ไพโรจน์ พรหมสาส์น หารือเรื่องการกำหนดสิทธิและหน้าที่ของวุฒิสมาชิก โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีวุฒิสมาชิกที่มีความเป็นกลาง มีวุฒิภาวะสูง และมีความเหมาะสมในการทำหน้าที่ของวุฒิสมาชิก
ผมขออนุญาตเรื่องวุฒิสมาชิก นะครับ เปึนการต่อเนื่องจากเรื่องที่ท่านทั้งสามได้กล่าวไปแล้วนะครับ ท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ไพโรจน์ พรหมสาส์น ครับ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญและกรรมาธิการ ยกร่าง ก็อยากจะเรียนเพิ่มเติมในส่วนที่ยังเปึนข้อที่วิพากษ์วิจารณ์กันค่อนข้างมาก นะครับ คือในเรื่องของที่มาของวุฒิสมาชิก ซึ่งบอกว่าไม่ได้ยึดโยงประชาชน ทําไมจะต้อง มาจากการเลือกจังหวัดละ ๑ คน ๗๖ จังหวัด และอีก ๗๔ คน มาจากการสรรหา นั่นเปึน ข้อพิพาท ซึ่งมีการพิพาทค่อนข้างมาก ในประเด็นนี้กระผมอยากจะกราบเรียนว่า ในหลักการของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เปึ้นที่ชัดเจนนะครับว่า เราจะมีการปกครอง แบบรัฐสภา มีการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งมีพระมหากษัตริย์เปึนประมุข แล้วก็เปึน รัฐเดี่ยว ไม่ใช่สหรัฐอเมริกา เพราะฉะนั้นเราถกเถียงกันค่อนข้างมากนะครับ เมื่อเปึน การปกครองแบบรัฐสภาแล้ว ควรจะมีสภาเดียวหรือ ๒ สภา ซึ่งในท้ายที่สุดเราก็บอก ควรจะมี ๒ สภา เพื่อให้สภาหนึ่งนั้นเปึนสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ในการร่างกฎหมาย ในการที่จะควบคุมดูแลรัฐบาล ส่วนวุฒิสมาชิกนั้นก็จะทําหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย ทำหน้าที่ในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ตั้งกระทู้ถามบ้าง อภิปรายโดยไม่ต้อง ลงมติบ้างนะครับ พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะเข้าสู่องค์กรอิสระ รวมทั้ง การที่จะถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง นั่นก็เปึนหลักการซึ่งได้มีการพูดคุยกัน ค่อนข้างมากนะครับ เพราะฉะนั้นก็จึงมาสรุปกันว่า ถ้าจะให้มีวุฒิสมาชิกเพื่อทําหน้าที่ เช่นนี้ ที่มาของวุฒิสมาชิกควรจะเปึนอย่างไร พวกเราส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยกันว่า ก็ต้องเปึน ผู้ที่มีวุฒิภาวะค่อนข้างสูง อย่างน้อยจบปริญญาตรี อายุ ๔๐ ป้ ขึ้นไป แล้วก็ต้อง มีความเปึนกลางในทางการเมืองอย่างแท้จริง ไม่อยู่ใต้อิทธิพลทางการเมืองของใคร พรรคการเมืองใดทั้งสิ้น หรือแม้กระทั่งฝ์ายบริหาร เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ได้วุฒิสมาชิก เช่นว่านี้ เราก็บอกว่า ตอนแรกจะใช้วิธีการสรรหาทั้ง ๑๖๐ คน นะครับ ได้มีการออกแบบ แล้วก็ได้สอบถามความคิดเห็นไปนะครับว่า ส่วนใหญ่แล้วเห็นว่า ควรจะลดจำนวนจาก ๒๐๐ เหลือจำนวนลดลงมาเหลือ ๑๖๐ นะครับ แต่ในขั้นการพิจารณาขั้นสุดท้ายก็ได้ มีการตกลงกันว่า ถ้าเช่นนั้นเพื่อให้มีความยึดโยงกับประชาชนอย่างน้อยที่สุดในส่วนหนึ่ง ก็คือการให้ได้มาซึ่งวุฒิสมาชิกจากจังหวัดต่าง ๆ จังหวัดละ ๑ คน ๗๖ จังหวัด ไม่ว่าประชากรจะมากจะน้อยก็ให้มีจังหวัดละ ๑ คนเท่ากัน กรุงเทพมีห้าหกล้านคน ระนองมี ๑ คน ก็มีวุฒิสมาชิก ๑ คนเท่ากัน ๗๖ จังหวัด ๗๖ คน ส่วนอีก ๗๔ คนนั้น เราน่าจะได้ผู้ที่มาจากกลุ่มวิชาชีพ กลุ่มอาชีพต่าง ๆ เพื่อให้มีความหลากหลายของ ความรู้ ประสบการณ์ และการที่จะเปึนตัวแทนของภาคต่าง ๆ นอกเหนือจาก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมาจากจังหวัดต่าง ๆ ต่ามจำนวนประชากร เพราะฉะนั้นในการกําหนดจํานวนนี้ก็จึงกําหนดจํานวน ๗๔ คน คือ ลดลงมาจากตอนแรก ที่ว่าจะให้มีแปดสิบ แปดสิบ เท่ากันนะครับ ก็ลดลงมาให้น้อยกว่าที่มาจากการเลือกตั้งไป ๒ คนนะครับ ก็รวมกันเปึน ๑๕๐ คนพอดี ทีนี้ถามว่า คุณสมบัติของวุฒิสมาชิกนั้น ควรจะเปึนอย่างไร ก็อย่างที่ผมกราบเรียนแล้วนะครับ ก็คงจะต้องมีความเปึนกลาง มีวุฒิภาวะสูง แล้วก็มีความเหมาะสม ความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ที่จะทํา หน้าที่ของวุฒิสมาชิกนี่ให้ได้ดีที่สุด เพราะฉะนั้นในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ร่างกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เราจะลงประชามติกันในวันพรุ่งนี้แล้วนี่นะครับ ก็จึงได้มีการ กําหนดให้วุฒิสมาชิกนั้นจะต้องมาจากกลุ่มอาชีพต่าง ๆ และให้มีกรรมการสรรหา เปึ้นพิเศษ จำนวน ๗ ท่าน ด้วยกัน จากภาควิชาการ ภาคเอกชน ทั้ง ๕ กลุ่มอาชีพ ซึ่งข้อกําหนดอันนี้ก็เปึนส่วนหนึ่งที่จะทําให้เราได้มีความหลากหลายของที่มาของ วุฒิสมาชิก จากภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพ ภาคอื่น ๆ ภาควิชาการนั้น เราก็จะเน้นหนักสถาบันการศึกษา ซึ่งอย่างน้อยมีการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับอุดมศึกษา ขึ้นไป ที่มีการวิจัยทางวิชาการอะไรต่าง ๆ ภาครัฐนั้นก็หมายถึงส่วนราชการ หน่วยงาน ต่าง ๆ รวมทั้งรัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชนนั้นเราจะเน้นความเปึนกลุ่มก้อนของการประกอบ ธุรกิจต่าง ๆ ซึ่งรวมกัน อาจจะเปึนสมาคม เปึนหอการค้า เปึนสภาอุตสาหกรรม เปึนชิ้น เปึนกลุ่ม เปึนก้อน แล้วก็ภาควิชาชีพจะเน้นการกำกับดูแล้วิชาชีพนั้น ๆ สภาทนายความ แพทย์สภา อะไรก็สุดแล้วแต่ ส่วนภาคอื่น ๆ นั้นเปึนการรองรับความหลากหลายของกลุ่ม บุคคลผู้ด้อยโอกาส หรือที่จะไม่มีโอกาสที่จะเข้าไปสู่ในภาคอื่น ๆ ก็มาอยู่ในส่วนนี้ ซึ่งสัดส่วนของภาคต่าง ๆ นี้จะต้องใกล้เคียงกัน ถ้าเราแบ่งเปึน ๕ ภาค ก็คงจะประมาณ ภาคละไม่เกิน ๑๕ คน บางภาคอาจจะ ๑๔ คน แล้วก็อาจจะต้องมีความเท่าเทียมกัน มีความเท่าเทียมกันทางเพศ แล้วก็ให้เท่าเทียมกันทางกลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้ เพื่อที่จะมาทำ หน้าที่ดังกล่าว ดังที่กระผมได้กราบเรียนแล้ว เพราะฉะนั้นเจตนารมณ์ที่แท้จริงของสมาชิก วุฒิสภาที่มาเช่นนี้ ก็คือ ต้องการความหลากหลาย เพื่อให้การตรวจสอบอํานาจรัฐนั้น เปึ้นไปโดยมีประสิทธิภาพ และทําให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภามีความ เปึนกลาง ปราศจากการแทรกแซงทางการเมืองอย่างแท้จริงนะครับ แล้วก็ท่านทั้งหลาย ก็คงจะเห็นว่า ในรัฐธรรมนูญของเราทั้ง ๑๗ ฉบับนั้น มีฉบับป้ ๒๕๔๐ เท่านั้นนะครับ ที่ให้วุฒิสมาชิกนั้นมาจากการเลือกตั้ง นอกนั้นจะมีการมาจากการแต่งตั้ง แม้ประเทศ ที่เปึนแม่แบบของประชาธิปไตย อย่างเช่น ประเทศอังกฤษ สภาสูง เฮาส์ ออฟ ลอร์ด (House of Lord) ของเขานี่ ก็มาจากการแต่งตั้งทั้งหมด ของเราพบกันครึ่งทาง ครึ่งต่อครึ่ง เกือบจะครึ่งต่อครึ่ง ก็คิดว่าเปึ้นรูปแบบใหม่ที่คิดว่าน่าจะแก้ปัญหาการที่ วุฒิสมาชิกนั้นถูกแทรกแซงทางการเมือง การที่วุฒิสมาชิกนั้นไปเกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระ ไม่ว่าจะเปึนคณะกรรมการเลือกตั้ง ปปช. อะไรต่าง ๆ ดังที่บางท่านได้อภิปรายไปแล้ว เพราะฉะนั้นเราก็หวังใจว่า การได้มาซึ่งวุฒิสมาชิกแบบใหม่นั้น ซึ่งจะต้องได้รับการสรรหา โดยองค์คณะ ผู้ที่ได้รับการกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๗ ท่านด้วยกัน ที่จะเปึนองค์คณะ ที่จะให้ทำการสรรหาจากการที่แต่ละกลุ่ม แต่ละองค์กรนั้นเสนอชื่อมา สมมุติว่ากลุ่มภาค วิชาการมีได้ ๑๕ คน เราก็จะให้เสนอมาเพียง ๓ เท่าของ ๑๕ กับ ๔๕ คน แล้วกรรมการ มาเลือกสรรอีกทีหนึ่งให้เหลือเพียง ๑๕ คนเท่าจำนวนที่ควรจะมี กรรมการที่จะสรรหา วุฒิสมาชิกนั้น ทุกท่านก็คงจะทราบแล้วนะครับ ก็คือ ท่านประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมการเลือกตั้ง ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานกรรมการปัองกันและ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้พิพากษาจาก ศาลฎีกาซึ่งองค์คณะเลือกมา ๑ ท่าน และผู้พิพากษาจากศาลปกครอง ซึ่งองค์คณะเลือก มา ๑ ท่าน รวมเปึน ๗ ท่านด้วยกัน บุคคลเหล่านี้น่าจะได้รับความน่าเชื่อถือในการที่จะ สรรหาเหล่านี้ แต่เดิมนั้นวุฒิสมาชิกของเราบอกมาจากการแต่งตั้ง ที่บอกว่า มีใบปลิว ออกมานะครับ สมาชิกวุฒิสมาชิกเช่นนี้เพื่อการกลับมาของอํามาตยาธิปไตย ไม่ใช่แล้ว นะครับ ไม่ใช่เช่นนั้นนะครับ สมัยก่อนนั้นอาจจะแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว เปึ้นผู้สนองพระบรมราชโองการ แล้วก็แต่งตั้งจากข้าราชการทหาร ตํารวจอะไรเปึ้นส่วนใหญ่ ความหลากหลายที่จะมา ได้จากกลุ่มอาชีพ สาขาอาชีพ ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาสต่าง ๆ เหล่านี้ไม่มีนะครับ เพราะฉะนั้นลองดูนะครับพี่น้องประชาชนครับ ลองให้มีวุฒิสมาชิกในรูปแบบนี้ดู เขาจะ เข้ามาทำหน้าที่ของเขาอย่างเต็มที่ เปึนตัวแทนของกลุ่มอาชีพ กลุ่มวิชาชีพต่าง ๆ แล้ว อาจจะทําหน้าที่ได้ดีไม่แพ้ที่มาจากการเลือกตั้งนะครับ ซึ่งถ้าหากว่ามาจากการเลือกตั้ง นั้นแน่นอนครับ เราก็วิพากษ์กันแล้วว่า ก็คงจะเปึ้นสภาพี่ สภาน้อง สภาผัว สภาเมีย คงจะมีฐานอำนาจที่เดียวกัน และคงจะได้ส่วนหนึ่งไปเปึน สส. ส่วนหนึ่งไปเปึ้นรัฐมนตรี ส่วนหนึ่งก็มาเปึน สว. ซึ่งก็คงไม่สามารถจะควบคุม ดูแลอะไรกันได้ นั่นก็คือสิ่งที่ว่า ทําไม ที่ไปที่มาของวุฒิสมาชิกจึงเปึ้นเช่นนั้น ก็อยากจะกราบเรียนในตอนท้ายนะครับว่า เมื่อเปึนเช่นนี้ก็คงจะเปึนเรื่องที่เราจะหลังจากเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ภายใน ๙๐ วัน นับตั้งแต่วันที่เราประกาศใช้รัฐธรรมนูญ และ ๙๐ วัน นับตั้งแต่การมีการ ประกาศใช้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่ง สว. ซึ่งผมคาดว่า ขณะนี้เราร่างเสร็จแล้วนะครับ ท่านประธานกรรมาธิการยกร่างเซ็นเสร็จ เรียบร้อยแล้วส่งให้ สนช. สนช. ไปพิจารณาร่างภายใน ๔๕ วัน ส่งให้ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพียงไม่กี่วันก็สามารถที่จะประกาศใช้ ได้ ก็คิดว่าน่าจะเสร็จสักกลางเดือนตุลาคมนะครับ แล้วจะมีการเลือกตั้ง สส. ภายใน ๙๐ วัน ก็คงจะประมาณสักปลายธันวาคมอย่างที่รัฐบาลได้มีการให้คํามั่นไว้นะครับ รวมทั้งวุฒิสมาชิกก็หลังจากนั้น ในระหว่างนั้นก็สามารถที่จะให้สมาชิกสภานิติบัญญัติ แห่งชาตินั้นทําหน้าที่วุฒิสมาชิก และสามารถที่จะประชุมรัฐสภา สามารถที่จะเลือก ประธานสภา สามารถที่จะตั้งนายกรัฐมนตรี ตั้งรัฐบาลใหม่ได้ประมาณสักต้นป้หน้า นั่นเปึนความหวังที่ผมอยากจะฝากให้พี่น้องประชาชนทั้งหลายได้ใช้ดุลพินิจพิจารณาว่า ถ้าหากได้มีการไปออกเสียงประชามติในวันพรุ่งนี้ ถ้าหากท่านเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้มีการร่างมานี้ เราก็คาดหวังว่าทุกอย่างจะกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตย แล้วก็ ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะเปึนไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย กระผมจึงขอถือโอกาสนี้ กราบเรียนทุกท่านครับ เพื่อให้เปึ้นดุลพินิจพิจารณาในการที่ท่านจะไปออกเสียงประชามติ รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในวันพรุ่งนี้ ขอบพระคุณครับ