เบญจวรรณ สร่างนิทร หารือหลายประเด็นสำคัญทั้งการจัดตั้งองค์การมหาชนด้านการแพทย์ การปฏิรูปการศึกษา และการปรับโครงสร้างองค์กร ย้ำความจำเป็นของโรงพยาบาลบ้านแพ้วภายใต้กรอบกฎหมาย โดยเน้นการให้บริการสาธารณสุขไม่เน้นหากำไร พร้อมเสนอให้มีการทบทวนบทบาท ค่าตอบแทนผู้บริหาร และการดำรงอยู่ขององค์การมหาชนอย่างเป็นระบบ ตามตัวชี้วัดและกรอบนโยบายที่ชัดเจนเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว
เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ดิฉัน เบญจวรรณ สร่างนิทร สปท. หมายเลข ๘๕ ขออนุญาตตอบคําถาม ที่ท่านสมาชิกแต่ละท่านให้ข้อคิดเห็นแล้วก็เป็นคําถามมานะคะ ประเด็นบางประเด็นดิฉันขอ ข้ามไป อย่างเช่นบอกว่าต้องไปทบทวน แน่นอนค่ะ สิ่งที่ทํามานี้จะนําไปสู่การทบทวนที่มีอยู่ ทั้งเก่าแล้วก็ที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ให้เป็นไปตามกรอบที่กําหนดนะคะ ขอยืนยันตรงนี้นะคะ
คําถามของท่าน พลโท กฤษณะ ถามว่าเรื่องการยุบเลิกแล้วก็เรื่องที่บอกว่า ถ้ามีเอกชนสามารถดําเนินการได้ พูดแล้วมันก็วนกันอยู่นี้ค่ะกับโรงพยาบาลบ้านแพ้ว ดู พ.ร.บ. องค์การมหาชน ปี ๒๕๔๒ มาตรา ๕ บอกว่าเมื่อรัฐบาลมีแผนงานหรือนโยบาย ด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะเพื่อจัดทําบริการสาธารณะและเหมาะสมที่จะจัดตั้งเป็นหน่วยงาน บริหารขึ้นใหม่แตกต่างไปจากส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ โดยมีความมุ่งหมายให้ใช้ ประโยชน์ทรัพยากรและบุคลากรให้เกิดประโยชน์ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จะจัดตั้งเป็น องค์การมหาชนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตามพระราชบัญญัตินี้ กิจการเป็นบริการ สาธารณะที่จะจัดตั้งขึ้นได้นั้น ได้แก่ เยอะ ๆ ไป เสร็จแล้วรวมทั้งการบริการทางการแพทย์ และสาธารณสุข เพราะฉะนั้นนี่เขาเงื่อนไขชัดเจนมาก บริการทางการแพทย์และสาธารณสุข ไหน ๆ ก็ขออนุญาตเท้าความไปสักนิดหนึ่ง พอกฎหมายนี้ออกมา ปี ๒๕๔๒ กระทรวง สาธารณสุขเสนอ ครม. โรงพยาบาล ๗ แห่ง เป็นโรงพยาบาลศูนย์ ๔ แห่ง โรงพยาบาลทั่วไป ๒ แห่ง แล้วก็โรงพยาบาลชุมชน ๑ แห่ง โรงพยาบาลชุมชนที่เสนอคือโรงพยาบาลบ้านแพ้ว โรงพยาบาลทั้ง ๗ แห่ง ดิฉันต้องตระเวนชี้แจงทั่วประเทศเพื่อต้องการออกเป็นองค์การ มหาชน แต่สามารถออกได้เพียงโรงพยาบาลเดียวก็คือโรงพยาบาลบ้านแพ้ว ประเด็นที่ บอกว่าขณะนี้เอกชนก็มีบริการเยอะแล้ว มันซ้ําซ้อน มันต้องยุบเลิกไหม ต้องดูว่างาน บางลักษณะการให้บริการมันทั่วถึงแค่ไหน เพียงไร เป้าหมายของเอกชนที่ให้บริการ คือกลุ่มไหน หน่วยงานพวกนี้จะต้องไม่หากําไรเป็นหลัก ก็คิดว่าจะตอบคําถามของท่าน พลโท กฤษณะได้ เรื่องยุบเลิกมันมีอยู่แล้ว ตั้งในระยะเวลาหรืออะไร เดี๋ยวดิฉันจะค่อย ๆ ไล่
ข้อเสนอของท่านคุรุจิตที่ว่าจะแปลงเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายประกอบกันด้วย ก็เป็นข้อเสนอที่น่าคิดว่าจะมีเพิ่มเติม เพราะว่า กพม. ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการทําตรงจุดนี้ อยู่แล้วนะคะ
ท่านเฉลิมชัยบอกว่าเรื่องอะไรที่ทําระยะยาว จริง ๆ ความหมายก็คือเรื่องระบบ ประเมินผลที่ต้องการให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล ซึ่งตรงนั้นจะเป็นระยะยาว คําว่า มีเงื่อนไข ในพระราชกฤษฎีกา ไหม มีมาแล้ว ประเภทที่ ๒ ที่กําหนดระยะเวลา นั่นก็คือสํานักงาน ปฏิรูปการศึกษาที่เกิดขึ้น เมื่อวานก็พูดถึงนะคะ พระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๒ ตั้งสํานักงานปฏิรูปการศึกษา แล้วก็ขอเวลา ๓ ปีในการที่จัดโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการใหม่ เมื่อเสร็จก็ยุบเลิก ถามว่ากับคนที่เขามาทํางานที่สํานักงานปฏิรูปการศึกษา ณ ขณะนั้น เขามองเห็นอนาคตเขาไหม เขาก็มองเห็น แล้วก็สมัครใจมา ดิฉันคิดว่าหลายท่านคงรู้จักชื่อ ดอกเตอร์เจือจันทร์ จงสถิตอยู่ รองเลขาธิการสภาการศึกษาแห่งชาติ ลาออกจากราชการ เพื่อมาเป็น ผอ. สํานักงานปฏิรูปการศึกษา ท่านก็ลาออกนะคะ พอถึงเวลาขอบรรจุกลับ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งนะคะ นี่คือด้วยความที่สถานภาพของผู้ปฏิบัติงานในองค์การมหาชน ไม่ใช่ข้าราชการ เพราะฉะนั้นต้องลาออก กรณีโรงพยาบาลบ้านแพ้วนี้เรามีกรณีตัวอย่าง เยอะมาก ดิฉันขอข้ามไปก็แล้วกันนะคะ เพราะฉะนั้นตัวอย่างมีนะคะ
แล้วก็เรื่องค่าตอบแทน พูดถึงค่าตอบแทน ตอนที่ ก.พ.ร. จัดสัมมนาหลังจาก ที่ยุบ สปช. แล้ว ดิฉันไปร่วมสัมมนา เป็นเรื่องที่ไม่ว่าประธาน ไม่ว่าผู้อํานวยการองค์การมหาชน หรือแม้กระทั่งสมาชิก สปท. ในที่นี้ที่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับองค์การมหาชน เป็นเรื่องที่ทุกคน ไม่เห็นด้วยที่จะมาได้ค่าตอบแทนสูง แล้วจะมายุบเลิก จะมาปรับเปลี่ยนค่าตอบแทน หรืออะไรทั้งหลาย ดิฉันคิดว่ารัฐบาลเขาดูอยู่แล้วนะคะ แล้วคนที่รับผิดชอบเรื่องนี้ก็คือ กพม. ท่านไม่ต้องห่วงค่ะ ต้องมีการเดินไปสู่จุดที่จะต้องปรับปรุงแน่ ๆ ส่วนตัวแรกจะเป็นอย่างไร ตอนที่เราศึกษา ตอนที่เป็น สปช. เรามองว่าหน่วยงานที่ออกไปเป็นองค์การมหาชน ถามที่มา คืออะไร บางทีเป็นแค่กลุ่มงานไม่ถึงระดับกอง เรื่องกรมไม่ต้องพูดถึง แค่นั้นนะคะ จากกลุ่มงาน ก้าวออกไป พอก้าวออกไปข้างนอกสูงกว่าปลัดกระทรวงนะคะ มันก็เป็นข้อสังเกตมากมาย แล้วเราก็มองว่างานทางด้านสังคมศาสตร์ กับทางด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่งประเทศชาติต้องการ คนที่มีองค์ความรู้เรื่องเหล่านี้ เราก็คิดให้ที่จะบวก ที่จะรักษาคนกลุ่มนี้ไว้ แต่ก็คงเป็นเรื่อง ข้อมูลต่าง ๆ เรามีการเสนอไปแล้ว แต่รัฐบาลเขาบอกว่าเรื่องนี้จะให้ทางคณะกรรมการใหญ่ เป็นคนพิจารณา ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่จะต้องมีการดําเนินการต่อไปในภาพรวมอยู่แล้ว
ท่านสุรินทร์พูดถึงเคพีไอ (KPI) นะคะ ขณะทุกองค์การมหาชนมีเคพีไอ (KPI) ที่จะต้องวัดนะคะ ก.พ.ร. วัดในองค์กร ในหน่วยงานของเขาอยู่แล้ว ส่วนในหน่วยงาน แต่ละหน่วยงานก็มีตัวชี้วัด เพราะว่าเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานนั้นเป็นผู้ปฏิบัติตามสัญญาจ้าง จะต้องมีตัวชี้วัดพวกนี้ปฏิบัติอยู่ ทีนี้สิ่งที่ท่านพูดถึงมันจะมาเชื่อมโยงกับที่ท่านกษิต พูดถึงว่าองค์การมหาชน ประเภทที่ ๓ ที่ตั้งตามนโยบายรัฐบาลนะคะ ดิฉันขอเอาตัวอย่าง ที่ท่านสุรินทร์พูดนะคะว่า สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) สํานักงาน พัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) มันก็เป็นนโยบายรัฐบาล แล้วจริง ๆ มีมากกว่านี้อีก ที่เป็นนโยบายรัฐบาล แล้วก็ทาง ก.พ.ร. เองเขาก็มีเป้าหมายในการดําเนินการเรื่องนี้ อยู่นะคะ ลักษณะอย่างนี้ตอนที่ประชุม ตอนที่ สปช. จะเสนอไปนั้น เรามองว่าถ้าเรื่องอะไร แน่นอนค่ะ รัฐบาลต้องมีความยืดหยุ่น คล่องตัว ในการที่จะให้มีหน่วยงานที่จะรองรับ นโยบายในบางเรื่อง เรามีข้อคิด ตอนนั้นถกกันแม้กระทั่งว่ารัฐบาลตั้ง เมื่อรัฐบาลไป ควรจะไปพร้อมรัฐบาลนะคะ แต่ถ้าหน่วยงานไหนมีความสําคัญชัดเจนนะคะ โอกาสแบบนี้ มันมีแน่ ๆ เพราะฉะนั้นก็เลยเอาเป็นว่าตั้งตามนโยบายก็จริง รัฐบาลใหม่ตั้งมาเป็นคน ประเมินว่าจะให้คงอยู่ต่อไป หรือจะต้องมีการให้หยุดภารกิจตรงนั้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ ถามว่าประเภทที่ ๓ ที่ตั้งตามนโยบาย ณ ขณะนี้หลายแห่งก็อาจจะรู้กันอยู่เหมือนกัน นะคะว่ามีประเภทไหน อย่างไรบ้าง ถามว่าทําไมเราไม่เดินไปตรงจุดนั้น เราต้องเอาหลักก่อน ตีหลัก ตีกรอบชัด แล้วมันแน่นอนค่ะ มันก้าวเดินไปที่ทุกคนก็อยากเห็น บอกทําไม ไม่ยุบที่นั่น ทําไมไม่ยุบที่นี่ ท่านเชื่อไหมคะ มีการเสนอยุบไปแล้วจนกระทั่งต้องมีการถอน ออกจาก ครม. เพราะว่าท่านก็ทราบนะคะ ประเทศไทยตั้งอะไรแล้วก็ยุบยาก แต่มันชัดเจน คิดว่าโอกาสต่อไปคงได้มีการดําเนินการในส่วนนี้
ก็ขอขอบคุณคุณหมออําพลที่อธิบายในเรื่องต่าง ๆ ที่ผ่านมามันสถานการณ์ เป็นอย่างนั้นจริง ๆ องค์การมหาชนที่เกิดมันเกิดเพราะบางท่าน เพราะรู้เรื่องนี้ก็เลย ตั้งองค์การนี้มา พอหมดยุคนั้นแล้วไม่ควรจะมี โดยภาพรวมดิฉันคิดว่าก็ตอบคําถามของ ทุกท่านครบถ้วนนะคะ แล้วก็สิ่งนี้มันก็คือฐานที่จะเดินต่อไปข้างหน้า เพราะแน่นอนค่ะ ท้ายที่สุดมันจะต้องมาทบทวนทั้งหมด สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่จะส่งต่อไปเพื่อดําเนินการทบทวน สิ่งที่ท่านทั้งหลายต้องการคาดหวังอยากเห็น ดิฉันคิดว่าคงจะมีโอกาสเกิดขึ้นในช่วงเวลา ต่อไป ก็คงมีคําอธิบายเพิ่มเติมแค่นี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ