กษิต ทักท้วงแบ่งองค์การมหาชน ขอประเมินรอบคอบก่อนปฏิรูป

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๓ · ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๙

กษิต ภิรมย์ ทักท้วงการแบ่งองค์การมหาชน 38 แห่งออกเป็น 3 ประเภท โดยเรียกร้องให้มีการประเมินประสิทธิภาพ ความซ้ำซ้อนกับหน่วยงานราชการและกองทุนต่างๆ รวมถึงพิจารณาปัญหาการเป็นฐานอำนาจทางการเมืองก่อนดำเนินการปฏิรูป พร้อมตั้งคำถามถึงความสอดคล้องระหว่างนโยบายรัฐบาลกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และบทบาทขององค์การมหาชนในการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง อีกทั้งขอให้ประธาน สปท. กำชับสมาชิกงดวิพากษ์วิจารณ์พรรคการเมืองและนักการเมืองในที่ประชุม เพื่อรักษาบรรยากาศการปฏิรูปที่เป็นกลางและไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองเพิ่มเติม

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ นะครับ ผมไม่มีประเด็นที่จะพูดมาก เพียงแต่ขอทักท้วงนิดหนึ่งต่อกรรมาธิการ เพราะว่า การที่จะมาแบ่งองค์การมหาชนออกมาเป็น ๓ ประเภท นั่นมันเป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นทีหลัง ผมคิดว่าทางท่านกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการ น่าจะมาบอกเสียก่อนว่าองค์การมหาชน เข้าใจว่ามี ๓๘ แห่ง ณ วันนี้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลอย่างไร แล้วก็มีกี่อันที่กลายเป็น ฐานอํานาจทางการเมือง อย่างที่ท่านสุรินทร์ อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงานได้พูดไว้ว่า ผู้ที่ไม่มีความรู้หรือมีเครือข่ายทางด้านการเมืองก็จะได้นั่งในตําแหน่งต่าง ๆ ขององค์การ มหาชน แล้วก็คณะกรรมการบริหารด้วย มันกลายเป็นที่ทํามาหากินของทางฝ่ายการเมือง เพราะฉะนั้นต้องทบทวนเสียก่อนว่า ๓๘ องค์การมหาชนนี้ควรจะคงอยู่หรือไม่ในกี่แห่ง อะไรที่จําเป็นจริง ๆ คราวนี้ท่านมาเสนอต่อเราให้ข้ามขั้นไปบอกว่าต้องเก็บไว้ทั้ง ๓๘ แห่ง แล้วก็จะแบ่งเป็น ๓ แคตทะกอรี (Category) หรือ ๓ ประเภท ผมคิดว่ามันกลับหัวกลับหาง นิดหนึ่งนะครับ ขอความกรุณาทําการประเมินเสียก่อนว่าจะยุบกี่แห่ง และจะปฏิรูปกี่แห่ง แล้วก็โดยเฉพาะมันซ้ําซ้อนกับหน่วยราชการที่มีอยู่หรือไม่ กับอันที่ ๒ มันก็ซ้ําซ้อนกับ กองทุนพัฒนาต่าง ๆ อีกประมาณ ๒๐ กว่ากองทุน ขอความกรุณาไปดูเอกสารของสํานัก งบประมาณที่เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านมา หรือว่า สนช. ในขณะนี้ว่าทั้งองค์การ มหาชน ๓๘ แห่งบวกกองทุน มันก็เข้าไป ๖๐ แห่ง ๗๐ แห่ง แล้วก็ใช้งบประมาณรวมกัน เป็นหมื่น ๆ ล้าน แล้วก็หลาย ๆ แห่งก็ทํางานซ้ําซ้อนกับหน่วยงานของกระทรวง ทบวง กรม ที่มีอยู่ ผมไม่ค่อยจะเห็นความจําเป็นในแง่นั้นขององค์การมหาชนถ้าเผื่อมันซ้ําซ้อน กับอันที่ ๒ มันเป็นฐานการเมืองให้การเมืองสามานย์เข้ามาครอบงําแล้วก็ไม่ได้ทําอะไรให้เป็นกิจจะลักษณะ เงินเดือนก็รู้กันดีอยู่ว่า ๒๐๐,๐๐๐ บาท ๓๐๐,๐๐๐ บาท สูงกว่านายกรัฐมนตรี เป็นที่เลื่องลือ ผลงานก็แทบจะไม่มี เพราะฉะนั้นไหน ๆ จะปฏิรูปแล้วต้องปฏิรูปองค์กรเสียก่อนนะครับ อย่าเก็บไว้เป็น ๓ ประเภท อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญยิ่ง

ส่วนประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าประเภทที่ ๓ ที่ท่านบอกว่าเป็นองค์กรที่ทําตาม นโยบายรัฐบาล มันก็ค่อนข้างจะสับสน เพราะว่าในช่วง ๒ เดือนที่ผ่านมาเราพูดกันเรื่องคณะ เรื่องแผนยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี แล้วผมก็ได้อภิปรายไปแล้ว ก็เท่ากับว่าพรรคการเมืองที่เข้ามา ไม่สามารถที่จะมีนโยบายเป็นเอกเทศได้ เพราะจะถูกจํากัด กํากับด้วยแผนยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี เพราะฉะนั้นองค์การมหาชนประเภทที่ ๓ ท่านต้องเลือกเอาว่าจะทําตามแผนยุทธศาสตร์ หรือจะทําตามนโยบาย ผมว่านโยบายของพรรคการเมืองที่เข้ามาบริหารประเทศมันเกิดขึ้นไม่ได้ มันขัดกันในตัวครับ ท่านจะเอาอย่างไร ท่านจะเป็นเรื่องยุทธศาสตร์ หรือท่านจะเป็นเรื่อง ของนโยบาย แล้วก็พรรคการเมือง รัฐบาลที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาลจะสามารถทําตามนโยบาย ได้หรือ มันถูกกํากับด้วยรัฐธรรมนูญ ณ วันนี้ของท่านมีชัย แล้วจะถูกกํากับด้วยนโยบาย หรือว่าแผนยุทธศาสตร์ แล้วก็คณะกรรมการยุทธศาสตร์แห่งชาติ แล้วก็เป็นการต่ออายุของ คสช. จะเป็นในรูปอะไรก็แล้วแต่ ผ่าน ส.ว. ๕ ปี ทั้งหมดนี้มันทําให้เห็นว่าพรรคการเมือง ที่มาจากการเลือกตั้งแทบจะไม่สามารถดําเนินตามนโยบายได้เลย อันนี้มันเป็นปัญหาใหญ่ ที่จะต้องทบทวนว่าจะทําอย่างไรกันนะครับ ก็เป็น ๒ ประเด็นสําคัญที่ผมคิดว่าจะให้มาลงมติ แล้วก็บอกว่าเห็นด้วยกับ ๓ ประเภทโดยที่ไม่ได้มีการประเมินองค์การมหาชนที่ได้เอาเงิน ภาษีราษฎรไปใช้จ่ายที่ไม่ค่อยได้ประโยชน์ รายงานขององค์การมหาชนที่ได้เคยเข้ามา ในสภาผู้แทนราษฎรก็เอามาวางบนโต๊ะ พวกเราก็อภิปรายกันได้บ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่มัน จับต้องไม่ได้ว่าได้ทํางานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติอย่างจริงจังหรือไม่ เพราะมันขึ้นมา ด้วยอํานาจทางการเมืองเป็นสําคัญ มันไม่ได้ตอบสนองความต้องการของประเทศชาติ และทั้งหมดนี้มันก็เป็นเรื่องที่ว่าจะทําให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากสภาวะของมิดเดิล อินคัม แทรป (Middle Income Trap) ได้หรือไม่ และองค์การมหาชนเหล่านี้มันจะไปกับเศรษฐกิจ ชีวภาพ หรือว่าจะไปกับในเรื่องของการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การค้นคว้า วิจัย ที่เมื่อวานนี้เราก็ได้เพิ่งพูดกันมา มันก็ต่างคนต่างไปไม่ได้ครับ องค์การมหาชนจะต้องรองรับ ทั้งแผนยุทธศาสตร์ที่จะเกิดขึ้นหรือที่มีมาแล้ว แล้วก็ต้องไปในทิศทางของการพัฒนา เศรษฐกิจ สังคมของประเทศอันใหม่เป็นสําคัญที่เราไม่สามารถจะพึ่งพา ที่เรียกว่า เอกซ์พอร์ต เลด อีโคโนมี (Export-Led Economy) หรือว่าการผลิตทางด้านเกษตรเดิม ๆ หรือว่าอุตสาหกรรมเกษตรเดิม ๆ แล้วก็ต้องขอฝากท่านไว้ว่าถ้าเผื่อจะได้กรุณาทบทวน แล้วก็ทํากันให้มันลึกซึ้งไปในทิศทางของการปฏิรูปก็จะเป็นเรื่องที่สําคัญมาก ผมก็มีประเด็น แค่นี้ครับ

ยังมีเวลาอีก ๔ นาที เดี๋ยวผมขอใช้อีก ๑ นาทีเท่านั้นเองครับ อันนี้ในนามของ สปท. ทั้งหมด ก็จะต้องขอฝากท่านประธานนะครับ ผมขอความกรุณาท่านประธานเป็นการเฉพาะ ว่ามันถึงเวลาแล้วที่จะต้องไม่มีการกล่าววิพากษ์วิจารณ์พรรคการเมือง นักการเมืองใด ๆ ทั้งสิ้นในที่ประชุมนี้ หรือในการไปทํางานให้กับ สปท. ผมต้องขอความกรุณาท่านประธาน เป็นการเฉพาะ อย่ามายุ่งกับพรรคของผมเป็นอันขาดต่อไปนี้ เพราะว่าเราต้องการที่จะมา ทํางานเรื่องการปฏิรูปประเทศ แต่ถ้าเผื่อท่านกลับมาข้องแวะอีกท่านกับผมคงต้องเป็นศัตรู ทางการเมืองกันครับ ขอประทานโทษครับ ขอบคุณมากครับ