ประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย หารือเรื่องการหักภาษีสำหรับผู้พิการ และชี้ว่ามาตรการนี้อาจมีปัญหาในเรื่องการหักภาษีและความเป็นธรรม
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน ท่านประธานครับ ต้องขอขอบคุณที่ ฯพณฯ รัฐมนตรี ได้เป่ดแนวคิด ด้วยความคิดที่ดี ที่ใจดี ถือว่าเปึนคน ที่ดีมาก ที่มองผู้พิการว่าเปึนบุคคลซึ่งจะต้องได้รับการดูแล และโดยเฉพาะมีความผูกพัน ไปถึงผู้ที่เปึนลูก หรือเปึนคุณพ่อ คุณแม่ ได้ผูกพันในการที่จะให้มีความเชื่อมโยง โดยการใช้มาตรการทางภาษี เพื่อผูกพันเพื่อช่วยเหลือในการมีมาตรการลดหย่อนภาษี แต่กระผมดูแล้วกระผมก็ไม่เข้าใจในหลายอย่าง อย่างไรก็แล้วแต่ในประเด็นที่ ถ้าผมเปึนลูก มีลูกอยู่ ๖ คน จะช่วยคุณพ่อพิการหรือคุณแม่พิการ กระผมจะช่วยแล้ว แต่ว่าบรรลุนิติภาวะหมดแล้ว ภาษีรายได้ส่วนบุคคล ซึ่งผมต้องเสีย แต่ว่าผมเสียต่อ คุณแม่คนหนึ่งหรือคุณพ่อคนหนึ่งแล้วน้อง ๆ หรือพี่น้องอีก ๕ คน จะหักตรงนี้ได้อย่างไร จะหักได้ คนละ ๓๐,๐๐๐ บาท ทุกคนหรือไม่ เพราะว่าในนี้เขียนไว้ มาตรา ๓ เขียนว่าให้หักได้ท่านละ ๓๐,๐๐๐ บาท อย่างนี้ถ้าผมเปึนลูกมีคุณพ่อหรือ คุณแม่พิการ ผมก็ช่วยคุณพ่อ คุณแม่ไปแต่ผมอ้างว่าผมควรจะลดหย่อนได้ ๓๐,๐๐๐ บาท ต่อคุณพ่อคนหนึ่ง แล้วถ้าคุณแม่พิการด้วยก็บวกคุณอีกแม่คนหนึ่งเปึน ๒ คนหรือเปล่า และพี่น้องของผมจะหักลดหย่อนตรงนี้ได้อีกคนละ ๓๐,๐๐๐ บาทอีกหรือเปล่า หรือว่าคนละ ๖๐,๐๐๐ บาทหรือเปล่า อันนี้มันก็เปึนประเด็นครับ แต่ผมไม่เข้าใจ เดี๋ยวกรรมาธิการคงได้ไปคุยกัน แต่ว่าโดยมาตรการตรงนี้อย่างไรก็แล้วแต่เห็นว่าเปึน มาตรการที่ดีในการที่จะช่วยเหลือผู้พิการ อีกประเด็นหนึ่งครับ กระผมเห็นว่าการเสียภาษี มี ๓ ตัวที่เปึนภาษีหลักของประเทศคือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีแวท (VAT) เปึนภาษีตัวหลัก ในส่วนนี้เราคิดเกณฑ์ของภาษีรายได้ส่วนบุคคล ธรรมดาและมีความผูกพันกันระหว่าง พ่อ แม่ ลูก ดีครับ แต่เพื่อน ส.ส. หลายท่านก็ได้ เสนอแนวคิดผมก็เห็นด้วยครับ ถ้าเราไม่ใช่ พ่อ แม่ ลูก กันแล้วเราช่วยเหมือนที่คุณหมอ เธียรชัยได้กล่าวอย่างนั้นจะได้หรือไม่ แต่เมื่อพิจารณาดูแล้วก็เปึนปัญหาอีกครับ แล้วถ้า ผู้พิการท่านหนึ่งมีคนช่วยเขามาเยอะ ๆ จะอ้างเหตุอ้างผลกันได้อย่างไร ผู้พิการท่านหนึ่ง มีผู้ใจดีนําเงินมาบริจาคช่วยและไปลดหย่อนภาษี ถ้าทําได้ผมถือว่าดีมาก แต่ว่าเมื่อให้ทํา ได้ก็จะเกิดปัญหาว่าผู้พิการท่านหนึ่ง คนช่วยเขาไป ๕ คน ๑๐ คน หรือ ๑๐๐ คนจะอ้าง อย่างนี้ได้หรือเปล่า นี่ก็เปึนอุปสรรคต่อมาตรการทางภาษีอีก แต่กระผมมองเห็นอีก มุมหนึ่งครับ กระผมคิดว่าวันนี้นิติบุคคลหรือบริษัท ห้างร้านเอกชน ซึ่งก็เปึนส่วนหนึ่งของ สังคม ซึ่งไม่ได้มีความผูกพันระหว่างพ่อแม่ลูก แต่ว่ามีความผูกพันกันในสังคม ผมก็อยาก เห็นกระบวนการตรงนี้จะทําได้หรือไม่ ก็ขอฝาก ฯพณฯ รัฐมนตรีไว้ว่าเอกชนหรือนิติบุคคล จะสามารถที่จะช่วยเหลือผู้พิการและนําไปหักภาษีตามมาตรการภาษีอย่างนี้ได้หรือเปล่า ถ้าทําได้ก็จะเปึนการที่ดี แต่ก็มีปัญหาอย่างที่ผมเรียนแล้วว่าจะทําได้ทําจํานวนเท่าไร ต่อผู้พิการ ๑ ท่านจะต่อผู้ช่วยเหลือจํานวนเท่าไร หรือจะต่อกัน ๑ ต่อ ๑ เพราะว่าใน (๒) บอกว่าเฉพาะในเรื่องของพ่อแม่หรือสามีภรรยาที่แยกกันอยู่เวลาจะดูแลคุณพ่อ คุณแม่ ก็แบ่งว่าหักกันได้คนละครึ่ง คือสามีก็ให้หักได้ครึ่งหนึ่งคือ ๑๕,๐๐๐ บาท ภรรยาก็หักได้ ครึ่งหนึ่งคือ ๑๕,๐๐๐ บาทเหมือนกัน อย่างนี้เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วการที่เราจะมี แนวคิดในการที่จะไม่ต้องเอาเงินช่วยเหลือผู้พิการซึ่งเปึนคุณพ่อ คุณแม่ หรือเปึนลูกของเรา หรือลูกบุญธรรมของเรา แม้กระทั่งเราจะคิดว่าถ้าเราจะช่วยเหลือคนอื่นซึ่งไม่ใช่ลูก ของเรา ซึ่งเปึนความคิดที่ดีมากนะครับ เปึนเรื่องซึ่งผมคิดว่าต้องดูแลกันต้องช่วยกัน และในเรื่องของนิติบุคคล บริษัท ห้างร้านเอกชนต้องการนําเงินไปช่วยผู้พิการหลาย ๆ ที่ หลาย ๆ คน อย่างนี้จะทําได้หรือเปล่า อย่างไรก็แล้วแต่มาตรการต่าง ๆ เหล่านี้ ผมถือว่า เปึนมาตรการที่ดีถือว่าเปึนการเป่ดแนวคิด ซึ่งท่านรัฐมนตรีก็บอกแล้วว่ากฎหมาย ลักษณะนี้เปึนกฎหมายฉบับแรกของเมืองไทยเรา ดีครับ ก็ขอให้ ฯพณฯ ได้ดําเนินการ ต่อไป และก็ขอให้มีการพัฒนาการคํานวณทางภาษี และมีความเปึนไปได้ที่จะเป่ดโอกาส ให้บุคคลทั่วไปจะช่วยเหลือบุคคลอื่นได้ที่พิการ และนิติบุคคลก็สามารถช่วยเหลือผู้พิการ ท่านอื่นได้และช่วยได้อีกหลาย ๆ คน ตรงนี้ก็ขอฝากไว้ครับ ขอบคุณครับ