คุรุจิต นาครทรรพ ชื่นชมและเห็นด้วยกับรายงานการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่น พร้อมเสนอให้เสริมสร้างกลไกการมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรมผ่านกฎหมาย ประชาคมท้องถิ่น และตัวชี้วัดร่วม โดยเน้นการใช้สถาบันการศึกษาในท้องถิ่นเป็นพี่เลี้ยงในการจัดทำแผนชุมชนที่สะท้อนความต้องการจริง นำไปสู่การแก้ไขปัญหาความยากจนและการพัฒนาอย่างคุ้มค่า รวมทั้งเสนอให้นำแผนชุมชนมาผนวกกับการจัดสรรงบประมาณของ อปท. พร้อมผลักดันการบูรณาการสภาองค์กรชุมชนตาม พ.ร.บ. ปี 2551 เข้าในกระบวนการวางแผน เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเรียกร้องการสนับสนุนงบประมาณอย่างเหมาะสมจากหน่วยงานกลางและ อบจ. เพื่อเสริมเข้มแข็งให้ชุมชนสามารถจัดทำแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ก็ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่นที่ผลิตรายงานที่ดีมากในเรื่องของการมีส่วนร่วม ของประชาชนในการปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งกระผมได้อ่านดูแล้วก็ครอบคลุมประเด็นต่าง ๆ ใน ๓ เรื่องหลัก พร้อมทั้งแนวทางที่เสนอแนะในการแก้ปัญหาหรือขับเคลื่อน
เรื่องแรกก็คือเรื่องของโครงสร้างทางกฎหมาย ก็เสนอให้มีการเพิ่มหมวด ว่าด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนในประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งก็ประกอบด้วยสาระสําคัญของการมีส่วนร่วม หลัก ๆ ก็คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องเปิดเผยข้อมูลและรายงานผลการดําเนินงานให้ประชาชนทราบ ระบุเรื่องที่สําคัญที่ ประชาชนจะต้องมีส่วนร่วม ระบุวิธีการมีส่วนร่วม และกระบวนการการมีส่วนร่วม ก็ได้แก่ การเปิดเผยข้อมูล การแสดงความคิดเห็น การสอบถามความคิดเห็น หรือการเข้าร่วมเป็น กรรมการ หรืออนุกรรมการ หรือคณะทํางานต่าง ๆ รวมทั้งชี้แนะว่า อปท. ก็ควรจะ สนับสนุนค่าใช้จ่ายหรืองบประมาณในการมีส่วนร่วมต่าง ๆ เหล่านี้
เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องของกลไกการขับเคลื่อน ก็นําเสนอแนวคิดที่มาจากเรื่อง ของสมัชชาพลเมือง โดยให้จัดตั้งประชาคมท้องถิ่นที่เน้นการรวมตัวและมีส่วนร่วมแบบ ไม่เป็นทางการ มีกลุ่มคนจากหลายภาคส่วนสามารถแสดงความคิดเห็นในปัญหาสาธารณะ ของท้องถิ่น แต่ก็มีเงื่อนไขว่าต้องไม่แทรกแซงอํานาจของฝุายบริหารของ อปท. แล้วก็ระบุว่า อปท. ก็ควรจะเข้าไปสนับสนุนการดําเนินงานของประชาคมท้องถิ่นนี้ ทั้งในเรื่องงบประมาณ หรือระเบียบต่าง ๆ ให้มีแผนบูรณาการกับแผนชุมชนและงบประมาณของท้องถิ่นให้ สอดคล้องกัน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของตัวชี้วัดของการมีส่วนร่วม กําหนดมาตรฐานกลาง ต่าง ๆ เป็นเครื่องมือในการวัดความสําเร็จของการมีส่วนร่วมให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น
ท่านประธานครับ โดยภาพรวมนี่ผมก็เห็นด้วย โอเค (Okay) กับรายงานของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่นในเรื่องของ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่นนะครับ ก็อยากจะมีคอมเมนต์ (Comment) เล็ก ๆ น้อย ๆ ฝากไปว่าหลักการสําคัญของการมีส่วนร่วมก็คือต้องมี องค์ความรู้ก่อนนะครับ แล้วก็มีการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง กระทรวงมหาดไทยผมว่าเขาเรียกว่า มีข้อมูล จปฐ. หรือ กชช. อะไรนี่นะครับ แล้วก็มีการจัดทํากระบวนการที่ถูกต้อง มีเงื่อนเวลา ในการจัดทําแผนชุมชน แม้ว่าแผนชุมชนในปัจจุบันยังไม่มีระเบียบ หรือกฎหมายรองรับ หรือรูปแบบที่ชัดเจน แต่การให้ อปท. เปิดให้มีการมีส่วนร่วมในการจัดทําแผนชุมชนก็เป็น เรื่องที่ดี ก็ควรจะสนับสนุน ผมก็อยากจะฝากว่าในพื้นที่ของ อปท. ทั้งหลายทั่วประเทศนี่ มันก็อาจจะมีสถาบันจัดการองค์ความรู้หรือภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เรียกว่า โนว์เลดจ์แมเนจเมนต์ (Knowledge Management) หรือโนว์เลดจ์เฮาส์ (Knowledge Houses) อยู่ใน สถาบันการศึกษาในท้องถิ่น เช่น มหาวิทยาลัยในพื้นที่ หรือสถาบันการศึกษาที่อาจจะ เรียกว่าเป็นคอมมูนิตีคอลเลจ (Community College) อยู่ในภูมิภาคมาเป็นพี่เลี้ยงให้กับ อปท. ในการจัดทําแผนชุมชนและเรื่องของการมีส่วนร่วม การมีส่วนร่วมนี่ถ้ามีร่วมเฉย ๆ ด้วยอารมณ์แต่ไม่มีความรู้มันก็ไม่เกิดประโยชน์ มันต้องร่วมโดยมีความรู้ มีความรู้ก่อนว่า เป็นอย่างไร แล้วก็มีความอยากเห็นว่าจะพัฒนาไปอย่างไรและมาเถียงกันได้นะครับ แผนชุมชนก็ควรจะเป็นแผนที่มีประสิทธิภาพ ประสิทธิภาพก็หมายความว่าเป็นแผนที่มี ความคุ้มค่า ไม่ใช่ใช้งบประมาณแบบตําน้ําพริกละลายแม่น้ํา หรือใช้แบบเบี้ยหัวแตกไม่เกิด ประโยชน์อะไร แล้วก็ที่สําคัญก็ควรจะสะท้อนความต้องการที่แท้จริงของประชาชน และสามารถเป็นพื้นฐานในการแก้ไขปัญหาความยากจน หรือเป็นข้อมูลที่จะใช้ในการขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น จาก อบจ. จากกองทุน หมู่บ้านที่มาจากส่วนกลาง หรือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ หรือในเรื่องของพลังงาน ชุมชนไหนมีโรงไฟฟูาก็อาจจะไปขอรับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาไฟฟูาก็ได้ ถ้าแผนนั้น มันมีเมอริต (Merit) ในตัวของมันเอง
สิ่งที่ผมเห็นด้วยอีกประการหนึ่ง ก็คือการที่เสนอให้นําแผนชุมชนไปประกอบ ในการจัดสรรงบประมาณของ อปท. แต่ละแห่ง ซึ่งเท่าที่ทราบมี อปท. ที่ทําอย่างนี้ไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์
อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะฝากไปก็คือบทบาทของ อบจ. หรือองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดนะครับ อบจ. จริง ๆ เขาไม่มีพื้นที่ปฏิบัติการในชุมชนอะไรต่าง ๆ เพราะเป็น พื้นที่ของเทศบาลกับ อบต. แต่ อบจ. มีเงิน อบจ. มีเงิน มีพลัง เพราะฉะนั้นแผนชุมชน ใน อปท. บางแห่งที่มันเหลือกําลังมันก็ควรจะผ่องถ่ายให้ อบจ. เอาเงินมาช่วยสนับสนุน ทําโครงการใหญ่ ๆ หรือบางเรื่องถ้าเป็นการลงประชามติประชาคมในชุมชนในเรื่องของ การจัดแผนชุมชน อปท. เขาก็ไม่มีกําลังที่จะทําได้นะครับ อบจ. ก็น่าจะมาช่วยสนับสนุน ก็จะเป็นเรื่องที่ดี
อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะฝากไปก็คือบทบาทของราชการจากส่วนกลางรวมทั้ง ภาคประชาสังคมจากส่วนกลาง เช่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมการพัฒนาชุมชน หรือสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ก็สามารถจะไปช่วยกํากับดูแล หรือสนับสนุนชุมชนในการจัดทําแผนชุมชนให้มีประสิทธิภาพ รวมทั้งดูแลเรื่องงบประมาณ จัดสรรงบประมาณ ออกกฎระเบียบให้เอื้อ กรมการพัฒนาชุมชนก็สนับสนุนข้อมูล จปฐ. อะไรต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ และกระบวนการที่ถูกต้องในการจัดทําแผน ส่วนสถาบันพัฒนา องค์กรชุมชนก็เข้ามาช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้องค์กรสภาชุมชนที่เกิดแล้วมีส่วนร่วมมากขึ้นและ เต็มรูปแบบมากขึ้น
อีกเรื่องหนึ่งคือในเรื่องของประชาคมท้องถิ่น ผมก็เห็นด้วยที่อยากให้ หลายฝุายเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นําท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้าน หรือผู้ทรงคุณวุฒิเกษียณแล้วไปอยู่ต่างจังหวัด ข้าราชการเก่าก็เป็นผู้มีภูมิปัญญามาสะท้อน ความคิดต่อนโยบายสาธารณะที่มีผลกระทบต่อท้องถิ่นและการดํารงชีวิต แต่ก็มีเงื่อนไขครับ ที่ท่านระบุไว้ว่าไม่แทรกแซงการทํางานของฝุายบริหาร ซึ่งอันนี้ไม่ช้าก็เร็วมันก็คงจะต้องมี การกระทบกันบ้างครับ เพราะมันไปวิจารณ์เขาว่าคุณทําอย่างนี้ไม่ถูกนะ ก็ต้องหาจุด บาลานซ์ (Balance) ที่ดีว่าจะทําอย่างไรนะครับ ซึ่งท่านก็ได้เสนอไปแล้วนะครับ พ.ร.บ. ถอดถอนสมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในขั้นแรกนะครับ
และอีกเรื่องหนึ่ง การมีส่วนร่วม ก็ต้องไม่ลืมของผู้มีหน้าที่หลักตามกฎหมาย หรือเป็นตัวแทนของประชาชนตามกฎหมาย ก็คือสมาชิกสภาจังหวัด สจ. หรือสมาชิก สภาเทศบาลซึ่งเขาเลือกไป เราอย่าไปลืมเขาครับ เห็นว่าเขาไม่มีคุณค่า เป็นการเมืองก็ไม่ดี ไปหมดอะไรนี่ ก็ต้องให้เขามามีส่วนร่วมด้วย เพราะจริง ๆ เขาจะต้องเป็นผู้แทนที่จะต้องรู้ ความต้องการของชุมชนนะครับ
ขอบเขตของประชาคมอีกอันหนึ่ง ในการจัดทําแผนหรือมีส่วนร่วมก็ต้อง มาดูว่ามันจะจํากัดอยู่เฉพาะ อบต. นี้แล้วคนนอก อบต. มาแสดงความเห็นได้หรือเปล่า เพราะบางทีขนขยะข้ามมานี่มันก็ส่งกลิ่นเหม็นหลาย อบต. หรือควันมันก็เผาหญ้าเผาอะไร มันก็กระเด็นไปอีกต่างตําบลต่างหมู่บ้านได้ เพราะฉะนั้นขอบเขตหรือว่าประชาคมที่ว่าจะมา มีส่วนร่วมมันขนาดไหน
แล้วก็เรื่องสุดท้ายที่อยากจะฝากไปก็คือเรื่องของกลไกภายใต้พระราชบัญญัติ สภาองค์กรชุมชน พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งก็มีอยู่แล้วนะครับ มีมาเป็นเวลาหลายปีแล้วให้มีการจัดตั้ง สภาองค์กรชุมชนตําบล ซึ่งมีภารกิจหลาย ๆ ประการ เช่น อนุรักษ์ฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรม ดูแลรักษาทรัพยากรปุาไม้ ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ซึ่งท่านก็น่าจะหาวิธีที่จะบูรณาการให้สภาองค์กรชุมชนตามกฎหมายนี้เข้ามามีส่วนร่วม ในการแสดงความคิดเห็นในการจัดทําแผนชุมชน มันก็จะดี ไม่เกิดการซ้ําซ้อนและไปตั้งอีก เวทีหนึ่งก็จะเป็นประโยชน์นะครับ เพราะปัจจุบันก็ทราบมาว่ามีการขอจดแจ้งสภาองค์กร ชุมชนอยู่ถึง ๔,๙๐๐ กว่าแห่งแล้ว เพราะฉะนั้นกฎหมายก็ให้อํานาจ อปท. ที่จะสนับสนุน สภาองค์กรชุมชนในเรื่องงบประมาณได้ ก็อยากจะฝากท่านดูในเรื่องประเด็นเหล่านี้ด้วย ในหลักการก็เห็นด้วยกับรายงานของท่านนะครับ ขอบพระคุณครับ