อําพล จินดาวัฒนะ หารือการทบทวนและปฏิรูปองค์การมหาชนภายใต้ พ.ร.บ. ว่าด้วยการจัดตั้งองค์การมหาชน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแยกแยะองค์กรที่มีประสิทธิภาพเพื่อส่งเสริมต่อไป และปรับปรุงหรือยุบเลิกองค์กรที่ไม่เหมาะสม เพื่อปิดช่องว่างการจัดตั้งในอดีต พร้อมยกตัวอย่างความสำเร็จของ พอช. และโรงพยาบาลบ้านแพ้ว ที่ดำเนินงานอย่างมีธรรมาภิบาลและมีส่วนร่วมของชุมชน จึงเสนอให้ขยายผลโมเดลเหล่านี้อย่างโปร่งใส ขณะเดียวกันเรียกร้องให้แก้ไข พ.ร.บ. เพื่อป้องกันการจัดตั้งที่ไม่เหมาะสม และกำหนดกรอบการดูแลค่าตอบแทนและสถานะพนักงานให้สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของแต่ละองค์กร
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม อําพล จินดาวัฒนะ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธาน ที่ได้กรุณาให้โอกาสได้อภิปรายเพื่อให้ความเห็นนะครับ ผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายกันไป แล้วพอสมควร ผมอยากจะขออนุญาตเพิ่มเติมข้อมูลเพื่อจะเป็นการมองในหลาย ๆ มุมนะครับ ผมเองไม่เคยบริหารองค์การมหาชนแบบนี้ แต่ก็ได้มีโอกาสที่มีส่วนร่วมตั้งแต่สมัยที่มี พ.ร.บ. ปี ๒๕๔๒ ผมย้อนนิดหนึ่ง ก็คือท่านทั้งหลายก็คงจะทราบนะครับว่าในช่วงหลังวิกฤต เศรษฐกิจ ปี ๒๕๔๐ นี้ ประเทศไทยเราเข้าอยู่กับการช่วยเหลือดูแลของไอเอ็มเอฟ (IMF) เรื่อง พ.ร.บ. องค์การมหาชนเกิดสมัยนั้น เป็นข้อเสนอหนึ่งตามที่เราจะกู้เงินของประเทศไทย เพื่อจะมาแก้ไขปัญหาเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจ ก็มีข้อเสนอหนึ่งว่าให้เรามีการปฏิรูประบบราชการ ทางหนึ่งที่ได้มีการเสนอตอนนั้นก็คือเรื่องของการมี พ.ร.บ. องค์การมหาชนก็เริ่มต้นจากจุดนั้น ซึ่งท่านทั้งหลายอาจจะทราบดี ผมเพียงแต่เอามาทวนความนิดหนึ่ง เหตุผลในการที่มีองค์การ มหาชนเกิดขึ้นนั้น ก็คือเขาเห็นว่าการดําเนินการโดยระบบราชการที่เป็นแนวตั้ง มีการบังคับ บัญชาเป็นทอด ๆ นั้นมีจุดอ่อนอันหนึ่งที่สําคัญมากก็คือเรื่องประสิทธิภาพและเป็นระบบ ราชการทั้งหลายก็จะเหมือนกันหมด ไม่มีความหลากหลาย ก็เลยเสนอให้มีการตั้งกลไกขึ้นมา ที่เรียกว่า องค์การมหาชน เพื่อจะมาทําภารกิจที่รัฐยังต้องเป็นคนทํา แต่ให้มีการจัดการ แบบที่เรียกว่ามีความคล่องตัวนะครับ หรือที่เรียกว่าออโตโนมัส (Autonomous) หน่วยงานนี้ ยังเป็นหน่วยงานของรัฐ แต่มีความคล่องตัวในการบริหาร การบริหารนั้นจะมีคณะกรรมการ เข้ามาและอยู่ในกํากับโดยรัฐมนตรีกํากับ แล้วคณะกรรมการนั้นจะมีหลายฝ่ายเข้ามา ฝ่ายการเมืองไปเป็นประธานไม่ได้นะครับ คณะกรรมการชุดนี้ก็ดูหน้าที่บริหาร เพราะฉะนั้น การอภิบาลองค์กรก็จะเป็นการอภิบาลแบบมีคณะกรรมการ มีความคล่องตัว ความเข้าใจ ยังมีความคลาดเคลื่อนอันหนึ่งก็คือคิดว่าองค์กรแบบนี้เป็นองค์กรอิสระ บังเอิญของเราใช้ คําภาษาไทย จริง ๆ แล้วภาษาอังกฤษมันมี ๒ คํา คือองค์กรแบบนี้คือองค์กรที่เป็นออโตโนมัส พลับบลิก ออแกไนเซชัน (Autonomous Public Organization) ไม่ใช่อินดิเพนเดนต์ (Independent) เพราะฉะนั้นจะถูกกํากับอยู่แล้ว บังเอิญผมได้เข้าไปเป็นส่วนร่วมไม่ได้เป็น กรรมการองค์การมหาชนนะครับ ได้เข้าไปเป็นกรรมการที่เขาให้เข้าไปช่วยงานเราก็พบว่า ที่ผ่านมานั้นมีการประเมินโดยตัวชี้วัดที่ ก.พ.ร. กํากับ และมีคณะกรรมการต้องเจรจา ตัวชี้วัดกันทุกปี กระผมกราบเรียนตรงนี้เพื่อให้ท่านทั้งหลาย เพราะว่าถ้าผมฟังการอภิปราย แล้วเราไม่เห็นตัวแทนขององค์การมหาชนได้มีโอกาสได้ชี้แจง บังเอิญผมมีส่วนร่วมรับรู้อยู่บ้าง ก็ขออนุญาตถ่ายทอดชี้แจงแทนองค์การมหาชนด้วยนะครับ ว่าเขามีระบบการประเมินไม่ใช่ ไม่มีเคพีไอ (KPI) เคพีไอ (KPI) ถ้าท่านไปดูเข้มมากนะครับ และมีการประเมิน มีการให้ คะแนน มีการเสนอต่อคณะรัฐมนตรีทุกปีเพื่อพิจารณา ตรงนี้เป็นกระบวนการแบบนั้น เพราะฉะนั้นองค์การมหาชนเป็นหน่วยงานของรัฐที่บริหารแบบคล่องตัว มีการกํากับใกล้ชิด ทุกระบบ ไม่ว่า สตง. ก.พ.ร ต่าง ๆ ก็มีการกํากับ อันนี้ประเด็นที่ ๑ ผมอยากจะขออนุญาต ท่านประธานกราบเรียนเพื่อจะเป็นข้อมูลนะครับ
ประเด็นที่ ๒ คือหลังจากที่เกิดองค์การมหาชนแล้วนี่ เมื่อสักครู่ท่านประธาน ได้กรุณาชี้แจงแล้วว่ารัฐบาลเขาไม่ได้ประเมินแล้ว บังเอิญผมเข้าไปมีส่วนร่วมรับรู้ตรงนี้ เขาประเมินเพื่อจะมี ๓ ประเภทจริง ๆ วันนี้ถ้าใครอ่าน สื่อมวลชนก็มีข่าวว่าคณะกรรมการ ที่เกิดจากการแก้กฎหมายฉบับที่ ๒ นี้กําลังจะตั้ง และกําลังจะมาตรวจสอบกันอีกทีหนึ่งว่า องค์กรใดเหมาะสม ถูกต้องตามปรัชญา แนวทาง แล้วก็เดินหน้าต่อไปเกรดเอ (Grade A) เกรดบี (Grade B) ก็คืออยู่ทั่วไปจะพัฒนาอะไรแล้วมันจะดีขึ้น เกรดซี (Grade C) ผมใช้ง่าย ๆ แบบนี้ เกรด ซี (Grade C) ก็คือดูแล้วมันไม่ค่อยถูกต้อง ก็อาจจะต้องมีการยุบเลิกกันไป ผมคิดว่าต้องยอมรับว่าเมื่อมี พ.ร.บ. นี้ในช่วงการเมืองบางช่วงก็มีการตั้งองค์การมหาชน ง่ายเกินไปนิดหนึ่ง อาจจะวิเคราะห์หลักการและเหตุผลต่าง ๆ นั้นอาจจะไม่รอบคอบ ก็มีการตั้ง องค์การมหาชนที่ไม่น่าจะมีการตั้งแบบนี้ขึ้นมา ตรงนี้เป็นจุดรั่วจุดอ่อนที่สําคัญ ผมคิดว่า เมื่อเรามีอันนี้เกิดขึ้นการที่จะมีความพยายามปฏิรูปเพื่อจะมีกฎหมาย เพื่อจะแก้ปัญหาตรงนี้ เพื่อปิดจุดอ่อน คือปิดช่องทางที่ไม่เหมาะสม เอา พ.ร.บ. องค์การมหาชนไปตั้งองค์กร ที่ไม่เหมาะสมที่ควรจะตั้งเป็นองค์การมหาชนก็ควรจะปิดจุดครับ แต่ในขณะที่ปิดจุดนั้น เราควรจะเห็นคุณค่าขององค์การมหาชนที่สามารถทํางานเพื่อประโยชน์สาธารณะ แล้วทําได้ดี ทํามาช้านาน กระผมขออนุญาตท่านประธานใช้เวลาตรงนี้นิดเดียวเพื่อจะยกตัวอย่างที่ผมเข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่ได้มีส่วนได้เสียกับองค์กร ไม่ได้เป็นกรรมการอะไรนะครับ แต่เข้าไปเป็นกรรมการแบบช่วยงาน คือ พอช. ครับ พอช. เป็นองค์การมหาชนได้ทํางานเกี่ยวกับเรื่องส่งเสริมชุมชนเข้มแข็ง ส่งเสริมกระบวนการประชาชนที่เข้ามามีส่วนร่วมกับรัฐ ทั้งรัฐบาลส่วนกลางและท้องถิ่น มากมาย อันนี้ผลงานเป็นที่ประจักษ์มาก ผมไม่แน่ใจว่าเขาประเมินอยู่ในกลุ่ม ๑ หรือกลุ่ม ๒ แต่ผมเชื่อว่าประเมินแล้วดีมาก เขามีส่วนร่วมเยอะแยะเลย ถ้าท่านทั้งหลายทราบก็คือ อย่างเช่น โครงการบ้านมั่นคง ไม่ใช่บ้านเอื้ออาทร บ้านมั่นคง บ้านมั่นคงก็คือไปส่งเสริม ให้คนที่อยู่ในชุมชนแออัดมีที่ในเมืองและในชนบทด้วย ผมได้มีโอกาสไปดูงานเหล่านี้ มาหมดแล้ว เขาส่งเสริมให้นําที่ดินเพียงเล็กน้อยนี่เปลี่ยนแปลงสภาพบ้านเรือนอยู่อาศัย เพื่อจะมาออกแบบร่วมกัน แล้วก็มาสร้างบ้าน แบ่งที่แบ่งอะไรกันอยู่ แล้วก็สร้างบ้าน บ้านเป็นบ้านของเขา มีการให้กู้เงินแล้วก็มีการผ่อนส่งคนละเล็กคนละน้อยก็มีโอกาสที่มีบ้าน ที่เป็นของตัวเองอยู่อย่างมั่นคง มีสิ่งแวดล้อม มีพื้นที่สาธารณะต่าง ๆ เราไปเห็นสิ่งเหล่านี้ งานเหล่านี้รัฐทําเองโดยราชการได้ยากเพราะเป็นระบบโครงสร้างที่แข็ง แล้วก็สั่งขึ้นบนลงล่าง แต่ในระบบอย่างนี้ปรากฏว่าองค์การมหาชนเขาทําได้ผลดีมาก อันนี้ผมก็ยกตัวอย่างเป็นกรณี ให้เห็นว่าเวลาเรามองเรื่อง พ.ร.บ. นี้ แล้วมองเรื่ององค์การมหาชนก็คงต้องแยกแยะที่ดีควรจะ ส่งเสริมสนับสนุนต่อไป
อีกอันหนึ่งท่านพูดถึงเรื่องโรงพยาบาลบ้านแพ้วครับ โรงพยาบาลบ้านแพ้ว ก็เป็นกรณีตัวอย่างว่าได้มีการนําโรงพยาบาลของรัฐออกนอกระบบมาเป็นองค์การมหาชน พนักงานทั้งหมดเปลี่ยนจากราชการเป็นพนักงานจ้างไปแล้ว แล้วมีคณะกรรมการมาบริหาร กระทรวงสาธารณสุขก็ส่งผู้ทรงคุณวุฒิไปเป็นประธานแล้วก็ดูแล โรงพยาบาลบ้านแพ้ว ขึ้นชื่อมากในเรื่องของการทํางานอย่างมีประสิทธิภาพ แล้วมีชุมชน กรรมการของภาคประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมเป็นเจ้าเข้าเจ้าของโรงพยาบาล และร่วมกันพัฒนาโรงพยาบาล จริง ๆ แล้ว เรื่องโรงพยาบาลบ้านแพ้วก็จะเป็นกรณีตัวอย่างอันหนึ่งที่หน่วยงานที่เป็นโรงพยาบาลของรัฐ ที่บริหารแบบราชการควรจะมองและควรจะขยายผลไปสู่การเป็นหน่วยราชการแบบองค์การ มหาชนมากขึ้นด้วยซ้ํา แต่ที่ผ่านมาน่าเสียดายครับ ๑๐ กว่าปีเราไม่ได้มีการขยายผลตรงนี้ กระผมขออนุญาตกราบเรียนตรงนี้ไว้ด้วยความเป็นห่วงว่า ถ้าเกิดเราขยายความเข้าใจเรื่อง องค์การมหาชนเป็นสิ่งที่น่ากลัว แล้วเป็นสิ่งที่ดูเหมือนว่ามีปัญหา แทนที่เราจะผลักดัน บางส่วนที่เป็นรัฐ บริการสาธารณะไปสู่การทํางานแบบองค์การมหาชนที่มีความคล่องตัว อยู่ในกํากับ มีธรรมาภิบาลโปร่งใสทั้งหลาย มีส่วนร่วม เราก็อาจจะทําให้เราละล้าละลัง แล้วเรายิ่งเกิดมีปัญหานะครับ ผมอยากจะคิดว่าควรจะต้องส่งเสริมถ้าไปทิศทางที่ถูกต้อง
สุดท้ายยกตัวอย่าง เมื่อวานนี้ผมพูดเรื่องคุณภาพการศึกษา คุณภาพ การศึกษาและคุณภาพบริการสาธารณสุข เราจะพบว่าในคุณภาพบริการสาธารณสุขนั้น มีองค์กรที่เรียกว่า สถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล ตอนแรกเขาทํา โดยเป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ตอนหลังตั้งเป็นองค์การมหาชน ปัจจุบันเป็นองค์การมหาชน ทํางานได้ดีมากในลักษณะไปส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ของ ผู้คนในระบบบริการคือระบบโรงพยาบาล เพื่อจะช่วยกันพัฒนาคุณภาพ ยกระดับการพัฒนา คุณภาพของทุกหน่วยงาน ทุกโรงพยาบาลในทุกสังกัด อันนี้ก็เป็นองค์การมหาชน เพราะฉะนั้น ผมอยากจะขออนุญาตยกตัวอย่างตรงนี้เพื่อกราบเรียนท่านประธานและเพื่อน ๆ สมาชิกว่า องค์การมหาชนมีคุณประโยชน์ถ้าตั้งขึ้นมาถูกต้อง แล้วใช้ประโยชน์ในทิศทางที่ถูกต้อง เราจะ ได้ไม่มีภาพหลอน พอพูดถึงองค์การมหาชนแล้ว เราก็รู้สึกเป็นภาพที่ไม่ดีไปทั้งหมดนะครับ
ประเด็นสุดท้ายก็อยากจะกราบเรียนว่าคณะกรรมาธิการท่านกรุณาเสนอ กฎหมายแก้เป็นครั้งที่ ๒ ก็คือฉบับแรก ปี ๒๕๔๒ ฉบับที่แก้ไปแล้วโดยรัฐบาลคือปี ๒๕๔๙ อันนี้มีการแก้ไขนะครับ สาระสําคัญที่แก้ผมเองก็คิดว่าก็เป็นเรื่องที่ดีสําคัญที่สุด ผมคิดว่า ต้องพยายามปิดจุดอ่อนการนํา พ.ร.บ. นี้ไปตั้งองค์การมหาชนที่ไม่น่าจะถูกต้อง ตรงนี้สําคัญ เพราะมันเลยกลายเป็นจุดเสียขององค์การมหาชน แล้วก็ไปทําให้รู้สึกว่ามีความเข้าใจ ที่ไม่ถูกต้องต่อองค์การในทางลบต่อองค์การมหาชนกันอย่างมาก ผมคิดว่าแม้กระทั่งเรื่องค่าตอบแทนเรื่องอะไรต่าง ๆ ก็ดีฝากท่านพิจารณาดูให้ดีครับ ว่าถ้าท่านจะเอาค่าตอบแทนไปตีเท่ากับราชการแล้วท่านจะส่งเสริมให้เขาไปแบบนี้ ซึ่งไม่ได้มีความมั่นคงในเรื่องหลักราชการ เขาเป็นลูกจ้าง เขาเป็นพนักงาน ไม่ว่าซีอีโอ (CEO) หรือพนักงาน ตรงนี้ก็ต้องคํานึงถึงด้วย ที่ผ่านมานั้น ก.พ.ร. เขาคํานึงถึงตรงนี้ครับ ความมั่นคงไม่เหมือนกัน ยิ่งเราแบ่งเป็น ๓ ประเภทก็จะมีประเภทแบบยุบได้ตามเวลา เพราะฉะนั้นตรงนี้การดูแลต่าง ๆ ก็ต้องดูแลเขาให้เหมาะสม
สุดท้ายที่ผมกราบเรียนไปแล้ว นอกจากปิดจุดอ่อนเพื่อไม่ให้ใช้องค์การ มหาชนไปตั้งในทางที่ไม่ชอบ แล้วถ้าตั้งมาแล้ว วิเคราะห์แล้วว่าไม่เหมาะสมก็ควรจะยุบเลิกไป อันนี้คือการปฏิรูป และที่สําคัญคือมีกฎหมายนี้แล้วควรจะต้องส่งเสริม สนับสนุน องค์การมหาชน ที่ทําประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้อย่างดีและเป็นที่ประจักษ์และถูกทิศทาง ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ