เสมอกัน เที่ยงธรรม เสนอแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร เพื่อให้ผู้มีรายได้สามารถหักค่าเลี้ยงดูค่าดูแลคนพิการได้เพิ่มเติม และหารือเรื่องการหักลดหย่อนภาษีสำหรับผู้มีรายได้และผู้พิการ โดยมีข้อกังวลเกี่ยวกับการใช้มาตรการนี้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล รวมถึงการมีการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ที่อาจทำให้ผู้มีรายได้ไม่สามารถหักลดหย่อนได้ และอาจเกิดผลกระทบด้านการชำระภาษี
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายเสมอกัน เที่ยงธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุพรรณบุรี จากพรรคชาติไทย ท่านประธานครับ ในวันนี้ในวาระการประชุมเราได้กําลังอภิปราย ถึงเรื่องร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ซึ่งจริง ๆ แล้วฉบับนี้ใจความ สําคัญถ้าจะให้พูดสั้น ๆ ง่าย ๆ เลยก็คือแก้ไขในมาตราที่ว่าให้ผู้มีรายได้สามารถหัก ค่าเลี้ยงดูค่าดูแลคนพิการได้เพิ่มเติม ซึ่งตรงนี้จากผู้อภิปรายที่ผ่านมาได้มีการบอกจํานวน ตัวเลขของผู้พิการแล้ว ผู้พิการทั้งประเทศมีประมาณ ๔ - ๕ ล้านคนเศษ แต่คนที่ได้ จดทะเบียนได้ถูกต้องตามกฎหมายมีอยู่ประมาณ ๗ แสนคนเศษ ซึ่งถ้าเปรียบเทียบแล้ว ก็ตกเกือบจะ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตรงนี้ผู้ที่อุปการะเลี้ยงดูบุคคลเหล่านี้ถึงจะมีสิทธิทําการ หักลดหย่อนได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นท่านประธานครับ หักลดหย่อนได้ ๓๐,๐๐๐ บาทต่อคน ผมลองคิดเฉลี่ยคร่าว ๆ ว่าถ้าผู้มีรายได้คนนั้นมีญาติ มีบุตร มีสามี หรือภรรยา หรือบิดา มารดาที่เกี่ยวข้องกันเปึนผู้พิการ แล้วเขาจะต้องจ่ายเงินจํานวน ๓๐,๐๐๐ บาทต่อป้ แทนที่จะมาเปึนเงินจ่ายภาษี ๓๐,๐๐๐ บาทต่อป้ หาร ๑๒ เท่ากับเดือนหนึ่งเขาช่วยเหลือ คนพิการได้ประมาณ ๒,๕๐๐ บาท ซึ่งผมมองแล้วตัวเลขมันไม่น่าที่จะเปึนไปได้ ก็อยาก ที่จะฝากทางท่านประธานผ่านไปยังทางคณะรัฐมนตรีรวมถึงรัฐบาล เหมือนอย่างเช่น ท่านผู้อภิปรายทุก ๆ ท่านว่าตัวเลขน่าจะเยอะกว่าตรงนี้ได้ไหม จํานวน ๓๐,๐๐๐ บาท ถ้าลองมาเปรียบเทียบกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจตัวอื่น อย่างเช่น การลงทุนในกองทุน ต่าง ๆ เช่น กองทุนอาร์เอ็มเอฟ (RMF) หรือแอลทีเอฟ (LTF) ซึ่งสามารถหักลดหย่อนได้ถึง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมด ยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างเช่น บุคคลบางคนมีรายได้ ๑ ล้านบาท สามารถหักลดหย่อนได้ถึง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ก็คือ ๑๕๐,๐๐๐ บาท ต่อ ๑ กองทุน สมมุติว่าผมหักทั้งกองทุนไอเอ็มเอฟและแอลทีเอฟก็คือหักได้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ หักได้ ๓ แสนบาท แต่ในขณะเดียวกันถ้าเกิดบุคคลคนนั้นมีบุคคล ในครอบครัวเปึนคนพิการหักเพิ่มได้อีกแค่ ๓๐,๐๐๐ บาท ซึ่ง ๓๐,๐๐๐ บาทตรงนี้แต่ละป้ ผู้มีรายได้คนนั้นไม่ทราบว่าเขาจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้พิการไปเท่าไร แต่ในทาง กลับกันถ้าเขาเอาเงินตรงนั้นไปซื้อกองทุนไม่ว่าจะเปึนไอเอ็มเอฟหรือแอลทีเอฟ เขาได้ผลตอบแทนกลับมาและที่สําคัญเมื่อถึงเวลาที่กองทุนกําหนดแล้วยังได้เงินส่วนนั้น กลับคืนมาอีก ซึ่งผมมองแล้วมันอาจจะเปึนการทําให้ผู้พิการได้น้อยใจขึ้นมาบ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อรัฐบาลได้พิจารณาว่าจะต้องมีร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้แล้ว ผมก็ยังรู้สึกดีใจ ดีใจที่ทําให้ผมรู้สึกได้ว่ารัฐบาลให้ความสําคัญกับคนพิการมากยิ่งขึ้น แต่ถ้าเกิดในเมื่อเรา จะให้แล้วนี่นะครับ ผมมาดูในร่างฯ แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน (ฎ) ซึ่งน่าจะเปึนวงเล็บ ที่มีผู้อภิปรายกันเยอะ ในนี้ได้บอกไว้ว่าค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดา มารดา สามีหรือภรรยา ผมต้องขอข้ามมาเลยจนถึงโดยบุคคลดังกล่าวต้องเปึนคนพิการที่ไม่สามารถช่วยเหลือ ตนเองได้ ซึ่งมีบัตรประจําตัวคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนา คุณภาพชีวิตคนพิการ ท่านประธานครับ ผมอยากจะขอฝากเอาไว้ว่าในเมื่อถ้าเกิดรัฐบาล มีใจที่จะช่วยเหลือคนพิการแล้ว และเราก็มีหน่วยงานที่จะรับรองแล้วว่าคนนี้เปึนคนพิการ จริง ไม่ว่าจะช่วยเหลือตนเองได้หรือช่วยเหลือตนเองไม่ได้ เราก็น่าจะให้เขาเข้าข่ายที่อยู่ ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เพื่อที่จะนําไปลดหย่อนค่าภาษีได้
อีกประการหนึ่ง ต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเดียวกับผู้มีเงินได้ ผมว่าตรงนี้ น่าจะเปึนกุญแจสําคัญที่ทําให้มาตรการนี้ไม่สามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผล เพราะอะไรครับ สมมุติยกตัวอย่างเช่น มีลูกจ้างสักคนหนึ่งเปึนผู้จัดการบริษัท มีเงินเดือนสัก ๓๐,๐๐๐ บาท ๔๐,๐๐๐ บาท แต่มีบุคคลในครอบครัวที่อยู่ในจังหวัด บ้านเกิดพิการขึ้นมา แต่ตัวเองด้วยเหตุจําเปึนทางหน้าที่และการงานต้องย้ายมาทํางาน ในกรุงเทพมหานคร และต้องย้ายทะเบียนบ้านมาอยู่ที่กรุงเทพมหานคร กลับกลายเปึนว่า ไม่สามารถนําค่าใช้จ่ายตรงนี้มาหักลดหย่อนค่าภาษีจํานวน ๓๐,๐๐๐ บาทได้ ทําไมล่ะครับ ในเมื่อเราต้องการจะช่วยแล้วเราน่าจะมีมาตรการทางกฎหมายตรงไหน ขึ้นมาก็ได้ เพื่อเปึนเครื่องพิสูจน์ว่าคนพิการคนนั้นกับผู้มีรายได้ที่ต้องการนํามาลดหย่อน นั้นมีความสัมพันธ์กันจริงตามกฎหมายที่กําหนด อย่างเช่นว่า เปึนสามีหรือภรรยา บิดา มารดา บุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือบุตรบุญธรรม คือจริง ๆ เรามีแค่ตรงนี้ก็น่าที่จะ เพียงพอแล้ว
อีกประการหนึ่งครับ ประการสุดท้ายแล้ว หรือเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศ กําหนด ตรงนี้ผมก็เปึนห่วงว่าผู้มีเงินได้ที่เกี่ยวข้องกับผู้พิการและต้องการที่จะนํา ค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษี อาจจะต้องคอยเช็คเปึนรายป้เลยว่าป้นี้ท่านอธิบดีจะมี การประกาศกําหนดอันไหนออกมาใหม่หรือไม่ ป้นี้อาจจะหักลดหย่อนได้ ป้หน้าอาจจะ เปลี่ยนประกาศใหม่ทําให้ลดหย่อนไม่ได้ ถ้าตรงนี้มันก็อาจจะเกิดการไม่เปึนธรรม และอาจจะเกิดการเข้าใจผิดกับผู้มีเงินได้ที่ต้องนําภาษีส่งรัฐ ซึ่งผลสุดท้ายอาจจะเกิด ผลกระทบเปึนค่าปรับเนื่องจากผิดนัดชําระหรือเปึนการชําระไม่ตรง หรือหักค่าใช้จ่าย ไม่ตรงอะไรก็สุดแท้แต่ นี่ก็เปึนประเด็นคร่าว ๆ ที่ผมอยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยัง คณะรัฐมนตรี แล้วก็ขอฝากผ่านไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญซึ่งผมคาดว่าน่าจะต้อง ตั้งขึ้นมาเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ สุดท้ายนี้ก็หวังว่าคําท้วงติง คําแนะนํา ของผม ทางคณะกรรมาธิการน่าจะได้นําไปเปึนข้อพิจารณาบ้าง กราบขอบพระคุณครับ