สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๓ · ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๙

ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่ครับ

(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)

สําหรับรายชื่อคณะกรรมาธิการที่จะเป็นผู้เสนอก็ได้แก่ ๑. พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย อดีต สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ๒. พลเรือเอก อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ รองประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม คนที่สอง อดีตประธาน คณะที่ปรึกษากองทัพเรือ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเรียนเชิญท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา

พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในฐานะประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ใคร่ขอเรียนให้ท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้กรุณาทราบถึงรายงานของแผนการปฏิรูปประเทศด้าน การกีฬาของคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านบริหารจัดการการกีฬา

ในเรื่องของการจัดทําแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๖๔) ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสําคัญ ถือเป็นแผนหลักของการกีฬาของประเทศ มีความมุ่งหมาย ที่จะใช้เป็นแนวทางการพัฒนาและปฏิบัติการในด้านกีฬาให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง และจะต้อง เร่งดําเนินการเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปการกีฬาของประเทศให้เป็นไปได้ตามกําหนดเวลา ทั้งนี้เพราะแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติถือเป็นแผนแม่บทของการดําเนินการการกีฬา ของประเทศที่จะมีผลต่อการกําหนดแนวทางการปฏิบัติในองค์รวม กล่าวคือ การสอดรับกับ แผนพัฒนาสังคมด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคลโดยใช้การกีฬาเป็นกลไกส่วนหนึ่ง และสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี แผนยุทธศาสตร์ของกรมพลศึกษา และแผน ยุทธศาสตร์ของการกีฬาแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นหน่วยในการปฏิบัติ รวมทั้งเรื่องการจัดหา โครงสร้างพื้นฐานทางการกีฬา การบูรณาการสถาบันพลศึกษาขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยการกีฬา แห่งชาติ การส่งเสริมอุตสาหกรรมกีฬา การจัดตั้งสถาบันพัฒนาการกีฬาคนพิการ การจัดตั้ง สถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย และการดําเนินการในเรื่องต่าง ๆ ตามวาระ ปฏิรูปที่ ๑๙ การกีฬาของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ทั้งนี้แผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติฉบับต่อไป มีกําหนดวงรอบที่จะต้องเริ่มต้นแผนในวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๙ และเมื่อเป็นเช่นนี้จึงมี ความจําเป็นที่จะต้องเร่งดําเนินการจัดทําแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ ซึ่งเป็น การดําเนินการปฏิรูปแผนพัฒนากีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๕ ให้เสร็จก่อนกําหนดดังกล่าว จึงจะ ทําให้การดําเนินการในเรื่องต่าง ๆ ที่ตามมาบรรลุผลดังที่ได้กําหนดไว้ทุกประการ

กระผมขอเรียนว่าการจัดทําแผนพัฒนากีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ แม้ว่าจะเป็น หน้าที่ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก็ตาม แต่ในวาระนี้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้มอบหมายให้คณะทํางานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้กับคนในชาติของ ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป หรือ ศปป. ทําการศึกษา วิเคราะห์ และนําเสนอต่อ สภาปฏิรูปแห่งชาติ อยู่ในเอกสารกรอบความเห็นร่วมปฏิรูปประเทศเพื่อการปฏิรูปการกีฬาว่า การกีฬาของประเทศไทยประสบปัญหากับการนําแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติสู่ภาคปฏิบัติ ที่ไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย ดังจะเห็นได้จากแผนพัฒนากีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๔ (พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔) ทั้ง ๖ ยุทธศาสตร์ ไม่มียุทธศาสตร์ใดบรรลุเป้าหมายแม้แต่ ยุทธศาสตร์เดียว จึงควรที่จะผลักดันการดําเนินการตามแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๕ (พ.ศ.๒๕๕๕ - ๒๕๕๙) ให้บรรลุวัตถุประสงค์ให้ได้ นอกจากนั้นคณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬาได้ค้นพบปัญหาสําคัญที่ทําให้แผนพัฒนา การกีฬาแห่งชาติฉบับที่ผ่านมาจนถึงแผนพัฒนากีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๕ ไม่สามารถบรรลุ เป้าหมายได้ เพราะประสบปัญหาการขาดความเชื่อมโยงระหว่างแผนพัฒนาการกีฬา แห่งชาติในระดับกระทรวงกับยุทธศาสตร์การดําเนินงานของหน่วยงานระดับปฏิบัติ คือกรมพลศึกษาและการกีฬาแห่งประเทศไทยโดยทั้ง ๒ หน่วยงานต่างก็จัดทําแผน ยุทธศาสตร์ขึ้นเพื่อปฏิบัติงาน โดยต่างหน่วยต่างทําต่างหน่วยต่างปฏิบัติ ขาดความเชื่อมโยง กับแผนพัฒนากีฬาแห่งชาติของกระทรวง จึงส่งผลให้ขาดการบูรณาการระหว่างแผนแม่บท คือแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติและแผนปฏิบัติการ คือแผนยุทธศาสตร์ของกรมพลศึกษา และแผนยุทธศาสตร์ของการกีฬาแห่งประเทศไทย ทั้งยังส่งผลให้ไม่สามารถเชื่อมโยงไปสู่ การปฏิบัติได้อย่างประสิทธิภาพ ดังนั้นจึงตกเป็นภาระของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬา สภาปฏิรูปแห่งชาติ ในการปฏิรูปเพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย ได้รับประโยชน์ จากการกีฬาอย่างสูงสุด จึงกล่าวได้ว่าการจัดทําแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ ก็คือ การปฏิรูปแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๕ นั่นเองครับ ต่อมาเมื่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้จัดทําวาระการปฏิรูปที่ ๑๙ การกีฬา จนผ่านความเห็นชอบของสภาปฏิรูปแห่งชาติ และ นําเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทุกขั้นตอน ต่างเห็นด้วยกับข้อเสนอแนะการปฏิรูปตามวาระการปฏิรูปที่ ๑๙ การกีฬาทั้งสิ้น จนนําเข้าสู่ การขับเคลื่อนโดยสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และได้รับการบรรจุเรื่องการพิจารณา แผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติไว้ในแผนปฏิรูปด้วย และได้รับความเห็นชอบจากสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ เมื่อวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๘ เมื่อเป็นเช่นนี้งานที่จะต้องกระทําในลําดับ ต่อไปก็คือการประสานงานให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจัดทําแผนพัฒนาการกีฬา ฉบับที่ ๖ โดยตั้งคณะทํางานร่วมกันให้สําเร็จและผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ก่อนวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๙ โดยมีการบรรจุยุทธศาสตร์ที่ได้รับการปรับให้มีบูรณาการกัน แล้วก็มีความสอดคล้องกัน มีแนวทางและโครงการตามวาระการปฏิรูปที่ ๑๙ การกีฬาลงใน แผนพัฒนาการกีฬา ฉบับที่ ๖ ให้ครบถ้วน พร้อมกับประสานให้ส่วนราชการและหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องทั้งภายนอกและภายในกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาสามารถนําแผนไปสู่ การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กระผมขอเรียนต่อท่านประธานสภาและที่ประชุมถึงหลักการเบื้องต้น ของการจัดทําแผนพัฒนากีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ โดยสังเขปเท่านี้ก่อนนะครับ สําหรับ รายละเอียดของเรื่องนี้ ท่าน พลเรือเอก อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ ประธานอนุกรรมาธิการ ที่รับผิดชอบในเรื่องนี้จะเป็นผู้นําเสนอต่อที่ประชุมต่อไป กระผมใคร่ขออนุญาตท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอให้ท่าน พลเรือเอก อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ ได้เรียนเสนอ รายละเอียดของการจัดทําแผนพัฒนาการกีฬา ฉบับที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๖๔) ต่อที่ประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศต่อไปครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ขอเรียนเชิญผู้ชี้แจงท่านต่อไป คือ พลเรือเอก อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ

พลเรือเอก อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่เคารพ กระผม พลเรือเอก อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กระผมขอเรียนเพื่อกรุณาทราบถึงความสําคัญของแผนพัฒนา การกีฬาแห่งชาติที่เป็นแผนหลักของการกีฬาของประเทศ มีความมุ่งหมายในการพัฒนางาน ด้านการกีฬาให้มีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้วยกีฬา ก่อนอื่น กระผมขออนุญาตใช้เวลาเท้าความเพื่อให้ทุกท่านได้กรุณารับทราบถึงความเป็นมา ของแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๖๔) ที่จะเริ่มดําเนินการในวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๙ นี้ กล่าวคือ แผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติฉบับแรกเริ่มต้นดําเนินการ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๑ และได้จัดทําต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันรวม ๕ ฉบับ โดยแผนพัฒนา การกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๕ (พ.ศ. ๒๕๕๕ - ๒๕๕๙) กําลังจะสิ้นสุดลงในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๙ นี้ จากการประเมินผลแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๑ ถึงฉบับที่ ๔ ระหว่าง ปีพุทธศักราช ๒๕๓๑ จนถึงปีพุทธศักราช ๒๕๕๔ โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สรุปผลในภาพรวมได้ว่ายังไม่ประสบความสําเร็จในการดําเนินงาน นอกจากนี้ในปี พุทธศักราช ๒๕๕๗ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้จัดให้มีการทบทวนและประเมินผล แผนการพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๕ (พ.ศ. ๒๕๕๕ - ๒๕๕๙) ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันในระยะ ครึ่งแผน ปรากฏผลในภาพรวมคือยังไม่ประสบผลสําเร็จตามแผนเท่าใดนัก ประกอบกับ คณะทํางานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติที่จัดตั้งโดยคณะรักษาความสงบ แห่งชาติได้ทําการศึกษาและได้เสนอเอกสารกรอบความเห็นร่วมเพื่อการปฏิรูปการกีฬาว่า การกีฬาของประเทศไทยประสบปัญหาการนําแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติสู่ภาคปฏิบัติ ยังไม่บรรลุเป้าหมาย ดังจะเห็นได้จากแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๔ ซึ่งมีทั้งหมด ๖ ยุทธศาสตร์ ไม่มียุทธศาสตร์ใดบรรลุเป้าหมายแม้แต่เพียงยุทธศาสตร์เดียว จึงนําเสนอให้ สภาปฏิรูปแห่งชาติผลักดันการดําเนินการตามแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๕ ให้บรรลุวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัยได้รับประโยชน์จากการกีฬาสูงสุด สภาปฏิรูปแห่งชาติโดยคณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬาได้ค้นพบปัญหาสําคัญที่ทําให้แผนพัฒนา การกีฬาแห่งชาติฉบับที่ผ่านมาจนถึงแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๕ ไม่สามารถบรรลุ เป้าหมายก็เพราะประสบปัญหาการขาดความเชื่อมโยงระหว่างแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ในระดับกระทรวง กับแผนยุทธศาสตร์ของหน่วยคือกรมพลศึกษาที่รับผิดชอบในเรื่องของ กีฬามวลชนและกีฬาพื้นฐาน และการกีฬาแห่งประเทศไทยที่รับผิดชอบในเรื่องกีฬา เพื่อความเป็นเลิศและกีฬาเพื่อการอาชีพ โดยทั้ง ๒ หน่วยงานดังกล่าวต่างจัดทําแผน ยุทธศาสตร์ขึ้นเพื่อปฏิบัติงาน แต่ยังขาดความเชื่อมโยงกับแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ โดยที่ผ่านมาต่างหน่วยต่างทํา ต่างหน่วยต่างปฏิบัติทั้งที่อยู่ในสังกัดกระทรวงเดียวกัน จึงทําให้ ขาดการบูรณาการระหว่างแผนแม่บท ซึ่งในทีนี้คือแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติและ แผนปฏิบัติการ ซึ่งในที่นี้ก็คือแผนปฏิบัติราชการหรือแผนยุทธศาสตร์ของกรมพลศึกษา ของการกีฬาแห่งประเทศไทย และแผนของกระทรวงของหน่วยต่าง ๆ ที่อยู่นอกกระทรวง การกีฬาอีกด้วย แผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติไม่สามารถเชื่อมโยงไปสู่ภาคปฏิบัติได้อย่าง มีประสิทธิภาพ หลังจากนั้นคณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านกีฬาจึงได้จัดเวทีการมีส่วนร่วม และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศรวม ๙ ครั้ง ปรากฏผลว่าควรมีการพิจารณา ทบทวนและผลักดันแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๕ ให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ แต่เนื่องจากใกล้ระยะเวลาสิ้นสุดของแผน จึงสมควรพิจารณาจัดทําแผนพัฒนาการกีฬา แห่งชาติ ฉบับที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๖๔) ให้บังเกิดความสมบูรณ์สอดรับกับแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๖๔) ที่มุ่งเน้นให้กีฬาเป็นกลไก สําคัญในการสร้างสุขภาวะของประชาชน รวมทั้งสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๗๙ โดยมีหลักการหรือหัวใจที่สําคัญคือ การเชื่อมโยงแผนและยุทธศาสตร์ การกีฬาของกรมพลศึกษา และการกีฬาแห่งประเทศไทย ให้มีความสอดคล้องกับแผนพัฒนา การกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ ในลักษณะของการปรับยุทธศาสตร์ และแผนในระดับชาติ กับแผนในระดับปฏิบัติของส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้อง และเป็นไป ในทิศทางเดียวกัน จึงกล่าวได้ว่าการจัดทําแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ คือการปฏิรูป แผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๕ ให้บรรลุผลตามความต้องการของประชาชนที่ได้ นําเสนอไว้ในการจัดเวทีการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนของสภาปฏิรูป แห่งชาติ และสอดรับกับกรอบความเห็นร่วมเพื่อการปฏิรูปการกีฬาของคณะทํางาน เตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาตินั่นเอง ในเวลาต่อมาคณะกรรมาธิการปฏิรูป การกีฬาจึงได้จัดทําแผนปฏิรูปการกีฬาขึ้น โดยกําหนดเป็นวาระการปฏิรูปที่ ๑๙ การกีฬา ซึ่งมีรายละเอียดประกอบด้วย ๖ ยุทธศาสตร์ ๓๗ แนวทาง และ ๑๐๐ โครงการ และร่าง พระราชบัญญัติรวม ๓ ฉบับ มีสาระสําคัญในการปฏิรูปการกีฬาเพื่อประโยชน์ของการพัฒนา สุขภาพ คุณภาพชีวิต และสร้างความรักความสามัคคีของประชาชนซึ่งเริ่มต้นจากครอบครัว และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นในการพัฒนากีฬา เพื่อประโยชน์ของประชาชน ในสังคม ก่อนที่จะพัฒนาไปสู่การกีฬาเพื่อความเป็นเลิศในระดับชาติต่อไป ตลอดจนการร่วม พัฒนาเศรษฐกิจของชาติด้วยอุตสาหกรรมการกีฬา

ทั้งนี้ วาระการปฏิรูปที่ ๑๙ การกีฬาดังกล่าวได้ผ่านความเห็นชอบจาก สภาปฏิรูปแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๘ หลังจากนั้นประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้มอบแผนปฏิรูปประเทศที่มีความเห็นชอบจากสภาปฏิรูปแห่งชาติให้แก่นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๘ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬาเป็นหน่วยงานหลักรับข้อเสนอแนะไปพิจารณาร่วมกับส่วนราชการและหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องรวม ๑๔ หน่วยงาน จนได้ข้อยุติว่าที่ประชุมร่วมของส่วนราชการดังกล่าวเห็นด้วย กับหลักการข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปการกีฬาตามที่สภาปฏิรูปแห่งชาติเสนอ และจะนํา ข้อเสนอดังกล่าวไปใช้ในการกําหนดแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖

หลังจากนั้นเมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบ ผลการพิจารณาเกี่ยวกับข้อเสนอแนะเรื่องการปฏิรูปการกีฬาตามที่กระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬาเสนอ และให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรนําเสนอสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ซึ่งก็ได้รับความเห็นชอบจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแล้ว เมื่อวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๘ ที่ผ่านมา และได้เสนอบรรจุเรื่องแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ ในรายงานแผนการปฏิรูปประเทศ ๑ ปีครึ่งในช่วงรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ ๒๐ ปีในช่วงรัฐบาลต่อ ๆ มา เมื่อเป็นเช่นนี้กรอบแนวคิดในการจัดทําแผนพัฒนา การกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ จึงมีแนวทางและมีขั้นตอนที่สําคัญคือ การประสานงานกับ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมทั้งส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้รับทราบและตระหนักถึงความสําคัญ ของแนวทางการปฏิรูปการกีฬา ตามวาระการปฏิรูปที่ ๑๙ การกีฬา ซึ่งจะเป็นการสร้าง ความเข้าใจ แนวทางการดําเนินการปฏิรูปการกีฬา และเป็นผลสืบเนื่องจากการประชุม ๑๔ หน่วยงาน เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๘ ที่มีมติร่วมกันว่าเห็นด้วยกับหลักการ ข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปการกีฬา โดยการนําเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปการกีฬาตามวาระ การปฏิรูปที่ ๑๙ การกีฬา ไปใช้ในการกําหนดแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ จนสามารถจัดทําเป็นร่างแผนที่สมบูรณ์เพื่อเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี และประสานงานการจัดทํากิจกรรมการปฏิบัติอย่างใกล้ชิดเพื่อส่งมอบภารกิจตามแผนพัฒนา การกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ ให้ส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนําไปปฏิบัติให้บังเกิด ผลสัมฤทธิ์ ตลอดจนการติดตามและประสานงานการดําเนินงานตามแผนพัฒนาการกีฬา แห่งชาติ ฉบับที่ ๖ ในความรับผิดชอบของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ การดําเนินการตามแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติที่จะให้บังเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างมีประสิทธิภาพ และทั่วถึงนั้นควรตระหนักในเรื่องของปัจจัยขับเคลื่อนสู่ความสําเร็จก็คือส่วนราชการผู้มีหน้าที่ ต้องปฏิบัติ เพราะจะเป็นกลไกสําคัญในการพิจารณากําหนดภารกิจรองรับและสนับสนุน การดําเนินการ จึงควรจะต้องร่วมดําเนินการด้วยความยินยอมพร้อมใจ โดยตระหนักถึง ผลประโยชน์ที่ประเทศชาติและประชาชนจะได้รับ เพื่อให้สัมฤทธิ์ผลของการปฏิรูปภายใน ระยะเวลาที่เหลืออยู่ตามเจตนารมณ์ของมาตรา ๓๙/๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๕๗ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ ๑ พ.ศ. ๒๕๕๘ ต่อไป

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้แผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ เป็นกรอบ แนวทางที่สําคัญของประเทศในการให้บริการการออกกําลังกายและเล่นกีฬาแก่ประชาชน ทุกระดับ ซึ่งจะช่วยให้เกิดพัฒนาสุขภาพ คุณภาพชีวิต และความสามัคคีของประชาชน และเป็นส่วนสําคัญในการแก้ไขปัญหาสังคมเพื่อลดความเหลื่อมล้ํา สร้างสันติสุข สร้างความ เป็นธรรมทางสังคม ส่งเสริมให้มีการพัฒนาการกีฬาเพื่อความเป็นเลิศในทุกระดับ ส่งเสริม การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศจากอุตสาหกรรมการกีฬาและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการกีฬา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ตลอดจนพัฒนาระบบการบริหารจัดการด้านการกีฬาให้สามารถ รองรับการดําเนินการด้านการกีฬาอย่างทั่วถึง ทันสมัย มีมาตรฐานและเป็นธรรม

ทั้งนี้วิธีการปฏิรูปสามารถแบ่งออกเป็น ๒ ประการ กล่าวคือ ประการแรก การจัดทําแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ (ฉบับที่ ๖) โดยการประสานงานกับกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬาเพื่อจัดให้มีคณะผู้แทนจากกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านกีฬาเข้าร่วมเป็นกรรมการหรือคณะทํางานในการจัดทําร่าง ซึ่งในเรื่องนี้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ลงนามคําสั่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่ ๒๖/๒๕๕๙ เมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา แต่งตั้งคณะทํางานจัดทําแผนพัฒนาการกีฬา แห่งชาติ ฉบับที่ ๖ โดยมีท่านปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นประธานคณะทํางาน ซึ่งคณะทํางานดังกล่าวได้แต่งตั้งกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ และคณะทํางานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬารวม ๖ คนร่วมเป็นคณะทํางานดังกล่าวนี้ นอกจากนี้ ยังต้องประสานงานกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบในการ จัดทําแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ เพื่อนําหลักการตามวาระการปฏิรูปที่ ๑๙ การกีฬา เสนอไปบรรจุในแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ โดยมีสาระสําคัญของ เนื้อหาที่ควรกําหนดให้มีในแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ ดังปรากฏรายละเอียดในเค้าโครงร่างแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ พร้อมกับ ได้เสนอการบรรจุแนวทางตามวาระการปฏิรูปที่ ๑๙ การกีฬา ซึ่งประกอบด้วย ๖ ยุทธศาสตร์ ๓๗ แนวทาง และ ๑๐๐ โครงการไว้ในกรอบแนวทางมาตรการเบื้องต้นของแผนพัฒนา การกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยมีรายละเอียด ตามภาคผนวกตารางการขับเคลื่อนแผนปฏิรูปการกีฬา ๑๐๐ โครงการที่นําเสนออยู่ในมือ ของท่านสมาชิกในขณะนี้ อย่างไรก็ตามในเรื่องของรายละเอียดของการปฏิบัติและการ กําหนดตัวชี้วัดของแผนนั้น ผู้แทนที่เข้าร่วมคณะทํางานจะได้ประสานงานและร่วมกําหนด ให้เกิดความชัดเจนสําหรับเป็นกรอบในการติดตาม และตรวจสอบการทํางานของหน่วยปฏิบัติ ต่อไป นอกจากนี้จะได้ประสานงานเพื่อกําหนดแนวทางการเชื่อมโยงแผนพัฒนาการกีฬา แห่งชาติ ฉบับที่ ๖ กับแผนยุทธศาสตร์ของกรมพลศึกษาและการกีฬาแห่งประเทศไทย จนสามารถจัดทําเป็นร่างแผนที่สมบูรณ์เสนอเข้ารับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี หลังจากนั้นจะได้ประสานและจัดทํากิจกรรมการปฏิบัติของส่วนราชการและหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องนอกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเพื่อรองรับการดําเนินการตามแผนพัฒนา การกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ และการนําไปปฏิบัติให้บังเกิดผลสัมฤทธิ์ ทั้งนี้มีระยะเวลา การดําเนินการประมาณ ๙ เดือน ระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนกันยายน ๒๕๕๙ ซึ่งกําลัง ดําเนินการอยู่ในขณะนี้ สําหรับประการที่ ๒ ก็คือการติดตามและประสานงานการดําเนินงาน ตามแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ ในความรับผิดชอบของส่วนราชการและหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง โดยมีระยะเวลาดําเนินการประมาณ ๙ เดือน คือระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๕๙ ถึงเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๐ โดยประโยชน์ที่คาดว่าประชาชนจะได้รับก็คือ การมีแผนระดับชาติ ที่สามารถเชื่อมโยงกับแผนและยุทธศาสตร์ทางการกีฬาในระดับต่าง ๆ ที่สามารถให้บริการ ด้านการออกกําลังกายและการเล่นกีฬาเพื่อพัฒนาสุขภาพ คุณภาพชีวิต และความสามัคคี ของประชาชน มีกรอบแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจนเพื่อให้สามารถส่งเสริมการพัฒนาการกีฬา เพื่อความเป็นเลิศในทุกระดับ มีมาตรการที่ชัดเจนในการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนา เศรษฐกิจของประเทศจากอุตสาหกรรมการกีฬาและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการกีฬา ตลอดจน มีระบบการบริหารจัดการด้านการกีฬาที่สามารถรองรับการดําเนินการด้านการกีฬาได้อย่างทั่วถึง ทันสมัย มีมาตรฐาน และเป็นธรรม ทั้งนี้ งบประมาณที่ใช้ทั้งหมดเป็นงบประมาณของ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และงบประมาณของส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง โดยมี หน่วยงานที่รับผิดชอบหลักคือ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หน่วยร่วมดําเนินการ คือ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทย

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติจะเป็นแผนระดับประเทศ ที่ต้องจัดทําเป็นประจําในวงรอบ ๕ ปี ก็ตาม แต่แผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ นี้ เป็นแผนที่จัดทําขึ้นด้วยการพิจารณาทบทวนข้อผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นจากแผนพัฒนา การกีฬาแห่งชาติในอดีต และนําข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปการกีฬาจากวาระการปฏิรูปที่ ๑๙ การกีฬา ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ จากส่วนราชการร่วม ๑๔ หน่วยงาน และคณะรัฐมนตรี ตลอดจนได้รับความเห็นชอบหลักจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแล้ว เมื่อวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๘ ไปบรรจุในแผน เพื่อให้ครอบคลุมในทุกมิติของการปฏิบัติ และสามารถเชื่อมโยงได้อย่างมีประสิทธิภาพกับแผนปฏิบัติของส่วนราชการในสังกัด กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จึงถือว่าเป็นการปฏิรูปการจัดทําแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ อย่างแท้จริง กระผมขอกราบเรียนให้ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและท่าน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้กรุณาทราบและให้การสนับสนุนการจัดทํา แผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ ฉบับนี้ด้วยครับ ขอขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็นนะครับ

(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)

ปรากฏว่าไม่มีนะครับ ก็ถือได้ว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง การจัดทําแผนพัฒนา การกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๖๔) และร่างแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๖๔) แล้ว ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ผมขอตรวจสอบ องค์ประชุมก่อนนะครับ

เชิญท่านกษิตครับ

นายกษิต ภิรมย์

ท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ ไม่อภิปรายนะครับ เพียงแต่จะขอกราบเรียนถามคําถามเท่านั้นเองว่าเรื่องแผน ทําไมมันผ่าน ครม. โดยกระทรวงการกีฬาและท่องเที่ยวไม่ได้ คือผมค่อนข้างจะแปลกใจ ครับว่ามันเป็นหน้าที่ของกระทรวง ทบวง กรม เรื่องง่าย ๆ แบบนี้ กระทรวงทําอย่างไร ก็เสนอไปที่ ครม. แล้วก็อนุมัติ ไม่ต้องมารบกวนเวลาที่ สปท. เท่านั้นเองครับ เท่ากับว่า ทุกกระทรวง ทบวง กรม ขณะนี้ไม่ทํางานแล้วใช่ไหมครับ ต้องโยนงานมาที่ สปท. ให้เหมือน เราเป็นพี่เลี้ยงคอยตะล่อม แล้วก็ใช้ สปท. ไปบีบ ครม. เพื่อสั่งให้หน่วยงานต่าง ๆ ทุกกระทรวง ทบวง กรม ทํางาน ถ้านั้นก็มีกระทรวง ทบวง กรม กันทําไมละครับ ผมขอฝาก เป็นหลักการ คือว่ามันมีหลายเรื่องที่เข้ามานี่มันเป็นเรื่องของกระทรวงที่น่าจะทํากับ คณะรัฐบาลได้ แล้วเหนือคณะรัฐบาลไปก็มีมาตรา ๔๔ ของ คสช. มันสามารถจะทําอะไรได้ โดยไม่ต้องมารบกวนเวลาของ สปท. แล้วเราจะได้เอาเวลาที่ สปท. มาเร่งในเรื่องที่มันสําคัญ ต่อชาติในเรื่องของการปฏิรูป จะได้มีเวลาปรึกษาหารือกัน ไม่อย่างนั้นก็ถูกจํากัดด้วย ๑๐ นาที แล้วเราก็มาขัดอกขัดใจกัน โดยเฉพาะกับท่านรองอลงกรณ์ก็ไม่อยากครับ ด้วยความเคารพเป็นอย่างยิ่งนะครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

กรรมาธิการจะตอบไหมครับ ขอเรียนเชิญท่าน พลเรือเอก อภิวัฒน์

พลเรือเอก อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเรือเอก อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ ขออนุญาต นําเรียนตอบคําถามท่านสมาชิกที่ได้กรุณาถามเมื่อสักครู่นี้นะครับ ในเรื่องของแผนพัฒนา การกีฬาแห่งชาตินั้น จริง ๆ เป็นหน้าที่ของทางกระทรวงที่เขาจะต้องดําเนินการจัดทํา แล้วก็เสนอขึ้นขอความเห็นชอบต่อคณะรัฐมนตรีนะครับ แต่เนื่องจากว่าภายหลัง วันที่ ๒๒ พฤษภาคมที่ผ่านมา เมื่อมีคณะรักษาความสงบแห่งชาติเกิดขึ้นก็ได้จัดตั้ง คณะทํางานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ คณะทํางานนี้ก็ได้ทํางาน หลาย ๆ ด้านด้วยกัน ด้านหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการกีฬา คณะทํางานก็เล็งเห็นว่าแผนพัฒนา การกีฬาแห่งชาติที่ทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้มาทุกฉบับนั้นยังไม่มีฉบับใดเลย ที่บรรลุวัตถุประสงค์นะครับ โดยเฉพาะฉบับที่ ๔ ซึ่งมี ๖ ยุทธศาสตร์ ไม่บรรลุวัตถุประสงค์ แม้แต่เพียงยุทธศาสตร์เดียว ทางคณะทํางานจึงเสนอ คสช. เพื่อส่งโจทย์ข้อนี้ให้สภาปฏิรูป แห่งชาติได้กรุณาดําเนินการแก้ไขและผลักดันด้วยนะครับ ซึ่งสภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยคณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬาก็ได้ดําเนินการตามวัตถุประสงค์ที่ทางคณะทํางาน เสนอผ่านทาง คสช. มา ก็ได้ค้นพบว่ามันมีหลายระบบในการทํา หลายวิธีการ แล้วก็ หลายการปฏิบัติที่ไม่บรรลุ จึงได้ดําเนินการทําเป็นวาระการปฏิรูปที่ ๑๙ แล้วก็ส่งมอบให้กับ สภาปฏิรูปเพื่อนําเสนอท่านนายกรัฐมนตรี และท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็ได้นําเข้าประชุม คณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้วก็ส่งมอบให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศดําเนินการต่อไป กระผมคิดว่าการปฏิรูปแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ นี้ สปท. เมื่อปฏิรูปแล้วก็คงจะเป็นรูปแบบให้ทางกระทรวงรับไปดําเนินการต่อในแผนพัฒนา การกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๗ ฉบับที่ ๘ ต่อไป ผมคิดว่าน่าจะเป็นคําตอบครับ ขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ

(ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนแล้วก็เสียบบัตรกดปุ่มแสดงตน)

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

ขอทราบผลด้วยครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๔๑ ท่าน

นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์

ผม อโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ขอแสดงตนครับ

(นายมนู เลียวไพโรจน์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ท่านมนูยกมือมีอะไรไหมครับ

นายมนู เลียวไพโรจน์

ผมเพิ่งเข้ามาครับ และได้เสียบบัตรเรียบร้อยแล้วครับ ขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ จํานวนผู้เข้าร่วมประชุมมี ๑๔๑ ท่าน บวก ๑ มีท่านที่เข้ามาอีก ๑ ท่านนะครับ ท่านที่เข้ามาทีหลังกรุณาแสดงตนด้วยครับ ท่านพลอากาศเอก วัธน นะครับ มีเพิ่มอีก ๑ ท่านไหมครับ ท่านสังศิต ท่านสร้อยทิพย์

นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์

สร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ค่ะ

พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่

พลเอก สราวุฒิ หมายเลข ๑๖๓ ครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ

พลโท สุรเดช เฟื่องเจริญ

ขออนุญาตครับท่านประธาน พลโท สุรเดช เฟื่องเจริญ หมายเลข ๑๗๒ ครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ตกลงเพิ่มเป็นอีก ๔ ท่านนะครับ

ท่านสมาชิกเสียบบัตร กดปุ่มแสดงตนเรียบร้อยแล้วนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลทั้งหมดครับ กําลังเข้ามาอีก ๑ ท่าน ท่านวรวิทย์ เป็นอันว่ามีผู้เข้าร่วมประชุมครบองค์ประชุมแล้วนะครับ

ต่อไปจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การจัดทําแผนพัฒนา การกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๖๔) และร่างแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๖๔) หรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมาธิการก็จะได้ส่งรายงาน ไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไปนะครับ ผู้ใดเห็นชอบกรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ไม่เห็นชอบ กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย เห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิ ลงคะแนนนะครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนบ้างไหมครับ ถ้าไม่มีก็ขอปิด การลงคะแนน ผลของการลงคะแนนเป็นดังนี้นะครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๔๕ ท่าน เห็นด้วย ๑๓๑ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒ ท่าน งดออกเสียง ๑๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีนะครับ

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม เรื่อง การจัดทําแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๖๔) และร่างแผน การพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๖๔) แล้ว ซึ่งคณะกรรมาธิการ จะได้เสนอไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไป จบการพิจารณารายงานของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม แล้ว ขอบคุณคณะกรรมาธิการครับ

ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓.๒ รายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่อง การปฏิรูปองค์การ มหาชนและร่างพระราชบัญญัติองค์การมหาชน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่ครับ

(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)

สําหรับรายชื่อผู้ชี้แจงได้แก่ ลําดับที่ ๑ พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธาน กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน อดีตปลัด สํานักนายกรัฐมนตรี อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านที่ ๒ ได้แก่ ท่านเบญจวรรณ สร่างนิทร กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการ แผ่นดิน อดีตเลขาธิการ ก.พ. อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ

พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพอย่างยิ่ง ท่านสมาชิก สปท. ที่เคารพ ทุกท่าน รวมทั้งต้องขอบคุณท่านที่เป็นวิป (Whip) ที่ได้กรุณาให้ข้อแนะนํา ให้ข้อสังเกต ในระหว่างที่นําเรื่องนี้เสนอในที่ประชุม กระผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าในเรื่อง ของการปฏิรูปองค์การมหาชนนั้น เรื่องนี้สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยที่เป็น สปช. ในครั้งนั้นทาง สตง. ได้มีหนังสือแจ้งมายังประธาน สปช. เพื่อให้พิจารณาการปฏิรูปองค์การมหาชน ซึ่งก็ได้มีการ ดําเนินการโดยมีคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินในครั้งนั้นก็ได้มีการมอบหมาย ให้ท่านเบญจวรรณ ซึ่งออกเป็นคําสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการโดยท่านประธานเทียนฉาย โดยท่านเบญจวรรณเป็นประธาน และได้มีการดําเนินการเสนอไปยังคณะรัฐมนตรี การเสนอ คณะรัฐมนตรีนั้นเสนอไป ๑๑ ประเด็นด้วยกัน คณะรัฐมนตรีเห็นชอบด้วย ๖ ประเด็น อีก ๕ ประเด็นนั้นไม่เห็นชอบ โดยที่ว่าเมื่อคณะรัฐมนตรีได้รับเรื่องแล้วได้ส่งให้ ก.พ.ร. ก.พ.ร. ได้เชิญส่วนราชการที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันพิจารณา โดยสรุปก็คือว่า เห็นด้วย ๖ ประเด็น ไม่เห็นด้วย ๕ ประเด็น ระหว่างช่วงนั้นบังเอิญ สปช. สิ้นวาระ ก็เกิดช่องว่างขึ้นมา ระหว่างช่องว่างนั้นนะครับ ก็ทางเจ้าของเรื่อง คือ ก.พ.ร. ได้เสนอ ไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อขอแก้ไขพระราชบัญญัติองค์การมหาชน แต่ว่าที่เสนอไปนั้น เมื่อเสนอไปยัง สนช. ก็ได้มีการออกเป็นพระราชบัญญัติ (ฉบับที่ ๒) และได้มีการลงใน ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ประเด็นตรงนี้ก็อาจจะมีข้อสงสัยว่าในเมื่อฉบับนี้ เพิ่งแก้ไป เหตุใดกรรมาธิการจึงต้องนํามาเสนออีกครั้งหนึ่ง อยากขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานว่าเรื่องที่มติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ ๔ ประเด็น ไม่ได้มีการแก้ไขในพระราชบัญญัติ องค์การมหาชน (ฉบับที่ ๒) ถามว่ารอได้ไหม อาจจะรอได้ แต่มีเหตุผล ๒ ประการนะครับ ที่กรรมาธิการคิดว่าเรื่องนี้ควรจะนําเสนอต่อ สปท. แล้วส่วนจะรอหรือไม่รอ เมื่อส่งไปยัง รัฐบาล รัฐบาลจะไปพิจารณาเอง เมื่อเข้า สนช. สนช. ก็จะไปพิจารณาเองว่าควรจะจัดลําดับ อยู่ที่ใด ข้อสําคัญก็คือว่าสิ่งที่สมควรจะต้องทํานั้น ควรจะได้มีการกระทํา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการเสนอโครงสร้างของการปฏิรูปองค์การมหาชน ซึ่งรายละเอียดเดี๋ยวกระผมขอให้ทาง ท่านประธานเบญจวรรณที่รับผิดชอบเรื่องนี้เป็นคนเสนอต่อที่ประชุม และอยากกราบเรียน เพิ่มเติมไปด้วยว่า ในการเสนอครั้งนี้ไม่ได้ขัดแย้งกับฉบับที่ผ่าน สนช. ไปแล้ว นอกจากนั้นแล้ว ในเรื่องนี้อยู่ในเรื่องของวาระปฏิรูปเร็ว ขณะนี้ สปท. ผ่านมาแล้ว ๖ เดือน เดือนนี้เป็นเดือนที่ ๖ ฉะนั้นเมื่อปฏิรูปเร็วก็ควรจะทําให้เร็ว สิ่งใดที่สมควรจะต้องทําก็ควรจะต้องทํา และอยาก กราบเรียนเพิ่มเติมด้วยว่าเพื่อทําให้เรื่องของการปฏิรูปบริหารราชการแผ่นดินสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เราคิดว่าถึงเวลาแล้วต้องรีฟอร์ม (Reform) คือต้องปฏิรูป ไม่ใช่รอรีแพร์ (Repair) รีแพร์ (Repair) ไปเท่านั้น แล้วก็จบแค่นั้นคงไม่ใช่หน้าที่ที่พวกเราจะเห็นอย่างนั้น อันนี้ ก็คือขออนุญาตกราบเรียนโดยสรุป ส่วนรายละเอียดจะขออนุญาตท่านประธานให้ทาง ท่านเบญจวรรณเป็นผู้เสนอครับ ขอบคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอเรียนเชิญท่านเบญจวรรณ สร่างนิทร

นางเบญจวรรณ สร่างนิทร กรรมาธิการ 🔗

เรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ดิฉัน เบญจวรรณ สร่างนิทร สปท. หมายเลข ๘๕ ขออนุญาตนําเรียนเรื่องการปฏิรูปองค์การมหาชน ซึ่งเป็นเรื่องต่อเนื่อง อย่างที่ท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านบริหารราชการแผ่นดิน คือท่านยงยุทธ สาระสมบัติ ได้นําเรียน มันเป็นช่วงต่อที่ก้าวไปอีก เหมือนก้าวไม่ยาวมากนะคะ แต่คิดว่าเป็นเรื่องที่จําเป็น สําคัญ และจําเป็นต้องก้าวต่อเพื่อจะนําไปสู่การทบทวนบทบาท ภารกิจภาครัฐซึ่งจะต้องดําเนินการต่อไป ดิฉันขออนุญาต ที่บอกว่าทําไมควรจะก้าวต่อไป อย่างไร ดิฉันอยากจะให้เห็นระยะเวลาของการดําเนินการเรื่องนี้ ทุกท่านจะมีเอกสาร อยู่ที่โต๊ะอยู่แล้ว ท่านจะเห็นนะคะว่าช่วงดําเนินการจริง ๆ มันเหลื่อมกันไม่มาก แต่เราก็ต้อง ยอมรับว่าช่วงจังหวะการเหลื่อมมันมี ท่านจะเห็นนะคะ ดิฉันขอไปถึงช่วงบนตัวพื้นแดงค่ะ ท่านจะเห็นว่า สปช. เองเราก็ส่งไป ครม. เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๘ ครม. รับทราบเมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๕๘ แล้วส่งให้ ก.พ.ร. วันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๘ ส่งให้ ก.พ.ร. เลย ก.พ.ร. ก็ จัดสัมมนาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๘ แล้ว ก.พ.ร. ก็ส่งกลับไปที่ ครม. อีกครั้งหนึ่งวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ สิ่งที่ ครม. มีมตินั้น มีทั้ง ๒ ส่วน ส่วนที่เห็นด้วย กับไม่เห็นด้วย ทีนี้มันมาเกี่ยวพันกับเรื่องเดิมที่ทางรัฐบาลส่งไปที่ สนช. ท่านดูแถบข้างล่าง แถบข้างล่างนั้น ครม. ส่งไปที่ สนช. เมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๕๘ เสร็จแล้ว สนช. ก็บรรจุ ในวาระวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๘ สนช. พิจารณาวาระที่ ๑ วันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๘ เลย เสร็จแล้วสุดท้ายร่างสุดท้ายที่ผ่านก็คือวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๘ นําไปทูลเกล้าฯ แล้วก็ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาในตัวกฎหมายที่รัฐบาลเสนอเกี่ยวกับเรื่ององค์การมหาชน โดยออกมาเป็นองค์การมหาชนฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ถ้านับถึงวันนี้ ๑ เดือนกับ ๗ วัน ซึ่งในส่วนที่มีการแก้ไขมันก็ รวมบางส่วนที่เห็นพ้องต้องกันตั้งแต่มีการนําเสนอนะคะ และเราก็ได้มีการปรับปรุงแก้ไข ไปบางส่วน ตรงจุดนี้ก็เป็นประเด็นว่ารัฐบาลเพิ่งออกกฎหมายใหม่ ความเหมาะสมจะมี แค่ไหนเพียงไรในการที่จะไปขอแก้กฎหมายซึ่งเพิ่งออก ในแนวทางที่เสนอมันสามารถ ดําเนินการได้ทั้ง ๒ ลักษณะว่าจะแก้กฎหมายหรือไปเข้าส่วนที่มีการแก้กฎหมายใหม่ โดยรัฐบาลหรือว่าในกฎหมายใหม่นั้นได้ตั้ง กพม. หรือคณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริม องค์การมหาชน นี่คือจุดที่ว่าทําไมเราถึงจะผลักจุดตรงนี้ต่อ มาลองดูรายละเอียดประเด็น ที่ว่า ครม. เห็นชอบในเรื่องอะไรบ้างกับที่ ครม. อาจจะเห็นไม่ตรงกันในเรื่องอะไรบ้าง ประเด็นที่ ครม. เห็นด้วยตอนที่ สปช. เสนอไป

ประการแรก ภารกิจขององค์การมหาชนจะต้องไม่ใช่การกําหนดนโยบาย การวางแผนและการกําหนดยุทธศาสตร์ การส่งเสริมงานวิจัย การจัดสรรงบประมาณ การบังคับใช้กฎหมาย การประสานงาน การขับเคลื่อนนโยบายแห่งรัฐ และภารกิจที่เกี่ยวข้อง กับความมั่นคงของรัฐ นี่ไม่ควรจะเป็นภารกิจขององค์การมหาชน แล้วควรจะจําแนกองค์การ มหาชนออกไปเป็น ๓ ภารกิจ ตรงนี้ ครม. ก็เห็นด้วย เนื่องจากภารกิจด้านเรกกูเลเตอร์ (Regulator) กับโอเปอเรเตอร์ (Operator) เราต้องยอมรับว่า ณ ขณะนี้สถานการณ์ของ หน่วยงานภาครัฐบางหน่วยน้ําหนักไปทางโอเปอเรเตอร์ (Operator) มากกว่า จุดนี้เป็น จุดที่สําคัญที่คงจะต้องมีการขับเคลื่อนต่อไปในช่วงการทบทวนบทบาทภารกิจของรัฐ ตรงนี้ เราคิดว่าน่าจะจําแนกออกได้เป็น ๓ ประเภท นั่นก็คือภารกิจที่เป็นบริการสาธารณะ ซึ่งการบริการสาธารณะนั้นกําหนดไว้ในวัตถุประสงค์ตั้งแต่การจัดตั้งองค์การมหาชนแล้วว่า ถ้าเป็นบริการสาธารณะทางสังคมและวัฒนธรรมควรจะออกมาเป็นองค์การมหาชน อย่างไรก็ตาม ในเรื่องบริการสาธารณะนั้นอาจจะมีบางลักษณะที่กําหนดตามระยะเวลา ก็คือเป็นประเภทที่ ๒ ถามว่าเคยมีองค์การมหาชนที่กําหนดระยะเวลาเริ่มต้นแล้วสิ้นสุด มีไหม เคยมีมาแล้ว ประเภทที่ ๓ ก็คือองค์การมหาชนที่มีภารกิจเพื่อตอบสนองต่อนโยบาย ของรัฐบาล นี่ก็อาจจะเป็นกรณีเพื่อความคล่องตัวในการที่จะให้มีหน่วยงานเพื่อดําเนินงาน ในภารกิจบางลักษณะ จุดนี้ ครม. ก็เห็นด้วยว่าควรจะให้มี ๓ ประเภท

ประการที่ ๓ ที่เห็นด้วยก็คือเรื่องการแต่งตั้งประธานกรรมการควรมาจาก ผู้ทรงคุณวุฒิ จากการตรวจสอบประธานบอร์ด (Board) องค์การมหาชนหลายหน่วย ก็จะเป็นหัวหน้าส่วนราชการ ซึ่งตรงนี้ดูอาจจะเหมือนกับว่าเป็นหัวหน้าหน่วยแล้วมากํากับ ดูแลเอง ก็เสนอไปว่าไม่น่าจะเป็นแบบนี้ ซึ่ง ครม. ก็เห็นด้วยอีกว่าตัวประธานบอร์ด (Board) ไม่ควรจะเป็นหัวหน้าส่วนราชการ ควรมาจากผู้ทรงคุณวุฒิ

ประการที่ ๔ ที่ ครม. เห็นด้วยก็คือกรรมการในองค์การมหาชนจะดํารง ตําแหน่งกรรมการเกินกว่า ๓ แห่งไม่ได้ ซึ่งตรงนี้ก็ได้มีการแก้ไขตรงกัน

ประการที่ ๕ เจ้าหน้าที่และผู้ปฏิบัติงานองค์การมหาชนเป็นบุคคลที่ได้รับ การจ้างตามสัญญาจ้างเพื่อให้เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานขององค์การมหาชน ตรงนี้เป็นเจตนารมณ์ตั้งแต่กฎหมายออกเมื่อปี ๒๕๔๒ ว่าองค์การมหาชนไม่ใช่ส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ เพราะฉะนั้นผู้ปฏิบัติงานในองค์การมหาชนจึงไม่ใช่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติตั้งแต่ เริ่มเข้าทํางานจนกระทั่งถึงเกษียณอายุ แต่จะต้องมีการเป็นสัญญาจ้างเป็นรอบ ๆ ไป ซึ่งตรงนี้จะเป็นการกระตุ้นให้ผู้ปฏิบัติงานนั้นทํางานตามข้อกําหนดหรือข้อตกลงเคพีไอ (KPI) ที่กําหนดไว้ ซึ่งตรงนี้ ครม. ก็บอกว่าเห็นด้วย เพราะว่าจากการศึกษาข้อมูลตอนที่เชิญมา สัมมนาร่วมกันปรากฏว่าองค์การมหาชนบางแห่งอาจจะด้วยความลืมหรืออะไรไปนะคะ เขาก็ไม่ได้นึกนะคะว่าจริง ๆ แล้วผู้ปฏิบัติงานในองค์การมหาชนไม่ใช่เจ้าหน้าที่ที่ทํางาน ในระยะยาว

ประการที่ ๖ เรื่องยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการบริการสาธารณะ ของไทย โดยต้องสามารถเทียบเคียงกับคุณภาพและมาตรฐานระดับสากล นั่นก็คือเรื่อง การประเมินผลการทํางานขององค์การมหาชน ซึ่งเราก็คงจะได้ยินได้ฟังที่ผ่านมาบางหน่วย ถ้าทํางานไม่เข้าเป้า มันควรจะเป็นแบบไหน อย่างไรนะคะ

ส่วนประเด็นที่ ครม. ไม่เห็นด้วยก็มีดังนี้ ประการแรกตามข้อเสนอเรา เราก็บอกว่าให้นิยาม ขยายนิยามตรงนี้ให้ไปครอบคลุมกับหน่วยงานประเภทอื่น ๆ ที่ตั้ง ตามกฎหมายเฉพาะ ปรากฏว่า ครม. บอกว่าเขาก็มีศักดิ์ของเขา อย่าไปเอาเลย เรื่องการ ใช้จ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามหลักวินัยและการคลัง ก็ถือว่าตรงนี้มี พ.ร.บ. ระเบียบ บริหารราชการแผ่นดินกํากับอยู่แล้ว

ประการที่ ๒ ที่เราบอกว่าไม่ควรจะมีผู้แทนหน่วยงานกลางที่มาจาก สํานักงาน ก.พ. สํานักงาน ก.พ.ร. สํานักงบประมาณ สํานักงานคณะกรรมการพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรมบัญชีกลาง หรือสํานักงานอัยการสูงสุดเป็นบอร์ด โดยตําแหน่ง ซึ่งตรงนี้ ครม. ก็บอกว่าแล้วแต่ความจําเป็นของแต่ละหน่วยงานนะคะ

ประการที่ ๓ กําหนดให้ผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้ขอให้เจ้าหน้าที่ มาช่วยงานเป็นครั้งคราว ก็บอกว่ากรณีสําหรับหน่วยงานใหม่อาจจะมีความจําเป็น อาจจะ ต้องให้ผู้มีประสบการณ์มาช่วยงานได้

ประการที่ ๔ ครม. ไม่เห็นด้วยในชั้นนี้ก็คือเรื่องการกําหนดเบี้ยประชุม สําหรับกรรมการและค่าตอบแทนผู้อํานวยการองค์การมหาชน ซึ่งบอกว่าเรื่องนี้จะต้องเป็น การทบทวนทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะค่าตอบแทนของผู้อํานวยการองค์การมหาชนอย่างเดียว ต้องว่าทั้งระบบเลยว่าควรจะเป็นอย่างไรต่อไป ซึ่งประเด็นนี้คือจริง ๆ แล้วมันคือที่มาของ การศึกษาเมื่อครั้งที่เป็น สปช. อยู่ เพราะว่าเราได้รับข้อคิดเห็นตรงนี้มานะคะ

จากตรงนี้ท่านก็จะได้เห็นภาพไล่เรียงภาพมาเป็นลําดับ เพราะฉะนั้น จะมีอีกจุดหนึ่งที่ ครม. เห็นชอบด้วย แต่ยังไม่ได้มีการปรับปรุงแก้ไขในตัวกฎหมายที่ออกมา เมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ เพราะฉะนั้นในครั้งนี้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินจึงเห็นว่าน่าจะได้มีการผลักตรงนี้ต่อ ผลักเพื่อให้มี การดําเนินการให้มันเต็มรูปมากยิ่งขึ้นนะคะ ซึ่งจะเป็นฐานต่อไปในการปฏิบัติงาน

ประการแรก ก่อนอื่นต้องเรียนย้ํานะคะว่าข้อเสนอที่เสนอครั้งนี้เป็นข้อเสนอที่ ครม. เห็นด้วยทั้งหมด แต่ยังไม่ปรากฏในพระราชบัญญัติที่ประกาศเมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ เท่านั้น ส่วนรูปแบบการผลักดันอย่างที่นําเรียนจะไปถึงแค่กฎหมาย หรือจริง ๆ นําไปให้ทาง กพม. คือคณะกรรมการใหม่ที่กฎหมายจัดตั้งขึ้นใหม่ดําเนินการก็ได้นะคะ ประการแรกที่เสนอ ก็คือยังย้ําในเรื่องการจัดระเบียบและประเภทองค์การมหาชนใหม่โดยแบ่งออกเป็น ๓ ประเภท นั่นก็คือประเภทที่ ๑ องค์การมหาชนที่มีภารกิจในด้านการบริการสาธารณะ ประเภทที่ ๒ องค์การมหาชนที่มีภารกิจและกําหนดเวลาเฉพาะ ประเภทที่ ๓ องค์การ มหาชนที่มีภารกิจเพื่อตอบสนองต่อนโยบายรัฐบาล ถามว่าจุดที่เสนอตรงนี้ไปสอดรับกับ ข้อเสนอของกฎหมายใหม่หรือเปล่า ดิฉันตรวจดูแล้วปรากฏว่า กพม. โดยมาตรา ๕/๘ (๒) มีหน้าที่เสนอแนะต่อ ครม. เพื่อกําหนดนโยบาย แนวทาง และหลักเกณฑ์กลางที่เกี่ยวกับ การจัดตั้ง การรวม การยุบเลิก การบริหารและพัฒนา และการประเมินผลองค์การมหาชน เพราะฉะนั้นถ้ากําหนดหลักเกณฑ์กลางตรงนี้ว่าประเภทขององค์การมหาชนควรจะมี ๓ ประเภท มันก็จะไปสอดรับกับกฎหมายใหม่ แต่ต้องการจะผลักดันตรงนี้ให้เป็นรูปธรรม มากยิ่งขึ้น

ประการที่ ๒ แน่นอนค่ะ เมื่อกําหนดจําแนกออกเป็น ๓ ประเภท มันก็ต้องมี การปรับปรุงผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกา เพราะว่าในกฎหมายองค์การมหาชนนั้น ซึ่งจะต้องประกาศเป็นพระราชกฤษฎีกาตามกฎหมายแม่ คือ พ.ร.บ. องค์การมหาชน เมื่อปี ๒๕๔๒ นั้นจะต้องมีผู้รักษาการ และด้วยข้อกฎหมายผู้รักษาการจะต้องเป็นรัฐมนตรี ทีนี้เราก็มาดูทั้ง ๓ ประเภทนี้ ลองนึกถึงภาพนะคะว่า ถ้าโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข เช่น โรงพยาบาลบ้านแพ้ว อาจจะออกไปเป็นองค์การมหาชนมากกว่า ๑ แห่งถ้าหลาย ๆ แห่ง โดยที่รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขกํากับดูแลหน่วยในสังกัด ๒๐-๓๐ แห่งหรือโรงเรียนของ กระทรวงศึกษาธิการ ตัวอย่างเช่น โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ออกไปเป็นองค์การมหาชน สัก ๓๐-๔๐ แห่ง ทุกอย่างจะขึ้นกับรัฐมนตรีหมดก็อาจจะเป็นภาระให้กับตัวรัฐมนตรี ตรงนี้ ก็มีข้อเสนอว่ารัฐมนตรีผู้รักษาการอาจพิจารณามอบให้ปลัดกระทรวงหรือผู้กํากับดูแลและ ดําเนินการตามความจําเป็นและเหมาะสม อย่างไรก็ตามก็ต้องรายงานให้รัฐมนตรีทราบด้วย กรณีประเภทที่ ๒ ที่กําหนดระยะเวลาก็ต้องรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการอยู่แล้ว ประเภทที่ ๓ นั้น อาจจะนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการ นี่คือประเด็นที่ ๒ ว่าถ้าแบ่งเป็น ๓ ประเภท ผู้รักษาการก็จะต้องตามไป ปรับปรุงตรงจุดนี้ด้วย

ประการที่ ๓ กําหนดให้ประธานกรรมการองค์การมหาชนต้องแต่งตั้งจาก ผู้ทรงคุณวุฒิ ครม. เห็นด้วย แต่ว่าในตัวกฎหมายใหม่ที่เพิ่งมีการประกาศใช้ไม่ระบุตรงนี้ ไว้ชัดเจน ก็เลยคิดว่าคงจะต้องกําหนดให้ชัดเจนเพื่อที่ในการดําเนินการต่อไปของกระทรวง ทบวง กรม อาจจะได้ตรงกับวัตถุประสงค์ อย่างไรก็ตามได้ไปตรวจดูกฎหมายใหม่ มาตรา ๕/๘ (๓) ว่า กพม. มีหน้าที่เสนอแนะต่อ ครม. กําหนดหลักเกณฑ์กลางเกี่ยวกับ การสรรหาประธานกรรมการ กรรมการในคณะกรรมการ และผู้อํานวยการองค์การมหาชน เพราะฉะนั้นจุดนี้ก็คิดว่าถ้าส่งข้อมูลสื่อต่อไปการดําเนินการของ กพม. จะได้สอดรับกับ หลักการที่ สปช. เองก็มีข้อคิดเห็นที่คิดว่าเป็นประโยชน์ในการพัฒนาระบบภาครัฐของเรา

ประการสุดท้าย ก็คือกําหนดให้เจ้าหน้าที่และผู้ปฏิบัติงานขององค์การมหาชน เป็นบุคคลที่ได้รับการจ้างตามสัญญา อย่างที่นําเรียนว่าเรานึกว่าแต่ละแห่งทําเหมือนกัน ตามแนวทาง เวลาชี้แจงจัดตั้งอะไรทั้งหลายก็จะมีการชี้แจงตามลําดับ แต่ปรากฏว่า บางหน่วยนั้นยังไม่ได้มีการดําเนินการ ซึ่งเราสํารวจแล้วน้อย แต่อย่างไรก็ตามจุดนี้ไม่ถึงระดับ ที่จะต้องไปแก้กฎหมาย แต่จะต้องส่งสัญญาณไป ส่งสัญญาณไป กพม. ให้มีการซักซ้อม เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อมีการซักซ้อม แน่นอนก็จะต้องปรับวิธีการจ้างพนักงานของเขา เพราะฉะนั้นจากทั้ง ๔ ประเด็นนี้เป้าหมายเราก็คาดหวังในเรื่องการจัดระเบียบและประเภท องค์การมหาชนใหม่ให้เหมาะสมกับบทบาทและภารกิจที่กฎหมายกําหนด ลดความสับสน ในการปฏิบัติงานประเภทบริการสาธารณะ ให้หน่วยงานมีความอิสระคล่องตัวจากรูปแบบของ การบริหารราชการ ปรับระบบการบริหารงานบุคคลโดยไม่จําเป็นต้องอิงกับระบบราชการ ทั้งหมดนี้คือข้อเสนอที่เห็นว่าควรจะเพิ่มเติมจากการดําเนินการที่ผ่านมาเพื่อให้เกิดประโยชน์ แล้วก็จะนําไปสู่การทบทวนบทบาทภาครัฐ ซึ่งคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน กําลังดําเนินการอยู่ ณ ขณะนี้นะคะ อย่างที่นําเรียนว่า โดยหลักการแล้วหน่วยโอเปอเรเตอร์ (Operator) ควรจะแยกไปเป็นองค์การมหาชน ก็เฉพาะเรกกูเลเตอร์ (Regulator) ที่ควรจะต้องเป็นส่วนราชการอยู่ นี่ก็คือภาพทั้งหมด ที่นําเสนอเพื่อเป็นเรื่องการขับเคลื่อนต่อให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น หรือเป็นการเติมเต็มจาก การศึกษา และจากที่กฎหมายกําหนดส่งต่อด้วยกระบวนการ เราจะต้องส่งต่อไปทางรัฐบาล แล้วรัฐบาลอาจจะไปให้เจ้าของเรื่องที่เขารับผิดชอบโดยตรงเพื่อดําเนินการต่อไป ก็นําเรียน ท่านสมาชิกเพียงแค่นี้ค่ะ

(การประชุมดําเนินการมาถึงตอนนี้ ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านประธานเชิญครับ

พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ขออนุญาตเสริมที่ท่านเบญจวรรณกราบเรียนท่านประธาน แล้วก็ เรียนไปที่ท่านสมาชิกทุกท่านด้วยความเคารพ คือมีประเด็นอยู่ ๒ ประเด็น

ประเด็นที่ ๑ ที่สําคัญก็คือว่าเรื่องนี้เราส่งจาก สปช. ไป ซึ่งขณะนี้มาเป็น สปท. แล้วก็ร่างกฎหมายฉบับนี้เข้า สนช. และเป็นการตั้งกรรมาธิการวิสามัญ แต่ว่ากรรมาธิการ วิสามัญซึ่งคณะรัฐมนตรีนี้สามารถกําหนดได้ ตั้งได้ ๕ ท่าน ส่วนใหญ่คณะรัฐมนตรีก็จะเอาจาก ส่วนราชการการเจ้าของเรื่อง แต่บังเอิญอาจจะเกิดช่องว่าง การตั้งกรรมาธิการวิสามัญไม่ได้มี สปช. หรือ สปท. ในปัจจุบันเข้าไปด้วยจึงเกิดช่องว่างขึ้น ตรงนี้ก็อยากกราบเรียนท่านประธาน ไปยังท่านสมาชิกด้วยว่าน่าจะมีมติ เราจะเขียนไว้ในรายงานด้วยถ้าท่านเห็นด้วยนะครับว่า ถ้าร่างกฎหมายใดไปจาก สปท. และมีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญน่าจะแต่งตั้งกรรมาธิการวิสามัญ จาก สปท. ไปร่วมด้วยเพื่อจะได้ประสานกันดีขึ้น จะได้ไม่เกิดช่องว่าง นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ที่ อยากจะกราบเรียนขอความเห็นชอบจากท่านนะครับ

ในประเด็นที่ ๒ ก็คือว่ามาตรา ๕ (๘) นี้ของกฎหมายฉบับที่ ๒ นี้กําหนดไว้ ก็จริงนะครับว่า ให้ กพม. เสนอให้ ครม. ยุบเลิกองค์การมหาชนได้ แต่ว่าถ้าไปดูจริง ๆ แล้ว องค์การมหาชนนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากพระราชบัญญัติองค์การมหาชนแล้วออกเป็นพระราชกฤษฎีกา เท่านั้นนะครับ มีพระราชบัญญัติเฉพาะที่ก่อตั้งองค์การมหาชนอีกอย่างน้อย ๓ แห่ง ทีนี้ถ้าให้ คณะรัฐมนตรีมีมติไป แล้วไปยุบเลิก การยุบเลิกโดยมติคณะรัฐมนตรีและไปบอกว่าให้ไปยุบเลิก สิ่งที่เขาก่อตั้งโดยพระราชบัญญัตินี้ ผมว่าอันนี้เป็นประเด็นที่น่าจะต้องพิจารณา ไม่ได้ หมายความว่าจะไปยุบเลิกเขานะครับ แต่ว่าเป็นข้อมูลครับ องค์การมหาชนตามกฎหมาย จัดตั้งแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท ประเภทที่ ๑ ตั้งโดยพระราชกฤษฎีกาออกตามพระราชบัญญัติ องค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ นะครับ ประเภทที่ ๒ ตั้งโดยพระราชบัญญัติเฉพาะ เช่น สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย สํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข เมื่อไปตั้งเป็นพระราชบัญญัติแล้วเราจะไปเสนอคณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีก็อาจจะต้องไปออกเป็นกฎหมายอีก ทีนี้ถ้าออกเป็นกฎหมายเป็นฉบับ ๆ ตรงนั้นจะเป็นภาระหรือไม่ เพราะฉะนั้นสมมุติว่าท่านประธานเห็นชอบ ท่านสมาชิกเห็นชอบ แล้วเสริมตรงนี้ไปว่าแบ่งโครงสร้างขององค์การมหาชนเป็นสาม เสร็จแล้วก็จะไปสอดคล้อง กับสิ่งที่ทาง สนช. ได้ผ่านไปแล้วในฉบับที่ ๒ เป็นการเสริมกันครับ กราบเรียนเพิ่มเติม

อีกประการหนึ่งนะครับ ทางเลือกที่ ๑ ทางโน้นจะไปทําเสริมกัน ทางเลือกที่ ๒ เหตุผลที่ ๒ ที่เราต้องเสนอร่างกฎหมายเข้ามาเพราะว่ามาตรา ๓๗ วรรคสอง กําหนดให้ สปท. ทําหน้าที่ศึกษาวิเคราะห์แล้วก็ให้เสนอร่างพระราชบัญญัติไปด้วยตามความจําเป็น ถ้าเราไม่ทําร่างพระราชบัญญัติไป เราเพียงแต่เสนอไปอย่างเดียวความไม่สมบูรณ์จะเกิดขึ้น ฉะนั้นที่เราทําไปนี้เราทําเผื่อเอาไว้ ส่วนทางโน้นจะไปเลือกอะไรอย่างไร ในกรณีองค์การ มหาชนใดถ้าออกเป็นพระราชบัญญัติเฉพาะ ถ้าสมมุติว่าจะต้องทําอะไรต่อไปอย่างน้อย จะได้มีพระราชบัญญัติหรือมีกฎหมายตรงนี้รองรับ นี่คือกราบเรียนเพื่อกรุณาทราบครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ตามข้อดําริท่านประธานยงยุทธนะครับ ในช่วงการปรับปรุงท่านก็ไปเพิ่มเติม ในส่วนนั้นได้ หากว่าไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น ๒. ก็คือในส่วนของการตั้งกรรมาธิการจาก สปท. ไปในกรรมาธิการของ สนช. เวลาที่มีการพิจารณาร่างกฎหมายนั้นก็เป็นหลักการที่ทาง คณะกรรมการประสานงานระหว่าง สนช. และ สปท. ซึ่งมีการประชุมทุกวันพุธตอนบ่าย ก็ได้มีมติเป็นแนวทางเช่นนี้อยู่แล้วครับ

ท่านสมาชิกครับ ขอเชิญแสดงความคิดเห็นในรายงานแผนการปฏิรูป เรื่อง การปฏิรูปองค์การมหาชนและร่างพระราชบัญญัติองค์การมหาชน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ขณะนี้มีสมาชิกแสดงความจํานง ๓ ท่านนะครับ ขอเชิญท่านธานินทร์ ผะเอม รองเลขาธิการ คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติครับ

นายธานินทร์ ผะเอม 🔗

เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่เคารพครับ กระผม ธานินทร์ ผะเอม สมาชิกหมายเลข ๗๔ ขอแสดงความเห็นต่อข้อเสนอ การขับเคลื่อนการปฏิรูปองค์การมหาชน ซึ่งเกี่ยวโยงกับร่างพระราชบัญญัติองค์การมหาชน ฉบับที่ ๒ แล้วก็ที่กําลังมีข้อเสนอที่จะปรับแก้นะครับ ซึ่งคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินได้นําเสนอต่อที่ประชุมในวันนี้ องค์การ มหาชนเป็นรูปแบบขององค์กรภายใต้การกํากับดูแลของรัฐบาล ไม่ได้เป็นหน่วยราชการ ที่มักจะขาดความคล่องตัวเนื่องจากมีกฎ ระเบียบ วิธีการทํางานที่ค่อนข้างที่จะเคร่งครัด ทําให้อาจจะตอบสนองกับภารกิจแล้วก็นโยบายบางอย่างที่ไม่มีประสิทธิภาพอย่างที่คาดหวัง ในขณะเดียวกันองค์การมหาชนก็ไม่ต้องการที่จะแสวงหากําไร และสามารถสร้างรายได้ ด้วยตนเองดังเช่นรัฐวิสาหกิจ ทําให้องค์การมหาชนเป็นรูปแบบระหว่างราชการกับรัฐวิสาหกิจ กล่าวโดยสรุป เราต้องการให้องค์การมหาชนสามารถตอบสนองภารกิจที่ให้บริการแก่ สาธารณะและขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล โดยอาศัยงบประมาณของแผ่นดินเป็นหลัก เช่นเดียวกับราชการ เนื่องจากวัตถุประสงค์ในการก่อตั้งองค์การมหาชนซึ่งมีอยู่จํานวนมาก มีความหลากหลาย แล้วก็แตกต่างกันออกไป นอกจากนี้องค์การมหาชนบางแห่งมีการดําเนินการ ภารกิจที่ทับซ้อนกับหน่วยงานราชการ และบางครั้งก็ทับซ้อนกันเองก็มี อันนี้จะทําให้เวลา การจัดสรรงบประมาณของภาครัฐที่มีอยู่จํากัดขาดประสิทธิภาพและประสิทธิผล กระผมจึงขอ สนับสนุนการปฏิรูปองค์การมหาชนเพื่อจะยกระดับประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจและสังคม อย่างไรก็ดี กระผมมีความเห็นเพิ่มเติมในประเด็นที่อาจจะ ไม่สามารถเขียนออกมาในรูปของกฎหมายได้อย่างชัดเจน เนื่องจากเป็นประเด็นในเชิง วัฒนธรรมของกลไกหรือองค์กรที่จะเกิดขึ้นใหม่ ก็คือ กพม. และการทํางานร่วมกับเครือข่าย ที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยราชการ ภาคเอกชนแล้วก็ภาคประชาสังคม เพื่อให้สมดังเจตนารมณ์ ของการปฏิรูปองค์การมหาชน ให้เกิดผลทางปฏิบัติในทางเป็นจริงนะครับ กระผมมี ความเห็นพ้องกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหาร ราชการแผ่นดินที่มีการจําแนกแยกแยะองค์การมหาชนตามภารกิจทั้ง ๓ ประเภท ๑. ก็คือ ด้านบริการสาธารณะ ๒. ก็คือภารกิจและที่เฉพาะ แล้วก็มีการกําหนดเวลาเอาไว้ที่ชัดเจน ๓. เป็นภารกิจที่ตอบสนองกับนโยบายของรัฐบาลและยุทธศาสตร์ชาติ ตรงนี้ที่เพิ่มเติม มาจากของเดิม เพื่อให้สมกับยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีที่ได้จัดทําขึ้น การจัดแบ่งภารกิจของ องค์การมหาชนจะทําให้วิธีการบริหารจัดการองค์การมหาชนทั้งระบบมีความชัดเจนขึ้น มีกลไกการตรวจสอบ กํากับดูแล และข้อสําคัญก็คือจะมีกลไกที่จะดูแลเรื่องประเมินผล ซึ่งตรงนี้เป็นจุดอ่อนของระบบโดยรวมของภาครัฐ เพราะว่าเราให้ความสําคัญไม่มากเพียงพอ กระผมยังมีความเห็นพ้องข้อเสนอที่ให้ท่านนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือปลัดกระทรวง ที่กํากับดูแลเป็นผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาการจัดตั้งในแต่ละประเภทขององค์การ มหาชนเพื่อให้มีระดับของการรับผิดชอบที่แบ่งแยกตามหนักเบา แล้วก็จะตอบสนองต่อ ภารกิจได้อย่างเหมาะสม สําหรับประเด็นที่พระราชบัญญัติองค์การมหาชน ฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๕๙ ได้กําหนดให้มีคณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชน กพม. ซึ่งตรงนี้ ผมก็เข้าใจว่าคงใช้ฐานของ ก.พ.ร. สํานักงาน ก.พ.ร. เป็นฝ่ายเลขานุการอยู่ อันนี้เป็นกลไก ที่สําคัญ แล้วก็ถือว่าเป็นคานงัดที่จะแก้ไขปัญหาและข้อจํากัดด้านประสิทธิภาพและ ประสิทธิผลขององค์การมหาชนให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของการจัดตั้ง ทั้งนี้จุดเน้นในด้าน ประสิทธิภาพ ประสิทธิผลในการดําเนินงานขององค์การมหาชนเป็นเรื่องที่เราคาดหวังสูง นะครับ แล้วก็พูดกันมากว่าองค์การมหาชนที่จัดตั้งขึ้นนี้ได้ทํางานให้สมกับงบประมาณและ ความคาดหวังที่เราได้ตั้งเอาไว้ ดังนั้นบทบาทของ กพม. จึงได้รับการจับตามองเป็นอย่างยิ่งว่ากลไกที่เกิดขึ้นใหม่จะมีผล อย่างไร กระผมมีความเห็นในส่วนของกระบวนการสรรหา ซึ่งตรงนี้อันนี้จะเป็นประเด็น ที่ผมคิดว่าสําคัญไม่น้อยกว่าตัวกลไกและองค์กร ตรงนี้จะเห็นว่าเราให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ขึ้นมาเป็นประธานแทน อันนี้จะเป็นประเด็นที่ว่าทําไมเราถึงพยายามที่จะปลดล็อก (Lock) ความไม่คล่องตัวของระบบราชการ และข้อจํากัดที่เราคิดว่าคนที่มาจากระบบราชการก็จะ ติดในกรอบ แต่ตรงนี้ไม่ได้ละเลยองค์ประกอบของกรรมการที่มาจากหน่วยงานกลาง คุณสมบัติของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิได้ระบุไว้ตามมาตรา ๕/๒ และมาตรา ๕/๓ รวมทั้ง มาตราอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องที่กําหนดไว้ในพระราชบัญญัติ ปี ๒๕๕๙ ตรงนี้เป็นประเด็นที่ผม คิดว่าสําคัญต่อการดํารงอยู่อย่างมีความหมายขององค์การมหาชน ก็คือเรื่องของการที่เรา จะต้องมีการทบทวนประเมินผล และนําไปสู่การพัฒนาและแก้ไขปัญหา อย่างที่ทางหน่วยงาน ภาคเอกชนก็จะคุ้นกันว่า แพลน ดู เช็ก แอกต์ (Plan do check act) ตรงนี้ผมคิดว่าคนที่ ขึ้นมาเป็นประธานแล้วมาจากผู้ทรงคุณวุฒิจะต้องเป็นผู้ที่มีธรรมาภิบาล ไม่มีผลประโยชน์ ทับซ้อน แล้วก็มีความสามารถ มีคอมพิเทนซ์ (Competence) ในภารกิจขององค์การ มหาชนในประเภทนั้น ๆ ดังที่ระบุไว้ในมาตรา ๕/๓ ว่า กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิดํารงตําแหน่ง กรรมการที่ปรึกษาหรือตําแหน่งอื่นใดขององค์การมหาชนไม่ได้ นอกจากนี้บทบาทที่สําคัญ อีกประการหนึ่งของ กพม. คือการคัดเลือกผู้บริหารขององค์การมหาชนซึ่งถือเป็นอํานาจ หน้าที่ที่สําคัญที่จะส่งผลต่อคุณภาพ ประสิทธิภาพ ประสิทธิผลขององค์การมหาชน ให้ขับเคลื่อนภารกิจไปสู่ภาคปฏิบัติที่กําหนดไว้ตามเจตนารมณ์ ซึ่งในกระบวนการในการ คัดเลือกผู้บริหารองค์การมหาชนนั้นจะต้องโปร่งใส แล้วก็เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนสามารถ ตรวจสอบได้ หรือที่เราเรียกกันว่า แอกเคาน์ทะบิลิตี (Accountability) เพื่อให้ได้ผู้บริหาร องค์การมหาชนที่มีความรู้ ความสามารถ มีความเชี่ยวชาญ และมีธรรมาภิบาลในการบริหาร จัดการองค์กร ตรงนี้ผมอยากจะเรียนเน้นย้ําว่าการคัดสรรกรรมการที่เข้าไปนั่งในองค์การ มหาชนแต่ละแห่ง รวมทั้งผู้บริหารขององค์กรจะต้องได้รับการให้ความสําคัญ มิฉะนั้น การปฏิรูปก็จะไม่ประสบผลอย่างที่คาดหวัง

สุดท้ายนะครับ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการปฏิรูปองค์การมหาชนครั้งนี้จะไม่ สามารถดําเนินการได้โดยภาครัฐเพียงลําพัง จะต้องอาศัยความร่วมมือของภาคส่วนในการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปบนฐานของความเข้าใจและเป้าหมายการพัฒนาที่มองเห็นร่วมกัน ขอขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญท่านถวิลวดี บุรีกุล ผู้อํานวยการสํานักวิจัยและพัฒนา สถาบัน พระปกเกล้า อดีต สปช. และอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอเชิญครับ

นางถวิลวดี บุรีกุล

กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิก หมายเลข ๖๑ ดิฉันขอสนับสนุนการปรับร่างพระราชบัญญัติองค์การมหาชน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่คณะกรรมาธิการได้เสนอมานะคะ ด้วยเหตุผลว่าในความเป็นจริงแล้ว เราต้องยอมรับว่าประเทศต้องการปฏิรูปในขณะนี้ แล้วก็มีหลายประเด็นที่ภาครัฐไม่สามารถ ที่จะทํางานได้โดยระบบที่มีอยู่ แล้วก็หากจะต้องไปทํางานเหมือนเอกชนเลยก็คงทําได้ แต่ว่า ไม่มีระเบียบที่จะทําให้เป็นเช่นนั้นได้ แล้วถ้าจะให้เอกชนทําเลยก็จะมีปัญหาว่าเพราะเอกชน สนใจเฉพาะกิจการที่สร้างกําไร แล้วเรื่องของการคุ้มทุนเป็นสิ่งสําคัญแต่รัฐไม่อาจปฏิเสธ การบริการสาธารณะหลาย ๆ เรื่องได้ ด้วยเหตุนี้เรื่องขององค์การมหาชนจึงมีความสําคัญ แล้วก็ถ้าแบ่งองค์การมหาชนให้ชัดเจนจะทําให้เราเข้าใจได้ว่าองค์การมหาชนไหนมีความ จําเป็น แล้วองค์การมหาชนไหนเมื่อเสร็จภารกิจแล้วในเรื่องนั้น ๆ ก็น่าจะถูกยุบไปนะคะ เพราะว่าจะทําให้เสียงบประมาณมากมายในการที่จะตั้งองค์การมหาชน แล้วนอกจากนี้ ในการตั้งองค์การมหาชน เราจะต้องมีระเบียบเฉพาะ เพราะว่าไม่สามารถที่จะใช้ระเบียบ เหมือนกับข้าราชการทั่วไปได้นะคะ เมื่อเป็นเช่นนี้มันก็จะมีการออกระเบียบ แต่ดิฉัน มีความห่วงกังวลอยู่ในบางเรื่องก็คือ องค์การมหาชนบางแห่งตั้งขึ้นมาแล้วทํางานซ้ําซ้อน กับหน่วยงานของรัฐที่มีอยู่ แล้วถ้าเราดูชื่อแต่ละแห่งก็จะพบว่าชื่อใกล้เคียงกันมาก ยกตัวอย่าง องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การ มหาชน) สํานักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) ซึ่งแค่ ๒ หน่วยงานนี้เราก็ยังสงสัยว่า แล้วทํางานซ้ําซ้อนกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยหรือไม่ อย่างนี้เป็นต้น เขาอาจจะมี ภารกิจพิเศษที่ตั้งขึ้นมา เพราะฉะนั้นในการเสนอปรับปรุง พ.ร.บ. นี้ กรรมาธิการก็ได้เสนอ เป็นอย่างดีแล้วว่าให้แบ่งออกไปเป็น ๓ ประเภท เมื่อเป็นเช่นนี้องค์การเหล่านี้ก็จะต้อง ถูกพิจารณาว่ามีความจําเป็นต่อไปหรือไม่ แล้วก็จะต้องให้เขายกเลิกการทํางานของเขา หรือว่าถูกยุบไปหรือไม่ ดิฉันคิดว่าตรงนี้มีความสําคัญ เพราะยังไม่เห็นว่าองค์การมหาชนไหน ตั้งขึ้นมาแล้ว แล้วถูกยุบไปนะคะ นอกจากนี้มีบางองค์การที่ตั้งขึ้นมาแล้วพบว่าเอกชน ก็ทํางานได้ แล้วองค์การมหาชนนั้น ๆ ก็ยังทํางานสู้เอกชนไม่ได้ ก็อาจจะต้องพิจารณา ให้เด่นชัด ดิฉันยกตัวอย่างนะคะ สํานักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ ซึ่งก็พบว่าการจัดประชุมนี้เอกชนก็ทําได้ดีอยู่แล้ว แต่ถ้าทําได้ดีกว่าก็สามารถที่จะทํางาน ต่อเนื่องได้ แต่ว่าต้องดูสาระสําคัญของการจัดตั้ง เมื่อเราไปดูสิ่งที่กรรมาธิการขอแก้ไข ในมาตรา ๗ (๑) ที่แบ่งองค์การมหาชนออกเป็น ๓ ประเภทนี้ เราก็จะรู้ว่าเขาเข้าอยู่ในเรื่องไหน ถ้าเป็นภารกิจที่สําคัญที่จะต้องทําในช่วงเวลาสําคัญก็อธิบายได้ แต่ถ้าไม่สามารถอธิบายได้ ตามประเภท ๑ ๒ ๓ นี้ ดิฉันคิดว่าก็ถึงเวลาที่อาจจะต้องประหยัดงบประมาณแผ่นดินนะคะ ก็ต้องขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการที่ได้ให้ความสําคัญกับเรื่องสําคัญที่เราไม่สามารถที่จะ ทําได้ในภาวการณ์ปกติ แต่ว่าเรื่องนี้มีความจําเป็นที่ต้องรีบทําค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญรองศาสตราจารย์แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ นะครับ ท่านเป็นอดีต ส.ว. อดีต สปช. แล้วก็เป็นประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ขอเชิญครับ

นางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ค่ะ ดิฉันเห็นด้วยอย่างยิ่งเลยกับการปฏิรูปองค์กรมหาชน และคิดว่า เป็นความจําเป็นของประเทศเราในขณะนี้ เสียดายที่ในรายงานอันนี้ไม่ได้รวมรายงาน ที่เคยนําเสนอเมื่อคราวเสนอการปฏิรูปครั้งแรกในสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งในรายงานอันนั้น ได้ระบุรายละเอียดขององค์กรมหาชนที่มีอยู่ พร้อมทั้งลักษณะความหลากหลาย แล้วก็รวมทั้งค่างบประมาณที่ใช้จ่ายของแต่ละองค์กร รวมทั้งเงินเดือนของเลขาธิการ ขององค์กรเหล่านั้น ซึ่งอันนี้จะทําให้ปัญหาของการที่ความจําเป็นในการปฏิรูปนี้ มันจะชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นความจริงก็เป็นคําถามเหมือนกันว่าในการที่เราจะมี กฎหมายอันนี้เพิ่มเติมเข้าไป แล้วก็เห็นด้วยในการจําแนกองค์กรมหาชนออกเป็น ๓ ประเภทนี้ แล้วถ้าหากว่าองค์กรมหาชนซึ่งไม่อยู่ใน ๓ แคตทะกอรี (Category) แต่มี พ.ร.บ. ของตนเอง ซึ่งมีเป็นจํานวนมากนะคะ อันนั้นก็ตรวจสอบไม่ได้ มีการประเมินภายในของ ตนเอง แล้วก็ยังใช้งบประมาณเป็นจํานวนมาก แต่ไม่ใช่มีหน้าที่ตาม ๓ ประเภทที่กําหนด เอาไว้ แล้วใช้งบประมาณปีหนึ่งเป็นจํานวนมาก เป็นพัน ๆ ล้าน แล้วเราจะทําอย่างไรกับ องค์กรมหาชนที่มีอยู่ แล้วก็ไม่ได้เข้าลักษณะตามที่ควรจะเป็นนะคะ ซึ่งในนี้บอกว่าต่อไป ซึ่งมันก็ไม่ชัดเจนเท่าไรว่าจะเป็นอํานาจของคณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การ มหาชน หรือ กพม. นะคะ ซึ่งอันนี้จะสามารถดําเนินงานได้ทันทีเมื่อมีการจัดตั้ง กพม. แต่ว่า กพม. ก็ยังไม่มีการจัดตั้ง เพราะฉะนั้นการแก้ไขให้มี พ.ร.บ. ฉบับนี้ต่อให้สมบูรณ์อย่างไร เป็นสิ่งที่เราคิดว่ามันถูกต้อง อย่างไรก็ตามที มันก็ไม่มีผลในการแก้ปัญหาที่ยังเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ แล้วอาจจะเป็นตัวอย่าง ให้กลุ่มที่ต้องการจะตั้งองค์การมหาชนขึ้น อาศัยการร่าง พ.ร.บ. ของตัวเองเพื่อเป็นเกราะ ป้องกัน ไม่จําเป็นที่จะต้องมาเข้าแคตทะกอรี (Category) ตามกฎหมายอันนี้ เพราะฉะนั้น ดิฉันก็ยังเห็นว่าถึงแม้ว่ากฎหมายนั้นดี มีประโยชน์ แต่รู้สึกจะไม่ได้แก้ปัญหาในปัจจุบันของ การที่เรามีองค์การมหาชน ซึ่งไม่ได้อยู่หลากหลายมาก ซึ่งไม่ได้อยู่ใน แคตทะกอรี (Category) ที่เป็นความจําเป็นในการจัดตั้งองค์การมหาชนเลย ดิฉันเห็นด้วยมากที่จะตั้งองค์การมหาชน ที่ให้บริการสาธารณะ แต่อยากจะให้เพิ่มเติมด้วยว่ามันจะมีองค์การมหาชนที่ให้บริการ สาธารณะที่สามารถจะพึ่งตัวเองได้ในงบประมาณด้วยซ้ําไปนะคะ คือเขามีรายได้จาก การให้บริการของเขา แล้วก็ใช้งบประมาณเหล่านั้นมาดําเนินงาน ซึ่งบางองค์การก็ไม่มีศักยภาพ ถึงขนาดนั้นนะคะ แต่อย่างไรก็ตามทีก็เป็นองค์การที่ควรจะให้การสนับสนุน แต่ก็เป็นห่วงว่า องค์การที่ไม่เข้าไครทีเรีย (Criteria) เหล่านี้ ซึ่งจัดตั้งโดย พ.ร.บ. ของตัวเอง ใช้เงินงบประมาณ เป็นจํานวนมากก็ยังคงอยู่ต่อไป เพราะว่า กพม. ก็ยังไม่ได้ตั้ง กฎหมายอันนี้อาจจะไม่ได้ แก้ปัญหาเท่าที่ควร ขอบคุณค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญท่าน พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ ท่านรองเจ้ากรม พระธรรมนูญ สํานักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ขอเชิญครับ

พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ กระผม พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ ขออภิปรายในเรื่องการแก้ไข ปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติองค์การมหาชน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ก็ในหลักการนี้เห็นด้วย ที่มีการเสนอให้มีการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่มอบอํานาจ ให้ปลัดกระทรวงเป็นผู้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไปกํากับดูแลได้ ซึ่งอันนี้ ส่วนใหญ่ก็ยังเข้าใจคลาดเคลื่อนนะครับว่าองค์การมหาชนอยู่ในการกํากับดูแลของกระทรวง อันนี้ไม่ใช่ครับ กฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจนว่าอยู่ในการกํากับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ดังนั้นรัฐมนตรีไม่สามารถจะมอบอํานาจให้ปลัดกระทรวงไปดูแลแทนได้ก็เลยจําเป็นจะต้อง บัญญัติให้ชัดเจนให้ปลัดกระทรวงสามารถรับมอบอํานาจจากรัฐมนตรีได้นะครับ ผมมี ๑ คําถามนะครับ ในมาตรา ๓ ของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ในมาตรา ๓ (๑) ที่บอกว่า จะยุบเลิก เมื่อหน่วยงานกํากับเห็นว่าบริการสาธารณะนั้นไม่มีความจําเป็นอีกต่อไป คือผม พยายามดูตัวพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ ผมยังไม่เจอคํานิยามหรือว่า ความหมายว่าหน่วยงานที่กํากับ ไม่ทราบอาจจะมีก็ได้นะครับ ไม่ทราบผมหลงลืมหรือเปล่า คือจะเรียนถามครับ ตามความเข้าใจของผมในการกํากับดูแลองค์การมหาชนนั้นมี ๑. รัฐมนตรี กับ ๒. คณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นเพื่อกํากับดูแลองค์การมหาชน อาจจะมี อีกอันหนึ่งก็คือ ก.พ.ร. แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงในการกํากับดูแล ผมก็เลยจะเรียนถามครับว่า ในร่างมาตรา ๓ (๑) ที่บอก แล้วจะยุบเลิกไปก็ต่อเมื่อหน่วยงานกํากับเห็นว่าบริการสาธารณะ นั้นไม่มีความจําเป็นอีกต่อไป ก็จะเรียนถามว่าหน่วยงานกํากับในอันนี้หมายถึงหน่วยงานใด แล้วก็อยู่ในที่ใด มีคํานิยามหรือไม่นะครับ เพราะว่าผมพยายามดูยังหาไม่เจอนะครับ

ประเด็นต่อมาเป็นการตั้งข้อสังเกตซึ่งโยงถึงอันนี้นะครับ ที่บอกว่าหน่วยงานกํากับ เห็นว่าบริการสาธารณะนั้นไม่มีความจําเป็นอีกต่อไป หรือเอกชนสามารถดําเนินการได้ ผมเกรงว่าในอนาคตจะมีปัญหาในการตีความว่า ถ้าเอกชนสามารถดําเนินการได้ก็จําเป็น จะต้องยุบ เลิก ใช่หรือไม่นะครับ เท่าที่ดูรายชื่อองค์การมหาชนผมดูแล้วส่วนใหญ่ไม่มีปัญหา แต่เกรงว่าจะมีหน่วยหนึ่งก็คือโรงพยาบาลบ้านแพ้ว ถ้าเกิดตีความว่าโรงพยาบาลบ้านแพ้วนี่ เอกชนสามารถดําเนินการได้ โรงพยาบาลอันนี้จะมีปัญหาว่าจะต้องยุบเลิกหรือเปล่านะครับ แต่ถ้าไปดูรายชื่อองค์การมหาชนอื่น อันนี้คิดว่าเอกชนคงไม่สามารถดําเนินการได้ เช่น ศูนย์คุณธรรมของกระทรวงวัฒนธรรมหรือสํานักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) เรียกว่า จิสดา (GISTDA) อันนี้เป็นตัวอย่างที่มีการเรียกว่าเป็นการให้บริการ สาธารณะอย่างจริงจังแล้วก็ดูแล้วเอกชนไม่สามารถดําเนินการได้ แต่โรงพยาบาลบ้านแพ้ว ผมเกรงว่าคําที่บัญญัติว่า เอกชนสามารถดําเนินการได้ เกรงว่าจะมีปัญหาในการตีความต่อไป ในอนาคตครับ ก็ผมมีเพียงข้อสังเกตและคําถามเพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ ท่านคุรุจิต นาครทรรพ นะครับ อดีตปลัดกระทรวง พลังงาน อดีต สปช. และปัจจุบันเป็นประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงาน ขอเชิญครับ

นายคุรุจิต นาครทรรพ

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ท่านประธานครับ กระผมเห็นด้วยในหลักการ ในการปฏิรูปองค์การมหาชนนะครับ แล้วก็ในสมัยที่เป็นสภาปฏิรูปแห่งชาติก็ได้ยกมือ สนับสนุนนะครับ ก็เห็นความตั้งใจและมุ่งมั่นของท่านเบญจวรรณแล้วก็ท่านอรพินท์ตอนนั้น ก็ช่วยกันทํานะครับ ทีนี้ในประเด็นที่เสนอมาในวาระของ สปท. ในวันนี้มีการพ่วง พระราชบัญญัติมาด้วย แล้วก็มีประเด็นที่เสนอขอแก้ไขอยู่ ๔ ประเด็นนี่ กระผมก็ไม่ได้ ขัดข้องในหลักการนะครับ แล้วก็ท่านก็เสนอประเด็นที่บอกว่า ครม. ก็ไม่เห็นด้วยนะครับ แต่ผมดูเรื่องไทม์มิง (Timing) เรื่องระยะเวลานะครับว่าพระราชบัญญัติองค์การมหาชน ฉบับที่ ๒ นี่เพิ่งจะเป็นกฎหมายลงราชกิจจานุเบกษาไปเมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ นี้เอง และหลักการใหญ่ ๆ ที่ สปช. ได้เสนอในคราวที่แล้ว เช่น ให้มีซูเปอร์บอร์ด (Super Board) ที่เรียกว่า กพม. คณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์กรมหาชนก็มีอยู่แล้วนะครับ แล้วก็ หลักการที่ว่าควรจะต้องมีการทบทวนภารกิจตั้งง่าย ยุบง่าย อันนี้ก็เห็นด้วยอยู่แล้วนะครับ เพราะฉะนั้นผมก็เป็นห่วงว่าถ้าเราจะเสนอร่าง พ.ร.บ. เข้าไปในช่วงนี้เพิ่งจะเดือนเดียวเอง หลังจาก พ.ร.บ. ผ่าน สนช. แล้วรัฐบาลก็สนับสนุนไปนี่มันจะเป็นไทม์มิง (Timing) ที่เหมาะสมหรือเปล่านะครับ ข้อสังเกตต่าง ๆ ๔ ข้อที่ท่านเสนอเป็น พ.ร.บ. นี้ถ้าจะทําเป็น ข้อเสนอเชิงนโยบายเสนอให้ ครม. มีมติเพื่อให้ กพม. รับไปปฏิบัติจะได้หรือเปล่า ในลักษณะ ที่ไม่ต้องเป็น พ.ร.บ. นะครับ แล้วในบางเรื่องผมก็เป็นห่วงนะครับ อย่างเรื่องที่บอกว่า ประธานขององค์การมหาชนต้องแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิเท่านั้น ในหลักการก็ไม่ได้ขัดข้อง นะครับ ถ้าผมจําไม่ผิดบอกว่ามีเป็นร้อยนะครับ ทีนี้ถ้าเราจะใช้แบบเขียนไปในกฎหมายเลย แล้วก็บางครั้งสภาพขององค์การมหาชนซึ่งมีอยู่หลายกระทรวงมันจะใช้โซลูชัน (Solution) แบบวัน ไซซ์ ฟิตส์ ออล (One size fits all) นี่มันอาจจะไม่ได้นะครับ เมื่อวานเราก็อภิปราย ประเด็นเรื่องของการประกันคุณภาพการศึกษาเรื่องของ สมศ. ที่บอกว่าไปกําหนดตัวชี้วัด หรือตัววัดผลให้ช้างกับกระต่ายหรือนกปีนต้นไม้แข่งกันอะไรอย่างนี้ มันก็เป็นแบบวัน โซลูชัน ฟิตส์ ออล (One solution fits all) มันทําไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้นต้องอยากจะ กราบเรียนว่าในบางองค์การมหาชนซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าจะมีหรือเปล่านะครับอาจจะไม่เหมาะสม อาจจะจําเป็นที่ต้องเป็นข้าราชการประจําก็ได้นะครับ ผมก็ไม่แน่ใจ เพราะฉะนั้นในหลักการ ไม่ได้ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ท่านทําเลยนะครับ แต่ดูในเรื่องไทม์มิง (Timing) แล้วก็ข้อเสนอ ๔ ข้อ ที่เป็น พ.ร.บ จะแปลงเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายให้ ครม. เห็นชอบมอบเป็นนโยบายหรือ โค้ด ออฟ แพรกติส (Code of Practice) ให้กับ กพม. รับไปปฏิบัติ มันก็จะดูนุ่มนวลกว่า ผมก็มีประเด็นเพียงเท่านี้ครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ ยังเหลือสมาชิกแสดงความจํานง ๒ ท่านนะครับ เป็นการ ส่งสัญญาณว่าจะมีการลงมติเร็วหรือไม่ ถ้าหากไม่มีสมาชิกแสดงความจํานงเพิ่มเติมนะครับ ต่อไปขอเชิญท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม อดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ ท่านประธานครับ ขออนุญาตกล่าวขอบคุณกรรมาธิการเพื่อที่จะให้ กําลังใจท่านว่าท่านยืนยันหลักอย่างแน่นหนาในการที่จะเดินหน้าปฏิรูปเรื่ององค์การมหาชน ท่านได้เสนอร่างกฎหมายแก้ไขมาด้วย ซึ่งผมได้ดูโดยละเอียดแล้วก็เห็นด้วยทุกมาตรา แต่มี ข้อวิเคราะห์พิจารณาที่จะเติมเต็มในร่างกฎหมายบ้างบางประเด็นเท่านั้นเอง อย่างที่ท่าน ได้กล่าวแล้วว่ากฎหมายองค์การมหาชนนั้นเพิ่งจะได้มีการแก้ไขแล้วก็ลงในราชกิจจานุเบกษา ไปเมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์นี้เอง ผ่านมาประมาณ ๑ เดือน ไม่กี่วันก็จะมีการเสนอแก้ไข กฎหมายขึ้นอีกแล้ว ท่านประธานครับ ผมได้ดูรายงานเอกสารที่ สปช. ส่งไปที่ ครม. ครม. ให้ ส่วนราชการต่าง ๆ ไปศึกษาพิจารณา จะเห็นได้ว่าส่วนราชการที่จะต้องศึกษาพิจารณา มีมากมายเหลือเกิน ๒๐ กว่าหน่วยงาน แทบจะทุกกระทรวงก็ว่าได้ แต่ละส่วนราชการ ก็ได้ส่งความเห็นมาทาง ก.พ.ร. คณะกรรมการพัฒนาระบบข้าราชการ มีทั้งที่เห็นด้วยแล้วก็ ไม่เห็นด้วย ในประเด็นที่เห็นด้วยท่านก็นํามาสู่การแก้ไขกฎหมายในครั้งนี้ อย่างไรก็แล้วแต่ ประเด็นที่ไม่เห็นด้วยนะครับ ผมดูแล้วบางประเด็นมันก็ยังค่อนข้างจะอ่อน อ่อนปานกลาง จนถึงอ่อนมาก ที่อ่อนมากก็ได้แก่การที่ใช้ภาษาหรือถ้อยคําว่า ไม่เห็นด้วย แต่บอกว่าเป็นการ แก้ไขถ้อยคําซึ่งต้องเป็นการแก้ไขกฎหมายในระยะยาวจึงยังไม่จําเป็นที่จะต้องแก้ไขในขณะนี้ คําว่า ซึ่งต้องเป็นการแก้ไขกฎหมายในระยะยาว คําถามของผมก็คือว่าครั้งนี้ยังไม่สุดท้าย หรือครับ ยังมีระยะยาวอีก ทําไมละครับประเด็นต่าง ๆ ที่เขาบอกว่าไม่เห็นด้วยเขาไม่ได้พูดว่า ไม่เห็นด้วยในหลักการหรือเหตุผลอะไรต่าง ๆ ทั้งหมด แต่บอกว่ารอแก้ไขกฎหมายในระยะยาว ผมว่าน่าจะเป็นการแก้เสียให้เสร็จในคราวนี้เสียเลยถึงจะเรียกว่าเป็นการปฏิรูป ประเด็นที่ ไม่เห็นด้วยกับการรอให้แก้ไขกฎหมายในระยะยาว เช่น ท่านได้แบ่งประเภทขององค์การ มหาชนออกเป็น ๓ ประเภท ประเภทที่ ๒ เป็นการจัดตั้งตามกําหนดระยะเวลาที่มีกําหนดไว้ ในพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การมหาชนนั้น ๆ ประเภทที่ ๓ เป็นการสนองภารกิจของ รัฐบาล ในร่างที่ท่านทําไว้ตอนแรกที่ท่านเสนอไปที่ส่วนราชการท่านใช้คําว่า เมื่อการดําเนิน กิจการตามวัตถุประสงค์ที่กําหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การมหาชนนั้นเสร็จสิ้นลง และผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกานั้นองค์การมหาชนนั้นได้ประกาศยุติการดําเนินการ ขององค์การมหาชนนั้นในราชกิจจานุเบกษาคือท่านคิดไว้อยู่แล้วว่าถ้ามีประเภทที่ ๒ คือภารกิจเสร็จ จบ ยุบ ก็ควรจะมีมาตรานี้ไปด้วยในกฎหมาย แต่ส่วนราชการต่าง ๆ กลับบอกว่าไม่เห็นด้วย เดี๋ยวรอแก้ไขกฎหมายในระยะยาว คําถามของผมก็คือว่าแล้วท่าน แบ่งประเภทที่ ๒ ประเภทที่ ๓ มาแต่ท่านไม่กําหนดคอนดิชัน (Condition) หรือเงื่อนไข ในการที่จะยุบเลิก ทําไมท่านไม่กําหนดไว้เสียเลย ผมขอเรียนเสนอว่าท่านช่วยไปพิจารณา ในประเด็นนี้นะครับว่าประเด็นที่เสร็จภารกิจแล้วยกเลิกหรือยุบไป ผมว่าเป็นประเด็นที่สังคม ก็จับตามองอยู่เหมือนกัน แล้วผมก็เชื่อว่าลึก ๆ แล้วทางรัฐบาลเขาก็มองอยู่เหมือนกันว่า มีองค์การมหาชนบางแห่งภารกิจก็ดูเหมือนน่าจะเสร็จแล้ว เขาทํารายงาน เขาส่งประเมิน อะไรมา หรือบางครั้งบางหน่วยประเมินบวกลบเสียด้วยซ้ํา จะยุบหรือจะยกเลิกอย่างไร เพื่อจะรักษาน้ําใจกัน ประเด็นนี้มันน่าจะเป็นเริ่มต้นจากคณะกรรมการประเมินหรือ กปม. ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หรือองค์การมหาชนนั้น ๆ ที่จะเป็นส่งความเห็นว่าเสร็จภารกิจแล้วก็ น่าจะมีอํานาจหน้าที่ในกฎหมายนี้เสียเลย เพราะฉะนั้น ท่านช่วยกรุณาไปพิจารณา ในประเด็นนี้ด้วย

ในประเด็นถัดไปครับ การแบ่งประเภทออกเป็น ๓ ประเภทนั้น ประเภทที่ ๒ ท่านบอกว่าเสร็จภารกิจแล้วยกเลิก คําถามของผมก็คือว่าท่านไปเขียนในกฎหมายเพิ่มขึ้น ไปอีกว่า เจ้าหน้าที่หรือผู้ปฏิบัติงานในองค์การมหาชนนั้นมิให้เป็นข้าราชการ ทั้ง ๆ ที่ตอนแรก ผมฟังเหมือนกับว่ามีการเสนอในประเด็นนี้ แต่มีคนบอกว่าถ้าบอกว่าให้เป็นข้าราชการ ใครเขาจะมา เพราะว่าเสร็จภารกิจแล้วจะยุบหรือยกเลิกไปมันก็เกิดความไม่มั่นคง ใครเขา จะมา ทําไมละครับ ทําไมท่านไม่เปิดช่องไว้เสียเลยว่าอาจจะเป็นกรณีที่หัวหน้าหน่วยงาน หรือองค์การมหาชนนั้นทําหนังสือขอข้าราชการมาปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว คือพูด ง่าย ๆ ว่าในองค์การมหาชนบางแห่งที่เสร็จภารกิจแล้วจะต้องยุบหรือยกเลิกไป ท่านจะ รีครูต (Recruit) คนเข้ามาทํางานได้อย่างไร ถ้าเขารู้ว่าภารกิจนี้ ๒ ปีจะต้องยุบ ยกเลิกองค์การ มหาชนนั้นไป เขาจะเข้ามาทํางานหรือครับ แต่ถ้าเป็นการโดยสมัครใจ ผมเน้นคําว่า โดยสมัครใจ เขาเข้ามาช่วยงานภารกิจเพื่อชาติ เข้ามาช่วยในองค์การมหาชนนั้นเป็นการชั่วคราว แต่มีสถานะเป็นข้าราชการ อาจจะมีกฎหมายให้กําหนดเป็นอัตราเงินเดือน หรือเงินพิเศษ หรือเงินเพิ่ม หรือเงินอะไรก็แล้วแต่ แทนที่จะเป็นการรีครูต (Recruit) เจ้าหน้าที่ที่ไม่ใช่ ข้าราชการเพื่อสนองตอบการแบ่งประเภทข้อที่ ๒ ของท่าน คือเสร็จภารกิจแล้วยกเลิก

ประเด็นถัดไปที่ผมคิดว่ามีความสําคัญ แล้วก็ทางรัฐบาลก็น่าจะคงจับตามอง อยู่ว่าไหน ๆ จะปฏิรูปองค์การมหาชนแล้ว พูดกันมากเหลือเกินว่าผู้บริหารขององค์การมหาชน เงินเดือนมาก เป็นสองเท่าหรือสามเท่าของท่านนายกรัฐมนตรีด้วยซ้ําไป ภารกิจของ ท่านนายกรัฐมนตรีมากมายขนาดไหนผมคงไม่ต้องพูดในที่นี้ แต่ผู้บริหารขององค์การมหาชน ผมเคยเป็นคณะกรรมการประเมินของโรงพยาบาลบ้านแพ้วเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว เงินเดือน ก็มากอยู่ เพราะฉะนั้นไหน ๆ จะปฏิรูปแล้วท่านก็มีความคิดที่จะปฏิรูปเรื่องนี้ด้วย ถึงท่านได้ทํา ข้อเสนอไว้ แต่ท้ายที่สุดก็ถูกแสดงความไม่เห็นด้วยว่าน่าจะเป็นการพิจารณาในภาพรวมของ อัตราหรือค่าเงินเดือน หรือค่าตอบแทนของเจ้าหน้าที่รัฐทั้งหมดโดยคณะกรรมการที่มีอํานาจ หน้าที่อยู่แล้ว ผมคิดว่าเรื่องนี้ถ้าท่านยืนยันหนักแน่นว่าน่าจะปฏิรูปหรือจะพิจารณาเรื่องนี้ด้วย ท่านก็ควรจะทําเรื่องนี้ไปเสียเลยในคราวนี้อาจจะมีหลักเกณฑ์กว้าง ๆ ไม่ถึงขนาดจะกําหนด เป็นอัตราเงินเดือนเท่าไรอาจจะเป็นกรอบว่า ประเภทที่ ๑ ขององค์การมหาชนของท่าน อัตราเงินเดือนน่าจะเป็นประมาณเท่าไร ประเภทที่ ๒ ถ้ามีกําหนดระยะเวลา ๑ ปีเป็นเท่าไร ๒ ปี ๓ ปี เท่าไร ท่านก็น่าจะทําเสียเลย ไม่ต้องรอให้คณะกรรมการชุดอื่นพิจารณา กําหนด เป็นกรอบกว้าง ๆ หรือจะให้เป็นพระราชกฤษฎีการองรับเป็นกฎหมายลูกของกฎหมายฉบับนี้ ก็น่าจะได้ ถ้าท่านจะปฏิรูปเรื่องนี้ทั้งที ผมจึงขออนุญาตเรียนเสนอ

ความเป็นห่วงของผมก็คือการยุบเลิก หรือการให้หมดไปซึ่งองค์การมหาชน แต่ละแห่งที่ภารกิจน่าจะเสร็จสิ้นลงแล้ว หรือผลการดําเนินงานหรือการประเมินนั้นบวกลบ หรือลบด้วยซ้ําไป ผมคิดว่าตรงนี้ท่านน่าจะยืนยันในกฎหมายฉบับนี้ เพราะไม่อย่างนั้น มันก็จะมีองค์การมหาชนที่จะเกิดขึ้นมาได้เรื่อย ๆ ในนามของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมผมเองผมก็กําลังจะเสนอให้มีการจัดตั้ง หน่วยงานที่เป็นองค์การมหาชนอยู่ในเร็ว ๆ นี้ที่จะเสนอต่อ สปท. มีความจําเป็น มีความสําคัญ แต่ถ้าองค์การมหาชนนั้นเสร็จภารกิจแล้วท่านจะมีกติกาอย่างไร ท่านจะรอให้ หน่วยงานไหนจะเป็นคนพิจารณาชี้ขาดเรื่องนี้ ท่านลองแซมเพิล (Sample) มาสักหนึ่ง เพื่อที่จะให้เกิดแนวทางในการปฏิบัติในอนาคตข้างหน้า ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ยังเหลืออีก ๒ ท่านครับ ท่านต่อไปขอเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการ สํานักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน ท่านย้ายที่นั่งอีกแล้วนะครับ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ 🔗

ท่านประธานครับ ขออนุญาต กระผมชื่อ สุรินทร์ ครับ ท่านประธานที่เคารพ หมายเลข ๑๗๓ ที่ผมนั่งตรงนี้เพราะว่าพี่ชายผมเขาบอกให้มานั่ง ตรงนี้หน่อย ผมก็มา มาตามคําเรียกร้องของพี่เขา เพื่อรักษาน้ําใจ เหมือนที่ผมกําลังจะพูด เพื่อรักษาน้ําใจของท่านกรรมาธิการ ผมอยากกราบเรียนว่าการตั้งองค์การมหาชนนี้ ถ้าเอา ประชาชนเป็นตัวตั้ง เอาชาติบ้านเมืองเป็นตัวตั้ง ผมคิดว่าท่านกรรมาธิการต้องกลับไปเพิ่มเติม เรื่องตัวเคพีไอ (KPI) ให้ชัดเจน ของแต่ละองค์การมหาชน ในมือผมนี้มีชื่อองค์การมหาชน ตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน ปี ๒๕๔๒ นี้นะครับ ๓๙ แห่ง กระจายอยู่ตามกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ และยังมีตาม พ.ร.บ. เฉพาะอีก ๑๕ แห่ง ท่านนับดูสิครับมากกว่ากระทรวง ๒ เท่า กระทรวงของประเทศไทยมี ๒๐ แห่งนะครับ แล้วก็การออกพระราชบัญญัติ ปี ๒๕๔๒ ท่านประธานที่เคารพครับ เขียนไว้ชัดเจนอะไรที่เป็นบริการสาธารณะและมีความจําเป็น ที่จะต้องบริการประชาชน และมันมีความสลับซับซ้อน ข้อที่ ๑ นะครับ ข้อที่ ๒ ผมไม่ทราบว่า เมื่อสมัยนั้นท่านใดเป็นคนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ มีความขัดแย้งในความล่าช้า รัฐบาล ก็ใหญ่โตนะ สุพรีมเพาเวอร์ (Supreme Power) แต่ว่าขจัดปัญหานี้ไม่ได้เลยต้องออก พระราชบัญญัติ ๓. ไม่มีส่วนราชการใดรับผิดชอบโดยตรง แต่อย่างไรก็ตามผมอยากกราบเรียน ว่าที่ออกกันมาเยอะแยะมากมาย ใช้งบประมาณรัฐทั้งนั้นนะครับ คําถามต่อไปว่า ถ้าตั้ง เคพีไอ (KPI) ไม่ดี ผลที่จะบริการประชาชนชัดไหม ผมยกตัวอย่าง ท่านรู้จักสถาบันบริหาร จัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) ไหม ท่านทําอะไร ที่ดินเดี๋ยวนี้ก็ยังมีปัญหารบรา ฆ่าฟันกัน แก่งแย่ง การออกโฉนดชุมชน ไม่ชุมชน ร้อยแปดจิปาถะนะครับ หรือสํานักงาน พัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) อยู่เมืองไหนผมไม่ทราบนะ ถึงวันนี้ผมก็ไม่ทราบว่า ทําอะไร แต่บางอย่างเป็นประโยชน์ของประเทศชาติ เช่น สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ผมจําได้ว่าอันนี้คลับคล้ายคลับคลาตั้งสมัยที่ท่าน พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปี ๒๕๔๙ ปัจจุบันนี้ท่านเป็นรองนายกรัฐมนตรีด้วย ก็ทํา เรื่องพัฒนาอาวุธเพื่อไม่ต้องไปซื้อจากมหาอํานาจต่าง ๆ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่า บางองค์การมหาชนดี แต่ประชาชนอาจจะไม่ทราบ เช่น องค์การจิสดา (GISTDA) สํานักงาน พัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและสารสนเทศ อันนี้ท่านดอกเตอร์สมเจตน์ ทิณพงษ์ ท่านดูแลอยู่ แผนที่ที่ท่านใช้อยู่ขณะนี้ว่าแล้งที่ไหน น้ําไม่มีที่ไหน ต้นไม้มีกี่ต้น ท่านไปดูได้เลย ผมไปดู มาแล้ว ที่บ้านท่านมีต้นไม้กี่ต้น เขานับให้เลยนะครับ แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าต้นไม้นั้น เป็นต้นไม้ประเภทมะม่วงหรือมะยม เห็นชัดเจนอย่างนั้นเลย ก็เป็นประโยชน์ หรือสถาบัน สารสนเทศทรัพยากรน้ําและการเกษตร (องค์การมหาชน) ถ้าจําไม่ผิดคือดอกเตอร์รอยล ทําอยู่นะครับ แต่อย่างไรก็ตามถ้าไม่มีเคพีไอ (KPI) นี้นะครับ ผมกราบเรียนท่านว่าก็บริหารไป เช้าชามเย็นชาม แล้วไปแก่งแย่งกันเป็นกรรมการ แก่งแย่งกันเป็นประธานของกรรมการ ถ้ายิ่งสมัยไหนใครชอบกับรัฐมนตรีไม่ต้องมีความรู้มากมาย ท่านไปดูได้เลย ผมยืนยัน ไม่ต้อง มีความรู้เยอะมากมายก็ไปเป็นประธานได้ ไปเป็นกรรมการได้ และที่เมื่อสักครู่นี้ที่ท่าน สปท. ที่เคารพ กล่าวถึงโรงพยาบาลบ้านแพ้ว ผมกราบเรียนว่าผมประทับใจมากเมื่อหลายปีดีดัก มาแล้ว เป็นโรงพยาบาลเดียวที่ออกจากนอกระบบไปบริหารเอง แต่ผมต้องกราบเรียนว่า ต้องมีเคพีไอ (KPI) วัดให้ชัดเจนว่าโรงพยาบาลบ้านแพ้วชื่อเสียงดี บริการได้ปีละกี่คน ที่ไหน อย่างไร เพราะอะไรรู้ไหมครับ เพราะการยกทรัพย์สินของรัฐมากมายนะ โรงพยาบาลนี้ ทั้งเครื่องไม้เครื่องมือ รวมทั้งหมอ แพทย์ พยาบาล อุปกรณ์ทางการแพทย์ไปให้กลุ่มคน กลุ่มหนึ่งบริหาร ก็ต้องให้ชัดเจนว่ามันสามารถที่จะสู้และบริการดีกว่าโรงพยาบาลเอกชน ให้ได้ มาแต่เช้าไม่ต้องรอถึงบ่ายสี่โมงนะครับกว่าจะได้ตรวจ มันต้องให้กระชับในการบริการ ประชาชน ทีนี้อีกสถาบันหนึ่งที่ผมกราบเรียนนะครับ รัฐบาลหรือกระทรวง ทบวง กรม ตั้งอนุญาโตตุลาการทีไร พอมีปัญหาแพ้ทุกที ท่านไปดูสิครับ แต่เรามีสถาบันอะไรรู้ไหมครับ สถาบันอนุญาโตตุลาการสังกัดกระทรวงยุติธรรม ผมไม่ทราบว่าท่านได้ให้ความแนะนํา หรืออะไรก็แล้วแต่จิปาถะไหมแต่ก็แพ้ทุกที จนเขาเรียกอะไร ภูมิแพ้ พอจะทําอะไรแล้ว จะต้องตั้งอนุญาโตตุลาการแหยงแหยงไปทุกที เพราะเสียทีเป็นพัน ๆ ล้านนะครับ มีครั้งหนึ่ง ทางด่วนยกระดับสายบางนา-ตราด โอ้โห ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ล้านบาท ต้องไปฟ้องศาล ในที่สุด ราชการไทยหลายคนไปช่วยกันก็ชนะมาอย่างทุลักทุเลนะครับ

อีกสถาบันหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นสถาบันที่ดีที่ทุกคนชอบ และรับรองว่าถ้าท่าน ฮาร์ตแอตแทก (Heart Attack) เสียบ้างแล้วท่านหมุน ๑๖๙๙ แล้วท่านไม่ตาย รถพยาบาล ของศูนย์นเรนทรจะไปรับท่านฉับพลัน และในบางโอกาสใช้เฮลิคอปเตอร์ไปรับด้วยซ้ํา อันนี้ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ที่ผมพูดทั้งหมดนี้ผมอยากกราบเรียนด้วยความเคารพว่า ผมสนับสนุนที่ท่านกรรมาธิการทําโดยไม่มีข้อกังขาใด ๆ แต่อยากให้ไปเพิ่มให้มันปฏิรูป ให้ดียิ่งขึ้นหน่อยได้ไหมครับ ให้มันกระชับว่าอะไรที่มันไม่ไหวแล้วก็อย่าไปทําเลย ถ้าอะไร ที่ไม่จําเป็นหรือไม่มีผลงานก็ยกเลิกไป ถือโอกาสปฏิรูปเสียครั้งเดียวเลย เพราะว่าถ้าจะไป ปล่อยให้มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้วไปปฏิรูป อย่างที่บอกไว้ว่าองค์การไหนที่ไม่มี ผลงาน ไม่ดูแลประชาชน ไม่มีประโยชน์ให้ยกเลิก ผมว่าลําบากสําหรับสังคมไทย หลายอย่าง ผมยังคิดว่ามันอาจจะเป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ในระยะปัจจุบันก็ตามใจเถอะ อาจจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนที่มองไม่เห็นก็ได้ เช่น หอภาพยนตร์ขณะนี้เราไม่มี ภาพยนตร์ฉายโรงหนังกันแล้ว เพราะทุกคนมีมือถือ ทุกคนมีไอแพด (iPad) ไอโฟน (iPhone) แล้วแต่จิปาถะใช่ไหมครับ ดูหนังเมื่อไรก็ได้ แต่เรามีหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) และที่สําคัญที่สุดก็คือผมคิดว่าผมออกไปผมคงจะต้องไปเข้าวัดเข้าวาหรือจะต้องไปที่ กระทรวงวัฒนธรรม เพราะว่าผมอาจจะมีคุณธรรมน้อยไป มีศูนย์คุณธรรมเป็นองค์การมหาชน แปลกไหมครับ ก็แสดงว่าคนไทยมันไม่ค่อยจะมีคุณธรรมหรืออย่างไร หรือจะต้องตั้ง องค์การนี้มา อันนี้ผมจึงขออภัยท่านที่มาจากกระทรวงวัฒนธรรมด้วยความเคารพนะครับ คือไม่รู้จริง ๆ ที่ถามนี้ ที่พูดทั้งหมดนี้ผมอยากกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการ โดยเฉพาะพี่ยงยุทธว่าผมเห็นด้วยทั้งหมดนะครับ จะปฏิรูปนี้ก็ปฏิรูปให้ยาแรงหน่อย ให้ยาแรงอีกนิดได้ไหม ว่ามันควรที่จะสะสางกันไปเสียทีเดียวเลย ช่วยเหลือรัฐบาลท่าน พลเอก ประยุทธ์ ท่านหน่อยเถอะครับ แล้วก็จะเป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง กระผม กราบเรียนทั้งหมดด้วยความเคารพอย่างยิ่งครับ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไป ท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูต อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ และอดีต ส.ส. บัญชีรายชื่อ ขอเชิญครับ

นายกษิต ภิรมย์ 🔗

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ นะครับ ผมไม่มีประเด็นที่จะพูดมาก เพียงแต่ขอทักท้วงนิดหนึ่งต่อกรรมาธิการ เพราะว่า การที่จะมาแบ่งองค์การมหาชนออกมาเป็น ๓ ประเภท นั่นมันเป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นทีหลัง ผมคิดว่าทางท่านกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการ น่าจะมาบอกเสียก่อนว่าองค์การมหาชน เข้าใจว่ามี ๓๘ แห่ง ณ วันนี้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลอย่างไร แล้วก็มีกี่อันที่กลายเป็น ฐานอํานาจทางการเมือง อย่างที่ท่านสุรินทร์ อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงานได้พูดไว้ว่า ผู้ที่ไม่มีความรู้หรือมีเครือข่ายทางด้านการเมืองก็จะได้นั่งในตําแหน่งต่าง ๆ ขององค์การ มหาชน แล้วก็คณะกรรมการบริหารด้วย มันกลายเป็นที่ทํามาหากินของทางฝ่ายการเมือง เพราะฉะนั้นต้องทบทวนเสียก่อนว่า ๓๘ องค์การมหาชนนี้ควรจะคงอยู่หรือไม่ในกี่แห่ง อะไรที่จําเป็นจริง ๆ คราวนี้ท่านมาเสนอต่อเราให้ข้ามขั้นไปบอกว่าต้องเก็บไว้ทั้ง ๓๘ แห่ง แล้วก็จะแบ่งเป็น ๓ แคตทะกอรี (Category) หรือ ๓ ประเภท ผมคิดว่ามันกลับหัวกลับหาง นิดหนึ่งนะครับ ขอความกรุณาทําการประเมินเสียก่อนว่าจะยุบกี่แห่ง และจะปฏิรูปกี่แห่ง แล้วก็โดยเฉพาะมันซ้ําซ้อนกับหน่วยราชการที่มีอยู่หรือไม่ กับอันที่ ๒ มันก็ซ้ําซ้อนกับ กองทุนพัฒนาต่าง ๆ อีกประมาณ ๒๐ กว่ากองทุน ขอความกรุณาไปดูเอกสารของสํานัก งบประมาณที่เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านมา หรือว่า สนช. ในขณะนี้ว่าทั้งองค์การ มหาชน ๓๘ แห่งบวกกองทุน มันก็เข้าไป ๖๐ แห่ง ๗๐ แห่ง แล้วก็ใช้งบประมาณรวมกัน เป็นหมื่น ๆ ล้าน แล้วก็หลาย ๆ แห่งก็ทํางานซ้ําซ้อนกับหน่วยงานของกระทรวง ทบวง กรม ที่มีอยู่ ผมไม่ค่อยจะเห็นความจําเป็นในแง่นั้นขององค์การมหาชนถ้าเผื่อมันซ้ําซ้อน กับอันที่ ๒ มันเป็นฐานการเมืองให้การเมืองสามานย์เข้ามาครอบงําแล้วก็ไม่ได้ทําอะไรให้เป็นกิจจะลักษณะ เงินเดือนก็รู้กันดีอยู่ว่า ๒๐๐,๐๐๐ บาท ๓๐๐,๐๐๐ บาท สูงกว่านายกรัฐมนตรี เป็นที่เลื่องลือ ผลงานก็แทบจะไม่มี เพราะฉะนั้นไหน ๆ จะปฏิรูปแล้วต้องปฏิรูปองค์กรเสียก่อนนะครับ อย่าเก็บไว้เป็น ๓ ประเภท อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญยิ่ง

ส่วนประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าประเภทที่ ๓ ที่ท่านบอกว่าเป็นองค์กรที่ทําตาม นโยบายรัฐบาล มันก็ค่อนข้างจะสับสน เพราะว่าในช่วง ๒ เดือนที่ผ่านมาเราพูดกันเรื่องคณะ เรื่องแผนยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี แล้วผมก็ได้อภิปรายไปแล้ว ก็เท่ากับว่าพรรคการเมืองที่เข้ามา ไม่สามารถที่จะมีนโยบายเป็นเอกเทศได้ เพราะจะถูกจํากัด กํากับด้วยแผนยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี เพราะฉะนั้นองค์การมหาชนประเภทที่ ๓ ท่านต้องเลือกเอาว่าจะทําตามแผนยุทธศาสตร์ หรือจะทําตามนโยบาย ผมว่านโยบายของพรรคการเมืองที่เข้ามาบริหารประเทศมันเกิดขึ้นไม่ได้ มันขัดกันในตัวครับ ท่านจะเอาอย่างไร ท่านจะเป็นเรื่องยุทธศาสตร์ หรือท่านจะเป็นเรื่อง ของนโยบาย แล้วก็พรรคการเมือง รัฐบาลที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาลจะสามารถทําตามนโยบาย ได้หรือ มันถูกกํากับด้วยรัฐธรรมนูญ ณ วันนี้ของท่านมีชัย แล้วจะถูกกํากับด้วยนโยบาย หรือว่าแผนยุทธศาสตร์ แล้วก็คณะกรรมการยุทธศาสตร์แห่งชาติ แล้วก็เป็นการต่ออายุของ คสช. จะเป็นในรูปอะไรก็แล้วแต่ ผ่าน ส.ว. ๕ ปี ทั้งหมดนี้มันทําให้เห็นว่าพรรคการเมือง ที่มาจากการเลือกตั้งแทบจะไม่สามารถดําเนินตามนโยบายได้เลย อันนี้มันเป็นปัญหาใหญ่ ที่จะต้องทบทวนว่าจะทําอย่างไรกันนะครับ ก็เป็น ๒ ประเด็นสําคัญที่ผมคิดว่าจะให้มาลงมติ แล้วก็บอกว่าเห็นด้วยกับ ๓ ประเภทโดยที่ไม่ได้มีการประเมินองค์การมหาชนที่ได้เอาเงิน ภาษีราษฎรไปใช้จ่ายที่ไม่ค่อยได้ประโยชน์ รายงานขององค์การมหาชนที่ได้เคยเข้ามา ในสภาผู้แทนราษฎรก็เอามาวางบนโต๊ะ พวกเราก็อภิปรายกันได้บ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่มัน จับต้องไม่ได้ว่าได้ทํางานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติอย่างจริงจังหรือไม่ เพราะมันขึ้นมา ด้วยอํานาจทางการเมืองเป็นสําคัญ มันไม่ได้ตอบสนองความต้องการของประเทศชาติ และทั้งหมดนี้มันก็เป็นเรื่องที่ว่าจะทําให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากสภาวะของมิดเดิล อินคัม แทรป (Middle Income Trap) ได้หรือไม่ และองค์การมหาชนเหล่านี้มันจะไปกับเศรษฐกิจ ชีวภาพ หรือว่าจะไปกับในเรื่องของการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การค้นคว้า วิจัย ที่เมื่อวานนี้เราก็ได้เพิ่งพูดกันมา มันก็ต่างคนต่างไปไม่ได้ครับ องค์การมหาชนจะต้องรองรับ ทั้งแผนยุทธศาสตร์ที่จะเกิดขึ้นหรือที่มีมาแล้ว แล้วก็ต้องไปในทิศทางของการพัฒนา เศรษฐกิจ สังคมของประเทศอันใหม่เป็นสําคัญที่เราไม่สามารถจะพึ่งพา ที่เรียกว่า เอกซ์พอร์ต เลด อีโคโนมี (Export-Led Economy) หรือว่าการผลิตทางด้านเกษตรเดิม ๆ หรือว่าอุตสาหกรรมเกษตรเดิม ๆ แล้วก็ต้องขอฝากท่านไว้ว่าถ้าเผื่อจะได้กรุณาทบทวน แล้วก็ทํากันให้มันลึกซึ้งไปในทิศทางของการปฏิรูปก็จะเป็นเรื่องที่สําคัญมาก ผมก็มีประเด็น แค่นี้ครับ

ยังมีเวลาอีก ๔ นาที เดี๋ยวผมขอใช้อีก ๑ นาทีเท่านั้นเองครับ อันนี้ในนามของ สปท. ทั้งหมด ก็จะต้องขอฝากท่านประธานนะครับ ผมขอความกรุณาท่านประธานเป็นการเฉพาะ ว่ามันถึงเวลาแล้วที่จะต้องไม่มีการกล่าววิพากษ์วิจารณ์พรรคการเมือง นักการเมืองใด ๆ ทั้งสิ้นในที่ประชุมนี้ หรือในการไปทํางานให้กับ สปท. ผมต้องขอความกรุณาท่านประธาน เป็นการเฉพาะ อย่ามายุ่งกับพรรคของผมเป็นอันขาดต่อไปนี้ เพราะว่าเราต้องการที่จะมา ทํางานเรื่องการปฏิรูปประเทศ แต่ถ้าเผื่อท่านกลับมาข้องแวะอีกท่านกับผมคงต้องเป็นศัตรู ทางการเมืองกันครับ ขอประทานโทษครับ ขอบคุณมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

พรรคการเมืองก็อย่ามายุ่งกับ สปท. ครับ ให้ความเป็นธรรมกับ สปท. ให้เกียรติ สปท. เราก็ให้เกียรติท่าน แต่จะมาสรุปบอก สปท. ไม่มีผลงานเลยการปฏิรูป ไม่คืบหน้าก็ต้องชี้แจงกันครับ เพราะมาอย่างไรก็ไปอย่างนั้นนะครับ

นายกษิต ภิรมย์

ท่านประธานครับ ประทานโทษที ผมชี้แจงทุกเรื่อง ที่ผมพูด แต่การก้าวร้าวพรรคการเมืองนี้อย่าได้ทําอีกเป็นอันขาดนะครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ก็ดีครับ ก็ถือปฏิบัติเช่นกันนะครับ ให้มีความเป็นสุภาพบุรุษ มีมารยาท มีสัมมาคารวะ ให้เกียรติกันและกัน ประเทศก็จะเดินไปได้ด้วยความสามัคคีครับ ขอต้อนรับ คณะนักศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา จํานวน ๗๐ ท่าน

ความจริงก่อนที่ท่านสุดท้ายจะอภิปราย เผอิญมีบางเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องขององค์การมหาชนที่อยู่นอกขอบเขตงานของ สปท. แต่ว่าอยู่ในกรอบงานที่ทางรัฐบาล ได้ดําเนินการ แล้วก็ผมในฐานะได้รับมอบหมายจากท่านประธานไปประสานงานกับแม่น้ํา ทุกสายนะครับ ก็เรียนว่าการปฏิรูปองค์การมหาชนนั้นรัฐบาลได้ดําเนินการขับเคลื่อน มาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปี ๒๕๕๗ จนกระทั่งถึงโรดแมป (Road map) ระยะที่ ๑ คือ เดือนตุลาคม ปี ๒๕๕๘ การประเมินองค์การมหาชน ๓๙ แห่งนั้น ทาง ก.พ.ร. ได้สรุปรายงาน การประเมิน มีทั้งกลุ่มที่ดีเด่นทั่วไปและต้องปรับปรุง ขณะนี้การประเมินตามหลักเคพีไอ (KPI) ทุกอย่างเสร็จสิ้นรอบแรกไปแล้ว แล้วก็มีความเห็นว่ามีกี่องค์การมหาชนที่จะต้อง ปรับปรุงถึงขั้นอาจจะต้องยกเลิก เพราะฉะนั้นการทํางานของแม่น้ํา ๕ สายไม่ได้ทํางาน แบบมือคนละข้างนะครับ ทํางานให้เข้าใจว่าเราไม่ใช่สภาอย่างอื่น เราเป็นสภาที่ท่านประธาน บอกว่าเป็นสภาที่ปรึกษา ก็เหมือนนิ้ว ๕ นิ้วของมือช่วยกันทํางาน จุดรอยต่อนิดเดียวครับ ว่าทําไมจึงได้มีการนําเสนอร่างพระราชบัญญัติต่อเนื่องในการปรับปรุงการปฏิรูปองค์การ มหาชน ก็เนื่องจากว่ามันเป็นรอยต่อพอดีครับ การปฏิรูปโรดแมป (Road map) ระยะที่ ๑ ของรัฐบาลในเรื่ององค์การมหาชนนั้นมันเกิดไปจ๊ะเอ๋ครับ วันที่ ๘ กันยายน ๒๕๕๘ วันนั้นเกิดอะไรขึ้นครับ ที่ท่านสมาชิกได้ท้วงติง ท่านเห็นประเด็นตรงนี้ แล้วผมก็อยากจะ เรียนว่ามันเป็นความบังเอิญจริง ๆ คือวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๕๘ เป็นวันที่พิมพ์เขียวปฏิรูป ประเทศด้านองค์การมหาชนของ สปช. เข้าไปที่คณะรัฐมนตรี แล้ววันนั้นก็เป็นวันเดียวกับที่ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ส่งร่าง พ.ร.บ. องค์การมหาชนปรับปรุงใหม่ เพื่อส่งให้ สนช. ครับ ท่านคงเห็นความบังเอิญนะครับ ดังนั้นการขับเคลื่อนการปฏิรูปองค์การมหาชน ระยะที่ ๒ ซึ่งเป็นไปตามแนวทางของเรา ก็คือว่าประเด็นอะไรที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบเราจะทําตรงนั้น ก่อน เพราะฉะนั้นในการปรับปรุง พ.ร.บ. องค์การมหาชน ที่เพิ่งประกาศใช้ไปเมื่อกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมานี้ครับ ได้มีการปรับปรุงไป ๓ ประเด็น ยังเหลือ ๓ ประเด็นสําคัญ ซึ่งเป็นประเด็น ในหลักการด้วยนะครับ และทางกรรมาธิการของ สปท. จึงได้นําเสนอ ตรงนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ เป็นการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องให้เกิดพลวัต มิใช่ว่ากฎหมายปฏิรูปเสร็จในช่วงโรดแมป (Road map) ระยะที่ ๑ ซึ่งตอนนั้นยังไม่ได้พิจารณาในรายละเอียดของข้อเสนอการปฏิรูป เพราะมันเข้าไปตรงวันกันพอดีครับ ก็เรียนชี้แจงว่าในส่วนการทํางานร่วมกันเป็นอย่างไร แล้วเราก็ประสานงานกันขณะนี้อย่างใกล้ชิด ระหว่างงาน สปท.งานกระทรวง งาน ๖ คณะ ของรัฐบาลก็ปฏิรูปขับเคลื่อนกัน ซึ่งก็จะได้ส่งเอกสารความคืบหน้าของงาน สปท. ตามนโยบายที่ท่านประธานต้องการที่จะให้ทุกภาคส่วนได้รับรู้และเข้าใจ จะมีความเห็น อย่างไรไม่สําคัญ สําคัญว่าขอให้รู้ รู้แล้วก็พูดให้มันตรงกับความรู้ที่ได้รับ เพราะฉะนั้น ก็นําเรียน ขอเชิญท่านอําพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ อดีต สปท. อดีตประธานกรรมาธิการการปฏิรูปด้านสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส ขอเชิญครับ

นายอําพล จินดาวัฒนะ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม อําพล จินดาวัฒนะ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธาน ที่ได้กรุณาให้โอกาสได้อภิปรายเพื่อให้ความเห็นนะครับ ผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายกันไป แล้วพอสมควร ผมอยากจะขออนุญาตเพิ่มเติมข้อมูลเพื่อจะเป็นการมองในหลาย ๆ มุมนะครับ ผมเองไม่เคยบริหารองค์การมหาชนแบบนี้ แต่ก็ได้มีโอกาสที่มีส่วนร่วมตั้งแต่สมัยที่มี พ.ร.บ. ปี ๒๕๔๒ ผมย้อนนิดหนึ่ง ก็คือท่านทั้งหลายก็คงจะทราบนะครับว่าในช่วงหลังวิกฤต เศรษฐกิจ ปี ๒๕๔๐ นี้ ประเทศไทยเราเข้าอยู่กับการช่วยเหลือดูแลของไอเอ็มเอฟ (IMF) เรื่อง พ.ร.บ. องค์การมหาชนเกิดสมัยนั้น เป็นข้อเสนอหนึ่งตามที่เราจะกู้เงินของประเทศไทย เพื่อจะมาแก้ไขปัญหาเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจ ก็มีข้อเสนอหนึ่งว่าให้เรามีการปฏิรูประบบราชการ ทางหนึ่งที่ได้มีการเสนอตอนนั้นก็คือเรื่องของการมี พ.ร.บ. องค์การมหาชนก็เริ่มต้นจากจุดนั้น ซึ่งท่านทั้งหลายอาจจะทราบดี ผมเพียงแต่เอามาทวนความนิดหนึ่ง เหตุผลในการที่มีองค์การ มหาชนเกิดขึ้นนั้น ก็คือเขาเห็นว่าการดําเนินการโดยระบบราชการที่เป็นแนวตั้ง มีการบังคับ บัญชาเป็นทอด ๆ นั้นมีจุดอ่อนอันหนึ่งที่สําคัญมากก็คือเรื่องประสิทธิภาพและเป็นระบบ ราชการทั้งหลายก็จะเหมือนกันหมด ไม่มีความหลากหลาย ก็เลยเสนอให้มีการตั้งกลไกขึ้นมา ที่เรียกว่า องค์การมหาชน เพื่อจะมาทําภารกิจที่รัฐยังต้องเป็นคนทํา แต่ให้มีการจัดการ แบบที่เรียกว่ามีความคล่องตัวนะครับ หรือที่เรียกว่าออโตโนมัส (Autonomous) หน่วยงานนี้ ยังเป็นหน่วยงานของรัฐ แต่มีความคล่องตัวในการบริหาร การบริหารนั้นจะมีคณะกรรมการ เข้ามาและอยู่ในกํากับโดยรัฐมนตรีกํากับ แล้วคณะกรรมการนั้นจะมีหลายฝ่ายเข้ามา ฝ่ายการเมืองไปเป็นประธานไม่ได้นะครับ คณะกรรมการชุดนี้ก็ดูหน้าที่บริหาร เพราะฉะนั้น การอภิบาลองค์กรก็จะเป็นการอภิบาลแบบมีคณะกรรมการ มีความคล่องตัว ความเข้าใจ ยังมีความคลาดเคลื่อนอันหนึ่งก็คือคิดว่าองค์กรแบบนี้เป็นองค์กรอิสระ บังเอิญของเราใช้ คําภาษาไทย จริง ๆ แล้วภาษาอังกฤษมันมี ๒ คํา คือองค์กรแบบนี้คือองค์กรที่เป็นออโตโนมัส พลับบลิก ออแกไนเซชัน (Autonomous Public Organization) ไม่ใช่อินดิเพนเดนต์ (Independent) เพราะฉะนั้นจะถูกกํากับอยู่แล้ว บังเอิญผมได้เข้าไปเป็นส่วนร่วมไม่ได้เป็น กรรมการองค์การมหาชนนะครับ ได้เข้าไปเป็นกรรมการที่เขาให้เข้าไปช่วยงานเราก็พบว่า ที่ผ่านมานั้นมีการประเมินโดยตัวชี้วัดที่ ก.พ.ร. กํากับ และมีคณะกรรมการต้องเจรจา ตัวชี้วัดกันทุกปี กระผมกราบเรียนตรงนี้เพื่อให้ท่านทั้งหลาย เพราะว่าถ้าผมฟังการอภิปราย แล้วเราไม่เห็นตัวแทนขององค์การมหาชนได้มีโอกาสได้ชี้แจง บังเอิญผมมีส่วนร่วมรับรู้อยู่บ้าง ก็ขออนุญาตถ่ายทอดชี้แจงแทนองค์การมหาชนด้วยนะครับ ว่าเขามีระบบการประเมินไม่ใช่ ไม่มีเคพีไอ (KPI) เคพีไอ (KPI) ถ้าท่านไปดูเข้มมากนะครับ และมีการประเมิน มีการให้ คะแนน มีการเสนอต่อคณะรัฐมนตรีทุกปีเพื่อพิจารณา ตรงนี้เป็นกระบวนการแบบนั้น เพราะฉะนั้นองค์การมหาชนเป็นหน่วยงานของรัฐที่บริหารแบบคล่องตัว มีการกํากับใกล้ชิด ทุกระบบ ไม่ว่า สตง. ก.พ.ร ต่าง ๆ ก็มีการกํากับ อันนี้ประเด็นที่ ๑ ผมอยากจะขออนุญาต ท่านประธานกราบเรียนเพื่อจะเป็นข้อมูลนะครับ

ประเด็นที่ ๒ คือหลังจากที่เกิดองค์การมหาชนแล้วนี่ เมื่อสักครู่ท่านประธาน ได้กรุณาชี้แจงแล้วว่ารัฐบาลเขาไม่ได้ประเมินแล้ว บังเอิญผมเข้าไปมีส่วนร่วมรับรู้ตรงนี้ เขาประเมินเพื่อจะมี ๓ ประเภทจริง ๆ วันนี้ถ้าใครอ่าน สื่อมวลชนก็มีข่าวว่าคณะกรรมการ ที่เกิดจากการแก้กฎหมายฉบับที่ ๒ นี้กําลังจะตั้ง และกําลังจะมาตรวจสอบกันอีกทีหนึ่งว่า องค์กรใดเหมาะสม ถูกต้องตามปรัชญา แนวทาง แล้วก็เดินหน้าต่อไปเกรดเอ (Grade A) เกรดบี (Grade B) ก็คืออยู่ทั่วไปจะพัฒนาอะไรแล้วมันจะดีขึ้น เกรดซี (Grade C) ผมใช้ง่าย ๆ แบบนี้ เกรด ซี (Grade C) ก็คือดูแล้วมันไม่ค่อยถูกต้อง ก็อาจจะต้องมีการยุบเลิกกันไป ผมคิดว่าต้องยอมรับว่าเมื่อมี พ.ร.บ. นี้ในช่วงการเมืองบางช่วงก็มีการตั้งองค์การมหาชน ง่ายเกินไปนิดหนึ่ง อาจจะวิเคราะห์หลักการและเหตุผลต่าง ๆ นั้นอาจจะไม่รอบคอบ ก็มีการตั้ง องค์การมหาชนที่ไม่น่าจะมีการตั้งแบบนี้ขึ้นมา ตรงนี้เป็นจุดรั่วจุดอ่อนที่สําคัญ ผมคิดว่า เมื่อเรามีอันนี้เกิดขึ้นการที่จะมีความพยายามปฏิรูปเพื่อจะมีกฎหมาย เพื่อจะแก้ปัญหาตรงนี้ เพื่อปิดจุดอ่อน คือปิดช่องทางที่ไม่เหมาะสม เอา พ.ร.บ. องค์การมหาชนไปตั้งองค์กร ที่ไม่เหมาะสมที่ควรจะตั้งเป็นองค์การมหาชนก็ควรจะปิดจุดครับ แต่ในขณะที่ปิดจุดนั้น เราควรจะเห็นคุณค่าขององค์การมหาชนที่สามารถทํางานเพื่อประโยชน์สาธารณะ แล้วทําได้ดี ทํามาช้านาน กระผมขออนุญาตท่านประธานใช้เวลาตรงนี้นิดเดียวเพื่อจะยกตัวอย่างที่ผมเข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่ได้มีส่วนได้เสียกับองค์กร ไม่ได้เป็นกรรมการอะไรนะครับ แต่เข้าไปเป็นกรรมการแบบช่วยงาน คือ พอช. ครับ พอช. เป็นองค์การมหาชนได้ทํางานเกี่ยวกับเรื่องส่งเสริมชุมชนเข้มแข็ง ส่งเสริมกระบวนการประชาชนที่เข้ามามีส่วนร่วมกับรัฐ ทั้งรัฐบาลส่วนกลางและท้องถิ่น มากมาย อันนี้ผลงานเป็นที่ประจักษ์มาก ผมไม่แน่ใจว่าเขาประเมินอยู่ในกลุ่ม ๑ หรือกลุ่ม ๒ แต่ผมเชื่อว่าประเมินแล้วดีมาก เขามีส่วนร่วมเยอะแยะเลย ถ้าท่านทั้งหลายทราบก็คือ อย่างเช่น โครงการบ้านมั่นคง ไม่ใช่บ้านเอื้ออาทร บ้านมั่นคง บ้านมั่นคงก็คือไปส่งเสริม ให้คนที่อยู่ในชุมชนแออัดมีที่ในเมืองและในชนบทด้วย ผมได้มีโอกาสไปดูงานเหล่านี้ มาหมดแล้ว เขาส่งเสริมให้นําที่ดินเพียงเล็กน้อยนี่เปลี่ยนแปลงสภาพบ้านเรือนอยู่อาศัย เพื่อจะมาออกแบบร่วมกัน แล้วก็มาสร้างบ้าน แบ่งที่แบ่งอะไรกันอยู่ แล้วก็สร้างบ้าน บ้านเป็นบ้านของเขา มีการให้กู้เงินแล้วก็มีการผ่อนส่งคนละเล็กคนละน้อยก็มีโอกาสที่มีบ้าน ที่เป็นของตัวเองอยู่อย่างมั่นคง มีสิ่งแวดล้อม มีพื้นที่สาธารณะต่าง ๆ เราไปเห็นสิ่งเหล่านี้ งานเหล่านี้รัฐทําเองโดยราชการได้ยากเพราะเป็นระบบโครงสร้างที่แข็ง แล้วก็สั่งขึ้นบนลงล่าง แต่ในระบบอย่างนี้ปรากฏว่าองค์การมหาชนเขาทําได้ผลดีมาก อันนี้ผมก็ยกตัวอย่างเป็นกรณี ให้เห็นว่าเวลาเรามองเรื่อง พ.ร.บ. นี้ แล้วมองเรื่ององค์การมหาชนก็คงต้องแยกแยะที่ดีควรจะ ส่งเสริมสนับสนุนต่อไป

อีกอันหนึ่งท่านพูดถึงเรื่องโรงพยาบาลบ้านแพ้วครับ โรงพยาบาลบ้านแพ้ว ก็เป็นกรณีตัวอย่างว่าได้มีการนําโรงพยาบาลของรัฐออกนอกระบบมาเป็นองค์การมหาชน พนักงานทั้งหมดเปลี่ยนจากราชการเป็นพนักงานจ้างไปแล้ว แล้วมีคณะกรรมการมาบริหาร กระทรวงสาธารณสุขก็ส่งผู้ทรงคุณวุฒิไปเป็นประธานแล้วก็ดูแล โรงพยาบาลบ้านแพ้ว ขึ้นชื่อมากในเรื่องของการทํางานอย่างมีประสิทธิภาพ แล้วมีชุมชน กรรมการของภาคประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมเป็นเจ้าเข้าเจ้าของโรงพยาบาล และร่วมกันพัฒนาโรงพยาบาล จริง ๆ แล้ว เรื่องโรงพยาบาลบ้านแพ้วก็จะเป็นกรณีตัวอย่างอันหนึ่งที่หน่วยงานที่เป็นโรงพยาบาลของรัฐ ที่บริหารแบบราชการควรจะมองและควรจะขยายผลไปสู่การเป็นหน่วยราชการแบบองค์การ มหาชนมากขึ้นด้วยซ้ํา แต่ที่ผ่านมาน่าเสียดายครับ ๑๐ กว่าปีเราไม่ได้มีการขยายผลตรงนี้ กระผมขออนุญาตกราบเรียนตรงนี้ไว้ด้วยความเป็นห่วงว่า ถ้าเกิดเราขยายความเข้าใจเรื่อง องค์การมหาชนเป็นสิ่งที่น่ากลัว แล้วเป็นสิ่งที่ดูเหมือนว่ามีปัญหา แทนที่เราจะผลักดัน บางส่วนที่เป็นรัฐ บริการสาธารณะไปสู่การทํางานแบบองค์การมหาชนที่มีความคล่องตัว อยู่ในกํากับ มีธรรมาภิบาลโปร่งใสทั้งหลาย มีส่วนร่วม เราก็อาจจะทําให้เราละล้าละลัง แล้วเรายิ่งเกิดมีปัญหานะครับ ผมอยากจะคิดว่าควรจะต้องส่งเสริมถ้าไปทิศทางที่ถูกต้อง

สุดท้ายยกตัวอย่าง เมื่อวานนี้ผมพูดเรื่องคุณภาพการศึกษา คุณภาพ การศึกษาและคุณภาพบริการสาธารณสุข เราจะพบว่าในคุณภาพบริการสาธารณสุขนั้น มีองค์กรที่เรียกว่า สถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล ตอนแรกเขาทํา โดยเป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ตอนหลังตั้งเป็นองค์การมหาชน ปัจจุบันเป็นองค์การมหาชน ทํางานได้ดีมากในลักษณะไปส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ของ ผู้คนในระบบบริการคือระบบโรงพยาบาล เพื่อจะช่วยกันพัฒนาคุณภาพ ยกระดับการพัฒนา คุณภาพของทุกหน่วยงาน ทุกโรงพยาบาลในทุกสังกัด อันนี้ก็เป็นองค์การมหาชน เพราะฉะนั้น ผมอยากจะขออนุญาตยกตัวอย่างตรงนี้เพื่อกราบเรียนท่านประธานและเพื่อน ๆ สมาชิกว่า องค์การมหาชนมีคุณประโยชน์ถ้าตั้งขึ้นมาถูกต้อง แล้วใช้ประโยชน์ในทิศทางที่ถูกต้อง เราจะ ได้ไม่มีภาพหลอน พอพูดถึงองค์การมหาชนแล้ว เราก็รู้สึกเป็นภาพที่ไม่ดีไปทั้งหมดนะครับ

ประเด็นสุดท้ายก็อยากจะกราบเรียนว่าคณะกรรมาธิการท่านกรุณาเสนอ กฎหมายแก้เป็นครั้งที่ ๒ ก็คือฉบับแรก ปี ๒๕๔๒ ฉบับที่แก้ไปแล้วโดยรัฐบาลคือปี ๒๕๔๙ อันนี้มีการแก้ไขนะครับ สาระสําคัญที่แก้ผมเองก็คิดว่าก็เป็นเรื่องที่ดีสําคัญที่สุด ผมคิดว่า ต้องพยายามปิดจุดอ่อนการนํา พ.ร.บ. นี้ไปตั้งองค์การมหาชนที่ไม่น่าจะถูกต้อง ตรงนี้สําคัญ เพราะมันเลยกลายเป็นจุดเสียขององค์การมหาชน แล้วก็ไปทําให้รู้สึกว่ามีความเข้าใจ ที่ไม่ถูกต้องต่อองค์การในทางลบต่อองค์การมหาชนกันอย่างมาก ผมคิดว่าแม้กระทั่งเรื่องค่าตอบแทนเรื่องอะไรต่าง ๆ ก็ดีฝากท่านพิจารณาดูให้ดีครับ ว่าถ้าท่านจะเอาค่าตอบแทนไปตีเท่ากับราชการแล้วท่านจะส่งเสริมให้เขาไปแบบนี้ ซึ่งไม่ได้มีความมั่นคงในเรื่องหลักราชการ เขาเป็นลูกจ้าง เขาเป็นพนักงาน ไม่ว่าซีอีโอ (CEO) หรือพนักงาน ตรงนี้ก็ต้องคํานึงถึงด้วย ที่ผ่านมานั้น ก.พ.ร. เขาคํานึงถึงตรงนี้ครับ ความมั่นคงไม่เหมือนกัน ยิ่งเราแบ่งเป็น ๓ ประเภทก็จะมีประเภทแบบยุบได้ตามเวลา เพราะฉะนั้นตรงนี้การดูแลต่าง ๆ ก็ต้องดูแลเขาให้เหมาะสม

สุดท้ายที่ผมกราบเรียนไปแล้ว นอกจากปิดจุดอ่อนเพื่อไม่ให้ใช้องค์การ มหาชนไปตั้งในทางที่ไม่ชอบ แล้วถ้าตั้งมาแล้ว วิเคราะห์แล้วว่าไม่เหมาะสมก็ควรจะยุบเลิกไป อันนี้คือการปฏิรูป และที่สําคัญคือมีกฎหมายนี้แล้วควรจะต้องส่งเสริม สนับสนุน องค์การมหาชน ที่ทําประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้อย่างดีและเป็นที่ประจักษ์และถูกทิศทาง ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ตอบชี้แจงนะครับ

พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานกรรมาธิการ

ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน ต้องขอบคุณท่านประธานนะครับที่กรุณาให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับองค์การมหาชน และที่มีการดําเนินการอยู่ในแม่น้ําสายอื่นนะครับ และขอบคุณท่านสมาชิกที่กรุณาให้ข้อแนะนํา แล้วก็ข้อสังเกตซึ่งเป็นประโยชน์มาก สําหรับคําถามกระผมจะขออนุญาตท่านประธานว่า ให้ท่านเบญจวรรณซึ่งเป็นผู้ที่รับผิดชอบเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น ได้กรุณาเล่าให้ท่านสมาชิก ได้รับทราบครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านเบญจวรรณครับ

นางเบญจวรรณ สร่างนิทร กรรมาธิการ 🔗

เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ดิฉัน เบญจวรรณ สร่างนิทร สปท. หมายเลข ๘๕ ขออนุญาตตอบคําถาม ที่ท่านสมาชิกแต่ละท่านให้ข้อคิดเห็นแล้วก็เป็นคําถามมานะคะ ประเด็นบางประเด็นดิฉันขอ ข้ามไป อย่างเช่นบอกว่าต้องไปทบทวน แน่นอนค่ะ สิ่งที่ทํามานี้จะนําไปสู่การทบทวนที่มีอยู่ ทั้งเก่าแล้วก็ที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ให้เป็นไปตามกรอบที่กําหนดนะคะ ขอยืนยันตรงนี้นะคะ

คําถามของท่าน พลโท กฤษณะ ถามว่าเรื่องการยุบเลิกแล้วก็เรื่องที่บอกว่า ถ้ามีเอกชนสามารถดําเนินการได้ พูดแล้วมันก็วนกันอยู่นี้ค่ะกับโรงพยาบาลบ้านแพ้ว ดู พ.ร.บ. องค์การมหาชน ปี ๒๕๔๒ มาตรา ๕ บอกว่าเมื่อรัฐบาลมีแผนงานหรือนโยบาย ด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะเพื่อจัดทําบริการสาธารณะและเหมาะสมที่จะจัดตั้งเป็นหน่วยงาน บริหารขึ้นใหม่แตกต่างไปจากส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ โดยมีความมุ่งหมายให้ใช้ ประโยชน์ทรัพยากรและบุคลากรให้เกิดประโยชน์ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จะจัดตั้งเป็น องค์การมหาชนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตามพระราชบัญญัตินี้ กิจการเป็นบริการ สาธารณะที่จะจัดตั้งขึ้นได้นั้น ได้แก่ เยอะ ๆ ไป เสร็จแล้วรวมทั้งการบริการทางการแพทย์ และสาธารณสุข เพราะฉะนั้นนี่เขาเงื่อนไขชัดเจนมาก บริการทางการแพทย์และสาธารณสุข ไหน ๆ ก็ขออนุญาตเท้าความไปสักนิดหนึ่ง พอกฎหมายนี้ออกมา ปี ๒๕๔๒ กระทรวง สาธารณสุขเสนอ ครม. โรงพยาบาล ๗ แห่ง เป็นโรงพยาบาลศูนย์ ๔ แห่ง โรงพยาบาลทั่วไป ๒ แห่ง แล้วก็โรงพยาบาลชุมชน ๑ แห่ง โรงพยาบาลชุมชนที่เสนอคือโรงพยาบาลบ้านแพ้ว โรงพยาบาลทั้ง ๗ แห่ง ดิฉันต้องตระเวนชี้แจงทั่วประเทศเพื่อต้องการออกเป็นองค์การ มหาชน แต่สามารถออกได้เพียงโรงพยาบาลเดียวก็คือโรงพยาบาลบ้านแพ้ว ประเด็นที่ บอกว่าขณะนี้เอกชนก็มีบริการเยอะแล้ว มันซ้ําซ้อน มันต้องยุบเลิกไหม ต้องดูว่างาน บางลักษณะการให้บริการมันทั่วถึงแค่ไหน เพียงไร เป้าหมายของเอกชนที่ให้บริการ คือกลุ่มไหน หน่วยงานพวกนี้จะต้องไม่หากําไรเป็นหลัก ก็คิดว่าจะตอบคําถามของท่าน พลโท กฤษณะได้ เรื่องยุบเลิกมันมีอยู่แล้ว ตั้งในระยะเวลาหรืออะไร เดี๋ยวดิฉันจะค่อย ๆ ไล่

ข้อเสนอของท่านคุรุจิตที่ว่าจะแปลงเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายประกอบกันด้วย ก็เป็นข้อเสนอที่น่าคิดว่าจะมีเพิ่มเติม เพราะว่า กพม. ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการทําตรงจุดนี้ อยู่แล้วนะคะ

ท่านเฉลิมชัยบอกว่าเรื่องอะไรที่ทําระยะยาว จริง ๆ ความหมายก็คือเรื่องระบบ ประเมินผลที่ต้องการให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล ซึ่งตรงนั้นจะเป็นระยะยาว คําว่า มีเงื่อนไข ในพระราชกฤษฎีกา ไหม มีมาแล้ว ประเภทที่ ๒ ที่กําหนดระยะเวลา นั่นก็คือสํานักงาน ปฏิรูปการศึกษาที่เกิดขึ้น เมื่อวานก็พูดถึงนะคะ พระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๒ ตั้งสํานักงานปฏิรูปการศึกษา แล้วก็ขอเวลา ๓ ปีในการที่จัดโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการใหม่ เมื่อเสร็จก็ยุบเลิก ถามว่ากับคนที่เขามาทํางานที่สํานักงานปฏิรูปการศึกษา ณ ขณะนั้น เขามองเห็นอนาคตเขาไหม เขาก็มองเห็น แล้วก็สมัครใจมา ดิฉันคิดว่าหลายท่านคงรู้จักชื่อ ดอกเตอร์เจือจันทร์ จงสถิตอยู่ รองเลขาธิการสภาการศึกษาแห่งชาติ ลาออกจากราชการ เพื่อมาเป็น ผอ. สํานักงานปฏิรูปการศึกษา ท่านก็ลาออกนะคะ พอถึงเวลาขอบรรจุกลับ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งนะคะ นี่คือด้วยความที่สถานภาพของผู้ปฏิบัติงานในองค์การมหาชน ไม่ใช่ข้าราชการ เพราะฉะนั้นต้องลาออก กรณีโรงพยาบาลบ้านแพ้วนี้เรามีกรณีตัวอย่าง เยอะมาก ดิฉันขอข้ามไปก็แล้วกันนะคะ เพราะฉะนั้นตัวอย่างมีนะคะ

แล้วก็เรื่องค่าตอบแทน พูดถึงค่าตอบแทน ตอนที่ ก.พ.ร. จัดสัมมนาหลังจาก ที่ยุบ สปช. แล้ว ดิฉันไปร่วมสัมมนา เป็นเรื่องที่ไม่ว่าประธาน ไม่ว่าผู้อํานวยการองค์การมหาชน หรือแม้กระทั่งสมาชิก สปท. ในที่นี้ที่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับองค์การมหาชน เป็นเรื่องที่ทุกคน ไม่เห็นด้วยที่จะมาได้ค่าตอบแทนสูง แล้วจะมายุบเลิก จะมาปรับเปลี่ยนค่าตอบแทน หรืออะไรทั้งหลาย ดิฉันคิดว่ารัฐบาลเขาดูอยู่แล้วนะคะ แล้วคนที่รับผิดชอบเรื่องนี้ก็คือ กพม. ท่านไม่ต้องห่วงค่ะ ต้องมีการเดินไปสู่จุดที่จะต้องปรับปรุงแน่ ๆ ส่วนตัวแรกจะเป็นอย่างไร ตอนที่เราศึกษา ตอนที่เป็น สปช. เรามองว่าหน่วยงานที่ออกไปเป็นองค์การมหาชน ถามที่มา คืออะไร บางทีเป็นแค่กลุ่มงานไม่ถึงระดับกอง เรื่องกรมไม่ต้องพูดถึง แค่นั้นนะคะ จากกลุ่มงาน ก้าวออกไป พอก้าวออกไปข้างนอกสูงกว่าปลัดกระทรวงนะคะ มันก็เป็นข้อสังเกตมากมาย แล้วเราก็มองว่างานทางด้านสังคมศาสตร์ กับทางด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่งประเทศชาติต้องการ คนที่มีองค์ความรู้เรื่องเหล่านี้ เราก็คิดให้ที่จะบวก ที่จะรักษาคนกลุ่มนี้ไว้ แต่ก็คงเป็นเรื่อง ข้อมูลต่าง ๆ เรามีการเสนอไปแล้ว แต่รัฐบาลเขาบอกว่าเรื่องนี้จะให้ทางคณะกรรมการใหญ่ เป็นคนพิจารณา ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่จะต้องมีการดําเนินการต่อไปในภาพรวมอยู่แล้ว

ท่านสุรินทร์พูดถึงเคพีไอ (KPI) นะคะ ขณะทุกองค์การมหาชนมีเคพีไอ (KPI) ที่จะต้องวัดนะคะ ก.พ.ร. วัดในองค์กร ในหน่วยงานของเขาอยู่แล้ว ส่วนในหน่วยงาน แต่ละหน่วยงานก็มีตัวชี้วัด เพราะว่าเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานนั้นเป็นผู้ปฏิบัติตามสัญญาจ้าง จะต้องมีตัวชี้วัดพวกนี้ปฏิบัติอยู่ ทีนี้สิ่งที่ท่านพูดถึงมันจะมาเชื่อมโยงกับที่ท่านกษิต พูดถึงว่าองค์การมหาชน ประเภทที่ ๓ ที่ตั้งตามนโยบายรัฐบาลนะคะ ดิฉันขอเอาตัวอย่าง ที่ท่านสุรินทร์พูดนะคะว่า สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) สํานักงาน พัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) มันก็เป็นนโยบายรัฐบาล แล้วจริง ๆ มีมากกว่านี้อีก ที่เป็นนโยบายรัฐบาล แล้วก็ทาง ก.พ.ร. เองเขาก็มีเป้าหมายในการดําเนินการเรื่องนี้ อยู่นะคะ ลักษณะอย่างนี้ตอนที่ประชุม ตอนที่ สปช. จะเสนอไปนั้น เรามองว่าถ้าเรื่องอะไร แน่นอนค่ะ รัฐบาลต้องมีความยืดหยุ่น คล่องตัว ในการที่จะให้มีหน่วยงานที่จะรองรับ นโยบายในบางเรื่อง เรามีข้อคิด ตอนนั้นถกกันแม้กระทั่งว่ารัฐบาลตั้ง เมื่อรัฐบาลไป ควรจะไปพร้อมรัฐบาลนะคะ แต่ถ้าหน่วยงานไหนมีความสําคัญชัดเจนนะคะ โอกาสแบบนี้ มันมีแน่ ๆ เพราะฉะนั้นก็เลยเอาเป็นว่าตั้งตามนโยบายก็จริง รัฐบาลใหม่ตั้งมาเป็นคน ประเมินว่าจะให้คงอยู่ต่อไป หรือจะต้องมีการให้หยุดภารกิจตรงนั้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ ถามว่าประเภทที่ ๓ ที่ตั้งตามนโยบาย ณ ขณะนี้หลายแห่งก็อาจจะรู้กันอยู่เหมือนกัน นะคะว่ามีประเภทไหน อย่างไรบ้าง ถามว่าทําไมเราไม่เดินไปตรงจุดนั้น เราต้องเอาหลักก่อน ตีหลัก ตีกรอบชัด แล้วมันแน่นอนค่ะ มันก้าวเดินไปที่ทุกคนก็อยากเห็น บอกทําไม ไม่ยุบที่นั่น ทําไมไม่ยุบที่นี่ ท่านเชื่อไหมคะ มีการเสนอยุบไปแล้วจนกระทั่งต้องมีการถอน ออกจาก ครม. เพราะว่าท่านก็ทราบนะคะ ประเทศไทยตั้งอะไรแล้วก็ยุบยาก แต่มันชัดเจน คิดว่าโอกาสต่อไปคงได้มีการดําเนินการในส่วนนี้

ก็ขอขอบคุณคุณหมออําพลที่อธิบายในเรื่องต่าง ๆ ที่ผ่านมามันสถานการณ์ เป็นอย่างนั้นจริง ๆ องค์การมหาชนที่เกิดมันเกิดเพราะบางท่าน เพราะรู้เรื่องนี้ก็เลย ตั้งองค์การนี้มา พอหมดยุคนั้นแล้วไม่ควรจะมี โดยภาพรวมดิฉันคิดว่าก็ตอบคําถามของ ทุกท่านครบถ้วนนะคะ แล้วก็สิ่งนี้มันก็คือฐานที่จะเดินต่อไปข้างหน้า เพราะแน่นอนค่ะ ท้ายที่สุดมันจะต้องมาทบทวนทั้งหมด สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่จะส่งต่อไปเพื่อดําเนินการทบทวน สิ่งที่ท่านทั้งหลายต้องการคาดหวังอยากเห็น ดิฉันคิดว่าคงจะมีโอกาสเกิดขึ้นในช่วงเวลา ต่อไป ก็คงมีคําอธิบายเพิ่มเติมแค่นี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการยงยุทธและท่านประธานอนุกรรมาธิการ เบญจวรรณนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง การปฏิรูปองค์การมหาชน และร่างพระราชบัญญัติองค์การมหาชน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติ จากที่ประชุม ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนครับ โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ท่านประธานขออนุญาตนิดเดียวครับ ช่วงรอครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ฟังผมพูดก่อนครับ อย่าเพิ่งพูดสวนครับ ระหว่างที่รอสมาชิกมาใช้สิทธิ แสดงตนนะครับ จะอนุญาตให้ท่านเฉลิมชัยซึ่งเป็นผู้อภิปราย แต่จะอนุญาตเฉพาะประเด็น ที่ตั้งคําถามและกรรมาธิการไม่ได้ตอบหรือตอบไปแล้วยังไม่ชัดเจน ขอสั้น ๆ เชิญครับ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

สั้น ๆ ครับ เฉลิมชัย หมายเลข ๓๑ คําถามของผมที่ได้ฝากถามไว้ก็คือ มีกรณีที่ส่วนราชการหลายแห่งได้ทําเป็นบันทึกมาว่า ไม่ได้ว่าไม่เห็นด้วยทั้งหมดนะครับ แต่ว่าขอรอให้แก้ไขกฎหมายในระยะยาว ทางกรรมาธิการ ยังไม่ได้ตอบ แต่ท่านอาจจะไม่ตอบก็ได้ ผมขออนุญาตตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ก็แล้วกันว่า หลายเรื่องที่เราได้อภิปรายในที่นี้ท่านช่วยกรุณาใส่ไว้ แก้ตรงบันทึกหลักการของกฎหมาย แค่นั้นเอง เพราะว่าในกฎหมายนี้ท่านเขียนหลักการไว้ว่าแก้กฎหมายไว้ประมาณ ๔ มาตรา หรือ ๕ มาตรา ผมนับไม่เสร็จ ท่านอาจจะเขียนไว้ว่าแก้กฎหมาย พ.ร.บ. องค์การมหาชน กว้าง ๆ เพื่อให้มีการแก้ไขได้เพิ่มเติมไปนอกเหนือจาก ๔-๕ มาตราที่ท่านได้ทําเอาไว้ สนช. เขาก็จะได้รื้อได้ในมาตราที่ท่านไม่ได้ขอให้แก้ในคราวนี้ครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

คณะกรรมาธิการรับไปนะครับ เชิญท่าน พลโท กฤษณะ ครับ

พลโท กฤษณะ รัตนารักษ์

ผมมีคําถามที่เรียนถามว่าจะยุบเลิกไปต่อเมื่อ หน่วยงานกํากับเห็นว่าบริการสาธารณะนั้นไม่มีความจําเป็นอีกต่อไป ทีนี้ในตัวพระราชบัญญัติ ผมหาไม่เจอว่าหน่วยงานกํากับมันคืออะไร อยู่ที่ไหน เพราะมันควรจะมีคํานิยาม เพราะ ที่เรียนไปแล้วว่าผู้ที่กํากับดูแลได้มีรัฐมนตรีกับคณะกรรมการครับ ทีนี้หน่วยงานกํากับ ไม่ทราบหน่วยใดครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญท่านประธานกรรมาธิการครับ

พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานกรรมาธิการ

หน่วยงานกํากับ โดยหลักการนี้องค์กรมหาชนนี้อยู่ในกระทรวงใด หน่วยงานกํากับก็คือเจ้ากระทรวงครับ คือกระทรวงเป็นหน่วยงานกํากับ โดยหลักของระเบียบบริหารราชการแผ่นดินครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ สมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิแสดงตนครับ ท่านอโณทัย ใช่ไหมครับ เป็นอันว่าสมาชิกได้ใช้สิทธิแสดงตนครบถ้วนแล้วนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๗๓ ท่าน เป็นอันว่าครบองค์ประชุมนะครับ

ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การปฏิรูป องค์การมหาชน และร่างพระราชบัญญัติองค์การมหาชน (ฉบับที่..) พ.ศ. .... หรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิก ไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานและร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปนะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ต่อไปจะขอมติจากที่ประชุมนะครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ นะครับ ขอเชิญ ท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบ โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญใช้สิทธิ ครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

สมาชิกท่านใดยังไม่ใช้สิทธิออกเสียงมีบ้างไหมครับ ถ้าไม่มี การใช้สิทธิออกเสียง เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผมขอปิดการลงคะแนนครับ ขอผลคะแนนครับ ผลของการลงคะแนน เป็นดังนี้นะครับ เห็นด้วย ๑๖๔ ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑๑ ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี นะครับ

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่อง การปฏิรูปองค์การมหาชนและร่างพระราชบัญญัติ องค์การมหาชน ฉบับที่.. พ.ศ. .... แล้ว ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและ ข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานและร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปนะครับ ขอขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการ ยงยุทธและท่านประธานอนุกรรมาธิการเบญจวรรณนะครับ และกรรมาธิการทุกคนนะครับ

ต่อไปเป็นระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ไม่มี

ก่อนที่จะปิดประชุมนะครับ ขอแจ้งให้คณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่ได้นัดหมายประชุมไว้เวลา ๑๔.๐๐ นาฬิกา ที่ห้องประชุมชั้น ๓ ติดห้อง รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง ขอเลื่อนมาเป็นเวลา ๑๓.๐๐ นาฬิกา แล้วก็ขอเชิญทีมโฆษกทั้ง ๔ ท่าน ตลอดจนผู้อํานวยการสํานักประชาสัมพันธ์ ผู้อํานวยการ สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา แล้วก็ท่านรองเลขาธิการจันทร์เพ็ญ เข้าร่วมในการประชุมดังกล่าวด้วย วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้ว ขอขอบพระคุณ ท่านสมาชิกที่มาประชุมทุกท่านนะครับ ขอปิดประชุมครับ

เลิกประชุมเวลา ๑๒.๐๙ นาฬิกา