รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๓ ปีที่ ๓
ครั้งที่ ๑๓ (สมัยสามัญทั่วไป)
วันพุธที่ ๑๐ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๓
ณ ตึกรัฐสภา
ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรของเรายังไม่ได้รับทราบรายงานทั้ง ๕ เรื่อง ก็แจ้งให้ที่ประชุมทราบ
ต่อไปในคราวประชุม วุฒิสภา ครั้งที่ ๓ (สมัยสามัญทั่วไป) วันจันทร์ที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ที่ประชุม ได้รับทราบรายงาน จํานวน ๒ เรื่องดังนี้
๒.๑.๖ รายงานประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ปี ๒๕๔๗ ถึงปี ๒๕๕๐ ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
๒.๑.๗. รายงานผลการปฏิบัติงานประจําปี ๒๕๕๑ ของคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบ
(ที่ประชุมรับทราบ)
๒.๒ รับทราบเรื่องวุฒิสภา ได้ลงมติให้ขยายเวลาการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติออกไปเป็ นกรณีพิเศษ ตามมาตรา ๑๔๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จํานวน ๒ ฉบับ
ด้วยประธานวุฒิสภาได้มีหนังสือแจ้งว่าในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๙ (สมัยสามัญทั่วไป) วันจันทร์ที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ที่ประชุมได้ลงมติให้ขยายเวลา การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติออกไปเป็นกรณีพิเศษอีก ๓๐ วัน จํานวน ๒ ฉบับคือ
๒.๒.๑ ร่างพระราชบัญญัติการเดินอากาศ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... นับแต่วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ และ
๒.๒.๒ ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการปฏิบัติต่ออากาศยาน ที่กระทําผิดกฎหมาย พ.ศ. .... นับแต่วันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๓
จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบ
(ที่ประชุมรับทราบ)
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรอง รายงานการประชุม
รับรองรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๓ ปีที่ ๒ จํานวน ๒ ครั้ง
ครั้งที่ ๔ (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) วันพฤหัสบดีที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๒ และ
ครั้งที่ ๕ (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) เป็นพิเศษ วันพุธที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๒
ซึ่งได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกตรวจดูแล้วก่อนที่จะเสนอให้สภารับรอง มีท่านผู้ใดที่จะแก้ไขเพิ่มเติมรายงานการประชุมทั้ง ๒ ครั้ง มีไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกขอแก้ไข)
เมื่อไม่มีผู้ใด เห็นเป็นอย่างอื่นหรือขอแก้ไข ถือว่าที่ประชุมนี้ได้รับรองรายงานการประชุมทั้ง ๒ ครั้ง ดังกล่าวแล้วนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
๔.๑ ร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. ....
ซึ่งเรื่องนี้สําคัญมาก ผมจึงได้รีบนํามาบรรจุเพื่อให้พี่น้องประชาชน ได้รับทราบว่าผลงานของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันทรงเกียรตินี้ ท่านได้ทําหน้าที่ เพื่อปวงชนชาวไทย จึงขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่ เชิญครับคณะกรรมาธิการ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
ประจําที่เรียบร้อยแล้วนะครับ เมื่อประจําที่เรียบร้อยแล้ว กระผมขอเชิญประธานคณะกรรมาธิการแถลง เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายศุภชัย โพธิ์สุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครพนม ในนามประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ สภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. .... ขออนุญาตนําเสนอรายงานผลการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติต่อที่ประชุมดังนี้
ท่านประธานที่เคารพครับ สืบเนื่องจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๓ ปีที่ ๒ ครั้งที่ ๙ (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) ซึ่งมีการประชุมเมื่อวันพุธที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๒ ที่ประชุมได้ลงมติรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. .... ซึ่งมีคณะรัฐมนตรีและสมาชิกผู้ทรงเกียรติในสภาแห่งนี้ได้เสนอ ร่างพระราชบัญญัติเข้าสู่สภาทั้งหมด จํานวน ๙ ฉบับ ซึ่งมี
ร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)
ร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. .... (นายเจริญ จรรย์โกมล กับคณะ เป็นผู้เสนอ)
ร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. .... (นายศุภชัย โพธิ์สุ กับคณะ เป็นผู้เสนอ)
ร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. .... (นายขยัน วิพรหมชัย กับคณะ เป็นผู้เสนอ)
ร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. .... (นายอนันต์ ศรีพันธุ์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ)
ร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. .... (นายสถาพร มณีรัตน์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ)
ร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. .... (นายภราดร ปริศนานันทกุล กับคณะ เป็นผู้เสนอ)
ร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. .... (นางวรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ) และ
ร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. .... (นายพิษณุ หัตถสงเคราะห์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ)
ทั้งหมด ๙ ฉบับ แล้วก็ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันนั้นได้มีการตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นคณะหนึ่งเพื่อพิจารณา กําหนดการแปรญัตติ ภายใน ๗ วัน โดยให้ถือเอาร่างพระราชบัญญัติของคณะรัฐมนตรีเป็นหลักในการพิจารณา นั้น
บัดนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เสร็จแล้วนะครับ ปรากฏผลตามรายงานของคณะกรรมาธิการตามที่ได้เสนอมา โดยร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้มีการแก้ไข โดยมีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น ตั้งข้อสังเกต แต่ว่าไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขอแปรญัตติ ดังนั้นทางคณะกรรมาธิการ ได้พิจารณาเสร็จแล้ว จึงเรียนมาเพื่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรจะได้พิจารณา ให้ความเห็นชอบในวาระที่สองและวาระที่สามต่อไป
ก่อนอื่นนะครับ ก่อนจะเข้าสู่ การพิจารณาตามระเบียบวาระที่จะดําเนินการต่อไป ทางสภายินดีต้อนรับครูและนักเรียน โรงเรียนสร้างม่วง ส้มเสี้ยว จากจังหวัดอุบลราชธานีด้วยความยินดีทุกท่านนะครับ
ต่อไปเชิญเลขาธิการ เนื่องจากร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่มีผู้แปรญัตติ แต่มีการแก้ไข เชิญเรียงตามลําดับมาตรา
ร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. .... ชื่อร่างพระราชบัญญัติ ไม่มีการแก้ไข คําปรารภ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๑ และมาตรา ๒ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๓ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น
ท่านกรรมาธิการไม่ติดใจนะครับ เพื่อจะให้รวดเร็วขึ้น
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ผ่านนะครับ ต่อไป
มาตรา ๔ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวน ความเห็นครับ
กรรมาธิการที่สงวน ความเห็นไม่ติดใจ เชิญต่อครับ
หมวด ๑
ท่านประธานคะ
มีหรือ นึกว่าไม่มี ไม่ให้ เสียเวลา รวบรัดหน่อยก็แล้วกัน แต่มีการแก้ไข คุณวรศุลีไม่ได้สงวน
เมื่อกี้พอดีมาตรา ๓ ได้สงวน ความคิดเห็นเอาไว้ค่ะ
เมื่อกี้มันผ่านไปแล้ว
พอดีเมื่อกี้ท่านอ่านมาตรา ๑ มาตรา ๒ แล้วไม่เห็นพูดมาตรา ๓ เลย พูดมาตรา ๔ ไปเลยค่ะท่าน
มี คุณวรศุลี
ก็มีมาตรา ๓ ค่ะ มีการแก้ไข
แต่คนอื่นเขาไม่ติดใจ เราฝ่ายรัฐบาลก็ไม่น่าจะติดใจนะครับ เพราะเป็นเจ้าของร่างด้วย
คือไม่ได้ติดใจค่ะ เพียงแต่ว่า ขอสะท้อนความคิดเห็นเอาไว้เพื่อที่จะอภิปรายให้ทราบไว้แค่นั้นเอง ไม่ได้ติดใจว่า จะต้องแก้ไข
เอาเชิญไม่ให้เสียเวลา สั้น ๆ ครับ
ขอบคุณนะคะท่านประธาน ดิฉัน วรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมุกดาหาร พรรครวมใจไทย ชาติพัฒนา ท่านประธานคะ กฎหมายฉบับนี้ดิฉันคิดว่าเป็นประโยชน์แก่ประชาชนซึ่งเป็น เกษตรกรชาวรากหญ้าทั้งหลาย ดิฉันว่าการร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. .... นี้สืบเนื่องมาจากดิฉันได้ยื่นกฎหมายว่าด้วยเกษตรกรแห่งชาติ ทีนี้กลับมาว่า ในส่วนของสภาเกษตรกรแห่งชาตินี้มีประโยชน์มากกว่า คําว่า เกษตรกรแห่งชาติ ดิฉัน ได้เป็นผู้เสนอและได้ร่วมเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญ แต่เนื่องจากว่าในส่วนของ มาตรา ๓ นี้ในคํานิยามที่ดิฉันได้ร่างในกฎหมายเดิมว่าด้วยเกษตรกรแห่งชาตินั้น คํานิยามนั้นได้กําหนดเอาไว้ว่า คําว่า เกษตรกร นั้น หมายถึง บุคคลธรรมดาผู้ประกอบ อาชีพเกษตรกรรม ทีนี้ในกฎหมายสภาเกษตรกรแห่งชาตินี้ได้กําหนดคํานิยามไว้ว่า เกษตรกร หมายความว่า ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ดิฉันก็ได้เสนอในที่ประชุม คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากว่า คําว่า บุคคลธรรมดาผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม กับคําว่า ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม นี้ถ้าหากว่าเรามาตีความหมายในคําภาษาไทย ก็จะเป็ นเหมือน ๆ กัน คือเหมือน ๆ กันก็เลยได้ขอร้องในส่วนของกรรมาธิการ เสียงส่วนมากว่าเราทําไมไม่กําหนดเขียนคําว่า บุคคลธรรมดา นี้ลงไปด้วย เพราะว่า ประชาชนชาวรากหญ้าที่อยู่ในพื้นที่นั้นเขาไม่ได้เรียนหนังสือก็มี ถ้าหากว่าเขามาอ่านถูกว่า ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม เขาไม่ได้กลับไปดูคํานิยามของคําว่า เกษตรกรรม เขาไม่รู้กฎหมาย เขาอาจจะรู้กฎหมายแต่ไม่รู้ว่าคํานิยามของคําว่า เกษตรกรรม นั้นก็คือ หมายถึงตัวเขา ก็เลยอยากจะให้เติมในคําว่า เกษตรกร นี้ให้มีคําว่า บุคคลธรรมดา เข้าไปด้วย เพราะถ้าหากว่าเราอยู่ในพื้นที่ คําว่า เกษตรกรรม นี้ก็เท่ากับว่าบุคคล หลายกลุ่ม บุคคลหลายคนเข้ามาร่วมกัน นี่คือแปลความหมายตามภาษาพื้นบ้านที่เรา คุยกัน ดิฉันจึงบอกว่าได้สงวนความคิดเห็นนี้เพื่อที่จะขออภิปราย เล่าให้กับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภานี้ได้เข้าใจถึงว่าดิฉันไม่ได้ติดใจแต่ดิฉันขอท้วงคําที่ว่านี้ เพื่อต้องการสะท้อนให้กับกลุ่มเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ชาวรากหญ้าทั้งหลายนั้นให้เข้าใจว่า กฎหมายฉบับนี้ทําเพื่อท่าน แต่ในสิ่งที่ทําเพื่อท่านนั้นท่านเป็ นบุคคลธรรมดา ท่านก็สามารถที่จะมาลงสมัครเป็นสมาชิกในสภาเกษตรกรแห่งชาตินี้ได้ ไม่ใช่ว่า ท่านจะต้องไปทําเกษตรกรรมอย่างนั้นอย่างนี้ถึงมาลงสมัครเป็นสมาชิกสภาเกษตรกร นี่ละค่ะคือความหมายที่ดิฉันอยากจะให้มีคําว่า บุคคลธรรมดา นี้เพิ่มเติมเข้าไป และในส่วนที่ดิฉันได้อภิปรายอยู่ในห้องประชุมคณะกรรมาธิการเสียงส่วนมากนั้น ทางกฤษฎีกาก็บอกไว้อยู่ว่า ถ้าหากว่ามาตรานี้คําว่า เกษตรกร นี้ถ้าหากว่าคํานิยามว่า บุคคลธรรมดาผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม กับคํานิยามว่า เกษตรกร หมายความว่า ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมนี้มีความหมายเหมือนกัน แล้วก็ถ้าหากว่าเพิ่มหรือไม่เพิ่ม ก็จะไม่มีการกระทบในกฎหมายนี้ เพียงแต่สิ่งที่ดิฉันอยากจะสะท้อนให้เห็นว่าส่วนที่ เกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่นั้นเขาจะมีความรู้สึกที่ดีว่าเขาเป็นบุคคลธรรมดา เขาก็จะมีตัวตน อยู่ในสภาเกษตรกรได้ นี่ละค่ะดิฉันอยากสะท้อนคํานี้ให้กับท่านกรรมาธิการ เสียงส่วนมากได้เข้าใจว่าดิฉันท้วง ดิฉันไม่ได้ขัดแย้ง ดิฉันไม่ได้ค้านท่าน เพียงแต่ว่าขอว่า ในส่วนคําว่า บุคคลธรรมดา นี้ถ้าเพิ่มเข้าไปก็จะไม่มีผลกระทบในกฎหมายสภาเกษตรกรนี้ ดิฉันก็ขออภิปรายให้ท่านประธานสภาได้รับทราบว่าดิฉันไม่ได้ไปขัดใคร เพียงแต่ว่า ดิฉันขอแสดงความคิดเห็นในส่วนที่อยู่ในพื้นที่และได้รับฟังกลุ่มประชาชนชาวรากหญ้า ที่เป็นเกษตรกรนั้นเขาต้องการคํานี้ เพราะเขาอยากจะรู้ว่าเขามีสิทธิไหม เขาเป็นชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน เขามีสิทธิที่จะมาเป็นสมาชิกในสภาเกษตรกรนี้หรือไม่ ก็ขอฝากไว้ให้ ท่านประธานในส่วนที่ดิฉันได้สงวนความคิดเห็นไว้ แต่ดิฉันก็ไม่ได้ติดใจ ถ้าหากว่า กฎหมายนี้จะผ่านโดยคํานิยามของคําว่า เกษตรกร หมายความว่า ผู้ประกอบอาชีพ เกษตรกรรม ดิฉันก็ไม่ติดใจ เพียงแต่ว่าขออภิปรายให้เข้าใจในสิ่งที่ดิฉันได้เพิ่มเติม เท่านั้นค่ะ ก็ขอขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสดิฉันได้อภิปรายในสภานี้ ดิฉันดีใจที่ได้ เป็ นผู้แทนราษฎรของประชาชนในพื้นที่ที่เป็ นเกษตรกรทั้งหลาย ๘๕ เปอร์เซ็นต์ ในประเทศที่เป็นเกษตรกร ขอบคุณมากค่ะท่านประธาน
คุณชัยวัฒน์ติดใจ มาตรา ๓ หรือครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยนาท พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยของร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. .... ในมาตรา ๓ ท่านประธานที่เคารพครับว่า ผมเองนั้นได้พิจารณาในเรื่องของ ร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. .... แล้วก็เห็นว่ามีความสําคัญก็ดี แต่ว่าอยากจะให้ดียิ่งขึ้นเพื่อให้เป็นสิ่งที่เป็นคุณูปการต่อพี่น้องเกษตรกรทั้งหลาย โดยเฉพาะตอนนี้ท่านประธานก็คงทราบ ราคาข้าวนั้นเหลือแค่ ๖,๐๐๐ กว่าบาท บางที ก็ ๕,๐๐๐ กว่าบาท ท่านประธานครับ ชาวบ้านแย่แล้ว แย่มาก ๆ นะครับท่านประธาน ๑๐ ไร่ ได้ข้าวแค่ ๓-๔ เกวียนเท่านั้นเอง สงสารเขานะครับ ก็ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานในส่วนที่ผมขออนุญาตแก้ไขเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงในการแปรญัตติครั้งนี้ก็คือ เดิมนั้นร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. .... นั้นได้เขียนไว้อย่างนี้ครับว่า ในมาตรา ๓ แผนแม่บท หมายความว่า แผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม แต่ผม ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานขออนุญาตต่อครับ เพิ่มเติมครับ ก็คือ และเกษตรกร นั่นหมายความว่า แผนแม่บทในการที่จะแก้ไข ในการที่จะยกร่าง ในการที่จะทําเพื่อ พิจารณาการเปลี่ยนแปลงให้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนที่เป็นเกษตรกรนั้น ดียิ่งขึ้น เดิมในพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้เขียนไว้ในการที่จะพัฒนาแค่การเกษตรกรรม เท่านั้นเอง นั่นหมายถึงว่า แผนในการที่จะทําในการร่างหรือการจัดทําจะไปพิจารณา ในเรื่องของการดําเนินการในเรื่องกิจการในการทํา ในเรื่องของการทําไร่ ทํานา ทําสวน ทําอะไรก็ตามแต่ แต่ในที่นี้ที่ผมได้แปรญัตติเพิ่ม ก็คือหมายถึงตัวเกษตรกรด้วย นั่นก็คือว่าการพัฒนาในการเกษตรนั้นเราคงไม่ใช่ทําเฉพาะแผนในเรื่องของ การเกษตรกรรมเท่านั้น แต่บุคลากรถือว่าเป็นหนึ่งในนั้นที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกร ซึ่งในที่นี้ก็คือแผนในการจัดทําก็คือการให้ความรู้ การเตรียม ความรู้ในเรื่องของการดําเนินการในเรื่องของการเพาะปลูกนั้นถือเป็นเรื่องสําคัญ อย่างใหญ่หลวง การที่สภาเกษตรกรแห่งชาติเมื่อผ่านร่างนี้ไปแล้ว เมื่อมีสภาแล้วเขาก็คง จะไปทําแผนในเรื่องของการพัฒนาบุคลากรทางด้านการเกษตรว่าควรจะพัฒนาไปด้านไหน อย่างไร ให้มีความรู้ความสามารถอย่างไร สิ่งเหล่านี้ก็จะทําให้พี่น้องเกษตรกร แล้วก็แผน แม่บทในการทําเกษตรกรรมนั้นสัมฤทธิผลมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานครับ จึงขอแปรญัตติเพิ่มในเรื่องดังกล่าวเพิ่มเติมรวมดังนี้ครับ แผนแม่บท หมายความว่า แผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมและเกษตรกร ซึ่งเดิมนั้น มีเฉพาะเกษตรกรรมแต่ไม่มีเกษตรกร เพราะฉะนั้นผมก็เพิ่มคําว่า และเกษตรกร เข้าไป เพื่อให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น กราบขอบคุณท่านประธานครับ ขอกรรมาธิการแล้วก็สภาแห่งนี้ ช่วยพิจารณาด้วยครับ กราบขอบคุณครับ
ท่านประธานเชิญครับ
นายศุภชัย โพธิ์สุ (ประธานคณะกรรมาธิการ) ท่านประธานที่เคารพ กระผม ศุภชัย โพธิ์สุ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ขอเรียนชี้แจงท่านกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยคือท่านชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง ซึ่งก็เป็นความหวังดีของท่านที่ต้องการให้ แผนแม่บทของสภาเกษตรกรแห่งชาตินี้มีผลไปถึงการพัฒนาเกษตรกรด้วย ความจริง อยากจะเรียนว่า กรรมาธิการเสียงข้างมากมีความเห็นว่า คําว่า เกษตรกร ก็คือผลหรือ บุคลากรที่จะไปดําเนินกิจกรรมที่เราเรียกว่า เกษตรกรรม อยู่ดี ฉะนั้นการเขียนเอาไว้ว่า แผนแม่บทในการพัฒนาเกษตรกรรม ก็ถือว่าเป็นการพูด ในภาพรวม พัฒนาเกษตรกรรมก็คือพัฒนาเกษตรกรอยู่ดี ฉะนั้นเราจึงไม่อยากจะเขียนคํา ให้มันฟุ่มเฟือย แล้วก็การเขียนกฎหมายมันจําเป็นต้องให้มันกะทัดรัด ชัดเจน สั้น ๆ แต่ได้ความหมายครอบคลุมไปทั่ว นี่คือประเด็นที่อยากจะเรียนชี้แจงให้ท่านกรรมาธิการ ชัยวัฒน์และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ทราบ คําว่า แผนพัฒนาเกษตรกรรม ก็ครอบคลุม การพัฒนากิจกรรมของเกษตรกรอยู่แล้ว
ส่วนประเด็นที่ท่านกรรมาธิการวรศุลี ผมขอตอบสั้น ๆ นิดเดียวครับ ท่านประธาน ถึงแม้ท่านวรศุลีไม่ติดใจก็จําเป็ นต้องได้ชี้แจงเพื่อให้ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติแล้วก็พี่น้องที่ฟังอยู่ทางบ้านได้เข้าใจ เราไม่ได้ละเลยบทบาทของเกษตรกร ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา สมาชิกสภาเกษตรกรหรือคําว่า เกษตรกร คุณวรศุลีอยากจะให้ เขียนคําว่า บุคคลธรรมดาซึ่งประกอบอาชีพทางด้านเกษตรกรรม แต่อยากจะเรียนสมาชิก ได้ทราบว่า เกษตรกรนั้นเป็นทั้งบุคคลธรรมดาและส่วนหนึ่งนั้นอาจจะไม่เป็นบุคคล ธรรมดา อาจจะเป็นนิติบุคคลอยู่ด้วย เช่น วิสาหกิจชุมชนบางแห่ง เขาก็จดทะเบียนเป็น นิติบุคคล ถ้าเราไปเขียนเอาไว้ว่า เกษตรกรก็คือบุคคลธรรมดา มันก็จะไปตัดสิทธิ เกษตรกรที่เขาจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ซึ่งมาเป็นวิสาหกิจบ้าง กลุ่มเกษตรกรต่าง ๆ บ้าง ซึ่งเขาจดทะเบียนเอาไว้ ฉะนั้นเราเขียนในลักษณะอย่างนี้กรรมาธิการเสียงข้างมาก จึงต้องการให้ครอบคลุมถึงเกษตรกรที่เขารวมกลุ่มกันจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลด้วย เพราะเราต้องการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร โดยให้เกษตรกรรวมกลุ่มกัน จดทะเบียนกันเป็นกลุ่มธรรมดาหรือที่เป็นนิติบุคคลก็ได้ เมื่อเขาจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ก็ให้มีสิทธิในการที่จะได้รับประโยชน์จากสภาเกษตรกรแห่งนี้ด้วยครับ
ท่านประธานคะ
ไม่ติดใจแล้วยังจะพูดอะไร อีกล่ะ
ไม่ค่ะ พอดีท่านประธาน คณะกรรมาธิการชี้แจงซึ่งมันจะเพี้ยนของคําว่า บุคคลธรรมดา ดิฉันหมายความว่าในส่วน ของมาตรา ๓ นี้ ถ้าบุคคลธรรมดานี้ท่านบอกว่าถ้าหากว่าเขียนบุคคลธรรมดาเป็น ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ก็คือจะตัดสิทธิของกลุ่มที่เป็นนิติกรรม ซึ่งมันไม่ใช่นะคะ กฤษฎีกาก็ได้ชี้แจงในห้องประชุมวันนั้นแล้วว่าถ้าหากเพิ่มคําว่า บุคคลธรรมดา นี้เข้าไป กลุ่มบุคคลธรรมดานี้ก็จะสามารถอยู่ในสภานั้นแล้วรวบรวมกลุ่ม แล้วก็เป็นนิติบุคคล ได้เหมือนกัน ทางกฤษฎีกาวันนั้นก็ได้ชี้แจงแล้วว่าในกรณีที่กําหนดบุคคลธรรมดาลงไปนั้น มันจะไม่ตัดสิทธิกลุ่มนิติกรรมนั้นได้ เพราะในขณะที่กลุ่มบุคคลธรรมดานี้มาเป็ น สมาชิกในสภาเกษตรกร พอหลังจากมาเป็นสมาชิกสภาเกษตรกรแล้วกลุ่มสมาชิกกลุ่มนี้ ก็จะสามารถไปรวมตัวกันตั้งเป็นนิติบุคคล ตั้งเป็นบริษัทหรือตั้งเป็นอะไรก็ได้ แล้วก็ ในนิยามนั้นก็เป็นสภาเกษตรกรอยู่แล้ว เขาก็เป็นสมาชิกอยู่ในสภาเกษตรกรอยู่แล้ว ที่ดิฉันเห็นว่าอยากจะให้มีคําบุคคลธรรมดานี้ เพราะที่จะสามารถ
จบ ท่านไม่ติดใจแล้ว
ที่จะสามารถตัดนะคะ ท่านประธานขอดิฉันอธิบายหน่อยหนึ่งนะคะ
คือฟังมาหลายครั้งแล้ว
เมื่อกี้ที่ท่านประธานได้ชี้แจงไปว่า ถ้าเขียนว่า บุคคลธรรมดา จะไปตัดสิทธิบุคคลที่เป็นนิติบุคคล ดิฉันขอแย้งว่ามีคําว่า บุคคลธรรมดา ไม่ได้ตัดสิทธิคําว่า นิติบุคคล เพราะเกษตรกรรมนี้ก็ได้เขียนไว้กว้าง ๆ อยู่แล้ว เกษตรกรรมนี้ก็เท่ากับว่าเป็นนิติบุคคลอยู่แล้ว ดิฉันจึงขอชี้แจง ท่านประธานฟัง ดิฉันสักเล็กน้อยนะคะ
ฟังมาหลายรอบแล้วครับ
ดิฉันบอกว่าถ้าหากว่า ไม่มีบุคคลธรรมดามันจะเป็นช่องทางของนิติบุคคล จะเป็นช่องทางของกลุ่มนิติบุคคล ที่จะจ้างวานเอาบุคคลธรรมดานี้มาเป็นตัวผู้รับจ้าง แต่ไม่ใช่เป็นสมาชิกในสภา ดิฉันขอชี้ให้ท่าน เพราะกฎหมายนี้กับกฎหมายผู้รับงานไปทําที่บ้านคล้าย ๆ กัน เราต้องการที่จะให้บุคคลธรรมดา ลูก ๆ หลาน ๆ ของเกษตรกรเขาก็เป็นบุคคลธรรมดา พอบรรลุนิติภาวะเขาก็เป็นบุคคลธรรมดาที่จะสามารถมาลงเป็นสมาชิกสภาเกษตรกรได้ ดิฉันขอเรียนให้ท่านทราบว่าดิฉันต้องการให้กฎหมายนี้ออกไปใช้ แม้ว่าอยากจะให้ออกไป ได้เร็วแต่ควรจะให้คุ้มครองเขาได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ในขณะที่กว่าเราจะได้กฎหมาย ฉบับหนึ่งต่อล้อต่อเถียงกันมาตั้งเยอะตั้งแยะ พอออกไปแล้วมันมีจุดโน่นจุดนี่ แล้วค่อยนําเอาเข้ามาแก้ไขนั้นเสียเวลานะคะ แล้วประโยชน์ของเกษตรกรนั้นก็จะหายไปด้วย ดิฉันไม่ใช่ว่าติดใจแต่ดิฉันอยากชี้แจงให้ทราบว่า ในส่วนที่ดิฉันอยากจะให้บุคคลธรรมดา มีในคํานิยามนี้เพื่อต้องการให้กลุ่มประชาชนชาวรากหญ้าผู้ที่ไม่ได้เรียนหนังสือ เขาไม่สามารถที่จะมาฟังท่านหรอก ในกฎหมายบอกว่า ประชาชนทุกคนต้องรู้กฎหมาย ตัวดิฉันเองเป็นผู้แทนราษฎรในสภาผู้แทนราษฎรนี้ได้มาเป็นผู้แทนราษฎรถึงรู้กฎหมาย แต่ในขณะที่ดิฉันเป็นแม่ค้าอยู่ในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร ดิฉันไม่สนใจเรื่องกฎหมายเลย จะค้าขายอย่างเดียว จะเอาอย่างไรที่จะได้กําไร นี่แหละค่ะคือมันต่างกัน คํานิยาม ที่กําหนดอยู่ในนี้ควรจะได้เปิดกว้างให้ทุกคนได้รับประโยชน์ในกฎหมายที่จะออกมา สู่ประชาชน สู่กลุ่มเขาได้ ดิฉันก็ไม่ใช่ว่าขอร้อง เพียงแต่ว่าอยากจะพูดให้ท่านประธาน ได้ฟังเพื่อสะท้อนในสิ่งที่ดิฉันสะท้อนให้ทราบนี้ ดิฉันลงในพื้นที่ ถ้าตัวดิฉันเป็นแม่ค้า ดิฉันจะไม่สนใจเลยว่าท่านจะเขียนอย่างไร แต่ตอนนี้ดิฉันเป็ นผู้แทนราษฎรให้กับ ประชาชนทั้งประเทศ ดิฉันเป็น ส.ส. เป็นตัวแทนของระดับชาติ ดิฉันจึงบอกว่ากฎหมายนี้ ใช้ทั้งประเทศไม่ใช่ใช้เฉพาะจังหวัดมุกดาหาร ก็ขอขอบคุณท่านประธานค่ะที่ให้โอกาส ดิฉันได้พูด ขอบคุณมากค่ะ
ก็คงพอแล้ว ถ้าพูดมาก อย่างนี้ก็คงไม่ผ่านสักทีกฎหมายฉบับนี้อีก ๒ อาทิตย์ก็คงไม่จบ ฉะนั้นที่เราตั้งกรรมาธิการ ไปเถียงกันพอแรงแล้วก็ไม่น่าจะมาระบายให้เราฟังอีกนะครับ ก็เรียนให้ทราบ คุณชัยวัฒน์ไม่ติดใจนะครับ ยังติดใจอีกหรือครับ ผมว่าไม่ติดใจกระมัง เอาเชิญ ถ้าอย่างนั้น มันไม่ผ่านสักทีนะครับ
ขออนุญาตท่านประธานครับ เจ้าหน้าที่กําลังไปเปิดอยู่ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับ ได้ฟังคําชี้แจงของ ท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญแล้ว ท่านรัฐมนตรีศุภชัย โพธิ์สุ แล้วก็มีความเข้าใจ ในระดับหนึ่ง แต่เพื่อให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมก็เลยอยากจะ ขออนุญาตกราบเรียนครับว่า คือจริง ๆ แล้วก็ต้องบอกว่า บางครั้งเราก็ไปใช้พจนานุกรม มาใช้ในการตีความกันพอสมควรเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นผมก็เลยอยากจะใช้พจนานุกรม ให้เป็นประโยชน์ เพราะในพจนานุกรมเราได้บัญญัติคําว่า เกษตรกรรม กับ เกษตรกร นี่ ต่างกัน เกษตรกร นั้นหมายถึง ผู้ที่ปฏิบัติงานหรือดําเนินกิจกรรมในด้านการเกษตร นั่นเราหมายถึงตัวเกษตรกร แต่พอเกษตรกรรมปั๊บเขาไม่ได้หมายถึงตัวเกษตรกร เขาหมายเฉพาะในเรื่องของกิจกรรมด้านการเกษตร เพราะฉะนั้นใน ๒ ส่วนนี้มันคนละด้าน คนละแบบ คนละอย่าง เพราะฉะนั้นผมขอกราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับว่า เพื่อให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นเราบัญญัติไว้ ผมเข้าใจเจตนารมณ์ของท่านรัฐมนตรีเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านอยากจะให้กระชับ แล้วก็อยากจะให้สั้น แต่ว่าผมเห็นด้วยอย่างยิ่งเลยครับ ในเจตนารมณ์ของท่าน ในความคิดของท่าน แต่ว่าเพื่อให้เกิดความครอบคลุมไม่ให้เกิด การละเลยต่อพี่น้องเกษตรกรโดยแท้ ผมอยากจะให้บัญญัติเพิ่มเติมขึ้นไปเพื่อที่จะให้ สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นผมก็เลยยังอยากที่จะให้คงอยู่ครับท่านประธาน ก็ขอกราบเรียนท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ไหมว่า ถ้าเราจะใส่เข้าไปคําว่า เกษตรกร อีกสักคําเดียวมันไม่ยาวหรอกครับ ไม่กี่ตัวอักษรเลยครับ เพราะฉะนั้นก็อยากจะ กราบเรียนครับท่านประธาน ต้องให้ผมอ่านอีกไหมครับในพจนานุกรม
ไม่ต้องแล้วครับ
ไม่ต้องแล้วใช่ไหมครับ กราบขอบคุณครับ ก็อยากจะฟังจากท่านประธานคณะกรรมาธิการครับว่าได้ไหมครับ ท่านรัฐมนตรี
เกษตรกรกับเกษตรกรรม มันก็ต่างอยู่แล้ว ท่านประธานครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ศุภชัย โพธิ์สุ ประธานคณะกรรมาธิการ อยากจะเรียนยํ้านิดหนึ่งว่าความจริง เข้าใจในความรู้สึกของท่านดอกเตอร์ชัยวัฒน์ เพราะว่าท่านเป็นดอกเตอร์อาจจะคิดมาก อาจจะคิดลึก แต่เราคิดว่าคําว่า การพัฒนาเกษตรกรรม มันก็เป็นภาพรวมที่เกิดขึ้น เกษตรกรรมก็เป็นภาพรวมที่เกิดขึ้นจากการกระทําหรือกิจกรรม ธุรกรรม ของเกษตรกร อยู่แล้ว ฉะนั้นกรรมาธิการเสียงข้างมากจึงขอยืนว่าใช้คําว่า พัฒนาเกษตรกรรม พอครับ
ท่านดอกเตอร์ชัยวัฒน์ ไม่ติดใจนะครับ คือเสียงข้างมากเขาเอาอย่างนั้น
ท่านประธานที่เคารพ ขออนุญาตอย่างนี้ได้ไหม ถ้าเช่นนั้นผมเองก็เคารพเสียงข้างมากเพื่อที่จะไม่ให้ละเลย เจตนารมณ์ในเรื่องของการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร เหมือนกับปัจจุบันนี้เกษตรกร ไม่ค่อยได้รับความช่วยเหลือครับท่านประธาน
เอาในข้อสังเกตดีไหมครับ
ขอไปไว้ในข้อสังเกตว่า การทําในข้อนี้ให้ไปยึดถือไว้ในข้อสังเกตว่าจะต้องปฏิบัติต่อเกษตรกรด้วย การดูแล การทําแผนแม่บทต้องพัฒนาตัวเกษตรกรด้วย ก็ขอท่านประธาน ท่านรัฐมนตรีอย่างนั้น กราบขอบพระคุณครับ
ยืนยันเอาไว้ในข้อสังเกต เกษตรกรรมแล้วก็เกษตรกรให้พ่วงไป ก็ไม่ติดใจ ท่านแปรไว้หรือเปล่าครับ ให้ผ่านไปเลยนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ นิดเดียวต่อความกังวลใจในเรื่องของแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมที่จะขอเติม คําว่า เกษตรกร เข้ามา จริง ๆ ในข้อสังเกตแทบจะไม่ต้องเพิ่มก็ได้เพราะว่าในหมวด ๓ ในเรื่องของแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม มาตรา ๓๐ ระบุชัดว่า ตัวแผนแม่บท เพื่อพัฒนาเกษตรกรรมก็คือจะต้องมีสาระสําคัญในการพัฒนาศักยภาพการส่งเสริม และการสนับสนุนการรวมกลุ่มของเกษตรกร ซึ่งตรงนี้เอง คําว่า เกษตรกร ได้ถูกกรรมาธิการเสียงข้างมากใส่เข้ามาในหมวด ๓ มาตรา ๓๐ แล้ว จริง ๆ ก็ค่อนข้าง ที่จะครบถ้วนกระบวนความอยู่แล้ว
ก็เพิ่มเติมไปหน่อยก็คง ไม่เสียหายอะไร ผ่านนะครับ เชิญท่านเลขาธิการต่อครับ
มาตรา ๔ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวน ความเห็น
ไม่ติดใจ เชิญต่อ
หมวด ๑ สภาเกษตรกรแห่งชาติ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๕ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น
ท่านกรรมาธิการไม่ติดใจ เชิญคุณสถาพร
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม สถาพร มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดลําพูน ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย สิ่งที่ผมในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยนั้นติดใจ และต้องการที่จะได้รับคําตอบจากทางกรรมาธิการก็เรื่องวิธีการในเรื่องของที่มาของ สภาเกษตรกร ซึ่งตามที่กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ได้ผ่านมาตรา ๕ ลักษณะโดยรวม ก็คือเสมือนหนึ่งว่ามีการสรรหา เป็นการเลือกตั้งทางอ้อม ซึ่งในแนวคิดของสภาเกษตร ซึ่งส่วนใหญ่ที่เราไปพบปะกับพี่น้องเกษตรกรนั้นอยากจะให้มีการเลือกตั้งโดยตรง ท่านประธานสภาผ่านไปยังกรรมาธิการที่เคารพครับ ประเด็นของการเลือกตั้งโดยตรง กับการเลือกตั้งโดยอ้อมนั้นสภาวะของความรับผิดชอบโดยจิตสํานึกนั้นต่างกัน อย่างสิ้นเชิง ผมขออนุญาตอุปมาในส่วนของสภาใกล้เคียงของเรา พฤติกรรมของสมาชิก ที่มาจากการสรรหากับพฤติกรรมของสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงนั้น วิธีคิด แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ผู้คนหรือตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงนั้นเสมือนหนึ่ง การแสดงออกจะมีจิตสํานึกความรับผิดชอบ มีการมองโลกในสายตาที่กว้างไกล มีการได้ศึกษาข้อมูลก่อนนําเสนอเพื่อคิดเป็นเชิงระบบ แต่สมาชิกที่มาจากการสรรหานั้น เขาไม่ได้เกรงใจผู้คนส่วนใหญ่ เขาเกรงใจต่อเทวดาที่โปรดให้เขามาแค่นั้นเองครับ เป็นทางอ้อม เพราะฉะนั้นการเป็นสภาเกษตรกรแห่งชาตินั้นเราถือว่าสภานี้มีความสําคัญต่อพี่น้อง เกษตรกรแห่งชาติ ถือว่าเป็นสาระสําคัญมาก เพราะฉะนั้นถ้าที่มาของสภาเกษตรกร แห่งชาติมาโดยการเลือกตั้งทางอ้อมหรือการสรรหา ผมเชื่อโดยสุจริตใจว่าผู้คนที่มาเป็น สภาแห่งนี้นั้นความรับผิดชอบและจิตสํานึกทางชนชั้นของเกษตรนั้นจะเจือจาง แต่ท่านมาจาก การเลือกตั้งโดยตรงท่านจะต้องไปสัมผัสกับปัญหาพี่น้องเกษตรกร ท่านต้องลงพื้นที่ ยกตัวอย่าง เช่น ขณะนี้ราคาข้าวตกตํ่า เพลี้ยกระโดด ลําบาก กระโดดไปกระโดดมา จนไร่นานั้นเสียหาย ชอบที่สภาเกษตรกรแห่งชาติจะต้องลงพื้นที่ แต่ถ้าเป็นกรรมการสรรหา ที่มาจากทางอ้อมแล้วผมไม่มั่นใจว่าเขาจะมีความเป็นห่วงเป็นใยพี่น้องของเขาหรือเปล่า เป็นห่วงเป็นใยเกษตรกรหรือเปล่า เพราะฉะนั้นการสรรหากับการเลือกตั้งโดยตรงนั้น เป็นเรื่องของกระบวนคิด ซึ่งกรรมาธิการเสียงข้างน้อยพยายามที่จะโน้มน้าวในที่ประชุม คณะกรรมาธิการให้เห็นที่มาของกรรมการสภาเกษตรกรแห่งชาติโดยการเลือกตั้งโดยตรง และขณะเดียวกันนั้นเราถึงขั้นเสนอให้คณะกรรมาธิการทําประชามติด้วยซํ้าไป ต่อที่มาของคณะกรรมการสภาเกษตรกรแห่งชาติ ผมเชื่อว่าถ้าเราทําตามกระบวนการ ตามขั้นตามตอนนั้นการที่จะได้รับการเลือกตั้งโดยตรงมาเป็นคณะกรรมการจะมีเหตุผล ที่ดีกว่า ฉะนั้นท่านประธานครับผมติดใจ แล้วก็นําเรียนผ่านไปยังท่านกรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่ และท่านประธานคณะกรรมาธิการว่า ท่านมีแนวคิดอย่างไรต่อมาตรานี้ ต่อที่มาของสภาเกษตรกรแห่งชาติ ท่านทิ้งเรื่องของการเลือกตั้งโดยตรงได้อย่างไร เพราะเจตนารมณ์นั้น และผมเองก็เป็นผู้เสนอร่าง ร่างผมนี้การสรรหานี่ไม่มี เลือกตั้ง โดยตรงอย่างเดียวนะครับ ผมก็นําเรียนท่านประธาน ผมติดใจครับ อยากฟังเหตุผล เพื่อประกอบในการอภิปรายรอบต่อไปครับ ขอบคุณครับ
คุณประสิทธิ์เชิญ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายแพทย์ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดชัยภูมิ ท่านประธานครับ มาตรา ๕ ของร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. .... มีการแก้ไข โดยเฉพาะ (๑) ซึ่งกรรมาธิการไปตัดแล้วใส่คําว่า ประธานสภาเกษตรกร จังหวัดเป็นสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติโดยตําแหน่ง ท่านประธานครับ ผมไม่อยากให้มี เขาเรียกว่า อีแอบ แอบเข้ามาซึ่งเราก็เห็นกันมาตลอดตั้งแต่พูดถึง ส.ป.ก. ก็มีอีแอบ อยากได้เป็นสมาชิก ส.ป.ก. ตอนนี้ก็เหมือนกันครับท่านประธาน ผมไม่อยากให้มีการทํา แบบนี้ ให้ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติซึ่งประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติอาจจะเป็น พ่อค้าขายข้าว ตอนนี้ท่านประธานก็เห็น กระทรวงพาณิชย์สู้พ่อค้าไม่ได้เลย มันออกข่าวตลอดว่ารัฐบาลจะขายข้าวออกมา ๒,๐๐๐,๐๐๐ ตัน แต่กระทรวงพาณิชย์ สู้ข้อมูลข่าวสารไม่ได้เลย รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ไปดูแลเกษตรกรเท่าที่ควร ข่าวออกมาจากไหน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ตันออกมาจากไหน ถ้าไม่ออกมาจากระดับสูงในกระทรวงพาณิชย์นี่ ชาวบ้านไม่เชื่อครับ อันนี้มันออกมาจากระดับสูง ผ่านพ่อค้า ผ่านตรงนั้นตรงนี้ กดราคานะครับ ผมดีใจที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีไตรรงค์ท่านประกาศว่าไม่ขายข้าว ให้พ่อค้า ตรงนี้สําคัญนะ ถ้ามีการแอบแฝงเอาประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติกลายเป็น พ่อค้า พ่อค้าขายข้าวเราจะทําอย่างไร ผมถึงอยากฝากท่านประธานเพื่อผ่านไปถึง ประธานคณะกรรมาธิการ ผมคัดค้านเรื่องการเลือกตั้งโดยอ้อม กฎหมายฉบับนี้ต่อไป ไม่รู้เกษตรกรคนไหนจะได้เป็นสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติตรงนี้ ผมอยากเรียนครับว่า มันจะกลายเป็นคนที่มีอํานาจ หานอมินี (Nominee) เอามาเป็น ประธานสภาเกษตรกร แล้วอะไรจะเกิดขึ้นครับ กฎหมายฉบับนี้แทนที่มันจะเกิดผลประโยชน์ กับเกษตรกร มันจะกลายเป็นพิษเลยครับ ผมอยากฝากท่านประธานผ่านไปถึงประธาน คณะกรรมาธิการคิดดี ๆ ครับตรงนี้ ความจริง (๑) มันชัดเจน ผมว่าสมาชิกสภาเกษตรกร จังหวัดเลือกกันเองนี่มันเห็นชัดเจน ให้สมาชิกเขาเลือกกันเอง ไม่ใช่อยู่ดี ๆ ก็ขึ้นมา ประธานสภาเกษตรกรเป็นโดยตําแหน่ง นี่มันเผด็จการนะผมว่า กฎหมายนี้มันค่อนข้าง เผด็จการ ขณะนี้ก็แย่แล้วนะ ขณะนี้ก็แย่แล้ว เกษตรกรจะไปหวังพึ่งใคร ข้าวตอนนี้ตกตํ่า จังหวัดชัยภูมิไม่เคยมีปิดถนน ท่านประธานรู้ไหมครับ ตําบลบ้านค่ายปิดถนน ปิดถนน เป็นครั้งแรกตั้งแต่ตั้งจังหวัดชัยภูมิมานี่ครับไม่เคยมีครับ ตําบลบ้านค่ายบ้านเกิดผม เขาเดือดร้อน ราคาข้าวตกตํ่าจนไม่รู้จะพูดอย่างไร รัฐบาลต้องมีมาตรการควบคุมดี ๆ ออกกฎหมายแล้วให้คนอื่นมาควบคุมเกษตรกรอีก วันนี้ถ้าผมเป็นรัฐบาลผมประกาศเลย ผมจะไม่ขายข้าวให้พ่อค้าส่งออก ผมจะทําจี ทู จี (G to G) ไม่ขายให้พ่อค้าส่งออก ผมว่า ข้าวหอมมะลิขึ้น ๒๐ บาท ตอนนี้ประกาศสิครับ ประกาศชัดเจน ๖ เดือนนี้ผมไม่ขาย ให้คุณเลย คุณไปออกข่าวทําให้รัฐบาลเสียหาย นี่ไม่ทําอะไรครับ มายิ้ม ๆ บอกไม่ทําอะไร ข้าวมันก็เลยไม่ขึ้นตามที่สมควร ท่านประธานรู้ไหมครับ ปี นี้ข้าวขาดแคลนมาก ต่างประเทศไม่มีข้าวจะกินครับ ประเทศฟิลิปปินส์ไม่มีข้าวตั้ง ๓,๐๐๐,๐๐๐ ตัน รัฐบาล ทําอะไรอยู่ครับ ผมเห็นกฎหมายนี้ผมดูแล้วเศร้าใจแทนเกษตรกร ทําเสียทีสิครับ วัน ๆ อย่าไปพูดเรื่องก่อการร้ายอะไร ผมดูแล้วอย่าไปใส่ร้ายเขามาก วางระเบิดตรงโน้น ตรงนี้ เลิกพูดเสียทีเถอะครับ ออกข่าวทีวี (TV) ตลอดเวลา ทําไมไม่พูดถึงความเดือดร้อน ราคาข้าวตกตํ่า ทําไมไม่พูดถึงเรื่องการขาดแคลนนํ้า เราจะทํามาตรการอย่างไร ไม่มีครับ นี่เอาแบบนี้เข้ามาอีกครับ ผมว่ามันจะเป็ นสภาเผด็จการครับท่านประธาน ฝากท่านประธานครับ แก้กลับไปอันเดิมครับ ขอบคุณครับ
เชิญคุณผ่องศรีครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ สําหรับใน มาตรา ๕ เรื่องเกี่ยวกับองค์ประกอบของสภาเกษตรกรแห่งชาติซึ่งจะมีขึ้นครั้งแรก เป็นสภาที่เกษตรกรรอคอยนะคะ ดูจากองค์ประกอบทั้งหมด ๓ ส่วนที่กรรมาธิการได้ร่างมา ดิฉันเห็นด้วยนะคะ ก็คือมี ๑๐๐ คนใช่ไหมคะ ตาม (๑) ก็คือประธานสภาเกษตรกร จังหวัด ๗๖ จังหวัด กับ กทม. ก็เป็น ๗๗ คน แล้วก็ใน (๒) สมาชิกที่เป็นตัวแทนของ องค์กรต่าง ๆ อีก ๑๖ คน อันนี้ก็เขียนว่ามีความจําเป็น เพราะว่าเป็นตัวแทนของเกษตรกร มาแต่ละจังหวัดแล้วนี่ ถ้าเราไปดูในมาตราอื่น ๆ จะเห็นได้ว่าที่สมาชิกเป็นห่วงก็อาจจะ ต้องเป็นห่วง เพราะว่ามีกระบวนการมาจากเป็นตัวแทนของเกษตรกรโดยตรง แต่ที่ดิฉัน ขอให้ข้อสังเกตเพื่อบันทึกไว้นะคะ เพราะว่าใน (๒) ที่ท่านกรรมาธิการได้เขียนมาว่า ให้เลือกจากตัวแทนองค์กรเกษตรกรด้านพืช สัตว์ ประมง และเกษตรกรรมอื่น ๆ จํานวน ๑๖ คน อันนี้ก็คิดว่าเป็นประโยชน์ เพราะว่าจะได้ตัวแทนของเกษตรกรที่หลากหลาย แต่ว่าเนื่องจากหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาก็จะต้องไปกําหนดต่อไป ก็ขอฝากไว้ ๓ ข้อว่า สําหรับในการสรรหาเพื่อให้เกิดความหลากหลาย ถ้าเป็นด้านพืชดิฉันคิดว่าให้บัญญัติไว้ ด้วยว่ามันมีพืชไร่ พืชสวน พืชนา ทีนี้ถ้าเป็นพืชไร่มันก็จะแยกออกเป็นพืชเศรษฐกิจ หลายอย่างใช่ไหมคะ ถ้าเป็นพืชสวนมันจะมีทั้งพืช ผัก ไม้ดอก ไม้ประดับ แล้วก็ไม้ผล ตลอดจนนาข้าวหรือว่านาบัว เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าไปอยู่ในข้อสังเกตนี้ก็จะได้ทําให้ ครอบคลุมนะคะ ถ้าเป็นสัตว์ก็จะมีทั้งสัตว์ใหญ่ สัตว์ใหญ่ไม่ว่าจะเป็นโคเนื้อ โคนม หรือว่า กระบือ สัตว์เล็กก็ไม่ว่าจะเป็นสุกร แพะ แกะ ลองดูแล้วกันตามความสําคัญที่ท่าน บัญญัติไว้ แล้วก็สัตว์ปีก นอกจากนั้นแล้วประมงขอให้ดูให้ครอบคลุมนะคะ เพราะเรามี ทั้งประมงนํ้าจืด ประมงนํ้าเค็ม แล้วก็นํ้ากร่อย แล้วก็ชายฝั่ง ประมงขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ ถ้าหากว่าตอนที่ไปตั้งหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาก็จะทําให้มีตัวแทนที่หลากหลาย อีกอันหนึ่งดิฉันได้อภิปรายไว้ตั้งแต่ในวาระรับหลักการก็คือ ในการไปกําหนดหลักเกณฑ์ ให้คํานึงถึงการกระจายตามภูมิภาคด้วย เพราะว่าถ้าเราไม่ได้กําหนดภูมิภาคไว้ ๑๖ คน อาจจะเลือกมากลายไปอยู่ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้หรือว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มันก็จะไม่มีการกระจาย ก็ฝากไว้เป็นข้อที่ ๒ ว่า เวลาไปกําหนดหลักเกณฑ์ขอให้คํานึง เรื่องภูมิภาค กับอีกอันหนึ่งเราไปดูตัวเลขว่าเกษตรกรทั่วประเทศมีทั้งเกษตรกรที่เป็น ผู้ชายและผู้หญิงจํานวนครึ่ง ๆ เลย ก็ขอฝากไว้ด้วยว่าในตอนที่สรรหาตัวแทนใน (๒) ขอให้คํานึงด้วยว่า อาจจะเป็นข้อกําหนดไว้ว่าให้คํานึงถึงสัดส่วนเกษตรกรที่เป็นชายและหญิง เพราะว่าขณะนี้เกษตรกรที่เป็นหญิงทํางานในภาคเกษตรก็ค่อนข้างมากนะคะ ก็ขอฝาก กรรมาธิการไว้เพื่อส่งต่อไปในช่วงของการร่างข้อกําหนดนะคะ สําหรับในมาตรา ๕ นี้ ก็เห็นด้วยกับท่านกรรมาธิการค่ะ
เชิญกรรมาธิการอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ กระผม นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ขอสงวนความเห็นในมาตรา ๕ (๒) (๓) ๒ ประเด็นด้วยกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้องกราบเรียนด้วยความบริสุทธิ์ใจว่า วันนี้พี่น้องเกษตรกรของผมทั่วประเทศ มีความสนใจติดตามตลอดเวลาว่า เมื่อไรจะมีสภาเป็นของตัวเองสักครั้งหนึ่ง เพราะที่ผ่านมา ในสังคมไทยนั้นจะมีสภาหลาย ๆ สภา ไม่ว่าสภาอุตสาหกรรม ไม่ว่าสภาทนายความ ไม่ว่าสภาธนาคารต่าง ๆ นั้น ทุกสาขาอาชีพมีหมด ยกเว้นเกษตรกรเท่านั้น เราได้พยายาม มาตั้งหลายสิบปีตั้งแต่ปี ๒๕๑๘ ปี ๒๕๑๙ เป็นต้นมา พยายามผลักดันเพื่อจะให้กฎหมาย ฉบับนี้มีสภาเป็นของตัวเองเพื่อแก้ไขปัญหาของตัวเอง ท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยเหตุผล ซึ่งเราได้ทําประชาพิจารณ์ไปหลายครั้ง เราไปติดตามเมื่อไม่นานมานี้ผมก็มีโอกาสไปประชุม สหกรณ์กับกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศที่จังหวัดเชียงใหม่ ประมาณ ๑,๒๐๐ องค์กร และเมื่อ ๒-๓ วันนี้ก็มีประชุมทั้งหมด ๗๖ จังหวัด ที่จังหวัดนครนายก หลายคนก็ปรารภ กับผมว่า วันนี้สภามันเป็ นสภาของใครกันแน่ มันสภาของเกษตรกรหรือสภาอีแอบ ดั่งที่ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติได้กล่าวไปแล้วนั้น ผมต้องกราบเรียนด้วยความเคารพ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ผมในฐานะที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้ขอสงวน ความเห็นด้วยว่า ขอให้ตัด (๒) และ (๓) ออก ก็เนื่องจากว่าสภาแห่งนี้นั้นมี ๒ สภา คือ สภาระดับประเทศและสภาระดับจังหวัด สภาจังหวัดนั้นประกอบด้วยมาจากการเลือกตั้ง จากหมู่บ้าน ตําบล อําเภอแล้วมาจังหวัด และมีตัวแทนจังหวัด ๑ ท่าน เข้ามาเป็ น สภาเกษตรกรแห่งชาติ ในขณะเดียวกันระดับจังหวัดนั้นก็ดั่งที่ท่านสมาชิกได้กราบเรียน ไปแล้วว่ามีอีแอบอยู่ ๗ ท่าน เราไม่รู้ว่าอีแอบนั้นมาอย่างไร แน่นอนที่สุดเมื่ออีแอบ ๗ ท่านแล้วไปผสมผสานกับสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง แน่นอนรับรองเลยว่าจะต้อง มาจากบุคคลที่อาจจะแอบแฝงมา นั่นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ พอมาถึงระดับประเทศ ซึ่งมีสมาชิกมาจากการเลือกตั้ง ๗๖ ท่านด้วยกัน ขออนุญาตใช้คําว่า อีแอบ อีก ๒๓ ท่าน อีก ๕ ท่านนั้นมาจาก การแต่งตั้งจากบุคคลที่อ้างว่ามีความรู้ความสามารถ และอีก ๑๖ ท่าน มาจากโดยที่ประชุม คณะกรรมาธิการบอกว่า สถาบัน ๑๖ ท่าน มาจากสถาบัน สถาบันหมายความว่าอย่างไร ผมก็ไม่เข้าใจ เขาบอกบุคคลตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไปเป็นสถาบัน ผมก็ถามในที่ประชุมของ คณะกรรมาธิการว่า ถามว่าวันนี้ท่านสมาชิกท่านหนึ่งอยู่เขตกรุงเทพมหานคร อีกท่านหนึ่ง อยู่จังหวัดเชียงรายเลย ถามว่าเป็นสถาบันได้ไหม แล้วจะมาแบบไหน มันก็สามารถจะมี ช่องทางที่กระบวนการอีก ๑๖ ท่านนั้นอาจจะมาแบบไม่ปกติ เพราะฉะนั้นกราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับว่า ผมอยากจะวิงวอนกับท่านสมาชิก ผู้มีเกียรติว่าอยากจะให้ท่านได้วิเคราะห์ว่าวันนี้สภาของเกษตรกรมันควรจะมาจาก เกษตรกรโดยตรง เกษตรกรมาจากท้องที่ มาจากการเลือกตั้ง แต่ทําไมถ้าบุคคลใดก็ตาม อยากจะเข้าไปเป็นก็เข้าไปสู่กระบวนการเลือกตั้งก็ทําได้ เพราะว่าประเทศไทยมี ๗๖ จังหวัด ใครอยู่จังหวัดไหนก็ไปสมัครเป็ นสมาชิกจังหวัดนั้นแล้วก็เลือกตั้งมา ถามท่านประธานที่เคารพว่า เกษตรกรนั้นทําไมมันยากยิ่งเหลือเกินสภาเกษตรกร มันควรจะใช้คําว่า สภาเกษตรกร เขาบอกมันควรจะเป็นสภาของเขา ไม่ใช่สภาของคนอื่น แน่นอนที่สุดท่านสมาชิกผู้มีเกียรติหลายท่านได้พูดไว้สักครู่นี้แล้วว่าเกษตรกรนั้น เขาต้องแก้ไขปัญหาของเขาเองครบวงจร เพราะสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมกังวลครับ ที่คณะกรรมาธิการประมาณ ๑๖ ท่าน ๑๗ ท่านด้วยกันก็ไม่น้อยได้ขอสงวนความเห็นไว้ เพราะมติในที่ประชุมก็แพ้เสียงข้างมาก ผมก็ยอมรับในกติกาของประชาธิปไตย แต่วันนี้ เมื่อเกษตรกรให้โอกาสเขา ทําไมไม่ให้อีแอบนั้นเข้าไปลงเลือกตั้ง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกราบเรียนด้วยความเคารพว่าจากหลายองค์กรเทียบเคียงกันแล้วนี่ ไม่ว่าองค์กรต่าง ๆ ส่วนใหญ่แล้วอํานาจรัฐไม่ยอมปล่อยมือก็ยังจะคุมบังเหียนอยู่เหมือนสภาที่ปรึกษา ของรัฐบาลนี่ กราบเรียนนิดหนึ่งว่าเห็นไหมครับ มาอย่างไรก็ตามก็ไปใช้วิธีการ หลายรูปแบบจนมาเป็น พอมาเป็นเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เสนอต่อรัฐบาล รัฐบาลก็ส่งไปให้ กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ แล้วกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ก็ส่งไปหน่วยงานต่าง ๆ แล้วจะแจ้งให้ทราบ มันไม่มีผลแล้วครับ ฉะนั้นวันนี้ถ้าหากว่าท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ ฐานะที่มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน ท่านต้องคิดว่าคนมาจากการเลือกตั้งกับ คนไม่มาจากการเลือกตั้งมันเป็ นอย่างไร จะมีความรับผิดชอบ จะมีจิตสํานึก ต่อกระบวนการมากน้อยเพียงใดนั้น ผมเชื่อว่าท่านผู้แทนทั้งหลายนั้นท่านคงเข้าใจดี ผมอยากจะวิงวอนสภาแห่งนี้ว่าในประเด็นที่มาจากการสรรหาก็ดีหรือมาจากแต่งตั้งก็ดี หรือจะใช้คําว่า อีแอบ ก็ดีนั้น ขออนุญาตตัดออกครับ ขอให้มาเกษตรกรล้วน ๆ เพื่อประโยชน์ของเขา ผมไปประชุมหลายจังหวัด เขาก็ถามว่านี่มันสภาของใครครับ ผมบอกสภาของใคร เขาบอกก็ดูสิ ๒๓ คนไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ไม่รู้ว่ามาจากไหน ส่วนจังหวัดอีก ๗ ท่านนี่มาอย่างไร เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมก็พยายามวิงวอนกับ กรรมาธิการเสียงข้างมากว่ากรุณาเถอะครับ วันนี้พี่น้องเกษตรกรของผมอยากเห็นสภา ก็ต้องถามท่านสมาชิกผู้มีเกียรติว่าวันนี้จะเป็นสภาอีแอบหรือจะเป็นสภาของเกษตรกร ถ้าเป็นสภาของเกษตรกรก็วิงวอนท่านสมาชิกหรือท่านกรรมาธิการนี่ช่วยกรุณาตัด (๒) และ (๓) ออก ขอขอบคุณครับ
ครับ (๑) ไม่เกี่ยวนะครับ เชิญคุณจุมพฏ บุญใหญ่ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม จุมพฏ บุญใหญ่ ผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขตเลือกตั้งที่ ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมได้รอคอยกฎหมายฉบับนี้เป็นเวลา ๒๓ ปี ตั้งแต่ปี ๒๕๒๙ ลงสมัครผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ได้นํานโยบายของ พรรคประชาธิปัตย์ในการจัดตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติออกหาเสียงกับพี่น้องเกษตรกร ก็ยังโชคดีครับที่มีนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอกฎหมายฉบับนี้ ๒๓ ปี ให้หลัง ท่านประธานที่เคารพ สิ่งที่ผมเป็ นห่วงก็คือว่าสภาเกษตรกรนั้นจะเป็ น สภาเกษตรกรที่แท้จริงหรือไม่ เมื่อพิจารณาถึงสภาเกษตรกรแห่งชาติที่กําหนดให้ องค์ประกอบ ๙๙ ท่านจากจังหวัดต่าง ๆ ๗๖ จังหวัด ผู้แทนองค์กรการเกษตรอีก ๑๖ ท่าน แล้วก็ผู้ทรงคุณวุฒิอีก ๗ ท่าน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมี ๒-๓ ประเด็นที่ต้องการ เรียนถามท่านคณะกรรมาธิการก็คือว่า การที่ (๑) ให้ประธานสภาเกษตรกรจังหวัด เป็นสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติโดยตําแหน่งนั้น ผมเป็นห่วงว่าจะมีบุคคลที่ไม่ได้เป็น เกษตรกรโดยอาชีพแอบแฝงเข้ามา แล้วมาได้ตําแหน่งประธาน จริงอยู่ครับ ประธาน สภาเกษตรกรจังหวัดนั้นต้องประกอบอาชีพการเกษตร แต่เมื่อมาดูที่องค์ประกอบของ สภาเกษตรกรจังหวัด จะเห็นได้ว่ามีสมาชิกของสภาเกษตรกรจังหวัดอยู่ ๒ ประเภท ประเภทหนึ่งคือสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง ๑๖ ท่าน ถ้าจังหวัดไหนมีอําเภอเกิน ๑๖ อําเภอก็ให้มีอําเภอละ ๑ ท่าน แต่ว่าใน (๒) ท่านประธานครับ ผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมีความรู้ ความสามารถ ตัวนี้ละครับท่านประธานที่เคารพครับ ผมเกรงว่า การที่กําหนดให้มีผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาซึ่งไม่ได้ระบุว่าผู้ทรงคุณวุฒินั้นต้องประสบ ความสําเร็จในการประกอบอาชีพด้านเกษตรกร ด้านเกษตรกรรมเป็ นเกษตรกร ด้วยหรือไม่ ตัวนี้เองครับท่านประธานที่เคารพ ผมเป็นห่วงว่าในแต่ละจังหวัดก็จะมีสมาชิก ของสภาเกษตรกรจังหวัดที่ไม่ได้เป็นเกษตรกรแต่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาในช่องทาง ของผู้ทรงคุณวุฒิแล้วก็ได้เป็นประธานสภาเกษตรกรจังหวัด แล้วก็มาได้ตําแหน่งสมาชิก สภาเกษตรกรแห่งชาติโดยตําแหน่ง ท่านประธานครับ ตัวนี้ผมขอกราบเรียนถาม ไปที่คณะกรรมาธิการหรือโดยเฉพาะท่านประธานซึ่งเป็นเกษตรกรอยู่นะครับว่า ท่านมีแนวทางป้ องกันอย่างไรที่จะไม่ให้ช่องทางเหล่านี้เป็นช่องซึ่งมันอาจจะเล็ก แต่ผมเชื่อว่าด้วยอิทธิพลการเงินของผู้ประสบความสําเร็จในการหากินกับเกษตรกรนั้น อาจจะเข้ามาเอาตําแหน่งประธานสภาเกษตรกรจังหวัดได้ ถ้าได้เกินสักครึ่งของประเทศ ก็แน่นอนละครับประธานสภาเกษตรกรแห่งชาตินั้นก็จะตกเป็นของเขา ผมขอเรียนถามว่า มีแนวทางป้ องกันอย่างไรในกฎหมายฉบับนี้
ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพครับ คือใน (๒) ร่างเดิมบอกว่า ตัวแทนองค์กรเกษตรกรนั้นให้มีจํานวน ๑๖ คน โดยกระจายสัดส่วนตามกลุ่ม แต่คณะกรรมาธิการได้แก้เป็นว่า โดยกระจายตามความสําคัญของสาขาอาชีพ ผมขอ กราบเรียนถามท่านคณะกรรมาธิการว่า อาชีพเลี้ยงสัตว์กับอาชีพประมงอาชีพไหน สําคัญกว่ากันครับ ผมถามว่า เกษตรกรรมด้านพืชกับด้านสัตว์อันไหนสําคัญกว่ากันครับ แล้วท่านจะกระจายความสําคัญตามสาขานี้จะไม่ไปทะเลาะกันหรือครับ ผมเห็นว่าคงไว้ ตามร่างเดิม กระจายตามสัดส่วนของสาขาอาชีพจะไม่ดีกว่าหรือ ผมต้องการคําตอบ ตรงนี้ครับว่า ถ้าท่านตัดสินว่าสัตว์สําคัญกว่าพืช ประมงสําคัญกว่าสัตว์ แล้วท่านเอา หลักเกณฑ์อะไรมาชี้ขาดว่าด้านไหนสําคัญกว่ากันเพื่อกระจายตําแหน่งนี้ลงไป ผมขอ กราบเรียนถาม ๒ ประเด็น ขอบคุณครับ
เชิญท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมก็เป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. .... นี้ แต่ผมไม่สามารถที่จะ ผลักดันหาความยุติธรรม หาตัวแทนของพี่น้องเกษตรกรทั้งชาติให้มีโอกาสแล้วก็ มีสิทธิเสรีภาพได้ผมจึงเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยในมาตรา ๕ นี้ ท่านประธานครับ เรา เลือกตั้งสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติระดับหมู่บ้าน ระดับตําบล แล้วก็ระดับอําเภอ มาสู่ระดับจังหวัด เป็นการเลือกตั้งโดยพี่น้องเกษตรกรทั้งหมดซึ่งขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรกร ท่านประธานครับพอมาถึงระดับจังหวัดปรากฏว่ามีผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาอีก ๗ ท่าน ๗ ท่านนี้สามารถที่จะมีสิทธิมีเสียงในสภาของจังหวัดได้ ท่านประธานครับ หลังจาก ได้ประธานสภาจังหวัดแล้วก็เป็นสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติโดยตําแหน่ง มี ๗๖ คน อันนี้ผมยอมรับว่ามาโดยถูกต้อง โดยเหมาะสม โดยจากเกษตรกรจริง ๆ แต่ว่า มีการสอดแทรกเอาผู้ทรงคุณวุฒิอีก ๗ ท่านซึ่งเกิดจากการสรรหาของเกษตรกร ๗๖ จังหวัด ๗๖ คน แล้วก็มีผู้เชี่ยวชาญประจําสาขาอาชีพเกษตรกรรมอีก ๑๖ คน ท่านประธานครับ ๑๖ คนบวกอีก๗ คนซึ่งมาจากการสรรหานั้นรวมเป็น ๒๓ คน ก็เหมือน ๔๐ ส.ว. ละครับ แทคท์ ทีม (Tact team) เหนียวแน่น โหวตอะไรก็ ๔๐ คน ๔๐ กว่าคน ท่านประธานครับ ๗๖ คน ๗๖ จังหวัดไม่รู้จักกันเลย เขามาในสภาครั้งแรก ประชุมครั้งแรก ก็เลือกประธานสภาแล้วครับ ท่านประธานครับ ๑๖ คนที่ประสบผลสําเร็จในชีวิตทางด้านเกษตรกรรม มีบริษัท มีการอุดหนุน มีเบื้องหลัง ซึ่งเข้ามาสู่สภาเกษตรกรได้ โดยเฉพาะผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นดอกเตอร์ เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นศาสตราจารย์ มีสถานะทางสังคม คนเหล่านี้ หรือครับไม่มีเงิน ไม่มีเบื้องหลัง ไม่มีคอนแทคท์ (Contact) กับบริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้าน การเกษตรของชาติ ท่านประธานครับ ผมเป็นห่วงว่าประธานสภาเกษตรกรนั้นจะไม่ใช่ เกษตรกรตัวจริง จะถูกครอบงําโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ซึ่งจะมากําหนดนโยบายการเกษตร ของชาติ สําคัญมากครับ ผมต่อสู้ให้ตัด ๑๖ คนกับ ๗ คน ต่อสู้ไม่ไหวครับ มันอาจจะมี บริษัทยักษ์ใหญ่ได้เข้ามาแทรกซึม ได้เข้ามาสั่งการภายใน ผมไม่ทราบ ท่านประธานครับ ทําให้สภาเกษตรกรแห่งชาติด้อยค่าลงไป เดี๋ยวมาตราอื่นก็มีอีก แล้วร่างมาทําไม ท่านประธาน ทําเพื่อใครครับ อย่าให้สภาแห่งนี้เป็นเครื่องมือของบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ ท่านประธานครับ จะนําเข้า ส่งออก ปลาป่ น ถั่วเหลือง สภามีสิทธิกําหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์การเกษตรของชาติ ดังนั้นผมเป็นเสียงข้างน้อย ผมต้องสงวนและต้องโหวต ท่านประธานครับ เป็นห่วงอย่างยิ่งพี่น้องเกษตรกรที่อยู่ทางบ้านทั้งประเทศ สภาแห่งนี้ ทําไมมันยืดยาว ทําไมมันช้า เพื่อความรอบคอบ เพื่อเป็นของเกษตรกร โดยเกษตรกร เพื่อเกษตรกรจริง ๆ ไม่ใช่เพื่อบริษัทยักษ์ใหญ่ ไม่ใช่บริษัทที่ครอบคลุมไปทั้งหมู ทั้งไก่ ทั้งเป็ด ทั้งอาหารสัตว์ เกษตรกรถึงยากจนอยู่ทุกวันนี้ ท่านประธานครับ ผมต่อสู้เพื่อพี่น้อง เกษตรกร ผมจะรักษาผลประโยชน์ของท่าน ดังนั้นผมไม่เห็นด้วย และขอตัด ๑๖ คน กับ ๗ คนซึ่งมาจากการสรรหานั้น ขอบคุณครับ
ท่านตัด (๑) (๒) (๓) เลย ใช่ไหมครับ ตัด (๑) (๒) (๓) หรืออย่างไรครับ
ตัด (๒) (๓) ครับ
(๒) กับ (๓) เชิญครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ในฐานะ กรรมาธิการวิสามัญ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกทั้งหลายที่ให้ความสนใจ อภิปรายในประเด็นนี้ค่อนข้างมาก ผมขออนุญาตชี้แจงในประเด็นมาตรา ๕ อาจจะ ก้าวล่วงไปมาตราอื่นบ้าง เนื่องจากจําเป็นจะต้องมีการอภิปรายโดยสังเขป ในกรณีมาตรา ๕ ที่กรรมาธิการเสียงข้างมากใช้ดุลยพินิจ ผมเชื่อว่าดุลยพินิจของกรรมาธิการเสียงข้างมาก เป็นไปด้วยความชอบธรรมแล้ว เพราะว่าหลายท่านได้อภิปรายในประเด็นนี้ค่อนข้างมาก เจตนารมณ์ของมาตรา ๕ ก็คือต้องการให้องค์ประกอบของสภาแห่งนี้เป็นไปด้วย ความครบถ้วน เช่นในกรณีที่มี (๑) ซึ่งเป็นตัวแทนของจังหวัดทุกจังหวัด ๗๖ ท่าน อาจจะขาดองค์ประกอบในบางส่วนไป เช่น อาจจะขาดสมาคมประมงพื้นบ้าน สมาคม ประมงนํ้าลึก อาจจะขาดกลุ่มเกษตรยั่งยืน กลุ่มเกษตรอินทรีย์ทั้งหลาย ก็สามารถจะใช้ (๒) ตั้งเข้ามาเพิ่มเติมให้ครบถ้วนได้ ทั้งนี้ไม่ใช่จากการสรรหาครับ จากการเลือก ซึ่งกําหนดตามหลักเกณฑ์ ผมอ่านให้ฟังคร่าว ๆ นะครับ ซึ่งสมาชิกตาม (๑) เลือกจาก ตัวแทนองค์กรเกษตรกรด้านพืช ด้านสัตว์ ด้านประมงและด้านเกษตรกรรมอื่น ๆ จํานวน สิบหกคน โดยกระจายตามความสําคัญของสาขาอาชีพเกษตรกรรม ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่สภาเกษตรกรแห่งชาติกําหนด ตัวเกษตรกรแห่งชาติทั้งหมดจะเป็น คนกําหนดเองนะครับ เงื่อนไข ระเบียบ วิธีการในการเลือกเข้ามา อาจจะเลือกด้วยวิธีการใด ก็ตามแต่ ทั้งนี้ไม่ใช่การสรรหา ในนี้ใช้คําว่า เลือก นะครับ
ส่วนสมาชิกใน (๓) เนื่องจากว่ามีความจําเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัย ผู้ทรงคุณวุฒิมาช่วยกันร่วมในการทําแผนทั้งหลาย ในการเสนอข้อคิดเห็น เพื่อจะให้มี แง่มุมทางวิชาการเข้ามาประกอบด้วย เนื่องจากสภาแห่งนี้จะเป็ นสภาวิชาการ ในการนําเสนอนโยบายให้กับรัฐ (๓) จึงใช้โอกาสนี้ตั้งเข้ามาเพิ่มเติมอีก ๗ ท่าน คุณสมบัติของ (๑) และ (๒) นี่ต้องเป็นเกษตรกรเท่านั้น เพราะฉะนั้นไม่เป็นเกษตรกร นี่เข้ามาใน (๒) ก็ไม่ได้ ขอยืนยันครับว่า ๓ วงเล็บนี้ต้องเป็ นเกษตรกร ๒ วงเล็บ (๓) ๗ ท่านนี่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นนักวิชาการก็ได้ ตรงนี้กรรมาธิการเสียงข้างมาก ก็ได้พิจารณากันโดยละเอียดรอบคอบแล้วนะครับ จึงเห็นว่าจําเป็ นจะต้องมี ทั้ง ๓ องค์ประกอบ เพื่อให้สภาเกษตรกรแห่งชาติมีความครบถ้วน ได้มาในทุกสาขาอาชีพ เท่าที่ควรจะเป็นนะครับ
ส่วนในกรณีที่ที่มาที่หลายท่านอาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อน เกรงว่าจะเกิด ความเสียหาย เพราะมีการใช้คําว่า อีแอบ บ้าง เป็นสภาเผด็จการ บ้าง ซึ่งเกรงว่าสภา แห่งนี้จะเข้าใจผิด ขอเรียนว่า ที่มาของสภาเกษตรกรจังหวัดก็จะมีการอภิปรายต่อไป ในมาตราท้าย ๆ แต่ว่าตัวประธานสภาเกษตรกรจังหวัดที่จะมาเป็นสมาชิกสภาเกษตรกร แห่งชาติ ตาม (๑) เกิดจากการเลือกกันเองของเกษตรกรในสภาเกษตรกรจังหวัด ไม่มี การบังคับกะเกณฑ์ และสภาเกษตรกรจังหวัดตามมาตรา ๑๘ ซึ่งก็จะมีการเลือกตั้ง ตามมาตรา ๒๒ และมีคุณสมบัติต้องเป็นเกษตรกรในมาตรา ๒๐ ท่านสมาชิกทั้งหลาย เปิดตามไปดูได้ครับ เพราะฉะนั้นหากว่าพิจารณากฎหมายให้ครบถ้วนทั้งฉบับแล้ว ก็จะเห็นว่าได้มีการป้ องกัน ได้มีการกําหนดกฎเกณฑ์ ทั้งคุณสมบัติต้องเป็นเกษตรกร เกษตรกรตามบทนิยามก็คือ ต้องเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ และอาชีพประมง เท่านั้นเอง นอกจากนั้นเป็นไม่ได้ หากว่าเป็นคนขายปุ๋ ย ขายยา ค้าขาย ผู้ส่งออกสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมการเกษตร เข้ามาตามคุณสมบัติได้หรือไม่ได้ ตอบได้ว่าไม่ได้ตามกฎหมาย ฉบับนี้ ต้องเป็ นผู้เพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ และประมงเท่านั้น จึงขอเรียนชี้แจงได้ว่า โดยกฎหมายฉบับนี้ได้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว แล้วก็รอบด้านแล้ว กรรมาธิการ เสียงข้างมากจึงขอยืนยันตามที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้พิจารณาไว้ครับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน
คุณเชาวริน สั้น ๆ หน่อย เพราะว่า ๓๙ มาตราวันนี้จะจบหรือเปล่า
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ร้อยตํารวจโท เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดราชบุรี ผมเชื่อว่าผมคงจะเหมือนกับสมาชิกในสภาแห่งนี้ เกือบทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจคณะกรรมาธิการ ในฐานะที่เป็นตัวแทนของพรรค แต่ละพรรคไปทําหน้าที่แทนพวกเรา ดังนั้นจึงไม่ได้ไปแปรญัตติหรือไปรบกวนการทํางาน ของกรรมาธิการคือปล่อยอิสระเต็มที่ แต่เมื่อท่านเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาแห่งนี้ บางครั้งในกรณีที่กําลังพิจารณา โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา ๕ นี่เห็นจะต้องแสดง ความคิดเห็น ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งจากการแก้ไขของคณะกรรมาธิการ ใน (๒) ของมาตรา ๕ บอกว่า ตามความสําคัญ เดิมนี่เขียนบอกว่า โดยกระจายสัดส่วน ตามกลุ่มอาชีพเกษตรกรรม ผมคิดว่าร่างเดิมนั้นเหมาะสมแล้ว แล้วมาเปลี่ยนเอาตาม ความสําคัญของสาขาอาชีพเกษตรกรรม ผมไม่แน่ใจว่าข้อความตรงนี้มันจะมีผลกระทบ หรือขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖ การใช้อํานาจโดยองค์กร ของรัฐทุกองค์กรต้องคํานึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญนี้ ตรงนี้ก็อธิบายง่าย ๆ ว่ามนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่ากัน ศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์เท่ากัน พอมาถึงตรงนี้ท่านบอกว่า แต่ละกลุ่มอาชีพเกษตรกรรมนั้น ตามความสําคัญ เอ๊ะ ใครสําคัญกว่าล่ะ เอาเฉพาะจังหวัดราชบุรีของผมครับท่านประธาน มีกลุ่มอาชีพเกษตรกรปลูกมะม่วง กลุ่มอาชีพเกษตรกรปลูกชมพู่ กลุ่มอาชีพเกษตรกร ปลูกหน่อไม้ไผ่ตง หน่อไม้ยังมีแยกอีกหน่อไม้ไผ่ตง และยังมีหน่อไม้ กิมซุ่ง แล้วใครสําคัญกว่าใคร ในเมื่อเขาก็เป็นเกษตรกรเหมือนกัน กรรมาธิการไปเขียนว่า ตามความสําคัญของกลุ่ม ใครมันจะยอมใครล่ะครับ แค่พวกเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งประเทศก็แทบจะไม่มีใครยอมใคร นี่คือข้อเท็จจริง แล้วก็เป็ นธรรมชาติของมนุษย์ เพราะฉะนั้นของเดิมที่เขาเขียนไว้นั้น ผมเห็นว่า เหมาะสมแล้ว แล้วที่ผมรับไม่ได้ก็คือบอกว่า ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่สภาเกษตรกรแห่งชาติกําหนด ก็ขณะนี้มันไม่มีสภาเกษตรกรแห่งชาติ แล้วเมื่อไร มันจะเกิดสภาเกษตรกรแห่งชาติล่ะครับ บอกว่า ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่สภาเกษตรกรแห่งชาติกําหนด ใครล่ะครับจะไปกําหนดในเมื่อมันไม่มี ใส่ไปทําไม เขียนในสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้ มันน่าที่จะ พิจารณาตรงนี้แล้วตัดออกเสีย และไปหาวิธีการอื่นเสียดีกว่า ผมฝากเป็นข้อสังเกต แล้วที่ท่านชี้แจงมา ผมขอกราบเรียนยืนยันอีกครั้งหนึ่งนะครับว่า นอกเหนือจากมาตรา ๒๖ ที่ผมหยิบยกขึ้นมาแล้ว ในมาตรา ๓๐ ก็ยังยํ้าอีกว่า บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ในวรรคสอง ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน ท่านไปบอกว่า ตามความสําคัญของอาชีพ ไม่ได้เด็ดขาดเลยครับ ปล่อยไปก็ทะเลาะกัน ตายเลย แม้แต่เลี้ยงสัตว์เองก็มีไม่รู้จักกี่กลุ่มต่อกี่กลุ่มแล้วเดี๋ยวนี้เขาจดทะเบียนเป็น สหกรณ์แล้ว เป็นกลุ่มสหกรณ์เป็นอะไรต่ออะไร พวกเลี้ยงหมูไปพวกหนึ่ง พวกเลี้ยงปลา ไปอีกพวกหนึ่ง ปลายังมีปลาบ่อ ปลากระชัง พวกเลี้ยงกุ้ งยังมีกุ้งนํ้าจืด กุ้งนํ้าเค็ม กุ้งก้ามกราม โอ้โฮยุ่งเลยครับ ไปเขียนอย่างนี้ไม่ได้หรอกครับ ผมคิดว่าไปกระจายตาม กลุ่มเกษตรกรตามร่างเดิมเหมาะสมกว่า ก็ฝากไว้ให้ท่านกรรมาธิการไปลองพิจารณา ทบทวนใหม่ ขอบคุณครับ
เชิญคุณชลน่าน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตใช้สิทธิของสมาชิก ในการที่จะสอบถามในการอภิปรายไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการและกรรมาธิการ ในมาตรา ๕ โดยเฉพาะในประเด็นที่กรรมาธิการได้ไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขจากร่างของ สภาผู้แทนราษฎรที่เรารับหลักการและท่านเองได้รับมอบหมายให้ไปทําหน้าที่ ในการพิจารณารายมาตรา
ประเด็นที่ ๑ ท่านประธานที่เคารพครับ กรรมาธิการไปเปลี่ยนแนวคิด ของที่มาของสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ ต้องยอมรับว่าท่านไปเปลี่ยนแนวจากร่างเดิม ของเรา โดยเฉพาะใน (๑) ท่านให้โอกาสประธานสภาเกษตรกรจังหวัดซึ่งเขาได้รับเลือก จากสภาเกษตรกรจังหวัดให้เป็ นประธานมาเป็ นสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ โดยตําแหน่งถามว่าตัวผมเองมีความเห็นอย่างไรในเรื่องนี้ หลังจากฟังกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยฟังสมาชิกหลายท่านได้อภิปราย ได้สอบถามถึงที่มาของสมาชิก จากเดิม ๙๙ คน ความห่วงใยของคนที่จะมาเป็นสมาชิกของสภาเกษตรกรแห่งชาติ ตามนัยของ (๒) แล้วก็ (๓) หลายท่านมีข้อห่วงใย ผมเองก็พยายามที่จะไปดูอํานาจหน้าที่ กรณี ถ้ากรรมาธิการไปเปลี่ยนที่มาอย่างนี้ สามารถจะตอบสนองต่องานของสภาเกษตรกร แห่งชาติได้หรือไม่ ผมไปดูอํานาจหน้าที่ ท่านประธานครับ ขออนุญาตท่านนิดเดียว ในอํานาจหน้าที่ ใน (๘) ผมคิดว่าแนวคิดของการที่จะให้สมาชิกมาจากการเลือกตั้ง โดยตรงอาจจะเป็นแนวคิดที่ดีแล้วก็สามารถตอบสนองต่ออํานาจหน้าที่ได้ เพราะว่ามี (๘) เข้ามาช่วยก็คือแต่งตั้งกรรมการ อนุกรรมการ คณะทํางานหรือที่ปรึกษาตามความจําเป็น เดิมผมเองก็ห่วงใยนะครับว่าสภาแห่งนี้เมื่อมาจากการเลือกตั้งโดยตรง การกระจาย ตามสัดส่วนของสาขาอาชีพเกษตรที่ท่านเขียนไว้ทั้ง ๔ ด้าน มันอาจจะไม่กระจายพอ ก็มีความเป็นห่วง เห็นด้วยในชั้นรับหลักการว่าน่าจะมีผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามา แต่ฟังแล้ว ผู้ทรงคุณวุฒิอาจจะเป็นผู้ทรงคุณวุฒิสายที่ถึงแม้จะมาจากการเลือกจาก ๗๖ คน ก็แล้วแต่ก็เชื่อว่าอาจจะไม่มีความสบายใจ เพราะฉะนั้นผมเองก็กราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการกับกรรมาธิการ จริง ๆ ถ้าท่านคิดอย่างนี้นะครับ เอาเสียงข้างน้อยว่า ก็ให้ ๙๙ คนไป ผมไม่ว่านะครับ ๙๙ คน แต่ถ้าไม่เอา (๒) (๓) (๑) ก็ต้องมีที่มาที่สามารถกระจายไปตามสัดส่วนได้ด้วย ความเห็นผมคิดว่าเป็นอย่างนั้น น่าจะดีกว่า ถ้ากรรมาธิการเปลี่ยนอย่างนี้แล้วคง (๒) (๓) ไว้ท่านเองบอกว่า มีความมั่นใจว่า ไม่น่าจะมีผู้ที่มีผลประโยชน์ โดยเฉพาะในเชิงธุรกิจของการเกษตรขนาดใหญ่เข้ามา มีส่วนพัวพันและเกี่ยวข้องแล้ว ท่านอ้างมาตราอื่น ๆ ว่าน่าจะป้ องกันได้ ท่านประธานครับ ไม่มีความเชื่อหรอกครับ ไม่มีความเชื่ออย่างนั้นจริง ๆ เพราะว่าในยุคนี้อิทธิพล โดยเฉพาะกลไกของการใช้ตัวเงินเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องค่อนข้างจะมีอํานาจมหาศาล มีบารมีอย่างมหาศาล ผูกขาดตัดตอน เลี้ยงหมูก็เลี้ยงไม่ใช่เลี้ยงหมูตัวเองครับ ข้าวโพด ที่ปลูกก็ไม่ใช่ข้าวโพดตัวเอง สภาเกษตรกรแห่งชาติจะเป็ นความหวัง ไม่ใช่ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งที่ท่านแก้ แต่ว่าแก้ให้เป็น ๙๙ คน แล้วก็มาจากสัดส่วนไปเลยสิครับ เลือกตั้งแบบสัดส่วนก็ได้ เพื่อกระจายตัดผู้ทรงคุณวุฒิออกเสียไม่ว่าจะระดับไหนนะครับ แล้วไปเขียนอํานาจหน้าที่ให้รองรับให้สอดคล้อง ท่านไม่ต้องห่วงว่าเขาจะทํางานไม่ได้ หรอกครับ ไม่ต้องห่วงครับ เมื่อเขามาเป็นตัวแทนอยู่ในสภาแล้ว เขาไม่มีปัญญาสภานั้น ก็ล้มไปสิ แต่ผมเชื่อว่าเขามีปัญญาที่จะทําได้ด้วยกลไกที่เราเขียนในอํานาจหน้าที่ ท่านจะตั้งนักวิชาการ ตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ ตั้งรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีประพัฒน์เข้ามาเป็น ที่ปรึกษาใหญ่ก็ยังได้ ต้องขออภัยที่เอ่ยนามท่านเพราะท่านมีความรู้ความเชี่ยวชาญ ทางด้านนี้ นี่คืออํานาจหน้าที่ของกรรมการที่ทําได้ครับ สมาชิกทําได้ เพราะฉะนั้น ผมเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ให้สมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติมาจาก การเลือกตั้งโดยตรง แล้วทําอย่างไรที่คณะกรรมาธิการจะไปเปลี่ยนให้มันมีครบตาม จํานวนที่ท่านต้องการ ๙๙ คนหรือท่านจะใช้แค่ ๗๖ คนก็แล้วแต่ ถ้าไม่อย่างนั้นกฎหมาย ฉบับนี้ผ่านลําบากมาก ผมว่าผ่านลําบากครับ พวกผมเองก็ค่อนข้างจะอีหลักอีเหลื่อ ที่จะให้ความเห็น แล้วผมเชื่อว่าไปชั้นวุฒิสภาถ้าแก้แบบนี้ผมไม่รู้หัวมังกุท้ายมังกรอย่างไร แต่ผมฝากคําอภิปรายของผมไว้ว่าถ้าวุฒิสภาจะไปแก้นะครับ ถ้ามีการแก้ไขเพิ่มเติมนี่ ผมเสนอให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง แล้วทําอย่างไรให้การเลือกตั้งมีสัดส่วนเข้าไปด้วย กราบขอบคุณท่านประธานครับ
สภายินดีต้อนรับครู นักเรียนโรงเรียนบ้านบางลาง จังหวัดยะลา นะครับ เชิญนั่งฟังตามอัธยาศัย
ต่อไปท่านบรรพตครับ ก็ถือว่าเกือบจบขั้นสุดท้ายแล้วกระมังครับ ท่านบรรพตเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม นายบรรพต ต้นธีรวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ถึงแม้ผมจะไม่ใช่เกษตรกร ได้ฟัง สมาชิกหลายท่านอภิปรายในมาตรานี้นะครับ แล้วผมก็เห็นมุมมองอันหนึ่งซึ่งผมคิดว่า ไม่ทราบเหมือนกันว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้สนใจปัญหาตรงนี้หรือไม่ คือปัญหาของ เกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทํากินของตัวเอง มาตรานี้เขามีสิทธิไหมครับที่จะเข้ามาเป็ น องค์ประกอบของคณะกรรมการสภาเกษตรกรแห่งชาตินี้ ถึงแม้ว่าคํานิยามของคําว่า เกษตรกร นั้นจะไม่ได้บ่งบอกว่าไม่รวมถึงเกษตรกรที่ไม่มีที่ทํากินนะครับ แต่โดยธรรมชาติแล้ว เกษตรกรที่ไม่มีที่ทํากินเขาก็เจียมเนื้อเจียมตัวของเขาครับ ยากนะครับที่เขาจะได้รับเลือก เป็นสมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดหรืออะไรก็ตามที่จะเป็นตัวแทนเกษตรกรภายในพื้นที่ ของเขา ยากครับ ผมก็เชื่อว่าอย่างนั้น แล้วก็ปัญหาที่เข้าใจว่าเป็นปัญหาที่หนักหนาสาหัส สากรรจ์มากทีเดียวในประเทศของเราในขณะนี้ ก็คือเกษตรกรที่ไม่มีที่ทํากินแต่เขาเป็น เกษตรกรจริง ๆ ครับ พื้นที่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผมได้ไปสัมผัสกับเกษตรกร ที่อําเภออุทัย ปรากฏว่าอําเภอนี้เกษตรกรบรรพบุรุษเขาขายที่นาพื้นที่เกษตรไปหมดแล้ว เพราะว่าในหลายปี ที่ผ่านมานั้นราคาพืชผลเกษตรไม่ดีครับ เขาก็ขายที่แล้วก็ไป ประกอบอาชีพอื่นแต่ลูกหลานนั้นก็ยังเช่าที่นาของนายทุนอยู่ เพราะฉะนั้นตรงนี้ครับ เป็นปัญหาที่ผมไม่ทราบคณะกรรมาธิการชุดนี้ได้มองหรือเปล่าครับ ทําอย่างไรที่จะให้เขา มีสิทธิมีเสียงในสภาเกษตรกรแห่งชาตินี้ ท่านประธานสภาที่เคารพ ผมขอข้ามไปที่มาตรา ๑๐ ด้วยเพราะมันโยงใยกันนะครับ ปรากฏว่าบทบาทอํานาจหน้าที่ของสภาเกษตรกรแห่งชาตินี้ไม่ได้พูดถึงเรื่องการแก้ไข ปัญหาที่ทํากินของเกษตรกรที่ต้องไปเช่าที่นาเขาครับ ไม่มีเลยครับ เสนออะไรต่าง ๆ เยอะแยะไปหมด แต่ว่าในเรื่องของการที่จะเสนอรัฐบาลที่จะแก้ไขปัญหาของเกษตรกร ที่ต้องไปเช่าที่นาเขานี่ไม่มีเลยครับ เพราะฉะนั้นเมื่อไม่ถูกกําหนดขึ้นมานี่ปัญหานี้ จะถูกแก้ไขได้อย่างไร ดังนั้นผมจึงจะเสนอมุมมองที่หลายท่านอาจจะไม่ได้พูดถึงว่า ในมาตรา ๕ นี้ทําอย่างไรที่จะให้เขามีสิทธิมีเสียงในสภาการเกษตรนี้ เพื่อจะมาเสนอ ปัญหาของเขา ซึ่งเป็ นปัญหาที่หนักหน่วงของประเทศเกษตรกรรมแต่เกษตรกร กลับต้องไปเช่าที่นาแล้วไม่มีที่ทํากินตรงนี้จะทําอย่างไรครับ ตอนนี้นโยบายประกันรายได้ ของรัฐบาลก็ทําให้ราคาพืชผลทั้ง ๓ ชนิดที่เป็นพืชผลหลักราคาดีขึ้น แล้วก็รัฐบาล ก็พยายามแก้ไขปัญหา โดยที่ว่าพยายามประกาศราคาอ้างอิงหรือราคาท้องตลาดนี่นะครับ ไม่ใช่ทุก ๑๕ วัน ตอนนี้ทุกอาทิตย์เลยครับ แล้วพยายามที่จะให้ส่วนต่างระหว่าง ราคาตลาดแล้วก็ราคาประกันนั้นมีความชัดเจนและมีความห่างมากขึ้นเพื่อเกษตรกร มีส่วนต่างมากขึ้น เพื่อให้เกษตรกรนั้นจะได้รับการประกันรายได้ในช่วงที่ได้รับส่วนต่าง ไปอย่างที่เกษตรกรนั้นไม่มีโอกาสที่จะขาดทุน เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่เกษตรกร ที่ไม่มีที่ทํากินนี่เขากําลังจะยึดอาชีพนี้เป็นอาชีพหลักต่อไปในอนาคตอีกยาวไกล เพราะฉะนั้นเป็นปัญหาสําคัญของประเทศนี้ที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศเกษตรกรรม แต่ปรากฏว่า เกษตรกรต้องเช่าที่นาไม่มีที่ทํากิน เฉพาะที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อําเภออุทัย เกษตรกรต้องเช่าที่ทํากิน เช่าที่นา เพื่อทํานาถึงร้อยละ ๗๕ อันนี้เป็นภาระที่หนักหน่วงมาก ซึ่งอยากจะให้คณะกรรมาธิการ ผมอาจจะขอตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ก็ได้นะครับ เคารพ ในกรรมาธิการเสียงข้างมาก แล้วก็เพื่อนสมาชิกทุกท่านนะครับ เพื่อจะให้เอาประเด็นนี้ ไปเป็นข้อสังเกตก็ยังดีว่าทําอย่างไรที่จะให้เกษตรกรที่ไม่มีที่ทํากินที่ต้องเช่าที่นา แล้วเป็ นเกษตรกรตัวจริงเข้ามามีสิทธิมีเสียงในสภาเกษตรกรแห่งชาตินี้ แล้วก็ เพิ่มอํานาจหน้าที่ในมาตรา ๑๐ ให้ครอบคลุมถึงการแก้ปัญหาที่ทํากินของเกษตรกรด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านชวลิต
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดนครพนม ท่านประธานที่เคารพ ในมาตรา ๕ องค์ประกอบของสภาเกษตรกร แห่งชาติ ผมถือว่าเป็นหลักการสําคัญยิ่งว่าชื่อของสภาเกษตรกรแห่งชาติจะศักดิ์สิทธิ์ จริงไหม ผมอยากจะให้ท่านสมาชิกลองเทียบดูกับสภาผู้แทนราษฎรของเรา ถ้าสภาผู้แทนราษฎรของเราจะประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิด้านรัฐศาสตร์ หรือตัวแทน องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนมาเป็นองค์ประกอบของสภาผู้แทนราษฎรด้วย ผมคิดว่า คงไม่ใช่เป็นสิ่งที่พวกเราหวังหรือจะให้เกิดเช่นนั้น ควรจะเป็นเกษตรกรล้วน ๆ ที่มาจาก การเลือกตั้ง แต่ในขณะเดียวกันผมก็ให้ความสําคัญกับตัวแทนองค์กรเกษตรกรตามสาขา อาชีพต่าง ๆ ทางด้านการเกษตร ให้ความสําคัญของผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นไปได้ไหม ท่านกรรมาธิการที่จะเอา (๒) (๓) ไปเป็นที่ปรึกษา เป็นสภาที่ปรึกษาของสภาเกษตรกร แห่งชาติ ส่วนสภาเกษตรกรแห่งชาติให้เป็นสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งจากเกษตรกร ล้วน ๆ ถึงจะได้ชื่อว่าสภาเกษตรกรแห่งชาติ ทําอย่างไรถึงจะมีหลักการที่จะไม่ให้ตัวแทนอื่น ๆ เข้ามามีลักษณะในการครอบงํา การดําเนินงานของพี่น้องเกษตรกร ซึ่งขณะนี้เราก็เห็นกันมาช้านานแล้วว่าเกษตรกร ของเรายิ่งประกอบอาชีพไปยิ่งยากจนลง ยากจนลง ยากจนลง นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะฝากไว้ ให้เพื่อนสมาชิกได้คิด ได้ตริตรองว่าเราเห็นภาพอย่างนี้กันมาช้านาน เราเริ่มให้มีสภา เกษตรกรแห่งชาติ แต่เรากลับเอาบ่วงหรือเอาสิ่งที่มาดึงฉุดรั้งการดําเนินงานของเขาไม่ให้ เขาคิดโดยอิสระหรือเปล่า ถ้าจะให้เขามีอิสระจริง ๆ เราเอา (๒) (๓) ให้เขาไปเป็น ที่ปรึกษา ให้คําแนะนําในฐานะเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ในฐานะเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญ แต่ละด้าน แต่ละสาขา น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าครับท่านประธาน ขอขอบคุณครับ
ผมว่าพอสมควรแล้ว มาตรา ๕ ทั้ง ๒ ท่านผมขอเถอะ คือ มันจะไม่จบนะครับ ให้สั้นที่สุดนะครับ เชิญครับ
ขอบคุณท่านประธาน คือ มาตรานี้ ท่านประธานที่เคารพ ผม นายสถาพร มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดลําพูน สาเหตุที่เราติดใจมาตรานี้ แม้แต่กรรมาธิการเสียงข้างมากโดยเฉพาะ ท่านประธานคณะกรรมาธิการที่มาชี้แจงก็ยังไม่ชัดครับ เพราะว่ามันเป็นเรื่องของพื้นฐาน เป็นเรื่องโครงสร้างของสภาจริง ๆ ท่านประธาน เราต้องเอาข้อเท็จจริงของเกษตรกร ในพื้นที่มาเป็นตัวตั้ง วันนี้เราต้องยอมรับว่าลูกช่วงของซีพี (CP) มันคลุมไปทุกโครงการ ไม่ว่าหมู หมา กา ไก่ เลี้ยงเป็ ด เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ เรียบร้อยหมด ที่เราเป็ นห่วง ห่วงเรื่องสภาเกษตรกรจะเป็นเครื่องมือให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ เรียบร้อยครับ นี่ยิ่งชุมชน พอเพียงกําหนดนโยบายไปซื้อเป็ดซื้อไก่ไปแจกชาวบ้านก็เรียบร้อยอีกก็ต้องซื้ออาหารซีพี ตรงนี้เป็ นความสุจริตใจโดยชอบ ไม่มีเจตนารมณ์อย่างอื่น คืออยากจะโน้มน้าว ให้ทางสภาแห่งนี้ได้เข้าใจว่าทําไมกรรมาธิการเสียงข้างน้อยถึงต่อสู้เอาเป็นเอาตาย เพราะที่มาของสภาเกษตรกรผมยืนยันว่าหลักการต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ในระดับจังหวัด แล้วก็ตัดมาตรา ๒ มาตรา ๓ ทิ้ง และเห็นด้วยกับท่านชวลิต ขอประทานโทษ ที่เอ่ยนาม ที่ท่านให้อํานาจสภา (๒) (๓) มีได้ แต่ไม่ควรที่จะมีอํานาจในการเลือกตั้ง ตัวแทน มาเป็นที่ปรึกษาพอแล้ว สภาจะได้เป็นสภาเสียที มิฉะนั้น ๑๖ คน กับ ๗ คนจะ กลายเป็ นผู้ที่ล็อกสภาเกษตรกรให้เดินตาม ๒๓ คน เรื่องจริงครับ ท่านประธาน ได้โปรดเถอะครับ ผมก็อยากจะเรียนท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากปรับเปลี่ยนเถอะครับ ขอบคุณครับ
เข้าใจเดี๋ยวก็จะให้ โหวตแล้วครับ คุณพิเชษฐ์สั้น ๆ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ มันเหมาะสมจริง ๆ เลยกับรัฐธรรมนูญครึ่งใบ อันนี้ร่าง ร่างมาก็เหมือนครึ่งใบเหมือนกัน ประชาธิปไตยต้องเลือกตั้งทั้งหมด อย่างที่ท่านสมาชิก หลายท่านได้ออกความเห็น ตรงจริง ๆ ถูก วันนี้ทุก ๆ ท่านได้อภิปรายได้ถูกต้องเหมาะสม จริง ๆ ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ตอบว่าคนที่จะมาเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วก็ ๑๖ สาขาอาชีพที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาตินั้นเป็นเกษตรกรตัวจริง ผมไม่เถียง เกษตรกรตัวจริง แต่เขาเลี้ยงไก่ให้ใคร แล้วเลี้ยงหมูให้ใคร เกษตรกรตัวจริง เลี้ยงปลาดุกให้ใคร แล้วเกษตรกรตัวจริงไปซื้ออาหารจากใคร แล้วผลิตผลที่ได้มาไข่ ไก่ หมู เอาไปขายให้ใคร โรงงานแช่เย็นแช่แข็งเพื่อจําหน่ายทั่วประเทศเป็นของใคร ท่านประธาน ที่เคารพ ร่างพระราชบัญญัติทั้งฉบับนี้ไม่สําคัญเท่ากับมาตรานี้ สําคัญที่สุดคือประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติต้องมาจาก ๗๖ จังหวัด จะมาจากจังหวัด แม่ฮ่องสอนเราก็ไม่ว่า อย่าถือว่าเขาโง่ ท่านประธานครับ ใช้เงินแค่ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ก็เป็นประธานสภาเกษตรกรได้แล้ว ผมเป็นห่วงจริง ๆ เป็นห่วงว่าเราสภาอันทรงเกียรติ แห่งนี้จะเสียเวลา จะเสียเวลา จะเสียเวลากับการออกพระราชบัญญัติฉบับนี้แล้วมารับรอง การดําเนินธุรกิจของบริษัทยักษ์ใหญ่ ท่านประธานครับ ท่านเสียงข้างมากตอบข้าง ๆ คู ๆ ไม่ถูกต้อง โอกาสเดียวของเกษตรกรของประเทศไทยที่จะใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้จะมี สภาของตนเอง โอกาสนี้โอกาสสุดท้ายโอกาสเดียว ทําไมต้องเอาไปให้นายทุน ท่านประธานครับ ผมขอโจมตีอย่างนี้ ผมขอตัดวรรคสอง วรรคสาม (๒) (๓) พี่น้องเกษตรกรเป็นพยาน ขอบคุณครับ
ท่านประธานคณะกรรมาธิการ เชิญ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ศุภชัย โพธิ์สุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม ในฐานะประธาน คณะกรรมาธิการพิจารณากฎหมายฉบับนี้ ขออนุญาตเรียนด้วยเกียรติและศักดิ์ศรีของ เกษตรกรตัวจริงที่ได้รับเกียรติจากสภาแห่งนี้ให้เป็นประธานคณะกรรมาธิการพิจารณา กฎหมาย คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากพิจารณาด้วยเหตุด้วยผล อยากจะให้ดู รายละเอียดว่า มาตรา ๕ (๑) สมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติทั้งหมด ๙๙ คน มาจาก การเลือกตั้งจาก ๗๖ จังหวัด เลือกตั้งอย่างไรครับขออธิบายรายละเอียดว่า เกษตรกร แต่ละหมู่บ้านเขาจะเลือกตั้งตัวแทนแต่ละหมู่บ้านขึ้นมา มาเป็นตัวแทนในระดับตําบล ตัวแทนระดับตําบลก็เลือกกันมา มาเป็นตัวแทนระดับอําเภอ ๑ คน ตัวแทนระดับอําเภอ อําเภอละ ๑ คน เขาก็จะมีการประชุมเลือกประธานสภาเกษตรกรจังหวัด ทีนี้กรรมาธิการ เสียงข้างมากเขียนว่า เมื่อตัวแทนแต่ละอําเภอได้เลือกตัวแทนมาเป็นประธานสภาเกษตรกร จังหวัดแล้วก็อนุโลมว่าให้ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดนั้นไปเป็นสมาชิกสภาเกษตรกร แห่งชาติโดยอัตโนมัติเลย เพราะผ่านการเลือกตั้งมาแล้วไม่ต้องเลือกตั้งหลายครั้ง เพราะการเลือกตั้งแต่ละครั้งมันก็ทะเลาะกันจะเป็ นจะตายอยู่แล้วครับ ฉะนั้น เราไม่อยากจะให้พี่น้องยุ่งยากหลายรอบ จะมาเลือกตั้งคนที่ไปเป็นสมาชิกสภาเกษตรกร แห่งชาติคนหนึ่งจากแต่ละจังหวัด แล้วก็เลือกตั้งประธานสภาเกษตรกรจังหวัดคนหนึ่ง อย่างนี้ เราเอาครั้งเดียวเลือกใครมาเป็นประธานสภาเกษตรกรจังหวัดแล้วก็ให้ไปเป็น ตัวแทนสภาเกษตรกรแห่งชาติไปเลย ขอเรียนยืนยันว่าประธานสภาเกษตรกรจังหวัดนั้น ไม่มีอีแอบครับ เพราะมาจากการเลือกตั้งตั้งแต่ระดับหมู่บ้านขึ้นมามาถึงระดับตําบล เลือกจากระดับตําบลมาเป็นระดับอําเภอ เลือกจากระดับอําเภอมาเป็นระดับจังหวัด การเลือกตั้งของพี่น้องเกษตรกรทั้งหมดต้องขออภัยท่านนายแพทย์ประสิทธิ์ที่ได้ระบุว่า เลือกใครมา ลากใครมาตั้งก็ไม่รู้เป็นอีแอบ ขออภัยครับ ท่านต้องอ่านให้ละเอียด นิดหนึ่งนะครับว่ามาจากการเลือกตั้งของพี่น้องเกษตรกรแต่ละหมู่บ้าน แต่ว่าถ้าจะให้ ทั้งจังหวัดไปเลือกตั้งทุกคนเลยมันเกิดความยุ่งยากมากมายมหาศาลเลยทีเดียว ฉะนั้น เราจึงให้มีการเลือกตั้งมาเป็นขั้น ๆ ส่วนสมาชิกอีก ๑๖ คน ๗๖ คนมาจากแต่ละจังหวัดแล้ว เราได้ระบุว่าใน (๒) ให้สมาชิกตาม (๑) ตาม (๑) ก็คือตัวแทนมาจาก ๗๖ จังหวัด ที่ผ่านการเลือกตั้งจากเกษตรกรมาแล้ว มาคัดเลือกเอาตัวแทนเกษตรกรที่สังกัด อยู่ในองค์กรเกษตรกร องค์กรเกษตรกรก็คือองค์กรที่ขึ้นทะเบียนกับสภาแห่งนี้ไว้แล้ว โดยท่านปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รักษาการเป็นเลขาธิการของสภาเกษตรกร แห่งชาติ ทําหน้าที่ในการจดทะเบียนองค์กรเกษตรกร องค์กรเกษตรกรที่มาจดทะเบียน ตรงนี้ก็จะถูกล็อกเอาไว้ด้วยคุณสมบัติของเกษตรกร คือผู้ประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม ด้านพืช ด้านการเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ การประมง ครอบคลุมอยู่ ๓ ประเภทนี้ แล้วยังครอบคลุมด้วยอีกหลาย ๆ มาตรา ทําไมจึงให้ตัวแทน ๗๖ คนมาเลือกเอา ๑๖ คน เพราะตามที่ทางสํานักงานเศรษฐกิจการเกษตรเขาขึ้นทะเบียนกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ของเกษตรกรเอาไว้นั้น ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ อยู่ประมาณ ๑๖ กลุ่ม ฉะนั้นถ้าสมมุติว่าเลือกมาแต่ละจังหวัด จังหวัดละ ๑ คน ๗๖ คน อย่างสมมุติภาคอีสานนี่ ผมการันตี (Guarantee) ให้เลยว่า ๑๙ จังหวัดของภาคอีสาน ตัวแทนแต่ละจังหวัด มาจากเกษตรกรผู้ทํานาเป็นส่วนมากแน่ ๆ จากภาคใต้มาจากเกษตรกรผู้ปลูกยางแน่ ๆ จากภาคกลางมาจากเกษตรกรผู้ทํานาแน่ ๆ แล้วเกษตรกรผู้ทําการประมง เกษตรกร ผู้ทําสาขาอาชีพอื่นที่เขามีกลุ่มไม่มากนี่ทําอย่างไรเขาจะได้รับเลือกตั้งมาแต่ละจังหวัด เอาให้จังหวัดสมุทรสาครเลือกตั้ง แน่นอนครับต้องเป็ นตัวแทนจากชาวประมง แต่ให้พี่น้องเกษตรกรภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคเหนือ เลือกตั้ง แน่นอนครับเป็นเกษตรกร มาจากผู้ทํานา มันจะมีแต่ตัวแทนจากผู้ทํานาทั้งหมดหรือ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของตัวแทน ๗๖ จังหวัด ฉะนั้นเราจึงมาล็อกเอาไว้ว่าน่าจะมาดูกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ทั้ง ๑๖ กลุ่มอาชีพ ให้เขามีโอกาสส่งตัวแทนเข้ามา แล้ว ๗๖ คนก็จะคัดเลือกเอา ไม่ใช่ส่งเข้ามาแล้วจบเลย ตัวแทนแต่ละจังหวัด ๗๖ คนเขาจะมาคัดเลือกเอา เราต้องให้เกียรติเขาสิครับ พอจะให้ เขาเลือกเป็นประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติยังบอกว่าอย่าไปดูถูกว่าเขาโง่ แต่พอ ๗๖ คน จะเลือกตัวแทนจากองค์กรเกษตรกร ๑๖ องค์กรมาเป็นสมาชิกเสริมนี่ทําไมจึงไม่ให้เกียรติ เขาล่ะครับ ฉะนั้นเราจึงให้เกียรติ ๗๖ คนที่มาจากการเลือกตั้งของเกษตรกรมาคัดเลือก ตัวแทนจากองค์กรทั้ง ๑๖ องค์กรที่เสนอตัวเข้ามาหรือด้วยวิธีการใดก็แล้วแต่ แล้วแต่สภาเกษตรกรแห่งชาติเป็นผู้กําหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไขขึ้นมาอีกทีหนึ่ง ส่วนสมาชิก สภาเกษตรกรแห่งชาติที่มาจาก (๓) ท่านที่เคารพครับ กรรมาธิการเสียงข้างมากมองเห็นว่า เมื่อรวม ๗๖ คนแล้วบวกอีก ๑๖ คนที่มาจากตัวแทนเกษตรกรแล้ว มันอาจจะ ยังไม่หลากหลาย ยังอาจจะขาดผู้มีความรู้ความสามารถ ผู้เชี่ยวชาญ ด้านพืช ด้านสัตว์ ด้านประมง เพราะเราอยากจะให้สภาเกษตรกรแห่งชาติมีความสมบูรณ์หลากหลาย สาขาอาชีพ ฉะนั้นเราจึงเปิดโอกาสให้สมาชิกจาก (๑) คือ ๗๖ คนมาจากตัวแทน ทุกจังหวัดบวกกับ ๑๖ คนมาจากตัวแทนองค์กรเกษตรกร มารวมกันแล้วคัดเลือก ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญมีประสบการณ์ด้านเกษตรกรรม จํานวน ๗ คน มาประกอบ ที่ต้องเชี่ยวชาญด้านพืช ด้านสัตว์ ด้านประมง อย่างละ ๑ คน ระบุเอาไว้ อย่างนี้ ฉะนั้นผมจึงอยากจะเรียนที่ประชุมแห่งนี้ว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากได้พิจารณา ด้วยความรอบคอบแล้ว ส่วนประเด็นที่ท่านกรรมาธิการหลายท่าน อย่างท่านบรรพต จากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ท่านบอกว่า ทําไมจึงไม่มีการระบุ ให้เกษตรกรผู้ที่ไม่มีที่ทํากินนั้นเข้ามาเป็นสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติบ้าง ก็อยากจะ เรียนว่า เราไม่อาจจะระบุลงถึงขนาดนั้นได้ แต่เกษตรกรที่ถึงแม้จะไม่มีที่ทํากิน เป็นของตนเองเขาก็อาจจะไปเช่าที่คนอื่นทํานา เช่าที่คนอื่นปลูกพืชต่าง ๆ เขาก็จะเป็น ตัวแทนของกลุ่มอาชีพที่ทํานา ที่ปลูกพืชแต่ละอย่าง ถ้าเขามีความสามารถ ถ้าเขาได้รับ การเลือกตั้งจากตัวแทนเกษตรกรเข้ามาแต่ละหมู่บ้าน แต่ละตําบล แต่ละอําเภอ แล้วก็ คัดเลือกมาจากแต่ละจังหวัดก็จะได้เป็นสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งนี้เหมือนกัน ฉะนั้น ผมจึงอยากจะเรียนกับท่านที่เคารพว่า และอีกอย่างหนึ่งเกษตรกรที่ไม่มีที่ทํากิน เป็นของตนเองนั้น เราได้เขียนเอาไว้ว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติต้องจัดทําแผนแม่บท โดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนร่วมได้เสีย รวมทั้งเชื่อมโยงกับแผนแม่บท ระดับจังหวัด และต้องมีสาระสําคัญ อยู่ในมาตรา ๓๐ (๒) ท่านไปดูว่า การส่งเสริม การพัฒนา การคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม และการแก้ไขปัญหาดินและที่ดิน ตรงนี้ เราให้ทางสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติมาเขียนแผนแม่บทในการแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดิน ที่ทํากินให้กับเกษตรกรซึ่งเป็นปัญหาหลักของเกษตรกรอยู่ ฉะนั้นจึงอยากจะเรียนกับ ท่านที่เคารพว่า ประเด็นว่าสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติจะเป็นอีแอบ ตัดไปได้เลยครับ สมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติมาจากใครก็ไม่รู้ ท่านต้องไปอ่านว่ามาจากไหน ๗๖ คน มาจากการเลือกตั้ง อีก ๑๖ คนเลือกจากองค์กรเกษตรกรโดยตัวแทนแต่ละจังหวัด แล้วเราไม่ให้เกียรติเขาหรือครับ เขารับเลือกตั้งมาจากเกษตรกรทั้งจังหวัด ฉะนั้น จึงอยากจะเรียนด้วยความบริสุทธิ์ใจครับ ส่วนที่บอกว่าเกษตรกรอื่น ๆ เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ เลี้ยงให้ใคร เอาหัวอาหารใครมา ผมไม่รู้ครับ แต่ว่าเขาต้องผ่านกระบวนการขั้นตอนในการคัดเลือกมาเป็นลําดับเป็นขั้นตอนนะครับ จึงอยากจะเรียนด้วยเกียรติและศักดิ์ศรีของความเป็นเกษตรกรตัวจริงว่าได้พิจารณา อย่างรอบคอบแล้ว กรรมาธิการขอยืนในร่างที่กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบครับ
ก็ได้ฟังพอสมควรแล้ว ท่านพิเชษฐ์พอแล้วนะครับ
นิดเดียวครับท่านประธาน ท่านประธานคณะกรรมาธิการตอบไม่ชัดเจน อีกนิดเดียวครับท่านประธาน นิดเดียวจริง ๆ
๓ ครั้งแล้วนะครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ระดับจังหวัด ไม่มีอีแอบ ถูกต้องครับ ไม่มีครับ ดีมาก กระบวนการเลือกตั้งดีมาก ถูกต้อง แต่พอมา ระดับชาติให้เขียนกฎหมายให้ ๗๖ คนจําใจจะต้องเลือกอีก ๑๖ คน อาจจะเป็นสหกรณ์ การเกษตรพระนครศรีอยุธยา สหกรณ์การเกษตรนครราชสีมา ซึ่งเป็นสหกรณ์การเกษตร ยักษ์ใหญ่อย่างนี้เข้ามาอยู่ใน ๑๖ คนนี้ แล้วยังไม่พอ เมื่อได้ ๑๖ คนบวก ๗๖ คน เป็ น ๙๒ คน ๙๒ คนนี่ไปเลือกอีก ๗ คนเป็ นผู้ทรงคุณวุฒิ ถ้าอยากเป็ นสมาชิก สภาเกษตรกรทําไมไม่ไปที่หมู่บ้านล่ะ ไปขบวนการเลือกตั้งที่หมู่บ้านมาสิ คุณมีเงิน มีศักดิ์ศรี มีอํานาจใช่ไหม คุณถึงมากินตรงหัว ไม่ต้องไปเหนื่อยใช่ไหม ไม่ต้องไปเหนื่อย ในหมู่บ้านใช่ไหม ๑๖ คนกับ ๗ คนนี้ ท่านประธานครับ เอาไปเป็นที่ปรึกษา ๑๐๐ อาชีพ ก็เอามาเป็นที่ปรึกษา ๑๐๐ คนได้ ๑๐๘ อาชีพเอามาเป็นที่ปรึกษาสิ มาเป็นสภาที่ปรึกษา ของเกษตรกร ทําไมล่ะ ทําไมคุณจะมาใช้สิทธิตรงนี้ ขอให้มันเป็นประชาธิปไตยจริง ๆ สําคัญที่สุด ๑๖ คนกับ ๗ คนนี้สามารถเสนอตัวชิงตําแหน่งประธานสภาเกษตรกร แห่งชาติได้ อันนี้ละครับ ๗๖ คนเลือก พอเลือกเขาเข้ามา พอเขาได้เป็นสมาชิกเต็มตัวแล้ว เขามีสิทธิเสนอตัว พอเขาได้เป็นแล้วทีนี้คุณก็พูดไม่ออกแล้ว แต่จะไปโทษ ๗๖ คนไม่ได้ แต่กฎหมายมันเขียนไว้ ดังนั้นผมขอให้ตัด (๒) (๓)
เดี๋ยวจะพิจารณาครับ
ท่านประธานนิดเดียวครับ
รัฐมนตรีก่อน เพราะว่า โต้กันไปโต้กันมา ผลสุดท้ายมันก็เสียเวลาเปล่า ๆ ครับ สู้โหวตไม่ได้ครับ
ท่านประธานครับ ผม ชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย จังหวัดนครพนม
สั้น ๆ นะครับ
กฎหมายกว่าจะผ่านไปแต่ละฉบับ คงต้องมีเหตุมีผลที่อธิบายต่อพี่น้องประชาชนได้ครับท่านประธาน ผมไม่อยากจะให้เร่งรีบ เพราะมาตรานี้เป็นมาตราที่สําคัญที่สุดในกฎหมายฉบับนี้ กรรมาธิการยังไม่ได้ตอบ ข้อข้องใจของสมาชิกให้หายสงสัย โดยเฉพาะองค์ประกอบของมาตรา ๕ ชื่อก็บอกอยู่ ชัดเจนแล้วว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติ แล้วก็กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายสําคัญที่จะให้มี สภาเกษตรกรแห่งชาติ ซึ่งเขารอคอยมานาน แต่พอออกมาแล้ว ท่านประธานครับ กลับมีตัวที่จะมาควบคุมเขาใน (๒) (๓) ผมพยายามเปรียบเทียบให้เห็น สมมุติ สภาผู้แทนราษฎรของเรามีสมาชิกเสริมอย่างที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการบอก เราจะยอมไหม ในสภาผู้แทนราษฎรของเรามีผู้ทรงคุณวุฒิเข้าไป เราจะยอมไหม ผมคิดว่าไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนใดยอมแน่นอน นี่ชี้ให้เห็นชัด ๆ แต่เรารังเกียจ ตัวแทนองค์กรเกษตรกรด้านพืช สมาชิกผู้ทรงคุณวุฒิไหม ไม่รังเกียจเลย อยากจะให้เขา มาช่วยให้คําแนะนําให้ความรู้กับสภาเกษตรกรแห่งชาติ โดยไปเป็นที่ปรึกษาเขา กรรมาธิการอย่าดื้อเลยครับตรงนี้ อย่าดื้อ ทําอย่างไรถึงจะให้สภาเกษตรกรแห่งชาติ เบื้องต้นให้เขาได้ยืนอยู่บนขาของตัวเอง แน่นอนเราอย่าไปคิดแทนเขาว่าเขามีความรู้น้อยจบ ป. ๔ จบ ป. ๕ ป. ๖ ใหม่ ๆ เราก็ต้อง ส่งเสริมสนับสนุนเขาให้เข้มแข็ง ให้ยืนอยู่บนขาตัวเองให้ได้ แต่ต้องอยู่บนหลักการ คือมีตัวแทนแต่ละจังหวัด ๗๖ จังหวัด ผมไม่เถียงท่านประธานคณะกรรมาธิการ (๑) ไม่ติดใจ แต่ (๒) (๓) ผมติดใจ และผมคิดว่าสมาชิกส่วนใหญ่ติดใจ ไม่ขัดข้องถ้าจะให้ ความสําคัญกับตัวแทนองค์กรเกษตรกรและสมาชิกผู้ทรงคุณวุฒิ แต่เอาไปเป็นที่ปรึกษา ขอขอบคุณครับท่านประธาน
ถือว่าพอที่จะตัดสินใจได้แล้ว เพราะว่าสมาชิกส่วนใหญ่ที่นี่ก็ได้ศึกษากันพอสมควรครับ และทุกท่านก็ต้องการให้ กฎหมายฉบับนี้ผ่าน
ท่านประธานครับ
พอแล้วครับ ผมว่าพอแล้วครับ
ประเด็นเดียวคือหลักฐาน
ต่อกันไปต่อกันมา ท่านประธาน ถ้าอย่างนั้นผมจะเปิดนะ
คืออย่างนี้ครับ มันมี ประเด็นเดียวที่ท่านพิเชษฐ์อาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อนนิดหนึ่ง ผมขอชี้แจงสั้น ๆ ครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพ กระผม ศุภชัย โพธิ์สุ ประธานคณะกรรมาธิการ ขอเรียนชี้แจงท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ต้องขออภัยที่เอ่ยนามท่าน คือท่านเข้าใจ คลาดเคลื่อนนิดหนึ่งครับ ตรงประเด็นที่ว่าสมาชิกสภาเกษตรกรทั้ง (๑) (๒) (๓) สามารถ ที่จะไปเป็นประธาน รองประธานได้ด้วย ไม่ใช่นะครับ เราระบุเอาไว้ว่าประธานสภา รองประธานสภาเกษตรกรแห่งชาตินั้น สมาชิกที่มีสิทธิเลือกตั้งได้รับการเลือกตั้งจาก สมาชิกนั้นให้มาเป็นประธานและรองประธานได้เฉพาะที่มาจาก (๑) (๑) คือ ๗๖ คน ที่มาจากการเลือกตั้งแต่ละจังหวัด แล้วก็ (๒) ที่มาจากการเลือกของ ๗๖ คน (๑) ๗๖ คน เลือกเอา ๑๖ คนจากองค์กรเกษตรกร ทั้ง ๑๖ คนนี้มีสิทธิที่จะเป็ นประธานและ รองประธานแค่ (๑) กับ (๒) เท่านั้นครับ ส่วน (๓) ผู้ทรงคุณวุฒิ ๗ คนที่คัดเลือกมาจาก ผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีประสบการณ์ต่าง ๆ ไม่มีสิทธิที่จะมาเป็นประธานและรองประธาน มีระบุเอาไว้ชัดเจนครับท่านครับ
เข้าใจแล้วครับ
ท่านประธานครับ ผมถูกพาดพิง
เอา ๆ พาดไปพาดมา
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ และ ๑๖ คนที่เขาให้ ๗๖ คน คือบังคับด้วย ตัวบทกฎหมายนี่ต้องเลือกอีก ๑๖ คนมาเป็นสมาชิกของตัวเอง แล้วก็อีก ๗ คนมาเป็น สมาชิกของตัวเอง แล้ว ๑๖ คนมีสิทธิที่จะเสนอตัวเองเป็นประธานสภาใช่ไหมครับ ท่านพูด และท่านไปเขียนตรงไหนว่าอีก ๗ คนไม่มีสิทธิ ท่านประธานครับ ท่านประธาน คณะกรรมาธิการดูให้ดี ถ้าท่านเข้าใจผิดแสดงว่าท่านเข้าใจผิดมาแต่ต้น ดังนั้นท่านจะทํา อย่างไรที่จะไม่ให้ ๑๖ คนซึ่งลอยมาจากอากาศ ๑๖ คนกับ ๗ คนซึ่งไม่ได้มาจากหมู่บ้าน ไม่มีโอกาสเป็นประธานสภาเกษตรกร ท่านจะทําอย่างไรครับ ขอบคุณครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตชี้แจงเพิ่มเติมนิดหนึ่งครับ ผมดูละเอียดแล้วเพราะผมเป็นคนนั่งเป็นประธาน ที่ประชุมเอง ท่านประธานครับ ฝากให้ท่านพิเชษฐ์ดูมาตรา ๑๒ วรรคท้าย ในการประชุม ครั้งแรก ให้ที่ประชุมสภาเกษตรกรแห่งชาติมอบหมายผู้มีอาวุโสสูงสุดเป็นประธาน เพื่อดําเนินการเลือกประธานและรองประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ จากสมาชิก สภาเกษตรกรแห่งชาติ ตามมาตรา ๕ (๑) และ (๒) โดยให้ถือเสียงข้างมากของจํานวนสมาชิก ทั้งหมดของสภาเกษตรกรแห่งชาติเป็นเสียงชี้ขาด ไม่มี (๓) ครับ ท่านพิเชษฐ์ดูให้ดีครับ
ท่านประธานครับ ผม พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย
คือตอบไปตอบมานะครับ ในเมื่อไม่ได้ชี้เลยท่านก็ลุกขึ้นแล้ว อย่างนั้นประชุมนี่ไม่มีความหมายอะไรเลยครับ อย่างน้อยที่สุดก็ยกมือขึ้นให้ผมชี้บอกท่าน ท่านนั่งลงก่อนครับ เชิญครับคุณพิเชษฐ์
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ที่จริงผมไม่อยากข้ามไปมาตรา ๑๒ เพราะว่าพอถึงมาตรา ๑๒ ผมก็จะสงวนอีก เราพูดมาตรา ๕ พอท่านมาพูดหยิบยกมาตรา ๑๒ ก็ได้ (๒) ก็ยังมีอยู่อย่างไร ๑๖ คน ยังมีสิทธิอยู่เลยเป็นสหกรณ์ยักษ์ใหญ่ เป็นสหกรณ์ยางพารา เป็นสหกรณ์ข้าว สหกรณ์ มันสําปะหลังใหญ่ ๆ มีสิทธิที่จะเสนอตัวเป็นประธานสภาเกษตรกร พอถึงมาตรา ๑๒ ผมก็จะเสนอตัดวรรคสองอีก ท่านประธานครับ อย่างไรแล้วก็โหวตนะครับ ขอบคุณครับ
ผมว่าให้สภาชี้ขาดดีกว่า ถ้าเอาตามเสียงข้างน้อยเราก็จะได้แก้ไขไป คุณอุบลศักดิ์ก็เหมือนกัน ผมว่าท่านพิเชษฐ์ พูดเหมือนกับท่านเรียบร้อยไปแล้วนะครับ ไม่ได้พูดนานแล้ว เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ ผม อุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม กรรมาธิการเสียงข้างน้อยครับ ประเด็นคงใกล้เคียงกัน คือเนื่องจากที่ผมสงวนความเห็นตัด (๒) และ (๓) ในมาตรา ๕ นั้น ก็เพื่อเนื่องจากมันโยงมาถึงมาตรา ๑๒ มาตรา ๑๒ บรรทัดสุดท้าย วรรคสุดท้ายนั้น คือบอกให้เสียงข้างมากของจํานวนสมาชิกทั้งหมดของสภา ก็หมายความว่า ๗๖ คน บวกอีก ๑๖ คนมีสิทธิเป็นประธานและมีสิทธิเป็นรองประธานได้ และมีสิทธิโหวตได้ ความเห็นตรงนี้นั้นมันโยงจนถึงให้ความสําคัญกับมาตรา ๕ ถ้าไม่ตัดมาตรา ๕ (๒) (๓) ออก มันจะมาโยงตรงมาตรานี้ ทําให้เกษตรกรจริง ๆ แล้วนั้น กราบเรียนด้วยความเคารพว่า จะอีแอบหรือไม่อีแอบก็แล้วแต่ แต่เทคนิคขณะเปิดเผยยังมีลีลาเทคนิคที่สามารถ จะกําหนดทิศทางให้สภาเกษตรกรไปตามแนวทางของกระบวนการที่อีแอบได้ครับ ฉะนั้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมก็รับปากกับสมาชิกเกษตรกรทั่วประเทศที่ไปประชุมมานี้ ท่านก็บอก พยายามติดตามว่าอย่างไร ท่านก็บอกว่าท่านจะขอฟังดูว่าใครจะโหวตเสียงเพื่อเกษตรกรบ้าง หรือใครจะโหวตเสียงเพื่ออีแอบบ้าง อันนี้กราบเรียนด้วยความเคารพ
คืออีแอบหรือไม่อีแอบ ก็ไม่เป็นไรหรอกครับ คือเราพูดถึงประเด็นในกฎหมาย
เพราะฉะนั้นวันนี้ผมก็ เห็นด้วยกับท่านประธานว่า ก็ตัดสินใจชี้ขาดว่าเสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อย แล้วแต่สภาจะยอมรับ แต่ก็วิงวอนกับสมาชิกผู้มีเกียรติทุกท่านว่า เสียงข้างน้อยนั้น ประชาชนเสียงส่วนใหญ่ที่เห็นตรงกันครับ
เชิญท่านอาคมก่อน แล้วก็ ท่านประพัฒน์สุดท้ายครับ เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม อาคม เอ่งฉ้วน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ ในฐานะกรรมาธิการ ผมนั่งฟัง สมาชิกโต้เถียงกันในหลายประเด็น ซึ่งผมคิดว่าด้วยความเคารพผมไม่อาจจะบังอาจ กล่าวได้ว่า บางท่านยังไม่ได้อ่านกฎหมายให้ครบทั้งฉบับ ท่านประธานต้องยอมรับว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายฉบับแรกที่เกษตรกรไทย ๔๐ ล้านคน ซึ่งเป็นวิชาชีพ ที่มากที่สุดของประเทศ อยากจะเป็นกฎหมายที่เรียกว่า กฎหมายวิชาชีพ คือเกษตรกร นั่นเอง แต่เราต้องยอมรับความจริงว่าเกษตรกรในประเทศนี้มีอยู่ประมาณ ๔๐ ล้านคน มีทั้งรายเล็ก รายใหญ่ สภานี้ไม่มีอํานาจ เป็นสภาวางแผน เป็นสภาที่กําหนดยุทธศาสตร์ และเป็นสภาที่ปรึกษาให้นายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นกฎหมายจึงเขียนให้นายกรัฐมนตรี มานั่งเป็นประธาน และที่สําคัญที่สุดกฎหมายในฉบับนี้มีทั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติ ซึ่งก็พูดชัดมาตั้งแต่ต้นว่าไม่มีคนอื่น ๆ ที่จะเข้ามานั่งในสภานี้ได้ แม้กระทั่งข้าราชการประจํา ก็เข้ามานั่งไม่ได้ แต่มันเป็นไปได้อย่างไรที่จะให้คน ๔๐ ล้านคน ซึ่งมีทั้งคนจน คนรวย คนเล็ก คนใหญ่ มานั่งในสภานี้อย่างเป็นธรรมอย่างที่ท่านกล่าว โดยบางคนบอกว่า อย่ามี (๒) อย่ามี (๓) สภานี้จึงออกกฎหมายหลีกเลี่ยงการเลือกตั้งโดยตรง เพราะการเลือกตั้งโดยตรงนั้นมันเป็นการเลือกตั้งที่ประชาชนหรือพวกเราก็เห็นกันอยู่ว่า มันเป็ นการต่อสู้ที่รุนแรง และกฎหมายฉบับนี้สภาไม่ได้มีอํานาจ ไม่มีเงินกองทุน เพราะฉะนั้นถ้าเราจะให้เกษตรกรที่เป็นตัวแทนที่เขาเป็นผู้นําในระดับหมู่บ้านเขาได้เข้ามา ผมว่าเขาเป็นผู้นําในระดับหมู่บ้านใช้วิธีการประชาคม สมาชิกที่ลงทะเบียนไว้กับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เขาจะประชาคมกัน ไม่ต้องสมัคร ไม่ต้องเสียค่าสมัคร ๓ ชั่วโมงก็สามารถได้ผู้นําระดับหมู่บ้าน จากหมู่บ้านก็ไปเลือกระดับตําบล จากตําบล จึงไปเป็นระดับอําเภอ ท่านลองคิดดูสิ คนที่ผ่านระดับ ๒ ระดับ ๓ ได้นี่เขาต้องเป็นเกษตรกรชั้นนํา ไม่ว่าเขาจะจน หรือรวย เขาต้องผ่านระดับหมู่บ้าน ผ่านระดับตําบล ถึงจะไปเป็นตัวแทนระดับอําเภอได้ ไปนั่งอยู่ในสภาจังหวัด สภาจังหวัดเราก็ให้สิทธิว่าถ้ามี ๙ อําเภอก็ให้อําเภอละ ๑ คน ถ้ามีมากกว่า ๙ อําเภอ ก็ให้อําเภอละคนเลยเพื่อให้เห็นว่ามันกระจาย แต่ (๒) (๓) นี่ต้องมีครับท่านประธาน (๒) (๓) ก็คือว่าบางอาชีพนี่มันมีการประกอบอาชีพกัน ในชนกลุ่มน้อยไม่มาก ถ้าให้เขาไปเลือกเป็นระดับหมู่บ้านบางทีเขาก็เข้ามาไม่ได้ แต่เขาก็ มีสิทธิจะเข้ามาเป็นใน (๒) (๒) ก็ให้ (๑) เลือก เพราะฉะนั้นเมื่อเขาเข้ามาแล้วเขาก็มีสิทธิ มีเสียงที่จะเป็นประธานระดับจังหวัด ทีนี้เมื่อเขาเป็นประธานระดับจังหวัดได้นี่ผมคิดว่า ไม่มีนายทุนคนไหนจะไปแทรกแซงเขาได้ เราต้องเคารพเกษตรกร วันนี้เกษตรกรที่อยู่ ในชนบทจบปริญญาตรีเยอะ เขาต้องรู้เลยว่าเขาเป็นตัวแทนระดับจังหวัดและเขามีสิทธิ เข้าไปนั่งในสภาใหญ่ในสภาเกษตรกรแห่งชาติ เมื่อเข้าไป ๗๖ คนในระดับสภาเกษตรกร แห่งชาตินี่ เมื่อเขาจะไปเลือกคน ๑๖ คนนี่ ทําไมเขาจะต้องไปเลือกนายทุนล่ะ เขาก็มีสิทธิ ที่จะเลือกคนของเขา ๗๖ คนไปเป็นประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ผมคิดว่าวิธีนี้เป็นวิธี ที่อะลุ้มอล่วยที่สุด แล้วคนทุกคนที่ทําอาชีพเกษตรกรรมนี่ยอมรับได้ไม่ว่าจะเป็นรายเล็ก รายใหญ่ เพราะมันมีที่มา ผมคิดว่าถ้าเป็นเช่นนี้เราก็สามารถที่จะออกกฎหมายฉบับนี้ ไปประกาศใช้ ในขณะที่เกษตรกรรอคอยกันมาช้านาน ๒๐-๓๐ ปีแล้วเป็นกฎหมายอาถรรพ์ ผมคิดว่าสภานี้ควรจะรีบ ๆ อนุมัติให้สภาได้ออกกฎหมายฉบับนี้เพื่อให้เป็นขวัญและกําลังใจ ให้กับเกษตรกรในชาตินี้ ๔๐ ล้านคนครับท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านประพัฒน์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ขออนุญาตประเด็นสั้น ๆ นิดเดียวครับ ในกรณีที่พูดถึงเรื่อง ความสําคัญของสาขาอาชีพแทนเรื่องของกระจายตามสัดส่วน เรื่องนี้ในคณะกรรมาธิการ ก็ได้อภิปรายกันอยู่นะครับ แล้วกรรมาธิการเสียงข้างมากก็เอาตามเพราะว่าด้วยเหตุผล หากว่ากระจายตามสัดส่วนนี่ก็ต้องเอาสัดส่วนประชากรมาตีแล้วก็จึงเอาตัวแทนมา ตามสัดส่วนนั้น แต่ถ้ากระจายตามความสําคัญของสาขาอาชีพนี่ก็ไม่จําเป็นต้องกระจาย ตามสัดส่วน เพราะว่าบางอาชีพถึงแม้จะมีประชากรเกษตรน้อยมากแต่มีความสําคัญมาก เช่น อาชีพการเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ การเพาะเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับส่งออกนี่เป็นอาชีพ ที่มีเกษตรกรอยู่ไม่มากแต่ว่ามีความสําคัญทางเศรษฐกิจสูงมากนะครับ สร้างเศรษฐกิจ รายได้ให้กับประเทศชาติปีละหลายพันล้านบาทเป็นต้น เพราะฉะนั้นจึงขอแก้ไขจาก การกระจายสัดส่วนเป็นกระจายตามความสําคัญของสาขากลุ่มอาชีพ ซึ่งก็จะได้ ความหมายที่มากกว่านะครับ
อีกเรื่องหนึ่งครับ ขออนุญาตท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยสมาชิกหรือว่า กรรมาธิการบางท่านอาจจะพูดถึงเรื่องกรณีที่ว่า หากว่าไม่คิดเหมือนกับกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยแล้วก็จะไม่เป็นไปตามความต้องการของเกษตรกรทั้งประเทศ ขอเรียน ยืนยันครับว่ากรรมาธิการทุกท่านทําหน้าที่ แล้วก็กฎหมายฉบับนี้กระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ก็ได้ลงไปรับฟังความเห็นจากเกษตรกรหลายเวทีมากทั่วประเทศนะครับ ซึ่งขอเรียนยืนยันได้ว่าได้มีการรับฟังความเห็นจากเกษตรกรอย่างรอบด้านแล้ว แล้วกรรมาธิการทุกท่านก็ได้มีจุดยืนต่อเกษตรกรอย่างครบถ้วนแล้ว กฎหมายฉบับนี้ โดยเจตนารมณ์ต้องการให้เกษตรกรทุกกลุ่มสาขาอาชีพเข้ามามีส่วนร่วมได้ใช้ประโยชน์ ไม่ต้องการจํากัดสิทธิของเกษตรกรบางกลุ่มสาขาอาชีพนะครับ ทุกสาขาอาชีพสามารถจะ มีสิทธิเข้ามาร่วมในกฎหมายฉบับนี้โดยเท่าเทียมกัน โดยมีศักดิ์ศรีเช่นเดียวกันครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตเรียนสั้น ๆ ครับ
ครับ สภายินดีต้อนรับ อาจารย์และนักศึกษาโปรแกรมวิชารัฐประศาสนศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัย ราชภัฏเชียงราย จังหวัดเชียงราย ต้อนรับด้วยความยินดีนะครับ
เนื่องจากว่าสภาได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. .... มาตรา ๕ มานานพอสมควร แล้วร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. .... จะคลอดไปหรือไม่คลอดนี่ ตอนนี้มีอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ร่วมตั้ง ๒ คนครับ แล้วก็มีมาอีกคนหนึ่ง ทั้ง ๓ คน ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์ ฉะนั้น หวังว่าพวกท่านที่เป็นรัฐมนตรีคงจะได้ดูแลอย่างเรียบร้อยแล้วนะครับ มีอะไรอีกล่ะครับ ท่านพิเชษฐ์ครับ ครั้งที่ ๕ แล้วนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ถ้ามันจําเป็นจะต้องพูดครั้งที่ ๑๐ ผมก็ต้องพูด เพราะว่าท่านรัฐมนตรี ทั้งหลายนี่ตอบก็ไม่ตรงทั้งหมด ไม่ตอบประเด็นสําคัญ ท่านบอกว่าเขียนในมาตรา ๑๒ กับมาตรา ๕ บอกว่า (๒) ซึ่งมาจาก ๑๖ คน ซึ่งบังคับให้ ๗๖ คนไปเลือก ๑๖ คนมา แล้ว ๑๖ คนที่ถูกเลือกมีสิทธิที่จะเสนอตัวเป็ นประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติได้ มันไม่ถูกต้องมันไม่เหมาะสม มันจะถูกครอบงํา ท่านก็ตอบไปเรื่อยเลยครับ ผมก็เกษตรกร แล้วผมก็นั่งประชุมทุกนัดเหมือนกัน ท่านอย่ามาอ้างว่าอย่างนั้นอย่างนี้ รักษาผลประโยชน์ ของเกษตรกรของประเทศสิครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ ผมขอยุติการอภิปรายนะครับ ขอโหวตว่าเอาทางเสียงข้างน้อยหรือเสียงข้างมาก ในการที่จะผ่านมาตรา ๕ นี้ ท่านผู้ทรงเกียรติแห่งจังหวัดนครสวรรค์มีอะไรหรือครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน จังหวัดนครสวรรค์ พรรคเพื่อไทย ก่อนที่จะได้มีการโหวตนั้นผมเองจะไม่อภิปรายในรายละเอียด แต่ผมได้ เฝ้ำดูตั้งแต่เช้าท่านประธานพยายามที่จะให้งานมันจบเร็วผมเองเห็นด้วยและยินดีครับ
ผมไม่ได้ให้จบเร็ว ให้รอบคอบละเอียด
แต่ทีนี้ว่าผมเห็นสิ่งที่ท่านประธาน ได้พยายามจะพูดอยู่เสมอคือพยายามที่จะกดไม่ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางท่าน ที่อภิปรายหลาย ๆ ครั้งไม่ให้พูดอีก อย่างกรณีของท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน นี่ ถ้าผมเป็น เกษตรกรฟังอยู่ทางบ้านผมต้องชื่นชมเลยครับว่าเขาพยายามจะรักษาผลประโยชน์ของ เกษตรกรอย่างที่สุด
ผมก็บอกแล้วข้างบน มาจากจังหวัดเชียงรายครับ ผมหาเสียงให้ท่านพิเชษฐ์อยู่แล้วครับ
ทีนี้ถ้าเป็นไปได้ผมอยากจะให้ กฎหมายฉบับนี้เมื่อออกไปแล้วให้มันปฏิบัติได้จริง ๆ ไม่ใช่อยู่ในกรอบของระบบ อํามาตย์อีก ดังนั้นการพิจารณาต่าง ๆ ผมอยากจะให้ท่านประธานได้ใช้ท่าทีใหม่เถอะครับ ขอให้ชื่นชมต่อ ส.ส. ที่เขาพยายามที่จะอภิปรายซึ่งน่าชื่นชมครับ น่าจะยินดีกว่า ส.ส. ที่อยู่ข้างนอกแล้วไม่เข้ามาด้วยซํ้าไป ดังนั้นผมคิดว่าอันนี้ต้องให้เกียรติเขา จึงอยากจะ ขอให้ท่านผ่านไป
ให้ตลอดอยู่แล้วครับ
ผ่านมาตรานี้อย่างไรก็ตามทีขอให้ ท่านประธานได้แสดงบทบาทเป็นที่พึ่งทางจิตใจของเกษตรกรทั้งประเทศด้วยการเปิด โอกาสให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นได้พูดด้วยเถอะครับ อย่าใช้บอกว่าเสียงข้างมาก มันจะต้องดีอย่างนั้นดีอย่างนี้มีถึง ๓ รัฐมนตรี ๓ รัฐมนตรีผมก็ไม่นับถือเลยสักคนเดียว ขอบคุณครับ
พอแล้วครับ
มันเป็นคนละเรื่องครับท่านประธาน จึงขอกราบให้ท่านประธานให้โอกาสแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ
ผมให้เต็มที่เลยครับ ตั้งแต่เช้าผมให้เต็มที่อยู่แล้วครับ ท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกเชิญเข้าห้องประชุม เพื่อจะโหวตกฎหมายสภาเกษตรกรแห่งชาติ ในมาตรา ๕ เชิญท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอก เข้าห้องประชุมนะครับ
(นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีสัญญาณให้สมาชิกที่มา ประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
เชิญท่านสมาชิกที่อยู่ ห้องไหนก็ตาม เชิญเข้าห้องประชุมด้วยครับ เนื่องจากร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ มีการแปรญัตติเกือบทุกมาตรา ผมขอความกรุณาเพื่อนสมาชิกที่เคารพรักอย่าได้หนีหาย ออกจากห้องประชุมครับ ผมว่าจะต้องโหวตเกือบทุกมาตรานะครับ ขอความกรุณา ขอความร่วมมือนะครับ ท่านสมาชิกครับ เมื่อท่านเข้าสู่ห้องประชุมแล้ว ท่านโปรด เสียบบัตรแสดงตนเพื่อเราจะได้ตรวจสอบองค์ประชุมว่าครบหรือไม่ครบ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ท่านสมาชิกที่ต้องการให้ ร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. .... ฉบับนี้เดินไปได้ และได้ประกาศใช้เร็ว ก็ต้องมาร่วมมือกันนะครับ เชิญเข้าห้องประชุม เมื่อเข้ามาแล้วโปรดเสียบบัตรแสดงตน เพราะว่าเราจะได้เปิดเผยว่าท่านสมาชิกท่านใดรักเกษตรกรจริง เชิญครับ ท่านสมาชิก เสียบบัตรแสดงตนเรียบร้อยแล้วนะครับ เรียบร้อยแล้วก็ส่งผลมา
ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ
มีอะไรอีกครับ
ท่านประธานครับ ผม บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานคร ขออนุญาตให้สมาชิก ซึ่งเพิ่งเดินเข้าสู่ห้องประชุมได้มีเวลาในการเสียบบัตรแสดงตนด้วยนะครับ ผมเข้าใจว่า มีข้อตกลงกันว่าหลังจากที่ท่านประธานเรียกในการเข้าสู่ห้องประชุม ท่านคงจะต้อง ให้เวลาประมาณ ๕ นาทีถูกไหมครับ ขอให้ท่านช่วยให้เวลาด้วยนะครับ ขอบพระคุณครับ
ไม่ต้องนะครับ ตอนนี้ครบ และทุกฝ่ายเขาก็สนับสนุน นอกจากคนที่ไม่ใช่เกษตรกรเท่านั้นละครับเขาไม่สนับสนุน พวกเกษตรกรเขาสนับสนุนหมดละครับ สภาเกษตรกรแห่งชาติ เรียบร้อยแล้วนะครับ ส่งผลมา มีสมาชิกอยู่ในห้องประชุม ๒๖๕ ท่าน ก็ถือว่าครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปเราจะได้ถามว่า ท่านสมาชิกของสภานี้ท่านใดเห็นชอบตาม คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากโปรดกดปุ่ ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นชอบตาม คณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยโปรดกดปุ่ ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดงดออกเสียง ก็โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง นะครับ โปรดใช้สิทธิของท่านนะครับ เชิญใช้สิทธิครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ท่านผู้ใดยังไม่ได้ใช้สิทธิ มีไหมครับ ทุกท่านแสดงว่าท่านได้ใช้สิทธิแล้ว งดการใช้สิทธินะครับ ส่งผลมา เห็นด้วย ตามคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ในจํานวนผู้เข้าร่วมประชุม ๓๓๐ ท่านนะครับ เห็นด้วย ๒๔๐ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๗๑ ท่าน งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑๗ ท่าน ถือว่าทางสภาเห็นชอบตามคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก
เชิญมาตรา ๖ ต่อครับเลขาธิการ
มาตรา ๖ มีการแก้ไข
โปรดหยุดก่อนนะครับ อย่าเพิ่งออก เดี๋ยวต้องโหวตกันอีกละครับ
มาตรา ๖ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น
ท่านกรรมาธิการ ที่สงวนความเห็นไม่ติดใจใช่ไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ถ้าไม่ติดใจ ผ่านนะครับ เชิญมาตรา ๗ ต่อครับ
มาตรา ๗ มีการแก้ไข
มาตรา ๗ ไม่มีท่านผู้ใด ติดใจ เชิญต่อครับ
มาตรา ๘ มีการแก้ไข
ไม่มีท่านผู้ใดติดใจ เชิญต่อครับ
มาตรา ๙ มีการแก้ไข
ไม่มีท่านผู้ใดติดใจ ผ่านครับ
มาตรา ๑๐ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น
ท่านกรรมาธิการไม่ติดใจ แล้วครับ ผ่านเถอะครับ
มาตรา ๑๐/๑ คณะกรรมาธิการเพิ่มขึ้นใหม่
มีท่านผู้ใดติดใจไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ไม่มี ผ่านนะครับ
มาตรา ๑๑ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๑๒ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น
มาตรา ๑๒ เชิญผู้สงวน ท่านพิเชษฐ์คนขยันพูดนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ มาตรา ๑๒ ก็เหมือนเดิมครับ เหมือนกับมาตรา ๕ ที่ให้โอกาส กับสมาชิกซึ่งไม่ได้รับการเลือกตั้งจากหมู่บ้าน จากตําบล จากอําเภอ จากจังหวัด แล้วมา มีสิทธิเสนอตัวเป็นประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ซึ่งหมิ่นเหม่ต่อการถูกครอบงํา จากกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ จากบุคคลซึ่งหากินกับเกษตรกร ท่านประธานครับ ผมขอเสนอ ตัดวรรคสอง ที่บอกว่า ตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ขอตัด วรรคสอง ออก เพื่อที่จะปิด โอกาสสําหรับคนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเสนอตัวเองขึ้นเป็ นประธาน สภาเกษตรกรแห่งชาติครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านสถาพรครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สถาพร มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลําพูน พรรคเพื่อไทย ในฐานะ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ที่ผมไม่เห็นด้วยมาตั้งแต่ต้นตั้งแต่มาตรา ๕ คือสิ่งหนึ่งที่เรา ยังสงสัยอยู่ตลอดว่า บุคคล ๑๖ คนจาก (๒) ของมาตรา ๕ นั้น มีสิทธิในการเสนอตัวเอง เข้ามาเป็นประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เราต้องยอมรับว่าที่มาของ ๑๖ คนนั้น ถ้าเรา ได้พูดกันในสภาตั้งแต่เมื่อเช้าว่าเป็นพวกอีแอบ ผมก็อยากจะให้ที่ประชุมในวันนี้ บันทึกไว้เลยว่าประวัติศาสตร์ครั้งแรกถ้าเราไม่ตัด (๒) ทิ้ง การประชุมสภาเกษตรกร แห่งชาติครั้งแรกนี่ผมเชื่อด้วยสุจริตใจเลยว่าบุคลากรใน (๒) นี่แหละจะได้เป็ น ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติคนแรก แห่งชาติคนแรกครับ
สาเหตุที่ผมได้รับการสนับสนุนจากแนวคิดและเป็นความเชื่อโดยสุจริตใจ ก็คือว่า บุคลากรใน (๒) นั้นมีความพร้อมทั้งทางกายภาพ ทั้งด้านสวัสดิภาพ และทางด้าน ฐานานุรูปของตัวเองได้พรีเซนต์ (Present) ตัวเองจนกระทั่ง ๗๖ คนยอมรับให้เข้ามา ใน (๒) ได้ เป็นการไม่ยากเลยที่จะพรีเซนต์ตัวเองให้เป็นเบอร์ ๑ ของสภาเกษตรกร แห่งชาติ มันเป็นข้อห่วงใยจริง ๆ ครับ ท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการเสียงข้างมาก และผ่านไปยังพี่น้องเกษตรกร และผ่านมายังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่า ประเด็น ของการที่กระผมไม่เห็นด้วยนั้นมีข้อห่วงใย มีข้อวิตกกังวลว่า บุคคลตาม (๒) นั้นจะเป็น กลุ่มทุนและหรือตัวแทนกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ อุปมาอุปไมยยกตัวอย่างเช่นจะมีพ่อค้าปุ๋ ย ที่แอบเข้ามาอยู่ในนี้ ถึงแม้ว่ากฎหมายฉบับนี้จะห้ามพวกพ่อค้า แต่การลงทะเบียน เป็นสมาชิกสภาเกษตรกรนั้นไม่มีปัญหาสําหรับบุคลากรระดับนี้ที่จะใส่อาชีพตัวเอง มันเป็นนอมินีกันครับ เป็นสงครามตัวแทนชัดเจนครับสภาแห่งนี้ เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วยว่า ถ้ามี (๒) ขอได้ไหมครับ ขอให้เขาเป็นแค่ที่ปรึกษา ให้คําแนะนํากับ ๗๖ คนพอแล้ว อย่าเอาอํานาจของ ๗๖ คนไปใส่ไว้อีก ๑๖ คนเลยครับ ผมเห็นด้วยถ้า (๒) นี่ไม่ให้เขาเป็น ประธาน ท่านครับ สภาแห่งนี้ได้โปรดใช้วิจารณญาณด้วยนะครับ และผมเดิมพัน ด้วยสุจริตใจเลยว่าการเลือกตั้งประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติครั้งแรกบุคลากรใน (๒) ได้เป็นประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติแน่นอนที่สุดครับ แน่นอนที่สุด เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะ เกิดขึ้นในอนาคตนั้นจะเป็นตราบาป ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากรับผิดชอบไปเลยครับ พวกผมได้ตั้งข้อสังเกต ได้วิพากษ์วิจารณ์ ได้สร้างความห่วงใย ได้เกาะกลุ่มกระแสห่วงใย มันเป็นเช่นนี้จริง ๆ ครับ เพราะฉะนั้นผมนําเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการ เสียงข้างมากและสภาแห่งนี้ว่า โปรดได้ตัด (๒) ทิ้งเถอะครับ ขอให้ ๗๖ คนได้เป็นอิสระ อย่างแท้จริง แล้ว (๒) นั้นขอเป็นที่ปรึกษาเถอะครับ ได้โปรดวิงวอนจากกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย กราบขอบคุณครับ
เชิญท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อยผู้สงวนความเห็น ท่านอุบลศักดิ์ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ กระผม นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม กรรมาธิการ เสียงข้างน้อยได้ขอสงวนความเห็นในมาตรา ๑๒ วรรคสุดท้าย ใน (๒) ตัดออก ด้วยเหตุผลเนื่องจากเมื่อมาตรา ๕ ได้ผ่านไปแล้วว่า ให้มีทั้งสภาเลือกตั้งและสภาลากตั้ง เข้าไปอยู่ในจํานวนอีก ๑๖ ท่านนั้น ในกฎหมายฉบับนี้มาตรานี้ (๒) เปิดโอกาสให้กับ สมาชิก ๑๖ ท่านเข้ามาเป็ นประธานและมีสิทธิออกเสียงได้ ในระหว่างที่ประชุม คณะกรรมาธิการอยู่นั้นหลายท่านก็บอกว่า เปิดช่องมาเถอะไม่ให้มีสิทธิลงคะแนนเสียง ไม่มีสิทธิโหวต แต่เมื่อร่างมาถึงจุดนี้แล้วปรากฏว่าพิมพ์มาบอกว่า โดยให้ถือเสียงข้างมาก ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดของสภาเกษตรกรแห่งชาติเป็นเสียงชี้ขาด ก็แสดงให้เห็นว่า วันนี้ทั้ง ๑๖ คน และ ๗๖ คน มีสิทธิเป็นประธานได้ดังที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากได้กล่าวในที่ประชุมไปแล้วนั้น เหตุผลเนื่องจากว่าตามที่ท่านสมาชิก ผู้มีเกียรติได้นําเสนอไปเมื่อสักครู่นี้มันชัดเจนว่าคน ๑๖ คนเรายังไม่ไว้ใจว่าจะมาจาก เพราะที่มาที่ไปคําว่า ไปจดทะเบียน ก็จริงถ้าเกษตรกรรายใหญ่มาจดทะเบียนแค่ ๒ คน ขึ้นไป ประเด็นตรงนี้ทําให้ผมยังแคลงใจอยู่และไม่เห็นด้วยที่จะมาเบียดบังกับมาจาก การเลือกตั้ง ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านเข้าใจว่า ๗๖ จังหวัดนั้นเลือกมาจากตําบล จากอําเภอ จากจังหวัด มันยากยิ่งขนาดไหน ทําไมสังคมแห่งนี้มันไม่เป็นธรรมกับ พี่น้องเกษตรกรของผมเลย ท่านประธานครับ เพราะว่าบุคคลที่มาจากทางลัดนั้นแต่มีสิทธิ ทัดเทียมกับเขา เพราะฉะนั้นผมได้นําเสนอไปแล้วว่าในมาตรา ๕ ถ้าหากว่าจะมาเป็น สมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาตินั้นก็ควรจะลงไปเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมไม่เห็นด้วย อยากจะให้พี่น้องเกษตรกรทั้งหลายได้มีโอกาส เพราะฉะนั้นวันนี้บันทึกไว้ได้เลยว่า คนที่มาจาก ๗๖ จังหวัดจะไม่มีสิทธิแน่ ก็จะมาจาก ๑๖ คนนี้ครับ จึงขอที่ประชุมแห่งนี้ ให้ตัดออกครับ ขอบคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ ผมจะให้สิทธิท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่สงวนความเห็น ก่อนนะครับ แล้วส่วนท่านสมาชิกอื่นก็ใช้สิทธิได้เพราะมีการแก้ไข ฉะนั้นต่อไปเชิญ ท่านชัยวัฒน์ กรรมาธิการผู้สงวนความเห็น
ขออนุญาตท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยนาท ในฐานะ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยในคณะกรรมาธิการ ขออนุญาตกราบเรียนครับ เมื่อเช้านี้ก็ได้ มีโอกาสขึ้นมาแสดงความคิดเห็นครั้งหนึ่ง มาตรา ๓ นะครับ อันนี้ก็เป็นในมาตรา ๑๒ ของร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. .... ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่าบ้านเมืองมันจะไปได้ไม่ได้นี่สาระแห่งที่เป็นอยู่ มันจะเห็นได้ชัด เวลาอ้างบอกว่าจะเอาบุคคล ๑๖ คนเข้ามา ที่มาของ ๑๖ คนก็พูดกัน ง่าย ๆ บอกว่าชาวบ้านที่เลือกมาที่เป็นเกษตรกร ความหมายที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก เขาคิดเห็น ก็คือพูดง่าย ๆ ว่าเขายังไม่มีความรู้ นี่ดูถูกนะ ดูถูกชาวบ้านว่าเขาไม่มีความรู้ ไม่มีความสามารถ ไม่มีศักยภาพเพียงพอ จึงเป็นที่มาของต้องเอาคน ๑๖ คนมา เป็นเทวดามาจากไหนท่านประธาน เก่งมากขนาดไหน พอเก่งไม่พอนะปรากฏมาเขียน ในมาตรา ๑๖ บอกว่าอย่างไร ให้สามารถมาเป็ นประธานได้ มาเป็นประธานได้ ก็คือพูดง่าย ๆ ว่ากฎหมายฉบับนี้ที่ร่างมานี้เพื่อชาวบ้านเพื่อพี่น้องเกษตรกร ท้ายที่สุดเพื่อพวกมันทั้งนั้นเลย เพื่อพวกมันทั้งนั้น นี่หรือประชาธิปไตย นี่หรือตัวแทน พี่น้องประชาชน ผมบอกว่าคณะกรรมาธิการที่มาจากคนอื่นไม่ใช่ผู้แทนราษฎรไม่ควรมาด้วย ไม่ควรมาด้วย นี่คือคนที่มาแทรกแซงจนกระทั่งทุกวันนี้เป็นอย่างนี้ ผมถามท่านประธาน ประธานวุฒิสภา ปัจจุบันนี้มาจากเลือกตั้งหรือมาจากคนแต่งตั้ง มาจากไหน มันอีหรอบเดียวกัน มันอีหรอบเดียวกัน บ้านเมืองเดี๋ยวนี้จะเอาอย่างนี้ใช่ไหม ก็เอาแต่งตั้งทั้งหมดสิ ไม่ต้องเป็น ประชาธิปไตย อย่าอ้างประชาชนเป็นประชาธิปไตย ที่บ้านเมืองมันไม่เจริญทุกวันนี้ เพราะอะไร ผมอยากจะยกตัวอย่างให้ฟังสักเรื่องหนึ่ง พอเราไปพูดประเทศไทยเทียบกับ ประเทศสหรัฐอเมริกาก็บอกว่าประเทศสหรัฐอเมริกาที่มันเจริญได้ทุกวันนี้ ที่มันยิ่งใหญ่ เป็นมหาอํานาจโลกได้ทุกวันนี้เพราะว่าประชาชนเขาเยอะ ประเทศเขาใหญ่ ถูกต้องไหม นั่นคือข้ออ้างท่านประธาน พอไปเทียบประเทศสิงคโปร์บอกว่าประเทศสิงคโปร์เป็นอะไร บอกว่าประเทศสิงคโปร์มันเล็กกว่าประเทศไทย คนมันน้อยจึงสามารถที่จะรวบรวม คนเป็นหนึ่งได้แล้วก็พัฒนาประเทศให้เจริญได้ ตกลงประเทศใหญ่ดีหรือประเทศเล็กดี ประเทศใหญ่เราก็เจริญไม่ได้เพราะว่าคนเราน้อยประเทศเราเล็ก พอไปเทียบกับ ประเทศเล็กเราเจริญไม่ได้ก็เพราะบอกว่าประเทศเราใหญ่ คนเรามันเยอะ มันเลยพัฒนา ไม่ได้ ถามท่านประธานว่าที่ถูกมันคืออะไร พอไปเทียบกับประเทศอังกฤษ บอก อ้าว แล้วประเทศอังกฤษทําไมประเทศเท่าเรามันทําไมเจริญได้ ก็เพราะว่าประเทศอังกฤษนั้น เขาเป็นประเทศประชาธิปไตย ตกลงที่แท้มันคืออะไร บอกประเทศอังกฤษที่เจริญได้ ทุกวันนี้ ที่ดีได้ทุกวันนี้เพราะว่าเขาเป็ นประชาธิปไตย แล้วตกลงเราจะเอาแบบ ประชาธิปไตยหรือว่าเอาแบบเผด็จการ ผมบอกว่าอย่าหน้าด้านให้เพียงพอ คนหน้าด้าน มันหน้าด้านจริง ๆ หน้าด้านแบบไม่มียางอาย ผมไม่แน่ใจนะ เป็นนักต่อสู้ทางการเมือง มาได้อย่างไร ไม่แน่ใจครับท่านประธาน วันนี้อายุจนป่านนี้เดี๋ยวอีกไม่กี่ปีก็จะตายแล้ว ไม่เคยคิดทําไว้ให้ลูกหลาน ทําไว้ให้ประเทศชาติกันบ้างหรืออย่างไร ไม่คิดใช่ไหม ตายแล้วเอาไปได้หรือเปล่า ลูกเมียยังเอาไปไม่ได้เลย ไม่เคยคิดทําให้ประเทศชาติเลย ทุกวันนี้จริง ๆ นะท่านประธาน ไม่พอใจมากเลย อยู่มานี่ ๒๐ กว่าปีแล้วสภาแห่งนี้ แต่ปรากฏว่าอย่างไร มีแต่คนที่เป็นนายทุนทั้งนั้นเลยที่มาครอบครองสภาแห่งนี้ ใครมาไม่ดี ทําไม่ถูกใจ ประหารมันให้หมด เอาอย่างนั้นใช่ไหม นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้นในชาติบ้านเมือง เพราะฉะนั้นบอกได้เลยนะท่านประธาน วันนี้ไม่ยอมโดยเด็ดขาด มาตรา ๑๒ มาตรา ๕ ใน (๒) ถ้ายังอยู่กฎหมายฉบับนี้ถูกตีความ ส่งตีความ บอกไว้ได้เลย ท่านไม่ได้มีโอกาสใช้ เพราะว่าใช้แล้วมันไม่ได้ให้เกษตรกร เมื่อสักครู่นี้ผมบอกแล้วใช่ไหมในมาตรา ๓ ท่านประธาน บอกว่าเอาเกษตรกรมาพัฒนาด้วย ปรากฏว่าไม่จําเป็นหรอก เกษตรกร ไม่ต้อง มันแปลโดยรวมความอยู่แล้ว เฉพาะเกษตรกรรมก็พอ เห็นไหมว่าการเขียน กฎหมายของท่านทั้งหลายมันโยงใย เห็นเจตนารมณ์อย่างชัดเจนว่าไม่ได้มุ่งไปที่ เกษตรกร ๗๐ กว่าปีที่ประเทศไทยเรามีประชาธิปไตยเป็นอย่างนี้เพราะอะไร ก็เพราะ เกิดขึ้นแบบนี้ เพราะฉะนั้นอยากจะกราบเรียนท่านประธานที่เคารพว่าผมขออนุญาต ตัดออกนะครับ เพราะว่าในคณะกรรมาธิการครั้งแรกนี่ท่านประธานไม่มีนะครับ คณะกรรมาธิการในครั้งแรกไม่มีนะท่านประธาน ปรากฏวันหลังมันมีขึ้นมา เพราะฉะนั้น มันต้องตีความ ต้องส่งตีความถ้ายังขืนดื้อดึง เพราะฉะนั้นอยากจะให้ปรากฏในที่แห่งนี้ว่า ใครบ้างที่อยากจะเอามาตรา ๕ (๒) ให้คน ๑๖ คนที่เป็นเดนคนเข้ามาเป็นประธาน นอกจากเกษตรกรโดยแท้ที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นผมขอสาปแช่งนะ ท่านประธาน ขอบคุณครับ
เดี๋ยวนะครับ มีกรรมาธิการเสียงข้างน้อยผู้สงวนท่านใดที่จะอภิปรายไหมครับ ถ้าไม่มี ท่านสมาชิกอภิปรายเดี๋ยวผมสลับกันนะครับ ก็เชิญท่านผ่องศรีครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันขออนุญาตให้ความเห็นกับมาตรา ๑๒ นี้ว่าดิฉันได้ศึกษาร่างนี้ทั้งฉบับ แล้วก็ ด้วยความเชื่อมั่นว่ากระบวนการจัดทําร่างสภาเกษตรกรแห่งชาติได้มีการรับฟัง ความคิดเห็นจากพี่น้องเกษตรกร เพราะฉะนั้นดิฉันไม่ค่อยมีข้อระแวงว่าที่มาท่านก็ดูว่า มาจากเกษตรกรอย่างแท้จริง (๒) เมื่อสักครู่ดิฉันก็ได้ยินท่านรัฐมนตรีได้ให้ชี้แจงไปแล้วว่า มาตรา ๕ (๒) มาจากมาตรา ๕ (๑) เป็นผู้เลือก เพราะฉะนั้นเกษตรกรก็เป็นผู้เลือก เพราะฉะนั้นคนที่ได้ถูกเลือกมาก็น่าจะเป็นที่ยอมรับ ดังนั้นในมาตรา ๑๒ ดิฉันรับได้ แต่ที่ดิฉันมีข้อสังเกตก็คือไม่ทราบว่ากรรมาธิการไปเขียนไว้ที่มาตราใดหรือไม่ ดิฉันยังไม่เห็นนะคะว่าระเบียบวิธีการเลือกตั้งกําหนดอย่างไรว่าได้มีบอกว่าให้ต้อง ไปกําหนดโดยสภาเกษตรกรกําหนดแต่ว่าไม่ได้บัญญัติเอาไว้ ดิฉันก็เห็นว่าน่าจะต้องใส่ เอาไว้เพื่อความชัดเจน เพราะว่าเช่นใครเป็นผู้เสนอชื่อ ใครเป็นผู้รับรองและคนที่ถูกเสนอ ชื่อจะต้องอยู่ในที่ประชุมหรือไม่ ระเบียบวิธีการเลือกตั้งแบบนี้ก็ยังไม่ได้ปรากฏนะคะ ถ้าหากมีอยู่ในมาตราใดแล้วก็ช่วยชี้แจงด้วยแต่หากไม่มีดิฉันเห็นว่าในมาตรานี้วรรคท้าย น่าจะได้เพิ่มถ้อยคําว่า ระเบียบวิธีการเลือกตั้งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ที่สภาเกษตรกรแห่งชาติกําหนด แล้วก็คิดว่าถ้าเกิดคนคนนั้นได้รับการยอมรับ จากที่ประชุมของสมาชิกทั้งมวล โดยเฉพาะที่มาจากมาตรา ๕ (๑) แล้วก็ (๒) เขาก็จะเป็น ตัวแทนของเกษตรกรอย่างแท้จริงเพราะว่าอันนี้เป็ นตําแหน่งสําคัญที่จะนําพา สภาเกษตรกรแห่งชาติชุดแรกในประวัติศาสตร์นี้ให้เป็นที่พึ่งที่หวังของเกษตรกรได้ ดิฉันก็ขอฝากข้อสังเกตนี้ไว้ด้วยนะคะ
เชิญท่านชวลิตครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดนครพนม ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรา ๑๒ นี้เชื่อมโยงกับมาตรา ๕ ที่เรา เพิ่งพิจารณาผ่านมา ก็อยากจะเรียนพี่น้องเกษตรกรที่ฟังอยู่ทางบ้านว่าพวกกระผม เสียงข้างน้อยพยายามต่อสู้ที่จะให้สภาเกษตรกรแห่งชาตินั้นมีสมาชิกหรือมีองค์ประกอบ ที่เป็นเกษตรกรที่เป็นตัวแทนจาก ๗๖ จังหวัดอย่างแท้จริง แม้จะแสดงความคิดเห็น อย่างไร แต่พวกเราก็ยอมรับครับว่าเราเป็นเสียงข้างน้อย อย่างไรก็ตามก็ต้องทํา ภาระหน้าที่ที่จะแสดงความคิดเห็นต่อในมาตรา ๑๒ ถ้ากรรมาธิการมีความบริสุทธิ์ใจจริง ว่าที่จัดทําองค์ประกอบในมาตรา ๕ มี (๒) (๓) นั้นมิได้เอื้อประโยชน์กับตัวแทนเกษตรกร หรือผู้ทรงคุณวุฒิที่จะเข้ามาครอบงําการดําเนินงานของสภาเกษตรกรแห่งชาติ ผมอยากให้กรรมาธิการได้ตัด (๒) ในวรรคสามออกนะครับ ให้มีเฉพาะมาตรา ๕ (๑) แต่ผมตะขิดตะขวงใจที่ได้เห็นข้อความที่เพิ่มเติมขึ้นในวรรคสามเพิ่มขึ้นมา จากสมาชิก สภาเกษตรกรแห่งชาติตามมาตรา ๕ (๑) และ (๒) เห็นเจตนาชัดเจนว่าจะเอื้อประโยชน์ ให้มีกลุ่มทุนเข้ามาครอบงําการดําเนินงานของสภาเกษตรกรแห่งชาติ ผมมั่นใจว่า พวกผมคิดไม่ผิด ก็อยากจะประกาศให้พี่น้องเกษตรกรที่รับฟังอยู่ทางบ้าน พระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาตินี้คงมิได้จะเป็ นประโยชน์กับพี่น้องอย่างแท้จริง เพราะสุดท้ายชาวนาเกษตรกรก็ยังยากจนข้นแค้นเช่นเดิมเพราะสิทธิเสียงต่าง ๆ ผมคิดว่า เรามิได้ทําเพื่อให้เขาเกิดการพัฒนาการในการพัฒนาตนเอง ผมได้แสดงความคิดเห็นในมาตรา ๕ (๒) (๓) ว่าให้เขาเป็ นที่ปรึกษาไม่ได้หรือ เราไม่ได้รังเกียจเลย ให้เขาเป็นที่ปรึกษาไม่ได้หรือ แต่เสียงส่วนใหญ่ไม่ได้เห็นด้วยตามนี้ ผมก็ไม่ว่าอะไร แต่อยากจะให้บันทึกไว้เป็นหลักฐานว่าพวกผมได้ต่อสู้ในประเด็นนี้ และอยากจะดูเจตนารมณ์ของกรรมาธิการที่พวกเราเลือกขึ้นไปทําหน้าที่แทนพวกเรา ถ้าท่านมีความบริสุทธิ์ใจจริง ตัด (๒) ในมาตรา ๑๒ ได้หรือไม่ ขอบคุณครับ
ท่านประกอบ ในฐานะกรรมาธิการ เดี๋ยวนะครับ ท่านเป็นกรรมาธิการเสียงข้างมาก เดี๋ยวผมขออนุญาตฟังสมาชิกผู้ที่แสดงความเห็นเดี๋ยวท่านจะได้ตอบทีเดียวตามลําดับ ที่ยกมือไว้นะครับ เชิญท่านเกรียงศักดิ์ครับ
กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ ผม นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ำยสีงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุดรธานี ขออนุญาตอภิปรายแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรา ๑๒ มาตรา ๕ (๒) เป็นประเด็น ที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้ตั้งข้อสังเกตไว้ เช่นเดียวกันว่าเราเลือกตัวแทนจาก ๗๖ จังหวัดซึ่งเป็นพี่น้องเกษตรกรของเราเข้าไปทําหน้าที่แต่มาตรา ๕ (๒) ไปบังคับให้ พี่น้อง ๗๖ จังหวัด ๗๖ คน ต้องเลือกตัวแทนเพื่อที่จะมาเป็นประธานอีก ๑๖ คน และ ผู้ทรงคุณวุฒิตาม (๓) อีก ๗ คน รวมแล้วทั้งหมด ๙๙ คน ประเด็นสําคัญก็คือว่า ทั้ง ๑๖ คนนี้ที่จะเข้ามาเป็ นประธาน ก็เป็นที่ตั้งข้อสังเกตว่าส่วนมากแล้วจะเป็ น ผู้มีผลประโยชน์หรือนายทุนหรือไม่ ซึ่งพี่น้องเกษตรกรจะเป็นห่วงเรื่องนี้มากที่สุด เพราะว่า ผลสุดท้ายสภาเกษตรกรแห่งนี้ก็จะเป็นสภาของนายทุนโดยตําแหน่งประธานสภา ทั้ง ๑๖ คนนี้ นี่แหละครับเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง ผมจึงตั้งข้อสังเกตว่าถ้าเราจะตัดออก มาตรา ๕ (๒) เราตัดออก โดยเลือกจาก ๗๖ คนได้ไหม ซึ่งเป็นตัวแทนจาก ๗๖ จังหวัด แล้วก็ซึ่งมาจากทุกภาคส่วนที่เราต้องการด้วย ก็เรียนเป็นข้อสังเกตไว้ว่าผมไม่เห็นด้วย มาตรา ๑๒ ที่เราจะคงมาตรา ๕ (๒) ไว้ คือ ๑๖ คน มาเป็นประธานสภาเกษตรกร เป็นเรื่องที่พี่น้องประชาชน พี่น้องเกษตรกรคงไม่สามารถรับได้ในประเด็นนี้ ถ้าเป็นไปได้ ผมก็อยากเรียนคณะกรรมาธิการช่วยตัดออกเพื่อที่จะให้พี่น้องทั้ง ๗๖ คน ตัวแทน ทั้ง ๗๖ จังหวัดเขาได้มีส่วนร่วมในการที่จะเป็นประธานสภาเกษตรกรและเป็นคณะกรรมการ เพื่อประโยชน์และเพื่อเป็นพื้นฐานในการที่จะนําพาสภาเกษตรกรไปสู่เป้ำหมายที่ชัดเจนและ แท้จริง ขอบคุณครับ
เชิญท่านสุนัย
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย จากจังหวัดนครสวรรค์ ขออนุญาตกราบเรียนสักนิดว่า จากมาตรา ๑๒ ซึ่งเชื่อมโยงกับ มาตรา ๕ ทําให้ผมนึกถึงอย่างหนึ่งว่าสังคมไทยมีวัฒนธรรมทําขนมอย่างหนึ่งอร่อยมากครับ เขาเรียกว่า ขนมสอดไส้ ขนมสอดไส้นี้อร่อยมากแต่ผมไม่แน่ใจว่าสภาเกษตรกรสอดไส้นี้ จะอร่อยหรือเปล่า เพราะอะไรครับท่านประธาน เพราะว่าเกษตรกรนี้มีความมุ่งหวังกันว่าอยากจะได้สภานี้ มานานแล้ว แล้วก็ผู้ที่มาเป็นประธานสภาเกษตรกรแห่งชาตินั้นว่ากันจริง ๆ ก็จะมีฐานะ คือเป็นประมุขของเกษตรกรโดยนิตินัยของทั้งประเทศ เราได้ผ่านกระบวนการการต่อสู้ เรื่องตัวแทนของประชาชนมาพอสมควร ได้ข้อสรุปแล้วว่า ถือว่าในทางการเมืองไทยนั้น ได้ลงตัวแล้วครับว่า คนที่เป็นประมุขแห่งสภานิติบัญญัตินั้นต้องมาจากสภาผู้แทนราษฎร เมื่อก่อนนี้เราต่อสู้กันมากนะครับ แล้วเราก็เริ่มมาเปลี่ยนกันชัดเจนตอนแก้รัฐธรรมนูญ เมื่อครั้งที่ท่านชาติชาย ชุณหะวัณ เป็ นนายกรัฐมนตรี แล้วตั้งแต่นั้นมาก็ถือเป็ น แบบปฏิบัติว่าคนที่เป็ นประธานรัฐสภานั้นต้องมาจากประชาชน ดังนั้นในกรณีนี้ ยังหาเหตุผลไม่ได้เลยว่าทําไมคนที่จะเป็นประธานหรือเป็นตัวแทนเกษตรกรแล้วทําไม ไม่มาจากเกษตรกรโดยตรงจากการเลือกตั้ง อันนี้ยังหาเหตุผลไม่ได้ ผมคิดว่าท่านอาจจะ มีเหตุผลที่ดีกว่านี้ซึ่งบังเอิญผมไม่ได้อยู่ในคณะกรรมาธิการของท่าน แต่ผมได้ฟัง การอภิปรายของเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่เริ่มต้นมาโดยเฉพาะในมาตรา ๕ เขาได้ต่อสู้เรื่องนี้มาก แล้วผมจะกราบเรียนว่าในที่สุดจะเกิดความขัดแย้งกันอีก ก่อนที่ท่านประธานจะขึ้นมานั้นผมได้ขออนุญาตท่านประธานชัย ชิดชอบ ขึ้นมานําเสนอว่า ด้วยท่าทีของท่านประธานนั้นควรจะต้องให้โอกาสแก่เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในการอภิปราย แล้วก็ได้กล่าวพาดพิงถึง ๓ รัฐมนตรี ยังไม่ได้อธิบายรายละเอียด เดี๋ยวท่านจะเข้าใจผิดเพราะ ๓ คนนี้เป็นคนที่รักชอบพอกับผม ผมไม่ได้ไม่ไว้วางใจท่าน โดยนิสัยตัว โดยนิสัยส่วนตัวเป็นคนดีทั้งนั้นนะครับ คนเป็นผู้แทนราษฎรนี่มาจาก ประชาชนเราต้องถือว่าดีหมดครับ แต่ว่าในรัฐมนตรี ๓ คนซึ่งผมไม่ค่อยจะไว้ใจ ก็คือทางความคิดเท่านั้น คนคนหนึ่งที่ผมรู้จักกันมาตั้งแต่เล็ก ๆ นะครับ ตั้งแต่เป็น นักศึกษา ผมก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไรว่าท่านเป็นวีรบุรุษโดยอุบัติเหตุในเมื่อ ๑๔ ตุลา วันนี้ ถ้าท่านจะยืนยันว่าจิตสํานึกของท่านยังยืนยันอยู่กับระบบของประชาชนนั้นท่านต้องบอก ให้เหตุผลสักหน่อย ผมไม่ได้ไปเบลม (Blame) ท่านว่าท่านต้องเปลี่ยนนะ ในมาตรา ๑๒ วรรคสาม ที่ใส่ (๒) เข้ามานั้น ผมได้ดูจากร่างเดิมแล้วมันสอดแทรกเข้ามานี่ครับ ผมก็ พยายามจะไปถามเพื่อนคนที่เป็นกรรมาธิการว่าใครเป็นคนเสนอเข้ามาล่ะร่างเดิมมันไม่มี เขาก็บอกว่าท่านประพัฒน์ จริงหรือเปล่าผมไม่รู้นะ ท่านต้องให้เหตุผลหน่อย ในฐานะ ที่ท่านผ่านเหตุการณ์ ๑๔ ตุลามา เราผ่านเหตุการณ์ ๑๔ ตุลามานี่ เพื่อนหลายคน หลัง ๑๔ ตุลา ก็ถูก ๖ ตุลาอีกรอบหนึ่งก็เข้าป่าไป ไปสู้กันเรื่องสิทธิประชาธิปไตยแต่ท่าน ไปหรือเปล่าผมไม่รู้นะ ท่านครับ ตรงนี้เองผมยังแปลกใจ แต่ผมคิดว่าท่านคงมีเหตุผลที่ดี ผมยังเชื่อนะครับ เชื่อในเกียรติยศของท่าน แต่ที่ผมต้องคอมเมนท์ (Comment) มาก เพราะผมไม่ค่อยเชื่อความคิดโดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการที่เป็ นประธาน คณะกรรมาธิการ คือใน ๓ คนนี้มี ๒ คนแปรพักตร์ อีกคนหนึ่งไม่ได้แปรนะ ดังนั้นวิธีคิด ทางการเมืองของท่านมันค่อนข้างจะพลิ้วไปพลิ้วมา ผมจึงไม่แน่ใจเหมือนกันว่าสิ่งที่ท่าน เสนอเข้าไปมันคือเหตุผลอะไรนะครับ แต่ที่ผมเองไม่ได้เป็นกรรมาธิการผมก็พยายามจะ นั่งฟังเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขาให้ข้อคิดเห็นกันในมาตรา ๕ ท่านก็ไม่ยอม แล้วในที่สุดฝ่ายค้านก็แพ้ไปในฐานะเป็นเสียงข้างน้อย เห็นด้วยกับเสียงข้างน้อยของ กรรมาธิการ แต่ท่านครับอันนี้เป็นประวัติศาสตร์ เมื่อตั้งสภาแล้วมันจะพิสูจน์กันว่า คําพูด ของเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่า (๒) ของมาตรา ๕ นี้คือกระบวนการสอดไส้เข้ามา ในสภา และถ้าในอนาคตเกิดปัญหาความขัดแย้ง แน่นอนที่สุดระหว่างเลือกตั้งกับ แต่งตั้งนี้โดยพื้นฐานมันขัดแย้งกันอยู่แล้วครับ ท่านประธานแปลกใจไหมครับเวลาประชุม รัฐสภาทีไรแค่พูดถึงแต่งตั้งนิดเดียวประท้วงกันเป็นแถวเลยครับ ยังไม่ได้ว่าอะไรเลยนะ เพราะมันเป็นแผลในใจของพวกสอดแทรก มันเป็นแผลในใจของพวกสอดไส้สภา ถ้าเป็นสอดไส้ขนมกินอร่อย แต่สอดไส้สภาผมว่าไม่อร่อย มันได้พิสูจน์แล้วในสภา มีเยอะแยะหลายครั้ง เวลาประชุมรัฐสภาทีไรมีปัญหาทุกที ถ้าพูดถึงเรื่องแต่งตั้งปั๊บ ท่านประธานขอประท้วง แต่งตั้งเข้ามาเหมือนกัน อ้าว ก็ยังไม่ได้ว่าอะไร มันก็จะเกิดภาวะ อย่างนี้ ก็จะเกิดสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติบอกท่านประธาน ประธานนี่ไม่ได้มาจาก การเลือกตั้งนะ สอดแทรกเข้ามา เดี๋ยวก็ทะเลาะกันอีก ก็ให้คนที่เขามาจากการเลือกตั้ง โดยตรงให้เขาเป็นประธานเสีย เป็นเกียรติ แล้วคณะทํางานผมก็คิดว่าเราสามารถเลือก เข้ามาได้ แต่ที่พูดทั้งหมดนี้ไม่ได้ดูถูกความคิดท่าน ถ้าท่านเป็นคนเสนอเข้ามาจริงใน (๒) ในมาตรา ๑๒ วรรคสามนี้ ท่านก็ให้เหตุผลว่า ทําไมจึงเปิดช่องทางให้มีการสอดไส้สภา โดยไปโยงเอา (๒) ของมาตรา ๕ มาใส่ในมาตรา ๑๒ วรรคสาม เพื่อจะให้คนเหล่านี้ ได้เป็นประธานเล่าครับ ท่านครับ ผมคิดว่าเพื่อนฝ่ายค้านหลายคนที่พูดถึงบริษัทเกษตร ขนาดใหญ่ อันนี้มีเหตุผลนะครับ ลักษณะบริษัทอันนี้แกชนะกับเขาทุกรอบ ทักษิณเป็น นายกรัฐมนตรีเอาหลานชาย หลายเขย ไปเป็นรัฐมนตรี พอปฏิวัติเสร็จ พอเกิดรัฐประหารขึ้น เอาลูกเขยมาเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ดังนั้นอันนี้ผมคิดว่าเราต้องดูโครงสร้าง ให้ชัด ผมไม่ได้รังเกียจเขา ใครรวยผมไม่ได้รังเกียจหรอก ทํามาค้าขายให้ประเทศชาติ เจริญเถอะดี แต่ว่าเราต้องให้เนื้อนาบุญแก่คนยากคนจน แก่เกษตรกรเขา เขาคงคุมสภา ทั้งหมดไม่ได้หรอกครับ แม้ว่าเราจะตัด (๒) ออกในมาตรา ๑๒ ผมก็เชื่อว่าเกษตรกรมานั่งแล้ว ก็ยังคุมอะไรไม่ได้หมดหรอก เพราะว่ามาตรา ๕ ท่านยังเอาคนนอกสอดแทรกเข้ามาตั้ง ๑๖ คน แต่ว่าเราให้เนื้อนาบุญแก่ระบบ เพราะเราเชื่อมั่นระบบ ผมจึงคิดว่าวันนี้ ท่านประธานถ้าท่านจะได้อนุเคราะห์เห็นแก่ความรู้สึกว่า เออ สุนัยนี่มันเป็นเพื่อนเก่า มันได้พูดเรื่องอย่างนี้ เตือนสติแล้ว ไม่ได้พูดอะไรรุนแรงเหมือนกับเพื่อนสมาชิกสภา คนก่อน แต่ขอร้องว่าถ้าอย่างนี้ก็ให้ประธาน ในเมื่อคุณยอมให้มาตรา ๕ มันมี (๒) แล้ว ๑๖ คนเข้ามาได้แล้ว อย่าให้มันขึ้นมาเป็นประธานเลย ให้เกษตรกรเขาเป็นประธานเถอะ เขามาจาก ๗๖ จังหวัดให้เขาเถอะ มันเป็นเกียรติประวัติของเขา แล้วเขาจะได้ไม่มี ข้อครหานินทาอื่นได้ จึงกราบเรียนมาเพื่อจะขอความรู้จากท่าน กราบขอบพระคุณครับ
สลับบ้าง ท่านศุภชัย
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธาน ที่เคารพ ในการพิจารณามาตรา ๑๒ ซึ่งที่ประชุมแห่งนี้กําลังพิจารณากันอยู่ ซึ่งเป็นวาระ สําคัญว่าด้วยเรื่องสภาเกษตรกรแห่งชาติ เป็นความหวังของพี่น้องคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งวันนี้เป็นวันประวัติศาสตร์จริง ๆ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติหลายท่าน ได้ให้ความคิดความเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่มาของประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ความกังวลใจของสมาชิกบางท่านกังวลใจที่มาของ (๒) ผมจึงขออนุญาตนําเรียน ท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการ ความเห็นของกระผมผมพิจารณาว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติเป็นสภาองค์กรวิชาชีพคล้าย ๆ อย่างนั้น ในการพิจารณาของ คณะกรรมาธิการก็มีความเห็นที่ยึดโยงกับสภาองค์กรวิชาชีพอื่น ๆ ซึ่งมีหลายองค์กร ในประเทศไทย ความละม้ายคล้ายคลึงเหล่านั้นแน่นอนที่สุดการเป็นตัวแทนจาก กลุ่มวิชาชีพมีความหมายและมีความสําคัญ ในขณะที่การเป็นตัวแทนกลุ่มวิชาชีพเราได้ (๑) มาจากการเลือกตั้งโดยตรงครับ ท่านประธาน ในขณะที่เราได้จาก (๑) ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของพี่น้องเกษตรกรในแต่ละ หมู่บ้านแล้ว (๑) ๗๖ คนมาทําหน้าที่เลือกนะครับ ขออนุญาตนําเรียนต่อท่านประธาน ต่อที่ประชุมแห่งนี้ว่า ๗๖ คนจากการเลือกตั้งโดยตรงมาเลือก ๑๖ คน ท่านประธาน ที่เคารพครับ นั่นแปลว่า ๗๖ คน มีฉันทามติแล้ว พิจารณาดีแล้ว กลั่นกรองดีแล้ว จึงได้เลือก ๑๖ คนนี้ เลือก ๑๖ คนนี้จากกลุ่มวิชาชีพต่าง ๆ ซึ่งเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ เฉพาะด้าน ท่านประธานคงไม่ลืมนะครับว่าเกษตรกรมีหลายสาขาวิชาชีพ มิได้จํากัด เฉพาะวิชาชีพใดวิชาชีพหนึ่งหรือด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น แต่ ๗๖ คนเลือก ๑๖ คนจาก หลากหลายสาขาเพื่อให้ครบถ้วนในวงจรเกษตรกร และจะเป็นที่ปรึกษาเป็นผู้ที่ให้ คําชี้แนะครั้งสําคัญ ๗๖ คน บวก ๑๖ คน เป็นสภาแล้วครับ ในขณะที่เป็นสภาแสดงว่า ๑๖ คนนั้นผ่านการกลั่นกรองมาดีแล้ว แล้วคนที่เลือกคือคนที่เลือกจากสภาเกษตรกร เลือกจากตัวแทนเกษตรกรทั้ง ๗๖ จังหวัด เพราะฉะนั้นใน (๑) และ (๒) ถ้าหากว่า ที่ประชุมจะพิจารณาท่านใดท่านหนึ่งเป็นประธานตามความในมาตรา ๑๒ ก็ไม่น่าจะ มีอะไรผิดแผกจากนั้น เพราะถือว่าเป็ นการกลั่นกรองในชั้นที่ ๒ เสียด้วยซํ้า ผมจึงมีความเห็นว่าความในมาตรา ๑๒ ครบถ้วนสมบูรณ์ดีแล้วท่านประธาน ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านสุชาติครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุชาติ ลายนํ้าเงิน พรรคเพื่อไทย จังหวัดลพบุรี เขต ๑ ขอฝากอุทาหรณ์ไว้ ในสภาเกษตรกรแห่งชาตินี้ เพราะผมต้องบอกก่อนว่าผมเป็นใคร หลายคนเป็นคน ร่างกฎหมาย วันนี้กฎหมายต้องเอากลับไปให้กับชาวไร่ชาวนาใช้ ผมลูกชาวบ้านครับ พ่อแม่พาทํานามาตั้งแต่เด็ก แต่ตอนนี้มาอ่านแล้ววันนี้ยืนอยู่ฝ่ายค้านแล้วตกใจ ทําไมผม พูดอย่างนี้ท่านประธานครับ ผมนั่งฟังเพื่อนลุกขึ้นค้านหลายคนว่ามันไม่ถูกต้อง มันไม่ชอบธรรม คนร่างไม่มีอํานาจ คนใช้ก็ไม่มีอํานาจอีกเหมือนกัน ผมยกตัวอย่าง ท่านประธานนิดเดียว ท่านประธานไปดูมหาวิทยาลัยรามคําแหงเมื่อวานนี้นะครับ ให้ดุษฎีบัณฑิตยายไฮ ถามว่ายายไฮจบ ป. ๔ ได้ปริญญาโท ท่านประธานครับ นี่สภาเกษตรกรแห่งชาติกําลังจะดูถูกคนยากคนจนที่เลือกเข้ามา ๑ คน ๗๖ คน นี่เป็น การวางแผนสอดไส้เหมือนท่านสุนัยพูดเมื่อกี้นี้ ผมค่อนข้างไม่เห็นด้วย แล้วให้ข้อสังเกต ของกรรมาธิการที่นั่งจากข้างบนนะครับว่า ถ้าท่านให้เขาเลือกมาแล้วลูกชาวบ้านตาสี ตาสาไม่มีความรู้ ยกตัวอย่างยายไฮ ป. ๔ ได้ปริญญาโท ยายไฮอาจจะนําได้ มันก็ เช่นเดียวกับสภาเกษตรกรแห่งชาติ ท่านประธานครับ เพราะวันนี้ฝ่ายค้านพูดแล้วว่า การแต่งตั้งเป็นการสอดไส้ อาศัยเอาอํานาจหลักอะไรไปแต่งตั้ง ถ้าในเมื่อคุณเลือกมา ๗๖ คนแล้วทําไมเอาคน ๗๖ คนนี้มาบริหารสภาเกษตรกรแห่งชาติ แต่คุณมาสอดไส้ ตรงนี้ใน (๒) นี่นะครับ ที่เป็นข้อสังเกตจากผมไป ถ้า ๑๖ คนกับ ๗ คนมาอยู่ (๒) ๗๖ คน ไม่มีความหมาย ยกตัวอย่างเหมือนท่านสุนัยพูดเมื่อกี้นี้ ไม้หนึ่งขึ้น ไม้สองขึ้น ในสภาเป็นแถว เพราะเป็นการแต่งตั้งมา คนที่แต่งตั้งมานี่มันก็ต้องตั้งใจมาแล้วแหละ ถ้าไม่ตั้งใจ จะมาแต่งตั้งกันได้อย่างไร ท่านประธานคิดหลักคําว่า แต่งตั้ง กับ ตั้งใจ มันคล้าย ๆ กันนะ ทําไมคุณไม่ให้สิทธิพี่น้องประชาชนที่เขาเลือกกันมา ๗๖ จังหวัดให้เขาบริหารกัน เขาอาจจะยอมรับยายไฮก็ได้ ความรู้ ป. ๔ เขาถึงให้ประโยชน์ว่าคุณมีความสามารถ ยกตัวอย่างเหมือนพระอีกท่านประธานครับผมวนไปไกลเลย พระเกจิพระดัง ๆ เลยครับ เขาให้เกียรติซึ่งกันและกัน สมมุติว่าอยู่จังหวัดนี้ อย่างจังหวัดเชียงใหม่ดังอย่างนี้ นั่งม้าบิณฑบาตคนกําลังฮิตเขาก็ให้ความศรัทธา เขาอาจจะตั้งเป็นประธานก็ได้ ทําไม ท่านประธานต้องให้เขามาร่างมาตรา ๕ (๒) เอาคนสรรหาเข้ามาได้ด้วย ทั้ง ๖ คน กับ ๗ คน บวกกันเป็น ๑๓ คน ๗๖ คน บวกเป็น ๙๙ คน ผมจึงให้ข้อสังเกตตรงนี้ครับว่าพี่น้อง ประชาชนคนไทยฟังอยู่ ผมยกตัวอย่างจังหวัดลพบุรีของผมนี่ครับ ตอนเลือกประชาชน ก็ออกมาเลือกตัวแทนจังหวัดตัวเอง ก็อยากจะให้จังหวัดตัวเองมานําเพื่อจะได้ให้แก้ไข ปัญหาเรื่องเกษตรกร ผมยกตัวอย่างลพบุรีเรื่องข้าวมีปัญหามาก วันนี้สภาก็เหมือนกับ เอาคนที่มีอํานาจไปนั่ง ถามว่าคนที่มีอํานาจไปนั่งเขาจะรักษาผลประโยชน์ของเขาไหม เขาก็ต้องรักษาผลประโยชน์ ผมวนกลับมาถึงมาตรานี้เผื่อเชื่อมโยงไปถึงการเมือง ท่านประธานเคยเห็นสมัยก่อนไหม ก่อนผมมาเป็นผู้แทนราษฎรนี่นะครับ นายห้าง นักธุรกิจ พ่อค้า ประชาชน ที่รํ่ารวยใหญ่ ๆ จะส่งญาติหรือลูกหลานมาเล่นการเมือง เพราะส่งทุนผ่านการเมืองครับท่านประธานครับ เดี๋ยวนี้มันไม่ใช่แล้วครับ มันไม่ได้ส่งทุน ผ่านการเมือง มันส่งทุนผ่านเหมือนที่เสื้อแดงเขาบอก สภาก็ไม่ค่อยมีความหมาย การเมือง ก็ไม่ค่อยมีความหมาย มีความหมายอยู่ ๒ ที่ ไม่ต้องมาบอกว่าที่ไหนผมบอกเลยครับ มันก็เช่นกับคุณที่จะออกกฎหมายไปให้อํานาจเขาไว้นี่นะครับ พอนายทุนมีอํานาจ พ่อค้ามีอํานาจ ผมถามประชาชนจะไปเอาอํานาจคืนได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้ ผมเลยเชื่อมโยงให้เห็นว่า สมัยก่อนเป็นเด็กก็อยากเล่นการเมืองเพื่อจะมาออกกฎหมาย มาอยู่ในสภาเห็นการเมืองดูแลธุรกิจของตัวเอง แต่เดี๋ยวนี้มันไม่ใช่ มันก็ไปตรงกับ ที่ทักษิณเป็นคนบอกว่า ใครจะมาเล่นการเมืองต้องขายธุรกิจก่อนแล้วค่อยมาเล่น นี่ก็คือ การเขียนกฎหมายฉบับนี้เหมือนกัน ถ้ายังมีนายทุนมาจากการสรรหานี่ครับ ผมขอใช้คําว่า นายทุน เลยก็แล้วกัน อีก ๑๖ คน บวก ๗ คน แล้วคนที่ ๗๖ จะไปมีความหมายหรือ คนที่ ๗๖ เขาก็ยกตัวอย่างเหมือนผู้แทนราษฎรเขตหนึ่ง ผมยกตัวอย่างผมนะครับ อยู่จังหวัดลพบุรีผมได้ ๘๙,๐๐๐ กว่าคะแนน ประชาชนเลือกผมมาแล้ว ผมมาอยู่ในสภา ท่านประธาน ผมอาจจะไปนั่งเป็นประธานบ้างก็ได้ รองประธานบ้างก็ได้ ถ้าผู้แทนราษฎรเลือก มันก็เช่นเดียวกัน ท่านประธานครับ นี่คือเหตุอย่างไรครับ นี่คือเหตุที่ฝ่ายค้านขัดแย้ง โต้แย้งถกเถียงเพื่อให้กฎหมายฉบับนี้ไปถึงพี่น้องประชาชน ไปถึงเกษตรกรที่สามารถ จะเอามาพัฒนาของตัวเองได้ ผมก็ยกตัวอย่างแต่ละจังหวัดอีกเช่นกันว่าถ้าเกิดคนนั้น ได้เลือกจากจังหวัดขอนแก่น เขาบอกจังหวัดขอนแก่นข้าวหอมมะลิดี เขามาเป็ น ประธานสภาจะพัฒนาข้าวหอมมะลินี่จะทําอย่างไร เขาก็ต้องมีนักวิชาการ มีที่ปรึกษา มาปรึกษาเขาได้ ไม่ต้องไปเอาจาก ๑๖ คนที่เลือกมานี่หรอกครับ ที่สรรหามานี่หรอก มันไม่ใช่คนสรรหาจะเก่งเสมอไปนะครับ ถ้าท่านคิดว่าคนสรรหาเก่งเสมอไป มหาวิทยาลัยรามคําแหงเขาคงไม่ให้ดุษฎีบัณฑิตปริญญาโทยายไฮ นี่ครับผมขอข้อสังเกต เมื่อกี้ท่านสุนัย ท่านชัยวัฒน์ หลายท่านได้พูดไปล่วงหน้าผมแล้ว ก็เลยให้ข้อสังเกต ท่านกรรมาธิการที่ว่า ๑. พี่น้องประชาชนท่านให้เขาเลือกมาแล้ว ให้เขามีอํานาจมาอยู่ในสภา ไม่ใช่คุณไปดึงมาตรานี้มาสอดแทรกไว้ใน (๒) นี่นะครับ ผมถามว่าคน ๗๖ คนมาสู้กับ ๑๖ คน ให้ตายอย่างไรก็สู้วิธีการจัดการของคน ๑๖ คนไม่ได้ เพราะคน ๑๖ คนมันมีนายทุนครับ ท่านประธานครับ คน ๗๖ คนมันไม่มีนายทุน มันมาจากมือประชาชน แต่คน ๑๖ คน มันมาจากนายทุน ถามว่านายทุนมันก็เหมือนกับเลือกกํานัน ผู้ใหญ่บ้านอีกเหมือนกัน ผู้ใหญ่บ้านคนไหนชนะ ซื้อมากชนะมากมันก็จะเช่นเดียวกันครับ ๑๖ คนถ้ามีสตางค์ ไปซื้อเป็นประธานแน่นอน ท่านประธานครับฝากข้อสังเกต ขอบคุณมากครับ
เชิญท่านสมคิดครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม สมคิด บาลไธสง พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดหนองคาย ผมขอแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับมาตรา ๑๒ นี้ครับ โดยเฉพาะวรรคสามเกี่ยวกับที่มาของผู้เป็นประธาน ซึ่งผมเอง ไม่เห็นด้วยนะครับ ก็เหมือนกับหลาย ๆ ท่านที่ได้อภิปรายไปแล้ว ผมอยากให้ทุกคน หลับตามองว่า ถ้าเราเป็นผู้แทนราษฎร สภาผู้แทนราษฎรเลือกมาแล้ว แล้วไปเลือก ตัวแทนอาชีพเหมือนกับสภาเกษตรกรมันจะมั่วไหม อาชีพในประเทศไทยมันมีกี่อาชีพ สมมุติสภาผู้แทนราษฎรไปเลือกเอาตัวแทนสาขาอาชีพมาเป็นผู้แทนอีก อยากให้มอง ตรงนี้ สภาเกษตรกรก็เหมือนกัน เมื่อไปเลือกตัวแทนสาขาอาชีพมา ผมก็อยาก เปรียบเทียบกับสภาผู้แทนราษฎร ถ้าไปออกไปทําแบบนี้มันจะเป็นอย่างไร มันก็วุ่นวาย กันไปหมด คนที่อยู่เบื้องหลังก็คือมาตรา ๕ (๒) อย่างที่ว่า เมื่อไม่ให้ (๓) เป็นก็ (๒) (๒) เพราะว่า (๑) ต้องถูก (๒) กําหนดไว้เลย ฟันธงไว้เลยมึงไปเริ่มมาจากหมู่บ้าน เอาเงินกูไป หาเสียง มันจะเป็นอย่างนี้ครับ เพราะฉะนั้นงานนี้ (๒) นั่นละคือคนที่จะมากุมอํานาจ ตามที่หลายคนอภิปรายไป เมื่อเรามาทําแบบนี้ เกษตรกรก็ไม่มีความหมายอะไร ถ้าอยาก ให้เป็นเกษตรกรจริง ๆ คุณว่า ๙๙ คนมันน้อย คุณทําไมไม่เอาจังหวัดละ ๓ คนล่ะ ๑ ๒ ๓ เลยตัวแทนเกษตรกร ไม่ต้องมี (๒) (๓) ใช่ไหมครับ ถ้าอยากให้เกษตรกรเป็นจริง ๆ ถ้าคุณอยากเป็นคนอยู่ (๒) (๓) คุณไปเริ่มต้นมาจาก (๑) สิ ไปเลือกจากหมู่บ้านสิ คุณเป็นเกษตรกรจริงไหมล่ะ ไปเริ่มจากหมู่บ้าน นายทุนขุนศึกไหนก็ตามอยากจะเป็น ไปเริ่มจากหมู่บ้านเลยว่าคุณเป็ นเกษตรกรแล้วชาวบ้านเขาจะเลือกคุณไหม ถ้าคุณผ่านหมู่บ้านมาคุณก็มาถึงมาเลือกตําบล อําเภอ แล้วก็เอาจังหวัดละกี่คนล่ะ ๙๙ คนมันน้อย เอา ๓ คนเลย คูณเข้าไป ๗๖ คน คูณ ๓ คน ให้เหมือนสภาผู้แทนราษฎร ประเทศไทยประกอบด้วยเกษตรกรอยู่แล้วมันจะ ๓๐๐ คน ๔๐๐ คนมันเป็นอะไร สภาเกษตรกร ไม่ต้องจําเป็นแค่จังหวัดละ ๑ คน ผมก็ขอแสดงความคิดเห็นเท่านี้ละครับ ขอบคุณมากครับ
เดี๋ยวเชิญคุณหมอประสิทธิ์ครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดชัยภูมิ ท่านประธานครับ ตามที่คณะกรรมาธิการได้เพิ่มเติม โดยเฉพาะได้เพิ่มเติม มาตรา ๕ (๒) เข้ามาในมาตรา ๑๒ ผมอยากเรียนครับว่าผมรู้สึกเศร้าใจ เศร้าใจมากครับ เพราะว่าต้องยอมรับในอดีตท่านประธานคณะกรรมาธิการ ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านศุภชัย โพธิ์สุ เป็นเกษตรกรตัวจริง เป็นเกษตรกรตัวจริงมีไร่มีอะไรทําอยู่ที่จังหวัดนครพนม แต่พอมาเป็นอย่างนี้ท่านไปเปิดโอกาส (๒) นี่ผมว่ามันน่าเศร้าใจ เศร้าใจแทนเกษตรกร กฎหมายฉบับนี้พวกเราอยากให้เกษตรกรมีส่วนร่วม มีกฎหมายที่จะควบคุมดูแลตัวเองได้ มีกฎหมายที่จะมาต่อสู้กับพ่อค้า แต่ปรากฏว่าท่านเอา (๒) เข้ามา ท่านเปิดโอกาสเลยครับ ต้องยอมรับในระบอบประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ท่านประธานก็เห็น เป็นอย่างไร วุฒิสภามาจากการแต่งตั้ง ๗๔ คน เลือกตั้ง ๗๖ คน แล้วเป็นอย่างไรครับ ใครเป็นประธาน ท่านประธานว่าใครเป็นประธาน แล้วใครเป็นประธานคณะกรรมาธิการ ที่มีความสําคัญ มาจากการแต่งตั้งทั้งนั้นครับ ทั้งนั้นเลยครับ ประธานคณะกรรมาธิการ ใหญ่ ๆ โต ๆ มาจากการแต่งตั้งเพราะเขาลอบบี้ (Lobby) เป็น เขาลอบบี้เก่ง ไม่เหมือน ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่รู้มาจากไหน แต่ละคนก็ไม่ค่อยรู้จักกัน แต่วุฒิสมาชิก ที่มาจากการแต่งตั้งส่วนใหญ่เขาจะรู้จักกัน นี่เหมือนกัน ๗๖ คนดูเยอะที่เลือกจาก จังหวัดต่าง ๆ แต่ผมว่าอย่างไรก็สู้ ๑๖ คนไม่ได้ท่านประธาน ผมมีความกังวลใจ เรื่องแบบนี้มันไม่น่าจะต้องเติมลงไป (๒) มันเป็นอย่างไรครับ เกษตรกรจาก ๗๖ จังหวัด ไม่มีความสามารถเลยหรืออย่างไร ผมมีความเชื่อว่าเขามีความสามารถ ทําไมเราจะต้อง ไปควบคุมเขาอีก วันนี้ต้องยอมรับว่าถึงแม้ไม่มีกฎหมายฉบับนี้เกษตรกรก็เริ่มรวมตัวกัน เกษตรกรก็รวมตัวกันได้ แต่ถ้าออกกฎหมายฉบับนี้ผมว่ามันไปสกัดกั้นการรวมตัวของ เกษตรกร ท่านอย่าอ้างโดยความชอบธรรม ตอนนี้ ๑๖ คน ผมทํานายเลยท่านประธาน มาจากไหนบ้าง ด้านพืช ซีพีก็ส่งตัวแทนเข้าไป ด้านสัตว์ซีพีก็ส่งตัวแทนเข้าไป ข้าวโพด ก็กลุ่มพ่อค้าส่งข้าวโพดออกนอกส่งตัวแทนเข้าไป อ้อยก็โรงนํ้าตาลส่งตัวแทนเข้าไป ผมบอกได้เลยครับ ลําไย บริษัทส่งออกเป็นตัวแทนหมดเลยครับ จะร้องเรียนอะไร ทีหนึ่งจะอาศัยสภาเกษตรกรแห่งชาติจะได้หรือไม่ แล้วเราจะตั้งไปทําไมสภาเกษตรกร แห่งชาตินี่ตั้งไปเพื่ออะไร เราไม่ใช่ตั้งเพื่อเกษตรกรหรือท่านประธาน นี่เราตั้งเพื่ออะไรครับ ผมฟังแล้วผมไม่ไหว ตอนนี้ต้องยอมรับเมืองไทยส่วนใหญ่มาจากการคัดสรร แต่งตั้ง มันก็ผิดรูปผิดแนวไปหมด คติคนไทย คนล้มอย่าข้าม นี่ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่ข้ามเฉย ๆ กระทืบเลย แบบท่านสมชาย ท่านนายกรัฐมนตรีท่านถูกตัดสิทธิทุกอย่าง พวกแต่งตั้ง ทั้งนั้นส่งเข้ามา แต่ต้องขอบคุณวุฒิสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งเขาไม่เห็นด้วย นี่เห็นไหมครับ คติประจําใจคนไทยต้องรู้จักคําว่า ให้อภัย แต่ท่านประธานดูสิครับ พวกแต่งตั้ง พวกจัดสรร สรรหาเข้ามาท่านประธาน มันเอาถึงตายครับ กระทืบแล้วกระทืบอีก แล้วเอาเรื่องที่ผิด ๆ มาบอก เรื่องต่าง ๆ ผมดูแล้วผมถึงอยากเรียนว่า คนไทยมันต้องรู้จัก คําว่า ให้อภัยกัน ครับ อภัยกัน ไม่มีใครไม่เคยทําผิด แต่พวกที่มาจากการแต่งตั้งคัดสรร นี่มันไม่เคยรู้จักคําว่า อภัย โดยเฉพาะพวกเผด็จการ ไม่เคยครับ จะต้องเอาให้ตาย แล้วมันจะอยู่อย่างไรครับประเทศไทย นี่ถึงอยากฝากท่านประธานผ่านไปถึง ประธานคณะกรรมาธิการ เมื่อก่อนท่านเป็น ครูแก้วชื่อท่าน ตอนนี้ครูแก้วไปอยู่ไหนไม่รู้ ทําไมครูแก้วทําแบบนี้ ผมฟ้ องเกษตรกรที่อยู่จังหวัดนครพนม ทําไมท่านทําแบบนี้ จะเอาเผด็จการมาครอบงําสภาเกษตรกรหรืออย่างไร ใครจะเสนอก็ช่างครับ ถ้าผมเป็ น ประธานนี่ผมไม่ให้เอาเข้ามาหรอกผมจะบอก (๒) นี่ควรจะเอาออกได้แล้ว ทําได้อย่างไร ยิ่งท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คนก่อนที่ท่านสุนัยเอ่ยชื่อ ผมก็ไม่ทราบว่าท่านเอาเข้าจริงหรือเปล่าอยากให้ท่านตอบหน่อย ผมเห็นท่านถือกระบอง ต่อสู้กับเผด็จการนี่ยกนิ้วโป้ งเลย แต่ตอนนี้กระบองท่านไปไหนครับ วันนี้ต้องต่อสู้กับ เผด็จการครับ ประเทศไทยตอนนี้เข้าสู่ระบอบเผด็จการเต็มรูปแบบ
ครับ กรุณาสรุปครับ
แต่กฎหมายฉบับนี้ผมไม่อยากให้เป็น เผด็จการ ฝากท่านประธานเพื่อผ่านไปถึงประธานคณะกรรมาธิการ เอาออกเสียเถอะครับ ขอบคุณครับ
ครับ เชิญท่านสมเกียรติครับ แล้วเดี๋ยวต่อด้วยท่านประยุทธ์นะครับ แล้วกรรมาธิการเสียงข้างมาก จะได้ชี้แจง
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ หากเป็นไปได้ ผมขอให้คณะกรรมาธิการยกเลิก (๒) เสียนะครับ ผมคิดว่าตั้งแต่ผมไปอยู่กับสมัชชา คนจนและสมัชชาเกษตรกรรายย่อย เราสู้เรื่องนี้กันมานาน จําได้ว่าเมื่อปี ๒๕๓๕ เกษตรกรอีสานประท้ วงจนที่ประชุมพังออกมาในมหาวิทยาลัยขอนแก่น เรื่องพรรคการเมืองพรรคหนึ่งพยายามจะจ้าง ธ.ก.ส. ยกร่างพระราชบัญญัติ สภาเกษตรกรแห่งชาติ แล้วให้นายทุนการเกษตรมาครอบงํา ผมเก็บไว้ในความทรงจํา โดยตลอด เมื่อมาเป็ นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเห็นว่ามาตรานี้ทําร้ายเกษตรกร ผมไม่เคยเชื่อเลยว่าแนวคิดอย่างนี้จะฝังรากลึกของคนที่จะต้องการตั้งสภาเกษตรกร เพราะว่าสภาเกษตรกรถ้าเราได้ตัวแทนที่เป็ นสัญลักษณ์ของสภาที่เป็ นร่างทรง ของนายทุนนี่พวกท่านจะรู้สึกอย่างไรเวลาประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติไปไหน ร่วมงานขนาดไหน แนะนําตัวนี่แล้วเป็ นคราบของนายทุนผูกขาดการเกษตร แล้วสภาเกษตรที่มาจากเกษตรกรนั่งจ๋องเลย ท่านจะรู้สึกอย่างไรว่าสภานี้ออกกฎหมายนี้ ได้อย่างไร แล้วคนที่เข้ามานี่ท่านต้องยอมรับว่าชีวิตเกษตรกรนี่มันถูกครอบงําตั้งแต่ นโยบายแห่งรัฐแล้ว ๑. ครอบงําจากนโยบายแห่งรัฐ ๒. ครอบงําจากวิถีการผลิต ทั้งพันธุ์พืช ทั้งปุ๋ ย ๓. ถูกครอบงําโดยการตลาด ถูกครอบงํามา แล้ว ๔. ยังจะครอบงํา ในสภาเกษตรกรแห่งชาติอีก ผมเห็นว่าท่านควรตรึกตรองกัน ผมว่าเกษตรกรนี่ไม่ควรจะ ให้อภัยพวกท่าน เพราะว่าการออกกฎหมายที่ให้เกษตรกรตกเป็นเบี้ยล่างของนายทุน เกษตรกรที่จะเข้ามาในคราบของ (๒) ๑๖ คนนี่ เกษตรกรทั่วประเทศมิอาจจะยอมได้ โดยเฉพาะกลุ่มสมัชชาทั้งหลายนี่โปรดฟังผมพูดว่าคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากชุดนี้ ได้ออกกฎหมายที่จะเปิ ดช่องให้นายทุนภาคการเกษตรเข้ามาตามที่เราเคยคุยกัน เมื่อ ๑๗ ปี ที่แล้ว ผมไม่อยากอภิปรายยาวนะครับเดี๋ยวจะขัดข้องหมองใจต่อกัน ถ้าจะกรุณาได้ไม่ต้องโต้เถียงกันนานว่ากรุณายกเลิกแอกที่จะมาครอบงําเป็นแอกที่ ๔ ใน (๒) นี้ออกเสีย กราบขอบพระคุณครับ
เชิญท่านประยุทธ์ครับ เดี๋ยวคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม กระผมกราบเรียน ท่านประธานว่า กฎหมายฉบับนี้เกิดจากปัญหาที่เกิดขึ้นดังที่ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ หลายท่านได้พูดถึง มันเป็นความเจ็บปวดรวดร้าวของชาวไร่ชาวนาจากเกษตรกรที่ต่อสู้กับ ปัญหาร้อยแปดพันประการ ไม่ว่าท่านจะสะท้อนปัญหาด้านการที่ชุมนุมประท้วง หรือมีหนังสือเรียกร้องในประเด็นต่าง ๆ ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้แก้ไข กระผมเองก็เป็น คนหนึ่งที่มีประสบการณ์อยู่ที่ตรงนั้นในการแก้ไขปัญหา ก็ยอมรับว่าปัญหานั้นหนักหนา สาหัสสากรรจ์เป็นอย่างมาก ท่านประธานครับ เราได้อภิปรายในเรื่องของมาตรา ๕ มาแล้วค่อนข้างจะมาก ต่างมีความเห็นด้วยและไม่มีความเห็นด้วยในหลายประการ เมื่อมาถึงมาตรา ๑๒ ท่านเขียนเพิ่มเติมไว้อย่างนี้ความเจ็บปวดมันยิ่งทวีความรุนแรง เห็นภาพชัดเจนบางประการที่มีการแทรกแซงเข้ามาในประเด็นนี้ค่อนข้างจะมาก ถ้าหาก เราละเลยเสียเราไม่อ่านมาตราอื่นมันก็คงจะไม่เห็นภาพที่ชัดเจน ท่านประธานครับ เมื่อเราอ่านมาตรา ๕ ในเรื่องของอํานาจหน้าที่ของประธานแล้ว ท่านประธานครับ ยังไม่พอยังจะต้องเกาะเกี่ยวกับมาตรา ๒๒ ในเรื่องของประธานสภาเกษตรกรจังหวัดอีก ถ้าท่านจะดื้อดึงอย่างนี้ก็คงจะลําบาก เมื่อกฎหมายฉบับนี้ผ่านออกไปแล้วเราตอบโจทย์ตอบ สังคมไม่ได้เพราะมันจะเกี่ยวโยงมาตรา ๑๕ มาตรา ๒๒ ออกอย่างชัดเจน เพราะมาตรา ๒๒ ในขั้นตอนที่จะต้องเลือกประธานสภาเกษตรกรจังหวัดนั้นมันจะต้อง อาศัยมาตรา ๑๒ มาใช้บังคับโดยอนุโลม เพราะฉะนั้นผมอยากกราบเรียนท่านประธาน ซึ่งก็รักใคร่นับถือกันไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการทุกท่านว่า ถ้าหากเราจะพูดกันแบบประนีประนอม แบบที่เรียกว่าเพื่อประสิทธิภาพของงานและ เพื่อเนื้อของงานที่จะบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไปนั้น ท่านตัดคําว่า และ (๒) ออกไปเถอะครับ แล้วจะบรรลุถึงเป้ำหมายที่ทุกท่านต้องการนะครับ
เชิญกรรมาธิการเสียงข้างมากครับ ท่านกรรมาธิการจะชี้แจงตอนนี้หรือยัง ถ้าอย่างนั้น เชิญท่านปวีณก่อนครับ กรรมาธิการไปปรึกษากันก่อนแล้วกันครับ เชิญท่านปวีณ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ปวีณ แซ่จึง พรรคเพื่อไทย จังหวัดศรีสะเกษ เขตเลือกตั้งที่ ๑ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ การเกษตรและสหกรณ์ เราได้พิจารณาเรื่องนี้ตั้งแต่อยู่ในขั้นกรรมาธิการการเกษตรและ สหกรณ์ โดยคณะกรรมาธิการส่วนมากเห็นว่าการเลือกตั้งตอนแรกการที่จะให้เสนอชื่อ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดเป็ นสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ ตอนแรก ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้ยกร่างไม่ได้ให้จังหวัดมีอํานาจเลย ไม่ได้ให้ ประธานสภาจังหวัดมีสิทธิที่จะเป็นสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติเลย ตอนนี้เมื่อปล่อย มาแล้วยังจะมากําหนดให้มี (๒) ของมาตรา ๕ โดยให้มีการเลือกผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นมาอีก ถ้าเลือกกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านี้ขึ้นมาเป็นที่ปรึกษาก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าให้มาเป็นกรรมการ ด้วยกันแล้วยังมีสิทธิที่จะมาเลือกเป็นประธานไม่ถูก เกษตรกรเขามีตัวแทนของเขาอย่าไป ดูถูกว่าเขาไม่มีความรู้ คน ๗๖ คนจาก ๗๖ จังหวัดจะต้องมีความรู้เป็นที่ยอมรับของ เกษตรกรในแต่ละจังหวัด ให้เขาเลือกตัวเองสิครับ ประธานสภาทนายความ แห่งประเทศไทยได้ให้คนอื่นเป็นไหม เป็นประธานสภาทนายความแห่งประเทศไทยได้ให้ บุคคลกลุ่มอาชีพอื่นเป็นไหมเป็นประธาน แพทยสภายอมไหม แล้วทําไมเกษตรกร เขาจะต้องมากําหนด เขียนกฎหมายบังคับเขาต้องเลือกอย่างนี้เขาก็ต้องเป็นไปตาม อย่างนี้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าทุกคนต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่ง ถ้าเราให้เกียรติเขาเขาก็ต้องให้เกียรติเรา ถ้าอย่างนี้ประธานสภาผู้แทนราษฎรไม่ต้อง เลือกจากพวกเราหรอก ให้เราเลือกจากผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นมา ถ้ามีอํานาจทางเศรษฐกิจ ก็สามารถเป็นไปได้ คณะกรรมาธิการที่พิจารณาในเรื่องนี้ผมว่าน่าจะทราบดีอยู่แล้วว่า ถ้าท่านปล่อยมาตรา ๑๕ (๒) ท่านปล่อยบอกว่า การเลือกประธานนั้นให้มาจากมาตรา ๕ (๑) และ (๒) นั้น ถ้าปล่อย (๒) เข้าไปพนันได้เลยว่า (๒) เป็นประธานแน่นอน ตอนนี้ ปัญหาของเกษตรกรไม่ใช่เฉพาะเรื่องนี้ คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์มีปัญหา เรื่องไข่ไก่และไก่ไข่ พูดสับไปสับมา กระทรวงพาณิชย์ไปตั้งคณะกรรมการ ผมขออนุญาตท่านเปรียบเทียบนิดหนึ่ง ไปตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาไก่ไข่ ก็มีตัวแทน ของบริษัทยักษ์ใหญ่นี่เข้าไปเป็นกรรมการชุดนี้ สร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ ทั่วประเทศ นี่ มี ๘ คนแค่นั้นเอง ๘ กลุ่มเลี้ยงไก่ครบวงจร แล้วการจะกระจายพันธุ์ไก่ไข่ ให้เกษตรกรมีปัญหามากมาย นี่คือระบบผูกขาด เดี๋ยวนี้ครบวงจรแล้ว ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมเห็นว่ามาตรา ๕ (๒) ที่ท่านบรรจุเข้าไปในมาตรา ๑๕ ข้อ ๒ ให้ตัดออกครับ ให้เกษตรกรเขาได้เป็นผู้ที่จะแก้ไขปัญหาของเขาเองครับ
ฟังกรรมาธิการเสียงข้างมาก เชิญครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผม ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ในฐานะกรรมาธิการครับ ขออนุญาต ก่อนที่จะชี้แจงลงในรายละเอียด พอดีถูกพาดพิงนิดหน่อย เรื่อง ๑๔ ตุลา ๖ ตุลานะครับ ขออนุญาตชี้แจงทางเพื่อนสมาชิก ที่ได้กรุณาพาดพิงถึงนิดหน่อยครับ มีครับ ๆ ขออนุญาตเอ่ยนาม มีเพื่อนพาดพิงครับ ซึ่งอาจจะเกิดความเข้าใจผิดนิดเดียว เผื่อว่าทางประชาชนทั้งหลายฟังจะได้เข้าใจตรงกัน ครับว่า โดยส่วนตัวผมเองนี่ผมไม่เคยเอาเรื่องประวัติศาสตร์ในอดีตมาทํางานการเมือง ในปัจจุบันเลย ไม่เคยแอบอ้างอะไรว่าเป็นวีรบุรุษหรืออะไรสักอย่างเลย ไม่เคยมีการแอบอ้าง ไม่เคยมีการพาดพิง ผมเชื่ออย่างเดียวว่าในปัจจุบันนี่มีค่าที่สุด ผมทําให้ดีที่สุด เรื่องอดีต ก็คือเรื่องอดีต สามารถเป็นบทเรียนเท่านั้นเอง แต่ว่าไม่เคยเอามาชี้นําในอนาคตเลย ขออนุญาตชี้แจงสั้น ๆ เท่านี้ครับท่านประธาน
ส่วนเรื่องรายละเอียดในมาตรา ๑๒ ขออนุญาตชี้แจงอย่างนี้ครับว่า ในมาตรา ๕ (๑) เจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้ต้องการให้เกษตรกรโดยปัจเจกเข้ามา สมัครเป็นสมาชิกสภาเกษตรกร
(๒) ให้องค์กรเกษตรกรเท่านั้นที่ส่งเข้ามา หมายความว่าให้สมาคม เกษตรกรทั้งหลาย สมาคมประมงน่านนํ้า สมาคมพื้นบ้าน สหพันธ์เกษตรกรทั้งหลาย สหกรณ์การเกษตรทั้งหลาย หากว่าองค์กรต้องการเข้ามามีส่วนร่วมกับกฎหมายฉบับนี้ มีสิทธิในการส่งเข้ามา ไม่มีบริษัท ห้าง ร้าน ทั้งหลายเข้ามาครอบงําเลยนะครับ ต้องเป็น องค์กรเกษตรกรเท่านั้นเองในการส่งเข้ามา
เพราะฉะนั้นโดยเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้ใน ๒ วงเล็บนะครับ ทั้ง ๒ วงเล็บนี่เป็นเกษตรกรทั้งสิ้นโดยบทนิยาม ไม่สามารถที่จะเป็นบริษัท ห้าง ร้าน อะไรทั้งสิ้นนะครับ
ส่วน (๓) อาจจะเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยได้
จึงขอเรียนอย่างนี้ครับว่า กรรมาธิการขอเรียนว่าความคิดเห็นต่างนี่ไม่ได้ หมายความว่าผิด พวกเราทุกคนประชุมกันยืนยันว่าจุดยืนทําเพื่อเกษตรกรอย่างแท้จริง อยู่แล้ว ไม่มีใครเจตนาที่จะให้กฎหมายฉบับนี้ถูกบิดเบือนไปให้กับนายทุนทั้งหลาย ไม่มี ทั้งสิ้น และไม่มีมาตราใดทั้งสิ้นที่ระบุไว้อย่างนั้น ลงรูปธรรมได้ทุกมาตรา ไม่มีครับ และได้เขียนป้ องกันไว้อย่างดีแล้ว ขอเรียนอย่างนั้นครับ ส่วนรายละเอียดโดยรวมทั่วไป กรรมาธิการท่านอื่นจะขอชี้แจงต่อ ขอขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านอาคมครับ
ท่านประธานครับ เดี๋ยวขอประทานโทษ
ท่านสุนัยมีอะไรครับ
ท่านประธานครับ ผมคิดว่าประเด็น เรื่องนี้ผมได้ตั้งคําถามไว้กับท่านกรรมาธิการ ขอประทานโทษเอ่ยนามท่านคือ ท่านประพัฒน์ ว่าท่านใช่ไหมที่สอดแทรกเข้ามานี่ (๒) แล้วก็ ๒. ถ้าใช่ด้วยเหตุผลใด ท่านก็ไม่ตอบ ดังนั้นผมคิดว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องสําคัญที่พี่น้องเพื่อน ส.ส. นี่เขาจะได้ใช้ ดุลยพินิจในการที่จะหาเหตุผล ผมก็บอกแล้วว่าผมก็ไม่ได้ไปเบลมท่านว่าท่านมีความคิดผิด แต่ปัญหาว่าท่านเสนอเข้ามามันด้วยเหตุผลอะไร ท่านประธานครับ ดังนั้นกรณีเรื่องนี้นี่ท่านจะเห็นความจริงนะครับ เมื่อสักครู่ ขอเอ่ยนามท่าน ท่านสมเกียรติกับกระผมใครก็รู้ว่าเรายืนอยู่คนละข้างคนละสี แต่ลึก ๆ แล้วเราเหมือนกันครับ เราผ่านกระบวนการ เราเป็นคนเจเนอเรชัน (Generation) เดียวกัน เราเป็นคนยุคสมัย เดียวกัน เราได้ผ่านความเจ็บปวดกับการต่อสู้กับระบบเผด็จการมาแล้ว ท่านจะลืมอดีต ก็เรื่องของท่าน แต่ท่านอย่าลืมว่าท่านเสวยบุญจากอดีตก็ไม่ใช่น้อย ผมยังต้องพูดถึง อดีตและต้องการจะรู้ว่าเป็นอย่างไร ยิ่งรัฐมนตรีหนักเลย แปลกจริง ๆ ครับ ตั้งแต่ เป็นรัฐมนตรีนี่ผิดไปจากคนเดิมไปเลยครับเกษตรกรจะหวังพึ่งอย่างไร ท่านอธิบายหน่อยว่า ท่านเอาเข้ามาได้อย่างไร เพราะว่าแม้แต่ในกรรมาธิการนี่ครับเราก็อยากจะได้สมองจาก ข้างนอกเข้ามา คณะกรรมาธิการวิสามัญแต่ในทางปฏิบัติเราก็จะต้องให้ ส.ส. เราให้เกียรติเขาว่าเขามาจากประชาชน เขาอาจจะไม่ได้เก่งเท่าคนข้างนอกหรอกครับ แต่นี่เป็นเกียรติแห่งสิ่งที่เรียกว่า ระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นวันนี้ผมคิดว่าเป็นประเด็น สําคัญที่สุดและเป็นเรื่องสําคัญที่มันยึดโยง ทีแรกผมไม่ค่อยเชื่อครับ แต่วันนี้ผมค่อนข้าง จะเชื่อแล้วว่ามีบริษัทยักษ์ใหญ่ทางการเกษตรของกลุ่มการค้ากลุ่มหนึ่งในประเทศไทย ไม่ได้ครอบครองเฉพาะตรงนี้ครับ ส่งตัวแทนเข้าไปนั่งในมหาวิทยาลัยทุกแห่งเลยครับ เดี๋ยวนี้ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่มีเกษตรละก็คนนี้จะเข้าไปยึดครองความคิดหมด เดี๋ยวผมจะอธิบายรายละเอียด เพื่อให้เห็นว่าพระราชบัญญัตินี้อย่าให้เกิดปัญหาเลยครับ ในอนาคต ถ้าท่านจะกรุณาท่านถอน (๒) ในวรรคสามนี้ออกไปเสียทุกอย่างก็จะได้เข้าใจได้ เอาเถอะครับ ผมก็ต้องขอประทานอภัยครับท่านประธาน ต้องขอประทานอภัย ท่านรัฐมนตรีนะครับ ที่ท่านกําลังจะพูดแล้วผมก็เลยต้องสอดแทรก เพื่อจะขอข้อมูล ตรงนี้ก่อนครับ กราบขอบพระคุณครับ
ท่านชัยวัฒน์เดี๋ยวก่อนครับ ให้กรรมาธิการเขาชี้แจงก่อน ฟังกรรมาธิการ เชิญครับ
ขออนุญาตท่านประธาน ที่เคารพ พอดีพาดพิงเล็กน้อย ท่านประธานครับ ผม ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ กรรมาธิการครับ ขออนุญาตชี้แจงในประเด็นที่ท่านสมาชิกได้พาดพิง ไม่ได้สอดแทรกครับ ในมาตรา ๑๒ เดิมเขียนไว้กว้าง ๆ ครับว่า สมาชิกทั้ง ๙๙ คนมีสิทธิในการเป็นประธาน และรองประธานได้ เขียนไว้กว้าง ๆ ครับ ส่วนหลังจากเข้ากรรมาธิการแล้ว ในกรรมาธิการ ได้ท้วงติงจึงได้ตัด (๓) ทิ้งไป ให้เฉพาะสมาชิก (๑) และ (๒) จึงมีสิทธิเข้ามาสมัครเป็น ประธานและรองประธานได้เท่านั้นเองนะครับ ไม่มีการสอดไส้ ไม่มีการแอบอะไรทั้งสิ้น ขอความกรุณาเข้าใจตรงกันนะครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ประทานโทษนิดหนึ่งครับ
ท่านสุนัยพอแล้วครับ
มิได้ครับท่านประธาน
คือไม่อยากให้ตอบโต้กัน ฟังคําชี้แจง
มิได้จะตอบโต้ครับ แต่ว่าหลักฐาน เอกสารของสภาที่ให้นี่ร่างเดิม มาตรา ๑๒ วรรคสาม มันมีแค่มาตรา ๕ (๑) เท่านั้นนี่ครับ ถ้าไม่ได้จะสอดไส้เข้ามา อันนี้มันไม่ใช่การโกหกหรือครับท่าน มันใส่เข้ามาเห็นชัด ๆ นี่ครับท่าน อันนี้มันโกหกกลางสภาแล้ว ท่านประธานครับ ถ้าท่านคิดว่าไม่ได้โกหกก็ชี้แจง หน่อยสิมาตรา ๑๒ นี่
เชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ศุภชัย โพธิ์สุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม ในฐานะประธาน คณะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ขออนุญาตเอาประเด็นที่กําลังถกกันอยู่ ผมเรียน อย่างนี้นะครับ ที่ประชุมครับ ผมอยากจะให้ทุกคนมองกันด้วยสายตาที่ทําอย่างไร จะปรึกษาหารือกันเพื่อที่จะให้ได้ข้อสรุปที่ดีที่สุด เวลานี้ ขณะนี้ทุกคนต่างก็ทําหน้าที่ เพื่อปวงชนชาวไทยกันทั้งนั้น ทุกคนมีความบริสุทธิ์ใจครับ ฉะนั้นไม่อยากจะให้ใช้ อารมณ์กันในลักษณะเสียดสี แดกดัน อะไรต่าง ๆ
ต้องเรียนท่านสุนัย จุลพงศธร ด้วยส่วนตัว ท่านประธานครับ ให้ความรัก และเคารพเหมือนพี่ชายคนหนึ่ง ถึงแม้ว่าขณะนี้ท่านจะไม่ได้มองผมอยู่ในสายตาแล้ว ก็ไม่เป็นไรท่านประธาน ผมยังเป็นน้องชายของท่านครับ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพราะว่า ผมไม่เอาเรื่องการเมืองมายุ่งกับเรื่องส่วนตัว ส่วนตัวความเป็นพี่เป็นน้องยังเคารพกัน เหมือนเดิม
อยากจะเรียนที่ประชุมให้ทราบอย่างนี้ครับ ร่างเดิมในมาตรา ๑๒ วรรคท้าย เขาเขียนว่า ในการประชุมครั้งแรกให้ที่ประชุมสภาเกษตรกรแห่งชาติมอบหมาย ผู้มีอาวุโสสูงสุดเป็นประธาน เพื่อดําเนินการเลือกประธานและรองประธานสภาเกษตรกร แห่งชาติ โดยให้ถือเสียงข้างมากของจํานวนสมาชิกทั้งหมดของสภาเกษตรกรแห่งชาติ เป็นเสียงชี้ขาด
ท่านประธานครับ เดี๋ยวท่านประธานครับ
เดี๋ยวสิครับท่านประธาน ผมขอชี้แจงก่อน
ผม พิเชษฐ์ ขอประท้วงครับ
ประท้วงเรื่องอะไรครับ
ผมประท้วงตามข้อ ๖๑ นะครับ คือผู้ชี้แจงได้แอบอ้างว่าความบริสุทธิ์กับหลักการนี้มันอันเดียวกัน มันไม่ใช่ ผมกับท่าน ก็รู้จักกัน สนิทกัน อยู่ในกรรมาธิการด้วยกัน เพียงแต่ผมเป็นเสียงข้างน้อย หลักการต้อง อยู่นะครับ ท่านอย่าเอาการเมืองอย่าเอาอะไรมายุ่ง
เอาละครับ
วันนี้มันไม่มีฝ่ำยค้าน ฝ่ายรัฐบาล มันเรื่องของประเทศชาติ ขอบคุณครับ
ผมวินิจฉัยนะครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการก็กําลังจะชี้แจงเหตุผลในการบัญญัติ มาตรา ๑๒ ท่านก็ไม่ได้ไปโยงเรื่องอะไรทั้งนั้น เชิญชี้แจงต่อครับ
เรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ที่ผมเกริ่นนําถึงระหว่างความผูกพันความสัมพันธ์ ส่วนตัว
ไม่เป็นไรท่านรัฐมนตรี
ระหว่างผมกับท่านสุนัย
เข้าเรื่องเลยครับ
ทําไมผมต้องพูดถึงตรงนี้บ้าง เพราะท่านสุนัยพูดถึงผมหลายครั้งนะครับ ทั้งอดีตรัฐมนตรี ๓ ท่าน ทั้งรัฐมนตรี รอบแรกก็บอกว่าไม่ได้ให้ความเคารพนับถืออะไรแล้ว ผมก็ยังให้อภัยพี่เขาในใจ แล้วรอบสุดท้ายเมื่อกี้ท่านก็ยังอภิปรายว่า ศุภชัย โพธิ์สุ ครูแก้วนี่ หลายท่านพูดถึงผม แล้วบอกว่าผมเปลี่ยนไปหมด ตั้งแต่เป็นรัฐมนตรีเปลี่ยนไปหมด ผมก็ต้องชี้แจงตรงนี้ บ้างสิ
เอาละครับ
พอพูดถึงผมเป็นชั่วโมงแล้ว ผมยังไม่ได้ว่าอะไรสักคําเลย
ไม่มีใครว่าอะไร
ฉะนั้นยืนยันว่า ความสัมพันธ์ส่วนตัว ความเป็นพี่เป็นน้องผมยังเหมือนเดิมครับ แต่ในฐานะที่เป็น ประธานคณะกรรมาธิการ ผมเอาข้อเท็จจริงมาชี้แจงให้ท่านทราบ เรื่องนี้ไม่มีใครสอดไส้ ทั้งนั้นนะครับ ยืนยันผมไม่ได้ปกป้ องใคร ไม่มีใครสอดไส้เพราะในวรรคท้ายของ มาตรา ๑๒ ร่างเดิมของคณะรัฐมนตรีบอกว่าในการประชุมครั้งแรกให้ที่ประชุม สภาเกษตรกรแห่งชาติมอบหมายผู้มีอาวุโสสูงสุดเป็นประธาน เพื่อดําเนินการเลือกประธาน และรองประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ โดยให้ถือเสียงข้างมากของสมาชิกเป็นการชี้ขาด ท่านที่เคารพครับ ยืนยันว่าในร่างของรัฐมนตรีร่างแรกร่างเดิมคือให้สมาชิกสภาเกษตรกร แห่งชาติทั้ง ๙๙ คน ที่มาจากทั้ง (๑) ๗๖ คนเลือกตั้งมาแต่ละจังหวัด (๒) ๑๖ คน ที่คัดเลือกมาจากตัวแทนเกษตรกร และ (๓) ผู้ทรงคุณวุฒิอีก ๗ คน รวมแล้ว ๙๙ คน มีสิทธิที่จะได้รับคัดเลือกให้เป็นประธานและรองประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติทุกคน แต่ในที่ประชุมกรรมาธิการส่วนใหญ่เห็นว่าการที่ให้ผู้ทรงคุณวุฒิ ๗ คนมามีสิทธิ มีโอกาส ที่จะเป็นประธาน รองประธานด้วย มันคล้าย ๆ กับเป็นการเอาเปรียบเกินไป แล้วก็อาจจะ ไม่ใช่เกษตรกรที่แท้จริง เราก็กลัวถูกครหานินทา เสียงส่วนใหญ่เห็นว่าควรจะตัดสมาชิก ที่มาจาก (๓) คือผู้ทรงคุณวุฒิ ๗ ท่านออก ไม่ให้มีสิทธิที่จะมาเป็นประธาน รองประธาน แต่ทีนี้ความเห็นของกรรมาธิการส่วนใหญ่ที่เห็นว่า ทําไมล่ะสมาชิกสภาเกษตรกรที่มาจาก (๒) ถึงให้มีสิทธิด้วย ท่านครับต้องดูที่มา ที่มาของ (๒) สมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ (๒) มาจากการคัดเลือกหรือเลือกสรรจากตัวแทนองค์กรเกษตรกร เช่น จากสหกรณ์ จากวิสาหกิจ จากกลุ่มเกษตรกรอะไรต่าง ๆ ใครเป็นคนเลือกสรร ก็สมาชิกที่มาจาก การเลือกตั้งของประชาชน ๗๖ คน ที่มาจากทุกจังหวัดนั่นแหละเป็ นผู้เลือกสรร ด่านแรก เขาได้รับการคัดเลือกจากสมาชิกของกลุ่มเกษตรกรเขามาเป็นตัวแทน มาจาก การคัดเลือก ด่านที่สอง ๗๖ คนคัดกรองอีกครั้งหนึ่งว่า ๑. เป็นเกษตรกรจริงไหม ถ้ามาเป็นประธาน รองประธาน แล้วจะสามารถทําประโยชน์ให้กับสภาเกษตรกรหรือไม่ เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายหรือไม่ มันก็ผ่านการกลั่นกรอง ผ่านการคัดเลือก พวกผมมองเห็นว่าถ้า ๗๖ คนมาจากตัวแทนเกษตรกร ๗๖ จังหวัด ๗๖ คน และมาคัดเลือกเอา ๑๖ คน ก็ต้องเคารพในการตัดสินใจของ ๗๖ คน และ ๑๖ คนก็ไม่ใช่ว่า เอามาจากไหนก็ได้ ระบุชัดเจนว่ามาจากองค์กรเกษตรกรที่มีคุณสมบัติเป็นเกษตรกร คุณสมบัติข้อแรก คือเป็นเกษตรกรก่อน คุณสมบัติข้อที่สอง คือต้องผ่านการคัดเลือก มาจากองค์กร นี่คือสิ่งที่ได้มาพิจารณากันอย่างรอบคอบนะครับ โดยไม่ได้คิดถึงว่า เอาผลประโยชน์ของใคร ตัวแทนของใคร ผมยืนยันครับว่าถ้าผมจะไม่รู้ ไม่เข้าใจว่า ประเด็นนี้จะมีการหมกเม็ด มีการสอดไส้อะไรต่าง ๆ ก็ถือว่าเป็ นความโง่ของผม เป็นความโง่ของตัวแทนเกษตรกร แต่ยืนยันว่า ๑๖ คนนี้มาจากการกลั่นกรองของ ๗๖ คน มาจากการคัดสรรที่มีคุณสมบัติของความเป็นเกษตรกรครอบอยู่ ฉะนั้นเราจึงบอกว่าเมื่อ ๗๖ คนมาจากการเลือกตั้งหลายระดับ และ ๑๖ คนนี่ก็มาจาก การคัดเลือกของ ๗๖ คนด้วย และมั่นใจว่าเขาก็คือตัวแทนเกษตรกร คุณสมบัติสมาชิก สภาเกษตรกรแห่งชาติ (๑) (๒) เป็นเกษตรกรจริง ๆ ผ่านการคัดเลือกหลายขั้นตอน ฉะนั้น เราจึงคิดว่าเมื่อเขาเป็นตัวแทนเกษตรกรเหมือนกันก็ควรจะให้สิทธิในการที่จะเป็น ประธาน รองประธานได้ นี่คือที่มาเบื้องต้น อยากจะเรียนให้ท่านผู้มีเกียรติเข้าใจนะครับ ไม่อยากจะให้ต้องมาชี้หน้ากันว่ามีอะไรแอบแฝง ผมด้วยความบริสุทธิ์ครับ ผมสาบานเลย ผมนี่เกษตรกรตัวจริงครับ ทํานา ทําไร่ ทําสวน มาตลอดแล้วเรื่องอะไรผมจะทรยศต่อ ญาติพี่น้องเกษตรกรของผม แต่เรียนอย่างนี้ครับกรรมาธิการก็ได้มีการหารือกันนะครับ ถ้าสมมุติว่าเสียงสะท้อนของเพื่อนสมาชิกส่วนใหญ่เป็นห่วง เป็นกังวลว่า ตัวแทนจาก องค์กรเกษตรกรที่คัดเลือกมา ๗๖ คน คัดมา ๑๖ คน ยังไม่สบายใจ ยังไม่มั่นใจว่า จะถูกสอดไส้มาหรือเปล่า จะมีลูกน้อง นักธุรกิจ นายทุนอะไรมาหรือเปล่า ตรงนี้ คณะกรรมาธิการเราก็ใช้สมองคิดพิจารณา ถ้าเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าการที่จะเลือก ประธาน รองประธาน จาก (๒) เป็นเรื่องที่เสียงส่วนใหญ่อยู่ที่นี่คิดว่าไม่สบายใจ คณะกรรมาธิการยินดีรับฟังครับ ฉะนั้นอย่าได้ไปชี้หน้าประณามอะไรกัน เราพูดกัน ด้วยเหตุด้วยผล เอาเป็นอย่างนี้ครับ เมื่อกี้ได้หารือกับคณะกรรมาธิการแล้ว ไม่เป็นไร ท่านไม่ต้องอภิปรายต่อก็ได้ คณะกรรมาธิการยินดีตัดคนที่จะเป็นประธาน รองประธาน ใน (๒) ออก ท่านพอใจไหมครับ เพราะเราไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวอะไร ฉะนั้นยินดีตัด โดยที่ไม่ต้องโหวตกันอีกครับท่านประธาน
กรรมาธิการเสียงข้างมากยอมตัด (๒) ออกจากมาตรา ๑๒ วรรคสาม
ผมขออนุญาตต้อนรับคณะครูและนักเรียนจากโรงเรียนนารีวิทยา จังหวัดราชบุรี จํานวน ๒๒๘ ท่าน ที่มาเยี่ยมชมสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ ยินดีต้อนรับนะครับ ขณะนี้สภาผู้แทนราษฎรกําลังพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติอยู่นะครับ เชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการมีอะไรครับ
ท่านประธานครับ เพื่อความสบายใจดูกันในมาตรา ๑๒ วรรคท้ายเลยนะครับ เอาเป็นกรรมาธิการ เสียงข้างมากยินดีรับฟังเสียงส่วนมากของท่านสมาชิก ในวรรคท้าย ในการประชุม ครั้งแรกให้ที่ประชุมสภาเกษตรกรแห่งชาติมอบหมายผู้มาอาวุโสสูงสุดเป็นประธาน เพื่อดําเนินการเลือกประธานและรองประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ จากสมาชิก สภาเกษตรกรแห่งชาติตามมาตรา ๕ (๑) ตัด และ (๒) ออก โดยให้ถือเสียงข้างมาก ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดของสภาเกษตรกรแห่งชาติเป็นเสียงชี้ขาด หมายความว่า ใครจะเป็นประธาน รองประธาน ให้มาจากตัวแทน ๗๖ จังหวัดเท่านั้นนะครับ
ท่านสมาชิกคงไม่มีอะไร ท่านสุนัยมีอะไรอีกครับ ตัดไปแล้ว
ท่านประธานครับ ขอประทานโทษ สักนิดเถอะครับ ถ้าไม่ได้ขึ้นมากล่าวตรงนี้ก็จะทําให้เกิดความเสียหายได้ กระผมขอใช้ สิทธิพาดพิงที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ที่ท่านรัฐมนตรีศุภชัย โพธิ์สุ หรือครูแก้ว ที่กล่าวพาดพิงถึงผมว่าถ้าผมไปว่ากล่าวท่าน ผมได้ขอโทษต่อท่านประธานแล้วว่า ครั้งแรกพูดเวลามันสั้น โดยส่วนตัวไม่มีอะไรยังรักกันเหมือนเดิม เพียงแต่ไม่ไว้ใจความคิด เท่านั้น และกระบวนการทางความคิดนี้ก็มีหลักฐานอื่น ๆ มารองรับ คือการแปรพักตร์เก่ง ผมก็ว่าอย่างนั้น ดังนั้นเมื่อกรณีนี้ท่านได้ตัดเสียกระผมก็ต้องกราบขอบพระคุณ อย่างน้อยที่สุดก็แทนเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านว่าท่านได้รับฟังความคิดเห็น เพียงแต่ว่าการรับฟังความคิดเห็นกับการจํานนต่อหลักฐานมันคล้าย ๆ กันเท่านั้นเอง กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน
เอาละครับ ท่านศุภชัยพาดพิงอีกแล้ว
ก็พาดพิงแล้วจะทําให้เกิด ความเสียหายกับผมด้วย ผมขอเรียนว่า
ท่านประธานครับ
ท่านชัยวัฒน์นั่งลงก่อน ท่านก็ใช้สิทธิพาดพิงของท่าน นั่งลงก่อน เดี๋ยวผมจะให้สิทธิ ท่านนั่งลงก่อนครับ
ผมขออนุญาตครับ ท่านประธาน
เดี๋ยวผมให้สิทธิท่าน ท่านนั่งลงก่อนครับ ท่านชัยวัฒน์นั่งลงก่อนครับ เอาทีละท่าน ท่านรัฐมนตรีก็ถูกพาดพิงก็ให้ท่านชี้แจงก่อน
ผมประท้วงท่านประธาน
เดี๋ยว ผมยังไม่อนุญาตท่านครับ
ท่านอนุญาตผมก่อน เมื่อผมประท้วงท่าน
นั่งลงครับ
ยังนั่งไม่ได้ท่านประธาน
เชิญนั่งลงครับ เดี๋ยวผมจะอนุญาตให้ท่าน ให้ท่านรัฐมนตรีจบเรื่องท่านสุนัยก่อน แล้วเดี๋ยวต่อเป็นท่าน นั่งลงก่อนครับ ท่านก็ลุกขึ้นใช้สิทธิพาดพิงเหมือนกัน จะประท้วง เรื่องอะไรครับ
ท่านประธานครับ เมื่อผมประท้วงยกมือเหนือศีรษะขึ้นมายืนขึ้นนี่ท่านประธานต้องให้ผมก่อน ถูกผิดผมประท้วงท่านประธานค่อยวินิจฉัยทีหลัง แต่สิ่งที่ท่านทําหน้าที่ก็คือท่านจะต้อง ให้ผมก่อน ผมไม่ได้ประท้วงท่านรัฐมนตรี
ว่ามา ประท้วงเรื่องอะไร
ท่านรัฐมนตรีท่านจะชี้แจง พาดพิงก็เดี๋ยวต้องชี้แจง แต่ท่านประธานครับ โดยปกติเวลาจะพาดพิงการทําหน้าที่ เขาจะพาดพิงกัน แล้วจะแก้ข้อพาดพิงเขาจะเอาทีหลัง ถ้าอย่างนี้พิจารณามันจะพิจารณา ไม่ได้เลยเพราะว่าพาดพิงกันอยู่เรื่อย ก็เอากันแต่พาดพิงอย่างเดียวเลย เพราะฉะนั้น การพิจารณามันต้องจบก่อน
สรุปเลยครับ
พอจบเสร็จเรียบร้อยแล้วนี่ หลังจากพาดพิงก็ให้คู่กรณีนี่เขาชี้แจงกัน งานการประชุมมันจะได้ไปได้เร็ว ๆ
คือผมเห็นว่าเรื่องนี้กรรมาธิการก็ยอมตัดเฉพาะวรรคสองออกแล้วก็น่าจะจบนะครับ ฉะนั้นผมเห็นท่านยกมือนี่ เดี๋ยวเชิญทางท่านสมเกียรติบ้าง
ท่านประธานครับ ผม สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ พรรคประชาธิปัตย์ ผมใช้สิทธิพาดพิงที่ท่านสุนัยอ้างชื่อผม ผมยังยํ้าจุดยืนเรื่องเกษตรกรต้องมีความหมาย ขอบคุณทางคณะกรรมาธิการ โดยเฉพาะ ท่านประธานทุกท่านที่ใช้เหตุผลแล้วก็ทําให้เกษตรกรมีศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ ยอมตัด (๒) ออกครับ
ท่านรัฐมนตรีใช้สิทธิพาดพิง
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายศุภชัย โพธิ์สุ ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงครับ ประเด็นการชี้แจงเนื้อหาสาระนั้น ได้ชี้แจงจบแล้ว ความจริงแล้วท่านประธานก็คิดว่าถ้ามันจบแล้วก็ไม่ต้องอภิปรายกันต่อ ในประเด็นนี้ ควรจะพูดประเด็นอื่นต่อไป แต่ว่าผมขอใช้สิทธิพาดพิงเล็กน้อยที่ท่านสุนัยได้ กล่าวหาว่าผมเปลี่ยนไปในหลาย ๆ ข้อมูลหลาย ๆ สิ่งหลายอย่าง โดยเฉพาะแปรพรรคนี่เก่ง ผมยืนยันครับว่าพรรคพลังประชาชนเดิมของผมถูกยุบ ผมและท่านก็อยู่ในสภาพ ที่ถูกบ้านแตกสาแหรกขาด เราต่างก็ต้องตัดสินใจทางการเมืองเพื่อที่จะหาทางออกให้กับ ประเทศชาติ เพื่อที่จะหาจุดยืนของตนเองว่าทําอย่างไรในฐานะที่เป็นนักการเมืองนี่ผมจะ สามารถทําประโยชน์ให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวนาชาวไร่ของผมได้ ผมตัดสินใจอยู่บน พื้นฐานของผลประโยชน์ของพี่น้องเกษตรชาวนาชาวไร่ ที่ว่าผมตัดสินใจอย่างนี้แล้ว ผมได้มีโอกาสทําเพื่อคนยากคนจนทําเพื่อชาวนา ถ้าผมตัดสินใจไปเดินตามหลังนายทุน เหมือนกับคนบางคนบางกลุ่มอยู่นั่น ป่านนี้ผมไม่มีโอกาสที่จะมาทําตรงนี้เพื่อคนยาก คนจนที่ท่านกล่าวหาว่าผมนี่แปรพรรคเปลี่ยนพรรคมาหลายพรรค ผมอยากจะถามคืน เหมือนกันว่าท่านสุนัยเปลี่ยนมากี่พรรคแล้วครับ และนั่งอยู่ในสภานี้มีกี่เปอร์เซ็นต์ครับ ที่ไม่มีการเปลี่ยนพรรค แต่วันนี้ทุกคนตัดสินใจทางการเมือง เราคิดถึงผลประโยชน์ของ ประชาชนเป็นที่ตั้ง ผมเป็นคนจังหวัดนครพนม ผมก็คิดถึงผลประโยชน์ของคนจังหวัดนครพนม
ท่านรัฐมนตรีครับมีผู้ประท้วง ท่านประยุทธ์ประท้วงครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม ขอใช้ข้อบังคับ ข้อ ๖๓ ประท้วงท่านประธาน ท่านประธานครับ ท่านประธานเป็นผู้ทําหน้าที่ประธานที่ประชุม ตามข้อบังคับ ข้อ ๘ กระผมในฐานะสมาชิกผมกําลังพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ สภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. .... ผมอยากร้องขอท่านประธานไปยังทุกท่านได้ไหมครับว่า อย่าได้ใส่อารมณ์กันเลยไม่ดีหรอกครับ ผมเองนี่ผมในฐานะที่มีหน้าที่ตรงที่ท่านประธาน คณะกรรมาธิการออกมาพูดนี่ ๓ ครั้ง กระผมยังไม่อยากจะลําเลิกประวัติที่มีการแก้ไข ตรงนั้นมาก แต่ภารกิจตรงนี้เป็นภารกิจร่วมกัน ปัญหาของเกษตรกรปัญหาที่เจ็บปวดมา ยาวนานตั้งแต่โบราณจนกระทั่งถูกยอมรับในรัฐธรรมนูญ แล้วมาแก้ไขพระราชบัญญัติ ขอให้ทุกฝ่ายใจเย็นได้ไหมครับ ผมขอบคุณท่านประธานและขอบคุณไปยังท่านประธาน คณะกรรมาธิการและขอบคุณกรรมาธิการทุกท่านที่ได้กรุณาแก้ไข ส่วนปัญหาเล็กน้อย หนักนิดเบาหน่อยทนเอาหน่อยได้ไหมครับ เพื่อผมจะได้เดินหน้าในการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว
ท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ ผมว่าเรายุติได้แล้วนะครับจะได้เดินมาตราต่อไป
ขออนุญาตนิดเดียวครับ ผมอยากจะเรียนว่าที่ต้องเรียนอย่างนี้ชี้แจงเพราะผมเสียหาย เพราะการพูดของท่านสุนัย ออกไปทั่วประเทศ พี่น้องจังหวัดนครพนมเปิดวิทยุฟังอยู่ ฉะนั้นผมขอเรียนชี้แจง
พอแล้วครับท่านรัฐมนตรี
คือนิดเดียวว่าในสังคม ประชาธิปไตยคนเราย่อมมีความเห็นแตกต่างกันได้ ไม่ใช่ว่าใครที่ไม่เห็นตรงกันกับท่าน แล้วก็จะดูถูกเหยียดหยามกัน
มีผู้ประท้วงอีกแล้วครับ
ขอความกรุณาครับ ทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่ากัน มาจากพี่น้องประชาชนเหมือนกัน เราต่างก็มีความเป็นอิสระ ในการตัดสินใจ ใครจะยืนอยู่จุดไหนเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ต่างคนต่างก็คิด เอากาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ครับ ฉะนั้นอย่าได้ดูถูกเหยียดหยามกัน ท่านสุนัยครับ
ท่านสมาชิกครับ ผมว่าเราเดินหน้าต่อมาตรา ๑๓ เชิญท่านเลขาธิการต่อเลยครับ
(นายชลน่าน ศรีแก้ว ได้ยืนและยกมือขึ้น)
หมอชลน่านประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ต้องขออนุญาตใช้สิทธิประท้วง ผ่านท่านประธานไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านกล่าวถ้อยคํามาในสภาแห่งนี้ ผมเชื่อว่าทําให้สมาชิกหลายท่านเสียหายโดยเฉพาะตัวผมเอง ท่านบอกท่านทําเพื่อ ประชาชน ถ้ามัวแต่เดินตามหลังนายทุน คําพูดคํานี้ผมต้องกราบเรียนท่าน ด้วยความเคารพผ่านท่านประธานไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการขอความกรุณา ได้ถอนครับ ถ้าไม่ถอนผมไม่ยอม ท่านจะทําเพื่อประชาชนอย่างไรในอุดมการณ์ของท่าน ท่านก็ทําไป ท่านไม่ต้องมากล่าวหาพวกผม ไม่ต้องกล่าวหาครับ ผมรู้ถ้าท่านอยู่กับพวกผม ก็นั่งเหมือนผมตรงนี้ ท่านไม่ได้เป็นรัฐมนตรีหรอกครับ ต่ออีก ๑๐๐ ปีก็ไม่ได้เป็นครับ ต้องถอนครับ
ท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ เพื่อความเรียบร้อย ถอนเถอะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอเรียนกับท่านประธานครับว่า ผมไม่ได้ระบุชื่อใคร ผมพูดในภาพรวม แล้วพอคนอื่น ชี้หน้าด่าผมว่าผมแปรพรรค ว่าผมทรยศ ว่าผมหักหลัง
ท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ ขอความกรุณาท่าน คือผมฟังอยู่เหมือนกัน พอดีมี ผู้ประท้วง ก็ขอความกรุณาท่านถอนเถอะนะครับที่บอกว่าเดินตามหลังนายทุน ถอนหน่อยนะครับจะได้เดินหน้าต่อ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ความจริงแล้วผมในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการด้วย ผมอยากให้กฎหมาย ฉบับนี้ผ่าน ผมภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในประวัติศาสตร์ที่ได้ผลักดันกฎหมายสภาเกษตรกร แห่งชาติ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ๒๐ ปี ๓๐ ปีกฎหมายฉบับนี้ไม่เคยถึงขั้นนี้เลย ฉะนั้นความจริงแล้วผมอยากจะเรียกร้องท่านประธานว่าให้ฝ่ายที่ดูถูกเหยียดหยามผม ต้องถอนด้วย แต่ไม่เป็นไรหรอกครับขอกันกินได้ ผมให้อภัยทุกคนและผมขอถอนที่บอกว่า พวกท่านเดินตามหลังนายทุน
จบนะครับ พอแล้วครับ
ผมขอประท้วงท่านประธาน
ประท้วงอะไรครับ เดี๋ยวเอาข้างหลังก่อน เชิญครับท่านประยุทธ์
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม อาศัยข้อบังคับ ข้อ ๖๓ ประท้วงท่านประธาน ผมพยายามจะใช้คําพูดที่ค่อนข้างจะนิ่มนวล เพราะความผูกพัน ระหว่างผมกับท่านประธานในที่ประชุมเองก็มีมาก ความผูกพันระหว่างผมกับประธาน คณะกรรมาธิการก็มีมาก และผูกพันกับคณะกรรมาธิการก็มีมาก กระผมพยายาม สงวนถ้อยคําที่มันจะกระทบกระทั่งกัน ณ วันนี้ลงมาจากตรงแท่นท่านประธาน ผมก็ยัง จะต้องผูกพันในความรักความนับถือกันอยู่ แต่ผมไม่อยากประจานหรอกครับ ท่านประธานพูดเกินเลยโดยอารมณ์ถึงพรรคพลังประชาชนซึ่งกระผมกราบเรียน ท่านประธาน ผมก็เป็นสมาชิก ผมต้องเดินตามหลังนายทุนใช่ไหม ผมถูกเลือกตั้ง ครั้งหลังสุดเป็นสมาชิกน้องใหม่ที่สุด ผมกลัวหรือครับในเรื่องของการยุบสภา แต่ผมไม่ได้ กลัวหรอกครับ ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วอายุผมสั้นที่สุด แต่การที่จะพูดประหนึ่งเหมือนพาดพิง เหมือนจะแสดงอาการก้าวร้าว ไม่ว่าก้าวร้าวต่อสถาบันเก่าหรือคนใหม่ก็ตามกระผมไม่ขอ ที่จะก้าวร้าวไปถึง ท่านบอกว่าท่านทําใจ ท่านให้อภัย ท่านจะไม่พูดถึง
เอาละครับ ท่านประยุทธ์ครับ
ไม่ใช่หรอกครับ ผมต้องให้ ท่านประธานชี้ว่าประเด็นที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการพูด ท่านถอนหรือไม่
เมื่อกี้ท่านถอนไปแล้วครับ เราจะได้เดินหน้าต่อ
(นายประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พอแล้วครับ คุณหมอประสิทธิ์ประท้วงอะไรอีกครับ
ท่านประธาน ผมยกมือประท้วง ท่านบอกจะให้ผมประท้วง ผมขอประท้วงท่านรัฐมนตรี ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านประธานผมขอชี้แจงครับ ผม นายแพทย์ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ พรรคเพื่อไทย จังหวัด ชัยภูมิ ผมประท้วงท่านรัฐมนตรีศุภชัย เพราะอะไรครับ เพราะว่าท่านจะให้อภัยผม อภัยเรื่องอะไร เรื่องอะไรครับ ท่านจะให้อภัยผมเรื่องอะไร ผมยังไม่ได้ทําอะไร ท่านจะให้ อภัยอะไรผม ผมทําอะไรผิด ผมบอกท่านในอดีตผมว่าดีนะเป็นครูแก้ว เป็นเกษตรกร ตัวจริง เดี๋ยวนี้กล่าวหาว่าผมเดินตามนายทุน
เอาละคุณหมอประสิทธิ์ครับ
ผมอยากถาม เดี๋ยวก่อนสิครับ ยังชี้แจงอยู่
ท่านก็ถอนไปแล้วมันประเด็นเดียวกันเลย
ไม่ใช่ครับ เขาบอกว่าจะให้อภัยผม ผมอยากประท้วงท่าน อภัยเรื่องอะไร ผมถึงอยากเรียนถามท่านประธานว่าคําพูดนี้ ผมต้องให้ท่าน ไม่ใช่ท่านให้ผม ท่านอย่าไปอ้างเกษตรกร อะไรก็เกษตรกร ท่านได้ ผลประโยชน์ตรงไหนทุกคนรู้ ผมรู้ ที่ย้ายพรรคได้อะไรนี่ผมรู้
เอาละครับ เดี๋ยวไปกันใหญ่ พอแล้วครับ คุณหมอนั่งลงครับ พอแล้วครับ
มีผู้ประท้วงทางโน้นอีกแล้ว
ได้ตําแหน่งเท่าไร รู้
พอแล้วครับ พอแล้ว กรุณานั่งลงเถอะครับ ท่านสมาชิกครับ เพื่อประโยชน์พี่น้องเกษตรกร ที่พวกเราหวังกัน ผมขออนุญาตเดินหน้าต่อนะครับ
(นายสุนัย จุลพงศธร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านสุนัยมีอะไรอีกครับ
ท่านประธานครับ ขอประทานโทษ ผมต้องลุกขึ้นประท้วง เพราะว่าผมถูกพาดพิงอีกครั้งหนึ่งมันหนัก แล้วก็เพื่อให้ผม เกิดความเข้าใจอันดีกับท่านรัฐมนตรีศุภชัย บังเอิญท่านไปเป็นเกษตรกรนาน
เดี๋ยวพาดพิงตรงไหน เอาประเด็นที่พาดพิงเลยครับ
ท่านกล่าวว่ากระผมไปว่ากล่าว ก็ตามอะไรต่อมิอะไร เอาละ ผมไม่พูดถึงละครับ แต่ว่าเพื่อความเข้าใจอันดีต่อกัน ผมใช้คําว่า แปรพักตร์ ภาษาไทย พักตร์ หมายถึง หน้า ความคิดเห็น ด้วยชะรอยท่านจะมี อะไรในจิตใจ มีแผลอะไรก็ไม่รู้ ท่านก็ไปหาว่ามันแปรพรรค พรรคโน้น นายสุนัยแปรมา กี่พรรคแล้ว มันก็เลยไปใหญ่ครับ ผมหมายถึง หน้า หมายถึงความคิดเห็น ก็ท่านมี ความคิดเห็นอย่างไร ก็หลักฐานมันชัดเจนนี่ครับเมื่อก่อนมันไม่มี (๒) นี่ครับในวรรคสาม
ตอนนี้ตัดออกไปแล้วครับ
ใช่ครับ ให้ท่านเข้าใจว่า แปรพักตร์
จะได้เดินหน้าต่อ
พักตร์ หมายถึง หน้าและ ความคิดเห็น แต่ถ้าท่านจะพูดเรื่องนี้อีกหนักนะ ผมบอกก่อน เพราะนายทุนจังหวัดบุรีรัมย์ ก็มีนะ
พอแล้วครับ นั่งลงครับ นั่งลง ๆ ท่านรัฐมนตรี
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ศุภชัย โพธิ์สุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม ขอเรียนนะครับว่า ที่ผมบอกว่าให้อภัย คือให้อภัยในส่วนที่ท่านกล่าวหาผมนั้นผมไม่ติดใจแล้ว ผมไม่ได้ขอให้ ท่านถอน ก็ไม่เป็นอะไรก็ไปว่ากันในสนามเลือกตั้ง ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ว่าประเด็นที่ คุณหมอประสิทธิ์ได้กล่าวหาผมว่าการตัดสินใจรับไปเท่าไร จํานวนเท่าไร ท่านประธาน ต้องให้ถอนนะครับ เพราะเรื่องนี้มันพูดออกไปแล้วคนทั้งประเทศรับรู้รับทราบ มันเหมือนกับว่าเจตนาที่จะพูดออกมาบอกว่าผมนี่รับเงินมาเท่าไรอยู่ที่พรรคภูมิใจไทย ทั้ง ๆ ที่การตัดสินใจของผมอยู่บนผลประโยชน์ คิดว่าผมทําอย่างนี้แล้วพี่น้องเกษตรกร ได้ประโยชน์ คนไทยได้ประโยชน์ ไม่ได้มีผลประโยชน์ส่วนตัวมา ฉะนั้นตรงนี้ท่านประธาน ต้องให้คุณหมอประสิทธิ์ถอนคําพูดครับ เพราะว่าเป็นการกล่าวหาว่าผมนี่ขายตัวเท่าไร ได้เงินมาเท่าไร รับเท่าไร ทําไมจะไม่พูด เปิดเทป (Tape) ได้เลยครับท่านประธาน รับมาเท่าไรผมรู้ คุณหมอประสิทธิ์เป็นคนพูด เสียหายครับท่านประธาน ถ้าหากว่า ไม่ให้ถอนผมเสียหายครับเรื่องนี้
เดี๋ยวครับ ขออนุญาตต้อนรับผู้มาเยี่ยมสภาเราก่อนนะครับ สภาผู้แทนราษฎรขอต้อนรับ คณะครู นักเรียน โรงเรียนประชาวิทย์จากจังหวัดลําปาง ที่ได้มาเยี่ยมชมสภาวันนี้ ขณะนี้สภาผู้แทนราษฎรกําลังพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ คุณหมอประสิทธิ์ครับ เอาเรื่องนี้ให้จบก่อน
ท่านวินิจฉัยก่อน ประธานหันหน้ามา ตรงนี้ก่อน ท่านยังไม่ได้วินิจฉัยเลยว่าเขาพูด เพราะผมไม่ได้เอ่ยถึงใคร
คือคุณหมอประสิทธิ์
ผมไม่ได้เอ่ยชื่อเลย เหมือนท่านพูด ให้อภัย มันก็เหมือน ๆ กัน
ผมฟังอยู่คุณหมอครับ พอเจ้าตัวที่เสียหายท่านร้องขอ
ถ้าผมพูดว่าท่านศุภชัยรับเงินไป ๒๐ ล้านบาทอย่างนั้นผมยินดีถอน ตอนนี้ผมยังไม่ได้บอกเลยท่านศุภชัยรับเงินไป แล้วก็ รับตําแหน่งด้วยผมยังไม่ได้พูดเลย
คืออย่างนี้ประธานก็ฟังอยู่
อย่างนั้นให้ผมพูดแสดงว่าท่านรับจริง กินปูนร้อนท้อง แล้วประธานให้ผมถอน ผมก็ขอถอน
ถอนเสีย จบ ถอน
แต่มันจริง ขอถอน แต่มันจริง
มีผู้ประท้วงข้างหลัง เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม เชิดชัย วิเชียรวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคภูมิใจไทย ท่านประธาน ด้วยความเคารพ ผมไม่อยากจะประท้วงเลย แต่ผมทนไม่ได้จริง ๆ ผมประท้วงท่านประธาน ตามข้อบังคับ ข้อ ๘ ท่านไม่ได้ทําหน้าที่เป็นประธานสมบูรณ์ ท่านปล่อยให้สมาชิก ลุกขึ้นมาชี้หน้า ไม่ใช่มารยาทของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นี่มารยาทของจิ๊กโก๋คิวรถ บ้านผมเขาทํากันอย่างนี้
เอาละครับ คือท่านสมาชิกครับ ประธานก็พยายามทําหน้าที่ให้ดีที่สุดตามข้อบังคับ จะไป ได้ราบรื่นหรือไม่ก็อยู่ที่ท่านสมาชิกจะต้องให้ความร่วมมือด้วย ผมก็พยายามเปิดโอกาส ให้ท่านสมาชิกได้อภิปรายเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อหาในกฎหมาย เพราะผมก็เห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็จะมีเฉพาะบางมาตราที่เป็นประเด็นที่อยากให้พวกเรา ช่วยกันถกเถียงกันจนกระทั่งหาข้อสรุปที่ดีที่สุดเพื่อพี่น้องเกษตรกรซึ่งในที่สุดเราก็ผ่าน มาตราสําคัญ ๆ มาได้หลายมาตรา ผมก็อยากจะให้พวกเราไปต่อในมาตรา ๑๓ เลย ดอกเตอร์ชัยวัฒน์มีอะไรอีกครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ต้องขออนุญาตฟังทางกรรมาธิการเสียงข้างมากโดยเฉพาะท่านประธานในการชี้แจง ก็ต้องขออนุญาต ก็ต้องขอบคุณในคําชี้แจงแล้วก็จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงโดยตัด (๒) ของมาตรา ๑๒ ก็คือพูดง่าย ๆ ผู้ทรงคุณวุฒิหรือใครก็ตามแต่ที่สรุปง่าย ๆ ก็คือเป็นบุคคลนอก ที่ไม่ใช่เกษตรกร ที่ไม่ใช่มาจากการเลือกตั้งแต่ละจังหวัดนั้นมาเป็นสมาชิกสภาเกษตรกร แห่งชาติ ทีแรกเราก็บอกว่าไม่ได้ แล้วตอนหลังก็มาปรับว่าเอาได้ ได้ผมก็ยอมแต่ว่า เป็นประธานไม่ได้ ตอนหลังก็มาเป็นประธานได้อีก ผมก็เลยไม่ยอม ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานชี้แจงเพิ่มเติม ความจริงแล้วมันไปเชื่อมโยงกับมาตรา ๑๗/๒ ที่เชื่อมโยง เพราะว่าคนที่มาเป็ นประธานสามารถไปแต่งตั้งเลขาธิการ สํานักงานเลขาธิการ สภาเกษตรกรแห่งชาติมันจะเกิดขึ้น แล้วคนที่เป็นประธานคนแรกจะมีอํานาจในการแต่งตั้ง มีอํานาจแต่งตั้งเลยท่านประธานอ่านครับ แล้วเท่านั้นยังไม่พอ สรรหาบุคลากรทั่วประเทศเลย
คือท่านสมาชิกขณะนี้กรรมาธิการเขาก็ยอมตัดออกไปแล้ว
เข้าใจ แต่ว่าเขาชี้แจงยอมตัด ด้วยเหตุผล ขอให้ผมชี้แจงเพิ่มว่ามันจะจนด้วยอะไร ไม่ใช่เอากันง่าย ๆ อย่างนี้ พี่น้อง ประชาชนเกษตรกรได้ฟังแล้ว ได้ทําความเข้าใจว่าที่ยอมเพราะอะไร
ผมขอประท้วงครับท่านประธาน
ท่านอสิไม่เป็นอะไร เดี๋ยวจะได้ไปเร็ว ๆ
ผมว่ามันน่าจะถึงเวลาได้ลงมติ พูดไป ไม่ไปถึงไหน ๆ แล้วไม่ไปไหน ๆ ด้วยครับ
คืออย่างนี้ ขณะนี้กรรมาธิการเสียงข้ำงมากก็ยอมตามความคิดเห็นของ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว
เข้าใจ
ผมว่า เดี๋ยวเราเดินหน้าพอไปถึงมาตราที่ท่านว่าค่อยพูดอีกทีก็ได้ครับ
ก็เอาทีเดียวเลยไม่ได้หรือครับ
เดี๋ยวค่อยพูดให้ถึงมาตรานั้นก่อน
เดี๋ยวค่อยพูดอีกทีหนึ่ง
เดี๋ยวค่อยว่ากัน
ท่านประธานให้ผมอีกนะครับ กราบขอบคุณครับ
ครับ ต่อไปท่านเจริญมีอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม เจริญ จรรย์โกมล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ท่านประธาน ผมขอสั้น ๆ นิดเดียวเนื่องจากผมเป็ นคณะกรรมาธิการชุดนี้ด้วย เมื่อสักครู่เห็น ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ตอบ แล้วก็ได้ทําข้อตกลงกับสภาในการตัด (๒) ออกไป ผมเป็นห่วงท่านประธานคณะกรรมาธิการในการชี้แจงว่า ท่านให้เหตุผลว่าเพื่อความสบายใจ ผมเองเป็นกรรมาธิการด้วยผมก็ตกใจเหมือนกันว่าการที่จะตัดถ้อยคําที่เราทํากฎหมาย ตั้งแต่อยู่ในคณะกรรมาธิการวิสามัญ เสร็จแล้วเรามาชี้แจงต่อสภา การชี้แจงต่อสภามันต้องชี้แจงด้วยเหตุและผล เหตุผล ที่ใส่ไปเพราะอะไร เหตุผลที่ตัดมันเพราะอะไร แต่ไม่มีเหตุผลสบายใจ เพราะฉะนั้น ฝากท่านประธานไปท่านประธานคณะกรรมาธิการ ผมเป็นกรรมาธิการด้วย เขาบอก ถ้าอย่างนั้นคณะกรรมาธิการสงสัยไปพิจารณาโดยไม่มีเหตุผลกันสิจึงบอกว่า ตัดเพื่อความสบายใจ อันนี้ฝากท่านหน่อยท่านอย่าเอาความสบายใจไม่ได้ ที่เราน่าจะตัด เราต้องให้เหตุผลต่อสภาว่าใน (๒) ออกไปมันเพราะอะไร ไม่ใช่เพราะสบายใจไม่เอานะครับ ฝากท่านหน่อย เดี๋ยวผมเป็นกรรมาธิการด้วยผมก็จะเสียหายด้วย จึงขอความกรุณา ท่านประธานช่วยเรียนไปท่านประธานคณะกรรมาธิการด้วยนะครับ
คืออย่างนี้ครับท่านสมาชิกผมก็ฟังอยู่ หลังจากที่ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากได้รับฟัง ความเห็นของเพื่อนสมาชิกที่เกรงว่าถ้าใส่ (๒) เข้าไปอาจจะมีการสอดแทรกคนของ นายทุนเข้ามาในองค์กรเกษตรกร และมีสิทธิมาเป็นประธาน ถ้ายังกริ่งเกรงแบบนั้นก็ตัด ออกไปเลยจะได้สบายใจ คือจะได้สบายใจตรงที่จะไม่มีตัวแทนนายทุนเข้ามาก็เท่านั้น ก็ชัดเจนดีอยู่ เชิญมาตรา ๑๓ ต่อท่านเลขาธิการ
มาตรา ๑๓ มีการแก้ไข
ท่านติดใจไหม เชิญคุณหมอชลน่านครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ในมาตรา ๑๓ กรรมาธิการมีการแก้ไขอยู่ ๒-๓ จุด ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตใช้สิทธิในฐานะสมาชิกตามข้อบังคับ ข้อ ๑๒๙ ขออนุญาตสอบถามท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการและ กรรมาธิการว่า การแก้ไขของท่านในบรรทัดที่ ๒ เรื่องมีการประชุมสภาเกษตรกรแห่งชาติ ร่างเดิมเขียนไว้ ๓ เดือนต่อ ๑ ครั้ง ท่านแก้เป็น ๒ เดือนต่อ ๑ ครั้ง ในบรรทัดเดียวกัน แต่ละครั้งให้มีกําหนดเวลารวมกันไม่เกิน ๑๕ วันร่างเดิม ท่านแก้ไขเป็น ๗ วันนะครับ ในบรรทัดที่ ๔ ว่าด้วยจํานวนสมาชิกที่จะต้องเข้าชื่อกันเพื่อขอให้เปิดการประชุม ในวาระพิเศษ ร่างเดิมเขียนไว้ว่า เมื่อมีสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติจํานวนไม่น้อยกว่า สองในสามของสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติทั้งหมด เข้าชื่อกันร้องขอต่อประธานสภา ก็เปิดประชุมได้ ท่านแก้เป็น ๑ ใน ๓ ท่านประธานที่เคารพครับ ในฐานะสมาชิกได้รับ ร่างนี้ไปในชั้นรับหลักการก็อยากทราบเหตุผลว่า ท่านประธานคณะกรรมาธิการหรือ กรรมาธิการมีเหตุผลใด จะมีประโยชน์ใด ๆ ต่อสภาเกษตรกรแห่งชาติที่เปลี่ยนจาก ๓ เดือนเป็น ๒ เดือนต่อ ๑ ครั้ง นั่นหมายความว่า ๑ ปีท่านต้องประชุม ๖ ครั้ง ระยะเวลา การประชุมเดิมกําหนดไว้ ๑๕ วันต่อ ๑ ครั้ง ท่านบอกว่า ๗ วัน ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือว่าท่านจะสามารถเรียกประชุมได้ตามที่ท่านเขียนไว้ในตัวกฎหมายนี้ หรือไม่ เพราะกฎหมายเป็นหลักที่จะทําให้นําสู่การปฏิบัติ ไม่ใช่เขียนไว้ ๒ เดือนครั้ง แต่ว่า ปีหนึ่งท่านประชุม ๒ ครั้งนี่ผมคิดว่ามันไม่มีประโยชน์ใด ๆ นั่นหมายความว่าศักยภาพ ความสามารถในการที่จะเรียกประชุมสมาชิกทั้ง ๙๙ คน กําหนดระเบียบวาระ การส่ง การนัดหมาย ท่านบอก ๗ วันทันหรือเปล่า ขนาดสภาเราว่าเร็ว ๗ วันนี้อาจจะไม่ทันก็ได้ ผมอยากฟังเหตุผลครับ ถ้าท่านชี้แจงไม่เป็นที่เข้าใจของกระผม ผมขอสงวนสิทธิที่จะ อภิปรายซํ้า ขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญดอกเตอร์สุรพงษ์
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ในมาตรา ๑๓ ที่คณะกรรมาธิการได้แก้ไขระยะเวลา ในการประชุมว่า ๒ เดือนต่อ ๑ ครั้ง ผมยังคิดว่าน่าจะถี่กว่านี้ เนื่องจากว่าปัญหาของ พี่น้องเกษตรกรมีมากมาย เดี๋ยวผมจะยกตัวอย่างให้ฟัง แต่กรณีที่ว่าประชุมครั้งละไม่เกิน ๗ วันนี้เห็นด้วย แล้วก็ให้จํานวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ ที่จะเรียกประชุมนั้นเห็นด้วย แต่กรณีการประชุมเรื่องสําคัญนี่ท่านประธาน มันจะต้องให้ถี่หน่อย เพราะว่า เรื่องเกษตรกรเป็นเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะหลักการและเหตุผลของกฎหมายฉบับนี้ว่า ต้องมีการรวมกลุ่มของเกษตรกรในรูปของสภาเกษตรกรเพื่อวางแผนเกษตรกรรมและรักษา ผลประโยชน์ร่วมกันของเกษตรกร ยกตัวอย่าง อย่างกรณีการขายข้าวหรือรับประกันข้าว ในขณะนี้เป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งสภาเกษตรกรถ้ามีขึ้นมาควรจะประชุมได้ทันที ถ้าเป็น ๒ เดือนครั้งมันจะล่าช้าไม่ทันกาล ท่านประธานรู้ไหมครับว่าบังเอิญวันนี้พี่น้องเกษตรกร ผู้ปลูกข้าวถูกพ่อค้าเอาเปรียบ ผมอยากจะยกตัวอย่างให้ฟังครับ ท่านประธาน คณะกรรมาธิการเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ท่านดูนี่ครับในมือผม ผมไปลงทุนซื้อมา ข้าวหอมมะลิครับ ครึ่งกิโลกรัม ๑๐๐ บาท ๑ กิโลกรัมก็ ๒๐๐ บาท ๑ ตัน ๑,๐๐๐ กิโลกรัมมัน ๒๐๐,๐๐๐ บาท วันนี้ผมไปซื้อมานี่ เขียนว่าไทย จัสมิน ไรซ์ (Thai Jasmine rice) ยี่ห้อบลู เอเลเฟ่ นท์ (Blue Elephant) ช้างนํ้าเงิน ผมมีใบเสร็จ หมดเลยครับ เห็นไหมครับว่าพ่อค้ามันรํ่ารวย แต่เกษตรกรยากจน วันนี้จํานําข้าวเปลือก ได้ตันละ ๑๐,๐๐๐ บาท พอสีเสร็จเป็นข้าวขาวก็ตันละ ๑๕,๐๐๐ บาท แต่วันนี้ขายตันละ ๒๐๐,๐๐๐ บาท มันเกิดอะไรขึ้น อย่างนี้ถ้าเรามีสภาเกษตรกรที่มีความรู้จะได้ช่วยกัน รวมตัวกัน ไม่ต้องไปจํานําไม่ต้องไปประกัน ต้องค้าขายเอง วันนี้พี่น้องเกษตรกร ทําอย่างไรก็มีแต่หนี้สิน ไม่รํ่ารวย ประธานสภาต่าง ๆ มีการโกงกินกันบ้าง เห็นแก่ประโยชน์ ส่วนตน พี่น้องเกษตรกรเดือดร้อนกันหมดครับ ถ้าพี่น้องเกษตรกรได้เห็นในมือผม แล้วไปซื้ออย่างผมนี่ผมจะลองกินดูว่าหุงแล้วมันจะเป็นทองคําหรือไม่ กินแล้วจะอร่อย แค่ไหน ข้าวหอมมะลิ เขียนว่า อะโรมาติก ลอง เกรน ไรซ์ (Aromatic long grain rice) ภาษาฝรั่งนะครับ ข้าวขายให้ประเทศญี่ปุ่น ขายให้ฝรั่ง ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านรัฐมนตรีไปดูและทําให้พี่น้องเกษตรกรรํ่ารวยสักทีหนึ่ง วันนี้ผมอยากจะพูด หลาย ๆ ประเด็น เดี๋ยวผมจะอภิปรายให้ฟังทีละเรื่อง แต่วันนี้เอาแค่นี้ก่อนว่า
เอาในประเด็นที่กรรมาธิการแก้ไขเพิ่มเติมนะครับ
ใช่ ๆ ถูกต้องท่านประธาน ก็ให้ประชุมบ่อยหน่อย จะได้แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรทั้งแผ่นดิน วันนี้พี่น้องเกษตรกรลําบาก ประชุม ๒ เดือนหน ๒ เดือนหนมันจะไปทันกินได้อย่างไร ปัญหาประชาชน ปัญหาความเดือดร้อนของพืชผลการเกษตรต้องประชุม ประชุมบ่อย ๆ เหมือนธุรกิจครับ พี่น้องเกษตรกรจะได้รํ่ารวยกัน ฝากไว้นะครับ ถ้าเป็นนายกรัฐมนตรี ทักษิณอยู่วันนี้พี่น้องเกษตรกรรํ่ารวยกันหมดแล้วครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านชัยวัฒน์ครับ
ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ต้องขออนุญาตกราบเรียนครับท่านประธาน ที่มาที่ไปของ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็พูดกันตั้งแต่เช้าแล้ว มาตรา ๑๓ คือการประชุมนี้ก็ต้องบอกว่า เมื่อเป็นสภาแล้ว หน้าที่ของสภาแน่นอนที่สุดในการกําหนดนโยบายในการประชุม ในการออกระเบียบ กฎ เกณฑ์ วิธีการ สําคัญมาก ยิ่งเป็นปัญหาพี่น้องเกษตรกรแล้วก็ สภาเริ่มใหม่นี่ก็ต้องเรียนว่า ปัญหาพี่น้องเกษตรกรเยอะมากยาวมากที่จะต้องดําเนินการ ในการประชุมแล้วแก้ไข เดิมใช้ ๓ เดือนต่อครั้ง ๓ เดือนเราอาจจะเรียกว่าเป็นสมัย ๆ สมัยหนึ่งครั้งหนึ่งก็ ๓ เดือน แล้วก็ให้ ๑๕ วัน ปรากฏว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากก็ไปลด เหลือเป็น ๒ เดือนแต่เหลือแค่ ๗ วัน คือลด ๒ เดือนนี่ดูเสมือนหนึ่งว่าให้ระยะเวลากระชับเข้า ระยะเวลาคือ ๓ เดือนประชุมครั้งก็ดูมันนานเหลือเกิน แต่ข้อสําคัญก็คือว่า ใน ๒ เดือนนั้น เหลือแค่ ๗ วัน แต่เดิมนั้น ๓ เดือนครั้งหนึ่งนี่หมายความว่า ๓ เดือนติดต่อกันเป็นครั้ง เราเรียกสมัยก็ได้ เป็นสมัยเหมือนสภา สภาสมัยหนึ่งก็ ๔ เดือน แล้วก็สภาเราปีหนึ่งกําหนดไว้ ๒ สมัย แต่นี่ไม่ได้กําหนด แต่กําหนดเป็นครั้งเฉย ๆ อันนี้ อธิบายนะครับท่านประธาน ปรากฏว่าเหลือแค่ ๗ วัน เพราะฉะนั้นเรียนต่อท่านประธานว่า ใน ๒ เดือนนั้นประชุม ๗ วัน นั่นหมายถึงว่าถ้าตีเป็นเดือนเดือนหนึ่งจะเหลือแค่ ๓ วันครึ่ง เดือนหนึ่งเหลือ ๓ วันครึ่งที่จะประชุมกัน ท่านประธานคิดว่ามันพอไหม อาทิตย์หนึ่งไม่มีเลย ถ้าแบ่งเป็นอาทิตย์ไม่ได้เลย เพราะเดือนหนึ่งมันมีทั้งหมด ๔ อาทิตย์อย่างน้อย ๔ อาทิตย์ครึ่ง เพราะฉะนั้นอาทิตย์หนึ่งไม่ได้ประชุมทุกวัน เป็นบางอาทิตย์ เพราะฉะนั้นอยากกราบเรียน ท่านประธานว่าตรงนี้เป็นหัวใจอีกเรื่องหนึ่ง เพราะว่านอกจากสภาจะต้องให้เป็นที่ถกเถียง เป็ นที่แสดงความคิดเห็นของสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติได้ตกผลึกร่วมกัน เพราะเป็นผลประโยชน์พี่น้องประชาชนแต่ละจังหวัด แต่ละพื้นที่ มันแตกต่างกัน ผมไม่อยากเห็นสภาเกษตรกรแห่งชาติที่พวกเราทั้งหลายหวังดีที่จะออกพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ไปแล้ว ปรากฏว่ามันมีพิมพ์เขียวที่จะกําหนดว่าแผนเป็นอย่างไร ในหมวด ๓ มันจะมีแผนแม่บทออกมาแบบไหน วิธีการแบบไหนเอาลงมา แล้วก็ปรากฏว่า สภาเกษตรกรนั้นประชุมกันแค่ครึ่งชั่วโมงหรือชั่วโมงหนึ่งเสร็จเรียบร้อย ไม่อยากเห็น เป็นอย่างนั้นนะท่านประธาน ถ้าเป็นแบบนั้นกราบเรียนท่านประธานว่าไม่ได้เป็นที่พึ่ง ที่หวัง ที่พิง ของพี่น้องเกษตรกรโดยแท้ และสภาเกษตรกรแห่งชาติก็จะไม่ได้เป็นที่ทํางาน ทําหน้าที่แก้ไขปัญหาพี่น้องเกษตรกรโดยแท้ เพราะฉะนั้นอยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่าอยากจะขอเปลี่ยนแปลงใหม่ให้เป็นวาระได้ไหม เป็นสมัยได้ไหม สมัยละ ๔ เดือน แล้วก็ประชุมทุกอาทิตย์ แต่ไม่ได้บอกว่ากี่วัน ให้ทุกอาทิตย์ในทุกสมัย เหมือนกับ สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้เราประชุมกันทุกอาทิตย์ แต่ถ้ามีวาระสําคัญแล้วก็เป็นการปิดสภา อยู่ในสมัยการปิ ดสภา ประธานสภาหรือสมาชิกก็สามารถที่จะร้องขอได้ สมาชิก ๑ ใน ๓ สามารถร้องขอให้เปิ ดวิสามัญได้ หรือในขณะเดียวกันประธานเห็นว่า มีความสําคัญเร่งด่วนและจําเป็นก็เรียกสมาชิกในสมัยประชุมวิสามัญได้ ถ้าเป็นอย่างนี้ ผมเห็นด้วย สมัยละ ๔ เดือน ปีหนึ่ง ๒ สมัย แก้ไขครับ แล้วก็ประชุมทุกอาทิตย์ กําหนดไว้ ทุกอาทิตย์ แล้วหากมีความจําเป็นเร่งด่วนก็ให้ประธานสภาและหรือสมาชิกสภาเกษตรกร แห่งชาติ ๑ ใน ๓ ลงชื่อรวมกันขอเปิดสมัยวิสามัญได้ ถ้าอย่างนี้ผมรับได้ แต่ถ้าเป็นอยู่อย่างนี้ ผมรับไม่ได้ครับท่านประธาน พิมพ์เขียวแน่นอน กราบขอบคุณครับ
เชิญท่านสงวนครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย จังหวัดลําพูน จริง ๆ แล้ววันนี้เป็นวันที่ทํากฎหมายสนุกที่สุด เพราะว่าได้ฟัง หลายอย่าง แต่ที่ผมขึ้นมาพูดแก้นิดหน่อย ทําไมพูด ผมว่าอันนี้มันเป็นหลักการ ก็อยากจะ ฝากถามทางกรรมาธิการ หลักการนี้ท่านคิดได้อย่างไร ผมก็งง ๓ เดือนประชุมครั้งหนึ่ง ปีหนึ่งก็ ๔ ครั้ง แล้วก็ครั้งละ ๑๕ วัน ปีหนึ่งทํางาน ๑๕ คูณ ๔ ๖๐ วัน ดูเหมือนว่าจะแก้ ให้มันบ่อยขึ้นคือ ๒ เดือนครั้ง ปี หนึ่ง ๖ ครั้ง ครั้งหนึ่งให้ ๗ วัน ๖ คูณ ๗ ๔๒ วัน เอาตัวเลขที่ไหนมาคิด ท่านมีเจตนาอย่างไร อันนี้ตลกอย่าให้เด็กหัวเราะครับ นี่เป็นกระบวนการทํางานของสภานะครับ ผมไม่ใช่อ่านมาตราเดียว อ่านโดยตลอด จริง ๆ ไม่อยากจะพูด แต่พออ่านเสร็จแล้วมันอยากจะพูดมาก เพราะว่ามันยังต้องถาม ทางองค์คณะที่ทํา ไม่ว่าเสียงข้างน้อยหรือเสียงข้างมากว่าท่านกําลังจะทําองค์กรนี้ให้เป็น อะไร ให้เป็ นองค์กรมหาชน เป็นองค์กรของรัฐภายในกํากับดูแลของรัฐแบบไหน เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ เป็นอย่างไร องค์ประกอบมันก็สับสนอลหม่าน อยู่แล้ว แต่พอมาดูแก้อย่างนี้ท่านแก้ว่า ๒ เดือนครั้งหนึ่ง เอาละ บอกให้บ่อยขึ้น แต่พอมาบอกเวลาประชุมนี่ลดจาก ๑๕ วัน เหลือ ๗ วันก็เท่ากับว่าประชุม ๖ รอบใช่ไหมครับ แต่ว่ามี ๔๒ วัน ๖ ๗ ๔๒ เอง อันนั้นมัน ๖๐ วัน แต่ข้างล่างนี่กลับบอกว่า ๑ ใน ๓ ขอเปิดสมัยวิสามัญได้ ก็ให้มันดูเร็วขึ้น นี่ต้องตอบเป็นหลักเป็นเกณฑ์นะท่านประธาน ถ้าท่านตอบว่าไม่รู้แก้ให้มันเป็นอย่างนี้ก็ให้มันรู้ไป ผมดูอย่างนี้นะครับ ทีนี้ผมโยงทั้งหมด ดูนะครับ แม้แต่ท่านไปตั้งสํานักงานใหม่นี่ ผมว่าหลายคนคงจะพูด ทั้งหมดที่ผมพูดนี่นะ ครับท่านครับ ถามต่อท่านประธานผ่านไปยังประธานคณะกรรมาธิการ เราก็เรียนในสํานัก เดียวกันมา ท่านคิดว่าองค์กรที่ท่านชื่นชมจะให้กับเกษตรกรนี่มันจะผูกมัด พลังการผลิตหรือเพิ่มพลังการผลิต ท่านดูให้ดีนะครับ ให้สมาชิกของเราที่อยู่ในสภาแห่งนี้ ลองเทียบเคียงกับองค์กรที่ทํางานไม่ได้ขณะนี้ คือองค์กรของเกษตรกรที่เราเรียกกองทุน ฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรนี่ เพราะอะไรครับ เพราะองค์ประกอบของมันเป็นอย่างนี้ แล้วมี หน้าที่เป็นอย่างนี้ ท่านไปดู ท่านไปเพิ่มในมาตรา ๒๐ (๖/๑) ยิ่งเห็นชัดท่านครับว่ามันจะ เกิดอะไรขึ้นในครั้งต่อไป มาตรา ๑๓ ผมพูดสั้น ๆ ตรงนี้นะครับ อธิบายหน่อย ๒ เดือน ต่อครั้ง ๓ เดือนต่อครั้งนี่มันน้อยไป เอา ๒ เดือนต่อครั้ง แต่ไปลดเวลาทํางานเหลือ ๗ วัน นี่ไม่ใช่นะครับท่าน อธิบายลําบาก แล้วพอมาตอนหลังว่า ๑ ใน ๓ ก็เปิดวิสามัญได้ อันนี้ ดีขึ้น แต่ตรงนี้มันไม่มีคําตอบแน่นอนว่าท่านลดเวลาเขาทําไม เพราะว่ารายได้เขาไม่มี เงินเดือนครับท่านครับ เขาเอารายได้มาจากเบี้ยประชุม ถ้าผมเข้าใจถูกต้องนะครับ หรือท่านจะตั้งเงินเดือนผมก็ไม่รู้ เพราะมันมีเบี้ยเลี้ยงอยู่ แล้วเขาทํางานตลอดนี่ ผมว่าทุกคน ท้องกับขาไม่เหมือนกัน ถ้าท้องนี่มันตันเหมือนขาแล้วไม่ต้องไปกินอะไรนี่ ไม่ต้องไปคิดถึง เรื่องนั้น เพราะฉะนั้นตัวแทนเกษตรกรจะลําบากมากถ้าท่านเขียนอย่างนี้ขอบคุณครับ
เชิญท่านสุชาติ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุชาติ ลายนํ้าเงิน พรรคเพื่อไทย จังหวัดลพบุรี เขต ๑ ก็ฝากข้อสังเกตไปที่ ท่านกรรมาธิการนะครับ เพราะวันนี้อย่างที่ผมได้พูดแล้ว พอดีท่านดอกเตอร์สุรพงษ์ ก็เอาข้าวมาให้ดู มันก็จะมาเกี่ยวโยงกับมาตรา ๑๓ นี่ละครับ เพราะหลายคนเขาบอกว่า วันนี้คุณมีสภาก็ให้คนเลือกมา เลือกมาจากเกษตรกรทําไร่ทํานา ชาวบ้านอะไรต่าง ๆ มาทั้ง ๗๖ จังหวัด แต่สุดท้ายคุณมากําหนดเวลาการประชุมให้สั้นลงอย่างนี้ ผมเอาแค่ ทํานาก็แล้วกัน ท่านประธานครับ ผมยกตัวอย่างทํานา วันนี้รัฐมนตรีต้องเข้าใจนะครับว่า เดี๋ยวนี้ชาวบ้านเขาทํานา ๓ รอบแล้วครับ แถวจังหวัดลพบุรีทํา ๓ รอบ ถ้าคุณไปเปิด ประชุมปีหนึ่งมี ๒ เที่ยวหรือ ๓ เที่ยวนี่ ถ้าข้าวมันจํานําไม่ได้ ประกันไม่ได้นี่ ผมยกปัญหา ตรงนี้ฝากไปถึงเกษตรด้วย ในฐานะที่เป็นคนพื้นที่ เพราะมันจะมาเกี่ยวโยงกับมาตรานี้ วันนี้รัฐบาลประกาศประกันราคาข้าว คนที่ตายคือชาวบ้าน คนที่รวยคือพ่อค้า โรงสี เดี๋ยวนี้ขยายพรวด พรวด พรวด ท่านไปดูชาวไร่ชาวนา ใครยิ่งทํานามากนายิ่งหมดมาก ตอนนี้นาไม่มีเป็นของตัวเองแล้วครับ เป็นของพ่อค้าไปหมดแล้ว เพราะท่านประกันไว้ ๑๐,๐๐๐ บาทนี่ ผมขอย้อนมาตรงนี้ ท่านประกันไป ๑๐,๐๐๐ บาทนี่ ถามว่าพ่อค้าไปซื้อ ๖,๐๐๐ บาท ๕,๐๐๐ บาท ชาวนาไม่ขายมันจะเอาไปไว้ที่ไหน แล้วไปกําหนดความชื้น ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ชาวนาไม่มีโรงอบครับ โรงสีมีโรงอบครับ ก็เลยฝากไปว่าเกี่ยวโยงกับ มาตรานี้ ที่ผมว่าเกี่ยวโยงเพราะว่า ๑. พอคุณมีสภาปั๊บคุณไม่ประชุมตามขั้นตอน คุณเล่นไปเปิดอย่างที่บอก กําหนดไว้ ๓ เดือนบ้าง ๒ เดือนบ้าง เป็นวาระบ้างอย่างนี้ คนที่มีปัญหาโดยตรงไม่สามารถนําเรื่องเข้าสู่สภาได้ แก้ไขให้พี่น้องประชาชนได้ ก็ยกมา ๑ ตัวอย่างของสภาผู้แทนราษฎร ในสมัยประชุม ๔ เดือน ประชุมวันพุธกับวันพฤหัสบดี เวลานี้ ถ้าประชุมไม่ทันร้องขอประธานสภาเปิดให้อีกต่างหาก ทําไมสภาเกษตรกรซึ่งเป็น สภาเกษตรกรแห่งชาติด้วยซํ้าไป ไม่เลียนแบบสภาเราไป ทําไมต้องไปกําหนดเปิดวันโน้น วันนี้ วันนี้ประเทศไทยมันไม่ใช่มีเรื่องข้าวอย่างเดียว ยังมียางพารา ยังมีเกษตรกร ข้าวโพด ยาง มันสําปะหลัง เยอะมากมายไปหมด มันจะได้ไปดูแลพี่น้องเกษตรกร อย่างจริงใจจริงจังนะครับ ก็เลยบอกว่ามาตรานี้ผมถ้าสงวนได้ถ้าพูดได้อีกรอบหนึ่งก็อยากจะให้แก้นะครับ เวลา ที่ท่านบอกว่า ๒ เดือน ๓ เดือนอะไรอย่างนี้ทําไมไม่ให้มีประชุมทุกเดือนเลยล่ะ ไม่ได้เสียหายอะไรตั้งงบประมาณไปสิ เขียนกฎหมายใส่เข้าไป ไม่ต้องไปคิดว่า คณะกรรมการมาประชุมเพื่อเอาเบี้ยประชุมอย่างเดียว ตั้งเป็นเงินไปเลยเดี๋ยวคนก็ วิ่งกันมาเป็นกรรมการกันเองละครับ ดูแลพี่น้องประชาชน ก็อย่างน้อยคนที่เขามาจาก เกษตรกรมาโดยตรงเขาจะรู้หลักการทํานาว่า คุณต้องไปไถ ต้องไปหว่าน ต้องไปเกี่ยว เวลาไหน ข้าวออกเวลาไหน จะส่งออกอย่างไร วันนี้ยังส่งออกไม่ได้เลย นี่ชาวนาพูด ท่านประธานครับ ผมฝากท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย เพราะเรื่องของเรื่องบ้านผมคุณบอกประกัน ๑๐,๐๐๐ บาท ประกัน ๑๐,๐๐๐ บาท วันนี้นะครับพอประกัน ๑๐,๐๐๐ บาทพ่อค้าไปซื้อ ๖,๐๐๐ บาท ไม่ซื้อเอาไปไว้ที่ไหน แล้วเงินประกันส่วนต่างก็ไม่รู้จะได้เมื่อไร ทําไมรัฐบาลนี้ไม่จํานําล่ะครับ สภาเกษตรกร จะได้เป็นคนกําหนดอย่างไรครับ ก็ต้องให้ปล่อยว่าสภาเกษตรกรนี้ผมอยากจะให้เข้า มาตรา ๑๓ ที่ผมจะพูดนะครับว่า ผมอยากจะให้เห็นด้วยว่าให้มีการประชุมแบบสภา กําหนดไปเลย ๔ เดือน วันพุธ วันพฤหัสบดี แล้วก็ขอเปิ ดประชุมสภาได้ เหมือนท่านดอกเตอร์ชัยวัฒน์ได้พูดไป ขอบคุณท่านประธานครับ
ท่านสุวโรชครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุวโรช พะลัง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ผมกราบเรียนต่อท่านประธานด้วยความเคารพครับว่า ในมาตรา ๑๓ นี่ครับ ถ้าท่านประธานจะได้กรุณาดูนี่ครับผมเข้าใจว่าเป็นเรื่องเวลาเท่านั้นเองซึ่งกราบเรียนต่อ ประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๑๒๙ ท่านประธานจะได้ดูเฉพาะในเวลาที่เกี่ยวข้องที่มี การปรับแก้เท่านั้นเอง แล้วก็ถ้าหากว่าท่านประธานจะได้กรุณานะครับ ท่านสมาชิก ที่อภิปรายแล้วก็ด้วยความหวังดีที่อยากจะให้กฎหมายฉบับดังกล่าวได้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว เรายังมีวุฒิสภาจะพิจารณาเรื่องนี้อีก เพราะฉะนั้นสิ่งใดก็ตามที่ผมคิดว่าทางกรรมาธิการ ซึ่งผมเข้าใจว่าตัวประธานก็ดี คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ก็ดีพร้อมที่จะชี้แจงถึงเหตุผล ตรงนี้ได้แล้ว ผมก็อยากให้ประธานได้กระชับในประเด็นตรงนี้แล้วก็ให้ทางท่านประธาน หรือทางตัวแทนคณะกรรมาธิการวิสามัญได้ชี้แจงถึงเหตุผล แล้วก็ผมเข้าใจว่าสมาชิกเอง ก็ไม่ได้ติดใจประเด็นเหล่านี้มากมาย จะเห็นได้ว่าไม่ได้มีการสงวนคําแปรญัตติในมาตรานี้ ไว้แต่ประการใด ก็อยากให้ท่านประธานได้กระชับในเรื่องดังกล่าว แล้วก็ได้เคร่งครัด ตามข้อบังคับเพื่อที่จะให้กฎหมายฉบับดังกล่าวได้เดินหน้าไปได้รวดเร็วในเวลาที่ควรจะเป็นครับ นี่ก็ประมาณบ่ายสองโมงท่านประธานครับ เหลืออีก ๓ ชั่วโมง ห้าโมงเย็นไม่ทราบว่า กฎหมายฉบับนี้จะเสร็จไหม ขอบพระคุณครับ
อย่างนี้นะครับเผอิญคณะกรรมาธิการมีการแก้ไขเพิ่มเติมสมาชิกก็มีสิทธิอภิปรายผมก็จะ ฟังสมาชิกที่อภิปรายนะครับ ถ้าออกนอกประเด็นที่กรรมาธิการแก้ไขก็คงจะต้อง ขอความกรุณาท่านให้ตรงประเด็นหน่อย ท่านอาจจะยกตัวอย่างเหตุผลประกอบก็ยกได้ แต่ก็ไม่ควรจะไปไกลนักเอาแค่นี่กําหนดเดือน กําหนดวัน ที่จะประชุม เชิญท่านนิยมครับ เดี๋ยวท่านคณะกรรมาธิการท่านจะได้ชี้แจงเหตุผล
เรียนท่านประธานสภา ผม นิยม ช่างพินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก ต้องขอขอบคุณท่านประธานที่ให้ผม ได้มีโอกาสเสนอแนวความคิดก็คือมีการแก้ไขในมาตรา ๑๓ ของการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. .... ท่านประธานครับ ผมถือว่าเป็นเรื่อง ละเอียดอ่อนมากนะครับ เพราะว่าเป็นหัวใจสําคัญในการที่จะกําหนดวาระการประชุม ของพี่น้องภาคการเกษตรและสิ่งที่สําคัญไปกว่านั้นแต่ละพื้นที่แต่ละภูมิประเทศแตกต่างกัน ในการประกอบอาชีพ ก็โดยสภาพปัญหาจะต้องมีเกิดอยู่ตลอดเวลา แล้วยิ่งมากําหนด กฎเกณฑ์บอกว่า ๒ เดือนประชุมครั้งหนึ่งแล้วกําหนดภายใน ๗ วัน ผมว่ามันเป็นสิ่งที่ ไม่ถูกต้อง ผมเองไม่มีโอกาสได้เป็นคณะกรรมาธิการคณะนี้ ถ้าผมมีโอกาสได้เป็น คณะกรรมาธิการคณะนี้ผมคงไม่เสนอแค่นี้หรอกครับ และสิ่งสําคัญหรือเราจะมา แก้ปัญหาของพี่น้องภาคการเกษตรอย่างน้อยก็ควรจะเปิ ดช่องว่างในการแก้ปัญหา แบบยั่งยืน โดยพี่น้องภาคการเกษตรอาจจะมีโอกาสได้ลงชื่อกัน ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ คน ที่จะเอาเรื่องนี้เข้ามาแก้ปัญหาในสภาเกษตรกรแห่งชาติ วันนี้เองถ้าจะอาศัยประธานและ ๑ ใน ๓ ลงชื่อกันนะครับ เพราะว่าอย่างที่ผมเรียนให้ทราบแต่ละพื้นที่มันแตกต่างกัน ผมถึงบอกว่าผมเสียโอกาสที่ผมไม่ได้เป็นกรรมาธิการคณะนี้ ถ้าผมเป็นกรรมาธิการคณะนี้ ผมจะต้องให้พี่น้องภาคการเกษตรโดยเกษตรกรไม่ต้องมาแก้ปัญหา ไม่ต้องมีม็อบ มาปิดถนน ม็อบมาเรียกร้องที่จังหวัด เขาสามารถที่จะลงชื่อได้เลยแล้วก็เสนอประธาน แล้วก็เปิดเป็นการประชุมเร่งด่วนอย่างนี้ถือว่าเป็นสิ่งสําคัญเพราะฉะนั้นเองไม่ต้อง มากําหนดหรอกครับ ๒ เดือนต่อ ๑ ครั้ง ผมว่าสิ่งที่สําคัญแก้ได้ก็ต้องแก้นะครับ ต้องฝาก ท่านประธานคณะกรรมาธิการด้วย ขอบพระคุณมากครับ
เชิญท่านประยุทธ์ครับ แล้วก็ท่านพิเชษฐ์ ประเดี๋ยวต้องจบแล้วนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม กระผมกราบเรียน ท่านประธานว่าถ้ามองดูผิวเผินแล้วก็คงจะต้องให้การสนับสนุน แต่โดยตรรกะของ การเขียนกฎหมาย ท่านประธานครับ โดยภารกิจของสภาเกษตรกรแห่งชาตินั้น เป็นภารกิจที่ค่อนข้างจะมาก กระผมก็คงจะใช้ความคิดเห็นมากมายไปเกินกว่าข้อบังคับ ที่กําหนดไว้ในข้อบังคับ ข้อ ๑๒๙ ไม่ได้
ในประเด็นแรก ที่กระผมกราบเรียนท่านประธานว่า ประเด็นที่จะบอกว่า ๓ เดือนต่อ ๑ ครั้ง มาเป็น ๒ เดือนต่อ ๑ ครั้ง กระผมเห็นด้วย เพราะผมคํานวณถึงแล้วว่า ภารกิจที่ท่านจะต้องประชุมในการที่จะ ๒ เดือนต่อ ๑ ครั้งนี่ ก็ต้องประชุม ๖ ครั้ง ภายใน ๑ ปี แต่เมื่อดูบรรทัดเดียวกันบอกว่า ถ้าเดิมทีบอกว่ารวมกันไม่เกิน ๑๕ วัน ท่านประธานครับ ถ้าในกรณีที่ ๓ เดือนต่อ ๑ ครั้ง ก็คือประชุม ๔ ครั้งในปีหนึ่ง ก็มี วันประชุมอยู่ ๖๐ วัน แต่ถ้ามาแก้ไขใหม่ล้วน ๆ ทั้งหมดนี่จะประชุมน้อยลงไปคือประชุม ๔๒ วัน น้อยกว่าเดิมอีก ๑๘ วัน โดยภารกิจ โดยตรรกะของการที่จะเขียนกฎหมายนี่ กระผมไม่ทราบจริง ๆ ว่าจะแก้ไขตรงนี้เพื่ออะไร
ส่วนจุดที่สาม จาก ๒ ใน ๓ มาเป็น ๑ ใน ๓ กระผมเห็นด้วย เป็นไปได้ไหม ท่านประธานครับ ที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการและท่านกรรมาธิการจะเขียนแก้ไข เฉพาะจุดแรกกับจุดที่สาม ส่วนจุดที่สองให้คงไว้ที่ ๑๕ วัน แล้วมันก็จะได้เพิ่ม โดยตรรกะ ผมเข้าใจว่าเจตนาดีที่จะให้สภาตรงนี้ได้ดําเนินการในภารกิจที่ค่อนข้างจะมาก ถ้าแก้ไข ตรงนี้ได้นี่ผมคิดว่าก็คงจะตรงกับท่านสมาชิกผู้มีเกียรติที่ได้อภิปรายไปแล้ว
เชิญท่านพิเชษฐ์ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ในมาตรา ๑๓ นี้ ก็อย่างว่าก็เป็นเสียงข้างน้อย การท้วงติงก็เพียงได้แค่ท้วงติงนะครับ แต่ก็อยากจะพูด ในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ว่า สมมุติฐานของคนที่ร่างกฎหมายฉบับนี้ ผมดูไปแล้วนี่ครับ
๑. มีสมมุติฐานว่าเกษตรกรผู้ยากไร้นั้นด้อยปัญญา มีปัญญาน้อย มีการศึกษาน้อย
๒. ประหยัดงบประมาณ เห็นว่าเป็นคนยากคนจนก็น่าจะใช้งบประมาณ น้อยหน่อย
๓. ผมไม่แน่ใจว่าจากมาตรา ๑ มาถึงมาตรานี้มันมีอะไรแอบแฝงหรือเปล่า มันมีใครร่างกฎหมายเพื่อตัวเองหรือเปล่า อันนี้เป็นที่น่าสงสัย
ท่านประธานครับ ๒ เดือนต่อครั้ง ครั้งละ ๗ วัน นั้น ๓๖๕ วันมันประชุม อยู่ ๔๒ วัน ท่านประธานครับ การเกษตรนั้นมียางพารา มีอ้อย มีข้าว ข้าวโพด มันสําปะหลัง ลองกอง ลําไย เงาะ ทุเรียน มังคุด มะม่วง วัวเนื้อ วัวนม หมูเห็ดเป็ดไก่ปลา เยอะแยะไปหมด ปัญหามันเกิดขึ้นทุกวัน ไม่ใช่เกิดขึ้นทุก ๒ เดือน หมูราคาตกตํ่า ทุกอย่างนี่มันไม่ได้ ๒ เดือนเกิดครั้ง มันเกิดทุกวัน ทุกวินาที แล้วพี่น้องเกษตรกร คนส่วนใหญ่ของประเทศ ๒๐ กว่าล้านคนประชุม ๒ เดือนต่อครั้ง ๗ วัน
ในมาตรานี้ผมขอเสนอว่าประชุมกันเดือนละครั้ง ประชุมกันเดือนละครั้ง จะให้สมาชิก ๑ ใน ๓ มาเข้าชื่อ ๙๙ คนก็คือ ๓๓ คน และ ๓๓ คน อยู่ ๓๓ จังหวัดจะต้อง มาลงชื่อ ต้องเดินทางมาเจอกันนะครับ ๓๓ คนมาลงชื่อถึงจะมีการประชุมวิสามัญขึ้นมา ท่านประธานครับ มันไม่มีวิป (Whip) หรอกครับ ไม่มีวิปฝ่ายค้าน ไม่มีวิปฝ่ายรัฐบาล เหมือนในสภา ดังนั้นเพื่อเขียนไว้เป็นกฎหมาย เขียนไว้เป็นหลักการเพื่อเกษตรกรเขาจะได้ ทําตามกฎหมายก็คือว่าให้มีประชุมเดือนละครั้ง ๆ ครั้งละ ๗ วัน ปีหนึ่งก็จะประชุมอยู่ ๘๔ วัน พอเพียงที่จะแก้ไขปัญหา ทุก ๆ เดือนประชุม ๗ วัน ก็เสนอเปลี่ยนจาก ๒ เดือนต่อครั้ง มาเป็น ๑ เดือนต่อครั้ง ขอบคุณครับท่านประธาน
ฟังกรรมาธิการหน่อยนะครับ เดี๋ยวเราค่อยเพิ่มเติม ซักถามเพิ่มเติม เชิญท่านประธาน คณะกรรมาธิการครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ศุภชัย โพธิ์สุ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ขออนุญาตเรียนชี้แจงกับ ท่านประธานและที่ประชุมแห่งนี้นะครับว่า มาตรา ๑๓ ของร่างพระราชบัญญัติ สภาเกษตรกรแห่งชาตินั้นได้มีการปรับแก้ ๓ จุด โดยความเห็นชอบของกรรมาธิการ ไม่ใช่เสียงข้างมาก โดยความเห็นชอบของกรรมาธิการอย่างเป็นเอกฉันท์ ไม่มีกรรมาธิการ ท่านใดขอสงวนความเห็นเอาไว้ ซึ่งผมก็แปลกใจว่าทําไมกรรมาธิการเราเวลามาถึงที่นี่ ท่านมีสิทธิในฐานะที่เป็น ส.ส. นะครับ แต่ว่ากรรมาธิการก็ควรจะชี้แจงในเหตุผลของ การแก้ไขปรับปรุงร่วมกัน เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของกรรมาธิการ ผมขออภัยอาจจะ นอกประเด็น แต่อยากจะเรียนว่าการแก้ไขตรงนี้มีเหตุผลครับท่านประธาน สภาเกษตรกร แห่งชาตินั้นเป็นสภานโยบาย เป็นสภาที่กําหนดแผนแม่บทในการที่จะบริหารจัดการ ในการที่จะแก้ไขปัญหาของเกษตรกร ในร่างของรัฐมนตรีนั้นกําหนดเอาไว้ว่า ประชุม ๓ เดือนต่อครั้ง นั่นคือร่างที่สภาผู้แทนราษฎรรับหลักการในวาระที่หนึ่ง แต่พอมา ประชุมกรรมาธิการทั้งหมดเห็นว่าถ้าประชุม ๓ เดือนต่อครั้งนี่มันนานไป ปัญหาของ พี่น้องเกษตรกรมีมากมายเหลือเกิน แต่ละวัน ๆ เราก็รู้เหมือนกัน ฉะนั้นจึงขยับลงมาว่า ขอสัก ๒ เดือนต่อครั้ง แล้วก็เมื่อกําหนด ๒ เดือนต่อครั้งแล้วนี่คือประชุมถี่ขึ้น จึงกําหนด ว่าถ้าจะประชุมยาวถึง ๑๕ วัน ต้องเรียนท่านผู้ทรงเกียรติครับว่า สมาชิกสภาเกษตรกร แห่งชาตินั้นไม่มีเงินเดือนนะครับ มีเบี้ยประชุม ตามที่ทางสภาเกษตรกรแห่งชาติ จะกําหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขขึ้นมา และทีนี้เราจะเห็นว่าถ้าประชุมยาว ๑๕ วัน แล้ว ๒ เดือนมีการประชุม ๒ เดือนนี่ถี่แล้ว และถ้าประชุมยาวถึง ๑๕ วัน ตัวแทน เกษตรกรยังประกอบอาชีพเป็นเกษตรกร เป็นชาวนาอยู่เหมือนเดิมนะครับ เพราะฉะนั้น โอกาสที่จะไปดูแลภารกิจในครอบครัวของเขามันก็คงจะมีปัญหากระทบบ้าง ฉะนั้น เราก็คิดว่า ๒ เดือนต่อครั้ง แต่ละครั้งประชุม ๗ วัน ติดต่อกัน ๗ วัน แต่เราก็ไม่ได้ ปิดเลย ถ้าสมมุติว่ามีกรณีเร่งด่วน มีปัญหาที่มีผลกระทบต่อเกษตรกร พี่น้องประชาชน เช่น ราคาข้าวตกตํ่า เกิดวาตภัย เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนต่าง ๆ เราก็เปิดเอาไว้ ในช่วงท้าย ในกรณีจําเป็นเร่งด่วนประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติจะเรียกประชุม เป็นวาระพิเศษเพิ่มเติมขึ้นก็ได้ คือให้อํานาจประธานจะเรียกประชุมเป็นกรณีพิเศษก็ได้ หรือเมื่อมีสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติจํานวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ สมาชิกทั้งหมด ๙๙ คน ๑ ใน ๓ ก็คือ ๓๓ คน ฉะนั้นถ้ามีปัญหาเร่งด่วนของเกษตรกร สมาชิก สภาเกษตรกรก็คือตัวแทนที่มาจากเกษตรกร แล้วมันจะไม่รู้ร้อนรู้หนาว ลงชื่อ ๓๓ คน แค่นั้นเองขอให้ประธานเปิดประชุมสภา มันก็เปิดได้แล้ว ฉะนั้นจะเปิดประชุมกี่วัน กี่รอบ เป็นกรณีพิเศษเร่งด่วนก็ไม่มีปัญหาครับ ขึ้นอยู่กับปัญหาของพี่น้องเกษตรกรว่าได้รับ การแก้ไขหรือไม่ ถ้าไม่เป็นที่พอใจ หมดสมัยประชุมแล้วท่านประธานสภาเกษตรกร แห่งชาติเห็นว่าเรื่องนี้ยังมีความจําเป็นจะเรียกประชุมเป็นกรณีพิเศษก็ยังเป็นอํานาจ ของประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ซึ่งก็มาจากสมาชิก ๗๗ คนที่จะรับคัดเลือกมาเป็น ประธานและรองประธาน หรือเร่งด่วนจริง ๆ ประธานมองไม่เห็น สมาชิก ๓๓ คน หรือ ๑ ใน ๓ ของสมาชิกทั้งหมดก็ลงชื่อเสนอต่อประธานสภาให้มีการประชุม เป็นกรณีพิเศษได้ ฉะนั้นตามที่คณะกรรมาธิการทั้งหมดนะครับ ไม่ใช่กรรมาธิการ เสียงข้างมาก ได้เห็นชอบให้มีการแก้ไขอย่างนี้ ถือว่าได้คํานึงถึงผลประโยชน์ของ พี่น้องเกษตรกรแล้วนะครับ ฉะนั้นก็อยากจะเรียนท่านสมาชิกว่ายังมีอีกเยอะเลยหลายมาตรา ถ้าหากว่าเรื่องไม่เป็น หลักการที่สําคัญถ้าพอจะกรุณาผ่านได้ก็อยากขอความกรุณานะครับ เพราะว่าในเรื่องที่มี เหตุผลกรรมาธิการเสียงข้างมากก็ฟังเหตุฟังผลแล้วก็แก้ไขตามที่ได้ดําเนินการไปแล้ว ขอบคุณมากครับ
ท่านสุนทรีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอสอบถามท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. .... คือในมาตรา ๑๓ ด้วยในพื้นที่ของ ดิฉันเองพี่น้องส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทําการเกษตรก็จะทราบว่าในแต่ละเดือนพี่น้อง เกษตรกรจะมาบอกดิฉันถึงปัญหาให้ได้รับทราบแต่ละเดือนไม่ค่อยจะซํ้ากัน คราวนี้ เมื่อท่านบอกว่า จัดให้มีการประชุมสภาเกษตรกรแห่งชาติ ๒ เดือนต่อ ๑ ครั้ง มันจะทัน ในการแก้ไขปัญหาหรือคะ ถึงจะบอกว่าสามารถให้สมาชิก ๑ ใน ๓ คือ ๓๓ คนมาเข้าชื่อ เพื่อขอเปิดก็ได้ แต่บางครั้งถ้าเกษตรกรเขาเดือดร้อนจริง ๆ ๓๓ ท่านบางครั้งอาจจะ ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยหรือว่าปัญหาที่ได้รับมากอย่างนี้ ดิฉันก็คิดว่าทําไมเรา ไม่เปิ ดโอกาสให้ หรือว่าไม่คิดในปลายเปิ ดให้มันมากกว่านี้เหมือนกับกฎหมาย รัฐธรรมนูญของเราที่ให้ประชาชนสามารถมาเข้าชื่อแล้วก็สามารถเสนอได้ ดิฉันคิดว่า ในเมื่อเราอยากให้สภาเกษตรเป็นของเกษตรกรอย่างแท้จริง ก็น่าจะมีการเปิดโอกาส ให้กับทางเกษตรกรได้เข้ามามีส่วนร่วมในตรงนี้ด้วย แล้วตรงที่บอกว่ากําหนดให้มี การประชุมรวมกันไม่เกิน ๗ วัน จริง ๆ ดิฉันว่าแต่ละครั้งการประชุมคงกินเวลาไม่น่าจะเกิน ๗ วัน มันน่าจะสั้นกว่านั้นอีกนะคะ ตรงนี้มันไม่ใช่ประเด็นสําคัญที่ว่าอยู่ที่ ๗ วันหรือเปล่า แต่ดิฉันคิดว่าประเด็นสําคัญคือถ้าประชุม ๒ เดือนต่อครั้ง มันจะทันการแก้ไขปัญหา ที่เกษตรกรได้รับหรือเปล่า สมมุตินะคะว่าในเขตพื้นที่ดิฉันตอนนี้มีการปลูกข้าวนาปรังกัน ค่อนข้างเยอะ นํ้าไม่มีจะไปร้องเรียนใครล่ะคะ ในเมื่อบอกว่าต้องไปหานํ้ามันมาสูบ ชาวบ้านออกเงินกันแล้วก็ไม่พอ ไปหา อบต. อบต. บอกไม่มีเงินจะมาช่วยเหลือตรงนี้ แล้วอย่างนี้มันเป็นปัญหาที่ลุกลามกันใหญ่โตค่ะ เนื่องจากตอนนี้มันมีโครงการประกัน รายได้เกษตรกร ชาวบ้านก็แห่กันมาปลูกข้าวนาปรังกันเยอะ แล้วอย่างนี้ถ้าเราจะรอ ๒ เดือนครั้ง ข้าวที่เขาปลูกกันอยู่จะรอได้หรือคะถ้ารอถึง ๒ เดือน ดิฉันก็ฝากท่านประธาน สอบถามไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ท่านประยุทธ์ครับ สืบเนื่อง
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม ผมต้องกราบเรียน ท่านประธานว่า ตามที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการชี้แจงว่าในเรื่องของคณะกรรมาธิการนั้น ไม่ได้พูดจากันก็เป็นเอกฉันท์นัยว่าอย่างนั้น แต่กระผมไม่ติดใจตรงนั้นหรอกครับ ท่านอธิบายต่อไปว่าในกรณีที่มีเหตุจําเป็นประธานก็เรียกประชุมได้ หรือ ๑ ใน ๓ เรียกประชุมได้ ผมเข้าใจตรงนั้น แต่ที่กระผมกราบเรียนท่านประธานผมหมายถึงว่า ตรรกะในการคิด หลักตรรกะหลักคิดนี่ เดิมทีในร่างเดิมท่านประชุมปี ละ ๖๐ วัน เอาอธิบายง่าย ๆ ทําไมล่ะครับ ท่านประชุมปี ละ ๔๒ วัน ถ้าตรรกะในการคิด หลักในการคิดที่จะมาคํานวณว่าให้เท่าทุนเหมือนเดิมที่มีหลักคิดเท่ากัน คือครั้งละ ๑๐ วัน ๖ ครั้งก็จะเป็น ๖๐ วันเท่ากัน นี่คือตรรกะ ผมถามตรรกะผมไม่ได้ถามในเหตุผล อื่น เหตุผลความจําเป็นที่จะเกิดขึ้นแต่ละท้องที่มันจะไม่เหมือนกันละครับ จริงอยู่ในกรณี ที่เกิดเหตุภัยพิบัติขึ้นในท้องที่ต่าง ๆ ในการที่จะเรียกประชุมไม่ใช่ของง่าย ผมถาม ท่านประธานอย่างปัจจุบันนี้นํ้าตาลขาดตลาด มีการกักตุนอย่างนี้เกิดขึ้นท่านจะแก้ไข อย่างไร เกิดขึ้นที่ท้องที่ไหนมันก็ไม่สามารถที่จะเดาได้ ที่ผมถามท่านประธานผมก็ พยายามที่จะเน้นไม่ได้เอาความรู้สึกส่วนตัวว่าตรรกะในการคิดว่ากรอบเวลาเดิม ที่ท่านกําหนดไว้ในตัวร่างเดิมที่ผมบังเอิญผมเข้ามาใหม่ ผมไม่ได้เข้ามาตอนที่นั่น แต่ผมอาศัยข้อบังคับ ข้อ ๑๒๙ เฉพาะถ้อยคําข้อความที่เกี่ยวข้องว่าหลักตรรกะตรงนี้ ท่านทําไมไปลดจาก ๖๐ วันไปเป็น ๔๒ วัน ถ้าหากจะคงที่ท่านก็เขียนว่าครั้งละ ๑๐ วัน ก็ ๖๐ วันเท่าเดิม แต่ถ้าหากให้เพิ่มก็คง ๑๕ วัน ท่านก็ได้ ๙๐ วัน ผมสงสัยตรงนี้ครับ
ท่านสุนัยครับ
ท่านประธานครับ กระผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน จังหวัดนครสวรรค์ของพรรคเพื่อไทย ฟังการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกส่วนใหญ่ก็อยากจะให้มีการประชุมถี่ขึ้นในมาตรา ๑๓ กระผมพยายามจะเฝ้ำฟังเหตุผลว่าทางคณะกรรมาธิการนั้นมีเหตุผลอะไร ปรากฏว่า ท่านประธานคณะกรรมาธิการในฐานะเป็นรัฐมนตรีด้วย ซึ่งก็ขอเสนอแนะว่าถ้าเป็นไปได้ ก็ให้คนอื่นเขาตอบบ้างเถอะ ท่านประธานอย่าไปตอบเองหมดทุกเรื่อง เพราะท่านตอบมา ก็ไม่ได้ให้เหตุผลว่าทําไมจึงเป็น ๒ เดือน จาก ๓ เดือน ทําไมจึงเป็น ๒ เดือน จาก ๑๕ วัน ทําไมจึงเป็น ๗ วัน ท่านให้เหตุผลที่เป็นสาระสําคัญบอกว่า ก็คณะกรรมาธิการที่อยู่ ในที่ประชุมไม่เห็นมีใครว่าอะไรเลยทําไมออกมาแล้วจึงมาพูดกันในสภาอย่างนี้เล่า เอ๊ะ อันนี้ ไม่ใช่เหตุผลนะครับท่านประธาน และโดยหลักตรรกะโดยเหตุผลนั้น ความคิดสุดท้าย มักจะเป็นความคิดที่ดีที่สุดครับ และการที่จะต้องเข้าสู่วาระที่สองในสภา กําลังจะบอกว่า เป็นกระบวนการตรวจสอบความคิดให้ดีที่สุดอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นผมอยากจะกราบเรียน ให้เหตุผล ถ้าท่านจะเห็นด้วยลองปรึกษาดูเถอะครับ แล้วเราก็ผ่านไปเลย ผมไม่ถือว่า เป็นการจํานน แต่ผมถือว่าเป็นการฟังความเห็น นั่นก็คือว่าปัญหาใหญ่ของเรื่องนี้ ต้องพิจารณามาตรา ๑๓ เชื่อมโยงกับมาตรา ๑๐ ที่ท่านประธานบอกว่า สภาเกษตรกรนี้ เป็นสภานโยบาย ไม่ใช่เลยครับ นั่นคือส่วนหนึ่งในมาตรา ๑๐ (๑) (๒) บอกนโยบาย แต่พอ (๓) ชัดเจนครับ ให้คําปรึกษาครับ ดังนั้น ๒ ภาคส่วน หัวใจของ พ.ร.บ. ฉบับนี้คือ เป็นสภา ทั้งกําหนดนโยบาย ช่วยเหลือรัฐบาล เพื่อกําหนดนโยบายให้สอดคล้องและ เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร และที่สําคัญคือเสนอแนะ เมื่อพิจารณาให้เชื่อมกับมาตรา ๑๐ แล้ว ยังมาเชื่อมกับมาตรา ๑๐/๑ ยิ่งเห็นชัดเจน ที่ท่านเพิ่มเข้ามานี่ครับ ท่านเพิ่มเข้ามา เห็นชัดเจนว่าปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เป็นผลประโยชน์ส่วนรวมเกษตรกรก็จะสามารถ ทําได้อีก แสดงให้เห็นชัดเจนว่าโดยเจตนาแห่งพระราชบัญญัติฉบับนี้นั้น ต้องการให้สภานี้ เป็ นปากเป็ นเสียงของเกษตรกรบอกต่อรัฐบาล ซึ่งผมว่าอันนี้ถูกต้องที่สุดครับ ท่านประธาน เพราะอะไรครับ เราเป็นผู้แทนราษฎรมายาวนานหลายสมัย เราจะเจอ ปัญหาอย่างหนึ่งก็คือว่าเกษตรกรเขามีความเดือดร้อนและเขาจะมาร้องกับเรา เราก็ เอามาแจ้งในสภาในวาระหารือบ้าง ถ้าเป็นฝ่ายค้านก็หารือ ยิ่งรัฐธรรมนูญต้องพิจารณา ให้ประกอบกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วยนะครับ ในมาตรา ๒๖๕ ท่านประธานครับ มาตรา ๒๖๕ นี้ได้ตัดมือตัดแขนของ ส.ส. หมดแล้วครับ
มาตรา ๒๖๖
มาตรา ๒๖๖ ครับ มาตรา ๒๖๕ มาตรา ๒๖๖ ในกลุ่มนี้ได้ตัดมือตัดแขน ส.ส. หมดแล้ว ชาวบ้านมาร้องฝนแล้งจะขอ ฝนเทียม ทําหนังสือถึง ส.ส. ก็ไม่ได้ ถ้าทํามาถึงเรา เราจะทําหนังสือไปถึงรัฐมนตรีก็ไม่ได้ เวลาไปร้องขอให้รัฐมนตรีช่วยเขียนเองก็ไม่ได้ ต้องให้ประชาชนเขียนถึงรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีก็ด้วยความกรุณาไม่กล้าใช้แม้กระทั่งปากกาครับ ต้องใช้ดินสอเขียนว่า ของ ส.ส. สุนัย เพราะอะไรครับ เพราะกลัวจะเข้ามาตรา ๒๖๖ รัฐธรรมนูญ ถูกเพิกถอนได้ ดังนั้นการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ต้องพิจารณาให้เชื่อมโยงกับมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๐/๑ และรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วยว่าวันนี้สภาผู้แทนราษฎรไม่ใช่คําตอบของเกษตรกร ดังนั้นจึงต้องให้อํานาจเกษตรกรซึ่งก็ไม่ได้มีอํานาจอะไรมากเลย เพียงแต่อํานาจ ที่ปรึกษาเท่านั้นเอง และท่านครับพิจารณาให้มาเชื่อมโยงกับลักษณะปัญหาของ เกษตรกรสิครับ เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้บอกแล้วว่าปัญหาของเกษตรกรนั้น มีหลากหลายหมด ท่านครับ พื้นที่ประเทศไทยมี ๕๐๐,๐๐๐ กว่าตารางกิโลเมตร ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์เป็นพื้นที่ทางการเกษตร ที่ป่าที่เขาก็ปลูกยาง ที่ป่าที่เขาก็ปลูกลําไยกัน ดังนั้นปัญหามันจึงหลากหลายไปหมด กระทรวงพาณิชย์ไม่รู้ว่ารัฐมนตรีทําหรือยัง ต้องมีปฏิทินเลยครับ เดือนนี้มะพร้าวออก เดือนนี้ลําไยออก เดือนนี้ลิ้นจี่ เดือนนี้ข้าว ต้องทําไว้หมด ผมเคยนั่งอยู่กระทรวงพาณิชย์ก็เห็นว่าปัญหามันเยอะ แต่ท่านครับปัญหา เกษตรกรมีมากมายหลากหลายไปหมดแต่เรากลับให้เขาประชุม ๒ เดือนครั้ง เมื่อเขาไม่ได้มีอํานาจอะไรเลย ถ้าเขามีลักษณะเหมือนสภาเราสิครับ ถ้าเป็นระบบสภา อย่างเรานี้มีคณะรัฐมนตรีคอยทํางานเป็นเวิร์คกิ้ง กรุป (Working group) อันนี้ไม่มีเลยครับ มีแต่สภาอย่างเดียว พูดอย่างเดียวก็ให้เขาเสีย ถ้ามาพิจารณาลักษณะการผลิต เฉพาะข้าวอย่างเดียวครับท่านประธาน วันนี้ข้าวอย่างเดียวไม่ใช่ผลิตตามฤดูกาลแล้ว มีโรงสีจํานวนมาก โรงสีชุมชนต่าง ๆ ที่ผมไปทําวิจัย ปรากฏว่ายังใช้กรอบวิธีคิดเดิม ทําโรงสีแบบเก็บราคาข้าวไว้ ต้นฤดูข้าวถูก ปลายฤดูข้าวแพง ปรากฏว่าเดี๋ยวนี้รัฐบาล เข้าแทรกแซงราคาตลอด ดังนั้นราคาข้าวจึงผันผวนตลอด และผลผลิตของข้าว ที่ออกมานั้นไม่มีลักษณะแน่นอน ออกกันทุกเดือน ปัญหาโดยเฉพาะอย่างยิ่งยกตัวอย่าง ง่าย ๆ ครับ ปัญหาเพลี้ยกระโดดสีนํ้าตาล ชาวบ้านร้องมาที่เราเราจะทําอย่างไรล่ะครับ จะร้องมาที่รัฐมนตรีก็ไม่ได้ เขียนหนังสือก็ไม่ได้ วันนั้นผมออกไปพบประชาชนก็เลยใช้ วิธีการโทรศัพท์หานายอําเภอเลย ปรากฏว่านายอําเภอบอกทําแล้วค่ะ ทําแล้วครับ ทําแล้ว ชาวบ้านก็บอกไม่เห็นมีมาเลย เราต้องยอมรับความเป็นจริงว่าปัญหาของ เกษตรกรนั้นไม่สามารถที่กลไกระบบรัฐขณะนี้เซิร์ฟ (Serve) ได้หรือแก้ปัญหาได้เลย แก้ปัญหาได้ไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ครับท่านประธาน ถ้าไม่อย่างนั้นข้าวไม่ราคาตกตํ่า ๖,๐๐๐ กว่าบาทถึงทุกวันนี้ครับ
ท่านสุนัยจะเสนอให้ประชุมอย่างไรครับ
ผมจะเสนอเพื่อที่จะหว่านล้อม ให้ท่านประธานและกรรมาธิการได้เห็นดีกับผม ถ้าท่านไม่เห็นดีผมก็จะหว่านล้อม ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีไม่มากนักในห้องประชุมขณะนี้ได้เห็นดีกับผม ว่าลักษณะการผลิต ลักษณะปัญหา ลักษณะพื้นที่ และลักษณะภาระหน้าที่ตามกฎหมาย ซึ่งเชื่อมโยงกับรัฐธรรมนูญนั้นเราต้องเปิดโอกาสให้เกษตรกรนั้นเขามีปากมีเสียงของเขา ในการเสนอต่อรัฐบาล ท่านครับ ดังนั้นกรณีนี้ผมคิดว่าถ้าเราเสนอให้ประชุมทุกเดือนไป ไม่ต้อง ๗ วันก็ได้ครับ เหลือ ๕ วันก็ได้ เขาก็จะสะท้อนปัญหาอย่างเร่งด่วน เขาจะเป็น ตัวแทน และที่สําคัญการเสนอในลักษณะอย่างนี้มันทําให้ลักษณะการเกิดใหม่ของ สภาเกษตรกรแห่งชาตินั้นมีความหมายสําหรับเขาแล้ว เขาจะได้ยินเสียงทุก ๆ เดือน ตัวแทนไปพูดไหมเรื่องนี้ ๆ ดังนั้นเพรสเชอร์ (Pressure) แรงกดดันที่จะเข้ามาสู่รัฐบาล ให้แก้ปัญหาเพลี้ยกระโดดสีนํ้าตาล ให้แก้ปัญหาเรื่องราคาข้าวตกตํ่ารวมตลอดทั้งปัญหา ที่วันนี้ข้าวเหลือ ๖,๐๐๐ กว่าบาท ในขณะที่ราคาทองคํา ๑๘,๐๐๐ บาทสมัยทักษิณนี่ ราคาทอง ๘,๐๐๐ บาท แต่ข้าว ๑๒,๐๐๐ บาท มันเห็นชัดเจนแต่ก็พูดมาตั้งไม่รู้กี่เดือน ยังแก้ไม่ได้ ดังนั้นวันนี้สภาทําหน้าที่ตรงนี้ก็ยาก ทําได้แค่มาพูดในสภาพอจะหารือ ก็คิวแน่น พอจะเสนอความคิดเห็น พอชื่อสุนัยปั๊บ ประท้วงอีกแล้ว มันก็ลําบากเต็มที ท่านประธานครับ ผมจึงคิดว่าเราสร้างองค์กรให้เขาเสีย ท่านรัฐมนตรี ท่านประธาน คณะกรรมาธิการครับ และเพื่อนกรรมาธิการที่เคารพ ผมเองจึงเสนอว่า ในมาตรา ๑๓ นี้ ท่านลองทบทวนดูเถอะครับ ให้มีการประชุมทุกเดือนไป เดือนหนึ่งจะเป็นสัปดาห์แรกหรือ สัปดาห์สุดท้ายก็ได้ มันเป็นการลดแรงกดดันว่าเขามีทางออกแล้ว แล้วสภาในระยะต้น หลังจากทํางานไปสักระยะหนึ่งเราก็อาจจะมาแก้กฎหมายใหม่ก็ได้ถ้ามันมากเกินไปนะครับ แต่ผมคิดว่าในระยะต้นนี่ให้สภาเกษตรกรแห่งชาติมีกลิ่นหอมหวนชวนชม ให้เกษตรกร เขาได้ดมแล้วชื่นใจ ระบบรัฐสภานี่เป็นห่วงเป็นใยเขานะ พอเปิดสภาปั๊บทีนี้เขาจะเริ่ม ระบายข้อคิดเห็นของเขามาเรื่อย ๆ มาเรื่อย ๆ แล้วในที่สุดมันก็จะทําให้กลไกของรัฐ กระฉับกระเฉงขึ้น วันนี้กลไกรัฐกระฉับกระเฉงแก้ปัญหาเกษตรกรไม่ได้ เพราะ ส.ส. ถูกมาตรา ๒๖๖ มัดมืออยู่ครับท่านประธาน จึงขอฝากเรื่องนี้ไว้แก่ท่านกรรมาธิการ ช่วยพิจารณาครับ กราบขอบคุณครับ
ท่านประสิทธิ์ครับ เดี๋ยวจะได้ให้กรรมาธิการชี้แจงอีกครั้ง ถ้าหากยังติดใจก็จะได้ ลงมติครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายประสิทธิ์ วุฒินันชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ผมได้นั่งฟังท่านประธานคณะกรรมาธิการชี้แจงแต่ละมาตรานั้นไม่ถึงใจ เลยครับ ที่ท่านบอกว่าท่านเป็นเกษตรกรตัวจริง
เอามาตรา ๑๓ ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม นี่ไม่ใช่วาระแรกนะครับ
ครับ มาตรา ๑๓ นั้นเกษตรกร หวังอย่างมากว่าสภาเกษตรกรนั้นจะได้ช่วยเหลือเขาอย่างเต็มที่ แต่ผมมาดูมาตรา ๑๓ แล้วล็อก สเปก (Lock spec) ด้วยครับ ล็อกอย่างไร ล็อก ๒ เดือนต่อครั้ง ๒ เดือนต่อครั้ง ท่านประธานครับ จะแก้ปัญหาเกษตรกรได้ อย่างไร ผมยกตัวอย่าง เช่น ลิ้นจี่ ของภาคเหนือ ลิ้นจี่นั้นมีอายุสั้น ๕๐ วันเท่านั้น อายุการเก็บเกี่ยวมัน ๕๐ วัน แต่สภา เกษตรกรแห่งชาตินั้นล็อกเวลา ๒ เดือนต่อครั้ง แล้วจะช่วยเกษตรกรได้อย่างไรครับ ขอเถอะครับท่านประธานสภาผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการ ขอย้อนดูหน่อย เถอะครับว่า ๒ เดือนนี้มันแก้ไขปัญหาเกษตรกรไม่ได้ จะเอาสักเดือนละครั้งได้ไหม อย่างท่านสุนัยได้พูดเมื่อกี้ว่าเดือนละครั้ง แต่ไม่ต้อง ๗ วันก็ได้ ๕ วันก็ยังดี มันจะแก้ไข ปัญหาให้กับเกษตรกรได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคงใช้เวลาสั้น ๆ ไม่ใช้เวลานาน เสียเวลา ขอฝากท่านประธานถึงท่านประธานคณะกรรมาธิการว่าขอแก้ตรง ๒ เดือนนี้ มาเป็ น ๑ เดือน แล้วที่ ๗ วันก็เอา ๕ วันก็ได้ จะได้แก้ไขปัญหาเกษตรกรตรงจุด กราบขอบพระคุณครับ
ดอกเตอร์ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง
ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพแล้วก็เพื่อนสมาชิก ขอรบกวนเวลาครับ ขออนุญาตขึ้นมา อีกครั้งหนึ่งเนื่องจากว่าเมื่อสักครู่นี้ไม่เห็นด้วยกับการที่มาตรา ๑๓ ของร่างพระราชบัญญัติ สภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. .... ได้เปลี่ยนแปลงจาก ๓ เดือนเป็น ๒ เดือน แล้วก็ เดิม ๓ เดือนนั้น ๑๕ วัน แต่เปลี่ยนเป็น ๒ เดือนแล้วก็ ๗ วัน เนื่องจากท่านประธาน คณะกรรมาธิการซึ่งเป็นท่านรัฐมนตรีด้วยความเคารพอย่างยิ่ง ท่านบอกว่าไม่มีใคร แปรญัตติ แล้วก็ไม่มีใครสงวนความเห็นไว้ แล้วก็เหตุไฉนเพื่อนสมาชิกถึงขึ้นมาแล้วก็ อภิปรายกัน ก็เป็นดุลยพินิจของเพื่อนสมาชิก ในขณะเดียวกันเมื่อมีการแก้ไขเขาก็ ไม่จําเป็นต้องไปแปรญัตติแล้ว ส่วนแปรญัตตินั้นก็อาจจะมีความคิดเห็นในสิ่งที่เรียกว่า เพิ่มเติมลงไปว่าเขาจะแปรเป็นแบบไหนหรือแก้ไขเป็นอย่างไร แต่การที่เขาไม่แปรแล้ว ก็เป็นเพราะว่าเขาก็ต้องการให้สภาแห่งนี้ซึ่งเป็นมวลหมู่สมาชิกทุกคนได้มีความเห็น ร่วมกันว่าเราจะเอาแบบไหนดี ดังที่ผมเสนอเมื่อสักครู่นี้บอกว่าควรจะเป็นสมัยประชุม ปีหนึ่งสัก ๒ สมัย สมัยละ ๔ เดือน ส่วนเวลาที่เหลือนั้นก็ให้เหมือนกับสภาผู้แทนราษฎร ส่วนเวลาที่เหลือถ้าเกิดมีปัญหา ประธานสภาก็ดี สมาชิกก็ตามแต่ สามารถเรียกร้องขอ ในการที่จะเปิดประชุมวิสามัญได้ตลอดระยะเวลา นี่คือการเทียบเคียงกับสภาผู้แทนราษฎร แต่ก็มีผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกของเราก็มีความเห็นต่างกับผม ก็คือมีความเห็นในเรื่องของ การที่จะเอาเดือนละครั้ง ๒ เดือนมันนานไป เอาสักเดือนละครั้งอย่างนี้เป็นต้น ผมเองก็ไม่ได้มีความเห็นต่างนะครับ คือการเป็นสมัยประชุมมันก็ประชุมได้ทุกเดือน แต่ในขณะเดียวกันถ้าประชุมได้ทุกเดือนมันก็ดี เป็นสิ่งที่ดี แต่ว่าข้อขัดข้องก็มีอยู่นิดหนึ่งว่า ถ้าเกิดว่าประชุมทุกเดือน ปีหนึ่ง ๑๒ เดือนอย่างนี้ แล้วถ้าเกิดว่าเราบัญญัติไว้ในกฎหมาย แล้วเราไม่เขียนวงเล็บปิดไว้ หรือวงเล็บเปิดไว้ใด ๆ ก็ตามแต่ นั่นหมายถึงว่าประธาน สภาเกษตรกรแห่งชาติต้องเรียกประชุมทุกเดือนนะ ถ้าเดือนไหนไม่มีเรื่องประชุมไม่ได้นะ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นมันก็เป็นเรื่องที่พวกเราควรจะต้องมาพิจารณาในที่ประชุม แห่งนี้ว่าเราจะเขียนแบบไหน อย่างไร ซึ่งก็ขออนุญาตกราบเรียนครับว่าเพื่อนสมาชิก ทั้งหลาย หรือกรรมาธิการอย่างผมนี่ก็ด้วยความเคารพต่อสภาแห่งนี้เพื่อนสมาชิกครับว่า เราจะเอาทิศทางอย่างไร ซึ่งกฎหมายดังกล่าวมันจะออกไปเพื่อพี่น้องประชาชนโดยแท้ แต่ว่าเป็นความคิดหนึ่งเสนอว่า เอ๊ะ มันควรจะเป็นสมัยประชุมไหม เอาเป็นสมัยก็ได้ สมัยละ ๖ เดือนก็ได้ ปีหนึ่งมี ๒ สมัยก็ครอบคลุมทั้งปีครับ แต่เดือนไหนหรือวันไหน ช่วงเวลาอาทิตย์ไหน เช่น ช่วงสงกรานต์เขาไม่ประชุมก็ได้อย่างนี้เป็นต้นหรืออะไรก็ตามแต่ ซึ่งมันมีภาวะของการไม่ประชุมได้ ด้วยเหตุว่ามีเหตุเวลาที่มันไม่สามารถดําเนินการได้ หรือปฏิบัติได้ มิเช่นนั้นประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติก็ต้องเรียกประชุมทุกครั้งทุกหนไป โดยที่เป็นภาระกับกฎหมายที่บังคับเอาไว้ เพราะฉะนั้นทางประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ก็ทําหน้าที่โดยไม่ผิดกฎหมายด้วย แล้วในขณะเดียวกันก็ทําหน้าที่ได้สมบูรณ์แบบด้วย นั่นคือการออกกฎหมายเป็นลักษณะแบบนั้น เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตกราบเรียน ผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญว่า ช่วยพิจารณาครับว่าจะเอาแบบไหนดี แต่ว่าเพื่อนสมาชิกนี่เขาไม่เห็นด้วยว่าเป็นอย่างนี้แล้วท่านประธานยังยืนยันไหม ถ้าประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญหรือกรรมาธิการเสียงข้างมากยังยืนยันแบบนั้นว่า จะเอาแบบนี้ ท้ายที่สุดถ้าเพื่อนสมาชิกเห็นต่างก็คงต้องลงมติกัน ส่วนลงมติ ออกมาอย่างไรก็ต้องใช้สภาแห่งนี้เป็นที่ตัดสิน แต่อย่างไรก็ตามแต่ผมเองนั้นยังต้อง ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นว่า ๒ เดือน ๗ วัน น้อยไป ภาระหน้าที่ของสภาเกษตรกร แห่งชาติในระยะต้นก็ดี ในระยะในอนาคตก็ตามแต่ผมเชื่อว่ามาก เพราะว่าปัญหาพี่น้อง เกษตรกรนั้นสะสมหมักหมมเยอะมาก เอาเฉพาะปัญหาเรื่องข้าวอย่างเดียวผมก็ว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติก็ต้องแก้ไขเยอะมากเลย ช่วงนี้นํ้าตาลอีก นํ้าตาลปรากฏว่า ราคามันขึ้น ราคาสูง พี่น้องที่ทําธุรกิจ การประกอบการที่ใช้นํ้าตาลก็เดือดร้ อน อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับว่าลองช่วยกัน พิจารณา กราบขอบคุณครับ
ขอกรรมาธิการก่อนนะครับ เชิญท่านรัฐมนตรีศุภชัย โพธิ์สุ ก่อน
ท่านประธานครับ กระผม ศุภชัย โพธิ์สุ ประธานคณะกรรมาธิการ ขอเรียนสําหรับในมาตรา ๑๓ อยากจะเรียนว่า ในร่างเดิมของรัฐบาลเสนอว่าประชุม ๓ เดือนต่อครั้ง อย่างที่ผมได้เรียนชี้แจงไปแล้วนะครับ แต่พอคณะกรรมาธิการเราส่วนมากเห็นว่าถ้า ๓ เดือนมันนานเกินไป ปัญหาของ เกษตรกรมีมากมายอย่างท่านผู้ทรงเกียรติได้พูดกันมาเยอะแล้ว ที่ประชุมทั้งหมดนะครับ ไม่ใช่ส่วนใหญ่ เพราะไม่มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็นและไม่มีกรรมาธิการเห็นต่าง กรรมาธิการทั้งหมดเห็นว่าควรจะลดจาก ๓ เดือนมาว่า ๒ เดือนให้มีการประชุมครั้งหนึ่ง เพราะอะไร เพราะเราเห็นว่าสภาเกษตรกรแห่งชาตินี้เป็นสภานโยบาย สภาที่จะสรุป ปัญหานําเสนอรัฐบาลเป็นที่ปรึกษาให้กับรัฐบาล มันไม่ใช่สภามาแก้ปัญหาเป็นเรื่อง ๆ เป็นประเด็น ๆ ข้อสรุปของสภาเกษตรกรแห่งชาติก็ต้องเสนอให้ทางนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีไปแก้ไขอยู่ดี ไม่ใช่สภาเกษตรกรแห่งชาติจะแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง ไม่ใช่ ต้องเรียนอย่างนี้ครับ ทีนี้การกําหนดประชุม ๒ เดือนต่อครั้ง เราก็เห็นว่าปัญหาของเกษตรกร ได้นําเอามาพิจารณาประชุมแทนที่จะ ๓ เดือน มาเป็น ๒ เดือน ก็ได้มีการประชุมกันถี่ขึ้น ปัญหาต่าง ๆ ก็คงได้รับการสรุปแล้วก็เสนอไปสู่รัฐบาลติดตามก็คงจะได้รายละเอียด เพิ่มมากขึ้นแล้ว ฉะนั้นจึงลดว่าแทนที่จะเปิดประชุมแต่ละครั้ง ๑๕ วัน ก็มาเป็น ๗ วัน เพื่อที่จะให้สมาชิกได้มีโอกาสได้กลับไปทําหน้าที่ของตัวเองบ้าง และนอกจากนั้นเราก็ยัง เปิดเอาไว้ว่า ในกรณีจําเป็นในวาระพิเศษในเรื่องที่มันมีเรื่องจําเป็นจริง ๆ จําเป็นเร่งด่วน ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติก็สามารถที่จะเรียกประชุมเป็นวาระพิเศษได้ ถ้าสมมุติว่าประธานที่มาจากการเลือกตั้งจากตัวแทน ๗๖ จังหวัดมาเป็นประธานหรือ รองประธาน เวลาเกิดเกษตรกรมีปัญหาไม่รู้สึกรู้สาเลย ทําเฉยเมย ตัวแทน ๑ ใน ๓ ก็สามารถที่จะลงชื่อแล้วก็เสนอขอเปิดประชุมได้ ก็สามารถที่จะแก้ไขปัญหาของเกษตรกร ได้เหมือนกัน ฉะนั้นคณะกรรมาธิการก็ได้หารือกัน ท่านผู้ทรงเกียรติได้อภิปรายและ เสนอแนะว่าในประเด็นนี้กรรมาธิการเห็นว่าสมควรได้กําหนดไว้ในช่วงการประชุมอย่างนี้ เพราะเปิดไว้ตลอดเวลา ถ้าสมมุติว่ากรณีพิเศษก็เรียกประชุมด่วนได้ กรณีประธาน ไม่เห็นเป็นปัญหาสมาชิก ๑ ใน ๓ ก็เสนอเปิดได้ซึ่งก็เปิดเอาไว้ทุกอย่างอยู่ ฉะนั้นก็เรียนว่า กรรมาธิการขอยืนในตรงนี้ครับ
ดอกเตอร์สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานผมขอตําหนิท่านประธานอีกครั้งหนึ่งเรื่องการแต่งตัวของผู้มา ชี้แจง ท่านต้องกําชับ ไม่ใช่ให้ใส่ซาฟารีเข้ามาในห้องประชุมของรัฐสภาแห่งนี้ครับ ท่านประธาน พวกผมใส่เสื้อนอก ผูกเนคไท (Necktie) แต่ผู้มาชี้แจงท่านประธาน ต้องกําชับทุกครั้ง ถ่ายกฎ ข้อบังคับ ในการประชุมส่งไปให้หน่วยงานต่าง ๆ หรือแม้กระทั่ง กรรมาธิการต้องกําชับ ต้องให้ความเคารพต่อสถานที่ อยากจะฝากท่านประธานตําหนิท่าน เป็นรอบที่ ๒ แล้ว ขอบคุณครับ
ท่านตําหนิผม ผมก็ต้องขออภัยท่านสมาชิก ได้กราบเรียนท่านประธานชัยไปเรียบร้อยแล้ว แต่เราก็ต้องเห็นใจท่านที่เข้ามาชี้แจงด้วย เพราะว่าเราใช้คําว่า แต่งกายที่สุภาพ บางท่าน ท่านก็มีชุดซาฟารีก็ถือว่าเป็นชุดที่ดีที่สุดแล้ว ก็ขอได้รับความเห็นใจด้วย ก็พยายามจะทําให้ เหมาะสมที่สุดครับ นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน กระผมได้อภิปรายสอบถามไปเมื่อครั้งเข้าสู่ มาตรา ๑๓ ตอนแรกสุดตอนที่ท่านประธานยังไม่ได้ขึ้นทําหน้าที่ ขอสิทธิที่จะอภิปราย สอบถามต่อกรณีถ้าท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านกรรมาธิการ ได้ชี้แจงในประเด็น ที่ผมเองคิดว่าจะต้องเสนอความคิดเห็นเพิ่มเติม ท่านประธานครับ ในตรรกะที่ท่านคิด ถ้าท่านจะให้มีโอกาสมีการประชุมถี่ขึ้นก็คือ ๖ ครั้งต่อปี คําว่า ครั้ง ในการประชุมตามนัย ของมาตรา ๑๓ ไม่ได้หมายความว่าครั้งหนึ่งประชุม ๑ วัน เดิมเขียนไว้ ๑๕ วัน ๑๕ วันนี่ สมาชิกเขาอาจจะประชุมทั้ง ๑๕ วันเลยก็ได้เป็นสิทธิของเขา ก็เรียกว่า การประชุม ๑ ครั้ง ตามความหมายตรงนี้ ไม่เหมือนกับสภาของเรา ๑ วันต่อ ๑ ครั้ง เพราะฉะนั้นถ้าท่านบอกว่า จะเปิดโอกาสให้สมาชิกได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นได้มีการประชุมกันตามอํานาจ หน้าที่ในมาตรา ๑๐ กับมาตรา ๑๐/๑ ผมคิดว่าการเปิดไว้ ๑๕ วันน่าจะมีประโยชน์กว่า การทําไม่ถึงไม่ได้ถือว่าผิดกฎหมาย แต่ถ้าท่านทําเกินผิดกฎหมาย สมัยประชุมของ สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดหรือสภาต่าง ๆ ที่ล้อไปจากสภาเราก็ไม่ได้กําหนด สมัยประชุมเหมือนเรา แต่เขากําหนดสมัยประชุมเป็นลักษณะของจํานวนวัน เปิดครั้งหนึ่ง ๑๕ วัน เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า ถ้าท่านจะเปิดโอกาส อย่างนั้นโดยตรรกะที่สมาชิกหลายท่านได้พูดถึงก็น่าจะคง ๑๕ วันไว้ รับได้ว่าท่านจะให้ ๒ เดือนต่อครั้งหนึ่ง แล้วก็ ๑ ใน ๓ สามารถเปิดประชุมได้โดยอํานาจของสมาชิก แล้วก็ เปิดประชุมได้โดยอํานาจของประธานด้วย ๒ กรณีตรงนั้นรับได้ ผมเทียบเคียงให้ ท่านประธานได้เห็น กฎหมายที่ปฏิบัติกันอยู่ในขณะนี้คือร่างพระราชบัญญัติ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปี ๒๕๔๓ เขาเขียนไว้หลวม ๆ แต่เขาประชุม ตลอด ผมอ่านให้ท่านประธานฟัง การประชุมสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ต้องจัดให้มีขึ้นอย่างน้อยปีละ ๒ ครั้งในกรณีดังต่อไปนี้ เขาเขียนแค่นี้ สมาชิก ๒๕ คนขึ้นไปเข้าชื่อขอเปิดประชุมได้ สภาที่ปรึกษาเขาประชุมกัน ตลอดเลย เขาใช้คําว่า อย่างน้อย อย่างมากกี่ครั้งก็ได้ เห็นไหมครับกฎหมาย เขียนลักษณะที่ให้คนทํางานมีลักษณะคล้ายกัน แต่เขาเปิดโอกาสให้เขาทํางานได้ดีกว่า ถ้าท่านไปล็อกอย่างนี้บางครั้งมีข้อจํากัด เอาละผมยอมรับในสิ่งที่ท่านแก้มา แต่ว่าจะให้ ประโยชน์เขานัดกันครั้งหนึ่งมาจาก ๗๖ จังหวัดไหมครับ การมาอยู่ครั้งหนึ่ง ๒ อาทิตย์ ถือว่าเป็นประโยชน์ยิ่ง การไปกลับแต่ละครั้ง ๑ สัปดาห์ผมกราบเรียนท่านเลยครับ ท่านเขียนให้เขารับเบี้ยประชุม รับค่าใช้จ่าย รับสิทธิประโยชน์ตามมาตรา ๑๖ ท่านเขียนไว้ ท่านจะไปกําหนดขึ้นมา ท่านจะจ่ายค่าเดินทางเขาทุกวันหรือครับ มาวันนี้กลับไปพรุ่งนี้ กลับมาใหม่ท่านจะจ่ายอย่างนั้นหรือ เพราะฉะนั้นโดยแนวความคิดที่สภาที่ไม่เป็น สมัยประชุมแบบเราการให้โอกาสเข้ามาทํางานอย่างท่านบอกว่าพิจารณาแผนแม่บท เขาใช้เวลาเป็นอาทิตย์ ต้องกินต้องนอนต้องทําอะไรอยู่ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพว่าถ้าจะเปลี่ยนไปเป็น ๑๕ วันเหมือนร่างเดิม ผมคิดว่า ไม่ได้ทําให้กฎหมายฉบับนี้เสียหายอะไรเลย กลับเป็นประโยชน์ด้วยซํ้าไป ถ้าท่านจะใช้ ๒ เดือน ๑ ใน ๓ นั้นผมไม่ได้ติดใจ ก็ฝากท่านลองไปพิจารณาดูว่าจะเป็นประโยชน์หรือไม่ ถ้าไม่เป็นประโยชน์ผมก็คิดว่าท่านไปล็อกเขาทําไม ประชุมไม่เสร็จกลับไป ๗ วันหมดแล้ว กลับมาใหม่อย่างนั้นหรือครับ อีก ๒ เดือนโน่น เปิดโอกาสไว้ ๑๕ วันเขาทํางานให้เสร็จ อีก ๒ เดือนกลับมาใหม่ได้ในการที่จะทําข้อเสนอแนะต่าง ๆ ตามมาตรา ๑๐ ตามอํานาจ หน้าที่ ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า บางครั้ง ๒ อาทิตย์ที่เขาอยู่ด้วยกันสามารถ แก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกรได้ดีกว่าที่ท่านจะกําหนดให้เขามีเวลาที่น้อยกว่าแต่ถี่ขึ้น ผมคิดว่ามันไม่น่าจะได้ประโยชน์อะไร ฝากท่านประธานไปยังท่านประธาน คณะกรรมาธิการและท่านกรรมาธิการด้วยความเคารพครับ
ขอสมาชิกให้จบก่อนดีกว่ากระมังครับ ท่านรัฐมนตรีประพัฒน์ครับ เพราะยังเหลือยกมือ อยู่ ๔ คนนะครับ ท่าน ร้อยตํารวจโท เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ร้อยตํารวจโท เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดราชบุรี กระผมต้องขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานว่า ประเทศไทยของเราเกษตรกรมีจํานวนมากแล้วพืชที่เพาะปลูกนั้น ก็มีหลากหลาย ไม่เพียงแต่เฉพาะเกษตรกรที่ทําการเพาะปลูกอย่างเดียว ยังมีเกษตรกร ที่ทําฟาร์มเลี้ยงสัตว์ก็สารพัดชนิด แต่อย่างไรก็ตามในอดีตเคยมีการประท้วงของเกษตรกร เกิดขึ้นอยู่เนือง ๆ ท่านประธานคงจะจําภาพได้ วันดีคืนดีเกษตรกรชาวไร่สับปะรด ขนสับปะรดมาเทที่หน้าทําเนียบรัฐบาล แล้วก็กางเต็นท์นอนกันที่นั่นประท้วง เนื่องจาก ราคาสับปะรดตกตํ่า เช่นเดียวกันบางครั้งเกษตรกรที่ปลูกอ้อยก็มากางเต็นท์นอนกัน ที่หน้าทําเนียบรัฐบาลเรียกร้องราคาอ้อยที่มันตกตํ่า เหมือนกันชาวนาหรือแม้แต่ ในต่างจังหวัดท่านประธานคงจะเห็นภาพนะครับว่าเกษตรกรขนผลผลิตลิ้นจี่มาเท ปิดถนนกันเลย ทางภาคตะวันออกถึงเวลาก็เอาเงาะมาเป็นรถ ๆ และเทกันประท้วงกัน เรียกร้องความช่วยเหลือ เรียกร้องให้ทางรัฐบาลหรือทางราชการให้การช่วยเหลือ เพราะฉะนั้นตรงนี้เมื่อพิจารณามาตรา ๑๓ ที่บอกว่า ในกรณีที่มีความจําเป็นเร่งด่วน ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติจะเรียกประชุมเมื่อใดก็ได้ รวมทั้งกรณีที่สมาชิก สภาเกษตรกรแห่งชาติจํานวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ เข้าชื่อกันขอเปิดประชุมก็ได้ ผมเอง ยังมีความรู้สึกว่าการกําหนดตายตัวว่าจะต้องประชุมครั้งละกี่วันนั้นไม่มีความจําเป็น สมมุติ ณ เวลานี้เกษตรกรชาวไร่สับปะรดขนสับปะรดมาเทที่หน้าทําเนียบเต็มไปหมดเลย แล้วเรามีสภาเกษตรกรแห่งชาติ สภาเกษตรกรแห่งชาติจะนิ่งดูดายบอกยังไม่ได้อยู่ ในสมัยประชุมก็เลยไม่เรียกประชุมอย่างนั้นหรือครับ ผมคิดว่าตรงนี้ก็เป็นเรื่องของ ความจําเป็นเร่งด่วนที่สภาเกษตรกรควรจะเรียกประชุม แต่ในขณะเดียวกันเมื่อเรียกประชุม มาแล้วก็มาพูดเรื่องสับปะรด เมื่อตกลงกันได้มันไม่มีระเบียบวาระเรื่องอื่นแล้วจะไปแช่ อะไรกันตั้ง ๗ วัน ๑๕ วัน เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมเองกลับมีความเห็นต่างกับเพื่อนสมาชิก บางท่านที่บอกให้ไปกําหนดจํานวนวัน ผมว่าตรงนี้ให้เป็นอิสระ สภาเกษตรกรเขามีเรื่อง เขาก็ประชุมของเขาต่อเนื่องไป จะไปบอกว่า ๗ วัน ๑๕ วัน ผมว่าไม่มีความจําเป็น ยํ้าอีกครั้งหนึ่ง สมมุติว่าเขานัดมาประชุมคราวนี้เพื่อแก้ปัญหาเกษตรกรที่เลี้ยงโคนม ขนนมกันมาเทเกลื่อนถนนพิษณุโลก เทเข้าไปในคลองเปรมประชา ประธานสภาเกษตรกร ก็เรียกประชุมเลย พอประชุมเรื่องนมเสร็จปั๊บมันไม่มีเรื่องอื่นแล้ว แล้วจะนั่งมองตากันหรือ นั่งแคะขี้ตากันในสภาอย่างนั้นหรือ ผมว่าน่าจะเปิดกว้างไว้ ก็แล้วแต่ว่าเขามีวาระอะไร เขามีความจําเป็นอะไรเขาก็ว่าของเขาไป ผมก็ฝากไว้ตรงนี้ละครับ ขอบคุณมากครับ
คุณสุนัย จุลพงศธร
ท่านประธานครับ กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน กระผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน จังหวัดนครสวรรค์ พรรคเพื่อไทย เรียนท่านประธานคณะกรรมาธิการผ่าน ท่านประธานสภาว่าความจริงเมื่อกี้นี้ที่ผมได้นําเสนอ หากท่านได้มองเห็นถึงความจริง ตามมาตรา ๑๐ จริง ๆ แล้วภาระหน้าที่หลัก ๆ มันเป็นเรื่องการปรึกษา มันไม่ใช่เรื่อง นโยบายอย่างเดียว และโดยธรรมชาติของคนมาจากการเลือกตั้งเขาก็อยากจะทํางานให้ เราก็คงจะเข้าใจกัน ผมเองจะเรียนท่านครับว่าถ้าท่านพิจารณาถึงประเด็นนี้ พิจารณากับ รูปธรรมของปัญหา ลักษณะปัญหาที่มันหลากหลาย แล้วก็พิจารณาให้สอดคล้องกับ การเกิดสภาครั้งใหม่ ให้เขาได้มีโอกาสเป็นปากเป็นเสียงแทนเขา ให้เขาได้รับผิดชอบต่อ ตัวเขาเสีย เพราะว่ามาฝากความหวังไว้กับผู้แทนราษฎรก็ทําไม่ได้แล้ววันนี้ เพราะว่า รัฐธรรมนูญอย่างที่ผมกราบเรียนท่านไปแล้ว ผมว่าถ้าท่านได้พิจารณาตรงนี้ท่านจะได้ เห็นใจนะครับว่า เราควรจะสร้างโมเดล (Model) ของสภาเกษตรกรแห่งชาตินี้ให้ตัวเขา เป็นที่พึ่งของเกษตรกรได้เลย เป็นสภาวิชาชีพที่มีลักษณะพิเศษมากกว่าสภาทนายความ เพราะมีลักษณะผลประโยชน์หลากหลายมาก แล้วก็ปัญหาต่าง ๆ เป็นรูปธรรมที่เคย เจอแล้ว ก็คือว่าได้รับการตอบสนองในการแก้ปัญหาได้ช้ามากในอดีตที่ผ่านกระบวนการ ของรัฐสภา ยิ่งกระบวนการรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี้ได้ปิดกั้นการเป็นตัวแทน ของประชาชนในการเชื่อมโยงนําปัญหาของประชาชนไปหารัฐมนตรีแก้ไขด้วยนี่ ผมว่า อันนี้จะดีกว่า ท่านประธานลองเถอะครับ เปลี่ยนเป็นว่าทุกเดือน เดือนละครั้ง ครั้งละ ๕ วัน หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ว่าคราวหน้าอย่างที่เพื่อนสมาชิกบอกว่าคราวหน้าถ้ามันไม่มี อะไรจําเป็นก็เลื่อนได้ ติดวันสงกรานต์เลื่อนได้ ติดวันเข้าพรรษาเลื่อนได้ ไม่ว่ากัน เหมือนสภาผู้แทนราษฎรนี่ครับ เรามีวาระจําเป็นเราก็บอกเสีย เขาก็จัดการของเขาเอง แต่ว่าโดยหลัก ๆ ให้เขาอยู่ในกรอบที่เขาจะเร่งด่วนในการแก้ปัญหา แล้วยิ่งมาดูนี่ครับ มาตรา ๑๐/๑ การใดที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ส่วนรวมของเกษตรกร สภาเกษตรกร แห่งชาติอาจร้องขอเข้าไปมีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็นเพื่อประกอบการพิจารณา ของคณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีประชุมทุกสัปดาห์ ยิ่งกําลังมีเรื่องฮอต ๆ (Hot) ที่เกี่ยวกับ ราคาข้าว อันเป็นผลจากการบริหารรัฐที่ผิดพลาดทําให้ราคาข้าวตก เขาจะได้ไม่ต้องไป ชุมนุมอย่างไรครับ เขาไม่ต้องไปชุมนุมเลย นี่เป็นทางออกที่ดีเลย นี่คือปากเสียงของเขาเลย ดังนั้นผมคิดว่าถ้าท่านไม่ถือทิฐิมานะนี่นะครับ เปลี่ยนเป็นเสียว่า อย่างที่เพื่อนสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรส่วนใหญ่ที่อยากจะให้กลไกแห่งกฎหมายนี้ทําหน้าที่จัดการให้เกิด การทํางานของสภาเกษตรกรแห่งชาติอย่างมีประสิทธิภาพขึ้น แล้วก็ไม่เดือดร้อน อะไรหรอกครับ เพราะว่าเขาก็ไม่ได้มีอํานาจมากอะไร มีอํานาจเพียงแค่รวบรวมข้อคิดเห็น แล้วเสนอคณะรัฐมนตรี มาตรา ๑๐/๑ ก็รองรับอยู่แล้ว ดังนั้นถ้า ๒ เดือนบอกกันที ไม่ทันหรอกครับ ผมเสนอนะครับ ยืนยันอีกครั้งหนึ่ง ถ้าท่านจะกรุณานะครับ ก็ขอเป็นว่า เดือนละครั้งเลยครับ ส่วนจะ ๗ วัน ๕ วันนั้น ผมว่าท่านปรึกษากันเถอะครับ กราบขอบพระคุณครับ
คุณประสิทธิ์ วุฒินันชัย ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายประสิทธิ์ วุฒินันชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ผมได้ถามท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านตอบ ตอบโดยที่ท่านไม่นึกถึงสมาชิก ที่ได้ท้วงติงท่าน ท่านก็ยังดื้อ ขออภัยที่ใช้คําว่า ดื้อ ดื้อที่จะต้องเอาให้ได้ เวลา ๒ เดือน และประชุมครั้งเดียว ๗ วัน สมาชิกหลายท่านได้นําเรียนท่าน ขอท่านให้ท่านทบทวน ท่านก็ยังดึงให้ได้ว่าจะต้องเป็ น ๒ เดือนต่อครั้ง ท่านประธานสภาที่เคารพครับ มันมีเหตุผลอะไรที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการต้องยืนยันว่าจะต้องเอา ๒ เดือนต่อ ๑ ครั้ง ผมได้กราบเรียนท่านไปแล้วว่าผลผลิตทางการเกษตรนั้นมันมีหลายตัว ไม่ว่าข้าว ไม่ว่ากระเทียม ไม่ว่าผลไม้ หลากหลายครับที่ผมได้นําเสนอให้ท่านไป ม็อบที่เกิดขึ้นทุกครั้ง ก็เพราะไม่มีสภาเกษตรกรแห่งชาติถึงได้มีม็อบ ผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนี้ ก่อนที่จะมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้นั้นผมเป็นหัวหน้าม็อบ ไม่ว่าม็อบกระเทียม ไม่ว่าม็อบลิ้นจี่ ไม่ว่าม็อบส้ม ผมเป็นหัวหน้าม็อบมาครับ ขอเถอะครับ ท่านประธาน คณะกรรมาธิการ อย่าให้ผมกลับไปเป็นหัวหน้าม็อบอีกครับ อย่างน้อย ๆ ขอให้ท่านฟัง เสียงสมาชิกหน่อยหลายท่านที่พูด แต่ละท่านที่พูดนั้นล้วนแต่อาวุโสทั้งนั้น ถึงแม้ผมจะ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ ๆ สมัยแรก แต่ผมก็มีส่วนร่วมที่จะขอให้ท่านทบทวน เดือนละครั้งครับ อย่างน้อยเดือนละครั้งเพื่อจะแก้ไขปัญหาเกษตรกรให้ได้ ไม่ใช่ว่า ๒ เดือนต่อครั้ง ถ้า ๒ เดือนต่อครั้งเกษตรกรเจ๊งแล้วเจ๊งอีก แล้วก็จะต้องมีม็อบเกิดขึ้น วันนี้ขอฝากท่านประธานสภาไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการขอให้แก้ไขจาก ๒ เดือน ๑ ครั้ง มาเป็น ๑ เดือน ๑ ครั้ง กราบขอบพระคุณครับ
คุณชวลิต วิชยสุทธิ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดนครพนม ท่านประธานครับ ผมต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการที่ยอมรับฟัง เสียงส่วนใหญ่ในการแก้ไขในมาตรา ๑๒ ที่ผ่านมา ซึ่งมันจะเชื่อมโยงไปอีกหลายมาตรา การยอมรับเสียงส่วนใหญ่แก้ไขในมาตรา ๑๒ เท่ากับให้ความสําคัญกับพี่น้องเกษตรกร ที่เขาจะมีสิทธิมีเสียงของเขาด้วยตนเองที่จะเป็ นประธานหรือรองประธาน ในสภาเกษตรกรแห่งชาติที่มาจากการเลือกตั้งที่เป็นเกษตรกรอย่างแท้จริง เมื่อเชื่อมมาถึง มาตรา ๑๓ มันยังมีเชื่อมไปยังมาตราอื่น ๆ อีกว่าถ้าเราให้ความสําคัญกับพี่น้องเกษตรกร อย่างแท้จริงนั้น มิใช่เห็นเขาว่าไม่ใช่ผู้ปฏิบัติ เป็นเพียงผู้เสนอแนะ จริง ๆ แล้วถ้าเรา ใช้เขาให้ดีตรงนี้จะช่วยรัฐบาลได้มาก คงจะไม่มีมาปิดถนนประท้วงในการเทข้าว ไม่มีมาปิดถนนประท้วงในการเทสับปะรด หรือเทผลผลิตเกษตรอื่น ๆ ถ้ามีการประชุม ในห้วงเวลาที่เหมาะสม สมมุติอย่างสภาผู้แทนราษฎรของเราก็มีวาระการประชุม ที่แน่นอน ประชุมสัปดาห์ละ ๒ วัน นอกจากนั้นเรายังมีประชุมกรรมาธิการอีกต่างหาก ทําไมสภาเกษตรกรซึ่งเขามีปัญหามากมาย แล้วพืชเกษตรในประเทศไทยของเรานี่ มีมากมาย ทําไมจํากัดให้เขาประชุม ๒ เดือนต่อครั้ง แล้วมันจะแก้ไขปัญหาได้อย่างไร ผมเรียนไว้แต่ต้นว่า ไม่ใช่ว่าเห็นเขาเป็นผู้เสนอแนะเท่านั้น จริง ๆ ผู้เสนอแนะนี่ละสําคัญ เพราะเขารู้ปัญหาของเขาดี การเสนอแนะของเขาจะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล ผมจึงอยากจะให้ทางท่านคณะกรรมาธิการได้รับฟังเสียงส่วนใหญ่จากที่ประชุม ที่มีความเห็นว่าคณะกรรมาธิการควรรับฟังวาระการประชุมในมาตรา ๑๓ นี้ ให้มีห้วงเวลา ที่ถี่ขึ้น คืออย่างน้อยเดือนละครั้งนะครับ นอกจากนั้นพวกเรายังคิดไปไกลในมาตราอื่นครับ เดี๋ยวเราจะพูดถึงต่อก็คือว่า เขามีค่าตอบแทนที่เหมาะสมไหมกับการปฏิบัติหน้าที่ของเขา เพื่อที่จะทําให้เขามีความกระตือรือร้นในอันที่จะทําภาระหน้าที่ในฐานะที่เป็นตัวแทนของ พี่น้องเกษตรกรได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ผมขอแสดงความเห็นในชั้นนี้เพียงเท่านี้ก่อนครับ ขอขอบคุณครับ
ครับ คุณหมอวรงค์ เชิญครับ
ผมประท้วงประธานครับ กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธานตามข้อ ๑๒๙ ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่าขณะนี้เราอยู่ในวาระที่สองซึ่งเป็นวาระของการแปรญัตติ และการแปรญัตติ ในข้อ ๑๒๙ เขียนไว้ชัดเจนว่า สามารถพูดได้แค่ถ้อยคําหรือข้อความที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม ในช่วงที่เรามีการรับหลักการเรารับหลักการเรื่องการประชุมสภาเกษตรกร ก็คือ ๓ เดือน ต่อ ๑ ครั้ง จนกระทั่งคณะกรรมาธิการมีการตกลงกันมา แล้วทางคณะกรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่แก้ไขมาเป็น ๒ เดือนต่อ ๑ ครั้ง ดังนั้นเมื่อมีการพูดคุยกันมันต้องถกกันว่า จะรับที่ ๒ เดือนต่อ ๑ ครั้ง หรือถ้าไม่รับก็คือกลับไปร่างเดิมคือ ๓ เดือนต่อ ๑ ครั้ง แต่วันนี้ ท่านประธานปล่อยให้สมาชิกกลับเสนอเรื่องใหม่เข้ามา คือเหลือ ๑ เดือน ๑ ครั้ง ซึ่งมันเป็นเรื่องใหม่ ท่านประธานครับ มันต้องกลับมาสู่เรื่องเดิมครับท่านประธาน ฉะนั้น วันนี้ต้องหาข้อสรุปแล้วว่าจะรับหรือไม่รับ ถ้ารับก็คือตามกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ก็คือ ๒ เดือน ๑ ครั้ง แต่ถ้าเพื่อนสมาชิกไม่รับก็คือต้องกลับไปเป็น ๓ เดือนต่อ ๑ ครั้งครับ แล้วผมคิดว่าควรจะหาข้อสรุปได้เลยครับ ขอบคุณครับ
ผมวินิจฉัยนะครับ ความจริงมันเป็นวาระที่สองก็จริงอยู่ แต่เมื่อมีการแก้ไขก็ต้อง เปิดโอกาสให้สมาชิกได้ซักถามนะครับ ส่วนผมเองจะกําหนดเวลาดูอยู่ แล้วก็จะขอ อีกสักคนเดียวก็พอครับ เพราะว่าเรื่องมันชักซํ้าประเด็นในเรื่องของวาระการประชุม แล้วเดี๋ยวก็จะให้คณะกรรมาธิการได้ตอบว่าจะแก้ไขให้หรือไม่แก้ไขนะครับ
(นายวรงค์ เดชกิจวิกรม ได้ยืนและยกมือขึ้น)
มีประท้วงอีกแล้วครับ คุณหมอวรงค์ประท้วงก่อนครับ
ท่านประธานครับ ผมขอเพิ่มเติม นิดหนึ่งครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมเข้าใจดีว่าเมื่อมีการแก้ไขของคณะกรรมาธิการ สมาชิกมีสิทธิที่จะซักถามได้ แต่ประเด็นซักถามมันต้องอยู่ในกรอบของเนื้อหาเดิม ท่านประธาน เนื้อหาเดิมมันคือ ๓ เดือนต่อ ๑ ครั้ง เนื้อหาใหม่ที่มีการแก้ไขคือ การประชุม ๒ เดือนต่อ ๑ ครั้ง ดังนั้นถ้าจะซักถามไป จะไม่เห็นด้วยอย่างไรก็แล้วแต่ ต้องอยู่ในกรอบ ๓ เดือนกับ ๒ เดือน อยู่ ๆ มาเสนอประเด็นใหม่ผมว่ามันไม่ได้ครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
ก็คงไม่ใช่เสนอประเด็นใหม่หรอกครับ ถ้าประเด็นใหม่ก็ต้องเป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับ วาระการประชุมนะครับ แต่อย่างไรก็ตามผมก็จะขอให้ใช้เวลาที่จํากัด แล้วก็ดูว่า ถ้าพูดซํ้าเดิม ผมก็จะขอให้คณะกรรมาธิการได้ตอบเลยนะครับ
(นายสุนัย จุลพงศธร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
คุณสุนัยประท้วงเรื่องอะไรครับ
ท่านประธานครับ ขอประท้วงท่านที่ ประท้วงท่านประธาน ซึ่งกระทบชิ่งมาถึงกระผม ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็แล้วแต่ เพราะว่ากระผมได้เป็นผู้อภิปรายในมาตราต่าง ๆ ได้ให้เหตุผลการอภิปรายในวาระที่สองนั้น ไม่ได้หมายความว่าต้องบอกว่าเอาหรือไม่เอาเท่านั้น แต่โดยเหตุผลคุณต้องหาเหตุหาผล มาโน้มน้าวจิตใจ ความคิดเห็น และต้องกราบขอบพระคุณท่านกรรมาธิการที่ท่านไม่ได้ ถือเอาความเห็นท่านเป็นหลัก ยกตัวอย่าง เช่น ในมาตรา ๑๒ พอได้หว่านล้อมให้เหตุ ให้ผล ท่านก็แก้ไขให้ ดังนั้นการพูดถึงมาตรา ๑๓ จะเป็น ๒ เดือนหรือ ๑ เดือนนั้น กระผม ก็คิดว่าขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะกรรมาธิการเขา โดยพยายามจะเชื่อมโยงให้เห็นว่า การพิจารณานี้อาจจะขาดตกบกพร่องไปเพราะว่าผมเองไม่ได้เป็นกรรมาธิการด้วย แต่เห็นว่าวันนี้กระบวนการของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ นั้นได้ตัดมือตัดแขนของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการที่จะเป็นตัวแทนของเกษตรกรเขา
สรุปแล้วคุณสุนัยประท้วงว่าผู้ประท้วง คือนายแพทย์วรงค์ประท้วง
ประท้วงท่านประธาน แล้วก็มี ลักษณะที่ท่านประธานได้ทําถูกต้องแล้วที่ได้เปิดช่องทางให้เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ให้ความเห็น เพื่อจะได้ข้อสรุปที่ดีทีสุด แล้วก็ได้ไปแล้วครับในมาตรา ๑๒ ดังนั้น สิ่งที่ท่านประธานดําเนินการอยู่นี้ถูกต้องแล้วครับ และขอความกรุณาสนับสนุน ท่านประธาน กราบขอบพระคุณครับ
ผมก็ได้วินิจฉัยไปแล้วนะครับ เพราะว่าเป็นการประท้วงในเรื่องเดียวกันก็ไม่ต้องวินิจฉัย อีกนะครับ เชิญคุณนิยม ช่างพินิจ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นิยม ช่างพินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคเพื่อไทย ต้องขอขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผมได้ขึ้นมาพูดอีกครั้งสําหรับในมาตรา ๑๓ นี้ ด้วยส่วนตัวนี้ผมเคารพนับถือท่านประธานคณะกรรมาธิการมากครับ แล้วก็สิ่งสําคัญ ผมเองก็พยายามที่จะพูดที่สะท้อนปัญหา เพราะว่าท่านประธานเองพื้นฐานก็มาจาก ลูกชาวไร่ชาวนาก็ควรจะทราบนะเพราะว่าปัญหาของแต่ละพื้นที่ แต่ละภูมิประเทศ มันแตกต่างกันมาก แล้วต้องตระหนักเลยนะครับท่านประธานครับว่าสิ่งที่สําคัญอาชีพ หลักของประเทศไทยคืออาชีพเกษตร แล้ววันนี้เองร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะผ่านเข้าสู่ สภาถือว่าเป็ นสิ่งที่สําคัญที่ให้ความสําคัญ ในเมื่อเราให้ความสําคัญกับพี่น้อง ภาคการเกษตรแล้วจําเป็นอย่างยิ่งครับ ไม่ว่าในวาระการประชุมหรืออะไรก็ตามก็ควรจะให้ อํานาจและให้บทบาทเขานะครับ เพราะประชุม ๒ เดือนต่อ ๑ ครั้ง ผมไม่เห็นด้วยนะครับ โดยเฉพาะในปัญหาพื้นที่ของผมในจังหวัดพิษณุโลกวันนี้เองปัญหานํ้าท่วมก็ยังไม่ได้ เงินสําหรับชดเชยเลย ปัญหาเพลี้ยกระโดดก็ยังไม่ได้ แล้ววันนี้ก็มีมาตรการต่าง ๆ ที่รัฐบาล กําหนดแนวทางในการที่จะพยายามที่จะกําหนดนโยบายเข้าไปในพื้นที่นี่ สิ่งที่ผ่าน ๆ มา แม้กระทั่งนํ้าท่วมยังไม่ได้เลย แล้ววันนี้เองถ้าเราจะมากําหนดวาระประชุม ๒ เดือน ต่อ ๑ ครั้ง ผมว่ามันไม่ใช่หรอกครับ อย่างน้อยเดือนละครั้ง แต่ท่านจะกําหนดกี่วันแล้วแต่ ท่านบอกว่า ๗ วันผมก็ไม่ได้ท้วงติงนะครับ แต่อย่างน้อยต้องมีเดือนละครั้งครับ ผมฝาก ท่านประธานด้วยครับ เพราะเป็นสิ่งที่สําคัญแล้วว่าเราจะแก้ปัญหาให้พี่น้องเกษตรกร ไหน ๆ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะออกมาแล้วขอให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้อง ภาคการเกษตรเถอะครับ เพราะท่านจะแก้ปัญหาแล้วไม่ต้องกลัวหรอกครับที่จะมีม็อบ มาปิ ดถนนปิดอะไรนี่ ผมถึงบอกว่าผมนั่นเสียดายนะครับที่ผมไม่มีโอกาสได้เป็ น กรรมาธิการ ถ้าผมมีโอกาสเป็นกรรมาธิการผมจะเสนอเลยพี่น้องเกษตรกรที่เดือดร้อน ลงชื่อ ๒,๐๐๐ คน ๓,๐๐๐ คน ลงชื่อแล้วก็ให้สภาเกษตรกรแห่งชาติเปิดประชุมได้อีกด้วย แต่นี่มันแก้ไม่ได้แล้วก็ควรจะให้โอกาสตรงนี้ ต้องขอขอบคุณท่านประธานครับ
เริ่มซํ้าประเด็นแล้วนะครับ
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต ประท้วงท่านประธานอีกครั้งหนึ่ง
เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมยังยืนยันในข้อ ๑๒๙ ท่านประธานครับ เนื่องจากว่าเพื่อนสมาชิกไม่ได้มีการสงวนคําแปรญัตติไว้ แต่ถ้ามี การสงวนคําแปรญัตติของเพื่อนสมาชิก เช่น สงวนจาก ๓ เดือนไปเป็น ๑ เดือนแล้วก็ มีการถกในประเด็นนี้เพื่อให้ทางคณะกรรมาธิการยอมรับนี่ผมเห็นด้วยครับ แต่วันนี้ ไม่มีการสงวนคําแปรญัตติไว้ แล้วก็คณะกรรมาธิการมีการเปลี่ยนจาก ๓ เดือนมาเป็น ๒ เดือน ถ้าประเด็นในการถก ๒ เดือนกับ ๓ เดือนนี้ผมไม่ติดใจ แต่ถ้ามาเสนอ ประเด็นใหม่ที่ไม่ได้มีการสงวนคําแปรญัตติไว้นี้ผมว่ามันขัดกับข้อบังคับการประชุม ข้อ ๑๒๙ เราอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าเราเสียเวลามาชั่วโมงกว่า ใน ๑ เดือนกับ ๒ เดือน ๓ เดือนตรงนี้นะผมว่าท่านประธานต้องหาข้อสรุปในมาตรานี้แล้วครับ ขอบคุณครับ
ผมวินิจฉัยนะครับ การประท้วงของคุณหมอวรงค์ถูกครึ่งหนึ่งนะครับ เพราะว่ามันมีการรับ หลักการไปแล้ว ตอนรับหลักการ รับหลักการไปว่า ๓ เดือนประชุม ๑ ครั้ง แต่เผอิญ มีการแก้ไขมาเป็น ๒ เดือน สมาชิกก็มีสิทธิสอบถามได้ว่าทําไมถึงแก้ไขมาเป็น ๒ เดือน พร้อมทั้งอธิบายเหตุผล ผมว่าขณะนี้ก็พอสมควรแล้วครับ ผมจะขอให้คณะกรรมาธิการตอบ เพราะว่าเรื่องมันซํ้าประเด็นแล้วครับ เชิญกรรมาธิการประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผม ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญครับ ขออนุญาตเรียนชี้แจงในมาตรา ๑๓ เรื่องกรณีที่ทําไมครั้งแรกที่มีร่างของรัฐบาลให้ประชุม ๓ เดือนต่อ ๑ ครั้ง โดยเจตนารมณ์ ของกฎหมายฉบับนี้ให้เป็นกฎหมายของสภาวิชาชีพ สมาชิกของเกษตรกรทั้งหลายก็ยังคง เป็นอาชีพเกษตรกรเหมือนเดิม ผู้ทํานาก็ยังคงทํานา ทําไร่ก็ยังคงทําไร่ ทําปศุสัตว์ ทําการประมง ก็ยังคงเป็นอาชีพเดิม เพราะฉะนั้นเรายังคิดว่าเขาเองก็ต้องกลับไป ประกอบวิชาชีพของเขานะครับ การประชุมโดยวาระทั่วไป ๓ เดือนต่อ ๑ ครั้ง ครั้งแรก ก็คิดว่าสมควรแล้ว แต่เนื่องจากว่ามีกรรมาธิการหลายท่านก็ได้ท้วงติงเนื่องจากคิดว่า ๓ เดือนต่อ ๑ ครั้ง มันยาวนานเกินไปก็ได้แก้ไขมาเป็น ๒ เดือนต่อ ๑ ครั้ง ซึ่งกรรมาธิการ โดยเอกฉันท์นะครับ ไม่มีใครสงวนคําแปรญัตติ เห็นด้วยว่าเป็น ๒ เดือนต่อ ๑ ครั้ง ก็มีเหตุผลดังนี้ครับว่า เกษตรกรที่มาทําหน้าที่เป็นสมาชิกสภาเกษตรกรเรายังคงให้ดํารง เจตนารมณ์ในการเป็นเกษตรกร ไม่อยากที่จะให้มาแสวงหารายได้จากการประชุม จากรายได้อื่น ๆ จากสมาชิก เหมือนกับสมาชิกวิชาชีพอื่น ๆ เช่น แพทยสภา สภาทนายความ สภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า ทั้งหมดเองเขาก็คงเป็นอาชีพดั้งเดิม ของเขาเอง จึงคิดว่าการให้มีการประชุม ๒ เดือนต่อ ๑ ครั้ง นี่เหมาะสมแล้วในครั้งแรกนะครับ
ที่สําคัญสภาเกษตรกรแห่งชาติมีกิจกรรมไม่ใช่เป็นเพียงการประชุมของ สมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ สภาเกษตรกรจังหวัดก็มีการประชุมได้ตลอดเวลา หากว่า มีประเด็นอื่น ๆ ก็สามารถจะตั้งคณะทํางาน คณะอนุกรรมการทั้งหลายไปพิจารณา ต่อเนื่องได้ เพื่อเตรียมการเอาวาระเข้าประชุมสภาใหญ่ การประชุมสภาเกษตรกร แห่งชาติต้องเป็นวาระที่เป็นระดับชาติจริง ๆ ไม่ใช่อะไรก็จะเอาเข้ามาในสภาระดับชาติ ทั้งหมด ซึ่งตรงนี้ก็จะทําให้สภาเกษตรกรแห่งชาติมีนํ้าหนักและมีศักดิ์ศรี เสนอความคิดเห็นอะไรแต่ละครั้งก็มีนํ้าหนัก รัฐบาลก็ต้องรับฟัง จึงคิดว่าที่กรรมาธิการ ได้ระบุเอาไว้ว่าให้แก้ไขเป็น ๒ เดือนต่อ ๑ ครั้ง ครั้งละ ๑ สัปดาห์ เหมาะสมแล้ว
ที่สําคัญคือนอกจากนั้นหากว่ามีกรณีเร่งด่วน ประธานสภาเกษตรกร แห่งชาติก็สามารถจะเรียกประชุมฉุกเฉินได้ หรือว่าประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติไม่เรียก ประชุม สมาชิกต้องเข้าชื่อกัน ๑ ใน ๓ เรียกประชุมได้เช่นเดียวกัน คิดว่าโดยกฎหมาย ฉบับนี้ได้ร่างเอาไว้เหมาะสมแล้ว และมีช่องทางออกที่เหมาะสมแล้ว ท่านประธานครับ กรรมาธิการขอยืนครับ
ท่านสมาชิกครับ ผมคิดว่าเราอภิปรายมาพอสมควรแล้วนะครับ ท่านประยุทธ์ยังติดใจ หรือครับ ในประเด็น ๒ เดือนกับ ๑ เดือนหรือเปล่า เพราะว่าเริ่มซํ้าประเด็นแล้วนะครับ
ท่านประธานครับ ผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดมหาสารคาม ก็ขอบคุณที่ท่านประธานได้กรุณา ตักเตือนสติผม ผมจะได้เคร่งครัดในข้อบังคับ ที่กระผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง คณะกรรมาธิการนี่ไม่ได้หมายความว่าผมอยากจะขึ้นมาตอแย ท่านประธานถ้าลําดับ เหตุการณ์ที่ผมตั้งคําถาม ผมเป็นคนหนึ่งที่ทําหน้าที่ในสภาแห่งนี้ ผมไม่เคยต้อน คณะกรรมาธิการหรอกครับ ท่านอย่าอธิบายในสาระที่มันอ่านเข้าใจแล้วว่า มีเหตุจําเป็น เร่งด่วนประธานสามารถเรียกประชุมได้ ไม่ต้องอธิบายเลยก็ได้ครับ ผมอ่านเป็ น ผมเข้าใจว่าสมาชิกทั้งหลายก็อ่านเป็ น ๑ ใน ๓ สามารถเข้าชื่อในการที่จะ เรียกประชุมได้ ผมก็อ่านเป็น สมาชิกก็อ่านเป็น ท่านตอบมาได้อย่างไรครับว่าป้ องกัน การที่จะถูกกล่าวหาว่าแสวงหาเบี้ยประชุม ท่านครับ ผมไม่อยากใช้คําอย่างอื่นเลย ผมอยากใช้คําว่า ทุเรศ ที่ท่านใช้เป็นหลักคิด ผมกราบเรียนท่านประธานว่า
ผมก็ต้องขอท่านประยุทธ์นะครับ คํานี้ไม่เหมาะสม ต้องขอถอนครับ ใช้คําพูดอื่นดีกว่า ไม่เหมาะสม หรืออะไรก็ดีกว่านะครับ
ท่านหมายถึงผมพูดว่าอะไร กับใคร
ที่เมื่อกี้ท่านประยุทธ์บอกว่า อยากจะบอกว่า ทุเรศ ก็ขอใช้คําว่า ไม่เหมาะสม จะดีกว่า ขอถอนคําพูดเถอะครับ
ครับ ท่านประธานครับ ที่กระผมพยายามที่จะถามขึ้นมาชี้นําตั้งแต่เบื้องต้น ตั้งแต่คําถามแรกที่กระผมอภิปราย กระผมถามหาตรรกะ ว่าเดิมทีในร่างที่กระผมแตะต้องไม่ได้หรอกครับในเรื่องอื่น เฉพาะถ้อยคําและข้อความที่ท่านแก้ไขมานี่ละ ผมท้วงติงตรงนี้ ผมเข้าใจ
ผมได้ขอให้ท่านประยุทธ์ถอนคําพูดคําว่า ทุเรศ นะครับ
ผม ครับ แล้ว จะเอาอะไร อีกครับท่านประธาน
ท่านยังไม่ได้บอกว่า ถอน นะครับ ขอถอนนะครับ
ถอนแล้ว ให้ถอนอีกได้ครับ
ขอบคุณครับ
ท่านประธานครับ ที่หลักคิด ของผมนี่คิดว่าภารกิจของสภาเกษตรกรแห่งชาติมันมีภารกิจหนึ่งซึ่งเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่ ท่านประธานคณะกรรมาธิการเองนี่เป็นลูกอีสาน ท่านประธานเคยได้ยินนิยาย คําว่า กล่องข้าวน้อยฆ่าแม่ หรือยังครับ นั่นเป็นของจริงนะครับ อนุสรณ์แห่งความเจ็บปวดรวดร้าว ของชาวอีสาน ปัญหามันเยอะ เมื่อภารกิจยิ่งใหญ่ ท่านบอกว่าปีหนึ่งท่านจะประชุม ๖๐ วัน เอา ๖๐ วันไปหารภารกิจ สมมุติว่ามี ๖๐ ภารกิจ ท่านประชุมได้วันละภารกิจ นี่คือหลักตรรกะของการออกกฎหมาย ผมถามว่าตรรกะตรงนี้ท่านเอาไปวางไว้ไหน มาแก้ไขเป็น ๔๒ วันไปหาร ผมถามเหมือนชี้ช่อง ผมอภิปรายชี้ช่องให้ท่านแล้ว ท่านก็ไม่ตอบ ท่านก็เลี่ยงซ้าย เลี่ยงขวา เลี่ยงซ้าย เลี่ยงขวา ไม่ใช่สอนกฎหมายในสภา ไม่ใช่กรรมาธิการ มานั่งสอนกันอย่างนี้ ผมอ่านเป็น ผมรู้ แต่ผมถามหาตรรกะว่าท่านประชุม ๖๐ วันต่อ ๑ ปี นั่นภารกิจเหล่านั้น เอา ๖๐ ไปหาร แล้วเอา ๔๒ ไปหารนี่มันหายไป ๑๘ วัน ภารกิจมันน้อยลง หรืออย่างไร ทุกวันนี้นํ้าตาลมันขาดตลาด ท่านคิดว่าไม่ใช่เรื่องของเกษตรกรหรืออย่างไร ความเดือดร้อนของชาวบ้านที่จะต้องแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ถ้าท่านตอบผมได้บอกว่าภารกิจ มันเหมาะสมแล้ว เอา ๔๒ วันหารนั้นภารกิจพอเหมาะพอเจาะผมก็จะได้ทําใจ อ้อ ท่านมี ความสามารถหรือภารกิจยิ่งใหญ่ บอกว่าไม่พอเอา ๑๕ วัน ทั้งหมดก็จะประชุม ๖ ครั้ง ก็กลายเป็น ๙๐ วัน ภารกิจก็ถูกหารไป นั่นคือตรรกะง่าย ๆ ผมชี้ไปแล้ว ท่านประธานครับ ชี้ไปให้ถึงหลักการต่าง ๆ ผมไม่เคยต้อนเลย ไม่ได้ต้อนคนที่ออกกฎหมายให้จนมุม ผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมชี้ช่องแล้ว ท่านไม่ตอบ ท่านยังตะแบงออกซ้าย ออกขวา ผมจําเป็นจะต้องมีความสงสัยครับท่านประธาน
กรรมาธิการจะตอบไหมครับ เพราะว่าได้ตอบไปหลายครั้งแล้วนะครับ ยังมีสมาชิกท่านใด ติดใจไหมครับ ไม่ติดใจนะครับ ขอเชิญคุณสุนัยครับ
ท่านประธานครับ ติดใจ ก็อยากจะ ให้โหวตครับ
มีสมาชิกติดใจนะครับ เพราะฉะนั้นก็จะต้องลงมติครับ ขอเชิญสมาชิกเข้าห้องประชุม เพื่อเตรียมลงมติได้แล้วครับ
ท่านประธานครับ
คุณบุญยอดครับ
กราบเรียนท่านประธาน ผม บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานคร เพื่อให้เกิดความเข้าใจนะครับ เนื่องจากว่าในมาตรานี้ไม่มีกรรมาธิการท่านใดที่สงวนความเห็น จึงอยากจะถาม ท่านประธานว่าท่านกําลังจะลงมติอย่างไร ระหว่างกรรมาธิการที่กําลังแก้ไขกับร่างเดิม หรือเปล่า หรือสิ่งที่สมาชิกเสนอขึ้นมาใหม่คือ ๑ เดือน หรืออย่างไรครับ ขอคําอธิบายครับ
ก็ต้องลงมติว่าเห็นชอบด้วยกับการที่กรรมาธิการแก้ไขหรือไม่นะครับ ถ้าไม่เห็นชอบก็ต้อง กลับไปที่ร่างเดิมครับ
อย่างนั้นผมขออนุญาต เรียนถามกับทางผู้ที่อภิปรายกันไปหลายคนเมื่อสักครู่นะครับ ท่านประธานครับ เรากําลัง จะลงมติว่าจะยืนตามที่กรรมาธิการแก้ไข คือให้เป็น ๒ เดือนต่อ ๑ ครั้ง แล้วก็ไม่เกิน ๗ วัน หรือจะกลับไปร่างเดิมคือ ๓ เดือนต่อ ๑ ครั้ง ไม่เกิน ๑๕ วัน นั่นหมายความว่าทุกคน เข้าใจตามนี้ตรงกันใช่ไหมครับ และทางบรรดาสมาชิกที่อภิปรายไปเมื่อสักครู่ มิได้มีความเห็นอื่น ๆ อีกแล้วใช่ไหมครับ
คือสมาชิกขอให้ไปเปลี่ยนวาระการประชุมเป็น ๑ เดือนครับ แต่ไม่ได้สงวนคําแปรญัตติไว้ เพราะฉะนั้นจะกลับไปตรงที่ ๑ เดือนไม่ได้นะครับ เพียงแต่ว่าร่างการแก้ไขของ คณะกรรมาธิการก็จะต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้คือ ๒ เดือน ต่อ ๑ ครั้ง นะครับ
กราบเรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ
เชิญคุณผ่องศรีครับ
ตอนนี้เนื่องจากไฟในห้องประชุม คณะกรรมาธิการไม่ขึ้นว่าลงมติ ขออนุญาตให้เจ้าหน้าที่ได้ส่งสัญญาณไปด้วยนะคะ
ผมจะกดออดอีก ๒ ครั้งนะครับ ขอเชิญสมาชิกเข้าห้องประชุมเพื่อเตรียมลงมติด้วยครับ
(พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
เจ้าหน้าที่กดไฟเพื่อเตรียมลงมติด้วยนะครับ คุณอรรถวิชช์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานครครับ ก็สืบเนื่องจากที่ คุณบุญยอดถามเมื่อสักครู่นี้นะครับ ตอนนี้ถ้าตกลงว่าเราเห็นด้วยกับกรรมาธิการ เสียงข้างมาก ก็แปลว่า ๒ เดือน ประชุมทุก ๒ เดือน แต่ถ้าไม่เห็นด้วยนี่ก็กลับไปร่างเดิม แปลว่าประชุม ๓ เดือน หนักกว่าเดิมนะครับ แต่วันนี้ท่านผู้มีเกียรติทุกท่านอภิปราย หลายท่านบอกว่า ขอให้กลับไปประชุมให้มันถี่ขึ้นเดือนละหนได้ไหม คราวนี้ผมจะบอกว่า มันจะงงนะครับ เพราะฉะนั้นจะถามท่านประธานละครับว่า ที่ท่านประธานให้โหวตวันนี้ว่า เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมากใครเป็นคนเสนอล่ะครับ ถ้าคนนั้นเสนอก็แปลว่าคนนั้นต้องการให้ประชุมมันยาวขึ้น
คือผมวินิจฉัยอย่างนี้ครับคุณอรรถวิชช์ครับ ปกติเมื่อไม่มีการแก้ไขก็ไม่ต้องมีการลงมติ แต่เมื่อมีการแก้ไข ถ้าหากว่าสมาชิกท่านใดไม่เห็นด้วยก็จะต้องมีการลงมติ แต่การลงมติ เนื่องจากไม่มีการสงวนคําแปรญัตติหรือการสงวนความคิดเห็น เพราะฉะนั้นการแก้ไข ครั้งนี้ก็จะต้องลงมติว่าให้สภาเห็นชอบไปนะครับ ถ้าไม่เห็นชอบก็ต้องกลับไปร่างเดิม ผมจะไม่ต้องถามนะครับว่าจะกลับไปร่างเดิมหรือเปล่า
ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ ผมก็เลยถามท่านประธานละครับว่า ตกลงว่าใครไม่เห็นด้วยกับความเห็น ของกรรมาธิการเสียงข้างมากบ้างครับ
คือไม่ได้สงวนคําแปรญัตติ
ท่านประธานนิดเดียวนะครับ เรื่องนี้ไม่มีการสงวนแล้วก็ไม่มีการแปรเอาไว้ เพราะฉะนั้นผมถามอีกครั้งครับ ที่ประชุม แห่งนี้ใครไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากบ้างครับ เพราะถ้าคนที่ไม่เห็นด้วย ก็แปลว่าต้องการให้มีการประชุมนาน ๆ ทีแล้วประชุมกันนะครับ แต่วันนี้หลายคน อภิปรายบอกว่าให้การประชุมมันถี่ขึ้นครับ เพราะฉะนั้นผมยํ้าอีกครั้งครับ ใครบ้างล่ะครับ แสดงตนได้ไหมครับท่านประธานครับ
ก็เดี๋ยวจะอยู่ที่การลงมตินะครับ ถ้าเห็นด้วยกับกรรมาธิการแก้ไขก็ลงมติเห็นชอบ แค่นั้นเองนะครับ ขอเชิญสมาชิกเสียบบัตรแสดงตนด้วยครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมขออนุญาตประท้วง ท่านประธานนะครับ ตามข้อ ๑๒๙ เหมือนเดิมครับ เพราะว่าท่านประธานเชื่อไหมครับว่า ขณะนี้สภาเรามันไม่มีตรรกะนะครับท่านประธาน เหตุและผลของการประชุมสภาไม่มีเลยครับ เพราะว่าท่านประธานปล่อยให้เพื่อนสมาชิกประชุมไม่สอดคล้องกับข้ อ ๑๒๙ ถ้าเพื่อนสมาชิกพยายามถกหรือว่าตําหนิคณะกรรมาธิการบอกว่าไม่เห็นด้วยที่จะแก้เป็น ๒ เดือน ควรจะเป็น ๓ เดือนและสุดท้ายมีการลงมติกันแล้วกลับไปเป็น ๓ เดือน อย่างไรก็แล้วแต่ อันนี้ผมเห็นด้วย อันนี้มีตรรกะแต่สิ่งที่เพื่อนสมาชิกเอามาพูดกัน มันไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับในมาตรา ๑๓ จาก ๓ เดือนกับ ๒ เดือนมีคนเสนอ มีการถกใหม่ มาเป็น ๑ เดือน ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องตรงนี้ สุดท้ายไม่เห็นด้วยก็กลับมาโหวตแทนที่จะมาเป็น ๑ เดือนกลับกลายเป็น ๓ เดือน ดูแล้วมันขัดแย้งมาก ผมสะท้อนว่าวันนี้สภาเรา ท่านประธานต้องควบคุมการประชุมให้มีเหตุมีผลนะครับ ขอบคุณครับ
ผมต้องบอกอย่างนี้ครับ ผมก็จะต้องควบคุมการประชุมตรงตามข้อบังคับนะครับ ถ้าไม่มีการแก้ไขไม่มีปัญหาครับ ไม่ต้องถามมติแต่ถ้ามีการแก้ไขแล้วสมาชิกเห็นด้วย ทั้งหมดก็ไม่ต้องมีการลงมตินะครับ เพราะฉะนั้นตอนนี้อย่าเพิ่งเสียเวลานะครับ ผมจะถามอย่างนี้นะครับ ขอส่งผลการแสดงตนด้วยครับ เราจะได้ดําเนินการต่อได้นะครับ ผู้เข้าร่วมประชุม ๒๖๖ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ
เนื่องจากมาตรานี้คณะกรรมาธิการมีการแก้ไข สมาชิกถึงแม้ว่าไม่ได้สงวน คําแปรญัตติหรือสงวนความคิดเห็น แต่ก็มีการติดใจว่าแก้จาก ๓ เดือนมาเป็น ๒ เดือน ซึ่งสมาชิกก็ได้เสนอความคิดเห็นว่าน่าจะแก้มาเป็น ๑ เดือนต่อครั้ง เพราะฉะนั้นอย่างไรก็ตาม เมื่อมีสมาชิกติดใจก็จะต้องมีการลงมตินะครับ ผมจะถามมติสมาชิกว่า สมาชิกท่านใด เห็นด้วยกับการที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากแก้ไขให้กดปุ่ม เห็นด้วย สมาชิกท่านใด ไม่เห็นด้วยให้กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ก็ขอเชิญลงมติได้แล้วครับ
ท่านประธานครับ ประท้วงครับ
ประท้วงเรื่องอะไรครับ
ผมคิดว่าตรรกะมีปัญหาครับ ผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี พรรคประชาธิปัตย์ ตรรกะมีปัญหานะครับท่านประธาน
ก็ต้องอย่างนี้ครับ เผอิญครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ไม่มีผู้สงวนคําแปรญัตติ แต่อย่างไรก็ตาม ผมจะไม่อนุญาตให้ประท้วงแล้วครับ จะขอท่านผู้อาวุโสท่านเดียวครับ ท่านสุทัศน์ เงินหมื่น ครับ
ท่านประธานครับ ผมประท้วงอยู่ครับ ยังไม่จบครับ
ก็เดี๋ยวขอฟังท่านสุทัศน์ เงินหมื่น ก่อนนะครับ เชิญคุณอรรถวิชช์นั่งลงครับ
ท่านประธานครับ กระผม สุทัศน์ เงินหมื่น ครับ แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ กระผมคิดว่าจะต้องขอต่อรองกับ ทางกรรมาธิการ กล่าวคือเท่าที่ฟังสมาชิกอภิปรายเกือบทุกท่าน เกือบทั้งสภา ค่อนข้าง เห็นด้วยที่จะให้มีการประชุมเดือนละ ๑ ครั้ง ซึ่งไม่ใช่ร่างเดิม ๓ เดือน และไม่ใช่ ที่กรรมาธิการแก้ไขเป็น ๒ เดือน กระผมจะขออนุญาตต่อรองว่าถ้าท่านฟังตามความเห็น สมาชิกแล้ว จะพิจารณาปรับปรุงเป็น ๑ เดือน ตามความเห็นสมาชิกทั้งหมดจะได้หรือไม่ ถ้าได้ก็คงจะจบลงด้วยดี แต่ถ้าไม่ได้ก็คงเป็นปัญหาขัดแย้งกับความเห็นของสมาชิก ทั้งหมด จริงอยู่ครับไม่มีใครสงวน แต่คณะกรรมาธิการมีอํานาจที่จะคุยกันว่า ๑ เดือน ตามที่สมาชิกทั้งหมดต้องการจะได้หรือไม่ครับ ถ้าได้ท่านประธานก็กรุณาลุกขึ้นขอแก้เป็น ๑ เดือน จบเลยครับ
ผมจะขอถามคณะกรรมาธิการนะครับว่ายินดีจะแก้ไขตามที่สมาชิกเสนอหรือไม่นะครับ ถ้าแก้ไขเราก็ไม่ต้องโหวตนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ศุภชัย โพธิ์สุ ประธานคณะกรรมาธิการครับ คณะกรรมาธิการพิจารณาด้วย ความรอบคอบแล้วครับ ขอยืนยันตามที่ได้แก้ไขมานะครับ
เราก็ต้องเคารพการตัดสินใจของคณะกรรมาธิการนะครับ
(นายสุนัย จุลพงศธร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
คุณสุนัยประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานครับ ขอประท้วง เพื่อนสมาชิกที่อภิปรายเมื่อสักครู่นี้ทั้ง ๒ ท่าน ท่านประธานที่เคารพครับ ตอนที่เราได้มี การอภิปรายนั้นมีการกล่าวหาว่าจะพยายามพูดให้นาน ไม่ใช่ครับท่านประธาน ในระหว่างอภิปรายเราก็ดูครับ ในห้องนี้เหลือคนไม่กี่คน ทําให้ท่านที่ขึ้นมาเสนอ ความเห็นบอกว่าไม่มีใครเห็นด้วยที่จะให้เป็ น ๓ เดือนและ ๑๕ วัน ไม่จริงครับ มีท่านผู้หนึ่งที่พูดชัดเจนคือคุณหมอชลน่านครับ ที่ได้อภิปรายขอยืนยันเอา ๑๕ วัน ดังนั้น ในประเด็นมาตรา ๑๓ นั้น มี ๒ ประเด็นครับ มี ๓ เดือนหรือ ๒ เดือน ๑๕ วันหรือ ๗ วัน ดังนั้นการที่จะขึ้นมาประท้วงท่านประธานอยู่เรื่อย ๆ ผมเองก็อยากจะให้ความศักดิ์สิทธิ์ ของท่านประธานที่ได้วินิจฉัย
ก็คงไม่ต้องประท้วงนะครับ
เปล่าครับ แต่บางท่านไม่ได้อยู่ใน ที่ประชุมก็ไม่รู้เรื่องกันว่าเขาอภิปรายเรื่องอะไร จริง ๆ อยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับ ดังนั้นก็ขอมติครับ องค์ประชุมก็ครบแล้ว ท่านประธานครับ การที่ละเลยระเบียบอย่างนี้ ท่านต้องเข้าใจนะครับ ศาลรัฐธรรมนูญทุกวันนี้ตีความชัดเจนนะครับ ถ้าท่านอยากให้ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ผ่านโดยราบรื่นทําตามที่ท่านประธานบอกเถอะครับ โหวตเลย ก็จบไป ถ้าไม่อย่างนั้นมีการตีความยิ่งล่าช้า
ผมได้วินิจฉัยไปแล้วครับ เชิญนั่งลงเถอะครับ ขอเชิญสมาชิกลงมติได้แล้วครับ องค์ประชุมครบนะครับ ๒๖๖ ท่านครับ ผมจะถามสมาชิกอย่างนี้นะครับ สมาชิกท่านใด เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการแก้ไขให้กดปุ่ ม เห็นด้วย ท่านใดไม่เห็นด้วยกดปุ่ ม ไม่เห็นด้วย นะครับ ขอเชิญลงมติได้แล้วครับ
ท่านประธานครับ สาระสําคัญเลยนะครับท่านประธาน
ผมได้ให้ลงมติไปแล้วนะครับ เดี๋ยวประท้วงหลังจากที่ผลคะแนนออกมาแล้วนะครับ
ท่านประธานครับ ผมไม่ประท้วงครับ แต่เกรงว่าท่านจะนั่นไปนิดหนึ่ง นี่มันกรรมาธิการแก้ไขมา ๓ จุด แล้วท่านถามทีเดียว จะลงทีเดียวพรวด ๓ ทีเลยหรืออย่างไร ๓ ตําแหน่งเลยหรืออย่างไร
โดยปกติเราก็ถามครั้งเดียวนะครับ
ต้องถามทีละ ตําแหน่งครับ อย่างกรณี ๓ เดือนมาเป็น ๒ เดือน ๑๕ วันมาเป็น ๗ วัน แล้วก็ ๑ ใน ๓ อะไรนี่ ต้องถาม ๓ ครั้งครับ
ก็ไม่เป็นไรครับ อยู่ที่ประธานวินิจฉัยนะครับ ผมถือว่าถามครั้งเดียว ถ้าท่านใดเห็นด้วยกับ ที่คณะกรรมาธิการแก้ไขก็กดปุ่ม เห็นด้วย นะครับ ท่านใดไม่เห็นด้วยกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ลงมติได้แล้วครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ขอส่งผลการลงมติด้วยครับ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๓๗๘ ท่าน เห็นด้วย ๒๕๐ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๙ ท่าน งดออกเสียง ๙๘ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒๑ ท่าน เป็นอันว่าสภาแห่งนี้เห็นชอบ ตามที่คณะกรรมาธิการแก้ไขครับ
ขอเชิญท่านเลขาธิการดําเนินการต่อครับ
มาตรา ๑๔ มีการแก้ไข
ไม่มีผู้สงวนคําแปรญัตติ แต่มีผู้ติดใจจะซักถาม ดอกเตอร์ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง ครับ
ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ มาตรา ๑๔ มันต่อเนื่องกับมาตรา ๕ ขอประทานอภัย ท่านประธาน มาตรา ๕ ท่านประธาน ที่มาครับ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับว่า ในขณะนี้นี่ต้องขออนุญาตว่าสิ่งที่ติดใจมากก็คือในเรื่องของที่มาของ คนที่จะเป็นประธานในที่ประชุม ก็คือว่าในวรรคต่อมา ในกรณีประธานสภาเกษตรกร แห่งชาติ และรองประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติไม่มาประชุม หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ที่ประชุมเลือกสมาชิกคนใดคนหนึ่ง แต่ในที่นี้กรรมาธิการไปเพิ่มเติมว่า ตามมาตรา ๕ (๑) หรือ (๒) เป็นประธานในที่ประชุม ขออนุญาตกราบเรียนครับ ผมคิดว่าในสิ่งเหล่านี้ก็เป็น อีกสิ่งหนึ่ง เมื่อสักครู่เราผ่านไป ๑ มาตรา เราไม่ต้องการให้ (๒)
ต้องขอความกรุณาสมาชิกงดใช้เสียงในห้องประชุมด้วยนะครับ
มาตรา ๕ (๒) มาเป็น ประธานก็คือบุคคลภายนอกที่ได้รับการคัดสรรมาเป็นสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ ที่มี ๑๖ คนมาเป็นประธานได้ เมื่อสักครู่นี้กรรมาธิการได้แก้ไขไปแล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้ ก็ขอกรรมาธิการได้โปรดแก้ไขด้วย เพื่อให้สอดคล้องต้องกัน กราบขอบคุณครับ ท่านประธาน
เชิญกรรมาธิการครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายศุภชัย โพธิ์สุ ประธานคณะกรรมาธิการ ก็ขอเรียนต่อท่านประธานและ ที่ประชุมว่าเมื่อเราได้แก้ไขมาตรา ๑๒ ว่าผู้ที่จะดํารงตําแหน่งเป็ นประธาน และรองประธานต้องเป็นสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ ตามมาตรา ๑ เท่านั้น มาตรา ๑๔ ก็ต้องเขียนให้สอดคล้องกับมาตรา ๑๒ คือ ในกรณีประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ และรองประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ที่ประชุมเลือกสมาชิกตามมาตรา ๕ (๑) เป็นประธานในที่ประชุม ขอเรียนที่ประชุม อย่างนี้นะครับ
คุณสถาพร มณีรัตน์ ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สถาพร มณีรัตน์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดลําพูน ติดใจในประเด็นมาตรา ๑๔ ตามที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้เพิ่มเข้าไปในลักษณะขององค์ประชุม มาตรา ๑๔ การประชุมสภาเกษตรกรแห่งชาติต้องมีสมาชิกมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวน สมาชิก ซึ่งร่างเดิมนั้นหมายถึงว่า จํานวนสมาชิกทั้งหมดจึงจะเป็ นองค์ประชุม แต่ทางกรรมาธิการแก้ไขเป็น เท่าที่มีอยู่ ก็หมายความว่า ถ้าองค์ประชุมนั้นมีอยู่ประมาณ ทั้งหมด ๙๙ คน ถ้าองค์ประชุมอยู่ในห้องประชุม ๓๐ คน ๒๐ คน ๔๐ คน กึ่งหนึ่งก็คือ ๒๐ คน ผมเองอยากจะให้ทางกรรมาธิการเสียงข้างมากให้เหตุผลว่าทําไมต้องใช้คําว่า เท่าที่มีอยู่ ถ้าเกิดเป็นวาระที่สําคัญต่อเกษตรกร ซึ่งส่วนใหญ่การประชุมนี่การที่ท่านแก้ไข ตามที่สภาเพิ่งผ่านการประชุม ๒ เดือนครั้ง ๓ เดือนครั้งนี่ ผมเองนี่อยากจะเรียนถามว่า มีเหตุผลอะไรที่ท่านมาแก้ไขตรงนี้ เพราะว่าองค์ประกอบของสมาชิก ๗๖ คน ส่วนใหญ่ ก็อยู่ ๗๖ จังหวัด ถ้าการแจ้งผลของการประชุมเป็นอย่างไร หรือว่าเดินทางเข้ามาประชุม ไม่ทัน เกิดองค์ประชุมถือเสมือนว่ามีจํานวนที่ยังไม่ครบหรือว่ามันมีจํานวนน้อย แต่ท่านใช้กึ่งหนึ่ง มันจะเสียประโยชน์หรือจะเสียผลประโยชน์ของเกษตรกรหรือเปล่า ผมถามทางท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ
คุณสุวโรช พะลัง ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุวโรช พะลัง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ก็ขออนุญาตท่านประธานครับ ในมาตรา ๑๔ (๓) ในเชิงหารือผ่านไปยังทาง คณะกรรมาธิการเพื่อที่จะให้ถ้อยคํามันลื่นไหลไป เพราะร่างเดิมในวรรคสามบอกว่า ให้ที่ประชุมนี่เลือกสมาชิก ร่างเดิมบอกว่า เลือกสมาชิกคนหนึ่ง แล้วท่านก็มาแก้ว่าเป็น ตามมาตรา ๕ (๑) ถ้าผมจะขออนุญาตหารือผ่านท่านประธานไปอย่างนี้จะทําให้มันดูสละสลวยขึ้นไหม โดยขอแก้ตรงนี้เป็นอย่างนี้ได้ไหมครับ ให้ที่ประชุมตัดคําว่า เลือก ตรงนี้ เพราะมันมีอยู่ คนเดียว มันไม่ต้องเลือกครับ คือ ให้ที่ประชุมเสนอสมาชิกตามมาตรา ๕ (๑) เป็นประธาน จะดูมันลื่นไหลหรือท่านจะปรับตรงนี้หน่อยอย่างไรก็ได้ แต่ว่ามันมีอยู่คนเดียว คําว่า เลือก ผมเข้าใจว่าคงไม่เหมาะ ถ้าเลือกมันต้องหมายความว่ามากกว่า ๑ ถึงเลือก แต่นี่มีอยู่ เพียงแค่หนึ่งเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้นให้เสนอชื่อสมาชิกตามมาตรา ๕ (๑) เป็นประธาน ในที่ประชุม ดูมันจะสละสลวยครบถ้วนไหมครับท่านประธาน ผมไม่ติดใจเรื่องอื่นครับ
ท่านประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม ในมาตรา ๑๔ นั้น ดูเหมือน จะเขียนแล้วสร้างความสับสนยิ่งขึ้น โดยหลักทั่วไปทางการเขียนกฎหมายแล้ว ถ้าท่านจะ กรุณาเติมในวรรคหนึ่ง เติมเข้าไปโดยที่ไม่ตัดก็จะอ่านได้ใจความว่ามาตรา ๑๔ การประชุมสภาเกษตรกรแห่งชาติต้องมีสมาชิกมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวน สมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่จึงจะเป็นองค์ประชุม แต่ท่านตัดคําว่า ทั้งหมด ออกแล้วเติมคําว่า เท่าที่มีอยู่ เข้าไป ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการว่า สร้างความสับสนทางด้านการตีความเป็นอย่างมาก ไม่ว่าท่านจะอ่านกฎหมายฉบับนี้ หรืออ่านกฎหมายฉบับใด แม้กระทั่งอ่านกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๖ เขาก็บอกว่า ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ท่านตัดคําว่า ทั้งหมด แล้วเท่าที่มีอยู่ มันจะต้องเกิดการตีความว่า เท่าที่มีอยู่ คืออะไร ถ้าคํานึงถึงจํานวนทั้งหมด ๙๙ คน ก็คือจํานวน ๔๙ คนขึ้นไปถึงจะ เป็นองค์ประชุม แต่ถ้าเขียนอย่างนี้มันอาจจะเกิดการตีความว่ามันมีอยู่ในห้องประชุม ๔๐ คน แปลว่า ๒๐ คน เป็นองค์ประชุมกระนั้นหรือ มันตีความได้นะครับท่าน ผมคิดว่า ภารกิจอันยิ่งใหญ่ตรงนี้ท่านเขียนกฎหมายโดยที่มีช่องว่างเกิดการตีความนั้นจะก่อให้เกิด ปัญหา นี่ประการที่ ๑ ในมาตรา ๑๔ ในวรรคหนึ่ง สําหรับในวรรคสาม ท่านตัดคําว่า คนหนึ่ง ออก ท่านประธานครับ ให้ที่ประชุมเลือกสมาชิกคนหนึ่งตามมาตรา ๕ (๑) เป็น ประธานในที่ประชุมเสียนี่มันก็จะสิ้นกระแสความ ถ้าบอกเลือกคนตามมาตรา ๕ (๑) เลือกกี่คนล่ะครับ มันจะเกิดความสับสนยิ่งขึ้น ผมคิดว่ากระผมได้เสนอแนะเป็นแนวทาง ผ่านท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการถึงประเด็นข้อกฎหมายแล้ว
คุณชวลิต วิชยสุทธิ์
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดนครพนม มาตรา ๑๔ ในส่วนที่เกี่ยวกับองค์ประชุม ผมคิดว่าร่างเดิมของสภา ของเราที่ได้ให้ความเห็นชอบไปครอบคลุมชัดเจนแล้ว นั่นก็คือว่าการประชุม สภาเกษตรกรแห่งชาติต้องมีสมาชิกมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิก ทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม ชัดเจนที่สุดแล้วครับ การที่มาใส่คําว่า เท่าที่มีอยู่ แล้วตัดคําว่า ทั้งหมด ออกไปก่อให้เกิดความกํากวมอย่างยิ่งว่าเท่าที่มีอยู่ของอะไร ของจํานวนที่มีอยู่ ณ ขณะนั้น หรือของจํานวนที่มีอยู่ทั้งหมด ตรงนี้ผมคิดว่าอยากจะให้กลับมาสู่ร่างเดิม ในส่วนของวรรคสามตามที่ประธานคณะกรรมาธิการได้ตัดคําว่า หรือ (๒) ออกไปนั้น ก็ชอบแล้วครับ ตรงนี้สอดคล้องกับมาตรา ๑๒ แต่ผมคิดว่าตรงที่กรรมาธิการไปตัดคําว่า คนหนึ่ง ออกไปทําให้สาระตรงนี้ไม่ครอบคลุม ผมเห็นสอดคล้องกับท่านประยุทธ์นะครับที่ว่า ในวรรคสามควรจะเป็นอย่างนี้ครับ ในกรณีประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ และรองประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ไม่มาประชุม หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ที่ประชุมเลือกสมาชิกคนหนึ่งตามมาตรา ๕ (๑) ตรงนี้ผมคิดว่าน่าจะชัดเจนกว่า ขอบคุณครับ
คุณสุนัยครับ
ท่านประธานครับ ผม สุนัย แต่ผม อยากจะขอเสนอท่านประธานก่อนที่จะอภิปราย เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านสถาพรจากจังหวัดลําพูนได้สอบถามทางกรรมาธิการแล้วให้ตอบก่อน ท่านจะกรุณา ตอบก่อน เผื่อว่าผมเห็นคล้อยด้วยก็จะได้ไม่ต้องอภิปรายจะดีไหมครับ แล้วเดี๋ยวผมจะขอ อภิปรายต่อครับท่าน
ถ้าอย่างนั้นเชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการศุภชัย โพธิ์สุ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ศุภชัย โพธิ์สุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม ในฐานะประธาน คณะกรรมาธิการ ขอเรียนกับท่านประธานนะครับว่า ในประเด็นเรื่องวรรคท้ายของมาตรา ๑๔ ก็ยืนยันไปแล้วนะครับว่า ในกรณีประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ และรองประธาน สภาเกษตรกรแห่งชาติ ไม่มาประชุม หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ที่ประชุมเลือกสมาชิก ตามมาตรา ๕ (๑) เป็นประธานในที่ประชุม
ส่วนในกรณีที่ท่านสุวโรชได้เสนอว่า น่าจะใช้คําว่า เสนอ ก็อยากจะเรียนว่า ถ้าเกิดในกรณีที่ประชุมนั้นเขาเสนอสมาชิกหลายคนให้เป็นประธาน มันก็จําเป็นต้องมี การเลือกในที่ประชุมอยู่ดี ฉะนั้นกรรมาธิการจึงใช้คําว่า เลือก นะครับ
ส่วนประเด็นที่มีท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้อภิปรายกรณีที่ว่า ได้เกิด ความสับสนในกรณีที่มีกรรมาธิการได้แก้ไขในประเด็นที่ว่า การประชุมสภาเกษตรกรแห่งชาติ ต้องมีสมาชิกมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม ก็ขอเรียนว่า ได้มีคณะกรรมาธิการเสนอขึ้นมาในที่ประชุมว่า ถ้าเกิดในกรณีที่สมาชิกได้ตาย หรือลาออก มันก็จะทําให้จํานวนสมาชิกที่มีอยู่จริงนั้นมันไม่อยู่ในจํานวน ๙๙ คน ฉะนั้น การที่จะมีการประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งก็ต้องเอาเทียบจากจํานวนของสมาชิกที่มีอยู่จริง แต่ว่าในการนี้เมื่อกี้ได้มีการหารือในกรรมาธิการ ท่านสมาชิกได้เสนอมาก็มีเหตุผล ผมเอง ได้ให้ท่านเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้เปิดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๗ ในการประชุม สมาชิกรัฐสภา ก็มีการเขียนว่า ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา ฉะนั้น กรรมาธิการรับฟังเหตุผลของท่านแล้วก็ยินดีครับที่จะแก้ไขตามที่ท่านได้เสนอว่า การประชุมสภาเกษตรกรแห่งชาติต้องมีสมาชิกมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวน สมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ คือเราจะไม่ตัดคําว่า ทั้งหมด ออก แต่ว่าเพิ่มเติมตรงประเด็นที่ว่า เท่าที่มีอยู่ ให้เป็นไปตามที่มีข้อความนี้บรรจุเอาไว้ในรัฐธรรมนูญแล้วนะครับ
คุณสุนัยครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน จังหวัดนครสวรรค์ ของพรรคเพื่อไทย การอภิปรายในมาตรา ๑๔ ที่มีข้อเสนอของสมาชิกผู้มีเกียรติขอเอ่ยชื่อ ขอประทานโทษเอ่ยนามท่าน ท่านสุวโรช พะลัง แล้วก็ได้รับคําตอบจากท่านประธาน คณะกรรมาธิการดังกล่าวนี้ ได้แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วครับว่า คําวินิจฉัยของท่านประธาน ในมาตรา ๑๓ ที่ผ่านมาที่มีการอภิปรายนั้นเป็นเรื่องถูกต้องแล้ว การที่จะบอกว่าต้องเอา อย่างที่เป็นอยู่หรือถอยกลับไปเท่านั้น อย่างอื่นไม่ได้เลยนั้น ถ้าเป็นอย่างนั้นคําเสนอตาม มาตรา ๑๔ นี้ก็ไม่ถูกต้อง ขอประทานโทษยกตัวอย่างท่านก็บอกว่า อย่าง เลือก นี่ ขอเป็น เสนอ จริง ๆ ท่านก็ทําถูกครับ ถูกต้องเลยครับเป็นการหารือเพื่อจะหาสิ่งที่ดีที่สุด ดังนั้น การที่จะประท้วงท่านประธานแล้วใช้วิธีคิดแบบกลไก ไม่ซ้ายก็ต้องขวา ไม่ ๑ ก็ต้อง ๒ อันนั้นเป็นการบีบที่ประชุม เห็นไหมครับท่านประธาน วันนี้จริง ๆ ท่านประธานได้ใช้วินิจฉัยหลายอย่าง แล้วผมเองต้องขออนุญาตที่เห็นว่า ที่ขออนุญาตว่าการประท้วงท่านประธานด้วยวิธีการต่าง ๆ นี่ผมจึงต้องขอโอกาสที่จะบอกว่า อย่าประท้วงท่านประธานพรํ่าเพรื่อ โดยเฉพาะท่านประธานที่นั่งอยู่นี่ผมคิดว่าท่านได้มี การวินิจฉัยได้ถูกต้อง และได้เปิ ดโอกาสให้ฝ่ำยค้านได้มีการเสนอข้อคิดเห็นต่อ กรรมาธิการเพื่อจะหาสิ่งที่ดีที่สุด ผมจึงกลับมาเพื่อจะยืนยันในหลักการว่า
ขอให้ท่านอภิปรายในประเด็นได้แล้วครับ
ในวาระที่สองนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ ที่สุดโดยเฉพาะมาตรา ๑๔ พอมีการเสนอปั๊บท่านก็บอกว่าทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ดีแล้ว ถ้าไม่ได้เสนอข้อคิดเห็นอย่างนี้ ธรรมดาครับสิ่งที่ดีที่สุดมันต้องระดมความเห็น เขาถึง เรียกว่าพาร์ลิเมนท์ (Parliament) พาร์ลี (Parley) แปลว่าที่พูดกัน ท่านประธานครับ แต่กระผมเองอยากจะขอกราบเรียนท่านอีกนิดหนึ่งใส่อีกคําหนึ่ง ใส่คําว่า จริง นี่ละครับ เพราะอะไร ผมอ่านตามที่ท่านแก้ไขในเบื้องต้น ผมอ่านดูแล้วผมว่ามันจะเป็น การก่อกรรมทําเข็ญให้แก่สภาเกษตรกรเขา ก่อกรรมทําเข็ญอย่างไร องค์ประชุมเป็นเรื่อง สําคัญที่สุด แล้วปรากฏว่าท่านไปเขียนแต่ เท่าที่มีอยู่ ผมก็ตีความเข้าใจว่าเท่าที่มา นั่งประชุมกัน แต่พอฟังท่านประธานแล้วก็เข้าใจว่า อ๋อ เท่าที่มีอยู่หมายความว่า ตายไปแล้ว ๑ คน ลาออกไป ๑ คน เหลือเท่านี้ ท่านก็เลยบอกถ้าอย่างนั้นก็ใส่ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ผมว่าถ้าใส่ จริง ไปด้วยมันชัดเจน เท่าที่มีอยู่จริง และจะต้องยืนยันเพราะว่าเรื่อง องค์ประชุมนี้เป็นเรื่องสําคัญอย่างยิ่ง สภาเกษตรกรแห่งชาตินั้นเราต้องมองแบบพลวัตร ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นอย่างนี้ตลอดไป เมื่อมีสมาชิกเข้ามาจาก ๗๖ จังหวัด เมื่อมี การเลือกสมาชิกอีก ๑๖ คนเข้ามา ท่านครับอย่ามองข้ามบริษัทการเกษตรขนาดใหญ่ ในประเทศไทยที่ผูกขาดกระบวนการจัดการทางการเกษตรอยู่ ท่านประธานทราบไหมว่า บริษัทการเกษตรขนาดใหญ่นี้เขาได้ครอบคลุมหมด ในสภาของเราก็มีตัวแทนจากบริษัท เขานั่งอยู่ในคณะกรรมาธิการหลายคณะที่เกี่ยวกับเกษตร มีตัวแทนของบริษัทของเขา นั่งอยู่ในมหาวิทยาลัยในบอร์ด (Board) สภามหาวิทยาลัยหลายแห่งที่เกี่ยวกับเกษตร และตัวแทนในคณะรัฐมนตรีก็ชัดเจนไม่เชื่อถามคุณนิพิฏฐ์สิครับ ก็เข้ามาคนหนึ่งก็ชัดเจน เป็นลูกเขย แต่ผมไม่ได้รังเกียจ แต่ผมกําลังจะบอกถึงอิทธิพลของบริษัททางการเกษตร ที่อย่ามองข้าม และองค์ประชุมจะเข้ามาเกี่ยวข้องถ้าตีความไม่ชัดเจน จะกลายเป็นว่า ในที่สุดเกษตรกรจะทะเลาะกัน เพราะกฎหมายเขียนบอก เท่าที่มีอยู่ วันนี้บังเอิญ มีการลอบบี้กันให้มาประชุมน้อย หรือว่าออกเอกสารเร่งด่วนทําให้เกิดเทคนิค คนมาประชุมน้อยแล้วก็จะเอาเสียงข้างมากลากไป เดี๋ยวเขาก็จะทะเลาะกัน แต่ว่า เมื่อผมฟังจากท่านประธานคณะกรรมาธิการแล้วผมก็สบายใจว่าท่านไม่ได้มีเบื้องหน้า เบื้องหลังอะไร ท่านเป็นคนดีน่ารักที่สุด ผมเห็นทรงผมท่านยังจําได้ความมันของศีรษะท่าน ทําให้ผมระลึกท่านว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นใส่เสียอีกคําหนึ่ง เอาให้ชัดเจนว่าหมายถึง องค์ประชุมจริง ๆ นะ ที่ยังอยู่นะ มีเท่าไรก็ต้องเท่านั้น แต่ถ้าตายไปเท่าไรก็หักออก ก็คือ ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่จริงจึงจะเป็นองค์ประชุม ก็กราบเรียนอย่างนี้ท่านประธาน ขอบพระคุณครับ
ท่านถวิล ไพรสณฑ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ถวิล ไพรสณฑ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ กระผมคิดว่าผมมีข้อเสนอแนะสําหรับท่านกรรมาธิการพิจารณาเท่านั้นเองว่า ในเมื่อจํานวนของสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติมีเพียง ๙๙ คน และท่านไปเปรียบเทียบ กับจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมี ๔๘๐ คน แต่ว่ามีอยู่จริงขณะนี้ประมาณ ๔๗๕ คน การที่ท่านได้ยกประเด็นว่าอาจจะอยู่ไม่ครบ ๙๙ คน มีการลาออกบ้าง ตายบ้าง แล้วก็เลือกมาแทนไม่ทัน ถ้ามีการลาออกเป็นจํานวนมากเกิดขึ้น นั่นก็หมายถึงว่าจํานวน ที่มีอยู่ สมมุติมีสัก ๕๐ คน ครึ่งหนึ่งก็ ๒๕ คนไปแล้ว ผมว่าเจตนารมณ์ของตัวร่างเดิม ที่มีอยู่แล้วทั้งหมดเป็นเจตนารมณ์ชัดเจนแล้วว่าต้องการให้จํานวนกึ่งหนึ่งนั้นก็คือ ๕๐ คน ซึ่งเป็นจํานวนมากพอ เพราะฉะนั้นผมมีความเห็นเพื่อเสนอท่านเพื่อพิจารณาว่าของทั้งหมดดีกว่าที่จะเท่าที่มีอยู่จริง เพราะจํานวนมันน้อยลงกว่ามามากแล้ว ถ้าท่านเปรียบเทียบตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๗ เพราะฉะนั้นเพื่อเป็นไปได้ก็อยากให้พิจารณาทบทวนอีกนิดหนึ่งว่าจํานวนเต็ม ๙๙ คน ถึงมีไม่ครบก็แล้วแต่ แต่กึ่งหนึ่งก็คือกึ่งหนึ่งของ ๙๙ คน ก็ขอบคุณท่านประธานครับ
นายแพทย์ชลน่านครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ในมาตรา ๑๔ กรรมาธิการแก้ไขในวรรคหนึ่งนะครับ วรรคสามนั่นชี้แจงชัดเจน ผมจะไม่ขออภิปราย ท่านประธานครับ ถ้าจะแก้ก็คงต้องใช้ ถ้อยคําให้เหมือนกับที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านประยุทธ์ ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านได้นําเสนอข้อความ เพราะเป็นข้อความตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ เขียนอย่างนั้นมาใช้ในกฎหมาย ถึงแม้จะเป็นกฎหมายไม่ใช่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ มันก็ต้องร้องเรียนกันไปจะได้ไม่มีข้อสับสน แต่ที่ผมต้องกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพ ก็คือว่าผมมีความเห็นสอดคล้องกับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติเมื่อสักครู่ว่า สมาชิก ๙๙ คนถ้าจะมาประชุม องค์ประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งก็ ๔๙ คนครับ ก็ตีเป็น ๕๐ คน ถึงจะเป็นองค์ประชุม เหตุการณ์ที่ท่านประธานกรรมาธิการเป็นข้อห่วงใย มีการลาออก มีการเสียชีวิต โดยข้อเท็จจริงผมก็คิดว่าคงไม่เคราะห์ร้ายถึงขนาดนั้นทีเดียว ๒๐ คน ๓๐ คน ยกเว้นจะมีเหตุการณ์ทางการเมืองที่จําเป็นต้องมีการลาออกถึงขนาดนั้น ถ้ามีเหตุการณ์ ทางการเมืองลาออกถึงขนาดนั้นก็มีนัยสําคัญเรื่องการประชุมเช่นกันใช่ไหมครับ เหมือนที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้อภิปรายเมื่อสักครู่ เกิดมีเหตุการณ์ที่ต้องทําให้สมาชิก ต้องลาออก ๒๕ คนทีเดียว เพื่อเกิดมีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการของการตัดสิน โดยการใช้องค์ประชุม ตรงนั้นเป็นสิ่งที่น่าคิด เพราะฉะนั้นความเห็นของกระผมนะครับ เจตนารมณ์ร่างเดิมน่าจะมีความเหมาะสม เนื่องจากสมาชิกไม่มาก ๙๙ คน แล้วกระผม ก็คิดว่าในกระบวนการของการที่จะมามีสมาชิกทดแทนอะไรต่าง ๆ ก็น่าจะมีวิธีการ กระบวนการที่เราเขียนรองรับไว้ในกฎหมายฉบับนี้อยู่แล้ว แต่ป้ องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ ที่กลับไปในแง่ลบ อย่างไรก็ต้อง ๕๐ คนถึงจะเป็ นองค์ประชุม ผมคิดว่าน่าจะ เป็นประโยชน์สําหรับกฎหมายฉบับนี้ โดยเฉพาะกฎหมายที่เป็นกฎหมายให้กับพี่น้อง เกษตรกรที่เขามีสภากันเอง ฝากท่านประธานไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการ ช่วยพิจารณาครับ ถ้าคืนร่างเดิมได้ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ครับ ขอบคุณครับ
กรรมาธิการเห็นด้วยกับท่านถวิลไหมครับ เชิญท่านศุภชัย
ท่านประธานขออนุญาตครับ
เชิญครับคุณชาดา ไทยเศรษฐ์ ครับ
ผม ชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี พรรคชาติไทยพัฒนา ขออนุญาตพาดพิงครับตามที่ สมาชิกเมื่อสักครู่ได้เอ่ยถึงบริษัทยักษ์ใหญ่อะไรก็ตาม แล้วก็ได้บอกบอกว่า ท่านสุนัย ขออนุญาตเอ่ยนาม ได้พูดถึงว่าบริษัทนั้นอยู่ในคณะกรรมาธิการการเกษตรและ สหกรณ์ของสภาผู้แทนราษฎร ผมในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและ สหกรณ์ สภาผู้แทนราษฎรก็อยากจะเรียนว่า คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ สภาผู้แทนราษฎร ปี ๒๕๕๓ นี้ไม่มีบริษัทดังกล่าวที่ว่า ผมไม่อยากเอ่ยนามเพราะบริษัท ก็จะเสียหาย แต่ในคณะนี้ไม่มี เพราะว่าวันนี้ท่านสมาชิกสุนัยได้พูด ๒ ครั้งแล้วครับ พูดถึงว่าสมาชิกที่ไม่ได้อยู่ในห้องประชุมไม่มีคุณภาพ แต่แจ้งให้ทราบว่าไม่มีครับ แต่ถ้าท่านสุนัยระบุไปเลยว่าเป็นซีพีที่ผมไม่มี แต่สมัยท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เป็นรัฐบาลนั้นมีสมาชิกของซีพีเป็นลูกเขยอยู่ในรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อันนั้น ชัดเจนครับ
ผมต้องขอคุณสุนัยไม่ต้องตอบโต้ครับ
ไม่ตอบโต้หรอกครับ รักกันชอบกัน ท่านประธานครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงสักนิดหนึ่งว่า ที่กระผมกล่าวนั้นหากจะไปกระทบกระเทือนท่าน ก็ขอประทานโทษ ในฐานะจังหวัดใกล้เคียงกัน แต่ผมกําลังจะบอกให้เห็นถึงว่า การพิจารณากฎหมายฉบับนี้อย่ามองข้ามสิ่งที่เพื่อนสมาชิกหลายคนได้พูดถึงบริษัท ยักษ์ใหญ่บริษัทหนึ่งที่ดําเนินการ ผมได้เห็นเองครับ แต่ว่าผมไม่ระบุแล้วว่ากรรมาธิการไหน แต่ผมพูดกว้าง ๆ ว่าที่เกี่ยวกับการเกษตร เกษตรนี้มีหลายตัวนะครับ กรรมาธิการ การเกษตรและสหกรณ์ กรรมาธิการส่งเสริมราคาพืชผลทางการเกษตร อะไรก็ว่าไป และในมหาวิทยาลัยหลายแห่งก็เป็นจริง และสิ่งที่ท่านพูดถึงนั้นผมยอมรับนะครับ ท่านพูดถูกนะครับ ลูกเขยเลยครับอยู่ในรัฐบาลนี้ครับ ชนะกับเขาทุกครั้งไปไม่เคยเลยครับ วันนี้ท่านทักษิณเป็นรัฐบาล ฉันก็อยู่ พอถูกปฏิวัติ ฉันก็มาทางนี้ พอพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาลกูก็ร่วมอีก
ต้องขอสรุปได้แล้วครับ เพราะว่าพาดพิงคนอื่นกลับไปนะครับ ขอเชิญนั่งเถอะครับ
ผมไม่พาดพิงแล้วครับ ไม่เอ่ยชื่อครับ แต่ว่าขอยืนยันจริงตามที่ท่านชาดาบอกว่ามีลูกเขยเขาจริง ๆ ครับ อยู่ในคณะรัฐมนตรีนี้
ขอคณะกรรมาธิการครับ เห็นด้วยตามที่ท่านถวิล ไพรสณฑ์ เสนอหรือไม่นะครับ คุณภราดรครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะกรรมาธิการ ขอชี้แจงในสิ่งที่ท่านผู้อาวุโส ท่านถวิลได้ท้วงติงเมื่อสักครู่ว่าจะให้คง ร่างเดิมเอาไว้ หมายความว่ามาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง จะให้คงเอาไว้คือการประชุม สภาเกษตรกรแห่งชาติต้องมีสมาชิกมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม กรรมาธิการเห็นอย่างนี้ครับว่า พวกเราอยากจะเห็นสภาชุดนี้ สามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่แล้วก็เดินต่อไปได้ ถ้าหากว่ามีสมาชิกคนหนึ่งคนใดของสภา ตายหรือว่าลาออกไป กึ่งหนึ่งมันก็จะสูงเกินไป พวกเราอยากจะเห็นสภาเดินต่อไปได้ อย่างที่ท่านบอกเมื่อสักครู่ว่า ถ้าหากว่ามีสมาชิกจํานวนหนึ่ง เช่น ๒๐ คนหรือ ๓๐ คน ลาออกไป การลาออกอย่างไม่เป็นปกติอย่างนั้นก็คล้าย ๆ กับว่าจะเป็นการเล่นเกม ทางการเมืองในสภาเกษตรกรแห่งชาติหรือไม่ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็จะทําให้สภาเกษตรกร แห่งชาติเดินต่อไปไม่ได้ พวกผมจึงเห็นว่าถ้าต้องการให้สภาเดินต่อไปได้ การที่เพิ่มเติม คําว่า เท่าที่มีอยู่ เข้าไปนี่จึงจะมีเหตุผลที่เหมาะสมและสมควรกว่า ในขณะเดียวกันกับ คําท้วงติงของท่านสุนัยที่ให้เติมคําว่า ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่จริง ลงไปนี่ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๗ ลักษณะคล้าย ๆ กันครับ รัฐธรรมนูญเขียนว่าทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ไม่มีคําว่า จริง ลงท้าย เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าก็น่าจะล้อไปตามรัฐธรรมนูญ ก็สามารถที่จะเข้าใจได้ อยู่แล้วครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านประยุทธ์ยังติดใจอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม ก็ขอบคุณผ่านไปยัง คณะกรรมาธิการที่สนับสนุนคนวัยหนุ่มที่ตั้งใจทํางาน แต่ก็ต้องฝึ กกันอีกนิดหนึ่ง ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ในกรณีที่กระผมท้วงติงในวรรคหนึ่งให้คืนคําว่า ทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ มันจะไปสอดคล้องกับมาตรา ๑๒๖ ของรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่น ๆ เพราะแนวทางตรงนี้มันแนวทางที่ยืดหยุ่นกันไปยืดหยุ่นกันมา เกิดมีการตาย หรือเกิดมีการป่วนลาออก ตรงนี้มันก็จะทําการแก้ไข ถ้าตรงว่า ๙๙ คน ต้อง ๕๐ คน มันจะปั่นป่วน มันจะนําไปสู่การตัดสินใจบางอย่างบางประการที่มีปัญหา นี่กระผม กราบเรียนชี้แจงว่า ตรงนี้นอกจากท่านจะไปอ่านรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๖ แล้ว ท่านก็ต้องดูกฎหมายอื่นและที่ไปที่มาของตรงนี้กันให้ดี
ประการที่ ๒ ที่กระผมท้วงติงขอให้ท่านประธานผ่านไปยังท่านกรรมาธิการว่า คืนคําว่า คนหนึ่ง คืนมา แล้วท่านก็ตัด (๒) ออกไปนั้น ท่านกลับล้อตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๕ ไม่ใช่มาตรา ๑๒๗ เดี๋ยวเลขาธิการก็จะทําให้ท่านหลงทาง แล้วมันมี เรคอร์ด (Record) อยู่ในที่ประชุม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๕ วรรคท้าย เพราะว่าตรงนี้ จริง ๆ แล้วมันจะเกิดการฟิกซ์ (Fix) ตัวลงไปว่าเลือกจากไหน เลือกกี่คน เลือกมาทําอะไร ผมก็คิดว่าตรงนี้ผมได้เสนอแนะผ่านท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการแล้วครับ
เชิญท่านศุภชัย โพธิ์สุ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ศุภชัย โพธิ์สุ ประธานคณะกรรมาธิการครับ ขอเรียนยืนยันผ่านท่านประธานไปถึง ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่กรุณาได้ช่วยเสนอแนะ คือมาตรา ๑๔ วรรคแรก การประชุม สภาเกษตรกรแห่งชาติต้องมีสมาชิกมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิก ทั้งหมด ตรงนี้ที่ท่านอภิปรายในรอบแรกกรรมาธิการได้คืนให้แล้วให้มีคําว่า ทั้งหมด เพียงแต่กรรมาธิการยังยืนยัน เท่าที่มีอยู่ เพิ่มเติมเข้าไป คือให้ล้อตามรัฐธรรมนูญ ส่วนประเด็นที่ท่านประยุทธ์ ขออภัยที่ได้เอ่ยนามท่าน ได้ช่วยเสนอแนะว่าท่อนสุดท้าย ให้ที่ประชุมเลือกสมาชิกคนหนึ่งตามมาตรา ๕ (๑) กรรมาธิการได้หารือกันแล้วฟังแล้ว มีเหตุผล รับคืนให้คําว่า คนหนึ่ง เข้าไป แล้วตัดคําว่า หรือ (๒) ออกไป ก็ตามที่ท่านเสนอ
ไม่มีสมาชิกติดใจนะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
เชิญท่านเลขาธิการต่อเลยครับ
มาตรา ๑๕ มีการแก้ไข
มีสมาชิกประสงค์อภิปราย นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ในมาตรา ๑๕ กรรมาธิการได้ไปเพิ่มเติมความในวรรคหนึ่ง บรรทัดที่ ๒ ขออนุญาตท่านประธานที่จะอ่าน ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติมีอํานาจหน้าที่ ดําเนินกิจการของสภาเกษตรกรแห่งชาติ ให้เป็นไปตามข้อบังคับ นี่คือร่างเดิม กรรมาธิการ ได้เติมคําว่า ที่สภาเกษตรกรแห่งชาติกําหนดขึ้นมา ท่านประธานครับ ผมเองพยายาม ไปตรวจสอบกฎหมายอื่น ๆ เทียบเคียง ก็อยากจะเรียนถามท่านประธานผ่านไปยัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการกับกรรมาธิการดูว่า ข้อบังคับของสภาเกษตรกรแห่งชาติ ท่านจะใช้คําว่า เป็นการกําหนดโดยสภาเกษตรกรแห่งชาติ หรือเป็นการตราข้อบังคับ ผมไปดูกฎหมายหลาย ๆ ฉบับที่เกี่ยวเนื่องกับข้อบังคับ เขาใช้คําว่า ตราข้อบังคับ ก็อยากจะมีความเห็นไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการผ่านท่านประธานว่าการกําหนด ขึ้นมากับการตราข้อบังคับ โดยนัยของกระบวนการแล้วผมเชื่อว่าไม่เหมือนกัน การตราข้อบังคับเหมือนกับสภาผู้แทนราษฎรของเราตราข้อบังคับการประชุม สภาผู้แทนราษฎรก็มีกระบวนการของการตราข้อบังคับ แต่การกําหนดกติกา กําหนด กฎเกณฑ์ใด ๆ ขึ้นมาอาจจะไม่ผ่านกระบวนการเหมือนการตราข้อบังคับของการประชุม ก็ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ผมอยากจะผ่านท่านประธานไปยังประธานคณะกรรมาธิการ ท่านช่วยพิจารณาในข้อนี้ดูว่า เขาจะมีการประชุมกันจะต้องมีการใช้ข้อบังคับเป็นกติกา เป็นกฎเกณฑ์ในการใช้ในการประชุม เพราะฉะนั้นสิ่งที่จําเป็นและสําคัญที่สุดสมาชิกก็ต้อง มีส่วนร่วมในการที่จะให้ความคิด ให้ความเห็น ในการที่จะตราข้อบังคับนั้นขึ้นมา ถ้าเป็นไปได้ผมอยากเสนอในสิ่งที่ท่านแก้ไขให้เปลี่ยนเป็น ที่สภาเกษตรกรแห่งชาติ เป็ นผู้ตราข้อบังคับนั้น ก็น่าจะสอดรับกับกฎหมายฉบับนี้และกฎหมายฉบับอื่น ผมยกตัวอย่างให้ท่านประธานก็ได้ครับ กฎหมายสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติเขาตราข้อบังคับเขียนเป็ นมาตราแยกต่างหากเลยด้วยซํ้าไปนะครับ ให้สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตราข้อบังคับการประชุมขึ้นมา เขียนอย่างนั้น เลยนะครับท่านประธาน ฝากท่านประธานไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการด้วยครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ศุภชัย โพธิ์สุ ประธานคณะกรรมาธิการ ขออนุญาตชี้แจงสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่า การที่คณะกรรมาธิการได้ไปเพิ่มคําว่า ข้อบังคับที่สภาเกษตรกรแห่งชาติกําหนด เพิ่มเติม เข้าไปตรงนี้คือแค่ต้องการให้เกิดความชัดเจนขึ้น เพราะในการดําเนินการในการประชุม หรืออะไรต่าง ๆ ของสภาเกษตรกรแห่งชาตินั้น สภาเกษตรกรแห่งชาติก็ต้องร่างข้อบังคับ ของสภาเกษตรกรแห่งชาติขึ้นมา ฉะนั้นถ้าหากเราเขียนเอาไว้เฉย ๆ ว่าให้เป็นไปตาม ข้อบังคับ มันก็อาจจะต้องไปตีความกันอีกว่าเป็นข้อบังคับของใคร ข้อบังคับของที่ไหน ตอนนี้เราเขียนให้มันชัดเจนขึ้น ก็ไม่มีอะไรครับ ต้องการยํ้าให้เกิดความชัดเจนขึ้นเท่านั้น
หมอชลน่านยังติดใจหรือครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ประเด็นที่ผมอภิปรายไป ต้องขออภัยท่านประธานผ่านไป ยังท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านอาจจะไม่เข้าใจข้อเสนอของผม ที่ท่านเติมคําว่า ที่สภาเกษตรกรแห่งชาติกําหนด ผมเน้นยํ้านะครับ คําว่า กําหนด ของท่านนี่ผมต้องการ ทราบความชัดเจนว่าท่านอาศัยกระบวนการอะไรในการกําหนดข้อบังคับ ในฐานะที่ท่าน เป็นสภาเกษตรกรแห่งชาตินะครับ และผมไปเทียบเคียงกฎหมายอื่นให้ท่านฟังนะครับ กฎหมายสภาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สภาที่ปรึกษานี่เขาเขียนเป็นมาตราเลยนะครับ ให้สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมีอํานาจตราข้อบังคับการประชุมและ ข้อบังคับอื่นที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ ผมเองเพียงแต่กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการกับคณะกรรมาธิการที่พอจะเข้าใจในประเด็นที่ผมอภิปราย ว่าท่านสามารถจะเขียนให้มันชัดเจนได้หรือไม่ว่าเป็ นข้อบังคับที่สภาเกษตรกรแห่งชาติ เป็นผู้ตราข้อบังคับนั้นออกมาบังคับใช้ ไม่อย่างนั้นสิ่งที่ผมเห็นในข้อกําหนดนี่ผมไม่แน่ใจ เหมือนข้อกําหนดของศาลอาญาแผนกคดีทางการเมือง ขณะนี้เขาใช้ข้อกําหนดอยู่นะครับ ผ่านสภาแห่งนี้ เราแย้งตลอดว่าอย่างไรนี่อย่าไปใช้ข้อกําหนด ให้เขียนในตัวบทกฎหมาย ไปเลย เราห่วงถึงขนาดนั้นเลยครับ เพราะฉะนั้นผมก็ฝากท่านประธานไปยังท่านประธาน คณะกรรมาธิการ คําอภิปรายของผมเพียงแต่ต้องการความชัดเจนว่าข้อบังคับนี้ คือสิ่งที่สภาเกษตรกรแห่งชาติเป็นผู้ตราขึ้นนี่ ขอบคุณท่านประธานครับ
ความจริงมันมีอยู่ในมาตรา ๑๗/๔ อยู่แล้วด้วยนะครับ อํานาจของสภาในการออก ข้อบังคับหรือกําหนดต่าง ๆ ท่านประธานศุภชัยไม่มีอะไรเพิ่มเติมนะครับ คือคุณหมอ ติดใจสงสัยคําว่า กําหนด เท่านั้นเอง น่าจะเปลี่ยนเป็นคําว่า ตรา จริง ๆ ก็ไม่มีอะไรสับสนครับ ไม่ติดใจแล้วนะครับ ขอเชิญท่านเลขาธิการต่อครับ มีคุณธนา ชีรวินิจ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ด้วยความเคารพคณะกรรมาธิการวิสามัญนะครับ แต่ว่าผมก็พยายามเปิ ดดูพระราชบัญญัติฉบับนี้นะครับ ก็ได้เห็นความตั้งใจของ คณะกรรมาธิการในการที่จะเข้าไปดูอย่างละเอียดรอบคอบ แล้วก็ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม แทบจะเรียกว่าทุกมาตรา ซึ่งอันนี้ผมก็อยากจะกราบเรียนว่า ในมาตรา ๑๕ ผมว่าเป็น การเพิ่มเติมที่เกินความจําเป็น เป็นการบัญญัติที่ทําให้กฎหมายนั้นฟุ่มเฟือยเกินกว่าเหตุ ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่ามาตรา ๑๕ บัญญัติว่า ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ มีอํานาจหน้าที่ดําเนินกิจการของสภาเกษตรกรแห่งชาติ ให้เป็นไปตามข้อบังคับ รวมทั้ง ให้มีอํานาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
ประเด็นที่ ๑ ก็คือว่า คงไม่มีหน่วยงานไหนหรอกครับที่ให้ปฏิบัติเป็นไป ตามข้อบังคับของหน่วยงานอื่น ไม่มีหรอกครับ หน่วยงานไหนสภาไหนก็ต้องเป็นไปตาม ข้อบังคับของตัวเอง ท่านไปกังวลมากจนเกินกว่าเหตุ แล้วก็ทําให้ภาษาในกฎหมาย มันฟุ่มเฟือยเกินความจําเป็น แต่ว่าในสิ่งที่ท่านกังวลนี่ผมก็กราบเรียนท่านว่า ใน (๑) เขียนไว้ว่า ดําเนินการประชุมและมีอํานาจออกคําสั่งใด ๆ ตามความจําเป็นเพื่อรักษา ความสงบเรียบร้อยในการประชุม และ (๒) ควบคุมและดําเนินกิจการของสภาเกษตรกร แห่งชาติให้เป็นไปตามข้อบังคับและมติของสภาเกษตรกรแห่งชาติ เห็นไหมครับว่า สิ่งที่ท่านกังวลนี่ไม่ได้ทําให้ท่านจะต้องไปเพิ่มเติมเลย เพราะใน (๒) ก็ได้กําหนด สาระสําคัญและข้อกังวลของท่านไว้ครบถ้วนทุกประการแล้ว แต่ทีนี้พอท่านไปเพิ่มเติมนี่ ท่านชลน่านท่านก็ลุกขึ้นว่า การไปเพิ่มเติมภาษากฎหมายนี่ โดยไปเขียนว่า ที่สภาเกษตรกรแห่งชาติกําหนดนี่มันถูกต้องตามวิธีการบัญญัติศัพท์ทางกฎหมายหรือไม่ ซึ่งท่านก็ยังไม่ได้ตอบ แต่กระผมก็เห็นด้วยกับท่านชลน่านว่าการตราข้อบังคับก็เป็น คําที่ใช้กันทั่วไปโดยปกติ เพราะฉะนั้นเมื่อท่านเองท่านก็ไม่มั่นใจว่าในการที่จะ ออกข้อบังคับนั้นจะใช้ข้อความอย่างไร ผมก็เห็นว่าเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา แล้วก็ ไม่ให้กฎหมายที่ออกมามันฟุ่มเฟือยจนเกินกว่าเหตุ และสาระสําคัญก็ได้ปรากฏชัดเจน อยู่ในมาตรา ๑๕ อยู่แล้ว ผมกราบเรียนท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญผ่าน ท่านประธานครับว่า ท่านตัดออกเถอะครับ ไม่ได้มีความสําคัญและไม่ได้เกิดความสับสน เคลือบแคลงสงสัยแต่ประการใดเลย ท่านตัดให้เป็นไปตามร่างเดิมก็ยังมีสาระสําคัญ ที่จะใช้ครอบคลุมได้อยู่แล้วครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
เชิญกรรมาธิการประพัฒน์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ในฐานะกรรมาธิการครับ ขออนุญาตชี้แจงเพิ่มเติมในประเด็นนี้ครับ ในร่างแรกของรัฐบาลก็ไม่มีคําว่า ข้อบังคับ ที่สภาเกษตรกรแห่งชาติกําหนด แต่ว่าเวลาเข้าไปในคณะกรรมาธิการหลายท่าน ก็อภิปรายว่าอาจจะมีข้อบังคับหลายอย่างที่นอกเหนือจากการประชุมปกติโดยทั่วไป เช่น ข้อบังคับเกี่ยวกับเรื่องการมาประชุมไม่ควรขาดเกินกี่ครั้ง ข้อบังคับเกี่ยวกับเรื่องของ การมาสาย หรือว่ามาอะไรต่าง ๆ นานานี่นะครับ ซึ่งกรรมาธิการหลายท่านก็ได้อภิปราย ในประเด็นเหล่านั้น ท้ายที่สุดก็เห็นว่าควรจะให้สภาเกษตรกรออกข้อบังคับขึ้นมา เพื่อกําหนดในการประชุม เพื่อสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยของการประชุม แล้วก็ สมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติทั้งหลายจะได้ยึดถือไว้เป็นแนวทางปฏิบัติได้ ส่วนเรื่อง วิธีการในการประชุมตาม (๑) (๒) (๓) เป็นอํานาจหน้าที่โดยทั่วไปอยู่แล้ว แล้วก็ กรรมาธิการจึงเห็นว่าการให้สภาเกษตรกรแห่งชาติออกข้อบังคับให้ละเอียดลงไป ในการประชุมก็ไม่เสียหายอะไร แล้วก็ไม่ทําให้กฎหมายเหล่านี้รู้สึกมีความบิดเบือน หรือว่าฟุ่มเฟือยไป ขออนุญาตชี้แจงตามนี้ครับ
ท่านสมาชิกครับ ผมต้องขออนุญาตเสนอความคิดเห็นที่เป็นกลางสักนิดเถอะครับ เราใช้คําอย่างนี้ได้ไหมครับ ให้เป็นไปตามข้อบังคับสภาเกษตรกรแห่งชาติ แล้วคําว่า ข้อบังคับสภาเกษตรกรแห่งชาติมันก็จะไปสอดรับมาตรา ๑๗/๔ อย่างนี้ไม่ต้องไปเขียนว่า กําหนดอะไร ให้เป็นไปตามข้อบังคับสภาเกษตรกรแห่งชาติ เชิญท่านประยุทธ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม ตอนที่ท่านประธาน ให้ความเห็นนั้นก็คงจะเจตนาที่จะชี้ช่องหาทางออกที่ดี กระผมเห็นด้วยในแนวทาง แต่ทีนี้ภาษามันไปไม่ได้ เพราะว่าคําว่า ข้อบังคับสภาเกษตรกร หรือข้อบังคับอะไรต่าง ๆ นี้ มันไม่มีอยู่ในคํานิยาม นั่นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ กิจการใด ๆ ตามมาตรา ๑๐ ที่เป็นอํานาจหน้าที่มันมีอยู่แล้ว ใน (๙) มันก็สามารถเปิดช่องไป แล้วข้อบังคับเกี่ยวกับเรื่องอื่น ๆ ตามมาตรา ๑๗/๔ ท่านประธานชี้ทีหนึ่งแล้ว ดูเหมือนก็จะมีความสมบูรณ์ในตัวมันอยู่แล้ว แต่ทีนี้ของมาตรานี้ ดูเหมือนท่านสมาชิกจากพรรคประชาธิปัตย์ ขอประทานโทษเถอะนะครับว่า ท่านเสนอแนะแล้วว่าเมื่อตัดไปแล้วมันยังมีความสมบูรณ์ในตัวของมันอยู่ เพราะว่า ใน (๒) ก็พูดถึงข้อบังคับและเมื่ออ่านดูตลอดทั้งมาตราไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับการสับสน ในการบังคับใช้กฎหมายเลย แต่ตรงข้ามครับท่านประธาน ถ้าเขียนอย่างนี้มันจะมีปัญหา เพราะว่าการออกข้อบังคับหรือการตราข้อบังคับไม่ใช่เป็นการกําหนดข้อบังคับ มันก็จึงเกิด คําถามว่า การกําหนดข้อบังคับท่านอาศัยอํานาจอะไร ตรงมาตราไหนที่กําหนดข้อบังคับได้ มันก็จะเกิดปัญหาตามมา ถ้าจะล้อเอาตามความคิดเห็นของท่านสมาชิกผู้มีเกียรติจาก พรรคประชาธิปัตย์ บอกว่าตัดไปร่างเดิมเสียมันก็จะมีความสมบูรณ์ในตัวมันอยู่แล้วครับ
เชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ศุภชัย โพธิ์สุ ประธานคณะกรรมาธิการ จากที่ได้ฟังเหตุผลของท่านผู้ทรงเกียรติ ในสภาแล้วก็มีเหตุผลครับ ขอเรียนว่าเบื้องต้นก็คือกรรมาธิการเราทุกคนเสนอขึ้นมา เพื่อที่จะให้เกิดความละเอียดรอบคอบ แต่ว่าบางทีมันก็อาจจะบกพร่องไปก็ต้องยอมรับ ฉะนั้นขอกรรมาธิการเห็นตามที่ประชุมว่ากลับไปใช้ร่างเดิม ขอบพระคุณครับ
หมอชลน่านยังมีอะไรติดใจ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน คือข้อเสนอของผมนี่ผมพยายามอ่านทั้งมาตรา รวมทั้งผูกโยงไปถึงมาตรา ๑๗/๔ ที่กรรมาธิการเพิ่มขึ้นใหม่นะครับ ผมพยายามจะ คล้อยตามท่านประธานครับ แต่ว่ามันรับไม่ได้จริง ๆ ครับ มาตรา ๑๗/๔ นี่ว่าด้วยเรื่องของ สํานักงานโดยตรงนะครับ ข้อบังคับที่ใช้กับสํานักงาน
แต่มาตรา ๑๕ นี่พูดถึงอํานาจหน้าที่ประธานสภา นัยนะครับ อํานาจหน้าที่ ประธานมีอยู่ ๓ เรื่อง
(๑) ดําเนินการประชุมและมีอํานาจออกคําสั่งใด ๆ ตามความจําเป็น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในการประชุม
(๒) ควบคุมและดําเนินกิจการของสภาเกษตรกรแห่งชาติให้เป็นไปตาม ข้อบังคับและมติของสภาเกษตรกรแห่งชาติ
ตรงนี้เองข้อบังคับในข้อ ๒ นี่ไม่ใช่ข้อบังคับการประชุมนะครับ ที่ผมทักท้วง ที่เขียนข้างบนนี่มันกํากวม ควรจะระบุให้ชัดไปว่าในการประชุม ท่านจะใช้ข้อบังคับอะไร จะตราขึ้นเป็นข้อบังคับการประชุมหรือไม่ และข้อบังคับใน (๒) มาตรา ๑๕ นี่ก็ไม่ใช่ ข้อบังคับการประชุม เป็ นข้อบังคับอื่น ๆ ที่สภาจะไปกําหนดในเรื่องกิจการของ สภาเกษตรกรแห่งชาติ
กราบเรียนด้วยความเคารพนะครับว่า การไปยกร่างหรือไปพิจารณา รายมาตรานี่ ย้อนกลับไปดูอํานาจหน้าที่ในมาตรา ๑๐ ก็ไม่เขียนรองรับอีก ผมก็ไม่รู้จะทํา อย่างไรครับ แล้วแต่สภาแห่งนี้จะผ่านไปโดยแบบกํากวมอย่างนี้ก็ได้ แล้วโดยอนุโลม เพราะว่าข้อบังคับของสภาใด ๆ ก็ย่อมมีการตราและยกร่างข้อบังคับของสภานั้น ๆ แม้ไม่มีกฎหมายกําหนด ถ้าจะคิดอย่างนั้นก็เอาครับ ผมไม่ว่าอะไร กฎหมายอื่นนะครับ สภาอื่น ๆ นี่เขาเขียนไว้หมดเลยว่าข้อบังคับการประชุมจะต้องมาได้อย่างไร ผมยกเทียบเคียงถึง ๒ ครั้งครับ อันนี้เขาเขียนเป็นข้อบังคับการประชุมไว้นะครับ ซึ่งถามว่าจําเป็นและสําคัญไหมในการประชุมสภาเกษตรกรแห่งชาติ จําเป็นและสําคัญ ไม่อย่างนั้นท่านประธานเองนั่งเป็ นประธานในที่ประชุมจะถูกตําหนิอยู่ตลอดว่า ไม่เป็นกลาง เพราะไม่มีกติกา อันนี้คือความหมายของผม แต่ถ้าท่านหาช่องไม่ได้นะครับ เอาออกก็อีหลักอีเหลื่อ เขียนไว้ก็กํากวม ก็แล้วแต่ท่านจะพิจารณา เพราะผมเองไม่ได้ แปรญัตติไว้ แต่ถามในสิ่งที่ท่านแก้ไขมาเท่านั้นเอง จะได้บันทึกในสภาแห่งนี้นะครับ ถ้าท่านยืนยันว่า ข้อบังคับที่สภาเกษตรกรแห่งชาติกําหนด หมายถึง ข้อบังคับทุกเรื่องที่ใช้ ในกิจการการดําเนินงานของสภาเกษตรกรแห่งชาติ รวมทั้งข้อบังคับการประชุม สภาเกษตรกรแห่งชาติด้วย ท่านจะเติมวรรคสองไหมล่ะครับ หรือจะเติมท้าย (๑) ไหมล่ะครับ ตัดเอาข้างบนออก แล้วก็เติมท้าย (๑) ผมคิดว่าอย่างนี้เข้าใจง่ายกว่า เขียนเป็นข้อบังคับการประชุมไปเลยครับ เพราะมันใช้ในการประชุม มันไม่ใช้บังคับ อย่างอื่น ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการดู ผมไม่ได้ติดใจครับแต่ว่าทักท้วงในฐานะที่เป็นสมาชิกส่วนหนึ่ง อยากให้กฎหมายฉบับนี้ นําไปใช้ได้และเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง ขอบคุณท่านประธานครับ
ไม่มีท่านใดติดใจเพิ่มเติมนะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
เชิญท่านเลขาธิการต่อครับ
มาตรา ๑๖ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๑๗ มีการแก้ไข หมวด ๑/๑
มีผู้ติดใจครับ หมอชลน่านครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ต้องขออภัยท่านประธานที่จําเป็นต้องเฝ้ำ และพยายามจะถามอยู่ตลอด ท่านประธานครับ กรรมาธิการได้ไปแก้ไขในมาตรา ๑๗ พร้อมกับยกร่าง หมวด ๑/๑ ที่ว่าด้วยสํานักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติขึ้นมา ผมเอง ต้องถามท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการกับกรรมาธิการ เจตนารมณ์ที่ท่านทําหมวด ๑/๑ ขึ้นมา และเขียนว่า สํานักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ และมาตรา ๑๗ เองนี่ก็เขียนเรื่องสํานักงาน ท่านหมายความว่าอย่างไรครับ ท่านจะจัด หมวดหมู่อย่างไร ทําไมท่านไม่ตัดมาตรา ๑๗ ทิ้งทั้งหมดและไปเขียนในหมวด ๑/๑ และ เขียนหมวดที่ว่าด้วยสํานักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติขึ้นมา ท่านคงไว้นะครับ ท่านคงไว้ เพียงแต่ไปแก้จาก สํานักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่างเดิมนี่ต้องการให้ สํานักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ธุรการ เห็นที่ท่านบอกว่า มีแนวความคิดใหม่เลยไปยกร่างสํานักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติใหม่ขึ้นมา ก็อุตส่าห์ เขียนนะครับ มาตรา ๑๗/๑ มาตรา ๑๗/๒ มาตรา ๑๗/๓ มาตรา ๑๗/๔ มาตรา ๑๗/๕ พูดถึงอํานาจหน้าที่ พูดถึงที่มาที่ไป แต่ก็คงไว้ให้พวกเราเข้าใจสนุก ๆ ว่า
ให้สํานักงานปฏิบัติงานธุรการของสภาเกษตรกรแห่งชาติ ติดตามและ ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทํางบประมาณรายจ่ายเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการ ดําเนินงานของสภาเกษตรกรแห่งชาติ และปฏิบัติงานอื่นตามที่สภาเกษตรกรแห่งชาติ มอบหมายเพื่อดําเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
แล้วก็มาเขียนในมาตรา ๑๗/๑ เรื่องของอํานาจหน้าที่ ผมต้องกราบเรียน ถามท่านประธานไปยังท่านกรรมาธิการครับ ผมเองไม่ใช่นักกฎหมาย นิติวิธีผมอาจจะ ไม่เชี่ยวชาญนัก แต่ว่าอ่านแล้วมันขัดใจครับ มันรู้สึกว่าจะเป็นกฎหมายอะไรไม่รู้ ไม่มีหมวด ไม่มีหมู่ อยากจะไว้ตรงไหนก็ไว้ อยากจะทําอะไรก็ทํา อย่างนี้ผมคิดว่า สภาแห่งนี้ไม่ควรจะให้ผ่านไป อายเขาครับ และเป็นกฎหมายที่ชาวบ้านจะดูเยอะที่สุด ฉบับนี้ ผมอายแทนครับ ขอฝากท่านประธานช่วยดูหน่อยครับว่าจะแก้อย่างไรให้มัน สอดรับกลมกลืนกับหมวดที่ท่านบัญญัติขึ้นมาใหม่
ดอกเตอร์สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล และเดี๋ยวคุณชัยวัฒน์ต่อครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจาก จังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ มาตรา ๑๗/๑ มาตรา ๑๗ ที่หมวด ๑/๑ สํานักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ที่คณะกรรมาธิการได้เติมเข้ามาใหม่นี่นะครับ ผมได้ดูในมาตรา ๑๗/๑ มาตรา ๑๗/๒ ไล่ไปจนถึงมาตรา ๑๗/๘ มาตรา ๑๗/๙ นี่นะครับ ผมไม่ได้ติดใจในประเด็นเหล่านั้น แต่ผมติดใจในประเด็นที่ว่า มาตรา ๑๗/๑ เรื่องอํานาจ หน้าที่ของสํานักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติในการรวบรวมข้อมูลเพื่อใช้ทางด้าน เกษตรกรรม คือผมเป็นห่วงว่าอย่างกรณีที่มาตรา ๑๗/๑ (๔) พูดถึง
จัดให้มีระบบข้อมูลและการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเกษตร และกิจการอื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งในด้านการวิจัย การผลิต การแปรรูป การตลาด และราคา ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ
ผมเป็นห่วงว่าสํานักงานแห่งนี้ไม่ได้มีความเข้าใจจริง ๆ เพราะว่าในตลาด สินค้าเกษตรล่วงหน้าที่กระทรวงพาณิชย์กําลังทําอยู่ในขณะนี้
ท่านประธานครับ
ที่เรารู้ กันนะครับ มีการโฆษณาผ่านสื่อทีวี เรียกภาษาฝรั่งว่า เอเฟท (AFET) อันนั้นเป็นตลาดสินค้าเกษตร ล่วงหน้า
ท่านดอกเตอร์ครับ ตอนนี้ท่านกําลังอภิปรายมาตรา ๑๗/๑ แล้ว เลยมาแล้วนะครับ เรากําลังอภิปรายมาตรา ๑๗ นะครับ
เข้าใจครับ ก็ผมเห็นคุณหมอชลน่าน เอามาตรา ๑๗/๑ ผมก็เลยตามท่าน ผมก็ยังงงเหมือนกัน
คือนายแพทย์ชลน่านกล่าวถึง แต่ไม่ได้อภิปรายนะครับ เพียงแต่บอกว่าทําให้สับสน
อย่างนั้นเดี๋ยวผมขออนุญาต เอาใหม่นะครับ มาตรา ๑๗/๑ ขอบคุณครับท่านประธาน
คุณชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง ครับ
ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ขออนุญาตจัดมาเป็นหมวดหมู่นะครับ ท่านประธานครับ ซึ่งมาตรา ๑๗ นั้นไปอยู่ต่างหาก ซึ่งก็ขอย้ายมาอยู่ในที่เดียวกัน ก็คือ ในหมวด ๑/๑ ครับ ส่วนการแก้ไขเปลี่ยนแปลง เพิ่มเติม หากสมาชิกจะมีก็ขอรับฟังครับ ขอบคุณครับ
ท่านถวิล ไพรสณฑ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ถวิล ไพรสณฑ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมเอง ไม่ถึงกับติดใจมากนักแต่ผมเป็นห่วง เพราะว่าผมไปดูกฎหมายอื่น ๆ ที่นํามาเปรียบเทียบ กับสํานักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติกับสํานักงานอื่น ๆ ที่ได้มีกฎหมายจัดตั้งขึ้น แล้วก็ไม่มีฐานะเป็นหน่วยราชการแต่ว่าเป็นหน่วยงานเฉพาะ ผมเกรงว่าการเพิ่มเติม อย่างนี้นั้นอาจจะไม่ครอบคลุมทั้งหมด ผมยกตัวอย่าง เช่น สํานักงานคณะกรรมการ การเลือกตั้งใช้คําว่า มีฐานะเป็นนิติบุคคลและอยู่ภายใต้ อันนั้นก็แล้วแต่ แต่ว่าวรรคหนึ่ง วรรคที่สําคัญ แต่ว่าทางคณะกรรมการไม่ได้ใส่เอาไว้ ในวรรคสอง ก็คือว่ากิจการของ สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครอง แรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมและ กฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้เขียนเอาไว้ว่าจะให้ สตง. ไปตรวจสอบอย่างไร เพราะงบประมาณได้มาจากรัฐบาลล้วน ๆ เพราะฉะนั้นยังมี หลายประเด็นที่ผมคิดว่า การเขียนออกมานี้น่าจะไม่ครอบคลุมไปทั้งหมดให้สอดคล้องกับ กฎหมายอื่น ๆ ซึ่งมีอยู่หลายฉบับที่เขียนในลักษณะว่า สํานักงานนั้นเป็นหน่วยงานอิสระ ไม่ใช่จากกระทรวง ทบวง กรม เพราะฉะนั้นจะต้องมีเนื้อหาอื่น ๆ ที่เขียนให้ครอบคลุม ไปทั้งหมดมิฉะนั้นจะมีปัญหา เพราะว่าผมไม่แน่ใจว่าท่านเองนั้นได้ยึดแนวทางของ กฎหมายอื่น ๆ ซึ่งมีอยู่ประมาณ ๗-๘ ฉบับหรือไม่ที่มีลักษณะเดียวกันเอามาใส่หมดหรือยัง ในกฎหมายฉบับนี้ ผมเป็นห่วงมากว่าเมื่อผ่านไปแล้วจะใช้บังคับไม่ได้ และที่สําคัญก็คือว่า ผมไม่แน่ใจว่ารัฐบาลเอาด้วยหรือเปล่า เพราะรัฐบาลมีแต่เพียงสํานักงานปลัดกระทรวง ให้อยู่ในสํานักงานของปลัดกระทรวงเท่านั้นเอง แต่อันนี้ท่านไปตั้งหน่วยงานใหม่ต้องใช้ งบประมาณมากใช้คนมาก แล้วก็รัฐบาลเองไม่ได้เสนอมาในรูปนี้ ผมไม่แน่ใจว่ารัฐบาล จะเห็นชอบด้วยอย่างนี้หรือไม่ อย่างไร อันนี้เป็นข้อสังเกต ท่านจะเอาเหมือนผมเสนอ หรือไม่ แต่ผมเป็นห่วงมาก ๆ ก็คือว่า ท่านเขียนประเด็นไว้ไม่หมดตามที่กฎหมายอื่น เขาเขียนเอาไว้เดี๋ยวจะมีปัญหาในทางปฏิบัติ เช่นที่ผมยกตัวอย่างไปแล้วว่าในเรื่องของ การคุ้มครองแรงงาน แรงงานสัมพันธ์ กฎหมายอื่น ๆ ซึ่งจะนํามาใช้กับอันนี้ไม่ได้ แต่คุณ ไม่ได้เขียนเอาไว้ในนี้อย่างนี้เป็นต้น ขอบคุณท่านประธานครับ
คุณหมอชลน่าน แล้วก็เป็นคุณธนา ชีรวินิจ นะครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน กระผมยังอยู่ในมาตรา ๑๗ ครับ ที่ผมถาม ท่านกรรมาธิการไปเป็นข้อคําถามที่ท่านยังคงไว้และแก้ไขเพิ่มเติม ผมมีสิทธิที่จะอภิปราย ได้ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๒๙ เพราะคําถามผมเองอาจจะผูกโยงไปถึงมาตรา ๑๗/๑ สักนิดหนึ่งนะครับแต่ยังไม่เกี่ยวข้อง แต่ถึงมาตรา ๑๗/๑ ผมยังมีคําอภิปรายอีก ผมเสนอ ท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการกับกรรมาธิการนะครับ ความหมาย ของมาตรา ๑๗ กับมาตรา ๑๗/๑ ที่ท่านยกร่างมาไม่ได้แตกต่างในเรื่องความหมายของ สํานักงานเลย เป็นหมวดที่ว่าด้วยสํานักงาน พูดถึงอํานาจหน้าที่ พูดถึงสถานะตัวองค์กร ถ้าเขียนมาตรา ๑๗ ไว้แล้วไปเขียนมาตรา ๑๗/๑ โดยเขียนอํานาจหน้าที่บางอย่างไว้ มาตรา ๑๗ เขียนอํานาจหน้าที่บางอย่างไว้มาตรา ๑๗/๑ ผมคิดว่าผู้นํากฎหมายไปใช้มี ความสับสนแน่นอน เพราะฉะนั้นอยากให้รอบคอบครับ ตัดมาตรา ๑๗ ออกทั้งมาตราครับ แล้วไปยกร่างใหม่ในมาตรา ๑๗/๑ หรือจะเป็นมาตรา ๑๖/๑ ก็ได้ หมวด ๑/๑ นี้ ไปเขียนมาตรา ๑๖/๑ ใหม่ และยกมาตรา ๑๗ มาเขียนตั้งต้นอย่างนี้ครับ ให้จัดตั้ง สํานักงานขึ้นมาแล้วพูดถึงตัวฐานะองค์กรเขาไปด้วยว่าเขาเป็นอะไร เป็นหน่วยงานของรัฐ เป็นส่วนราชการไหม งบประมาณมาจากไหน อิสระหรือไม่อิสระ ผมดูแล้วผมลําบากใจ แทนท่านประธานเลยครับว่าทางที่ดีถ้าท่านยังไม่แก้ตรงนี้
คุณหมอครับมีผู้ประท้วงครับ คุณสุวโรชประท้วงอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุวโรช พะลัง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ความจริง ไม่อยากประท้วงหรอกครับ แต่ขออนุญาตประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๘ ท่านประธานครับ ท่านสมาชิกที่กําลังอภิปรายอยู่นี้ได้ถามมาครั้งหนึ่งแล้วก็ทาง คณะกรรมาธิการก็ยังไม่ได้ตอบ และจู่ ๆ ยกมือก็เป็ นสิทธิครับ แต่ตรงนี้ที่ผมติง ท่านประธานอย่างไรครับว่า น่าที่จะให้สิทธิของสมาชิกท่านอื่นบ้างแล้วก็น่าจะให้ทาง กรรมาธิการได้ตอบท่านสมาชิกที่กําลังถามอยู่ อาจจะคลายความข้องใจหรือข้อสงสัยหรือ ข้อซักถามที่กําลังถามอยู่ ตรงนี้ครับที่ผมกราบเรียนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของท่านประธาน ด้วยความเคารพครับท่านประธาน
ผมวินิจฉัยนะครับ อันนี้เห็นด้วยกับคุณสุวโรช แต่ผมพยายามจะสลับกันระหว่าง ฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้าน ก็ขอคุณหมอรวบรัดแล้วเดี๋ยวก็จะเป็นคุณธนา ชีรวินิจ แล้วก็จะ ให้คณะกรรมาธิการตอบสักครั้งหนึ่งก่อน เผื่อคณะกรรมาธิการเห็นด้วยตามที่สมาชิก อภิปรายไปนะครับ ก็ขอให้สิทธิ คุณหมอพอแล้วกระมังครับ แล้วเดี๋ยวรอฟังกรรมาธิการ ตอบนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ ขอบคุณที่ประท้วง ผมเองมีความปรารถนาดีครับที่จะเสนอไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการ เพราะผมดู แนวโน้มแล้วท่านก็กําลังมึนอยู่ว่าจะทําอย่างไร ผมเลยมีข้อเสนอว่าให้ตัดออกเท่านั้นเอง แล้วไปเขียนยกร่างใหม่ อันนี้คือข้อเสนออันที่ ๒ หลังจากที่ผมถามในครั้งแรก เป็นสิทธิ ของผมครับ ท่านประธานชี้ให้ผมมีสิทธิที่จะถาม มีสิทธิที่จะอภิปรายตามบทบาท
ผมวินิจฉัยอย่างนี้ครับ โดยปกติแล้วผมจะให้ผู้ที่ซักถามได้ซักถามรอบเดียวก่อนจนกระทั่ง หมดแล้วก็จะชี้มาให้ผู้ที่ซักถามรอบที่ ๒ นะครับ แล้วเผอิญเมื่อกี้นี้คุณธนายกมือทีหลัง พอให้นายแพทย์ชลน่านแล้วก็จะให้คุณธนาอภิปรายต่อเลย เพราะว่าหมออภิปราย มารอบหนึ่งแล้ว ผมจะถือหลักปฏิบัติอย่างนี้ครับ ยกเว้นไม่มีคนยกมือจริง ๆ เมื่อกี้ ตอนแรก ๆ คุณธนายังไม่ได้ยกมือนะครับ ก็ขอให้คุณหมอรวบรัดด้วยครับ เดี๋ยวเราฟัง กรรมาธิการตอบสักครั้งหนึ่งก่อนนะครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ที่จริงผมจบ แล้วครับ เพียงแต่กราบเรียนท่านประธานว่าผมใช้สิทธิตามข้อบังคับเท่านั้นเอง ผมอยากฟัง ขอบคุณครับ
คุณธนา ชีรวินิจ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ด้วยความเป็ นห่วงในการทํางานของ คณะกรรมาธิการวิสามัญจริง ๆ นะครับ เพราะว่าดูจากการแก้ไขร่างอย่างที่ผมได้ กราบเรียนตั้งแต่ต้นแล้วว่าได้มีการเข้าไปแก้ไขร่างนี่แทบจะเรียกว่าทุกบรรทัด ทุกมาตรา และด้วยวิธีที่การแก้ไขร่างละเอียดอย่างนี้นี่ละครับ ท้ายที่สุดมันจะเกิดการบัญญัติ กฎหมายที่ไม่เป็นไปตามกระบวนการ ไม่เป็นไปตามหมวดหมู่ แล้วก็เป็นเรื่องที่ทํา ความเข้าใจได้ยาก สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนประเด็นแรก เพื่อตอบสนองกับข้อเสนอ ของท่านสมาชิกคือท่านถวิล ไพรสณฑ์ ผมกราบเรียนด้วยความเคารพจริง ๆ ครับว่า
จากร่างเดิมมาตรา ๑๗ ระบุไว้ชัดครับว่า ให้สํานักงานปลัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ปฏิบัติงานธุรการของสภาเกษตรกรแห่งชาติ ติดตามและประสานงานกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทํางบประมาณรายจ่ายเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานของ สภาเกษตรกรแห่งชาติ และปฏิบัติงานอื่นตามที่สภาเกษตรกรแห่งชาติมอบหมาย เพื่อดําเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
ให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่งตั้งข้าราชการของสํานักงาน ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทําหน้าที่เลขานุการสภาเกษตรกรแห่งชาติ
ประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือเจตนารมณ์ในร่างนี้นั้นมุ่งเน้น ที่จะให้ข้าราชการในหน่วยงานของสํานักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทําหน้าที่ งานธุรการ แล้วก็ดําเนินการเพื่อให้เป็นไปตามที่สภาเกษตรกรแห่งชาติได้ดําเนินการ ประเด็นที่ตรงกับท่านถวิลก็คือว่าหน่วยงานที่เป็นหน่วยงานของสํานักงานปลัดกระทรวง เกษตรและสหกรณ์นั้นเป็นหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว รัฐไม่ต้องตั้งค่าใช้จ่ายขึ้นมาใหม่ แต่การที่คณะกรรมาธิการวิสามัญไปเพิ่มเติมโดยตัดหน่วยงานของปลัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ออก และให้มีการตั้งสํานักงานขึ้นมาใหม่เรียกว่า สํานักงานสภาเกษตรกร แห่งชาติ ขึ้นมามีฐานะเป็นนิติบุคคลแล้วก็ให้ปฏิบัติงานตามที่เคยจะให้กับสํานักงาน ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาปฏิบัติงานแทนทั้งหมด ถือว่าเป็นการตั้งหน่วยงาน ตามกฎหมาย ซึ่งเป็นประเด็นที่จะต้องถกเถียงกันต่อไปว่ากรณีนี้จะต้องขอความเห็นชอบ จากรัฐบาลก่อนหรือไม่ เพราะเป็นการตั้งค่าใช้จ่ายที่จะผูกพันงบประมาณรายจ่าย ประจําปีของรัฐบาล หากรัฐบาลไม่ได้มีความเห็นชอบด้วยก็คงจะเกิดปัญหาในทางปฏิบัติ นั่นประเด็นที่ ๑ ซึ่งในประเด็นที่ ๑ นั้น เมื่อเป็นข้อกฎหมายที่ต้องพิจารณาต่อไป จําเป็นหรือไม่ที่สภาแห่งนี้จะต้องถอนร่างนี้กลับไปเพื่อให้คณะกรรมาธิการสามัญ ทั้ง ๓๕ คณะ วินิจฉัยเสียก่อนว่าสิ่งที่ได้มีการแก้ไขในขณะนี้นั้นทําให้พระราชบัญญัติฉบับนี้ เป็นพระราชบัญญัติที่เกี่ยวด้วยการเงิน นั่นผมจะกราบเรียนท่านประธานในอันดับแรก สอดคล้องกับข้อเสนอของท่านถวิล ไพรสณฑ์
แต่ว่าประเด็นที่ ๒ พอเวลาที่ท่านไปแก้ไขข้อความตามมาตราต่าง ๆ ท่านไปแก้ไขแต่ละมาตรา ๆ ไป แล้วพอท่านไปแก้ไขมาตรา ๑๗ โดยท่านไม่ต้องการให้มี สํานักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทําหน้าที่งานธุรการ อันนี้พอท่านไม่ต้องการให้ ท่านก็เลยไปตั้งหน่วยงานขึ้นมาอีกหน่วยงานหนึ่งในหมวด ๑/๑ สํานักงานสภาเกษตรกร แห่งชาติ โดยท่านไปกําหนดในมาตรา ๑๗/๑ มาตรา ๑๗/๒ มาตรา ๑๗/๓ มาตรา ๑๗/๔ มาตรา ๑๗/๕ มาตรา ๑๗/๖ มาตรา ๑๗/๗ มาตรา ๑๗/๘ มาตรา ๑๗/๙ ผมกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพนะครับว่า เมื่อท่านมีเจตนารมณ์ที่จะใช้งานโดยการตั้ง สํานักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติขึ้นมาใหม่ตามเจตนารมณ์ในมาตรา ๑๗/๑ ความจริง ท่านต้องตัดเอามาตรา ๑๗ ไปก่อน เพราะไม่มีที่ไหนหรอกที่ระบุว่า ให้หน่วยงานหนึ่ง ปฏิบัติงานอย่างไรโดยที่ยังไม่ได้กําหนดเลยว่าหน่วยงานนี้มีที่มาจากกฎหมายอย่างไร ในทางปฏิบัติกฎหมายเขาไม่ทํากัน สิ่งที่ท่านจะทํา สมมุติว่าเจตนารมณ์แห่งกฎหมายนี้ ต้องการตั้งสํานักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติตามมาตรา ๑๗/๑ ท่านก็เอารายการของ มาตรา ๑๗ ที่มีอยู่เดิมที่ท่านแก้ไขก็ใส่ไปในรายการมาตรา ๑๗/๑ ว่าจะให้สํานักงานนี้ มีอํานาจหน้าที่อย่างไร กลายเป็นว่าในมาตรา ๑๗ กับมาตรา ๑๗/๑ มีข้อความที่ลักลั่นกันอยู่ เป็นการใส่อํานาจมาตราถึง ๒ มาตรา ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ ให้สํานักงานปฏิบัติงาน ธุรการ ติดตามและประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทํางบประมาณรายจ่ายเพื่อเป็น ค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานของสภาเกษตรกรแห่งชาติ และปฏิบัติงานอื่นตามที่สภา เกษตรกรแห่งชาติมอบหมาย เพื่อเป็นไปตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ และในมาตรา ๑๗/๑ ผมกราบเรียนท่านประธานว่า มันมีความจําเป็นที่ผมจะต้องขอก้าวล่วงไปในมาตรา ๑๗/๑ และมาตรา ๑๗/๒ เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องสอดคล้องกัน ผมกราบเรียนท่านประธานว่า
ในมาตรา ๑๗/๑ ระบุว่า ให้จัดตั้งสํานักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติขึ้น มีฐานะเป็นนิติบุคคล เรียกโดยย่อว่า “สกช.” โดยมีสํานักงานตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานครหรือ ปริมณฑล มีอํานาจหน้าที่ดังนี้
(๑) รับผิดชอบงานด้านธุรการ เห็นไหมครับ เหมือนกับในมาตรา ๑๗ และ ทําหน้าที่เลขานุการของสภาเกษตรกรแห่งชาติ
(๒) ท่านก็มีระบุว่ามีการ รวบรวม ศึกษา วิจัย พัฒนา และวิเคราะห์ข้อมูล ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการดําเนินงานของสภาเกษตรกรแห่งชาติ สภาเกษตรกรจังหวัด สํานักงาน และสํานักงานจังหวัด
(๓) ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกร และองค์กรเกษตรกร ได้ทราบถึงนโยบาย แผนแม่บท และการดําเนินงานของสภาเกษตรกรแห่งชาติ
(๔) จัดให้มีระบบข้อมูลและการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเกษตร และกิจการอื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งในด้านการวิจัย การผลิต การแปรรูป การตลาด และราคา ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ
(๕) ประสานการดําเนินงานกับสภาเกษตรกรจังหวัด และหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง
(๖) จัดทํารายงานประจําปีของสภาเกษตรกรแห่งชาติ และ
(๗) ปฏิบัติหน้าที่อื่นใดตามที่สภาเกษตรกรแห่งชาติมอบหมาย
ท่านประธานเห็นไหมครับ ในมาตรา ๑๗ มันมีหลายภารกิจที่ไม่ได้ระบุไว้ ให้เป็นอํานาจของสํานักงาน ที่อยู่ในมาตรา ๑๗ ก็คือการจัดทํางบประมาณรายจ่าย เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานของสภาเกษตรกรแห่งชาติ ซึ่งเป็นภารกิจที่สําคัญ แต่ท่านไม่ได้ใส่ไว้ในภารกิจหลักของสํานักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ แต่ไปอยู่ในมาตรา ที่เกิดขึ้นก่อนการตั้งสํานักงาน ซึ่งในทางปฏิบัติไม่มีใครเขาทํากัน นี่คือประเด็นที่ ๑ ที่ผมกราบเรียนท่านว่า เวลาท่านไปแก้ไขกฎหมายเรียงตามมาตราและท่านแก้ทุกมาตรา ท่านก็จะเจอเรื่องอย่างนี้ละว่า ความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันมันไม่เกิดขึ้น นั่นคือสิ่งที่ผม จะกราบเรียนว่า พอท่านไม่ระบุไว้ซึ่งเป็นประเด็นสําคัญ เพราะการจัดทํางบประมาณ รายจ่ายนั้นเป็นภารกิจหลักของสํานักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ
ประเด็นต่อมา ก็คือ ให้ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติแต่งตั้งเลขาธิการ ซึ่งมีคุณสมบัติอย่างไร แต่ว่าในมาตรา ๑๗ ไปเขียนไว้ก่อนเลยว่า ให้เลขาธิการทําหน้าที่ เลขานุการสภาเกษตรกรแห่งชาติ เห็นไหมครับอยู่ ๆ ก็ไปบัญญัติเลยว่าให้ใครทําอะไร แต่ว่าที่มาอย่างไรไม่ปรากฏ แต่พอมาอ่านต่อไปถึงจะปรากฏว่ามีที่มาของเลขาธิการ เกิดขึ้นอย่างไร เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานว่าในมาตรานี้ทั้งหมด ผมก็พยายามที่จะอ่านแล้วก็ใช้เวลาของสภาแห่งนี้เพื่อไม่ให้เกิดการทํางานที่มีการซํ้าซ้อนกัน ผมเลยกราบเรียนท่านประธานเพื่อจะสอบถามกรรมาธิการว่าการที่ท่านไปบัญญัติอย่างนี้ ท่านได้พิจารณากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือไม่ว่าการแก้ไขเพิ่มเติมของท่านนั้น เป็นการสร้างภาระให้กับงบประมาณรายจ่ายประจําปีของรัฐบาลและท่านได้รับความเห็นชอบ จากรัฐบาลแล้วหรือไม่ อย่างไร ประเด็นที่ ๒ ก็คือ การบัญญัติลักษณะกฎหมายของท่านนั้น ไม่ใช่การบัญญัติกฎหมายที่จะทําให้มีการทําความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนหรือผู้ปฏิบัติ ตามกฎหมายให้เกิดความเข้าใจในการที่จะปฏิบัติตามกฎหมายของท่านได้อย่างครบถ้วน แล้วก็ถูกต้อง ผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่า ในชั้นต้นผมอยากจะฟังความเห็นของ กรรมาธิการในส่วนที่ผมได้อภิปรายในส่วนนี้ว่าท่านมีข้อที่จะชี้แจงอย่างไร ขอบคุณครับ
ในช่วงนี้จะขอให้กรรมาธิการชี้แจงแล้วนําเสนอวิธีการแก้ไขด้วย ท่านกรรมาธิการ ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญ ขออนุญาตชี้แจงอย่างนี้ว่าในร่างแรกมาตรา ๑๗ ที่ร่างเอาไว้ ท่านสมาชิกเข้าใจถูกต้อง แล้วครับ ก่อนที่จะมีหมวดที่ว่าด้วยสํานักงาน แต่ครั้งนี้พอตอนสมาชิก กรรมาธิการ โดยเอกฉันท์ว่าอยากจะให้มีการตั้งสํานักงานของสภาเกษตรกรขึ้น จึงได้มีการยกร่าง หมวดว่าด้วยสํานักงาน มาตรานี้อันที่จริงกรรมาธิการหลายท่านก็ได้อภิปรายไว้ ในกรรมาธิการแล้วว่าจะต้องมีการจัดหมวดหมู่ใหม่ ซึ่งฝ่ำยเลขานุการก็ยืนยันว่า จะไปดําเนินการจัดหมวดหมู่ใหม่หลังจากที่ผ่านสภาแล้ว ก็จะตัดใหม่ก่อนจะส่งวุฒิสภา ต่อไป ซึ่งตรงนี้จะรับข้อสังเกต แล้วก็เอามาตรา ๑๗ ออกไป แล้วก็เอาไปไว้ที่หมวด ๑/๑ ออกไปเลยใช่ไหมครับ ทีนี้มันจะมีประเด็นข้อสงสัยอันหนึ่งก็คือว่าด้วยการจัดทํา งบประมาณรายจ่าย ถ้าอย่างนั้นก็เอาไปปรับปรุงกันในหมวด ๑/๑ เพื่อจะยกหมวดใหม่ เป็นหมวดของว่าด้วยสํานักงาน ก็เข้าใจตรงกัน ทีนี้ท่านประธานนิดเดียวครับ สําหรับกรณี เรื่องของสํานักงานที่ท่านสมาชิกสภาหลายท่านได้อภิปรายไว้ ขออนุญาตชี้แจงเพิ่มเติม ในร่างแรกของรัฐบาลก่อนที่จะเข้าคณะรัฐมนตรีมี แต่ว่าในชั้นเข้ากฤษฎีกาถูกตัดทิ้งไป ทั้ง ๆ ที่เกษตรกรทั้งประเทศอยากจะให้มีสํานักงานของตนเองเพื่ออยากจะให้ สภาเกษตรกรแห่งชาติมีความเป็นอิสระของตัวเอง เฉกเช่นกับสภาวิชาชีพอื่น ๆ ซึ่งมีสํานักงานของตัวเองทั้งสิ้น ที่สําคัญก็คือได้ตรวจสอบดูแล้ว ร่างพระราชบัญญัติ สภาเกษตรกรแห่งชาติที่สภาผู้แทนราษฎรรับหลักการ ๙ ร่าง อย่างน้อยมี ๒ ร่างที่เราระบุ หมวดว่าด้วยสํานักงาน คือ ร่างของท่านภราดร ปริศนานันทกุล ขออนุญาตเอ่ยนามครับ กับร่างของท่านนพดล พลเสน ๒ ร่าง ได้ระบุถึงเรื่องการจัดตั้งสํานักงานด้วย เพราะฉะนั้น ก็ได้ตกลงกันในกรรมาธิการว่า ถ้าอย่างนั้นแสดงว่าสภาผู้แทนราษฎรรับหลักการเรื่องของ สํานักงานแล้วเช่นเดียวกัน ส่วนเรื่องของค่าใช้จ่ายได้มีการสอบถามเจ้าหน้าที่ วิธีการ ปฏิบัติงานเรื่องค่าใช้จ่ายของสํานักงาน สํานักงานส่วนกลางใช้เจ้าหน้าที่ทั้งหมดไม่เกิน ๒ ๔ -๓ ๐ ท่ำ น เ พ รำ ะ มี ห น้ำ ที่ ใ น กำ ร ดํำ เ นิ น กำ ร ป ร ะ ชุม เ ท่ำ นั้น เ อ ง ส่วนสํานักงานในจังหวัดจะใช้เจ้าหน้าที่ประมาณ ๕-๖ ท่าน เพื่อจะอํานวยความสะดวก ในการประชุม เพราะฉะนั้นงบประมาณรายจ่ายสําหรับสภาเกษตรกรแห่งชาติทั้งหมด ปีละไม่มากครับ ประมาณ ๑๐๐-๒๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง ผมยังยืนยันว่าไม่ได้สูงมากเกินไป เมื่อเปรียบเทียบกับงานที่จะต้องได้จากสภาเกษตรกรแห่งชาติในการมาเสนอท้วงติงหรือว่า ข้อเสนอแนะนโยบายที่มาจากเกษตรกรเอง ผมเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับประเทศชาติ โดยรวมมากครับ ส่วนเรื่องที่ทางรัฐบาลได้รับทราบเกี่ยวกับเรื่องของสํานักงานแล้วหรือไม่ ขออนุญาตครับ ได้เมื่อวานนี้เอง ท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีได้มาสอบถาม เรื่องนี้ แล้วก็หลังจากได้ชี้แจงโดยละเอียดแล้วว่าใช้งบประมาณไม่สูงมากและที่สําคัญ ก็คือมีร่างของสภาผู้แทนราษฎรอย่างน้อย ๒ ร่างที่ระบุในหมวดว่าด้วยของสํานักงาน เลขาธิการแล้วเช่นกัน ทางรัฐบาลเองก็ไม่ติดใจในเรื่องนี้ ขออนุญาตเรียนชี้แจงครับ
เอาคนที่ยังไม่ได้อภิปรายก่อนนะครับ คุณชวลิต วิชยสุทธิ์
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดนครพนม ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๑๗ ซึ่งเมื่อดูร่าง ที่ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ผมคิดว่าเป็นการแก้ไขมาก เป็นการแก้ไข ในหลักการเลยนะครับ เป็นการแก้ไขในหลักการ ซึ่งผมก็เข้าใจความปรารถนาดีของ คณะกรรมาธิการที่อยากจะมีสํานักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติเป็นสัดเป็นส่วน มีพนักงาน มีลูกจ้าง ซึ่งตรงนี้มันจะกระทบต่อกําลังคน ต่อกําลังงบประมาณ ผมไม่แน่ใจว่า คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบตรงนี้ไหม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสํานักงบประมาณ ก.พ. ก.พ.ร. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้ความเห็นชอบหรือมีส่วนในการพิจารณาบ้างหรือเปล่า ดังนั้นผมอยากจะถามว่าในมาตรา ๑๗ ตรงนี้ตามความเห็นของผมผมมองว่า เป็นการแก้ไขหลักการในสิ่งที่สภาผู้แทนราษฎรได้ให้ความเห็นชอบไว้ การแก้ไขอย่างนี้ คณะรัฐมนตรี ผมว่ามันกระทบไปหมดจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เราจะพิจารณากัน อย่างไร ก็ขอสอบถามทางคณะกรรมาธิการ ถึงแม้จะมีหลายร่าง แล้วก็อาจจะมีบางร่าง ที่มีสํานักงานของสภาเกษตรกรแห่งชาติ แต่เมื่อเอาร่างของรัฐบาลเป็นหลัก ซึ่งไม่มี สํานักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ โดยไปอยู่กับสํานักงานปลัดกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ ตรงนั้นก็อาจจะอนุมานได้ว่ารัฐบาลไม่ต้องเป็ นห่วงเรื่องงบประมาณ เรื่องกําลังคนที่จะเพิ่มขึ้น แต่กรณีที่มีการจัดหมวดหมู่ขึ้นมาใหม่ ผมเป็นห่วงในภาวะ บ้านเมืองในปัจจุบัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาตรงนี้ด้วยหรือเปล่า ขอสอบถามครับ
คุณทศพล เพ็งส้ม ครับ ผมจะให้โอกาสท่านที่ยังไม่ได้อภิปรายในมาตรานี้ก่อนนะครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายทศพล เพ็งส้ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ขอกราบเรียนดังนี้ครับว่า ในหมวด ๑/๑ นั้น ที่ท่านบอกว่า สํานักงานสภาเกษตรกร แห่งชาติเป็นนิติบุคคล และโดยเฉพาะถ้าดูแล้วในส่วนของมาตรา ๑๗/๖ ก็ดีให้เลขาธิการ เป็นผู้แทนของสํานักงาน ที่มีปัญหาผมจะสอบถามก็คือว่า ในส่วนของอํานาจของเลขาธิการนั้น กลับไปให้อยู่ในสัญญาในมาตรา ๑๗/๓ มันก็จะมีปัญหาในการทํางานของเลขาธิการทันทีว่า เลขาธิการที่จะทําสัญญา ยกตัวอย่างในมาตรา ๑๗/๑ เช่น อาจจะมีการว่าจ้าง การทําสัญญาวิจัย หรือการพัฒนาข้อมูลต่าง ๆ สัญญาที่เลขาธิการไปทําสัญญากับ บุคคลภายนอกมันก็อยู่ในมาตรา ๑๗/๖ ที่ถือว่าเป็นตัวแทนของสํานักงานกิจการของ สํานักงานที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก ทีนี้มีปัญหาครับว่าถ้าเกิดสัญญาที่ไปทํานั้นไปขัดกับ สัญญาที่ว่าจ้างเลขาธิการตามมาตรา ๑๗/๓ มันก็จะมีปัญหาทันทีว่าตกลงเลขาธิการนั้น เป็นตัวแทนเชิดตามกฎหมายหรือไม่ ถ้าเกิดว่าผมเป็นบุคคลภายนอกแล้วผมไปทําสัญญากับ เลขาธิการว่าจ้างทํางานวิจัยสัก ๑ ชิ้น แต่ปรากฏว่าสัญญาที่เลขาธิการทําสัญญากับ ผมนั้นขัดกับสัญญาตามมาตรา ๑๗/๓ ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ เพราะท่านอย่าลืมว่า บุคคลภายนอกเขาไม่ทราบนะครับว่าสัญญาตามมาตรา ๑๗/๓ นั้นที่การปฏิบัติงานของ เลขาธิการและการประเมินผลการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามสัญญาที่สภาเกษตรกรแห่งชาติ กําหนด สัญญาตัวนี้ละครับมาตรา ๑๗/๓ บุคคลภายนอกเขาไม่ทราบ เมื่อบุคคลภายนอก เขาไม่ทราบ กรอบการทํางานของเลขาธิการกลับไปอยู่ภายใต้ของสัญญา แต่ปรากฏว่าเมื่อเป็นนิติบุคคลแล้วท่านให้เลขาธิการเป็นผู้แทนของสํานักงานในกิจการ ที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอกมันจะมีปัญหากับบุคคลภายนอกทันทีว่ามันจะครอบคลุม ในประเด็นไหนบ้าง และโดยเฉพาะบุคคลภายนอกย่อมได้รับความคุ้มครอง เพราะถือว่า ในนิติบุคคลนั้น แล้วความผูกพันตามมาตรา ๑๗/๖ นั้นเป็นตัวแทนเชิดทันที ผมถึงบอกว่า ฝากกรรมาธิการช่วยชี้แจงด้วยครับว่าความรับผิดระหว่างตัวบุคคลที่ทําสัญญากับ บุคคลภายนอกกับสัญญาที่เลขาธิการทํากับสภานั้นใครมีความรับผิดชอบแตกต่างกัน อย่างไร ขอบคุณครับ
ผมจะให้สิทธิดอกเตอร์สุรพงษ์เพราะว่าเมื่อกี้ตัดสิทธิไว้ เพราะฟังการอภิปรายแล้ว มาตรา ๑๗ มันเกี่ยวเนื่องกับมาตรา ๑๗/๑ ถึงมาตรา ๑๗/๙ ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นก็ขอเชิญ ดอกเตอร์สุรพงษ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัด เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ต้องขอบคุณท่านประธาน เมื่อกี้ทําเอาผมงงไปหมดเลยว่า ผมอภิปรายผิดหรืออย่างไร แต่พอดีท่านประธานให้โอกาส มาตรา ๑๗/๑ ผมจะพูด มาตรา ๑๗/๑
เมื่อกี้เรากําลังอภิปราย มาตรา ๑๗ แต่พอดูรายละเอียดแล้วมาตรา ๑๗ มันเกี่ยวพัน กับมาตรา ๑๗/๑ ถึงมาตรา ๑๗/๙ ทั้งหมด เพราะฉะนั้นก็เปิดโอกาสให้อภิปรายได้
ก็ผมเข้าใจถูกต้องแล้วครับ ที่จริงแล้วประเด็นที่ผมติดใจ มาตรา ๑๗/๒ จนถึงมาตรา ๑๗/๙ พูดถึงการตั้งสํานักงาน เลขาธิการ ตําแหน่งหน้าที่ การจ้างงานต่าง ๆ ตลอดจนงบประมาณในการใช้จ่าย ผมไม่ติดใจ แต่ผมติดใจมาตรา ๑๗/๑ เรื่องอํานาจหน้าที่ของสํานักงานสภาเกษตรกร แห่งชาติ โดยเฉพาะ (๒) ที่คณะกรรมาธิการได้เพิ่มขึ้นมาว่า รวบรวม ศึกษา วิจัย พัฒนา และวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการดําเนินงานของสภาเกษตรกรแห่งชาติ สภาเกษตรกรจังหวัด สํานักงาน และสํานักงานจังหวัด คือผมคิดว่ามันยังไม่ครอบคลุม ทั้งหมด โดยเฉพาะการวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ผมอยากจะเสนอแนะกรรมาธิการ ยกตัวอย่าง อย่างกรณีใช้ภาพถ่ายทางอากาศ ขณะนี้เราได้รับทราบมาว่ามีภัยแล้งเกิดขึ้น นํ้าในลํานํ้าโขงมันแห้งเหือด เราก็ไปโทษว่าประเทศจีนได้ทําเขื่อนขึ้นมา ๔ แห่ง แล้วเก็บกักนํ้าไว้ทําให้นํ้าที่ผ่านประเทศไทยกับประเทศลาวนั้นแห้งไป ผมมองกรณีเช่นนี้ ก็นึกถึงกระทรวงวิทยาศาสตร์ กระทรวงวิทยาศาสตร์วันนี้มีดาวเทียมธีออส (THEOS) ลงทุนไปมหาศาล แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ไม่ได้นําข้อมูลนี้มาใช้ให้เป็น ประโยชน์ สามารถถ่ายภาพถ่ายทางอากาศที่จะมองว่าแต่ละเขื่อนในลํานํ้าโขงที่ประเทศจีน ก่อสร้างนั้นมีปริมาณนํ้าเท่าไร มันต้องใช้ข้อมูลให้เป็น แล้วในอนาคตถ้านํ้ามันแห้งขนาดนี้ เราจําเป็นที่จะต้องสร้างเขื่อนระหว่างประเทศไทยกับประเทศลาวหรือไม่ เพื่อกักนํ้าไว้ เช่นกัน สิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์สําหรับพี่น้องเกษตรกรที่ปลูกข้าวแต่ไม่มีนํ้า ข้อมูลเหล่านี้ เป็นประโยชน์ที่อยากจะให้เติมไปว่า จะต้องมีการประสานกับหน่วยงานฝึกอบรม ให้ความรู้ความเข้าใจในการใช้ข้อมูลด้วย กรรมาธิการเขียนเติมขึ้นมาแบบนี้โดยที่ไม่เข้าใจ เทคโนโลยีที่มันเปลี่ยนไป แล้วพี่น้องเกษตรกรจะได้รับการช่วยเหลือได้อย่างไร สภาเกษตรกรแห่งชาติประกอบไปด้วยผู้นําเกษตรกร แต่ผู้มีความรู้ความถนัดทางด้าน วิทยาศาสตร์ ทางด้านเทคโนโลยีไม่สามารถที่จะนําเทคโนโลยีเหล่านี้มาพัฒนา มาช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร พี่น้องเกษตรกรก็ยากจนอยู่ทุกวัน เดือดร้อนอยู่ทุกวัน ไม่มีนํ้าใช้ อันนี้ใช้เป็นหรือไม่ ต้องฝากกรรมาธิการเวลาจะทํากฎหมายอย่างนี้มันจะต้อง ใช้ความคิดให้ลึกซึ้ง ให้รอบคอบ พอดีเห็นท่านรองประธานท่านอดีตรัฐมนตรีนั่งอยู่ ผมเชื่อว่าท่านเข้าใจในสิ่งที่ผมพูด ผมต้องการให้พี่น้องเกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แล้วยกตัวอย่าง อย่างข้อ ๔ (๔) ในมาตรา ๑๗/๑ ท่านประธาน กรณีจัดให้มีระบบข้อมูลและ การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเกษตรและกิจการอื่นที่เกี่ยวข้องทั้งในด้านการวิจัย การผลิต การแปรรูป การตลาด และราคาทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ก็เราต้องใช้ ข้อมูลของตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าที่วันนี้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลไปกับตลาดสินค้า เกษตรในต่างประเทศ ผมได้พาคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและ สถาบันการเงินไปดูสินค้าเกษตรล่วงหน้าของประเทศญี่ปุ่นที่เขาเรียกว่าตลาดโตคอม (TOCOM) ผมเห็นราคายางครับ ประเทศญี่ปุ่นไม่มียางเลย แต่มีการซื้อขายยาง ยางแผ่นดิบ นี่แหละครับในตลาดญี่ปุ่นซื้อขายกันทุกวัน และสิ่งเหล่านี้ถามว่าพี่น้องเกษตรกรได้รู้ไหม วันนี้คนปลูกยางในภาคอีสาน ในภาคเหนือมีจํานวนมากขึ้น ผลผลิตนํ้ายางก็ดีขึ้น แต่สิ่งเหล่านี้ราคาตลาดในปัจจุบันนี้พี่น้องเกษตรกรจะดูรู้เรื่องหรือไม่ ผมอยากจะฝาก ไปทางคณะกรรมาธิการว่าข้อมูลเหล่านี้ต้องให้ความรู้ ต้องให้การศึกษา สอน อธิบาย ให้พี่น้องเกษตรกรได้เข้าใจ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรล่วงหน้า มันจะเป็นการที่ว่ามีการขายเสร็จ พี่น้องเกษตรก็จะไปผลิตและส่งมอบได้ทันเวลา พี่น้องเกษตรกรจะได้รู้ราคาด้วยว่า เมื่อเขาผลิตสินค้าเกษตรไม่ว่าจะเป็นข้าว ข้าวโพด เขาจะขายได้ในราคาเท่าไร สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นประโยชน์ แต่ผมไม่เห็นว่าคณะกรรมาธิการจะเขียนให้ครอบคลุมเลย หรือว่า คณะกรรมาธิการไม่ได้รู้เรื่อง ท่านประธานบอกว่าท่านประธานเป็นเกษตรกรแต่เดิม อาจจะดึกดําบรรพ์จนเกินไป ไม่ทราบว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่นี้มันไปถึงไหน ผมไปเห็นมาครับ ผมเป็นกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน แต่ดันไปดูเรื่องเกษตรกร ท่านประธาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องข้าว ผมไปดูในประเทศจีน วันนี้กระทรวงเกษตรและ สหกรณ์แทบจะไม่ต้องผลิตข้าวหลาย ๆ พันธุ์ เอาแค่ข้าวหอมมะลิก็พอแล้วครับ พี่น้องเกษตรกรรํ่ารวยแน่นอน เพราะฉะนั้นสํานักงานสภาการเกษตรแห่งชาติ (สกช.) ที่ตั้ง ขึ้นมาจะต้องมีบทบาท ไม่ใช่ตั้งขึ้นมาเป็นสํานักงานเลขานุการธรรมดา จะต้องให้ความรู้ ความเข้าใจครับ และทํางานรับใช้พี่น้องประชาชนที่เป็นเกษตรกรอย่างจริงจังจริงใจ และพี่น้องเกษตรกรจะได้รํ่ารวย ผมไม่อิจฉาหรอกถ้าพี่น้องเกษตรกรรํ่ารวย ผมอยากเห็น พี่น้องเกษตรกรทําการเกษตรแล้วมีเงินมีทองจับจ่ายใช้สอย อยากจะฝากไว้แค่นี้ครับ เพราะฉะนั้นเขียนข้อความเขียนให้มันครอบคลุมให้หมดครับ โดยเฉพาะมาตรา ๑๗/๑ เป็นหัวใจของการทําหน้าที่ของสํานักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ฝากไว้แค่นี้ละครับ ท่านประธาน ขอบพระคุณ
ท่านสมาชิกครับ ผมเรียนชี้แจงอย่างนี้นะครับว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เมื่อเข้ามา ในสภาในวาระแรกเป็นร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเงินอยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการได้มีการแก้ไขมาตรา ๑๗ ค่อนข้างมาก และเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน มีการจัดตั้งสํานักงานขึ้นมา สมาชิกเสนอความคิดเห็นหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็นท่านถวิล ท่านธนา หมอชลน่าน คณะกรรมาธิการยินดีทบทวนอีกครั้งหนึ่ง โดยร่วมกับ คณะกรรมการกฤษฎีกาในการจัดลําดับหมวดหมู่แล้วทําให้ถูกต้อง แต่เนื่องจากวันนี้ เราได้อภิปรายมาเป็นเวลานาน ผมขอเลื่อนการอภิปรายไปไว้ในครั้งหน้า ปิดประชุมครับ