วรงค เดชกิจวิกรม วิจารณ์ร่าง พ.ร.บ. แก้ไขประมวลรัษฎากรที่เสนอโดยรัฐบาล โดยชี้ว่ากฎหมายฉบับนี้สร้างอุปสรรคต่อคนพิการที่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เนื่องจากเกณฑ์การลดหย่อนภาษีกำหนดไว้ว่าต้องเป็นผู้ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ซึ่งขัดแย้งกับความเป็นจริงทางการแพทย์และวิถีชีวิตของคนพิการจำนวนมาก
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดพิษณุโลก ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรี ว่าผมจะเสนอมุมมองของการเสนอร่าง พ.ร.บ. แก้ไขประมวลรัษฎากรฉบับนี้ในฐานะที่ผม เคยเปึนแพทย์ พอที่จะมีความรู้ความเข้าใจเรื่องแพทย์ หลังจากถ้าดูเนื้อหาจริง ๆ แล้ว จะได้รับรู้ว่าวันนี้รัฐบาลกําลังใจจืดใจดํากับผู้พิการ ท่านประธานคงจะแปลกใจว่า ทําไมผมจั่วหัวว่ารัฐบาลกําลังใจจืดใจดํากับผู้พิการ ถ้าเรามองผิวเผินเหมือนกับว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้เปึนประโยชน์จริง ๆ ยิ่งถ้าดูในเชิงหลักการและเหตุผลที่ทางรัฐบาลเสนอมา ซึ่งผมสามารถแบ่งเปึน ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ เปึนใบปะหน้าซึ่งเซ็นโดยท่านอดีต นายกรัฐมนตรีที่ชื่อว่าสมัคร สุนทรเวช บอกว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้มีเจตนารมณ์อันหนึ่ง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และถ้าดูในเชิงหลักการและเหตุผล พ.ร.บ. ฉบับนี้จะมีเหตุผล หลัก ๆ อยู่ ๒ ข้อ ข้อที่ ๑ ก็คือเพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของผู้พิการ และข้อที่ ๒ คือเพื่อสนับสนุนการอุปการะเลี้ยงดูคนพิการ ดังนั้นถ้าดูในองค์รวมของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ผมถือว่าใช้ได้ ดีมาก แต่บังเอิญผมเปึนคนที่มีความรู้เรื่องแพทย์ และบังเอิญที่ได้รับรู้ถึง วิถีชีวิตของคนพิการในสมัยที่เคยทํางานในฐานะแพทย์คนหนึ่ง ผมจะสรุปให้ท่านประธาน ฟังว่า ทําไมกฎหมายฉบับนี้ดูแล้วเหมือนคนใจดีทํา แต่ปรากฏว่าใจดําจริง ๆ ทําไมกฎหมายฉบับนี้ดูแล้วเหมือนจะได้ประโยชน์ แต่หารู้ไม่ว่าได้ประโยชน์เพียงไม่เท่าไร ผมจะสรุปเปึนประเด็นสั้น ๆ ให้ท่านตั้งใจฟังดังต่อไปนี้ กฎหมายฉบับนี้กําหนดสาระไว้ ๔ ข้อหลัก ๆ โดยข้อที่ ๑ กําหนดไว้ว่าการที่จะลดหย่อนผู้พิการได้นั้นจะต้องกําหนดว่า ผู้พิการนั้นไม่สามารถช่วยเหลือคนเองได้ ผมถือว่าเกณฑ์ข้อนี้เปึนเกณฑ์ที่อันตราย อย่างยิ่ง จําเปึนที่จะต้องฝากเกณฑ์ข้อนี้ไปยังท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ที่ถือว่าเปึนคนนําเสนอร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ และจําเปึนจะต้องฝากเกณฑ์ข้อนี้ไว้ในใจ คนที่จะต้องเปึนคณะกรรมาธิการ ท่านประธานคงแปลกใจว่าทําไมผมถึงต้องย้ําถึงเกณฑ์ ข้อนี้ ท่านต้องจําไว้ว่าเกณฑ์ข้อนี้เขียนไว้ว่า คนพิการที่ไม่สมารถช่วยเหลือตนเองได้ เท่านั้นถึงจะได้รับสิทธิในการลดหย่อน นี่เพียงแค่เปึนด่านที่ ๑ ซึ่งด่านของรัฐบาล เสนอมาถึง ๔ ด่านถือว่าเปึนด่านอรหันต์จริง ๆ ลําพังแค่ด่านที่ ๑ คือด่านที่เขียนว่า คนพิการที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ผมเรียนให้ท่านทราบอย่างนี้ว่าในสมัย ๒๐ กว่าป้ที่แล้วนั้นสะสมมาเรื่อย ๆ ที่ผมเคยมีประสบการณ์ทางการแพทย์ในโรงพยาบาล เดี๋ยวนี้โรคมันพัฒนา เด็กเกิดมามีจํานวนไม่น้อยที่พิการตั้งแต่กําเนิด แต่เดี๋ยวนี้ วิวัฒนาการทางการแพทย์เราสามารถช่วยเหลือให้เด็กเหล่านี้สามารถช่วยเหลือและดูแล ตัวเองได้ อย่างเช่น ผมเคยเจอเด็กคนหนึ่งตอนคลอดมานี้เขาไม่มีขา เขาได้รับการอบรม เลี้ยงดูแล้วก็ได้รับการฝ๊กจากนักกายภาพบําบัดจนเขาสามารถใช้เอามือเดินแทนเท้าได้ และขณะนี้เด็กคนนี้ถือว่าอายุ ๑๐ กว่าขวบ ขณะนี้ช่วยเหลือตัวเองได้ เขาสามารถ ไปไหนมาได้โดยใช้มือ ๒ มือโดยที่เขาไม่มีเท้า เขาสามารถทานข้าวได้ และสามารถ ช่วยเหลือ พ่อ แม่ ทํางานได้ ถามว่าเด็กคนนี้เข้าข่ายช่วยเหลือตนเองได้หรือไม่ เราจะเจอคนพิการที่เปึนโปลิโอจํานวนไม่น้อย ที่จะเปึนโปลิโอชนิดแบบขาลีบหรือลีบ เหลือขาแค่นิดเดียว เหลือขาเพียงข้างเดียว เด็กเหล่านี้ได้รับการฝ๊กอบรม หรือฝ๊กฝนอย่างดีจากทีมงานทางด้านการแพทย์ แล้วผมเชื่อว่าคนเหล่านี้ช่วยเหลือ ตัวเองได้ ก็เท่ากับว่าเกณฑ์ต่าง ๆ ลําพังข้อที่ ๑ ที่กําหนดว่าคนพิการที่ไม่สามารถ ช่วยเหลือตัวเองได้ แทบจะตกเกณฑ์ทั้งนั้นเลย แทบจะพูดได้เต็มปากว่าเกณฑ์ข้อนี้ เปึนเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังกําหนดมาไว้สําหรับคนพิการปัญญาอ่อนเท่านั้น คือถ้าท่าน พูดว่าคนพิการที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ วันนี้ผมเรียนนะครับท่านประธาน ท่านประธานพอจะเห็นกีฬาพาราลิมป่ก (Paralympic) ท่านประธานจะเห็นกีฬาผู้พิการ แห่งประเทศไทย ซึ่งกําลังจะชี้ให้เห็นว่าวันนี้คนพิการไม่มีแขน ไม่มีขา เขาว่ายน้ําได้ เขาแทบจะช่วยเหลือตัวเองได้ทั้งสิ้นถ้าได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี ดังนั้นอยากจะฝาก ประธานนะครับว่าลําพังข้อที่ ๑ ไม่ได้นะครับ อย่าให้ผ่านอย่างนี้ออกมา ลําพังถ้าบอกว่า ผู้พิการไม่สามารถช่วยตัวเองได้ ไม่สามารถลดภาษีได้ ข้อนี้ท่านอย่ามีเลยครับ เพราะวันนี้ ผู้พิการช่วยเหลือตัวเองได้เยอะจริง ๆ ยกเว้นผู้พิการปัญญาอ่อนเท่านั้น ซึ่งผมอยากจะ เรียนว่าแม้กระทั่งขณะที่ผู้พิการจํานวนไม่น้อยที่เกิดขึ้นในสมัยที่ตัวเองอายุเยอะแล้ว อย่างเช่นรถอุบัติเหตุแล้วต้องตัดแขน ตัดขา แล้วได้รับการฝ๊กอบรม จากนักกายภาพบําบัดเขาก็สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ดังนั้นจึงอยากจะฝาก ท่านกรรมาธิการที่จะเข้าไปเปึนกรรมาธิการ ข้อที่กําหนดว่าผู้พิการที่ไม่สามารถช่วยเหลือ ตัวเองได้ ที่จะถูกตัดสิทธิออกไป ตรงนี้จําเปึนต้องพิจารณาเปึนกรณีพิเศษ อันนี้ลําพัง ด่านที่ ๑ เรามาดูด่านที่ ๒ ด่านที่ ๒ ที่ในร่างพระราชบัญญัติกําหนดไว้ว่าจะต้อง มีบัตรประจําตัวคนพิการ หรือถ้าพูดภาษาเปึนทางการก็คือจะต้องมีการจดทะเบียน ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิต เมื่อสักครู่มีสมาชิกหลายท่าน ได้มีการอภิปรายไปแล้วว่าขณะนี้มีตัวเลขผู้พิการประมาณ ๔ ล้าน ๘ แสนคน ถามกับท่านประธานว่าขณะนี้ผู้พิการที่จดทะเบียนจริง ๆ ประมาณ ๗ แสนกว่าคน สมัยก่อนผมเคยทํางานโรงพยาบาล ท่านประธานทราบไหมครับว่าการจดทะเบียน ผู้พิการนั้นยากแสนสาหัสจริง ๆ ในแต่ละจังหวัดการที่ผู้พิการคน ๆ หนึ่งจะขึ้นทะเบียนได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ วิ่งไปวิ่งมาระหว่างโรงพยาบาลกับสํานักงานพัฒนาสังคมจังหวัด แล้วใช่ว่าจังหวัดหนึ่งจะสามารถให้ผู้พิการสามารถไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลที่ไหนก็ได้ แล้วจดทะเบียนได้เลย แต่ละจังหวัดก็แทบจะมีแค่โรงพยาบาลเดียวเท่านั้น ผู้พิการถึงจะ สามารถเข้าถึงในการจดทะเบียน ดังนั้นเกณฑ์ในการที่กําหนดว่าจะต้องเปึนผู้พิการ ที่ได้รับการจดทะเบียนแล้วก็ไม่ง่ายอีกเช่นกัน ถือว่าเปึนด่านที่ ๒ ที่ยากลําบาก ด่านที่ ๓ กําหนดไว้ว่ามีชื่ออยู่ในทะเบียนเดียวกับผู้มีเงินได้ ซึ่งข้อนี้ตรงไปตรงมา เพราะขณะนี้ ผมเชื่อว่าผู้พิการจํานวนไม่น้อยได้รับการพัฒนาตัวเองให้สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ท่านประธานคงจะเห็นคนตาบอด ท่านคิดว่าคนนี้เปึนคนพิการไหม แล้วคนเหล่านี้ บางครั้งออกไปทํามาหากินที่อื่น ไปขายล็อตเตอรี่ ไปเปึนพนักงานคอมพิวเตอร์ ซึ่งเท่ากับว่าเขาไม่ได้อยู่ในทะเบียนบ้านเดียวกับผู้มีเงินได้ และเขาสามารถช่วยเหลือ ตัวเองได้ด้วย ก็เท่ากับว่าก็มีปัญหาสําหรับเขา และข้อสุดท้ายคือกําหนดว่ามีรายได้ ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ ผมแทบจะพูดได้เต็มปากเลยว่าการแก้ไข พ.ร.บ. ฉบับนี้มันดูแล้ว เหมือนดีจริง ๆ ครับท่านประธาน แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้วมันค่อนข้างจะใจจืดใจดําจริง ๆ ผมนึกถึงภาพคนกําลังเข้าถ้ําในปากถ้ําที่ใหญ่มาก ๆ แต่สุดท้ายเวลากําลังออกจากถ้ํา เหลือถ้ําเท่ารูเข็ม ขณะนี้คนพิการ ๔ ล้าน ๘ แสนคน มีการจดทะเบียนประมาณ ๗ แสน กว่าคน แล้วถามว่าจะผ่านเกณฑ์ ๔ ข้อนี้ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอมาในการแก้ไข พ.ร.บ. ฉบับนี้สักกี่คน ผมเชื่อเหลือไม่กี่คนครับท่านประธาน ลําพังข้อที่ ๑ ข้อเดียวที่ผม ติดใจมาก ๆ เลย ที่ว่าผู้พิการที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ข้อนี้ยากอย่างแสนสาหัส ดังนั้นผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าจําเปึนที่จะต้องให้คณะกรรมาธิการ แก้ไข ผมย้ําว่าไม่ใช่ว่าผมไม่เห็นด้วย ผมอ่านผิวเผินแล้วผมดีใจที่รัฐบาลจะเห็นคุณภาพ ชีวิตของผู้พิการ แต่เวลาอ่านจริง ๆ แล้ว มีผู้พิการเพียงไม่เท่าไรเท่านั้นที่ได้ประโยชน์จาก พ.ร.บ. ฉบับนี้ ผมจึงอยากจะฝากประเด็นเพิ่มเติมให้กับท่านประธานไปยังรัฐมนตรีว่า ถ้ารัฐบาลจริงใจจริง ๆ ไม่ใช่ผลักดัน พ.ร.บ. ฉบับนี้เพียงเพื่อการหาเสียงเท่านั้น ผมคิดว่า ลําพังการลดภาษีอย่างเดียวไม่พอครับ อย่างน้อยเงินช่วยเหลือเบี้ยยังชีพผู้พิการทุกคน รัฐบาลน่าจะต้องผลักดัน และประเด็นที่อยากจะฝากกับทางรัฐบาลไปก็คือว่าขณะนี้มีการบริจาคเงินจํานวนไม่น้อย ให้กับองค์กรการกุศลหรือองค์กรที่เรียกว่าองค์กรที่ดูแลผู้พิการ ถ้ารัฐบาลมีความจริงใจ ที่จะดูแลผู้พิการต้องการให้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยอาศัยผู้พิการจริง ๆ แล้ว ผมเชื่อว่า เงินบริจาคให้กับองค์กรการกุศลสําหรับผู้พิการน่าจะเอามาหักภาษีได้ จึงอยากจะฝาก เปึนมุมมองไปยังท่านประธานไปยังส่วนผู้ที่เกี่ยวข้อง ขอบคุณครับ