สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๒ · ๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๑

(นายชุมพล จุลใส ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายชุมพล จุลใส ชุมพร

ท่านประธานครับ ประท้วงครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผมไม่อนุญาต

นายชุมพล จุลใส ชุมพร

ผม นายชุมพล จุลใส

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผมไม่อนุญาต เชิญนั่งลงครับ

นายชุมพล จุลใส ชุมพร

พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดชุมพรครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผมทราบครับ

นายชุมพล จุลใส ชุมพร

ขออนุญาตนิดเดียวครับ เปึนความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผมไม่อนุญาต ผมเรียนแล้วว่าไม่อนุญาตก็ไม่อนุญาต ถ้าไม่ฟังประธานแล้ว ผมก็ไม่รู้จะทําอย่างไร

นายชุมพล จุลใส ชุมพร

ฟังครับท่านประธาน

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เพราะว่าจะต้องมีสิทธิ เท่ากันหมด ไม่ใช่ท่านคนเดียว เดือดร้อนทั้งหมดล่ะครับ

นายชุมพล จุลใส ชุมพร

ท่านประธานครับ ถ้าประชาชนเดือดร้อน แล้วท่านไม่ให้ผู้แทนราษฎรพูด แล้วผมจะเปึนผู้แทนราษฎรทําอะไรล่ะครับ ท่านประธานครับ ผม ชุมพล จุลใส พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดชุมพร

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ขออนุญาตปรึกษาท่านประธานนิดเดียว

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านอีกคนหนึ่ง ผมไม่อนุญาต

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย กรุงเทพมหานคร

ใช่ครับ ท่านครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย ครับ ขออนุญาตเพียงแค่ว่า ท่านทําไมไม่อธิบายให้พวกเราฟังล่ะครับ ท่านประธาน ทําไมท่านจึงจะไม่ให้มีการหารือ เพราะการหารือเปึนข้อบังคับการประชุม ข้อหนึ่ง ท่านเพียงแต่อธิบาย

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผมก็เข้าใจครับ แต่ผมได้พูดตั้งแต่ตอนต้นแล้วว่าวันนี้ไม่อนุญาตให้มีการหารือ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย กรุงเทพมหานคร

เพราะอะไรครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เพราะว่ามันมีเรื่อง สําคัญเยอะที่จะต้องดําเนินการในวันนี้ กลัวจะเสียเวลาแล้วก็ดึกดื่น ก็อยากจะ ขอความกรุณาวันนี้วันเดียว พรุ่งนี้ผมบอกว่าผมจะมานั่งให้ท่านปรึกษาหารือสัก ๒ ชั่วโมง ผมก็เรียนแล้วนะครับ ก็ไม่รู้จะทําอย่างไร ก็เรียนให้ทราบ ก็ขอความกรุณานะครับ เรื่องที่ ๒ นะครับ

(นายสุวโรช พะลัง ได้ยืนและยกมือขึ้น)

คุณสุวโรชมีอะไรอีก กระผมเรียนขอความกรุณาแล้ว

นายสุวโรช พะลัง แบบสัดส่วน

ท่านประธานไม่ฟังสมาชิกหน่อย หรือครับ กราบเรียนท่านประธาน ผมพูดป่ดไมโครโฟน (Microphone) อยู่เรื่อย

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

คือผมไม่อยาก ป่ดไมโครโฟนหรอกครับ แต่ว่าผมได้เรียนแล้ว ขอความกรุณาครับ ฟังครับ สภาเปึน ที่พูดครับ แต่ว่าผมขอร้องวันนี้ไม่ปรึกษาหารือตามข้อบังคับ ข้อ ๑๗ ผมขอความกรุณา ชั่วคราวเฉพาะวันนี้ แล้วก็ยิ่งเสียเวลาไปอีก

นายสุวโรช พะลัง แบบสัดส่วน

กราบเรียนท่านประธาน

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผมไม่อนุญาตครับ ก็ท่านพูดไปครับ ท่านก็ไม่ได้เลือกผมนะครับ

นายสุวโรช พะลัง แบบสัดส่วน

แต่ท่านก็เปึนประธานของผมด้วย นี่ครับ ถึงผมไม่ได้เลือกก็ในระบอบครับ ท่านให้เกียรติสมาชิกบ้างสิครับ ปัญหาของ ชาวบ้านนะครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ระเบียบวาระต่อไปนะครับ คุณธนิตพลมีอะไรอีกหรือครับ ผมขอร้องสักวันไม่ได้หรือครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ ตาก

ท่านประธานครับ ผม ธนิตพล ไชยนันทน์ ในฐานะเลขานุการวิป (Whip) ฝ์ายค้านครับ ถือโอกาสนําเรียนท่านประธาน นะครับว่าจะขอความกรุณาจากท่านประธานว่า คือวันนี้ก็เข้าใจว่ามีวาระเยอะแล้ว ท่านประธานต้องการให้การประชุมสภาได้เสร็จสิ้น แต่ปัญหาของเพื่อนสมาชิก เอาเฉพาะ ที่เปึนความเดือดร้อนด่วน ๆ ที่จะต้องพูดวันนี้ขอความกรุณาท่านประธาน ได้อนุโลม ได้ไหมครับ เพราะว่าถ้าเกิดผ่านพ้นวันนี้ไปปัญหาต่าง ๆ ที่ไม่ได้รับการแก้ไข มันจะก่อให้เกิดปัญหากับพี่น้องประชาชน แล้วสภาแห่งนี้เราก็พิจารณากันแบบนี้อยู่

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

คือข้อบังคับเขียนไว้ นะครับ ข้อ ๑๗ ต้องเขียนเรื่องมาส่งผมก่อนแล้วผมจะได้ดําเนินการ แต่นี่ยังไม่ได้ทําอะไร สักอย่าง เราก็ปล่อยกันมาตลอดนะครับ ผมก็ดูข้อบังคับ ก็อยากจะขอความกรุณาวันนี้ เนื่องจากว่าเราจําเปึนที่จะต้องเลือกกรรมการ ก.ร. จะต้องเสียเวลา ในระหว่าง เลือกกรรมการ ก.ร. นี้นะครับ เมื่อนับคะแนนแล้วผมจะให้ปรึกษาตอนนั้นนะครับ ขอความกรุณาท่านสักนิดหน่อย

นายธนิตพล ไชยนันทน์ ตาก

ด้วยความกรุณาก็เข้าใจนะครับว่า ท่านประธานต้องควบคุมการประชุมสภา แต่ว่าต้องกราบเรียนครับว่าเมื่อสักครู่ ผมเข้าไปพูดคุยกับทางวิปฝ์ายรัฐบาล หลายคนก็สับสนว่าจริง ๆ แล้วท่านประธาน จะอนุโลมเพื่อจะให้เพื่อนสมาชิกในช่วงแรกก็ได้ครับ ตามที่เราได้คุยกันไว้ก็คือว่า จะขอช่วงแรกในส่วนของสมาชิกที่มีเรื่องด่วนสําคัญ ๆ จริง ๆ ก่อน แล้วหลังจากลงมติ ถ้าท่านประธานจะกรุณาให้เพื่อนสมาชิกที่เหลือที่ต้องการจะอภิปรายในเรื่องของ วาระหารือ ในเรื่องหารือก็ยินดีครับ ขอความกรุณาท่านประธานครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอความกรุณา นั่งลงก่อนครับ ให้ผมได้ดําเนินการให้มีการปฏิญาณตนสมาชิกใหม่อะไรก่อนได้ไหมครับ ขอความกรุณาสักหน่อยนะครับคุณธนิตพล

นายธนิตพล ไชยนันทน์ ตาก

แต่ด้วยความเคารพท่านประธาน แล้วหลังจากนั้นจะเปึนการหารือใช่ไหมครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ก็เรียนขอร้องนะครับ หยุดสักเดี๋ยวครับ เชิญกรุณานั่งลงก่อนครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ ตาก

นิดเดียวครับท่านประธาน

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม

รับทราบประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งไม่มีอยู่ในระเบียบวาระ

ด้วยมีประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง ลงวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๑ ได้ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเลือกตั้งเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเพชรบูรณ์ เขตเลือกตั้งที่ ๒ แทนตําแหน่งที่ว่าง จํานวน ๓ คน ได้แก่ ๑. คุณเอี่ยม ทองใจสด ๒. คุณวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ ๓. คุณสุรศักดิ์ อนรรฆพันธ์ ทั้ง ๓ ท่านมาหรือยังครับ ถ้ามาแล้วก็ช่วยกรุณายืนขึ้นแล้วก็ปฏิญาณตน ซึ่งผมจะได้นําเรียนนะครับ

(สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับการเลือกตั้งใหม่ และได้มาประชุมวันนี้ ได้ยืนขึ้นและกล่าวคําปฏิญาณตนต่อที่ประชุมตามที่ประธานได้กล่าวนําพร้อมกัน)

“ข้าพเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้ และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

ขอเชิญนั่งครับ ผมขอแสดงความยินดีด้วย

ต่อไป ๒.๑ รับทราบข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองการดําเนินงานของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ พ.ศ. ....

ตามที่สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติให้ส่งข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองการดําเนินงานของสมาคมประชาชาติ แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พ.ศ. .... เพื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาดําเนินการนั้น บัดนี้ สํานักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้นํา บันทึกเหตุผลตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญประกาศในราชกิจจานุเบกษา พร้อมกับร่างพระราชบัญญัติ เมื่อได้ทรงพระกรุณาลงพระปรมาภิไธยแล้ว ก็จะได้แจ้งให้ ทราบอีกครั้งหนึ่งนะครับ

(ที่ประชุมรับทราบ)

๒.๒ รับทราบรายงาน ผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้งประจําป้งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๐ เรื่องนี้ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งขอเลื่อน ขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบ ขอเลื่อน เนื่องจากว่าติดภารกิจไปประชุมสัมมนาที่จังหวัดกาญจนบุรี ก็แจ้งให้ที่ประชุมทราบ

(ที่ประชุมรับทราบ)

ต่อไปเมื่อผมแจ้งแล้ว ผมก็จะเป่ดโอกาสให้ท่านสัก ๓๐ นาที ดูเวลา ๓๐ นาที พอดี ๆ เกิน ๓๐ นาทีไม่ได้นะครับ เพราะความจริงก็ผิดข้อบังคับอยู่แล้ว มันต้องเขียนมาให้ผมก่อน แต่ทีนี้ยังไม่ได้เขียน อะไรมาเลย แต่ว่าอนุโลม ตอนนี้ได้รับเอกสารมาแล้ว เอาตามจํานวนที่รับเอกสารก่อน นะครับ เพราะว่าเขาทําตามระเบียบให้ผู้ที่ถูกต้องตามระเบียบนี้ได้ดําเนินไปก่อน คนละ ๒ นาที คุณสมคิด บาลไธสง เรื่องปรับปรุงถนนหลังน้ําลด เรื่องการโอนเส้นทาง จาก อบจ. มาเปึนของกรมทางหลวงชนบท เรื่องการสร้างโรงพยาบาลประจําอําเภอ เชิญได้ครับ

นายสมคิด บาลไธสง หนองคาย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สมคิด บาลไธสง พรรคพลังประชาชนจากจังหวัดหนองคาย เขต ๑ ผมมีเรื่องหารือ ๓ เรื่อง

เรื่องแรก คืออยากให้ผู้เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการปรับปรุงเส้นทางต่าง ๆ ในจังหวัดหนองคายได้ไปดูแลปรับปรุงถนนหนทางหลังน้ําลดด้วย ทางลําบากมาก

เรื่องที่ ๒ เกี่ยวกับเรื่องการโอนเส้นทางจาก อบจ. ซึ่งเปึนเส้นทาง รพช. เดิม กลับมาให้เปึนของกรมทางหลวงชนบท มีอยู่ ๖ เส้นทาง คือ เส้นทางปากสวย - มวนทอน เส้นทางบ้านโคกฉ่อนถึงหาดทรายทอง เส้นทาง บ้านน้ําเปล - กุดลึก เส้นทางโนนภูธร - เพ็งจันทร์ และเส้นทางจอมเสด็จ - เมืองบาง เส้นทางบ้านน้ําไผ่ - ฟัาประทาน ๖ เส้นทางนี้อยากให้โอนเส้นทาง ๖ เส้นทางนี้ กลับคืนมาเปึนของกรมทางหลวงชนบท เพื่อได้ดําเนินการสร้างเส้นทางให้ทัน ตามความต้องการของประชาชน

สําหรับเรื่องที่ ๓ เปึนเรื่องเกี่ยวกับโรงพยาบาล ซึ่งอําเภอต่าง ๆ ในจังหวัด หนองคาย เรามีอยู่ ๑๗ อําเภอ ยังไม่มีโรงพยาบาลอยู่ ๔ อําเภอ คือโรงพยาบาลเฝัาไร่ อําเภอรัตนวาป้ อําเภอโพธิ์ตาก อําเภอบุ่งคล้า อันนี้ก็อยากให้กระทรวงสาธารณสุข ได้ดูแลเรื่องสุขภาพอนามัยของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะที่สําคัญอย่างยิ่ง คืออําเภอเฝัาไร่ มีประชากรตั้ง ๕๕,๐๐๐ คน อยู่ห่างจากโรงพยาบาล ก็ยังไม่มีโรงพยาบาลนะครับ อันนี้ก็สําคัญมากมีประชากรมาก อันดับ ๗ ของจังหวัดหนองคาย แต่ไม่มีโรงพยาบาล นะครับ ขอบคุณมากครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไป คุณมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์

นายมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม มนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพิษณุโลก พรรคพลังประชาชน สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนหารือกับท่านประธาน นะครับ สืบเนื่องจากวันที่ ๑ ตุลาคม ที่ผ่านมาที่ผมเองได้มีโอกาสหารือ และหลังจากนั้น ผมได้ลงพื้นที่ไปพบกับชาวบ้าน พอดีความที่ขยายที่พูดไว้มันไม่จบครับ เพราะว่าปัญหา น้ําท่วมในเขตของตําบลวัดตายม และตําบลเนินกุ่ม อําเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งท่วมคลองชมพู ซึ่งในอดีตที่ผ่านมานั้นได้มีการศึกษาถึงปัญหาที่เกิดขึ้น สาเหตุ ที่น้ําท่วมเพราะว่า ๑. สภาพคลองชมพูมีความตื้นเขินที่ผมได้กราบเรียนไปแล้ว และอีกปัญหาหนึ่งคือประตูระบายน้ําที่บ้านป์ามะคาบ จังหวัดพิจิตร มีประตู ขนาดเล็กมาก ไม่สามารถที่จะระบายน้ําทันในฤดูน้ําหลาก ดังนั้นทางผู้ว่าราชการ จังหวัดพิจิตร ได้เคยมีหนังสือเรียนสอบถามไปยังชลประทาน ก็ได้รับคําตอบมาว่า ประตูน้ําแห่งนี้ได้โอนถ่ายภารกิจไปให้องค์การบริหารส่วนตําบล เพื่อที่จะหาทางแก้ไข ให้ประตูน้ําแห่งนี้มีขนาดกว้างขึ้น แต่ด้วยข้อจํากัดทางพื้นที่ ทางท้องถิ่นเองไม่สามารถ ที่จะจัดสรรงบประมาณได้เพราะว่าการแก้ไขเรื่องใหญ่ ๆ อย่างแก้ไขประตูน้ําให้มี ขนาดใหญ่ขึ้นใช้งบประมาณจํานวนมาก ดังนั้นจึงขอให้ท่านประธานได้ช่วยแจ้งไปยัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ช่วยดําเนินการแก้ไขเรื่องนี้เพื่อที่จะไม่ให้เกิด ปัญหาน้ําท่วมซ้ําซากในเขตตําบลเนินกุ่ม และตําบลวัดตายม อําเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลกต่อไปครับ ขอบคุณครับ

(นายวรงค์ เดชกิจวิกรม ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ท่านประธานครับ ผมประท้วง ประธานครับ ขออนุญาตประท้วงประธานครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

มีอะไรครับ ชื่อหมดแล้ว คุณวรงค์

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมขออนุญาตประท้วงประธานในการกําหนดหลักเกณฑ์ในการที่ท่านประธาน ว่าการที่จะต้องปรึกษาหารือ ท่านจะต้องบอกว่ามีการส่งรายชื่อพร้อมเรื่อง ไม่ทราบว่า กฎเกณฑ์นี้ท่านออกมาตั้งแต่เมื่อไร ท่านประธานคงจําได้นะครับว่าช่วงหนึ่ง ผมในฐานะ วิปฝ์ายค้านคนหนึ่ง ผมเคยไปพบท่านประธานที่ห้อง ในการที่กําหนดรายชื่อสมาชิก เพื่อให้เปึนระเบียบตามที่สมาชิกต้องการจะปรึกษาหารือครับท่านประธาน

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผมเรียนให้ท่านทราบ นะครับ ที่ท่านปรึกษาหารือหรือมอบให้ท่านเลขาธิการไปดําเนินการ แล้วก็เขาก็ประชุม ปรึกษาหารือตามระเบียบ ผมก็เซ็นระเบียบไปแล้ว แต่ทราบว่าทางสํานักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรยังไม่ได้เวียนให้ท่านสมาชิกทราบ เพิ่งทราบเมื่อกี้นี้ครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ถ้าสมมุติว่าท่านเลขาธิการ ยังไม่ได้เวียนให้สมาชิกทราบ อยู่ ๆ ท่านก็มากําหนดหลักเกณฑ์นี้แล้วปล่อยให้ พรรคพลังประชาชนปฏิบัติตามหลักเกณฑ์โดยที่พวกเราพรรคประชาธิปัตย์ไม่รู้เรื่อง พวกนี้เลย ท่านจะกําหนดหลักเกณฑ์นี้ได้อย่างไรครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผมต้องขออภัยครับ และกําลังจะตามรายชื่อที่ได้ยกมือนะครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ท่านประธานที่เคารพครับ ในเมื่อถ้ากฎเกณฑ์นี้เปึนความผิดพลาดของท่านประธานเอง เปึนไปได้ไหมครับว่า จากนี้ไปท่านต้องชดเชยให้พรรคประชาธิปัตย์ ๒ คนเหมือนกันครับ ขอบคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผมให้ ๕ คนเลยครับ เชิญ คุณชุมพล จุลใส ครับ

นายชุมพล จุลใส ชุมพร

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายจุมพล จุลใส พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดชุมพร ท่านประธานครับ ผมขอแสดงความดีใจกับพี่น้องชาวสวนข้าวโพดแล้วก็มันสําปะหลังที่รัฐบาลได้อนุมัติเงิน มาช่วย แต่ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วเกษตรกรพี่น้องชาวจังหวัดชุมพร ได้มายื่นหนังสือเกี่ยวกับเรื่องราคาปาล์ม ณ วันนี้ตกต่ําเปึนอย่างมากครับท่านประธาน จากที่เรามาเรียกร้อง โดยเฉพาะทางผู้แทนของพรรคประชาธิปัตย์ของจังหวัดชุมพร ทั้ง ๔ ท่าน ได้เข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านได้รับเรื่องไว้ทั้งหมด แต่ท่านประธานครับ เชื่อไหมครับ ออกจากห้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพียงแค่วันเดียวครับ ปาล์มลดลงเหลือเท่าไรรู้ไหมครับ จาก ๒.๙๐ บาท วันนี้เหลือ ๒.๒๐ บาท ครับท่านประธาน นี่ล่ะครับเปึนความเดือดร้อนที่ยิ่งใหญ่ของพี่น้องเกษตรกร ชาวสวน ผมในฐานะที่เปึนผู้แทนราษฎร ผมนําเรียนท่านประธานว่า ณ วันนี้รัฐบาล มีมาตรการอย่างไรที่จะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวสวนปาล์มซึ่งปลูกกันทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะภาคใต้ครับ เพราะฉะนั้นผมนําเรียนท่านประธานว่าถ้ารัฐบาลขาดความ จริงใจในการแก้ปัญหาให้กับพี่น้องชาวเกษตรกร ผมว่าพี่น้องชาวเกษตรกรชาวสวนปาล์ม มีความอดทนจํากัดครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ เชิญคุณสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล คนที่ ๒ แล้วนะครับ ผมให้ ๕ คน

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ตรัง

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะมาพูดเรื่องปากกัดตีนถีบของชาวบ้าน ไม่ใช่เรื่องตีนถีบ ในสภาทั้งหลาย แต่ว่าตอนนี้พี่น้องเกษตรกรซึ่งมีปัญหา ในพื้นที่มีปัญหาอย่างต่อเนื่อง แล้วก็รุนแรงโดยไม่ได้รับการแก้ไขจากทางภาครัฐเลยครับ รัฐรอแต่จะแก้ไขเรื่องตัวเอง เรื่องจะแก้รัฐธรรมนูญ แต่เรื่องชาวบ้าน ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตท่านประธาน แสดงเอกสารนะครับ อย่างนี้เขาเรียกกันว่า ยางพารา ครับ ยางแผ่นดิบ ท่านประธาน ทราบไหมครับว่าขณะนี้ยางราคาเหลือเท่าไร ลดลงมาเกินครึ่งครับ ในขณะเดียวกัน ทางเกษตรกรเรียกร้องมาสู่ผู้แทนราษฎร เรียกร้องมาทางภาครัฐบาล แต่รัฐบาลได้กลับไป มองปัญหาของชาวบ้านไหมครับ ไม่เลยครับ ตอบเพียงแค่ว่าขณะนี้ปัญหาเศรษฐกิจกําลัง ซบเซาทั่วโลก ปัญหาของราคาน้ํามันลดลง เพราะฉะนั้นยางก็ราคาลดลงเปึนเรื่องธรรมดา ไม่เคยคิดที่จะหาวิธีแก้ไข กลับมาบอกว่าตอนนี้ผลผลิตน่าจะมากเกิน เพราะฉะนั้น ไปโค่นยางในป์าสงวนทิ้งเสียดีกว่า ๒ ล้าน ๔ แสนไร่ ท่านประธานครับ เปึนมาตรการ ที่คิดแบบไม่มีหัวคิด ท่านประธานครับ ยางพาราขณะนี้มีปัญหาอยู่ ๒ – ๓ เรื่องแค่นั้นเอง ก็คือเรื่องปัญหาการส่งออกที่ต่างประเทศชะลอการรับซื้อ ส่วนปัญหาผลผลิตล้นตลาดนั้น ไม่มีครับ เหตุผลเพราะว่าเนื่องจากขณะนี้อยู่ในช่วงที่ฝนตกชุกครับ โดยเฉพาะพื้นที่ ภาคใต้ที่ปลูกยางเปึนส่วนใหญ่ ตอนนี้ฝนตก เพราะฉะนั้นยางไม่ออกสู่ตลาด ผมเลยเรียน ถึงท่านประธาน ถึงรัฐมนตรีนะครับ ถึงรัฐบาล ด้วยมาตรการทั้งหมด ๖ ข้อด้วยกัน ก็คือ ๑. ขอให้รัฐบาลแต่งตั้งคณะกรรมการดูแลเรื่องยางพารา ๔ ฝ์าย ทั้งทางภาครัฐ ทั้งตัวแทนของสภา ทั้งพ่อค้า เกษตรกร รัฐจําเปึนจะต้องเข้าแทรกแซงราคายางพารา เปึนอย่างเร่งด่วนครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

หมดเวลาพอดีครับ

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ตรัง

ท่านประธาน ขอนิดเดียวครับ เนื่องจากเร่งด่วนจริง ๆ ครับ ยางพาราอาจจะเปึนสินค้าที่อยู่ในทางภาคใต้ รัฐบาลเลย ไม่ดูแล ท่านครับ ต้องให้ออกมาประท้วงที่ถนนเหมือนข้าวโพดหรือครับแล้วจึงจะช่วย แก้ปัญหาให้

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

หมดเวลาแล้วครับ

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ตรัง

ท่านประธานครับ ผมขอนิดเดียว เนื่องจากเปึนปัญหารุนแรง ผมต้องเอายางพารา ท่านประธานครับ เปึนความจําเปึน จริง ๆ รัฐไม่ได้ดูแลเลย ถ้าเกิดสภาไม่ดูแลอีกครับ เกษตรกรจะออกมาตามถนนเลย ๖ ข้อแค่นั้นเองครับ ผมได้กล่าวไปข้อที่ ๒ แล้วครับ ท่านประธานครับ ข้อที่ ๓ รัฐจะต้อง แก้ปัญหาให้พ่อค้า

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผมว่าท่านช่วยกรุณาเขียน เปึนเรื่องราวมา แล้วผมส่งให้รัฐบาลเขาดีกว่าครับ

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ตรัง

ไม่ถึง ๑ นาทีครับท่านประธาน

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ตอนนี้ที่จังหวัดตรัง ก็คะแนนล้นแล้วครับ

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ตรัง

ไม่ถึง ๑ นาทีครับท่านประธาน ข้อ ๔ ขอให้นําผลการลงนาม เอ็มโอยู (MOU) ๓ ประเทศที่เคยลงนามในสมัยรัฐบาล นายชวน หลีกภัย ซึ่งมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง อาคม ลงนามไว้ครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

พอแล้วครับ คือเกินเวลา แล้วครับคุณสมบูรณ์

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ตรัง

ท่านประธานครับ ขออีกข้อเดียวครับ ท่านประธาน ผมไม่เห็นด้วยกับนโยบายในการโค่นยางพาราในพื้นที่ป์าสงวนนะครับ แล้วก็ การชะลอการกรีด ซึ่งขณะนี้เปึนวิธีกรีดยางของเกษตรกรอยู่แล้วก็คือการกรีดวันเว้นวัน

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

คือถ้าท่านพูดอีก ผมจะลดจํานวนจาก ๕ เหลือ ๔ นะครับ

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ตรัง

ได้ครับ ผมเชื่อว่าพี่น้อง พรรคประชาธิปัตย์ทุกคนมีปัญหาเรื่องนี้ครับ

(นายเชิดชัย วิเชียรวรรณ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

มีผู้ประท้วงอีกแล้วครับ ไม่ต้องประท้วงนะครับเดี๋ยวก็จบแล้ว

นายเชิดชัย วิเชียรวรรณ อุดรธานี

ผมขออนุญาตประท้วง ตามสิทธิครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญ ประท้วงผม หรือประท้วงใครครับ

นายเชิดชัย วิเชียรวรรณ อุดรธานี

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายเชิดชัย วิเชียรวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดอุดรธานี พรรคพลังประชาชน ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธานครับ ท่านประธานช่วยกรุณาควบคุมการประชุม ให้เปึนไปตามระเบียบข้อบังคับ เมื่อท่านประธานวินิจฉัยให้หยุดแล้วท่านก็ควร จะหยุดครับ แล้วผมไม่เห็นด้วยที่ท่านประธานให้ฝ์ายพรรคประชาธิปัตย์ ๕ คน แล้วจะให้ พวกผม ๒ คน ถ้าจะให้เกิดความเปึนธรรมต้อง ๕ ต่อ ๕ นะครับท่าน

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ก็เท่ากันครับ พอแล้ว คุณสมบูรณ์

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ตรัง

ท่านประธานครับ ทางพี่น้องสมาชิก ยินดีให้ผมอภิปรายอีก ๒ นาทีครับ เพราะว่าตอนนี้ครับท่านประธาน ขออนุญาตครับ ยางมันตกอย่างนี้ มันตกจริง ๆ ครับ ตกมโหฬารจาก ๑๐๐ กว่าบาท เหลือ ๔๐ บาท ๕๐ บาท

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

พอดีครับ หมดเวลา คนที่ ๒ แล้ว

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ตรัง

ก็ขอเปึนคนที่ ๓ ของพรรคประชาธิปัตย์ นะครับ ผมขออนุญาตทางพรรคประชาธิปัตย์

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

พรรคประชาธิปัตย์เขาจะ ยอมไหม คนอื่นเขาจะพูดมีตั้งหลายคนครับ

นายสุวโรช พะลัง แบบสัดส่วน

ท่านประธานครับ ผมคนต่อไป ผมยอมครับ ผมให้เวลากับท่านสมบูรณ์

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ยอมนะครับ ฉะนั้นก็ ๓ คนนะครับ เชิญครับ

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ตรัง

ท่านประธานครับ ผมขอเสนอ ๖ มาตรการให้ทางภาครัฐนะครับ

๑. ขอให้รัฐบาลแต่งตั้งคณะกรรมการดูแลเรื่องยางพาราโดยเฉพาะ โดยประกอบด้วย ๔ ฝ์าย คือ ๑. รัฐบาล ๒. คือทางตัวแทนของสภา ๓. พ่อค้า ๔. เกษตรกร

๒. รัฐจะต้องหาวิธีแทรกแซงราคาไม่ว่าจะเปึนการรับจํานําหรือวิธีอื่นใด ก็แล้วแต่นะครับ ขอให้ดูแลเหมือนกับพี่น้องเกษตรกรทั่วทั้งประเทศ อย่าเลือกปฏิบัติ เปึนอันขาด

๓. ต้องช่วยเหลือพ่อค้าส่งออกนะครับ ในเรื่องของสัญญาการส่งออก ในเรื่องของการให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ํา ให้พ่อค้าได้มีโอกาสสต็อก (Stock) ยางเพื่อการ ส่งออกต่อไป

๔. ให้นําผลการลงนามเอ็มโอยู ของ ๓ ประเทศนะครับ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย เคยทําไว้ก็คือ ห้ามขายยางตัดราคา ท่านประธานเห็นไหมครับตอนนี้ข้าวมีปัญหา เนื่องจากมีบางประเทศเวียดนาม ขายตัดราคาต่ําจนไทยไม่สามารถที่จะส่งออกได้ แต่ยางพาราก็มีข้อตกลงกันว่า ถ้าเกิดยางราคาตกเราจะต้องไม่ตัดราคากัน เราต้องเก็บสต็อกไว้ในประเทศ ซึ่งประเทศไทยกําลังทํา แต่ว่าประเทศอื่นถ้าเกิดเขาไม่ทําเกษตรกรของเราเดือดร้อน เพราะฉะนั้นเอาหลักการนี้ไปใช้ครับมันเปึนประโยชน์สําหรับเกษตรกร

๕. ผมไม่เห็นด้วยกับมาตรการของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์นะครับที่ให้มีการโค่นยาง ๒.๔ ล้านไร่เพื่อลดการผลิต ท่านประธานคงทราบ นะครับว่ายางเขาผลิตกันประมาณ ๒๘๐ กว่ากิโลกรัมต่อไร่ต่อป้ ๒.๔ ล้านไร่ ถ้าเกิดยาง กิโลกรัมละ ๖๐ บาท เปึนเงินถึง ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพราะฉะนั้นเงินจํานวนนี้ ให้เกษตรกรดีกว่าครับ

๖. การกรีดวันเว้นวัน ถ้าเกิดให้ชะลอการกรีดยางต้องจ่ายเงินชดเชย ผมก็ ขอเรียนว่านายกรัฐมนตรีต้องทํานะครับ อย่าให้รัฐมนตรีช่วยว่าการซึ่งไม่ได้ดูแลปัญหา เกษตรกรเลย มาหาวิธีต่าง ๆ ซึ่งไม่เกิดประโยชน์กับเกษตรกรเลยครับ ขอขอบคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ เชิญครับ เห็นยกมือนานแล้ว เชิญเลยครับ เปึนคนที่ ๔ เดี๋ยวทางพรรคพลังประชาชน รอสักประเดี๋ยวนะครับ ครบ ๕ คนเหมือนกันครับ

นายสําราญ ศรีแปงวงค์ กําแพงเพชร

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สําราญ ศรีแปงวงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกําแพงเพชร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับที่เมื่อวันที่ ๒๖ – ๒๗ - ๒๘ ตุลาคมที่ผ่านมา ในท้องที่ จังหวัดกําแพงเพชรมีฝนตกหนัก ทําให้น้ําท่วมนะครับ ในเขตอําเภอเมือง ตําบลนาบ่อคํา ทําให้พื้นที่ไร่นาเสียหายมาก และก็อําเภอปางศิลาทอง ลําน้ําคลองขลุงไหลผ่านนะครับ ผมอยากนําเรียนท่านประธานว่าการช่วยเหลือหรือแก้ไข อยากให้ขุดลอกคลอง น้ําคลองขลุง ที่ไหลผ่านอําเภอปางศิลาทอง และน้ําคลองสวนหมากที่ไหลผ่านตําบลนาบ่อคํา ลักษณะมันตื้นเขิน เวลาฝนตกมามาก ๆ นะครับ แล้วก็มีฝายอยู่บ้าง และก็ทรายมาอุดตัน น้ําก็ไหลบ่าทําให้พื้นที่ไร่นาเสียหายมาก แล้วก็ข้าว ข้าวโพด มันสําปะหลัง อยากจะฝากว่า ปัญหาป้นี้ถึงจะผ่านไปแล้วแก้ไขได้บางส่วน อยากจะขอให้กรมชลประทานหรือว่า หน่วยงานของแหล่งน้ําช่วยขุดลอกคลองลําน้ําคลองขลุงในอําเภอปางศิลาทอง และลําน้ํา คลองสวนหมากของอําเภอเมือง ตําบลนาบ่อคํา เพื่อแก้ปัญหาป้ต่อ ๆ ไปครับ ขอบคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

อีกท่านหนึ่งครับ ให้จบไปเลยทางซีกพรรคประชาธิปัตย์ เหลืออีกท่านหนึ่งครับ สละสิทธิใช่ไหมครับ เพื่อให้จบไปเลย เชิญครับ

นายศุภชัย ศรีหล้า อุบลราชธานี

เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตนําเรียนท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องของราคาพืชผล ทางการเกษตร ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ข้าวนาป้ของพี่น้องชาวอีสานกําลังจะ ออกสู่ท้องตลอด ข้าวดอซึ่งเปึนข้าวแรก ตอนนี้พี่น้องเริ่มเก็บเกี่ยวแล้ว ในขณะเดียวกัน ข้าวหนักก็จะตามมาในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ความกังวลใจของพี่น้องประชาชนของผมวันนี้ ก็คือว่าราคาข้าวจากเดิมที่รัฐบาลได้มีมติคณะรัฐมนตรีบอกว่าจะประกันราคาข้าว ข้าวเจ้าราคาที่ ๑๔,๐๐๐ บาท ในขณะที่ราคาข้าวเหนียวอยู่ที่ ๙,๐๐๐ บาท แต่วันนี้ ได้ทราบจากมติที่ประชุมของคณะกรรมการนโยบายข้าว บอกว่าราคาข้าวที่จะประกันป้นี้ ต่อตันลดลงมาจากราคาข้าว ๑ ตัน ที่ราคา ๑๒,๐๐๐ บาท ราคาข้าวเจ้า และในขณะที่ ราคาข้าวเหนียวลดลงอีกเหลือราคาประมาณ ๖,๐๐๐ ถึง ๗,๐๐๐ บาท พี่น้องชาวอีสาน ของกระผมก็กังวลต่อไปอีกว่าถ้าเผื่อว่ามีการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวรอบต่อไป ราคาจะลดลงอีกหรือไม่ ซึ่งความแน่นอนตรงนี้นําความกังวลใจให้กับพี่น้องของกระผม ค่อนข้างมาก ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนหน้านี้ราคาปุิยแพงมาก ทั้ง ๆ ที่ราคาน้ํามัน วันนี้ลดลง ราคาปุิยก็ยังเหมือนเดิม ในช่วงที่เรามีการผลิตข้าว เราลงนารอบที่แล้วราคาปุิย แพงมาก เพราะฉะนั้นเปึนไปได้ไหมว่าทางรัฐบาลจะกําหนดมาตรการในการประกันราคา หรือราคาข้าวในสัดส่วนที่เหมาะสม เพราะว่าต้นทุนที่เราใช้จ่ายไปก่อนหน้านี้เปึนต้นทุน ค่อนข้างสูง ผมจึงขอประทานกราบเรียนถามท่านประธานไปยังคณะกรรมการนโยบาย ข้าวหรือรัฐบาลได้โปรดพิจารณาเรื่องประกันราคาข้าวในป้นี้ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ก็หมดซีกทางนี้ ต่อไป ก็ซีกทางนี้ครับ ท่าน พันตํารวจโท นุกูล แสงศิริ

พันตํารวจโท นุกูล แสงศิริ นครสวรรค์

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม พันตํารวจโท นุกูล แสงศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครสวรรค์ เขต ๓ ท่านประธานครับ กระผมได้รับ การร้องเรียนจากพี่น้องชาวนาจังหวัดนครสวรรค์ที่ได้รับความเดือดร้อนเกี่ยวกับมาตรการ รับจํานําหรือประกันราคาข้าวที่ทางรัฐบาลได้มีมติออกมา พี่น้องชาวนาที่จังหวัด นครสวรรค์เมื่อครั้งที่เริ่มทํานานั้น ราคาน้ํามันประมาณ ๔๐ บาท แต่วันนี้น้ํามันราคาถูกลง นาปรังนั้นที่ผ่านมารับประกันหรือจํานําในราคาตันละ ๑๔,๐๐๐ บาท วันนี้รัฐบาลประกัน ๑๒,๐๐๐ บาท พี่น้องชาวจังหวัดนครสวรรค์ได้รับความเดือดร้อน ก็อยากจะให้ทางรัฐบาล ได้ทบทวนมติ ครม. เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร แล้วก็ส่วนในเรื่องของข้าวหอมจังหวัดนั้น พี่น้องชาวจังหวัดนครสวรรค์ยืนยันว่าเปึนข้าวหอมมะลิ ทางรัฐบาลวันนี้ประกันในราคา ๑๓,๐๐๐ บาท พี่น้องชาวนาก็ได้รับความเดือดร้อน เพราะฉะนั้นอยากจะให้รัฐบาลได้รับจํานําในราคา ข้าวหอมมะลิ หรือว่าในราคาที่ใกล้เคียงกัน ก็ฝากทางรัฐบาลได้ช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งเปึนประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศนะครับ ก็ฝากทางรัฐบาลช่วยทบทวนช่วยเหลือ เกษตรกรด้วยครับ ขอบคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านอํานวย คลังผา

นายอํานวย คลังผา ลพบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอํานวย คลังผา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลพบุรี พรรคพลังประชาชน ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านประธานนะครับที่ให้โอกาสได้หารือในวันนี้

เรื่องแรกก็คงจะเกี่ยวกับเกษตรกรครับ เนื่องจากในขณะนี้เกษตรกร ร้องเรียนว่าในพื้นที่ตําบล หมู่บ้านนั้นขาดเครื่องอบหรือไซโล (Silo) เพราะฉะนั้นอยากจะ ฝากให้ท่านประธานผ่านไปถึงรัฐบาลนะครับว่า หาเงินกู้ให้กับ อบต. ทุก อบต. ทั่วประเทศ ให้กู้เงินสร้างไซโลหรือเครื่องอบทั้งข้าวโพดและข้าว เพื่อความชื้นจะได้คงที่ตามที่ ทางราชการกําหนด นี่เรื่องแรก

เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ บริษัทเงินด่วนในขณะนี้พี่น้องประชาชน เดือดร้อนมาก ทุกอําเภอ ทุกตําบล ที่บางคนไปกู้บริษัทเงินด่วนหรือไฟแนนซ์ (Finance) ดอกเบี้ยสูงเกินกําหนด ทําให้พี่น้องเกษตรกรต่าง ๆ ที่ไปกู้ได้เสียดอกเบี้ยแพง ก็อยากจะ ให้ทางราชการหรือทางตํารวจในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องได้ไปตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าวในเรื่องของ ดอกเบี้ยราคาสูง ทั้งนี้ก็อยากจะฝากท่านประธานสักนิด ถือว่าเปึนเรื่องสําคัญมาก เกษตรกรเดือดร้อน

และประเด็นสุดท้ายครับ เนื่องจากเมื่อเดือนที่แล้วที่ผ่านมาเกิดปัญหา เรื่องน้ําท่วม แต่ในขณะนี้ในการซ่อมแซมถนนหนทางบางส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรมทางหลวงชนบทก็ดี กรมทางหลวงก็ดี ทั้ง ๒ ส่วน ยังไม่ได้ส่งงบประมาณไปปรับปรุง ซ่อมถนนหนทาง ก็อยากจะฝากท่านประธานถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ได้จัดสรร งบประมาณไปช่วยเหลือในเรื่องน้ําท่วมกับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศที่ได้รับผลกระทบ จากน้ําท่วมในครั้งนี้ ขอบคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไป เชิญคุณเอกพจน์ ปานแย้ม

นายเอกพจน์ ปานแย้ม ปทุมธานี

เรียนท่านประธานครับ ผม เอกพจน์ ปานแย้ม พรรคชาติไทยจากจังหวัดปทุมธานี ที่กระผมยกมือเมื่อสักครู่นี้เพียงแต่ว่า จะยกมือเพื่อที่จะเรียนท่านประธานว่าในส่วนของพรรคชาติไทยจะสอบถามท่านประธาน ได้ส่งรายชื่อเข้าไปแล้ว ไม่ทราบท่านประธานได้รับไหม ซึ่งมีท่านพีระเดช แล้วก็ท่านสิริพงศ์ ๒ ท่านที่จะขออนุญาตหารือ แต่ว่าไม่เห็นท่านประธานได้อ่านรายชื่อ ผมก็เลยสงสัยว่าท่านประธานได้รับรายชื่อจากในส่วนของวิปหรือยัง ก็นําเรียนเท่านั้นครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เห็นแต่คุณเอกพจน์ ปานแย้ม

นายเอกพจน์ ปานแย้ม ปทุมธานี

ผมยกมือเพื่อจะเรียนถาม

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

อาจเปึนเพราะเปึนนักร้อง เสียงดังก็เลยจําได้ง่าย

นายเอกพจน์ ปานแย้ม ปทุมธานี

คือจะทบทวนรายชื่อนะครับ มีท่านสิริพงศ์ และท่านพีระเดช ๒ ท่านครับ พรรคชาติไทย ขออนุญาตให้ท่านพีระเดช ก่อนนะครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขึ้นจอไว้แล้วครับ ก็หมายความว่าท่านจะให้พูด ทางนี้เขายังไม่ได้พูดเลย

นายเอกพจน์ ปานแย้ม ปทุมธานี

ท่านพีระเดชครับ คือที่ผมส่งรายชื่อ ท่านพีระเดชครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เห็นแล้วครับ ขอบคุณครับ ต่อไปคุณสมชาย เพศประเสริฐ เชิญครับ

พันตํารวจโท สมชาย เพศประเสริฐ นครราชสีมา

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พันตํารวจโท สมชาย เพศประเสริฐ จากโคราช พรรคพลังประชาชน ท่านประธานครับ ผมเชื่อได้ว่าพวกเราในส่วนที่เปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในขณะนี้ ทุกคนก็รับฟังปัญหามาจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงของ พืชผลทางการเกษตรที่จะออกสู่ตลาด ไม่ว่าจะเปึนข้าว มันสําปะหลัง อ้อย ข้าวโพด ซึ่งแน่นอนที่สุด ณ วันนี้ท่านประธานครับ มันสําปะหลังกําลังออกครับ เดือนพฤศจิกายน นี้ล่ะครับ เปึนพืชเศรษฐกิจแรกที่จะออกสู่ตลาด ข้าวก็คงจะตามมา รัฐบาลเองก็พยายาม ในการที่จะแก้ไขปัญหา เนื่องจากว่าวันนี้เราประสบปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ ผมเองได้มี โอกาสนําตัวแทนประธานชมรมผู้ปลูกมันสําปะหลังของโคราชร่วมกับทางบุรีรัมย์ไปพบกับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลเรื่องพืชเศรษฐกิจ แล้วเราก็ได้คุยกันว่าวันนี้ต้นทุนที่ผ่านมา เนื่องจากว่าราคาน้ํามันมันแพง การลงทุน ค่อนข้างสูง ไม่ว่าจะเปึนปุิย ไม่ว่าจะเปึนค่าแรงก็ดีดตัวเลขกันออกมาชัดเจนว่าในเรื่อง มันสําปะหลังต้นทุนเฉลี่ยแล้ว กิโลกรัมหนึ่งตกอยู่ที่ประมาณ ๑.๔๕ บาท นั่นคือต้นทุนดิบ ๆ เลยท่านประธานครับ ทางประธานชมรมและคณะกรรมการของเขาก็ตั้งตัวเลขขึ้นมาเสนอ ขอรัฐบาล ผ่านกระทรวงพาณิชย์ว่าขอเถอะ อย่างไรก็ตามราคาที่มันจะไปรอดได้ อยู่ที่ ๑.๙๐ บาท แล้วเราก็ยืนยันตัวเลขกันตรงนี้ ท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านก็ได้กรุณา เรียกท่านอธิบดีกรมการค้าภายใน ท่านยรรยง พวงราช มาหารือ แล้วก็มาดีดตัวเลข กันใหม่ว่าต้นทุนมันอยู่ตรงไหนกันแน่ ท่านก็บอกว่าสิ่งที่ท่านต้องทําโดยละเอียด เพราะว่า กลัวว่าซีกอื่นไม่เข้าใจ อาจจะเปึนซีกฝ์ายค้านซีกนั้นซีกนี้ที่เหมือนกับว่าจะไปช่วยเฉพาะ คนอีสานหรือเปล่า พอดีดตัวเลขออกมาอย่างไรก็แล้วแต่มันก็อยู่ที่ ๑.๔๕ บาท พวกเรา ก็มุ่งหวังว่าสิ่งที่เราร้องขอว่าวันนี้การประกันหรือแทรกแซงราคามันสําปะหลังจะอยู่ที่ ๑.๙๐ บาท แล้วก็ขึ้นเปึนขั้นบันไดคืออีก ๑๐ สตางค์ แล้วเราก็ร้องขอขอให้การแทรกแซง อยู่ในจํานวน ๑๐ ล้านตัน แต่ก็ปรากฏว่าเมื่อมีการประชุม ครม. แล้วอนุมัติออกมาแล้วก็ ปรากฏว่าไม่ได้เปึนไปดังหวังเหมือนกับยางพาราก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นวันนี้ผมเชื่อ ได้ว่าปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้มันยังแก้ไขได้ และผมคิดว่ารัฐบาลเองยังมีเวลาที่จะทบทวน แล้วก็ช่วยเหลือดูแลเกษตรกร ซึ่งวันนี้เราเรียนว่าเราต้องการอยู่ที่ ๑.๙๐ บาท ในเรื่อง มันสําปะหลัง เราจะขอเปึนขั้นบันไดอยู่ที่ ๑๐ สตางค์ แล้วก็การแทรกแซงนั้นขอให้เปึน ๑๐ ล้านบาท เพราะขณะนี้ที่ผลในเรื่องมันสําปะหลังกําลังออกสู่ตลาด แล้วตัวเลข ค่อนข้างสูงกว่า ๕ ล้านบาท ตามที่ทางรัฐบาล ครม. เองพิจารณาประกันเอาไว้อยู่แค่ ๕ ล้านตัน เพราะฉะนั้นตรงนี้ฝากท่านประธานด้วยความเคารพ คงเหมือนกับ ผู้แทนราษฎรท่านอื่น ๆ เช่นเดียวกันที่ไม่ได้อภิปราย ไม่ได้พูด เนื่องจากว่าเวลาจํากัด ท่านทั้งหลายเหล่านี้ก็ได้คุยกันว่าสิ่งตรงนี้เปึนเรื่องที่จะต้องทํา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส.ส. ในซีกของอีสานทุกคนมีความเปึนห่วงเปึนใยทั้งสิ้นเลย เรื่องราคามันสําปะหลัง ราคา ข้าวโพด ราคาข้าวโพด ๘.๕๐ บาท ในเรื่องประกันราคาพอได้ครับ แต่ว่ามันสําปะหลัง ๑.๘๐ บาทอยู่ไม่ได้ แล้วไม่รวมค่าขนส่งขนย้ายอะไรทั้งหลายทั้งปวงเยอะแยะ ผ่านท่านประธานไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องเถอะครับ ได้กรุณาทบทวนแล้วหามาตรการที่จะแก้ไข ปัญหาตรงนี้ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ เชิญคุณพีระเดช

นายพีระเดช ศิริวันสาณฑ์ นครสวรรค์

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พีระเดช ศิริวันสาณฑ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครสวรรค์ พรรคชาติไทย ท่านประธานครับ สืบเนื่องจากผลการประชุมของคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ในวันจันทร์ที่ ๒๐ ตุลาคม ทําให้วันที่ ๒๕ ตุลาคม ประมาณเก้าโมงครึ่งมีแกนนําและ กลุ่มเกษตรกรในเขตพื้นที่รับผิดชอบของผม จังหวัดนครสวรรค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อําเภอหนองบัว ประมาณ ๑,๐๐๐ คน มารวมตัวกันที่หน้าศาลาประชาคม อําเภอหนองบัว เพื่อเรียกร้องขอให้รัฐบาลทบทวนราคารับจํานําข้าวเปลือกนาป้ ป้การผลิต ๒๕๕๑/๒๕๕๒ ข้อเรียกร้องเขามีดังนี้ท่านประธานครับ

ข้อ ๑ ขอให้ทบทวนราคารับจํานําข้าวหอมจังหวัดจากราคาตันละ ๑๓,๐๐๐ บาท เปึนตันละ ๑๔,๐๐๐ บาท เนื่องจากคุณภาพของข้าวหอมจังหวัด ในเขตพื้นที่อําเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ ใกล้เคียงกับข้าวหอมมะลิ ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ข้อ ๒ ขอให้ยกเลิกคําว่า ข้าวหอมจังหวัด โดยใช้คําว่า ข้าวหอมมะลิ แทน

ข้อ ๓ ขออนุโลมเป่ดจุดผ่อนผันในการรับจํานําข้าวข้ามเขตในพื้นที่ ติดต่อกัน ทําให้มีมติคณะรัฐมนตรีออกมาเมื่อวานนี้ที่จะรับจํานําข้าวเปลือกนาป้ในราคา ตันละ ๑๒,๐๐๐ บาท ข้าวเปลือกหอมมะลิในราคา ๑๕,๐๐๐ บาท ในส่วนของ ข้าวเปลือกหอมจังหวัดในราคา ๑๓,๐๐๐ บาท กลุ่มเกษตรกรก็ได้ทําบัญชีต้นทุนรายจ่าย ของข้าวต่อไร่ สําหรับเกษตรกรที่มีเงินสดใช้เองตกอยู่ไร่ละประมาณ ๕,๓๖๗ บาท ในส่วนของที่ต้องกู้เงินมาตก ๕,๖๓๕ บาท ซึ่งไร่หนึ่งจะได้ผลผลิตประมาณ ๕๐ ถัง เพราะฉะนั้นต้นทุนต่อถังนี้น่าจะอยู่ประมาณ ๑๑,๒๗๐ บาท ปัญหามันอยู่ตรงใช้ เมล็ดพันธุ์พืชของข้าวหอมมะลิ ๑๐๕ เหมือนกัน ขออีกนิดเดียวครับท่านประธาน ผมได้ปรึกษาท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ว่าเอาเหตุผลอะไรในการแบ่งแยกคุณภาพข้าว ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็บอกว่าใช้คุณภาพของข้าวที่ผลิตออกมาเปึนการแบ่งแยก แต่ในทางปฏิบัติวันนี้ปรากฏว่าข้าวในภาคอีสานทั้งหมดที่เปึนข้าวหอมมะลิพันธุ์ ๑๐๕ เหมือนกันนี้ได้รับราคาจํานําเปึนข้าวหอมมะลิกับทางภาคเหนืออีก ๓ จังหวัด ทีนี้ข้าว ในเขตอื่นที่ปลูกไม่ว่าจะใช้พันธุ์ ๑๐๕ หรืออะไรก็แล้วแต่ ปรากฏว่าไม่ได้มีการตรวจสอบ คุณภาพข้าวครับท่านประธาน ถึงเวลาเอาเปึนว่าถ้าไม่ได้ปลูกในจังหวัดภาคอีสานนี้ กําหนดให้เปึนข้าวหอมจังหวัด ทีนี้ข้าวหอมจังหวัดกับข้าวขาวนี้ราคามันต่างกันไม่มาก นี่คือความเดือดร้อนก็ต้องฝากท่านประธานเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาทาง บรรเทาความเดือดร้อนให้ด้วย ขอบพระคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ เชิญ นายแพทย์ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ

นายประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ ชัยภูมิ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร จังหวัดชัยภูมิ พรรคพลังประชาชน ขอบคุณท่านประธานที่กรุณาให้ผมได้พูด เพื่อนสมาชิกก็พูดเรื่องเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน วันนี้ผมอยากปรึกษาหารือ ท่านประธานพูดถึงวัฒนธรรมไทย ท่านประธานครับ วันนี้การเมืองทําให้ระบบ วัฒนธรรมไทยของเรานี้เปลี่ยนไปค่อนข้างเยอะ คนไทยเมื่อก่อนจะมีความโอบอ้อมอารี เอื้อเฟุ๋อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน ใครไปเรือนชานต้องต้อนรับ แต่ตอนนี้ท่านประธานครับ ผมมีความกังวลมากกว่าเรื่องเศรษฐกิจกว่าเรื่องใด ๆ บ้านเมืองมีแต่ความวุ่นวาย มีแต่ความขัดแย้ง ท่านประธานครับ ตอนนี้ปรากฏว่ามีบางส่วนส่งเสริมให้การต้อนรับ ไปถึงถ้าไม่ชอบใจก็ไล่ ก็โจมตี ซึ่งผมดูแล้ววัฒนธรรมไทยของเรานี้กําลังจะถดถอยลง อย่างรุนแรง แม้แต่ท่านสุเมธ ตันติเวชกุล ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ท่านเปึนบุคคลที่ต้อง ยอมรับว่ามีประวัติที่ดีอย่างยิ่ง เปึนข้าราชการ เปึนเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เปึนข้าราชการที่รับใช้เบื้องพระยุคลบาท ท่านก็พูดเปึนกลาง ๆ แต่ปรากฏว่าไม่ถูกใจ คนบางคน เอาไปโจมตีอย่างเสียหาย ผมถึงบอกว่าวันนี้บ้านเมืองทําไมเปึนอย่างนี้ ผมไม่เห็นด้วยกับใครทั้งสิ้น จะเปึนเท้าตบหรือมือตบ ผมว่าเปึนเรื่องที่น่ารังเกียจมาก อยากฝากท่านประธานส่งไปถึงกระทรวงวัฒนธรรม อยากให้กระทรวงวัฒนธรรม ได้ประชาสัมพันธ์หน่อยว่าวัฒนธรรมไทยของเรานี้ทําไมมันถดถอยไปขนาดนี้ บ้านเมือง ถ้าการเมืองเปึนแบบนี้ผมว่าวุ่นวาย อยากฝากให้โดยเฉพาะ ส.ส. บางท่านที่ไปพูดในสิ่งที่ ยุยงให้เกิดความแตกแยกความสามัคคีนี้ ขอเสียทีเถอะ ผมไม่อยากเปึนรัฐบาลตลอดกาล ผมก็ไม่อยากให้พวกท่านเปึนฝ์ายค้านตลอดกาล ต้องสลับกันเปึนครับมันถึงจะสนุก แต่วันนี้ผลักดันอย่างนี้พวกผมจะต้องเปึนรัฐบาลตลอดไปหรืออย่างไร ถึงอยากฝาก ท่านประธานผ่านไปถึงกระทรวงวัฒนธรรม มันถึงเวลาแล้วที่จะต้องรื้อฟุ๋นวัฒนธรรมไทย ถ้าวัฒนธรรมไทยสามารถดําเนินการได้ ผมเชื่อว่าเมืองไทยของเราจะมีความสุข ขอบคุณครับท่านประธาน

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

คุณหมอครับ ขอบคุณครับ ต่อไปคนสุดท้าย คุณสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ครับ

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ศรีสะเกษ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ พรรคชาติไทย ท่านประธานครับ ผมมีเรื่องหารือเพียงสั้น ๆ สืบเนื่องจากเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว วันที่ ๒๒ ที่ผมได้หารือท่านประธานไปเรื่องเกี่ยวกับเว็บไซต์ (Website) ที่มีการละเมิด ล่วงเกินสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ผมได้ถามท่านประธานไปว่าขอให้แจ้งให้หน่วยงาน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องนั้นได้ดําเนินการกับเว็บไซต์ดังกล่าวตามกฎหมายที่บัญญัติเอาไว้สูงสุด แต่ปรากฏว่าวันนี้ครับท่านประธาน ผมได้เป่ดเข้าไปดูเว็บไซต์นั้นอีกครั้งหนึ่ง เพื่ออยากจะ ลองตรวจสอบดูว่าได้มีการดําเนินการอย่างไรบ้าง ต้องกราบเรียนท่านประธานว่า ก็ยังไม่มีการดําเนินการใดเลย มีเพียงแต่เปึนกระแสออกมาเท่านั้นเองว่าจะ มีการดําเนินการอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งก็เปึนเรื่องของการดําเนินการของบุคคลโดยทั่วไป อยู่แล้ว ดังนั้นจึงฝากท่านประธานได้โปรดเรียนถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้งหนึ่งว่า ขอให้ได้เร่งดําเนินการกับเว็บไซต์ดังกล่าวที่ผมได้ส่งแก่ท่านประธานไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว อย่างรวดเร็วที่สุด และขอเพิ่มเติมอีกสักเล็กน้อย ในเว็บไซต์นั้นจะมีผู้ไปตอบกระทู้ และมีหลาย ๆ เว็บไซต์ ในปัจจุบันนี้นั้นองค์การตํารวจหรือว่ากระทรวงไอซีที (ICT) เขาสามารถหาตัวผู้ที่ ลงไปโพสต์ (Post) เจออย่างแน่นอนถ้าเขาตั้งใจจะหา ดังนั้นไม่ว่าใครก็ตามที่ลงไปโพสต์ ที่มีเนื้อหาสาระส่อไปในทางที่จะหมิ่นประมาท เสียดสี อาฆาต ล่วงเกินสถาบัน ขอให้ดําเนินการด้วยกฎหมายที่บัญญัติไว้อย่างสูงสุด ขอฝากท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ มีอะไรครับ ยังไม่ถึงท่าน ท่านไม่ต้องตอบหรอก เดี๋ยวเขาตั้งกระทู้ท่านเตรียมตอบก็แล้วกัน ตั้งแต่พรุ่งนี้ครับ

ต่อไประเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มีนะครับ

ต่อไประเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มีนะครับ เชิญคุณพิษณุ มีอะไรเชิญครับ

นายพิษณุ หัตถสงเคราะห์ หนองบัวลําภู

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม พิษณุ หัตถสงเคราะห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดหนองบัวลําภู พรรคพลังประชาชน ท่านประธานครับ ผมใคร่ขออนุญาตสภาแห่งนี้เลื่อนเรื่องอื่น ๆ ที่ ๗.๔ ซึ่งเปึนเรื่องสําคัญ เรื่องเลือกตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อเปึนกรรมการข้าราชการ ฝ์ายรัฐสภาแทนตําแหน่งที่ว่างลง ๑ ตําแหน่ง โดยมีเหตุผลประกอบดังนี้ครับท่านประธาน

เนื่องจากว่า นายเกษม นาชัยเวียง ผู้ทรงคุณวุฒิ ในสัดส่วนของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ดํารงตําแหน่งครบวาระเปึนเวลาสามป้ ในวันที่ ๕ ตุลาคม ซึ่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการฝ์ายรัฐสภาป้ ๒๕๑๘ มาตรา ๙ กําหนดไว้ว่าให้ ส.ส. เลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใหม่ภายในสามสิบวัน ซึ่งก็จะครบ ๓๐ วัน ในวันที่ ๔ เดือนหน้า ท่านประธานครับ ประกอบกับคณะกรรมการ ก.ร. ชุดนี้ มีบทบาทหน้าที่ ที่สําคัญในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการฝ์ายรัฐสภา เช่น วินิจฉัยปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจากการใช้ระเบียบ พ.ร.บ. ระเบียบนี้ ออกกฎ ก.ร. หรือเห็นชอบในการบรรจุแต่งตั้ง ผู้ดํารงตําแหน่งข้าราชการระดับ ๑๐ และระดับ ๑๑ ก็ถือว่าเปึนงานที่จําเปึนสําคัญ ซึ่งสภาแห่งนี้ควรจะเลื่อนขึ้นมา เพื่อพิจารณาคัดสรรผู้ที่เหมาะสมดํารงตําแหน่งต่อไป กระผมใคร่ขอเลื่อนเรื่องดังกล่าวขึ้นมาพิจารณาก่อนเรื่องด่วนอื่น ๆ ขอผู้รับรองด้วยครับ ขอบคุณครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ก็มีผู้รับรองถูกต้อง เชิญคุณสาทิตย์

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง

ท่านประธานครับ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ก็เห็นว่า ระเบียบวาระดังกล่าวก็เปึนเรื่องที่มีความจําเปึน เนื่องจากมีเงื่อนเวลาของกฎหมาย และระเบียบข้อบังคับกําหนดอยู่ ก็ไม่ขัดข้องที่จะให้เลื่อนขึ้นมาครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบพระคุณครับ ท่านหัวหน้าวิปฝ์ายค้าน เราจะเดินหน้าต่อไป ต่อไปเมื่อมีมติว่าให้เลื่อนมาพิจารณาได้ ผมจะดําเนินการต่อไปนะครับ ในการเลือกตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒินี้ ผมได้แจ้ง ให้สมาชิกทราบล่วงหน้าแล้ว และได้มีสมาชิกเสนอชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๗ ก่อนกําหนดวันเลือก ๗ วัน รวมทั้งสิ้น ๒ ท่าน คือมี คุณเกษม นาชัยเวียง มี พลเอก จารุภัทร เรืองสุวรรณ ๒ ท่านด้วยกัน ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ์ายรัฐสภา มาตรา ๑๐ บัญญัติว่า ในการเลือก ผู้ทรงคุณวุฒิเปึนกรรมการให้เปึนไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ประธานรัฐสภากําหนด ซึ่งได้มีประกาศประธานรัฐสภาลงวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๓๕ ข้อ ๖ กําหนดให้นําข้อบังคับ ว่าด้วยการเลือกคณะกรรมการสามัญมาใช้บังคับแก่การเลือกตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ โดยอนุโลม และข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ข้อ ๘๓ วรรคท้าย ได้กําหนดว่า การออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งคณะกรรมาธิการ ถ้ามีการเสนอชื่อกรรมาธิการเท่ากับ จํานวนกรรมาธิการทั้งหมด ให้ถือว่าผู้ถูกเสนอชื่อนั้นเปึนผู้ได้รับเลือก ถ้ามีการเสนอชื่อ มากกว่าจํานวนกรรมาธิการทั้งหมดให้ออกเสียงลงคะแนนเปึนการลับ ฉะนั้นกระผม ขอเชิญท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกเข้าห้องประชุมนะครับ เพื่อตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ

(ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนลงมติ)

เมื่อท่านสมาชิก ได้เข้ามาแล้ว โปรดเสียบบัตรแสดงตนทุกท่านนะครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตน)

ท่านเสียบบัตรแสดงตน เสร็จหรือยังครับ เสียบบัตรแสดงตนเสร็จแล้วนะครับ มีท่านใดยังไม่ได้เสียบบัตรแสดงตน บ้างครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติเมื่อท่านเสียบบัตรแสดงตนแล้ว กระผม เรียนถามอีกต่อไปว่ามีท่านใดยังไม่ได้แสดงตนบ้างมีไหมครับ ไม่มีนะครับ ถ้าไม่มี ก็งดการเสียบบัตรได้ เชิญเจ้าหน้าที่ออกคะแนนมา ขณะนี้มีผู้เข้าประชุม ๒๘๔ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ

เนื่องจากว่ามีผู้สมัครรวมทั้งสิ้น ๒ ท่าน ก็จําเปึนที่จะต้องมีการเลือก แต่เรามีวิธีการที่จะต้องใช้ข้อบังคับ ข้อ ๗๖ เราจะลงลับหรือว่าโดยวิธีกดบัตรหรืออะไร แล้วแต่ที่ประชุม ผมขอปรึกษานะครับ ท่านหัวหน้าวิปฝ์ายค้านมีความเห็นอย่างไรครับ เชิญครับ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง

ท่านประธานครับ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ปกติการลงมติแต่งตั้ง ถอดถอนบุคคล ผมเข้าใจทั้งในข้อบังคับ และรัฐธรรมนูญก็มีข้อกําหนดชัดเจนอยู่แล้วนะครับว่าควรจะปฏิบัติเช่นไรครับ เพราะว่า อย่างกรณีที่กําหนดให้เปึนลับก็จะมีประเด็นว่าเวลาลงมติด้วยการกดบัตรนั้นลับหรือไม่ ซึ่งอันนี้เปึนปัญหาที่ถกเถียงกันมาตลอดตั้งแต่ยุคเริ่มต้นที่มีการริเริ่มใช้บัตรกันนะครับ เพราะฉะนั้นก็เลยเปลี่ยนแปลงมาใช้วิธีการกาบัตร ก็แล้วแต่ดุลยพินิจท่านประธานครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

คือมันมีว่า ข้อ ๗๖ (๒) คือวิธีอื่นใดที่ที่ประชุมเห็นสมควรเฉพาะกรณี ถ้าเห็นควรลงคะแนนลับ เราก็ใช้วิธีการ ลงคะแนนลับ หรือโดยการใช้เครื่องออกเสียงลงคะแนนกดปุ์มก็ได้นะครับ ๒ อย่าง ถ้าเพื่อความสะดวกรวดเร็วมี ๒ ท่าน ถ้าท่านจะใช้กดปุ์มก็จะได้เร็วขึ้น เชิญครับ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง

ท่านประธานครับ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ กรณีเรื่อง ลงคะแนนลับนี่นะครับ ผมเรียนท่านประธานว่า ความหมายของการลงคะแนนลับถือว่า เปึนสิทธิเฉพาะบุคคลซึ่งไม่สามารถที่จะตรวจสอบได้ว่าการลงคะแนนลับนั้นเขาได้ลงมติ ในการเลือกใครไปบ้าง เพราะฉะนั้นการกาบัตรลงคะแนนจึงเปึนวิธีที่สภานี้เลือกใช้มา โดยตลอด ส่วนกรณีที่ ๒ ที่ท่านประธานบอกว่ารวดเร็วในกรณีกดบัตรนั้น เปึนข้อถกเถียง ตั้งแต่ต้นอย่างที่ผมได้เรียนว่า เกรงว่าจะไม่ลับจริง เพราะเมื่อมีการบันทึกไว้ในเครื่องแล้ว ก็สามารถจะตรวจสอบได้ว่าบัตรนั้นรหัสใด เนื่องจากบัตรที่เราลงจะมีชื่อของเราไว้ ก็จะมีรหัสโดยเฉพาะ แม้ว่าจะไม่มีการเป่ดเผยเปึนการทั่วไป แต่หากมีการตรวจสอบพบ ก็จะเปึนปัญหา เรื่องใหญ่ก็คือว่าถ้าเกิดเราสร้างบรรทัดฐานด้วยการใช้บัตรลงคะแนนไว้ ในอนาคตต่อไปในวันข้างหน้าอาจจะมีการลงมติแต่งตั้งหรือถอดถอนบุคคล ซึ่งมีความสําคัญ การใช้วิธีการอย่างนั้นก็อาจจะทําให้มีประเด็นที่มีการขอร้องกันได้

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผมเอาตามที่ท่านพูด ทั้งหมดครับ ถ้าอย่างนั้นเราก็ต้องใช้ ๑. เขียนเครื่องหมายบนแผ่นกระดาษใส่ซอง ที่เจ้าหน้าที่แจกให้ ผู้เห็นด้วยให้เขียนเครื่องหมายถูก ผู้ไม่เห็นด้วยให้เขียนเครื่องหมายผิด ส่วนผู้ไม่ประสงค์ให้ลงเครื่องหมายศูนย์ ๒. วิธีอื่นใดที่ที่ประชุมเห็นควรเฉพาะกรณี ก็เอาข้อ ๑ เลยนะครับเพื่อสะดวกขึ้น ตั้งคณะกรรมการนับคะแนน ๖ ท่านนะครับ ท่านเลขาธิการ เชิญ นี่คือตัวอย่างบัตรนะครับ รายชื่อนะครับ ขอเชิญกรรมการ เชิญคุณชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง เชิญครับ มาหรือเปล่า คุณเทวฤทธิ์ นิกรเทศ คุณจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ คุณบุญยอด สุขถิ่นไทย คุณชาดา ไทยเศรษฐ์ คุณพลพีร์ สุวรรณฉวี เชิญครับ เจ้าหน้าที่แจกบัตรได้ครับ

นายเอกพจน์ ปานแย้ม ปทุมธานี

ท่านประธานครับ ขอประทาน อนุญาต ท่านประธานนิดเดียวครับ เนื่องจากในส่วนของพรรคชาติไทย ท่านชาดา ยังเดินทางมาไม่ถึง ขอเปลี่ยนเปึนท่านภราดร ปริศนานันทกุล

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญเลยครับ คุณภราดร ปริศนานันทกุล ดูเหมือนจะเปึนลูกชายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ใช่ไหม เชิญครับ

นายอนุวัฒน์ วิเศษจินดาวัฒน์ นครราชสีมา

ท่านประธานครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญครับ

นายอนุวัฒน์ วิเศษจินดาวัฒน์ นครราชสีมา

ผม อนุวัฒน์ วิเศษจินดาวัฒน์ พรรคเพื่อแผ่นดินครับ ท่านพลพีร์ไม่ได้มาครับ ติดภารกิจครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ถ้าอย่างนั้นก็พูดมาเลย

นายอนุวัฒน์ วิเศษจินดาวัฒน์ นครราชสีมา

ขอเสนอ ปุระพัฒน์ วิเศษจินดาวัฒนา

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก พอดีท่านบุญยอด ติดประชุมคณะกรรมาธิการห้องข้าง ๆ ครับ ขออนุญาตเสนอท่านสุทธิ ปัญญาสกุลวงศ์ เปึนกรรมการแทนครับ

นายพิษณุ หัตถสงเคราะห์ หนองบัวลําภู

ท่านประธานครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญครับ

นายพิษณุ หัตถสงเคราะห์ หนองบัวลําภู

ท่านประธานครับ ผม พิษณุ หัตถสงเคราะห์ พรรคพลังประชาชน จังหวัดหนองบัวลําภู ในส่วนของ พรรคพลังประชาชนขอเปลี่ยนจากท่านชัยวัฒน์ เปึนท่านวิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญครับ ให้กรรมการ นับซองก่อนครับ กรรมการทั้ง ๖ คนนับซอง เดี๋ยวจะมีการปลอมบัตร นับซองก็แจก ไปตามที่กรรมการนับ เพื่อความบริสุทธิ์ยุติธรรม ช่วยกรุณานั่งประจําที่ด้วยนะครับ เพื่อเขาจะได้แจกบัตรถูก ถ้าท่านเดินไปเดินมาเดี๋ยวก็แจกไม่ครบอีก เดี๋ยวก็มาเอาซ้อน ทีหลังอีกก็จะมีปัญหาครับ

เมื่อคณะกรรมการตรวจนับคะแนนได้นับบัตรถูกต้องแล้ว เจ้าหน้าที่ รับบัตรจากคณะกรรมการไปแจกสมาชิก ขอเรียนให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ได้ทราบนะครับ ผู้สมัครก็มีรายชื่ออยู่ในบัตรนี้แล้วนะครับ มีคุณเกษม นาชัยเวียง พลเอก จารุภัทร เรืองสุวรรณ ๒ ท่านอยู่ในบัตรนี้นะครับ ท่านจะเลือกใคร ก็ทําเครื่องหมายถูก

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชียงราย

ท่านประธานที่เคารพครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชียงราย

ผม พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย ขอความกรุณาท่านประธานช่วยขึ้นชื่อ บนจอด้วยครับ จะได้เขียนถูกครับ ขอบคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

มีอยู่ในบัตรนี้แล้วครับ คุณพิเชษฐ์ บัตรนี้เขาแจกเขามีอยู่เสร็จแล้ว ไม่ต้องเขียนขึ้นอะไรหรอกครับ มันอยู่ในนี้ แล้วครับ

ต่อไปผมจะให้เลขาธิการอ่านรายชื่อตั้งแต่อันดับ ๑ จนถึงอันดับ ๔๘๐ นะครับ ครั้งละ ๑๐ ชื่อ แล้วช่วยกรุณาเดินมาลงที่หีบนับบัตรด้วย หีบใส่บัตรนะครับ แจกเสร็จหรือยัง เชิญเลขาธิการอ่านชื่อให้มาลงคะแนนต่อไป

นายวัชรินทร์ จอมพลาพล รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่ แทนเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

ยังไม่ครบครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

แจกให้ครบแล้วซองเหลือ เท่าไรเอามาให้คณะกรรมการเขาตรวจสอบอีกทีหนึ่งว่าเหลือเท่าไรเพื่อไม่ให้มันเกิด การคลาดเคลื่อนนะครับ ท่านใดยังไม่ได้รับซองมีไหมครับ ยกมือขึ้น รับกันหมดแล้วหรือยังครับ ท่านใดยังไม่ได้รับ ยกมือขึ้น ให้เจ้าหน้าที่ได้เห็นครับ จํานวนซองทั้งหมด ๔๘๐ ซอง แจกสมาชิกในที่ประชุม ๓๙๗ ซอง คงเหลือ ๘๓ ซอง แจ้งให้ที่ประชุมทราบ เชิญเลขาธิการปฏิบัติ

นายวัชรินทร์ จอมพลาพล รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่ แทนเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

๑. นายกนก ลิ้มตระกูล ๒. นายกมล จิระพันธุ์วาณิช ๓. นายกรณ์ จาติกวณิช ๔. นางกรรณิการ์ เจริญพันธ์ ๕. นางสาวกฤษณา สีหลักษณ์ ๖. นายกฤษดาภรณ์ เสียมภักดี ๗. นายก่อเกียรติ สิริยะเสถียร ๘. นางสาวกัญจนา ศิลปอาชา ๙. นางกันตวรรณ ตันเถียร กุลจรรยาวิวัฒน์ ๑๐. นายกัมพล สุภาแพ่ง

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

๑๐ ท่านแรกครับ ต่อไป

นายวัชรินทร์ จอมพลาพล รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่ แทนเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

๑๑. นางสาวกัลยา รุ่งวิจิตรชัย ๑๒. คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ๑๓. พันตํารวจโท กานต์ เทียนแก้ว ๑๔. นายการุณ โหสกุล ๑๕. นายกิตติ สมทรัพย์ ๑๖. นายกิตติกร โล่ห์สุนทร ๑๗. นายกิตติศักดิ์ รุ่งธนเกียรติ ๑๘. นายกิตติศักดิ์ หัตถสงเคราะห์ ๑๙. หม่อมราชวงศ์กิติวัฒนา ไชยันต์ ๒๐. ร้อยโท กุเทพ ใสกระจ่าง

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

๒๐ แล้วนะครับ ต่อไปครับ

นายวัชรินทร์ จอมพลาพล รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่ แทนเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร 🔗

๒๑ นายกูเฮง ยาวอฮะซัน ๒๓. นายเกษม อุประ ๒๔. นายเกียรติกร พากเพียรศิลปี ๒๕. นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร ๒๖. นายโกวิทย์ ธารณา ๒๗. นายไกร ดาบธรรม ๒๘. นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ๒๙. นายคงกฤช หงษ์วิไล ๓๐. นายคมเดช ไชยศิวามงคล ๓๑. นายครรชิต ทับสุวรรณ ๓๒. นายจตุพร เจริญเชื้อ ๓๓. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ๓๔. นายจรัสฤทธิ์ จันทรสุรินทร์ ๓๕. นายจักรพรรดิ ไชยสาส์น ๓๖. นายจักรัตน์ พั้วช่วย ๓๗. นายจักริน พัฒน์ดํารงจิตร ๓๘. นางจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล ๓๙. นายจิรพันธ์ ลิ้มสกุลศิริรัตน์ ๔๐. นายจิรวัฒน์ ศิริพานิชย์ ๔๑. นายจุติ ไกรฤกษ์ ๔๒. นายจุมพฏ บุญใหญ่ ๔๓. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ๔๔. นายจุฤทธิ์ ลัษณวิศิษฏ์ ๔๕. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ๔๖. นายเจริญ คันธวงศ์ ๔๗. นายเจริญ จรรย์โกมล ๔๘. นายเจะอามิง โตะตาหยง ๔๙. นางเจิมมาศ จึงเลิศศิริ ๕๐. นายเจือ ราชสีห์ ๕๑. นายฉลาด ขามช่วง ๕๒. ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง ๕๓. นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ๕๔. นายเฉลิมชาติ การุญ ๕๕. นางสาวเฉลิมลักษณ์ เก็บทรัพย์ ๕๖. นายชนินทร์ รุ่งแสง ๕๗. นางชมภู จันทาทอง ๕๘. นายชยุต ภุมมะกาญจนะ ๕๙. นายชลน่าน ศรีแก้ว ๖๐. นายชวน หลีกภัย ๖๑. นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ๖๒. นายชัย ชิดชอบ ๖๓. นายชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง ๖๔. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ๖๕. นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ๖๖. นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ๖๗. นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ๖๘. นายชํานิ ศักดิเศรษฐ์ ๖๙. นางสาวชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ ๗๐. นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ๗๑. นายชุมพล กาญจนะ ๗๒. นายชุมพล จุลใส ๗๓. นายชูชาติ หาญสวัสดิ์ ๗๔. นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ๗๕. นายสุรชัย เบ้าจรรยา ๗๖. นายเชน เทือกสุบรรณ ๗๗. นายเชวงศักดิ์ เร่งไพบูลย์วงษ์ ๗๘. พลเอก เชษฐา ฐานะจาโร ๗๙. ร้อยตํารวจโท เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ๘๐. นายเชิดชัย วิเชียรวรรณ ๘๑. นายเชิดพงศ์ ราชปัองขันธ์ ๘๒. นายไชยยศ จิรเมธากร ๘๓. นายไชยวัฒน์ ติณรัตน์ ๘๔. นายไชยา พรหมา ๘๕. นายไชยา สะสมทรัพย์ ๘๖. นายซูการ์โน มะทา ๘๗. นายฐนโรจน์ โรจนกุลเสฏฐ์ ๘๘. นายฐานิสร์ เทียนทอง ๘๙. นางฐิติมา ฉายแสง ๙๐. นายณรงค์กร ชวาลสันตติ ๙๑. นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ๙๒. นายณัฐวุฒิ สุขเกษม ๙๓. นางสาวณิรัฐกานต์ ศรีลาภ ๙๔. นายดนัย นพสุวรรณวงศ์ ๙๕. นายดนุพร ปุณณกันต์ ๙๖. นางดวงแข อรรณนพพร ๙๗. นางสาวตรีนุช เทียนทอง ๙๘. นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น ๙๙. นายตุ่น จินตะเวช ๑๐๐. นายไตรรงค์ ติธรรม ๑๐๑. นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี ๑๐๒. นายถวิล ไพรสณฑ์ ๑๐๓. นายถาวร เสนเนียม ๑๐๔. นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย ๑๐๕. นายทรงศักดิ์ ทองศรี ๑๐๖. นายทวีวัฒน์ ฤทธิ์ฤาชัย ๑๐๗. นายทศพร เทพบุตร ๑๐๘. นายทศพล เพ็งส้ม ๑๐๙. นายทองดี มนิสสาร ๑๑๐. นางทัศนียา รัตนเศรษฐ ๑๑๑. นายทิวา เงินยวง ๑๑๒. นายเทพไท เสนพงศ์ ๑๑๓. นายเทวฤทธิ์ นิกรเทศ ๑๑๔. นายเทอดพงษ์ ไชยนันทน์ ๑๑๕. นายธนเทพ ทิมสุวรรณ ๑๑๖. นายธนา ชีรวินิจ ๑๑๗. นายธนาธร โล่ห์สุนทร ๑๑๘. นายธนิตพล ไชยนันทน์ ๑๑๙. นายธเนศ เครือรัตน์ ๑๒๐. นายธวัชชัย อนามพงษ์ ๑๒๑. นายธารา ป่ตุเตชะ ๑๒๒. นายธีระ ไตรสรณกุล ๑๒๓. นายธีระ สลักเพชร ๑๒๔. นายธีระชัย แสนแก้ว ๑๒๕. นายธีระชาติ ปางวิรุฬห์รักษ์ ๑๒๖. นายธีระทัศน์ เตียวเจริญโสภา ๑๒๗. นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ ๑๒๘. นายนคร มาฉิม ๑๓๐. นายนพคุณ รัฐผไท ๑๓๒. นายนพดล พลเสน ๑๓๓. นายนรพล ตันติมนตรี ๑๓๔. นายนราพัฒน์ แก้วทอง ๑๓๕. นายนริศ ขํานุรักษ์ ๑๓๖. นางสาวนริศา อดิเทพวรพันธุ์ ๑๓๗. นางนฤมล ธารดํารงค์ ๑๓๘. นายนวัธ เตาะเจริญสุข ๑๓๙. นายนัจมุดดีน อูมา ๑๔๐. นางนันทนา ทิมสุวรรณ ๑๔๑. นางนันทพร วีรกุลสุนทร ๑๔๒. นางนาถยา เบ็ญจศิริวรรณ ๑๔๓. นายนาราชา สุวิทย์ ๑๔๔. นายนิทัศน์ ศรีนนท์ ๑๔๕. นายนิพนธ์ บุญญามณี ๑๔๖. นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ ๑๔๗. นายนิพนธ์ ศรีธเรศ ๑๔๘. นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ๑๔๙. นางนิภา พริ้งศุลกะ ๑๕๐. นายนิมุคตาร์ วาบา ๑๕๑. นายนิยม ช่างพินิจ ๑๕๒. นายนิยม วรปัญญา ๑๕๓. นายนิยม วิวรรธนดิฐกุล ๑๕๔. นายนิยม เวชกามา ๑๕๕. นายนิรมิต สุจารี ๑๕๖. นายนิโรธ สุนทรเลขา ๑๕๗. นายนิสิต สินธุไพร ๑๕๘. พันตํารวจโท นุกูล แสงศิริ ๑๕๙. นายบรรจบ รุ่งโรจน์ ๑๖๐. นายบรรหาร ศิลปอาชา ๑๖๑. นายบัญญัติ เจตนจันทร์ ๑๖๒. นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ๑๖๓. นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ๑๖๔. นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ ๑๖๕. นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ๑๖๖. นางบุญรื่น ศรีธเรศ ๑๖๗. นายบุญลือ ประเสริฐโสภา ๑๖๘. นายบุญเลิศ ครุฑขุนทด ๑๖๙. นายปกรณ์ มุ่งเจริญพร ๑๗๐. นายปณวัตร เลี้ยงผ่องพันธุ์ ๑๗๑. ร้อยตรี ปรพล อดิเรกสาร ๑๗๒. นายบุรณัชย์ สมุทรักษ์ ๑๗๓. นายประกอบ รัตนพันธ์ ๑๗๔. นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ ๑๗๕. นายประชา ประสพดี ๑๗๖. พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก ๑๗๗. นายประนอม โพธิ์คํา ๑๗๘. นายประพันธ์ นิลวัชรมณี ๑๗๙. นายประพร เอกอุรุ ๑๘๐. นายประภัตร โพธสุธน ๑๘๑. นายประมวล พงศ์ถาวราเดช ๑๘๒. นายประมวล เอมเป้ย ๑๘๓. นายประสงค์ บูรณ์พงศ์ ๑๘๔. นายประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ ๑๘๕. นายประสิทธิ์ ตั้งศรีเกียรติกุล ๑๘๖. นายประสิทธิ์ วุฒินันชัย ๑๘๗. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ๑๘๘. นายประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย ๑๘๙. นายประเสริฐ บุญชัยสุข ๑๙๐. นายประเสริฐ บุญเรือง ๑๙๑. นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ๑๙๒. นายปริญญา ฤกษ์หร่าย ๑๙๓. นางสาวปรีชญา ขําเจริญ ๑๙๔. นายปรีชา มุสิกุล ๑๙๕. นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข ๑๙๖. ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช ๑๙๗. นายปวีณ แซ่จึง ๑๙๘. นายปัญญวัฒน์ บุญมี ๑๙๙. นายปัญญา ศรีปัญญา ๒๐๐. นางปานหทัย เสรีรักษ์ ๒๐๑. นายปารเมศ โพธารากุล ๒๐๒. นางสาวปาริชาติ ชาลีเครือ ๒๐๓. นางปารีณา ไกรคุปต์ ปาจรียางกูร ๒๐๔. นายปุระพัฒน์ วิเศษจินดาวัฒนา ๒๐๕. นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข ๒๐๖. นางสาวผ่องศรี ธาราภูมิ ๒๐๗. นางผุสดี ตามไท ๒๐๘. นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ ๒๐๙. ว่าที่ร้อยตรี พงศ์พันธ์ สุนทรชัย ๒๑๐. นายพงศ์เวช เวชชาชีวะ ๒๑๑. นายพงษ์ศักดิ์ บุญศล ๒๑๒. นางพจนารถ แก้วผลึก ๒๑๓. นางพรทิวา นาคาศัย ๒๑๔. นางสาวพรพิมล ธรรมสาร ๒๑๕. นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ ๒๑๖.นายพฤฒิชัย วิริยะโรจน์ ๒๑๗. นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ๒๑๘. นายพ้อง ชีวานันท์ ๒๑๙. นางพัฒนา สังขทรัพย์ ๒๒๐. นายพิกิฏ ศรีชนะ ๒๒๑. พลเอก พิชาญเมธ ม่วงมณี ๒๒๒. นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ๒๒๓. นายพิเชษฐ์ ตันเจริญ ๒๒๔. นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ๒๒๕. นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ๒๒๖. นายพิษณุ หัตถสงเคราะห์ ๒๒๗. นายพีรพันธุ์ พาลุสุข ๒๒๘. ผู้ช่วยศาสตราจารย์พีรยศ ราฮิมมูลา ๒๒๙. นายพีระเดช ศิริวันสาณฑ์ ๒๓๐. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ๒๓๑. นายพีระเพชร ศิริกุล ๒๓๒. นายพุฒิพงศ์ สงวนวงศ์ชัย ๒๓๓. นายเพิ่มพูน ทองศรี ๒๓๔. นายไพจิต ศรีวรขาน ๒๓๕. นายไพฑูรย์ แก้วทอง ๒๓๖. นายไพโรจน์ ตันบรรจง ๒๓๗. นายไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ ๒๓๘. นางฟาริดา สุไลมาน ๒๓๙. นายภราดร ปริศนานันทกุล ๒๔๐. นายภิรมย์ พลวิเศษ ๒๔๑.นายภุชงค์ รุ่งโรจน์ ๒๔๒.นายภูมิ สาระผล ๒๔๓. นายมณฑล ไกรวัตนุสสรณ์ ๒๔๔. นายมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ ๒๔๕. นายมนต์ไชย ชาติวัฒนศิริ ๒๔๖. นายมนตรี ปาน้อยนนท์ ๒๔๗. พลตรี มนูญกฤต รูปขจร ๒๔๘. นางมลิวัลย์ ธัญญสกุลกิจ ๒๔๙. พลโท มะ โพธิ์งาม ๒๕๐. นายมานพ ปัตนวงศ์ ๒๕๑. นายมานะ โลหะวณิชย์ ๒๕๒. นายมานะศักดิ์ จันทร์ประสงค์ ๒๕๓. นายมานิต นพอมรบดี ๒๕๔. นายมานิตย์ ภาวสุทธิ์ ๒๕๕. นายมาโนช เฮงยศมาก ๒๕๖. นายสัญชัย อินทรสูต ๒๕๗. นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ๒๕๘. นายไมตรี สอยเหลือง ๒๕๙. นายถาวร ตรีรัตน์ณรงค์ ๒๖๐. นายยรรยง ร่วมพัฒนา ๒๖๑. นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา ๒๖๒. นายยุซรี ซูสารอ ๒๖๓. นายยุทธนา โพธสุธน ๒๖๔. นายยุทธพงษ์ แสงศรี ๒๖๕. นายรณฤทธิชัย คานเขต ๒๖๖. ร้อยตรีหญิง ระนอง รักษ์ สุวรรณฉวี ๒๖๗. นายรังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ ๒๖๘. นายรังสิกร ทิมาตฤกะ ๒๖๙. นางสาวรังสิมา รอดรัศมี ๒๗๐. นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ๒๗๑. นางสาวรัชดา ธนาดิเรก ๒๗๒. นางรัฐกร เจนกิจณรงค์ ๒๗๓. นายรัฐกิตติ์ ผาลีพัฒน์ ๒๗๔. นายเรวัต อารีรอบ ๒๗๕. นายเรืองเดช สุพรรณฝ์าย ๒๗๖. นางสาวละออง ติยะไพรัช ๒๗๗. นายลาภศักดิ์ ลาภาโรจน์กิจ ๒๗๘. นางลินดา เชิดชัย ๒๗๙. นายเลิศศักดิ์ ทัศนเศรษฐ ๒๘๐. นายวรงค์ เดชกิจวิกรม ๒๘๑. นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล ๒๘๒. นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ๒๘๓. นางวรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์ ๒๘๔. นายวรสิทธิ์ กัลปีตินันท์ ๒๘๕. นายวราวงษ์ พันธุ์ศิลา ๒๘๖. นายวราวุธ ศิลปอาชา ๒๘๗. นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ ๒๘๘. นายวัชรพล โตมรศักดิ์ ๒๘๙. นายวัชระ ยาวอหะซัน ๒๙๐. นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ ๒๙๑. นายวัลลภ ไทยเหนือ ๒๙๒. นายวัลลภ สุปริยศิลปี ๒๙๓. นายวารุจ ศิริวัฒน์ ๒๙๔. นายวาสิต พยัคฆบุตร ๒๙๕. นายวิจิตร พรพฤฒิพันธุ์ ๒๙๖. นายวิชัย ล้ําสุทธิ ๒๙๗. นายวิชัย สามิตร ๒๙๘. นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ๓๐๐. นายวิเชียร อุดมศักดิ์ ๓๐๑. นายวิฑูรย์ นามบุตร ๓๐๒. นายวิทยา แก้วภราดัย ๓๐๓. นายวิทยา ทรงคํา ๓๐๔. นายวิทยา บุตรดีวงค์ ๓๐๕. นายวิทยา บุรณศิริ ๓๐๖. นายวินัย ภัทรประสิทธิ์ ๓๐๗. พันเอก วินัย สมพงษ์ ๓๐๘. นายวินัย เสนเนียม ๓๐๙. นายวิรัช ร่มเย็น ๓๑๐. นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ๓๑๑. นายวิรัตน์ วิริยะพงษ์ ๓๑๒. นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ๓๑๓. พลตํารวจเอก วิรุฬห์ พื้นแสน ๓๑๔. นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ ๓๑๕. นายวิวัฒชัย โหตระไวศยะ ๓๑๖. นางสาววิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ ๓๑๗. นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ๓๑๘. นายวีระ รักความสุข ๓๑๙. พลตํารวจตรี วีระ อนันตกูล ๓๒๐. นายวีระพล จิตสัมฤทธิ์ ๓๒๑. นายวีระพล อดิเรกสาร ๓๒๒. นายวีระวัฒน์ โอสถานุเคราะห์ ๓๒๓. นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ๓๒๔. นายวุฒิชัย กิตติธเนศวร ๓๒๕. นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง ๓๒๖. นายวุฒิพงษ์ นามบุตร ๓๒๗. นายแวมาฮาดี แวดาโอะ ๓๒๘. พลตรี ศรชัย มนตริวัต ๓๒๙. นายศรีเมือง เจริญศิริ ๓๓๐. นายศักดา คงเพชร ๓๓๑. นายศักดิ์ชัย จินตะเวช ๓๓๒. นายศิริโชค โสภา ๓๓๓. นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ ๓๓๔. นายศุภชัย โพธิ์สุ ๓๓๕. นายศุภชัย ศรีหล้า ๓๓๖. นายเศกสิทธิ์ ไวนิยมพงศ์ ๓๓๗. นายสกลธี ภัททิยกุล ๓๓๘. นายสงกรานต์ จิตสุทธิภากร ๓๓๙. นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ๓๔๐. นายสงวน พงษ์มณี ๓๔๑. นายสถาพร มณีรัตน์ ๓๔๓. พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ ๓๔๔. นายสมเกียรติ ฉันทวานิช ๓๔๕. นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ๓๔๖. นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ ๓๔๗. นายสมควร โอบอ้อม ๓๔๘. นายสมคิด บาลไธสง ๓๔๙. นายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ ๓๕๐. นายสมชัย เจริญชัยฤทธิ์ ๓๕๑. นายสมชัย ฉัตรพัฒนศิริ ๓๕๒. พันตํารวจโท สมชาย เพศประเสริฐ ๓๕๓. นายสมชาย โล่สถาพรพิพิธ ๓๕๔. นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ๓๕๕. พลเอก สมชาย วิษณุวงศ์ ๓๕๖. นายสมนึก เฮงวาณิชย์ ๓๕๗. นายสมบัติ ยะสินธุ์ ๓๕๘. นายสมบัติ สิทธิกรวงศ์ ๓๕๙. นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ๓๖๐. นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ๓๖๑. นายสมพล เกยุราพันธุ์ ๓๖๒. นายสมพัฒน์ แก้วพิจิตร ๓๖๓. นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ๓๖๔. นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ๓๖๕. นายสมัคร สุนทรเวช ๓๖๖. นายสมัย เจริญช่าง ๓๖๗. นายสรรพภัญ็ู ศิริไปล์ ๓๖๘. นายสรรเสริญ สมะลาภา ๓๖๙. นายสรวงศ์ เทียนทอง ๓๗๐. นายสรวุฒิ เนื่องจํานงค์ ๓๗๑. นายสราวุธ อ่อนละมัย ๓๗๒. นายสฤษฎ์ อึ้งอภินันท์ ๓๗๓. นายสัญชัย วงษ์สุนทร ๓๗๔. นายสันติ พร้อมพัฒน์ ๓๗๕. นายสันทัด จีนาภักดิ์ ๓๗๖. นายสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล ๓๗๗. นายสัมพันธ์ ทองสมัคร ๓๗๘. นายสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ ๓๗๙. นายสากล ม่วงศิริ ๓๘๐. นายสาคร เกี่ยวข้อง ๓๘๑. นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ๓๘๒. นายสาธิต เทพวงศ์ศิริรัตน์ ๓๘๓. นายสาธิต ป่ตุเตชะ ๓๘๔. นายสามารถ แก้วมีชัย ๓๘๕. นายสามารถ พิริยะปัญญาพร ๓๘๖. นายสามารถ มะลูลีม ๓๘๗. นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ ๓๘๘. นายสําราญ ศรีแปงวงค์ ๓๘๙. นายสินิตย์ เลิศไกร ๓๙๐. นางสิรินทร รามสูต ๓๙๑. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ๓๙๒. นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ๓๙๓. นายสุขวิชชาญ มุสิกุล ๓๙๔. นายสุขุมพงศ์ โง่นคํา ๓๙๕. หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร ๓๙๖. นายสุชน ชามพูนท ๓๙๗. นายสุชาติ โชคชัยวัฒนากร ๓๙๘. นายสุชาติ ตันติวณิชชานนท์ ๓๙๙. นายสุชาติ ลายน้ําเงิน ๔๐๐. นายสุชาย ศรีสุพล ๔๐๑. นายสุทธิ ปัญญาสกุลวงศ์ ๔๐๒. นายสุทธิชัย จรูญเนตร ๔๐๓. นายสุทัศน์ เงินหมื่น ๔๐๔. นายสุทิน คลังแสง ๔๐๕. นายสุทิน นพขํา ๔๐๖. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ๔๐๗. นาวาตรี สุธรรม ระหงส์ ๔๐๘. นายสุธา ชันแสง ๔๐๙. นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ ๔๑๐. นายสุนัย จุลพงศธร ๔๑๑. นายสุพล ฟองงาม ๔๑๒. นางสาวสุพัชรี ธรรมเพชร ๔๑๓. ว่าที่ร้อยตรี สุเมธ ฤทธาคนี ๔๑๔. นายสุรจิตร ยนต์ตระกูล ๔๑๕. นายสุรเชษฐ์ ชัยโกศล ๔๑๖. นายสุรเชษฐ์ มาศดิตถ์ ๔๑๗. นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ ๔๑๘. พันตํารวจโท สุรทิน พิมานเมฆินทร์ ๔๑๙. นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ๔๒๐. นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ๔๒๑. นายสุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไล ๔๒๒. นายสุรพล เกียรติไชยากร ๔๒๓. นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ๔๒๔. นายสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล ๔๒๕. นายสุรศักดิ์ อนรรฆพันธ์ ๔๒๖. นายสุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ ๔๒๗. นายสุรสิทธิ์ ตรีทอง ๔๒๘. นายสุรันต์ จันทร์พิทักษ์ ๔๒๙. นายสุวโรช พะลัง ๔๓๐. นายสุวัฒน์ วรรณศิริกุล ๔๓๑. นายเสนาะ เทียนทอง ๔๓๒. นายเสมอกัน เที่ยงธรรม ๔๓๓. นายเสรี สาระนันท์ ๔๓๔. นายโสภณ ซารัมย์ ๔๓๕. นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ๔๓๖. นายอดิศักดิ์ โภคกุลกานนท์ ๔๓๗. นายอดุลย์ วันไชยธนวงศ์ ๔๓๘. นายอนันต์ ผลอํานวย ๔๓๙. นายอนันต์ ศรีพันธุ์ ๔๔๐. นายอนุชา บูรพชัยศรี ๔๔๑. นายอนุชา สะสมทรัพย์ ๔๔๒. นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ๔๔๓. นายอนุวัฒน์ วิเศษจินดาวัฒน์ ๔๔๔. นายอนุสรณ์ ปัุนทอง ๔๔๕. นายอนุสรณ์ วงศ์วรรณ ๔๔๖. นางอนุสรา ยังตรง ๔๔๗. นายอภิชาต การิกาญจน์ ๔๔๘. นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ๔๔๙. นายอภิชาติ สุภาแพ่ง ๔๕๐ .หม่อมหลวงอภิมงคล โสณกุล ๔๕๑. นายอภิวัฒน์ เงินหมื่น ๔๕๒. พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย ๔๕๓. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ๔๕๔. นายอรรถพร พลบุตร ๔๕๕. นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ๔๕๖. นางสาวอรอนงค์ กาญจนชูศักดิ์ ๔๕๗. นางอรอนงค์ คล้ายนก ๔๕๘. นางสาวอรุณี ชํานาญยา ๔๕๙. นายอลงกต มณีกาศ ๔๖๐. นายอลงกรณ์ พลบุตร ๔๖๑. นายอสิ มะหะมัดยังกี ๔๖๒. นายอัฏฐพล โพธิพิพิธ ๔๖๓. นายอันวาร์ สาและ ๔๖๔. นายอับดุลการิม เด็งระกีนา ๔๖๕. นายอัศวิน วิภูศิริ ๔๖๖. นายอัสนี เชิดชัย ๔๖๗. นายอาคม เอ่งฉ้วน ๔๖๘. นายอารยะ ชุมดวง ๔๖๙. นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ๔๗๐. นายอํานวย คลังผา ๔๗๑. นายอิทธิ ศิริลัทธยากร ๔๗๒. นายอิทธิเดช แก้วหลวง ๔๗๓. นายอิทธิรัตน์ จันทรสุรินทร์ ๔๗๔. นายอิสมาแอล เบญอิบรอฮีม ๔๗๕. นายอิสสระ สมชัย ๔๗๖. นายอุดมเดช รัตนเสถียร ๔๗๗. นางอุดมลักษณ์ เพ็งนรพัฒน์ ๔๗๘. นายเอกพจน์ ปานแย้ม ๔๗๙. นายเอี่ยม ทองใจสด และ ๔๘๐. นายฮอชาลี ม่าเหร็ม

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสมาชิกท่านใด ยังไม่ได้มาลงคะแนนมีไหมครับ ก็แสดงว่าลงกันหมดแล้วนะครับ ผมขอป่ดการลงคะแนน กรรมการทุกท่านโปรดนับ นับซองให้เรียบร้อยแล้วก็นับคะแนนให้เรียบร้อยนะครับ

(คณะกรรมการตรวจนับคะแนนได้ทําการตรวจนับคะแนนเสร็จแล้ว เสนอผลต่อประธาน)

ท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอก เชิญเข้าห้องประชุมได้นะครับ ผลการนับคะแนน ขอแจ้งให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ได้ทราบ คุณเกษม นาชัยเวียง ได้ ๓๔๘ คะแนน พลเอก จารุภัทร เรืองสุวรรณ ได้ ๑๘ คะแนน งดออกเสียง ๕ คะแนน ไม่แสดงการลงคะแนน ๙ คะแนน แจ้งให้ที่ประชุม ทราบ ถือว่าคุณเกษม นาชัยเวียง เปึนผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด จึงถือว่าเปึนผู้ได้รับเลือก เปึนกรรมการข้าราชการฝ์ายรัฐสภา เรียนให้ที่ประชุมทราบนะครับ

ต่อไปเปึนระเบียบวาระเรื่องที่ทางสภาได้เลื่อนมาพิจารณา คือ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เปึนผู้เสนอ)

ขอเชิญท่านรัฐมนตรีครับ เชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุม

นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้รับมอบหมายจาก คณะรัฐมนตรีให้เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยมีหลักการและเหตุผลดังนี้

หลักการ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรดังต่อไปนี้

(๑) กําหนดให้นําค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดา มารดา สามี หรือภริยา บุตร ชอบด้วยกฎหมาย หรือบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้ รวมทั้งบิดา มารดา หรือบุตรชอบด้วย กฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ ซึ่งเปึนคนพิการมาหักลดหย่อนในการคํานวณ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ โดยเพิ่มมาตรา ๔๗ (๑) (ฎ)

(๒) กําหนดให้สามีและภริยาที่แยกยื่นรายการและเสียภาษีหักลดหย่อน ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรซึ่งเปึนคนพิการได้คนละกึ่งหนึ่ง (แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๕๗ เบญจ วรรคสอง)

สืบเนื่องจากรัฐบาลได้มีมาตรการแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ คือมาตรการภาษี เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา รัฐบาลมีนโยบายที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนพิการ สมควร กําหนดให้ผู้มีเงินได้ซึ่งอุปการะเลี้ยงดูบิดา มารดา สามีหรือภริยา บุตรชอบด้วยกฎหมาย หรือบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้ รวมทั้งบิดา มารดา หรือบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามี หรือภริยาของผู้มีเงินได้ซึ่งเปึนคนพิการ สามารถนําค่าอุปการะเลี้ยงดูบุคคลดังกล่าว มาหักลดหย่อนในการคํานวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อันเปึนการสนับสนุน การอุปการะเลี้ยงดูคนพิการ จึงจําเปึนต้องตราพระราชบัญญัตินี้ ท่านประธาน ขอบคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

สมาชิกที่ได้เสนอชื่อมา ขออภิปรายมี คุณสาธิต เทพวงศ์ศิริรัตน์ พรรคพลังประชาชน คุณเสมอกัน เที่ยงธรรม พรรคชาติไทย คุณประเสริฐ จันทรรวงทอง พรรคพลังประชาชน คุณฟาริดา สุไลมาน พรรคพลังประชาชน คุณพิษณุ หัตถสงเคราะห์ พรรคพลังประชาชน ที่มีอยู่ในมือผม นะครับ เอาฝ์ายพรรคประชาธิปัตย์ก่อนก็แล้วกันนะครับ เชิญคุณจุติครับ

นายจุติ ไกรฤกษ์ พิษณุโลก 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดพิษณุโลก ผมได้เห็นบันทึกหลักการ และเหตุผลประกอบร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรที่รัฐบาลนั้น บอกว่าเปึนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาตรการหนึ่ง สิ่งที่ผมอยากจะฟังคําชี้แจง จากรัฐบาลก่อนที่จะตัดสินใจสนับสนุน พ.ร.บ. ฉบับนี้

ประการแรกก็ต้องชมว่าในหลักการนั้นดีครับที่จะสนับสนุนให้ลูกหลาน ได้ดูแลผู้สูงอายุ ลูกหลานนั้นได้ดูแลผู้พิการ แต่กระผมเกรงว่ามาตรการนี้รัฐบาลที่จะ กระตุ้นเศรษฐกิจตรงนี้ผมคิดว่ามีผลน้อยมาก เปึนการสร้างภาพมากกว่าสร้างเสริม เศรษฐกิจ ถามว่าเพราะอะไรผมอยากจะฟังคําตอบจากท่านรัฐมนตรีในฐานะตัวแทน รัฐบาลครับว่า บุคคลธรรมดาที่เสียภาษีอยู่แล้วที่มีรายได้สูงพอจะเสียภาษีอยู่แล้ว ก็มีประมาณ ๕ ล้านคน ผมถามว่าใน ๕ ล้านคนจะมีสักกี่คนที่มีบุพการีเปึนคนพิการ นั่นเปึนคําถามที่ ๑ คําถามที่ ๒ ก็คือว่าในประเทศไทยขณะนี้มีคนพิการกี่คนและคนพิการ เหล่านั้นมีสิทธิได้รับลดหย่อนภาษีนอกเหนือจากมาตรการนี้หรือไม่ คําถามที่ ๓ ก็คือ ที่รัฐบอกว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจ เงินที่รัฐสูญเสียไปจากรายได้ที่ให้หักลดหย่อนภาษี ครอบครัวละ ๓๐,๐๐๐ บาท อยากจะทราบว่าทั้งป้กรมสรรพากรจะสูญเสียรายได้ตรงนี้ ประมาณเท่าไร แล้วก็จะมีผลกระตุ้นต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศหรือจีดีพี (GDP) กี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งผมคิดว่าน้อยมาก นอกจากนั้นแล้วอยากจะดูว่าสิ่งที่กระทรวงการคลัง น่าจะทําแต่ว่าไม่ได้ทํา ท่านดูแลคนพิการตรงนี้ท่านก็มาบอกอีกนะครับว่า คนพิการ ที่จะมีสิทธิได้รับหักลดหย่อนภาษีต้องเปึนบุคคลที่ลงทะเบียนมีบัตรคนพิการด้วย ผมถามท่านประธานนะครับ มันก็เหมือนกับไปดูถูกศักดิ์ศรีของความเปึนมนุษย์นะครับ ถามว่าคนไทยจะมีสักกี่คนยอมไปลงทะเบียนตัวเองมีบัตรคนพิการ ก็ทําให้คนที่มีสิทธิ ที่จะได้รับลดหย่อนภาษีลดน้อยลงไปใหญ่ ผมต้องการตัวเลขจากกระทรวงการคลัง วันนี้ครับว่าที่ท่านจะลดหย่อนให้เขาจะสักกี่ร้อยล้าน และสิ่งที่ผมกังวลแล้วก็คิดว่า น่าจะเปึนประโยชน์ต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในยามนี้มากกว่าลดหย่อนคนพิการ คือผู้สูงอายุครับ ผมกําลังจะถามว่ากระทรวงการคลังทําไมไม่ทํา วันนี้กําลังจะบอก บอกว่าจะขอขาดดุลงบประมาณเพิ่มอีกแสนล้านบาทเปึนงบประมาณกลางป้ ในขณะนี้ คนผู้สูงอายุ ๗ ล้าน ๒ แสนคนทั่วประเทศได้รับเบี้ยยังชีพอยู่เดือนละ ๕๐๐ บาทต่อคน เพียงแค่ ๔ ล้านคนเท่านั้น แล้วโครงการนี้ก็เริ่มต้นมาจากท่านชวน หลีกภัย ที่เปึนคนริเริ่ม ริเริ่มโครงการของ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุในสมัยที่เศรษฐกิจไทยนั้นมีปัญหาเมื่อป้ พ.ศ. ๒๕๔๐ จากวันนั้นมาถึง วันนี้ครับ ๑๑ ป้ ๑๑ ป้นี้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุนั้นเพิ่มจาก ๓๐๐ บาท เปึน ๕๐๐ บาท เมื่อรัฐบาล พลเอก สุรยุทธ์ หลังจากนั้นแล้วสิ่งที่ผู้สูงอายุรอคอยคือว่า ๗ ล้าน ๒ แสนคน ที่เปึนคนไทยอายุเกิน ๖๐ ป้ขึ้นไป วันนี้ยังไม่ได้รับการดูแลจากรัฐบาลเลย ผมว่าถ้าเผื่อ รัฐบาลจัดมาตรการตรงนี้นะครับ ดูแลผู้สูงอายุ อย่างน้อยเดือนละ ๕๐๐ บาท หรือแม้กระทั่งบางพรรค ท่านรัฐมนตรีก็ทราบดี สัญญาว่าจะถึง ๑,๐๐๐ บาทต่อเดือน ให้ผู้สูงอายุทุกคน แล้ววันนี้ก็ไปเปึนรัฐบาลกันหมด แต่ไม่มีใครให้ผู้สูงอายุเลยแม้แต่ บาทเดียว ผมกําลังจะบอกว่าถ้ามาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนะครับ เอาเงินของรัฐบาล ที่จะขาดดุลไปให้กับผู้สูงอายุ ๗ ล้าน ๒ แสนคน จะเปึนประโยชน์ต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ ต่อผลกระตุ้นของจีดีพีหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศมากกว่าที่ท่านจะให้ลดหย่อน ภาษี นี่คือคําเสนอของผม ฉะนั้นตรงนี้ครับท่านประธาน ผมอยากจะฟังคําตอบ ของท่านรัฐมนตรีว่าตรงนี้มันมีผลมากน้อยขนาดไหน แล้วท่านในฐานะที่เปึน กระทรวงการคลัง แล้วก็กระทรวงการคลังนั้นกําลังจะเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แล้วก็จะลดขาดดุล จะขาดดุลงบประมาณเพิ่มเติมอีก ๑ แสนล้านบาท ท่านมีมาตรการ เพิ่มเติมไหมครับสําหรับผู้สูงอายุอีก ๗ ล้าน ๒ แสนคน ซึ่งยังขาดประมาณ ๓ ล้านกว่าคน ที่ยังไม่ได้รับตรงนี้ จะเปึนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากตรงนี้หรือเปล่า นอกจากนั้นแล้วในการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรก็อยากจะทราบว่าในครั้งหน้า ที่รัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ถามว่าจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมคนที่จะ มีส่วนได้รับผลประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีนี้เพิ่มเติมในอนาคตนั้นอีกหรือไม่ อยากฟังคําตอบจากรัฐมนตรีครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภา ผู้แทนราษฎร ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภา ผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านต่อไปครับ ท่านสาธิต เทพวงศ์ศิริรัตน์ ครับ

นายสาธิต เทพวงศ์ศิริรัตน์ สุรินทร์ 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สาธิต เทพวงศ์ศิริรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสุรินทร์ ครับ จากการ ที่คณะรัฐมนตรีได้มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ซึ่งเหตุผลหนึ่งที่แนบมาก็คือเรื่องของมาตรการเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้มาตรการ ภาษีเปึนสิ่งที่กระตุ้น ในสิ่งนี้เองจากภาวะที่เศรษฐกิจทุกวันนี้ที่ตึงตัว ทุกคนมีรายจ่าย ที่เพิ่มสูงขึ้นในหลาย ๆ ด้าน ซึ่งสาระสําคัญของพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็คือว่าในครอบครัว ที่มีผู้พิการที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ก็จะสามารถหักลดหย่อนภาษีได้คนละ ๓๐,๐๐๐ บาท ในแง่นี้เองนอกจากเรื่องของการส่งเสริมหรือการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ในสิ่งที่ผมมองเห็นก็คือเรื่องของการที่ช่วยส่งเสริมเรื่องของคุณภาพชีวิตของคนพิการ แล้วก็ส่งเสริมคุณภาพ แล้วก็ระบบครอบครัวที่มีคนพิการอยู่ในบ้าน ท่านลองคิดดูว่า ถ้าในบ้าน ๆ หนึ่งมีผู้พิการที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ก็ถือว่าเปึนภาระหนัก ที่คนในครอบครัวจะต้องให้การช่วยเหลือและดูแล ไม่ว่าจะเปึนเรื่องค่าใช้จ่ายที่มีต่อ ผู้พิการแล้ว ก็ยังมีค่าเลี้ยงดู หรือว่าคนในครอบครัวก็ต้องมาเสียเวลาในการที่จะดูแล ผู้พิการที่อยู่ในครอบครัวตรงนี้ด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นถือว่ามาตรการภาษีชุดนี้ที่เสนอ โดยคณะรัฐมนตรีและก็มาจากทางกรมสรรพากร เนื่องจากว่าเราก็เห็นว่ากรมสรรพากร โดยปกติแล้วก็เปึนกรมจัดหา แล้วก็หาภาษี บางครั้งภาพของกรมสรรพากรก็คือภาพ ที่ดูโหดร้าย ดังนั้นการที่เสนอมาตรการภาษีในการที่จะช่วยเหลือสังคมแบบนี้ก็ถือว่า เปึนมาตรการที่ดีมาตรการหนึ่ง การที่ได้มาช่วยเหลือ ถึงแม้ว่าเงินที่ช่วยลดหย่อน ๓๐,๐๐๐ บาท ในทัศนคติของผมแล้วก็ถือว่าเปึนเงินที่ไม่มากในการที่จะไปช่วยดูแล ครอบครัวที่มีผู้พิการอยู่ในบ้าน ถ้าเปึนไปได้ผมก็อยากจะเสนอท่านรัฐมนตรีที่ได้มาชี้แจง วันนี้ถ้าจะได้เพิ่มจํานวนเงินในการลดหย่อนที่มากขึ้น เนื่องจากว่าเมื่อกี้ทางผู้อภิปราย จากพรรคประชาธิปัตย์ ท่านจุติ ไกรฤกษ์ เอง ก็คิดว่าผู้พิการที่ได้เสนอทางรัฐมนตรีไป ผู้พิการทั้งประเทศเองก็อาจจะมีจํานวนที่ไม่มากนักนะครับ ดังนั้นถ้ามันไม่มาก แล้วถ้าเรา จะลองเพิ่มเงินที่จะช่วยหักลดหย่อนตรงนี้ถ้ามากขึ้นจะได้หรือเปล่านะครับ นอกจากนี้แล้วในการที่ช่วยลดหย่อนแล้ว ส่วนหนึ่งถ้ามองในแง่อื่นในแง่ที่ดีถือว่าเปึน การช่วยส่งเสริมประชาชนในเรื่องของการเสียภาษีอย่างถูกต้องด้วยนะครับ เนื่องจากว่า เรามีนโยบายที่ช่วยในการพัฒนาสังคมตรงนี้ก็จะทําให้ประชาชนมีทัศนคติที่ดีต่อการเสีย ภาษีตรงนี้ด้วย นอกจากในเรื่องเหล่านี้แล้วนะครับ พอดีตัวกระผมเองก็ได้มีโอกาสไปค้น ถึงเรื่องประมวลรัษฎากรในเรื่องอื่นนะครับ ถือว่าโอกาสได้พูดในเรื่องของกฎหมาย ภาษีประมวลรัษฎากรแล้วในฐานะที่ก็เปึนกรรมาธิการอยู่ในคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน ด้วยแล้วนะครับ ถ้าเปึนไปได้นะครับในการ ที่อยากจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในเรื่องอื่น ๆ แล้วก็สามารถที่จะลดค่าใช้จ่ายให้กับ ครอบครัว โดยเฉพาะผู้ที่ทํางานแล้วมีเงินเดือน ถือว่าเปึนผู้ที่เสียภาษีและเปึนผู้ที่มี ฐานรายได้ที่มากที่สุดในประเทศนะครับ เมื่อกี้ทางท่านจุติ ไกรฤกษ์ ก็ได้เสนอถึงผู้ชรา ถึงเบี้ยผู้ชราที่ช่วยส่งเสริมในเรื่องของผู้ที่สูงอายุไป เพราะผมก็ยังอยู่ในวัยที่ยังหนุ่มอยู่ วัยที่กําลังจะมีครอบครัวนะครับ ก็ไปเจอประมวลรัษฎากรแต่ว่าเปึนประมวลรัษฎากร ตั้งแต่พุทธศักราช ๒๔๘๑ ในเรื่องของการหักลดหย่อนภาษีของบุตรหลานที่มีอยู่ ในครอบครัวเองนะครับ ก็ดูจากประมวลรัษฎากรตรงนี้แล้วมีการแก้ไขเมื่อประมาณ ป้ ๒๕๓๔ ที่ผ่านมานะครับ เนื่องจากภาวะปัจจุบันที่ค่าใช้จ่ายก็สูงขึ้นในประมวลรัษฎากร ตรงนี้เอง ก็สามารถที่จะหักค่าลดหย่อนภาษีให้กับลูกที่เกิดในครอบครัวได้คนละ ๑๕,๐๐๐ บาท และไม่เกิน ๓ คน ตรงนี้ถ้าทางท่านรัฐมนตรีจะลองพิจารณาหรือว่า ถ้าหลังจากจบอภิปรายนี้ผมก็จะเสนอญัตติในการที่จะแก้กฎหมายตรงนี้ เพื่อเพิ่มค่าลดหย่อนให้กับบุตรหลานนะครับ เนื่องจากว่าในสังคมไทยทุกวันนี้นะครับ ถ้าพูดกันแล้ว คนเริ่มจะมีครอบครัวเราก็ต้องพูดถึง อย่างแรกที่คิดถึงก็คือว่า ถ้ามีลูกขึ้นมาค่าใช้จ่ายลูกเราจะสามารถเลี้ยงดูได้ไหม ถ้าจะสามารถลดหย่อนภาษีตรงนี้ ได้มากขึ้นก็จะเปึนประโยชน์ต่อผู้ที่กําลังจะมีครอบครัวด้วยนะครับ แล้วก็ทัศนคติของ ประชาชนคนไทยทุกวันนี้เอง การที่จะมีครอบครัว การที่จะมีลูกมีหลานทําให้คิดมาก นะครับว่าจะมีคนเดียวดีหรือมี ๒ คนดี ก็ทําให้ประชากรในประเทศไทยเราอัตรา การเกิดเริ่มชะลอตัวลงไปด้วย ถ้ามีนโยบายที่ส่งเสริมเรื่องภาษี เรื่องลดค่าใช้จ่ายให้ เหล่านี้เองก็จะช่วยพัฒนาด้านสังคมด้านอื่น แล้วก็ส่งเสริมเรื่องคุณภาพครอบครัวลงไป ด้วยนะครับ ผมก็มีเรื่องที่เสนอแนะตรงนี้นะครับ ได้เสนอความคิดเห็นตรงนี้ไป ก็ขอขอบพระคุณครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ครับ

นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท แบบสัดส่วน 🔗

ขอบพระคุณค่ะ ท่านประธาน ที่เคารพค่ะ ดิฉัน รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. แบบสัดส่วน กลุ่มที่ ๓ พรรคประชาธิปัตย์ พระราชบัญญัติเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ก็เหมือนกับที่หลายท่านได้พูด ดิฉันไม่ใช่ นักเศรษฐศาสตร์ เพราะฉะนั้นเวลาอ่านพระราชบัญญัตินี้เปึนมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้น และฟุ๋นฟูเศรษฐกิจ แล้วก็ยังมองไม่ออกนะคะว่ามันจะไปกระตุ้นแล้วฟุ๋นฟูเศรษฐกิจ เพราะเวลาดูหลักการหรือเหตุผลแล้วก็รู้สึกว่ามันน่าจะเปึนกฎหมายที่ไปกระตุ้น ต่อมคุณธรรม ต่อมจริยธรรมอะไรอย่างนี้มากกว่า เพราะว่าเราพูดถึงการเสริมสร้าง คุณภาพชีวิตของคนพิการแล้วก็สนับสนุนการอุปการะเลี้ยงดูคนพิการ ก็อยากจะเรียนว่า ที่จริงที่ผ่านมานะคะ รัฐธรรมนูญก็พยายามที่จะบอกว่า อย่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๔ บอกว่ากําหนดให้รัฐต้องจัดสวัสดิการสิ่งอํานวยความสะดวกอันเปึนสาธารณประโยชน์ และความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐ อันนั้นก็คือเปึนการกําหนดว่ารัฐจะต้องมีมาตรการ ต่าง ๆ ที่จะมาช่วยเหลือคนพิการ มาตรา ๔ บอกชัดเจนเลยว่าศักดิ์ศรีความเปึนมนุษย์ สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง แล้วมาตรา ๓๐ ก็ยังบอกด้วยนะคะว่าห้ามเลือกปฏิบัติเพราะคนมีความแตกต่างกันเพราะความพิการ เพราะฉะนั้นท่าน ส.ส. จุติ ไกรฤกษ์ ท่านได้พูดถึงว่าเวลาที่เราให้ผู้พิการไปขึ้นทะเบียน เปึนปัญหามากเลย เพียงแต่ว่ารัฐเองทําอย่างนั้นก็ยังทําได้ไม่ทั่วถึง แล้วท่านบอกว่ากฎหมายฉบับนี้ที่จริง ตามรัฐธรรมนูญอย่างน้อยที่สุดจริง ๆ แล้วรัฐควรจะจัดบริการด้านต่าง ๆ ให้ผู้พิการ ใช้สิทธิเสรีภาพได้เท่าเทียมกับผู้อื่น อย่างเช่น สิทธิในการดําเนินชีวิตต่าง ๆ สิทธิในการศึกษา รัฐต้องรณรงค์ให้คนหรือว่าหน่วยงานต่าง ๆ เห็นความสําคัญ แล้วก็ มองเห็นว่าผู้พิการก็เปึนคน ๆ หนึ่ง เปึนทรัพยากรที่มีคุณค่าของสังคมไทยคนหนึ่งด้วย เหมือนกัน เพราะฉะนั้นตอนหลังรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เราไปเผยแพร่ความรู้เรื่อง รัฐธรรมนูญ เรื่องสิทธิในรัฐธรรมนูญ พอพูดถึงสิทธิคนพิการ จําได้ว่าสมัยนั้นที่โรงเรียน ในต่างจังหวัดจะมีปัายติดเอาไว้หน้าโรงเรียนเลย ผู้พิการทุกคนอยากเรียนต้องได้เรียน แต่ถ้าเราไปดูจริง ๆ แล้ว หลายโรงเรียนโดยส่วนใหญ่ปฏิเสธการเข้าเรียนของผู้พิการ เพราะบอกว่าไม่สามารถที่จะให้เขาเข้าเรียนได้ หรือว่าทําการเรียนการสอนไม่ได้ แต่รัฐ ก็ไม่ค่อยได้พยายาม บริการทางการแพทย์ การที่จะต้องปรับสภาพความพิการของเขา หรือเรื่องกายอุปกรณ์ เรื่องเครื่องช่วยความพิการต่าง ๆ รัฐต้องดูแลให้ทั่วถึง เพื่อให้เขา ดําเนินชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี เรื่องการจัดอาชีพก็เหมือนกัน การฝ๊กอาชีพ การจ้างงาน แม้จะมีกฎหมายว่ามีมาตรการพิเศษว่าสถานประกอบการไหนที่มีลูกจ้าง ๒๐๐ คนขึ้นไป ต้องรับคนพิการเข้าไป ๑ คน แม้จะเปึนสัดส่วนที่น้อยมาก แต่ก็ยังไม่ค่อยได้ทํา บริการทางสังคมต่าง ๆ การให้คําปรึกษาแนะนํา การช่วยบริการช่วยเด็กพิการครอบครัว ที่ยากจน รวมไปถึงเรื่องการคุ้มครองสิทธิในชีวิตของเขาเอง ดิฉันเคยไปอบรมเรื่อง สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพให้กับสมาคมคนหูหนวก ปรากฏว่าเราพบว่าคนพิการได้รับผล เขากระทบมากเลยที่จะถูกเอารัดเอาเปรียบมากเลย คนที่พิการแขนขาเขาถูกคนกระทํา ความรุนแรง คนที่ไม่พิการกระทําความรุนแรงกับเขา ซึ่งเขาไม่สามารถช่วยตัวเองได้ ในโรงเรียนคนหูหนวกเสียด้วยซ้ําไป นักเรียนถูกข่มขืนถูกกระทําความรุนแรง ไม่ต้องไปหา ที่ลับตาเลย เพียงแต่มืดหน่อยแล้วคนมองไม่ค่อยเห็นเขาก็ถูกกระทําได้ เพราะว่าเขา ไม่สามารถที่จะเรียกร้องให้ใครมาช่วยเขา สิทธิเหล่านี้ในที่จะดําเนินชีวิตตามปกติ รัฐต้องพยายามที่จะหาทางที่จะคุ้มครอง แล้วคนพิการทางหูทางการได้ยิน สําคัญก็คือ เขาสื่อสารกับคนทั่ว ๆ ไปไม่ได้ รัฐจะต้องพยายามที่จะต้องหาล่ามภาษามือประจํา ตามโรงพยาบาล ประจําไว้ตามสถานีตํารวจอย่างนี้เพื่อที่จะให้เขาสามารถที่จะสื่อสารได้ เวลามีปัญหา อันนั้นหมายถึงว่ารัฐต้องพยายามที่จะคุ้มครองแล้วก็ให้เขาได้มีสิทธิที่จะ ดําเนินชีวิตอยู่โดยปกติสุข แล้วก็มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับผู้อื่น แต่ว่ากฎหมายฉบับนี้ก็ดี เพราะว่าเปึนการกําหนดขึ้นมาเพื่อให้ผู้พิการได้รับการดูแลจากครอบครัว ซึ่งถือว่า เปึนสถาบันที่ใกล้ชิดที่สุด ถ้าดูแลเขาดีเขาก็อยู่ได้อย่างภาคภูมิใจ แล้วก็มีศักดิ์ศรี ถือว่าเปึนมาตรการทางบวกที่รัฐได้กําหนดขึ้น เพียงแต่ว่าในกฎหมายฉบับนี้ก็บอกว่า กําหนดขึ้นมาเพื่อให้ผู้มีรายได้สามารถนําค่าอุปการะเลี้ยงดู เลี้ยงดูใครบ้าง บิดา มารดา หรือสามีหรือภรรยาหรือบุตรก็ตามที่เปึนคนพิการคนละ ๓๐,๐๐๐ บาท แต่สําคัญเงื่อนไข เยอะมากนะคะท่านประธาน เงื่อนไขบอกว่าต้องเปึนคนพิการที่ไม่สามารถช่วยเหลือ ตัวเองได้ ถ้าอย่างนี้แปลว่าต้องไปกําหนดระเบียบอีกทีหนึ่งใช่ไหมคะ เราไม่ทราบเลยว่า มาตรการหรือหลักเกณฑ์ที่บอกว่าไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ แล้วถึงจะได้รับ ค่าลดหย่อนอยู่ตรงไหน อย่างนั้นคือข้อสําคัญ คนที่จะลดหย่อนภาษีได้ต้องเลี้ยงดู คนพิการที่มีบัตรประจําตัวคนพิการ ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาชีวิต คนพิการ ท่านประธานคะ ดิฉันทํางานกับคนกลุ่มนี้มามาก แล้วทํางานกับหน่วยงานรัฐ ที่ดูแลเรื่องนี้ บัตรประจําตัวคนพิการต้องไปขึ้นทะเบียนคนพิการ การจดทะเบียนคนพิการ เปึนเรื่องยุ่งยาก เพราะว่าในปัจจุบันนี้เรื่องเบี้ยยังชีพของผู้สูงอายุของผู้พิการโอนไปให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น อย่างเช่น กรุงเทพมหานคร นะคะ โอนไปให้กรุงเทพมหานคร แต่การ จดทะเบียนคนพิการไม่ได้โอนตามไปนะคะ การจดทะเบียนคนพิการยังอยู่ที่กระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แล้วเฉพาะในกรุงเทพฯ เอง โดยปกติ ใครจะขึ้นทะเบียนคนพิการมาที่กระทรวง ตอนหลังกระทรวงก็กระจายออกไป แต่กระจาย ไปสี่มุมเมือง เช่น ตามแฟชั่น ไอแลนด์ ตามห้างต่าง ๆ สี่มุมเมือง แล้วคนพิการที่ยากจน ที่ไหนที่เขาจะสามารถไปขึ้นทะเบียนได้ ไม่สะดวกแล้วไม่มีหน่วยเคลื่อนที่ที่จะเข้าไป ตามชุมชนในกรุงเทพมหานคร กทม. ก็ทําไม่ได้ เพราะกระทรวงไม่ได้ถ่ายโอนเรื่องของ การขึ้นทะเบียนมาให้ แม้จะบอกว่าผู้พิการไปเองไม่ได้นะคะ ให้ผู้อื่นไปจดแทนได้ก็เปึน เรื่องลําบากค่ะท่าน เพราะกรณีที่จะไปจดทะเบียนแทนคนพิการ ๑. ก็คือ ต้องมีบัตรประจําตัวประชาชน หรือบัตรประจําตัว คือของคนพิการที่ราชการออกให้ อันนี้ก็ต้องมีอยู่แล้ว ใบมอบอํานาจจากคนพิการ หรือหนังสือรับรอง จากทางราชการ สําเนาทะเบียนบ้านของคนพิการและของผู้จดทะเบียนแทน ภาพถ่ายต้องมีนะคะ คําสั่งศาลในกรณีที่ศาลสั่งให้เปึนคนเหมือนไร้ความสามารถ หรือการจัดตั้งผู้ปกครอง เอกสารรับรองความพิการ ในกรณีที่สภาพความพิการไม่สามารถมองเห็นได้โดยประจักษ์ ให้รับรองโดยแพทย์ของโรงพยาบาลของทางราชการและโรงพยาบาลอื่นที่กระทรวง สาธารณสุขกําหนด ท่านประธานคะ เอกสารรับรองความพิการของแพทย์เปึนปัญหา อุปสรรคใหญ่หลวงอีกข้อหนึ่งของคนพิการเวลาไปขึ้นทะเบียน ไปจดทะเบียน เพราะบางทีผู้พิการไม่เข้าใจ คิดว่าใช้ใบรับรองแพทย์ทั่วไปก็ได้ ใบรับรองแพทย์คนไข้ ทั่วไป ซึ่งใช้ไม่ได้ เพราะใบรับรองความพิการต้องระบุประเภทของความพิการ ซึ่งมีอยู่ ๖ อย่าง ๘ อย่าง ระดับความพิการด้วยว่าพิการระดับไหน ระดับความสามารถ ลักษณะ ความพิการที่แพทย์ประเมินไว้อย่างครบถ้วนถึงจะถือว่าเปึนเอกสารรับรองความพิการ ของแพทย์ได้นะคะ แล้วโดยทั่วไปเอกสารการรับรองความพิการของแพทย์ไม่สมบูรณ์ เพราะ ๑. บางทีแพทย์ก็อาจจะไม่เข้าใจในบางอย่าง แพทย์ไม่ระบุความผิดปกติของ ความพิการไว้ในเอกสาร ๒. ระบุความผิดปกติของความพิการ แต่ระดับความผิดปกติ ไม่อยู่ในเกณฑ์การประเมินตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต ของคนพิการ ป้ ๒๕๕๐ อย่างนี้ท่านประธานคะ ไม่ใช่ความผิดของคนพิการ แล้วคนพิการ จะไปขึ้นทะเบียนนี่เปึนเรื่องยากมาก ทําไมรัฐถึงไม่จัดหน่วยเคลื่อนที่เข้าไป ดิฉันเคยเสนอ เพราะฉะนั้นท่านจะเห็นว่าตัวเลขคนพิการต้นป้ ๒๕๕๑ นี้ประมาณ ๔ ล้าน ๘ แสนคน ก็เกือบ ๕ ล้านคน แต่มีคนมาจดทะเบียนคนพิการแค่ ๗๕๖,๖๐๖ คนเท่านั้นเอง ไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ท่าน ขอประทานโทษนะคะ ท่าน ส.ส. จุติบอกว่าคนพิการ ครอบครัวที่จะมีคนพิการมีสักกี่ครอบครัว แต่ในเมื่อมีคนพิการประมาณ ๕๐๐ คน มีคนสามารถไปขึ้นทะเบียนได้ไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ มาตรการที่ท่านตั้งใจดีนักหนา มันก็จะไม่ประสบความสําเร็จ มันก็จะเหมือนที่มีคนบอกว่าเปึนการสร้างภาพ เพราะฉะนั้นฝากท่านหน่อยนะคะว่าในกรรมาธิการวิสามัญต้องพูดกันให้ชัดเจน ทําอย่างไรคนพิการจะได้รับประโยชน์ ครอบครัวคนพิการจะได้รับประโยชน์จากกฎหมาย ฉบับนี้ ฉบับที่อุตส่าห์เพิ่มเติมให้ทั่วถึงแล้วก็เปึนธรรมให้กับคนพิการด้วย เพราะฉะนั้น ก็อยากจะฝากกราบเรียนท่านด้วยค่ะว่า นอกจากพูดถึงบัตรประจําตัวคนพิการแล้ว ท่านยังบอกว่าคนพิการที่ครอบครัวเขาเลี้ยงดู แล้วจะได้รับค่าลดหย่อนต้องมีรายได้ ผู้พิการนั้นต้องมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ ซึ่งมันคล้ายกับเปึนคนพิการไม่สามารถ ช่วยเหลือตนเองได้ อันนี้มีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ ต้องถามว่าถ้าเขาทํางานแล้ว ไม่ช่วยใช่ไหม ไม่อยู่ ในข่ายนี้ใช่ไหม ทํางานหรือไม่ทํา ทําไม่ได้หรือไม่ได้ทํานะคะ เพราะฉะนั้นแล้วท่านก็ยังบอกอีกว่าตามหลักเกณฑ์และวิธีการเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศ กําหนด กําหนดอะไรอีก กําหนดแค่นี้คนพิการก็เข้าจะไม่ถึงอยู่แล้ว ถ้ากําหนดมากกว่านี้ คนพิการที่ขึ้นทะเบียนน้อยอยู่แล้ว แล้วครอบครัวของเขาเองก็คงจะไม่สามารถที่จะได้รับ ค่าลดหย่อน แล้วก็ไม่สมประสงค์ของกฎหมายฉบับนี้ ฝากท่านที่เปึนกรรมาธิการด้วยว่า คนพิการมีสถิติอยู่ตอนนี้มี ๔ ล้าน ๘ แสนคนเท่านั้น อันนี้เปึนตัวเลขที่สํารวจได้ แล้วที่ยังสํารวจไม่ได้ตกหล่นอีก ดิฉันเชื่อว่ามีมากมาย น่าจะไม่น้อยกว่าผู้สูงอายุของ ท่านจุติ ไกรฤกษ์ ซึ่งท่านก็เรียกร้องว่าเบี้ยยังชีพของคนชรา ๗ ล้าน ๒ แสนคน ท่านกระซิบบอกมา กระซิบเสียงดัง ๆ ว่า ๗ ล้าน ๒ แสนคน อันนั้นก็เบี้ยยังชีพของคนชรา ที่กําลังรออยู่ แล้วก็ต้องมีค่าลดหย่อนอย่างนี้ซึ่งมีค่าลดหย่อนไปบ้างแล้วในการเลี้ยงดู บิดา มารดา แต่ว่ามันจะต้องมีสําหรับผู้ชราอีกต่างหาก เพราะฉะนั้นก็กราบเรียนท่านว่า ฝากกรรมาธิการวิสามัญไปปลดล็อก (Lock) หน่อย อย่าให้มันยากนัก อย่าให้การเข้าถึง ประโยชน์ที่พึงได้ เพราะเวลาตอนนี้คนที่จดทะเบียน คนจนออกไปจดทะเบียนไม่ได้ อยู่แล้ว มีปัญหามากมาย ก็จะได้ครอบครัวคนที่พอมีพอกิน กราบเรียนท่านว่าปลดล็อก ตรงนี้ให้สะดวกให้เข้าถึงได้ง่ายด้วยและอย่าลืมเบี้ยยังชีพคนพิการ แล้วก็เบี้ยยังชีพ ของคนชราด้วย ขอบพระคุณค่ะ

นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ก่อนถึงท่านอภิปรายต่อไปนะครับ ในนามของสภาผู้แทนราษฎร ก็ขอต้อนรับ คณะผู้สูงอายุจากจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งมาทั้งหมดจํานวน ๑๒๐ ท่าน ยินดีต้อนรับ นะครับ ท่านต่อไปขอเชิญท่านเสมอกัน เที่ยงธรรม ครับ

นายเสมอกัน เที่ยงธรรม สุพรรณบุรี 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายเสมอกัน เที่ยงธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุพรรณบุรี จากพรรคชาติไทย ท่านประธานครับ ในวันนี้ในวาระการประชุมเราได้กําลังอภิปราย ถึงเรื่องร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ซึ่งจริง ๆ แล้วฉบับนี้ใจความ สําคัญถ้าจะให้พูดสั้น ๆ ง่าย ๆ เลยก็คือแก้ไขในมาตราที่ว่าให้ผู้มีรายได้สามารถหัก ค่าเลี้ยงดูค่าดูแลคนพิการได้เพิ่มเติม ซึ่งตรงนี้จากผู้อภิปรายที่ผ่านมาได้มีการบอกจํานวน ตัวเลขของผู้พิการแล้ว ผู้พิการทั้งประเทศมีประมาณ ๔ - ๕ ล้านคนเศษ แต่คนที่ได้ จดทะเบียนได้ถูกต้องตามกฎหมายมีอยู่ประมาณ ๗ แสนคนเศษ ซึ่งถ้าเปรียบเทียบแล้ว ก็ตกเกือบจะ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตรงนี้ผู้ที่อุปการะเลี้ยงดูบุคคลเหล่านี้ถึงจะมีสิทธิทําการ หักลดหย่อนได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นท่านประธานครับ หักลดหย่อนได้ ๓๐,๐๐๐ บาทต่อคน ผมลองคิดเฉลี่ยคร่าว ๆ ว่าถ้าผู้มีรายได้คนนั้นมีญาติ มีบุตร มีสามี หรือภรรยา หรือบิดา มารดาที่เกี่ยวข้องกันเปึนผู้พิการ แล้วเขาจะต้องจ่ายเงินจํานวน ๓๐,๐๐๐ บาทต่อป้ แทนที่จะมาเปึนเงินจ่ายภาษี ๓๐,๐๐๐ บาทต่อป้ หาร ๑๒ เท่ากับเดือนหนึ่งเขาช่วยเหลือ คนพิการได้ประมาณ ๒,๕๐๐ บาท ซึ่งผมมองแล้วตัวเลขมันไม่น่าที่จะเปึนไปได้ ก็อยาก ที่จะฝากทางท่านประธานผ่านไปยังทางคณะรัฐมนตรีรวมถึงรัฐบาล เหมือนอย่างเช่น ท่านผู้อภิปรายทุก ๆ ท่านว่าตัวเลขน่าจะเยอะกว่าตรงนี้ได้ไหม จํานวน ๓๐,๐๐๐ บาท ถ้าลองมาเปรียบเทียบกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจตัวอื่น อย่างเช่น การลงทุนในกองทุน ต่าง ๆ เช่น กองทุนอาร์เอ็มเอฟ (RMF) หรือแอลทีเอฟ (LTF) ซึ่งสามารถหักลดหย่อนได้ถึง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมด ยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างเช่น บุคคลบางคนมีรายได้ ๑ ล้านบาท สามารถหักลดหย่อนได้ถึง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ก็คือ ๑๕๐,๐๐๐ บาท ต่อ ๑ กองทุน สมมุติว่าผมหักทั้งกองทุนไอเอ็มเอฟและแอลทีเอฟก็คือหักได้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ หักได้ ๓ แสนบาท แต่ในขณะเดียวกันถ้าเกิดบุคคลคนนั้นมีบุคคล ในครอบครัวเปึนคนพิการหักเพิ่มได้อีกแค่ ๓๐,๐๐๐ บาท ซึ่ง ๓๐,๐๐๐ บาทตรงนี้แต่ละป้ ผู้มีรายได้คนนั้นไม่ทราบว่าเขาจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้พิการไปเท่าไร แต่ในทาง กลับกันถ้าเขาเอาเงินตรงนั้นไปซื้อกองทุนไม่ว่าจะเปึนไอเอ็มเอฟหรือแอลทีเอฟ เขาได้ผลตอบแทนกลับมาและที่สําคัญเมื่อถึงเวลาที่กองทุนกําหนดแล้วยังได้เงินส่วนนั้น กลับคืนมาอีก ซึ่งผมมองแล้วมันอาจจะเปึนการทําให้ผู้พิการได้น้อยใจขึ้นมาบ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อรัฐบาลได้พิจารณาว่าจะต้องมีร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้แล้ว ผมก็ยังรู้สึกดีใจ ดีใจที่ทําให้ผมรู้สึกได้ว่ารัฐบาลให้ความสําคัญกับคนพิการมากยิ่งขึ้น แต่ถ้าเกิดในเมื่อเรา จะให้แล้วนี่นะครับ ผมมาดูในร่างฯ แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน (ฎ) ซึ่งน่าจะเปึนวงเล็บ ที่มีผู้อภิปรายกันเยอะ ในนี้ได้บอกไว้ว่าค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดา มารดา สามีหรือภรรยา ผมต้องขอข้ามมาเลยจนถึงโดยบุคคลดังกล่าวต้องเปึนคนพิการที่ไม่สามารถช่วยเหลือ ตนเองได้ ซึ่งมีบัตรประจําตัวคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนา คุณภาพชีวิตคนพิการ ท่านประธานครับ ผมอยากจะขอฝากเอาไว้ว่าในเมื่อถ้าเกิดรัฐบาล มีใจที่จะช่วยเหลือคนพิการแล้ว และเราก็มีหน่วยงานที่จะรับรองแล้วว่าคนนี้เปึนคนพิการ จริง ไม่ว่าจะช่วยเหลือตนเองได้หรือช่วยเหลือตนเองไม่ได้ เราก็น่าจะให้เขาเข้าข่ายที่อยู่ ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เพื่อที่จะนําไปลดหย่อนค่าภาษีได้

อีกประการหนึ่ง ต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเดียวกับผู้มีเงินได้ ผมว่าตรงนี้ น่าจะเปึนกุญแจสําคัญที่ทําให้มาตรการนี้ไม่สามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผล เพราะอะไรครับ สมมุติยกตัวอย่างเช่น มีลูกจ้างสักคนหนึ่งเปึนผู้จัดการบริษัท มีเงินเดือนสัก ๓๐,๐๐๐ บาท ๔๐,๐๐๐ บาท แต่มีบุคคลในครอบครัวที่อยู่ในจังหวัด บ้านเกิดพิการขึ้นมา แต่ตัวเองด้วยเหตุจําเปึนทางหน้าที่และการงานต้องย้ายมาทํางาน ในกรุงเทพมหานคร และต้องย้ายทะเบียนบ้านมาอยู่ที่กรุงเทพมหานคร กลับกลายเปึนว่า ไม่สามารถนําค่าใช้จ่ายตรงนี้มาหักลดหย่อนค่าภาษีจํานวน ๓๐,๐๐๐ บาทได้ ทําไมล่ะครับ ในเมื่อเราต้องการจะช่วยแล้วเราน่าจะมีมาตรการทางกฎหมายตรงไหน ขึ้นมาก็ได้ เพื่อเปึนเครื่องพิสูจน์ว่าคนพิการคนนั้นกับผู้มีรายได้ที่ต้องการนํามาลดหย่อน นั้นมีความสัมพันธ์กันจริงตามกฎหมายที่กําหนด อย่างเช่นว่า เปึนสามีหรือภรรยา บิดา มารดา บุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือบุตรบุญธรรม คือจริง ๆ เรามีแค่ตรงนี้ก็น่าที่จะ เพียงพอแล้ว

อีกประการหนึ่งครับ ประการสุดท้ายแล้ว หรือเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศ กําหนด ตรงนี้ผมก็เปึนห่วงว่าผู้มีเงินได้ที่เกี่ยวข้องกับผู้พิการและต้องการที่จะนํา ค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษี อาจจะต้องคอยเช็คเปึนรายป้เลยว่าป้นี้ท่านอธิบดีจะมี การประกาศกําหนดอันไหนออกมาใหม่หรือไม่ ป้นี้อาจจะหักลดหย่อนได้ ป้หน้าอาจจะ เปลี่ยนประกาศใหม่ทําให้ลดหย่อนไม่ได้ ถ้าตรงนี้มันก็อาจจะเกิดการไม่เปึนธรรม และอาจจะเกิดการเข้าใจผิดกับผู้มีเงินได้ที่ต้องนําภาษีส่งรัฐ ซึ่งผลสุดท้ายอาจจะเกิด ผลกระทบเปึนค่าปรับเนื่องจากผิดนัดชําระหรือเปึนการชําระไม่ตรง หรือหักค่าใช้จ่าย ไม่ตรงอะไรก็สุดแท้แต่ นี่ก็เปึนประเด็นคร่าว ๆ ที่ผมอยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยัง คณะรัฐมนตรี แล้วก็ขอฝากผ่านไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญซึ่งผมคาดว่าน่าจะต้อง ตั้งขึ้นมาเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ สุดท้ายนี้ก็หวังว่าคําท้วงติง คําแนะนํา ของผม ทางคณะกรรมาธิการน่าจะได้นําไปเปึนข้อพิจารณาบ้าง กราบขอบพระคุณครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านอลงกรณ์ ครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร เพชรบุรี 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม อลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ตามที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่..) พ.ศ. .... โดยมีหลักการและเหตุผลที่สําคัญ นั่นก็คือการกําหนดให้ผู้มีเงินได้ หักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดา มารดา สามีหรือภรรยา บุตรชอบด้วยกฎหมาย หรือบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้ รวมทั้งบิดา มารดา หรือบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามี หรือภรรยาของผู้มีเงินได้คนละ ๓๐,๐๐๐ บาท โดยบุคคลดังกล่าวต้องเปึนคนพิการ ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ซึ่งมีบัตรประจําตัวคนพิการตามกฎหมายว่าด้วย การส่งเสริมและการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเดียวกับ ผู้มีเงินได้ และมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ สาระสําคัญและหลักการของกฎหมาย ที่เสนอมานั้น กระผมใคร่ขอแสดงความคิดเห็นและมีคําถามเปึนข้อ ๆ ดังนี้

ประการแรก หลักการเห็นด้วยแต่หลักคิดไม่เห็นด้วย ที่กระผมกล่าวเช่นนี้ เพราะเหตุว่าการที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมา โดยระบุว่า เปึนมาตรการกระตุ้นและฟุ๋นฟูเศรษฐกิจนั้นถือได้ว่าเปึนหลักคิดที่ผิด ที่เรียนอย่างนี้เพราะว่าในอดีตในรัฐบาลที่ผ่านมา แม้แต่ในส่วนของรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์หลังสุดนั้น เราได้กําหนดสิ่งที่เรียกว่ามาตรการภาษีเพื่อสังคม เราได้แยกแยะภาษีในลักษณะที่มีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ดังนั้นเวลาที่นําเสนอ ร่างกฎหมายต่อรัฐสภา ก็จะมีการกําหนดความชัดเจนเปึนหลักคิดนอกเหนือจากหลักการ ของกฎหมาย ดังนั้นเมื่อพิจารณาลงมาในสาระสําคัญของตัวกฎหมายฉบับนี้จึงปรากฏว่า เมื่อหลักคิดเริ่มต้นนั้นผิด สาระสําคัญก็ผิดเพี้ยนไปด้วย เหมือนกับการติดกระดุม เม็ดแรกผิด ก็ติดกระดุมเม็ดถัดมาผิด ที่ผมเรียนอย่างนี้ก็เพราะเหตุว่าถ้าจะคํานึงถึง ในแง่ของคนพิการเปึนศูนย์กลางของการดูแลโดยใช้มาตรการภาษีของรัฐ จะเห็นว่า ความไม่ครอบคลุมของการดูแลคนพิการนั้นได้ปรากฏขึ้นในตัวร่างกฎหมายฉบับนี้ ตามร่างกฎหมายที่รัฐบาลเสนอมานั้นจะจํากัดเฉพาะคนพิการ ซึ่งเปึนบิดา มารดา สามี หรือภรรยา บุตรชอบด้วยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้ รวมถึงบิดา มารดา หรือบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภรรยาของผู้มีเงินได้ ท่านประธานจะเห็นว่า นิยามของคนพิการที่จะได้รับการดูแลโดยผู้มีเงินได้ที่เข้าไปอุปการะโดยมีแรงจูงใจ ด้านภาษีในการหักค่าลดหย่อนนั้น ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๔๗ ซึ่งพวกเราทุกคน คุ้นเคยดี เพราะต้องจ่ายภาษีในทุกป้ ๆ แต่ปรากฏว่าเมื่อหลักคิดของรัฐบาลคิดในมุมของ กระตุ้นเศรษฐกิจ ฟุ๋นฟูเศรษฐกิจ จึงขาดมุมมองทางสังคมไปอย่างน่าเสียดาย ถ้าหาก หลักคิดคํานึงถึงเรื่องของคนพิการเปึนหลัก แน่นอนบุคคลใด ๆ ที่อุปการะคนพิการที่ขึ้น ทะเบียนย่อมได้สิทธิในการหักลดหย่อนค่าอุปการะในภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร ความแตกต่างตรงนี้เปึนเรื่องซึ่งรัฐบาลจะต้องชี้แจงว่า ประการที่ ๑ ทําไมจึงจํากัด เฉพาะบุคคลบางประเภทเท่านั้นที่ได้รับการดูแลในฐานะที่เปึนคนพิการของผู้มีเงินได้ ประการที่ ๒ ก็คือว่าการกําหนดว่าคนพิการนั้นที่ได้รับการอุปการะตามประเภทบุคคล ที่กําหนดไว้สําหรับการที่ผู้มีเงินได้อุปการะอยู่จะต้องอยู่ในทะเบียนบ้านเดียวกัน นี่ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความจํากัดจําเขี่ยในขอบเขตที่ทางรัฐบาลตั้งใจจะยื่นมือเข้าไปดูแล โดยหวังว่ามาตรการภาษีนี้จะเอื้อให้มีการดูแลคนพิการมากขึ้น ความจริงสายใย ของบุคคลดังกล่าวนั้นแทบจะไม่ได้อานิสงส์เท่าใดนัก ผมเรียนท่านประธานว่า ไม่ว่าจะเปึนบิดา มารดา หรือว่าจะเปึนบุตรหรือบุตรบุญธรรม ซึ่งเปึนคนพิการ และไม่สามารถที่จะพึ่งตนเองได้ ไม่มีรายได้เพียงพอจากการครองชีพนั้นมีจํานวน ไม่มากหรอกครับ เพราะสายใย สายเลือด สายโลหิตที่มีความผูกพันต่อกันนั้น ผู้มีเงินได้ ที่มีฐานะที่จะต้องเสียภาษี ส่วนใหญ่จะดูแลอยู่แล้ว ผมไม่บอกว่านี่คือความใจแคบ ใจดําของรัฐบาล แต่เมื่อหลักคิดและมุมมองเริ่มผิดตั้งแต่ต้น ท่านจึงจํากัดจําเขี่ย โดยการยอมสละการมีรายได้จากภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๔๗ แต่เพียงน้อย โดยหวังว่านี่คือมาตรการที่ดูประหนึ่งว่าได้ช่วยคนพิการแล้ว แต่มันไม่ใช่ เพราะฉะนั้นการไปจํากัดเฉพาะต้องอยู่ในทะเบียนบ้านเดียวกันจึงเปึนอีกข้อจํากัดหนึ่ง ที่ต้องการคําตอบว่า แม้แต่บุคคลซึ่งได้ระบุไว้ไม่ว่าจะเปึนบิดา มารดา บุตรชอบด้วยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรม และรวมไปถึงของคู่สมรสนั้น ทําไมต้องอยู่ ในทะเบียนบ้านเดียวกัน มีบุตรและธิดาจํานวนไม่น้อยที่มาทํางานที่กรุงเทพฯ แต่ว่าบิดา มารดาซึ่งพิการอาจจะอยู่ต่างจังหวัดไม่ได้อยู่ในทะเบียนบ้านเดียวกัน คนเหล่านั้นไม่ได้รับสิทธิตรงนี้ นี่ยิ่งจํากัดนอกจากประเภทบุคคลแล้วก็มาจํากัดในเรื่องของ ถิ่นที่อยู่อีกประการหนึ่ง นอกจากนั้นแล้วในเรื่องของตัวกฎหมายซึ่งได้กําหนดไว้ว่า คนพิการที่จะได้นํามาคิดในการหักค่าลดหย่อน ค่าอุปการะเลี้ยงดูสําหรับผู้มีเงินได้นั้น จะต้องขึ้นทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ถ้าผมจําไม่ผิด พ.ศ. ๒๕๕๐ แต่ผมต้องเรียนอย่างนี้ว่ากระทรวงการคลังได้ประสาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ซึ่งเปึนเจ้าภาพในเรื่องคนพิการ หรือไม่ความจริงวันนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ควรต้องเข้ามาร่วมในการชี้แจงกับตัวแทนของกระทรวงการคลังในนามของคณะรัฐมนตรี ด้วย แต่ผมก็เข้าใจว่าถ้าสมมติฐานผมได้พูดในเบื้องต้นไว้แล้วว่าหลักการเห็นด้วยในการ ต้องช่วยเหลือให้มีการอุปการะคนพิการโดยใช้มาตรการทางภาษีแต่ว่านั่นคือหลักคิดที่ผิด และยิ่งไม่ปรากฏตัวรัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ยิ่งเปึน การยืนยันว่ารัฐมนตรีไม่ได้มองเรื่องนี้ด้วยสายตาของภาษีเพื่อสังคม ดังนั้นจึงไม่ปรากฏ การกล่าวอ้างถึงพระราชบัญญัติฟุ๋นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. ๒๕๓๔ ความจริง ผมเรียนตรงนี้เพราะเหตุว่าเมื่อได้ไปดูในสถิติของการขึ้นทะเบียนคนพิการและอัตรา การเพิ่มคนพิการในสังคมไทยค่อนข้างน่าวิตก

ประการที่ ๑ ก็คือว่ายังมีการขึ้นทะเบียนน้อยมากเพียงแค่ ๗ แสนต่อราย เท่านั้นเอง ตัวเลขจริง ๆ ของคนพิการทั้งประเทศยังไม่ทราบว่ามีเท่าไร ๔ หรือ ๕ ล้านคน หรือว่ามีมากกว่านั้นและคนพิการดังกล่าวที่บอกว่ามีอยู่ ๔ - ๕ ล้านคนนั้นมีนิยามอยู่ ภายใต้กฎหมายฉบับใด ความพิการมี ๓๑ ลักษณะ แต่ใน ๔.๘ ล้านคนก็ดี ๔ - ๕ ล้านคน หรือ ๖ ล้านคนหรือแม้แต่ ๗ ล้านคนมีใครรู้บ้างและตรงกับนิยามของกฎหมายฉบับใด เพราะการขึ้นทะเบียนขึ้นทั้ง ๒ กฎหมาย และกฎหมายดังกล่าวนั้นนิยามที่ยังไม่ตรงกัน ในลักษณะของความพิการ ๓๑ ประเภท ร่างกฎหมายฉบับนี้ซึ่งเปึนกฎหมายรองลงมา ในเรื่องมาตรการทางภาษีจะยึดนิยามของกฎหมายฉบับใดท่านอ้างอิงเพียงกฎหมาย ฉบับเดียว ซึ่งในส่วนนี้เปึนเรื่องที่ทางอธิบดีกรมสรรพากรจะต้องมีการกําหนดหลักเกณฑ์ แต่ตัวสาระสําคัญของกฎหมายนั้นยังไม่ได้ครอบคลุมกฎหมายที่สําคัญอีกฉบับหนึ่ง ท่านประธานครับ ปัญหานี้อาจจะกล่าวได้ว่าเปึนเรื่องสําคัญในเรื่องสิทธิมนุษยชน เปึนเรื่องซึ่งรัฐบาลจะต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและจําเปึนอย่างยิ่งที่จะต้องดูแลพลเมือง ของเราโดยเฉพาะคนที่พิการ แต่คนพิการเหล่านี้แน่นอนที่สุดเขามีศักดิ์ศรีของความ เปึนมนุษย์มีคนจํานวนมากที่ไม่แสดงตนเพราะเขามีศักดิ์ศรีที่หวังว่าเขาจะดูแลชีวิต ตัวเองได้ แต่แน่นอนที่สุดภายใต้ระบบของการที่รัฐจะต้องเข้าไปดูแลในเรื่องของ สวัสดิการและสวัสดิภาพของประชาชนคนพิการนั้น ตัวเลขที่เราได้เห็นความแตกต่าง ระหว่างคนที่ขึ้นทะเบียนและถ้ากระจายออกไปในแต่ละภาคยิ่งน่าสงสารว่าสถิติ ของคนพิการกับสถิติของความยากจนค่อนข้างจะไปในทิศทางเดียวกัน นั่นก็คือ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสานซึ่งมีเส้นความยากจนมีรายได้ต่อหัวเฉลี่ย ทั้งประเทศต่ํากว่าเพื่อนนั้นมีจํานวนคนพิการที่ขึ้นทะเบียนมากที่สุดครับเกือบ ๓ แสนคน รองลงมาก็คือภาคเหนือ รองลงมาก็คือในส่วนของภาคกลาง ภาคใต้และกรุงเทพมหานคร แต่นั่นคือสัดส่วนเพียงแค่ไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของการประมาณการคาดว่าจะมีคนพิการ ทั้งประเทศ ผมเรียนท่านประธานว่าประเด็นนี้อยากให้รัฐบาลมีมุมมองที่มากกว่าการคิดเรื่องของคน เปึนเศรษฐกิจและการเงิน อยากเห็นรัฐบาลมีมุมมองที่มองว่าการใช้มาตรการทางภาษี ครั้งนี้เพื่อสังคม เพื่อคนพิการ และกรอบและสาระสําคัญของกฎหมายฉบับนี้ก็จะ เปลี่ยนแปลงไป และผมเชื่อว่าในชั้นของการแปรญัตติ ในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญนั้น ควรจะได้มีการขยับขยายทั้งประเภทบุคคลที่เปึนคนพิการที่จะสามารถได้รับแรงจูงใจ สําหรับผู้มีเงินได้ในการนํามาคิดค่าหักลดหย่อนภาษีในค่าอุปการะเลี้ยงดู และรวมไปถึง ในเรื่องของการจํากัดในเรื่องของถิ่นที่อยู่ภูมิลําเนา รวมไปถึงบุคคลอื่น ๆ ซึ่งไม่ได้อยู่ใน ประเภทของบิดา มารดา บุตรที่ถูกต้องตามกฎหมายและบุตรบุญธรรม ผมคิดว่าถ้าเรา ตั้งหลัก คําว่า คนพิการ เปึนศูนย์กลาง มาตรการภาษีเพื่อสังคมที่รัฐบาลจะได้แสดง ความจริงใจอย่างแท้จริงในการที่เขาจะสามารถได้รับประโยชน์จากร่างกฎหมายที่ สภาผู้แทนราษฎรจะให้ความเห็นชอบในหลักการในวันนี้นั้น ทุกคนที่เปึนคนพิการควรจะ ได้ประโยชน์ตรงนี้ ไม่ใช่เฉพาะข้อจํากัดที่รัฐบาลพยายามที่จะจํากัดจําเขี่ยเหมือนกับ ไม่ประสงค์ที่จะช่วยเหลือคนพิการ เพราะกลัวว่าจะเก็บภาษีได้น้อย ซึ่งตรงนี้กระผมคิดว่า หลักคิดนั้นไม่ถูก แต่ในหลักการเพื่อการช่วยเหลือให้คนพิการได้รับการเลี้ยงดูและส่งเสริม จริยธรรม คุณธรรมในเรื่องของความกตัญ็ูและความมีเมตตานั้น กระผมคิดว่านั่นคือ หลักคิดที่เราให้ความเห็นด้วย ขอบคุณครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านฟาริดา ครับ

นางฟาริดา สุไลมาน สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ฟาริดา สุไลมาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสุรินทร์ พรรคพลังประชาชน ในวันนี้ที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้น และฟุ๋นฟูเศรษฐกิจนั้น ดิฉันต้องขอขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีในวันนี้ที่มารับฟังการชี้แจงจากเพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้ และก็ส่วนหนึ่ง ดิฉันรู้สึกดีใจแทนพี่น้องคนไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะพี่น้องผู้พิการทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้นั้นของสํานักงานสถิติแห่งชาติที่ดิฉันได้ติดตามมาในทุกรอบ ๕ ป้ ซึ่งได้สํารวจ เมื่อต้นป้ ๒๕๕๐ พบว่ามีผู้พิการทั้งประเทศ ๑ ล้าน ๙ แสนคน และก็ในขณะเดียวกันนั้น ในขณะนี้ที่มีการจดทะเบียนผู้พิการแล้วประมาณ ๗๖๐,๐๐๐ กว่าคน ในวันนี้ดิฉันรู้สึก ดีใจที่ได้บอกในส่วนของท่านรัฐมนตรีและก็ฝากไปยังท่านประธานก็คือว่าดิฉันเห็นด้วย ในการเห็นชอบใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ที่ทางรัฐบาลให้ความสําคัญ ซึ่งนอกจากในส่วนของ รัฐบาลจะให้ความสําคัญในเรื่องเกี่ยวกับการกระตุ้นในส่วนของด้านภาษีเพื่อกระตุ้น และก็ฟุ๋นฟูเศรษฐกิจแล้ว เราคงเห็นว่ารัฐบาลนี้ก็ได้ให้ความสําคัญ ไม่ว่าจะเปึนในเรื่อง ของไฟฟัา ประปา รถเมล์ หรือว่าในส่วนของรถไฟ ซึ่งในสิ่งเหล่านี้ได้ช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนเปึนอย่างมาก และขณะเดียวกันมาตรการในส่วนการลดภาษีน้ํามันนั้น ก็ได้ช่วยประชาชน โดยเฉพาะสิ่งหนึ่งที่เรามีความเปึนห่วง นั่นก็คือกรณีของสถานการณ์ วิกฤติของบ้านเมือง การประท้วงที่เกิดขึ้น และก็ขณะเดียวกันนั้นวิกฤติสถานการณ์โลก ที่กําลังจะคุกคามและก็ใกล้เข้ามาในส่วนของผลกระทบในประเทศไทย ล่าสุดเมื่อวานนี้ หุ้นก็ดิ่งลงอย่างมากมาย และก็ขณะเดียวกันนั้นสิ่งหนึ่งซึ่งจะเปึนผลกระทบที่คน ในประเทศไทยจะต้องตระหนักก็คือว่าในป้หน้านั้นประชาชนคนไทยจะตกงาน อีกประมาณ ๑ ล้านกว่าคน สิ่งเหล่านี้เมื่อรัฐบาลได้เห็นความสําคัญในเรื่องเหล่านี้ และก็โดยเฉพาะนอกจากที่เราจะดูในเรื่องของเศรษฐกิจแล้ว ในเรื่องของคุณภาพชีวิต ของประชาชนรัฐบาลก็ไม่ได้เพิกเฉย โดยเฉพาะในกลุ่มของผู้ด้อยโอกาส ดิฉันจึงรู้สึกดีใจ แทนพี่น้องผู้พิการทั่วประเทศ และในเรื่องเหล่านี้ดิฉันถือว่าในส่วนของสภาแห่งนี้ก็คงจะ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อที่จะพิจารณาในส่วนของรายละเอียดตามที่เพื่อนสมาชิก ในสภาได้อภิปรายกันในส่วนของข้อปลีกย่อย ซึ่งในวันนี้ดิฉันคงจะไม่อภิปรายลงลึกรายละเอียด แต่สนับสนุนแล้วก็เห็นด้วยเปึนอย่างยิ่ง ที่จะสนับสนุน พ.ร.บ. ฉบับนี้ สิ่งหนึ่งที่ได้เห็นนั่นก็คือว่า เวลาที่เราลงพื้นที่ไปตาม ต่างจังหวัดนั้น ผู้พิการที่อยู่ในพื้นที่ไม่ว่าจะเปึนในส่วนของพ่อแม่ ไม่ว่าจะเปึนในส่วนของ สามีหรือลูกที่เขาจะต้องเผชิญกับภาวะของความเปึนผู้พิการแล้วจะต้องมาหาเลี้ยงชีพนั้น ซึ่งเปึนสิ่งที่น่าเห็นใจแล้วก็เปึนสิ่งที่ควรที่จะเข้าไปดูแลในส่วนของผู้ด้อยโอกาสเหล่านี้ แต่ว่าก็คงจะฝากในส่วนของข้อสังเกตกับกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นในวันนี้นะคะว่า ในส่วน ของการลดหย่อนภาษีนั้น ดิฉันคงจะฝากในส่วนของถ้าเกิดว่ากรณีของผู้พิการนั้นเขาเปึน ผู้พิการ แล้วถ้าเกิดว่าเขาจะยื่นเสียภาษีในตรงนี้รัฐบาลจะมีนโยบายในเรื่องนี้ให้เขา อย่างไร เพราะว่าเขาก็ต้องได้รับผลกระทบด้วยเช่นเดียวกัน ก็ขอฝากในส่วนของ คณะรัฐมนตรีหรือว่าในส่วนของกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นไว้ด้วยนะคะ แล้วก็อีกกรณีหนึ่ง ในกรณีของการหักลดหย่อน ๓๐,๐๐๐ บาท ดิฉันถือว่าอาจจะน้อยไปสําหรับกรณีของ ผู้พิการ เพราะว่าเขาเองก็ยังเปึนคนที่ด้อยในส่วนของการประกอบอาชีพต่าง ๆ โดยส่วนตัวดิฉันถือว่า ๓๐,๐๐๐ บาทก็น้อยเกินไป ก็อยากจะฝากในกรรมาธิการ ที่จะตั้งขึ้นว่าควรจะเปึน ๕๐,๐๐๐ บาทด้วยซ้ํา ก็ขอฝากเอาไว้ แล้วก็รายละเอียดอื่น ๆ ดิฉันไม่ขอลงลึกรายละเอียด ก็ขอสนับสนุนในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ แล้วก็ขอสนับสนุน กราบขอบพระคุณค่ะ

นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านผ่องศรี ธาราภูมิ ครับ

นางสาวผ่องศรี ธาราภูมิ ลพบุรี 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในเรื่องของ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสิ่งที่หลายท่าน ได้อภิปรายมา โดยเฉพาะที่ให้ข้อสังเกตว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ที่แก้ไขเพิ่มเติม ไม่น่าจะใช่ มาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจนะคะ ดิฉันก็ขอกราบเรียนว่า ดิฉันก็เห็นด้วยเพราะว่า จริง ๆ แล้วที่มาที่ไปของกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมนี้น่าจะมาจากมาตรการภาษีที่เอื้อต่อ การให้และการช่วยเหลือสังคม อันนี้น่าจะเปึนเปัาหลัก เพราะว่าดูจากต้นร่างที่มาจาก คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการแห่งชาติ ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อป้ พ.ศ. ๒๕๕๐ ขณะนั้น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ท่านอดีตรัฐมนตรี ท่านไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เปึนรัฐมนตรี ป้นั้นเปึนป้เฉลิมฉลองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมี พระชนมพรรษาครบ ๘๐ พรรษา รัฐบาลขณะนั้นได้ประกาศให้เปึนป้แห่งการให้และ การช่วยเหลือสังคม ก็ได้มีการขับเคลื่อนกระบวนการต่าง ๆ มากมาย โดยได้มีมติมอบให้ คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการแห่งชาติมีมาตรการภาษีที่เอื้อต่อการให้และ การช่วยเหลือสังคมเปึนเรื่องหลัก คงจะไม่ได้เน้นในเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยได้จัดแบ่งให้เสนอรัฐบาลได้ดําเนินมาตรการนี้กับกลุ่ม ๔ กลุ่มก็คือ กลุ่มองค์กรเอกชน องค์กรธุรกิจ ประชาชนทั่วไปแล้วก็กลุ่มเปัาหมาย โดยมีมาตรการทางด้านภาษี ๘ ประเด็น ในกลุ่มขององค์กรเอกชนก็จะเปึนการสนับสนุนให้กับองค์กรภาคเอกชน ที่ได้ทําประโยชน์เรื่องของสาธารณกุศลสามารถลดหย่อนภาษีได้ เพราะว่าด้วยความ ตระหนักที่ว่าขณะนี้สังคมไทยด้วยภาวะทางเศรษฐกิจแล้วก็สังคม เราพบว่า คนไทยมีปัญหาค่าครองชีพ คนเห็นแก่ตัวมากขึ้น ช่วยเหลือสังคมน้อยลง การที่จะ สร้างแรงจูงใจดึงดูดให้คนหันมาทําเรื่องการกุศลก็ต้องมีมาตรการจูงใจ ยกตัวอย่างเช่น แม้แต่ข้าราชการเองก็เป่ดโอกาสให้มีการลาเพื่อไปบําเพ็ญงานอาสาสมัครได้โดยไม่คิด เปึนวันลา อย่างนี้เปึนต้น ก็มีหลาย ๆ มาตรการ แม้แต่หลักสูตรในโรงเรียน สถานศึกษา ก็พูดว่าน่าจะได้บรรจุหลักสูตรเรื่องอาสาสมัครให้กับนักเรียน นักศึกษา เพื่อปลูกฝัง ค่านิยมในการช่วยเหลือสังคม แล้วก็มาตรการภาษีนี้ก็อยู่ในภาษีเอื้อต่อการให้และ ช่วยเหลือสังคม โดยอยู่ในกลุ่มเปัาหมายคือ กลุ่มของมาตรการที่ ๘ มีทั้งหมด ๘ ประเด็น ประเด็นที่ ๑ ก็คือ องค์กรเอกชนซึ่งจะมีหลาย ๆ เรื่อง ธุรกิจเพื่อสังคมลดหย่อนภาษีได้ องค์กรธุรกิจ ใครที่บริจาคเงินเพื่อการกุศลหรือว่าสมาคมอะไรต่าง ๆ ที่ทําภารกิจเรื่องการช่วยเหลือ สังคมคนด้อยโอกาสก็จะลดหย่อนได้ แม้แต่ประชาชนทั่วไปถ้าหากนําเงินไปบริจาค เพื่อประโยชน์ก็ลดหย่อนภาษี สําหรับชัดเจนที่สุดก็คือข้อที่ ๘ บอกว่า การลดหย่อนภาษี แก่ผู้เลี้ยงดูคนพิการ หลักการเดิมก็คือการกําหนดรายการลดหย่อนภาษีสําหรับบุคคล ธรรมดาที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูคนพิการ อันนี้ไม่ได้บอกว่าหมายถึงเพียงการที่ท่านอลงกรณ์ พลบุตร ได้อภิปรายไปแล้วว่าในสิ่งที่รัฐบาลเสนอมาจะมุ่งเน้นเฉพาะบุพการีก็คือ บิดา มารดา บุตร ธิดา แล้วก็บุพการีของสามี ภรรยา แต่ที่จริงแล้วเปัาหมายเดิมน่าจะระบุว่า กําหนดรายการลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมสําหรับบุคคลธรรมดาที่ต้องอุปการะเลี้ยงดู คนพิการ จะเปึนใครก็ได้ เพราะว่าจริง ๆ แล้วข้อเท็จจริงในสังคมบางครั้งพ่อแม่ที่มีลูก พิการนะคะ ที่ห่วงมากก็คือถ้าพ่อแม่จากไปแล้วลูกจะอยู่กับใคร บางทีลูกนั้น เมื่อพ่อแม่จากไปก่อน คนที่เปึนคนพิการก็จะอยู่กับพี่กับน้อง หรือว่าอยู่กับลุง ปัา น้า อา เพราะฉะนั้นไม่จําเปึนว่าผู้พิการจะต้องอยู่กับพ่อกับแม่ หรือว่าลูกดูแลพ่อแม่อย่างเดียว ดังนั้นเปัาหมายน่าจะครอบคลุมไปถึงใครก็ตามที่ได้ให้ความอุปการะเลี้ยงดูผู้พิการ ไม่เพียงเฉพาะพ่อ แม่ สามี ภรรยา หรือบุตรเท่านั้น ก็ฝากคณะกรรมาธิการวิสามัญด้วย ถ้าหากได้พิจารณาในรายละเอียดน่าจะได้ย้อนกลับไปถึงเปัาหมายเดิมว่าใครก็ตาม ที่ดูแลคนพิการน่าจะได้รับการลดหย่อนภาษีอันนี้เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับคนที่ช่วยเหลือ สังคม แล้วบางครั้งอาจจะไม่ได้เปึนญาติด้วยซ้ํา แต่ว่าเขามีคนพิการที่เห็นอยู่แล้วก็รับมา เลี้ยงดู นอกจากนั้นดิฉันอยากให้ข้อสังเกตอีกอันหนึ่งนะคะ ว่าข้อเท็จจริงที่ดิฉันพบเห็น บางครั้งในครอบครัวหนึ่งไม่ได้มีคนพิการเพียงคนเดียวที่ดูแลอยู่ ดิฉันเห็นบางครอบครัว น่าเห็นใจมาก ลูกคนเดียวมีคนพิการ ทั้งพิการที่เกิดจากโรค เกิดจากวัย พ่อ แม่ พออายุมากเดี๋ยวนี้ ก็เปึนอัมพฤกษ์ อัมพาต ก็เข้าข่ายพิการใช่ไหมคะ หรือบางคน ในครอบครัวประสบอุบัติเหตุคราวเดียว เดินทางไปแล้วก็พิการกัน ๓ – ๔ คน ในครอบครัวเลย คนหนึ่งคนต้องดูแลคนพิการในบ้านถึง ๓ – ๔ คน เพราะฉะนั้น การที่ระบุว่า ๑ คนลดหย่อนภาษี ๓๐,๐๐๐ บาทหมายถึงคนที่เลี้ยงดูใช่ไหมคะ อาจจะเพิ่มรายละเอียดไปว่า ๓๐,๐๐๐ บาท ต่อคนพิการ ๑ คน เพราะว่าบางครอบครัว มีคนพิการมากกว่า ๑ คน อยู่ในครอบครัวนั้นนะคะ ก็ขอฝากท่านประธานไปยัง ท่านรัฐมนตรีด้วยนะคะ เพราะว่าในข้อเท็จจริงเปึนอย่างนี้จริง ๆ แล้วในขณะนี้ สังคมชนบทผู้สูงวัยที่เปึนอัมพฤกษ์ อัมพาตมีมากขึ้น อันนี้ก็เข้าข่ายผู้พิการ แต่สําหรับ คนพิการเองเขาก็สะท้อนว่าคนพิการนั้นไม่ต้องการความสงสารหรือความเมตตา แต่เขาต้องการโอกาสที่เท่าเทียม นะคะ เพราะฉะนั้นคนพิการในสังคมไทยก็มีทั้งคนพิการ ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ก็คือต้องอาศัยความช่วยเหลือจากผู้อื่น คนพิการที่ดูแลตัวเองได้ ไม่เปึนภาระ ดูแลตัวเองได้ แต่ก็ไม่สามารถช่วยเหลือสังคมได้ แล้วก็ยังมีคนพิการ ที่มีศักยภาพ นอกจากดูแลตัวเองแล้ว ยังดูแลคนในครอบครัว แล้วก็ช่วยเหลือสังคม ได้ด้วย ยกตัวอย่างอย่างที่เราเห็นก็อย่างเช่นพิธีกรดังที่เปึนผู้พิการ มนุษย์ล้อนะคะ นอกจากไม่เปึนภาระต่อสังคมแล้วยังช่วยเหลือคนอื่นได้ด้วย เพราะฉะนั้นมาตรการภาษีนี้ แต่ว่าถ้าเราบอกว่าจะดูแลเปึนแรงจูงใจให้กับคนในครอบครัวที่ดูแลคนพิการก็อาจจะ ไม่ต้องละเว้นให้ทั้งหมด เพราะว่าเงินส่วนนั้นเขาก็อาจจะไปช่วยคนอื่นต่อก็ได้ ถึงแม้ว่า ตัวเขาเองอาจจะเปึนมหาเศรษฐีแต่ว่าพิการด้วยอุบัติเหตุ ถ้าเขาได้รับค่าลดหย่อนตรงนี้ เงินตรงนั้นเขาก็อาจจะไปทํากุศลอย่างอื่นก็ได้ เพราะฉะนั้นก็อยากจะให้ท่านประธาน ได้ฝากให้ท่านรัฐมนตรีแล้วก็คณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาในเรื่องนี้ด้วย

อีกอันหนึ่งที่อยากจะฝากไปก็คือเรื่องของคนพิการ ก็ยังมีมาตรการที่ ถ้าหากรัฐบาลจะช่วยแล้วก็สนับสนุนในเชิงภาษีด้วย อย่างเช่น สถานประกอบการ ที่รับคนพิการเข้าไปทํางาน อันนี้อาจจะทําอยู่แล้วว่ามีการลดหย่อนภาษีให้กับ สถานประกอบการ เป่ดโอกาสให้คนพิการได้เข้าไปทํางาน หรือว่าขณะนี้ได้มีการส่งเสริม เรื่องความสามารถกีฬาคนพิการ เราจะเห็นได้ว่าคนพิการของเราก็ไปแข่งกีฬาคนพิการ ก็ได้รับเหรียญรางวัล แต่ว่าในทางการส่งเสริมยากลําบากมากเลย ก็เลยถือโอกาสว่า ท่านรัฐมนตรีมาแล้วก็ขอฝากไปด้วย สมาคมคนพิการที่จัดแข่งกีฬาในจังหวัดนะคะ ได้รับเงินอุดหนุนน้อยมากเลยนะคะ แล้วก็เวลาจะจัดงานกีฬาคนพิการทั้งทีก็ต้อง ไปขอรับบริจาคต่าง ๆ มากมาย ทั้ง ๆ ที่ถ้าหากว่ารัฐบาลจะได้ส่งเสริมและให้โอกาสจริง ๆ ก็กระตุ้นไป บริษัท ห้างร้านที่สนับสนุนกีฬาผู้พิการก็สามารถลดหย่อนภาษี แล้วก็จะทําให้ เราสามารถพัฒนาคนพิการให้โอกาสกับเขาด้วย เพราะว่าจริง ๆ แล้วก็มีศักยภาพ หลายอย่างสําหรับผู้พิการ ดิฉันก็คงขอฝากกราบเรียนในส่วนตรงนี้ไว้ว่า อันที่ ๑ ก็คือ อยากจะขอพิจารณาผู้ที่อุปการะคนพิการให้เพิ่มเติมครอบคลุมมากกว่าที่ปรากฏ ในร่างที่ให้มานี้ อันที่ ๒ ก็คืออยากจะขอให้ช่วยพิจารณามาตรการต่าง ๆ ที่จะช่วยเหลือ คนพิการให้ครอบคลุมมากขึ้น ขอกราบขอบพระคุณค่ะ

นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านประเสริฐ ครับ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง นครราชสีมา 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา พรรคพลังประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้อง ขอแสดงความชื่นชมต่อรัฐบาลนี้ที่ได้นําร่างกฎหมายพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลรัษฎากร (ฉบับที่..) พ.ศ. .... เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ แสดงให้เห็นถึงความจริงใจของรัฐบาลในการที่อยากจะมาแก้ไขและช่วยเหลือผู้พิการ นอกจากนั้นแล้วยังสอดคล้องกับนโยบายที่รัฐบาลนั้นได้แถลงต่อรัฐสภา ในเรื่องของ การช่วยเหลือผู้พิการที่ขาดโอกาสทางสังคมในเรื่องต่าง ๆ ผมอยากจะกราบเรียนถึง ข้อคิดเห็นและข้อสังเกตบางประการให้รัฐบาลและที่ประชุมแห่งนี้ได้รับทราบ

ในเรื่องแรกนั้น ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับสาระสําคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ เพราะร่างกฎหมายฉบับนี้นั้นจะเปึนการให้ผู้มีเงินได้ได้นําค่าอุปการะที่เลี้ยงดูบิดา มารดา สามี ภรรยา บุตรตามกฎหมาย บุตรบุญธรรม มาหักลดหย่อนในการคํานวณภาษีเงินได้ คนละ ๓๐,๐๐๐ บาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในร่างกฎหมายฉบับนี้ สาระสําคัญบอกว่า ถ้าป้ ๒๕๕๑ ใครดูแลผู้พิการแล้วก็สามารถนําไปหักได้ในป้ ๒๕๕๒ สิ่งเหล่านี้ผมเชื่อว่า เปึนประโยชน์อย่างยิ่ง นอกจากนั้นแล้ว สามีและภรรยาที่แยกยื่นรายการเสียภาษี สามารถนํามาหักค่าลดหย่อนอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้พิการได้คนละกึ่งหนึ่ง ผมเรียนว่า สาระสําคัญของกฎหมายฉบับนี้เปึนประโยชน์อย่างยิ่งในสถานการณ์เศรษฐกิจ ในยุคปัจจุบัน

ความเห็นในเรื่องที่ ๒ อยากจะเรียนว่ากฎหมายฉบับนี้นั้นเปึนการ สร้างแรงจูงใจให้กับผู้มีเงินได้ได้ดูแลผู้พิการในการขยายขอบเขตได้มากขึ้น ท่านประธาน ที่เคารพครับ สถานการณ์ของผู้พิการในประเทศของเรา ซึ่งป้ ๒๕๕๑ คิดถึง เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ตามตัวเลขนั้นมีทั้งหมด ๗๕๐,๐๐๐ คน เปึนผู้พิการ ที่อยู่ในจังหวัดในเขตภาคอีสาน ๒๒๘,๐๐๐ คน จริง ๆ แล้วเปึนจํานวนมาก ผมเชื่อว่า ยังมีผู้พิการอีกเปึนจํานวนมากที่อยากจะจดทะเบียนขึ้นเปึนผู้พิการ แต่อุปสรรค ทางเศรษฐกิจ ทางด้านรายได้ต่าง ๆ นั้น ทําให้เขามีข้อจํากัดในการเดินทางไปที่จังหวัดก็ดี เพราะหน่วยงานของกรมพัฒนาชุมชนนั้นไม่ได้มีหน่วยงานในระดับอําเภอ ท่านประธาน ที่เคารพ ปัจจุบันจํานวนผู้พิการ แม้ว่าวิทยาการทางการแพทย์นั้นจะดีขึ้น อย่างไรก็ตาม แต่จํานวนผู้พิการนั้นก็ยังปรากฏเปึนจํานวนมากอยู่ในสังคมไทย และเงินสงเคราะห์ ผู้พิการที่รัฐได้จัดสรรให้นั้นก็ไม่ได้เพียงพอแต่อย่างใด ผมยังเห็นว่าการสร้างแรงจูงใจ ให้กับผู้ที่มีเงินได้นั้น จะเปึนการลดภาระอย่างหนึ่งของรัฐบาลในการที่จะมี บุคคลภายนอกนั้นมาดูแลผู้พิการ ซึ่งถือได้ว่าเปึนบุคคลที่พวกเรานั้นจะต้องให้ ความสําคัญเปึนพิเศษ

ประการถัดมานั้นผมเห็นว่าร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ฉบับนี้นั้นสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญในมาตรา ๕๔ ในเรื่องของการให้บุคคลซึ่งพิการนั้น มีสิทธิเข้าถึงบริการสาธารณะได้มากขึ้นแล้วก็โดยเท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้น การนําร่างกฎหมายฉบับนี้เข้ามาจึงเปึนการปฏิบัติให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นอกจากนั้นแล้วเมื่อไปดูตามมติของคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการแห่งชาติ ในเรื่องมาตรการภาษีที่ช่วยเหลือผู้พิการเขาได้กําหนดเอาไว้ทั้งหมด ๘ เรื่อง ไม่ว่าจะเปึน เรื่องมาตรการที่จะให้โรงงานอุตสาหกรรมที่จ้างแรงงานจํานวน ๒๐๐ คน ต้องจ้างผู้พิการ ๑ คนในแต่ละโรงงานนั้น ก็เปึน ๑ ใน ๘ มาตรการ มาตรการที่นํามาเปึนหลักการ ของกฎหมายในวันนี้ก็เปึนมาตรการในเรื่องภาษีแก่ผู้พิการ เปึนการสร้างแรงจูงใจแล้วก็ ทําให้ผู้มีเงินได้นั้นได้มีเจตนาที่จะช่วยเหลือผู้พิการในวงกว้างที่มากขึ้น ท่านประธาน ที่เคารพครับ อย่างไรก็ตามข้อสังเกตของกฎหมายฉบับนี้ ร่างกฎหมายฉบับนี้นั้นแม้จะ เปึนการแก้ไขเพิ่มเติมแต่กฎหมายฉบับนี้มีข้อจํากัดอยู่หลายอย่าง ท่านสมาชิกหลายท่าน ได้อภิปรายไป ผมขอย้ําอีกครั้งหนึ่ง ๑. ในเรื่องของกฎหมายฉบับนี้นั้นได้กําหนดให้ ผู้มีเงินได้ต้องมีทะเบียนบ้านอยู่ในที่แห่งเดียวกับผู้พิการ สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าน่าจะ มีการแก้ไข เพราะว่าเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้ให้เหตุผลไป ยามใดที่ผู้ดูแลผู้พิการนั้น ไม่ได้มีทะเบียนอยู่อาจจะเพราะเหตุใดก็ตาม จะทําให้ผู้พิการท่านนั้นได้ขาดการดูแล อย่างสิ้นเชิง นอกจากนั้นแล้วข้อสังเกตในเรื่องของคําว่านิยามของผู้พิการนั้น ในร่างกฎหมายฉบับนี้บอกว่าผู้พิการที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผู้พิการในประเทศนั้นมีถึง ๔ ล้านกว่าคน เปึนตัวเลขที่ปรากฏขึ้นน่าจะเปึนความจริง ในยุคปัจจุบัน ผมเชื่อว่าถ้าเราดูแลในการครอบคลุมในทั้งหมด ๔ ล้านคนที่มากขึ้นนั้น ผมคิดว่าเราจะทําให้ผู้พิการเหล่านั้นได้รับประโยชน์อย่างสูงสุด แม้ว่ารัฐนั้นอาจจะ เสียรายได้ในเรื่องของภาษีแต่รัฐก็ลดค่าใช้จ่ายบางส่วนในเรื่องของการดูแลผู้พิการลง ผมมีโอกาสได้ไปจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการในฐานะที่เปึนกรรมาธิการเด็ก สตรี เยาวชน และผู้พิการ ได้มีโอกาสคุยกับผู้พิการหลายคน เขาบอกว่าสิ่งที่เขาอยากได้รับนั้น จริง ๆ แล้วมาตรการทางการเงินนั้นก็เปึนเรื่องหนึ่ง แต่สิ่งที่สําคัญนั้นก็คือการได้อยู่ ในสังคมอย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรีและสิ่งที่เขาต้องการนั้นคือเขาอยากช่วยเหลือตัวเองให้ได้ เขาไม่อยากเปึนภาระให้กับสังคมโดยตลอดไป ก็อยากจะกราบเรียนท่านประธาน ถึงข้อสังเกตในเรื่องที่ ๒

ข้อสังเกตในเรื่องสุดท้าย ผมเองมีความเห็นเหมือนกับท่าน ส.ส. ฟาริดา การที่นําเงินค่าลดหย่อนมาหักได้ ๓๐,๐๐๐ บาทนั้น จริง ๆ แล้วจะมองว่ามากก็มาก จะมองว่าน้อยก็น้อย น่าจะขยายเงินจํานวนนี้ให้ได้มีวงเงินที่ลดหย่อนได้สูงขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเห็นว่าข้อสังเกต ๓ – ๔ เรื่องนั้นน่าจะเปึนประโยชน์ มากมายหลายอย่าง แล้วก็เปึนข้อคิดที่รัฐบาลนั้นน่าจะนําไปสู่การแปรญัตติในขั้นที่ ๒ อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่าผมอยากให้สภาแห่งนี้ได้เห็นชอบต่อร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ แล้วก็นําไปสู่กระบวนการขั้นที่ ๒ คือขั้นแปรญัตติ แล้วก็เร่งนําประกาศใช้ในโอกาสต่อไป ขอขอบคุณครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญคุณหญิงกัลยาครับ

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช กรุงเทพมหานคร 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานคะ เดิมทีเดียวดิฉันก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะใช้เวลาของสภา แห่งนี้เกี่ยวกับพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แต่ว่าเมื่อได้ฟังสมาชิกหลาย ๆ ท่านได้อภิปรายแล้ว ดิฉันก็อยากจะขอชื่นชมสมาชิก ทุกคนที่อภิปรายมีความเข้าใจและก็มีความห่วงใยสังคมเปึนอย่างมาก แต่สิ่งที่ดิฉัน อยากจะขอพูดสั้น ๆ ๒ – ๓ ประเด็นค่ะ

ประเด็นแรก ดิฉันอยากจะชื่นชมแล้วก็ยินดีกับรัฐบาล แต่ไม่เต็มที่ค่ะ แล้วก็ดิฉันจะเรียนให้ท่านประธานทราบว่าเพราะอะไรดิฉันถึงพูดอย่างนี้ แล้วก็ดิฉันคิดว่า เปึนโอกาสเดียวที่ดิฉันจะได้มีโอกาสพูดในสิ่งที่สมาชิกยังไม่ได้พูด ยังไม่ได้อภิปรายกัน หลายท่านก็บอกว่ามาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นและฟุ๋นฟูเศรษฐกิจยังไม่ใช่ แต่ดิฉันคิดว่า ตรงส่วนนั้นก็เปึนส่วนหนึ่งถ้าเขาสามารถที่จะหักลดหย่อนภาษีได้มากขึ้นก็คงจะ ช่วยทําให้เศรษฐกิจในครอบครัวเขาดีขึ้น แต่ว่านั่นไม่ใช่หัวใจค่ะ จริง ๆ แล้วก็คือ เพื่อคุณภาพชีวิตของสังคมโดยส่วนรวมดีขึ้น ทั้งพ่อ แม่ ลูก หรือบุตรบุญธรรม หรือคนที่พระราชบัญญัติได้กําหนดไว้ แต่จริง ๆ แล้วก็หมายถึงทุก ๆ คนของสังคมนั่นเอง

ประการแรก ดิฉันคงไม่ลงละเอียดและก็ไม่พูดซ้ําเหมือนกับสมาชิก ได้พูดไปแล้ว ดิฉันคิดว่าประการแรกคิดดีแล้ว แต่ว่าการที่จะให้บุคคลพิการไปขึ้นทะเบียน มีความยุ่งยากอยู่มาก อย่าว่าแต่ไปขึ้นทะเบียนเพื่อจะไปรับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล หรือขอลดหย่อนภาษีเลย แม้กระทั่งการไปเสียภาษีก็มีแบบฟอร์มที่จะกรอกยุ่งยากมาก ดิฉันก็อยากจะฝากให้กรรมาธิการหรือรัฐบาลช่วยไปพิจารณาว่าสามารถที่จะหาวิธีการ ที่ให้ง่ายกว่านี้หรือไม่ เพราะว่าคนพิการเขาทุกข์อยู่แล้ว และเปึนเสมือนไปซ้ําเติมเขาว่า เขาพิการ ประจานเขาให้เขายิ่งช้ําใจมากยิ่งขึ้น ถ้าเขาสามารถที่จะหาเลี้ยงชีพเองได้ อย่างที่คุณผ่องศรีได้พูด ขออนุญาตที่ต้องเอ่ยนาม ว่าบางคนเขายังช่วยครอบครัวได้ อันนี้เปึนเรื่องจริงค่ะ ดิฉันก็ได้ประสบกับตัวดิฉันเองนะคะ อยากจะให้ทําให้ง่าย และก็อย่าไปซ้ําเติมว่าเขาเปึนคนพิการ เขาจะต้องยุ่งยากมากที่จะต้องไปขึ้นทะเบียนก่อน กว่าที่จะได้รับลดหย่อนภาษีตามที่การแก้ไขพระราชบัญญัติในครั้งนี้ สิ่งสําคัญที่เปึนหัวใจ ที่ดิฉันอยากจะกราบเรียนท่านประธานในวันนี้นะคะก็คือว่าเวลาพูดถึงคนพิการ คนก็มักจะมองจากกายภาพที่มองเห็นว่าคนนั้นตาบอด คนนั้นหูหนวก คนนั้นขาขาด คนนั้นเดินไม่ได้ คนนั้นมือไม้ไม่สมประกอบ แต่ท่านประธานคะผู้พิการอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งท่านประธานอาจจะนึกภาพไม่ออกเลยว่าถ้าครอบครัวใดมีลูกพิการ คือบกพร่อง ทางสมองหรือพูดอีกนัยหนึ่งโดยภาษาทั่วไปก็คือเด็กปัญญาอ่อนหรือคนปัญญาอ่อน ดิฉันไม่อยากให้มารวมอยู่ในประเภทเดียวกัน ท่านประธานคะ ดิฉันทํางานกับ เด็กปัญญาอ่อนมาอย่างน้อย ๒๕ ป้ ดิฉันเดินทางไปทั่วประเทศ พบสิ่งที่ท่านประธาน นึกไม่ออกเลย โดยเฉพาะอีสานคนยิ่งจนมีลูกพิการทางสมองหรือคนปัญญาอ่อนแล้วก็ ยิ่งยากจนและก็ยุ่งยากมากขึ้น หลาย ๆ ครอบครัวเขาจะต้องทิ้งเด็กพิการไว้บนเรือน แล้วออกไปทําไร่ไถนา เด็กไม่มีใครหาข้าวให้ทาน แล้วก็ตกลงมาพิการร่างกายอีกต่างหาก ภาพหนึ่งที่ดิฉันจําได้ติดตาเลยนะคะท่านประธาน มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งพิการ คือปัญญาอ่อน เขาแก้ผ้า ไม่ได้ใส่เสื้อผ้า พ่อ แม่ ทําอย่างไรไม่ทราบ เอาลูกขังไว้กับหมูค่ะ ที่ใต้ถุนเรือน ถ้าพูดถึงคนพิการที่เรากําลังพูดถึงว่าลดหย่อน ๓๐,๐๐๐ บาท ให้กับเด็กคนนี้ ของครอบครัวนี้ที่ลูกจะต้องอยู่กับหมู เล้าหมู อยู่ใต้เรือน แล้วไม่มีคนหาอาหารกลางวัน ให้ทาน ๓๐,๐๐๐ บาท หรือลดภาษีให้ทั้งหมดก็คงเลี้ยงดูเด็กคนนี้ให้มีคุณภาพชีวิต เปึนปกติมนุษย์ไม่ได้ค่ะ เพราะฉะนั้นดิฉันก็คิดว่ามีจิตใจที่จะลดหย่อนให้กับคนพิการ ก็ดีแล้ว แต่ที่ดิฉันพูดในตอนแรกว่า อยากจะชื่นชม แต่ดิฉันคิดว่ารัฐบาลหรือ คณะรัฐมนตรีก็ยังคิดไม่รอบคอบเพียงพอค่ะ เพราะว่าในสังคมนี้มีคนด้อย ด้อย ด้อย ยกกําลัง ๑๐๐ อย่าว่าแต่ทานข้าวเลย เคี้ยวเองก็ยังเคี้ยวไม่ได้ จะต้องสอนกันเลยนะคะ ท่านประธาน ดิฉันพบเด็กคนหนึ่งที่ในศูนย์ที่ดิฉันดูแลอยู่อายุ ๑๐ ขวบ ยังเคี้ยวอาหาร ไม่ได้ค่ะ ดื่มน้ํา ดื่มนม มาตลอดชีวิต แล้วก็ร้องไห้กรี๊ด ๆ ตลอดเวลา ทําร้ายตัวเอง ทําร้าย คนอื่น ครอบครัวที่มีลูกป์วยตลอดหนึ่งเดือน พ่อแม่เขาแทบใจสลาย ถ้าครอบครัวใดมีลูก ปัญญาอ่อนนะคะท่านประธาน อะไรก็ทดแทนไม่ได้ เพราะฉะนั้นดิฉันอยากให้รัฐบาล หันมาให้ความสนใจ แล้วก็แยกพิจารณาว่าจะช่วยครอบครัวที่มีเด็กปัญญาอ่อนหรือมี คนปัญญาอ่อนอยู่ในครอบครัวได้อย่างไร ไม่ต้องพูดถึงการศึกษาหรือทํามาหากินเลย เขาไม่สามารถที่จะบอกกับเราได้ เขาไม่สามารถที่จะร้องแรกแหกกระเชอที่ไหน ว่ารัฐบาลทิ้งเขาทั้ง ๆ ที่เขาเปึนคนไทย ทั้ง ๆ ที่พ่อ แม่เขาก็จ่ายภาษีเต็ม ๑๐๐ เต็มอัตรา แต่รัฐบาลทอดทิ้งเขาโดยสิ้นเชิง มีองค์กรเอกชนยื่นมือเข้ามาช่วยก็ไม่ได้รับ การสนับสนุนจากรัฐบาล เพราะฉะนั้นการที่จะดูแลหรือทําให้คุณภาพชีวิตของคนไทย ได้รับสิทธิอย่างน้อยจากความเปึนคนไทยให้เปึนมนุษย์ปกติได้ รัฐบาลน่าจะคิดถึง ครอบครัวที่มีเด็กปัญญาอ่อน แล้วก็องค์กรที่ดูแลเด็กปัญญาอ่อน เด็กปกติ อาจารย์ สอนเขา ๑๐ ครั้ง สอนซ้ํา ๆ เขาก็จะจําได้ สําหรับเด็กปัญญาอ่อนสอนเขา ๑๐๐ ครั้ง ไปติดเสาร์ อาทิตย์ กลับมาเขาก็จําไม่ได้แล้วค่ะท่านประธาน ครูที่สอนเด็กปัญญาอ่อน แบตเตอรี่หมดได้เร็วมาก สอนเท่าไรก็ไม่ได้ผล มันไม่มีกําลังใจ ไม่มีแรงใจเลย ท่านประธานลองคิดดูสิว่าแล้ว พ่อ แม่ เขาจะเปึนอย่างไร เหมือนกับลูกป์วยตลอดชีวิตค่ะ เศรษฐกิจของครอบครัวที่จะต้องมาดูแลเด็กที่พิการมากเปึนหลายเท่าทวีคูณอย่างนี้ รัฐเคยคิดไหมคะ เคยคิดถึงบุคคลกลุ่มเหล่านี้ไหม ตามสถิติแล้วประเทศที่เจริญแล้ว เด็กปัญญาอ่อนจะมีประมาณ ๑ ถึง ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ แต่สําหรับประเทศที่กําลังพัฒนานี้ ครอบครัวที่จน เด็กปัญญาอ่อนเกิดขึ้นมายังไม่ทันไรก็ตายไปแล้วค่ะ เพราะฉะนั้นจํานวน เด็กปัญญาอ่อนที่ยังมีชีวิตอยู่ที่ครอบครัวเขาต้องดูแลเปึนจํานวนแสนเท่านั้นเองค่ะ ดิฉัน อยากจะฝากท่านประธานไปถึงรัฐบาล หรือท่านรัฐมนตรีซึ่งก็ไม่ทราบหายไปไหนแล้ว ว่าช่วยพิจารณาเรื่องนี้เปึนกรณีพิเศษ แยกเปึนประเภทอีกประเภทหนึ่งต่างหาก เพราะจะรวมกับคนพิการโดยทั่วไปไม่ได้ค่ะ แม้จะลดภาษีให้ พ่อ แม่ เขาโดยไม่ต้องจ่าย ภาษีเลย ก็ไม่ได้ทดแทนในความเศร้าใจ สลดใจ แล้วก็การที่จะต้องใช้เวลาทุ่มเทกับ บุตรของเขาคนนี้ค่ะ ดิฉันอยากจะฝากว่าถ้ารัฐบาลสามารถที่จะลดหย่อนภาษีให้กับครอบครัว ที่มีเด็กปัญญาอ่อนเปึนกรณีพิเศษเปึนกรณีไปโดยที่มีแพทย์รับรอง ดิฉันคิดว่า พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ...) พ.ศ. .... ที่คณะรัฐมนตรี นําเสนอเข้ามาในสภาผู้แทนราษฎรครั้งนี้ก็จะมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ดิฉันฝาก ท่านประธาน ฝากท่านรัฐมนตรี แล้วก็ฝากกรรมาธิการ ที่จะได้มีตั้งขึ้นไป ขอให้ช่วย พิจารณาเพิ่มเติมสําหรับเด็ก ผู้ด้อยโอกาส ด้อยที่สุดในโลกแล้วค่ะ ขอบคุณมากค่ะ

นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผมขอจัดลําดับผู้อภิปรายที่เหลืออยู่ดังนี้นะครับ เดี๋ยวจะเชิญท่านวรศุลี แล้วก็ คุณหมอวรงค์ แล้วก็คุณหมอชลน่านนะครับ เชิญท่านวรศุลีครับ

นางวรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์ มุกดาหาร 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน วรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์ พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดมุกดาหาร ดิฉันขอร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ...) พ.ศ. .... ดิฉันเห็นด้วยในกรณีที่มีร่างพระราชบัญญัติกฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้น ในป้ ๒๕๕๑ นี้ เข้ากับสภาวะวิกฤติเศรษฐกิจในขณะนี้เช่นเดียวกัน ทราบว่าท่านรัฐมนตรี คงเห็นสภาพนักธุรกิจที่ย่ําแย่อยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะประเทศไทยหรือประเทศ สหรัฐอเมริกาเศรษฐกิจต่าง ๆ นี้ เกิดผลมาจากประชากรที่อยู่ ก็อาจจะเกี่ยวผลไปกับ การจ่ายภาษี ชําระภาษี หรือการให้การช่วยเหลือด้านภาษีอีกเช่นเดียวกัน งบประมาณ แผ่นดินก็เกิดจากภาษีราษฎรเช่นเดียวกัน ดิฉันเห็นด้วยในกรณีที่จะให้มีการแก้ไขและ เพิ่มเติมประมวลรัษฎากรนี้ ในสาระสําคัญของพระราชบัญญัติแห่งนี้ ดิฉันได้อ่านแล้ว และเข้าใจว่ากําหนดให้มีผู้ที่มีรายได้ ก็เท่ากับว่าผู้ที่ทําการค้าขาย ไม่ว่าจะเปึนร้านค้าย่อย ไม่ว่าจะเปึนผู้ที่ขายก๋วยเตี๋ยวในตลาด ไม่ว่าจะเปึนผู้ที่ค้าขายร้านขายโชห่วยอย่างนี้นะคะ หรือแม้กระทั่งผู้ที่มีโรงงานที่ตั้งขึ้น หรือแม้กระทั่งที่มีโรงงานที่ด้านผลผลิตทางการเกษตร หรืออีกอย่างหนึ่งก็คือด้านรถยนต์อะไรต่าง ๆ ซึ่งเกี่ยวกับเศรษฐกิจที่จะต้องชําระภาษี ดิฉันเห็นด้วยว่าให้การลดหย่อน ให้การลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดู บิดา มารดา สามีและ ภรรยา บุตรชอบด้วยกฎหมาย หรือบุตรบุญธรรมของผู้มีรายได้ กลุ่มผู้ค้า ยกตัวอย่าง กลุ่มผู้ค้าปุิย ทางรัฐบาลได้กําหนดให้มีการนําเข้าปุิย ทั้ง ๆ ที่ซื้อปุิยจากประเทศจีน ทางจีนตั้งแต่ที่ตั้งอัตราภาษีนําเข้า ๐ เปอร์เซ็นต์ จนเดี๋ยวนี้ ๑๓๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ไทยเรา พอจัดเข้ามาถึง ส่งพืชผลออกไปที่จีนแดง ไม่คิดภาษี แล้วก็กําหนดให้กับพวกโรงงาน ไม่ต้องเสียภาษีในส่วนนี้ ตัวนี้ก็คือเงินภาษีที่จะได้นั้นก็ลดไปแล้ว แต่ว่าส่วนภาษี ที่ต้องจ่ายให้กับประเทศจีนนั้นเพิ่มขึ้น ก็เท่ากับว่าเกิดขึ้นให้กับกลุ่มเกษตรกรที่จะต้อง จ่ายค่าภาษีเพิ่มขึ้นคือซื้อปุิยแพงมากขึ้น ดิฉันเห็นด้วยในส่วนนี้ เพราะว่าในกฎหมาย ในการที่กําหนดให้ผู้ที่ค้าสารเคมี อย่างเช่น ปุิยเคมี สารระเหยต่าง ๆ นี้ ไม่ต้องเสียภาษี แต่ก็ดีค่ะ ไม่ต้องเก็บค่าภาษี แต่ผู้ค้าถ้าไม่ได้เก็บภาษีกับเขา แต่ทางกระทรวงพาณิชย์ ไม่ได้กําหนดราคาให้เขาขาย ก็เท่ากับว่าเขาเอาผลภาษีในส่วนที่เปึนรายได้มาจ่ายให้ ก็ดีเหมือนกันค่ะ ดิฉันขอสนับสนุนในส่วนนี้เนื่องจากว่า อย่างเช่นยกตัวอย่าง ในโรงงาน ในแต่ละโรงงานนี้ผู้ที่เปึนเจ้าของโรงงานมีสารระเหยและมีสารเคมีอยู่ในโรงงาน ลูกของผู้มีอันจะกินก็ผู้มีรายได้ ส่วนมากจะพิการ อยู่ในจังหวัดมุกดาหารของดิฉัน ก็มีอยู่ ๒ ราย ๑ รายก็คือขายก๋วยเตี๋ยว อีก ๑ ราย เปึนโรงงานอัดมัน ลูกเกิดมา ไม่ใช่พิการมาแต่กําเนิด แต่พิการมาจากที่วงการแพทย์ใช้ยาที่หมดอายุในการที่ฉีดยา ปัองกันโปลิโอฉีดให้ แล้วทําให้เด็กนั้นพิการเปึนโปลิโอ ปัจจุบันนี้เด็กคนนั้นอายุตั้ง ๒๙ ป้แล้วค่ะ ๒๙ ป้ทําอะไรไม่ได้ พ่อแม่นี้อยู่ในโรงงาน พอในโรงงานนั้นเขาจัดซื้อพวกผลผลิตทางการเกษตร ซื้อมา ทีนี้ในกรณีที่ในการรักษา ในการดูแล ๑. ทําให้ พ่อ แม่ เคร่งเครียด แล้วจะต้องมาดูว่าราคาผลผลิตนี้มันตกต่ําบ้าง หรือมันต้องซื้อในราคาเท่าไร ถ้าหากว่าในกรณีที่รัฐบาลกําหนดให้ซื้อราคา ๑.๖๐ บาท อย่างนี้ เขาอาจจะไปซื้อกับเกษตรกรแค่ ๑.๒๐ บาท ก็จะเอาส่วนต่างนั้นนะคะ เอาส่วนต่างนั้นไปรักษาลูกที่พิการ นี่ล่ะค่ะเปึนผลในส่วนที่ว่าในกรณีที่กฎหมายนี้ เขียนบอกว่าสามารถที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจแล้วฟุ๋นฟู แล้วก็พัฒนาส่งเสริมคุณภาพชีวิต ให้กับประชาชน ซึ่งไม่นับว่าจะระดับเกษตรกรหรือระดับผู้มีอันจะกิน ผู้มีรายได้ กฎหมายนี้เอื้อให้กับประชาชนทุก ๆ ระดับ แต่ในการตั้งข้อสังเกตในกฎหมายที่กําหนดนี้ ไว้ว่าให้ลดหย่อนภาษีได้คนละ ๓๐,๐๐๐ บาท ดิฉันอยากตั้งข้อสังเกตให้กับกรรมาธิการ ที่จะเข้าพิจารณา ในประมวลกฎหมายนี้ว่า ไม่น่าจะกําหนดให้คนละ ๓๐,๐๐๐ บาท อย่างเช่น ผู้พิการที่มากหน่อย ผู้พิการที่น้อยหน่อยอย่างนี้นะคะ ผู้พิการที่มาก อย่างพิการ หู พิการตา ในการรักษาตา รักษาหูในปัจจุบันนี้นะคะ หมอที่รักษานั้นคิดราคาสูงมากค่ะ สูงมาก อาจจะไม่อยู่ในกรอบของการให้รักษาฟรี ๓๐ บาทนั้น ไม่ว่าจะเรื่องรักษาจักษุ แพทย์ หู คอ ตา จมูก อย่างนี้นะคะ ปัญหาที่เกิดขึ้นในส่วนตาและในส่วนหู ในส่วนนี้จะ เกิดขึ้นส่วนมากในกลุ่มของผู้ที่อยู่ในโรงงาน เพราะกลุ่มผู้ที่อยู่ในโรงงานนั้นเสียงค่ะ เสียงที่อยู่ในโรงงานนี้ดังมาก ประสาทหูนี้จะเสียไป ดิฉันก็เลยอยากจะขอตั้งข้อสังเกต ในส่วนนี้ว่า ในกรรมาธิการที่จะพิจารณาว่าคนละ ๓๐,๐๐๐ บาทนั้น ควรที่จะพิจารณา ในส่วนที่ระดับว่าจะจ่ายให้ลดหย่อนมากกว่านี้ได้ไหม หรือลดกว่านี้ได้ไหม ตามขนาด ของบุคคลผู้พิการนั้นนะคะ เพราะคิดว่าผู้พิการหูและพิการตานี้ก็คงจะใช่ผู้ที่ไม่สามารถ ที่จะทําอะไรให้กับครอบครัวนั้นได้ ก็รังแต่เฉพาะอาศัยเงินรายได้ของพ่อแม่ที่จะต้อง ไปขูดรีด ไม่ใช่ขูดรีดค่ะ ไปขายสินค้าตนเองออกให้กับประชาชนส่วนล่างอีกระดับหนึ่ง เปึนผู้มาจับจ่าย ดิฉันขอตั้งข้อสังเกตในส่วนนี้ แล้วก็ขออภิปรายว่า ในส่วนที่ท่านรัฐมนตรี มีข้อคิดเห็นในการที่จะลดหย่อนในส่วนนี้ อยากจะขอฝากไปอีกเรื่องหนึ่งว่าในกลุ่มของ ผู้พิการทางจิต ก็ไม่ทราบว่าผู้พิการทางจิตนี้ในกระบวนการของกระทรวงสาธารณสุขนั้น ประกอบด้วยอะไร แต่เห็นว่าในพื้นที่ภาคอีสาน ตามบ้านนอกนะคะ เขาเรียกว่า ผีบ้า พวกกลุ่มผีบ้าที่สติสตังค์ไม่ดี แล้วไม่ใช่ว่าเขาอยากจะผีบ้า ไม่ใช่ว่าเขาอยากจะสติสตังค์ ไม่ดีอย่างนี้ แต่ในส่วนว่าเคร่งเครียดนะคะ เกษตรกรที่ปลูกเกษตรกรรมผลผลิต ทางการเกษตรอย่างนี้ อย่างเช่นมันที่ตกต่ํา ไม่ว่าจะ ๒.๕๐ บาท จนถึงปัจจุบันนี้ ได้แค่ ๙๕ สตางค์ พ่อแม่ของเขาคิดมากนะคะ จะคงไว้อยู่ ยังไม่ขุดออกมาขายก็กลัวว่า จะเน่าเป๋ือยเสียก่อน เพราะว่าน้ํามันจะท่วม ก็ทําให้ลูก ๆ นั้นก็โดนปัญหานี้เกิดขึ้น ทําให้ตัวเองนี้เคร่งเครียดมาก แล้วก็เกิดเปึนปัญหาว่าตัวเองนั้นเปึนผีบ้าไป ไม่ทราบว่าผีบ้านี้ ไม่ทราบว่าจะแปลอย่างไรนะคะ ท่านประธานก็คงจะฝากคําพูดนี้ให้กับ ท่านรัฐมนตรีได้เข้าใจถึงว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนี้เกิดขึ้นจากเหตุเพราะอะไร การที่จะกระตุ้น เศรษฐกิจหรือว่าฟุ๋นฟู หรือพัฒนา ส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับประชาชน ก็อยากจะขอให้พัฒนาคุณภาพชีวิตให้ทุกระดับ ไม่ใช่ว่าให้เฉพาะครอบคลุมกลุ่มที่มี รายได้ ท่านเจาะจงว่ากลุ่มที่มีรายได้ กลุ่มที่มีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ ตัวนี้กําหนด อัตราไว้เลยได้ไหม ขนาดไหนที่ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ โรงงานนี้ก็จะต้องมีกําหนดต้นทุน ของเขาไม่เพียงพอในการที่จะจ้างให้กับคนงานในโรงงานนั้นก็เปึนอีกระดับหนึ่งในการ ที่จะต้องใช้เงินทุน ในการทําโรงงาน และอีกระดับหนึ่งก็พวกกลุ่มเกษตรกร หรืออีกระดับ หนึ่งก็คือ กลุ่มพวกขายก๋วยเตี๋ยวบ้าง พวกขายข้าวแกงอะไรต่าง ๆ บ้าง ดิฉันก็ขอฝาก นะคะ กลุ่มไหนที่จะมาเปึน ส.ส. ท่านผู้ทรงเกียรติที่จะมาเปึนกรรมาธิการ ถ้าหากว่า มีการตั้งกรรมาธิการนะคะ

อีกเรื่องหนึ่ง อยากจะขอฝากท่านกรรมาธิการในการที่กฎหมายนี้ จะออกมารองรับความเปึนอยู่ของประชาชนในการลดหย่อนนี้ กลุ่มผู้ที่เปึนปู์ ย่า ตา ทวด เพราะตอนนี้เข้าใจว่าลูกหลานต่าง ๆ นี้เข้ามาทํางานที่กรุงเทพฯ ดีแล้วค่ะที่ประชาชน ที่เปึนผู้พิการจะต้องอยู่ในทะเบียนเดียวกัน เพราะลูกหลานภาคอีสานมาทํางาน ที่กรุงเทพฯ ไว้เยอะ แต่ทะเบียนบ้านเขาคงไม่ได้ย้ายกลับมาเพราะเห็น ๆ อยู่แล้วว่า ในทะเบียนบ้านในภาคอีสานนั้นประชากรยังมีเยอะอยู่ แต่เขาเหล่านั้นก็เข้ามาทํางาน ที่กรุงเทพฯ เปึนส่วนมาก แต่ปู์ ย่า ตา ยาย ที่อยู่ในบ้านเปึนผู้อุปถัมภ์เลี้ยงดูหลาน ที่ลูกคลอดไว้แล้ว แล้วก็ส่งไปเลี้ยงดูที่หมู่บ้าน กลุ่มนี้ล่ะค่ะหลานที่พิการหรือ ปู์ ย่า ตา ทวด ที่พิการแต่ยังต้องมาดูแลหลานเล็ก ๆ น้อย ๆ อีก ก็อยากจะขอให้ดูแลกลุ่มนี้ด้วย ลูก ๆ ที่มาทํางานที่กรุงเทพฯ ก็ขอให้ลดหย่อนภาษีในส่วนนี้ให้กับเขา ถ้าหากว่าในกรณีที่ เขามีลูกของตัวเองหรือ พ่อ แม่ ปู์ ย่า ตา ทวดของเขาพิการ ซึ่งไม่เข้าเกณฑ์การที่จะดูแล ก็ขอฝากในกฎหมายที่จะรองรับคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนทุกระดับนี้ด้วย ในส่วนที่ ท่านให้กําหนดว่าให้สามีและภรรยาที่แยกยื่นรายการและเสียภาษีหักลดหย่อน ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรที่เปึนคนพิการได้ตามอัตรา ไม่ทราบว่าในการกําหนดนี้จะกําหนด อย่างไร แต่ก็ขอตั้งสังเกตในกรณีที่แยกยื่น ถ้าหากว่า สามี ภรรยา แยกกันอยู่และโดยที่ ไปมีสามี ภรรยาใหม่ขึ้นมา ลูกคนนี้ใครจะเปึนคนลดหย่อนให้ ก็ขอให้บรรจุอยู่ในกฎหมาย นี้ด้วยว่าจะกําหนดให้ใครเปึนคู่ลดหย่อนให้กับบุตรที่เปึนลูกของบุคคลคนนี้อย่างนี้ค่ะ คือมีอยู่ ๒ คน แต่พอมาถึงกลับเปึน ๓ คน คืออาจจะมีแม่ ๒ คน หรืออาจจะมีพ่อ ๒ คน แต่ลูกคนเดียวอย่างนี้นะคะ ในกรณีลดหย่อนในส่วนของการแยกยื่นภาษีนี้ เพราะสามี และภรรยาอาจจะแยกยื่นในส่วนที่เขาทํางานในแต่ละหน่วยงาน ก็ขอตั้งข้อสังเกตนี้ ในกฎหมายเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรนี้ที่จะเพิ่มเติม ถ้าหากว่าเพิ่มเติมแล้วเราไม่ได้ให้ ประโยชน์กับประชาชนที่ได้รับการยื่นภาษีและได้รับการลดหย่อนก็คงจะไม่เกิดประโยชน์ ดิฉันก็ขอตั้งข้อสังเกตนี้ให้กับท่านรัฐมนตรีผู้ดูแลในส่วนที่จะแก้ไขกฎหมายนี้ให้กับ ประชาชนทุก ๆ พื้นที่ ดิฉันยกตัวอย่างไว้เมื่อสักครู่นี้อาจจะพูดแล้วไม่สรุป มันมีอยู่ ๒ คนที่ในจังหวัดมุกดาหาร อยากจะแจ้งให้ท่านทราบว่าความรู้สึกของคุณพ่อ คุณแม่ เห็นลูกที่พิการทั้ง ๆ ที่คุณหมอบอกว่าควรจะให้เขาไปแล้ว เวลาเขาถึงแล้ว แต่คุณพ่อ คุณแม่จําเปึน อย่างไร ๆ ก็คงจะต้องเลี้ยงดู แม้ว่าเงินค่าครองชีพหรือเงินที่เขาขาย ก๋วยเตี๋ยวได้ในแต่ละวันนั้นไม่เพียงพอแก่ค่ายาที่รักษาให้กับลูก แต่จําเปึนจะต้องเลี้ยงลูก ให้จนถึงวาระสุดท้าย ดิฉันก็ดีใจมากที่ได้เห็นกฎหมายนี้มีการเพิ่มเติมและที่จะลดหย่อน ให้กับกลุ่มผู้ค้า ไม่ว่าจะเปึนผู้ค้ารายเล็กหรือรายใหญ่ แต่อยากจะให้ท่านประธานฝากถึง ท่านรัฐมนตรีให้ดูแลผู้ค้ารายย่อยมากกว่าผู้ค้ารายใหญ่ เพราะผู้ค้ารายใหญ่อาจจะ มีพื้นฐานของการดูแลหรือการช่วยเหลือ แต่พื้นฐานของกลุ่มผู้ค้ารายย่อยที่อยู่ ในพื้นที่ตลาด อย่างยกตัวอย่างที่อยู่ตลาดสด เห็นกลุ่มสรรพากรออกไปจัดเก็บภาษี ไปถามว่าวันนี้ขายผักได้กี่บาท วันนี้ไปขายปลาร้าได้กี่ปู้บ วันนี้ขายมะละกอนี้ได้กี่ผล วันนี้ขายก๋วยเตี๋ยวได้กี่ห่อ นี่ล่ะค่ะในส่วนที่การจัดเก็บนั้นไม่น่าที่จะไปสอบถามที่ในตลาด ไม่น่าที่จะไปสอบถามในพื้นที่ในตัวร้านค้าของเขา ถ้าจะให้สอบถามหรือจัดเก็บ ให้เพียงพอหรือให้ได้ตามกําหนดที่ทางสรรพากรกําหนดการจัดเก็บภาษีแล้ว ควรจะทําให้ ถูกต้องตามกระบวนการในการจัดเก็บหรือเรียกขอเท่ากับขอเงินกับเขา ฉะนั้นก็ขอเงิน กับเขา เขายังไม่รู้เลยว่าเขาจะกําไรในวันหนึ่งเท่าไร แต่ไปถามเขาว่าคุณขายได้เท่าไร แล้วพอถามได้แล้วก็เอาจํานวนที่เขาขายได้มาคํานวณราคาที่ขายออก ในขณะที่เขาขายออกนี้เขาขายในราคา อย่างก๋วยเตี๋ยวนี้แค่ถ้วยละ ๒๕ บาท แต่ในกําหนดราคานั้นไปตั้งอยู่ ๓๕ บาท มาตรฐานในการขาย ซึ่งไปกําหนดราคา มาตรฐานในส่วนกลางหรือในส่วนพื้นที่ก็ไม่ทราบในการกําหนดนั้น แต่ไปคิดภาษีในส่วน ๓๕ บาท ถ้ามาคิด ๓๕ บาทไปคูณกับภาษีรายได้ของเขาก็เท่ากับขาดทุนไปในตัวของ ผู้ที่ค้าอยู่แล้ว ดิฉันก็เลยจะขอร้องว่าในการจัดเก็บเพื่อจะให้เพียงพอนั้น ให้มองไปถึง ผู้ค้ารายใหญ่ อย่างเช่น ผู้ค้าส่งออก ผู้ที่ค้าส่งออกในการส่งออกอย่างที่จังหวัดมุกดาหาร ที่ส่งออกนี้ เห็นบอกว่าการส่งออกปูนซิเมนต์ ปูนซิเมนต์ที่ส่งออกข้ามประเทศ จากประเทศไทยข้ามไปที่ฝัืงลาว หรือแม้กระทั่งส่งออกน้ําตาลค่ะ

นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

กรุณากระชับหน่อย และอยู่ในประเด็นด้วยนะครับ

นางวรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์ มุกดาหาร

ก็ขอฝากตั้งข้อสังเกตในส่วนนี้ ให้กับท่านรัฐมนตรีและผ่านทางท่านประธาน ในส่วนการจัดเก็บเพื่อที่จะเอื้อในการที่จะ ให้ผู้ค้ารายย่อยได้รับส่วนบุญในส่วนนี้ว่าในการได้รับการลดหย่อนภาษีสําหรับผู้พิการ ส่วนมากผู้ค้ารายย่อยนั้นจะมากกว่าผู้ค้ารายใหญ่ ก็ขอขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาส ได้มีการอภิปรายในเรื่องนี้ ขอบคุณท่านมากค่ะ และขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่ได้นั่งรับฟังอยู่ ขอบคุณค่ะ สวัสดีค่ะ

นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญคุณหมอวรงค์ ครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดพิษณุโลก ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรี ว่าผมจะเสนอมุมมองของการเสนอร่าง พ.ร.บ. แก้ไขประมวลรัษฎากรฉบับนี้ในฐานะที่ผม เคยเปึนแพทย์ พอที่จะมีความรู้ความเข้าใจเรื่องแพทย์ หลังจากถ้าดูเนื้อหาจริง ๆ แล้ว จะได้รับรู้ว่าวันนี้รัฐบาลกําลังใจจืดใจดํากับผู้พิการ ท่านประธานคงจะแปลกใจว่า ทําไมผมจั่วหัวว่ารัฐบาลกําลังใจจืดใจดํากับผู้พิการ ถ้าเรามองผิวเผินเหมือนกับว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้เปึนประโยชน์จริง ๆ ยิ่งถ้าดูในเชิงหลักการและเหตุผลที่ทางรัฐบาลเสนอมา ซึ่งผมสามารถแบ่งเปึน ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ เปึนใบปะหน้าซึ่งเซ็นโดยท่านอดีต นายกรัฐมนตรีที่ชื่อว่าสมัคร สุนทรเวช บอกว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้มีเจตนารมณ์อันหนึ่ง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และถ้าดูในเชิงหลักการและเหตุผล พ.ร.บ. ฉบับนี้จะมีเหตุผล หลัก ๆ อยู่ ๒ ข้อ ข้อที่ ๑ ก็คือเพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของผู้พิการ และข้อที่ ๒ คือเพื่อสนับสนุนการอุปการะเลี้ยงดูคนพิการ ดังนั้นถ้าดูในองค์รวมของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ผมถือว่าใช้ได้ ดีมาก แต่บังเอิญผมเปึนคนที่มีความรู้เรื่องแพทย์ และบังเอิญที่ได้รับรู้ถึง วิถีชีวิตของคนพิการในสมัยที่เคยทํางานในฐานะแพทย์คนหนึ่ง ผมจะสรุปให้ท่านประธาน ฟังว่า ทําไมกฎหมายฉบับนี้ดูแล้วเหมือนคนใจดีทํา แต่ปรากฏว่าใจดําจริง ๆ ทําไมกฎหมายฉบับนี้ดูแล้วเหมือนจะได้ประโยชน์ แต่หารู้ไม่ว่าได้ประโยชน์เพียงไม่เท่าไร ผมจะสรุปเปึนประเด็นสั้น ๆ ให้ท่านตั้งใจฟังดังต่อไปนี้ กฎหมายฉบับนี้กําหนดสาระไว้ ๔ ข้อหลัก ๆ โดยข้อที่ ๑ กําหนดไว้ว่าการที่จะลดหย่อนผู้พิการได้นั้นจะต้องกําหนดว่า ผู้พิการนั้นไม่สามารถช่วยเหลือคนเองได้ ผมถือว่าเกณฑ์ข้อนี้เปึนเกณฑ์ที่อันตราย อย่างยิ่ง จําเปึนที่จะต้องฝากเกณฑ์ข้อนี้ไปยังท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ที่ถือว่าเปึนคนนําเสนอร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ และจําเปึนจะต้องฝากเกณฑ์ข้อนี้ไว้ในใจ คนที่จะต้องเปึนคณะกรรมาธิการ ท่านประธานคงแปลกใจว่าทําไมผมถึงต้องย้ําถึงเกณฑ์ ข้อนี้ ท่านต้องจําไว้ว่าเกณฑ์ข้อนี้เขียนไว้ว่า คนพิการที่ไม่สมารถช่วยเหลือตนเองได้ เท่านั้นถึงจะได้รับสิทธิในการลดหย่อน นี่เพียงแค่เปึนด่านที่ ๑ ซึ่งด่านของรัฐบาล เสนอมาถึง ๔ ด่านถือว่าเปึนด่านอรหันต์จริง ๆ ลําพังแค่ด่านที่ ๑ คือด่านที่เขียนว่า คนพิการที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ผมเรียนให้ท่านทราบอย่างนี้ว่าในสมัย ๒๐ กว่าป้ที่แล้วนั้นสะสมมาเรื่อย ๆ ที่ผมเคยมีประสบการณ์ทางการแพทย์ในโรงพยาบาล เดี๋ยวนี้โรคมันพัฒนา เด็กเกิดมามีจํานวนไม่น้อยที่พิการตั้งแต่กําเนิด แต่เดี๋ยวนี้ วิวัฒนาการทางการแพทย์เราสามารถช่วยเหลือให้เด็กเหล่านี้สามารถช่วยเหลือและดูแล ตัวเองได้ อย่างเช่น ผมเคยเจอเด็กคนหนึ่งตอนคลอดมานี้เขาไม่มีขา เขาได้รับการอบรม เลี้ยงดูแล้วก็ได้รับการฝ๊กจากนักกายภาพบําบัดจนเขาสามารถใช้เอามือเดินแทนเท้าได้ และขณะนี้เด็กคนนี้ถือว่าอายุ ๑๐ กว่าขวบ ขณะนี้ช่วยเหลือตัวเองได้ เขาสามารถ ไปไหนมาได้โดยใช้มือ ๒ มือโดยที่เขาไม่มีเท้า เขาสามารถทานข้าวได้ และสามารถ ช่วยเหลือ พ่อ แม่ ทํางานได้ ถามว่าเด็กคนนี้เข้าข่ายช่วยเหลือตนเองได้หรือไม่ เราจะเจอคนพิการที่เปึนโปลิโอจํานวนไม่น้อย ที่จะเปึนโปลิโอชนิดแบบขาลีบหรือลีบ เหลือขาแค่นิดเดียว เหลือขาเพียงข้างเดียว เด็กเหล่านี้ได้รับการฝ๊กอบรม หรือฝ๊กฝนอย่างดีจากทีมงานทางด้านการแพทย์ แล้วผมเชื่อว่าคนเหล่านี้ช่วยเหลือ ตัวเองได้ ก็เท่ากับว่าเกณฑ์ต่าง ๆ ลําพังข้อที่ ๑ ที่กําหนดว่าคนพิการที่ไม่สามารถ ช่วยเหลือตัวเองได้ แทบจะตกเกณฑ์ทั้งนั้นเลย แทบจะพูดได้เต็มปากว่าเกณฑ์ข้อนี้ เปึนเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังกําหนดมาไว้สําหรับคนพิการปัญญาอ่อนเท่านั้น คือถ้าท่าน พูดว่าคนพิการที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ วันนี้ผมเรียนนะครับท่านประธาน ท่านประธานพอจะเห็นกีฬาพาราลิมป่ก (Paralympic) ท่านประธานจะเห็นกีฬาผู้พิการ แห่งประเทศไทย ซึ่งกําลังจะชี้ให้เห็นว่าวันนี้คนพิการไม่มีแขน ไม่มีขา เขาว่ายน้ําได้ เขาแทบจะช่วยเหลือตัวเองได้ทั้งสิ้นถ้าได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี ดังนั้นอยากจะฝาก ประธานนะครับว่าลําพังข้อที่ ๑ ไม่ได้นะครับ อย่าให้ผ่านอย่างนี้ออกมา ลําพังถ้าบอกว่า ผู้พิการไม่สามารถช่วยตัวเองได้ ไม่สามารถลดภาษีได้ ข้อนี้ท่านอย่ามีเลยครับ เพราะวันนี้ ผู้พิการช่วยเหลือตัวเองได้เยอะจริง ๆ ยกเว้นผู้พิการปัญญาอ่อนเท่านั้น ซึ่งผมอยากจะ เรียนว่าแม้กระทั่งขณะที่ผู้พิการจํานวนไม่น้อยที่เกิดขึ้นในสมัยที่ตัวเองอายุเยอะแล้ว อย่างเช่นรถอุบัติเหตุแล้วต้องตัดแขน ตัดขา แล้วได้รับการฝ๊กอบรม จากนักกายภาพบําบัดเขาก็สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ดังนั้นจึงอยากจะฝาก ท่านกรรมาธิการที่จะเข้าไปเปึนกรรมาธิการ ข้อที่กําหนดว่าผู้พิการที่ไม่สามารถช่วยเหลือ ตัวเองได้ ที่จะถูกตัดสิทธิออกไป ตรงนี้จําเปึนต้องพิจารณาเปึนกรณีพิเศษ อันนี้ลําพัง ด่านที่ ๑ เรามาดูด่านที่ ๒ ด่านที่ ๒ ที่ในร่างพระราชบัญญัติกําหนดไว้ว่าจะต้อง มีบัตรประจําตัวคนพิการ หรือถ้าพูดภาษาเปึนทางการก็คือจะต้องมีการจดทะเบียน ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิต เมื่อสักครู่มีสมาชิกหลายท่าน ได้มีการอภิปรายไปแล้วว่าขณะนี้มีตัวเลขผู้พิการประมาณ ๔ ล้าน ๘ แสนคน ถามกับท่านประธานว่าขณะนี้ผู้พิการที่จดทะเบียนจริง ๆ ประมาณ ๗ แสนกว่าคน สมัยก่อนผมเคยทํางานโรงพยาบาล ท่านประธานทราบไหมครับว่าการจดทะเบียน ผู้พิการนั้นยากแสนสาหัสจริง ๆ ในแต่ละจังหวัดการที่ผู้พิการคน ๆ หนึ่งจะขึ้นทะเบียนได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ วิ่งไปวิ่งมาระหว่างโรงพยาบาลกับสํานักงานพัฒนาสังคมจังหวัด แล้วใช่ว่าจังหวัดหนึ่งจะสามารถให้ผู้พิการสามารถไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลที่ไหนก็ได้ แล้วจดทะเบียนได้เลย แต่ละจังหวัดก็แทบจะมีแค่โรงพยาบาลเดียวเท่านั้น ผู้พิการถึงจะ สามารถเข้าถึงในการจดทะเบียน ดังนั้นเกณฑ์ในการที่กําหนดว่าจะต้องเปึนผู้พิการ ที่ได้รับการจดทะเบียนแล้วก็ไม่ง่ายอีกเช่นกัน ถือว่าเปึนด่านที่ ๒ ที่ยากลําบาก ด่านที่ ๓ กําหนดไว้ว่ามีชื่ออยู่ในทะเบียนเดียวกับผู้มีเงินได้ ซึ่งข้อนี้ตรงไปตรงมา เพราะขณะนี้ ผมเชื่อว่าผู้พิการจํานวนไม่น้อยได้รับการพัฒนาตัวเองให้สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ท่านประธานคงจะเห็นคนตาบอด ท่านคิดว่าคนนี้เปึนคนพิการไหม แล้วคนเหล่านี้ บางครั้งออกไปทํามาหากินที่อื่น ไปขายล็อตเตอรี่ ไปเปึนพนักงานคอมพิวเตอร์ ซึ่งเท่ากับว่าเขาไม่ได้อยู่ในทะเบียนบ้านเดียวกับผู้มีเงินได้ และเขาสามารถช่วยเหลือ ตัวเองได้ด้วย ก็เท่ากับว่าก็มีปัญหาสําหรับเขา และข้อสุดท้ายคือกําหนดว่ามีรายได้ ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ ผมแทบจะพูดได้เต็มปากเลยว่าการแก้ไข พ.ร.บ. ฉบับนี้มันดูแล้ว เหมือนดีจริง ๆ ครับท่านประธาน แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้วมันค่อนข้างจะใจจืดใจดําจริง ๆ ผมนึกถึงภาพคนกําลังเข้าถ้ําในปากถ้ําที่ใหญ่มาก ๆ แต่สุดท้ายเวลากําลังออกจากถ้ํา เหลือถ้ําเท่ารูเข็ม ขณะนี้คนพิการ ๔ ล้าน ๘ แสนคน มีการจดทะเบียนประมาณ ๗ แสน กว่าคน แล้วถามว่าจะผ่านเกณฑ์ ๔ ข้อนี้ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอมาในการแก้ไข พ.ร.บ. ฉบับนี้สักกี่คน ผมเชื่อเหลือไม่กี่คนครับท่านประธาน ลําพังข้อที่ ๑ ข้อเดียวที่ผม ติดใจมาก ๆ เลย ที่ว่าผู้พิการที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ข้อนี้ยากอย่างแสนสาหัส ดังนั้นผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าจําเปึนที่จะต้องให้คณะกรรมาธิการ แก้ไข ผมย้ําว่าไม่ใช่ว่าผมไม่เห็นด้วย ผมอ่านผิวเผินแล้วผมดีใจที่รัฐบาลจะเห็นคุณภาพ ชีวิตของผู้พิการ แต่เวลาอ่านจริง ๆ แล้ว มีผู้พิการเพียงไม่เท่าไรเท่านั้นที่ได้ประโยชน์จาก พ.ร.บ. ฉบับนี้ ผมจึงอยากจะฝากประเด็นเพิ่มเติมให้กับท่านประธานไปยังรัฐมนตรีว่า ถ้ารัฐบาลจริงใจจริง ๆ ไม่ใช่ผลักดัน พ.ร.บ. ฉบับนี้เพียงเพื่อการหาเสียงเท่านั้น ผมคิดว่า ลําพังการลดภาษีอย่างเดียวไม่พอครับ อย่างน้อยเงินช่วยเหลือเบี้ยยังชีพผู้พิการทุกคน รัฐบาลน่าจะต้องผลักดัน และประเด็นที่อยากจะฝากกับทางรัฐบาลไปก็คือว่าขณะนี้มีการบริจาคเงินจํานวนไม่น้อย ให้กับองค์กรการกุศลหรือองค์กรที่เรียกว่าองค์กรที่ดูแลผู้พิการ ถ้ารัฐบาลมีความจริงใจ ที่จะดูแลผู้พิการต้องการให้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยอาศัยผู้พิการจริง ๆ แล้ว ผมเชื่อว่า เงินบริจาคให้กับองค์กรการกุศลสําหรับผู้พิการน่าจะเอามาหักภาษีได้ จึงอยากจะฝาก เปึนมุมมองไปยังท่านประธานไปยังส่วนผู้ที่เกี่ยวข้อง ขอบคุณครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ก็เหลือผู้อภิปรายอีกไม่กี่ท่านนะครับท่านรัฐมนตรีครับ เดี๋ยวท่านจะได้ตอบเสียทีเดียวเลย เชิญคุณหมอชลน่านครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชาชนจากจังหวัดน่าน ตามที่คณะรัฐมนตรี โดย ฯพณฯ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังได้เสนอร่างพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มาให้สภาแห่งนี้ได้พิจารณาในชั้น รับหลักการ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมีประเด็นที่จะกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยัง ฯพณฯ รัฐมนตรีและก็กรณีถ้าจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาพิจารณา ก็ฝากเปึนประเด็นไปยังคณะกรรมาธิการ ในหลักการทั้ง ๒ ข้อนี้ ผมกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพนะครับว่าถ้าดูตามประมวลกฎหมายหรือประมวลรัษฎากร ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เปึนร่างพระราชบัญญัติเปึนการแก้ไขเพิ่มเติมในสิ่งที่มีอยู่แล้ว แต่เพิ่มเติมให้ครอบคลุมมากขึ้นโดยรัฐบาลเอง คณะรัฐมนตรีเองได้อ้างเรื่องของมาตรการ ภาษีเพื่อกระตุ้นและฟุ๋นฟูเศรษฐกิจซึ่งเปึนนโยบายที่แถลงไว้ อันนี้เปึนส่วนหนึ่ง เปึนเสี้ยวหนึ่งของมาตรการที่จะนําเสนอต่อสภา เพราะว่าพูดถึงมาตรการภาษีแล้ว เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไป โดยเฉพาะท่านผ่องศรี ขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับ ได้นําเสนอในประเด็นนั้นค่อนข้างจะครอบคลุมและชัดเจน มาตรการการลดหย่อนภาษี ก็เปึนมาตรการหนึ่งนะครับ ส่วนผลกระทบที่เกิดขึ้นจะเปึนการกระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวม เปึนการกระตุ้นเศรษฐกิจมหภาคหรือจุลภาคหรือครอบครัวหรือระดับชุมชนนั้นก็แล้วแต่ แต่ว่าโดยหลักการแล้ววิธีการอย่างนี้เปึนมาตรการตามนโยบาย ท่านประธานที่เคารพครับ ในหลักการทั้ง ๒ ข้อนี้ ถ้าจะพูดตามร่างที่รัฐบาลเสนอมากระผมก็เห็นด้วย ถ้าจะให้ เปึนไปตามนี้นะครับบนพื้นฐานที่ทางรัฐบาลเองมีความต้องการที่จะให้ผู้มีเงินได้ นิยามตามประมวลรัษฎากร ผู้มีเงินได้ตรงนี้หมายถึงผู้มีเงินได้ที่จะต้องเสียภาษี ตามประมวลรัษฎากร มีเงินได้ไม่เข้าข่ายที่จะต้องเสียภาษีก็ไม่เกี่ยวข้องกับ พระราชบัญญัติฉบับนี้ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้สิ่งที่ผมต้องกราบเรียนท่านประธาน ก็คือว่าผู้มีเงินได้ตามประมวลรัษฎากรที่จะต้องเสียภาษีกรณีถ้าประเมินเงินได้ในข่าย ที่จะต้องเสียจะได้รับการลดหย่อนกรณีที่มีการอุปการะเลี้ยงดูผู้พิการนี่คือหลักการสําคัญ

หลักการข้อที่ ๒ ก็เปึนเรื่องที่สืบเนื่องก็คือสามี ภรรยาที่แยกในการ ชําระภาษีก็แบ่งครึ่งกันไปสําหรับบุตรที่พิการ

ท่านประธานครับ โดยเหตุผลนั้นเปึนการเสริมสร้างคุณภาพชีวิต ของผู้พิการผมเองเห็นด้วยอย่างยิ่ง ถึงแม้มาตรการนี้จะเปึนมาตรการหนึ่งในนโยบายที่จะ ใช้มาตรการภาษีเพื่อที่จะกระตุ้นและฟุ๋นฟูเศรษฐกิจ แต่เหตุผลสําคัญสุดที่รัฐบาลเขียนมา ก็คือเรื่องของคุณภาพชีวิตของคนและศักดิ์ศรีของความเปึนมนุษย์ สิทธิที่เขาจะได้รับ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๔ ที่เขาจะได้รับสิทธิในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเขา พัฒนา ความเปึนอยู่ของเขาและที่สําคัญแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในมาตรา ๘๐ (๑) เขียนไว้ ชัดเจนว่ารัฐเองจะต้องดําเนินการ ต้องกระทําให้โดยเฉพาะผู้พิการ ท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยเหตุผลอย่างนี้ถึงแม้ภาพที่พี่น้องประชาชน ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติหลายท่าน ได้คาดหวังว่ามันจะครอบคลุมถึงผู้พิการทั้งหมดหรือไม่ จะมีผลกระทบต่อสภาวะ เศรษฐกิจขนาดไหน โดยภาพอย่างนั้นเปึนความคาดหวังบนพื้นฐานความปรารถนาดี แต่ผมเองกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ ผมคาดหวังในหลักการและวิธีการ ที่จะเปึนประโยชน์ ไม่เปึนประโยชน์ในครั้งนี้ก็เปึนประโยชน์ในครั้งต่อไปในอนาคต ถ้ามีมาตรการมีกฎหมายมารองรับอย่างนี้

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมีข้อสังเกตที่จะต้องกราบเรียน โดยเฉพาะ ฟังจากท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติหลาย ๆ ท่านแล้ว ในหลักการถ้าสมมุติทางรัฐบาล โดยเฉพาะ ฯพณฯ รัฐมนตรี จะแก้ไขในหลักการ ผมคิดว่าจะต้องประกาศตรงนี้เลยก่อน ที่จะมีรับหลักการ โดยเฉพาะประเด็นที่เพื่อนสมาชิกได้เสนอความครอบคลุมของ ผู้ที่จะได้รับประโยชน์ ความหมายในหลักการนี้ท่านเขียนในหลักการชัดเจนว่า ครอบคลุม ผู้พิการเฉพาะที่เปึนบิดา มารดา สามี ภรรยา บุตร บุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้ หรือบิดา มารดา สามี หรือภรรยาหรือบุตรของคนที่เปึนคู่สมรส หรือเปึนสามี ภรรยาของผู้มีเงินได้ เท่านั้น นี้คือกลุ่มผู้พิการที่จะครอบคลุม กลุ่มผู้พิการที่จะครอบคลุมตรงนี้ถ้าดูแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ เพื่อนสมาชิกหลายท่านรวมทั้งตัวกระผมเองด้วยมองเห็นว่า กรณีท่านจะขยายความครอบคลุม ๑. ในฐานะผู้มีเงินได้ กรณีผู้มีเงินได้ ในกฎหมายฉบับนี้ เขียนเน้นเฉพาะผู้มีเงินได้ ที่มีรายได้พึงประเมินต้องเสียภาษี ถ้าอุปการะเลี้ยงดูผู้พิการ ก็เอามาหักลดหย่อนได้ ถ้าสมมุติเราจะขยายหลักการ ๑. ความครอบคลุมของผู้พิการ ผมกราบเรียนด้วยความเคารพนะครับ ที่เขาไม่ได้อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้มีเงินได้ แต่ไม่มีรายได้พึงประเมินพอที่จะเสียภาษี คนเหล่านี้จะได้รับสิทธิอย่างไร ซึ่งเปึนเรื่องที่ ต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพนะครับ ถ้าพูดในแง่กฎหมายฉบับนี้ผมเข้าใจ ว่าทางรัฐบาล กฤษฎีกาเองที่ภาษากฎหมายเขาคิดมาโดยรอบคอบ เพราะถ้าเพิ่มเงื่อนไข ก็ยุ่งยากพอสมควร มาตรการต่าง ๆ ที่จะรองรับ โดยเฉพาะประเด็นของการกําหนด คุณสมบัติเงื่อนไขต่าง ๆ เพราะว่าท่านเองในหลักการบอกว่าจะต้องเปึนค่าเลี้ยงดู ค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้พิการเหล่านั้นถึงจะมาลดหย่อนภาษีได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ในกรณีถ้าจะเปึนค่าเลี้ยงดู ค่าอุปการะ สิ่งที่เปึนประเด็นที่เพื่อนสมาชิกได้เสนอ ผมเอง ก็เห็นด้วยว่าต้องคํานึงหรือไม่ เรื่องของทะเบียนบ้าน จําเปึนหรือไม่ต้องอยู่ในบ้านเดียวกัน เพราะท่านเขียนไว้ในตัวบท การเขียนในตัวบทผมเองไม่ติดใจเพราะสามารถแก้ไขได้ เปลี่ยนแปลงได้ แต่ต้องถามว่าท่านรัฐมนตรีมีวัตถุประสงค์ที่จะเน้นคําว่า ต้องเลี้ยงดู หรือไม่ แต่คําว่าอุปการะเลี้ยงดู ตรงนี้เฉพาะจะต้องอยู่ด้วยกันหรือไม่ หรือว่าอยู่ต่างบ้านกัน แต่ว่ามีความผูกพันในการที่จะต้องเลี้ยงดู ส่งเงินส่งทองไปช่วยเหลือ ใช้หลักฐานอื่น ที่ไม่ต้องเปึนทะเบียนบ้านก็สามารถที่จะนํามาลดหย่อนได้ ก็ถือเปึนการเลี้ยงดู ถ้าไม่มี นิยามในกฎหมายเดิม ขออนุญาตตั้งเปึนข้อสังเกตนะครับ อันแรกสุดที่ฝากท่านประธาน ไปยัง ฯพณฯ รัฐมนตรีหรือคณะกรรมาธิการควรจะพิจารณาว่าควรจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข หรือไม่ ตามที่เพื่อนมาชิกได้ร้องขอ และตัวผมเองก็เห็นด้วยว่ากรณีถ้ามีมาตรการที่จะ รองรับชัดเจนว่า คําว่า อุปการะเลี้ยงดู สามารถใช้เงื่อนไขอื่นที่ไม่ใช่ทะเบียนบ้านอย่างเดียว มาวัด ก็สามารถที่จะให้สิทธิเขานําไปเปึนค่าลดหย่อนได้ นั่นประเด็นที่ ๑ นะครับ

ประเด็นที่ ๒ เรื่องของการขึ้นทะเบียน ท่านประธานที่เคารพครับ ก็เปึนที่น่า ผมใช้คําว่า สังเวช นะครับ เรามีพระราชบัญญัติฟุ๋นฟูสมรรถภาพผู้พิการ ป้ ๒๕๓๔ ซึ่งส่วนใหญ่เน้นเรื่องทางด้านการแพทย์ การสาธารณสุข และก็ ป้ ๒๕๕๐ มีกฎหมายว่า ด้วยการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้พิการ ซึ่งจะต้องมีการขึ้นทะเบียน ตัวเลขอาจจะ รายงานโดยสถิติหรือการประเมินโดยทั่วไปมีประมาณ ๕ ล้านคน ทั่วประเทศ โดยประมาณ อาจจะมีมากน้อยกว่านี้ ขึ้นทะเบียน ๗ แสนกว่าคน ท่านประธานครับ การขึ้นทะเบียนผมเองต้องกราบเรียนท่านประธานว่าผมสนับสนุนนะครับ สนับสนุนให้มีการขึ้นทะเบียน โดยเฉพาะกรณีตามกฎหมายว่าด้วยการพัฒนา คุณภาพชีวิต ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้พิการ มีกฎหมายออกเมื่อป้ ๒๕๕๐ ป้นี้ป้ ๒๕๕๑ ผมเข้าใจว่าการนํากฎหมายฉบับนั้นเข้าสู่การปฏิบัติที่จะขึ้นทะเบียนผู้พิการให้ครอบคลุม ยังทําไม่ได้ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ผมต้องฝากท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรี ว่าจะทํางานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างไรที่จะเร่งขึ้นทะเบียนผู้พิการ สาเหตุหนึ่ง ผมเข้าใจว่าอย่างนี้ครับท่านประธานที่เคารพ ผู้ที่มาขึ้นทะเบียนนั่นคือผู้ที่ต้องการ ความช่วยเหลือจากรัฐเท่านั้น หลายท่านมองในมุม ๆ หนึ่งก็คือว่า เปึนมุมที่ทําให้เขา รู้สึกด้อยค่า เสียเกียรติ เพราะเปึนผู้พิการ เปึนคนที่สังคมไม่ยกย่อง เปึนสังคมรังเกียจ เพราะฉะนั้นข้อสังเกตผมประการที่ ๑ สาเหตุที่มีการขึ้นทะเบียนน้อยก็คือ คนที่มี ความจําเปึนที่ต้องพึ่งพิงรัฐเท่านั้นที่ตะเกียกตะกายมาขึ้นทะเบียน เลยทําให้ตัวเลขตัวนี้ น้อยลง เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ ทําอย่างไร ทําให้ศักดิ์ศรีของความมนุษย์ ตามรัฐธรรมนูญ โอกาสเขา สิทธิเขา ที่เขาจะได้รับตามรัฐธรรมนูญ ต้องเปึนไปตาม ความเปึนมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน ผมเองต้องกราบเรียนท่านประธานว่า ถ้าไม่มี มาตรการที่จะช่วยเหลือเขาด้านภาษี ด้านอื่น ๆ มีอีกหลายด้านที่จะโน้มน้าวชักจูงให้เขา มาอยู่ในระบบของทะเบียนที่ตรวจสอบได้และมีประโยชน์ ความจําเปึนที่ต้องมีทะเบียน ท่านประธานที่เคารพครับ มันมีความจําเปึนจริง ๆ พี่น้องประชาชนหลายคนขาดสิทธิ ขาดโอกาส เนื่องจากไม่มีบัตรประชาชน ไม่มีสัญชาติ ตรงนั้นเปึนต้นเหตุเลยครับ และโอกาสการขึ้นทะเบียน ท่านประธานที่เคารพ ประเภท ชนิด ระดับความพิการ ก็ต้อง ยอมรับว่ามีความยุ่งและลําบาก และความเข้าใจของความพิการของผู้ที่มาขึ้นทะเบียน กับผู้ที่กําหนดเรื่องความพิการ ต้องขออนุญาตบอกว่าเปึนแพทย์ แพทย์เปึนผู้กําหนด ประเภท ชนิด และระดับของความพิการไป จะเปึนพิการทางหู ทางตา ทางโสตประสาท สัมผัส ทางสมอง ทางแขน ขา ก็จะมีระดับความพิการ ซึ่งตรงนั้นเองถ้าผมดูในตัวบทแล้ว ไม่ได้กล่าวถึงในรายละเอียดแต่ใช้เงื่อนไขทางด้านเศรษฐกิจและสังคมมากําหนด เช่น ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ นั่นคือสมรรถภาพทางด้านร่างกาย ทางด้าน สติปัญญา ไม่สามารถเลี้ยงชีพตัวเองได้อย่างพอเพียง ๒ เรื่อง เอาเศรษฐกิจมาจับ เอาสภาวะด้านเศรษฐกิจในครัวเรือนมาจับ ท่านประธานครับ ถ้าตรงนี้เองถ้าท่านอธิบดี จะประกาศกําหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนผมก็คิดว่าจะเปึนประโยชน์ได้อย่างไร ก็ฝากเปึน ประเด็น ถึงแม้จะเขียนในตัวบทแต่ก็ต้องขอความมั่นใจว่า หลักเกณฑ์เหล่านี้จริง ๆ แล้ว ถ้าตามตัวบทกฎหมาย ตามหลักการแล้ว ท่านต้องการช่วยคนที่เขาช่วยเหลือตัวเอง ไม่ได้จริง ๆ แต่ถ้าจะขยายความครอบคลุมจะขยายอย่างไร ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลง ในตัวบทได้ เพราะไม่ได้เขียนไว้ในหลักการ นั่นเปึนข้อสังเกตข้อที่ ๒

ท่านประธานที่เคารพครับ ข้อสังเกตอีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธาน กรณีเรื่องของความเหมาะสมของจํานวนเม็ดเงินที่จะนํามาเปึนมาตรการ หรือเปึนจํานวนที่จะเปึนค่าลดหย่อน กําหนดไว้ในตัวบท ๓๐,๐๐๐ บาท ค่าลดหย่อน ส่วนบุคคล ๖๐,๐๐๐ บาท ค่าลดหย่อนภรรยา ๓๐,๐๐๐ บาท ภรรยาพิการบวกอีก ๓๐,๐๐๐ บาท สิ่งเหล่านี้คงต้องชัดเจนพอสมควร ต้องอธิบายเหตุและผลได้ ท่านประธาน ที่เคารพครับในเรื่องนี้ผมฝาก ถ้าสมมุติมาอธิบายเหตุและผลไม่ได้ ไม่สอดคล้องกับ สภาวะเศรษฐกิจ ก็ต้องฝากท่านประธานไปยังท่านกรรมาธิการที่จะต้องพิจารณาที่จะ แก้ไขแล้วก็เปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องและเหมาะสม ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพ ท่านประธาน ฝากไปยังท่านรัฐมนตรี ในหลักการและเหตุผลผมยินดีที่จะให้ การสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ แล้วก็ฝากประเด็นที่เปึนข้อสังเกตที่ผมฝากไว้ และที่สําคัญ สิ่งที่รัฐบาลจะดําเนินการเพื่อให้บ้านเมืองนี้เปึนไปด้วยความสุข ด้วยความสงบ มาตรการต่าง ๆ ที่ออกมาต้องเปึนที่ยอมรับ ผมก็ฝากกราบเรียนไปยังท่านประธาน ขอให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมช่วยกันในการที่จะทํามาตรการเหล่านี้ออกมาให้มันเปึน ที่ถูกใจให้มากที่สุดที่จะเปึนไปได้ แล้วก็ฝากด้วยครับเมื่อออกมาก็ต้องช่วยกันยอมรับ นับถือและช่วยกันปฏิบัติตาม กราบขอบคุณครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านสมาชิกครับปรากฏว่ามีท่านสมาชิกยังสนใจอภิปรายอีกฝ์ายละ ๓ ท่าน รวมเปึน ๖ ท่าน ซึ่งผมคิดว่าช่วงนี้ท่านรัฐมนตรีนั่งฟังมา ๒ ชั่วโมงนะครับ ผู้อภิปรายเกือบ ๒๐ ท่านแล้ว ก็จะให้ท่านรัฐมนตรีได้ตอบเสียก่อนในช่วงนี้นะครับ เผื่อท่านที่ฟังแล้วได้ยิน คําตอบอาจจะไม่ติดใจจะได้อภิปรายน้อยลงหน่อย เชิญท่านรัฐมนตรีเลยครับ

นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้รับมอบหมายจาก คณะรัฐมนตรีมาเสนอกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องการหักลดหย่อนภาษีของผู้ที่อุปการะเลี้ยงดู คนพิการนะครับ ท่านประธานที่เคารพ ท่านเพื่อนสมาชิกครับ วันนี้ถ้าคนพิการหรือคนที่ มีปัญหาทางด้านสุขภาพเกี่ยวกับการพิการนั้น ถ้าได้รับฟังการอภิปรายแล้วจะต้องดีใจ เปึนอย่างยิ่ง เพราะว่ามีผู้อภิปรายเกินจํานวนมากกว่าที่ผมคาดคิด แต่อย่างไรก็ตามครับ นี่แสดงให้เห็นถึงว่าพวกเราสนใจในประเด็นที่รัฐบาลได้นําเสนอร่างพระราชบัญญัติ แต่อย่างนี้ครับ ผมเข้าใจว่าหลายท่านได้เรียนว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การเสนอ ร่างพระราชบัญญัตินี้ไม่ใช่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผมเห็นด้วยกับท่าน ส.ส. ชลน่าน ขออนุญาตเอ่ยนาม เพราะว่าอันนี้เปึนเพียงเสี้ยวหนึ่งเท่านั้นเองของมาตรการกระตุ้น เศรษฐกิจที่รัฐบาลได้นําเสนอเมื่อเดือนมีนาคม มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในการ ลดหย่อนภาษีของรัฐบาลที่ได้นําเสนอไปเมื่อเดือนมีนาคมนั้นมีหลายมาตรการ ซึ่งผมคง จะไม่เสียเวลาในสภาแห่งนี้นะครับ แต่อยากจะเรียนให้ทราบว่าการออกมาตรการลดภาษี กระตุ้นเศรษฐกิจนั้นรัฐบาลคาดว่าจะเสียรายได้ไปประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ๖ มาตรการ ๖ เดือน รัฐบาลคาดว่าจะเสียรายได้ไปถึงประมาณ ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท รวมแล้วรัฐบาลจะเสียรายได้ไปประมาณ ๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่การจัดเก็บภาษี ของกรมสรรพากรในป้นี้ทะลุเปัากว่า ประมาณการถึง ๖๖,๐๐๐ ล้านบาท เกินกว่า ป้ที่แล้วถึง ๑ แสนกว่าล้านบาท สิ่งเหล่านี้ท่านประธาน ท่านสมาชิกที่เคารพ ได้แสดง ให้เห็นว่าการที่รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นไม่จําเปึนเสมอไปว่ารัฐบาลจะ ขาดรายได้ การที่รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ทุกหมู่ทุกเหล่า ทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย ผมใคร่ขอกราบเรียนท่านประธานเรียนไปยัง เพื่อนสมาชิกให้ได้รับทราบว่ามาตรการภาษีที่เราได้เสียเงินภาษีของพี่น้องประชาชน ไปนั้น ทําให้เห็นสะท้อนอีกอย่างหนึ่งว่าเปึนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้ผล มีพี่น้อง มาจับจ่ายใช้สอยจากผลพวงของเศรษฐกิจที่มีปัญหามา ๒ ป้ที่ผ่านมาก่อนที่รัฐบาลจะมา ทํางาน แล้ววันนี้ได้พิสูจน์แล้วเราได้เก็บภาษีมากขึ้นกว่าเดิมครับ อย่างไรก็ตามมีคําถาม มากมายที่ท่านสมาชิกได้ถามผม สรุปสั้น ๆ ได้ก็คือว่า ในจํานวนเงินที่บอกกันว่า ๓๐,๐๐๐ บาท ต่ําไปนั้นก็จะไปพิจารณาในคณะกรรมาธิการ ในหลาย ๆ ประเด็นที่ ท่านเพื่อนสมาชิกบอกว่าจะต้องมีทะเบียนบ้าน ไปกําหนดกฎเกณฑ์อะไรที่เปึนปัญหา สร้างปัญหา หรือครอบคลุมน้อยไปนั้น ผมจะรับทั้งหมดจากเพื่อนสมาชิกแล้วเข้าไปคุย ในกรรมาธิการ และผมจะดูแลเรื่องคําถามเหล่านี้อย่างใกล้ชิดครับ ส่วนนี้ผมอยากจะเรียนว่ามาตรการที่เสนอไปนี้ไม่ใช่เปึนมาตรการให้กับคนพิการ เปึนมาตรการลดหย่อนภาษีกับผู้ที่เสียภาษีและอุปการะเลี้ยงดูคนพิการ ไม่ว่าจะเปึนพ่อ เปึนแม่หรือบุตร ไม่ได้เปึนมาตรการที่เราไปให้กับคนพิการ ลดภาษีให้กับคนพิการ ไม่ใช่ และวันนี้กฎหมายฉบับนี้เปึนกฎหมายฉบับแรกของประวัติศาสตร์ไทยที่ลดหย่อนภาษี ให้กับผู้ที่เสียภาษีที่อุปการะคนพิการ เปึนกฎหมายฉบับแรกของประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งอยากจะเรียนให้กับผู้ที่ได้อภิปรายมา มีหลายประเด็นมากที่ผมอยากจะตอบ แต่เวลานี้ มีค่อนข้างจะน้อย

ในส่วนของเรื่องเบี้ยยังชีพที่คุณจุติ ส.ส. จังหวัดพิษณุโลก ได้ให้ความสนใจ และผมมั่นใจว่าไม่ใช่เฉพาะคุณจุติ ส.ส. ของทุกพรรคการเมืองในที่นี้เห็นความสําคัญของ เบี้ยยังชีพที่มีความจําเปึนจะต้องเพิ่ม เพราะเมื่อเศรษฐกิจมีปัญหา ค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้น กลุ่มบุคคลที่จะประสบปัญหามากที่สุดคือผู้สูงอายุ ผู้ที่เกษียณอายุ เพราะเขาไม่มี ค่าครองชีพ เขาหยุดทํางานแต่ปรากฏว่าค่าครองชีพสูงขึ้นมา อันนี้เขาประสบปัญหา อย่างมาก ผมได้พูดคุยกับเพื่อนสมาชิกหลายคน แม้กระทั่งลงไปในพื้นที่ในทุกพื้นที่ ประเด็นนี้เปึนประเด็นสําคัญที่ท่านเพื่อนสมาชิก ส.ส. ทุกคนให้ความสนใจ และผมจะรับ เรื่องนี้มาพิจารณาดู รัฐบาลจะรับเรื่องนี้มาพิจารณาดูว่าจะทําอย่างไรที่จะเพิ่ม ค่าเบี้ยเลี้ยงยังชีพของผู้สูงอายุ แต่เรื่องนี้สังกัดกระทรวงมหาดไทย แต่ในฐานะที่กํากับ ดูแลกระทรวงการคลังก็จะรับเรื่องนี้ไปพิจารณา

ท่านประธานครับ ในคําถามของทั้งเพื่อนสมาชิกทุกคนมีมากมายเลย ไม่ว่าจะเปึนคุณรัชฎาภรณ์ ไม่ว่าจะเปึนคุณสาทิตย์ที่พูดถึงเรื่องกฎเกณฑ์เงื่อนไข เรื่องนี้ผมได้พูดไปแล้ว ในส่วนของทางคุณเสมอกัน เที่ยงธรรม ถามว่าฝากท่านอธิบดี กรมสรรพากรอย่าแก้ไขประกาศบ่อย ๆ ก็จะรับไปกําชับท่านอธิบดี แต่ว่าปกติแล้ว ประกาศต่าง ๆ เราจะไม่เปลี่ยนแปลง จะเปลี่ยนแปลงน้อยมาก แต่อย่างไรก็ตาม ผมจะรับไป สําหรับท่าน ส.ส. อลงกรณ์ พลบุตร ถามว่าการดูแลคนพิการในร่างกฎหมาย ฉบับนี้ไม่ค่อยครอบคลุม ก็ได้ตอบไปแล้วเหมือนกันว่าจะไปดําเนินการในชั้นกรรมาธิการ และจะครอบคลุมให้มากกว่านี้ ท่าน ส.ส. ฟาริดา ก็ได้บอกไปแล้วว่าสํานักงาน สถิติแห่งชาติได้มีตัวเลขผู้พิการในป้ ๒๕๕๑ ประมาณ ๑.๙ ล้านคน คิดเปึนประมาณ ร้อยละ ๒.๙ ของประชากรทั้งหมด ผู้ที่จะได้จากโครงการนี้ คนพิการที่เราดูประมาณ ๗ แสนคน รัฐบาลจะเสียงบประมาณภาษีประมาณป้ละ ๕๐๐ ล้านบาท ฉะนั้นก็จะไปดู ว่าเราจะแก้ไขปรับปรุงอย่างไร ข้อคิดของคุณอลงกรณ์ก็จะรับไปดูทั้งนั้น คุณประเสริฐกับ คุณฟาริดาก็เหมือนกันนะครับ อยากได้ค่าลดหย่อนมากขึ้น คุณผ่องศรีเปึนข้อเสนอแนะ ที่ดีมากนะครับ ในส่วนเรื่องของสถานประกอบการที่เลี้ยงดูคนพิการนั้น ควรจะลดหย่อน ภาษีให้กับสถานประกอบการเหล่านั้น ผมทราบว่าวันนี้กําลังร่างกฎหมายอยู่ และเพื่อที่จะให้เอกชนสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ ซึ่งเปึนค่าจ้างของคนพิการได้ ๒ เท่า อันนี้ร่างกฎหมายอยู่ เมื่อเสร็จแล้วก็คงจะนําเข้ามาพิจารณาในสภาแห่งนี้ ก็ขอให้ สนับสนุนด้วยนะครับ คุณหญิงกัลยาก็พูดถึงเรื่องของการขึ้นทะเบียนยุ่งยาก อันนี้ก็เหมือนกัน ก็จะไปดูกัน เรื่องค่าลดหย่อนต่าง ๆ ก็จะไปดูกันว่าจะดําเนินการ อย่างไร หมอวรงค์ก็บอกว่ารัฐบาลใจจืดใจดํากับผู้พิการ แต่อย่างไรก็ตามอันนี้ผมเรียนให้ทราบ แล้วว่าเปึนการหักลดหย่อนภาษีของผู้ที่เสียภาษี ส่วนเรื่องคนพิการนั้นผมดีใจมากครับ ท่านประธานที่พวกเราได้อภิปรายเกี่ยวกับเรื่องคนพิการและเห็นความสําคัญของ คนพิการ และได้นําข้อเสนอว่าคนพิการนั้นเขาต้องการอะไรมาคุยกันในสภาแห่งนี้ เรื่องนี้คงจะต้องร่วมแรงร่วมใจกันหลายกระทรวง ไม่ว่าจะเปึนกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการคลัง ปกติก็เปึนแม่งานอยู่แล้วที่จะรวบรวมความคิดเห็นเหล่านี้ขึ้นมา ผมว่าจะต้องให้หลาย ๆ กระทรวงเข้ามาร่วมกันแก้ไขปัญหาของคนพิการ และในสภาแห่งนี้จะเปึนจุดเริ่มต้นของ การแก้ไขปัญหานี้ งบประมาณของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งประกอบไปด้วยยุทธศาสตร์การฟุ๋นฟูความเชื่อมั่นของประเทศ ๕,๐๐๐ ล้านบาท ยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิต ๘,๗๐๐ ล้านบาท ซึ่งงบประมาณของ ยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิต คืองบประมาณเกี่ยวกับ เด็ก ผู้หญิง และคนพิการ ๘,๐๐๐ ล้านบาท อยู่ในงบป้ ๒๕๕๒ คุณชลน่านครับท่านประธาน ขออนุญาตที่เอ่ยนามก็ได้ตั้งข้อสังเกตที่ดีมากก็จะรับทั้งหมดไปในชุดกรรมาธิการ ก็ขอขอบพระคุณท่านประธานแล้วก็เพื่อนสมาชิกทุกท่าน ถ้าไม่มีคําถามอะไร หรือมีคําถามสั้น ๆ ผมก็อยากจะขอให้ถามแล้วผมจะตอบครับ เชิญครับ ขอบคุณครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านพีระพันธุ์ครับ

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรุงเทพมหานคร 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ครับ ความจริงผมไม่ได้ตั้งใจมาอภิปรายกฎหมายฉบับนี้เลยครับ แล้วก็ฟังอยู่ข้างนอกตอนแรก ผมเข้าใจว่าเปึนกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องของคนพิการ เปึนการสนับสนุนคนพิการหรือการ ดูแลคนพิการซึ่งผมก็คิดว่าเปึนการดีครับ เพราะได้ยินแต่เพื่อนสมาชิกพูดถึงแต่คนพิการ พอเข้ามาร่วมประชุมหลังจากประชุมกรรมาธิการจึงได้เห็นว่าเปึนเรื่องกฎหมายภาษีอากร สิ่งที่ผมได้สอบถามเพื่อนสมาชิกเพราะว่ามาดูแล้วก็เกิดความงง ๆ ก่อนที่จะโหวตก็เลย อยากจะเรียนถามว่ามีประเด็นที่ผมสงสัยอยู่หลายประเด็น

ประเด็นที่ ๑ ก็มีเพื่อนสมาชิกถามไปแล้วแต่ว่ายังไม่ชัดเจนในประเด็นที่ผม สงสัยการเปึนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะว่าเดิมทีผมก็ไม่คิดว่าเรื่องนี้เปึนเรื่อง กระตุ้นเศรษฐกิจ แต่พอมาเปึนเรื่องกระตุ้นเศรษฐกิจผมก็เกิดความสงสัยที่อยากจะเรียน ถามว่าก่อนหน้านี้เรามีมาตรการที่จะหักลดหย่อนเงินสําหรับคนที่ไปลงทุนซื้อหน่วยลงทุน ในหน่วยที่เรียกว่ากองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพหรืออาร์เอ็มเอฟ รัฐบาลก็เพิ่งขยายให้จาก ๕ แสนบาท ถึง ๗ แสนบาทนะครับ บอกว่าอันนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งถูกนะครับ ผมไม่ได้ว่าไม่ถูก แต่พอกระตุ้นเศรษฐกิจตรงนี้ ๓๐,๐๐๐ บาท มันจะไปกระตุ้นได้อย่างไร ครับ คือถ้าบอกว่านี่เปึนมาตรการในการช่วยเหลือสังคมหรือช่วยเหลือผู้อุปการะคุณ ของเราที่เปึนคุณพ่อคุณแม่แล้วพิการหรือลูก อันนี้ถูกต้อง แต่พอไปให้เหตุผลว่า เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมันทําให้เกิดความสับสนว่าตัวเลข ๓๐,๐๐๐ บาท หักค่าลดหย่อน มันกระตุ้นอย่างไร ถ้าอย่างนั้นถ้าทําได้ทําไมกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ สําหรับคนมีสตางค์เยอะ ๆ ให้ได้ถึง ๗ แสนบาท พอทําไมคนพิการได้แค่ ๓๐,๐๐๐ บาท มันประหลาดมากครับ ซึ่งเมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรีบอกจะไปปรับแก้กันในคณะกรรมาธิการ วิสามัญ ผมก็ไม่ติดใจอะไร แต่เพียงแต่บอกว่ามันไม่น่าจะให้เหตุผลว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมสงสัยก็คือเรื่องหลักกฎหมาย เมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรี ได้พูดไปทําให้ผมยิ่งงงหนักเข้าไปใหญ่เลยท่านบอกว่ากฎหมายนี้เปึนกฎหมายแรก ในประวัติศาสตร์ซึ่งผมคิดเหมือนกันท่านเลยครับ แต่สิ่งที่ผมสงสัยคืออย่างนี้ครับ ท่านประธาน ถ้าหากว่าท่านประธานดูในร่างกฎหมายมาตรา ๓ ถ้าท่านประธาน ไม่ไปดูตรงคําว่า โดยบุคคลดังกล่าวต้องเปึนคนพิการ ก็คือว่าหักค่าอุปการะเลี้ยงดู บิดา มารดาตามปกติ แต่วันนี้มันทําได้อยู่แล้วท่านประธานผมทําได้อยู่แล้วท่านประธาน แล้วเมื่อกี้ถามเพื่อนเขาหักกันอยู่ครับ หักอยู่ครับเปึนนโยบายของอดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังสมัยที่แล้ว ท่านสมคิด ทีนี้ถ้าหากว่ามันต้องทําโดยเปึนกฎหมายเรื่องการหักค่าเลี้ยงดู ต้องทําเปึนกฎหมาย ไม่ทําเปึนกฎหมายทําไม่ได้ ผมถึงสงสัยว่าทําไมต้องเสนอร่างกฎหมาย เพราะผมจําได้ว่า ในอดีตก็ทําอยู่แล้วในสมัยท่านสมคิดโดยไม่ได้เสนอเปึนกฎหมาย เผอิญท่านรัฐมนตรี บอกว่าอันนี้เปึนครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เปึนกฎหมายแรกด้วย มันก็คือ เรื่องการจ่าย ค่าอุปการะเลี้ยงดู ยิ่งเกิดความสงสัยว่าถ้าไม่ทําเปึนกฎหมายมันหักไม่ได้หรือครับ ถ้าหักไม่ได้แล้วทําไมที่ทําไปแล้ว ประกาศไปแล้ว หักกันแล้วอยู่วันนี้ครับ แล้วทําไมมันหัก ได้ครับ หักมาหลายป้แล้วครับ รู้สึกจะป้หรือสองป้แล้ว ถ้าหากว่าต้องทําเปึนกฎหมาย ก็แปลว่าที่หักมามันผิดกฎหมายหรือ แต่ถ้าทําได้โดยไม่ต้องออกกฎหมาย แล้ววันนี้ ทําไมต้องออก มันสับสนกันตรงนี้ครับ โดยเฉพาะบอกว่าเปึนฉบับแรกด้วยยิ่งงงใหญ่ ผมคิดว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องหลักกฎหมายนะครับ เปึนเรื่องข้อกฎหมายซึ่งผมคิดว่าต้องได้ คําตอบที่ชัดเจน จะได้รู้ว่าต่อไปเรื่องแบบนี้เปึนเรื่องนโยบายและรัฐมนตรีประกาศได้เลย เหมือนในอดีต หรือว่าต้องทําเปึนกฎหมาย แล้วมันจะมีผลย้อนหลังนะครับ ถ้าบอกไม่ได้ ต้องเปึนกฎหมาย ก็ต้องกลับไปดูแล้วครับว่ารัฐมนตรีในอดีตที่ประกาศเปึนนโยบาย และไปหักกันแล้ว ผิดกฎหมายหรือเปล่า ต้องรับผิดชอบกันอย่างไรเข้าไปอีก

ทีนี้อีกประเด็นหนึ่งนะครับที่ผมคิดว่าต้องขออนุญาตถามอย่างรวดเร็ว เพราะทราบว่าท่านรัฐมนตรีมีธุระนะครับ คือในวรรคสองบอกว่า การหักลดหย่อนสําหรับ บุตรบุญธรรมให้หักได้ในฐานะบุตรบุญธรรมเพียงฐานะเดียว สําหรับตัวผมเองก็ดีหรือผู้ที่ จะไปเปึนกรรมาธิการหรือผมจะไปเปึนก็สุดแล้วแต่ มันแปลว่าอะไรครับ เพราะบอกว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดา มารดา สามี ภรรยา บุตรชอบด้วยกฎหมาย หรือบุตรบุญธรรมผู้มี เงินได้ ต้องเปึนคนพิการนะครับ แล้วก็ไปหัก ทีนี้บอกว่าหักได้ในฐานะบุตรบุญธรรม เพียงฐานะเดียว แล้วมันมีฐานะอื่นหรือครับ ฐานะที่ไม่ใช่บุตรบุญธรรมมันมีอะไรอีกครับ ที่ว่าต้องไปหักได้ในกฎหมายฉบับนี้นะครับ ก็เขียนไว้ว่ามันต้องพิการด้วย แต่ทีนี้บอกว่า หักในฐานะบุตรบุญธรรมเพียงฐานะเดียว กฎหมายเดิมหักอยู่ได้แล้วหรือเปล่า ไม่ใช่ เรื่องพิการ มันซ้ําซ้อนกันตรงไหนหรือครับ ตรงนี้ต้องเกิดความชัดเจน ถ้าหากว่าตรงนี้ ยังไม่มีความชัดเจน ผมคิดว่าผู้ที่ไปทําหน้าที่เปึนกรรมาธิการวิสามัญจะสับสนนะครับ ฉะนั้นตรงนี้ก็มีประเด็นที่ ๑ ท่านรัฐมนตรีกลับเข้ามาแล้วนะครับ ขออนุญาตว่าถ้าหากว่า อันนี้ต้องทําเปึนกฎหมายก็ต้องถามว่าที่ให้หักค่าอุปการะเลี้ยงดูคุณพ่อ คุณแม่ ที่ทําอยู่ วันนี้ อันนั้นไม่ได้ทําเปึนกฎหมาย ทําไมทําได้ครับ แล้วถ้าทําได้ทําไมครั้งนี้ต้องทําเปึน กฎหมาย ก็ถามซ้ําท่านรัฐมนตรีนะครับ อันที่ ๒ ก็คือว่าผมไม่อยากให้ใช้ว่ากระตุ้น เศรษฐกิจครับ เพราะไปเทียบกับอาร์เอ็มเอฟมันตั้ง ๗ แสนบาทนะครับ อย่างนั้นพอว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังบอกว่าต้องขอขาดดุล ๑ แสนล้านบาท กระตุ้นได้ ๑ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ ๓๐,๐๐๐ บาท ผมว่าอย่างไรก็ไม่ถึง ๑ แสนล้านบาท ก็ไม่ถึงเท่าไร หรอกครับ น่าจะเปึนเรื่องของการช่วยเหลือสังคม ช่วยเหลืออย่างนั้นมากกว่า ไม่ใช่เรื่อง กระตุ้นเศรษฐกิจ แล้วก็สุดท้ายประเด็นเมื่อกี้ครับ ท่านรัฐมนตรีครับ ผ่านท่านประธานไป นะครับว่าเรื่องของการหักค่าลดหย่อนในส่วนนี้นอกจากฐานะบุตรบุญธรรมที่บอกให้ได้ ฐานะเดียว มันมีฐานะอะไรอีก ก็สั้น ๆ ครับ ท่านรัฐมนตรีติดภารกิจ เอาเท่านี้ก่อน ก็ขออนุญาตผ่านท่านประธานเปึนประเด็นคําถามไปครับ ขอบพระคุณครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านรัฐมนตรีครับ

นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ครับ ก็ขอถือโอกาส นิดเดียวครับตอบข้อซักถามของท่าน ส.ส. พีระพันธุ์ นะครับ ที่ถามว่าให้หักค่าลดหย่อน คนพิการแค่ ๓๐,๐๐๐ บาท จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างไร อันนี้ก็อย่างที่ท่านบอกนะครับ ว่าเปึนเรื่องของการแก้ปัญหาสังคม แต่ผมได้เรียนไปแล้วว่ามันเปึนมาตรการทั้งหมด จริงอยู่ถ้าดึงเฉพาะตัวนี้ออกมามันก็จะมองไปว่าไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ถ้ารวมเปึน มาตรการที่ผมได้เรียนไปแล้วว่าไม่ว่าจะเปึนมาตรการหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคล ธรรมดา คนที่มีเงินเดือน ๒๐,๐๐๐ บาท ไม่ต้องเสียภาษี สนับสนุนโครงการ อสังหาริมทรัพย์ หักค่าโอนจาก ๓ เปอร์เซ็นต์ เหลือ ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ ภาษีธุรกิจเฉพาะ เหลือ ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ ทั้งหมดยังมีมาตรการใหญ่และมีมาตรการเล็ก ๆ อยู่ในโครงการ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ถ้าดึงตัวนี้ออกมาตัวเดียวผมยอมรับครับว่าไม่ได้เปึนพูดกัน ว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ต้องดูทั้งหมดนะครับ และหักลดหย่อนบิดา มารดา บุตร ซึ่งเปึน คนพิการเปึนครั้งแรกของประเทศไทย อันนี้จริงครับ เพราะว่าเดิมหักลดหย่อนบิดา มารดา บุตร ซึ่งเปึนคนปกติ แต่ครั้งนี้เปึนการหักลดหย่อนบิดา มารดา บุตร ซึ่งเปึนคนพิการ อันนี้เปึนครั้งแรกจริง ๆ นะครับ ก็อยากจะเรียนตอบคําถามเพียงเท่านี้ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ขออนุญาตเดี๋ยวครับ ท่านรัฐมนตรีสับสนครับ ผมไม่ได้บอกว่านี่เปึนครั้งแรกหรือเปึน ครั้งไหน ผมถามว่าอันนี้เปึนครั้งแรกที่เปึนคนพิการ แต่ว่าการหักค่าลดหย่อนให้คุณพ่อ คุณแม่ที่อุปการะเลี้ยงดูมา วันนี้ทําอยู่แล้วนะครับ เพียงแต่ว่าที่ทําอยู่ในวันนี้ ไม่ได้เปึนกฎหมาย ทําอยู่แล้วไม่ได้เปึนกฎหมาย ทําไมครั้งนี้ต้องทําเปึนกฎหมาย ถ้าไม่ทําเปึนกฎหมาย ทําเปึนประกาศ ทําเปึนนโยบายเหมือนครั้งที่แล้วมันไม่ได้หรือครับ ถ้าได้แล้วทําไมต้องทําเปึนกฎหมาย แต่ถ้าต้องทําเปึนกฎหมายแล้วทําไมครั้งที่แล้ว ไม่ทําครับ นี่คือประเด็นคําถามครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ก็เปึนข้อซักถามนะครับ ซึ่งอาจจะต้องหาคําตอบให้ท่านพีระพันธุ์นะครับ แต่ผมขออนุญาตนิดหนึ่งครับเผอิญอาจจะเกี่ยวข้องอยู่ด้วย ที่หักให้กับผู้ดูแลอุปการะ เลี้ยงดูผู้สูงอายุนั้นเปึนไปตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ ซึ่งออกมาเมื่อป้ ๒๕๔๕ นะครับ ในบทบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติไว้ให้หักลดหย่อนได้นะครับ อันนี้อาจจะเปึนเรื่องใหม่ ที่กรณีพิการครับ เชิญท่านพิษณุครับ

นายพิษณุ หัตถสงเคราะห์ หนองบัวลําภู

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม พิษณุ หัตถสงเคราะห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดหนองบัวลําภู พรรคพลังประชาชน ต้องขอขอบพระคุณท่านประธานที่ชี้ให้ได้มีโอกาสพูดแทนคนพิการ ทั่วประเทศนะครับ ท่านประธานครับ ขอบพระคุณรัฐบาลที่คิดถึงคนพิการนะครับ ผมนําเรียนท่านประธานอย่างนี้นะครับ คนพิการส่วนใหญ่นอกจากพิการแล้ว ยังเปึนคนจนด้วยครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะกี่บาทก็ตามที่รัฐบาลตั้งใจ ที่จะช่วยเหลือคนพิการก็ถือว่าเปึนกําลังใจอันยิ่งใหญ่ ซึ่งคนพิการส่วนใหญ่ในประเทศนี้ เขาไม่ต้องการหรอกครับที่จะให้ใครมาช่วย ถ้าหากเขาช่วยตัวเองได้ แต่ส่วนใหญ่ เขาไม่สามารถช่วยตัวเองได้นะครับ เพราะฉะนั้นเงินค่าลดหย่อน ๓๐,๐๐๐ บาทนี้ ถ้าเทียบไปแล้วสําหรับคนจน ๆ ก็เท่ากับว่าเปึนสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่รัฐบาลเสนอให้นะครับ แม้ว่ามาตรการนี้ผมถือว่าเปึนการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้วก็ฟุ๋นฟูเศรษฐกิจสําหรับ คนยากคนจน นอกจากนั้นท่านประธานครับ นโยบายกฎหมาย พ.ร.บ. ที่เรากําลังจะแก้ไข เปึนการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตคนพิการ โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคคลหันมาเลี้ยงดู อุปการะคนพิการมากขึ้น เพราะว่าคนส่วนใหญ่จะรังเกียจคนพิการ ท่านประธานครับ แต่ถ้าหากเราช่วยกันตรงนี้สนับสนุนขึ้นมา แทนที่เขาจะทอดทิ้งคนพิการเขาก็จะหันมา นะครับ ท่านประธานครับ คนพิการเปึนหนึ่งในผู้ด้อยโอกาสที่มีอยู่มากมายเหลือเกิน ในสังคมของเรา ผมใคร่ขอฝากประเด็นอื่น ๆ สั้น ๆ อีกนะครับ ฝาก ฯพณฯ รัฐมนตรีไป นะครับ ในเรื่องของการลดหย่อนภาษี นอกจากที่จะลดหย่อนภาษีให้กับผู้ดูแลคนพิการ แล้ว กฎหมายลูกกตัญ็ูก็ใคร่ขอให้ทางรัฐบาล โดยเฉพาะทางกระทรวงการคลังได้ดูเรื่อง ของภาษีกตัญ็ู แทนที่จะเปึนลูกที่ดูแลพ่อแม่ ก็น่าจะเป่ดกว้างให้เปึนญาติหรือคนอื่น ๆ ที่ดูแลผู้สูงอายุก็น่าจะได้รับประโยชน์จากการดูแลผู้สูงอายุผ่านมาตรการลดหย่อนภาษี นอกจากนั้นเรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ ควรที่รัฐรณรงค์ให้องค์กรภาครัฐและเอกชน รับคนพิการเข้าทํางานนะครับ ถามว่าตรงนี้มีกฎหมายหรือยัง มีครับ มี พ.ร.บ. ส่งเสริม คุณภาพชีวิตคนพิการป้ ๒๕๕๐ แต่ปัจจุบันนี้แม้ว่าจะเปึนส่วนราชการเองก็ยังไม่ได้รับ คนพิการเข้าทํางานเลยครับ ฝาก ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้กระทรวง ของท่าน หน่วยงานของท่านเริ่มรับคนพิการเข้าทํางานเปึนอันดับแรกก่อนโชว์ (Show) คนอื่นก่อนครับ แล้วองค์กรเอกชนจะตามมาเอง สุดท้ายครับท่านประธาน ส่งเสริมให้ องค์กรท้องถิ่นไม่ว่าจะเปึน อบต. อบจ. เทศบาล กําหนดนโยบายนะครับ ดูแลกลุ่มเปัาหมาย ไม่ว่าจะเปึนคนพิการ คนชรา คนยากจน ให้เปึนรูปธรรมครับ เพราะเรากระจายเงินจํานวนมากลงไปกับท้องถิ่นเหล่านั้น แต่ท้องถิ่นส่วนใหญ่จะละเลย ตรงนี้ขอฝากท่านประธานถึงรัฐบาลที่จะเข้ามาดูแลอย่างเปึนรูปธรรมต่อไป สรุปสุดท้าย ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยที่จะมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแก้ไข เพิ่มเติมประมวลรัษฎากรดังกล่าว เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนพิการอย่างยั่งยืนต่อไป ขอกราบขอบพระคุณครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ ครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ ตาก 🔗

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ ผมจะอภิปรายในเรื่องที่แตกต่างจากเพื่อนสมาชิกนะครับ ตามที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปราย เมื่อสักครู่นี้ก็ล้วนแต่มีเหตุผลที่ดีทั้งสิ้น ผมเห็นด้วยที่รัฐบาลเปึนผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ขึ้นมา เพื่อกระตุ้นให้มีผู้ดูแลหรือช่วยเหลือคนพิการให้มากขึ้น ผมเรียนให้ ท่านประธานทราบเพียงสั้น ๆ ว่าร่างกฎหมายฉบับที่รัฐบาลนําเสนอต่อสภาแห่งนี้ ผมเห็นว่า วัตถุประสงค์เปึนสิ่งที่ดีครับ แต่ภาคปฏิบัติจริง ๆ แล้ว ไม่เกิดผลประโยชน์ใด ๆ เลย ทําไม ผมถึงพูดเช่นนี้ครับ เรียนให้ท่านประธานทราบดังนี้ว่าเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้กล่าวว่า คนพิการ ณ ขณะนี้ ส่วนใหญ่เศรษฐีสถานะค่อนข้างยากจน เมื่อพวกเหล่านี้ยากจน แต่พระราชบัญญัติฉบับนี้เน้นให้เห็นว่าผู้ที่ได้รับประโยชน์จากภาษีในการเสียภาษี รัษฎากรจะต้องเปึนผู้ที่มีรายได้มากเพียงพอถึงจะมีประโยชน์ แต่ส่วนใหญ่ของเราก็คือ คนที่ดูแลคนพิการด้วยมีความยากจน เมื่อความยากจนมาถึงนี้ก็หมายความว่าโอกาส ที่เขาจะใช้ผลประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีได้น้อยหรือไม่มีเลยครับ ผมยกตัวอย่าง ให้ท่านประธานเห็นง่าย ๆ อย่างนี้ว่าสมมุติว่าบุคคลคนหนึ่งเปึนผู้มีรายได้เดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาท ป้หนึ่งก็จะต้องมีรายได้ทั้งสิ้น ๒๔๐,๐๐๐ บาท เมื่อหักค่าลดหย่อนส่วนตัว ไปแล้วสามี ภรรยาหมดไปแล้วคนละ ๓๐,๐๐๐ บาท ก็ ๖๐,๐๐๐ บาท ไปแล้วนะครับ ถ้ามีเรื่องเกี่ยวกับดูแลบุตรอีกก็หักไปตามเกณฑ์ที่มีบุตรมาก ในกรณีที่เขามีการทําประกัน ชีวิตก็จะหักไปอีก ๑ แสนบาท ในกรณีที่เกิดมีผ่อนบ้านหลังแรกก็จะลดหย่อนไปอีก ๑ แสนบาท ก็ปรากฏว่าก็หมดแล้วขณะนี้ เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ มีข้อบกพร่องในเชิงตัวเลข แล้วก็ไม่เปึนประโยชน์กับประชาชนที่ดูแลคนพิการในกรณีที่เขา มีรายได้อยู่ในระดับขนาดถึงเดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาท นั่นคือป้ละ ๒๔๐,๐๐๐ บาท ท่านประธานครับ จํานวนผู้พิการขณะนี้เราบอกว่าที่ขึ้นทะเบียนมีทั้งหมดประมาณ ๗ แสนคนเศษ ผมเรียนข้อเสนออย่างนี้ครับ เพื่อให้ได้ประโยชน์จริง ๆ ก็คือว่าเราต้องการ ช่วยเหลือคนที่ขึ้นทะเบียนทั้ง ๗๕๐,๐๐๐ คน ให้ได้อย่างทั่วถึง เราน่าจะเป่ดประตูให้กว้าง กว่านี้ แทนที่จะมีกฎออกมา ระเบียบหยุมหยิมมากเลย แล้วก็เปึนปัญหากับทางเจ้าหน้าที่ สรรพากรที่จะต้องตีความ เช่น ต้องเปึนบุคคลพิการที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ตรงนี้ก็เปึนปัญหา ต้องมีบัตรประจําตัวคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริม และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ การมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเดียวกันกับผู้มีเงินได้ และผู้มีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไข ที่อธิบดีประกาศกําหนด ผมเรียนให้ท่านประธานทราบว่าหลักการเสียภาษีจริง ๆ แล้ว ควรจะทําให้คนอยากเสียภาษีด้วยวิธีการที่ไม่ยุ่งเหยิงซับซ้อนและสับสน ทําให้เกิดเปึน ประเด็นขึ้นมากับผู้ที่มีอํานาจที่เรียกเก็บภาษีกับผู้ชําระภาษี บ่อยครั้งที่เราอยากจะเห็นว่า ผู้ชําระภาษีที่เปึนคนซื่อสัตย์บ่นว่าเจ้าหน้าที่พนักงานของกรมสรรพากร ซึ่งมีการ ตีความกันละเอียดยิบเลยในทางปฏิบัติ ก็เลยฝากรัฐบาลไว้ว่าในกรณีอย่างนี้ขอให้ท่าน พิจารณาถึงฐานของผู้ที่จะได้ประโยชน์จากการได้ชดใช้ภาษีรัษฎากรในการลดหย่อน ผมเรียนอย่างนี้ว่าถ้าเรามีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะช่วยเหลือคนพิการทั้งหมดของประเทศ จริง ๆ เราสามารถที่จะทําได้ โดยผมมีข้อเสนอดังนี้ อันที่ ๑ ตัดปัญหาเรื่องเกี่ยวกับผู้ดูแล หรือผู้เลี้ยงดูออกไปทั้งสิ้นเลย ใครก็ได้ ผมซึ่งมีรายได้มากเพียงพอและจะต้องเสียภาษี ผมอาจจะสามารถที่จะช่วยเหลือผู้พิการที่อยู่ข้างบ้านผมหรืออยู่ที่ไหนก็ได้ ผมมีสิทธิและก็ สามารถเอาเงินจํานวนนั้นมาเปึนค่าลดหย่อนภาษี ประโยชน์จะเกิดขึ้นกับใครบ้างครับ เกิดขึ้นกับตัวผู้ที่ได้มีสิทธิลดค่าภาษี ประโยชน์ เกิดขึ้นกับคนพิการที่ได้เงินมาจริง แล้วก็จะเปึนจํานวนมากนะครับ ผมเชื่อว่า ๗๕๐,๐๐๐ คน มีคนอุปการะแน่นอน ในเมื่อมีลักษณะทีว่าเปึนการส่งเสริมให้คนบริจาค เพื่อการช่วยเหลือกัน อันนี้ก็จะเปึนประโยชน์ แล้วก็ตัดประเด็นออกไปเลยว่าต้องอยู่ บ้านเลขที่เดียวกันอะไรตัดทิ้งไปเลย ถ้าจะมีปัญหาผมคิดว่าเพื่อให้เกิดความสัมพันธ์อันดี ระหว่างตัวบุคคลนะครับ อาจจะกําหนดขอบเขตพื้นที่ก็ได้ เช่นว่าภายในพื้นที่จังหวัดนั้น หรือภายในพื้นที่อําเภอนั้น ให้บุคคลหรือแม้แต่คณะบุคคล หรือนิติบุคคลก็ได้ครับ ทํานองเดียวกับเงินบริจาคนี้ครับ เงินทําบุญ ถือเปึนเงินทําบุญไปเลย ๓๐,๐๐๐ บาท ซึ่งไม่ได้มากมายอะไรเลยนะครับ สําหรับการที่จะช่วยเหลือคนพิการ ผมก็มีข้อเสนอ เรียนให้ทราบดังนี้นะครับ จึงขอเรียนย้ําอีกครั้งหนึ่งว่าเงินที่จะเปึนเงินลดหย่อน ขอให้เปลี่ยนเปึนหมวดเงินค่าบริจาคไปเพื่อตัดปัญหา แล้วก็สามารถที่จะทําให้คนพิการ ที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้วนี้นะครับ ผู้เสียภาษีก็สามารถที่จะช่วยเหลือคนพิการนั้น ๆ ได้ ๓๐,๐๐๐ บาทต่อคน ในกรณีที่ท่านมีเงินมาก อาจจะอยากช่วยเหลือคนอื่น ๆ ก็สามารถที่จะใช้เลขที่ต่าง ๆ ไปทั้ง ๗๕,๐๐๐ คน โดยที่ไม่ต้องซ้ํากัน ถ้าเราคิดว่าตัวเลข ๓๐,๐๐๐ บาทยังเปึนตัวเลขที่น้อยไป ผมก็คิดว่าเราสามารถปรับตัวเลขให้เพิ่มขึ้นได้ครับ จะไม่เสียหายอะไรเลย หลักการเสียภาษีก็คือว่า เราจะต้องไม่เอาภาษีมาเปึนตัวที่บั่นทอน การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ผมเชื่อว่าเราสามารถที่จะลดหย่อนภาษีให้กับผู้มีรายได้ อย่าว่าแต่ ๑๕๐,๐๐๐ บาทเลยครับ ผมเชื่อว่า ๓ แสนบาทเราก็สามารถทําได้ เพราะอะไร เพราะว่าถ้าเรามีการลดหย่อนภาษีสําหรับผู้มีเงินได้สุทธิที่ได้ต่ํากว่า ๓ แสนบาทลงมา ก็จะทําให้บุคคลเหล่านั้นมีอํานาจกําลังซื้อ ที่จะสามารถที่จะเอาเงินนั้นไปใช้จ่าย หมุนเวียนภายในประเทศ หรือขณะเดียวกันก็อาจจะไปเก็บออมไว้ ทั้งหมดนี้ก็ล้วนแต่เปึน ผลประโยชน์กับเศรษฐกิจของประเทศโดยส่วนรวมทั้งสิ้น ดังนั้นผมจึงขอเสนอผ่าน ท่านประธานไปยังผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งกรรมาธิการด้วย ผมคิดว่าจําเปึนจะต้องขยายฐาน ในเรื่องความสัมพันธ์ส่วนบุคคลจะต้องไม่มี ตัดทิ้งไปเลยนะครับ แล้วเรื่องบ้านเดียวกัน อะไรทั้งหลายตัดทิ้งไปเลยนะครับ เพื่อให้ผู้พิการที่ขณะนี้มีอยู่ ๗๕๐,๐๐๐ คน หรือจํานวนทั้งหมดที่อาจจะเพิ่มขึ้นเปึน ๓ ล้านคน หรือ ๔ ล้านคนได้สามารถที่จะได้รับ ความช่วยเหลือจากผู้มีอุปการคุณที่มีเศรษฐสถานะที่สูงกว่า ขอบคุณครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปขอเชิญคุณประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย ครับ

นายประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย สมุทรปราการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน ท่านประธานครับ ต้องขอขอบคุณที่ ฯพณฯ รัฐมนตรี ได้เป่ดแนวคิด ด้วยความคิดที่ดี ที่ใจดี ถือว่าเปึนคน ที่ดีมาก ที่มองผู้พิการว่าเปึนบุคคลซึ่งจะต้องได้รับการดูแล และโดยเฉพาะมีความผูกพัน ไปถึงผู้ที่เปึนลูก หรือเปึนคุณพ่อ คุณแม่ ได้ผูกพันในการที่จะให้มีความเชื่อมโยง โดยการใช้มาตรการทางภาษี เพื่อผูกพันเพื่อช่วยเหลือในการมีมาตรการลดหย่อนภาษี แต่กระผมดูแล้วกระผมก็ไม่เข้าใจในหลายอย่าง อย่างไรก็แล้วแต่ในประเด็นที่ ถ้าผมเปึนลูก มีลูกอยู่ ๖ คน จะช่วยคุณพ่อพิการหรือคุณแม่พิการ กระผมจะช่วยแล้ว แต่ว่าบรรลุนิติภาวะหมดแล้ว ภาษีรายได้ส่วนบุคคล ซึ่งผมต้องเสีย แต่ว่าผมเสียต่อ คุณแม่คนหนึ่งหรือคุณพ่อคนหนึ่งแล้วน้อง ๆ หรือพี่น้องอีก ๕ คน จะหักตรงนี้ได้อย่างไร จะหักได้ คนละ ๓๐,๐๐๐ บาท ทุกคนหรือไม่ เพราะว่าในนี้เขียนไว้ มาตรา ๓ เขียนว่าให้หักได้ท่านละ ๓๐,๐๐๐ บาท อย่างนี้ถ้าผมเปึนลูกมีคุณพ่อหรือ คุณแม่พิการ ผมก็ช่วยคุณพ่อ คุณแม่ไปแต่ผมอ้างว่าผมควรจะลดหย่อนได้ ๓๐,๐๐๐ บาท ต่อคุณพ่อคนหนึ่ง แล้วถ้าคุณแม่พิการด้วยก็บวกคุณอีกแม่คนหนึ่งเปึน ๒ คนหรือเปล่า และพี่น้องของผมจะหักลดหย่อนตรงนี้ได้อีกคนละ ๓๐,๐๐๐ บาทอีกหรือเปล่า หรือว่าคนละ ๖๐,๐๐๐ บาทหรือเปล่า อันนี้มันก็เปึนประเด็นครับ แต่ผมไม่เข้าใจ เดี๋ยวกรรมาธิการคงได้ไปคุยกัน แต่ว่าโดยมาตรการตรงนี้อย่างไรก็แล้วแต่เห็นว่าเปึน มาตรการที่ดีในการที่จะช่วยเหลือผู้พิการ อีกประเด็นหนึ่งครับ กระผมเห็นว่าการเสียภาษี มี ๓ ตัวที่เปึนภาษีหลักของประเทศคือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีแวท (VAT) เปึนภาษีตัวหลัก ในส่วนนี้เราคิดเกณฑ์ของภาษีรายได้ส่วนบุคคล ธรรมดาและมีความผูกพันกันระหว่าง พ่อ แม่ ลูก ดีครับ แต่เพื่อน ส.ส. หลายท่านก็ได้ เสนอแนวคิดผมก็เห็นด้วยครับ ถ้าเราไม่ใช่ พ่อ แม่ ลูก กันแล้วเราช่วยเหมือนที่คุณหมอ เธียรชัยได้กล่าวอย่างนั้นจะได้หรือไม่ แต่เมื่อพิจารณาดูแล้วก็เปึนปัญหาอีกครับ แล้วถ้า ผู้พิการท่านหนึ่งมีคนช่วยเขามาเยอะ ๆ จะอ้างเหตุอ้างผลกันได้อย่างไร ผู้พิการท่านหนึ่ง มีผู้ใจดีนําเงินมาบริจาคช่วยและไปลดหย่อนภาษี ถ้าทําได้ผมถือว่าดีมาก แต่ว่าเมื่อให้ทํา ได้ก็จะเกิดปัญหาว่าผู้พิการท่านหนึ่ง คนช่วยเขาไป ๕ คน ๑๐ คน หรือ ๑๐๐ คนจะอ้าง อย่างนี้ได้หรือเปล่า นี่ก็เปึนอุปสรรคต่อมาตรการทางภาษีอีก แต่กระผมมองเห็นอีก มุมหนึ่งครับ กระผมคิดว่าวันนี้นิติบุคคลหรือบริษัท ห้างร้านเอกชน ซึ่งก็เปึนส่วนหนึ่งของ สังคม ซึ่งไม่ได้มีความผูกพันระหว่างพ่อแม่ลูก แต่ว่ามีความผูกพันกันในสังคม ผมก็อยาก เห็นกระบวนการตรงนี้จะทําได้หรือไม่ ก็ขอฝาก ฯพณฯ รัฐมนตรีไว้ว่าเอกชนหรือนิติบุคคล จะสามารถที่จะช่วยเหลือผู้พิการและนําไปหักภาษีตามมาตรการภาษีอย่างนี้ได้หรือเปล่า ถ้าทําได้ก็จะเปึนการที่ดี แต่ก็มีปัญหาอย่างที่ผมเรียนแล้วว่าจะทําได้ทําจํานวนเท่าไร ต่อผู้พิการ ๑ ท่านจะต่อผู้ช่วยเหลือจํานวนเท่าไร หรือจะต่อกัน ๑ ต่อ ๑ เพราะว่าใน (๒) บอกว่าเฉพาะในเรื่องของพ่อแม่หรือสามีภรรยาที่แยกกันอยู่เวลาจะดูแลคุณพ่อ คุณแม่ ก็แบ่งว่าหักกันได้คนละครึ่ง คือสามีก็ให้หักได้ครึ่งหนึ่งคือ ๑๕,๐๐๐ บาท ภรรยาก็หักได้ ครึ่งหนึ่งคือ ๑๕,๐๐๐ บาทเหมือนกัน อย่างนี้เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วการที่เราจะมี แนวคิดในการที่จะไม่ต้องเอาเงินช่วยเหลือผู้พิการซึ่งเปึนคุณพ่อ คุณแม่ หรือเปึนลูกของเรา หรือลูกบุญธรรมของเรา แม้กระทั่งเราจะคิดว่าถ้าเราจะช่วยเหลือคนอื่นซึ่งไม่ใช่ลูก ของเรา ซึ่งเปึนความคิดที่ดีมากนะครับ เปึนเรื่องซึ่งผมคิดว่าต้องดูแลกันต้องช่วยกัน และในเรื่องของนิติบุคคล บริษัท ห้างร้านเอกชนต้องการนําเงินไปช่วยผู้พิการหลาย ๆ ที่ หลาย ๆ คน อย่างนี้จะทําได้หรือเปล่า อย่างไรก็แล้วแต่มาตรการต่าง ๆ เหล่านี้ ผมถือว่า เปึนมาตรการที่ดีถือว่าเปึนการเป่ดแนวคิด ซึ่งท่านรัฐมนตรีก็บอกแล้วว่ากฎหมาย ลักษณะนี้เปึนกฎหมายฉบับแรกของเมืองไทยเรา ดีครับ ก็ขอให้ ฯพณฯ ได้ดําเนินการ ต่อไป และก็ขอให้มีการพัฒนาการคํานวณทางภาษี และมีความเปึนไปได้ที่จะเป่ดโอกาส ให้บุคคลทั่วไปจะช่วยเหลือบุคคลอื่นได้ที่พิการ และนิติบุคคลก็สามารถช่วยเหลือผู้พิการ ท่านอื่นได้และช่วยได้อีกหลาย ๆ คน ตรงนี้ก็ขอฝากไว้ครับ ขอบคุณครับ

พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญนายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ ครับ

นายบัญญัติ เจตนจันทร์ ระยอง 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ผมก็ต้องขอขอบคุณแทนผู้ที่มีรายได้ที่อุปการะคนพิการที่ทางรัฐบาลได้มีเมตตาและก็ให้ การสงเคราะห์และก็ช่วยแบ่งเบาภาระแก่เขาเหล่านั้น ผมได้อ่านตัวร่างกฎหมายตัวนี้แล้วก็เห็นว่ามันมีจุดบกพร่องหลายประการ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่สรรพากร ซึ่งเราไม่อยากจะเป่ดโอกาสให้ใช้ ดุลยพินิจ อย่างที่ท่าน ส.ส. นายแพทย์เธียรชัยได้อภิปรายไปแล้วว่าการเสียภาษีนั้น ต้องกระทําให้เสียได้โดยง่าย และไม่ต้องใช้ดุลยพินิจ แล้วก็เปึนการเข้าใจตรงกัน ในเรื่อง ของบัตรผู้พิการนั้นผมได้โอกาสเปึนผู้ออกใบรับรองแพทย์ประเมินคนพิการมาสมัยที่เปึน แพทย์เมื่อไม่กี่ป้ที่ผ่านมาตลอดระยะเวลา พบว่าแพทย์แต่ละท่านนี้ให้คะแนนความพิการ ไม่เท่ากันเลย และแพทย์คนเดียวกันให้คนละวันก็ไม่เท่ากัน เพราะว่าด้วยระยะเวลา ที่จํากัดแล้วก็แพทย์ต่าง ๆ นั้นที่ผ่านก็ไม่ได้รับการอบรมการประเมินคะแนนความพิการ ดังนั้นคนพิการแบบเดียวกันที่อยู่บ้านติดกันอาจจะได้รับใบรับรองที่ไปขึ้นทะเบียน คนพิการที่แตกต่างกัน จนมีผู้ป์วยพิการนั้นต้องมาขอร้องให้หมอใส่คะแนนพิการให้ เยอะ ๆ เขาจะได้รับการช่วยเหลือ ได้รับการขึ้นทะเบียนคนพิการ ผมถึงอยากจะตั้ง ข้อสังเกตว่าไม่ใช่ง่ายที่กระทรวงการคลังจะกําหนดกฎเกณฑ์ความพิการโดยที่อยู่ นอกเหนืออํานาจที่ตนเองเกี่ยวข้อง ไม่ทราบว่าจะต้องไปแก้กฎหมายในการประเมิน ความพิการหรือไม่ ปัจจุบันการประเมินความพิการนั้นอยู่ในแพทย์คนเดียว ผมยังคิดว่า ในเมื่อความพิการนั้นเปึนสิ่งให้คุณให้โทษแล้วก็สร้างความไม่เปึนธรรมในชนบท ในชุมชน ว่าสังคมไม่มีความเปึนธรรม พิการเหมือนกันแต่ทําไมถึงได้ไม่เหมือนกัน จะต้องเปึนในรูป ของคณะกรรมการแพทย์หรือไม่ กําหนดระยะเวลาว่า ๒ ป้หรือ ๑ ป้ หรือ ๔ ป้ประเมินกัน ครั้งหนึ่ง และทุกครั้งที่ประเมิน ไม่ว่าจะประเมินที่จังหวัดใดน่าจะต้องมีความเที่ยงธรรม มีความแม่นยํา แล้วก็มีมาตรฐานที่เท่าเทียมกันเสียก่อนค่อยมาใช้กฎหมายนี้ ให้เปึนประโยชน์ในการสงเคราะห์ อนุเคราะห์ หรือจะเรียกว่าในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็แล้วแต่ อันนี้เปึนข้อสังเกตตัวใหญ่เลย ซึ่งฝากไว้ว่าท่านจําเปึนจะต้องประสาน เพื่อนําเรื่องนี้มาพิจารณาไว้ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการตรากฎหมายฉบับนี้

อีกเรื่องหนึ่งก็คือว่า คนพิการคนหนึ่งนั้นจําเปึนจะต้องได้รับ การหักลดหย่อนเพียงครั้งเดียว ไม่ใช่ว่าคนพิการนั้นถูกนําไปหักลดหย่อนภาษี ในหลายแห่ง ในหลายเลขที่ผู้หักภาษี อันนี้ก็มีมาตรการในการดูแลในส่วนนี้อย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดการไม่เปึนธรรม หรือเกิดการเอารัดเอาเปรียบภาครัฐ

ในประเด็นถัดไปก็คือเรื่องของบิดา มารดาหรือบุตร ซึ่งในอดีตที่ผ่านมานั้น ได้รับการหักลดหย่อนภาษีอยู่แล้ว เมื่อบุตรหรือบิดามารดานั้นพิการจะได้รับ การหักลดหย่อนภาษีเพิ่มขึ้นหรือไม่ เนื่องจากผู้พิการกับผู้ที่ไม่พิการนั้นค่าใช้จ่าย ในการดูแลแตกต่างกัน ผู้พิการนั้นจําเปึนจะต้องจ้างคนดูแล ต้องมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น อย่างแน่นอน ถ้าดูแลบุพการีผู้สูงอายุหรือเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ยกตัวอย่าง หักได้ ๓๐,๐๐๐ บาท ถ้าดูแลบิดา มารดาหรือบุตรที่พิการจะหักเพิ่มขึ้นอีก ๓๐,๐๐๐ บาท ได้หรือไม่ ต้องมีความชัดเจนตรงส่วนนี้ด้วย ต้องฝากตั้งข้อสังเกตไว้เพื่อให้ ทางผู้ที่เกี่ยวข้องนําไปใช้ในการพิจารณา

แล้วก็ในประเด็นสุดท้ายในเรื่องของภาษีเงินได้ส่วนบุคคลนั้น ผมยังมี ความเห็นว่าผู้ที่ได้รับประโยชน์ในส่วนนี้ก็คงเปึนผู้ที่มีรายได้สูงอยู่แล้ว สําหรับส่วนใหญ่ผู้พิการนั้นที่ได้รับการดูแลในครอบครัวในชนบทส่วนใหญ่จะเปึน คนยากจนดูแลคนพิการ ในส่วนนี้จําเปึนจะต้องใช้เบี้ยยังชีพสําหรับคนพิการให้ทั่วถึง แล้วก็ประเด็นที่น่าจะต้องคิด แล้วก็เปึนคําที่คํานึงกันก็คือว่า พวกเราทุกคนนั้น ชั่วชีวิตหนึ่งจะเปึนคนพิการก็คือผู้สูงอายุในระยะสุดท้ายจะเปึนคนพิการ เพราะฉะนั้น เรื่องของความพิการและเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุนั้นจําเปึนอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการแจกจ่าย ให้ทั่วถึงกัน ปัจจุบันถือเกณฑ์ ๖๐ ป้ ในการที่จะให้เบี้ยผู้สูงอายุ แล้วก็ได้ไม่ทั่วถึงกัน ทะเลาะเบาะแว้งกันในชุมชน ก็กําหนดไปสิครับ ๘๐ ป้ขึ้นไปได้ทุกคน ถ้าเงินพอ ๗๕ ป้ขึ้นไปได้ทุกคน จะดีไหม แทนที่จะ ๖๐ ป้ขึ้นไป แต่ได้ไม่ทุกคน อันนี้ก็ฝาก เปึนข้อสังเกตให้ผู้ที่เกี่ยวข้องนําไปพิจารณาด้วยครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ

พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญคุณสมคิด บาลไธสง ครับ

นายสมคิด บาลไธสง หนองคาย

ขอบคุณท่านประธานครับ ผมคงจะ เปึนคนสุดท้าย ก็ขอเวลาสภาแห่งนี้นะครับ ซึ่งกระผมเองฟังมาแล้วก็ผมไม่ใช่นักกฎหมาย แต่ผมสับสนกับนักกฎหมายพูด ร่างพระราชบัญญัตินี้พูดถึงเรื่องภาษี ไม่ได้พูดถึงเรื่อง สิทธิต่าง ๆ ของคนพิการ ผมอยากทําความเข้าใจ ผมว่าผมเข้าใจไม่ผิด กฎหมายอันนี้ เปึนกฎหมายเพื่อจะช่วยเหลือคนที่ดูแลคนพิการเท่านั้นใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้น ผมไม่อยากให้ไปพูดถึงเรื่องจะช่วยเขาอย่างไร ไปพูดถึงพระราชบัญญัติคนพิการ แยกต่างหาก อันนี้เปึนเรื่องภาษีที่ว่าคนมีรายได้ดูแลคนพิการ สําหรับประเด็นที่ ๒ ไม่มีใครพูดเลยว่าคนพิการ คนพิการบังเอิญผมอยู่กับคนพิการ น้องชายผมพิการ เขาทําธุรกิจ เขาเกิดอุบัติเหตุ คนพิการประกอบธุรกิจแล้วดูแลคนธรรมดาด้วย ผมอยากถามว่าคนพิการประกอบธุรกิจจะลดหย่อนเขาเท่าไร คนธรรมดาดูแลคนพิการ ลดหย่อนให้ ๓๐,๐๐๐ บาท ถ้าคนพิการประกอบธุรกิจจะลดให้ ๖๐,๐๐๐ บาทไหม ผมอยากให้ถามอย่างนี้ อยากได้คําตอบแบบนี้ สําหรับประเด็นสุดท้ายควรออกกฎหมาย พิเศษสําหรับคนพิการประเภทต่าง ๆ ต่างหากจากกฎหมายฉบับนี้ เพื่อไม่ให้มันสับสน ขอบคุณมากครับ

พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสุดท้ายคุณลาภศักดิ์ ลาภาโรจน์กิจ ครับ

นายลาภศักดิ์ ลาภาโรจน์กิจ สงขลา

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายลาภศักดิ์ ลาภาโรจน์กิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ต้องขอบคุณท่านประธานแล้วก็ต้องขอโทษที่ผมส่งรายชื่อไป เปึนคนสุดท้าย ความจริงเรื่องคนพิการที่ผมได้สดับตรับฟังต่าง ๆ แม้แต่ที่ท่านรัฐมนตรี ได้ชี้แจงนั้น ผมก็ดีใจครับ เพียงแต่ว่าจะชี้ให้เห็นว่าบางอย่างที่ท่านเขียนมานั้น ซึ่งมีที่ ท่านอาจารย์พีรพันธุ์ประทานโทษที่เอ่ยนาม ก็ได้พูดครับ บางข้อความที่ท่านเขียนอยู่นั้น ก็คงจะสับสนพอสมควรสําหรับผู้ที่จะมาช่วยเหลือคนพิการ นั่นก็คือการหักลดหย่อน สําหรับบุตรบุญธรรมให้หักได้ในฐานะบุตรบุญธรรมเพียงฐานะเดียว ผมก็เชื่อว่า คําว่า บุตรบุญธรรม นี้ ก็มีกฎหมายบัญญัติอยู่แล้ว แต่คนที่เปึนคนพิการแล้วไปเปึน บุตรบุญธรรมนั้นจะมีมากน้อยแค่ไหนผมไม่ทราบ เพราะฉะนั้นถ้าเขียนแบบนี้อาจจะ ช่วยได้ไม่มากนัก แต่ขณะเดียวกันผมก็คงจะสนับสนุนกับของคุณหมอเธียรชัยที่พูด ก็อยากจะฝากกรรมาธิการและท่านรัฐมนตรี สิ่งที่น่าจะหักลดถ้าท่านต้องการกระตุ้น เศรษฐกิจ นั่นก็คือช่วยลดหย่อนสิ่งของต่าง ๆ ที่ซื้อให้กับคนพิการ บริจาคให้กับคนพิการ ส่วนวิธีการบริจาคหรือจะผ่านช่องทางใด ท่านก็สามารถที่จะกําหนดได้ในชั้นกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ที่ผมพูดนี้ผมเองได้ทํามาตลอด ช่วงนี้อาจจะทําไม่ได้ เพราะหลังจาก กกต. กําหนดไม่เกิน ๓,๐๐๐ บาท ผมบริจาครถเข็นมาทุกเดือน เหลือเชื่อครับ คนมาขอ รถเข็นแต่ละเดือนเปึนสิบ ๆ ราย ด้วยเงินเดือนที่เราได้นี้มันไม่เพียงพอ ในบางครั้งก็โชคดีได้มีพรรคพวกที่มีจิตศรัทธา มาร่วมบริจาค ในสิ่งเหล่านี้สิ่งของที่บริจาคนี้ผมอยากให้กําหนดลงไปด้วยน่าจะให้เขา มีโอกาสที่จะลดหย่อนภาษีไม่เฉพาะรถเข็นครับ แม้แต่ไม้เท้าพวกเราคนที่มีรายได้คนที่ มีฐานะไม่มีปัญหาซื้อเองก็ได้ แต่คนพิการถ้าผมจําไม่ผิดเมื่อวันจันทร์นี้ผมมีไม้เท้าอยู่ อันหนึ่งที่ผมไปซื้อมาจะแจกให้กับคนพิการมีเด็กคนหนึ่งมาขอผมผมให้ไปดีใจมากครับ ถามว่าไม้เท้าอันละเท่าไร ๘๐๐ กว่าบาท แต่สิ่งที่ดีใจเขามากราบที่เท้าผม ที่พูดให้ฟัง นั่นก็คือคนพิการนี้เขาต้องการความช่วยเหลือมากก็อยากฝากกรรมาธิการว่าต้องเข้าไปดู แม้แต่ที่ถ่ายอุจจาระ ที่ผมพูดได้เพราะผมรู้ผมแจกมาหมด ท่านน่าจะลดหย่อนภาษี ที่ท่านรัฐมนตรีบอกว่ากระตุ้นเศรษฐกิจผมว่านี่เปึนส่วนหนึ่งที่ถ้าเราลดหย่อนภาษีให้คน ที่มีรายได้คนทั่วไป ซึ่งบางครั้งญาติพี่น้องเขาไม่มีคนพิการเลยแต่เขาอยากจะช่วย ช่วยแล้วทําอะไรก็ไม่ได้คือหักภาษีเขาไม่ได้มาช่วยลดหย่อนภาษีอะไรก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ถ้าเปึนนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาก็แล้วแต่ท่านกําหนดสิครับตั้งไว้อย่างที่หมอเธียรชัย พูด ๓๐,๐๐๐ บาทหรือ ๕๐,๐๐๐ บาท ไม่จําเกินนั้น ส่วนเกินก็ถือว่าท่านรับผิดชอบไปเอง เพราะฉะนั้นผมว่าผมก็อยากฝากเรื่องคนพิการนอกเหนือจากที่ท่านพูดแล้วอยากจะ กระตุ้นเศรษฐกิจอยากจะช่วยเหลือคนพิการซึ่งเปึนพระราชบัญญัติฉบับแรกที่ท่านคิดว่า ท่านกําลังจะออกให้สภานิติบัญญัติของเราผ่านกฎหมายฉบับนี้ ผมก็ยินดีด้วย แต่ก็อยากจะพ่วงว่าอย่างน้อยที่สุดเปึนข้อสังเกต ท่านทําทีหนึ่งท่านน่าจะสะเด็ดน้ํา ไม่ควรมาตั้งเปึนทีละฉบับ ๆ ผลที่สุดคนที่เปึนพิการจริง ๆ จะทนไม่ไหวหลายคนก็ไม่มีทาง ที่จะช่วยเหลือเพราะช่วงนี้เราก็จะช่วยเขามากไม่ได้ แม้แต่รถเข็นคันหนึ่งราคาก็ประมาณ ร่วม ๓,๐๐๐ กว่าบาท เกือบ ๔,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นก็ต้องฝากท่านรัฐมนตรีด้วย และฝากกรรมาธิการที่จะเข้าไปดูในรายละเอียดช่วยท่านเพิ่มเติมได้ผมก็อยากให้เพิ่มเติม ในการหักลดหย่อนภาษีให้กับคนที่ให้อุปกรณ์พิการใช้สําหรับกับคนพิการด้วยครับ ขอบคุณมากครับ

พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสมาชิกครับ เราอภิปรายกันมาเปึนเวลาพอสมควรนะครับ ผมเห็นควร ป่ดการอภิปรายครับไม่มีท่านผู้ใดเห็นเปึนอย่างอื่นนะครับ ขอเชิญท่านรัฐมนตรี สุขุมพงศ์ โง่นคํา อภิปรายสรุปครับ

นายสุขุมพงศ์ โง่นคํา รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายสุขุมพงศ์ โง่นคํา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน จังหวัดกาฬสินธุ์ พรรคพลังประชาชน ในฐานะรัฐมนตรีประจํา สํานักนายกรัฐมนตรี ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอกราบเรียนท่านประธาน และที่ประชุมว่าพอดีท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังซึ่งเปึนผู้เสนอ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรฉบับนี้ ท่านมีความประสงค์ที่จะอยู่ เพื่อจะตอบคําชี้แจงในการอภิปรายวาระแรกด้วยตัวท่านเอง แต่เนื่องด้วยมีภารกิจสําคัญ ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้จึงได้มอบให้กระผมทําหน้าที่แทนนะครับ สําหรับข้อสอบถามของ ท่านสมาชิกทั้งหลายเท่าที่กระผมได้มานั่งฟังคําอภิปรายก็เห็นว่าร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้มีหลักการมีเหตุผลที่จะเปึนประโยชน์กับพี่น้องประชาชนส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับ ผู้พิการก็จะเห็นได้ว่าคําอภิปรายทั้ง ๒ ฝ์ายในวันนี้นับว่าเปึนนิมิตหมายที่ดีครับ ท่านประธานที่เคารพครับเท่าที่ได้ฟังอยู่ในช่วงระยะท้าย ๆ นี้ ก็พบว่าท่านพี่น้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในทั้ง ๒ ฝ์ายก็มีความประสงค์เดียวกันที่จะช่วยเหลือพี่น้อง ในภาคส่วนนั้น ซึ่งถือว่าเปึนส่วนสําคัญของประเทศอยู่เช่นเดียวกันซึ่งพี่น้องที่อยู่ ในภาคส่วนของคนพิการในรัฐธรรมนูญเองกฎบัตรสหประชาชาติเองก็รองรับสิทธิ ทั้งหลายให้ผู้บริหารประเทศ ท่านสมาชิกรัฐสภาทั้งหลายต้องดูแลเอาใจใส่พี่น้องเหล่านั้น เปึนอย่างยิ่งอย่างดีด้วย ซึ่งถึงแม้ว่ารัฐบาลชุดนี้จะเพิ่งเข้ามาบริหารประเทศ แต่กฎหมายที่ค้างอยู่ในสภา รัฐบาลชุดปัจจุบันก็เห็นว่าน่าจะมีประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันนี้ได้มาฟังการอภิปราย ของท่านสมาชิกแล้ว ไม่ว่าตอนท้าย ๆ นี้ จากการแสดงความคิดเห็นของ ท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เอง ท่านประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย คุณหมอบัญญัติ และท่านสุดท้ายท่านลาภศักดิ์ และท่านสมคิด ก็ถือว่าเปึนสิ่งสําคัญที่คณะกรรมาธิการ วิสามัญ ผมทราบว่าท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังท่านจะเข้าไปดูแล ร่างพระราชบัญญัติฉบับที่แก้ไขนี้ด้วยตัวของท่านเอง และท่านให้สัญญากับผมว่าท่านจะ รับฟังความคิดเห็นทั้งหลายในวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชั้นกรรมาธิการ นําความคิด ข้อเสนอแนะ ข้อสังเกตทั้งหลายไปปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้ให้เกิดประโยชน์กับพี่น้อง ประชาชน โดยเฉพาะพี่น้องคนพิการอย่างทั่วถึงและเปึนธรรมครับ ท่านประธานที่เคารพครับ

พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสมาชิกครับ ต่อไปผมจะขอให้ที่ประชุมลงมติในการรับหลักการหรือไม่รับหลักการ แห่งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ขอเชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมเพื่อลงมติด้วยครับ

(พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ผมจะขอมติในการรับหลักแห่งการร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยผมจะถามดังนี้นะครับ คงไม่ต้องเช็คจํานวนครับเพราะดูด้วย สายตา เกินจํานวนองค์ประชุมอยู่แล้วครับ คุณบุญยอดมีอะไรครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ผม บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานคร ผมเข้าใจว่าท่าน ต้องนับองค์ประชุมก่อนครับ เพราะว่าไม่อย่างนั้นเดี๋ยวก็จะไม่เปึนไปตามข้อบังคับนะครับ เปึนข้อสังเกตตอนท้ายของข้อบังคับอยู่แล้วครับ

พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ครับ ผมมองดูแล้วว่าน่าจะเกินองค์ประชุมครับ แต่ถ้าสมาชิกเสนอให้นับองค์ประชุม ก็ขอให้บรรดาสมาชิกได้กดปุ์มแสดงตนด้วยครับ เพื่อความไม่ประมาทนะครับ

นายเอกพจน์ ปานแย้ม ปทุมธานี

ท่านประธาน ขออนุญาตครับ

พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญครับ

นายเอกพจน์ ปานแย้ม ปทุมธานี

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เอกพจน์ ปานแย้ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดปทุมธานี พรรคชาติไทย กระผมคิดว่าดําริของท่านประธานที่ได้มีต่อที่ประชุมในเรื่องของการที่ไม่จําเปึนที่จะต้อง มีการได้เสียบบัตรเพื่อแสดงตน เพราะว่าจากที่ได้ฟังการอภิปรายในวันนี้ของท่านสมาชิก ทุกฝ์าย ไม่ว่าจะเปึนฝ์ายรัฐบาลหรือว่าในซีกของฝ์ายค้านก็ตามที ทุกฝ์ายก็เห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีความสําคัญแล้วก็ทุกฝ์ายก็มีความเห็นด้วยที่ต้องการให้มีผล ในทางปฏิบัติ และผมคิดว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่ใช่ร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าสามารถที่จะให้สมาชิกได้ลงมติเพื่อใช้เสียงข้างมาก ในการที่จะผ่านร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไป ในการที่จะเข้าสู่วาระที่ ๒ วาระที่ ๓ ต่อไป ผมคิดว่าท่านประธานได้มีดําริอย่างนี้ถูกต้องแล้วครับ ขอบพระคุณครับ

พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เห็นด้วยกับคุณเอกพจน์นะครับ แต่เมื่อมีผู้ทักท้วงเพื่อให้ได้เปึนแนวทางในการปฏิบัติ ในครั้งต่อไป แล้วก็เปึนความรัดกุมรอบคอบ ผมเห็นด้วยกับคุณบุญยอดนะครับ ถึงแม้ว่า มองดูด้วยตาเปล่าเกินองค์ประชุมอยู่แล้ว และเนื่องจากว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ไม่ใช่ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ แต่อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังมีข้อโต้แย้งกับ การตีความของศาลรัฐธรรมนูญว่าถ้าองค์ประชุมโหวตมาแล้ว องค์ประชุมไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ก็ถือว่าไม่ครบองค์ประชุม การประชุมนั้นก็ต้องถือว่าเปึนโมฆะนะครับ ขณะนี้การตีความ ยังไม่ชัดเจน เพราะฉะนั้นขอเชิญทุกท่านกดปุ์มแสดงตนครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตน)

ช่วยกรุณานับองค์ประชุมด้วยครับ ขณะนี้มีผู้เข้าร่วมประชุม ๒๕๘ ท่าน เกินกึ่งหนึ่ง นับว่าครบองค์ประชุม

ต่อไปผมจะถามมติในการรับหลักการหรือไม่รับหลักการแห่ง ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ท่านผู้ใดเห็นควรให้รับหลักการกรุณากดปุ์ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นควรรับหลักการให้กดปุ์ม ไม่เห็นด้วย ขอเชิญลงมติได้แล้วครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ์มลงคะแนน)

มีท่านผู้ใดยังไม่ได้ลงมติหรือเครื่องขัดข้อง กรุณายกมือเพื่อเจ้าหน้าที่จะได้เข้าไป ช่วยเหลือ เชิญท่านพิเชษฐครับ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

ท่านประธานครับ ผม พิเชษฐ ๒๒๔ ผมเห็นด้วย พยายามกดแต่ไฟมันไม่ขึ้นเลยครับ

พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เดี๋ยวบวกเข้าไปอีก ๑ คะแนน สําหรับท่านพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ด้วยนะครับ มีท่านใด ที่ยังไม่ได้ลงมติบ้างไหมครับ ป่ดการลงมติ รวมคะแนน มีผู้เข้าร่วมประชุมทั้งสิ้น ๒๖๘ ท่าน เห็นด้วย ๒๖๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน เปึนอันว่าที่ประชุมแห่งนี้รับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

ต่อไปขอเชิญสมาชิกเสนอจํานวนคณะกรรมาธิการครับ ขอเชิญสมาชิก หรือคณะรัฐมนตรีก็ได้นะครับ เชิญท่านรัฐมนตรีสุขุมพงศ์ครับ

นายสุขุมพงศ์ โง่นคํา รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพ ผมเสนอให้มีกรรมาธิการวิสามัญนะครับ

พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

จํานวนเท่าไรครับ

นายสุขุมพงศ์ โง่นคํา รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี

๓๖ ท่านครับ

พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีท่านผู้ใดเห็นเปึนอย่างอื่นไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)

ไม่มีท่านผู้ใดเห็นเปึนอย่างอื่น เปึนอันว่าสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้มีมติให้ตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญ จํานวน ๓๖ ท่าน ขอเชิญสมาชิกเสนอรายชื่อตามสัดส่วน พรรคพลังประชาชน ๑๕ ท่าน ขอเชิญคณะรัฐมนตรีก่อนครับ

นายสุขุมพงศ์ โง่นคํา รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐบาลเสนอกรรมาธิการในสัดส่วนของรัฐบาล ๕ ท่าน ดังนี้ ๑. นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ๒. นายสาธิต รังคสิริ ๓. นายชูเกียรติ สุวรรณรังษี ๔. นายวีระวุฒิ วิทยกุล และ ๕. นางณัฐนันทน์ อัศวเลิศศักดิ์

พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)

มีผู้รับรองถูกต้อง ต่อไปพรรคพลังประชาชน ๑๕ ท่าน ขอเชิญสมาชิกครับ

นางสาววิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ เชียงราย

เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคพลังประชาชน ใคร่ขอเสนอคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล รัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... จํานวน ๑๕ ท่าน ดังต่อไปนี้ ๑. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ๒. นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ๓. นายสาธิต เทพวงศ์ศิริรัตน์ ๔. นายประเสริฐ บุญเรือง ๕. นายวิเชียร อุดมศักดิ์ ๖. นายฉลาด ขามช่วง ๗. นางสาวละออง ติยะไพรัช ๘. นายอดุลย์ วันไชยธนวงศ์ ๙. นายอนันต์ ผลอํานวย ๑๐. ว่าที่ร้อยตรี สุเมธ ฤทธาคนี ๑๑. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล ๑๒. พลเรือโท โรช วิภัติภูมิประเทศ ๑๓. นายการุณ โหสกุล ๑๔. นายเทวฤทธิ์ นิกรเทศ ๑๕. นายสุนัย จุลพงศธร ขอผู้รับรองด้วยค่ะ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ เชิญพรรคประชาธิปัตย์ครับ ๑๑ ท่าน

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ ตาก

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ จํานวน ๑๑ คน ดังนี้ ๑. นายจุติ ไกรฤกษ์ ๒. นางสาวสุพัชรี ธรรมเพชร ๓. นายกรณ์ จาติกวณิช ๔. นางเจิมมาศ จึงเลิศศิริ ๕. นายศิริโชค โสภา ๖. นายสรวุฒิ เนื่องจํานงค์ ๗. ดอกเตอร์ผุสดี ตามไท ๘. นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ๙. นางสาวนริศา อดิเทพวรพันธุ์ ๑๐. นางสาวรังสิมา รอดรัศมี ๑๑. นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไปเชิญพรรคชาติไทย ๒ ท่านครับ

นายเอกพจน์ ปานแย้ม ปทุมธานี

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม เอกพจน์ ปานแย้ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดปทุมธานี พรรคชาติไทย ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลรัษฎากร (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคชาติไทย จํานวน ๒ ท่านครับ ๑. นายวิจิตร พรพฤฒิพันธุ์ ๒. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไปพรรคเพื่อแผ่นดิน ๑ ท่านครับ

นายมานพ ปัตนวงศ์ แบบสัดส่วน

เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายมานพ ปัตนวงศ์ ส.ส. พรรคเพื่อแผ่นดิน ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการในส่วนของ พรรคเพื่อแผ่นดิน นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ ครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีผู้รับรองถูกต้อง ต่อไปพรรคมัชฌิมาธิปไตย ๑ ท่านครับ

นายมาโนช เฮงยศมาก บุรีรัมย์

เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายมาโนช เฮงยศมาก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดบุรีรัมย์ พรรคมัชฌิมาธิปไตย ขอเสนอคณะกรรมาธิการวิสามัญร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลรัษฎากร (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ตามสัดส่วนของพรรคมัชฌิมาธิปไตย ๑ ท่าน คือ นายมานิต นพอมรบดี ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไปพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาและพรรคประชาราช ๑ ท่านครับ

นายสมชัย เจริญชัยฤทธิ์ นครสวรรค์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสมชัย เจริญชัยฤทธิ์ ครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ ของจังหวัด นครสวรรค์ ขอเสนอรายชื่อของกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไข เพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในนามของพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา กับพรรคประชาราช ๑ ท่าน คือ ส.ส. วรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์ ครับ ขอผู้รับรองครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีผู้รับรองถูกต้องครับ ขอเชิญท่านเลขาธิการอ่านรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญ ด้วยครับ

นายสมพล วณิคพันธุ์ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่ แทนเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

รายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ๑. นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ๒. นายสาธิต รังคศิริ ๓. นายชูเกียรติ สุวรรณรังษี ๔. นายวีระวุฒิ วิทยกุล ๕. นางณัฐนันทน์ อัศวเลิศศักดิ์ ๖. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ๗. นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ๘. นายสาธิต เทพวงศ์ศิริรัตน์ ๙. นายประเสริฐ บุญเรือง ๑๐. นายวิเชียร อุดมศักดิ์ ๑๑. นายฉลาด ขามช่วง ๑๒. นางสาวละออง ติยะไพรัช ๑๓. นายอดุลย์ วันไชยธนวงศ์ ๑๔. นายอนันต์ ผลอํานวย ๑๕. ว่าที่ร้อยตรี สุเมธ ฤทธาคนี ๑๖. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล ๑๗. พลเรือโท โรช วิภัตภูมิประเทศ ๑๘. นายการุณ โหสกุล ๑๙. นายเทวฤทธิ์ นิกรเทศ ๒๐. นายสุนัย จุลพงศธร ๒๑. นายจุติ ไกรฤกษ์ ๒๒. นางสาวสุพัชรี ธรรมเพชร ๒๓. นายกรณ์ จาติกวณิช ๒๔. นางเจิมมาศ จึงเลิศศิริ ๒๕. นายศิริโชค โสภา ๒๖. นายสรวุฒิ เนื่องจํานงค์ ๒๗. ดอกเตอร์ผุสดี ตามไท ๒๘ . นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ๒๙. นางสาวนริศา อดิเทพวรพันธุ์ ๓๐. นางสาวรังสิมา รอดรัศมี ๓๑. นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ ๓๒. นายวิจิตร พรพฤฒิพันธุ์ ๓๓. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ๓๔. นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ ๓๕. นายมานิต นพอมรบดี ๓๖. นางวรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์

พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญดอกเตอร์ผุสดี ตามไท

นางผุสดี ตามไท แบบสัดส่วน

ขอบพระคุณ ท่านประธานคะ กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน ผุสดี ตามไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ขอหารือนิดเดียวค่ะท่านประธาน ดิฉันคิดว่าการอภิปรายของ ท่านสมาชิกในวันนี้เปึนประโยชน์ แล้วก็จะขอความกรุณาหากเปึนไปได้ ก็อยากจะขอให้ ฝ์ายเลขานุการได้ช่วยกรุณารวบรวมคําอภิปราย ข้อสังเกต ข้อกังวลต่าง ๆ ของสมาชิก เพื่อจะนําส่งให้กับคณะกรรมาธิการที่จะทํางานต่อไปด้วย ขอบพระคุณค่ะ

พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอให้สํานักการประชุมได้ดําเนินการด้วยนะครับ คุณบุญยอด

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานคร เรียนถามท่านเพื่อความเข้าใจ ว่าร่างพระราชบัญญัติในฉบับนี้ ซึ่งท่านได้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญไปเปึนร่างแรกของ ครม. ชุดนี้ แต่ว่า ครม. ชุดนี้นั้นมีการแถลงนโยบายที่พรรคประชาธิปัตย์เองนั้นได้ส่งไปให้กับ ผู้ตรวจการแผ่นดินได้พิจารณาในวันที่ ๗ ตุลาคม ในการประชุมในครั้งนั้น ซึ่งมีการลงมติ ๒ ครั้ง ถ้าหากว่าเกิดมีข้อผิดพลาดประการใดเกิดขึ้นในอนาคตว่า ครม. ไม่สามารถที่จะ แถลงนโยบายได้ คําถามจึงมีว่าแล้วร่าง พ.ร.บ. นี้หรือว่ากรรมาธิการที่ตั้งไปนี้จะเปึน อย่างไรต่อไปครับท่านประธาน

พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ก็คงจะต้องรอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินได้วินิจฉัยให้เรียบร้อยก่อน มันก็มีทางออก ของมันอยู่ ท่านรัฐมนตรีสุขุมพงศ์ เชิญครับ

นายสุขุมพงศ์ โง่นคํา รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสุขุมพงศ์ โง่นคํา รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ผมขอเสนออีกสักเรื่องหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับกฎหมายฉบับนี้ ขอให้มีการเสนอระยะเวลา ในการแปรญัตติ ๗ วัน ท่านประธานที่เคารพครับ

พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีท่านผู้ใดเห็นเปึนอื่นไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)

ไม่มีท่านผู้ใดเห็นเปึนอื่น เปึนอันว่ากําหนดการแปรญัตติ ๗ วัน ท่านสมาชิกครับ เราได้ อภิปรายกันมาเปึนเวลาพอสมควร ขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ท่านรัฐมนตรีประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ท่านสุขุมพงศ์ โง่นคํา ขอบคุณท่านสมาชิกทุกคน ขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกฝ์าย ป่ดประชุม ขอบคุณครับ

เลิกประชุมเวลา ๑๙.๑๐ นาฬิกา