สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๔๒ · ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๐

วุฒิสาร ตันไชย หารือเรื่องรัฐธรรมนูญ โดยกล่าวถึงความก้าวหน้าในทางการเมืองและความตื่นตัวของประชาชน และอธิบายว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะทำให้ระบบที่เกิดขึ้นใหม่ในรัฐธรรมนูญสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ และจัดตั้งกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง

รองศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย กรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เคารพครับ กระผม วุฒิสาร ตันไชย กรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ ขออนุญาตกราบเรียนต่อเรื่องของสาระสำคัญ ซึ่งสืบเนื่องจากการที่ได้ มีโอกาสไปร่วมชี้แจงกับกรรมาธิการวิสามัญประจำจังหวัดหลายจังหวัด และก็พบว่า มีข้อสงสัย และก็ข้อท้วงติง รวมไปถึงการท้วงติงผ่านสื่อสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับระบบ สถาบันการเมืองค่อนข้างมาก กระผมจะขออนุญาตกราบเรียน และก็ใช้เวลาสั้น ๆ ครับ กับกระบวนการ และก็สาระสำคัญในเรื่องของสถาบันการเมือง ผมกราบเรียนว่า ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้เปึ้นรัฐธรรมนูญที่อาศัยรากฐานจากรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ชัดเจน ส่วนหนึ่งที่รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ได้วางรากฐานที่ถือว่าเปึ้นทุนทางสังคม และทุน ทางการเมือง ที่เปึนการเป่ดพื้นที่ให้ประชาชนมีความตื่นตัว และก็การตื่นตัวในเรื่อง สิทธิเสรีภาพ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ใช้รากฐานและทุนตรงนั้นเสริมต่อ ทำให้เกิด ความก้าวหน้ากว่าเดิม ดังเช่นที่ท่านกรรมาธิการปกรณ์ ปรียากร ขออภัยที่เอ่ยนาม ได้อธิบายต่อสภาแห่งนี้แล้ว แต่ในทํานองเดียวกันครับ ในรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เองก็มิได้ หมายความว่า กลไกที่วางไว้ทั้งหมดสามารถทำให้ได้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ หลายเรื่องที่ดูจะเปึนปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการเมือง และระบบการ ตรวจสอบทางการเมือง รวมไปถึงกลไกที่รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ได้วางไว้ เพื่อหวังว่าจะให้ ระบบที่เกิดขึ้นใหม่ในรัฐธรรมนูญ เช่น องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญสามารถทำหน้าที่ ได้อย่างเต็มที่ ประเด็นเหล่านี้ผมคิดว่ามีข้อมูลเชิงประจักษ์ และประชาชนทั่วไปก็ทราบว่า สิ่งที่เราคาดหวังนั้นยังไม่เปึนไปตามที่เราอยากเห็น ดังนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงอาศัย ๒ อย่างครับ ท่านประธานครับ ส่วนหนึ่งคือใช้ต้นทุนเดิมของรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ และทำให้ดีกว่าเดิม ทำให้ก้าวหน้ากว่าเดิม กับส่วนที่ ๒ ก็คือ ส่วนที่จะอาศัยปัญหาที่เรา พบจากการเอารัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ไปปฏิบัติแล้ว แล้วเห็นว่ามีปัญหา ก็เอามาปรับแก้ ดังนั้นในส่วนที่ ๒ ซึ่งเปึ้นส่วนของสถาบันการเมืองนั้น ผมขออนุญาตกราบเรียนว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญเองและกรรมาธิการยกร่างได้วางกรอบการคิด ซึ่งอยู่บนพื้นฐานที่จะ มีการปรับแก้น้อยที่สุดในเรื่องของสถาบันการเมือง เหตุผลหลักก็คือว่า เราไม่ต้องการ เปลี่ยนแปลงอะไรมากนักที่จะหลุดออกจากความคุ้นเคย และความเคยชินของพี่น้อง ประชาชนในเรื่องการเมือง เราเชื่อว่า การเมืองต้องการการพัฒนาที่มีขั้นตอนและ ความอดทน เราเชื่อว่าการพัฒนาทางการเมืองและการพัฒนาประชาธิปไตยต้องเกิดจาก กระบวนการได้ลองทำของพี่น้องประชาชน และเกิดจากการเรียนรู้ของพี่น้องประชาชน ซึ่งผมคิดว่าหลักฐานอันนี้ได้มีปรากฏขึ้น ดังจะเห็นได้จากความก้าวหน้าในทางการเมือง หลายเรื่อง การที่องค์กรภาคประชาสังคมต่าง ๆ ตื่นตัวมากขึ้น การที่ประชาชนพยายาม ที่จะตรวจสอบการทำงานของรัฐ การที่ประชาชน ๕๐,๐๐๐ ชื่อ พยายามที่จะเข้าชื่อกัน เสนอกฎหมาย สิ่งเหล่านี้คือร่องร้อยและก็รากฐานสำคัญของการพัฒนาการเมือง ที่ผ่านมา ดังนั้นในรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงมิได้ตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงสถาบันการเมือง หรือ ตั้งใจที่จะทำให้ระบบพรรคการเมืองเสียหาย ผมกราบเรียนว่า จุดเปลี่ยนสำคัญในทาง สถาบันการเมืองนั้นนี่ ที่สำคัญในเรื่องของสภาผู้แทนราษฎรนั้นนี่ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้มีการเปลี่ยนแปลงเพียง ๒ ส่วน ส่วนแรก ก็คือ ในเชิงโครงสร้างของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเราได้มีการเปลี่ยนแปลงเฉพาะในเรื่องของจำนวนและที่มา ในส่วนของ สส. ซึ่งมาจาก การเลือกตั้งโดยเขตนั้นนี่ เปึ้นที่ทราบกันครับ ผมเชื่อว่าประชาชนทั่วไปก็รับทราบว่า เราคงเรื่องของ ๔๐๐ คนไว้ เราคงเรื่องเขตเลือกตั้ง เพียงแต่มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องเขต เลือกตั้ง จากเขตที่เรียกว่าเขตเดียวคนเดียว มาเปึนเขตที่ใหญ่ขึ้นเปึน ๓ คน ซึ่งข้อนี้ครับ ก็มีคนถกเถียงเยอะครับว่า เวลาไปพูดที่ไหนก็มักจะบอกว่า ถ้อยหลัง แต่ผมกราบเรียน ครับว่า จากการรับฟังความเห็นของพี่น้องประชาชนทุกรอบ ประชาชนมีความเห็น สอดคล้องกันกับสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ว่า การเป่ดพื้นที่ให้มี สส. มากกว่า ๑ คนนั้น อาจจะเปึนโอกาสดีของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะทำให้ระบบของการล็อก (Lock) คะแนน การซื้อเสียงทำได้ยากขึ้นเพราะเขตใหญ่ หลายคนอาจจะตั้งคำถาม ครับว่า สส. หน้าใหม่ลงไม่ได้เพราะเขตใหญ่ แต่ผมกราบเรียนครับว่า ด้วยระบบสัดส่วนนี่ เราอธิบายได้เลยในทางวิชาการ ดังนั้นจุดที่เปลี่ยนเรื่อง สส. เขตนี่ แล้วการเปลี่ยนไปเปึน เขตละ ๓ คน ก็ไม่ได้เปลี่ยนอะไรครับ ก็คือระบบที่เคยใช้มาแล้วในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๓๔ เพราะว่าประชาชนก็คุ้นเคยครับกับระบบนี้ ดังนั้นผมกราบเรียนว่า การขยายเปึ้นเขตใหญ่ นั้นนี่มิได้มุ่งหวังที่จะทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ แต่จะทำให้พรรคการเมืองต้องเฟันหา คนที่มีคุณภาพ และเปึ้นที่ยอมรับในวงกว้างขวางกว่าเดิม กว่าเขตเล็ก ๆ ซึ่งจะผูกขาด ในส่วนที่ ๒ ครับ ที่เรามีการปรับเปลี่ยน ก็คือการปรับเปลี่ยนเรื่องโครงสร้างของระบบ บัญชีรายชื่อ ซึ่งพอเวลาไปอธิบายก็มักจะถูกโจมตีอีกครับว่า ระบบนี้ทำให้การเมือง อ่อนแอ พรรคไม่สามารถจะขยายนโยบายได้ หรือเสนอนโยบายที่เปึ้นรูปธรรมได้ เพราะ แบ่งเปึนกลุ่มจังหวัด กระผมกราบเรียนครับว่า โดยระบบที่สภาร่างรัฐธรรมนูญเห็นชอบใน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็คือ การเปลี่ยนแปลงจาก สส. ที่เรียกว่า บัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน มาเหลือ ๘๐ คน แล้วก็กำหนดให้เปึน ๘ กลุ่มจังหวัด โดยมีกลุ่มจังหวัดที่มี สส. ๑๐ คน โดยเฉลี่ยก็คือกลุ่มจังหวัดหนึ่งจะมีประชากรทั้งหมดประมาณ ๗.๘๕ ล้านคนโดยเฉลี่ย ระบบนี้มีการเปลี่ยนแปลงและแตกต่างจากรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ หรือ ๑๐๐ คนอย่างไร ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า ประการแรก เรากำหนดคุณสมบัติครับว่า สส. ที่จะลง ในกลุ่มจังหวัด ๑๐ คน ที่พรรคจะส่งนั้นนี่ ต้องมีคุณสมบัติที่ผูกพันกับกลุ่มจังหวัดนั้น ๆ มีการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของผู้จะลงสมัคร จากเดิมรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ กำหนดว่า ถ้าเคยเรียนหนังสือก็ให้อยู่แค่ ๒ ป้ ถ้าเคยรับราชการก็ ๒ ป้ เราเปลี่ยนใหม่หมดครับ เปึ้น ๕ ป้ เหตุผลหลักก็เพราะว่า เราเห็นว่าคนจะเปึนผู้แทนราษฎรควรมีความผูกพันกับพื้นที่ แล้วคุณสมบัติอันนี้ก็มิได้เปลี่ยนเฉพาะ สส. บัญชีรายชื่อนะครับ แต่เปลี่ยนกับ สส. เขต ด้วย ดังนั้นจะเห็นว่า เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในเรื่องสถาบันการเมือง คือการ สร้างความผูกพันและความสัมพันธ์ของผู้จะมาเปึนผู้แทนกับพื้นที่อย่างชัดเจน นอกจากนั้นครับ ในการกำหนดเรื่องนี้นี่ที่จะให้ตัวแทนเปึนตัวแทนจากกลุ่มจังหวัด ผมตั้งคำถาม เวลาเราไปอธิบายที่อื่นก็มีคนตั้งคำถามว่า ทำไมต้องเปึน ๘ กลุ่มจังหวัด กระผมก็กราบเรียนว่า จริง ๆ แล้วนี่คนในจังหวัดใดก็ตามเวลาเลือกบัญชีสมัยเดิม ร้อยคนนี่ ท่านกาบัตรไปแล้วนี่ท่านไม่ทราบหรอกครับว่า สส. ข่ายบัตรคะแนนของท่านไป ส่งเสริมให้ใครได้เปึน สส. โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในจังหวัดลำพูน คนจังหวัดนราธิวาส กาบัตรเสร็จ ในบัญชีรายชื่ออาจจะเปึนบัญชีของคนกรุงเทพก็ได้ แต่คราวนี้ไม่ใช่ครับ ด้วยระบบสัดส่วนแบบนี้ คนที่กาบัตรในกลุ่มภาคเหนือ ก็แน่นอนครับว่าต้องเปึ้นคนที่อยู่ ในพื้นที่นั้น ที่สำคัญกว่านั้นก็คือว่า ข้อถกเถียงที่บอกว่า ระบบนี้กีดกัน สส. หน้าใหม่ ไม่ให้ลง กระผมกลับคิดว่าเปึนการตรงกันข้าม ระบบนี้จะเป่ดโอกาสให้คนที่ทำงานและ ได้รับการยอมรับในพื้นที่มีโอกาสได้มาเปึ้นผู้แทนราษฎร คนบางคนที่ทำหน้าที่อย่างดียิ่ง ในการรณรงค์ต่อสู้เพื่อพี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่ ได้รับการยอมรับในกลุ่มจังหวัด ในจังหวัดข้างเคียง ถ้ามาลงระบบบัญชีเดียวในประเทศไทยแบบ ๒๕๔๐ ผมเชื่อว่า คนคนนี้ไม่มีใครรู้จัก แต่ถ้าระบบแบบบัญชีรายชื่อแบบกลุ่มจังหวัด คนเหล่านี้มาลง อย่างน้อยคนในกลุ่มจังหวัดเหล่านี้ย่อมจะเห็นคุณค่า คนเหล่านี้ย่อมจะเปึ้นแรงดึงดูดที่จะ ทำให้ประชาชนให้คะแนน และเมื่อเปึนระบบแบบนี้จะส่งเสริมอะไรครับ จะส่งเสริมให้พรรคการเมืองต้องไปค้นหา คนดี คนเก่ง คนที่ประชาชนยอมรับในแต่ละพื้นที่มากขึ้น จะส่งเสริมให้สาขาพรรคที่ตั้งอยู่ ทั่วไปนั้นต้องไปเฟันหาคนและทำการบ้าน เพราะฉะนั้นประชาชนที่เลือกในกลุ่มจังหวัด ก็จะได้ตัวแทนที่มาจากกลุ่มจังหวัดของตัว ตรงนี้มีคนตั้งคำถามครับว่า ทำให้กีดกันไม่ให้ พรรคสามารถเสนอนโยบายได้ กระผมกลับว่าไม่จริง กระผมกลับคิดตรงข้ามว่า พรรคจำเปึนต้องมีนโยบายทั้ง ๒ ระดับจากนี้ไป ระดับชาติ คือระดับที่ทั่วไปทั้งประเทศ พรรคจะมีนโยบายอย่างไร แล้วก็ระดับที่จะเปึ้นนโยบายของพรรคที่จะไปแก้ปัญหาของ กลุ่มจังหวัดจะแก้อย่างไร ต้องมีทั้ง ๒ อย่างครับ พรรคจะใช้นโยบายอันเดียวหากิน ทั้งประเทศเหมือนเดิมไม่ได้ นอกจากนั้น ระบบนี้จะเปึ้นระบบที่ส่งเสริมให้พรรคที่ ก่อตั้งใหม่และมีอุดมการณ์ แต่อาจจะขาดเรื่องทุนทรัพย์ อาจจะขาดเรื่องพลังสามารถ เกิดขึ้นได้ในบางกลุ่มจังหวัด ผมคิดว่าประสบการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในประเทศยุโรป มากมาย พรรคที่ทำเรื่องสิ่งแวดล้อมส่วนใหญ่ก็เกิดจากระบบแบบนี้ครับ คืออย่างน้อย ที่สุดเมื่อทำการบ้านไปแล้ว ทำงานเรื่องสิ่งแวดล้อมไป ต่อสู้กันไปมาก ๆ เข้า แล้วมีโอกาส ที่จะมีตัวแทนระบบบัญชีรายชื่อเข้ามานั่งในสภา ๑ คน จาก ๔๘๐ คนก็พอแล้ว เพราะนั่น จะทำให้มีโอกาสที่จะขยายวาระและสาระสำคัญของนโยบายพรรค ดังนั้นข้อถกเถียง ที่บอกว่า ระบบนี้จะไปกีดกันให้พรรคใช้นโยบายไม่ได้ ผมกลับคิดว่า เรื่องนี้ทำให้พรรค ต้องพิถีพิถั่นมากขึ้นในการคิดนโยบายที่ตอบสนองกับพี่น้องประชาชน ที่แตกต่างกันใน ระดับพื้นที่ด้วย ระบบอย่างนี้ครับที่เรากลับมาคิดว่า เราแก้ไข นอกจากนั้นสิ่งที่แก้ไข สำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือ การคิดคะแนนของระบบบัญชีรายชื่อซึ่งในระบบเดิมจะเห็น ได้ว่า รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ กำหนดว่า ระบบการคิดบัญชีรายชื่อเดิมใครได้ไม่ถึงร้อยละ ๕ ของ ผู้มาออกเสียงเลือกตั้ง ตัดทิ้งไป ปัญหานี้เกิดทันทีครับว่า คะแนนที่ถูกตัดทิ้งไปของ แต่ละพรรคในการเลือกตั้งป้ ๒๕๔๘ หลายล้านคะแนน ทำให้พรรคเหล่านั้นซึ่งไม่ใช่ พรรคที่มีทุนมากไม่มีโอกาสได้คนมาอยู่ในสภา ระบบใหม่ในระบบของร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ไม่คิดเรื่อง ๕ เปอร์เซ็นต์ นั่นก็แปลว่า พรรคขนาดเล็กซึ่งอาจจะได้คะแนน ไม่มากนักก็มีโอกาสมี สส. คำถามต่อไปครับ ก็คือว่า แล้วถ้าอย่างนั้น สส. เหล่านี้จะมาเปึ้น รัฐมนตรีใช่หรือไม่ ก็ไม่ใช่อีกครับ เพราะระบบรัฐธรรมนูญที่เราออกแบบใหม่นั้น เราแก้ปัญหาเรื่องหนึ่ง ก็คือ คนจะเปึนรัฐมนตรีไม่หลุดจากตำแหน่ง สส. ปัญหานี้ เราพบแล้วในการเมืองที่ผ่านมาว่า เมื่อรัฐมนตรีหลุดจาก สส. พรรคการเมืองขนาดใหญ่ เอาพรรคเล็กมาร่วมด้วย เชิญหัวหน้าพรรคมาเปึนรัฐมนตรี วันดีคืนดีก็ปลด หัวหน้าพรรค คนนี้ทำกิจกรรมทางการเมืองผ่านพรรคการเมืองยากมาก เพราะฉะนั้นระบบแบบนี้เราจึง เปลี่ยนแปลงนะครับ นอกจากนั้นหลายคนก็อาจจะตั้งคำถามต่อไป เพราะว่าเวลาไป อภิปรายจะเห็นคนก็จะ ตั้งคำถามว่า ถ้าอย่างนั้นแล้วนี่อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเปึ้น สส. ก็ยกมือให้ตัวเองได้ จริง ๆ แล้วโดยมารยาทก็ไม่ควรทำ แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เขียน ห้ามไว้ด้วยว่า ถ้าอภิปรายในเรื่องของตัวไม่มีสิทธิออกเสียง เพราะฉะนั้นผมคิดว่า สิ่งที่สถาบันการเมืองในระบบที่เราออกแบบใหม่นั้นเปึนความพยายามที่จะยึดร่องร้อย เดิมของระบบการเมืองที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ที่ประชาชนคุ้นเคยอยู่แล้ว แล้วก็พยายามหา แนวทางที่จะอุดช่องว่างที่จะทำให้ระบบการเมืองนั้นมีเสถียรภาพมากขึ้น และที่สำคัญ ก็คือว่า ในระบบของการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรนั้นเราได้เพิ่มเติมระบบของการ ตรวจสอบโดยสภาให้ได้มากขึ้น มีการปรับแก้จำนวนผู้ที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรี จากเดิมสองในห้า ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เหลือหนึ่งในห้า กรณีจะ อภิปรายรัฐมนตรี หนึ่งในหก ยิ่งกว่านั้นครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังพูดถึงว่า ถ้าฝ์ายค้าน มีไม่ถึงจำนวน เมื่อทำงานไปครบ ๒ ป้ ฝ์ายค้านเกินครึ่งหนึ่งสามารถที่จะอภิปรายได้ นี่ไม่ใช่การทำให้ รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพครับ ตราบเท่าที่รัฐบาลมีเสียงข้างมาก อย่างไรก็มีเสถียรภาพ แต่เปึนการทําให้รัฐบาลต้องตอบข้อสงสัยให้กับประชาชน เพราะฉะนั้นกระบวนการที่ให้ อภิปรายง่าย ไม่ใช่การทําให้รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ แต่รัฐบาลต้องระมัดระวังว่าจะทํา อะไรแล้วตอบประชาชนได้หรือไม่ ผ่านสื่อในระบบรัฐสภา ดังนั้นผมจึงคิดว่าสิ่งที่เรา พยายามทำ หรือแม้กระทั่งการพูดถึงว่ารัฐมนตรีที่ถูกยื่นอภิปรายหากปรับเปลี่ยน ก่อนการอภิปรายจะพ้นจากการอภิปรายหรือไม่ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ไม่ให้พ้นครับ เพราะฉะนั้นกลไกเหล่านี้คือความพยายามที่จะทำให้ระบบสถาบันการเมืองนั้น ถูกตรวจสอบได้ง่ายขึ้น แต่มิได้เปึนการทำลายระบบความมีเสถียรภาพทางการเมืองของ รัฐบาลแต่อย่างใด เพราะฉะนั้นข้อโต้แย้งที่บอกว่า ทําให้อภิปรายง่าย ทําให้รัฐบาลไม่มี เสถียรภาพ ผมกลับว่าไม่จริง แต่จุดเน้นของเราคือการทำให้การเมืองโปร่งใส และถูกเอา ทุกอย่างมาวางบนโต๊ะ แล้วให้ทุกคนตรวจสอบ สอบถามได้นะครับ นอกจากนั้นครับ ในระบบสถาบันการเมืองที่เรามีการเปลี่ยนแปลงแล้ว ผมคิดว่าประเด็นที่สําคัญซึ่งเปึน ประเด็นหนึ่งก็คือ การเป่ดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางตรงในทางการเมือง อย่างที่ผมกราบเรียนครับว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป่ดพื้นที่การเมืองภาคประชาชน สูงขึ้นเยอะ ถ้าท่านดูในมาตรา ๑๖๓ ถึง ๑๖๕ เรามีการเปลี่ยนแปลงที่จะทำให้ประชาชน นั้นมีส่วนร่วมทางตรงในทางการเมืองมากขึ้น เมื่อก่อนเราพูด ๕๐,๐๐๐ ชื่อ รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ๕๐,๐๐๐ ชื่อ เสนอกฎหมาย กระบวนการกว่าจะได้ ๕๐,๐๐๐ ชื่อ ก็มีปัญหา หลักประกันในการได้กฎหมายก็มีปัญหา แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ไขครับ ๑. ลดจำนวนจาก ๕๐,๐๐๐ เหลือเพียง ๑๐,๐๐๐ เสนอกฎหมาย ประการที่ ๒ เพื่อเปึ้น หลักประกันครับ ต้องเป่ดโอกาสให้ผู้ที่เข้าชื่อในการเสนอกฎหมายนั้นได้แสดงหลักการ ของกฎหมาย เมื่อกฎหมายเข้าสภา แล้วยิ่งกว่านั้นครับ ยังกำหนดว่า ในการตั้ง กรรมาธิการวิสามัญในการพิจารณากฎหมายฉบับนั้นต้องเป่ดโอกาสให้ตัวแทนของ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เข้าชื่อกันเสนอกฎหมายอย่างน้อยหนึ่งในสามเปึนกรรมาธิการวิสามัญ กระผมกราบเรียนว่าการเป่ดพื้นที่แบบนี้คือการทำให้ประชาชนเปึ้นผู้เล่นมากว่าผู้ดู รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ๕๐,๐๐๐ ชื่อ เสนอเสร็จ เข้าสภา ป่ดประตูครับ ป่ดประตูเสร็จ ประชาชนยืนดู ว่าอย่างไรไม่รู้ แต่คราวนี้ประชาชนเข้าไปเล่นด้วยในสนาม ข้อโต้แย้งอันนี้ มีข้อโต้แย้งเยอะในการพูดพิจารณาเรื่องนี้ว่าก็ยังให้ไม่จริง ให้ไม่จริงเพราะว่าเสนอแล้วก็ อยู่ที่สภา กระผมกราบเรียนด้วยความเคารพครับว่า มีที่ไหนครับที่ประชาชนเสนอ กฎหมายแล้วได้ทุกอย่าง ไม่มีหรอกครับ ในระบบก็ต้องมีกลไกของสภาในฐานะที่เปึน องค์กรนิติบัญญัติ นั่นแปลว่า การค้านกันในทางความรับผิดชอบทางการเมืองคือหัวใจ เพราะฉะนั้นกระผมอยากเรียนว่า สิ่งที่คนเปึ้นห่วงว่าไม่จริงอีก มีส่วนร่วมทางตรงก็ไม่จริง ท่านจะเอาขนาดไหนครับ เราไม่มีทางหรอกครับที่จะทำให้ทุกอย่างถูกใจท่าน แต่ผม กราบเรียนว่า นอกจากการมีส่วนร่วมทางตรงในทางการเมืองแล้ว ในการเสนอกฎหมายนี่ ในการถอดถอนหรือในการทำประชามติก็ก้าวหน้ากว่าเดิมเยอะ ในการทำประชามติ รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เปึนการประชามติเพื่อหารือเท่านั้นครับ คือไม่ผูกพันกับรัฐบาล แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในมาตรา ๑๖๕ กำหนดว่า ประชามติมี ๒ แบบครับ อย่างบางเรื่อง เปึนการหารือ บางเรื่องเปึนการทําเพื่อการตัดสินใจ ผมคิดว่า อันนี้คือการย้ายฐานอํานาจ การตัดสินใจจำนวนมากมาไว้ที่ประชาชน และการมีส่วนร่วมทางการเมืองเหล่านี้ก็มิได้ทำ เฉพาะระดับชาติ แต่ทำในระดับท้องถิ่นด้วย ถ้าท่านกรุณากลับไปเป่ดอ่านในหมวด ท้องถิ่น ในมาตรา ๒๘๗ ๒๘๕ ๒๘๖ พูดเรื่องการถอดถอนที่ทำได้ง่ายขึ้น พูดเรื่องว่า องค์กรท้องถิ่นจะจัดกิจกรรมใดก็ตามที่กระทบต่อพี่น้องประชาชน ต้องมีการจัดให้มีการ รับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชน จัดให้มีการรับฟังจนไปถึงบางเรื่องต้องทำ ประชามติ คือถามความเห็นประชาชน กระผมถามว่าเรื่องเหล่านี้เปึนการเป่ดพื้นที่ให้ ภาคประชาชนในทางการเมืองมากขึ้น มิได้บอกว่า ทำให้การเมืองระดับชาติอ่อนแอ แต่ทำให้การเมืองระดับชาติมีการถ่วงดุลโดยการเมืองภาคประชาชน

และประการสุดท้ายครับ ในระบบรัฐธรรมนูญนี้บอกว่า ภาระต้นทุน ทั้งหลายของการเมืองภาคประชาชนพึงต้องได้รับการดูแลจากรัฐ โดยมีการบัญญัติ ให้จัดตั้งกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองภายใน ๑ ป้ ผมคิดว่าการเป่ดพื้นที่ ให้ประชาชนเปึ้นผู้เล่นทางการเมืองนั้นเปึนการเป่ดพื้นที่ที่เปึ้นนิมิตหมายใหม่ของ ระบบการเมืองของประเทศไทย ดังนั้นกระผมจึงกราบเรียนว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ วันที่ ๑๙ สิงหาคม หากว่าประชาชนส่วนใหญ่ให้ความเห็นชอบ ไม่ใช่เปึนวันสุดท้ายของ การพัฒนาการเมือง แต่เปึนจุดเริ่มต้นที่สําคัญมากในทางการเมือง เปึนจุดเริ่มต้นที่เรา จะต้องไปทำให้การเมืองของประชาชนนั้นเข้มแข็ง เปึ้นจุดเริ่มต้นที่เราจะต้องทำให้ ประชาชนนั้นมีวุฒิภาวะ รักษาคุณค่าทางประชาธิปไตย เคารพในเหตุผลมากขึ้น และผม คิดว่าเปึนภาระของทุกคนในสังคมนี้ที่จะต้องทําให้การพัฒนาการเมืองนั้นเปึนไปตาม เจตนารมณ์ ดังนั้นกระผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับว่า สิ่งที่ผมพูดเหล่านี้เปึนสิ่งที่ผมได้มีโอกาสไปชี้แจงกับพี่น้องประชาชน แล้วก็ถูกตั้งคำถาม กระผมก็ขออนุญาตกราบเรียนในเชิงหลักคิด แล้วก็ข้อความเห็นที่จะอธิบายถึงสิ่งเหล่านี้ ให้เกิดความชัดเจน โดยยืนยันว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ในส่วนที่เปึ้นสถาบันการเมืองไม่ได้มี เจตนาที่จะทําให้รัฐบาลอ่อนแอ แต่ทําให้รัฐบาลถูกตรวจสอบได้ง่ายเท่านั้นเอง กราบขอบพระคุณครับ