สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๔๒ · ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๐

วิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์ หารือเรื่องการศึกษาในประเทศไทย โดยชี้แจงและอธิบายบทบาทของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ในการดูแลและการจัดการการศึกษาให้ทั่วถึงและเสมอภาค

นายวิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์ สสร. ครับ ผมในฐานะที่เปึนกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็น ประชาชนในภาคกลางและในต่างจังหวัดนะครับ ได้รับคำถาม เวลาที่เราไปพบประชาชน และก็ไปในพื้นที่ คำถามในเวลาที่เราทำเวที จะเรียกว่าเกือบจะทุกครั้ง พูดว่าทุกครั้ง ดีกว่าครับ จะมีคำถามจากประชาชนในเรื่องที่เขาห่วงใยเกี่ยวกับเรื่องบุตรหลาน บุตรหลานของเขานี่ พูดง่าย ๆ ก็คือ เรื่องของการศึกษา ซึ่งมีผลกระทบและ มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน มีผลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของอนาคตของเยาวชนของชาติ สิ่งที่ประชาชนจะถามอยู่เสมอนั้น ก็คือ การศึกษานั้นเราจะจัดการศึกษาให้เขาทั่วถึงไหม แล้วที่บอกว่า เรียนฟรีน่ะ ฟรีจริงไหม ซึ่งเรื่องนี้ถือโอกาสนี้นะครับ จะชี้แจง แล้วก็ได้แจ้งไปยังท่านประชาชนผู้ที่อาจจะไม่ได้ถาม แต่ว่ายังมีความห่วงใยในใจ เสมือนในทุก ๆ เวที และทุก ๆ ภูมิภาค และถ้าเรามองถึงการศึกษาของชาติ ก็พูดถึงว่า ในรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๔๐ ก็มี ๒๕๕๐ ที่เรากําลังจะลงประชามติพรุ่งนี้ก็มี แต่มีความ แตกต่างกันพอสมควร ผมจะขอชี้ประเด็นให้บรรดาพี่น้องทั้งหลายได้ทราบว่า สิ่งแรกก็คือ ที่เราพูดกันว่าในรัฐธรรมนูญมาตรา ๔๙ ก็บอกว่า บุคคลมีสิทธิเสมอกันในการ รับการศึกษาสิบสองป้ ๑๒ ป้ นั้นทุกคนจะได้ทราบว่า บุตรหลานของตนเองนั้นจะมีสิทธิ ได้รับการศึกษาตั้งแต่ชั้นประถมถึงชั้นมัธยม ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะดูแลให้ทุกคนมีสิทธิ เสมอกัน และให้บุตรหลานท่านมีอิสระในการที่จะเลือกระบบการจัดการศึกษาได้ หลายแบบ หลายรูปแบบครับ ไม่ว่าจะเปึนการศึกษาในระบบ นอกระบบ การศึกษาตาม อัธยาศัย ๑๒ ป้นั้นรัฐจะจัดให้อย่างฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ว่าก่อนที่จะถึงคําว่า ฟรี นั้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เพิ่มสิทธิกับบุคคลที่ยากไร้ บุคคลที่พิการ บุคคลที่ยากจน ทุพพลภาพ หรือคนที่อยู่ในสภาวะลำบาก จะได้รับการดูแลจากรัฐเปึนกรณีพิเศษ คือ ได้รับการดูแลตามสิทธิเหมือนกับคนปกติ พูดง่าย ๆ ก็คือว่า รัฐจะต้องเข้าไปดูแลคุ้มครอง เพื่อให้เกิดความเสมอภาคกันอย่างแท้จริง หมายความว่าขณะนี้คนยากคนจนในบ้าน เรานี่ ซึ่งปัจจุบันวันนี้ยังมีอีกหลายส่วนที่ไม่มีทุนการศึกษา ไม่มีโอกาสได้ศึกษา รัฐจะต้อง เข้าไปดูแล เพื่อให้ลูกหลานของทุกคนที่เปึนคนไทยได้มีโอกาสรับเรียนการศึกษาอย่าง แท้จริงในระยะเวลา ๑๒ ป้ ที่รัฐจัดให้ ซึ่งอีกส่วนหนึ่งครับ เปึนส่วนที่พี่น้องประชาชน ก็เรียกร้อง อยากจะขอให้รัฐดูแล ก็คือ ลูกหลานขนาดเล็ก ๆ เด็กเล็ก ๆ ที่เรียกว่า เด็กอนุบาล หรือเรียกว่า การศึกษาระดับปฐมวัย ปฐมวัยนี่ครับ จะมีเด็กอยู่ในพื้นที่ ในท้องถิ่นทุกแห่ง ไม่ว่าจะเปึนในภาคเมืองหรือภาคชนบท เด็กเหล่านี้นี่ต้องเรียน เปึนการ วางรากฐานการศึกษาชั้นระดับอนุบาลถึงปฐมวัย ซึ่งในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ดูแลนะครับ มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ให้ประโยชน์แก่พี่น้องประชาชนที่มีลูกหลานเล็ก ๆ โดยที่บอกไว้ว่า รัฐจะต้องส่งเสริมการจัดการศึกษาอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย นี่อยู่ใน มาตรา ๘๐ (๑) ซึ่งบอกไว้ชัดเจนว่า รัฐต้องดูแลเด็ก ส่งเสริมเด็ก การเลี้ยงดูและการศึกษา ปฐมวัย ซึ่งเปึนการผูกเขียนไว้ว่า เด็กของเราทุกคนนั้นมีหน้าที่จะต้องรับการศึกษา เมื่อรับ การศึกษาอยู่ในระดับการศึกษาปฐมวัย หรือระดับประถมศึกษา หรือมัธยมศึกษาก็ตาม จะเปึนการใช้สิทธิที่ทุกคนมีสิทธิเสมอกันที่จะต้องรับการศึกษา ทำให้ผู้ปกครองทุกคนนี่ ไม่ต้องห่วงว่ารัฐธรรมนูญนั้นจะไม่ดูแล ซึ่งผมขอเพิ่มเติมว่า ได้ขยายการดูแลนั้นไป ครอบคลุมอย่างเปึ้นรูปธรรมถึงคนที่ยากจน ยากไร้ พิการ ทุพพลภาพให้มีสิทธิเสมอกัน เพราะเมื่อก่อนนี้เราอาจจะเห็นคนพิการนะครับ คนที่ยากไร้ แต่ว่าไม่ได้รับการดูแล เพราะว่าอาจจะไม่ทั่วถึงด้วยเหตุใดก็ตาม เมื่อลำบาก พิการมาก ๆ ก็ไม่ได้เรียน แต่ตอนนี้ รัฐต้องส่งเสริม ดูแล คุ้มครองเปึ้นพิเศษ ผมจึงอยากให้ท่านผู้ฟังทางบ้าน ท่านผู้ชม ได้รับ ทราบว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นได้ห่วงใยเพิ่มกว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ ขณะเดียวกัน ครับรัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึง คำว่า ทั่วถึง นี่ ขณะนี้รัฐก็จัดการศึกษาใน ๓ รูปแบบ อยู่แล้ว คือรูปแบบของในระบบ ตั้งแต่ระดับชั้นปฐมวัย ระดับประถมศึกษา ระดับ มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา เรามีนอกระบบ เช่น การศึกษานอกโรงเรียน การศึกษาตาม อัธยาศัย เปึนต้น สิ่งเหล่านี้ครับ เปึนการศึกษาที่กระจายออกไปอย่างทั่วถึง แต่ว่าขณะนี้ เราจะพูดถึงว่า การศึกษานั้นในรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๕๐ ฉบับใหม่ที่เรากําลังจะลง ประชามติพรุ่งนี้นะครับ ก็พูดถึงองค์กรวิชาชีพ องค์กรเอกชน องค์กรทางศาสนา หรือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็สามารถที่จะจัดหรือช่วยร่วมกันจัดการศึกษานะครับ ทำให้มีการศึกษาที่องค์กรเหล่านี้จัดขึ้นจะได้รับการคุ้มครองและรับรองจากรัฐ ตามมาตรา ๔๓ วรรคสาม ซึ่งผมอยากจะเรียนให้ท่านประชาชนได้รับฟังเข้าใจว่า วันนี้ การจัดการศึกษานั้นกระจายออกไปอย่างทั่วถึง ท่านมีสิทธิเลือกครับ จะเลือกในระบบ นอกระบบแล้วแต่ แต่ท่านมีสิทธิได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึงอย่างแน่นอน พร้อมกันนี้ คำว่า ไม่เก็บค่าใช้จ่าย ซึ่งเปึนคำถามที่หน้ามาก แน่นมาก ถามอยู่เสมอว่า จริงหรือไม่เก็บ ตอนนี้ เห็นฉบับที่แล้วเมื่อป้ ๒๕๔๐ ก็บอกว่าไม่เก็บ แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๕๐ นี้ครับ ได้ขยายความและกำหนดไว้ในบันทึกเจตนารมณ์ว่า รัฐนั้นจะต้องจ่ายเงินอุดหนุน ช่วยนักเรียนเปึนรายหัวให้กับสถานศึกษา เพราะฉะนั้นท่านไม่ต้องไปเสียเงินค่าบำรุง ไม่ต้องเสียเงินค่าเล่าเรียน มันอยู่ในระบบที่รัฐจัดให้อยู่แล้ว รัฐจัดสร้างอาคารสถานที่ ตัวอาคารเรียน สิ่งเหล่านี้ โต๊ะ เก้าอี้ ครุภัณฑ์ อย่างนี้จัดให้หมด ท่านไม่ต้องไปเสีย จะอยู่ ในลักษณะที่รัฐจัดอยู่แล้ว รัฐจัดอุปกรณ์การเรียนการสอนให้ แล้วก็บางโรงเรียนรัฐก็จัด คอมพิวเตอร์ (Computer) ให้ สิ่งเหล่านี้ครับเมื่อรัฐจัดให้แล้วก็ไม่ต้องไปเสียอีก จะมี ความชัดเจนหมด โดยห้ามเก็บเงินแม้แต่ค่าใช้จ่ายที่อยู่ในหลักสูตรเพิ่มอีก หรือจะไปเก็บ ในส่วนของผ่านกระบวนการต่าง ๆ ที่ไม่ถูกต้องก็ทําไม่ได้ แต่อันนี้ไม่ได้หมายความถึง เสื้อผ้า ตำราเรียนกับสมุด ดินสอ ปากกาส่วนตัวนะครับ อันนี้ก็ต้องเปึนหน้าที่ผู้ปกครอง โดยปกติอยู่แล้ว ท่านจะมองเห็นภาพไหมครับว่า คราวนี้ความชัดเจนจะปรากฏขึ้น ทำให้ ภาพของการจัดการศึกษา ๑๒ ป้นั้น แล้วไม่เสียค่าใช้จ่ายนั้นมีความชัด แล้วก็มีการ กำหนดไว้ ทำให้ผู้ปกครองสามารถที่จะเปึนหลักฐาน เปึนกรณีที่ใช้ดำเนินการที่จะดูแล สิทธิให้กับบุตรหลานของท่านได้ ซึ่งสิทธิเสรีภาพของคนไทยนั้น เรื่องการศึกษานั้น เปึ้นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งการศึกษานั้นจะต้องยาวไปถึงระดับอุดมศึกษา แม้ว่าเราอาจจะดูแล ไม่ถึงขนาดฟรีระดับอุดมศึกษาก็ตาม แต่ก็มีการส่งเสริมพัฒนาการศึกษาเช่นเดียวกัน ผมกราบเรียนท่านผู้ฟัง ท่านผู้ชมทางบ้าน ท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เคารพว่า ในสิ่งเหล่านี้นี่ครับ การจัดการศึกษานั้น มีการให้พูดถึงเกี่ยวกับเรื่องของเน้นเรื่องคุณภาพ นะครับ คุณภาพมาตรฐาน ซึ่งเปึนสิ่งที่มีความจำเปึนและมีความสำคัญ คือถ้าเรา จัดการศึกษาแบบเละเทะ ไม่มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ ผลออกมาเด็กเราก็คงจะไม่ดี เท่าที่ควร ขณะนี้เราบอกกันว่าการศึกษาเรานั้นอาจจะยังไม่ทันโลก หรือบางทีอาจจะสู้ เพื่อนบ้านไม่ได้ ก็ต้องขอกราบเรียนว่า วันนี้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๕๐ ได้พูด ชัดเจนว่า รัฐจะต้องพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาในทุกระดับและทุกรูปแบบ มีความหมายว่า บัดนี้ไปรัฐจะต้องดูแลเรื่องคุณภาพ และคุณภาพ และมาตรฐาน ซึ่งมีการกำหนดมาตรฐานการศึกษาในทุกระดับ ตั้งแต่ชั้นปฐมวัย ชั้นประถมศึกษา ชั้นมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา ซึ่งก็มีการดูแลเรื่องคุณภาพ ทีนี้ถามว่า ถ้าจะถามว่า การพัฒนาคุณภาพนั้นพูดกันเองแบบไม่มีข้อมูล หรือไม่มีหลักการง่าย ๆ ก็คงพูดได้ แต่ในรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ นั้นกําหนดไว้อีกครับ ไปผูกไว้กันไว้ว่า รัฐต้องพัฒนาบุคลากร พัฒนาคุณภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ก้าวหน้าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก อันนี้แสดงว่าเปึ้นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องส่งเสริม สนับสนุนนะครับ จัดงบประมาณ จัดวางแผนดําเนินการพัฒนาการศึกษา ยกระดับคุณภาพครู และก็คุณภาพบุคลากร ทางการศึกษาให้ทันสมัย ให้ก้าวหน้าทันโลก แล้วก็ไปสอดคล้องกับหลักสูตรต่าง ๆ ที่มีการพัฒนาปรับปรุงตลอดเวลา อันนี้แหละครับเปึนข้อกำหนดที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๘๐ (๓) ซึ่งท่านเป่ดในรัฐธรรมนูญที่ท่านมีได้เลยว่า รัฐกําหนดไว้แล้ว อย่างแท้จริงนะครับ เห็นได้ มองได้ แล้วก็มีข้อกำหนดที่จะให้เห็นคุณภาพการศึกษาได้ อย่างแท้จริง และทุกระดับ ทุกระบบนะครับ แล้วก็ยังมีกำหนดเพิ่มไว้อีกว่าคราวนี้ต้องมี แผนการศึกษาชาติ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการวางแผนการศึกษาที่เปึ้นระยะยาว ให้แน่นอน ไม่ปรับ ไม่เปลี่ยน ไม่หมุน ไม่ยุบ ไม่เลิกไปตามนโยบายของรัฐ หรือบางรัฐบาล หรือบางรัฐมนตรีบางท่าน ทั้งนี้ก็เพื่อให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ ซึ่งแผนการศึกษานั้นจะสอดคล้องกันไป เราจะได้ได้พัฒนาว่า ในช่วงเวลานี้จะพัฒนา การศึกษาด้านอาชีวศึกษาหรือด้านเกี่ยวกับอุดมศึกษา หรือด้านเกี่ยวกับพัฒนาส่งเสริม ทักษะด้านใด สิ่งเหล่านี้ครับจะไปอยู่ในแผนการศึกษาแห่งชาติ ท่านจะมองเห็นนะครับว่า นโยบายการศึกษาของรัฐที่ปรากฏอยู่ในนโยบายของรัฐในมาตรา ๘๐ นั้น ได้กำหนดให้ ผู้ปฏิบัติ คือทางกระทรวงศึกษาธิการหรือผู้ที่เกี่ยวข้องนี่จะต้องยึดคุณภาพ ยึดมาตรฐาน การศึกษา ดำเนินการให้ได้คุณภาพอย่างแท้จริง โดยกำหนดไว้ในพัฒนาครู บุคลากร และมีแผนการศึกษาแห่งชาติอย่างกำหนดไว้แน่นอน ทั้งนี้นะครับ เพื่อให้เกิดความ สอดคล้องกับการพัฒนาดังกล่าว รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังกําหนดไว้ในมาตรา ๘๐ (๓) ว่า รัฐต้องพัฒนากฎหมายการศึกษาของชาติทุกฉบับ ตรงนี้ครับ ซึ่งกฎหมายนี้ กฎหมาย การศึกษาแห่งชาตินั้นมีหลายฉบับครับ เช่น พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ป้ ๒๕๔๒ พระราชบัญญัติบริหารกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ หรือพระราชบัญญัติครู และบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ครับ รวมทั้งพระราชบัญญัติ การศึกษานอกโรงเรียน ซึ่งจะต้องมีการพัฒนาปรับปรุงนะครับ ทำให้สอดคล้องกับ การวางแผนพัฒนาที่จะเกิดขึ้น บางครั้งนะครับ ท่านคงจะทราบว่า เราจะปรับเปลี่ยน แก้ไขอะไรต่าง ๆ นั้นก็ทําได้ยาก เพราะว่ามันมีกฎหมายบังคับ กํากับอยู่ แต่รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้นั้นกำหนด รัฐจะต้องพัฒนากฎหมายการศึกษาแห่งชาติ เพื่อจะให้การศึกษา ทุกรูปแบบนั้นสามารถที่จะปรับปรุงให้ทันโลก ทันเหตุการณ์ แล้วก็ปรับปรุงให้ได้คุณภาพ อย่างแท้จริง ไม่แพ้เพื่อนบ้าน ผมอยากกราบเรียนถึงอีกส่วนหนึ่ง เดี๋ยวนี้รัฐนั้นนี่อาจจะ กระจายอำนาจนะครับ ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรทางศาสนา ชุมชน และเอกชน สามารถที่จะมีส่วนร่วม สามารถที่จะจัดการศึกษา หรือส่วนร่วมจัดการศึกษา นะครับ กับรัฐได้ อันนี้เปึนการกระจายออกไป ทําให้ผู้จัดการศึกษานั้น ไม่ใช่ว่ามีเฉพาะรัฐ หรือกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น ท้องถิ่นซึ่งมีนักเรียน มีเด็กอยู่ในท้องถิ่น เต็มไปหมด เลยครับ ทุกจังหวัด ทุกตำบล ทุกอำเภอ ก็สามารถจะได้รับการดูแลจากองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นได้นะครับ ไม่ว่าจะเปึนเรื่องการจัด ซึ่งบางแห่งก็จัดอยู่แล้ว หรือจะจัดเพิ่ม ขึ้นมา หรือจะสนับสนุนงบประมาณไปให้สถานศึกษาที่รัฐจัดอยู่แล้ว ได้ดูแลส่งเสริม การจัดการเรียนการสอนมากขึ้น ทั้งนี้ก็จะเปึนผลตกอยู่กับเด็กที่อยู่ในท้องถิ่นของตนเอง เปึ้นรูปแบบที่เราได้กระจายขยายเขียนบทแนวทางให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้มีโอกาสดำเนินการสนับสนุนการศึกษาได้อย่างเต็มที่ แล้วก็ถูกต้อง ไม่อึดอัดในการ ใช้งบประมาณมาช่วยทางการจัดการศึกษาของรัฐ และทำให้เกิดความไม่ถูกต้องในการ ดำเนินการ ผมอยากจะกราบเรียนท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เคารพทุกท่านว่า ขณะนี้นี่นะครับ หลังจากที่เราดําเนินการ ถ้าหากว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับได้ผ่านการ ลงประชามติไป ท่านจะได้เห็นว่าในมาตรา ๓๐๓ นั้น ยังพูดถึงว่า การดำเนินการปรับปรุง พัฒนากฎหมาย ทำให้เกิดการพัฒนาการศึกษาได้ทันเวลานะครับ ภายในเวลาที่กำหนด ไม่ชักช้าเนิ่นนานเกินไป ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะครับก็จะต้องไปรีบเร่งรีบปรับปรุง วางแผนพัฒนาการศึกษา ตั้งแต่การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ เช่น การศึกษา นอกโรงเรียน วิทยาลัยชุมชน หรืออื่น ๆ ก็ตามที่เกี่ยวข้องนะครับ การศึกษาตามอัธยาศัย ให้มีการดำเนินการที่พัฒนา เพื่อที่จะนำไปสู่ความก้าวหน้าการศึกษาของชาติ ผมกราบเรียนท่านพี่น้องประชาชนว่า สิ่งเหล่านี้ครับ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ให้สิทธิ ได้กําหนดนโยบาย ความชัดเจนเกี่ยวกับการศึกษาไว้มากกว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ อีกมากมาย อยากให้ท่านพี่น้องประชาชน หรือท่านสมาชิกได้มีโอกาสแถลงชี้แจงกับ ประชาชนในข้อเท็จจริงที่มันมีอยู่แล้ว บัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพื่อที่จะมองเห็น ผลประโยชน์ในด้านการศึกษาที่จะกระทบกับเด็กและเยาวชนในทุกจังหวัด ในทุกภูมิภาค ในทุกอำเภอ ตำบล ซึ่งกระจายกันไปอยู่ทั่วไป ผมอยากจะขอให้ท่านทั้งหลายนะครับ ที่ได้สอบถาม ที่ตั้งคำถามมา ได้ฟังคำชี้แจงของผม แล้วก็ท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ไปด้วย พร้อมกันนี้ถ้าหากว่าท่านได้ดูแล้ว มองแล้ว เห็นแล้วว่าเปึนประโยชน์นั้น ท่านก็โปรดพิจารณาดูว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นสร้างคุณภาพ สร้างชีวิต สร้างอนาคต สร้างสิ่งดี ๆ แก่ลูกหลานท่านอย่างแท้จริงหรือไม่ ถ้ามีประโยชน์จริง ๆ ท่านควรจะรับ เห็นชอบหรือไม่ ขอบคุณครับ