สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๔๒ · ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๐

ปกรณ์ ปรียากร หารือเรื่องการทำงานของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องการยอมรับความพยายามในการทำงานของทุกคน โดยเน้นย้ำปัญหาการใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 ที่เจตนารมณ์ไม่ได้ผลในทางปฏิบัติ และถูกปิดกั้นมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังพูดถึงปัญหาการขาดมารยาททางสังคมและการไม่เคารพกฎในทางการเมือง โดยเรียกร้องให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหานี้ โดยให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจของประชาชนและรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชน

นายปกรณ์ ปรียากร กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม ปกรณ์ ปรียากร สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณท่านประธานอีกครั้งหนึ่ง นะครับ ที่เป่ดโอกาสให้ได้มีการชี้แจงในการมาประชุมในวาระที่ค่อนข้างจะมีความสําคัญ ในขณะเดียวกันก็อยู่ในช่วงเวลาที่จําเปึนอย่างยิ่ง เหตุผลที่บอกว่าเปึนวาระที่สําคัญ ก็เพราะว่าจะเปึนโอกาสอีกครั้งหนึ่งที่คณะกรรมาธิการยกร่าง และสมาชิกสภาร่างทั้งหมด นี่นะครับ ได้ใช้เวลาในการทำงานช่วงสุดท้าย ที่จะชี้แจงให้เห็นถึงสิ่งที่เปึนความพยายาม ในการทำงานตลอดระยะเวลา ๗ เดือนเศษนี่นะครับที่ผ่านมา ในขณะเดียวกันก็จะชี้ ให้เห็นถึงสิ่งที่เราได้พบเมื่อไปทํางานในฐานะที่เปึ้นผู้ที่สนับสนุนการปฏิบัติงานของ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในการเผยแพร่ ชี้แจง ทำความเข้าใจ ตลอดจนตอบคำถาม ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ก่อนที่จะไปถึงประเด็นที่ท่านประธานได้กรุณาจะมอบหมายให้ผม พูดถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพนั้น ใคร่ขอเรียนต่อที่ประชุมว่า สิ่งที่เราเข้าไปทำงานร่วมกันกับ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มบุคคลที่เราไม่อาจจะละเลยได้ ก็คือบุคคลที่มิได้เปึ้นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ นั่นก็ได้แก่ กรรมาธิการวิสามัญ รับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของภาคต่าง ๆ ตั้งแต่ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ขณะเดียวกันในแต่ละภาคนั้นนี่นะครับ ก็จะมี กรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมประจำจังหวัด ทั้ง ๗๖ จังหวัด กลุ่มคนเหล่านี้ทํางานอยู่เบื้องหลังความสําเร็จในการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปึนแนวหน้าในการชี้แจงทำความเข้าใจโดยไม่หวั่นไหว ต่ออุปสรรค์ใด ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ ซึ่งมีภาวะที่แตกต่างกัน จากข้อค้นพบของการ ทำงานที่ผ่านมานั้นนี่นะครับ คำถามร่วมที่เกิดขึ้น ดูเหมือนว่าจะเปึนคำถามใหญ่ ๆ อยู่ ๔ เรื่องด้วยกัน

เรื่องแรก ก็คือ ประชาชนมักจะให้เราทบทวนว่า ทำไมต้องมาร่าง รัฐธรรมนูญกันใหม่ ในเมื่อเรามีรัฐธรรมนูญตั้งหลายฉบับที่น่าจะหยิบมาใช้ได้เลย

ในประการที่ ๒ ก็คือ จะร่างรัฐธรรมนูญกันโดยใช้หลักการอะไร และรัฐธรรมนูญฉบับนี้นี่จะต้องไปเปรียบเทียบกับเรื่องอะไรบ้าง

ในประการที่ ๓ ซึ่งกรณีนี้เปึนข้อที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ แต่เราก็สามารถ ที่จะชี้แจงและทำความเข้าใจได้อย่างกระจ่างชัด นั่นก็คือประชาชนจะมีส่วนร่วมอย่างไร

และในประการสุดท้าย สาระสำคัญที่เรามุ่งเน้น ซึ่งเมื่อสักครู่นี้กรรมาธิการ ชุดที่แล้วก็ได้พยายามชี้แจงในทำนองเดียวกัน ซึ่งเราจะเห็นว่าเปึ้นสาระสำคัญที่บรรดา คนทำงานอย่างแท้จริงนี่จะมุ่งเน้นไปในแนวทางเดียวกัน ซึ่งในบางส่วนนั้นผมจะขยาย ความต่อไป

ในเรื่องของว่าทําไมต้องมาร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่นั้น เราพยายามที่จะ ชี้แจงนอกจากที่มาของเหตุการณ์ก่อนวันที่ ๑๙ กันยายนแล้วนี่ ก็ลงมาสู่ประเด็นหลัก ที่สําคัญของปัญหาในการใช้รัฐธรรมนูญในป้ ๒๕๔๐ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องมาใช้ ในการเปรียบเทียบ และทำข้อเปรียบเทียบเมื่อเราร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ตามข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญชั่วคราวในป้ ๒๕๔๙ ปัญหาที่เกิดขึ้นซึ่งอยากจะย้ำเตือน และผมเชื่อว่าบรรดาท่านสมาชิกก็คงจะเห็นปัญหาร่วมกันเช่นเดียวกับพี่น้องประชาชน ทั้งหลาย นั่นก็คือ ปัญหาด้านเจตนารมณ์เกี่ยวกับการส่งเสริม คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเปึนมนุษย์ของประชาชนที่รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ มีเจตนารมณ์หลัก ที่สำคัญเกือบจะหลาย ๆ มาตรา ไม่อาจจะเกิดผลในทางปฏิบัติได้ ในทางกลับกันนี่ นะครับ กลับถูกป่ดกั้นมากยิ่งขึ้นในช่วงก่อนที่จะถึงเหตุการณ์วันที่ ๑๙ กันยายน ป้ที่แล้ว นี่นะครับ ตรงจุดนี้บรรดากรรมาธิการ และบรรดาสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญก็คง จะใช้วิธีการในการชี้แจงในทํานองเดียวกันว่า แม้ในปัจจุบันพวกเราจะอยู่ในภาวะของการ บริหารราชการแผ่นดินภายใต้ภาวะที่ผิดไปจากปกติ คือเปึนการบริหารราชการแผ่นดิน หลังการปฏิรูประบบราชการแผ่นดิน เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ แต่กลับมีสิทธิ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทั้งในเชิงบวกและลบต่อรัฐบาลมากกว่าเมื่อช่วง ก่อนหน้านั้น ตรงจุดนี้เปึ้นจุดในเชิงประจักษ์ ซึ่งสามารถเห็นได้จนถึงขณะนี้ เราสามารถที่จะเห็นในขณะนี้ได้ชัดนะครับว่า ฝ์ายที่ไม่เห็นด้วยกับคณะมนตรีความมั่นคง แห่งชาติ หรือไม่เห็นด้วยกับการร่างรัฐธรรมนูญของเรานี่ ก็ยังมีโอกาสในการออกใบปลิว สารพัดเรื่อง ใบปลิวบางเรื่องนั้นก็เขียนเฉพาะจุด เปึนการเขียนเพื่อมีเจตนารมณ์ที่จะ บิดเบือนเรื่องของรัฐธรรมนูญ โดยที่ฝ์ายเราเองก็ยินดีรับมาอ่าน แต่เมื่ออ่านแล้วก็เหมือน อย่างที่ท่านรองประธานเมื่อสักครู่นี้ได้กล่าวไปแล้ว ก็คือ นอกจากไม่เข้าใจแล้วนี่นะครับ ก็ยังพยายามที่จะจับเฉพาะประเด็นบางจุด เพื่อทำให้เกิดความไขว้เขว แต่อย่างนี้ ก็ไม่เปึนไรในสังคมประชาธิปไตย แต่ถ้าทําอย่างนี้ในช่วงที่มีรัฐบาลชุดที่แล้ว ผมคิดว่า คงไม่สามารถจะอยู่ลอยนวลได้

ในประการที่ ๒ ของปัญหาของการใช้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ซึ่งไม่มีใคร ปฏิเสธได้เลย ก็คือปัญหาเกี่ยวกับการที่ประชาชนไม่อาจจะมีส่วนร่วมในทางการเมือง และการตรวจสอบอํานาจรัฐนั้นก็ไม่อาจจะกระทําได้อย่างแท้จริง ตรงนี้แหละครับที่ทําให้ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ได้ถูกทำลายลงโดยสิ้นเชิง โดยวิธีการต่าง ๆ นานา ซึ่งก็ได้มีการพูดกันอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสกัดกั้นไม่ให้ฝ์ายประชาชนนั้นเข้ามา มีบทบาทสำคัญในการเรียกร้อง ในการใช้บทบาทที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการในทาง การเมืองนอกสภาได้โดยง่าย นอกจากนั้นการตรวจสอบอํานาจรัฐนั้นนี่นะครับ ก็ถูก แทรกแซงอย่างมาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื่อมโยงไปสู่ปัญหาประการที่ ๓ ก็คือ การตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐของรัฐสภา เราจะเห็นว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ดี การตอบกระทู้ถาม ก็ตาม หรือแม้แต่เรื่องความพยายามที่จะดำเนินการในเรื่องอื่น ๆ ในหลาย ๆ เรื่องของ รัฐสภา อาจจะถูกครอบงําฝ์ายเดียว และการครอบงําเหล่านั้นก็ทําให้องค์กรอิสระตาม รัฐธรรมนูญต่าง ๆ ที่ได้ถูกออกแบบด้วยความตั้งใจที่ดีในป้ ๒๕๔๐ นี่นะครับ ไม่สามารถ ที่จะทํางานได้โดยสิ้นเชิง เราจะเห็นว่าการแทรกแซงการใช้อํานาจรัฐเกิดขึ้น อย่างกว้างขวาง แทรกแซงตั้งแต่หัวขบวน ก็คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง กลางขบวน ก็คือ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา และคณะกรรมการปัองกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ และท้ายขบวน ก็คือ สำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เราจะเห็นความ เลเพลาดพาด และการไม่สามารถที่จะทำงานทำนองนั้นได้เลยในช่วงของการใช้ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ของรัฐบาล ๒ รัฐบาลต่อเนื่องกัน ซึ่งมีผู้นําคนเดียวกัน

ในประการสุดท้าย เปึนปัญหาเชิงประจักษ์ พูดที่ไหนก็ตามนี่นะครับ ผู้คนยอมรับกันโดยส่วนร่วม นั่นก็คือ การไม่ตระหนักถึงคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมือง มีข้อมูลมหาศาลที่ชี้แจงให้เห็นถึงการทำงานที่ผิดทำนอง คลองธรรม การทำงานที่ไม่เคารพกฎ หมายถึงกฎหมายของบ้านเมือง กติกา หมายถึง กติกาทางวิชาชีพ ซึ่งบุคคลที่ทำงานในวิชาชีพต่าง ๆ นั้นต้องเคารพยึดถือเปึนอย่างยิ่ง และที่สําคัญมากที่สุด ก็คือ มารยาททางสังคม ความล้มเหลวอย่างนี้นี่นะครับ ทําให้สิ่งที่ ผมได้เคยพูดอยู่เสมอในหลาย ๆ ที่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีโอกาสแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นในที่ประชุมสัมมนาในการบรรยายทางวิชาการ ในการวิจัย สิ่งที่มันเกิดขึ้น ก็คือ เราใช้คำในภาษาชาวบ้านง่าย ๆ ว่า การกินเปอร์เซ็นต์ (Percent) ที่มันเกิดขึ้นอย่าง ดาษดื่นและผู้คนเห็นอย่างกว้างขวางในทุกกลุ่มก้อนของการทำงาน จนกระทั่งทำให้เกิด ความเอื้อมระอา แต่ก็ไม่สามารถจะแก้ปัญหาได้ เพราะบุคคลที่เข้ามามีส่วนร่วมในการ กินเปอร์เซ็นต์เสียเองนั้น กลายเปึนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ระดับสูงร่วมกับบรรดาวงศาคณาญาติ และผู้ที่อยู่ในกลุ่มผลประโยชน์เดียวกัน การกระจายประโยชน์ที่เกิดขึ้นก็เปึนการกระจายประโยชน์เฉพาะกลุ่ม สิ่งที่ทำให้เกิด ปัญหาใหญ่ขึ้นไปจากการขาดมารยาททางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปึ้นผู้นำทาง การเมือง ก็คือ การพูดในลักษณะที่แสดงให้เห็นถึงการใช้อํานาจรัฐที่ผิดทํานองคลอง ธรรม ในทำนองที่ว่า เมื่อประชาชนในพื้นที่ใดไม่ได้เลือกรัฐบาลของเราก็จะไม่มีทางได้รับ การจัดสรรทรัพยากรของแผ่นดินเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาในพื้นที่นั้น สิ่งเหล่านี้เปึนสิ่ง ที่ทําให้เราจําเปึ้นต้องมาร่างรัฐธรรมนูญด้วยความยากลําบาก โดยความยากลําบาก ในลักษณะที่ว่า การทำให้การแก้ปัญหาในเรื่องเหล่านี้จะต้องร่างโดยใช้หลักการอะไร แน่นอนสิ่งที่เรายึดและชี้แจงให้พี่น้องประชาชนทราบ ก็คือ เราต้องเริ่มต้นจากเรื่องของรูปร้อยของระบอบประชาธิปไตย ในการร่างรัฐธรรมนูญ คราวนี้ ในที่ประชุมของคณะกรรมาธิการยกร่าง โดยความเห็นชอบของสมาชิกสภาร่าง เราออกแบบของระบอบประชาธิปไตยของไทยนี่นะครับ โดยยึดโยงกับหลักคิด ที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมทางการเมืองของไทย นั่นก็คือ เราจะถือว่าระบอบ ประชาธิปไตยของไทยนั้นเปึนระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา อันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเปึนประมุข แล้วเราอยากจะขีดเส้นใต้ ๒ เส้น ๓ เส้นใหญ่ ๆ ของข้อความเหล่านี้ เพราะเราเชื่อว่าระบอบประชาธิปไตยแบบที่เรากำลังกล่าวถึงนี้เปึ้นระบอบประชาธิปไตย ที่ทำให้สังคมไทยยั่งยืน มั่นคงสถาพร แม้จะมีความแตกแยกในบางครั้งบางคราว แต่ก็ไม่ทำให้เกิดความล่มสลายของประเทศ และก็สามารถที่จะแก้ปัญหาของประเทศได้ ด้วยสำนึกที่ว่า คนที่เข้ามาทำงานในทางการเมืองนั้นต้องมาเปึ้นผู้บริหารราชการแผ่นดิน ไม่ใช่เปึ้นผู้บริหารกลุ่มผลประโยชน์ หรือเปึนการเชิดชูลักษณะสิ่งที่เราอาจจะเรียกกันว่า การปกครอง ประหนึ่งกึ่งประธานาธิบดี ที่ฝ์ายบริหารเท่านั้นที่มีอำนาจสูงเด่นยิ่ง ในขณะที่ฝ์ายนิติบัญญัติและฝ์ายตุลาการต้องอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถจะถ่วงดุล เช่นนั้นได้ เมื่อเราร่างในหลักการเช่นนี้แล้วนี่นะครับ ก็พยายามที่จะเปรียบเทียบกับ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เปรียบเทียบมาตราต่อมาตรา อะไรที่มันเปึ้นสิ่งที่ดีงาม เปึ้นสิ่งที่ ได้ใช้ปฏิบัติสืบเนื่องกันมา และเปึนสิ่งที่พี่น้องประชาชนมีความเข้าใจ และสามารถที่จะ รักษาประโยชน์ของตนเองได้ก็คงไว้ แต่อะไรก็ตามที่ทําให้เรื่องที่สําคัญที่สุด ก็คือ สิทธิ เสรีภาพ การมีส่วนร่วม การกระจายอำนาจของประชาชนนั้นสูญเสียไป เราก็จำเปึน ที่จะต้องปรับแก้ เพราะฉะนั้นเมื่อเปึนอย่างนี้นี่นะครับ สิ่งที่เราจะต้องทําอย่างหนักหน่วง ก็คือ ทำอย่างไรที่จะทำให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการของการ ร่างรัฐธรรมนูญเที่ยวนี้มากที่สุด ทั้งนี้เพราะว่าคณะกรรมาธิการยกร่างนั้นตระหนักดีว่า ถ้าเราร่างรัฐธรรมนูญโดยปราศจากความคิดเห็นของประชาชนแล้ว เราก็ยากที่จะทําให้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ขับเคลื่อนไปในทิศทางที่จะเปึนประโยชน์ต่อสาธารณชนโดยรวม อยากจะเท้าความให้พวกเราเข้าใจสักนิดหนึ่ง เพราะว่าบางครั้งเราอาจจะมีความรู้สึกว่า มันเปึนเรื่องที่เราได้พูดกันมาแล้ว แต่ก็จำเปึ้นที่จะต่อกย้ำ ต้องไม่ลืมว่ากระบวนการ ได้มาซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๑๐๐ คน ได้มาด้วยกระบวนการที่เปึนการจัดตั้ง สมัชชาแห่งชาติ จำนวน ๒,๐๐๐ คน ซึ่งก็มีกระบวนการในการไปสรรหาตัวบุคคลเหล่านี้ จากกลุ่มอาชีพต่าง ๆ จากกลุ่มคนที่ทำงานในภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคสังคม และภาคอื่น ๆ อีกอย่างกว้างขวาง เมื่อคัดเลือกกันเองแล้วจนได้ ๒๐๐ คน ก็ไปพิจารณา คัดสรรโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติให้เหลือ ๑๐๐ คน แล้วก็มีกรรมาธิการยกร่าง ที่เพิ่มเติมมาอีก ๑๐ คนนะครับ หลังจากนั้นกระบวนการที่ทำต่อเนื่องกันก็จะเปึน กระบวนการเข้าสู่ฝ์ายประชาชน เมื่อคณะกรรมาธิการยกร่างกำหนดหลักเกณฑ์ที่เปึน องค์ประกอบหลักของการที่จะร่างรัฐธรรมนูญตามหัวใจของรัฐธรรมนูญเมื่อสักครู่นี้แล้ว ก็คือ ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุข เราก็ได้ แบ่งกลุ่มก้อนของการเขียนรัฐธรรมนูญตามโครงสร้างของการร่างรัฐธรรมนูญสากล นั่นก็คือแบ่งออกเปึน ๓ พื้นที่ ที่เราจะไปพิจารณา เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พื้นที่ที่ ๑ ก็คือเรื่องของสิทธิเสรีภาพ การมีส่วนร่วม และการกระจายอำนาจ พื้นที่ที่ ๒ เปึ้นเรื่องของสถาบันการเมือง และพื้นที่ที่ ๓ เปึ้นเรื่องของศาลและองค์กรตรวจสอบอิสระ ซึ่งองค์กรตรวจสอบอิสระนั้นก็ยังคงไว้เช่นกับที่ได้ออกแบบไว้ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ แต่ก็จำเปึนที่จะต้องไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชน จากนั้นกระบวนรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก็เริ่มขึ้น โดยการผลักดันของ กรรมาธิการวิสามัญการรับฟังความคิดเห็นทั้งในภาค ๔ ภาคและในจังหวัด ๗๖ จังหวัด เราไปรับฟังความคิดเห็นในเวทีต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง นอกจากนั้นก็ยังรับฟัง ความคิดเห็นจากพรรคการเมือง รับฟังความคิดเห็นจากนักวิชาการ รับฟังความคิดเห็น จากองค์การนักศึกษา รับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มอาชีพต่าง ๆ รวมทั้งกลุ่มก้อนที่ทำงาน อย่างแข็งขันในการสนับสนุนการร่างรัฐธรรมนูญ ก็คือ องค์การพัฒนาเอกชน และกลุ่ม อาชีพ ให้ตรงกลุ่มที่มีปัญหาในทางสังคมที่เหมือนกับกลุ่มคนที่อยู่ชายขอบของการพัฒนา ประเทศ และตกขอบในช่วงรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ การรับฟังความคิดเห็นในชั้นนั้นได้ถูก ประมวลโดยคณะกรรมาธิการวิสามัญประสานการมีส่วนร่วมและประชามติ นำเสนอต่อ คณะกรรมาธิการยกร่าง เปึนข้อมูลเชิงประจักษ์และข้อมูลในเชิงคุณภาพด้วยการประมวล อย่างเปึนระบบ โดยมีคณะของท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องขอบคุณอย่างมากที่สุด ก็คือ ท่านอาจารย์จรัส สุวรรณมาลา ในฐานะที่เปึนสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ และเปึนคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ความคิดเห็นเหล่านั้น กรรมาธิการยกร่างได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับเบื้องต้นที่เราเรียกว่า รัฐธรรมนูญฉบับรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๙ มีทั้งหมด ๒๙๙ มาตรา พวกเราคงจำได้ แล้วก็พิมพ์ออกมาเปึนจำนวนหลายแสนฉบับ เปึนปกสีเขียว ท่านทั้งหลายก็คงจําได้ แล้วก็ทําสรุปเปรียบเทียบให้เห็นความคล้ายคลึง และความแตกต่างจากรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เปึ้นเอกสาร ๒ ฉบับที่ส่งให้กับ คณะกรรมาธิการวิสามัญในจังหวัดต่าง ๆ ไปรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง อีกครั้งหนึ่ง ตรงจุดนี้ล่ะครับเปึนจุดที่ทำให้กลุ่มประชาชนและบรรด้านักวิชาการ ตลอดจน พรรคการเมือง และเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ก็คือ การไปรับฟังความคิดเห็นจากองค์กรตาม รัฐธรรมนูญ ๑๒ องค์กร โดยมีคณะกรรมาธิการพิเศษที่ไปทำงานเรื่องนี้โดยเฉพาะ และ คณะกรรมการพิเศษชุดนี้ ซึ่งก็ได้แก่ คณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นขององค์กรตาม รัฐธรรมนูญ ซึ่งมีท่านอาจารย์วิชัย รูปขำดี เปึนประธานคณะกรรมาธิการ และกรรมการ รับฟังตรงนี้เปึนการรับฟังที่ค่อนข้างเปึนระบบและละเอียด เนื่องจากรับฟังโดยกลุ่มคนที่มี ความรู้ความเข้าใจในด้านต่าง ๆ เปึนพิเศษ และมีกระบวนการในการเสนอความคิดเห็น ในลักษณะที่เปึ้นทางการ นับตั้งแต่คณะรัฐมนตรี คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ และที่ ดุเดือดที่สุดก็คือในสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งได้มีการประชุมหลายครั้ง และมี การทําเอกสารที่ทั้งสนับสนุนและนําเสนอแนะในการปรับแก้รัฐธรรมนูญ นอกจากนั้นก็ยัง มีองค์กรอิสระอื่น ๆ นะครับ ตั้งแต่ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา คณะกรรมการ การเลือกตั้ง คณะกรรมการปัองกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติไปเรื่อยนะครับ จนถึงองค์กรที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุด ก็คือมหาวิทยาลัยของรัฐ ขอโทษที่นะครับ สถาบันอุดมศึกษาทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จำนวนก็ไม่น้อยกว่า ๑๗๐ แห่ง และตรง จุดนี้ก็เปึนจุดที่ทำให้สามารถเชื่อมโยงไปสู่เรื่องต่าง ๆ ที่ทำให้เรื่องเหล่านี้นี่นะครับ มันสามารถที่จะทําให้เกิดภาวะของการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง เมื่อรับฟังความคิดเห็น เหล่านี้เข้ามาแล้วก็มาจัดทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เรามี ๓๐๙ มาตรา แล้วก็มี บทหลัก ๒๙๑ มาตรา และบทเฉพาะกาลนะครับ ๑๘ มาตรา ซึ่งทำให้เกิดภาวะของการ กระเพื่อมไหวอีกครั้งหนึ่ง เราจะเห็นว่าการเกิดกระแสการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับ รัฐธรรมนูญนี่เปึ้นไปในวงกว้าง ที่ผมจำเปึนต้องเท้าความตรงจุดนี้ เพื่อให้พี่น้องประชาชน ได้เห็นภาพชัด ๆ ว่า เราไม่ได้กระทำการในลักษณะป่ดลับ เราไม่ได้กระทำการในลักษณะที่มีต่อท่อของบุคคลที่จะสั่งการ เราไม่ได้กระทำการโดยมี การพิมพ์เขียว และที่สำคัญก็คือ ในการประชุมชี้แจงทำความเข้าใจก่อนที่จะได้ รัฐธรรมนูญ ๓๐๙ มาตรา มีการอภิปรายอย่างกว้างขวาง โดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่นี่ และเปึนการอภิปรายต่อเนื่อง ๑๘ วัน ๑๘ คืน ยืดยาว อย่างที่ได้ถ่ายทอดให้กับพี่น้อง ประชาชนได้เห็นชัด ดังนั้นเมื่อเรามองในจุดนี้ สิ่งที่ผมอยากที่จะชี้แจงในส่วนที่สำคัญ ก็คือ สาระสําคัญซึ่งมีอยู่ ๔ ด้าน ที่พวกเราทราบกันแล้ว แต่สาระสําคัญที่ผมอยากจะย้ํา ในส่วนของผมก็คือ เรื่องของการคุ้มครอง ส่งเสริม และขยายสิทธิและเสรีภาพของ ประชาชน เมื่อเทียบเคียงให้เห็นแล้วนี่ จะเห็นว่า รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ที่ยังมีประโยชน์ ต่อพี่น้องประชาชน ยังคงอยู่เช่นเดิม โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ในเรื่องใดก็ตามที่ทำให้ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ไม่อาจที่จะใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง ก็ได้มาเพิ่มประเภทของ สิทธิและเสรีภาพให้มากกว่าเดิมในหลายเรื่อง ในหลายกรณี และหลายเรื่องหลายกรณี นั้นนี่นะครับ ก็ทำให้สิทธิประโยชน์ตกอยู่กับประชาชนทุกกลุ่มก้อน ไม่ว่าจะเปึนเกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน พวกที่ทำงานอยู่ในภาคเอกชน หรือในภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ อย่าง กว้างขวาง คุ้มครองในเรื่องของการทำให้ประชาชนได้รับสวัสดิการทางด้านต่าง ๆ ที่เรา เน้นหนักในเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ก็คือ เรื่องการศึกษา การสาธารณสุข การประกอบอาชีพ การงาน ตลอดจนเรื่องของการให้สวัสดิการกับกลุ่มคนที่ถูกทอดทิ้งดั้งเดิม ไม่ว่าจะเปึน บุคคลที่ไร้ที่อยู่อาศัย ไม่มีรายได้เพียงพอ เด็ก สตรี คนชรา บุคคลพิการและทุพพลภาพ บุคคลพิการและทุพพลภาพนั้นต่อสู้เพื่อให้ได้สิทธิเสรีภาพในเรื่องนี้ เปึนกลุ่มก้อนที่เรา ประทับใจในการทำงาน ขณะเดียวกันกลุ่มของสตรีก็มีบทบาทอย่างสูงยิ่งในการที่จะ ผลักดันให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เปึ้นรัฐธรรมนูญที่เทียบชั้นการให้สิทธิเสรีภาพที่เหนือกว่า ในหลาย ๆ ประเทศของโลกปัจจุบันเสียด้วยซ้ำไป สิ่งที่เปึนเรื่องของการเพิ่มอย่างมาก ซึ่งก็คงจะไม่พูดซ้ำ ก็คือ เรื่องของสิทธิของประชาชนในการเสนอกฎหมาย ในการ ถอดถอนนักการเมือง ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องของการดำเนินการที่เกี่ยวพันกับความ พยายามที่จะทำให้สิทธิและเสรีภาพเหล่านี้นี่ได้รับการสนับสนุนโดยแนวนโยบายพื้นฐาน แห่งรัฐ และแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐตรงนี้แหละครับ อยากจะเรียกร้อง ให้พี่น้องประชาชนได้ติดตามทำความเข้าใจ และขณะเดียวกันก็ใช้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ซึ่งได้ปรับแก้โครงสร้างของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ที่จะ ทําให้สิทธิเสรีภาพได้รับหลักประกันในการทํางานจากการที่ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ในอนาคต และเจ้าหน้าที่ของรัฐในระยะยาวจะต้องเข้ามาทำงานร่วมกัน เพื่อผลักดันให้ พี่น้องประชาชนได้ประโยชน์มากที่สุด สิ่งที่อยากจะเน้นย้ำให้เห็นชัด ก็คือ ความชัดเจน ของเรื่องบางเรื่องที่อยากจะทำให้ท่านสมาชิกสภาร่าง และบรรดาพี่น้องผู้ฟังที่ฟังอยู่ ทางบ้านได้เข้าใจ ก็คือ เรื่องที่เปึนสาระสำคัญเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพในกระบวนการ ยุติธรรม ในเรื่องนี้เปึนการปรับแก้อย่างขนานใหญ่ ที่จะทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์ จากการดำเนินการในสิทธิในกระบวนการยุติธรรมอย่างกว้างขวาง ซึ่งสามารถที่จะศึกษา ได้ในมาตรา ๔๐ และอยากที่จะให้ถือเอามาตรานี้เปึ้นหลักในการคุ้มครองตนเองที่สำคัญ มากที่สุด อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือ เรื่องที่มักจะมีปัญหากันอยู่เสมอ ก็คือ เรื่องสิทธิชุมชนอย่างที่ ได้มีการชี้แจงไปโดยคณะกรรมาธิการชุดที่แล้ว เรื่องของนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการ มีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้น ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้นี่ นะครับ เขียนไว้ใน ๒ ที่ ในที่แรก ก็คือ แนวนโยบายแห่งรัฐว่าด้วยการมีส่วนร่วมในทาง การเมืองของประชาชน ซึ่งอยู่ในส่วนที่ ๑๐ ซึ่งอันนี้จะถือว่าเปึนบทที่ทำให้การเป่ดพื้นที่ทางการเมือง ภาคประชาชน เปึนพื้นที่ที่เทียบเคียงได้กับพื้นที่ในทางการเมืองของสถาบันการเมือง ในความเชื่อของคนที่อยู่ในระบอบประชาธิปไตยในบ้านเรานี่นะครับ ถ้าเราสามารถ เป่ดพื้นที่ทางการเมืองภาคประชาชนให้กว้างขวางมากขึ้น อำนาจอธิปไตยก็จะยังคงอยู่ ในมือของประชาชน ในมาตรา ๘๗ ในเรื่องนี้อยากให้พี่น้องประชาชนใช้ประโยชน์ในการที่ จะไปติดตามการดำเนินงานของรัฐในอนาคตที่จะเข้ามาภายหลังการเลือกตั้ง หลังจาก การเห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เราจะเห็นได้ว่า ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วม อย่างขนานใหญ่ ไม่ได้ตัดสิทธิประชาชนในด้านใดเลย ตั้งแต่ส่วนร่วมในการกำหนด นโยบายและวางแผน ส่วนร่วมในการตัดสินใจในทางการเมือง ส่วนร่วมในการตรวจสอบ การใช้อำนาจรัฐทุกระดับ ในรูปแบบขององค์กรทางวิชาชีพ หรือตามสาขาอาชีพที่ หลากหลาย หรือรูปแบบอื่น ๆ ส่งเสริมให้ประชาชน อันนี้เปึนก้าวใหญ่และเปึนก้าวเดิน ที่สำคัญนะครับ มีความเข้มแข็งในทางการเมือง ไม่ใช่เปึ้นประชาชนที่อ่อนแอ คอยรอรับส่วนแบ่งจากผลประโยชน์ที่นักการเมืองจะจัดสรรให้ ความเข้มแข็งในทาง การเมืองนั้นต้องก้าวหน้าไปจนถึงจุดที่มีบทเฉพาะกาลให้มีการจัดตั้งกองทุนพัฒนา การเมืองภาคพลเมือง เพื่อช่วยเหลือการดำเนินกิจกรรมสาธารณะของชุมชน รวมทั้ง สนับสนุนการดำเนินการของกลุ่มประชาชนที่รวมตัวกันในลักษณะเครือข่ายทุกรูปแบบให้ สามารถแสดงความคิดเห็น และเสนอความต้องการของชุมชนอย่างเต็มที่ และตรงจุดนี้นี่ ความภาคภูมิใจที่ผมมีอยู่เสมอก็คือ ไปเชื่อมโยงกับเรื่องของสภาเกษตรกร ไปเชื่อมโยงกับ เรื่องของการตั้งองค์กรในการที่จะปฏิรูปกฎหมายทางด้านต่าง ๆ ทั้งนี้ เพื่อที่จะทำให้ เจตนารมณ์หลักของแนวนโยบายด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน ประการหนึ่ง ก็คือ ส่งเสริมและให้การศึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับการพัฒนาการเมืองและการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุข รวมทั้ง และตรงนี้เปึน ความหวัง ถ้าการดำเนินการในวันพรุ่งนี้ รวมทั้งการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในอนาคตเกิดขึ้น อย่างแท้จริง ก็คือ ส่งเสริมให้ประชาชนได้ใช้สิทธิเลือกตั้งโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพครับ ถ้าเรามองจากรูปร้อยของการกำหนดรัฐธรรมนูญในลักษณะ เช่นนี้นี่ เราจะเห็นได้ชัดเจนนะครับว่า การปฏิรูปในทางการเมืองซึ่งมีการพัฒนา ต่อเนื่องกันมานี่ก็จะสามารถดำเนินการได้อย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น และขณะเดียวกันก็ แก้ปัญหาทางด้านต่าง ๆ ที่มีคนคลางแคลงใจว่ารัฐจะทําได้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน เรื่องของรัฐสวัสดิการทางด้านการศึกษา สาธารณสุข การอาชีพต่าง ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ท่าน ทั้งหลายจะต้องตระหนักก็คือ รัฐจะต้องทําได้ เพราะว่าเราสามารถที่จะอ้างสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ซึ่งปรากฏในรัฐธรรมนูญนี่นะครับได้ทันที โดยที่ประชาชนสามารถจะเรียกร้องโดย ผ่านการฟัองศาลรัฐธรรมนูญได้เปึนครั้งแรก จึงอยากที่จะให้พี่น้องประชาชนนี่นะครับ ถือรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไว้ หากว่ารัฐธรรมนูญผ่านการเห็นชอบในวันพรุ่งนี้ รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้จะใช้เปึนเครื่องมือในการคุ้มครองตนเอง และเปึนเครื่องมือที่พี่น้องประชาชน กลุ่มต่าง ๆ จากเหนือจดใต้ ตะวันออกจดตะวันตกนี่นะครับ อยากจะให้เรียกว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เปึ้นรัฐธรรมนูญที่กินได้ ก็คือเปึ้นรัฐธรรมนูญที่ทำให้ประชาชนลืมตา อ้าปากได้ เปึ้นรัฐธรรมนูญที่ทำให้ประชาชนมีลมหายใจในเรื่องของสิทธิเสรีภาพที่จะใช้ อำนาจของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ใช้แค่เพียงวันที่ออกเสียงเลือกตั้ง แต่สามารถ ใช้ได้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งสิ้นสุดการดำเนินงานของรัฐบาลในแต่ละ ช่วงเวลา แต่แน่นอนนะครับ รัฐบาลมาแล้วก็ไป ประชาชนยังอยู่ต่อไปด้วยการที่เขานั้น จะสามารถดำเนินภารกิจในทางการเมืองรูปแบบอื่น ๆ ไม่ว่าจะเปึ้นเรื่องของการกระจาย อำนาจในการปกครองท้องถิ่น ซึ่งอันนี้ก็มีการปรับแก้อย่างขนานใหญ่ ซึ่งสักครู่หนึ่ง ท่านอาจารย์วุฒิสารก็คงจะสามารถขยายความในเรื่องนี้ต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ ถึงแม้ว่าเราจะไปเผชิญปัญหาต่าง ๆ อยู่ค่อนข้างมาก เมื่อวานนี้ผมก็ได้พูดไปแล้วว่า สิ่งเหล่านี้เปึนแค่เพียงการท้าทายเล็กน้อยเท่านั้นเอง ผมไม่ค่อยหวั่นไหวในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะผมเชื่อว่าประชาชนเข้าใจว่า กระบวนการ ก่อนที่จะมีการลงประชามติก็ดี หรือจะมีการเลือกตั้งก็ตาม ลูกไม้เก่าเหล่านี้ยังคงถูก นำมาใช้อยู่เสมอ และก็มักจะใช้วนเวียนอยู่ในพื้นที่บางจังหวัด จนกระทั่งเราอ่านสำนวน แล้วแทบจะรู้ด้วยซ้ำไปว่า ใครเปึนคนเขียนใบปลิวขณะนี้ แต่ความจริงแล้วก็แทบจะเห็น กันว่า สิ่งที่และวิธีการในการเขียนนั้นก็ทำโดยกลุ่มก้อนหนึ่ง แล้วก็แพร่กระจายออกไป ในลักษณะที่ไม่น่าเชื่อว่าน่าจะเกิดขึ้นในยุคที่เราได้ใช้เครื่องมือการสื่อสารอย่างกว้างไกล และในยุคที่คณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ ของสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ทํางานอย่างใช้เหตุ และผล สังคมประชาธิปไตยเปึนสังคมแห่งความมีเหตุผล สังคมประชาธิปไตยเปึนสังคม ที่ใช้สำนึกของผู้ดี เปึนสังคมที่ใช้การสู้ซึ่งหน้าด้วยเหตุและผล จากความพยายามที่จะ เขียนข้อความจำนวนมาก ไม่ว่าจะเปึนข้อความในลักษณะใดก็ตามที่พวกเราเห็นอยู่ในที่ ประชุมนี้ และผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนเห็น และคนที่ส่งไปรษณีย์ก็เห็น แต่คนที่รู้ มากที่สุดก็คือว่าคนเขียน ซึ่งรู้ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าสิ่งที่เขียนนั้นไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และบางครั้ง ก็เขียนโดยไม่ได้ดูว่าข้อความเหล่านี้อยู่ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เพราะฉะนั้น ความพยายามที่จะทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด ไม่ได้เปึนหนทางที่ดีของการพัฒนา ประชาธิปไตยแต่อย่างใดทั้งสิ้น และท่านทั้งหลายก็จะพบว่า การโต้ตอบของเรามิได้ใช้ วิธีการทำนองเดียวกับเขา นั่นก็คือ จะใช้วิธีการในลักษณะของการโต้ตอบด้วยวิธีการ แบบเดียวกัน แล้วผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนก็จะได้รับบทเรียนนะครับว่า สิ่งเหล่านี้แม้แต่ เด็กในโรงเรียนมัธยมก็ไม่ทำกัน เพราะว่าวันนี้ผมได้คุยกับบรรดากลุ่มของนักศึกษาที่ มาหาผมด้วยความหวังว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเปึ้นรัฐธรรมนูญที่ผ่านการเห็นชอบ เขามาด้วยเจตนาดี เขาบอกว่า อาจารย์ ขอให้อาจารย์มีความมั่นคงในการทำงาน มีวุฒิภาวะในการที่จะไม่ไปตอบโต้กับวิธีการของคนเหล่านี้ และขอให้พวกเราได้เห็นว่า สิ่งเหล่านี้จะเปึนสิ่งที่กระทําเปึนครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์ของการเมืองของชาติไทย ความจริงคนเหล่านี้นี่อาจจะศึกษารัฐธรรมนูญไปด้วยนะครับ แล้วก็ไปศึกษาวิธีการโต้ตอบ แบบไร้ร่องร้อย ไร้รูปแบบ ที่ สส. รุ่นโบราณก็ทำกันมาแล้ว ความจริงมี สส. อาวุโส ท่านหนึ่งที่ได้กรุณาพูดกับผมนะครับ แต่ว่าในครั้งนี้ท่านจะไม่ได้ลงเลือกตั้งนะครับ เพราะมีความรู้สึกว่าสิ่งที่ได้พบได้เห็นมันสะอิดสะเอียนกันมามากแล้ว แต่ท่านก็บอกว่า ถ้าเรายังคงมุ่งมั่นอยู่กับการใช้หลักเหตุและผล เราจะได้รับชัยชนะในสิ่งเหล่านี้ แต่สำหรับ บรรดาผู้ที่โต้ตอบกันด้วยความมีเหตุผล อันนั้นผมเคารพนะครับ เคารพด้วยความจริงใจ ที่ท่านเหล่านั้นนี่มีความปรารถนาดีต่อระบอบประชาธิปไตย ให้เหตุผลในลักษณะที่น่าจะ มีการที่จะโต้ตอบกันได้ แล้วก็ยอมรับเมื่อเหตุผลเหล่านั้นเปึ้นที่ได้รับการชี้แจงแก้ไข ผมจำได้นะครับว่า อาจารย์เจิมศักดิ์และผมนั้นเคยโต้ตอบกับท่านอาจารย์จอน อึ๊งภากรณ์ ในรายการโทรทัศน์ครั้งหนึ่ง และท้ายที่สุดนี่ท่านอาจารย์จอนเองก็ยอมรับ นะครับว่า วิธีการในการโต้ตอบของท่านนั้นแตกต่างจากกลุ่มอื่น ๆ และไม่ได้ใช้วิธีการ เขียนใบปลิวแบบนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อเปึนอย่างนี้นี่เราก็จะเห็นชัดว่า ในสังคมที่เสรีภาพ สูงเด่น ไม่มีทางที่คนในประเทศนี้จะเห็นชอบร่วมกันในทุกเรื่อง แต่ประชาชนในประเทศนี้ จะมีจุดร่วมของความเห็นมากกว่าจุดต่าง เพราะฉะนั้นหลักคิดอันหนึ่งที่สังคมไทยได้ใช้ มาโดยตลอด ก็คือแสวงจุดร่วมและสงวนจุดต่าง และเคารพความคิดที่แตกต่างกันนั้น นำไปสู่การสรรสร้างความประเสริฐของประชาธิปไตยในระยะยาว ผมเรียกว่า ความประเสริฐของประชาธิปไตย ทั้งนี้เพราะประชาธิปไตยนั้นเปึ้นสิ่งที่ ประเสริฐ แต่ว่าไม่ใช่เปึนสิ่งที่สามารถที่จะทำให้ทุกคนนี่มีความเห็นในทิศทางเดียวกันได้ เพราะในสิ่งเหล่านี้เปึ้นสิ่งของการใช้เหตุผลของแต่ละคน และปัญหา ตลอดจนความ ต้องการของแต่ละกลุ่มเปึนสำคัญ ความยากในการบริหารประชาธิปไตย ก็คือ ความ อดทนที่จะรับฟังความเห็นที่แตกต่าง ท่านสมาชิกครับ ผมอดทนนะครับ ที่พร้อมที่จะรับ ฟังความเห็นเหล่านี้ แต่ไม่ใช่ใบปลิวแบบนี้ และผมก็เชื่อว่า พี่น้องประชาชนก็คง เอื้อมระอา เหมือนกับที่นักศึกษาของผมพูดว่า อยากจะฝากไปยังบรรดาผู้ที่อยู่ในแวดวง ของการต่อสู้ในทางการเมืองทั้งหลายว่า เมื่อไหร่จะเลิกพฤติกรรมแบบนี้เสียที ความจริง เมื่อครั้งที่เดินทางไปจังหวัดยะลาร่วมกับคุณวิชัยที่เปึนประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ประจำจังหวัดยะลา และเปึนสมาชิกสภาร่างด้วยนะครับ มีนักศึกษามุสลิมที่อยู่ใน พื้นที่จังหวัดยะลานี่ เขาอ่านรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๆ ที่โดยสถานการณ์นี่เขาน่าที่จะไม่สนใจ ในเรื่องนี้ และเขาถามในเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ หลายเรื่องที่ไม่เห็นด้วย เมื่อได้รับคำตอบ เขาเข้าใจ แล้วเขาก็ไปศึกษาต่อ แล้วก็มีข่าวดีมาว่า เขาก็ฝากมากับท่าน อาจารย์วิชัยเมื่อสักครู่นี้ เมื่อตอนที่ก่อนจะเข้าประชุมว่า เมื่อได้อ่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อันนี้ความจริงแล้วท่านวิชัยอยู่ในที่ประชุมนี้ด้วย ก็คงจะยืนยันได้ว่า เมื่อได้อ่าน สาระสำคัญตั้งแต่หน้า ๑๗๐ ไปจนถึงหน้า ๑๘๖ แล้ว สามารถที่จะนำไปสู่การทำความ เข้าใจ แม้ว่าบางเรื่องจะไม่ชอบ แต่ก็มีโอกาสที่จะแก้ไขได้ จุดนี้แหละครับเปึ้นจุดที่ทำให้ เห็นว่า เค้าโครงความคิด ตลอดจนตัวอักษรที่กลั่นกรองออกมาเปึนมาตราต่าง ๆ ๓๐๙ มาตรานั้น เปึนเรื่องที่เราเชิดชูสิทธิเสรีภาพ คุ้มครอง และขยาย ตลอดจนปัองกัน สร้างภูมิคุ้มกันที่สำคัญมากที่สุดที่มันเกิดขึ้น ในประการสุดท้ายครับ สิ่งหนึ่งซึ่งผม อยากจะฝากพี่น้องประชาชน ก็คือ ในการบริหารราชการแผ่นดินในอนาคตที่รัฐบาล จะเข้ามา และพวกผมหลายคน หรือเกือบจะทั้งหมดนี่คงไม่ได้ไปเปึ้นรัฐบาลหรอกครับ เพราะกรรมาธิการยกร่างนั้น เปึน สส. ก็ไม่ได้ เปึน สว. ก็ไม่ได้ แล้วคนที่เปึน สส. ไม่ได้ ก็เปึ้นนายกรัฐมนตรีไม่ได้อยู่แล้วนะครับ สิ่งที่ต้องอ่าน และต้องตรวจสอบรัฐบาลที่จะ เปึ้นไปในอนาคตก็คือ และเมื่อวานนี้ผมก็ได้พูดไปครั้งหนึ่งแล้ว และเปึนความภาคภูมิใจ ที่ได้พูดเรื่องนี้ ก็คือ มาตรา ๗๘ อีกครั้งหนึ่งนะครับ มาตรา ๗๘ เขียนไว้ และผมขออ่าน นะครับ รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดินดังต่อไปนี้ ข้อ ๑ เปึนข้อที่สําคัญที่สุด ใครจะกําหนดนโยบายอย่างไรก็ตามนะครับ แต่สิ่งหนึ่ง ที่จะต้องทำให้ได้ ก็คือ บริหารราชการแผ่นดินให้เปึนไปเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน เวลาอ่านคำว่า ความมั่นคง อย่าตีความแคบ ๆ เปึ้นหัวสี่เหลี่ยมว่า หมายถึงความมั่นคงทางการทหาร ต้องคิดเสียใหม่ว่า ความมั่นคงของ ประเทศในเวลานี้ เศรษฐกิจและสังคมมีปัญหาจากการบริหารราชการแผ่นดินที่แล้วมา อย่างไร ที่ทำให้เศรษฐกิจของเรานั้นอ่อนตัวเมื่อเงินบาทอ่อน อ่อนตัวมากขึ้นเมื่อ เงินบาทแข็ง ความมั่นคงในความสำนึกของการบริหารอย่างนี้ต้องมี เพราะฉะนั้นใน รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนต่อไปว่าอย่างไร โดยต้องส่งเสริมการดําเนินการตามปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเปึนสำคัญ ความจริงกระบวนการพัฒนาตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ได้เกิดเปึนกระแส เคลื่อนไหวอย่างกว้างขวางในหมู่พี่น้องประชาชน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ผู้บริหารประเทศ สังวรว่า อย่าดึงประเทศนี้ไปสู่ภาวะของความไร้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคม ด้วยวิธีการหลายรูปแบบที่จะทำให้เมืองไทยนั้นเปึนเมืองรองของประเทศอื่น ๆ ทั้ง ๆ ที่เรา มีหลักคิดที่เหนือกว่าประเทศอื่น ๆ อีกมากมาย ท่านประธานครับ ผมคงจะนําเสนอ ในภาพกว้างเพียงแค่นี้ และผมเชื่อว่าท่านสมาชิกอาจจะมีประเด็นอื่น ๆ เพิ่มเติม เราก็คง จะชี้แจงและทำความเข้าใจร่วมกันต่อไป และมีกรรมาธิการอีกท่านหนึ่งที่จะนำเสนอ ต่อไปด้วยครับ