สมพงษ์ สระกวี หารือประเด็นการปฏิรูปพรรคการเมืองให้เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง โดยเน้นการเสริมสร้างประชาธิปไตยภายในพรรค โปร่งใส ตรวจสอบได้ และลดอิทธิพลของนายทุน ผ่านการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนด้วยการจ่ายค่าบำรุงสมาชิก การบริจาคเงินที่สามารถลดหย่อนภาษีได้ และการสนับสนุนจากรัฐ เพื่อเปลี่ยนพรรคให้เป็นสถาบันของมวลชน ไม่ใช่เครื่องมือทางการเมืองของกลุ่มเฉพาะ พร้อมผลักดันให้การเมืองกลับคืนสู่เจ้าของที่แท้จริงคือประชาชน
ท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิก สปท. ผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ วันนี้ก็ได้มีโอกาสได้คุยเรื่องปัญหาการเมืองกันตั้งแต่เช้าเลย นะครับ ซึ่งภารกิจของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองที่ท่านเสรี เป็นประธานนั้น ก็ได้มอบหมายให้ทางคณะอนุกรรมาธิการคณะผมได้ทําการศึกษา เรื่องการปฏิรูปพรรคการเมืองอันเป็นสถาบันที่สําคัญเคียงคู่กับระบอบประชาธิปไตย อีกไม่กี่วันข้างหน้าประเทศเราก็คงจะต้องก้าวเข้าสู่การเลือกตั้ง การมีพรรคการเมือง การเข้าสู่อํานาจทางการเมืองและการตรวจสอบการใช้อํานาจทางการเมือง ดังนั้น สภาพปัญหาของพรรคการเมืองที่เคยเป็นอยู่และที่จะต้องเป็นไปในวันข้างหน้า จึงเป็นเรื่อง สําคัญเป็นภารกิจที่รออยู่ตรงหน้าที่รอการปฏิรูป ในการปฏิรูปการเมืองของบ้านเรานั้น ของประเทศเรานั้น ถ้าละเว้นไม่พูดถึงหรือไม่คิดจะปฏิรูปพรรคการเมืองนะครับ ก็คิดว่า ปัญหาทางการเมืองของบ้านเราก็คงจะไม่จบสิ้นหรือไม่ลุล่วง แล้วก็จะมีปัญหาขึ้นมาอีก ท่านประธานครับ แท้ที่จริงก็คงไม่ต้องกล่าวให้เนิ่นนานหรือมากความ เพื่อนสมาชิก ก็คงตระหนักดีอยู่แล้วว่าสภาพของพรรคการเมืองที่เคยเป็นอยู่ และยังจะต้องเป็นอยู่ ถ้าไม่มีการปฏิรูป ก็คือพรรคการเมืองยังเป็นพรรคการเมืองที่เราบอกว่าเป็นพรรคการเมือง ของนายทุน เป็นพรรคการเมืองที่ประชาชนไม่ได้มีร่วมส่วนเป็นเจ้าของ เป็นพรรคการเมืองที่มีลักษณะเหมือนเป็นบริษัทส่วนตัว เป็นพรรคที่มีหลงจู๊ และเป็นสถาบัน ที่เป็นทางของนายทุนคนที่มีเงินที่เรียกว่าระบอบธนาธิปไตยคือเงินเป็นใหญ่ ใช้เงินซื้อพรรค ใช้เงินซื้อ ส.ส. ลงทุนในทางการเมืองแล้วก็มาถอนทุนทางการเมือง ซึ่งเป็นวัฏจักรที่นํามาสู่ ความเสื่อมทรามเสื่อมโทรมของระบอบประชาธิปไตยของประเทศ และถ้ากล่าวอย่างถึงที่สุด แล้วก็นํามาสู่สภาพปัญหาที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ คือการเข้ามาของการปฏิวัติรัฐประหาร โดยกองทัพ ซึ่งเรื่องนี้พูดไปก็กลับไปกลับมาอย่างที่เพื่อนสมาชิกได้ทราบ คณะทหารก็บอกว่า ถ้าการเมืองเป็นประชาธิปไตยบริสุทธิ์ ยุติธรรม เป็นการเมืองของประชาชนแล้วก็ไม่มี ความจําเป็นที่ทหารจะเข้ามา ดังนั้นโจทย์ข้อนี้จึงเป็นโจทย์ข้อใหญ่ที่เป็นภารกิจของ คณะปฏิรูปเราซึ่งได้เห็นพ้องต้องกันละครับว่าประเทศเราจะต้องเป็นระบอบประชาธิปไตย และไม่มีใครอยากเห็นการปฏิวัติรัฐประหารการยึดอํานาจเกิดขึ้นอีก เพราะฉะนั้น การสถาปนาระบอบประชาธิปไตยจึงย่อมหลีกไม่พ้นจากการสถาปนาสถาบันทางระบอบ ประชาธิปไตย ซึ่งหนึ่งในจํานวนนั้นก็คือสถาบันพรรคการเมือง ดังนั้นการปฏิรูป พรรคการเมืองจึงเป็นภารกิจเฉพาะหน้าที่วางอยู่รอการเลือกตั้งที่จะมาถึงในปี ๒๕๖๐ และการส่งทอดอํานาจจากคณะรัฐประหารไปสู่อํานาจของประชาชนโดยผ่านการเลือกตั้ง และผ่านระบอบพรรคการเมือง ท่านประธานที่เคารพครับ ดังนั้นคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมืองจึงได้เห็นถึงความสําคัญของเรื่องนี้ว่าจะทําอย่างไรที่จะ ปฏิรูปพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชน เป็นพรรคการเมืองที่มี อุดมการณ์ และที่สําคัญเป็นรูปธรรมที่สุดจะต้องเป็นพรรคการเมืองที่ไม่ถูกครอบงํา ถูกกํากับ จากนายทุน ฟังดูก็ดูดีนะครับ แต่หลายเสียงอาจจะบอกว่าแล้วมันจะง่ายนักหรือนะครับ การจะให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชนจากนายทุนซึ่งเป็นเจ้าของพรรคเป็นเรื่องง่ายนักหรือ ท่านประธานครับ อันนี้ครับจึงเป็นภารกิจของการปฏิรูปของกรรมาธิการการเมืองที่ได้ถูก กําหนดขึ้นและได้มอบหมายและที่จะนําเสนอต่อเพื่อนสมาชิก สปท. ในวันนี้
ในประการที่ ๒ ครับ สิ่งที่จะต้องเป็นลูกก็คือพรรคการเมืองจะต้อง ประกอบด้วยสมาชิก แต่ที่ผ่านมานั้นดังที่ท่านทราบกันดีอยู่ว่าสมาชิกของพรรคการเมือง หาได้มีความเป็นสมาชิกที่จะเป็นที่คาดหวังอะไรได้พอ ๆ กับพรรคการเมืองนั่นแหละ ก็คือ สมาชิกพรรคก็ถูกกะเกณฑ์ให้ไปเป็นสมาชิก เป็นสมาชิกพรรคก็พาไปเที่ยว แจกเสื้อยืด เรียกว่าชักชวนกันด้วยอามิสสินจ้างเพื่อระดมคนให้ไปเป็นสมาชิกพรรค เมื่อสมาชิกพรรค เข้าร่วมกิจกรรมโดยขาดจิตสํานึกเช่นนั้นแล้วก็จึงคาดหวังไม่ได้ว่าจะเรียกร้องให้สมาชิกพรรค ไปมีบทบาทในพรรคการเมืองก็จึงเป็นธุระไม่ใช่ ประเทศเรามีสมาชิกพรรคถึง ๗๗ พรรค นี่เป็นเรื่องที่จะว่าแย่เต็มทีหรือว่าดีเหลือเกินก็ได้ แต่เท่าที่รู้ก็คือว่าเป็นเรื่องที่แย่เต็มที เห็นพรรคการเมือง เห็นการจัดตั้งพรรคการเมือง เป็นเรื่องเล่น ๆ เป็นเรื่องโก้เก๋ หรือว่าเป็นเรื่องจดพรรค เอาหัวพรรคการเมืองไว้ขายก็มี ดังนั้นในการปฏิรูปนั้นเราจึงประสงค์ที่จะให้ประชาชนได้เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองอย่าง มีจิตสํานึก โดยการเข้าไปเป็นสมาชิกพรรค เหมือนอย่างที่เราเคยได้ยินนะครับว่าเขา เรียกร้องให้เราเข้าไปเป็นสมาชิกพรรค เพราะถ้าพรรคการเมืองไม่ดียิ่งต้องรีบเข้าไปเป็น สมาชิกเสียแต่วันนี้จะได้ช่วยทําให้พรรคการเมืองเป็นพรรคการเมืองที่ดี แต่ถ้าพรรคการเมือง ดีอยู่แล้วก็ยิ่งต้องรีบเข้าไปช่วยพรรคการเมืองนั้นเพื่อทําให้พรรคการเมืองที่ดีได้เป็น พรรคการเมืองที่เคียงคู่กับระบอบการเมืองของประเทศเรา เพราะฉะนั้นจิตสํานึกเช่นนี้ นะครับว่าในการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองนั้นนี่เป็นเรื่องที่ต้องเสียสละ เป็นเรื่องที่ มีเกียรติ เป็นเรื่องที่มีจิตสํานึกที่เราเห็นคุณค่าของสถาบันในระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่า พรรคการเมืองจะดีหรือไม่ดี เพื่อนสมาชิก สปท. อยู่ที่นี่ถ้าเมื่อไรท่านคิดได้ว่าแล้วข้าพเจ้าจะ เข้าไป ถ้าพรรคไม่ดีข้าพเจ้าจะไปทําให้พรรคการเมืองดี และถ้าพรรคดีอยู่แล้วข้าพเจ้า ก็จะได้ไปเสริมสร้างให้พรรคการเมืองนั้นนี่ได้เป็นตัวแทนอํานาจของประชาชนที่แท้จริง เพราะฉะนั้นการปฏิรูปสมาชิกพรรคการเมืองจึงเป็นเรื่องสําคัญอีกเป็นประเด็นที่ ๒
ในประการที่ ๓ อันนี้สะท้อนสภาพเดิมของพรรคการเมืองได้อย่างแท้จริง นั่นก็คือจะต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารของพรรคการเมืองให้มีประสิทธิภาพ มีความเป็นประชาธิปไตยภายในพรรค ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองทุกระดับ ตั้งแต่คนที่ถูก คัดเลือกไปเป็นรัฐมนตรี เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี เป็นผู้สมัคร ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ (Party list) หรือผู้สมัคร ส.ส. เขต ต่าง ๆ เหล่านี้ต้องผ่านการมีร่วมส่วนของสมาชิกพรรค หรือผ่าน การตัดสินใจของสมาชิกพรรค ซึ่งเพื่อนสมาชิกก็คงทราบดีไม่ต้องอภิปรายกันมากในประเด็นนี้ ว่าการปฏิรูปโครงสร้างภายในพรรคให้เป็นประชาธิปไตยนั้นนี่สะท้อนปัญหาที่สุดว่า พรรคการเมืองเป็นของประชาชนหรือเป็นของนายทุน ที่ผ่านมาพรรคที่เขามีนายทุนเป็น เจ้าของหรือเป็นบริษัทส่วนตัว จึงเป็นหน้าที่ของนายทุนพรรคที่จะชี้ว่าใครควรจะไปเป็น รัฐมนตรี ใครควรจะได้ลงปาร์ตี้ลิสต์ (Party list) และใครควรจะได้เป็น ส.ส. ในเขตไหน ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นปัญหาที่พูดกันมากและนํามาสู่การปฏิรูปในครั้งนี้เช่นเดียวกัน
ส่วนประการที่ ๔ ก็คือจะต้องให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันที่สะท้อน การแก้ปัญหาของชาติบ้านเมืองโดยผ่านนโยบายของพรรคการเมือง ให้การเลือกตั้งเป็น การแข่งขันกันทางด้านการนําเสนอนโยบายสู่ประชาชน ไม่ใช่แข่งขันกันซื้อเสียงดังที่เคย เป็นมา
และประการสุดท้าย เมื่อคาดหวังได้ว่าจากการปฏิรูปประชาชนได้เข้า ร่วมส่วนเป็นเจ้าของพรรคมากขึ้น เสียเงินค่าสมาชิกให้กับพรรค มีความเป็นประชาธิปไตย ภายในพรรค จะต้องมีการตรวจสอบและควบคุมการดําเนินงานของพรรคการเมืองให้เป็น ประชาธิปไตยให้จงได้ และทําให้พรรคการเมืองเป็นพรรคของมหาชนและการตรวจสอบ การดําเนินกิจกรรม รวมทั้งการเงินของพรรคจะต้องได้รับการตรวจสอบดุจเดียวกับบริษัท มหาชน
ท่านประธานที่เคารพครับ จากหลักการทั้ง ๔ ประการนี้จึงเห็นได้ว่าคงจะมี คําถามอยู่ในใจของเพื่อนสมาชิก สปท. ว่าโลกสวยไปหรือเปล่า ก็อยากจะเรียนท่านสมาชิก ว่าเป็นความจริงครับ ว่าสิ่งที่เราจะพูดกันในวันนี้นั้นมีอยู่ ๒ เรื่อง เรื่องแรก ก็คือสภาพที่เป็นอยู่ จริงของพรรคการเมืองไทยที่ผ่านมาและที่เป็นอยู่ แต่สิ่งที่กรรมาธิการจะนําเสนอในวันนี้ควบคู่กัน ไปว่าจากสภาพที่เป็นจริงเช่นนั้นแหละ แต่สิ่งที่ควรจะเป็นนั้นควรจะเป็นเช่นไร และเราจะมี มาตรการอย่างไร และเราจะเดินไปข้างหน้าให้ได้ตามภารกิจการปฏิรูปพรรคการเมือง ซึ่งเป็น ภารกิจที่นําเสนอต่อเพื่อนสมาชิก สปท. ในวันนี้ ดังนั้นสิ่งที่เป็นอยู่จริงกับสิ่งที่ควรจะเป็น จึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย จึงเป็นภารกิจที่เราเรียกว่า ภารกิจเพื่อการปฏิรูปที่นําเสนอกับ ท่านประธานในวันนี้ ท่านประธานครับ โจทย์ข้อแรกทําให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชน จากพรรคการเมืองที่บอกว่าเป็นของนายทุนทําได้อย่างไร แนวทางการปฏิรูปที่เสนอต่อเพื่อน สมาชิกในวันนี้ก็คือว่าการทําให้ประชาชนเป็นเจ้าของพรรคการเมืองนั้น จะต้องวัดกันด้วย การเป็นสมาชิกพรรคที่ชําระเงินค่าสมาชิกให้กับพรรคการเมือง แต่เดิมพรรคการเมือง ไม่สนใจสมาชิกก็ได้ แต่เดิมเงินทุนในการบริหารพรรคการเมืองมาจากนายทุน ดังที่พวกท่าน ทราบกันอยู่ดีและนินทากันอยู่ทุกวี่ทุกวัน แต่ต่อไปนี้นั้นจะต้องเปลี่ยนมิติของพรรคการเมือง ให้มีหุ้นส่วนของพรรคเพิ่มมากขึ้นเป็นจํานวนเป็นล้าน ๆ คน สามารถเอ่ยนามก็ได้ บางพรรคการเมืองนี่นะครับ มีสมาชิกถึง ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน ท่านประธานครับ จากมิติการปฏิรูป ในครั้งนี้ความเป็นสมาชิกพรรคนั้นจะต้องแสดงออกด้วยการเป็นเจ้าของพรรคด้วยการเสีย เงินค่าบํารุงพรรค หรือเสียค่าสมาชิก สมาชิกพรรคที่มีอยู่ถึง ๓,๐๐๐,๐๐๐ คนของบางพรรค นั้นนี่ ถ้าเสียกันคนละ ๑๐๐ บาทต่อปี ซึ่งไม่มากเลยเงิน ๑๐๐ บาทต่อปี ถ้ามีจิตศรัทธา ในทางการเมือง บริจาคให้พรรคการเมือง สมาชิกพรรค ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน ก็สามารถเสีย ค่าสมาชิกให้พรรคการเมืองได้ปีหนึ่งถึง ๓๐๐ ล้านบาท อันนี้เราก็เห็นชัดครับว่าเงิน ๓๐๐ ล้านบาทนี้ไม่ใช่เงินนายทุนแล้ว แต่เป็นเงินของสมาชิกพรรค ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน คนละ ๑๐๐ บาท เมื่อพรรคการเมืองมีเจ้าของ มีหุ้นส่วน เป็นบริษัทมหาชนที่สมาชิกพรรคถึง ๓,๐๐๐,๐๐๐ คนเป็นเจ้าของ ความเป็นเจ้าของพรรคก็จะเริ่มเปลี่ยนจากพรรคของนายทุนเพียง ๑๐ คน ๒๐ คน ที่บริจาคคนละ ๕๐ ล้านบาท ๑๐๐ ล้านบาทมาเป็นประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของ ถึง ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน นอกจากนั้นครับท่านประธาน รัฐบาลหรือรัฐซึ่งปรารถนาอย่างยิ่งที่ อยากจะเห็นพรรคการเมืองเป็นสถาบันของประชาชน แต่ความปรารถนาอย่างเดียวไม่พอ หรือมัวด่านายทุนว่ามาลงทุนเพื่อจะถอนทุนในพรรคการเมืองอย่างเดียวไม่พอ คําถามว่า พรรคจะสามารถสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนมาเป็นหุ้นส่วนเจ้าของพรรคการเมืองได้ด้วย วิธีใดบ้าง ในมิติที่นําเสนอต่อเพื่อนสมาชิกท่านประธานครับ ในวันนี้มีอยู่ ๓ แนวทาง
แนวทางที่ ๑ สมาชิกพรรคที่บริจาคให้พรรคการเมืองปีละ ๑๐๐ บาท ผมยกตัวอย่างนะครับ รัฐจะสร้างแรงจูงใจเพื่อให้พรรคการเมืองได้หาสมาชิกเยอะ ๆ นะครับ มีคนจ่ายเงินค่าสมาชิกเยอะ ๆ รัฐจะช่วยสนับสนุนเงินค่าสมาชิกนี้ให้อีกครึ่งหนึ่งของเงินที่ สมาชิกได้จ่ายให้กับพรรคการเมือง
แนวทางที่ ๒ พรรคจะสร้างแรงจูงใจให้กับประชาชนทั่วไปว่าถ้าผู้ใดบริจาคเงิน ให้พรรคการเมือง คือการบริจาคเงินให้กับสถาบันประชาธิปไตยที่มีคุณค่า การบริจาคเงินให้ พรรคการเมืองให้คิดในมิติว่าเป็นเหมือนกับการบริจาคเงินให้กับมูลนิธิ เหมือนกับ การบริจาคเงินให้กับกิจกรรมทางการกีฬา และเหมือนกับการบริจาคเงินให้กับโรงเรียนหรือ วัดเพื่อการศึกษา ผู้ที่บริจาคเงินให้กับพรรคการเมืองในวงเงินที่ตามกฎหมายจะกําหนด สมมุติว่าไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาทต่อปี สามารถนําเงินที่บริจาคให้พรรคการเมืองนี้ไปหัก ลดหย่อนภาษีเงินรายได้ปลายปีได้ อันนี้เพื่อแสดงเจตจํานงของรัฐว่าการสนับสนุน หรือบริจาคเงินให้พรรคการเมืองนั้นเป็นหน้าที่อันสําคัญที่ประชาชนในประเทศนี้พึงช่วยกัน คนละไม้คนละมือ มิฉะนั้นก็มานั่งบ่นอีกครับ ถ้าไม่คิดจะสร้างแรงจูงใจก็เป็นนายทุน พรรคนายทุน แต่รัฐนี่ในมิติการปฏิรูปนั้นจะต้องเปิดโอกาสสร้างแรงจูงใจว่าใครบริจาคเงินให้ พรรคการเมือง คือการบริจาคเงินเช่นเดียวกับวัดหรือสาธารณกุศลอื่น ๆ ที่สามารถไปหัก ลดหย่อนภาษีได้
ส่วนแนวทางที่ ๓ ก็เป็นเรื่องเก่าไม่ใช่เรื่องใหม่แต่มาปรับปรุงนิดหน่อย ท่านประธานครับ ก็คือผู้เสียภาษีให้กับรัฐซึ่งมีอยู่ประมาณปีละ ๔,๐๐๐,๐๐๐ คน ที่ยื่นภาษี แล้วก็มีภาษีรายได้ที่ต้องเสียให้กับรัฐ รัฐก็สร้างแรงจูงใจว่าเงินภาษีที่ท่านเสียให้กับรัฐนั้น รัฐจะบริจาคเงินนี้ตามเจตจํานงของท่านตามสิ่งที่ท่านต้องการว่าจะบริจาคให้พรรคการเมืองใด ท่านประธานครับ แต่เดิมนั้นสามารถหักได้ปีละ ๑๐๐ บาท ในยุคปฏิรูปพรรคการเมือง เพื่อให้พรรคการเมืองได้เป็นสมบัติของประชาชนหมู่มากนั้นก็ขอเพิ่ม ขอแก้กฎหมายเพิ่ม ประมวลรัษฎากรอะไรนี่นะครับ แค่เพิ่มเป็น ๒๐๐ บาท ท่านประธานครับ แต่ประเด็นไม่ได้ จบอยู่แค่นั้น เพราะจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา จากบทเรียนที่ผ่านมาผู้ที่ยื่นแบบเสียภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาปลายปี ปีหนึ่งประเทศไทยมีอยู่ ๔,๐๐๐,๐๐๐ คน ที่เสียภาษีให้รัฐ ปรากฏว่ารัฐบอกว่าคุณมีสิทธิที่จะระบุว่าจะบริจาคเงินให้พรรคการเมืองใด ๑๐๐ บาท ปรากฏว่ามีคนระบุว่าจะบริจาคให้พรรคการเมืองนั้นแค่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ คือประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ รายเท่านั้นเองครับ ส่วนที่เหลือกู้ไม่ให้ ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เงินในกระเป้าเลยนะครับ รัฐสร้างแรงจูงใจเพื่อสนับสนุนพรรคการเมือง แต่ว่าผู้เสียภาษีก็ไม่บริจาคให้ ซึ่งประเด็นนี้ ไม่ใช่ความผิดของผู้เสียภาษี แต่อย่างน้อยที่สุดเราก็จะได้บอกว่าพรรคการเมืองจะต้องปฏิรูป ตัวเอง พรรคการเมืองจะได้ตระหนักว่าต่อไปนี้รัฐก็ได้สร้างแรงจูงใจเปิดโอกาสให้คนบริจาค ไปหักลดภาษีปลายปีได้ เปิดให้บริจาคโดยรัฐจ่ายแทนให้ แต่ในเมื่อพรรคการเมืองไม่ได้สนใจ ประชาชน พรรคก็ต้องเล็กอยู่ต่อไป พรรคก็ต้องอยู่ภายใต้อุ้มมือของนายทุนอยู่ต่อไป ท่านประธานครับ จะเห็นว่าเมื่อรัฐได้สร้างแรงจูงใจที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนส่วนใหญ่ ได้เป็นเจ้าของพรรค ได้เป็นหุ้นส่วนของพรรค ได้เป็นผู้บริจาคให้กับพรรค สร้างภาพลักษณ์ ให้เห็นว่าพรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชน และหลังจากนั้น เมื่อประชาชนเป็นเจ้าของพรรคอย่างแท้จริงก็จะเกิดคลื่นการปฏิรูปครั้งสําคัญขึ้นมา ท่านประธานลองนึกภาพดูสิครับว่าทันทีที่ประชาชนเสียเงินให้กับพรรคจะเกิดอะไรขึ้น ๑. จะเกิดคําถามแรกก่อนว่าเรื่องอะไรที่ผมจะเสียเงินให้พรรค พรรคโหลยโท่ยใช้ไม่ได้ ไม่สามารถเป็นตัวแทน ไม่สามารถเป็นความหวังได้คนเขาก็ไม่จ่ายสตางค์หรอกครับ เหมือนกับที่ผ่านมาเขาก็ไม่จ่ายสตางค์ เพราะฉะนั้นพรรคจะต้องปฏิรูปตัวเองถ้าอยากจะได้ เงินของประชาชน เช่นเดียวกันครับไม่ว่าการเป็นสมาชิก ไม่ว่าจะเงินบริจาค หรืออะไรทั้งสิ้น เมื่อพรรคปรับปรุงตัวเอง ปฏิรูปตัวเอง เปิดรับสมาชิก เปิดรับการบริจาคจากประชาชน จํานวนมาก นั่นก็คือพรรคก็จะแปรสภาพกลายเป็นพรรคมหาชนที่ประชาชนเป็นเจ้าของ พรรค ต่อจากนั้นด้วยมาตรการที่จะถูกกําหนดขึ้นในกฎหมายพรรคการเมือง กฎหมายของ กกต. กฎหมายเลือกตั้ง หรืออะไรที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง ก็จะสามารถ กําหนดให้สมาชิกพรรคมีบทบาทความเป็นเจ้าของ มีบทบาทในการเลือกหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค กรรมการบริหารพรรค มีบทบาทในการเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขต ต่าง ๆ เป็นการเลือกตั้งที่เรียก ไพรมารีโหวต (Primary vote) หรือว่ามีสิทธิในการคัดเลือก ไม่ใช่ว่าให้หัวหน้าพรรคจิ้มเอาตามว่าใครจ่ายสตางค์ให้พรรคมากก็ได้รับสิทธิที่จะได้ ลงเลือกตั้ง ดังนี้เป็นต้น ท่านประธานครับ ด้วยความคาดหวังต่าง ๆ ดังนี้ เราก็หวังว่า แนวทางการปฏิรูปพรรคการเมืองซึ่งมีหัวใจสําคัญอยู่ ๓-๔ ประการ ดังที่ท่านประธาน กรรมาธิการท่านประธานเสรีได้กล่าวแต่เบื้องต้นแล้วว่าเราจะต้องทําให้พรรคการเมืองเป็น สถาบันทางการเมืองของประชาชนให้จงได้ ซึ่งอันนี้คือภารกิจของการปฏิรูปครั้งสําคัญใน ครั้งนี้ และก็หวังว่าในรายละเอียดอื่น ๆ เพื่อนสมาชิก สปท. ก็คงจะได้คิดแล้วก็ฝากทาง คณะกรรมาธิการและทางคณะท่านประธานก็คงจะต้องทํางานหนักในวิป (Whip) ต่อ เพื่อที่จะขับเคลื่อนออกมาเป็นกฎหมายพรรคการเมือง กฎหมายประมวลรัษฎากร หรือสิ่งต่าง ๆ หลายประการ ซึ่งต้องเรียนเพื่อนสมาชิกว่าเราโชคดีนิดหนึ่งนะครับ ไม่ใช่โชคดี นิดหนึ่ง ในการปฏิรูปการเมืองนั้นเราโชคดีอย่างสําคัญ เนื่องจากรัฐธรรมนูญในฉบับที่รอ การลงประชามตินี้นั้นได้บรรจุเนื้อหาการปฏิรูปการเมืองและพรรคการเมืองไว้อย่างชัดแจ้ง นั่นก็หมายความว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเจตจํานงอันแน่วแน่ และก็ได้บรรจุภารกิจไว้ อย่างชัดเจนชัดแจ้งว่าจะต้องให้มีการปฏิรูปการเมืองและปฏิรูปพรรคการเมืองขึ้น เป็นเส้นทางอันสําคัญ เพราะฉะนั้นท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพครับ ก็หวังว่าในวันนี้ ในการนําเสนอเรื่องการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเรื่องระบบพรรคการเมืองที่นําเสนอต่อ ทุกท่านในวันนี้ ก็หวังว่าเราจะได้มีเจตจํานงร่วมกันที่อยากจะเห็นสถาบันพรรคการเมืองเป็น ที่พึ่งที่หวัง จะได้เป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชนเคียงคู่กับระบอบประชาธิปไตยของ ประเทศเราตลอดไป ขอขอบคุณครับ