สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๒ · ๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๑

รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. กลุ่มที่ 3 พรรคประชาธิปัตย์ พูดถึงการคุ้มครองสิทธิของผู้พิการ และเรียกร้องให้รัฐดำเนินการเพิ่มเติมในการสนับสนุนและคุ้มครองสิทธิของผู้พิการ

นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท แบบสัดส่วน

ขอบพระคุณค่ะ ท่านประธาน ที่เคารพค่ะ ดิฉัน รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. แบบสัดส่วน กลุ่มที่ ๓ พรรคประชาธิปัตย์ พระราชบัญญัติเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ก็เหมือนกับที่หลายท่านได้พูด ดิฉันไม่ใช่ นักเศรษฐศาสตร์ เพราะฉะนั้นเวลาอ่านพระราชบัญญัตินี้เปึนมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้น และฟุ๋นฟูเศรษฐกิจ แล้วก็ยังมองไม่ออกนะคะว่ามันจะไปกระตุ้นแล้วฟุ๋นฟูเศรษฐกิจ เพราะเวลาดูหลักการหรือเหตุผลแล้วก็รู้สึกว่ามันน่าจะเปึนกฎหมายที่ไปกระตุ้น ต่อมคุณธรรม ต่อมจริยธรรมอะไรอย่างนี้มากกว่า เพราะว่าเราพูดถึงการเสริมสร้าง คุณภาพชีวิตของคนพิการแล้วก็สนับสนุนการอุปการะเลี้ยงดูคนพิการ ก็อยากจะเรียนว่า ที่จริงที่ผ่านมานะคะ รัฐธรรมนูญก็พยายามที่จะบอกว่า อย่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๔ บอกว่ากําหนดให้รัฐต้องจัดสวัสดิการสิ่งอํานวยความสะดวกอันเปึนสาธารณประโยชน์ และความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐ อันนั้นก็คือเปึนการกําหนดว่ารัฐจะต้องมีมาตรการ ต่าง ๆ ที่จะมาช่วยเหลือคนพิการ มาตรา ๔ บอกชัดเจนเลยว่าศักดิ์ศรีความเปึนมนุษย์ สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง แล้วมาตรา ๓๐ ก็ยังบอกด้วยนะคะว่าห้ามเลือกปฏิบัติเพราะคนมีความแตกต่างกันเพราะความพิการ เพราะฉะนั้นท่าน ส.ส. จุติ ไกรฤกษ์ ท่านได้พูดถึงว่าเวลาที่เราให้ผู้พิการไปขึ้นทะเบียน เปึนปัญหามากเลย เพียงแต่ว่ารัฐเองทําอย่างนั้นก็ยังทําได้ไม่ทั่วถึง แล้วท่านบอกว่ากฎหมายฉบับนี้ที่จริง ตามรัฐธรรมนูญอย่างน้อยที่สุดจริง ๆ แล้วรัฐควรจะจัดบริการด้านต่าง ๆ ให้ผู้พิการ ใช้สิทธิเสรีภาพได้เท่าเทียมกับผู้อื่น อย่างเช่น สิทธิในการดําเนินชีวิตต่าง ๆ สิทธิในการศึกษา รัฐต้องรณรงค์ให้คนหรือว่าหน่วยงานต่าง ๆ เห็นความสําคัญ แล้วก็ มองเห็นว่าผู้พิการก็เปึนคน ๆ หนึ่ง เปึนทรัพยากรที่มีคุณค่าของสังคมไทยคนหนึ่งด้วย เหมือนกัน เพราะฉะนั้นตอนหลังรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เราไปเผยแพร่ความรู้เรื่อง รัฐธรรมนูญ เรื่องสิทธิในรัฐธรรมนูญ พอพูดถึงสิทธิคนพิการ จําได้ว่าสมัยนั้นที่โรงเรียน ในต่างจังหวัดจะมีปัายติดเอาไว้หน้าโรงเรียนเลย ผู้พิการทุกคนอยากเรียนต้องได้เรียน แต่ถ้าเราไปดูจริง ๆ แล้ว หลายโรงเรียนโดยส่วนใหญ่ปฏิเสธการเข้าเรียนของผู้พิการ เพราะบอกว่าไม่สามารถที่จะให้เขาเข้าเรียนได้ หรือว่าทําการเรียนการสอนไม่ได้ แต่รัฐ ก็ไม่ค่อยได้พยายาม บริการทางการแพทย์ การที่จะต้องปรับสภาพความพิการของเขา หรือเรื่องกายอุปกรณ์ เรื่องเครื่องช่วยความพิการต่าง ๆ รัฐต้องดูแลให้ทั่วถึง เพื่อให้เขา ดําเนินชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี เรื่องการจัดอาชีพก็เหมือนกัน การฝ๊กอาชีพ การจ้างงาน แม้จะมีกฎหมายว่ามีมาตรการพิเศษว่าสถานประกอบการไหนที่มีลูกจ้าง ๒๐๐ คนขึ้นไป ต้องรับคนพิการเข้าไป ๑ คน แม้จะเปึนสัดส่วนที่น้อยมาก แต่ก็ยังไม่ค่อยได้ทํา บริการทางสังคมต่าง ๆ การให้คําปรึกษาแนะนํา การช่วยบริการช่วยเด็กพิการครอบครัว ที่ยากจน รวมไปถึงเรื่องการคุ้มครองสิทธิในชีวิตของเขาเอง ดิฉันเคยไปอบรมเรื่อง สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพให้กับสมาคมคนหูหนวก ปรากฏว่าเราพบว่าคนพิการได้รับผล เขากระทบมากเลยที่จะถูกเอารัดเอาเปรียบมากเลย คนที่พิการแขนขาเขาถูกคนกระทํา ความรุนแรง คนที่ไม่พิการกระทําความรุนแรงกับเขา ซึ่งเขาไม่สามารถช่วยตัวเองได้ ในโรงเรียนคนหูหนวกเสียด้วยซ้ําไป นักเรียนถูกข่มขืนถูกกระทําความรุนแรง ไม่ต้องไปหา ที่ลับตาเลย เพียงแต่มืดหน่อยแล้วคนมองไม่ค่อยเห็นเขาก็ถูกกระทําได้ เพราะว่าเขา ไม่สามารถที่จะเรียกร้องให้ใครมาช่วยเขา สิทธิเหล่านี้ในที่จะดําเนินชีวิตตามปกติ รัฐต้องพยายามที่จะหาทางที่จะคุ้มครอง แล้วคนพิการทางหูทางการได้ยิน สําคัญก็คือ เขาสื่อสารกับคนทั่ว ๆ ไปไม่ได้ รัฐจะต้องพยายามที่จะต้องหาล่ามภาษามือประจํา ตามโรงพยาบาล ประจําไว้ตามสถานีตํารวจอย่างนี้เพื่อที่จะให้เขาสามารถที่จะสื่อสารได้ เวลามีปัญหา อันนั้นหมายถึงว่ารัฐต้องพยายามที่จะคุ้มครองแล้วก็ให้เขาได้มีสิทธิที่จะ ดําเนินชีวิตอยู่โดยปกติสุข แล้วก็มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับผู้อื่น แต่ว่ากฎหมายฉบับนี้ก็ดี เพราะว่าเปึนการกําหนดขึ้นมาเพื่อให้ผู้พิการได้รับการดูแลจากครอบครัว ซึ่งถือว่า เปึนสถาบันที่ใกล้ชิดที่สุด ถ้าดูแลเขาดีเขาก็อยู่ได้อย่างภาคภูมิใจ แล้วก็มีศักดิ์ศรี ถือว่าเปึนมาตรการทางบวกที่รัฐได้กําหนดขึ้น เพียงแต่ว่าในกฎหมายฉบับนี้ก็บอกว่า กําหนดขึ้นมาเพื่อให้ผู้มีรายได้สามารถนําค่าอุปการะเลี้ยงดู เลี้ยงดูใครบ้าง บิดา มารดา หรือสามีหรือภรรยาหรือบุตรก็ตามที่เปึนคนพิการคนละ ๓๐,๐๐๐ บาท แต่สําคัญเงื่อนไข เยอะมากนะคะท่านประธาน เงื่อนไขบอกว่าต้องเปึนคนพิการที่ไม่สามารถช่วยเหลือ ตัวเองได้ ถ้าอย่างนี้แปลว่าต้องไปกําหนดระเบียบอีกทีหนึ่งใช่ไหมคะ เราไม่ทราบเลยว่า มาตรการหรือหลักเกณฑ์ที่บอกว่าไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ แล้วถึงจะได้รับ ค่าลดหย่อนอยู่ตรงไหน อย่างนั้นคือข้อสําคัญ คนที่จะลดหย่อนภาษีได้ต้องเลี้ยงดู คนพิการที่มีบัตรประจําตัวคนพิการ ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาชีวิต คนพิการ ท่านประธานคะ ดิฉันทํางานกับคนกลุ่มนี้มามาก แล้วทํางานกับหน่วยงานรัฐ ที่ดูแลเรื่องนี้ บัตรประจําตัวคนพิการต้องไปขึ้นทะเบียนคนพิการ การจดทะเบียนคนพิการ เปึนเรื่องยุ่งยาก เพราะว่าในปัจจุบันนี้เรื่องเบี้ยยังชีพของผู้สูงอายุของผู้พิการโอนไปให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น อย่างเช่น กรุงเทพมหานคร นะคะ โอนไปให้กรุงเทพมหานคร แต่การ จดทะเบียนคนพิการไม่ได้โอนตามไปนะคะ การจดทะเบียนคนพิการยังอยู่ที่กระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แล้วเฉพาะในกรุงเทพฯ เอง โดยปกติ ใครจะขึ้นทะเบียนคนพิการมาที่กระทรวง ตอนหลังกระทรวงก็กระจายออกไป แต่กระจาย ไปสี่มุมเมือง เช่น ตามแฟชั่น ไอแลนด์ ตามห้างต่าง ๆ สี่มุมเมือง แล้วคนพิการที่ยากจน ที่ไหนที่เขาจะสามารถไปขึ้นทะเบียนได้ ไม่สะดวกแล้วไม่มีหน่วยเคลื่อนที่ที่จะเข้าไป ตามชุมชนในกรุงเทพมหานคร กทม. ก็ทําไม่ได้ เพราะกระทรวงไม่ได้ถ่ายโอนเรื่องของ การขึ้นทะเบียนมาให้ แม้จะบอกว่าผู้พิการไปเองไม่ได้นะคะ ให้ผู้อื่นไปจดแทนได้ก็เปึน เรื่องลําบากค่ะท่าน เพราะกรณีที่จะไปจดทะเบียนแทนคนพิการ ๑. ก็คือ ต้องมีบัตรประจําตัวประชาชน หรือบัตรประจําตัว คือของคนพิการที่ราชการออกให้ อันนี้ก็ต้องมีอยู่แล้ว ใบมอบอํานาจจากคนพิการ หรือหนังสือรับรอง จากทางราชการ สําเนาทะเบียนบ้านของคนพิการและของผู้จดทะเบียนแทน ภาพถ่ายต้องมีนะคะ คําสั่งศาลในกรณีที่ศาลสั่งให้เปึนคนเหมือนไร้ความสามารถ หรือการจัดตั้งผู้ปกครอง เอกสารรับรองความพิการ ในกรณีที่สภาพความพิการไม่สามารถมองเห็นได้โดยประจักษ์ ให้รับรองโดยแพทย์ของโรงพยาบาลของทางราชการและโรงพยาบาลอื่นที่กระทรวง สาธารณสุขกําหนด ท่านประธานคะ เอกสารรับรองความพิการของแพทย์เปึนปัญหา อุปสรรคใหญ่หลวงอีกข้อหนึ่งของคนพิการเวลาไปขึ้นทะเบียน ไปจดทะเบียน เพราะบางทีผู้พิการไม่เข้าใจ คิดว่าใช้ใบรับรองแพทย์ทั่วไปก็ได้ ใบรับรองแพทย์คนไข้ ทั่วไป ซึ่งใช้ไม่ได้ เพราะใบรับรองความพิการต้องระบุประเภทของความพิการ ซึ่งมีอยู่ ๖ อย่าง ๘ อย่าง ระดับความพิการด้วยว่าพิการระดับไหน ระดับความสามารถ ลักษณะ ความพิการที่แพทย์ประเมินไว้อย่างครบถ้วนถึงจะถือว่าเปึนเอกสารรับรองความพิการ ของแพทย์ได้นะคะ แล้วโดยทั่วไปเอกสารการรับรองความพิการของแพทย์ไม่สมบูรณ์ เพราะ ๑. บางทีแพทย์ก็อาจจะไม่เข้าใจในบางอย่าง แพทย์ไม่ระบุความผิดปกติของ ความพิการไว้ในเอกสาร ๒. ระบุความผิดปกติของความพิการ แต่ระดับความผิดปกติ ไม่อยู่ในเกณฑ์การประเมินตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต ของคนพิการ ป้ ๒๕๕๐ อย่างนี้ท่านประธานคะ ไม่ใช่ความผิดของคนพิการ แล้วคนพิการ จะไปขึ้นทะเบียนนี่เปึนเรื่องยากมาก ทําไมรัฐถึงไม่จัดหน่วยเคลื่อนที่เข้าไป ดิฉันเคยเสนอ เพราะฉะนั้นท่านจะเห็นว่าตัวเลขคนพิการต้นป้ ๒๕๕๑ นี้ประมาณ ๔ ล้าน ๘ แสนคน ก็เกือบ ๕ ล้านคน แต่มีคนมาจดทะเบียนคนพิการแค่ ๗๕๖,๖๐๖ คนเท่านั้นเอง ไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ท่าน ขอประทานโทษนะคะ ท่าน ส.ส. จุติบอกว่าคนพิการ ครอบครัวที่จะมีคนพิการมีสักกี่ครอบครัว แต่ในเมื่อมีคนพิการประมาณ ๕๐๐ คน มีคนสามารถไปขึ้นทะเบียนได้ไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ มาตรการที่ท่านตั้งใจดีนักหนา มันก็จะไม่ประสบความสําเร็จ มันก็จะเหมือนที่มีคนบอกว่าเปึนการสร้างภาพ เพราะฉะนั้นฝากท่านหน่อยนะคะว่าในกรรมาธิการวิสามัญต้องพูดกันให้ชัดเจน ทําอย่างไรคนพิการจะได้รับประโยชน์ ครอบครัวคนพิการจะได้รับประโยชน์จากกฎหมาย ฉบับนี้ ฉบับที่อุตส่าห์เพิ่มเติมให้ทั่วถึงแล้วก็เปึนธรรมให้กับคนพิการด้วย เพราะฉะนั้น ก็อยากจะฝากกราบเรียนท่านด้วยค่ะว่า นอกจากพูดถึงบัตรประจําตัวคนพิการแล้ว ท่านยังบอกว่าคนพิการที่ครอบครัวเขาเลี้ยงดู แล้วจะได้รับค่าลดหย่อนต้องมีรายได้ ผู้พิการนั้นต้องมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ ซึ่งมันคล้ายกับเปึนคนพิการไม่สามารถ ช่วยเหลือตนเองได้ อันนี้มีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ ต้องถามว่าถ้าเขาทํางานแล้ว ไม่ช่วยใช่ไหม ไม่อยู่ ในข่ายนี้ใช่ไหม ทํางานหรือไม่ทํา ทําไม่ได้หรือไม่ได้ทํานะคะ เพราะฉะนั้นแล้วท่านก็ยังบอกอีกว่าตามหลักเกณฑ์และวิธีการเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศ กําหนด กําหนดอะไรอีก กําหนดแค่นี้คนพิการก็เข้าจะไม่ถึงอยู่แล้ว ถ้ากําหนดมากกว่านี้ คนพิการที่ขึ้นทะเบียนน้อยอยู่แล้ว แล้วครอบครัวของเขาเองก็คงจะไม่สามารถที่จะได้รับ ค่าลดหย่อน แล้วก็ไม่สมประสงค์ของกฎหมายฉบับนี้ ฝากท่านที่เปึนกรรมาธิการด้วยว่า คนพิการมีสถิติอยู่ตอนนี้มี ๔ ล้าน ๘ แสนคนเท่านั้น อันนี้เปึนตัวเลขที่สํารวจได้ แล้วที่ยังสํารวจไม่ได้ตกหล่นอีก ดิฉันเชื่อว่ามีมากมาย น่าจะไม่น้อยกว่าผู้สูงอายุของ ท่านจุติ ไกรฤกษ์ ซึ่งท่านก็เรียกร้องว่าเบี้ยยังชีพของคนชรา ๗ ล้าน ๒ แสนคน ท่านกระซิบบอกมา กระซิบเสียงดัง ๆ ว่า ๗ ล้าน ๒ แสนคน อันนั้นก็เบี้ยยังชีพของคนชรา ที่กําลังรออยู่ แล้วก็ต้องมีค่าลดหย่อนอย่างนี้ซึ่งมีค่าลดหย่อนไปบ้างแล้วในการเลี้ยงดู บิดา มารดา แต่ว่ามันจะต้องมีสําหรับผู้ชราอีกต่างหาก เพราะฉะนั้นก็กราบเรียนท่านว่า ฝากกรรมาธิการวิสามัญไปปลดล็อก (Lock) หน่อย อย่าให้มันยากนัก อย่าให้การเข้าถึง ประโยชน์ที่พึงได้ เพราะเวลาตอนนี้คนที่จดทะเบียน คนจนออกไปจดทะเบียนไม่ได้ อยู่แล้ว มีปัญหามากมาย ก็จะได้ครอบครัวคนที่พอมีพอกิน กราบเรียนท่านว่าปลดล็อก ตรงนี้ให้สะดวกให้เข้าถึงได้ง่ายด้วยและอย่าลืมเบี้ยยังชีพคนพิการ แล้วก็เบี้ยยังชีพ ของคนชราด้วย ขอบพระคุณค่ะ