ่านมานั้นมีความเคลื่อนไหวบางประการ ที่ถ้าหากไม่ได้มีโอกาสได้นำไปชี้แจง ให้ประชาชนได้รับทราบนี่ ก็อาจจะเปึนการเสียโอกาสโดยใช่เหตุนะครับ เพราะฉะนั้น ผมจึงขอที่จะใช้เวลาไม่มากนักที่จะเล่าถึงประสบการณ์ในความเห็นของกระผมเกี่ยวกับ เรื่องของการร่างรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับเรื่องของประเด็นบางประเด็นที่จะชี้ให้เห็นว่า ถ้าประชาชนจะได้รับร่างฉบับนี้นะครับ ที่ สสร. ได้ทำขึ้นมา เทียบกับการที่ไม่รับร่างฉบับนี้ หรือว่าไปรับร่างฉบับอื่น เช่น ฉบับป้ ๒๕๔๐ หรือฉบับอื่นใดก็แล้วแต่นี่ ความแตกต่าง จะเปึนอย่างไรนะครับ ก่อนอื่นกระผมก็จะขออนุญาตที่จะเรียนว่า ฉบับป้ ๒๕๕๐ ที่ สสร. ชุดนี้ โดยเฉพาะกรรมาธิการยกร่างได้ดำเนินการมาเปึนเวลาครบถ้วน ๑๘๐ วัน ตามกําหนดของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๙ นั้น เราไม่ได้ทําโดยลําพัง ที่ผ่านมา นั้นคณะกรรมาธิการยกร่างได้พยายามที่จะรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน โดยมี สสร. อีกสามในสี่ ก็คือ ๗๕ ท่านนี่นะครับ ที่ไปออกสู่สนามในที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย ร่วมพันเวทีด้วยกันนะครับ แม้กระทั่งกรรมาธิการยกร่างเองที่ประชุมร่วมกันมาก็ยังต้องไป ออกพบปะประชาชนในช่วงที่มีการรับฟังความคิดเห็น จนกระทั่งร่างแรกออกมาเมื่อเดือน เมษายน นะครับ จากนั้นมาก็ได้มีการปรับปรุงร่างแรกในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน มีการประชุมใน สสร. ของเราเกือบทั้งเดือน จนกระทั่งได้เสร็จสิ้น แล้วก็ออกมาเปึน ร่างฉบับสุดท้ายเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ทั้งหมดนี้ที่จะขอต่อกย้ำก็คือว่า ร่างที่ออกมานั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงของ สสร. หรือกรรมาธิการยกร่างเท่านั้น แต่เปึ้นผลพวง มาจากความคิดเห็นของประชาชนทั่วทั้งประเทศ จากเวทีต่าง ๆ ที่ได้ส่งเข้ามาเปึนหลักนะครับ เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ได้ถือเอาความคิดเห็นส่วนตัว หรือความรู้ส่วนตัวของเราเปึนหลัก นะครับ เราได้พยายามที่จะผสมผสานความเห็นต่าง ๆ ซึ่งแน่นอนหลายประการด้วยกัน ก็ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เนื่องจากความเห็นส่วนใหญ่เปึนอย่างนั้น ก็ต้อง เปึนไปตามนั้น หลายประการก็มีการยกมือกัน แล้วก็อาจจะมีความเห็นที่แตกต่างกัน อย่างเฉียดฉิว ก็คือหมายถึงว่า ขณะนี้ออกมาก็อาจจะเฉียดฉิวนะครับ เมื่อเสียงส่วนใหญ่ ออกมาอย่างไรนี่ ไม่ว่าจะในเวทีของกรรมาธิการยกร่างก็ดี หรือใน สสร. แห่งนี้ก็ดี เราก็รับ มติเสียงส่วนใหญ่ว่า ถือว่าเปึนสิ่งที่ดีที่สุดที่ได้เกิดขึ้น ในร่างชุดที่เรานำเสนอในป้ ๒๕๕๐ นี้มีสิ่งใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งในรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ แม้กระทั่ง ป้ ๒๕๔๐ ไม่ได้มีบัญญัติ ไว้ชัดเจน ก็คือเรื่องของหมวดการเงิน การคลังและงบประมาณ ซึ่งเปึนหมวดที่ ๘ และ ในเรื่องของจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งการเมือง ซึ่งเปึนหมวด ๑๓ ซึ่งผมเชื่อว่าพี่น้อง ประชาชนทางบ้านที่ได้รับเอกสารฉบับสีเหลือง ซึ่งเราได้แจกจ่ายไปทั้งหมด ๑๙ ล้านฉบับ นี่นะครับ คงจะสามารถเป่ดอ่านได้ อันนี้จะเปึนความแตกต่างที่สําคัญจากรัฐธรรมนูญ ป้ก่อน ๆ โดยเฉพาะป้ ๒๕๔๐ ที่ไม่ได้มีบัญญัติเรื่องเกี่ยวกับวินัยการเงิน การคลังไว้ ที่ไม่ได้บัญญัติเกี่ยวกับเรื่องจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองเอาไว้ และผมก็เห็นว่า ความวุ่นวายของบ้านเมืองที่ได้เกิดขึ้นในช่วง ๒ ป้ที่ผ่านมานี้นะครับ เหตุผลหลักเลยก็คือ เกิดจากความไม่มีจริยธรรมที่เหมาะสมของนักการเมืองบางท่านนะครับ แล้วก็ได้มีการ ใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ของกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้มีการระบุในเรื่องของวินัย การเงิน การคลังไว้อย่างชัดเจนนะครับ ถึงแม้ว่าในเวทีของการนำเสนองบประมาณ แผ่นดินประจำป้จะมีการต่อกย้ำถึงการมีวินัยการคลังก็ตาม แต่เมื่อออกจากสภาไปแล้วนี่รัฐบาลท่านก็สามารถที่จะใช้วิธีการต่าง ๆ เอาเงิน นอกงบประมาณทุกรูปแบบมาใช้ รวมไปถึงการทำงานบางประเภท อย่างเช่น นำเอาเงิน จากหวยใต้ดินมาเปึนหวยบนดินแล้วก็ไปแจกจ่ายใช้ โดยที่ไม่มีใครทราบว่าได้ใช้ไปเท่าไร ใช้อย่างไร เกิดประโยชน์สักแค่ไหนนะครับ เพราะฉะนั้นในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ฉบับนี้ ของเรานี่ เราจึงได้อุดช่องโหว่ข้อนี้ไว้นะครับ เพื่อที่ว่าหากมีการนำเอาเงินนอกงบประมาณ อื่นใดมาใช้นี่ ก็จะต้องมีการนำเสนอต่อสภานะครับ อย่างน้อยประชาชนก็จะได้รับทราบ สามารถตรวจสอบได้นะครับ อันนี้คือตัวอย่างอันหนึ่งที่เปึนสาระสำคัญของความแตกต่าง ของรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๕๐ ที่เรานำเสนอในวันพรุ่งนี้ และให้ประชาชนได้พิจารณา ลงประชามตินะครับ เทียบกับฉบับก่อน ๆ ที่ไม่ได้มีการระบุสิ่งเหล่านี้เอาไว้ ขณะเดียวกัน ในเรื่องของศีลธรรมของนักการเมืองนี่นะครับ ก็ได้มีการเขียนให้เปึ้นที่แจ้งชัดว่า ผู้ดำรง ตำแหน่งการเมืองนั้นจะต้องมีการประพฤติปฏิบัติอย่างไรบ้าง โดยมีประมวลจริยธรรม ซึ่งแต่ละแห่ง แต่ละที่จะต้องมีการบัญญัติขึ้นมา แล้วก็มีผู้ตรวจการรัฐสภาทําหน้าที่ ในการดูแล และถ้าหากมีผู้ดำรงตําแหน่งการเมืองท่านใดทําผิดจริยธรรม ก็จะถือว่า มีความผิดเสมือนหนึ่งผิดวินัยนะครับ แล้วก็อาจจะต้องมีผลต่อตำแหน่งหน้าที่ของเขาได้ นะครับ ซึ่งสิ่งนี้ผมคิดว่า เปึนสิ่งที่พี่น้องประชาชนพึงจะได้ประจักษ์ว่า เปึนความแตกต่าง ที่ชัดเจนระหว่างฉบับที่เรานำเสนอกับฉบับก่อน ๆ เพราะฉะนั้นหากพี่น้องประชาชนจะ ไม่รับร่างฉบับนี้ เราจะหวังได้อย่างไรว่านักการเมืองจะมีหลักในเรื่องของจริยธรรม หรือแม้กระทั่งในเรื่องของการเงิน การคลังนี่ ถ้าหากไม่ได้มีบรรจุไว้ เขาก็จะสามารถ ใช้จ่ายเงินโดยไม่มีข้อบเขต โดยเฉพาะในส่วนที่เปึ้นเงินนอกงบประมาณนะครับ ซึ่งเรื่องนี้ ผมก็ขออนุญาตชี้แจงเพียงสั้น ๆ ในช่วงที่ผ่านมานั้น ในระหว่างที่เรากำลังเผยแพร่เนื้อหา ของร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ อยู่นี้นะครับ ก็ได้เกิดมีการให้ข้อมูลต่าง ๆ นานาที่ไม่ค่อย ถูกต้องนะครับ ซึ่งเพื่อนกรรมาธิการหลายท่านก็ได้ชี้แจงไปแล้ว แต่กระผมขออนุญาต ยกมาประเด็นหนึ่ง ก็คือได้มีเอกสารพูดถึงเรื่องของงบประมาณทหารนะครับ โดยบอกว่า งบประมาณทหารในป้ ๒๕๕๑ ซึ่งเปึนงบประมาณที่รัฐบาลปัจจุบันได้นำเสนอนะครับ มีจำนวนเพิ่มขึ้นนะครับ มีจำนวนถึง ๒ แสนกว่าล้าน แล้วก็บอกด้วยว่ายุทธศาสตร์ ความยากจนที่รัฐบาลชุดปัจจุบันนี่ได้รับเพียง ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านนะครับ แล้วก็พูด ในทํานองที่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ เปึ้นการสนับสนุนงบประมาณ ป้ ๒๕๕๑ ซึ่งให้ งบทหารมากกว่างบความยากจน ประเด็นนี้ผมขออนุญาตชี้แจงนะครับว่า การนำเสนอ งบประมาณ ป้ ๒๕๕๑ ของรัฐบาลชุดปัจจุบันนั้นนี่ ท่านนำเสนอตามกรอบของ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๙ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๑ นะครับ ป้ ๒๕๕๑ ยังไม่มีผลในทางปฏิบัติ ยังอยู่ในการพิจารณาของพี่น้องประชาชนที่จะมีการลงประชามติ ในวันพรุ่งนี้ แต่งบประมาณป้ ๒๕๕๑ นี้นี่รัฐบาลท่านได้นําเสนอเข้าสู่การประชุมของ สนช. มาแล้ว ตั้งแต่เมื่อเดือนมิถุนายน นะครับ และขณะนี้ก็อยู่ในขบวนการของการดูแล ของคณะกรรมาธิการงบประมาณ เพราะฉะนั้นตัวเลขต่าง ๆ ที่จะมีมากมีน้อยนี่ เปึ้นดุลพินิจของรัฐบาลชุดปัจจุบันนะครับ การที่จะเอาเรื่องของตัวเลขการจัดสรร งบประมาณ ป้ ๒๕๕๑ ซึ่งเปึนข้อมูลที่นำเสนอในรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ไม่ได้เกี่ยวกับ รัฐธรรมนูญป้ที่เรากําลังนําเสนอนี้นะครับ มาปะปนกันนี่ แสดงถึงความพยายามที่จะ นำเอา ๒ เรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกันมาปะปีนกัน ขณะเดียวกันผมก็ขออนุญาตชี้แจงว่า การที่ สสร. ชุดนี้ต้องบัญญัติในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณให้แก่ทหารว่า ต้องมี ยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัยจำเปึนและเพียงพอแล้วนี่ คำพูดเหล่านี้ก็เปึน คําพูดที่ผมเห็นว่าก็ไม่ผิดพลาดนะครับ เปึนคําพูดที่ถูกต้อง เหมาะสม ประเทศใด ๆ ก็แล้วแต่ ก็ต้องพยายามดูแลให้ประเทศของตนนั้นมีระบบของการปัองกันประเทศ ที่ทันสมัย และจําเปึน และเพียงพอ ผมถือว่าถ้อยคําที่เราใส่ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ที่นําเสนอในวันพรุ่งนี้นะครับ เปึนคํากลาง ๆ ที่ให้รัฐบาลในอนาคตนี่ได้ใช้ดุลพินิจในการ จัดสรรงบประมาณ จึงไม่เกี่ยวกับตัวเลขที่มีการนำเอาใบปลิวมาแจกว่า ทำให้เกิดการ จัดสรรงบทหารนี่มากเกินขอบเขตนะครับ ขณะเดียวกันก็ขอกราบเรียนว่า ตัวเลข ๒ แสนกว่าล้านดูเหมือนจะมากก็จริง แต่พี่น้อง ทางบ้านต้องเปรียบเทียบ ๒ แสนกว่าล้านที่ทางทหารได้รับกับงบประมาณทั้งประเทศ นะครับ ซึ่งมีอยู่กว่า ๑.๖ ล้านล้านบาท นะครับ เพราะฉะนั้นก็มีเพียงประมาณสิบกว่า เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง แล้วก็เปึนอัตราที่เปึนปกติวิสัยที่เปึนมาทุกป้นะครับ ที่งบทหาร ก็จะมีประมาณหนึ่งในห้า หนึ่งในหก มาโดยตลอดนะครับ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ ผมก็ขออนุญาตเรียนชี้แจง เพราะว่ามิฉะนั้นแล้วก็จะเกิดความไขว้เขวในส่วนนั้นนะครับ ยังมีอีก ๒ ประเด็นที่ผมขออนุญาตชี้แจงเพิ่มเติมนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ แรงงานที่เพื่อน สสร. ของกระผม คุณสมเกียรติได้ชี้แจงไปแล้ว ในเรื่องเกี่ยวกับแรงงานว่า มาตรา ๘๔ (๗) นี่ ได้มีการพูดถึงเรื่องของพี่น้องแรงงานนะครับว่า ให้ได้รับสวัสดิการ ให้ได้รับความเปึ้นธรรม และไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ผมขอกล่าวย้ำนะครับว่า ในขณะนี้นี่ ในประเทศของเราเกิดปัญหาในเรื่องของแรงงานขึ้นมาว่า มีแรงงานประเภทหนึ่งที่มีการ เข้ามาทำงานในลักษณะของ เรียกกันว่า เอาต์ซอร์ส (Outsource) หรือเหมาช่วงนะครับ แม้กระทั่งคนขับรถของผมเองก็อยู่ในขอบข่ายส่วนนี้ คนกลุ่มนี้เปึนกลุ่มที่ น่าสงสาร เพราะว่าเมื่อถูกนำเข้ามาทำงานนี่ งานที่ทำก็เปึนลักษณะเดียวกับลูกจ้าง ปกติที่เขามีอยู่ แต่อาจจะไม่ได้สวัสดิการ ไม่ได้ค่าจ้าง ไม่ได้ผลตอบแทนเท่าเทียม กับคนงานปกติ จะถูกเลิกจ้างเมื่อไรก็ถูกเลิกจ้างได้ทันทีนะครับ ซึ่งประเด็นนี้นะครับ ก็กลายเปึนช่องโหว่ทางกฎหมายแรงงาน ที่เป่ดช่องให้ผู้จ้างนี่นะครับ ซึ่งมักจะเปึน นักลงทุนต่างประเทศนี่ อาศัยการจ้างเหมาช่วง หรือเอาต์ซอร์สนี่นะครับ ใช้แรงงานไทย ในลักษณะที่ว่านี้ พอไม่ต้องการก็โละทิ้งได้โดยง่ายโดยที่ไม่ต้องมีการจ่ายค่าชดเชย ประการใด เพราะถือว่าเปึนการจ้างเหมาช่วง แต่ว่ามาตรา ๘๔ (๗) ของรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้นะครับ ได้ดูแลพี่น้องแรงงานส่วนนี้นะครับ ซึ่งมีจำนวนเปึ้นแสน ๆ คน ที่ถูกจ้าง เข้ามาในลักษณะเหมาช่วงนะครับ ไม่ได้เปึ้นพนักงานปกติ แต่ทำงานในลักษณะเดียวกับ พนักงานปกติ แต่กลับไม่ได้รับความเปึนธรรม ถูกเลือกปฏิบัติ ไม่ได้รับสวัสดิการ หรือแม้กระทั่งไม่ได้รับการขึ้นเงินเดือนประจำป้ เปึนต้น จากนี้ไปนะครับ หากรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๕๐ ของเรา ได้รับการผ่านการรับรองจากพี่น้องในวันพรุ่งนี้ เพื่อนผู้ใช้แรงงานที่ ทำงานในลักษณะเหมาช่วงเหล่านี้นี่นะครับ ก็จะสามารถที่จะอ้างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า ตนเองถูกเลือกปฏิบัติมิได้ เปึนการขัดรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นนายจ้างทุกรายจะต้องให้ ความเท่าเทียมกันแก่ลูกจ้างที่ต้นเองจ้างเข้ามา ไม่ว่าจะเปึนการจ้างโดยลักษณะเหมาช่วง หรือเปึนการจ้างโดยลักษณะของลูกจ้างโดยตรง ให้ได้ค่าจ้างและสวัสดิการที่เท่าเทียมกัน อันนี้ก็ขออนุญาตที่จะชี้แจงเพิ่มเติม ขณะเดียวกัน อีกประเด็นหนึ่งที่มีการโต้แย้งกันมาก ก็คือ เรื่องของ สว. มีการกล่าวหากันว่า สว. สรรหานั้นนี่ เปึนอํามาตยาธิปไตย เพราะเปึน การให้อํานาจกับผู้สรรหา ก็คือ ฝ์ายของตุลาการเปึ้นผู้เลือกเข้ามานะครับ ซึ่งตรงนี้ ผมขออนุญาตชี้แจงเพิ่มเติมจากเพื่อนกรรมาธิการที่เมื่อสักครู่ได้กล่าวชี้แจงไปแล้ว นะครับว่า ประเด็นนี้นี่นะครับ ในขั้นของกรรมาธิการยกร่างนี่ เราได้มีการพิจารณากัน อย่างค่อนข้างที่จะลึกซึ้งพอสมควร โดยเริ่มจากความคิดที่ว่า ควรจะมี สว. หรือไม่นะครับ เพราะ สว. ที่ผ่านมานั้นนี่ มักจะมีปัญหาต่าง ๆ นานา ที่ทำให้เรานี่เกิดความรู้สึกว่า สว. อาจจะไม่เปึนประโยชน์นักนะครับ ควรจะเลิกเสียดีกว่าไหมนะครับ ยิ่งถ้าให้มีการ เลือกตั้งแล้วนี่ ก็จะมีการใช้ฐานเสียงฐานเดียวกัน ผู้ที่มาเปึน สว. ก็มักจะเปึนเครือข่าย เดียวกับเครือข่ายของผู้มาเปึน สส. เปึนต้น เพราะฉะนั้นความเปึนกลางของ สว. นั้นนี่ ก็เปึนสิ่งที่เราก็ไม่ค่อยมั่นใจเท่าไรว่า จะมีความเปึนกลางได้จริงหรือเปล่าอย่างที่เรา ต้องการ เพราะเราต้องการ สว. ที่เปึนกลาง แล้วก็ไม่ฝักใฝ์การเมืองนะครับ สุดท้ายเราก็มี ข้อสรุปว่า สว. ควรต้องมี เนื่องจากจะได้ช่วยกลั่นกรองกฎหมายให้กฎหมายนั้นนี่มีความ รอบคอบมากขึ้น หากให้มีสภาเดียว คือ สภาผู้แทนนี่ กฎหมายก็อาจจะผ่านได้โดยง่าย และก็ทําให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติ เพราะฉะนั้น เราจึงเห็นว่าควรจะต้องมี สว. เมื่อต้องมี สว. นะครับ ก็จะต้องมาดูต่อว่าควรจะเปึน สว. โดยวิธีไหน ถ้าเปึนแบบแต่งตั้งอย่างเมื่อก่อนก็คงจะไม่เหมาะสม เพราะว่ากลายเปึน เครื่องมือของผู้แต่งตั้งไป ถ้าเปึนระบบเลือกตั้ง ก็จะเกิดพฤติกรรมอย่างที่เราเห็นกันมา ใน ๒ ครั้งที่ผ่านมานะครับ ก็ทําให้เราก็เห็นประโยชน์น้อยมากกับการมี สว. ถึงขั้นที่ว่า สว. บางท่านมีความคิดว่าควรจะเลิกเสียดีกว่านะครับ สุดท้ายเมื่อเรายังคิดว่าต้องมีนี่ ก็เลยต้องหาทางออกโดยให้ครึ่งหนึ่งมาจากการเลือกตั้ง ทุกจังหวัดนี่เลือกได้ ๑ คน ๗๖ จังหวัด ก็จะมี ๗๖ คน อย่างน้อยก็มี สว. เลือกตั้งอย่างที่เราต้องการ ขณะเดียวกัน ก็มี สว. สรรหาที่สรรหาจากอาชีพต่าง ๆ นะครับ เช่น จากเกษตรกร จากผู้ใช้แรงงาน จากนักบัญชี จากนักกฎหมายเหล่านี้เปึนต้น ซึ่งท่านเหล่านั้นนี่ถ้าให้ไปสู้กัน ในสนามเลือกตั้งนี่ รับรองแพ้นักเลือกตั้งหลาย ๆ ฝ์ายที่สามารถเข้ามาโดยอาศัยฐานเสียง ที่เขามีอยู่แล้ว ซึ่งมักอาจจะเปึนผู้ที่ใกล้ชิดกับนักการเมือง หรือผู้ที่ใกล้ชิดกับผู้รับเหมา เปึ้นต้น เพราะฉะนั้นระบบสรรหาที่เราพึงประสงค์ที่อยากได้ในงวดนี้นะครับ เราอยากได้ จากหลากหลายอาชีพ เราหวังว่าผู้ที่เปึนเกษตรกรนี่จะได้มีโอกาสมาเปึน สว. อย่างแท้จริง นะครับ เพราะที่ผ่านมานั้นผู้ที่เปึนเกษตรกรโอกาสที่เปึน สว. อย่างแท้จริงนี่เปึนไปได้ ยากมาก หรืออาชีพต่าง ๆ หลายอาชีพ ซึ่งควรจะมีโอกาสเข้ามาอยู่ในสภาแห่งนี้ทำหน้าที่ เปึ้นปากเปึ้นเสียงในการดูแลออกกฎหมาย ในการที่จะตั้งกระทู้ถามรัฐบาลในการที่จะ ถอดถอนนักการเมือง หรือในการที่จะมีการให้ความเห็นชอบแก่การแต่งตั้งกรรมการ องค์กรอิสระนะครับ อํานาจเหล่านี้จริง ๆ เปึนอํานาจที่น้อยกว่าการเปึน สส. เพราะไม่มี อํานาจในการเข้าไปบริหารประเทศนะครับ หรือเข้าไปล้มรัฐบาล หรือตั้งรัฐบาลนะครับ แต่เปึนการทํางานในลักษณะที่เปึนการใช้วุฒิ ใช้ความรู้ ใช้ประสบการณ์ที่ท่านมีอยู่นี่ มาช่วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากหลากหลายอาชีพ เพราะฉะนั้นผมจึงขอเรียนยืนยันว่า ระบบสรรหาที่เรานำมาใช้ในงวดนี้นะครับ จึงเปึ้นระบบที่น่าจะเป่ดทางให้ทุกอาชีพ นะครับที่มีอยู่ในประเทศไทยนี่ ได้มีโอกาสเข้ามาร่วมมือกันทํางานเพื่อประโยชน์ของ บ้านเมืองต่อไปนะครับ เพราะฉะนั้นประเด็นที่มีการหยิบยกขึ้นมาเมื่อสักครู่นะครับ ผมก็ขอยกขึ้นมาเพื่อเปึนตัวอย่างของหลาย ๆ เรื่องนะครับ ซึ่งเพื่อนสมาชิกของกระผม ได้ชี้แจงไปแล้วว่า ได้เกิดข้อคำถามในสังคมว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เปึ้นประโยชน์ จริงหรือไม่นะครับ ก็ขออนุญาตเรียนชี้แจงว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เราได้มีการคิด มีการ พิจารณาอย่างรอบคอบเปึ้นเวลาร่วม ๑๘๐ วันด้วยกันนะครับ ไม่ใช่สิ่งที่เราจะนั่งเทียน แล้วก็เขียนกันชั่วครั้งชั่วคราวแล้วก็เอามาประกาศใช้ เหมือนอย่างที่มีการคิดอ่านกันว่า หากฉบับนี้ไม่ผ่านแล้วนี่ก็เอาฉบับไหนก็ได้ แล้วก็มาแก้ไข แล้วก็ประกาศใช้ได้ อย่างรวดเร็วนะครับ ซึ่งผมคิดว่า ถ้าเปึนอย่างนั้นนี่มันจะเกิดผลเสียหายอย่างใหญ่หลวง ต่อประเทศ เพราะว่า ถ้าหากไม่มีความชัดเจนว่าจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ออกมาหน้าตา อย่างไรนะครับ สุดแท้แต่ผู้มีอํานาจจะเอาหมึก เอาปากกามากาออก แล้วก็ถึงเวลา ก็ประกาศใช้เลยนี่ ความชัดเจนว่า ระบบต่าง ๆ ของเศรษฐกิจ ของสังคม หรือ ของการเมืองเปึนอย่างไรนั้นนี่ ถ้าไม่มีความชัดเจนเหล่านี้นี่ ผลเสียหายต่อเศรษฐกิจ ก็จะมีอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อผู้ลงทุน ต่อผู้ประกอบการต่าง ๆ ที่ ๓ ป้มานี้ก็ได้รับ ความเสียหาย ได้รับผลกระทบมามากพอสมควรแล้วจากเรื่องต่าง ๆ นะครับ ถ้าจะต้อง รอไปอีก แม้กระทั่งวันเดียวก็ถือว่ามากเกินไปแล้วนะครับ เพราะว่าเพื่อนบ้านเรานั้นนี่ ทุกวันนี้เขาก็มีความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้น ที่สูงขึ้นนะครับ แล้วก็สามารถที่จะดึง เอางาน ดึงเอาสินค้าที่เราจะขายได้นี่ก็ไปผลิตที่อื่นเสีย เพราะฉะนั้นปัญหาต่าง ๆ ที่ผมกล่าวนั้นสุดท้ายก็จะตกอยู่กับพี่น้องประชาชนในแง่ของโอกาสในการจ้างงาน โอกาส ที่จะตกงานก็อาจจะเกิดขึ้น ถ้าหากบรรยากาศในการลงทุนถัดถอย เนื่องจากบรรยากาศ ทางการเมืองเกิดความไม่แน่นอน หรือเกิดความล่าช้าต่อไปอีก นี่คือความเสียหายหลัก ๆ ที่ผมขออนุญาตที่จะกล่าวชี้แจงเพียงเท่านี้นะครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ

นายพิสิฐ ลี้อาธรรม

สุดท้ายนี้กระผมก็ขออนุญาตที่จะเรียนยืนยันกับ พี่น้องประชาชนนะครับว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้แน่นอนนะครับ พวกเราทุกคนได้ใช้ความ พยายามอย่างเต็มที่ในการที่จะร่างให้ดีที่สุดนะครับ แต่เราก็ไม่ถือว่าเราเปึนผู้วิเศษที่จะ ทําแล้วก็ไม่มีใครจะมาแก้ได้นะครับ ต้องรออีกหลาย ๆ ป้ถึงจะแก้ได้

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ

นายพิสิฐ ลี้อาธรรม

เราถือหลักนะครับว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถ้ามีข้อแก้ไข อื่นใดในอนาคต กลไกการแก้ไขก็มีอยู่ แล้วก็ผมเชื่อว่า เราก็เชื่อมั่นในระบบของประชาชน ว่า จะช่วยกันสอดส่องให้การแก้ไขนั้นเปึนประโยชน์ต่อไปได้อีกด้วยครับ ขอขอบพระคุณ มากครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ขอบพระคุณครับ ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ครับ เชิญครับ

รองศาสตราจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง 🔗

ท่านประธานครับ ผม เจิมศักดิ์ ป่ืนท้อง ครับ ท่านประธานครับ เรื่องรัฐธรรมนูญ จริง ๆ แล้วเปึนเรื่องของกติกาสังคม เปึ้นเรื่องของการจัดสรรอํานาจ จัดสรรผลประโยชน์ในบ้านเมือง ผมคิดว่า ถ้าเราจะทํา ความเข้าใจกันคงจะต้องดูในเชิงประวัติศาสตร์ถึงจะเข้าใจ ประวัติศาสตร์ชาติไทย อำนาจอยู่ที่สถาบันพระมหากษัตริย์ และหลัง ๒๔๗๕ อำนาจบางส่วนได้ถูกแบ่งออกมา แต่ไปไม่ถึงประชาชน แต่ไปอยู่ที่ขุนนางราชการ หลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ป้ ๒๕๑๖ อํานาจได้ถูกแบ่งถัดมาอีกส่วนหนึ่ง มาอยู่ที่รัฐสภา หากอํานาจนั้นผ่านการทํางานของ พรรคการเมือง แล้วก็มีธุรกิจแอบอยู่หนุนหลังพรรคการเมือง ท่านประธานครับ ๑๑ ตุลาคม ป้ ๒๕๔๐ เรามีรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เกิดขึ้นมา ด้วยความมุ่งหวังว่า เราอยากจะมีการปฏิรูปการเมือง แต่ว่าพอมาถึงป้ ๒๕๔๔ ธุรกิจผูกขาดเกิดความมั่นใจ ในตัวเองได้รวมตัวกันเข้าไปแทรกแซง หรือเข้าไปทำงานในพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง แล้วก็ในที่สุดได้มีการยึดอํานาจรัฐ ยึดอํานาจโดยผูกขาดรัฐสภา ท่านประธานครับ หลังจากที่รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ได้ใช้มา พอถึงป้ ๒๕๔๔ เราประสบปัญหาอย่าง หนักหน่วง ผมเองอยู่ในสภาแห่งนี้ ท่านประธานก็อยู่ในสภาแห่งนี้ คงจะทราบดีว่า เมื่อประชาชนเลือก สส. เข้ามา แล้ว สส. ก็เลือกจำนวนคนจำนวนหนึ่งไปเปึนฝ์ายบริหาร แต่ฝ์ายบริหารครอบงำ สส. ได้ เพราะกติกาบอกว่า สส. จะต้องมีจำนวนถึง ๒๐๐ คน จึงสามารถที่จะตรวจสอบเป่ดอภิปรายนายกรัฐมนตรีได้ ท่านประธานครับ ปรากฏว่า ฝ์ายบริหารนอกจากครอบงำสภาล่าง ซึ่งในหลักการแล้วประชาชนเลือก สส. สส. ไปเลือก ฝ์ายบริหาร ซึ่ง สส. เปึนแม่ของฝ์ายบริหาร เปึนตัวหลัก สภานิติบัญญัติเปึนตัวหลัก เมื่อฝ์ายบริหารไปทำงาน ฝ์ายนิติบัญญัติต้องควบคุมได้ แต่นี่กลายเปึนฝ์ายนิติบัญญัติ ควบคุมไม่ได้ และกลับกัน กลายเปึนฝ์ายบริหารควบคุมฝ์ายนิติบัญญัติ ท่านประธาน ครับ บ้านเมืองจึงเกิดปัญหา แล้วฝ์ายบริหารก็เข้ามาแทรกแซงวุฒิสภา หลังจากนั้น องค์กรอิสระก็ถูกแทรกแซง เราจึงมีปัญหาเรื่อง กกต. สามหน้าห้าห่วง มีปัญหาเรื่องศาล รัฐธรรมนูญ มีปัญหาเรื่อง ปปช. แอบขึ้นเงินเดือนตัวเอง ท่านประธานครับ หลังจากนั้น เมื่อเขาได้อำนาจบ้านเมืองเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จึงเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง ทำให้มียกเว้น ภาษี ๑๗,๐๐๐ ล้าน โดยใช้บีโอไอ (BOI – The Board Investment of Thailand) ให้กับ ดาวเทียม มีเอ็กซิมแบงก์ (EXIM Bank) ให้กับกิจการลูกของผู้นำพม่ามาซื้อกับลูกของ ผู้นำไทย ออกภาษีสรรพสามิตย์กเว้นภาษี เอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทของตัวเอง พอหุ้น ราคาสูงเตรียมจะขาย ก็ขอแก้กฎหมายในสภาให้ต่างชาติถือหุ้นได้เกิน ๒๕ เปอร์เซ็นต์ เปึ้น ๔๙ เปอร์เซ็นต์ ขายไปแล้ว ๗๓,๓๐๐ ล้าน ไม่ต้องเสียภาษี ท่านประธานครับ นั่นคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ทั้งสิ้น ผมไม่ได้ บอกว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เสียหายไปทั้งหมด แต่รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ถูกเจาะไช ถูกบิดเบือน ถูกละเว้น ไม่ได้กระทำ เราจึงมีการขับไล่ และเราก็บอกว่าบ้านเมืองนั้น นักการเมืองขาดจริยธรรม ผมเท้าความอย่างนี้ ท่านประธานยังจำได้ไหม มีผู้ที่เขียน หนังสือว่า รัฐธรรมนูญตายแล้ว อยู่นี่ รัฐธรรมนูญตายแล้ว นี่เขียนโดยคุณคณิน บุญสุวรรณ เปึ้นผู้เขียน แล้วก็ส่งมาให้ผม ผมพิมพ์ให้ เพราะว่าผมอ่านแล้ว ผมยินดีใส่ชื่อ ว่า เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง เปึนผู้รับรองผล เพราะ คณิน บุญสุวรรณ เปึนผู้ชั้นสูตรศพ เปึนการ บอกว่า รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ได้ถูกบิดเบือน และเขียนว่าอย่างนี้นะครับ เจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญถูกบิดเบือน การใช้รัฐธรรมนูญผิดประเภท ศาลรัฐธรรมนูญใช้อํานาจเกินกว่า และไม่เปึ้นไปตามรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเสมือนถูกลบทิ้งบางส่วน ท่านประธานครับ นี่เกิดขึ้นเมื่อป้ ๒๕๔๘ หนังสือเล่มนี้นี่ ผมเขียนคำนำหนังสือเล่มนี้ เปึ้นหนังสือที่คุณคณิน บุญสุวรรณ เปึนคนเขียน เมื่อป้ ๒๕๔๘ ครับ ในสมัยที่ยังมีนายก ชื่อ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร เมื่อรัฐธรรมนูญมันถูกปูัยี่ปูัยํา มันถูกฉีกไปแล้ว ตั้งแต่ ป้ ๒๕๔๘ นี่คือชันสูตรศพ ผมเปึนคนรับรองผลชันสูตร คุณคณินเปึนคนชันสูตรศพ เพราะฉะนั้นพวกเรานี่เห็นว่า ฝ์ายบริหารนี่หมดความชอบธรรม ออกมาขับไล่ แล้วก็ ไม่เกิดผล จนในที่สุดทหารเขาออกมาขับไล่ เมื่อ ๑๙ กันยา พอขับไล่เสร็จเขาก็เตรียมว่า ๑ ป้ เขาก็จะไป ก็จะต้องมีกฎหมาย มีรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะเดินต่อ ท่านประธานครับ ตอนนี้นี่จะครบป้ ท่านจำได้ไหม ๑๙ กันยา นี่จะ ๑๙ สิ่งหา เขาอยากจะไป อยากจะให้เรา นี่สร้างกติกาขึ้นเดินต่อ พวกเราก็มองว่า รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นี่มันดี ไอ้ส่วนที่ถูก บิดเบือน ถูกเจาะไช ถูกละเว้น ถูกอะไรที่ทำไม่ดี เราก็แก้ไขใหม่ ให้เปึ้นไปตามผลชั้นสูตร โดย คุณคณิน บุญสุวรรณ นี่ ท่านประธานครับ นี่คือสิ่งที่เราทำทั้งหมด เพราะฉะนั้น ถ้ารัฐธรรมนูญวันพรุ่งนี้ผ่าน เราจะชัดเจน ว่าเราจะมีเดตไลน์ (Dateline) แน่นอนว่า บ้านเมืองจะเริ่มต้นใหม่เมื่อไร เราจะเลือกตั้งประมาณปลายเดือนธันว่า เราจะมี รัฐบาลใหม่มกราหรือต้นกุมภา เราจะรู้ว่า สนช. จะไป ครม. ยุค พลเอก สุรยุทธ์ จะไป คมช. จะไป เราจะได้เดินหน้า แต่ท่านประธานครับ ถ้าวันพรุ่งนี้ไม่ผ่าน มีคนถามผมว่า จะเปึนอย่างไร ผมบอกว่าเหมือนเรานั่งในห้องนี้ละครับ ไฟเกิดป่ดวูบขึ้นมา ตกลงมืด เราไม่รู้เลยครับ ว่าต่อไปนี้นี่ คมช. กับ ครม. เขาจะทำอย่างไรในช่วงไฟมืดทั้งหมด พอเป่ด ไฟออกมาอีกทีหนึ่ง จะมีเลือกตั้งหรือไม่ จะมีเมื่อไร ถามว่า ระหว่างไฟมืดนี่ ต่างชาติที่เขา ลงทุนกับประเทศไทย เขาสัมพันธ์กับประเทศไทย ถ้าเราเปึนต่างชาติเราจะทําอย่างไร เราก็หยุดดูใช่ไหมครับ ก็ไฟมันมืดน่ะ คำถามนี้นี่ผมถูกถามเยอะท่านประธาน เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่พวกเราได้แก้ไขนี่ เราแก้โดยที่ทําอย่างไรครับ เราลดการ ผูกขาดอํานาจรัฐ เพราะมันมีคนผูกขาดอํานาจรัฐอย่างที่เราพูด เราจึงจําเปึนต้องเสริม อำนาจนิติบัญญัติ เพื่อให้ท่างนิติบัญญัติได้ตรวจสอบถ่วงดุลได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกัน ไปเพิ่มอำนาจให้ประชาชน ในการทั้งตรวจสอบสิทธิให้กับประชาชน หลายท่านได้พูดกันมาแล้วในวันนี้ ผมจะไม่ต้อง พูดซ้ำตรงนี้หรอกครับ ท่านประธานครับ เราจึงให้มีการเป่ดสภาเพื่อตอบกระทู้ เพื่อที่จะ อภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อที่จะห้ามไม่ให้พรรคการเมืองไปหลอกชาวบ้าน พอเลือกตั้ง เสร็จแล้ว ขายยกพรรค ซื้อยกเข่ง ไปซื้อเสียงมาก็ไม่ได้ เปึ้นเหตุให้ยุบพรรคได้ ประชาชน ก็มีสิทธิมีเสียงเพิ่มขึ้น เสนอกฎหมายง่ายขึ้น ถอดถอนง่ายขึ้น ประชาชนปกปัองตัวเอง ได้ง่ายขึ้น ถ้ามีโครงการใหญ่ที่จะไปสร้างผลกระทบต้องประเมินไม่ใช่แค่สิ่งแวดล้อม แต่ต้องสุขภาพประชาชน ประชาชนรวมตัวกันปกปัองตัวเองในลักษณะสภาเกษตรกร มีองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคที่เปึนอิสระจากฝ์ายบริหาร ท่านประธานครับ ทั้งหมดนี้เปึนสิ่งที่ รัฐธรรมนูญประดิษฐ์ขึ้นโดยใช้ ๒๕๔๐ แล้วใช้สิ่งที่ถูกบิดเบือนเจาะไช แก้ไขสิ่งนั้นไป ไม่มีใครพอใจทุกมาตราหรอกครับท่านประธาน ๓๐๙ มาตราถ้าถามผม ผมก็ไม่พอใจ ทุกมาตรา พวกเราร้อยคนในห้องนี้นี่นะครับ ลองไปสั่งอาหารมาสิครับ เอาที่อยากจะกิน ขนาดยังไม่ต้องจ่ายสตางค์ สั่งให้ดีที่สุด ได้มาร้อยจาน ถามว่าท่านชอบทุกจานไหม ท่านก็ไม่ชอบทุกจาน ถ้าไม่ชอบแล้วไม่ต้องกินข้าวเลยไหม ก็คงไม่ได้ เพราะฉะนั้นลองคิด ดูสิครับ ผมนี่ไม่ชอบถึง ๓๐ กว่ามาตรา ผมก็จะไปขอแก้ทีหลัง เพราะมันแก้ง่าย แล้วเมื่อ แก้แล้วมันก็จะต้องปรับปรุงไปให้ทันยุคทันสมัยต่อไป ปัญหาจึงมีอยู่ว่า ทำไมจึงมีคน ต่อต้าน ท่านประธานครับ คนที่ต่อต้านนี่เขาให้น้ําหนักที่ที่มาของรัฐธรรมนูญ โดยที่ ตัดตอนคิดอยู่เพียงแค่มันมาจากรัฐประหาร ลืมคิดไปว่ารัฐธรรมนูญที่เราใช้ป้ ๒๕๔๐ มันถูกทําลายไปก่อนหน้านั้นแล้ว แล้วเขาหวนคํานึงถึง ๒๕๔๐ อยากจะได้เหมือน ๒๕๔๐ ก็เพราะว่าทําให้เขาได้มีโอกาสผูกขาดอํานาจรัฐ ทําให้เขามีโอกาสผูกขาด ผลประโยชน์ตามมาไง ท่านประธาน เพราะฉะนั้นตรงนี้แหละครับ วันพรุ่งนี้จึงเปึนวัน ตัดสินชะตาของประเทศท่านประธาน เราอยากจะให้ไฟดับหรือไฟติด แล้วสว่าง แล้วเดินหน้าต่อไป ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญอย่างเดียวนี่มั่นคงช่วยปฏิรูปการเมือง ไม่ได้ อันนั้นเปึนความจริง แต่รัฐธรรมนูญก็เปึนกฎหมายที่สำคัญ เอาไว้ช่วยคนตัวเล็ก ตัวน้อย อย่างท่านประธานนี่ถ้าปลูกบ้านอยู่ข้างผู้ที่มีอิทธิพล ท่านประธานสู้อะไร เขาไม่ได้หรอก เขามีอิทธิพล เขามีอำนาจ ยกเว้นมีกฎหมายที่เราจะเอาไว้ปกปัองตัว เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญนี่ต้องดูตรงนี้ว่ามันมีความดี มีความงามช่วยปกปัองคนตัวเล็ก ตัวน้อยได้แค่ไหน แต่รัฐธรรมนูญอย่างเดียวถ้าคนมาใช้รัฐธรรมนูญยังเล่นพรรคเล่นพวก ยังมีระบบอุปถัมภ์ รัฐธรรมนูญอย่างเดียวก็ช่วยไม่ได้ ขณะเดียวกัน ถ้าหากว่าธุรกิจยัง ผูกขาด คนที่ได้กำไรจากธุรกิจก็ต่อท่อมาเลี้ยง มาเลี้ยงต่อในทางการเมือง เพราะฉะนั้น บ้านเมืองเรายังคงจะต้องทำลายการผูกขาดในทางธุรกิจ ถ้าสื่อมวลชนถูกผูกขาด สื่อมวลชนไม่มีเสรีภาพในการให้ข่าวสารข้อมูลที่แท้จริงกับประชาชน บ้านเมืองก็ถูก ผูกขาด เพราะประชาชนก็ถูกครอบงำ และการกระจายอำนาจจึงเปึนของจำเปึนอย่างยิ่ง ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เน้นเรื่องการกระจายอํานาจ ทําอย่างไรที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ให้ชุมชนมีอำนาจ ชุมชนช่วยตัวเอง ได้ช่วยกับ อบต. อบจ. องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ในการพัฒนาให้มี อำนาจในการหารายได้ของตัวเอง ใช้จ่ายเอง เมื่ออำนาจไม่กระจุกอยู่ที่ส่วนกลาง บ้านเมืองก็จะได้เริ่มพัฒนาขึ้นไปได้ ท่านประธานครับ มันมีการโฆษณาที่บิดเบือนในหน้า หนังสือพิมพ์ ผมเรียนท่านประธานกับที่ประชุมอย่างนี้ล่ะครับ หน้าหนังสือพิมพ์อันนี้ นะครับ บิดเบือนบอก ๑๐ ประการนี่นะครับ ผมถือนี่มาจากหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันนี้ ฉบับเมื่อวานนี้ ท่านประธานครับ ข้อความที่ลงแล้วบิดเบือน ข้อความที่ลงแล้วหลอกลวง ท่านถามท่านตุลาการที่นั่งอยู่บนห้องกรรมาธิการได้ไหมครับ ท่านถามตุลาการที่อยู่ ในห้องนี้สิครับ ท่านถามทนายความที่อยู่ในห้องนี้สิครับ ตัวท่านประธานเองก็เปึ้นทนาย เปึ้นนักกฎหมาย ถามว่าการกระทำดังกล่าวนั้นขัดต่อพระราชบัญญัติความเรียบร้อย ในการลงประชามติหรือไม่ ขัดครับท่านประธาน ท่านประธานควรจะไปปรึกษากับ อาจารย์นรนิติเสีย จะต้องแจ้งความดำเนินคดีหรือจะต้องให้ กกต. นี่เอาผิด ทั้งผู้ลงแจ้ง ความในวันนี้นี่นะครับ ที่เขาเขียนว่า ดับเบิ้ลยู ดับเบิ้ลยู โหวตวีโหวตโนดอตเน็ต (www.votewevoteno.net) นี่นะครับ แล้วก็มีผู้ที่ลงนี่นะครับ หกเจ็ดเจ้าที่ลงชื่อ หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ด้วย ผมคิดว่าท่านประธาน อันนี้มีความจำเปึนอย่างยิ่งที่ จะต้องเอาผิดในทางกฎหมาย เพื่อไม่ให้เปึ้นเยี่ยงอย่าง ประชาชนที่เขาไม่เข้าใจ รัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญมันอ่านยาก รัฐธรรมนูญมันมีหลายมาตรา แต่หยิบบาง มาตราขึ้นมาแล้วก็บิดเบือนการตีความทำให้ดูเหมือนกับว่าเปึนวิชาการ นักวิชาการที่ไป ช่วยเขียนแบบนี้นี่ ผมอยากรู้ว่าเปึนใคร นักวิชาการที่ขายตัวแบบนี้ผมอยากรู้ว่าเปึนใคร คนที่บิดเบือนเจตนาโดยที่ไม่ได้ตรวจสอบด้วยซ้ำว่า หลายต่อหลายอย่างนี่ที่ท่าน หยิบยกขึ้นมา มันปรากฏตั้งแต่ป้ ๒๕๔๐ แล้วพวกท่านนั่งกันอยู่เฉย ๆ ทำไมล่ะ ถ้าหากว่า ท่านตีความโดยบริสุทธิ์ใจว่า ท่านตีความได้อย่างนั้นจริง ๆ ชัดเจนครับว่า เปึนการ บิดเบือน ผมก็เปึ้นนักวิชาการมาตลอดชีวิต แต่ก็มีนักวิชาการไม่ใช่ทุกคนหรอกครับ ในบ้านเมืองนี้ที่จะบริสุทธิ์ทั้งหมด ท่านประธานครับ ผมคิดว่าหนังสือพิมพ์ที่ดีก็มี หลายส่วนนะครับ ผมอยากจะอ่านให้ฟังนิดเดียว จะขออนุญาตอ่านจากหนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์ (Thai Post) ที่วันนี้คุณโรจน์ งามแม้น หรือคุณเปลว สีเงิน ได้เขียนบอกว่า ต้องไปใช้สิทธิลงประชามติ ไปใช้สิทธิกัน ๗๐ ๘๐ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ถึง ๙๙.๙๙ เปอร์เซ็นต์ ผมว่านั่นล่ะคือตัวเลขชี้อนาคตชาติ ที่ประเทศไทยต้องไปนั้น ไปทางนั้น ทางนั้น ทางเดียว ใครจะบิดเบี้ยวให้ผิดไปจากนั้นไปไม่ได้เด็ดขาด ต่อให้เปึ้นเห็วนรก ถ้าคน ๙๙ เปอร์เซ็นต์ พอใจและต้องการ ก็ต้องไปกัน เพราะเปึ้นประชามตินี่ครับ เราต้อง เข้าใจกันให้ตรงนะครับ ประเทศไทยนี้ประชาชนคนไทยทุกคนถือหุ้นประเทศคนละ ๑ หุ้น เท่ากันทุกคน รัฐบาล คมช. หรือ คมช. หรือตำรวจ ทหาร หรือนักการเมือง สุรยุทธ์ สนธิ แม้กระทั่งทักษิณ และมาดามชิ้น ในระบอบประชาธิปไตยไม่มีใครมีสิทธิในการชี้ขาด เหนือใคร มีสิทธิคนละ ๑ เสียง ในการชี้ขาดเท่ากัน ฉะนั้นพรุ่งนี้เราต้องการให้ประเทศไทยขึ้นสวรรค์หรือลงนรก เชิญเลยครับ สวรรค์และนรก อันเปึนอนาคตของประเทศไทยที่เราต้องการอยู่ในมือของเราทุกคนแล้ว เกือบเดือน ที่ผ่านมา การรับ ไม่รับ ดูเหมือนจะเปึนประโยคถามเชิงทักท้ายที่ฮิต (Hit) เอามาก ๆ แต่ใครถามผม ผมก็ตอบทันทีว่า ผมรับครับ เพราะไม่รู้จะตะแบ่งเพื่อชาติไปเพื่ออะไร ผมก็ไม่เชื่อว่า ร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นี้จะดีเลิศ ใช้แล้วจะทําให้สังคมประเทศดีขึ้น หรือเลวลง เพียงแต่ผมเห็นว่า นี่คือกติกาสังคมที่ในสังคมหนึ่ง ๆ จำเปึนต้องมีเพื่อบริหาร ความหลากหลายของมนุษย์ ในสังคมที่ต้องอยู่ร่วมกันด้วยความต่างในพฤติกรรมทั้งด้าน กาย วาจา และใจเท่านั้น แต่โดยเนื้อแท้แล้วสังคมและประเทศไม่ได้ดีขึ้นหรือเลวลง เพราะตัวหนังสือที่เรียกว่า รัฐธรรมนูญ ไม่ว่าฉบับไหน ๆ ทั้งสิ้น ถ้ามั่นใจว่า รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ดี ใช้แล้วสังคมประเทศจะดี ก็จึงหาคำตอบจากยุคทักษิณที่ใช้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ดูสิ แล้วเปึนไง ด้วยรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ทําให้สังคมประเทศดีขึ้นจริง อย่างที่อ้างหรือเปล่า ฉะนั้นอย่าเข้าใจผิด สำคัญผิด สังคมและประเทศจะดี ไม่ดี มันอยู่ที่ คนต่างหาก ถ้าคนในชาติมีจิตสำนึกแห่งคุณธรรมมาตรฐาน ต่อให้เอารัฐธรรมนูญ อุ้มตาตา (Umtata) มาใช้ ปัญหาสังคมชน สังคมชาติ ย่อมพลวัตไปด้วยมาตรฐาน คุณภาพแห่งคุณธรรม ถ้าคนในชาติมีจิตสำนึกแห่งคุณธรรมต่ำกว่ามาตรฐาน ต่อให้เอา รัฐธรรมนูญอังกฤษ ฝรั่งเศส อเมริกา มาใช้ ผู้คนขวักไขว่ด้วยปริญญา มหาดอกเตอร์ เต็มเมืองขนาดไหนสังคมชน สังคมชาติ ก็ย่อมพลวัตไปด้วยมาตรฐานคุณภาพแห่ง คุณธรรมที่ต่ำ ท่านประธานครับ ผมคิดว่า สื่อมวลชนที่เขาเปึ้นห่วงบ้านเมืองมีครับ ผมอยากจะเชิญชวนนะครับว่า ถ้าประชาชนอยากจะเห็นไฟดับ ก็เปึ้นอีกเรื่องหนึ่ง อย่างที่ ผมเรียน เลยถ้าไฟดับก็แปลว่าเรามองไม่เห็น เราไม่รู้ว่ามันจะเดินไปไหน แล้วมันจะเดิน ไปอย่างไร ไฟดับนี่โจรจะชอบครับ โจรนี่ชอบทํางานในที่มืด ตกลงเราอยากจะเดินในที่มืด ให้โจรนี่มันช่วงชิง โจรนี่มันมากดขี่ โจรนี่มันมาล้วงกระเปิา โจรนี่มันมาครองชาติ จะเอา อย่างนั้นก็แล้วไป แปดโมงเช้าวันพรุ่งนี้ครับ จนถึง ๑๖.๐๐ นาฬิกา ผมว่าเปึนวันตัดสิน ชะตาของประเทศ เหมือน ๆ กับที่คุณเปลว สีเงิน เขียนไว้ ขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ครับ ชื่อที่แจ้งไว้นะครับ อาจารย์วิทธยาครับ เรียนเชิญครับ

นายวิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์ สสร. ครับ ผมในฐานะที่เปึนกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็น ประชาชนในภาคกลางและในต่างจังหวัดนะครับ ได้รับคำถาม เวลาที่เราไปพบประชาชน และก็ไปในพื้นที่ คำถามในเวลาที่เราทำเวที จะเรียกว่าเกือบจะทุกครั้ง พูดว่าทุกครั้ง ดีกว่าครับ จะมีคำถามจากประชาชนในเรื่องที่เขาห่วงใยเกี่ยวกับเรื่องบุตรหลาน บุตรหลานของเขานี่ พูดง่าย ๆ ก็คือ เรื่องของการศึกษา ซึ่งมีผลกระทบและ มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน มีผลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของอนาคตของเยาวชนของชาติ สิ่งที่ประชาชนจะถามอยู่เสมอนั้น ก็คือ การศึกษานั้นเราจะจัดการศึกษาให้เขาทั่วถึงไหม แล้วที่บอกว่า เรียนฟรีน่ะ ฟรีจริงไหม ซึ่งเรื่องนี้ถือโอกาสนี้นะครับ จะชี้แจง แล้วก็ได้แจ้งไปยังท่านประชาชนผู้ที่อาจจะไม่ได้ถาม แต่ว่ายังมีความห่วงใยในใจ เสมือนในทุก ๆ เวที และทุก ๆ ภูมิภาค และถ้าเรามองถึงการศึกษาของชาติ ก็พูดถึงว่า ในรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๔๐ ก็มี ๒๕๕๐ ที่เรากําลังจะลงประชามติพรุ่งนี้ก็มี แต่มีความ แตกต่างกันพอสมควร ผมจะขอชี้ประเด็นให้บรรดาพี่น้องทั้งหลายได้ทราบว่า สิ่งแรกก็คือ ที่เราพูดกันว่าในรัฐธรรมนูญมาตรา ๔๙ ก็บอกว่า บุคคลมีสิทธิเสมอกันในการ รับการศึกษาสิบสองป้ ๑๒ ป้ นั้นทุกคนจะได้ทราบว่า บุตรหลานของตนเองนั้นจะมีสิทธิ ได้รับการศึกษาตั้งแต่ชั้นประถมถึงชั้นมัธยม ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะดูแลให้ทุกคนมีสิทธิ เสมอกัน และให้บุตรหลานท่านมีอิสระในการที่จะเลือกระบบการจัดการศึกษาได้ หลายแบบ หลายรูปแบบครับ ไม่ว่าจะเปึนการศึกษาในระบบ นอกระบบ การศึกษาตาม อัธยาศัย ๑๒ ป้นั้นรัฐจะจัดให้อย่างฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ว่าก่อนที่จะถึงคําว่า ฟรี นั้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เพิ่มสิทธิกับบุคคลที่ยากไร้ บุคคลที่พิการ บุคคลที่ยากจน ทุพพลภาพ หรือคนที่อยู่ในสภาวะลำบาก จะได้รับการดูแลจากรัฐเปึนกรณีพิเศษ คือ ได้รับการดูแลตามสิทธิเหมือนกับคนปกติ พูดง่าย ๆ ก็คือว่า รัฐจะต้องเข้าไปดูแลคุ้มครอง เพื่อให้เกิดความเสมอภาคกันอย่างแท้จริง หมายความว่าขณะนี้คนยากคนจนในบ้าน เรานี่ ซึ่งปัจจุบันวันนี้ยังมีอีกหลายส่วนที่ไม่มีทุนการศึกษา ไม่มีโอกาสได้ศึกษา รัฐจะต้อง เข้าไปดูแล เพื่อให้ลูกหลานของทุกคนที่เปึนคนไทยได้มีโอกาสรับเรียนการศึกษาอย่าง แท้จริงในระยะเวลา ๑๒ ป้ ที่รัฐจัดให้ ซึ่งอีกส่วนหนึ่งครับ เปึนส่วนที่พี่น้องประชาชน ก็เรียกร้อง อยากจะขอให้รัฐดูแล ก็คือ ลูกหลานขนาดเล็ก ๆ เด็กเล็ก ๆ ที่เรียกว่า เด็กอนุบาล หรือเรียกว่า การศึกษาระดับปฐมวัย ปฐมวัยนี่ครับ จะมีเด็กอยู่ในพื้นที่ ในท้องถิ่นทุกแห่ง ไม่ว่าจะเปึนในภาคเมืองหรือภาคชนบท เด็กเหล่านี้นี่ต้องเรียน เปึนการ วางรากฐานการศึกษาชั้นระดับอนุบาลถึงปฐมวัย ซึ่งในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ดูแลนะครับ มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ให้ประโยชน์แก่พี่น้องประชาชนที่มีลูกหลานเล็ก ๆ โดยที่บอกไว้ว่า รัฐจะต้องส่งเสริมการจัดการศึกษาอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย นี่อยู่ใน มาตรา ๘๐ (๑) ซึ่งบอกไว้ชัดเจนว่า รัฐต้องดูแลเด็ก ส่งเสริมเด็ก การเลี้ยงดูและการศึกษา ปฐมวัย ซึ่งเปึนการผูกเขียนไว้ว่า เด็กของเราทุกคนนั้นมีหน้าที่จะต้องรับการศึกษา เมื่อรับ การศึกษาอยู่ในระดับการศึกษาปฐมวัย หรือระดับประถมศึกษา หรือมัธยมศึกษาก็ตาม จะเปึนการใช้สิทธิที่ทุกคนมีสิทธิเสมอกันที่จะต้องรับการศึกษา ทำให้ผู้ปกครองทุกคนนี่ ไม่ต้องห่วงว่ารัฐธรรมนูญนั้นจะไม่ดูแล ซึ่งผมขอเพิ่มเติมว่า ได้ขยายการดูแลนั้นไป ครอบคลุมอย่างเปึ้นรูปธรรมถึงคนที่ยากจน ยากไร้ พิการ ทุพพลภาพให้มีสิทธิเสมอกัน เพราะเมื่อก่อนนี้เราอาจจะเห็นคนพิการนะครับ คนที่ยากไร้ แต่ว่าไม่ได้รับการดูแล เพราะว่าอาจจะไม่ทั่วถึงด้วยเหตุใดก็ตาม เมื่อลำบาก พิการมาก ๆ ก็ไม่ได้เรียน แต่ตอนนี้ รัฐต้องส่งเสริม ดูแล คุ้มครองเปึ้นพิเศษ ผมจึงอยากให้ท่านผู้ฟังทางบ้าน ท่านผู้ชม ได้รับ ทราบว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นได้ห่วงใยเพิ่มกว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ ขณะเดียวกัน ครับรัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึง คำว่า ทั่วถึง นี่ ขณะนี้รัฐก็จัดการศึกษาใน ๓ รูปแบบ อยู่แล้ว คือรูปแบบของในระบบ ตั้งแต่ระดับชั้นปฐมวัย ระดับประถมศึกษา ระดับ มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา เรามีนอกระบบ เช่น การศึกษานอกโรงเรียน การศึกษาตาม อัธยาศัย เปึนต้น สิ่งเหล่านี้ครับ เปึนการศึกษาที่กระจายออกไปอย่างทั่วถึง แต่ว่าขณะนี้ เราจะพูดถึงว่า การศึกษานั้นในรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๕๐ ฉบับใหม่ที่เรากําลังจะลง ประชามติพรุ่งนี้นะครับ ก็พูดถึงองค์กรวิชาชีพ องค์กรเอกชน องค์กรทางศาสนา หรือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็สามารถที่จะจัดหรือช่วยร่วมกันจัดการศึกษานะครับ ทำให้มีการศึกษาที่องค์กรเหล่านี้จัดขึ้นจะได้รับการคุ้มครองและรับรองจากรัฐ ตามมาตรา ๔๓ วรรคสาม ซึ่งผมอยากจะเรียนให้ท่านประชาชนได้รับฟังเข้าใจว่า วันนี้ การจัดการศึกษานั้นกระจายออกไปอย่างทั่วถึง ท่านมีสิทธิเลือกครับ จะเลือกในระบบ นอกระบบแล้วแต่ แต่ท่านมีสิทธิได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึงอย่างแน่นอน พร้อมกันนี้ คำว่า ไม่เก็บค่าใช้จ่าย ซึ่งเปึนคำถามที่หน้ามาก แน่นมาก ถามอยู่เสมอว่า จริงหรือไม่เก็บ ตอนนี้ เห็นฉบับที่แล้วเมื่อป้ ๒๕๔๐ ก็บอกว่าไม่เก็บ แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๕๐ นี้ครับ ได้ขยายความและกำหนดไว้ในบันทึกเจตนารมณ์ว่า รัฐนั้นจะต้องจ่ายเงินอุดหนุน ช่วยนักเรียนเปึนรายหัวให้กับสถานศึกษา เพราะฉะนั้นท่านไม่ต้องไปเสียเงินค่าบำรุง ไม่ต้องเสียเงินค่าเล่าเรียน มันอยู่ในระบบที่รัฐจัดให้อยู่แล้ว รัฐจัดสร้างอาคารสถานที่ ตัวอาคารเรียน สิ่งเหล่านี้ โต๊ะ เก้าอี้ ครุภัณฑ์ อย่างนี้จัดให้หมด ท่านไม่ต้องไปเสีย จะอยู่ ในลักษณะที่รัฐจัดอยู่แล้ว รัฐจัดอุปกรณ์การเรียนการสอนให้ แล้วก็บางโรงเรียนรัฐก็จัด คอมพิวเตอร์ (Computer) ให้ สิ่งเหล่านี้ครับเมื่อรัฐจัดให้แล้วก็ไม่ต้องไปเสียอีก จะมี ความชัดเจนหมด โดยห้ามเก็บเงินแม้แต่ค่าใช้จ่ายที่อยู่ในหลักสูตรเพิ่มอีก หรือจะไปเก็บ ในส่วนของผ่านกระบวนการต่าง ๆ ที่ไม่ถูกต้องก็ทําไม่ได้ แต่อันนี้ไม่ได้หมายความถึง เสื้อผ้า ตำราเรียนกับสมุด ดินสอ ปากกาส่วนตัวนะครับ อันนี้ก็ต้องเปึนหน้าที่ผู้ปกครอง โดยปกติอยู่แล้ว ท่านจะมองเห็นภาพไหมครับว่า คราวนี้ความชัดเจนจะปรากฏขึ้น ทำให้ ภาพของการจัดการศึกษา ๑๒ ป้นั้น แล้วไม่เสียค่าใช้จ่ายนั้นมีความชัด แล้วก็มีการ กำหนดไว้ ทำให้ผู้ปกครองสามารถที่จะเปึนหลักฐาน เปึนกรณีที่ใช้ดำเนินการที่จะดูแล สิทธิให้กับบุตรหลานของท่านได้ ซึ่งสิทธิเสรีภาพของคนไทยนั้น เรื่องการศึกษานั้น เปึ้นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งการศึกษานั้นจะต้องยาวไปถึงระดับอุดมศึกษา แม้ว่าเราอาจจะดูแล ไม่ถึงขนาดฟรีระดับอุดมศึกษาก็ตาม แต่ก็มีการส่งเสริมพัฒนาการศึกษาเช่นเดียวกัน ผมกราบเรียนท่านผู้ฟัง ท่านผู้ชมทางบ้าน ท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เคารพว่า ในสิ่งเหล่านี้นี่ครับ การจัดการศึกษานั้น มีการให้พูดถึงเกี่ยวกับเรื่องของเน้นเรื่องคุณภาพ นะครับ คุณภาพมาตรฐาน ซึ่งเปึนสิ่งที่มีความจำเปึนและมีความสำคัญ คือถ้าเรา จัดการศึกษาแบบเละเทะ ไม่มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ ผลออกมาเด็กเราก็คงจะไม่ดี เท่าที่ควร ขณะนี้เราบอกกันว่าการศึกษาเรานั้นอาจจะยังไม่ทันโลก หรือบางทีอาจจะสู้ เพื่อนบ้านไม่ได้ ก็ต้องขอกราบเรียนว่า วันนี้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๕๐ ได้พูด ชัดเจนว่า รัฐจะต้องพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาในทุกระดับและทุกรูปแบบ มีความหมายว่า บัดนี้ไปรัฐจะต้องดูแลเรื่องคุณภาพ และคุณภาพ และมาตรฐาน ซึ่งมีการกำหนดมาตรฐานการศึกษาในทุกระดับ ตั้งแต่ชั้นปฐมวัย ชั้นประถมศึกษา ชั้นมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา ซึ่งก็มีการดูแลเรื่องคุณภาพ ทีนี้ถามว่า ถ้าจะถามว่า การพัฒนาคุณภาพนั้นพูดกันเองแบบไม่มีข้อมูล หรือไม่มีหลักการง่าย ๆ ก็คงพูดได้ แต่ในรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ นั้นกําหนดไว้อีกครับ ไปผูกไว้กันไว้ว่า รัฐต้องพัฒนาบุคลากร พัฒนาคุณภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ก้าวหน้าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก อันนี้แสดงว่าเปึ้นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องส่งเสริม สนับสนุนนะครับ จัดงบประมาณ จัดวางแผนดําเนินการพัฒนาการศึกษา ยกระดับคุณภาพครู และก็คุณภาพบุคลากร ทางการศึกษาให้ทันสมัย ให้ก้าวหน้าทันโลก แล้วก็ไปสอดคล้องกับหลักสูตรต่าง ๆ ที่มีการพัฒนาปรับปรุงตลอดเวลา อันนี้แหละครับเปึนข้อกำหนดที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๘๐ (๓) ซึ่งท่านเป่ดในรัฐธรรมนูญที่ท่านมีได้เลยว่า รัฐกําหนดไว้แล้ว อย่างแท้จริงนะครับ เห็นได้ มองได้ แล้วก็มีข้อกำหนดที่จะให้เห็นคุณภาพการศึกษาได้ อย่างแท้จริง และทุกระดับ ทุกระบบนะครับ แล้วก็ยังมีกำหนดเพิ่มไว้อีกว่าคราวนี้ต้องมี แผนการศึกษาชาติ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการวางแผนการศึกษาที่เปึ้นระยะยาว ให้แน่นอน ไม่ปรับ ไม่เปลี่ยน ไม่หมุน ไม่ยุบ ไม่เลิกไปตามนโยบายของรัฐ หรือบางรัฐบาล หรือบางรัฐมนตรีบางท่าน ทั้งนี้ก็เพื่อให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ ซึ่งแผนการศึกษานั้นจะสอดคล้องกันไป เราจะได้ได้พัฒนาว่า ในช่วงเวลานี้จะพัฒนา การศึกษาด้านอาชีวศึกษาหรือด้านเกี่ยวกับอุดมศึกษา หรือด้านเกี่ยวกับพัฒนาส่งเสริม ทักษะด้านใด สิ่งเหล่านี้ครับจะไปอยู่ในแผนการศึกษาแห่งชาติ ท่านจะมองเห็นนะครับว่า นโยบายการศึกษาของรัฐที่ปรากฏอยู่ในนโยบายของรัฐในมาตรา ๘๐ นั้น ได้กำหนดให้ ผู้ปฏิบัติ คือทางกระทรวงศึกษาธิการหรือผู้ที่เกี่ยวข้องนี่จะต้องยึดคุณภาพ ยึดมาตรฐาน การศึกษา ดำเนินการให้ได้คุณภาพอย่างแท้จริง โดยกำหนดไว้ในพัฒนาครู บุคลากร และมีแผนการศึกษาแห่งชาติอย่างกำหนดไว้แน่นอน ทั้งนี้นะครับ เพื่อให้เกิดความ สอดคล้องกับการพัฒนาดังกล่าว รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังกําหนดไว้ในมาตรา ๘๐ (๓) ว่า รัฐต้องพัฒนากฎหมายการศึกษาของชาติทุกฉบับ ตรงนี้ครับ ซึ่งกฎหมายนี้ กฎหมาย การศึกษาแห่งชาตินั้นมีหลายฉบับครับ เช่น พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ป้ ๒๕๔๒ พระราชบัญญัติบริหารกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ หรือพระราชบัญญัติครู และบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ครับ รวมทั้งพระราชบัญญัติ การศึกษานอกโรงเรียน ซึ่งจะต้องมีการพัฒนาปรับปรุงนะครับ ทำให้สอดคล้องกับ การวางแผนพัฒนาที่จะเกิดขึ้น บางครั้งนะครับ ท่านคงจะทราบว่า เราจะปรับเปลี่ยน แก้ไขอะไรต่าง ๆ นั้นก็ทําได้ยาก เพราะว่ามันมีกฎหมายบังคับ กํากับอยู่ แต่รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้นั้นกำหนด รัฐจะต้องพัฒนากฎหมายการศึกษาแห่งชาติ เพื่อจะให้การศึกษา ทุกรูปแบบนั้นสามารถที่จะปรับปรุงให้ทันโลก ทันเหตุการณ์ แล้วก็ปรับปรุงให้ได้คุณภาพ อย่างแท้จริง ไม่แพ้เพื่อนบ้าน ผมอยากกราบเรียนถึงอีกส่วนหนึ่ง เดี๋ยวนี้รัฐนั้นนี่อาจจะ กระจายอำนาจนะครับ ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรทางศาสนา ชุมชน และเอกชน สามารถที่จะมีส่วนร่วม สามารถที่จะจัดการศึกษา หรือส่วนร่วมจัดการศึกษา นะครับ กับรัฐได้ อันนี้เปึนการกระจายออกไป ทําให้ผู้จัดการศึกษานั้น ไม่ใช่ว่ามีเฉพาะรัฐ หรือกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น ท้องถิ่นซึ่งมีนักเรียน มีเด็กอยู่ในท้องถิ่น เต็มไปหมด เลยครับ ทุกจังหวัด ทุกตำบล ทุกอำเภอ ก็สามารถจะได้รับการดูแลจากองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นได้นะครับ ไม่ว่าจะเปึนเรื่องการจัด ซึ่งบางแห่งก็จัดอยู่แล้ว หรือจะจัดเพิ่ม ขึ้นมา หรือจะสนับสนุนงบประมาณไปให้สถานศึกษาที่รัฐจัดอยู่แล้ว ได้ดูแลส่งเสริม การจัดการเรียนการสอนมากขึ้น ทั้งนี้ก็จะเปึนผลตกอยู่กับเด็กที่อยู่ในท้องถิ่นของตนเอง เปึ้นรูปแบบที่เราได้กระจายขยายเขียนบทแนวทางให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้มีโอกาสดำเนินการสนับสนุนการศึกษาได้อย่างเต็มที่ แล้วก็ถูกต้อง ไม่อึดอัดในการ ใช้งบประมาณมาช่วยทางการจัดการศึกษาของรัฐ และทำให้เกิดความไม่ถูกต้องในการ ดำเนินการ ผมอยากจะกราบเรียนท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เคารพทุกท่านว่า ขณะนี้นี่นะครับ หลังจากที่เราดําเนินการ ถ้าหากว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับได้ผ่านการ ลงประชามติไป ท่านจะได้เห็นว่าในมาตรา ๓๐๓ นั้น ยังพูดถึงว่า การดำเนินการปรับปรุง พัฒนากฎหมาย ทำให้เกิดการพัฒนาการศึกษาได้ทันเวลานะครับ ภายในเวลาที่กำหนด ไม่ชักช้าเนิ่นนานเกินไป ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะครับก็จะต้องไปรีบเร่งรีบปรับปรุง วางแผนพัฒนาการศึกษา ตั้งแต่การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ เช่น การศึกษา นอกโรงเรียน วิทยาลัยชุมชน หรืออื่น ๆ ก็ตามที่เกี่ยวข้องนะครับ การศึกษาตามอัธยาศัย ให้มีการดำเนินการที่พัฒนา เพื่อที่จะนำไปสู่ความก้าวหน้าการศึกษาของชาติ ผมกราบเรียนท่านพี่น้องประชาชนว่า สิ่งเหล่านี้ครับ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ให้สิทธิ ได้กําหนดนโยบาย ความชัดเจนเกี่ยวกับการศึกษาไว้มากกว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ อีกมากมาย อยากให้ท่านพี่น้องประชาชน หรือท่านสมาชิกได้มีโอกาสแถลงชี้แจงกับ ประชาชนในข้อเท็จจริงที่มันมีอยู่แล้ว บัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพื่อที่จะมองเห็น ผลประโยชน์ในด้านการศึกษาที่จะกระทบกับเด็กและเยาวชนในทุกจังหวัด ในทุกภูมิภาค ในทุกอำเภอ ตำบล ซึ่งกระจายกันไปอยู่ทั่วไป ผมอยากจะขอให้ท่านทั้งหลายนะครับ ที่ได้สอบถาม ที่ตั้งคำถามมา ได้ฟังคำชี้แจงของผม แล้วก็ท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ไปด้วย พร้อมกันนี้ถ้าหากว่าท่านได้ดูแล้ว มองแล้ว เห็นแล้วว่าเปึนประโยชน์นั้น ท่านก็โปรดพิจารณาดูว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นสร้างคุณภาพ สร้างชีวิต สร้างอนาคต สร้างสิ่งดี ๆ แก่ลูกหลานท่านอย่างแท้จริงหรือไม่ ถ้ามีประโยชน์จริง ๆ ท่านควรจะรับ เห็นชอบหรือไม่ ขอบคุณครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ขอบพระคุณครับ ท่านที่แจ้งไว้นะครับ ท่านกฤษฎานะครับ เชิญครับ

นายกฤษฎา ให้วัฒนานุกูล 🔗

ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานสภาที่เคารพครับ เพื่อนสมาชิกทุกท่านนะครับ ผม กฤษฎา ให้วัฒนานุกูล นะครับ ท่านประธานครับ สิ่งหนึ่งที่เราคงเปึ้นที่ทราบดีอยู่แล้วนะครับ ที่มาที่ไปของ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญของเรานะครับ เรามากันโดยรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ป้ ๒๕๔๙ จากการสรรหานะครับ จากการคัดสรรกันมาจนเหลือ ๑๐๐ ท่านนะครับ เปึ้นที่น่าแปลกครับ แต่มันเปึนเรื่องจริง ซึ่งผมก็ไม่คิดเหมือนกันนะครับ ท่านคงทราบ อยู่แล้วว่าโดยอาชีพของผมก็เปึนเกษตรกร และโดยวิชาชีพผมก็วิทยาศาสตร์บัณฑิต การเกษตร ไม่เคยมีการยึดอำนาจครั้งใดนะครับในแผ่นดินไทยหรือทั่วโลกนะครับ ที่ผู้ยึดอำนาจนั้นปล่อยให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการกำหนดกติกาสูงสุดที่จะเปึนกติกา ถ้าวร นั่นคือรัฐธรรมนูญนะครับ แต่วันนี้ประเทศไทยเกิดมิติใหม่ทางการเมืองจากการ ยึดอำนาจเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายนนะครับ ซึ่งก็เปึ้นเรื่องที่ผมคิดว่าเปึนมิติใหม่ที่หลาย ๆ คนอาจจะลืมหรืออาจจะมองไม่เห็นก็ได้นะครับในส่วนนี้ เราจะเห็นได้ชัดนะครับว่าผู้ที่ มาอยู่ในร้อยคนนั้นประกอบไปด้วยมีความหลากหลายเปึนอย่างยิ่งนะครับ โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง อย่างผมนี่จะเห็นได้ชัดว่า สภาแห่งนี้ที่เปึนที่ทำการของท่านผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย นะครับ มักจะมีการอ้างหรือเอ่ยถึงอยู่เสมอ คือพี่น้องเกษตรกรซึ่งเปึนคนส่วนใหญ่ของ ประเทศ แต่ไม่ได้มีตัวแทนของเกษตรกรที่แท้จริงนะครับ ได้มามีบทบาทในการ ทํากฎหมายต่าง ๆ เลย แต่วันนี้นะครับ เหตุจากรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๙ นั้นก่อให้เกิด ให้มีตัวแทนนะครับ เกษตรกรได้มามีโอกาสในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ จึงทําให้ เห็นได้ชัดว่า เปึนมิติใหม่ทางการเมืองนะครับที่มีผลต่อการกําเนิดของร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ ๒๕๕๐ ที่จะมีการลงประชามติกันวันพรุ่งนี้นะครับ สิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งนะครับ มัน เปึ้นความน่าภาคภูมิใจมากนะครับของคนส่วนใหญ่ ก็คือพี่น้องเกษตรกรและเครือข่าย ภาคประชาสังคมนะครับ ซึ่งผมเองโดยส่วนหนึ่งก็ทำงานทางด้านภาคประชาสังคมด้วย จะเห็นได้ชัดนะครับว่า ที่ผ่านมานั้นนะครับ คนในภาคประชาสังคมพยายามที่จะเรียกร้อง ในเรื่องสิทธินะครับ พยายามที่จะเรียกร้องในเรื่องแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในหลาย ๆ เรื่อง หลาย ๆ ประเด็น แต่ไม่เคยได้รับการเหลียวแลหรือการดูแลเลยนะครับ ตั้งแต่มี รัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ ที่อ้างกันนักอ้างกันหน้าว่าเปึนของประชาชนนะครับ แต่ถึง เวลาจริง ๆ แล้วประชาชนนะครับต้องการที่จะแก้ไข หรือต้องการที่จะมีการให้มีการ ปรับปรุงก็ยากเย็นแสนเข็ญนะครับ ต้องรอเวลาถึง ๕ ป้ให้ผ่านไปแล้ว ถึงแม้จะผ่านไป แล้ว ก็ไม่ได้มีการทําอะไรเลยนะครับ ที่ผ่านมามีกระบวนการในการระดมความคิดเห็น อย่างหลากหลาย แต่ก็ไม่ได้นำความคิดเห็นของภาคส่วนของภาคประชาชนนั้นได้มา ทำการอย่างแท้จริงนะครับ เหมือนสภาที่เรียกว่า ขอโทษนะครับ ใช้ภาษาโบราณ คือ เคาะกะลานะครับ ให้ตื่นกันเล่นเท่านั้นเองนะครับ แต่วันนี้นะครับรัฐธรรมนูญฉบับนี้การ เริ่มต้นก็เริ่มจากการมีส่วนร่วมครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรามีกรรมาธิการวิสามัญประจำ จังหวัด ซึ่งมาจากความหลากหลายในภาคส่วนนะครับ ได้ลงรับฟังความคิดเห็นนะครับ ตั้งแต่รอบแรกนะครับ ในทุกพื้นที่นะครับ จะเห็นได้ชัดนะครับ การทำงาน อุปสรรคในครั้ง แรกในการที่เราลงในการรับฟังความคิดเห็นนะครับ ทั้งประเทศนะครับ กรรมาธิการ วิสามัญประจำจังหวัดจะพบว่ามีการปล่อยข่าวกันตั้งแต่รอบแรกนะครับว่า มีการทำ พิมพ์เขียวกันเรียบร้อยแล้วนะครับ มีรัฐธรรมนูญเรียบร้อยกันเบ็ดเสร็จนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ไม่ใช่เปึนสิ่งที่แท้จริง แต่พอเวลาล่วงเลยมาครับ เราก็ยังรับฟังความเห็น ครั้งที่ ๒ หลังจากร่างของเราเสร็จไปแล้ว ข่าวที่เปึนข่าวนั้นก็หายกันไปนะครับ ตรงนี้ จะเห็นได้ชัดว่าบางครั้งพี่น้องประชาชนอาจจะลืมไปว่าเกิดอะไรขึ้นของที่มาที่ไปกว่าจะได้ รัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๕๐ นะครับ พวกเราจะเห็นได้ชัดนะครับว่า การที่พวกเรามาอยู่ ตรงนี้เราไม่ได้รับการครอบงำนะครับ หรือมีการชี้ใด ๆ ทั้งสิ้นเลยนะครับ เรามีการทำการ แปรญัตตินะครับกันจนถึง ๑๘ คืนนะครับ ๑๙ วันอย่างต่อเนื่องนะครับ โดยใช้สภานี้ แทบจะเรียกว่า ตั้งแต่เช้าจนค่ำแทบจะไม่เห็นพระอาทิตย์กันเลยนะครับ ตรงนี้เราจะเห็น ได้อย่างชัดเจนนะครับ ในส่วนตรงนี้จะเปึนบทพิสูจน์ได้ชัดว่า พวกเรานั้นตั้งใจทำงานกันอย่างแท้จริง เพื่อให้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เปึนของประชาชนอย่างแท้จริงนะครับ จากการร่วม ตั้งแต่ร่วมคิด นะครับ ร่วมสร้าง แล้วร่วมร่างกันมา สุดท้ายซึ่งพรุ่งนี้จะเปึนวันที่พวกเราชักชวนกันอยู่ ที่เราใช้ คำว่า ร่วมลงประชามติ นั่นเอง สิ่งที่สำคัญนะครับที่พี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ จะเห็นได้ คือ แนวสิทธิ เรื่องราวหลายสิ่งหลายอย่างที่พี่น้องประชาชนต้องการให้มี ปัญหาต่าง ๆ ในเรื่องสิทธิเสรีภาพ ได้รับการบรรจุในรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ จากปัญหาที่เรารับฟังกันมา ไม่ว่าจะเปึนปัญหาเรื่องการทำกิน ที่ดินทำกินนะครับ ก็จะ ได้รับการแก้ไขโดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ สิทธิชุมชนต่าง ๆ ก็ได้รับการดูแลมากยิ่งขึ้นนะครับ ในส่วนของเรื่องระบบสหกรณ์ครับ ตรงนี้เปึนเครื่องมือที่สำคัญอย่างยิ่ง กับแนวทาง ในเรื่องของแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนะครับ แนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้รับ การบรรจุในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งทุกคนในแผ่นดินนี้ก็ยอมรับกันอย่างแท้จริงว่า แนวปรัชญานี้เปึนแนวปรัชญาที่แท้จริงที่จะทำให้ประเทศไทยของเราขับเคลื่อนอยู่บนโลก แห่งใบนี้ ต่อสู้กับระบบการค้าที่เรียกว่า โกลบ้าไลเซชัน (Globalization) หรือโลกาภิวัตน์ นั่นเอง ไปได้นะครับ มีภูมิคุ้มกันด้วยตัวเองโดยระบบ โดยวิธีการของแนวปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง สหกรณ์เปึนกลไกหนึ่งของแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แต่ที่ผ่านมา สหกรณ์มีปัญหาอยู่ในสภาพที่เรียกว่า โตก็ไม่ได้ ตายก็ไม่ได้ ต่อจากนี้ไปสหกรณ์ซึ่งเปึน เครื่องมือหนึ่งในอีกขั้นหนึ่งของการรวมตัวของพี่น้องเกษตรกรนะครับ หรือของกลุ่มบุคคล ต่าง ๆ ที่จะทำกิจกรรมร่วมกันในความเปึ้นผู้เปึนเจ้าของหุ้น ในการดำเนินการทำกิจกรรม ทางธุรกิจทางด้านต่าง ๆ ก็จะได้รับการขับเคลื่อน มีความเปึ้นอิสระ มีความเข้มแข็ง สามารถที่จะเข้ามาต่อสู้ทั้งในประเทศ และสามารถก้าวเข้าสู่การต่อสู้ทางด้านการค้า ในยุคโลกาภิวัตน์ ตรงนี้เปึนสิ่งที่เรียกว่า นวัตกรรม หรือว่าสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นในร่าง รัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ สภาเกษตรกรนั้น จะเห็นได้ชัดว่าหลายท่านพูดครับ วันนี้ผมได้ มีโอกาสไปเดินรณรงค์เมื่อเช้านี้ที่จังหวัดราชบุรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ตลาดศรีเมือง ซึ่งเปึนตลาดค้าส่งใหญ่ที่สุดในพื้นที่ภาคตะวันตก โดยพื้นที่ภาคตะวันตกคงทราบดี อยู่แล้วว่าเปึนแหล่งเกษตรกรรมที่สำคัญนะครับ ในขณะนี้ถ้าไปเช็ก (Check) ราคา สินค้าพืชผลทางการเกษตร จะเห็นได้ชัดว่าค่อนข้างจะตกต่ำเปึ้นอย่างมาก ที่ผ่านมาไม่เคยมี เลยครับ ลองกอง มังคุดกิโลละต้นทุนจากเดิมไม่ถึง ๑๐ บาท พี่น้องเกษตรกรจะอยู่กันได้ อย่างไรนะครับ แนวทางการดำเนินการในการเตรียมการแก้ไขปัญหา ในการตรวจสอบ ในการดูแล ในการวางแผน ในเรื่องของผลผลิตทางการเกษตรนั้น มิได้มีองค์กรหรือ หน่วยงานที่แท้จริง แม้จะมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็จริง แต่ไม่ได้มีการทำงาน อย่างแท้จริงที่ให้ตรงจุด ตรงประเด็น และตรงทิศทางอย่างถูกต้องของแก่นแท้และหัวใจ ของพี่น้องเกษตรกร ต่อจากนี้ไปครับ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐกำหนดไว้ชัดว่า รัฐบาล ต่อจากนี้ไปจะต้องมาทำภารกิจที่สำคัญยิ่งกับประชาชนที่เปึ้นส่วนใหญ่ของแผ่นดิน ก็คือ เกษตรกรนั่นเอง จะต้องมีสภาเกษตรกรที่เข้ามาดูแลด้วยตัวเกษตรกรเอง มิใช่เปึนสภา แห่งนายทุนทางการเกษตร แต่เปึนสภาของพี่น้องเกษตรกรเอง ที่จะมาดำเนินการทำการ ขับเคลื่อน ดูแล วางแผน วางเงื่อนไข และวางกระบวนการกิจกรรมต่าง ๆ นะครับ เพื่อให้ ประเทศไทยของเรานั้นได้มีการขับเคลื่อนนะครับ เราจะเห็นได้ชัดนะครับ รัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ ที่ผ่านมานั้นป่ดโอกาสหลายสิ่งหลายอย่างกับคนส่วนใหญ่ของ ประเทศชาตินะครับ ป่ดโอกาสคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องเกษตรกร เราจะเห็น ได้ชัด ณ ปัจจุบันนี้ ตัวอย่าง ผลไม้ครับ ผลไม้ต่างประเทศปัจจุบันนี้ไหลทะลักเข้ามา ในราคาถูกมาก ในขณะที่ผลไม้ไทย ลำไย ก็มีปัญหาส่งออกไม่ได้นะครับ การแลกเปลี่ยน ในเรื่องของธุรกิจทางการค้า โดยทางรัฐบาลในอดีตที่ผ่านมานั้นแอบไปเจรจา ทำสนธิสัญญาต่าง ๆ ที่เรียกว่า เอฟทีเอ (FTA – Free Trade Agreement) นั้นนะครับ เอาธุรกิจเฉพาะส่วน เฉพาะภาค เฉพาะผลประโยชน์ของกลุ่มต้นเองไปแลกเปลี่ยน แต่เอาผลประโยชน์ที่ได้รับ มานั้นตกให้กับกลุ่มและพรรคพวกตัวเอง โดยสิ่งที่แลกเปลี่ยนนั้นสร้างผลกระทบอย่าง มหาศาลกับคนส่วนใหญ่ของประเทศ ก็คือสินค้าเกษตรนั่นเอง พี่น้องประชาชนทางด้าน การเกษตรนั้น ณ วันนี้ครับ ยากลำบากเห็นได้ชัดกับผลกระทบ ไม่ว่าจะเปึนหอมแดงก็ดี ส้มที่ไหลทะลักจากประเทศจีนเข้ามา ในการผลิตที่ได้ดีกว่า คุณภาพดีกว่านะครับ เนื้อสัตว์ ที่ผ่านมานะครับ คงทราบดีนะครับว่า คนเอเชียเรานั้นบริโภคเครื่องในสัตว์ แต่ในขณะที่ชาวต่างชาติ ที่เราเรียกกันว่า ฝรั่ง นั้นไม่บริโภคเครื่องในสัตว์ ซึ่งถือว่าเปึ้น ผลผลิต เขาเรียกว่า ไบพ์ (Bipe) เปึนผลผลิตที่จะต้องทิ้งไปนะครับ ไม่ใช่เปึนผลผลิตหลัก เมื่อราคานั้นไม่ค่อยจะมีค่า แต่คนในพื้นที่เอเชียบริโภคกลับน้ำมา เข้ามา ซึ่งทำให้ ผลกระทบตรงนี้มีผลกระทบอย่างมหาศาล แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มีโอกาสได้ทำการ แก้ไขและปัองกัน โดยต่อจากนี้ไปรัฐบาลนั้นจะต้องทำการนำเงื่อนไขต่าง ๆ มารายงาน ต่อสภาแห่งนี้นะครับ จะต้องมีการศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อพี่น้องประชาชนที่จะต้อง ได้รับผลกระทบจากการไปทำสัญญาอันนั้นนะครับ และยังไม่พอครับ รัฐบาลจะต้อง ทำการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ท่านคงทราบดีนะครับว่า มีสหกรณ์แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ใน พื้นที่บ้านผมเอง ก็คือ สหกรณ์โคนมหนองโพนะครับ เปึนตัวอย่างที่เห็นได้ชัดมากนะครับ ที่ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง นมผังทุกวันนี้ไหลทะลักเข้ามาครับ ไหลทะลักเข้ามาอาศัย จากการที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ของคนไทยครับ โดยการถูกหลอกให้ดื่มนมไขมันต่ำ ท่านประธานทราบไหมครับ นม ราคาน้ำนมครับ การกำหนดราคาน้ำนมดิบนั้น ขั้นที่ ๑ นั้นจะมีราคาพื้นฐานเปึนตัวกำหนด ถัดจากนั้นมานะครับ ไขมันนมครับ ถ้านมมีไขมันนม สูงจะได้ราคาสูงเช่นเดียวกันครับ แต่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ทราบครับ เพราะว่าไขมันนมนั้น สามารถเอาไปทำผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ซึ่งเปึนผลิตภัณฑ์ทางน้ำนมได้อย่างมหาศาล ตรงนี้ คนไทยเราถูกหลอกครับ นะครับ ทําให้ไม่ว่าจะเปึนนม ไม่ว่าจะเปึนไทย - เด่นมาร์ก (Thai - Denmark) ที่ตราวัวแดงนะครับ ซึ่งจะต้องทำการต่อสู้ แต่สู้ในเรื่องของกลุ่ม เกษตรกรนะครับ สหกรณ์น้ำนมโคนมหนองโพ ซึ่งเปึนรูปสหกรณ์ก็ต่อสู้ยากครับ กับภาคเอกชนทั้งหลายนะครับ สหกรณ์โคนมหนองโพก็ได้เพียงแต่พูดว่า โคนมหนองโพ นมโคแท้แท้ แต่โดยแท้จริงแล้วคนหนองโพกำลังท้อแท้ครับ แต่โชคดีครับ รัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๕๐ นี้จะไม่ทําให้เกษตรกรนั้นท้อแท้ครับ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้รับความ เห็นชอบและผ่านในวันพรุ่งนี้ครับ จะเปึนมิติอันยิ่งใหญ่กับคนส่วนใหญ่ของประเทศของ แผ่นดินนี้นะครับ ซึ่งผมเองมีโอกาสได้มาเปึ้นตัวแทนของพี่น้องเกษตรกรนะครับ ผมภาคภูมิใจมาก มิใช่ว่าตัวผมภาคภูมิใจนะครับ ผมภาคภูมิใจแทนพี่น้องเกษตรกร นะครับ ที่ในฐานะที่เปึนตัวแทนองค์กรทางด้านการเกษตรนะครับ มีองค์กรหลากหลาย องค์กรครับทางด้านการเกษตรที่ได้เข้ายื่นหนังสือต่อท่านประธานสภาร่าง และ ท่านประธานกรรมาธิการยกร่างนะครับ อันได้แก่ สหพันธ์เกษตรกรแห่งประเทศไทย กลุ่มเครือข่ายเกษตรกรทางด้านต่าง ๆ นะครับ ไม่ว่าจะเปึ้นโรงสี ทางด้านโรงสีนะครับ กลุ่มเครือข่ายชาวนาหลาย ๆ เครือข่ายนะครับ ซึ่งต้องการให้มีสภาเกษตรกรขึ้น วันนี้ เขาทราบแล้ว เขาดีใจครับที่สภาของเรานั้นได้รับการมีสภาร่างรัฐธรรมนูญนะครับ เขายัง ดีใจมากกว่านั้นครับ เมื่อเขาพบว่า มาตรา ๓๐๓ มาตรา ๓๐๓ ยังเขียนระบุไว้ อย่างชัดเจนครับว่า ภายใน ๑ ป้รัฐบาลต่อจากนี้ไป หลังจากแถลงนโยบายแล้ว ต้องทำ กฎหมายที่ก่อให้เกิดสภาการเกษตรขึ้นอย่างแท้จริงนะครับ นี่คือความภาคภูมิใจแห่งนี้ นะครับ และวันนี้ผมก็ได้รับการยืนยันเช่นเดียวกัน หลังจากไปรณรงค์ที่ตลาดนะครับ พี่น้องเกษตรกรบอกว่า พรุ่งนี้ไปแน่ จะไปเห็นชอบอย่างแท้จริง มีการส่งสัญญาณกัน บอกให้ผมได้ทราบว่า หลายคนอาจจะไม่รู้หนังสือหรืออ่านหนังสือไม่ถนัด เขาบอกอย่างนี้ ครับ ท่านประธานครับ เขาบอกว่า ถ้าคนที่เขาอ่านหนังสือไม่ถนัด เขาบอกว่า ให้ไปดูอักษรที่มันสั้น ๆ ไม่ยาวนะครับ หรือคนที่อ่านหนังสือไม่รู้ แต่รู้ว่า มือซ้าย มือขวา คืออะไร เขาบอกให้ไปกาช่องทางด้านซ้ายครับ ตรงนี้ผมเลยนำมาเรียนให้ ท่านประธานได้ทราบครับ ตรงนี้ก็ภาคภูมิใจพอสมควรครับ ที่เมื่อเช้านี้นะครับได้เดิน เหนื่อยพอสมควรนะครับ ตั้งแต่เช้าจนถึงเที่ยงนะครับ แล้วรีบมาประชุมสภาแห่งนี้ครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

แล้วช่องซ้ายนั่นอะไรครับ

นายกฤษฎา ให้วัฒนานุกูล

ช่องซ้าย เห็นชอบ ครับ กา เห็นชอบ ทางด้านซ้ายครับ ไอ้ที่สั้น ๆ ก็คือ เขียนว่า เห็นชอบ ครับ เพราะไอ้ยาว ๆ มันมีคำว่า ไม่ มีไม้มลายครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

อ้อ ครับ สรุปหรือยังครับ

นายกฤษฎา ให้วัฒนานุกูล

ยัง อีกนิดหนึ่งครับ เรื่องภาคการเมืองครับ ผมดูเวลาอยู่ครับ ผมเห็นท่านนักการเมืองบางท่านที่คิดว่า คร่ำหวอดทางการเมืองครับ เผอิญนะครับ ผมไม่ได้มีโอกาสเปึนการรู้จักเปึนการส่วนตัว แต่มีโอกาสได้พูดคุยกัน ทางโทรศัพท์กับอดีตท่านรัฐมนตรี ๔ สมัยครับ สส. ๗ สมัยครับ ซึ่งถือว่าอยู่ในยุคที่ เรียกว่า เปึนยุคแห่งการเมืองที่เรียกว่า โปร่งใสและชัดเจนนะครับ ในสมัยท่าน พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ นะครับ ท่านไกรสร์ ตันติพงษ์ ครับ ท่านนำเรียนมากับผมครับว่า อยากขอบคุณเหลือเกินนะครับกับท่านประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ อยากขอบคุณ เหลือเกินครับกับท่านประธานกรรมาธิการนะครับ ท่านยกร่างนะครับ และ คณะกรรมาธิการยกร่างทุกท่านนะครับ ผมจึงนำมาเรียนตรงนี้ครับ ท่านบอกว่าอย่างไร ครับ ท่านบอกว่า ท่านไม่คิดเลยที่จะได้เห็นว่ามีรัฐธรรมนูญที่สามารถเขียนครับ เขียนได้ดี เกินกว่าที่ท่านคาดไว้ครับ สามารถที่จะวางกลไก กระบวนการหลายสิ่งหลายอย่างได้ดี ครับ ทำให้การกระจายอำนาจซึ่งแบ่งอำนาจออกเปึน ๓ ส่วน ก็คือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ นั้น สอดคล้องและกลมกลื่นกันได้อย่างดียิ่งนะครับ ท่านฝากมาครับว่าถ้าผมมีโอกาสพูดได้ เพราะจริง ๆ แล้ว โดยท่านบอกว่า ท่านได้ส่ง หนังสือครับเปึนลายลักษณ์อักษรมาถึงท่านประธานทั้ง ๒ ท่านนะครับ แต่ผมไม่มีโอกาส นะครับ จึงนํามาเรียนให้ท่านทราบนะครับ ท่านครับ สิ่งที่สําคัญอย่างหนึ่งนะครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ ถ้าใครฟังดูอยู่อาจจะเหมือนว่าพูดแต่สิ่งที่ดี ผมพบอยู่อย่างหนึ่ง ครับ ข้อไม่ดีของรัฐธรรมนูญนี้มีอยู่อย่างเดียวครับท่าน คือ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่สามารถ ทําให้คนไทยทั้งประเทศถูกใจได้ทุกคนครับ แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ทําให้ทุกคนได้รับ ผลประโยชน์ในส่วนร่วมร่วมกันอย่างถูกใจครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ ขอบพระคุณครับ ต้องเรียนท่านกฤษฎาสักนิดหนึ่งนะครับ ที่ท่านบอกว่า เมื่อมี คมช. แล้วนี่นะครับ ทำให้มี สสร. ด้วยนะครับ ก็ขอให้คราวนี้เปึนครั้งสุดท้ายนะครับ อย่ามีบ่อย ๆ ครับ ไม่ดีนะครับ ที่ชื่อแจ้งไว้นะครับ อาจารย์สุรชัย อาจารย์กรรณิการ์ นะครับ แจ้งชื่อไว้ อาจารย์สุรชัย อาจารย์กรรณิการ์ ท่านธวัช อาจารย์คมสัน อาจารย์ พิเชียร อาจารย์จรัญ อาจารย์เกียรติชัยนะครับ ท่านธวัช ไม่อภิปรายนะครับ ก็มีอาจารย์ คมสัน อาจารย์สุรชัย แล้วก็อาจารย์กรรณิการ์ครับ เชิญครับ

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย 🔗

ขอบคุณครับท่านประธานครับ ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญครับ กราบเรียนที่ประชุมอย่างนี้ครับว่า ในช่วงของการทำหน้าที่ในฐานะที่เปึนกรรมาธิการเผยแพร่สาระสำคัญของ ร่างรัฐธรรมนูญในพื้นที่ภาคกลางและกรุงเทพมหานครนั้น เราได้รับทราบสภาพปัญหา หลายเรื่อง หลายประการครับ โดยเฉพาะในช่วงท้ายของการทำหน้าที่เผยแพร่ สาระสําคัญของร่างรัฐธรรมนูญนั้น พบว่ามีเอกสารที่นํามาแจกจ่ายจากบุคคลที่ไม่หวังดี โดยเฉพาะจากกลุ่มคนที่พยายามชี้นำประชาชนให้ช่วยกันคว่ำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เอกสาร ดังกล่าวนั้น ส่วนหนึ่งผมได้ฟังคําอภิปรายจากท่านกรรมาธิการยกร่างไปแล้ว ก็เปึน เอกสารตรงกันครับท่านประธานครับ เปึนเอกสารที่บิดเบือนข้อความในสาระสำคัญของ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติหลายเรื่องหลายราว ซึ่งผมเองเมื่อมีโอกาสลงพื้นที่ก็ได้ พยายามชี้แจงให้กับพี่น้องประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร แล้วก็ ๒๕ จังหวัด ในภาคกลางได้รับทราบ แต่ว่ายังคงมีการนำเอกสารต่าง ๆ เหล่านี้มาเผยแพร่ ล่าสุด ก็ด้วยการส่งทางไปรษณีย์ไปถึงพี่น้องประชาชนทางบ้าน รวมไปถึงการใช้วิธีการใช้โทรศัพท์ลักษณะคล้าย ๆ โทรศัพท์ลูกโซ่ในการที่ชี้นำให้ ร่วมกันล้มรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีประเด็นสำคัญที่ผมอยากจะขออภิปรายชี้แจงเพิ่มเติม อยู่สามสี่ประเด็นครับ

ประเด็นแรก ก็คือ กลุ่มบุคคลที่ไม่หวังดีนั้นพยายามที่จะชี้นำว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติแล้วนี่ สส. และ สว. จะไม่สามารถทำหน้าที่ ช่วยเหลือประชาชนได้ โดยอ้างบทบัญญัติของมาตรา ๒๖๖ ผมได้พยายามชี้แจงกับ พี่น้องประชาชนว่า ที่ถูกต้องตามความเปึนจริงแล้ว มาตรา ๒๖๖ นั้น เขียนขึ้นเพื่อปัองกัน ไม่ให้ สส. และ สว. เข้าไปแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการประจำ คนละเรื่อง กับกลุ่มบุคคลที่ไม่หวังดีที่พยายามบิดเบือนว่า มาตรานี้เปึ้นมาตราที่กีดกันไม่ให้ สส. และ สว. เข้ามาช่วยเหลือประชาชนได้ ผมเรียนต่อไปครับว่า เจตนารมณ์ในการที่ เราร่างมาตรา ๒๖๖ ขึ้นมานี้นี่ เนื่องจากบทบัญญัติเดิมในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ได้มีการ บัญญัติให้ สส. และ สว. นั้นไปแทรกแซงเรื่องของข้าราชการประจำไม่ได้ แต่เฉพาะ ในเรื่องของการแต่งตั้งโยกย้าย แต่ผลของการใช้งานจริงของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ที่ผ่านมา ๙ ป้ เราคงเห็น เปึนประจักษ์ได้ทุกคนครับว่า ข้าราชการการเมืองนั้นแทรกแซง ข้าราชการประจําตลอด มีการเปลี่ยนถ่ายอํานาจทางการเมืองเมื่อใด ก็จะมีการถ่ายโอน ข้าราชการประจำ เอาคนของตนเข้ามานั่งในตำแหน่งสำคัญ และโยกย้ายคนของ พรรคการเมืองอื่นออกไป ด้วยเหตุนี้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงได้เพิ่มเติมเงื่อนไขในการที่ จะปัองกันไม่ให้นักการเมืองเข้ามาแทรกแซงข้าราชการประจำ ตั้งแต่เรื่องของการ ปฏิบัติหน้าที่ ตั้งแต่เรื่องของการพิจารณาเลื่อนขั้น รวมไปถึงการโยกย้ายข้าราชการ ประจำ แต่ในที่สุดข้อมูลที่เราได้พยายามปรับปรุงขึ้นมา เพื่อให้มีความถูกต้องมากขึ้น จากรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ก็ถูกคนที่ไม่หวังดีมาบิดเบือนเปึนว่า มาตรา ๒๖๖ เปึนมาตรา ที่กีดกันไม่ให้ สส. และ สว. เข้ามาทำหน้าที่ช่วยเหลือประชาชน

อีกประเด็นหนึ่งครับที่มีการบิดเบือน ก็คือ ในประเด็นที่พยายาม กล่าวอ้างว่า ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการใช้บังคับแล้ว ในมาตรา ๓๒ และ ๓๓ นั้น จะเปึนเหตุให้ประชาชนต้องถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพในเรื่องที่เกี่ยวกับเคหสถาน โดยพยายามไปชี้นําครับว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป่ดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถ เข้ามาค้นบ้านได้โดยไม่ต้องมีหมายศาล ผมได้ชี้แจงให้ทราบครับว่า ในเรื่องนี้นี่แท้ที่จริง แล้วมีอยู่ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ในมาตรา ๓๕ เดิม เรื่องการค้น เคหสถาน ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ บัญญัติไว้อย่างนี้ครับว่า การค้นในที่เคหสถานนั้น จะกระทําไม่ได้ เว้นแต่อาศัยอํานาจตามกฎหมาย แต่เวลาเราร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นมา เราเห็นครับว่า ตรงนั้นคือจุดอ่อนของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เราจึงได้มาปรับปรุงแก้ไขใหม่ ในมาตรา ๓๓ ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กำหนดไว้ชัดเจนเลยครับว่า การค้นเคหสถาน นั้นจะกระทำไม่ได้ เว้นแต่มีหมายหรือคำสั่งของศาล ดังนั้นการที่บุคคลกลุ่มนี้ไปพยายาม บิดเบือนว่า ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านแล้วสามารถค้นบ้านได้โดยไม่ต้องมีหมายศาลนั้น จึงเปึนการบิดเบือนข้อเท็จจริงจากขาวเปึนดำ

ประเด็นต่อไปครับ ท่านประธานครับ เรื่องของสวัสดิการในการ รักษาพยาบาล ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มีการกําหนดสิทธิของประชาชนที่จะได้รับการ บริการสาธารณสุขที่เหมาะสมและได้มาตรฐาน นั่นคือประการที่ ๑ ในการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพของประชาชนในเรื่องของการได้รับบริการสาธารณสุขว่า ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผ่านการประกาศใช้บังคับ ประชาชนมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองในเรื่องของการได้รับ บริการสาธารณสุขที่เหมาะสมและได้มาตรฐานเสมอกัน นั่นคือหลักการสำคัญที่ ๑ หลังจากนั้นได้มีการบัญญัติหลักการสําคัญประการที่ ๒ ไว้เปึนการเฉพาะสําหรับ ผู้ที่ยากไร้ว่า ในส่วนของประชาชนที่เปึ้นผู้ยากไร้นั้นจะได้รับการรักษาพยาบาลฟรี โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย หลักการในมาตรา ๕๒ นั้น จึงแบ่งเปึ้นหลักการ ๒ หลักการ อย่างที่ผมเรียนให้ที่ประชุมทราบ หลักการที่ ๑ ก็คือสิทธิของประชาชนนั้นเสมอกัน ในการที่จะได้รับบริการสาธารณสุข หลักการที่ ๒ คือผู้ยากจนมีสิทธิได้รับบริการฟรี ผู้ที่ไม่หวังดีก็เอาไปบิดเบือนอีกครับว่าจะเปึนการแบ่งชนชั้น จะเปึนการสร้างผู้ยากไร้ เทียมขึ้นมา สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแต่เปึนการนำเสนอข้อมูลที่เปึนเท็จต่อประชาชน

ประเด็นต่อมาที่ผมอยากจะกราบเรียนเสนอที่ประชุม ก็คือว่า ในระหว่าง ของการนำเสนอสาระสำคัญเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ มีประเด็นที่ประชาชนบางส่วนได้รับ การถ่ายทอดข้อมูลที่ผิด และก็มานําเสนอ มาตั้งเปึนคําถามในเวที ก็คือ ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ได้ถูกยกร่างขึ้น เพื่อพยายามต่อท่ออำนาจให้คณะรัฐประหารจริงหรือไม่ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เปึนร่างรัฐธรรมนูญฉบับพิมพ์เขียวหรือไม่ การที่สร้างสภาร่าง รัฐธรรมนูญขึ้นมานั้นเปึ้นเพียงแบบพิธีกรรมในการร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมได้ชี้แจงกับ พี่น้องผ่านเวทีต่าง ๆ ที่มีการตั้งคำถามนี้ โดยบอกให้พี่น้อง ถ้าพี่น้องได้มีการติดตาม การถ่ายทอดการทํางานของสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในช่วงที่เรามีการพิจารณา ชั้นแปรญัตติ จะเห็นได้ว่า พวกเราทำงานกันอย่างจริงจัง ตั้งแต่เก้าโมงเช้าถึงเที่ยงคืน โดยประมาณ เปึนเวลาติดต่อกัน ๑๘ วัน ท่านจะเห็นว่าพวกเราถกเถียงกัน ท่านจะเห็นว่า พวกเราต่อสู้กันในเรื่องแนวความคิดระหว่างกรรมาธิการยกร่างกับสมาชิกสภาร่าง ในฐานะที่เปึ้นผู้ขอแปรญัตติ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้น่าจะเปึนเครื่องยืนยันแทนคําตอบได้ว่า พวกเราทำงานตามใบสั่งของใครหรือไม่ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เปึ้นรัฐธรรมนูญฉบับ พิมพ์เขียวหรือไม่ เราร่างรัฐธรรมนูญเพื่อต่อท่ออํานาจให้กับคณะรัฐประหารหรือไม่ เมื่อได้ชี้แจงไปเช่นนี้ ประชาชนยอมรับว่าเปึนความจริง ยิ่งเราได้นำเสนอให้เห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หลายเรื่อง หลายประเด็น ที่มีการปรับปรุงแก้ไขในชั้นแปรญัตติ ล้วนมาแต่ข้อเสนอจากพี่น้องประชาชนที่ได้นำเสนอให้แก่พวกเรา ในชั้นที่พวกเราออกไป รับฟังความคิดเห็น ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจครับท่านประธาน ท่านเข้าใจดีว่า พวกเราได้ พยายามสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยมีพื้นฐานมาจากรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ แล้วเอามาศึกษาวิเคราะห์ว่า จากการบังคับใช้ของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ มีจุดไหน เปึ้นจุดบกพร่อง มีจุดไหนเปึนจุดอ่อน มีจุดไหนที่เปึนช่องทางที่นักการเมืองที่มีเจตนา ไม่ซื่อสัตย์สุจริตต่อแผ่นดินได้พยายามใช้เปึนช่องทางในการแสวงหาผลประโยชน์ให้กับ ตัวเอง ให้กับพรรคการเมืองของตัวเอง เราก็นำจุดตรงนั้นมาปรับปรุงแก้ไข ดังนั้นการที่ บอกว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เปึ้นรัฐธรรมนูญที่ต่อท่ออํานาจให้กับคณะรัฐประหารนั้น จึงไม่เปึนความจริง นอกจากนี้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังถูกกล่าวหาโดยการบิดเบือน ประเด็นอีกครับว่า ในการที่กําหนดให้มีการตั้งองค์กรปฏิรูปกฎหมาย กําหนดให้มีการตั้ง องค์กรปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมภายใน ๑ ป้ นับจากวันที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการ ประกาศใช้ เปึนการสืบทอดอํานาจของกฎหมายเผด็จการ ผมไม่เข้าใจครับว่า สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คิดได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่เราได้พยายามนำเสนอว่า การที่เราตั้งองค์กรปฏิรูปกฎหมาย ก็ดี เราตั้งองค์กรปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมก็ดี เราระบุไว้ชัดเจนในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ว่า องค์กรที่จะจัดตั้งขึ้นนั้นจะต้องเปึนองค์กรอิสระ กระบวนการปฏิรูปกฎหมายนั้น จะไม่ได้อยู่ภายใต้ความครอบงําของภาครัฐโดยสิ้นเชิง มิเช่นนั้นเราคงไม่กําหนดให้ชัดเจน ครับว่า องค์กรที่จะมาทําหน้าที่ปฏิรูปกฎหมายของประเทศ ซึ่งจะต้องเกิดขึ้นภายใน อนาคตนั้นจะต้องเปึ้นองค์กรอิสระ และจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ป้ ซึ่งในช่วงเวลานั้น เราเชื่อได้ว่าจะเปึนช่วงเวลาที่ประเทศไทยนั้นกลับคืนสู่สภาพปกติ เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่า เรามีสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง เราได้มาซึ่งสภาวุฒิสภา ซึ่งจะทําหน้าที่ร่วมกันเปึ้นรัฐสภาในการที่จะพิจารณาในเรื่องของ การปฏิรูปกฎหมายของประเทศ ด้วยเหตุนี้การที่มีการกล่าวอ้างว่า เราจัดตั้งองค์กรปฏิรูป กฎหมายมาเพื่อสืบทอดกฎหมายเผด็จการนั้น จึงเปึนการกล่าวอ้างที่ไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง ท่านประธานครับ ยังมีอีกจุดหนึ่งครับ ที่มีกลุ่มพยายามดึงเข้ามาให้เห็นว่า การร่าง รัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นเปึนการร่างรัฐธรรมนูญที่ขาดความชอบธรรม ก็คือประเด็น มาตรา ๓๐๙ ครับ ๓๐๙ ถูกหยิบยกขึ้นมาเปึนคำถามแทบทุกเวที โดยกล่าวหาว่า มีมาตรา ๓๐๙ มาตราเดียวนั้น เปึนการทําลายร่างรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่มาตรา ๑ ถึง มาตราที่ ๓๐๘ ผมได้ชี้แจงไปอย่างนี้ครับว่า ๓๐๙ แท้ที่จริงแล้วมิได้เกิดขึ้นเพื่อที่จะมา นิรโทษกรรมให้กับการกระทำใด ๆ ของคณะรัฐประหารเลย การนิรโทษกรรมนั้นได้เกิดขึ้นเรียบร้อยแล้วในรัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับป้ พ.ศ. ๒๕๔๙ ๓๐๙ ไม่ได้ที่จะสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับการรัฐประหารที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต ไม่มี ถ้อยคำใดในมาตรา ๓๐๙ ที่บัญญัติไว้เช่นนั้น แต่ก็ถูกหยิบยกว่า ๓๐๙ นั้นเขียนขึ้นมา นิรโทษกรรมการกระทำของคณะรัฐประหารที่ผ่านมา รวมไปถึงรองรับการกระทำ รัฐประหารที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย ผมได้ขอให้ไปพิจารณาทบทวนว่า การกระทำของ คตส. หรือคณะกรรมการตรวจสอบการกระทําที่ทำให้รัฐเสียหาย คำพิพากษาของ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่พิพากษาให้ยุบพรรคการเมือง ท่านต้องการให้การกระทำ เหล่านี้ยังคงอยู่ในระบบกฎหมายที่ถูกต้องไหม ท่านต้องการให้ คตส. ดำเนินการ ตรวจสอบเพื่อให้คำตอบกับประชาชนไหมครับว่า สิ่งที่ คตส. ตรวจสอบนั้น ในที่สุดนั้น ผลการพิจารณาคดีของศาล นักการเมืองที่ถูกกล่าวหานั้นจะต้องไปพิสูจน์ตัวเองบนศาล กระบวนการต่าง ๆ ของกระบวนการยุติธรรม ในที่สุดจะเปึนกระบวนการในการที่จะมา ชี้ให้เห็นว่า ผลการทํางานของ คตส. นั้น ถูกต้องหรือไม่ถูกต้องอย่างไร แต่ถ้ารัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ผ่านประชามติและมีผลทําให้รัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๙ เปึ้นอันถูกยกเลิกไป เชื่อแน่ ครับว่าจะมีหลายคน โดยเฉพาะผู้ที่สูญเสียอํานาจ หรือผู้ที่ถูกกล่าวหาจากการตรวจสอบ ของ คตส. อาจจะหยิบยกประเด็นปัญหาขึ้นมากล่าวอ้างว่า เมื่อรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๙ ต้องถูกยกเลิกไปแล้ว กิจกรรมต่าง ๆ คำสั่งต่าง ๆ ของ คมช. ซึ่งรวมไปถึงการแต่งตั้ง คตส. รวมไปถึงการแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้น อาจจะมีผลกระทบในทาง กฎหมายไปด้วย แล้วจะถูกกล่าวอ้างว่า บุคคลเหล่านั้น หรือหน่วยงานต่าง ๆ เหล่านั้นได้ ทำหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นเพื่อเปึนการร้องรับการกระทำที่เพื่อรักษา ผลประโยชน์ของบ้านเมือง เพื่อตรวจสอบการทุจริตประพฤติมิชอบ ผมเห็นด้วยครับว่า จำเปึ้นที่จะต้องมีมาตรา ๓๐๙ ภายหลังที่ได้ชี้แจงให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจถึง ความสําคัญของมาตรา ๓๐๙ ความจําเปึนของมาตรา ๓๐๙ ที่จําเปึ้นต้องมี ส่วนใหญ่ เข้าใจครับ ท่านประธานครับว่า มิได้มีขึ้นเพื่อรองรับการกระทำนอกรัฐธรรมนูญ แต่ตรงกันข้าม มีไว้เพื่อรองรับการตรวจสอบการทุจริตประพฤติมิชอบของนักการเมือง ถ้าตรวจสอบแล้วท่านเหล่านั้นบริสุทธิ์ ปัญหาต่าง ๆ ก็ยุติครับ ทั้งหมดก็คือเปึนการรายงาน เกี่ยวกับเรื่องของการทําหน้าที่เผยแพร่สาระสําคัญของรัฐธรรมนูญของภาคกลาง ซึ่งกระผมเปึนประธานอยู่ และก็ได้ประสบปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ ท้ายที่สุดมีบางจังหวัด ในพื้นที่ของภาคกลางที่พบว่ามีกลุ่มคนที่ไม่หวังดีในการที่ออกมาเคลื่อนไหว เพื่อที่จะ ชักนำให้ประชาชนล้มรัฐธรรมนูญ ได้มีการเผยแพร่สติกเกอร์ (Sticker) สีแดง มีข้อความ ชักนำให้ประชาชนเรียกร้องให้นักการเมืองในอดีตบางคนกลับมา ตรงนี้ทำให้เห็น ได้ชัดเจนครับ ท่านประธานครับว่า การที่มีบางคนออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ล้ม รัฐธรรมนูญนั้นมิได้กระทําด้วยเจตนาบริสุทธ์ กระทําโดยมีเจตนาแอบแฝง โดยซ่อนเร้น ผลประโยชน์ทางการเมืองอยู่ด้วย ดังนั้นก็ขอกราบเรียนไปยังพี่น้องประชาชน ผ่านท่านประธานนะครับว่า การที่มีการพยายามสร้างกระแสในการปลุกให้ล้ม รัฐธรรมนูญ ให้คว่ํารัฐธรรมนูญก็ดี ถ้าเปึนการกระทําโดยเจตนาบริสุทธิ์ เปึ้นความคิดเห็น ที่แตกต่างโดยไม่มีเจตนาซ่อนเร้น เปึนสิ่งที่เรารับไว้พิจารณาได้ แต่ถ้าเปึนการกระทำโดย มีเจตนาซ่อนเร้น เพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมือง ถือได้ว่าบุคคลเหล่านี้มีเจตนาที่บ่อน ทำลายประเทศไทย พี่น้องประชาชนต้องพึงระวังให้ดี สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมก็ได้พยายาม ชี้แจงกับพี่น้องประชาชนทุกครั้งที่มีโอกาสไปชี้แจงผ่านเวทีที่กรรมาธิการภาคกลาง ได้ตั้งไว้ ก็ขออนุญาตชี้แจงผ่านห้องประชุมแห่งนี้อีกครั้งหนึ่งครับ ขอบคุณครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ ขอบพระคุณครับ ท่านอาจารย์สุรชัยครับ ท่านสมเกียรติ รอดเจริญ ครับ

นายสมเกียรติ รอดเจริญ

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ เราก็ได้ใช้เวลา กันมานานพอสมควรแล้วครับ แล้วท่านประธานก็ได้ดำเนินการเอาวาระที่ ๒.๓ ไปดำเนินการเรียบร้อยแล้ว ผมขอเสนอป่ดประชุมครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

เอาเปึนว่าผมขอหารือสมาชิกก็แล้วกันนะครับว่า เราก็อภิปรายกันแล้วก็เปึนการรายงาน ของกรรมาธิการ แล้วการเสนอความเห็นของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญน่าจะเพียงพอ แก่การที่จะประชุมต่อไปนะครับ ผมว่าน่าจะพอแล้วนะครับ ท่านสมาชิกไม่เห็นอย่างอื่น นะครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)

ครับ ก็เปึ้นอันว่าถือว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงานการทำความเข้าใจกับประชาชน เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และการเสนอความเห็น ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้วนะครับ ต้องกราบขอบพระคุณ ท่านกรรมาธิการทุกท่านนะครับ ระเบียบวาระที่ ๒.๒ ๒.๓ ก็พิจารณาไปพร้อมกัน ไปแล้วนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องอื่น ๆ ไม่มีนะครับ

สำหรับวันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้ว สภาร่างรัฐธรรมนูญ จะมีการประชุมกันอีกในวันจันทร์ที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๐ เวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกา นะครับ ต้องขอบคุณทางท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญทุกท่านที่มาประชุมทุกท่านนะครับ แล้วขอบคุณท่านผู้ฟังหรือพี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านนะครับ ที่ติดตามการประชุมและ การอภิปรายของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พรุ่งนี้ก็คงฝากไว้กับการที่จะไปลงประชามติ นะครับ แล้วก็ขอความกรุณาพิจารณาด้วยดุลพินิจว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ส่งให้พี่น้อง ประชาชนทุกท่าน ทุกบ้านนั้นนะครับ ควรเปึ้นรัฐธรรมนูญที่จะได้รับความเห็นชอบ ให้นำไปเปึนรัฐธรรมนูญประกาศใช้อย่างถาวรหรือไม่นะครับ วันนี้ก็กราบขอบคุณ ท่านสมาชิกทุกท่านนะครับ ขอป่ดประชุมครับ

เลิกประชุมเวลา ๑๙.๐๒ นาฬิกา