รายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๓๔/๒๕๕๙
วันอังคารที่ ๕ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙
ณ ตึกรัฐสภา
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่ด้วยครับ
กษิต ภิรมย์ ครับ
ท่านประธานครับ ขอกราบขอบพระคุณระหว่างที่รอ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองขึ้นมานั่งที่บัลลังก์ ผมขอเรียน ปรึกษาท่านประธานเรื่องเดียวเท่านั้นเองครับ คือมันมีข่าวคราวออกมาเป็นระยะ ๆ ในบทบรรณาธิการในคอลัมน์ (Column) ต่าง ๆ ในหนังสือพิมพ์ แล้วก็การให้สัมภาษณ์ของ บุคคลต่าง ๆ เป็นระยะ ๆ ว่าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของเราไม่ได้ทําอะไรแล้วก็ไม่มี ผลงาน อันนี้ทั้งที่เรามีโฆษก แล้วเราก็มีศูนย์ข่าวของสภา ผมอยากจะขอกราบเรียนเสนอให้ ท่านประธานสั่งการให้ทีมโฆษก แล้วก็ฝุายข่าวของรัฐสภานั้นออกข่าวทุกวันได้ไหมครับ ทั้งเรื่องที่ได้ผ่านมติไปแล้วที่นี่แล้วก็ส่งไปให้รัฐบาลแล้ว แล้วก็เล่าสู่กันฟังให้ประชาชนทราบว่า เรื่องที่เรากําลังจะทําอยู่ ผมว่าอันนี้เป็นเรื่องสําคัญครับ เพราะว่ามันเสริมสร้างการไม่ได้รู้ อย่างกว้างขวาง การไม่ได้ออกข่าวมันทําให้มีความเข้าใจผิดในเชิงดูหมิ่นดูแคลน เหมือนกับ เรามานั่งกันอยู่ที่นี่ก็ใช้เงินภาษีราษฎรก็สนุกสนานกันดี ผมคิดว่ามันเป็นหน้าที่รับผิดชอบ ร่วมกัน แล้วมันก็ไม่ใช่ว่ามติที่ได้ผ่านสภาแล้วก็ส่งไปให้รัฐบาลมันจะไม่ดีนะครับ มันอาจจะ มีความต่างกันในที่นี้ แต่อย่างน้อยมันก็เป็นผลงานในระดับหนึ่งที่แค่เป็นส่วนหนึ่งเพราะว่า ต้องส่งต่อให้ทางคณะรัฐบาลแล้วก็แม่น้ําอีก ๓ สาย ๔ สาย มันน่าจะมีการโหมโรงในเรื่อง ของการประชาสัมพันธ์อย่างหนักหน่วงมากกว่านี้ แล้วก็ผมว่าเราปรึกษาหารือกันที่นี่มันก็ไม่ได้มีเรื่องความลับอะไร ก็ให้ผู้สื่อข่าวมานั่งฟังได้ ตลอดเวลานะครับ มันก็จะช่วยการทํางานของเรา แล้วก็ที่สําคัญคือประชาชนโดยทั่ว ๆ ไป จะได้รู้เรื่องด้วย ผมก็เป็นห่วงเหมือนกันนะครับว่าบางทีเราก็อาจจะมีข้อเห็นต่างขัดแย้ง กันเองแล้วมันก็กลายเป็นทับถมสถานะของ สปท. แล้วก็อาจจะต้องขอกราบเรียน ท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกเราต้องช่วยกันคิดช่วยกันทําด้วยนะครับ เพราะว่า การอภิปรายในแต่ละเรื่องมันอาจจะถูกจํากัดด้วยเวลา ๑๐ นาทีหรือเปล่า มันถึงได้มีคนพูด ประมาณ ๑๐ คนต่อเรื่อง ให้มันกว้างขวางกว่านี้ได้ไหม และดังที่ผมได้กราบเรียน ท่านประธานไว้แต่ต้น มันมีเรื่องที่คณะรัฐบาลเขาได้มีมติมันจะมีเรื่องสําคัญ ๆ ที่มันเกี่ยวข้อง กับเรื่องการปฏิรูป เรื่องไอยูยู (IUU) เรื่องของทิป (TRIPs) ทิปนะครับ ล่าสุดก็การมาเยือน ประเทศไทยอย่างเป็นทางการของท่าน ออง ซาน ซูจี ข่าวมันก็ออกมาในเชิงลบมาก ๆ แล้วก็ มีความคลั่งชาติ ชาตินิยม ทั้ง ๆ ที่เราก็มีแรงงานอยู่ทั่วโลก แล้วเราต้องการให้แรงงานไทย ได้ปฏิบัติอย่างเที่ยงธรรม เคารพในเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่มันก็มีบางเสียงในประเทศไทย ไม่ว่าผู้นําประเทศใดเขาจะพูดอะไรเกี่ยวกับประเทศไทยมันก็จะต้องมีปฏิกิริยาในเชิงลบ และในเชิงโกรธแค้น ซึ่งเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้มันต้องเอามาพูดกันในที่ประชุมใหญ่นี้ด้วย ปรึกษาหารือกัน แสดงความคิดเห็น มันอาจจะมีข้อยุติที่อาจจะเป็นประโยชน์ต่อทางฝุาย คสช. แล้วก็ทางฝุายรัฐบาล ผมได้กราบเรียนท่านประธานหลายครั้งว่า หลาย ๆ เรื่องที่มันอยู่ นอกสภานั้นมันเกี่ยวกับเรา แล้วจะปล่อยให้คณะกรรมาธิการไปพิจารณามันก็ไม่ได้ มันน่าจะ มาว่ากันในที่ประชุมใหญ่นะครับ เรื่องที่เกี่ยวกับบ้านเมือง เรื่องสําคัญ ๆ ของบ้านเมือง และบางทีทางรัฐบาลก็มีมติไป ขณะที่เรากําลังพิจารณาว่าจะปฏิรูปในเรื่องเดียวกันนี้อย่างไร มันก็ยังดูเรื่องของการขาดการประสานงานแล้วก็การทํางานที่ซ้ําซ้อนกันอยู่ ก็ขอกราบเรียน ปรึกษาท่านประธานครับ ขอขอบคุณมากครับ
ขอขอบพระคุณความเห็นที่มีคุณค่า ผมขอรับไปพิจารณาครับ ท่านคํานูณ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในฐานะ ๑ ใน ๔ ของคณะโฆษก สภาสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่ท่านประธานได้กรุณาแต่งตั้งขึ้น ก็กราบเรียน ขอบพระคุณในความห่วงใยในความเห็นของท่านสมาชิกนะครับ แล้วก็ขอกราบเรียนว่าเรื่องนี้ ท่านประธานไม่ต้องสั่งอีกนะครับ เพราะว่าก็เป็นเรื่องที่อยู่ในคําสั่งแต่งตั้งโฆษกทั้ง ๔ ท่านแล้ว และคณะโฆษกนี้ก็พยายามทําหน้าที่อย่างเต็มกําลัง แม้ว่าจะได้ผลเป็นที่พอใจบ้าง ไม่พอใจบ้างของทุกฝุาย เราก็พยายามที่จะทําหน้าที่อย่างดีที่สุด การแถลงข่าวนี่นะครับ ผมในฐานะที่เป็นเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้วย ก็ได้มีการแถลงข่าวกันทุกวันพฤหัสบดีหลังเสร็จสิ้นการประชุมวิป (Whip) เป็นปกติอยู่
๒. ถ้ามีประเด็นก่อนที่จะเข้าสู่ระเบียบวาระในวันจันทร์นี่นะครับ ก็จะใช้เวลา แถลงในวันอาทิตย์ แล้วหลังจากนั้นในช่วงวันจันทร์ วันอังคารที่มีการประชุม ก็ถือเสมือนหนึ่ง ว่าเป็นการประชุมที่เปิดเผยถ่ายทอดสดนี่นะครับ ก็ไม่ได้มีการแถลงซ้ําอีกครั้งหนึ่ง แต่ว่าก็ได้ มีการประสานงานกับคณะโฆษกของคณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ อยู่เนือง ๆ ล่าสุดก็ได้มี การประชุมในเชิงปฏิบัติการระหว่างทีมโฆษกกับโฆษกคณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ แล้วก็ได้ แจ้งผลในการประชุมในการกระชับการทํางานให้คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้ทราบโดยตลอด โดยในคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนั้นก็ประกอบไปด้วยประธานกรรมาธิการประจําสภาทั้ง ๑๒ คณะ แล้วก็ได้กราบเรียนท่านถึงแนวทางที่จะต้องมีการแถลงเพื่อทําความเข้าใจกันอย่าง ต่อเนื่องนะครับ ซึ่งเรื่องนี้ท่านโฆษกอีกท่านหนึ่ง ท่านสุวัฒน์ จิราพันธุ์ ก็ได้รับเป็นแม่งานนะครับ ในขณะเดียวกันนอกเหนือจากงานของโฆษกแล้วก็เป็นงานที่ท่านประธานและท่านรอง ทั้งสองคนก็ได้จัดให้มีการแถลงข่าวประจําเดือนที่เรียกว่า มิสเตอร์เพรส (Mr. Press) ทุกเดือนต่อเนื่องกันมา แล้วก็ยังมีคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ที่ทางท่านประธานได้แต่งตั้งขึ้นก็ได้ ดําเนินการต่อเนื่องไปนะครับ แต่ว่าทั้งสิ้นทั้งปวงนั้นผลที่ออกมาแม้กระทั่งท่านประธานเอง ก็ได้ลงไปแถลงข่าวด้วยตัวท่านเองในครั้งที่วันที่ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลคดีทุจริตและ ประพฤติมิชอบ พ.ศ. .... จะเข้าสู่ที่ประชุมของ สนช. ซึ่งเป็นผลงานที่ปรากฏออกมา เป็นจริง ท่านก็ได้ลงไปแถลงนะครับ แต่อย่างไรก็ตามแต่ความห่วงใยของท่านสมาชิก ทางคณะโฆษกก็จะรับไว้พิจารณาแล้วก็นําไปพิจารณาถ่ายทอดกันในวงประชุมของ คณะโฆษกกับโฆษกคณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ แต่อย่างไรก็ดีก็ขอกราบเรียนผ่านไปยัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ ทั้ง ๑๒ ชุด แล้วก็โฆษกทั้ง ๑๒ ชุดด้วยว่าในบางครั้ง ในบางเรื่องนั้นทางคณะโฆษก ๔ คนเองถ้าจะแถลงงานที่เป็นเนื้อหาในรายละเอียดซึ่งมี ความลึกซึ้ง แล้วก็ในบางกรณีก็มีความสลับซับซ้อนอยู่ตามสมควรก็อาจจะก่อให้เกิด ความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าท่านประธานแต่ละชุดจะได้มอบหมายให้ ทางประธานอนุหรือกรรมาธิการที่เป็นคณะทํางานนั้นร่วมกันแถลงเมื่อก่อนเรื่องจะเข้าสู่ ที่ประชุม หรือว่าหลังจากเรื่องที่ผ่านออกมาที่ประชุมแล้วอีกครั้งหนึ่งก็น่าจะเป็นประโยชน์ ซึ่งโดยทางความเป็นจริงที่ถ้าพวกเราติดตามฟังสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ รัฐสภาก็จะได้รับทราบอยู่ อย่างเป็นต้นว่าเมื่อเช้านี้บังเอิญผมก็ได้ฟังอยู่ ท่านสมพงษ์ สระกวี ขออนุญาตเอ่ยนาม ซึ่งก็เป็นประธานอนุในส่วนของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมืองซึ่งกําลังจะรายงานวาระสําคัญในวันนี้ ท่านก็ได้กรุณาให้สัมภาษณ์ด้วย ความชัดเจน ถูกต้อง ก็เผยแพร่ออกไปอย่างทั่วถึงตามสมควรนะครับ แล้วถ้าผ่านไปผมก็ เชื่อว่าทางโฆษกของคณะกรรมาธิการก็จะได้ดําเนินการเผยแพร่อีกครั้งหนึ่ง จึงขอกราบเรียน ผ่านที่ประชุมมา แล้วก็ยินดีที่จะรับฟังความคิดเห็นของท่าน อันนี้เป็นส่วนแรกที่ท่านพูดถึง แต่ส่วนที่จะนําเรื่องใด ๆ เข้ามาหารือในที่ประชุมแห่งนี้นอกเหนือจากรายงานการปฏิรูปหรือไม่ ประการใดนั้น อันนี้ก็สุดแท้แต่ท่านประธาน แล้วก็ขึ้นอยู่กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ แล้วก็ข้อบังคับการประชุมสภาว่าจะเปิดช่องไว้ได้แค่ไหน เพียงไร กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ขอเรียนเชิญท่านสุวัฒน์ จิราพันธุ์
กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ที่ท่านกษิต ขออนุญาตเอ่ยชื่อ ข้อห่วงกังวลตัวนั้นกระผมกับทีมงานโฆษกก็ได้ตระหนักดีตรงนั้น แล้วก็ ในช่วงระยะ ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมาเรามีการประชุมกับกลุ่มโฆษกจากคณะกรรมาธิการต่าง ๆ ก็อย่างที่ท่านคํานูณได้เรียนไปบ้างแล้วว่าตอนนี้เราล่าสุดก็ออกมาเป็นผังออกอากาศนะครับ ทั้งในแง่วิทยุ โทรทัศน์ แล้วก็ตามสื่อต่าง ๆ โดยก็เชิญทางประธานกรรมาธิการหรือเจ้าของ เรื่องนั้น ๆ ที่จะออกไปดําเนินการ อันนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ก็พยายามจะทําอยู่ในส่วนนี้ที่จะให้ มันเห็นภาพได้ชัดเจนว่าเรื่องของการปฏิรูปนั้นมีอะไรที่คืบหน้าแล้วอะไรที่จะเป็นประโยชน์ ต่อประชาชน ก็ขอเรียนต่อที่ประชุมเพียงเท่านี้นะครับ อีกอันหนึ่งก็คืออยากจะขออย่างที่ ท่านคํานูณพูดไว้ก็คือว่าขอความร่วมมือจากคณะกรรมาธิการต่าง ๆ ด้วยนะครับว่าเรื่องต่าง ๆ มีประเด็นที่จะเป็นในการประชาสัมพันธ์นั้นทางทีมงานก็จะได้ประสานเพื่อจะขอผู้เชี่ยวชาญ ในเรื่องนั้น ๆ ไปออกอากาศไปช่วยกันชี้แจงครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปก็จะเป็นเรื่องของคณะกรรมาธิการนะครับ
ด้วยประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองได้มี หนังสือขออนุญาตให้ท่านทิพภานิดา ปาลกะวงศ์ เลขานุการอนุกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูประบบพรรคการเมือง ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลและตอบ ประเด็นข้อซักถามของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งผมได้พิจารณาแล้วได้อนุญาตนะครับ จึงขอเชิญผู้มีรายชื่อดังกล่าวเข้าร่วมประชุมชี้แจงต่อที่ประชุมด้วย สําหรับรายชื่อผู้เสนอและ ชี้แจงก็มีดังนี้ ๑. ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตรองประธานสภา ร่างรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ๒. ท่านสมพงษ์ สระกวี ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูประบบพรรคการเมือง อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสงขลา ขอเรียนท่านเสรีครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง ขอเสนอรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง เรื่อง ระบบพรรคการเมือง ต่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพื่อพิจารณา โดยคณะกรรมาธิการขอนําเสนอรายงานโดยใช้เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) และแจก เอกสารข้อมูลดังกล่าวเพื่อประกอบการพิจารณาของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศดังกล่าว ขออนุญาตท่านประธานด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ตามที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการเมืองได้เสนอแผนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ประกอบด้วย ๖ ประเด็นหลัก ดังนี้
๑. ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง
๒. ระบบพรรคการเมือง
๓. การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม
๔. การควบคุมและการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ
๕. การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย
๖. การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดอง
ซึ่งคณะกรรมาธิการได้เสนอรายงานเรื่องการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม ต่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไปแล้วเมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๙ และเสนอ รายงานเรื่องการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๙ ที่ผ่านมานั้น ในการนี้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมืองได้จัดทําแนวทางและข้อเสนอแนะการปฏิรูประบบพรรคการเมือง ตามแผนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง โดยคํานึงถึงความสําคัญเร่งด่วนและสัมฤทธิผล ของการปฏิรูปในระยะเวลาที่เหลืออยู่ และเป็นแผนปฏิรูปประเทศด้านการเมืองในห้วง ๑ ปีครึ่ง ในช่วงรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ ๒๐ ปีในช่วงรัฐบาลต่อ ๆ มา เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนโดยรวม และเพื่อพัฒนาพรรคการเมือง ให้เป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชน จึงควรที่จะมีการปฏิรูประบบพรรคการเมือง เพื่อให้เป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม และให้มีความต่อเนื่อง
ดังนั้นเพื่อให้การขับเคลื่อนการปฏิรูปการเมืองบรรลุเปูาหมายและบรรลุ วัตถุประสงค์ และสมประโยชน์อันก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น และเพื่อให้ การปฏิรูประบบพรรคการเมืองสัมฤทธิผล คณะกรรมาธิการจึงได้ตั้งอนุกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูประบบพรรคการเมืองโดยมีท่านสมพงษ์ สระกวี กรรมาธิการ เป็นประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบพรรคการเมือง และเพื่อพัฒนา พรรคการเมืองให้เป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชน คณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมืองจึงกําหนดวิธีการปฏิรูปไว้ดังนี้
๑. ปฏิรูประบบพรรคการเมืองโดยตระหนักว่าพรรคการเมืองคือสถาบัน สําคัญเคียงคู่กับระบอบประชาธิปไตยจึงปฏิรูปพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันการเมือง ของประชาชน มีอุดมการณ์ทางการเมืองร่วมกันอย่างแท้จริงและไม่ถูกครอบงําจากนายทุน
๒. ปฏิรูปสมาชิกพรรคการเมืองโดยทําให้ประชาชนให้ความสําคัญ ในการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง และเป็นสมาชิกพรรคการเมือง และทําให้สมาชิก พรรคการเมืองมีบทบาทความเป็นเจ้าของพรรคการเมือง
๓. ปฏิรูปโครงสร้างการบริหารพรรคการเมืองให้มีประสิทธิภาพและมี ความเป็นประชาธิปไตยภายในพรรค
๔. ปฏิรูปพรรคการเมืองให้มีพันธสัญญาประชาคมโดยนโยบายของ พรรคการเมือง
๕. ปฏิรูปการควบคุมและตรวจสอบการดําเนินงานของพรรคการเมือง และยุบพรรคการเมือง พัฒนาการให้ดําเนินการการปฏิรูประบบพรรคอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ในส่วนข้อเสนอของกรรมาธิการได้มีการศึกษาในประเด็นเรื่องของ การพัฒนาพรรคการเมืองให้ดีขึ้น แต่ไม่มีข้อเสนออย่างที่มีการกล่าวถึงกันในเรื่องเกี่ยวกับ การที่จัดระบบพรรคการเมืองเสียใหม่ หรือที่เรียกกันว่า เซตซีโร (Set zero) เราใน กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการเมืองไม่มีการเสนอในขั้นนั้น แต่เพื่อให้ พรรคการเมืองแต่ละพรรคการเมืองนั้นได้มีโอกาสเท่าเทียมกัน และเป็นการตรวจสอบส่วนที่ ผู้ที่เป็นสมาชิกของพรรคการเมืองในรายงานก็จะมีข้อเสนอในการที่จะให้มีการตรวจ ความเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองในแต่ละพรรคที่มีอยู่เดิม เพื่อการที่จะให้โอกาสพี่น้อง ประชาชนได้สามารถเข้ามีส่วนร่วมในพรรคการเมืองมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้การนําเสนอรายงาน ในเรื่องการปฏิรูประบบพรรคการเมืองเป็นไปด้วยความรวดเร็วและครอบคลุมทุกประเด็น จึงขออนุญาตท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศขอให้ท่านสมพงษ์ สระกวี ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการและท่านกรรมาธิการนําเสนอรายงานในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อ ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศต่อไป ขออนุญาตครับ
ขอบคุณครับ ขอเรียนเชิญท่านสมพงษ์ สระกวี
ท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิก สปท. ผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ วันนี้ก็ได้มีโอกาสได้คุยเรื่องปัญหาการเมืองกันตั้งแต่เช้าเลย นะครับ ซึ่งภารกิจของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองที่ท่านเสรี เป็นประธานนั้น ก็ได้มอบหมายให้ทางคณะอนุกรรมาธิการคณะผมได้ทําการศึกษา เรื่องการปฏิรูปพรรคการเมืองอันเป็นสถาบันที่สําคัญเคียงคู่กับระบอบประชาธิปไตย อีกไม่กี่วันข้างหน้าประเทศเราก็คงจะต้องก้าวเข้าสู่การเลือกตั้ง การมีพรรคการเมือง การเข้าสู่อํานาจทางการเมืองและการตรวจสอบการใช้อํานาจทางการเมือง ดังนั้น สภาพปัญหาของพรรคการเมืองที่เคยเป็นอยู่และที่จะต้องเป็นไปในวันข้างหน้า จึงเป็นเรื่อง สําคัญเป็นภารกิจที่รออยู่ตรงหน้าที่รอการปฏิรูป ในการปฏิรูปการเมืองของบ้านเรานั้น ของประเทศเรานั้น ถ้าละเว้นไม่พูดถึงหรือไม่คิดจะปฏิรูปพรรคการเมืองนะครับ ก็คิดว่า ปัญหาทางการเมืองของบ้านเราก็คงจะไม่จบสิ้นหรือไม่ลุล่วง แล้วก็จะมีปัญหาขึ้นมาอีก ท่านประธานครับ แท้ที่จริงก็คงไม่ต้องกล่าวให้เนิ่นนานหรือมากความ เพื่อนสมาชิก ก็คงตระหนักดีอยู่แล้วว่าสภาพของพรรคการเมืองที่เคยเป็นอยู่ และยังจะต้องเป็นอยู่ ถ้าไม่มีการปฏิรูป ก็คือพรรคการเมืองยังเป็นพรรคการเมืองที่เราบอกว่าเป็นพรรคการเมือง ของนายทุน เป็นพรรคการเมืองที่ประชาชนไม่ได้มีร่วมส่วนเป็นเจ้าของ เป็นพรรคการเมืองที่มีลักษณะเหมือนเป็นบริษัทส่วนตัว เป็นพรรคที่มีหลงจู๊ และเป็นสถาบัน ที่เป็นทางของนายทุนคนที่มีเงินที่เรียกว่าระบอบธนาธิปไตยคือเงินเป็นใหญ่ ใช้เงินซื้อพรรค ใช้เงินซื้อ ส.ส. ลงทุนในทางการเมืองแล้วก็มาถอนทุนทางการเมือง ซึ่งเป็นวัฏจักรที่นํามาสู่ ความเสื่อมทรามเสื่อมโทรมของระบอบประชาธิปไตยของประเทศ และถ้ากล่าวอย่างถึงที่สุด แล้วก็นํามาสู่สภาพปัญหาที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ คือการเข้ามาของการปฏิวัติรัฐประหาร โดยกองทัพ ซึ่งเรื่องนี้พูดไปก็กลับไปกลับมาอย่างที่เพื่อนสมาชิกได้ทราบ คณะทหารก็บอกว่า ถ้าการเมืองเป็นประชาธิปไตยบริสุทธิ์ ยุติธรรม เป็นการเมืองของประชาชนแล้วก็ไม่มี ความจําเป็นที่ทหารจะเข้ามา ดังนั้นโจทย์ข้อนี้จึงเป็นโจทย์ข้อใหญ่ที่เป็นภารกิจของ คณะปฏิรูปเราซึ่งได้เห็นพ้องต้องกันละครับว่าประเทศเราจะต้องเป็นระบอบประชาธิปไตย และไม่มีใครอยากเห็นการปฏิวัติรัฐประหารการยึดอํานาจเกิดขึ้นอีก เพราะฉะนั้น การสถาปนาระบอบประชาธิปไตยจึงย่อมหลีกไม่พ้นจากการสถาปนาสถาบันทางระบอบ ประชาธิปไตย ซึ่งหนึ่งในจํานวนนั้นก็คือสถาบันพรรคการเมือง ดังนั้นการปฏิรูป พรรคการเมืองจึงเป็นภารกิจเฉพาะหน้าที่วางอยู่รอการเลือกตั้งที่จะมาถึงในปี ๒๕๖๐ และการส่งทอดอํานาจจากคณะรัฐประหารไปสู่อํานาจของประชาชนโดยผ่านการเลือกตั้ง และผ่านระบอบพรรคการเมือง ท่านประธานที่เคารพครับ ดังนั้นคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมืองจึงได้เห็นถึงความสําคัญของเรื่องนี้ว่าจะทําอย่างไรที่จะ ปฏิรูปพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชน เป็นพรรคการเมืองที่มี อุดมการณ์ และที่สําคัญเป็นรูปธรรมที่สุดจะต้องเป็นพรรคการเมืองที่ไม่ถูกครอบงํา ถูกกํากับ จากนายทุน ฟังดูก็ดูดีนะครับ แต่หลายเสียงอาจจะบอกว่าแล้วมันจะง่ายนักหรือนะครับ การจะให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชนจากนายทุนซึ่งเป็นเจ้าของพรรคเป็นเรื่องง่ายนักหรือ ท่านประธานครับ อันนี้ครับจึงเป็นภารกิจของการปฏิรูปของกรรมาธิการการเมืองที่ได้ถูก กําหนดขึ้นและได้มอบหมายและที่จะนําเสนอต่อเพื่อนสมาชิก สปท. ในวันนี้
ในประการที่ ๒ ครับ สิ่งที่จะต้องเป็นลูกก็คือพรรคการเมืองจะต้อง ประกอบด้วยสมาชิก แต่ที่ผ่านมานั้นดังที่ท่านทราบกันดีอยู่ว่าสมาชิกของพรรคการเมือง หาได้มีความเป็นสมาชิกที่จะเป็นที่คาดหวังอะไรได้พอ ๆ กับพรรคการเมืองนั่นแหละ ก็คือ สมาชิกพรรคก็ถูกกะเกณฑ์ให้ไปเป็นสมาชิก เป็นสมาชิกพรรคก็พาไปเที่ยว แจกเสื้อยืด เรียกว่าชักชวนกันด้วยอามิสสินจ้างเพื่อระดมคนให้ไปเป็นสมาชิกพรรค เมื่อสมาชิกพรรค เข้าร่วมกิจกรรมโดยขาดจิตสํานึกเช่นนั้นแล้วก็จึงคาดหวังไม่ได้ว่าจะเรียกร้องให้สมาชิกพรรค ไปมีบทบาทในพรรคการเมืองก็จึงเป็นธุระไม่ใช่ ประเทศเรามีสมาชิกพรรคถึง ๗๗ พรรค นี่เป็นเรื่องที่จะว่าแย่เต็มทีหรือว่าดีเหลือเกินก็ได้ แต่เท่าที่รู้ก็คือว่าเป็นเรื่องที่แย่เต็มที เห็นพรรคการเมือง เห็นการจัดตั้งพรรคการเมือง เป็นเรื่องเล่น ๆ เป็นเรื่องโก้เก๋ หรือว่าเป็นเรื่องจดพรรค เอาหัวพรรคการเมืองไว้ขายก็มี ดังนั้นในการปฏิรูปนั้นเราจึงประสงค์ที่จะให้ประชาชนได้เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองอย่าง มีจิตสํานึก โดยการเข้าไปเป็นสมาชิกพรรค เหมือนอย่างที่เราเคยได้ยินนะครับว่าเขา เรียกร้องให้เราเข้าไปเป็นสมาชิกพรรค เพราะถ้าพรรคการเมืองไม่ดียิ่งต้องรีบเข้าไปเป็น สมาชิกเสียแต่วันนี้จะได้ช่วยทําให้พรรคการเมืองเป็นพรรคการเมืองที่ดี แต่ถ้าพรรคการเมือง ดีอยู่แล้วก็ยิ่งต้องรีบเข้าไปช่วยพรรคการเมืองนั้นเพื่อทําให้พรรคการเมืองที่ดีได้เป็น พรรคการเมืองที่เคียงคู่กับระบอบการเมืองของประเทศเรา เพราะฉะนั้นจิตสํานึกเช่นนี้ นะครับว่าในการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองนั้นนี่เป็นเรื่องที่ต้องเสียสละ เป็นเรื่องที่ มีเกียรติ เป็นเรื่องที่มีจิตสํานึกที่เราเห็นคุณค่าของสถาบันในระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่า พรรคการเมืองจะดีหรือไม่ดี เพื่อนสมาชิก สปท. อยู่ที่นี่ถ้าเมื่อไรท่านคิดได้ว่าแล้วข้าพเจ้าจะ เข้าไป ถ้าพรรคไม่ดีข้าพเจ้าจะไปทําให้พรรคการเมืองดี และถ้าพรรคดีอยู่แล้วข้าพเจ้า ก็จะได้ไปเสริมสร้างให้พรรคการเมืองนั้นนี่ได้เป็นตัวแทนอํานาจของประชาชนที่แท้จริง เพราะฉะนั้นการปฏิรูปสมาชิกพรรคการเมืองจึงเป็นเรื่องสําคัญอีกเป็นประเด็นที่ ๒
ในประการที่ ๓ อันนี้สะท้อนสภาพเดิมของพรรคการเมืองได้อย่างแท้จริง นั่นก็คือจะต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารของพรรคการเมืองให้มีประสิทธิภาพ มีความเป็นประชาธิปไตยภายในพรรค ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองทุกระดับ ตั้งแต่คนที่ถูก คัดเลือกไปเป็นรัฐมนตรี เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี เป็นผู้สมัคร ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ (Party list) หรือผู้สมัคร ส.ส. เขต ต่าง ๆ เหล่านี้ต้องผ่านการมีร่วมส่วนของสมาชิกพรรค หรือผ่าน การตัดสินใจของสมาชิกพรรค ซึ่งเพื่อนสมาชิกก็คงทราบดีไม่ต้องอภิปรายกันมากในประเด็นนี้ ว่าการปฏิรูปโครงสร้างภายในพรรคให้เป็นประชาธิปไตยนั้นนี่สะท้อนปัญหาที่สุดว่า พรรคการเมืองเป็นของประชาชนหรือเป็นของนายทุน ที่ผ่านมาพรรคที่เขามีนายทุนเป็น เจ้าของหรือเป็นบริษัทส่วนตัว จึงเป็นหน้าที่ของนายทุนพรรคที่จะชี้ว่าใครควรจะไปเป็น รัฐมนตรี ใครควรจะได้ลงปาร์ตี้ลิสต์ (Party list) และใครควรจะได้เป็น ส.ส. ในเขตไหน ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นปัญหาที่พูดกันมากและนํามาสู่การปฏิรูปในครั้งนี้เช่นเดียวกัน
ส่วนประการที่ ๔ ก็คือจะต้องให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันที่สะท้อน การแก้ปัญหาของชาติบ้านเมืองโดยผ่านนโยบายของพรรคการเมือง ให้การเลือกตั้งเป็น การแข่งขันกันทางด้านการนําเสนอนโยบายสู่ประชาชน ไม่ใช่แข่งขันกันซื้อเสียงดังที่เคย เป็นมา
และประการสุดท้าย เมื่อคาดหวังได้ว่าจากการปฏิรูปประชาชนได้เข้า ร่วมส่วนเป็นเจ้าของพรรคมากขึ้น เสียเงินค่าสมาชิกให้กับพรรค มีความเป็นประชาธิปไตย ภายในพรรค จะต้องมีการตรวจสอบและควบคุมการดําเนินงานของพรรคการเมืองให้เป็น ประชาธิปไตยให้จงได้ และทําให้พรรคการเมืองเป็นพรรคของมหาชนและการตรวจสอบ การดําเนินกิจกรรม รวมทั้งการเงินของพรรคจะต้องได้รับการตรวจสอบดุจเดียวกับบริษัท มหาชน
ท่านประธานที่เคารพครับ จากหลักการทั้ง ๔ ประการนี้จึงเห็นได้ว่าคงจะมี คําถามอยู่ในใจของเพื่อนสมาชิก สปท. ว่าโลกสวยไปหรือเปล่า ก็อยากจะเรียนท่านสมาชิก ว่าเป็นความจริงครับ ว่าสิ่งที่เราจะพูดกันในวันนี้นั้นมีอยู่ ๒ เรื่อง เรื่องแรก ก็คือสภาพที่เป็นอยู่ จริงของพรรคการเมืองไทยที่ผ่านมาและที่เป็นอยู่ แต่สิ่งที่กรรมาธิการจะนําเสนอในวันนี้ควบคู่กัน ไปว่าจากสภาพที่เป็นจริงเช่นนั้นแหละ แต่สิ่งที่ควรจะเป็นนั้นควรจะเป็นเช่นไร และเราจะมี มาตรการอย่างไร และเราจะเดินไปข้างหน้าให้ได้ตามภารกิจการปฏิรูปพรรคการเมือง ซึ่งเป็น ภารกิจที่นําเสนอต่อเพื่อนสมาชิก สปท. ในวันนี้ ดังนั้นสิ่งที่เป็นอยู่จริงกับสิ่งที่ควรจะเป็น จึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย จึงเป็นภารกิจที่เราเรียกว่า ภารกิจเพื่อการปฏิรูปที่นําเสนอกับ ท่านประธานในวันนี้ ท่านประธานครับ โจทย์ข้อแรกทําให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชน จากพรรคการเมืองที่บอกว่าเป็นของนายทุนทําได้อย่างไร แนวทางการปฏิรูปที่เสนอต่อเพื่อน สมาชิกในวันนี้ก็คือว่าการทําให้ประชาชนเป็นเจ้าของพรรคการเมืองนั้น จะต้องวัดกันด้วย การเป็นสมาชิกพรรคที่ชําระเงินค่าสมาชิกให้กับพรรคการเมือง แต่เดิมพรรคการเมือง ไม่สนใจสมาชิกก็ได้ แต่เดิมเงินทุนในการบริหารพรรคการเมืองมาจากนายทุน ดังที่พวกท่าน ทราบกันอยู่ดีและนินทากันอยู่ทุกวี่ทุกวัน แต่ต่อไปนี้นั้นจะต้องเปลี่ยนมิติของพรรคการเมือง ให้มีหุ้นส่วนของพรรคเพิ่มมากขึ้นเป็นจํานวนเป็นล้าน ๆ คน สามารถเอ่ยนามก็ได้ บางพรรคการเมืองนี่นะครับ มีสมาชิกถึง ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน ท่านประธานครับ จากมิติการปฏิรูป ในครั้งนี้ความเป็นสมาชิกพรรคนั้นจะต้องแสดงออกด้วยการเป็นเจ้าของพรรคด้วยการเสีย เงินค่าบํารุงพรรค หรือเสียค่าสมาชิก สมาชิกพรรคที่มีอยู่ถึง ๓,๐๐๐,๐๐๐ คนของบางพรรค นั้นนี่ ถ้าเสียกันคนละ ๑๐๐ บาทต่อปี ซึ่งไม่มากเลยเงิน ๑๐๐ บาทต่อปี ถ้ามีจิตศรัทธา ในทางการเมือง บริจาคให้พรรคการเมือง สมาชิกพรรค ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน ก็สามารถเสีย ค่าสมาชิกให้พรรคการเมืองได้ปีหนึ่งถึง ๓๐๐ ล้านบาท อันนี้เราก็เห็นชัดครับว่าเงิน ๓๐๐ ล้านบาทนี้ไม่ใช่เงินนายทุนแล้ว แต่เป็นเงินของสมาชิกพรรค ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน คนละ ๑๐๐ บาท เมื่อพรรคการเมืองมีเจ้าของ มีหุ้นส่วน เป็นบริษัทมหาชนที่สมาชิกพรรคถึง ๓,๐๐๐,๐๐๐ คนเป็นเจ้าของ ความเป็นเจ้าของพรรคก็จะเริ่มเปลี่ยนจากพรรคของนายทุนเพียง ๑๐ คน ๒๐ คน ที่บริจาคคนละ ๕๐ ล้านบาท ๑๐๐ ล้านบาทมาเป็นประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของ ถึง ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน นอกจากนั้นครับท่านประธาน รัฐบาลหรือรัฐซึ่งปรารถนาอย่างยิ่งที่ อยากจะเห็นพรรคการเมืองเป็นสถาบันของประชาชน แต่ความปรารถนาอย่างเดียวไม่พอ หรือมัวด่านายทุนว่ามาลงทุนเพื่อจะถอนทุนในพรรคการเมืองอย่างเดียวไม่พอ คําถามว่า พรรคจะสามารถสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนมาเป็นหุ้นส่วนเจ้าของพรรคการเมืองได้ด้วย วิธีใดบ้าง ในมิติที่นําเสนอต่อเพื่อนสมาชิกท่านประธานครับ ในวันนี้มีอยู่ ๓ แนวทาง
แนวทางที่ ๑ สมาชิกพรรคที่บริจาคให้พรรคการเมืองปีละ ๑๐๐ บาท ผมยกตัวอย่างนะครับ รัฐจะสร้างแรงจูงใจเพื่อให้พรรคการเมืองได้หาสมาชิกเยอะ ๆ นะครับ มีคนจ่ายเงินค่าสมาชิกเยอะ ๆ รัฐจะช่วยสนับสนุนเงินค่าสมาชิกนี้ให้อีกครึ่งหนึ่งของเงินที่ สมาชิกได้จ่ายให้กับพรรคการเมือง
แนวทางที่ ๒ พรรคจะสร้างแรงจูงใจให้กับประชาชนทั่วไปว่าถ้าผู้ใดบริจาคเงิน ให้พรรคการเมือง คือการบริจาคเงินให้กับสถาบันประชาธิปไตยที่มีคุณค่า การบริจาคเงินให้ พรรคการเมืองให้คิดในมิติว่าเป็นเหมือนกับการบริจาคเงินให้กับมูลนิธิ เหมือนกับ การบริจาคเงินให้กับกิจกรรมทางการกีฬา และเหมือนกับการบริจาคเงินให้กับโรงเรียนหรือ วัดเพื่อการศึกษา ผู้ที่บริจาคเงินให้กับพรรคการเมืองในวงเงินที่ตามกฎหมายจะกําหนด สมมุติว่าไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาทต่อปี สามารถนําเงินที่บริจาคให้พรรคการเมืองนี้ไปหัก ลดหย่อนภาษีเงินรายได้ปลายปีได้ อันนี้เพื่อแสดงเจตจํานงของรัฐว่าการสนับสนุน หรือบริจาคเงินให้พรรคการเมืองนั้นเป็นหน้าที่อันสําคัญที่ประชาชนในประเทศนี้พึงช่วยกัน คนละไม้คนละมือ มิฉะนั้นก็มานั่งบ่นอีกครับ ถ้าไม่คิดจะสร้างแรงจูงใจก็เป็นนายทุน พรรคนายทุน แต่รัฐนี่ในมิติการปฏิรูปนั้นจะต้องเปิดโอกาสสร้างแรงจูงใจว่าใครบริจาคเงินให้ พรรคการเมือง คือการบริจาคเงินเช่นเดียวกับวัดหรือสาธารณกุศลอื่น ๆ ที่สามารถไปหัก ลดหย่อนภาษีได้
ส่วนแนวทางที่ ๓ ก็เป็นเรื่องเก่าไม่ใช่เรื่องใหม่แต่มาปรับปรุงนิดหน่อย ท่านประธานครับ ก็คือผู้เสียภาษีให้กับรัฐซึ่งมีอยู่ประมาณปีละ ๔,๐๐๐,๐๐๐ คน ที่ยื่นภาษี แล้วก็มีภาษีรายได้ที่ต้องเสียให้กับรัฐ รัฐก็สร้างแรงจูงใจว่าเงินภาษีที่ท่านเสียให้กับรัฐนั้น รัฐจะบริจาคเงินนี้ตามเจตจํานงของท่านตามสิ่งที่ท่านต้องการว่าจะบริจาคให้พรรคการเมืองใด ท่านประธานครับ แต่เดิมนั้นสามารถหักได้ปีละ ๑๐๐ บาท ในยุคปฏิรูปพรรคการเมือง เพื่อให้พรรคการเมืองได้เป็นสมบัติของประชาชนหมู่มากนั้นก็ขอเพิ่ม ขอแก้กฎหมายเพิ่ม ประมวลรัษฎากรอะไรนี่นะครับ แค่เพิ่มเป็น ๒๐๐ บาท ท่านประธานครับ แต่ประเด็นไม่ได้ จบอยู่แค่นั้น เพราะจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา จากบทเรียนที่ผ่านมาผู้ที่ยื่นแบบเสียภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาปลายปี ปีหนึ่งประเทศไทยมีอยู่ ๔,๐๐๐,๐๐๐ คน ที่เสียภาษีให้รัฐ ปรากฏว่ารัฐบอกว่าคุณมีสิทธิที่จะระบุว่าจะบริจาคเงินให้พรรคการเมืองใด ๑๐๐ บาท ปรากฏว่ามีคนระบุว่าจะบริจาคให้พรรคการเมืองนั้นแค่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ คือประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ รายเท่านั้นเองครับ ส่วนที่เหลือกู้ไม่ให้ ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เงินในกระเป้าเลยนะครับ รัฐสร้างแรงจูงใจเพื่อสนับสนุนพรรคการเมือง แต่ว่าผู้เสียภาษีก็ไม่บริจาคให้ ซึ่งประเด็นนี้ ไม่ใช่ความผิดของผู้เสียภาษี แต่อย่างน้อยที่สุดเราก็จะได้บอกว่าพรรคการเมืองจะต้องปฏิรูป ตัวเอง พรรคการเมืองจะได้ตระหนักว่าต่อไปนี้รัฐก็ได้สร้างแรงจูงใจเปิดโอกาสให้คนบริจาค ไปหักลดภาษีปลายปีได้ เปิดให้บริจาคโดยรัฐจ่ายแทนให้ แต่ในเมื่อพรรคการเมืองไม่ได้สนใจ ประชาชน พรรคก็ต้องเล็กอยู่ต่อไป พรรคก็ต้องอยู่ภายใต้อุ้มมือของนายทุนอยู่ต่อไป ท่านประธานครับ จะเห็นว่าเมื่อรัฐได้สร้างแรงจูงใจที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนส่วนใหญ่ ได้เป็นเจ้าของพรรค ได้เป็นหุ้นส่วนของพรรค ได้เป็นผู้บริจาคให้กับพรรค สร้างภาพลักษณ์ ให้เห็นว่าพรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชน และหลังจากนั้น เมื่อประชาชนเป็นเจ้าของพรรคอย่างแท้จริงก็จะเกิดคลื่นการปฏิรูปครั้งสําคัญขึ้นมา ท่านประธานลองนึกภาพดูสิครับว่าทันทีที่ประชาชนเสียเงินให้กับพรรคจะเกิดอะไรขึ้น ๑. จะเกิดคําถามแรกก่อนว่าเรื่องอะไรที่ผมจะเสียเงินให้พรรค พรรคโหลยโท่ยใช้ไม่ได้ ไม่สามารถเป็นตัวแทน ไม่สามารถเป็นความหวังได้คนเขาก็ไม่จ่ายสตางค์หรอกครับ เหมือนกับที่ผ่านมาเขาก็ไม่จ่ายสตางค์ เพราะฉะนั้นพรรคจะต้องปฏิรูปตัวเองถ้าอยากจะได้ เงินของประชาชน เช่นเดียวกันครับไม่ว่าการเป็นสมาชิก ไม่ว่าจะเงินบริจาค หรืออะไรทั้งสิ้น เมื่อพรรคปรับปรุงตัวเอง ปฏิรูปตัวเอง เปิดรับสมาชิก เปิดรับการบริจาคจากประชาชน จํานวนมาก นั่นก็คือพรรคก็จะแปรสภาพกลายเป็นพรรคมหาชนที่ประชาชนเป็นเจ้าของ พรรค ต่อจากนั้นด้วยมาตรการที่จะถูกกําหนดขึ้นในกฎหมายพรรคการเมือง กฎหมายของ กกต. กฎหมายเลือกตั้ง หรืออะไรที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง ก็จะสามารถ กําหนดให้สมาชิกพรรคมีบทบาทความเป็นเจ้าของ มีบทบาทในการเลือกหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค กรรมการบริหารพรรค มีบทบาทในการเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขต ต่าง ๆ เป็นการเลือกตั้งที่เรียก ไพรมารีโหวต (Primary vote) หรือว่ามีสิทธิในการคัดเลือก ไม่ใช่ว่าให้หัวหน้าพรรคจิ้มเอาตามว่าใครจ่ายสตางค์ให้พรรคมากก็ได้รับสิทธิที่จะได้ ลงเลือกตั้ง ดังนี้เป็นต้น ท่านประธานครับ ด้วยความคาดหวังต่าง ๆ ดังนี้ เราก็หวังว่า แนวทางการปฏิรูปพรรคการเมืองซึ่งมีหัวใจสําคัญอยู่ ๓-๔ ประการ ดังที่ท่านประธาน กรรมาธิการท่านประธานเสรีได้กล่าวแต่เบื้องต้นแล้วว่าเราจะต้องทําให้พรรคการเมืองเป็น สถาบันทางการเมืองของประชาชนให้จงได้ ซึ่งอันนี้คือภารกิจของการปฏิรูปครั้งสําคัญใน ครั้งนี้ และก็หวังว่าในรายละเอียดอื่น ๆ เพื่อนสมาชิก สปท. ก็คงจะได้คิดแล้วก็ฝากทาง คณะกรรมาธิการและทางคณะท่านประธานก็คงจะต้องทํางานหนักในวิป (Whip) ต่อ เพื่อที่จะขับเคลื่อนออกมาเป็นกฎหมายพรรคการเมือง กฎหมายประมวลรัษฎากร หรือสิ่งต่าง ๆ หลายประการ ซึ่งต้องเรียนเพื่อนสมาชิกว่าเราโชคดีนิดหนึ่งนะครับ ไม่ใช่โชคดี นิดหนึ่ง ในการปฏิรูปการเมืองนั้นเราโชคดีอย่างสําคัญ เนื่องจากรัฐธรรมนูญในฉบับที่รอ การลงประชามตินี้นั้นได้บรรจุเนื้อหาการปฏิรูปการเมืองและพรรคการเมืองไว้อย่างชัดแจ้ง นั่นก็หมายความว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเจตจํานงอันแน่วแน่ และก็ได้บรรจุภารกิจไว้ อย่างชัดเจนชัดแจ้งว่าจะต้องให้มีการปฏิรูปการเมืองและปฏิรูปพรรคการเมืองขึ้น เป็นเส้นทางอันสําคัญ เพราะฉะนั้นท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพครับ ก็หวังว่าในวันนี้ ในการนําเสนอเรื่องการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเรื่องระบบพรรคการเมืองที่นําเสนอต่อ ทุกท่านในวันนี้ ก็หวังว่าเราจะได้มีเจตจํานงร่วมกันที่อยากจะเห็นสถาบันพรรคการเมืองเป็น ที่พึ่งที่หวัง จะได้เป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชนเคียงคู่กับระบอบประชาธิปไตยของ ประเทศเราตลอดไป ขอขอบคุณครับ
เชิญท่านประธานเสรีครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ในส่วนของกรรมาธิการเองก็ได้จัดทําเป็นข้อเสนอแนะเอาไว้ส่วนท้ายนะครับ ซึ่งตามรายงาน ที่ท่านประธานสมพงษ์ได้กรุณาให้ความเห็นเสนอรายงานต่อสภาดังกล่าวนั้น ในกรรมาธิการ เรามีข้อเสนอแนะครับ ข้อเสนอแนะดังกล่าวก็คือ ขอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือที่เรียกว่า คสช. ก็ขอให้ท่านแก้ไขคําสั่งของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๕๗/๒๕๕๗ เรื่อง ให้พระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญบางฉบับมีผลใช้บังคับต่อไป เพื่อผ่อนคลายให้พรรคการเมืองได้มีการดําเนิน กิจกรรมทางการเมืองภายในพรรค ให้การดําเนินกิจการของพรรคการเมืองเป็นไปโดย เปิดเผยและตรวจสอบได้ และให้พรรคการเมืองพัฒนาเป็นพรรคการเมืองของประชาชน มีอุดมการณ์ร่วมกันอย่างแท้จริง ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวนี้ก็ไปสอดคล้องกับแนวความคิดเห็น ของ คสช. ที่ปรากฏอยู่ในหน้าข่าวสารว่าหลังจากที่ได้มีการทําประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับดังกล่าวนี้แล้ว ถ้าหากร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากประชาชนก็จะ ผ่อนคลายให้พรรคการเมืองได้สามารถประชุมเพื่อที่จะวางแนวทางในการที่จะดําเนินการ กิจกรรมทางการเมืองในส่วนที่สามารถทําได้อันสมควรต่อไปนะครับ ซึ่งจะสอดคล้องกัน นอกจากนี้นะครับ ขอกราบเรียนทางที่ประชุมว่าในส่วนข้อ ๙ นี้นะครับ จริง ๆ แล้วอยู่ใน ข้อเสนอแนะ เดี๋ยวอย่างไรก็ตามนะครับ ผมก็ขออนุญาตกราบเรียนที่ประชุมว่าขอไปปรับ ถ้อยคําเล็กน้อยเพื่อให้รายงานดังกล่าวนี้มีข้อเสนอแนะที่สมบูรณ์ต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นนะครับ โดยใช้เวลา ท่านละไม่เกิน ๑๐ นาที ขอเชิญครับ ท่านกษิต ภิรมย์ เชิญครับ อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. ลําดับ ๗ คือที่จริงผมอยากจะพูดเป็นคนสุดท้าย เพราะว่าผมก็เป็นที่ปรึกษาของ คณะอนุกรรมาธิการด้วย มันจะเสียมารยาท แต่เมื่อไม่มีท่านสมาชิกผู้ใดประสงค์ที่จะพูด ผมขอพูดก็แล้วกันได้ไหมครับ ผมยินดีจะพูดเป็นคนสุดท้าย
ก็ตอนนี้คนสุดท้ายแล้วครับ เพราะยังไม่มีสมาชิกแสดงความจํานงเพิ่มเติม
คือผมเห็นด้วยกับสาระเนื้อหาทั้งหมดนะครับที่อยู่ ในเอกสาร แล้วก็ที่ท่านประธานเสรีและท่านประธานสมพงษ์ได้กล่าวไว้ แต่ว่าผมจะขอพูด ในเชิงปรึกษา เพราะว่าเรื่องที่ได้ผ่านสภา สปท. ๕๐ กว่าเรื่องที่ได้มีการส่งไปที่รัฐบาลแล้ว ผมคิดว่าทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เป็นเรื่องที่ทางคณะรัฐบาล แล้วก็ คสช. จะต้องไปดําเนินการ กับบรรดาหน่วยราชการทั้งหลายทั้งหมด แต่ว่าเรื่องนี้นะครับ เรื่องการปฏิรูปพรรคการเมือง แล้วก็ก่อนหน้านี้ระบบการเลือกตั้งที่ท่านสุชน ชาลีเครือ เป็นประธาน แล้วก็เรื่องของ วัฒนธรรมทางการเมืองที่ผมได้เป็นประธานนั้น มันมีความเกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง ส่วนเรื่องการปฏิรูปพรรคการเมืองมันเกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ และเมื่อ สักครู่นี้ท่านเสรีก็ได้เสนอข้อเสนอแนะให้มีการเปลี่ยนแปลงถ้อยคําในมาตรา ๕๗ ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ถ้าผมเข้าใจถูกต้อง คําถามที่ผมอยากจะขอเรียนปรึกษาท่านประธานแล้วก็ที่ประชุมก็คือว่าระหว่างที่เรากําลังจะ ส่งเอกสารอันนี้ไปให้รัฐบาล และเมื่อถึงมือรัฐบาลแล้วใครจะเป็นผู้ประสานกับทางฝุาย พรรคการเมือง ทาง สปท. โดยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ยังจะมีสิทธิแล้วก็หน้าที่ในการจะประสานกับพรรคการเมืองหรือไม่ เพราะว่าพรรคการเมือง ควรจะได้พิจารณาอย่างน้อยเอกสาร ๓ ฉบับ คือเรื่องการเลือกตั้งที่เที่ยงธรรม วัฒนธรรม ทางการเมือง แล้วก็เรื่องของพรรคการเมืองที่อยู่ต่อหน้าเราในขณะนี้ เพื่อให้เรื่องมันดําเนิน ไปได้แล้วก็ทางพรรคการเมืองเขาจะได้ศึกษาพิจารณา เพราะว่าในที่สุดแล้วเขาจะเป็นผู้ใช้ นะครับ เรื่องที่กําลังได้พิจารณามาแล้ว ๒ เรื่อง และที่กําลังจะพิจารณาในขณะนี้ ผมก็ อยากจะปรึกษาหารือวิถีทางเพื่อให้พรรคการเมืองเขาได้ศึกษา แล้วจะได้มีปฏิกิริยา ข้อคิดเห็นกลับมา เราก็จะได้ทํางานกันอย่างต่อเนื่อง จะโดยเราเอง สปท. หรือจะคู่ขนานกับ หน่วยงานใดก็ตามที่ทาง ครม. แล้วก็ คสช. จะได้มอบหมายนะครับ อันนี้เป็นเรื่องที่น่าจะมีความกระจ่าง แล้วน่าจะได้ การปรึกษาหารือหาข้อยุติได้ ไม่อย่างนั้นแล้วก็ทํามาไม่มีประโยชน์ต้องไปรอจนกระทั่งจะมี อะไรครับ กฎหมายพรรคการเมือง แล้วก็เตรียมการเลือกตั้ง สมมุติว่าอีก ๑๖ เดือน ๑๘ เดือนข้างหน้า เอกสารนี้มันก็จะไปไม่ถึงพรรคการเมือง ผมคิดว่ามันไม่ทันกาล แล้วมันก็ไม่ เป็นการสมควรที่จะเป็นเช่นนั้น ก็ขอขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ
เชิญท่านประธานเสรี สุวรรณภานนท์ ตอบประเด็นนี้ก่อน แล้วก็เดี๋ยวจะมี ท่านคุรุจิตจะอภิปรายนะครับ
เรียนท่านประธานครับ คือในส่วนที่ท่านกษิต ขออนุญาตเอ่ยนามได้พูดถึง ต้องกราบเรียนทําความเข้าใจซึ่งจะทําให้ สภาเราได้ทราบด้วย ก็คือหลังจากที่รายงานต่าง ๆ ที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการเมืองที่ผ่านไปแล้วก็จะส่งไปพิจารณาในกรรมการ ๓ ฝุาย ที่ทางรัฐบาล ได้ตั้งขึ้น ก็จะพิจารณาในส่วนของเนื้อหาสาระของรายงานดังกล่าวนี้ แล้วส่งต่อให้กับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป นอกจากนั้นก็จะมีกรรมการ ๒ ฝุาย ซึ่งประชุมกันระหว่าง สปท. กับ สนช. ที่จะต้องพิจารณาต่อไปว่ารายงานดังกล่าวนี้จะมีส่วนมีผลในการที่จะออกกฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง ก็คือกฎหมายเกี่ยวกับพรรคการเมืองต่อไปข้างหน้า แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าหากว่า พิจารณาจากตัวร่างรัฐธรรมนูญที่กําลังทําประชามติอยู่ ในร่างดังกล่าวก็จะให้คณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญเป็นคนจัดทําเสนอร่างกฎหมายดังกล่าว แต่ในทางปฏิบัติเท่าที่ทราบว่า ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง ทาง กรธ. เองได้ส่งให้กับ กกต. ช่วยยกร่างให้ ดังนั้นเนื้อหาสาระตามรายงานดังกล่าวนี้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง ถ้าสภาได้เห็นชอบแล้วก็จะต้องมีการจัดทํากฎหมายที่เกี่ยวข้อง จะอยู่ใน ข้อเสนอแนะที่เขียนว่าข้อ ๙ ที่ขอแก้ไขอยู่ในข้อเสนอแนะว่าจะมีร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล รัษฎากร แล้วก็มีกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นรายงานนี้เมื่อผ่านแล้วก็จะเอารายละเอียด นําเสนอสู่การพิจารณาให้ออกกฎหมายต่อไป ซึ่งจะผ่านกรรมการ ๓ ฝุาย และกรรมการ ๒ ฝุายของทั้ง ๒ สภานี้ แต่สิ่งที่ท่านกษิตเป็นห่วงว่าอยากจะให้พรรคการเมืองมีส่วนรู้เห็น หรือส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็นด้วย ท่านดูในวรรคสุดท้าย จะเขียนไว้ชัดเจนครับว่า คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองจึงขอเสนอรายงาน เรื่อง ระบบ พรรคการเมืองเพื่อให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้โปรดพิจารณา หากสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศเห็นชอบด้วยขอให้โปรดส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติ แห่งชาติ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง พรรคการเมือง ตรงนี้ครับ พรรคการเมืองที่ได้รับการจดทะเบียนแจ้งการจัดตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไป ส่วนนี้ถ้าสภา เห็นชอบเราก็จะส่งสําเนารายงานนี้ให้บรรดาพรรคการเมืองต่าง ๆ เพื่อจะรับทราบ แล้วก็ เสนอความคิดเห็นต่อไปด้วย ขอบคุณครับ
ขอเชิญท่านคุรุจิต นาครทรรพ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน แล้วก็อดีตสมาชิก สปช. เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ต้องขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมืองที่เสนอรายงาน เรื่อง ปฏิรูประบบพรรคการเมือง ผมก็ได้รับฟัง มารอบหนึ่งในวิป (Whip) แล้ว ท่านสมพงษ์นําเสนอได้ฉะฉานดีมากจนไม่กล้าถามเลย จริง ๆ ผมก็ว่าจะไม่อภิปรายแล้ว แต่ประหลาดใจมากว่าไม่มีคนเข้าชื่ออภิปรายเลย ก็กลัว จะไม่ถึงเที่ยง และโดยทั่วไปก็ได้ฟังที่ท่านสมพงษ์บรรยายในวิป (Whip) แล้วก็อ่านดูนี่ ก็เห็นด้วยในหลักการกับรายงานฉบับนี้นะครับ แต่อยากจะขอคอมเมนต์ (Comment) ในจุดที่ผมคิดว่าให้ความสําคัญเป็นพิเศษก็คือเรื่อง ของการปฏิรูประบบการเงินบริจาคเข้าพรรคการเมือง ท่านสมพงษ์ก็ได้บรรยายในวิป (Whip) ผมจําได้ว่า สรุปก็คือไม่อยากให้พรรคการเมืองเป็นระบบเถ้าแก่ มีนายทุนอยู่ คนสองคนแล้วก็ควบคุมอํานาจในพรรคทั้งหมดเพราะว่าเป็นผู้จ่ายสตางค์ให้พรรคทั้งหมด เพราะฉะนั้นเรื่องของระบบการรับบริจาคเงินเข้าพรรคการเมืองนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สําคัญ แล้วก็ควรจะทําให้โปร่งใส แล้วก็ควรจะทําให้ถูกกฎหมาย เหมือนครั้งหนึ่งเราจะทําหวยใต้ดิน ให้เป็นหวยบนดินนะครับ ก็คือแทนที่จะต้องไปแอบให้กันก็มาให้โดยเปิดเผย ต่างประเทศ เขาก็มีข้อจํากัดหรือมีกฎหมายเลยว่าคนสามารถจะบริจาคเงินให้กับพรรคการเมืองได้เท่าไร ได้กี่ล้านก็ว่าไปเลย แต่ห้ามเกินเท่าไร เพราะฉะนั้นถ้าคนเห็นด้วยกับนโยบายของพรรค เห็นกับคุณค่า คุณภาพของคนในพรรค และสิ่งที่ทําให้เกิดประโยชน์กับประเทศเขาก็มีสิทธิ ที่จะบริจาค แล้วเงินเหล่านี้ก็เป็นเงินที่บริสุทธิ์ พรรคการเมืองก็เอาไปใช้จ่าย เพราะต้อง ยอมรับว่าพรรคการเมืองก็มีค่าใช้จ่าย เงินเดือน ค่าน้ํา ค่าไฟ ค่าติดโปสเตอร์ ค่าเดินทาง ที่ต้องไปพูดที่โน่นที่นี่ เพราะฉะนั้นคิดว่าอยากจะฝากคณะกรรมาธิการด้านการเมืองนี้ ไปศึกษาในเรื่องของปฏิรูประบบการเงินของพรรคการเมืองให้มันเป็นการยกระดับเพื่อ การเมืองจะได้ไม่กลับไปสู่วังวนดังเดิมที่มีนายทุนมาจ่ายเงินให้พรรค แล้วก็เป็นพรรคของ เถ้าแก่แบบเดิม อันนี้ผมอ่านดูแล้วข้อเสนอนี้ยังเป็นข้อเสนอแบบเจเนอรัล (General) อยู่ เป็นพูดถึงหลักการหรือแอสไพเรชัน (Aspiration) ที่ท่านอยากจะเป็น แต่วิธีการที่จะไปเป็น อย่างนั้นมันยังไม่ได้ลงรายละเอียด ซึ่งคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมืองของท่านก็ประกอบด้วยบุคคลจากหลายพรรคที่มาจากพรรคใหญ่ ๆ ทั้งนั้น ก็น่าจะทราบปัญหาได้ดีกว่าผม จริง ๆ ผมก็ไม่ค่อยกล้าจะอภิปรายในเรื่องของการเมือง เท่าไรหรอก แต่เห็นไม่มีใครลงชื่ออภิปรายเลย กลัวว่าเดี๋ยวท่านจะรู้สึกว่าไม่ให้เกียรติก็ต้อง อภิปรายสักนิด ก็เลยฝากในเรื่องของปฏิรูประบบการเงินการคลังของพรรคการเมือง ขอบพระคุณครับ
ทางกรรมาธิการจะตอบไหมครับ เชิญท่านเสรี
กราบเรียนท่านประธานครับ ต้องขอบคุณท่านคุรุจิตนะครับที่อภิปรายฆ่าเวลา จริง ๆ แล้วท่านคุรุจิตก็ให้ความกรุณา มากตั้งแต่ตอนประชุมในคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ นะครับว่าข้อเสนอดังกล่าวนี้น่าจะมีบทบัญญัติทางกฎหมายที่เป็นข้อเสนอที่ชัดเจนว่าจะมี กฎหมายอย่างไร ในกรรมาธิการก็เห็นด้วยนะครับ ก็เลยนําเสนออยู่ในส่วนท้ายนี่นะครับ ที่บอกว่าจะมีกฎหมายส่วนใดที่จะต้องเกิดขึ้น ก็นําไปบัญญัติแล้ว ส่วนที่ท่านคุรุจิตได้ให้ ความกรุณาเสนอความเห็นดังกล่าวผมคิดว่าก็เป็นเรื่องที่ดี จริง ๆ แล้วแนวคิดต่าง ๆ นั้น ก็เสนอกันเป็นประเด็นเป็นข้อไว้ ส่วนจะให้เป็นรูปธรรมนั้นก็จะเอาความเห็นของท่านคุรุจิต รวมเสนอแล้วก็จะนําเสนอไปในช่วงของการจัดทํากฎหมาย ซึ่งก็จะสามารถทําให้ปรากฏใน เชิงปฏิบัติได้อย่างชัดเจนขึ้นนะครับ ขอบคุณครับ
ท่านกษิต ภิรมย์ ครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตขอพูดอีกครั้งครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ คือผมทราบว่าในแผนนี้ รายงานนี้มีการระบุชื่อพรรคการเมืองผู้ที่จะ ได้รับเอกสารนี้ด้วย แต่ว่ามันจะไปขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ คสช. ของคณะรัฐบาล แต่คราวนี้ ในสภาพแห่งความเป็นจริงก็คือว่าในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมืองนั้นก็มีผู้แทนจากพรรคการเมืองอยู่ประมาณ ๕-๖ พรรคด้วยกัน ที่ไม่ได้อยู่ด้วย ก็นั่งอยู่ในนี้ด้วยอีก ๒-๓ พรรค และเราก็ได้ร่วมทําเอกสารนี้ ได้ร่วมอภิปราย แล้วก็มีเอกสาร อยู่ในมือ แต่คราวนี้อีก ๗๐ พรรคล่ะครับ หรืออีกประมาณ ๖๐ พรรค เขาอยู่ข้างนอกนี่มันก็ ไม่ได้รับสิทธิอันทัดเทียม คราวนี้ผมก็อยากจะขอกราบเรียนปรึกษาท่านประธานว่าจะเป็นไป ได้ไหมว่าในเมื่อมีประมาณ ๑๐ พรรคการเมืองได้เอกสารนี้อยู่ในมือแล้ว เราจะส่งไปให้ เสียเลยหรือไม่ อันนี้เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดี จะขออนุมัติของ ครม. หรือว่า คสช. เป็นการภายในหรือว่าขอให้ตกลงกันเสียก่อน เพราะว่าผมอยากจะช่วยกันเสริมสร้างบรรยากาศระหว่างแม่น้ํา ๕ สายกับบรรดา พรรคการเมือง เพราะมันก็ขุ่น ๆ เคือง ๆ กันอยู่ ดังที่ทราบกันดีอยู่ และเมื่อวานมันก็มี ประเด็นปัญหาว่าจะพบพรรคการเมืองหรือไม่อย่างไร ผมเองที่จริงได้ยกร่างหนังสือแล้วที่จะ ถึงพรรคการเมืองทั้งหมด เพื่อจะส่งเอกสารว่าด้วยการส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองไปให้ พรรคทุกพรรค และจะเชิญหารือเพื่อจะอธิบายให้เขาฟังด้วย ก็เลยต้องยุติการแสดงนะครับ ไปไม่ได้เพราะไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรกัน แต่ผมคิดว่าอะไรที่จะให้พรรคการเมืองซึ่งจะเป็นผู้ใช้ เป็นผู้ปฏิบัติ ได้รับทราบแต่ล่วงหน้า มันเป็นสิ่งที่ดีมันไม่น่าจะมีความเห็นที่ต่างกันที่ ครม. ที่ คสช. และที่ สปท. ในเมื่อเราบอกว่าอยากจะให้ทุกคนมีส่วนร่วม และเรื่องนี้เท่านั้น ที่มันเกี่ยวกับพรรคการเมืองโดยตรง อีก ๕๐ กว่าเรื่องที่เราได้พิจารณาผ่านมติไปแล้ว มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับหน่วยราชการ และผมก็แน่ใจว่าอีก ๖๐ เรื่อง ๗๐ เรื่องที่จะเหลืออยู่ ก่อนที่จะหมดวาระหมดอายุของ สปท. มันก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับหน่วยราชการทั้งนั้น มันไม่มี เรื่องใดที่เกี่ยวกับพรรคการเมืองครับ เพราะฉะนั้นไม่น่าจะรีรอและน่าที่จะมีข้อยุติกันได้ โดยเร็ว การเสนอไปแบบนี้แล้ว ครม. นั่งเฉยหรือ คสช. นั่งเฉยแล้วก็ปฏิเสธ ความบาดหมาง ความคาใจกันระหว่างแม่น้ํา ๕ สายกับบรรดาพรรคการเมืองมันก็จะมีต่อไปไม่สิ้นสุดนะครับ ก็อยากจะขอความกรุณาท่านประธานว่ามันจะเร่งรัดอย่างไรให้เอกสารนี้ไปถึงมือบรรดา พรรคการเมืองโดยตรงให้มีส่วนร่วม อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญนะครับ เราไม่สามารถที่จะปฏิเสธ กลุ่มคนใด เพราะมันไม่ได้แค่จํานวนของพรรคการเมือง ๗๐ นะครับ บวกสมาชิกของเขา ไปด้วยมันก็เป็นล้าน ๆ คน ก็เท่ากับว่าคน ๒,๐๐๐,๐๐๐-๓,๐๐๐,๐๐๐ คนที่เป็นคนไทย เป็นพลเมืองไทย ถูกกันออกไปจากเวทีของการปฏิรูปทั้งหมดเลย มันไม่ถูกต้องนะครับ ท่านประธาน ขอฝากประเด็นนี้ไว้ให้ท่านประธานช่วยพิจารณาด้วยดี ผมไม่ต้องการคําตอบ ที่นี่นะครับ ท่านผู้หลักผู้ใหญ่ของ สปท. ช่วยขอความกรุณาปรึกษาหารือแล้วก็มีช่องทาง พิเศษนะครับเรดไลน์ (Red line) ไปที่ คสช. แล้วก็ ครม. ด้วย ขอกราบขอบคุณครับ
เชิญท่านเสรีครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ขออนุญาตทําความเข้าใจนะครับว่าสิ่งที่กรรมาธิการได้รายงานนี้นะครับมีความชัดเจนว่า จะส่งไปให้พรรคการเมืองด้วย เมื่อสภาแห่งนี้ได้มีมติเห็นชอบแล้วนะครับ ไม่ต้องรอให้ไป ผ่านกรรมการ ๓ ฝุาย กรรมการ ๒ ฝุาย ผ่าน ครม. ผ่านอะไรทั้งสิ้นนะครับ ส่วนที่จะส่งไป ตามนั้นก็ส่งไปตามปกติ แต่ส่วนของพรรคการเมืองนี่นะครับก็ส่งไป ส่งไปได้เลยนะครับ เหมือนกับรายงานก่อน ๆ ที่ผ่านมานะครับ อาจจะลืมกันไปนะครับ เราก็ขอให้ส่งไปที่ พรรคการเมืองเลย อย่างเช่นเรื่องการเลือกตั้งสุจริตและเที่ยงธรรมก็ส่งไปให้กับทุกพรรค นะครับ แต่ผมจําไม่ได้นะครับว่าคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปการเสริมสร้าง วัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยหรือเปล่า แต่เข้าใจว่าน่าจะส่งนะครับ อย่างไรก็ตามนี่นะครับเพื่อเป็นคํายืนยันนะครับ ผมเจอท่านหัวหน้าอภิสิทธิ์ ผมก็ถามว่า เอกสารดังกล่าวนี้ได้รับหรือยัง ท่านก็บอกได้รับแล้ว แล้วส่งให้ท่านจุรินทร์เป็นผู้พิจารณา ต่อไปนะครับ อันนี้เพื่อยืนยันให้สบายใจได้ว่าหลังจากที่ประชุมแห่งนี้ได้เห็นชอบแล้วก็จะส่ง ให้กับบรรดาพรรคการเมืองทั้งหลายทันทีครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการ ผมเรียนขั้นตอนนิดหนึ่งนะครับ คือโดย กระบวนการของการส่งแผนปฏิรูปหรือร่างกฎหมายที่จําเป็นต่อการปฏิรูป เมื่อเราได้ให้ ความเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมาธิการไม่ว่าชุดใดก็ตาม ก็จะมีเวลาในการปรับปรุง ไม่เกิน ๗ วันนะครับ หลังจากนั้นก็จะส่งไปที่ท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ท่านก็จะให้ กรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝุาย ที่ประกอบไปด้วยคณะรัฐมนตรี สนช. และ สปท. พิจารณา ก็จะมีการเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องนะครับ ไม่ว่าเป็นส่วนราชการหรือว่าองค์กรใด แต่ว่า ยังไม่เคยมีแผนปฏิรูปเกี่ยวกับพรรคการเมืองนะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็ต้องดูว่าในส่วน กรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝุายจะเชิญมาหรือไม่ จากนั้นก็จะไป ๒ ทาง ทางที่ ๑ ก็คือ นําข้อสังเกตความเห็นของส่วนราชการและฝุายเกี่ยวข้องประกอบรายงานแผนปฏิรูปที่ ๓ ฝุายเห็นชอบให้ขับเคลื่อนต่อนะครับ ไปยังท่านนายกรัฐมนตรีเพื่อที่จะขับเคลื่อนผ่านทางกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูป การบริหารราชการแผ่นดิน ๖ คณะ ขณะเดียวกันล่าสุดท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ปรับปรุง เพื่อให้การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนั้นเร็วขึ้น แล้วก็มีส่วนร่วมมากขึ้น เมื่อผ่านความ เห็นชอบคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝุายแล้ว ก็ให้ส่งไปที่กระทรวงเลย โดยให้แต่ละ กระทรวงตั้งมิสเตอร์รีฟอร์ม (Mr. Reform) ครับ คือผู้ประสานงานหลักในกระทรวงนั้น และต้องรายงานความคืบหน้าการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศต่อท่านนายกรัฐมนตรีทุก ๑๕ วัน อันนี้ก็เป็นกระบวนการ ขณะเดียวกันในส่วนของที่เราเรียกว่าบุคคลที่ไม่ใช่หน่วยงานรัฐ ก็แล้วกัน ขณะนี้เท่าที่มีการพิจารณาผ่านมาก็ยังไม่ได้มีการเชิญในชั้นของกรรมการ ประสานงานรวม ๓ ฝุาย ซึ่งประชุมทุกเช้าวันพุธที่ทําเนียบรัฐบาล แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ผมก็เห็นด้วยในหลักในเรื่องของการมีส่วนร่วม การสร้างความเข้าใจนะครับ อีกทางหนึ่ง กรรมการประสานงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่ท่านประธานแต่งตั้งผมเป็นประธาน ที่มีหน้าที่ในการประสานทุกภาคีเครือข่ายนะครับ หรือคณะกรรมการบริหารเครือข่าย ร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก็มีหน้าที่ในการประสานเพื่อสร้างความร่วมมือ ความเข้าใจ สร้างช่องทางการสื่อสารให้ได้มากที่สุดนะครับ เพราะว่าท่านประธานยึดหลักว่านี่คือ การปฏิรูปประเทศของเราที่ทุกคนต้องมีส่วนร่วม ดังนั้นในส่วนของรายงานแผนปฏิรูประบบ พรรคการเมืองความจริงเท่าที่สดับตรับฟังก็หมายถึงว่าเรามีผู้แทนพรรคการเมือง กลุ่มการเมืองอยู่ส่วนหนึ่งแล้ว แล้วก็เห็นว่าเป็นการสืบต่อจากรายงานของสภาปฏิรูป แห่งชาติครับ ผมเองอยู่ในอนุกรรมาธิการชุดจัดทําการปฏิรูประบบพรรคการเมืองตอนเป็น สปช. ซึ่งตอนนั้นต้องเรียนว่าก็ได้มีการจัดสัมมนาครับ เชิญตัวแทนพรรคการเมืองมาแล้วก็มา รับฟังความคิดเห็น แล้วก็สรุปเป็นรายงาน ส่วนใหญ่หลักการทั้งหลายในส่วนนี้ก็จะสานต่อ พอมาถึงชุด สปท. โดยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ก็มีอนุกรรมาธิการแล้วก็นํามาดูว่ารายงานนี้ได้ผ่านการสรุปความเห็นจากการรับฟัง ความคิดเห็นมาแล้วก็เสนอเป็นแผนปฏิบัติการปฏิรูปดังที่ได้เสนอวันนี้นะครับ แต่ว่าอย่างไร ก็ตามผมคิดว่าอีกส่วนหนึ่งก็จะหารือกันดูครับว่าในการส่งไปให้กับทุกพรรคการเมือง เพราะทุกพรรคจะใหญ่เล็กเสมอภาคเท่ากันหมดครับ แล้วเขาก็ควรมีสิทธิในการที่จะได้รับรู้ ความคืบหน้า ตอนนั้นมันก็ผ่านมาหลายเดือนแล้ว สมัย สปช. นะครับ ก็หารือกับ ท่านประธานเพื่อลองไปพิจารณากันดูว่าจะส่ง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขอให้ผ่านความเห็นชอบ ที่นี่ก่อนให้เป็นทางการนะครับ แล้วก็เมื่อปรับปรุงแล้วก็จะดําเนินการตรงนั้นก็ลอง ปรึกษาหารือ โดยผมเองก็จะปรึกษาท่านประธานและท่านรองนะครับว่าจะส่งไป ก็ไม่ เสียหายอะไร ยิ่งให้รู้แล้วก็มีส่วนร่วมนะครับ อย่างไรก็หลังยุคแม่น้ํา ๕ สาย ก็เข้าสู่ การเลือกตั้ง บรรดาพรรคการเมืองจะเล็กจะใหญ่ก็ต้องรับผิดชอบบ้านเมืองต่อไปนะครับ มีสมาชิกจะอภิปรายอีกไหมครับ ถ้าไม่มีเพิ่มเติม ผมขอปิดการอภิปรายนะครับ แล้วทาง กรรมาธิการก็จะมีการชี้แจงอะไรเพิ่มเติมไหมครับ ถ้าไม่มีผมจะขอมติ ท่านเสรีมีไหมครับ ไม่มีแล้วนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง ระบบพรรคการเมืองแล้ว ก่อนที่ จะขอมติจากที่ประชุมผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนโปรดเสียบบัตรและกดปุมแสดงตนครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุมแสดงตน)
ช่วงเช้าก็เป็นประจํานะครับ มีการประชุมอยู่หลายตึก หลายห้อง เพราะฉะนั้น ก็รอท่านสมาชิกกําลังเดินทางมานะครับ ท่านสมาชิกได้ใช้สิทธิแสดงตนครบถ้วนกันแล้ว นะครับ เพิ่งมาท่าน พลเอก ฐิติวัจน์เชิญครับ ถ้ามีบัตรขัดข้องหรือเสียบบัตรผิด หรือบัตร ไม่ทํางานก็ขานชื่อได้นะครับ ท่านสมาชิกได้ใช้สิทธิแสดงตนครบถ้วนนะครับ คุณวรวิทย์ อีกท่านหนึ่ง อันนี้น่องเหล็กนะครับ ปั่นจักรยานวันหนึ่งหลายสิบกิโลเมตร สักครู่ท่าน พลเอก พหลเรียบร้อยไหมครับ เดี๋ยวรอสักครู่นะครับ ท่านสมาชิกกําลังใช้สิทธิกันอยู่ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ มีผู้เข้าร่วมประชุมนะครับ ๑๕๒ ท่าน เป็นอันว่าครบองค์ประชุม นะครับ
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง ระบบ พรรคการเมืองหรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมาธิการจะได้นําความเห็นและข้อเสนอแนะ ของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีและองค์กรหรือหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปนะครับ ต่อไปจะเป็นการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ นะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุม งดออกเสียง ขอเชิญใช้สิทธิลงคะแนนครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุมลงคะแนน)
สมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิลงคะแนนบ้างไหมครับ ถ้ามี ขอเชิญใช้สิทธิ ถ้าไม่มี ผมขอปิดการลงคะแนนนะครับ ขอทราบผลการลงคะแนนครับ ผลของ การลงคะแนนดังนี้นะครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๕๓ ท่านนะครับ เห็นด้วย ๑๔๐ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๑๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียงไม่มีนะครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เรื่อง ระบบพรรคการเมือง ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นํา ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะไปปรับปรุงนะครับ เป็นอันว่าจบการรายงานของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองแล้วนะครับ ขอบคุณ ท่านประธานกรรมาธิการ กรรมาธิการและผู้ชี้แจงทุกท่านนะครับ
ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓.๒ รายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น เรื่อง การมีส่วนร่วมของประชาชน ในการปกครองท้องถิ่นนะครับ
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่ครับ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
ด้วยประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครอง ท้องถิ่น ได้มีหนังสือขออนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลและ ตอบประเด็นข้อซักถามของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งประธานสภาพิจารณาแล้ว จึงได้อนุญาตตามข้อบังคับ ข้อ ๕๘ จํานวน ๒ ท่าน คือ
๑. นายสยุมพร ลิ่มไทย รองประธานอนุกรรมาธิการการบริหารงานบุคคล การกํากับดูแลตรวจสอบและการมีส่วนร่วมของประชาชนสําหรับท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป อดีตผู้ว่าราชการจังหวัด
๒. นายกฤษดา สมประสงค์ เลขานุการประจําคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น เป็นนักวิเคราะห์นโยบายและแผนชํานาญการ
ขอเชิญผู้มีรายชื่อดังกล่าวเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมนะครับ และขอเชิญ คณะกรรมาธิการประจําที่นะครับ คณะนี้จะดูอาวุโสเยอะหน่อย ยกเว้นท่านประธาน สําหรับในวันนี้จะมีผู้นําเสนอและชี้แจงในนามของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการปกครองท้องถิ่นนะครับ ท่านแรกก็คือ ท่านนินนาท ชลิตานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการปกครองท้องถิ่น อดีตปลัดกรุงเทพมหานคร ๒. ท่านธวัชชัย เทอดเผ่าไทย ประธาน อนุกรรมาธิการการบริหารงานบุคคล การกํากับดูแล ตรวจสอบ และการมีส่วนร่วมของ ประชาชนสําหรับท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนะครับ ส่วนรายชื่อผู้ชี้แจง เมื่อสักครู่ที่ได้อนุญาตให้เป็นผู้ชี้แจงคือ ท่านสยุมพร และท่านกฤษดา ก็ได้แจ้งไปแล้ว ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการนะครับ ท่านนินนาท ชลิตานนท์ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ดิฉัน นินนาท ชลิตานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น วันนี้ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่นขออนุญาตนําเสนอ รายงานผลการศึกษาอีก ๑ เรื่อง ซึ่งเป็นผลการศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการ คณะที่ ๒ เป็นเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่น ก็คงเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป ว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้นเป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข อย่างมี การพัฒนา โดยเฉพาะเรื่องของท้องถิ่นนี่ บ้านเรามีท้องถิ่นที่ดูแลพี่น้องประชาชนกว่า ๗,๕๐๐ แห่งทั่วประเทศ ดังนั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่นจึงเป็นสิ่งสําคัญ อย่างยิ่งค่ะ เรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการปกครองท้องถิ่นได้เคยนําเสนอไปแล้วมีอยู่ ๒ เรื่องนะคะ คือเรื่องของ การเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนนั้นเข้าชื่อเพื่อเสนอให้ท้องถิ่นออกข้อบัญญัติให้ กับเรื่อง ของการเข้าชื่อกันเพื่อจะขอให้ท้องถิ่นได้ถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นกับผู้บริหารท้องถิ่นได้ แต่ ๒ เรื่องนั้นเป็นเรื่องเฉพาะ เป็นกระบวนการเฉพาะ แต่ในวันนี้การนําเสนอเรื่อง การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่นจะเป็นเรื่องทั่ว ๆ ไปนอกเหนือจากเรื่อง ดังกล่าวนะคะ ซึ่งคณะกรรมาธิการจะนําเสนอรูปแบบของการมีส่วนร่วมของพี่น้อง ประชาชนในการปกครองท้องถิ่นในรูปของประชาคมท้องถิ่นว่าควรจะมีแนวทางดําเนินการ อย่างไร จะทําให้การดําเนินการในเรื่องนี้นั้นเข้มแข็ง ยั่งยืนและพัฒนา นอกจากนั้นจะมี แนวทางอย่างไรที่จะทําให้พี่น้องประชาชนในท้องถิ่นนั้นได้มีส่วนร่วมในการเสนอขอ งบประมาณไปใช้พัฒนาในพื้นที่ รายละเอียดต่าง ๆ นั้นเป็นเรื่องที่ทางท่านประธาน ธวัชชัย เทอดเผ่าไทย ซึ่งเป็นประธานอนุกรรมาธิการ คณะที่ ๒ ขออนุญาตเป็นผู้นําเสนอ ขออนุญาตท่านประธานค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ
ขอเชิญท่านธวัชชัย เทอดเผ่าไทย ประธานอนุกรรมาธิการการบริหารงาน บุคคล การกํากับดูแล ตรวจสอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชนสําหรับท้องถิ่นรูปแบบ ทั่วไปนะครับ และประธานได้อนุญาตให้นําเสนอแผ่นภาพเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) นะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกท่าน กระผม นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๗๑ ขออนุญาตเรียนชี้แจงสรุปความเป็นมา กรอบการพิจารณา ปัญหา และสาระสําคัญของ รายงานประเด็นการปฏิรูป การแก้ไขปัญหาในการดําเนินงานเพื่อสร้างและส่งเสริม การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองส่วนท้องถิ่นให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผล ดังนี้ครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ความเป็นมาของการปรับปรุง แก้ไข การมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารและการปกครองได้มีการกําหนดเป็น แนวนโยบายของรัฐอย่างต่อเนื่อง โดยมีความชัดเจนนับแต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ ซึ่งได้บัญญัติให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ร่วมให้ข้อมูล ตัดสินใจ ติดตาม ตรวจสอบ ถอดถอนผู้ทุจริต ผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมาย ต่อมารัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้กําหนดสิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้ามามีส่วนร่วม ของประชาชนในการบริหารงานภาครัฐ โดยในส่วนที่ ๑๐ แนวนโยบายด้านการมีส่วนร่วม ของประชาชน มาตรา ๘๗ ให้รัฐต้องดําเนินการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกําหนดนโยบายและ วางแผนพัฒนา ทั้งในระดับชาติ ในระดับท้องถิ่น ส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วม ของประชาชนในการตัดสินใจทางการเมือง การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม การจัดบริการสาธารณะ รวมทั้งการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ มาตรา ๒๘๗ ประชาชน ในท้องถิ่นยังมีสิทธิมีส่วนร่วมในการบริหารกิจการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องจัดให้มีวิธีการที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมดังกล่าว ไว้ด้วย
นอกจากนี้ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. .... (ฉบับลงวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๙) ได้กําหนดเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนในหลายมาตรา โดยมาตรา ๗๘ กําหนดให้รัฐพึงส่งเสริมให้ประชาชนและชุมชนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข แล้วก็มี ส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศชาติด้านต่าง ๆ การจัดทําบริการสาธารณะทั้งในระดับชาติ และระดับท้องถิ่น การตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ การต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ รวมตลอดทั้งการตัดสินใจทางการเมืองและการอื่นใดที่อาจจะมีผลกระทบต่อประชาชนหรือ ชุมชน คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่นได้เห็น ความสําคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ปัจจุบันยังมี ปัญหาอยู่ รวมทั้งเห็นความจําเป็นในการที่จะต้องพัฒนาปรับปรุงกฎหมาย รูปแบบ กลไก การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีความเหมาะสมกับ สถานการณ์ปัจจุบัน จึงได้จัดทําแผนปฏิรูปการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครอง ส่วนท้องถิ่นขึ้น กรอบการพิจารณาของคณะกรรมาธิการก็ได้ดําเนินการพิจารณาวิธีการ ปฏิรูปด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีหลักเกณฑ์ การพิจารณาดังนี้นะครับ
ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... (ฉบับลงวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๙) ร่างพระราชบัญญัติการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครอง ส่วนท้องถิ่น พ.ศ. .... ที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาเรื่องเสร็จที่ ๒๗๔/๒๕๕๔ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการลงประชามติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ศึกษา วิเคราะห์ ข้อมูล สภาพปัญหา อุปสรรคในการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่น จากรายงานการศึกษาเรื่องแนวทางการปฏิรูปการกระจายอํานาจและการปกครองท้องถิ่น ของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น สภาปฏิรูปแห่งชาติ รวมทั้งความคิดเห็น ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย เพื่อกําหนดทิศทางการปฏิรูปและ แก้ไขปัญหาได้อย่างตรงประเด็นปัญหา รับฟังความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้และ ประสบการณ์ ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่น ตลอดจนประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อกําหนดแนวทางการปฏิรูปให้เป็นไปด้วย ความรอบคอบ นําเกณฑ์การวัดการบริหารจัดการภาครัฐหรือพีเอ็มคิวเอ (PMQA) ด้านการมีส่วนร่วมระดับพื้นฐาน ๔ ระดับ เกณฑ์ประเมินท้องถิ่นที่มีการบริหารจัดการที่ดี ด้านการบริหารจัดการ แล้วก็หลักเกณฑ์การพิจารณารางวัลความเป็นเลิศด้านการบริหาร ราชการแบบมีส่วนร่วมของ ก.พ.ร. มาเป็นกรอบในการจัดทํามาตรฐานกลางตัวชี้วัด นําข้อมูลที่ได้รับจากการศึกษาทั้งหมดมาประมวลผล เพื่อมากําหนดวิธีการในการปฏิรูปเกี่ยวกับ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองส่วนท้องถิ่น
สําหรับปัญหาเรื่องของการมีส่วนร่วมนั้น แม้การมีส่วนร่วมของประชาชน ในการปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีกฎหมายรัฐธรรมนูญบัญญัติให้สามารถดําเนินการได้ ในรูปแบบวิธีการต่าง ๆ แล้ว และมีการสนับสนุนส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ดําเนินการ แต่ก็ยังคงมีปัญหาปรากฏให้เห็นอย่างน้อย ๒ ประการนะครับ
ประการแรก ก็คือโครงสร้างทางกฎหมายยังไม่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมของ ประชาชนอย่างเพียงพอ ก็คือเรื่องของบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในการปกครองส่วนท้องถิ่น ในด้านของการกํากับตรวจสอบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ได้กําหนดสัดส่วนของจํานวนผู้มีสิทธิที่เข้าชื่อถอดถอนแล้วก็สัดส่วนของ จํานวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนมีจํานวนมาก แล้วก็เป็นผลให้การใช้ สิทธิและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการลงคะแนนเพื่อถอดถอนนั้นเกิดขึ้นได้น้อยมาก
ประการที่ ๒ ก็คือบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ให้ประชาชนเข้ามีส่วนร่วม ในการเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งกําหนดเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น มีการกําหนดจํานวนผู้เข้าชื่อในการเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นไว้ค่อนข้างสูง และราษฎรผู้เข้าชื่อ ต้องร่างข้อบัญญัติท้องถิ่นเสนอมาด้วย
ประการที่ ๓ ก็คือบทบัญญัติแห่งกฎหมายจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีข้อกําหนดไม่ชัดเจนเกี่ยวกับอํานาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น กลไก วิธีการ และกระบวนการให้ประชาชนในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วม ในการบริหารงาน การเปิดเผยข้อมูล การรับฟังความคิดเห็น การจัดให้มีการออกเสียง ลงประชามติ และการรายงานผลการดําเนินงานให้ประชาชนทราบ ซึ่งเป็นสาเหตุสําคัญที่ ทําให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีปัญหาในการนําไปปฏิบัติ โดยในพระราชบัญญัติองค์การ บริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. ๒๕๔๐ และแก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๕๒ มาตรา ๔๕/๑ พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ และแก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ ๑๒ พ.ศ. ๒๕๔๖ มาตรา ๕๐ พระราชบัญญัติสภาตําบลและองค์การบริหารส่วนตําบล พ.ศ. ๒๕๓๗ และแก้ไขเพิ่มเติม ถึงฉบับที่ ๖ พ.ศ. ๒๕๕๒ มาตรา ๖๙/๑ ได้กําหนดไว้เพียงให้การปฏิบัติหน้าที่ของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละรูปแบบนั้นต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน โดยใช้วิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี และให้คํานึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการจัดทําแผนพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละรูปแบบ การจัดทํางบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง การตรวจสอบ การประเมินผล การปฏิบัติงาน และการเปิดเผยข้อมูล ข่าวสาร ทั้งนี้ให้เป็นไปตามที่กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับว่าด้วยการนั้น และหลักเกณฑ์ วิธีการที่กระทรวงมหาดไทยกําหนดเท่านั้น
ประการที่ ๔ เรื่องของปัญหาก็คือกลไกการขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของ ประชาชนในการดําเนินงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังไม่มีประสิทธิภาพ กล่าวคือ ประชาคมท้องถิ่นซึ่งเป็นกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าร่วมในการรับรู้ข้อมูล ข่าวสาร การแสดงและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะในการดําเนินงานขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ผ่านมายังไม่มีรูปแบบองค์ประกอบและกลไกวิธีการดําเนินงานที่เป็น ความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างแท้จริง เป็นเพียงกระบวนการจัดตั้งขึ้นเพื่อให้ บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ต้องการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นฝุายเดียวเท่านั้น และยังไม่มี ความชัดเจนในการจัดตั้งงบประมาณเพื่อสนับสนุนการดําเนินงานตามกระบวนการ ประชาคมท้องถิ่น การบูรณาการแผนชุมชนสู่ระบบงบประมาณขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นเป็นกระบวนการที่นําปัญหาความต้องการของประชาชนไปจัดทําเป็นโครงการ กิจกรรมใช้ในการพัฒนาหมู่บ้าน ชุมชน เข้าสู่ระบบการวางแผนพัฒนา และการจัดทํา งบประมาณเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งในปีงบประมาณ ๒๕๕๗ มีเทศบาล องค์การบริหาร ส่วนตําบล จํานวน ๖,๒๒๐ แห่งจากทั้งหมด ๗,๘๕๓ แห่ง หรือร้อยละ ๘๐ นําโครงการ กิจกรรมจากแผนชุมชนจํานวนร้อยละ ๓๐ เข้าสู่การจัดทําแผนพัฒนาท้องถิ่น และมี โครงการกิจกรรมจากแผนชุมชนในแผนพัฒนาท้องถิ่นร้อยละ ๒๐ เท่านั้นที่จะนําไปสู่ การจัดทํางบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเห็นได้ว่าระบบงบประมาณของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังไม่ตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการของประชาชน อย่างแท้จริง
อีกประการหนึ่งก็คือมาตรฐานกลางนะครับ การวัดการมีส่วนร่วมของ ประชาชนในการปกครองท้องถิ่น ซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้กําหนดให้มีตัวชี้วัดการมีส่วนร่วมของ ประชาชนในการปกครองท้องถิ่นที่มีความครอบคลุมในทุกบทบาท การดําเนินงานของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทําให้ไม่ทราบว่าประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดําเนินงานกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้วหรือไม่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเปิดโอกาสให้ประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมมากน้อยเพียงใด บุคลากรท้องถิ่นไม่มีมาตรฐานกลางในการปฏิบัติงาน ด้านการมีส่วนร่วมทําให้ไม่สามารถทําหน้าที่ได้อย่างชัดเจน ดังนั้นทางคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่นจึงเห็นว่าเพื่อให้การมีส่วนร่วม ของประชาชนในการปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับการพัฒนาอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน จําเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายและกลไกในการขับเคลื่อนในเรื่องนี้ โดยมีประเด็นการปฏิรูป สาระสําคัญ ๖ ประเด็นนะครับ โดยแบ่งออกเป็นด้านกฎหมาย ๓ ประเด็น
ประเด็นแรก การปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยการลงคะแนนเสียง เพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒
ประเด็นที่ ๒ ก็คือปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอ ข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งท่านประธานกรรมาธิการได้เรียนให้ที่ประชุมได้ทราบ แล้วว่า ๒ เรื่องนี้ทางคณะกรรมาธิการได้นําเสนอผ่านที่ประชุมไปเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๙ ซึ่งผมจะขออนุญาตไม่กล่าวในรายละเอียดในเรื่องนี้
สําหรับในประเด็นที่ ๓ นั้นก็คือการปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติจัดตั้ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดําเนินงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น โดยการเพิ่มบทบัญญัติหมวด การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่น ในร่างประมวลกฎหมายจัดตั้งองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งในหมวดดังกล่าวก็จะมีการกําหนดสาระสําคัญการมีส่วนร่วมของ ประชาชนในการปกครองท้องถิ่นในเรื่องต่าง ๆ ไว้ดังนี้นะครับ ก็คือให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น สภาท้องถิ่น แล้วก็ผู้บริหารท้องถิ่นต้องเปิดเผยข้อมูลและรายงานผล การดําเนินงานให้ประชาชนทราบ รวมทั้งมีกลไกให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมด้วย ซึ่งเป็นหลักการที่บัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๙ ให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นต้องจัดให้บุคคลและชุมชนมีส่วนร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ในเรื่องต่าง ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับ วันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๙ ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างน้อยเมื่อจะดําเนินการในเรื่อง ดังต่อไปนี้คือ การจัดทําแผนพัฒนาท้องถิ่น การมีส่วนร่วมเสนอของบประมาณรายจ่าย การประชุมสภาท้องถิ่น เป็นต้น กําหนดวิธีการเข้าไปมีส่วนร่วมของประชาชนในกิจการของ ท้องถิ่น เช่น การเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนทราบ การแสดงความคิดเห็นและเสนอแนะ การสอบถามความคิดเห็นของประชาชน การลงประชามติ การเข้ารับฟังการประชุม สภาท้องถิ่น การเข้าร่วมในฐานะอนุกรรมการ กรรมการและคณะทํางาน วิธีการอื่น ที่ผู้บริหารท้องถิ่นกําหนดโดยความเห็นชอบของสภาท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะต้องส่งเสริมสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนด้วยกระบวนการประชาคมท้องถิ่น แล้วก็หากมีความจําเป็นต้องจัดทําประชามติในเรื่องใดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จัดทํา ประชามติรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดลงมติทั้งหมด เว้นแต่กรณีส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐขอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดทําประชามติ ให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐนั้นเป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการออกเสียงประชามติ
สําหรับประเด็นในเรื่องนี้ที่ ๓ ประเด็นนะครับ ก็ขออนุญาตเป็นการนําเรียน ที่ประชุมเพื่อโปรดทราบนะครับ เพื่อให้เห็นรายละเอียดในภาพรวมของการปฏิรูป ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนด้านกฎหมาย เมื่อคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการปกครองท้องถิ่นได้จัดทําร่างประมวลกฎหมายจัดตั้งองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นแล้วเสร็จก็จะได้นําเสนอในรายละเอียดให้ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศพิจารณาต่อไป
สําหรับด้านกลไกขับเคลื่อนอีก ๓ ประเด็นนั้นก็คือประเด็นแรก ต้องสร้าง ความเข้มแข็งให้ประชาคมท้องถิ่น โดยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการปกครองท้องถิ่นได้จัดทําแนวทางการดําเนินงานประชาคมท้องถิ่น ซึ่งเป็นการพัฒนา จากกลไกเชิงอํานาจในทางปฏิบัติให้เป็นพื้นที่ในการสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและแก้ไขปัญหา ในแต่ละองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ประชาคม มาร่วมกันคิดกําหนดทิศทางการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตั้งแต่ระดับการรับรู้ข้อมูล ข่าวสารสู่การร่วมแสดงความคิดเห็น การตัดสินใจ และการดําเนินการร่วมกันด้วย ความเห็นพ้องต้องกันที่สอดคล้องกันในบริบทของสังคมไทย โดยมีหลักการสําคัญในเรื่องของ การประชาคมท้องถิ่นดังนี้นะครับ ประชาคมท้องถิ่นจะเป็นการเน้นกระบวนการเคลื่อนไหว ของภาคประชาชนในการเข้ามามีส่วนร่วมต่อปัญหาสาธารณะที่เกี่ยวข้อง แล้วก็มีผลกระทบ ในท้องถิ่นโดยผ่านกลไกของผู้แทนกลุ่มต่าง ๆ และเครือข่ายของกลุ่มที่มีความหลากหลาย โดยเป็นการรวมตัวแบบไม่เป็นทางการ จากประเด็นปัญหาในท้องถิ่นที่ประชาชน มีความคิดเห็นร่วมกันในแต่ละเรื่อง บทบาทของประชาคมท้องถิ่นจะไม่แทรกแซงการใช้อํานาจบริหารขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น แต่ทําหน้าที่สะท้อนปัญหาความต้องการข้อเสนอแนะของภาคประชาชน เกี่ยวกับปัญหาสาธารณะในท้องถิ่นต่อฝุายบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อประกอบการพิจารณาดําเนินการ ซึ่งจะแตกต่างจากสมัชชาพลเมืองที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้ศึกษาไว้ รูปแบบของประชาคมท้องถิ่นต้องมีได้หลากหลายระดับ ตั้งแต่ประชาคมตําบล ประชาคมเมือง ประชาคมจังหวัด เป็นรูปแบบที่ไม่ตายตัว แต่เป็นแนวทางที่แต่ละท้องถิ่น สามารถนําไปพิจารณาปรับใช้ให้เหมาะสม โดยองค์ประกอบของประชาคมท้องถิ่นต้อง มีลักษณะที่ให้ความสําคัญกับทุกภาคส่วนที่เป็นกลไกสําคัญในการดําเนินงานในพื้นที่ อย่างสมดุล ก็ประกอบด้วยฝุายบริหารและสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฝุายปกครอง ท้องที่ ได้แก่ กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ฝุายนักวิชาการและผู้ทรงภูมิปัญญา ผู้ทรงคุณวุฒิในสาขา การพัฒนาที่เกี่ยวข้อง ฝุายองค์กรชุมชน องค์กรศาสนา กลุ่มอาชีพ กลุ่มสถานภาพ ซึ่งมีผู้สูงอายุ เยาวชนและผู้พิการ ด้อยโอกาส และภาคธุรกิจเอกชนในพื้นที่ และส่วนสุดท้าย ก็คือฝุายหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ สถานศึกษาที่เกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องที่จะมีการจัด ประชาคมท้องถิ่น การดําเนินงานของประชาคมท้องถิ่นจะต้องให้ความสําคัญกับขั้นตอน กระบวนการดําเนินงานทั้ง ๓ ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนการประชุม ขั้นตอนการจัดประชุม และขั้นตอนหลังจัดประชุมประชาคม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด มีการติดตาม ประเมินผลการจัดเวทีประชาคมด้วย กําหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องสามารถ เข้าไปส่งเสริมและสนับสนุนการดําเนินงานของประชาคมท้องถิ่นได้อย่างจริงจัง โดยมี ระเบียบและกฎหมายรองรับอย่างน้อย ๒ ประการ ได้แก่
ประการแรก การกําหนดแนวทางปฏิบัติให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถตั้งงบประมาณรายจ่ายประจําปี เพื่อสนับสนุนกิจกรรมของประชาคมท้องถิ่นได้ โดยออกระเบียบกระทรวงมหาดไทยเพื่อการนี้
ประการที่ ๒ การกําหนดอํานาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไว้ในร่างประมวลกฎหมายจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีอํานาจหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนตามกระบวนการประชาคมท้องถิ่นรูปแบบอื่น ๆ ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของท้องถิ่น
กําหนดบทบาทการสนับสนุนการดําเนินงานโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดทํางบประมาณสนับสนุนการดําเนินงาน องค์กรชุมชน ภาคเอกชนทําหน้าที่ขับเคลื่อน กระบวนการประชาคมให้ประสบผลสําเร็จ โดยมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษาสนับสนุน ข้อมูลองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง สรุปแล้วนะครับ ก็คือการจัดทําเวทีประชาคมท้องถิ่นให้ประสบ ผลสําเร็จจะต้องคํานึงถึงสิ่งต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ด้วยนะครับ โดยต้องคํานึงถึงหลักคิดแนวทาง ประชาคมท้องถิ่นก็คือเป็นกระบวนการที่ขับเคลื่อน เคลื่อนไหวโดยภาคประชาชน ผ่านกลไก ผู้แทนกลุ่มแล้วก็เครือข่ายกลุ่มที่หลากหลาย แล้วก็เป็นการรวมตัวกันแบบไม่เป็น ทางการนะครับ รวมตัวจากแนวความคิดเห็นร่วมกันในแต่ละเรื่อง เพื่อสะท้อนปัญหาให้กับ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วก็บทบาทของประชาคมท้องถิ่นนั้นจะต้องสะท้อน ปัญหาความต้องการ ข้อเสนอแนะของภาคประชาชนเกี่ยวกับปัญหาสาธารณะในท้องถิ่น ต่อฝุายบริหาร เพื่อประกอบการพิจารณา โดยที่จะไม่เข้าไปแทรกแซงการใช้อํานาจ ของฝุายบริหาร มีการทําประชาคมในหลายระดับ สามารถประยุกต์ได้ตามความเหมาะสม กระบวนการประชาคมท้องถิ่น เริ่มจากการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร การเสนอแนะปัญหา การเสนอความต้องการผ่านแผนชุมชนและงบประมาณท้องถิ่น ติดตามประเมินผล การทํางานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การจัดทําประชาพิจารณ์และการจัดทํา ประชามติ ปัจจัยความสําเร็จของการจัดประชุมประชาคมจะอยู่ที่องค์กร อันแรกเลย อยู่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องให้ความสําคัญ และข้อมูลการประชุมประชาคม ที่ถูกต้อง เที่ยงตรง ทันสมัย ครอบคลุมทุกกลุ่มที่เกี่ยวข้องและต้องให้ความเท่าเทียมกัน กับทุกกลุ่ม โดยฝุายผู้จัดนั้นจะต้องวางตัวเป็นกลางอย่างแท้จริง แล้วก็มีการนําไปปฏิบัติตาม มติที่ประชุมที่ไม่มีความขัดแย้งและติดตามประเมินผล เรื่องที่ควรจัดประชุมประชาคม ได้แก่ การติดตามผลการดําเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น การใช้จ่าย งบประมาณประจําปี เรื่องที่เป็นกฎเกณฑ์กติกา ขอความร่วมมือข้อคิดเห็นที่เป็นนโยบาย สาธารณะในการอยู่ร่วมกัน หรือทํางานร่วมกันในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อาจจะทํา ในเรื่องของตําบลปลอดเหล้า หมู่บ้านชุมชนปลอดยาเสพติด ท้องถิ่นไร้ขยะ เป็นต้น
เรื่องที่เป็นผลกระทบต่อกระบวนการพัฒนาหรือปัญหาที่มาจากภายนอก เรื่องที่อาจจะก่อให้เกิดความขัดแย้งของประชาชนในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น การแบ่งเขตชุมชน การก่อตั้งฝายกั้นลําน้ํา แล้วก็เรื่องอื่น ๆ ที่ผู้นําองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วก็ผู้ปกครองท้องที่ องค์กร ชุมชน หารือร่วมกันว่าควรจะจัดเวทีประชาคม การจัดทําเวที ประชาคมนั้นจะต้องระมัดระวังนะครับ ไม่ให้เกิดเหตุการณ์เอาแพ้เอาชนะกันในเวทีประชุม ประชาคม ที่สําคัญคือการไม่ใช้เสียงข้างมากในการตัดสิน แล้วก็ให้ใช้เวลาและเหตุผล เป็นเครื่องพิสูจน์ การทําประชาคมท้องถิ่นจะเป็นรูปแบบที่สนองตอบต่อนโยบายรัฐบาล ในเรื่องของประชารัฐ แล้วก็เสริมสร้างความปรองดองสามัคคีของคนในพื้นที่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น
ในประเด็นที่ ๒ ต้องมีการบูรณาการแผนชุมชนสู่ระบบงบประมาณท้องถิ่น โดยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่นได้จัดทํา แนวทางการบูรณาการแผนชุมชนสู่ระบบงบประมาณท้องถิ่น เพื่อเป็นการส่งเสริมสนับสนุน การนําแผนชุมชนสู่ระบบงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีสาระสําคัญคือ การแสดงให้เห็นความสําคัญในการที่ต้องใช้แผนชุมชนที่สะท้อนปัญหาความต้องการของ ประชาชนอย่างแท้จริง เป็นฐานของการวางแผนพัฒนาในระดับท้องถิ่นและระดับอื่น ๆ ที่สูงขึ้น ระบบความสัมพันธ์ของแผนชุมชนกับการพัฒนาหมู่บ้าน ชุมชน องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น และการแก้ไขปัญหาความยากจนตามนโยบายของรัฐบาล กลไกการเชื่อมต่อ แผนชุมชนกับกระบวนการจัดทําแผนงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดทําแผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๘ และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยวิธีการงบประมาณขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๑ แก้ไขเพิ่มเติม ถึงฉบับที่ ๓ พ.ศ. ๒๕๔๓ กําหนดให้แผนชุมชนเป็น ข้อมูลประกอบการจัดทําแผนพัฒนาท้องถิ่นและใช้แผนพัฒนาท้องถิ่นเป็นแนวทาง ในการจัดทํางบประมาณรายจ่ายประจําปีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สะท้อนปัญหา อุปสรรคในทางนโยบายและทางปฏิบัติต่อการนําโครงการกิจกรรมที่มีอยู่ในแผนชุมชน สู่การจัดทําแผนพัฒนาและระบบงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กําหนด แนวทางการแก้ไขปัญหาทั้งในระดับนโยบายและปฏิบัติ เพื่อสนับสนุนให้กระบวนการ ขับเคลื่อนแผนชุมชนสู่การพัฒนาและแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนในองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในเรื่องของการบูรณาการแผนชุมชนสู่ระบบ งบประมาณท้องถิ่นนั้น เรื่องนี้ทางกระทรวงมหาดไทยได้สนับสนุนจัดทําระเบียบ กระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดทําแผนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๘ ซึ่งได้กําหนดสาระสําคัญเอาไว้นะครับว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องจัดทําแผนพัฒนา ท้องถิ่น โดยมียุทธศาสตร์การพัฒนาและแผนพัฒนา ๓ ปี มีกลไกก็คือต้องมีคณะกรรมการ พัฒนาท้องถิ่น ทําหน้าที่กําหนดแนวทางการจัดทําแผนพัฒนาท้องถิ่น มีคณะทํางาน สนับสนุนการจัดทําแผนพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งเป็นกลไกที่มีภาคประชาชนร่วมเป็นกรรมการ และเป็นคณะทํางานอยู่ด้วย การจัดทําแผนพัฒนาท้องถิ่นต้องสอดคล้องกับแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายรัฐบาล แผนบริหารราชการ แผ่นดิน แผนพัฒนาจังหวัด กลุ่มจังหวัด แล้วก็นโยบายของผู้บริหารท้องถิ่น รวมทั้ง แผนชุมชน แล้วก็จัดให้มีการประชุมประชาคมเพื่อให้ได้ปัญหาความต้องการของหมู่บ้าน ชุมชน กําหนดให้มีการจัดทํา ทบทวน ปรับปรุง พัฒนาแผน ๓ ปี เป็นประจําทุกปี เสนอต่อ สภาท้องถิ่นภายในวันที่ ๓๐ มิถุนายนของทุกปีก่อนปีงบประมาณ นอกจากนี้ ทางกระทรวงมหาดไทยยังได้กําหนดในเรื่องของแนวทางปฏิบัติเพิ่มเติมเพื่อไปสนับสนุน ในเรื่องของการจัดทําแผนชุมชนก็คือสํานักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยจะเป็นหน่วยงานกลาง ในการบูรณาการ กรมการปกครองก็จะเป็นหน่วยงานหลักที่จะไปช่วยดูแลในเรื่องของ การจัดทําแผนพัฒนา หมู่บ้าน ชุมชน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเขาจะทําหน้าที่ ในเรื่องของการเสริมสร้างความเข้าใจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วก็กรมพัฒนาชุมชน ก็จะเป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุนข้อมูลสารสนเทศเพื่อการพัฒนาวิทยากร กระบวนการและระบบการรับรองมาตรฐานแผนชุมชน
สําหรับในประเด็นสุดท้ายนะครับ ประเด็นที่ ๓ ก็เพื่อให้การดําเนินการ ตามกลไกขับเคลื่อนใน ๒ ประเด็นแรกที่ผมได้เรียนให้ที่ประชุมได้ทราบนะครับ ได้เป็นไป อย่างต่อเนื่องแล้วก็มีประสิทธิภาพ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่นจึงได้กําหนดให้มี การจัดทํามาตรฐานกลางตัวชี้วัดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่น เป็นตัวชี้วัดการพัฒนาขั้นพื้นฐานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการเปิดโอกาส ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองท้องถิ่นตามระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่พัฒนามาจากตัวชี้วัดการมีส่วนร่วมของประชาชนที่มีอยู่อย่างกระจัดกระจาย และยังไม่มี ความครบถ้วนสมบูรณ์นํามาปรับปรุงจัดระบบให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์ตามภารกิจอํานาจ หน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีสาระสําคัญคือ
กําหนดเป็นเกณฑ์ขั้นพื้นฐานการวัดการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นที่จะต้องดําเนินการให้ผ่านเกณฑ์ดังกล่าว กําหนดมีจํานวน ๑๐ ตัวชี้วัด ๔ ระดับ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ตั้งแต่ระดับการรับรู้ข้อมูลข่าวสารมี ๓ ตัวชี้วัด ระดับ การร่วมแสดงความคิดเห็นของประชาชนมี ๒ ตัวชี้วัด ระดับการร่วมตัดสินใจมี ๓ ตัวชี้วัด และระดับการร่วมปฏิบัติหรือร่วมดําเนินการมี ๒ ตัวชี้วัด โดยตัวชี้วัดย่อยในแต่ละระดับจะมี กิจกรรมย่อยลงไปอีก ๕๑ กิจกรรม ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องดําเนินการให้ ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งมีการกําหนดคะแนนสําหรับจํานวนกิจกรรมที่ดําเนินการ ผ่านเกณฑ์ไว้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องดําเนินการผ่านเกณฑ์ทั้งหมดจึงจะถือว่า มีการดําเนินงานผ่านการส่งเสริมและการมีส่วนร่วมของประชาชนในขั้นพื้นฐาน
กล่าวโดยสรุปนะครับว่าเรื่องที่คณะกรรมาธิการเสนอต่อสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศเพื่อขอความเห็นชอบในวันนี้ก็จะมีอยู่ด้วยกัน ๓ เรื่อง ก็คือเรื่อง แนวทางการดําเนินงานประชาคมท้องถิ่น เรื่องแนวทางการบูรณาการแผนชุมชนสู่ระบบ งบประมาณท้องถิ่น และเรื่องมาตรฐานกลางตัวชี้วัดการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการปกครองท้องถิ่น ส่วนการเพิ่มบทบัญญัติหมวดการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการปกครองท้องถิ่นลงในร่างประมวลกฎหมายจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ทางคณะกรรมาธิการจะได้นําเสนอต่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปในโอกาสต่อไป
แล้วก็ในส่วนของเรื่องนี้คณะกรรมาธิการก็ขอเรียนว่าเรื่องที่เสนอขอ ความเห็นชอบทั้ง ๓ เรื่องนี้จะเป็นการปฏิรูปที่สามารถดําเนินการได้ทันทีหรือเป็นควิกวิน (Quick win) นะครับ ซึ่งครอบคลุมในทุกพื้นที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ๗,๘๕๓ แห่ง ซึ่งเป็นการปฏิรูปที่ครอบคลุมในทุกพื้นที่ ซึ่งในรายละเอียดนั้นได้จัดทําเป็น เอกสารประกอบอยู่ในภาคผนวกซึ่งได้แจกจ่ายในเอกสารของทุกท่านแล้ว แล้วก็ในส่วนของ การดําเนินงานปฏิรูปในเรื่องของการมีส่วนร่วม ผมอยากจะขออนุญาตเรียนนะครับว่า การที่ให้ภาคประชาชนนั้นมีส่วนร่วมนั้นมีหลายเรื่อง แต่สิ่งที่ทางคณะกรรมาธิการเห็นว่า ในทั้งหมด ๖ ประเด็นเป็นเรื่องที่สําคัญที่สุดนะครับ ต้องทําใน ๖ เรื่องให้ผ่านก่อน เมื่อ ๖ เรื่องผ่านแล้วเรื่องอื่น ๆ ก็จะเป็นเรื่องที่ง่ายเข้ามา เพราะตอนนี้ที่สําคัญที่สุดก็คือ เราไปดูแล้วประชาชนไม่เข้ามามีส่วนร่วมเพราะทางท้องถิ่นก็ติดขั้นตอนกฎเกณฑ์อะไรต่าง ๆ ที่จะไปสนับสนุนภาคเอกชน เราก็ได้ดําเนินการแก้ไขในจุดนี้ แล้วก็พยายามเพิ่มเป็นเรื่องของ การบังคับให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องดําเนินการในการที่จะให้ภาคประชาชนเข้ามา มีส่วนร่วม ซึ่งถ้าเราทําในตัวควิกวิน (Quick win) ตัวนี้ได้แล้วการมีส่วนร่วมด้านอื่น ๆ ก็จะเข้ามานะครับ
กระผมในฐานะของประธานอนุกรรมาธิการก็พร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็น ของท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แล้วก็สิ่งใดที่เป็นข้อคิดเห็นที่มีประโยชน์ ก็ขออนุญาต ยินดีที่จะน้อมรับไปดําเนินการต่อ หากที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศเห็นชอบแล้วก็จะได้ส่งให้คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาแล้วก็ส่งเรื่องดังกล่าวให้ กระทรวงมหาดไทยพิจารณาดําเนินการต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านธวัชชัย เทอดเผ่าไทย นะครับ เมื่อคณะกรรมาธิการได้นําเสนอ รายงานเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับ ต่อไปก็ขอเชิญท่านสมาชิกได้อภิปรายแสดงความคิดเห็น ท่านละไม่เกิน ๑๐ นาทีนะครับ ขณะนี้มีผู้แจ้งความจํานงมา ๑ ท่านนะครับ ก็คือ ท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต ครับ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการปูองกันและปราบปรามยาเสพติด ขอเชิญครับ
กราบเรียนประธาน สปท. ที่เคารพนะครับ กระผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. หมายเลข ๑๑๐ ก่อนอื่นต้องขออนุญาตที่จะชื่นชมข้อเสนอของ คณะกรรมาธิการชุดนี้เป็นอย่างมากนะครับ เพราะว่าเท่าที่ได้ศึกษาและได้อ่านมาถือว่า เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แล้วก็ถ้าสามารถทําได้ผมคิดว่าในเรื่องของรากฐานประชาธิปไตย ของเราสามารถจะดําเนินไปได้อย่างมาก ที่จริงเรื่องที่คณะกรรมาธิการเสนอเป็นพื้นฐาน มาก ๆ นะครับ แล้วก็การสร้างความตื่นตัวให้กับประชาชนไม่มีความจําเป็นที่จะต้องเริ่ม จากการเมืองเสมอไป แต่ถามว่าถ้าเริ่มจากกระบวนการที่เป็นประโยชน์กับเขาจับต้องได้ แล้วมีการรวมกลุ่มกันตรงนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมาก ซึ่งผมคิดว่าข้อเสนออันนี้ก็จะเป็น ประโยชน์อย่างสูงครับ ผมมีข้อสังเกตอยู่ ๓-๔ ประเด็นในเรื่องนี้เพื่อจะให้การนําเสนอ มีความสมบูรณ์มากขึ้น
เรื่องแรกก็เห็นด้วยกับกรรมาธิการในการเสนอเรื่องข้อกฎหมาย เพราะว่า เท่าที่ได้อ่านดูจากประเด็นปัญหาที่ท่านเสนอมาประเด็นทางกฎหมายของเรายังเป็นเรื่องยาก แล้วก็ยังเป็นข้อจํากัดอย่างมากที่จะทําให้การขับเคลื่อนของประชาชนสามารถเป็นไปได้ ตรงนี้ก็เห็นพ้อง ผมคงไม่มีปัญหาอะไรเรื่องประเด็นข้อกฎหมาย เพราะท่านเองคงรู้สําคัญ อยู่แล้ว
ประเด็นที่ ๒ ที่เป็นเรื่องมีความสําคัญมาก คือกระบวนการสร้างจิตสํานึกของ ภาคส่วนในเรื่องของการมีส่วนร่วมจริง ๆ ตรงนี้เป็นเรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องใหญ่ ประเด็นเรื่อง กฎหมายเป็นการเปิดประตูเพื่อจะเข้าไปสู่กระบวนการขับเคลื่อนให้เป็นประโยชน์ แต่กระบวนการสร้างจิตสํานึกเป็นจิตวิญญาณนะครับ ถ้าตรงนี้ไม่ได้ทําหรือไม่มีผมคิดว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนจะไม่เกิดประโยชน์นะครับ ขณะนี้เราต้องยอมรับว่า หลาย ๆ ประเด็นของประชาชนส่วนใหญ่อาจจะไม่มีความตื่นตัวคือเฉย ๆ ต่อปัญหา หลาย ๆ เรื่อง แล้วก็ถ้าเราไปดูจากต่างประเทศที่เขาเจริญเติบโตในเรื่องปัญหานี้ ประเด็น สาธารณะของประชาชนในประเทศต่าง ๆ เขามีส่วนร่วมมากนะครับ การสร้างประเด็น สาธารณะที่มีส่วนร่วมตั้งแต่แรกตรงนั้นละครับคือรากฐานของประชาธิปไตย เมื่อเขารู้สึกว่า เขามีสิทธิ รักษาสิทธิ ดูแลผลประโยชน์ของเขาเองตั้งแต่ตัวเองจนถึงสังคมรอบข้าง มันจะนําไปสู่กระบวนการเติบโตทางการเมืองโดยที่เราไม่จําเป็นต้องสร้างอะไรเลย เพราะฉะนั้นกระบวนการสร้างจิตสํานึกเป็นเรื่องใหญ่ท่านจะสร้างอย่างไรที่ให้ประชาชน รู้สึกว่ากระบวนการสร้างมีส่วนร่วมแบบนี้เป็นเรื่องดีสําหรับเขาเอง อันนี้คือประเด็นที่ ๒ ซึ่งผมคิดว่าจะต้องทําอย่างยิ่ง
อันที่ ๓ ผมเห็นด้วยอันหนึ่งคือการขับเคลื่อนควรต้องมีประเด็นนะครับ การกําหนดประเด็นสาธารณะที่จะต้องเข้าไปสู่การขับเคลื่อนตรงนี้เป็นเรื่องมีความสําคัญ ผมคิดว่าการสร้างความตื่นตัวของประชาชนเองอาจจะไม่มีความจําเป็นจะต้องเริ่มจาก ประเด็นทางการเมืองเสมอไป เพราะจริง ๆ แล้วการคิดในประเด็นทางการเมืองหลายเรื่อง ที่มากเกินไปอาจจะทําให้การตื่นตัวของประชาชนจะข้ามขั้นตอน มันมีประเด็นสาธารณะ หลายเรื่องที่ในปัจจุบันนี้ท้องถิ่น หรือประชาชนในท้องถิ่นควรจะได้รับทราบ ควรจะได้รับรู้ ควรจะได้แสดงความคิดเห็น ควรจะได้มีส่วนร่วม ตรงนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ ประเด็นสาธารณะ อย่างไรบ้าง ซึ่งอันนี้เราคงต้องมีการพูดคุยเป็นเรื่องของท้องถิ่นเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ความยากจนก็ดี เรื่องการพัฒนาก็ดี เรื่องแหล่งน้ําก็ดี เรื่องของขยะก็ดี หลายเรื่องที่เป็นเรื่อง ประเด็นสาธารณะที่เป็นปัญหาของประชาชน ความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของพื้นที่ ตรงนี้จําเป็นต้องร่วมกัน เพราะฉะนั้นการที่เรากําหนดประเด็นสาธารณะที่จะทําให้ ประชาชนขับเคลื่อนได้ตรงนี้จะทําให้เรื่องนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ผมคิดว่าก็คงเสนอ ประเด็นตรงนี้ว่าจะขับเคลื่อนอะไรเราก็ไปตามกระบวนการครับ ประเด็นทางการเมืองก็เป็น อีกประเด็นหนึ่ง แต่ว่ากระบวนการที่จับต้องได้ของเขา ชีวิตของประชาชนอาจจะไม่จําเป็น เรื่องการเมืองอย่างเดียว แต่ประเด็นที่ความทุกข์ความร้อน ความยากความจนของเขาอันนี้ เป็นประเด็นที่เขาสนใจอย่างยิ่ง อันนี้คือเป็นเรื่องที่สําคัญ
อันที่ ๔ ก็คือในเรื่องของกระบวนการ กระบวนการที่ทําให้เกิดกระบวนการ ในการขับเคลื่อน ผมมีข้อสังเกตหลายครั้งว่าหลายประเด็นสาธารณะของเรา ประชาชน อาจจะไม่ค่อยเห็นด้วย สมมุติว่าไม่ได้ตื่นตัว แต่หลายกลุ่มที่เรารู้สึกว่ามีการขับเคลื่อนจากการตื่นตัวของประชาชนในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น เรื่องอะไรก็ตามแต่ ปรากฏว่าบางทีอาจจะไม่ค่อยได้ยอมรับฟังความเห็นอื่นที่มีความแตกต่าง ตรงนี้จะเป็นเรื่องใหญ่มาก ท่านสังเกตได้ประเด็นสาธารณะหลายเรื่อง คนที่ได้รับ ความเดือดร้อนตรงนั้นอาจจะไม่ได้ฟังความเห็นอะไรเลยก็ได้ ผมไม่ได้หมายความว่า เขาจะถูกหรือผิด แต่บางทีกระบวนการในการให้ข้อมูลเป็นหลายเรื่อง หลายเรื่องที่เป็น การพิจารณาจากรัฐเข้าไป บางทีอาจจะข้อมูลเป็นตรงกันข้าม เป็นขาวเป็นดําไปเลย อันนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นความตื่นตัวของประชาชน มีบางส่วนที่มีความโน้มเอียงใน หลายเรื่อง ถ้าเราจัดการไม่ดี การไปสู่การที่ขาดการรับฟังความเห็นที่แตกต่างตรงนี้จะเป็น เรื่องสําคัญ กระบวนการขับเคลื่อนตรงนี้จะเป็นเรื่องที่เราคงต้องมีการกําหนด เมื่อเราทําให้ ประชาชนมีความรู้สึกว่า ประเด็นสาธารณะนี้สําคัญ มีกระบวนกติกาอย่างไรบ้าง สิ่งสําคัญ คือกติกานะครับ กติกา ซึ่งกติกานี้เป็นเรื่องใหญ่มาก กติกาบางส่วนเป็นข้อกําหนด แต่บางส่วนเป็นรากฐานจิตสํานึก ตรงนี้ผมคิดว่าหลายเรื่องในบ้านเรา ของเราอาจจะไม่มี กติกาคนใช้กติกาอาจจะเลยเถิดไป คนที่รับกติกาไม่ยอมรับกติกาตรงนี้ทําให้ประชาธิปไตย ของบ้านเรามันไปไม่ได้ดีเท่าที่ควร รากฐานความคิดตรงนี้ที่เราไม่สามารถที่จะตรงนี้ได้ ถ้าเราสังเกตดูการแข่งขันกีฬาทั่วโลก แม้การตัดสินไม่ถูกต้องเท่าไร แต่เขายอมรับกติกา ตรงนี้ ถ้าสามารถสร้างได้มันจะเป็นรากฐานประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และเราจะไม่เกิดเรื่อง อย่างที่เราเกิดกันมาในช่วงที่ผ่านมา เพราะทุกคนมีความตรงนี้แล้วนะครับ กระบวนการ ตรงนี้ผมคิดว่ามันมี ๒ ส่วนที่มีความสําคัญ อันที่ ๑ ถ้าเราจะทํากระบวนการตรงนี้ ความเป็น วิทยากรกระบวนการเป็นเรื่องที่จําเป็นต้องมี ผมคิดว่าผมเองโดยส่วนตัวได้ผ่านกระบวนการ มีส่วนร่วมของประชาชนในหลาย ๆ เรื่อง การที่ทําให้ประชาชนมีความตื่นตัวนอกจาก การเปิดระเบียบกฎหมายแล้ว อันที่ ๒ คือตัวที่กระตุ้นให้เกิดความตื่นตัว ตัวกระตุ้น อันดับแรกก็คือวิทยากรกระบวนการ ซึ่งคณะกรรมาธิการชุดนี้ได้พูดตรงนี้แล้ว แต่วิทยากร กระบวนการจะต้องพัฒนาคุณภาพอย่างไรที่ไม่ให้ไปครอบประชาชน ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่ ผมว่าความจําเป็นในการพัฒนากระบวนการ ผมว่าก็ไม่ได้เป็นเรื่องเหนือบ่ากว่าแรงมาก นะครับ กระทรวงมหาดไทยหลายหน่วยมีหน่วยงานทําอยู่แล้ว แต่ว่าวิทยากรกระบวนการ ต้องมีความชัดเจนในเรื่องนี้
อันที่ ๒ ก็คือข้อมูลความรู้ ถ้าเราสามารถให้ประเด็นสาธารณะที่เป็นข้อมูล ความรู้ได้ตรงนี้มันก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการทํางานนะครับ
ประเด็นสุดท้ายที่อยากขอเสนออีกนิดหนึ่ง คือการทําแผนชุมชน ผมคิดว่า การทําแผนชุมชนเป็นเรื่องที่สําคัญมาก แล้วก็เป็นการพัฒนาขั้นรากฐานจริง ๆ นะครับ เท่า ๆ ที่ฟังดูจากกรรมาธิการแถลงมา การนําแผนชุมชนไปใช้ของท้องถิ่นยังค่อนข้างน้อย ตรงนี้ผมคิดว่าเราคงมี ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ ก็คือทําแผนชุมชนอย่างไรที่เป็นแผนชุมชนจริง ๆ สะท้อนความต้องการของประชาชนจริง ๆ มีกระบวนการจัดทําที่เป็นประโยชน์จริง ๆ อันนี้คือเรื่องแรกนะครับ ผมคิดว่ากระทรวงมหาดไทย ถ้ามีแผนชุมชนอยู่แล้ว เราคงต้องไป ตรวจสอบดูแผนชุมชน ณ ปัจจุบัน มันเป็นแผนแบบฟอร์แมต (Format) ธรรมดา หรือเป็น แผนที่สะท้อนความต้องการของประชาชนจริง ๆ ตรงนี้จะดูได้ไม่ยากนะครับ ถ้าเป็นแผน ที่สะท้อนความต้องการจริง ๆ อันนั้นเราสามารถเดินงานพัฒนาต่อไปได้ แต่ถ้าเป็นแผน ทําเพื่อให้ถูกต้องตามฟอร์แมต (Format) ของทางราชการ ตรงนี้กระบวนการจัดทําใหม่ ควรจะต้องมีนะครับ อันนี้อันแรก อันที่ ๒ เมื่อเราได้แผนชุมชนที่เป็นความต้องการของ ประชาชนจริง ๆ แล้วต้องมีการกําหนดชัดเจนว่าองค์กรส่วนท้องถิ่นต้องรับแผนนี้เข้าไป จัดทํา จะกําหนดเป็นข้อกําหนด ข้อจํากัดต่าง ๆ อะไรก็ว่ากันไปนะครับ ผมคิดว่าตรงนี้ เราต้องบีบตรงนี้ให้ได้ ไม่ใช่เฉพาะท้องถิ่นอย่างเดียวเท่านั้น หน่วยราชการส่วนกลางที่มี ส่วนร่วมกับประชาชนต้องเอาแผนนี้ไปทํา ถ้าเราทําตรงนี้ได้การพัฒนาของชุมชนมันจะ เป็นไปได้ และสิ่งที่อยากจะเห็นมากก็คือแผนชุมชนนี้เป็นตัวกลางของการพัฒนาชุมชน อย่างแท้จริง เพราะขณะนี้การพัฒนาของหน่วยงานส่วนกลางจะลงไปเป็นแท่ง ๆ การประสานงานกันค่อนข้างน้อย ทําอย่างไรเมื่อเรามีแผนชุมชน และเสนอขึ้นไปแล้ว ทั้งท้องถิ่นและหน่วยงานส่วนกลางที่มีงบประมาณลงชุมชน ควรจะบูรณาการกันอย่างชัดเจน และสามารถพัฒนาชุมชนอย่างแท้จริง ผมว่าถ้าเราทําได้แบบนี้ รากฐานของประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นอย่างชัดเจนแน่นอน ขออนุญาตที่จะชื่นชมแล้วก็ให้ข้อสังเกตจากข้อเสนอของคณะกรรมาธิการชุดนี้ด้วยนะครับ และถือว่าเป็นข้อเสนอที่เป็นประโยชน์จริง ๆ ที่ท่านได้มีการเสนอเรื่องนี้ขึ้นมา ผมคิดว่า ถ้าเราเสนอเรื่องนี้ผ่านรัฐบาลแล้ว รัฐบาลเห็นชอบแล้ว น่าจะเป็นกระบวนการขับเคลื่อน ในท้องถิ่นทั่วประเทศอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ผมคิดว่าถ้าเราทําได้ตรงนี้มันเป็นกระบวนการ ขับเคลื่อนที่พร้อมไป แล้วก็เป็นรากฐานของการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของความเป็น ประชาธิปไตยระดับชุมชนอย่างแท้จริง ผมอยากให้เราคิดต่อนิดหนึ่งว่ากระบวนการ ขับเคลื่อนจะเป็นอย่างไร ถ้าเราไปเฉย ๆ กันไปทุกอย่างมันก็จบกันเงียบ ๆ แต่ถ้าเราทํา กระบวนการขับเคลื่อนที่ดีว่าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเสนอเรื่องนี้ไปสู่รัฐบาล รัฐบาลขับเคลื่อนตรงนี้เป็นการวางรากฐานประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ผมว่าถ้าทําได้ขนาดนี้ เราสามารถจะเห็นหน้าเห็นหลังในกระบวนการปฏิรูปประเทศไทยครับ
ขอบคุณครับ ความจริงเรียนเพิ่มเติมนะครับ เผอิญเกี่ยวข้องกับในส่วนของ การประสานความร่วมมือ ซึ่งเมื่อวานนี้ช่วงเช้าที่ผมได้ไปประชุมกับท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย ก็ได้มีการพูดถึงการร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะขณะนี้ เราได้เดินหน้าไปสู่การให้ชุมชนท้องถิ่น ซึ่งตามหลักที่ท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น ท่านนินนาท และคณะกรรมาธิการ และอนุกรรมาธิการได้วางหลักไว้ คือเรื่องของการเพิ่มอํานาจประชาชน การมีส่วนร่วมของ ประชาชน เพราะถือว่าท้องถิ่นเป็นรากฐานสําคัญที่สุดของประชาธิปไตย และเป็นองค์กร บริหารการพัฒนาในพื้นที่ เพราะฉะนั้นการสื่อสารสร้างความเข้าใจ ขณะนี้เราได้ส่งรายงาน ความคืบหน้าแผนปฏิรูปด้านต่าง ๆ ทุกสัปดาห์ผ่านท่านผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วก็ลงไปถึง หมู่บ้านชุมชน ๗๐,๐๐๐ กว่าหมู่บ้านชุมชน ก็เดือนกว่าแล้ว ซึ่งท่านรัฐมนตรีก็กรุณาว่า นอกจากนั้นแล้วส่งมาให้ท่านด้วย ท่านจะได้เอาเข้าที่ประชุมส่วนราชการทุกเช้าวันพุธ ที่กระทรวงมหาดไทย ก็จะได้กําชับแล้วก็ประเมินผลด้วยว่าภายใต้ความร่วมมือระหว่าง กระทรวงมหาดไทยกับทาง สปท. ได้ดําเนินการในเรื่องของข้อมูลข่าวสารการสื่อสารลงไป ตามเปูาหมายที่ตั้งกันไว้หรือไม่
๒. ก็คือว่าในส่วนเรื่องของประชาคมได้พูดกันชัดเลยครับว่า ขณะนี้ทาง รัฐบาลโดยนโยบายท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็โดยท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็เดินหน้าในแนวทางประชารัฐ ทางกระทรวงมหาดไทยในฐานะที่เป็นแอเรียเบส (Area based) ก็ได้เข้ารับผิดชอบในเรื่องนี้ แล้วก็มีการตั้งกรรมการประชารัฐ ๑๒ คณะ แล้วตอนนี้ก็จะมีระดับจังหวัด ซึ่งหากว่าใช้ชื่อให้สอดคล้องกัน ที่เราปรึกษาหารือกัน มีประชาคมประชารัฐตําบล ประชาคมประชารัฐอําเภอ ประชาคมประชารัฐจังหวัด ตรงนี้ ก็จะเป็นส่วนที่สอดคล้องต้องกันอย่างที่ท่านได้อภิปราย แล้วก็ในระหว่างการปรับปรุง ท่านประธานกรรมาธิการ หรือท่านประธานอนุกรรมาธิการก็สามารถปรึกษาหารือ ท่านรัฐมนตรีว่าการ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการได้อยู่แล้ว โดยเฉพาะทุกเช้าวันจันทร์ ที่กระทรวง
นอกจากนั้นแล้ว ก็คือในประเด็นของความเป็นรูปธรรมในการขับเคลื่อน คงไม่ต้องรอให้เราหมดอายุนะครับ วัตถุประสงค์ของเราคือปฏิรูปให้เป็นรูปธรรมมากที่สุด บนการมีส่วนร่วมมากที่สุด บนความร่วมมือระหว่างประชารัฐ บนพื้นฐานของภาครัฐ ภาคเอกชน ก็เลยเรียนประกอบในส่วนนี้ เพราะว่าเมื่อวานนี้ก็ได้มีการไปหารือท่านรัฐมนตรี ท่านกระตือรือร้นมากนะครับ ท่านก็เชิญมาว่าขอพบเพื่อหารือความร่วมมือ ก็ทําอย่างนี้ครับ แล้วท่านแนะนําว่าไปทุกกระทรวงเลย ขนาดเรามีประชุม ๓ ฝุายทุกวันพุธที่ทําเนียบรัฐบาลแล้ว ก็เห็นว่าการขับเคลื่อนออกไป ประสานงานออกไปนี่ครับ คือสิ่งที่สําคัญมาก จะได้เดินหน้า ไปพร้อม ๆ กัน ก็เลยเรียนเพิ่มเติมในส่วนนี้
ยังมีอีก ๒ ท่าน ที่แสดงความจํานง มีท่านคุรุจิต นาครทรรพ ประธาน กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน และอดีต สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หลังจากนั้นก็จะต่อด้วยท่านดอกเตอร์ถวิลวดี บุรีกุล เป็นท่านสุดท้ายตามรายชื่อขณะนี้ ขอเชิญท่านคุรุจิตครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ก็ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่นที่ผลิตรายงานที่ดีมากในเรื่องของการมีส่วนร่วม ของประชาชนในการปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งกระผมได้อ่านดูแล้วก็ครอบคลุมประเด็นต่าง ๆ ใน ๓ เรื่องหลัก พร้อมทั้งแนวทางที่เสนอแนะในการแก้ปัญหาหรือขับเคลื่อน
เรื่องแรกก็คือเรื่องของโครงสร้างทางกฎหมาย ก็เสนอให้มีการเพิ่มหมวด ว่าด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนในประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งก็ประกอบด้วยสาระสําคัญของการมีส่วนร่วม หลัก ๆ ก็คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องเปิดเผยข้อมูลและรายงานผลการดําเนินงานให้ประชาชนทราบ ระบุเรื่องที่สําคัญที่ ประชาชนจะต้องมีส่วนร่วม ระบุวิธีการมีส่วนร่วม และกระบวนการการมีส่วนร่วม ก็ได้แก่ การเปิดเผยข้อมูล การแสดงความคิดเห็น การสอบถามความคิดเห็น หรือการเข้าร่วมเป็น กรรมการ หรืออนุกรรมการ หรือคณะทํางานต่าง ๆ รวมทั้งชี้แนะว่า อปท. ก็ควรจะ สนับสนุนค่าใช้จ่ายหรืองบประมาณในการมีส่วนร่วมต่าง ๆ เหล่านี้
เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องของกลไกการขับเคลื่อน ก็นําเสนอแนวคิดที่มาจากเรื่อง ของสมัชชาพลเมือง โดยให้จัดตั้งประชาคมท้องถิ่นที่เน้นการรวมตัวและมีส่วนร่วมแบบ ไม่เป็นทางการ มีกลุ่มคนจากหลายภาคส่วนสามารถแสดงความคิดเห็นในปัญหาสาธารณะ ของท้องถิ่น แต่ก็มีเงื่อนไขว่าต้องไม่แทรกแซงอํานาจของฝุายบริหารของ อปท. แล้วก็ระบุว่า อปท. ก็ควรจะเข้าไปสนับสนุนการดําเนินงานของประชาคมท้องถิ่นนี้ ทั้งในเรื่องงบประมาณ หรือระเบียบต่าง ๆ ให้มีแผนบูรณาการกับแผนชุมชนและงบประมาณของท้องถิ่นให้ สอดคล้องกัน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของตัวชี้วัดของการมีส่วนร่วม กําหนดมาตรฐานกลาง ต่าง ๆ เป็นเครื่องมือในการวัดความสําเร็จของการมีส่วนร่วมให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น
ท่านประธานครับ โดยภาพรวมนี่ผมก็เห็นด้วย โอเค (Okay) กับรายงานของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่นในเรื่องของ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่นนะครับ ก็อยากจะมีคอมเมนต์ (Comment) เล็ก ๆ น้อย ๆ ฝากไปว่าหลักการสําคัญของการมีส่วนร่วมก็คือต้องมี องค์ความรู้ก่อนนะครับ แล้วก็มีการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง กระทรวงมหาดไทยผมว่าเขาเรียกว่า มีข้อมูล จปฐ. หรือ กชช. อะไรนี่นะครับ แล้วก็มีการจัดทํากระบวนการที่ถูกต้อง มีเงื่อนเวลา ในการจัดทําแผนชุมชน แม้ว่าแผนชุมชนในปัจจุบันยังไม่มีระเบียบ หรือกฎหมายรองรับ หรือรูปแบบที่ชัดเจน แต่การให้ อปท. เปิดให้มีการมีส่วนร่วมในการจัดทําแผนชุมชนก็เป็น เรื่องที่ดี ก็ควรจะสนับสนุน ผมก็อยากจะฝากว่าในพื้นที่ของ อปท. ทั้งหลายทั่วประเทศนี่ มันก็อาจจะมีสถาบันจัดการองค์ความรู้หรือภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เรียกว่า โนว์เลดจ์แมเนจเมนต์ (Knowledge Management) หรือโนว์เลดจ์เฮาส์ (Knowledge Houses) อยู่ใน สถาบันการศึกษาในท้องถิ่น เช่น มหาวิทยาลัยในพื้นที่ หรือสถาบันการศึกษาที่อาจจะ เรียกว่าเป็นคอมมูนิตีคอลเลจ (Community College) อยู่ในภูมิภาคมาเป็นพี่เลี้ยงให้กับ อปท. ในการจัดทําแผนชุมชนและเรื่องของการมีส่วนร่วม การมีส่วนร่วมนี่ถ้ามีร่วมเฉย ๆ ด้วยอารมณ์แต่ไม่มีความรู้มันก็ไม่เกิดประโยชน์ มันต้องร่วมโดยมีความรู้ มีความรู้ก่อนว่า เป็นอย่างไร แล้วก็มีความอยากเห็นว่าจะพัฒนาไปอย่างไรและมาเถียงกันได้นะครับ แผนชุมชนก็ควรจะเป็นแผนที่มีประสิทธิภาพ ประสิทธิภาพก็หมายความว่าเป็นแผนที่มี ความคุ้มค่า ไม่ใช่ใช้งบประมาณแบบตําน้ําพริกละลายแม่น้ํา หรือใช้แบบเบี้ยหัวแตกไม่เกิด ประโยชน์อะไร แล้วก็ที่สําคัญก็ควรจะสะท้อนความต้องการที่แท้จริงของประชาชน และสามารถเป็นพื้นฐานในการแก้ไขปัญหาความยากจน หรือเป็นข้อมูลที่จะใช้ในการขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น จาก อบจ. จากกองทุน หมู่บ้านที่มาจากส่วนกลาง หรือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ หรือในเรื่องของพลังงาน ชุมชนไหนมีโรงไฟฟูาก็อาจจะไปขอรับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาไฟฟูาก็ได้ ถ้าแผนนั้น มันมีเมอริต (Merit) ในตัวของมันเอง
สิ่งที่ผมเห็นด้วยอีกประการหนึ่ง ก็คือการที่เสนอให้นําแผนชุมชนไปประกอบ ในการจัดสรรงบประมาณของ อปท. แต่ละแห่ง ซึ่งเท่าที่ทราบมี อปท. ที่ทําอย่างนี้ไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์
อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะฝากไปก็คือบทบาทของ อบจ. หรือองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดนะครับ อบจ. จริง ๆ เขาไม่มีพื้นที่ปฏิบัติการในชุมชนอะไรต่าง ๆ เพราะเป็น พื้นที่ของเทศบาลกับ อบต. แต่ อบจ. มีเงิน อบจ. มีเงิน มีพลัง เพราะฉะนั้นแผนชุมชน ใน อปท. บางแห่งที่มันเหลือกําลังมันก็ควรจะผ่องถ่ายให้ อบจ. เอาเงินมาช่วยสนับสนุน ทําโครงการใหญ่ ๆ หรือบางเรื่องถ้าเป็นการลงประชามติประชาคมในชุมชนในเรื่องของ การจัดแผนชุมชน อปท. เขาก็ไม่มีกําลังที่จะทําได้นะครับ อบจ. ก็น่าจะมาช่วยสนับสนุน ก็จะเป็นเรื่องที่ดี
อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะฝากไปก็คือบทบาทของราชการจากส่วนกลางรวมทั้ง ภาคประชาสังคมจากส่วนกลาง เช่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมการพัฒนาชุมชน หรือสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ก็สามารถจะไปช่วยกํากับดูแล หรือสนับสนุนชุมชนในการจัดทําแผนชุมชนให้มีประสิทธิภาพ รวมทั้งดูแลเรื่องงบประมาณ จัดสรรงบประมาณ ออกกฎระเบียบให้เอื้อ กรมการพัฒนาชุมชนก็สนับสนุนข้อมูล จปฐ. อะไรต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ และกระบวนการที่ถูกต้องในการจัดทําแผน ส่วนสถาบันพัฒนา องค์กรชุมชนก็เข้ามาช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้องค์กรสภาชุมชนที่เกิดแล้วมีส่วนร่วมมากขึ้นและ เต็มรูปแบบมากขึ้น
อีกเรื่องหนึ่งคือในเรื่องของประชาคมท้องถิ่น ผมก็เห็นด้วยที่อยากให้ หลายฝุายเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นําท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้าน หรือผู้ทรงคุณวุฒิเกษียณแล้วไปอยู่ต่างจังหวัด ข้าราชการเก่าก็เป็นผู้มีภูมิปัญญามาสะท้อน ความคิดต่อนโยบายสาธารณะที่มีผลกระทบต่อท้องถิ่นและการดํารงชีวิต แต่ก็มีเงื่อนไขครับ ที่ท่านระบุไว้ว่าไม่แทรกแซงการทํางานของฝุายบริหาร ซึ่งอันนี้ไม่ช้าก็เร็วมันก็คงจะต้องมี การกระทบกันบ้างครับ เพราะมันไปวิจารณ์เขาว่าคุณทําอย่างนี้ไม่ถูกนะ ก็ต้องหาจุด บาลานซ์ (Balance) ที่ดีว่าจะทําอย่างไรนะครับ ซึ่งท่านก็ได้เสนอไปแล้วนะครับ พ.ร.บ. ถอดถอนสมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในขั้นแรกนะครับ
และอีกเรื่องหนึ่ง การมีส่วนร่วม ก็ต้องไม่ลืมของผู้มีหน้าที่หลักตามกฎหมาย หรือเป็นตัวแทนของประชาชนตามกฎหมาย ก็คือสมาชิกสภาจังหวัด สจ. หรือสมาชิก สภาเทศบาลซึ่งเขาเลือกไป เราอย่าไปลืมเขาครับ เห็นว่าเขาไม่มีคุณค่า เป็นการเมืองก็ไม่ดี ไปหมดอะไรนี่ ก็ต้องให้เขามามีส่วนร่วมด้วย เพราะจริง ๆ เขาจะต้องเป็นผู้แทนที่จะต้องรู้ ความต้องการของชุมชนนะครับ
ขอบเขตของประชาคมอีกอันหนึ่ง ในการจัดทําแผนหรือมีส่วนร่วมก็ต้อง มาดูว่ามันจะจํากัดอยู่เฉพาะ อบต. นี้แล้วคนนอก อบต. มาแสดงความเห็นได้หรือเปล่า เพราะบางทีขนขยะข้ามมานี่มันก็ส่งกลิ่นเหม็นหลาย อบต. หรือควันมันก็เผาหญ้าเผาอะไร มันก็กระเด็นไปอีกต่างตําบลต่างหมู่บ้านได้ เพราะฉะนั้นขอบเขตหรือว่าประชาคมที่ว่าจะมา มีส่วนร่วมมันขนาดไหน
แล้วก็เรื่องสุดท้ายที่อยากจะฝากไปก็คือเรื่องของกลไกภายใต้พระราชบัญญัติ สภาองค์กรชุมชน พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งก็มีอยู่แล้วนะครับ มีมาเป็นเวลาหลายปีแล้วให้มีการจัดตั้ง สภาองค์กรชุมชนตําบล ซึ่งมีภารกิจหลาย ๆ ประการ เช่น อนุรักษ์ฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรม ดูแลรักษาทรัพยากรปุาไม้ ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ซึ่งท่านก็น่าจะหาวิธีที่จะบูรณาการให้สภาองค์กรชุมชนตามกฎหมายนี้เข้ามามีส่วนร่วม ในการแสดงความคิดเห็นในการจัดทําแผนชุมชน มันก็จะดี ไม่เกิดการซ้ําซ้อนและไปตั้งอีก เวทีหนึ่งก็จะเป็นประโยชน์นะครับ เพราะปัจจุบันก็ทราบมาว่ามีการขอจดแจ้งสภาองค์กร ชุมชนอยู่ถึง ๔,๙๐๐ กว่าแห่งแล้ว เพราะฉะนั้นกฎหมายก็ให้อํานาจ อปท. ที่จะสนับสนุน สภาองค์กรชุมชนในเรื่องงบประมาณได้ ก็อยากจะฝากท่านดูในเรื่องประเด็นเหล่านี้ด้วย ในหลักการก็เห็นด้วยกับรายงานของท่านนะครับ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญท่านถวิลวดี บุรีกุล ผู้อํานวยการสํานักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติและอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ นะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิกหมายเลข ๖๑ นะคะ ก่อนอื่นดิฉันต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่นของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศชุดนี้ เพราะว่าเรื่องที่ท่านกําลังเสนอนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่เรากําลังจะปฏิรูปให้เกิดประชาธิปไตย อย่างแท้จริง และเป็นประชาธิปไตยฐานราก เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกภาคส่วน ได้เข้ามามีบทบาทในการดูแลพื้นที่ของเขา โดยเริ่มต้นจากชุมชนและท้องถิ่น ซึ่งถือว่าเป็น การเดินมาถูกทางแล้วก็ดิฉันต้องขอชมนะคะ เพราะว่าสิ่งที่ท่านนําเสนอนี้ถือว่าเป็น นิมิตหมายที่ดีที่จะทําให้เปิดศักราชใหม่ของการปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะนําไปสู่การสร้าง โอกาสได้มากขึ้นให้กับภาคประชาชน ดิฉันมีประเด็นเล็กน้อยนะคะ ในเรื่องของ การมีส่วนร่วมนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ การมีส่วนร่วมเป็นการกระจายโอกาส เพราะฉะนั้นโอกาสนี้ จะกระจายจริงหรือไม่จริงมันขึ้นอยู่กับกลไกที่เราจะสร้างให้เกิดขึ้น แล้วในร่างเอกสาร ของท่านนี่นะคะ ท่านก็ได้สร้างกลไก เสนอกลไกหลายเรื่องนะคะ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ปัญหาที่เกิดขึ้นในเรื่องของการมีส่วนร่วมในท้องถิ่นมักจะเป็นเรื่องของการขาดคุณอํานวย คุณอํานวยในที่นี้หมายถึงผู้เอื้อกระบวนการ ซึ่งในที่นี้ท่านพูดถึงเรื่องของการทํากระบวนการ ด้วยว่าจะต้องทําอะไรบ้าง รวมทั้งมีตัวแบบของหลายที่มาให้ดูด้วยนะคะ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เรามักจะมีแต่คุณอํานาจ ทําอย่างไรเราถึงจะเปลี่ยนคุณอํานาจให้เป็นคุณอํานวยที่จะเอื้อ กระบวนการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทําได้ไม่ยาก เพียงแต่สร้างศักยภาพให้กับพวกเขา รวมทั้งมีภาคประชาชนหลายภาคส่วนที่สามารถที่จะ เข้ามาร่วมในกระบวนการเหล่านี้ได้นะคะ แล้วก็เวลาที่จัดเราก็คงจะต้องจัดในเวลาที่ ประชาชนสะดวก อย่างนี้เป็นต้นนะคะ นั่นคือประเด็นแรก
ส่วนประเด็นต่อมาก็คือประเด็นที่ประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมได้ก็คงเป็น ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของพวกเขา เป็นเรื่องของการจะตัดสินใจแล้วพวกเขา ได้รับผลกระทบ หรือเป็นเรื่องเพื่อบ้าน เพื่อเมือง เพื่อชุมชนของพวกเขา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เป็นเรื่องที่สําคัญแล้วหลายครั้งที่ผู้บริหารท้องถิ่นจะต้องตัดสินใจ แต่ว่าการตัดสินใจ หลายครั้งก็เกิดผลกระทบกับประชาชนโดยภาพรวม แม้กระทั่งประชาชนที่อยู่ใกล้เคียงนะคะ เพราะฉะนั้นคําว่า ผู้มีส่วนได้เสีย จึงมีความสําคัญมาก ตรงนี้ข้าราชการท้องถิ่น ผู้บริหาร ท้องถิ่น จะต้องตระหนักให้มากว่าใครคือผู้มีส่วนได้เสียลําดับที่ ๑ ลําดับที่ ๒ และผู้สนใจ ทั่วไป ผู้เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะได้เชิญเข้ามาสู่กระบวนการ มิเช่นนั้นแล้วกระบวนการมีส่วนร่วม ที่จัดโดยท้องถิ่นก็จะมีแต่ผู้ที่เห็นด้วย แต่ผู้ที่เห็นต่างมักจะไม่ได้รับเชิญเข้ามา และนอกจากนี้ ผู้มีส่วนได้เสียที่ไม่สามารถที่จะเข้ามาสู่กระบวนการได้ก็ไม่มีโอกาสนั้นเลย เมื่อเป็นเช่นนี้ เงื่อนไขของการมีส่วนร่วมจึงมีความสําคัญที่จะต้องพิจารณานะคะ
เงื่อนไขข้อแรกคืออิสรภาพของทุกคนที่สามารถที่จะตัดสินใจได้ว่าจะเข้าร่วม หรือไม่เข้าร่วม และเมื่อถึงเวลาหนึ่งเวลาผ่านไปเขาสามารถที่จะเข้ามาร่วมได้เมื่อข้อมูล ข่าวสารได้เผยแพร่ไปเรื่อย ๆ ทําอย่างไรถึงจะให้ไปถึงวันนั้น ไม่ใช่แค่ตัดสินใจตอนนี้ และไม่รับฟัง เพิ่มเติมได้นะคะ
นอกจากนี้เรื่องของความเสมอภาค ซึ่งตรงนี้ดิฉันยังไม่เห็นเรื่องของ การพัฒนาศักยภาพให้ทุกคนเกิดความเสมอภาคกันในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ในการเข้าถึง การมีส่วนร่วมในระดับท้องถิ่นนะคะ ทําอย่างไรท้องถิ่นถึงจะพัฒนาศักยภาพของประชาชน ให้สามารถที่เข้าสู่กระบวนการนี้ได้ เพราะบางทีดิฉันพูดบ่อย ๆ คือจัดเวลาราษฎรดีกว่าจัด เวลาราชการ จัดในพื้นที่ที่ประชาชนที่เขาสะดวกมากกว่าในพื้นที่ที่ข้าราชการสะดวก บางทีท่านก็ต้องคํานึงถึงคนเปิดจะว่างไหม แต่ประชาชนเขาไม่ว่างตามนั้น อะไรอย่างนี้ นะคะ เพราะฉะนั้นการเอาตัวอย่างมาเป็นเรื่องที่ดี แต่ว่าบางตัวอย่างในนี้อาจจะไม่สะดวก สําหรับประชาชนก็ได้นะคะ เช่น ในนี้เขียนว่าคนมาเปิดจะต้องเป็นผู้ว่าอะไรอย่างนี้นะคะ ถ้าผู้ว่าไม่สะดวกแล้วประชาชนทั่วไปเป็นคนเปิดเองได้ไหม อะไรอย่างนี้นะคะ
นอกจากนี้ประเด็นอีกเรื่องหนึ่งคือการมีส่วนร่วมตรงนี้ที่สําคัญ ดิฉันอยากที่ จะให้เพิ่มแล้วเขียนไฮไลต์ (Highlight) ไว้เยอะ ๆ ก็คือเรื่องของการมีส่วนร่วมในการจัดทํา งบประมาณ ซึ่งจะไปเสริมกับการมีส่วนร่วมในการทําแผนพัฒนาชุมชน แผนพัฒนาจังหวัด ที่เรากําลังจะเน้นในเรื่องของแอเรียเบส (Area based) ประชารัฐอะไรพวกนี้ทําอย่างไร ถึงจะให้ลิงก์ (Link) และเชื่อมกัน ที่สําคัญที่สุดคือการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ในการจัดสรรงบประมาณนั้นจะทําอย่างไรให้เป็นจริง คือเวทีที่จัดขึ้นไปเรื่อย ๆ ก็ไปฟัง แต่สุดท้ายคนที่นั่งทําแผนนะคะ ก็เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผนนั่งทํากับปลัด เสียงของประชาชนขาดหายไป แล้วจะทําอย่างไร ประชาชนเขาจะติดตามผลจากการจัดเวที นั้นได้อย่างไร อันนี้ก็เป็นประเด็นนะคะ ทําอย่างไรถึงจะไฮไลต์ (Highlight) ออกมาเลย ซึ่งนานาสากลเขาก็มีเรื่องของการมีส่วนร่วมในการจัดทํางบประมาณเยอะแยะแล้วนะคะ
นอกจากนี้ประเด็นที่สําคัญอีกเรื่องหนึ่งคือในนี้ยังพูดถึงเรื่องของประชาคม ท้องถิ่น ประชาคมท้องถิ่นก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ แต่เรื่องของการมีส่วนร่วมมันมีหลายรูปแบบ มาก อย่าไปยึดมั่นยึดติดกับแค่ประชาคมท้องถิ่น ท่านยังพูดไม่ใช่สมัชชา ดิฉันคิดว่าเรื่องของ การมีส่วนร่วมจะเป็นรูปแบบไหนก็ได้แล้วแต่จะเรียกกัน แต่ว่าเป็นรูปแบบที่เหมาะสมกับ พื้นที่ เหมาะสมกับเวลา เหมาะสมกับสถานการณ์ แล้วประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วม อย่างแท้จริง เพราะว่าเรื่องของการมีส่วนร่วมมันมีเสาหลักอยู่ว่า เราจะทํากระบวนการนี้ เพื่อวัตถุประสงค์อะไร เราจะทํากระบวนการนี้กับกลุ่มไหนและในเวลาไหน จะใช้เทคนิคอะไร ตรงนี้ก็ต้องมีการออกแบบ ซึ่งไม่ใช่วัน ไซส์ ฟิตส์ ออล (One size fits all) หรือว่ารูปแบบเดียว ใช้ได้กับทุกเรื่อง แล้วในประชาคมท้องถิ่นจะต้องมีบุคคลเหล่านี้ ๑ ๒ ๓ ๔ ซึ่งมันค่อนข้างจะ แข็งตัวมากเลยนะคะ แล้วสุดท้ายมันจะเป็นชนชั้นนําในท้องถิ่น แต่ว่าชนชั้นล่างไม่ได้ มีโอกาสเข้ามาจะทําอย่างไร อะไรอย่างนี้นะคะ ท่านมีกองทุนบทบาทสตรีอะไร ดิฉันคิดว่า คนที่ไม่ได้อยู่ในกองทุนนั้นก็มีเยอะแยะ จะทําอย่างไรให้มันมีความยืดหยุ่นได้ตรงนี้ เพราะว่า ดูไปดูมามันจะแข็งตัว ดิฉันก็ชื่นชมในเรื่องของสิ่งที่ท่านทํา แต่ว่าไม่อยากให้มันแข็งตัวจน คนที่ไม่ได้อยู่ในองคาพยพเหล่านั้นเข้าไม่ถึงและเข้าไม่ได้ หรือว่ากระบวนการมีส่วนร่วม มันจะเป็นการเร่งรัดเกินไปด้วยกลุ่มคนพวกนี้แล้วมาสร้างความชอบธรรมแล้วคนที่เห็นต่าง ก็จะไม่มีโอกาสนะคะ จะทําอย่างไร
นอกจากนี้สิ่งที่ต้องการจะพูดต่อไปก็คือ เรื่องของการอยากที่จะให้ท้องถิ่น ได้เปิดโอกาสเขาเรียก โอเพนสเปซ (Open space) ให้ประชาชนคิดเองได้ ไม่ต้องให้เริ่มจาก ท้องถิ่นเสมอไป ทําอย่างไรถึงจะให้มีพื้นที่ตรงนั้นได้มากขึ้นเรื่อย ๆ นะคะ แล้วก็มีมาตรา ๑๑ ในนี้เขียนไว้เรื่องของการลงประชามติ ดิฉันถือว่าเรื่องของการลงประชามติก็เป็นเรื่องสําคัญ ที่สามารถจะจัดให้มีได้ ในนี้ก็ยังพูดถึงเรื่องของการลงประชามติ ไม่ใช่เป็นเรื่องของการบังคับ เสมอไปอาจจะเป็นการปรึกษาหารือก็ได้ แต่ก่อนที่จะมีการลงประชามติ อยากจะให้มี การเน้นย้ําว่าจะต้องให้เวลา จะต้องมีข้อมูลข่าวสารที่ให้กับประชาชนอย่างถูกต้อง เที่ยงตรง ทันกาล พอเพียง เข้าใจได้ง่าย ไม่มีค่าใช้จ่ายมาเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้น จะทําอย่างไร ซึ่งอยู่ ๆ เอะอะก็จะลงประชามติ เพราะว่าท่านนายกหรือผู้บริหารท้องถิ่น อาจจะไม่สามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเองก็เอาลงประชามติก็แล้วกัน แล้วสุดท้ายผู้ที่มา ลงประชามติอาจจะลงประชามติโดยไม่มีข้อมูลพื้นฐานเบื้องต้น เพราะฉะนั้นจะต้องมี วิจารณญาณและไตร่ตรอง หรือดีกว่าไหมถ้าจะใช้กระบวนการอื่น เช่น กระบวนการ ประชาเสวนาหาทางออกร่วมกัน หรือมีการเสวนากันฟังกันก่อนแล้วมีข้อมูลข่าวสาร แล้วนําไปสู่หาทางเลือกทางออกร่วมกัน เช่น จะทิ้งขยะ ปัญหาคือไม่ใช่ว่าจะสร้างหรือ ไม่สร้างเตาเผาขยะ หรือจะทําที่ทิ้งขยะหรือไม่ทํา แต่ปัญหาคือการจัดการขยะจะจัดการ อย่างไร หรือแม้กระทั่งเรื่องของการจัดการทรัพยากรน้ําจะจัดการกันอย่างไร แล้วมีทางเลือก อย่างไรบ้าง ทางเลือกที่ ๑ คือทําเตาเผา ทางเลือกที่ ๒ คือทําที่ฝังกลบ ทางเลือกที่ ๓ คือ การลดขยะ แต่ละทางเลือกมีข้อดีข้อด้อยแล้วจะต้องแลกด้วยอะไร เพราะฉะนั้นแต่ละคน ก็จะได้มาพิจารณากัน ถ้าเลือกทางนี้ฉันจะได้อะไร ฉันจะเสียอะไร แล้วใครจะต้องได้รับ การเยียวยาบ้าง แล้วในที่สุดก็จะพูดคุยกันเยี่ยงมนุษย์ แล้วก็ใช้ปัญญา แล้วก็หาทางออกได้ แทนที่จะหย่อนบัตรแล้วสุดท้าย ๔ วินาทีนั้นมันทําให้บางกลุ่มรู้สึกเสียใจ เพราะว่า ๔๙ แพ้ ๕๑ สุดท้ายนี่ขยะก็ไม่ได้ไปทิ้งในที่ที่เราลงประชามติว่าเราจะทํา เพราะว่ามันก็จะเกิด เคส (Case) ว่าไม่อยากจะให้สิ่งเหล่านั้นอยู่ข้างบ้านตัว ดีกว่าไหมถ้ามีกระบวนการอื่น มาก่อน แล้วค่อยไปลงประชามติก็ได้นะคะ มิฉะนั้นก็ไปไม่ถึงจุดหมาย แล้วก็มันเกิดการแพ้ชนะ ซึ่งตรงนี้จะต้องให้ทางผู้ปกครองท้องถิ่นมีความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้มากขึ้น เพื่อไม่ให้เอะอะก็เกิดปรากฏการณ์หมู่ ๒ ถึงหมู่ ๕ พากันลงประชามติเอาขยะมาทิ้งไว้ที่ หมู่ ๑ นะคะ แต่สุดท้ายก็ไปทิ้งไม่ได้เพราะว่าผู้นําหมู่ ๑ ก็จะต้องมายืนขวางแล้วก็ถ้ารถขยะ เข้ามาเมื่อไรก็จะยิงล้อเมื่อนั้นเพราะว่าเขาไม่เห็นด้วยตั้งแต่แรก อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น การตัดสินใจของผู้บริหารท้องถิ่นมีความสําคัญมาก
นอกจากนี้ประเด็นในเรื่องของการมีส่วนร่วมควรจะต้องครอบคลุมไปถึง ประเด็นเรื่องของผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เพราะว่าผู้บริหารท้องถิ่นเป็นคณะกรรมการ ในการพิจารณาอีไอเอ (EIA) หรือรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้วยคนหนึ่งในกรณี ที่มีโครงการเกิดขึ้นในพื้นที่ของเขา เมื่อเป็นเช่นนี้จะทําอย่างไรให้ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ จะรับรู้แทนที่จะให้ผู้บริหารท้องถิ่นตัดสินใจแต่เพียงลําพังและสุดท้ายเกิดปัญหานะคะ ตรงนี้ ดิฉันก็อยากจะให้มีประเด็นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยนะคะ
สุดท้ายดิฉันก็อยากจะสรุปว่าประเด็นที่ท่านเสนอนี้เป็นเรื่องที่ดีมากแล้วก็ อยากจะสนับสนุน แล้วก็จะตบท้ายด้วยคําว่า ท่านเดินมาถูกทางแล้ว ท่านริเริ่มจากรากหญ้า เร่งศึกษาจากชุมชน เรียนรู้จากใจคน รับรู้คนคิดอะไร รองรับความต้องการ ไม่หักหาญ ซึ่งน้ําใจ ประชาไม่ใช่ไพร่ ต้องก้าวไปคู่เคียงกัน ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ยังมีอีก ๑ ท่านนะครับ เป็นท่านสุดท้ายตามรายชื่อนะครับ แต่ว่าฝากกรรมาธิการช่วยดูนิดหนึ่งเรื่องแผนพัฒนาตําบล ๓ ปีครับ ฝากไปดูหน่อยว่ามันสั้น ไปหน่อยหรือเปล่า หรือว่าตามเดิมเขากําหนดไว้อย่างนี้ลองไปดูนิดหนึ่ง เพราะว่าวันนี้เราพูด ถึงยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี ทั้งระดับชาติ ระดับจังหวัด ท้องถิ่นก็ควรเอาตรงนี้แล้วก็ทํา ๕ ปี ๕ ปี คือให้มันเป็นแพลตฟอร์ม (Platform) เดียวกันทั้งประเทศในการขับเคลื่อน สําหรับ ท่านสุดท้ายคือท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาสํานักงานประกันสังคมและอดีต รองปลัดกระทรวงแรงงานนะครับ ท่านได้ขออนุญาตในการนําเสนอเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ตามข้อบังคับ ซึ่งประธานอนุญาตนะครับ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิกสภา สปท. เพื่อนสมาชิก สปท. ที่เคารพทุกท่าน ผมอ่านรายงาน ของท่านเป็นปึกนี่นะครับ ด้วยความชื่นชม จริง ๆ ผมอ่านแค่หน้า ๒ แล้วผมก็บอกว่า ผมเห็นชอบแล้วนั่งลงเลยได้ แต่ว่าถ้าทําอย่างนั้นเขาจะบอกว่า อาจจะไม่ได้เรื่อง หน้า ๒ ท่านเขียนไว้ว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่บนแนวคิดพื้นฐาน ข้อที่ ๑ ข้อเดียวผมถึง บางอ้อเลย ข้อที่ ๑ ท่านบอกว่าไม่มีใครรู้ปัญหาความต้องการในการพัฒนาดีกว่าประชาชน เจ้าของปัญหาและพื้นที่ดําเนินการ ท่านครับ พออ่านข้อ ๒ การแก้ปัญหาการใช้งบประมาณ การสร้างความเข้มแข็ง ข้อ ๔ ท่านครับ นี่คือหลักของการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นที่คิดว่า มั่นใจว่าประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน แต่ไม่ใช่เป็นใหญ่ในแผ่นดินทั้งประเทศนะ ไม่ใช่ เขาก็ ต้องเป็นใหญ่ในพื้นที่ของเขา ปัญหาของเขาเขาต้องแก้ไขด้วยตัวของเขาเองนะครับ ทีนี้ ถามว่าแล้วผมนําเสนออะไรเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ท่านดูภาพที่ ๑ ครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ท่านครับ ท่านเห็นภาพนี้ไหมครับ
ท่านสุรินทร์ครับ เผอิญท่านยื่นมากะทันหันนะครับ ผมก็อนุโลม เพราะฉะนั้น พอมาดูรายละเอียดไปหน้าที่ ๑ เป็นรูปสุนัขไล่ต้อนฝูงแกะ แต่ว่าหน้าที่ ๒ ผมขออนุญาต ดึงออกนะครับ
ได้ครับ ยินดีครับ คืออย่างนี้ครับ ภาพที่ ๑ ท่านเคย ได้ยินภาษิตที่ว่า ฝูงสัตว์ต้องต้อน ท่านทําอย่างไร ไม่ว่าสัตว์ประเภทไหนมันก็ไม่เข้าคอก ตามที่ท่านต้องการ เขาก็จะต้องต้อนใช้คนต้อนไม่ไหว เขาใช้ม้าหรือใช้เดี๋ยวนี้สุนัขที่แสนรู้ ฝูงคนต้องนํา ถ้าเราได้ผู้นําที่ดีมีคุณธรรม มีความรู้คนก็จะเดินตาม ท่านจะเห็นว่า ผมอธิบาย โดยไม่มีรูปก็ได้นะครับ เราจะทํากิจกรรมอะไรก็ตาม เช่น ในท้องสนามหลวงสวดมนต์ ที่ไหน ๆ ก็ตามเวียนเทียนจะต้องมีผู้นําใช่ไหมครับ ผู้นําถือเทียน ผู้นํานั้นจะเป็นใครก็ได้ นําไปและทุกคนก็จะเดินตามทําในสิ่งที่ดี ๆ เวลาไปปลูกปุา เดี๋ยวท่าน ดูต่อไปครับ ถามว่าถ้าไม่มีผู้นําคนจะไปไหม ไปปลูกปุา ก็ต้องมีผู้นํา ท่านจะสร้างฝาย ท่านจะทําอะไรก็แล้วแต่เถอะที่ไม่ต้องใช้เครื่องจักรเครื่องมือมากมายนัก ก็จะต้องนํา เพราะฉะนั้นผู้นําสําคัญมาก โดยเฉพาะผู้นําในท้องถิ่นต้องได้รับการคัดสรรจากคนที่ดี มีความรู้นะครับ ผมจึงกราบเรียนว่าที่ผมนํารูปมาให้นั้นไม่ใช่เป็นรูปที่คิดว่าอะไรก็ได้ ผมไปสรรหามาเลยว่าใช่หรือไม่ ท่านปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นเช่นนี้ คนมีจิตวิญญาณ มีความรู้ เพราะฉะนั้นการจะนําเขาได้คุณต้องดีกว่าเขา ต้องชี้ทางสว่างให้เขาว่าถ้าผมนําไป ทางนี้แล้ว ท่านเดินตามแล้วนี่รับรองไม่เข้ารกเข้าพง แล้วท่านก็จะประสบความสําเร็จ ไปสวรรค์ด้วยกันนะครับ
นอกจากนั้นท่านยังเขียนไว้ในหน้า ๘ อีกว่ามีเกณฑ์ชี้วัด ๑๐ ตัวชี้วัด ๔ ระดับ คือหมายถึงว่าท่านกําลังจะทําให้มันมีการรู้สึกว่าต้องมีเคพีไอ (KPI) ถ้าถามผมนะ ต้องมีเคพีไอ (KPI) ว่าถ้าท่านจะเข้ามาเป็นนายก อบต. นายกเทศบาล ถ้าถามผมนะ คุณต้องบอกกับประชาคมว่าคุณจะทําอะไร ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ แล้วไปอัดเทปไว้เลยว่าท่านทํา ตามนั้นไหม ภายใน ๔ ปี ท่านทําตามนี้ไหม ถ้าท่านทําตามนี้ วัดได้เป็นรูปธรรม ท่านก็สอบผ่าน แต่ที่หาเสียงอยู่แถว ๆ บ้านผม อบต. ชอนน้อย ที่เขื่อนปุาสักชลสิทธิ์ก็พูด พูด พูด เสร็จแล้ว ก็ไม่มีใครไปดูหรอกว่าพูดนั้นเป็นอย่างไร เป็นรูปธรรมไหม แล้วก็เลือกเหมือนกับท่านสมาชิก สักครู่นี้ว่าใช้วินาทีสุดท้ายลงหย่อนบัตรแล้วจบนะครับ แล้วจบ แล้วก็ ๔ ปีก็รับกรรมไป ไม่ว่าเขาจะเรียกอะไร กรุงเทพมหานคร หรือพัทยา หรือเทศบาล
ต่อไปครับ ท่านเห็นไหมครับ ถามว่าถ้าไม่มีคนนํากวาดลานวัดเชื่อหรือว่า เขาจะมาพร้อมเพรียงกัน มันต้องบอกมากวาดลานวัดด้วยกัน มาทําสาธารณประโยชน์ ด้วยกัน ทีนี้ผมมารูปนี่เลย รูปม็อบ (Mob) นะครับ ต่อไปอีกรูปหนึ่งครับ รูปม็อป (Mop) นี่นะครับ ผมอยากจะเรียนถามว่าท่านไปดูในเดลินิวส์หน้า ๑ วันนี้ จะเห็นชัดเจนเลยว่า มีภาพคนจะไปรุมประชาทัณฑ์ชายคนหนึ่งที่ฆ่าปาดคอคุณครูสาว เขามาไม่ได้นัดหมายกันครับ ถูกไหมครับ แต่มีจิตร่วมกันว่าฉันเกลียดคนอย่างนี้นะ แต่อย่างนี้เราให้เขาทําต่อไปไม่ได้ ถ้าเราสามารถทําให้คนในท้องถิ่นมีความคิดร่วมกันโดยไม่ต้องนําผมว่าสุดยอด ต้องสุดยอด เลยนะ ก็ฝากกรรมาธิการสื่อไปยังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นด้วยแล้วกันครับ
ต่อไปครับ นี่เทศบาลเมืองน่าน รูปธรรมตามที่ท่านกําลังจะนําเสนอ ที่ผ่านมา ก็คือเราเห็นรูปอย่างนี้ผมไม่สามารถเข้าไปถ่ายในพื้นที่เขาได้ เพราะว่าผมไปวันเสาร์ อาทิตย์ ก็ถ่ายแต่ข้างนอกมาครับ ผมเลยกราบเรียนท่านด้วยความเคารพว่าการที่จะพัฒนา อปท. ได้ ท่านต้องพยายามให้ประชาชนมีส่วนร่วมให้มากที่สุด และไม่จําเป็นว่าปลัดเทศบาล หรือนายกเทศมนตรี หรือเทศมนตรีต้องเป็นผู้นํา ประชาชนคนหนึ่งลุกขึ้นมาบอกว่านี่ต้องทํา เรื่องนี้สิครับ ผู้บริหารที่ดีต้องฟังเป็นเหตุเป็นผลไหม ถ้าดีทําได้เลย และถือว่าเป็นผลงาน ของผู้บริหาร ถ้าเราทําได้อย่างนั้นปฺุบก็คือรับฟังเสียงสวรรค์แม้แต่เสียงเดียวของประชาชน ผมคิดว่าที่ผมนําเสนอมาให้ท่านฟังนี้ก็คือว่าผมอยากจะเห็นก่อนจะนําเข้าสู่ตําแหน่ง เขาจะต้องมีแผนว่าเขาจะทําอะไรให้เป็นรูปธรรม แผนพัฒนาคน พัฒนาสิ่งปลูกสร้าง ร้อยแปดจิปาถะ องคาพยพในพื้นที่ให้มันดีกว่าเก่าอย่างไร แล้วก็มีตัวชี้วัด และเสร็จแล้วก็วัดผล ทุกที่ถ้าทําอย่างนี้ ผมคิดว่าใน ๘,๐๐๐-๙,๐๐๐ อบต. จะดีวันดีคืน
สุดท้ายผมขอกราบน้อมนําพระราชดํารัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว องค์ปัจจุบัน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ถ้าประชาชนไม่เข้าใจ ไม่เข้าถึง พัฒนา ผมว่าท่านจะไปหา เขาเรียกอะไร ผู้บริหารส่วนท้องถิ่นไม่ว่าที่ไหนก็ตามเถอะ ไปไม่รอดละครับ เพราะฉะนั้น ทําอย่างไรถึงจะให้ประชาชนเข้าใจ เข้าถึงว่าเราจะพัฒนาอะไรในพื้นที่ แล้วจะเกิดประโยชน์ ต่อเขาอย่างไร แล้วจะเกิดประโยชน์ต่อลูกหลานในอนาคตอย่างไร ผมก็กราบเรียนท่านด้วย ความเคารพว่า ขอให้เน้นเรื่องการวัดผลก่อนเข้า หลังเข้า แล้วก็คิดถึงประชาชนทุกหมู่เหล่า เป็นเสียงสวรรค์ กราบขอบพระคุณครับ
เมื่อสมาชิกได้อภิปรายพอสมควรนะครับ ถ้าไม่มีผู้แสดงความจํานงเพิ่มเติม ผมขอปิดการอภิปรายนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการ หรือกรรมาธิการ หรือผู้ชี้แจงได้ตอบข้อซักถามของสมาชิก ขอเชิญครับ
ดิฉันขออนุญาต ท่านประธาน กราบขอบพระคุณท่านผู้อภิปรายทั้ง ๔ ท่าน ไม่ว่าจะเริ่มตั้งแต่ท่านเพิ่มพงษ์ ท่านคุรุจิต ท่านถวิลวดี และท่านสุรินทร์ ขออภัยที่ต้องเอ่ยนาม ดิฉันคิดว่าท่านทั้งหลาย เห็นความสําคัญของการมีส่วนร่วมเช่นเดียวกับที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการปกครองท้องถิ่นนั้นได้นําเสนอ แต่เรื่องการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนในบ้านเรา ดิฉันต้องกราบเรียนว่า พูดกันมานาน แต่จริง ๆ แล้วถ้าจะทําให้เกิดผลในทางปฏิบัตินั้น คงเป็นเรื่องใหม่ที่เราจะต้องฝึกฝน แล้วก็ฝึกฝนทั้งคนในภาครัฐ ฝึกฝนทั้งพี่น้องประชาชน ฝึกฝนคนในภาครัฐก็คือท่านที่อยู่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหลาย เพราะว่าตอนนี้ เรากําลังพูดถึงการมีส่วนร่วมในการปกครองท้องถิ่น รวมทั้งฝึกฝนจิตสํานึกอย่างที่ท่าน ต้องการ ให้เกิดขึ้นในหมู่ของพี่น้องประชาชนด้วยว่าจะมาร่วมกันอย่างไร จึงจะถือว่า การมีส่วนร่วมนั้นเกิดผลสําเร็จต่อผลประโยชน์ในท้องถิ่น ต่อผลประโยชน์ของสังคม และต่อ ผลประโยชน์ของชาติเพิ่มเป็นลําดับขึ้น ๆ ไป ดังนั้นในการนําเสนอท่านทั้งหลายคงจะเห็นว่า สิ่งที่คณะกรรมาธิการได้นําเสนอนั้นเราพยายามจะนําเสนอว่าแนวทางในการดําเนินการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องถือเป็นหน้าที่ของตัวเองที่จะถือว่าเป็นบทบาท ถือเป็นหน้าที่ ที่จะต้องช่วยกันผลักดันแล้วคอยกระตุ้นให้พี่น้องประชาชนนั้นเข้ามามีส่วนร่วม และในการเข้ามามีส่วนร่วมนี้ ก่อนที่จะให้ท่านเข้ามามีส่วนร่วม ท่านต้องเปิดเผยข้อมูล ข่าวสารที่เกี่ยวกับเขา ให้เขาได้รับทราบให้มากที่สุดเท่าที่จะทําได้ และโดยเฉพาะประเด็น ต่าง ๆ ที่เป็นผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของเขาก็ต้องพยายามเชิญชวนให้เขามามีส่วนร่วม แล้วโดยเฉพาะการให้ความรู้กับพี่น้องประชาชนทั้งหลาย ซึ่งก็คือการพัฒนา ทั้งพัฒนาทั้งตัวเอง พัฒนาทั้งพี่น้องประชาชนด้วยก็ต้องทําร่วมกันไป เรื่องอย่างนี้ก็คงต้องค่อย ๆ ฝึก ค่อย ๆ ทํา กันไป ซึ่งในการนําเสนอในครั้งนี้นอกจากจะเสนอแนวทางในการดําเนินงานแล้ว แล้วก็เสนอ แนวทางในการบูรณาการแผนกัน และสุดท้ายคืออยากเห็นท้องถิ่นทุก ๆ ท้องถิ่นต้องทํา เป็นหน้าที่ที่ต้องทํานี่ก็มีตัวชี้วัดว่าท่านทําหรือเปล่า ซึ่งเรื่องเหล่านี้ถ้าเราเริ่มต้น คือขณะนี้ ในท้องถิ่นเขาก็มีบ้าง แต่ว่าไม่ได้เข้มแข็ง การมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนในท้องถิ่นนั้น ไม่ได้เข้มแข็งทุกท้องถิ่น แต่คณะกรรมาธิการหวังว่าการนําเสนอสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะสร้าง ความเข้มแข็ง ค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้น ๆ ไปในอนาคตโดยเริ่มต้นจากเรื่องเหล่านี้ และที่สําคัญ ก็คือว่าพยายามที่จะให้ภาครัฐให้ความสนใจ เมื่อเชิญชวนพี่น้องประชาชนเข้ามาร่วม ดําเนินการแล้วจะต้องมีงบประมาณสนับสนุนด้วย ซึ่งท่านอนุ ๒ ท่านก็ได้นําเสนอไปแล้ว เพราะฉะนั้นดิฉันถือว่าทุกถ้อยคําที่ท่านได้กรุณาอภิปรายฝากไว้ทั้งสนับสนุนแล้วก็เป็น ข้อสังเกต ข้อคิดเห็นนั้นคณะกรรมาธิการของเราน้อมรับไปที่จะไปเพิ่มเติมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ถ้าหากทางอนุ ๒ ท่าน ประธานหรือว่าเจ้าหน้าที่มีอะไรที่จะเพิ่มเติม ดิฉันขออนุญาต ท่านประธานให้มีโอกาสเพิ่มเติมค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
เชิญท่านประธานอนุกรรมาธิการชี้แจงเพิ่มเติมครับ
กราบเรียนท่านประธานและ ที่ประชุม สปท. ทุกท่านนะครับ ในส่วนของข้อเสนอแนะของแต่ละท่านที่ได้เสนอมา ผมก็ เห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีแล้วก็มีประโยชน์อย่างยิ่ง ผมขออนุญาตตอบในประเด็นบางประเด็นนะครับ ในเรื่องของการสร้างจิตสํานึกหรือการทําอย่างไรที่ให้ภาคประชาชนนั้นเข้ามามีส่วนร่วม อันนี้ผมขออนุญาตกราบเรียนนะครับว่า ในเรื่องของการมีส่วนร่วมนั้นเราคํานึงถึงปัญหาของ ภาคประชาชนนะครับว่าสาเหตุที่ภาคประชาชนไม่เข้ามามีส่วนร่วมเพราะอะไร เราได้ กําหนด มันมีสาเหตุหลาย ๆ ประการนะครับ เช่น การไม่ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร หรือได้รับ ความรู้ข้อมูลข่าวสารแต่ไม่เพียงพอไม่ทั่วถึงหรือเท่าเทียมกันทุกกลุ่มทุกองค์กรนะครับ รวมทั้งการรับรู้ข้อมูลข่าวสารล่าช้าไม่ทันต่อเหตุการณ์ แล้วก็การที่ประชาชนไม่เข้าใจ เกี่ยวกับความสําคัญของการมีส่วนร่วมของตนเองว่ามีบทบาทต่อการพัฒนาท้องถิ่นมากน้อย แค่ไหน คิดแต่เพียงว่ามีผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้งเข้าไปทําหน้าที่ แล้วก็เพียงพอนะครับ
ประเด็นที่ ๓ ก็คือการไม่มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมกับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นในหลาย ๆ กิจกรรมที่จําเป็นจะต้องร่วมมือกัน โดยอาจเป็นเพราะเงื่อนไข ข้อจํากัดด้านเวลาที่อาจจะไม่ตรงกัน หรือบางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ให้ความสําคัญ กับการมีส่วนร่วมของประชาชน แล้วก็การที่ประชาชนปฏิเสธไม่เข้าไปมีส่วนร่วมด้วย ในเหตุผลต่าง ๆ เช่น ไม่มีเวลา ต้องทํามาหากิน หารายได้ให้ตนเองแล้วก็ครอบครัว ซึ่งในประเด็นปัญหาต่าง ๆ ที่ผมได้เรียนให้ทราบนี้ก็คือเป็นประเด็นที่เราไปสรุปมาว่าขณะนี้ ปัญหาของการมีส่วนร่วมนั้นมีอะไรบ้าง ทีนี้ในการทําการมีส่วนร่วมผมก็คิดว่าคงจะเอา ทุกภาคส่วนให้ทุกคนมา ผมคิดว่าคงเป็นไปไม่ได้นะครับ ก็คงจะต้องอาจจะเป็นตัวแทนกลุ่ม หรือผู้ที่สนใจหรืออะไรต่าง ๆ เราเอาเขาเข้ามา แต่ที่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาก็คือว่า ส่วนใหญ่พี่น้องประชาชน ผมยกตัวอย่างเช่น เรื่องของการจัดทําแผนชุมชน ส่วนใหญ่เวลา เขาเข้ามาก็มาเสนอโน่นเสนอนี่ เสร็จแล้วสิ่งที่เขาเสนอมามันไม่ได้รับการนําไปดําเนินการ ครั้งแรกนี่ก็ไม่เป็นไรก็เดี๋ยวลองเสนอครั้งที่ ๒ ลองเสนอครั้งที่ ๓ แล้วก็ไม่เห็นความสําเร็จ เขาก็เบื่อเขาก็ไม่อยากมา แล้วมันก็ไม่มีบทบังคับที่เขาจะต้องไปดําเนินการหรืออะไรต่าง ๆ ซึ่งในส่วนนี้เราก็ได้นําเอาประเด็นปัญหาต่าง ๆ เอามาแล้วก็มาประมวลในเรื่องของการแก้ไข แล้วก็คิดว่าเราเริ่มต้นเพิ่มความเข้มของการเข้ามามีส่วนร่วมของภาคประชาชน ผมก็คิดว่า จากนี้ไปเมื่อได้ดําเนินการตามอันนี้แล้ว การเข้ามามีส่วนร่วมของภาคประชาชนก็คงจะดีขึ้น แล้วก็จะเป็นการเสริมสร้างจิตวิญญาณ แล้วก็พี่น้องประชาชนเมื่อเข้ามาร่วมในเรื่องภาค ต่าง ๆ ได้แล้วเขาก็จะสามารถนั่นได้
แล้วอีกอันหนึ่งก็คือในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เขาอยากจะเข้า มาดูในเรื่องของการให้มีส่วนร่วมของภาคประชาชน บางทีเขาติดขัดด้วยเรื่องระเบียบ คือไม่ได้ไปกําหนดระเบียบว่าให้เขาสามารถเบิกจ่ายเงินในเรื่องของการที่จะไปสนับสนุน องค์กรต่าง ๆ ในการเข้ามาจัดทําประชาคมหรือการมีส่วนร่วมอะไรในเรื่องต่าง ๆ เขาก็เบิก ไม่ได้ เมื่อเบิกไม่ได้ปั๊บมันก็เป็นปัญหาว่าการจัดประชุมหรืออะไรต่าง ๆ นี่มันก็จะเป็นปัญหา เราก็พยายามไปดูในเรื่องของประเด็นปัญหาต่าง ๆ แล้วก็ขจัดปัญหาต่าง ๆ ที่มันเป็น ตัวขัดขวางให้มันลดน้อยไปหรือหมดไปในที่สุด เพื่อที่จะให้การเข้ามามีส่วนร่วมของพี่น้อง ประชาชนได้อย่างดียิ่งนะครับ
สําหรับในเรื่องของการกําหนดประเด็นสาธารณะ เราก็ให้เขาดูได้ทุกเรื่อง ทั้งเรื่องที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและเรื่องที่เขาคิดว่าในอนาคตมันก็ควรจะต้องมาพูดมาคุยกัน นะครับ เขาก็สามารถจัดเวทีมาได้เลย แล้วก็การคิดคงไม่ใช่เป็นผู้บริหารท้องถิ่นหรือ สมาชิกสภาท้องถิ่นเป็นผู้คิดเองคงไม่ใช่นะครับ ทุกภาคส่วนใครก็ได้ที่คิดในเรื่องสาธารณะ หรือเรื่องท้องถิ่นของตัวเองก็เอามาสามารถมาพูดมาคุยได้ แล้วเรื่องไหนที่เป็นปัญหาท้องถิ่น ของตัวเองก็สามารถเอาเข้ามาได้หมดเลย ทุกคนครับมีสิทธิแล้วก็เข้ามานั่นได้
สําหรับในเรื่องของภาคประชาชนที่ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นต่างแล้วก็ ไม่ยอมรับฟังอะไรเลยก็คือเมื่อไม่เห็นด้วยก็จะไม่เห็นด้วยตลอด อันนี้เป็นเรื่องปกตินะครับ อันนี้เราต้องมีใจเป็นกลางและต้องมีใจเป็นธรรม ก็คือหมายความว่าคือการรับฟัง ความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิมีความเห็นต่าง แต่ว่าสิ่งที่จะต้องทําก็คือจะต้องมานั่ง มาพูดมาคุยกัน แล้วก็ทําความเข้าใจกัน เมื่อการทํา ความเข้าใจได้ข้อยุติแล้วถึงค่อยดําเนินการ ซึ่งในส่วนนี้ที่ผมได้กราบเรียนไว้แล้วว่าเราจะ ไม่เอาการลงมติมาเป็นตัวตัดสินในเรื่องของการที่จะทําโน่นหรือทํานี่ เพราะว่าการลง ประชามติอะไรต่าง ๆ คงจะต้องผ่านหลายกระบวนการมานะครับ คงจะต้องผ่านหลาย กระบวนการและคงจะต้องมีการพูดคุยอะไรต่าง ๆ เพราะถึงแม้จะลงประชามติหรืออะไร ต่าง ๆ ไปแล้วมันก็ยังทําไม่สําเร็จนะครับอันนี้ ซึ่งตัวนี้เราก็ได้พยายามนั่นแล้วก็ระบุลงไปใน แนวทางปฏิบัติไว้แล้ว
สําหรับในส่วนของเรื่องวิทยากรกระบวนการนะครับว่าจะต้องไม่ไปครอบ ประชาชน ซึ่งตัวนี้ทางคณะอนุกรรมาธิการเองก็เป็นห่วงนะครับ แต่ว่าในส่วนผมเองที่อยู่ กระทรวงมหาดไทยแล้วก็กําลังทําในเรื่องนี้อยู่ก็เห็นว่าขณะนี้กระทรวงมหาดไทยก็เน้นย้ํา มาโดยตลอดนะครับว่าเจ้าหน้าที่มีแค่เป็นคุณอํานวยนะครับ คอยอํานวยความสะดวกนะครับ ไม่สามารถที่จะเข้าไปกําหนดว่าคนนั้นจะต้องทําอย่างนี้ คนนี้จะต้องทําอย่างนั้นอะไรต่าง ๆ คงไม่ได้นะครับ
แล้วก็สําคัญที่สุดก็คือในเรื่องของการจัดทําแผนชุมชนนะครับ ที่ท่านบอกว่า มันจะไปเชื่อมกับเครือข่ายของแผนอื่น ๆ ได้อย่างไร จะไปทางองค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือในส่วนของส่วนราชการอื่น ๆ หรือในส่วนของกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ผมขออนุญาต กราบเรียนนะครับว่าในเรื่องของความสําคัญของแผนชุมชน อันนี้การจัดทําแผนเราพูดไว้ ชัดเจนเลยนะครับว่าไม่มีใครรู้ปัญหาความต้องการดีกว่าประชาชนเจ้าของพื้นที่
การแก้ไขปัญหาและพัฒนา การพัฒนาที่เสนอจากประชาชนเราถือว่า เป็นข้อเท็จจริงนะครับ คือเกาถูกที่คัน แล้วก็ทําให้งบประมาณแก้ปัญหาได้ตรงจุด แล้วก็มี ความประหยัด มีประสิทธิภาพ แล้วก็ทําให้ชุมชนนั้นเกิดความเข้มแข็ง และสิ่งที่สําคัญก็คือ กระทรวงมหาดไทยได้มีระเบียบว่าด้วยการจัดทําแผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปี ๒๕๔๘ ซึ่งกําหนดสาระสําคัญไว้ครับว่า การจัดทําแผนพัฒนาท้องถิ่นจะต้องสอดคล้องกับ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายของรัฐ แผนการบริหารราชการแผ่นดิน แผนพัฒนาจังหวัด กลุ่มจังหวัด นโยบายผู้บริหารท้องถิ่น แผนชุมชน ซึ่งในส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ผมขออนุญาตกราบเรียนนะครับว่าในเรื่องของการจัดทํา แผนชุมชนนั้นคือเราให้พี่น้องประชาชนไปจัดทําแผนขึ้นมา และเมื่อแผนชุมชนนั้น เข้ามาแล้วก็จะนําไปสู่การบรรจุลงในแผนท้องถิ่น ทีนี้ในเรื่องของการพิจารณาแผน คือในส่วนของแผนชุมชนบางทีบางท้องถิ่นมีความเข้าใจไม่ถูกต้อง คิดว่าแผนชุมชนนั้น สามารถของบประมาณได้เฉพาะของแผนท้องถิ่นได้อย่างเดียว ซึ่งในส่วนของการจัดทําแผน ชุมชนเราสามารถเสนอได้หลากหลาย แต่การเสนอได้หลากหลายมันก็มีกฎเกณฑ์ มีระเบียบ ของการที่เราจะไปเสนอขอในส่วนอื่นนะครับ อันนี้ผมขออนุญาตพูดในส่วนของท้องถิ่นก่อน แผนชุมชนที่ออกมาแล้วเป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือเป็นไปตามแผนงานอะไรต่าง ๆ ของท้องถิ่นแล้วนี่ก็สามารถเสนอเข้ามาสู่ท้องถิ่นได้ ท้องถิ่นก็จะมาดูว่าโครงการไหนที่มัน สําคัญแล้วเขาก็มีแนวว่าเขาอยากจะทําในส่วนนี้อยู่ แล้วก็ตรงนี้เป็นความเดือดร้อน ของภาคประชาชนก็จะมาบรรจุลงในแผน แต่ถ้าในกรณีที่มีงบประมาณไม่เพียงพอก็จะเสนอ ขอรับการสนับสนุนไปที่ท้องถิ่นที่ใหญ่ขึ้นได้ เช่น องค์การบริหารส่วนจังหวัด ซึ่งในส่วนนี้ ก็ดําเนินการในขั้นตอนนี้
สําหรับในส่วนของแผนชุมชนที่ไปเชื่อมต่อกับแผนจังหวัดและแผนกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ นะครับ อันนี้หมายความว่าแผนชุมชนนั้นจะต้องสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ วิธีการ แล้วก็เงื่อนไขที่ทางส่วนกลางได้กําหนดมาว่าในปีนี้งบประมาณแผ่นดินที่จะสนับสนุน ลงมาสู่ของแผนจังหวัดหรือแผนกลุ่มจังหวัดจะเน้นในเรื่องไหน อย่างไร ถ้าแผนชุมชนนั้น สอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐหรือแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมที่แจ้งลงมา อันนี้ท้องถิ่น ก็สามารถที่จะเอาแผนตัวนี้ของชุมชนมาบรรจุลงในแผนท้องถิ่นก่อน แล้วก็เอาแผนของ ท้องถิ่นตัวนี้ไปเสนอขอรับการสนับสนุนไปใส่เข้าในแผนอําเภอนะครับ และจากแผนอําเภอ ก็ไปเสนอสู่แผนจังหวัด ซึ่งในแผนจังหวัดนี้ก็จะไปบูรณาการกับแผนทั้งของจังหวัดเองกับ กลุ่มจังหวัด แล้วก็แผนของในส่วนของส่วนราชการต่าง ๆ นะครับ ซึ่งตัวนี้มันจะไปได้ หลากหลาย แต่นี่เป็นกระบวนการของขั้นตอนของการจัดทําแผน ผมก็คิดว่าในส่วนของ การจัดทําแผนท้องถิ่นก็รับรู้อยู่แล้วนะครับ แต่คิดว่าเราคงจะไปเพิ่มความเข้มข้นให้เขารู้ อีกว่าในส่วนของการเสนอเขาควรจะเสนอแบบไหน อย่างไร เพื่อให้แผนชุมชนต่าง ๆ ที่พี่น้องประชาชนเสนอมานี่สามารถสัมฤทธิผล และเมื่อแผนชุมชนนั้นสามารถสัมฤทธิผลแล้วผมก็คิดว่าประชาชนเมื่อเขาคิดมาแล้วและ ความคิดเขานั้นสําเร็จ ผมก็คิดว่าประชาชนเขาคงอยากจะคิดตลอดและคิดอยู่เรื่อย ๆ เพื่อความสําเร็จของท้องถิ่นเขา แล้วก็ในเรื่องของการจัดทําเวทีประชาคม เราคงจะได้ให้ ทุกหน่วยนะครับ ทุกหน่วยต้องมาร่วมกัน ที่กําหนดไว้ว่ามีทุกภาคส่วนใน ๕ ภาคส่วนต้องเข้า มาร่วม ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของทางที่ท่านเสนอไว้ว่าองค์กรชุมชนที่จะเข้ามามีส่วนร่วม นี่เข้ามาได้เลยนะครับ ไม่มีปัญหา เพราะว่าเรากําหนดไว้แล้วว่า ผู้ที่จะเข้ามาเป็นผู้ที่ เกี่ยวข้องมีใครบ้าง อะไร อย่างไรบ้างนะครับ
สําหรับในส่วนขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนะครับ ก็คงจะไปกําหนด อีกว่าในส่วนนี้เขาก็คงจะต้องให้เข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องของการดําเนินการในส่วนนี้ เพราะต่อไปผมก็คิดว่าการจัดสรรงบประมาณในส่วนขององค์การบริหารส่วนจังหวัดก็อาจจะ ลดลง เพื่อเอาเงินในส่วนที่ลดลงไปเพิ่มให้กับหน่วยปฏิบัติการ ก็คือในส่วนของเทศบาล อย่าให้ลืมหน้าที่หลักของ สจ. สท. ที่จะให้เข้ามามีส่วนร่วม อันนี้ก็ได้กําหนดไว้แล้วใน ๕ ภาคส่วน ซึ่งในส่วนของ สจ. สท. ก็จะมาอยู่ในภาคส่วนของผู้บริหารท้องถิ่นกับสมาชิก สภาท้องถิ่นนะครับ
ในส่วนของท่านอาจารย์ถวิลวดีนะครับ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ในส่วนนี้ ก็อยากจะเรียนอาจารย์ไว้ด้วยว่า ส่วนใหญ่กรอบแนวความคิดอะไรต่าง ๆ ก็ใช้หลักการ และแนวคิดของอาจารย์ถวิลวดีมาใส่ไว้เยอะเลยนะครับ เพราะรู้ว่าอาจารย์เป็นผู้มีความรู้ ความชํานาญด้านนี้แล้วก็เป็นคนที่มีความตั้งมั่น ตั้งใจจริงในการที่จะให้ภาคประชาชนนั้น เป็นใหญ่ แล้วก็เข้ามามีส่วนร่วมของราชการนะครับ เวลาจัดก็คงจะเอาที่ประชาชนสะดวก เพราะว่าถ้าเราเอาเวลาที่ประชาชนไม่สะดวก ไปถึงไม่มีคนมานั่งฟังเราก็พูดไม่ออกนะครับ เพราะว่าในส่วนของอยู่ภูมิภาค เพราะชาวบ้านพอกินอาหารเย็นเสร็จปั๊บต้องดูละครก่อน นะครับ เพราะฉะนั้นเราจะไปเราต้องไปหลังที่มีละคร หรือว่าอาจจะต้องให้เขามาประชุม แต่อย่างที่ผมกราบเรียนข้างต้นว่าเขาคงมาได้ไม่หมดทุกคนนะครับ ก็คงจะมาได้เฉพาะเป็น ส่วน ๆ ซึ่งในส่วนนี้ผมก็คิดว่าท้องถิ่นเขาจะมีการตั้งผู้นําชุมชน ผู้นํากลุ่มอะไรต่าง ๆ ไว้เรียบร้อยแล้วนะครับ ก็คงจะคัดในส่วนนี้มา รวมตลอดถึงผู้ที่สนใจเข้ามามีส่วนร่วม ในการทําในส่วนนี้ ซึ่งการจัดเวทีประชาคมนั้นเราจะไม่ใช่เป็นรูปแบบของความแข็งตัว ก็จะเป็นการพบปะแบบไม่เป็นทางการนะครับ และมาพบปะมาพูดคุย คุยทุกเรื่องนะครับ ที่เป็นปัญหาและไม่เป็นปัญหา แต่ว่าเป็นสิ่งที่คนในท้องถิ่น หรือในชุมชน หรือในอะไรต่าง ๆ มีความเห็นร่วมกันว่าควรจะเอาเรื่องนี้เข้ามาสู่เวทีประชาคมนะครับ ในส่วนนี้ผมก็คิดว่า เราก็พยายามจะดูในหลากหลายนะครับ แต่ว่าเราก็คิดว่าในส่วนการมีส่วนร่วม ในประเด็น ทั้ง ๓ ประเด็นที่เสนอเข้ามา ถ้าเราทําใน ๓ ประเด็นนี้สําเร็จก็จะทําให้การมีส่วนร่วมของ ภาคประชาชนก็คงจะมีความเข้มแข็งมากขึ้นครับ ขออนุญาตกราบเรียนเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง การมีส่วนร่วม ของประชาชนในการปกครองท้องถิ่นแล้วนะครับ ท่านกษิตซักถามประเด็นเฉพาะที่ กรรมาธิการไม่ได้ตอบนะครับ
ก็ขอขอบพระคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. ลําดับที่ ๗ ผมไม่ได้ร่วมอภิปรายด้วย แต่เพื่อจะได้เสริมการทํางานของ คณะกรรมาธิการว่าด้วยเรื่องของการมีส่วนร่วม สิ่งที่ผมจะเล่าให้ฟังคงจะเป็นประโยชน์ นะครับ
ท่านกษิตครับ คือท่านเข้าใจนะครับ ผมจะอนุญาตหลังจากที่มีมติได้ไหมครับ เพราะว่าตรงนั้นจะเป็นข้อสังเกตเพิ่มเติมได้ แต่ว่าเมื่อผมได้ประกาศว่าปิดอภิปรายแล้ว ก็จะลงมติ หลังจากนั้นก็จะอนุญาตให้ท่านฝากข้อสังเกตนะครับ ก่อนที่จะลงมติในรายงาน เรื่อง การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่นนะครับ ผมจะขอตรวจสอบ องค์ประชุมก่อนนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกเสียบบัตรแสดงตน
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุมแสดงตน)
อย่าลืมกดปุมด้วยนะครับ ยังมีสมาชิกทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่องนะครับ ขณะนี้ยังทยอยเดินมาเรื่อย ๆ ท่านสมาชิกครับ เดี๋ยวผ่านการพิจารณาเรื่องนี้แล้ว ก่อนปิดประชุมมีสมาชิกหลายท่านโทรศัพท์มา ไลน์ (Line) มาส่วนตัวอยากให้ผมชี้แจง ประเด็นเหตุการณ์เมื่อวานนี้ แล้วก็เนื่องจากข่าวหน้าหนังสือพิมพ์วันนี้เกิดภาพลักษณ์ ที่กระทบต่อ สปท. อย่างมาก เพราะฉะนั้นก็อยากจะตอบสนองด้วยการชี้แจงสั้น ๆ ครับ เอาเฉพาะประเด็นเพื่อให้เกิดข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเท่านั้นเอง ได้แสดงตนครบถ้วนนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๗๐ ท่านนะครับ เป็นอันว่าครบองค์ประชุม นะครับ
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การมีส่วนร่วม ของประชาชนในการปกครองท้องถิ่นหรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมาธิการจะได้นํา ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ต่อไปเป็นการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ นะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิ ออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุม งดออกเสียงครับ ขอเชิญท่านสมาชิก ได้ใช้สิทธิลงคะแนนครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุมลงคะแนน)
สมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนบ้างไหมครับ ถ้ามีขอเชิญ ออกเสียงลงคะแนน ถ้าไม่มีขอปิดการลงคะแนนนะครับ ขอทราบผลการลงคะแนนครับ ผลการลงคะแนนเสียงเป็นดังนี้นะครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๗๐ ท่าน เห็นด้วย ๑๖๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๒ ท่านนะครับ ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีนะครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น เรื่อง การมีส่วนร่วมของประชาชน ในการปกครองท้องถิ่น ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของ สมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไป นะครับ จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้าน การปกครองท้องถิ่นแล้วนะครับ ขอบคุณคณะกรรมาธิการและผู้มาชี้แจงนะครับ
ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ สืบเนื่องจากการประชุมสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ
ท่านประธานครับ
ยังไม่อนุญาตนะครับ ปฏิบัติตามข้อบังคับด้วยครับ กรุณานั่งลง เรื่องสืบเนื่อง จากการประชุมเมื่อวานนี้นะครับ
ท่านประธานครับ
คุณเสรีครับ ปฏิบัติตามข้อบังคับ ประธานยังไม่อนุญาตประธานยังแจ้ง ไม่เสร็จครับ
ผมประท้วงตามข้อบังคับครับ
ขอเชิญครับ ประท้วงเรื่องอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผมประท้วงตาม ข้อบังคับ เนื่องจากท่านประธานบอกว่าวาระอื่น ๆ ก็คือวาระที่ให้สมาชิกเสนอความเห็น
ขออนุญาตครับ ท่านเสรีเดี๋ยวสักครู่นะครับ ผมจะอนุญาต เผอิญเมื่อสักครู่นี้ ผมข้ามขั้นตอนไปนิดเดียว หลังการลงมติได้แจ้งไว้ล่วงหน้าแล้วว่าท่านกษิตจะฝากข้อสังเกต สําหรับรายงานฉบับนี้ เชิญท่านกษิตก่อนครับ เดี๋ยวต่อด้วยท่านเสรี
ขอบพระคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ ขอบคุณ กรรมาธิการด้วยนะครับ รอสัก ๒ นาที ผมพูดภายใน ๒ นาที ผม กษิต ภิรมย์ สปท. อันดับที่ ๗ ครับ คือการมีส่วนร่วมในความเป็นไปในเรื่องการบ้านการเมืองนั้นมันโยงเป็น สําคัญอย่างมากกับการส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่มี พระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุขนะครับ เพราะฉะนั้นการที่กรรมาธิการได้เสนอแล้วก็ได้ผ่าน มติของ สปท. ที่จะให้มีการแก้ไขกฎหมายของการมีส่วนร่วมนั้นก็เป็นเรื่องของกลไกทาง กฎหมายนะครับ แต่ว่ามันต้องวิ่งคู่ขนานไปกับการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอํานาจ อธิปไตย แล้วการเป็นเจ้าของอํานาจของประชาชน เพราะฉะนั้นกรรมาธิการของท่านกับของฝุายกระผมนําโดยท่านเสรีคงจะต้องทํางานเป็น คู่แฝดนะครับ เพราะว่าจะมีแค่โครงสร้างทางด้านกฎหมายเป็นกายไม่มีการพัฒนาจิตใจของ เรื่องวัฒนธรรมทางการเมืองคงจะไปไม่ได้ ผมอยากจะขอตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ กับอันที่ ๒ ก็คือว่าเมื่อ ๒ สัปดาห์ที่แล้ว ผมได้นําคณะของผมไปพบกับปลัดกระทรวงมหาดไทย ท่านอธิบดีกรมการปกครอง และก่อนหน้านั้นก็ได้พบกับท่านอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครอง ท้องถิ่น แล้วก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากกระทรวงมหาดไทยว่าเราจะวิ่งไปด้วยกันในการที่จะ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุก ๆ ระดับ โดยเฉพาะในระดับท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น แผนงานของฝุายปกครองท้องถิ่น การใช้งบประมาณ ซึ่งที่จริงแล้วในเรื่องของการกระจาย อํานาจมา ๒๐ ปี มันเป็นสามัญสํานึกเป็นคอมมอนเซนส์ (Common sense) ที่นายก อบต. อบจ. นายกเทศมนตรี จะทําหรือไม่ทําอะไรควรจะหารือประชาชนมาตั้งแต่ต้นแล้ว ไม่ใช่ หลบ ๆ ซ่อน ๆ แล้วก็ใช้งบประมาณที่ไม่ถูกต้องแล้วก็มีการทุจริตมากมาย ก็หวังว่า ๒ คณะกรรมาธิการของเราคงจะได้ทํางานร่วมกันในเรื่องของการให้ความรู้ทางด้านกฎหมาย ที่จะเสนอให้มีการออกกฎหมาย กับอันที่ ๒ คือการส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมือง ก็ขอขอบคุณท่านประธานที่ได้กรุณาให้ผมได้ร่วมชี้แจงนี้ด้วย ขอบคุณมากครับ
ท่านกรรมาธิการรับไปนะครับ เชิญท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ เรื่องอื่น ๆ ก็สืบเนื่องจากที่ท่านประธานได้พูดเมื่อสักครู่ว่าจะชี้แจงข้อเท็จจริงในการประชุมกันเมื่อวาน ผมก็ต้องหารือกับท่านประธานก่อน เพื่อให้มีความชัดเจนว่าท่านประธานชี้แจงได้ไม่เป็นอะไร ตามสิทธิของท่านประธาน แต่ชี้แจงแล้วท่านประธานต้องให้โอกาสสมาชิกได้อภิปราย อย่าปิดอย่างเมื่อวาน ก็คือเมื่อวานผมก็ยกมือหลังจากที่ท่านประธานได้พูดเสร็จ แต่ก็ถูก ปิดไป วันนี้ถ้าท่านประธานพูดแล้ว ก็ขอให้สมาชิกท่านอื่นได้มีโอกาสพูดด้วยนะครับ ก็เป็นไปตามนี้ก็ตกลงตามนี้อย่าปิดก่อนโดยสมาชิกไม่มีโอกาสได้พูด ขอบคุณครับ
ไม่มีปัญหาหรอกครับท่าน ขอให้เคารพที่ประชุมของเรา แล้วก็ผมจะอนุญาต ตามที่ท่านเสรีเสนอนะครับ
ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านประธานครับ ท่านประธานใช้คําว่า ต้องเคารพ ทุกคนเคารพอยู่แล้วครับ ถ้าท่านประธานพูดแบบนี้เหมือน คนอื่นไม่เคารพนะครับ ท่านประธานเป็นประธานต้องอย่าพูดว่าสมาชิกนะครับ เริ่มได้เลยครับ เชิญครับ
ไม่เป็นอะไรครับ ท่านเฉลิมชัย เชิญครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม สมาชิก สปท. หมายเลข ๓๑ ท่านประธานครับ ถ้าเมื่อไรที่เข้าสู่วาระที่ ท่านประธานจะมีการชี้แจง และตามที่ท่านเสรีได้นําเสนอว่าให้สมาชิกมีสิทธิที่จะอภิปราย เพิ่มเติมได้ด้วยนั้น ผมขออนุญาตเสนอให้เป็นการประชุมลับ เพราะเรื่องนี้มันน่าจะเป็น การประชุมปรึกษาหารือกันภายในของสมาชิกกันเอง ผมเกรงว่าสิ่งที่เรากําลังจะดําเนินการ ต่อไปในวาระที่ท่านประธานจะชี้แจงนั้นมันจะเป็นการโต้ตอบกันไปมาหรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่งมันจะเป็นภาพพจน์ที่ออกไปสู่ภายนอกไม่ดี เข้าใจว่าเวลานี้สื่อก็พยายามที่จะขอความเห็น ในประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตตามข้อบังคับการประชุม ข้อ ๑๙ เสนอให้เป็นการประชุมลับเพื่อเป็นการพิจารณาภายในของเราเท่านั้นเอง ซึ่งตาม ข้อบังคับการประชุมนั้นต้องมีคะแนนเสียงรับรองไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของที่ประชุม เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตสมาชิกทุกท่านช่วยกรุณาสนับสนุนประเด็นที่ผมขอเสนอให้เป็น การประชุมลับโดยการยกมือสนับสนุนผม ขอบคุณครับ ขอเสียงรับรองด้วยครับ
มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ เมื่อมีผู้รับรอง เราต้องถามมติเพื่อให้ได้เสียงเกิน หนึ่งในสี่เป็นเช่นนั้นไหมครับเจ้าหน้าที่ หรือว่าเพียงแค่เสียงรับรอง ดูการยกมือโดยประมาณการ ก็น่าจะเกินหนึ่งในสี่ เพราะฉะนั้นก็ขอเป็นการประชุมลับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ ขอประท้วง ข้อวินิจฉัยของท่านประธานนะครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ ในฐานะสมาชิก สปท. ขอประท้วงเรื่องที่ท่านประธานวินิจฉัยว่ามองด้วยสายตาแล้วได้ครบหนึ่งในสี่นะครับ ผมว่าน่าจะไม่ถึงด้วยซ้ําไป อย่างไรก็ตามท่านประธานต้องลงมติให้ชัดเจนว่าตกลงแล้ว การจะใช้ข้อบังคับข้อดังกล่าวถือว่าเป็นเรื่องสําคัญ ต้องได้รับเสียงจาก สปท. จริง ๆ ครับ ขอบคุณครับ
ผมถามเจ้าหน้าที่หน่อยครับ มี ๒ ทางครับ คือเมื่อมีผู้เสนอมามีการรับรองแล้ว ก็จะต้องถามมติว่าได้หนึ่งในสี่หรือไม่ ให้เป็นการประชุมลับ อันนี้ก็เป็นกระบวนการหนึ่ง ๒. ก็คือว่าปิดประชุมแล้ว แล้วก็เป็นการประชุมภายใน ซึ่งก็ไม่มีการถ่ายทอดอยู่แล้ว จะเป็นวิธีที่หลังได้ไหมครับ ก็จะไม่ต้องบันทึกในรายงานประชุมเพราะว่าเป็นเรื่องที่ชี้แจง และหารือภายในกัน ถ้าเป็นเช่นนั้นนะครับ ผมขอตัดสินใจแล้วกันนะครับ วันนี้หมดระเบียบ วาระการประชุมแล้วนะครับ ขอบคุณสมาชิก ขอปิดประชุมครับ และเดี๋ยวขอประชุมภายใน กันครับ