ธานินทร์ ผะเอม แสดงความเห็นสนับสนุนการปฏิรูปองค์การมหาชนเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน โดยเสนอให้ทบทวนโครงสร้างภารกิจ การกำกับดูแล การประเมินผล และการสรรหาคณะกรรมการอย่างเป็นระบบ พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นในการร่วมมือทุกภาคส่วนเพื่อให้การปฏิรูปสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและหลักธรรมาภิบาลอย่างมีประสิทธิภาพ
เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่เคารพครับ กระผม ธานินทร์ ผะเอม สมาชิกหมายเลข ๗๔ ขอแสดงความเห็นต่อข้อเสนอ การขับเคลื่อนการปฏิรูปองค์การมหาชน ซึ่งเกี่ยวโยงกับร่างพระราชบัญญัติองค์การมหาชน ฉบับที่ ๒ แล้วก็ที่กําลังมีข้อเสนอที่จะปรับแก้นะครับ ซึ่งคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินได้นําเสนอต่อที่ประชุมในวันนี้ องค์การ มหาชนเป็นรูปแบบขององค์กรภายใต้การกํากับดูแลของรัฐบาล ไม่ได้เป็นหน่วยราชการ ที่มักจะขาดความคล่องตัวเนื่องจากมีกฎ ระเบียบ วิธีการทํางานที่ค่อนข้างที่จะเคร่งครัด ทําให้อาจจะตอบสนองกับภารกิจแล้วก็นโยบายบางอย่างที่ไม่มีประสิทธิภาพอย่างที่คาดหวัง ในขณะเดียวกันองค์การมหาชนก็ไม่ต้องการที่จะแสวงหากําไร และสามารถสร้างรายได้ ด้วยตนเองดังเช่นรัฐวิสาหกิจ ทําให้องค์การมหาชนเป็นรูปแบบระหว่างราชการกับรัฐวิสาหกิจ กล่าวโดยสรุป เราต้องการให้องค์การมหาชนสามารถตอบสนองภารกิจที่ให้บริการแก่ สาธารณะและขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล โดยอาศัยงบประมาณของแผ่นดินเป็นหลัก เช่นเดียวกับราชการ เนื่องจากวัตถุประสงค์ในการก่อตั้งองค์การมหาชนซึ่งมีอยู่จํานวนมาก มีความหลากหลาย แล้วก็แตกต่างกันออกไป นอกจากนี้องค์การมหาชนบางแห่งมีการดําเนินการ ภารกิจที่ทับซ้อนกับหน่วยงานราชการ และบางครั้งก็ทับซ้อนกันเองก็มี อันนี้จะทําให้เวลา การจัดสรรงบประมาณของภาครัฐที่มีอยู่จํากัดขาดประสิทธิภาพและประสิทธิผล กระผมจึงขอ สนับสนุนการปฏิรูปองค์การมหาชนเพื่อจะยกระดับประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจและสังคม อย่างไรก็ดี กระผมมีความเห็นเพิ่มเติมในประเด็นที่อาจจะ ไม่สามารถเขียนออกมาในรูปของกฎหมายได้อย่างชัดเจน เนื่องจากเป็นประเด็นในเชิง วัฒนธรรมของกลไกหรือองค์กรที่จะเกิดขึ้นใหม่ ก็คือ กพม. และการทํางานร่วมกับเครือข่าย ที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยราชการ ภาคเอกชนแล้วก็ภาคประชาสังคม เพื่อให้สมดังเจตนารมณ์ ของการปฏิรูปองค์การมหาชน ให้เกิดผลทางปฏิบัติในทางเป็นจริงนะครับ กระผมมี ความเห็นพ้องกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหาร ราชการแผ่นดินที่มีการจําแนกแยกแยะองค์การมหาชนตามภารกิจทั้ง ๓ ประเภท ๑. ก็คือ ด้านบริการสาธารณะ ๒. ก็คือภารกิจและที่เฉพาะ แล้วก็มีการกําหนดเวลาเอาไว้ที่ชัดเจน ๓. เป็นภารกิจที่ตอบสนองกับนโยบายของรัฐบาลและยุทธศาสตร์ชาติ ตรงนี้ที่เพิ่มเติม มาจากของเดิม เพื่อให้สมกับยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีที่ได้จัดทําขึ้น การจัดแบ่งภารกิจของ องค์การมหาชนจะทําให้วิธีการบริหารจัดการองค์การมหาชนทั้งระบบมีความชัดเจนขึ้น มีกลไกการตรวจสอบ กํากับดูแล และข้อสําคัญก็คือจะมีกลไกที่จะดูแลเรื่องประเมินผล ซึ่งตรงนี้เป็นจุดอ่อนของระบบโดยรวมของภาครัฐ เพราะว่าเราให้ความสําคัญไม่มากเพียงพอ กระผมยังมีความเห็นพ้องข้อเสนอที่ให้ท่านนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือปลัดกระทรวง ที่กํากับดูแลเป็นผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาการจัดตั้งในแต่ละประเภทขององค์การ มหาชนเพื่อให้มีระดับของการรับผิดชอบที่แบ่งแยกตามหนักเบา แล้วก็จะตอบสนองต่อ ภารกิจได้อย่างเหมาะสม สําหรับประเด็นที่พระราชบัญญัติองค์การมหาชน ฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๕๙ ได้กําหนดให้มีคณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชน กพม. ซึ่งตรงนี้ ผมก็เข้าใจว่าคงใช้ฐานของ ก.พ.ร. สํานักงาน ก.พ.ร. เป็นฝ่ายเลขานุการอยู่ อันนี้เป็นกลไก ที่สําคัญ แล้วก็ถือว่าเป็นคานงัดที่จะแก้ไขปัญหาและข้อจํากัดด้านประสิทธิภาพและ ประสิทธิผลขององค์การมหาชนให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของการจัดตั้ง ทั้งนี้จุดเน้นในด้าน ประสิทธิภาพ ประสิทธิผลในการดําเนินงานขององค์การมหาชนเป็นเรื่องที่เราคาดหวังสูง นะครับ แล้วก็พูดกันมากว่าองค์การมหาชนที่จัดตั้งขึ้นนี้ได้ทํางานให้สมกับงบประมาณและ ความคาดหวังที่เราได้ตั้งเอาไว้ ดังนั้นบทบาทของ กพม. จึงได้รับการจับตามองเป็นอย่างยิ่งว่ากลไกที่เกิดขึ้นใหม่จะมีผล อย่างไร กระผมมีความเห็นในส่วนของกระบวนการสรรหา ซึ่งตรงนี้อันนี้จะเป็นประเด็น ที่ผมคิดว่าสําคัญไม่น้อยกว่าตัวกลไกและองค์กร ตรงนี้จะเห็นว่าเราให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ขึ้นมาเป็นประธานแทน อันนี้จะเป็นประเด็นที่ว่าทําไมเราถึงพยายามที่จะปลดล็อก (Lock) ความไม่คล่องตัวของระบบราชการ และข้อจํากัดที่เราคิดว่าคนที่มาจากระบบราชการก็จะ ติดในกรอบ แต่ตรงนี้ไม่ได้ละเลยองค์ประกอบของกรรมการที่มาจากหน่วยงานกลาง คุณสมบัติของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิได้ระบุไว้ตามมาตรา ๕/๒ และมาตรา ๕/๓ รวมทั้ง มาตราอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องที่กําหนดไว้ในพระราชบัญญัติ ปี ๒๕๕๙ ตรงนี้เป็นประเด็นที่ผม คิดว่าสําคัญต่อการดํารงอยู่อย่างมีความหมายขององค์การมหาชน ก็คือเรื่องของการที่เรา จะต้องมีการทบทวนประเมินผล และนําไปสู่การพัฒนาและแก้ไขปัญหา อย่างที่ทางหน่วยงาน ภาคเอกชนก็จะคุ้นกันว่า แพลน ดู เช็ก แอกต์ (Plan do check act) ตรงนี้ผมคิดว่าคนที่ ขึ้นมาเป็นประธานแล้วมาจากผู้ทรงคุณวุฒิจะต้องเป็นผู้ที่มีธรรมาภิบาล ไม่มีผลประโยชน์ ทับซ้อน แล้วก็มีความสามารถ มีคอมพิเทนซ์ (Competence) ในภารกิจขององค์การ มหาชนในประเภทนั้น ๆ ดังที่ระบุไว้ในมาตรา ๕/๓ ว่า กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิดํารงตําแหน่ง กรรมการที่ปรึกษาหรือตําแหน่งอื่นใดขององค์การมหาชนไม่ได้ นอกจากนี้บทบาทที่สําคัญ อีกประการหนึ่งของ กพม. คือการคัดเลือกผู้บริหารขององค์การมหาชนซึ่งถือเป็นอํานาจ หน้าที่ที่สําคัญที่จะส่งผลต่อคุณภาพ ประสิทธิภาพ ประสิทธิผลขององค์การมหาชน ให้ขับเคลื่อนภารกิจไปสู่ภาคปฏิบัติที่กําหนดไว้ตามเจตนารมณ์ ซึ่งในกระบวนการในการ คัดเลือกผู้บริหารองค์การมหาชนนั้นจะต้องโปร่งใส แล้วก็เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนสามารถ ตรวจสอบได้ หรือที่เราเรียกกันว่า แอกเคาน์ทะบิลิตี (Accountability) เพื่อให้ได้ผู้บริหาร องค์การมหาชนที่มีความรู้ ความสามารถ มีความเชี่ยวชาญ และมีธรรมาภิบาลในการบริหาร จัดการองค์กร ตรงนี้ผมอยากจะเรียนเน้นย้ําว่าการคัดสรรกรรมการที่เข้าไปนั่งในองค์การ มหาชนแต่ละแห่ง รวมทั้งผู้บริหารขององค์กรจะต้องได้รับการให้ความสําคัญ มิฉะนั้น การปฏิรูปก็จะไม่ประสบผลอย่างที่คาดหวัง
สุดท้ายนะครับ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการปฏิรูปองค์การมหาชนครั้งนี้จะไม่ สามารถดําเนินการได้โดยภาครัฐเพียงลําพัง จะต้องอาศัยความร่วมมือของภาคส่วนในการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปบนฐานของความเข้าใจและเป้าหมายการพัฒนาที่มองเห็นร่วมกัน ขอขอบพระคุณครับ