รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๓ ปีที่ ๔
ครั้งที่ ๑๔ (สมัยสามัญทั่วไป)
วันพฤหัสบดีที่ ๑๐ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔
ณ ตึกรัฐสภา
ขณะนี้สมาชิกเซ็นชื่อครบ ๑ ใน ๕ แล้วนะครับ ๙๖ คน เพราะว่ากระทู้ถามเรามีมากในวันนี้ มีตั้ง ๔ กระทู้ถามทั่วไป แล้วก็งานเราเยอะ ผมขอดําเนินการประชุมเรื่องกระทู้ถามเลยนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม
๑.๑ กระทู้ถามทั่วไป
๑.๑.๑ กระทู้ถาม ที่ ๔๗๘ เรื่อง สถานการณ์ปัญหาภัยแล้งซ้ําซาก ในจังหวัดสุโขทัย (นายสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถามรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ครับ
เชิญเจ้าของกระทู้ถามนะครับ เพราะเรามีกระทู้ถามทั่วไปตั้ง ๔ กระทู้ถาม ความจริงมัน ๓ กระทู้ถาม วันนี้ตั้ง ๔ กระทู้ถาม เชิญถามครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสุโขทัย วันนี้ผมต้องขอขอบคุณท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่ได้บรรจุวาระการประชุมในเรื่อง ของกระทู้ถาม ที่ ๔๗๘ สถานการณ์ภัยแล้งซ้ําซากในจังหวัดสุโขทัยของผมนะครับ ซึ่งในตอนนี้ก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าโดยทั่วไปก็เกิดปัญหาภัยแล้ง แล้วก็จะเป็นอย่างนี้ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จังหวัดสุโขทัยบ้านผมในภาคเหนือตอนล่าง ไม่ว่าจะ เป็นเรื่องของภัยแล้ง หลังปีใหม่มาก็เริ่มแล้งมาตลอด ส่วนก่อนปีใหม่ที่ผ่านมาก็เห็นว่า เป็นเรื่องของน้ําท่วม ก็เกิดปัญหาอย่างนี้มาตลอดอย่างยาวนาน และการแก้ไขที่ผ่าน ๆ มา ก็ไม่ค่อยจะเป็นรูปธรรมเท่าที่ควร ปัญหาก็เลยเกิดซ้ําซากมาอย่างนี้ตลอดนะครับ ไม่ว่า จะเป็นน้ําท่วมหรือภัยแล้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้เดือนมีนาคม ปัญหาของพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดสุโขทัยของผมนั้นเกิดในเรื่องของที่เรียกว่า ขาดแคลนน้ําอย่างหนักในเรื่องของการทําการเกษตร ในส่วนหนึ่งข้าวบางส่วนก็เริ่มทยอยออก อีกส่วนหนึ่งก็ต้องอาศัยน้ําในการที่ยังมาหล่อเลี้ยงอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดสุโขทัยนั้น ไม่มีเขื่อน ไม่มีแม่น้ําที่มีน้ําเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีแม่น้ํายม แต่แม่น้ํายมนั้นแล้งมา อย่างนี้ทุกปี ก็ต้องพูดกันอย่างนี้ทุกปีทุกครั้งในการตั้งกระทู้ถาม ผมเองก็ต้องอาศัยทางสภา ไปถึงทางรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งท่านก็เป็นอธิบดีกรมชลประทานมาเก่านะครับ ท่านก็รู้ว่าควรจะแก้ปัญหาอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดสุโขทัยถ้าด้านทิศตะวันออกของจังหวัดสุโขทัยก็ต้องอาศัยจาก แม่น้ําน่าน จังหวัดใกล้เคียงจากจังหวัดพิษณุโลกมา ถ้าเป็นทางด้านทิศตะวันตกก็อาศัย จากแม่น้ําปิง ก็ต้องมาจากทางจังหวัดกําแพงเพชร ถ้าไปทางเหนือหน่อยก็ต้องอาศัยจาก ทางจังหวัดลําปาง ทางเขื่อนอยู่ที่อําเภอเถิน ฉะนั้นในครั้งนี้ผมเองก็ต้องเป็นตัวแทนของ พี่น้องประชาชนในการที่จะเรียนถามต่อท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกี่ยวกับเรื่องของแนวนโยบายในการที่ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในจังหวัดสุโขทัย ซึ่งพื้นที่จังหวัดสุโขทัยไม่ใช่เป็นเขตระบบชลประทาน แต่ทางสํานักงานชลประทานที่ ๔ ของจังหวัดกําแพงเพชรเป็นผู้รับผิดชอบในการดูแลจะต้องอาศัยน้ําจากแม่น้ําปิง โครงการ ท่อทองแดงผ่านอําเภอพรานกระต่าย ผ่านอําเภอคีรีมาศ แล้วมาเข้าอําเภอเมืองที่ตําบล ปากพระ ผมอยากจะเรียนถามท่านว่าแนวนโยบายในเรื่องของการผันน้ําที่จะให้น้ํา ข้างเคียงจากแม่น้ําปิงมาสู่แม่น้ํายมระยะทางประมาณ ๗๐ กิโลเมตร และจากแม่น้ําน่าน จากจังหวัดพิษณุโลกมาเข้าอําเภอพรหมพิราม ตรงซีกนี้นะครับ แล้วก็มาเข้าตําบล บ้านใหม่สุขเกษม ตําบลกกแรต ตําบลไกรกลาง ท่านมีแนวนโยบายที่จะผันน้ําช่วยเหลือ พี่น้องเกษตรกรในจังหวัดสุโขทัยในระยะนี้ได้อย่างไรบ้างครับ คําถามข้อแรกครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตอบครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ให้เป็นผู้มาชี้แจงตอบกระทู้ถามของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสุโขทัย ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล ต่อคําถามว่ารัฐบาลมีนโยบายจะให้ กรมชลประทานจัดสรรน้ําหรือผันน้ําจากแม่น้ําปิงหรือแม่น้ําน่านให้กับเกษตรกร ในจังหวัดสุโขทัยอย่างไรบ้างนั้น ผมขออนุญาตเรียนว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทานเรามีหลักการการบริหารจัดการน้ํา โดยเน้นการจัดสรรน้ําให้กับพื้นที่ เกษตรกรรมในลุ่มน้ําของตัวเองก่อนเป็นหลัก เมื่อมีปริมาณน้ําส่วนเกินจากลุ่มน้ําข้างเคียง ถึงจะจัดสรรให้ซึ่งเป็นที่ทราบดีแล้วว่าพื้นที่เกษตรกรรมในเขตลุ่มน้ําปิง ลุ่มน้ําน่าน และแม่น้ําเจ้าพระยาเราต้องอาศัยเขื่อนหลักคือเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนแควน้อย ซึ่งในขณะนี้ในลุ่มน้ํายมตามที่ท่านได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ว่ายังไม่มีแหล่งน้ําเก็บกักขนาดใหญ่เลย จึงทําให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ําในจังหวัดสุโขทัยมาเป็นประจํา ถ้าสมมุติว่าเรามีแหล่งน้ํา เก็บกักขนาดใหญ่เกิดขึ้นก็สามารถบรรเทาปัญหาเหล่านี้ได้ เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้จึงเป็น การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้กับพี่น้องเกษตรกรในจังหวัดสุโขทัย โดยการผันน้ําจาก แม่น้ําปิงและแม่น้ําน่านมาช่วยพื้นที่ดังกล่าวซึ่งจะอาศัยลําคลองที่ผันเข้ามาเป็นหลัก ทั้งนี้ทั้งนั้นการผันน้ํามาจะมากน้อยแค่ไหนอย่างไรก็ต้องขึ้นอยู่กับน้ําต้นทุนของเขื่อน ที่ผมได้กราบเรียนไปเมื่อสักครู่นะครับ สําหรับในเรื่องของการผันน้ําจากแม่น้ําปิงนั้นนะครับ ก็ต้องผันเข้ามาทางโครงการ ท่อทองแดง จังหวัดกําแพงเพชร ซึ่งลงสู่คลองสามพวงและคลองสารบบซึ่งมีความยาว ประมาณ ๘๐ กิโลเมตรลงสู่แม่น้ํายมที่ตําบลบางพระ อําเภอเมือง อําเภอกงไกรลาศ ซึ่งมี ความยาวประมาณ ๒๐ กิโลเมตร จะทําให้มีพื้นที่ประโยชน์ในเขตอําเภอคีรีมาศ อําเภอเมือง และอําเภอกงไกรลาศ ประมาณ ๕๖,๐๐๐ ไร่ นอกจากนั้นแล้วยังมีพื้นที่ในอําเภอกงไกรลาศ บริเวณโครงการท่าฉนวนอีกประมาณ ๒๐,๐๐๐ ไร่ โดยรวมแล้วน้ําที่นําน้ํามาจากแม่น้ําปิง จะมาใช้ในพื้นที่ประมาณ ๗๖,๐๐๐ ไร่ ซึ่งอาศัยน้ํานอนคลอง เขาเรียกจัดสรรน้ําให้ จากแม่น้ําปิงมาประมาณ ๖๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งสามารถที่จะแก้ไขปัญหาให้กับ พี่น้องเกษตรกรที่ปลูกพืชฤดูแล้งตั้งแต่เดือนธันวาคมจนถึงสิ้นเดือนเมษายน เนื่องจาก มีน้ํานอนคลองที่เพียงพอ สําหรับในกรณีผันน้ําจากแม่น้ําน่านนั้น ก็มีการผันน้ําผ่านคลอง ชักน้ําลงสู่คลองเมฆและคลองบางปลากรดมาสู่แม่น้ํายมสายเก่า ซึ่งจะมีพื้นที่ที่ได้รับ ประโยชน์ในอําเภอกงไกรลาศ ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ไร่ ก็ได้จัดสรรน้ําจากแม่น้ําน่าน จํานวน ๘๐ ล้านลูกบาศก์เมตรก็มาใช้ตั้งแต่เดือนธันวาคมจนถึงเดือนเมษายนเช่นกัน ทั้งนี้ การจัดสรรน้ําจากเขื่อนสิริกิติ์ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น คือทั้งเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ ต้องอาศัยน้ําที่เข้ามาเป็นน้ํานอนคลองในแม่น้ําธรรมชาตินะครับ ต้องกราบเรียนอีกครั้งหนึ่ง ครับว่าในเรื่องนี้มิใช่เป็นนโยบายที่จะผันน้ําจากลุ่มน้ําปิงและลุ่มน้ําน่านเข้ามายังแม่น้ํายม แต่ประการใด แต่เป็นการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกรเฉพาะหน้านั้น เพราะฉะนั้นลุ่มน้ํายมก็ต้องอาศัยที่ว่าเมื่อเราได้พัฒนาแหล่งเก็บกักน้ําตอนช่วงบนก็สามารถ แก้ปัญหาดังกล่าวได้อย่างถาวรต่อไปครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
เชิญถาม เอาให้จบเลยครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม สัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสุโขทัย ผมขอบคุณต่อท่านประธานถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ได้ให้ ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องปัญหาในเรื่องของภัยแล้งจังหวัดสุโขทัยที่มีปัญหาอยู่ ทุกวันนี้ก็ต้อง อาศัยจากชลประทานที่จะได้แบ่งปันน้ําให้กับคนในพื้นที่จังหวัดสุโขทัยของผม ไม่ว่าจะเป็น ซีกอําเภอคีรีมาศ อําเภอเมือง อําเภอกงไกรลาศ แล้วก็จากแม่น้ําน่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จังหวัดสุโขทัยมีแม่น้ํายมอยู่สายหนึ่งใช่ไหมครับ สายแรกเป็นแม่น้ํายม ซึ่งปัจจุบันที่พี่น้อง ใช้กันทั่วไปอยู่ แต่ปัญหามันก็คือเรื่องของน้ําไม่มี ไม่เพียงพอ เพราะไม่มีเขื่อน แต่ทาง ชลประทานก็ได้ไปขุดแม่น้ําอีกแม่น้ําหนึ่งซึ่งเรียกว่าแม่น้ํายมสายเก่า ซึ่งเป็นแม่น้ํายมเก่าแก่ ขุดลอก แล้วตอนนี้ก็ได้สําเร็จ ขุดเสร็จ แต่ปัญหาคือไม่มีน้ําเหมือนกัน ปัญหาไม่มีน้ํา เพราะว่ามันอยู่ตรงด้านทิศตะวันออก จะต้องอาศัยจากแม่น้ําน่านครับ แม่น้ําน่านทางซีก อําเภอพรหมพิราม แล้วมาเข้าสู่อําเภอกงไกรลาศ ซึ่งมันเป็นที่ต่ํา ถ้าหากท่านปล่อยน้ําจาก อําเภอพรหมพิรามมาลงในแม่น้ํายมสายเก่ามันจะได้ที่ตําบลบ้านใหม่สุขเกษม อําเภอกงไกรลาศ ขึ้นมา ตําบลกกแรตก็ได้เพียงแค่ตําบล ๒ ตําบล แต่ถ้าเหนือขึ้นมาเป็นตําบลไกรใน ตําบลป่าแฝก ตําบลบ้านสวน อําเภอเมือง ไปจนถึงอําเภอศรีสําโรง อําเภอสวรรคโลกจะไม่ได้น้ํา ผมเองก็ได้เคยคุยกับทางกรมชลประทาน เจ้าหน้าที่หลาย ๆ คนว่าถ้าความเป็นไปได้ มันน่าจะมีการผันน้ําหรือว่าขุดลอกคลองส่งน้ําทางด้านเหนือขึ้นไป คือที่อําเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ มาลงที่ทางอําเภอสวรรคโลก ทางอําเภอศรีนคร แล้วจะทําให้น้ํา จากทางเหนือไหลลงสู่ทางใต้ได้ แล้วปัญหามันก็ไม่เกิด ถ้าความเป็นไปได้นะครับ ถ้าทาง กรมชลประทานสามารถส่งระบบน้ํา ทําคลองระบบน้ําเชื่อมตรงนี้ได้ ก็จะเป็นประโยชน์ กับพี่น้องชาวจังหวัดสุโขทัย ทั้งอําเภอสวรรคโลก อําเภอศรีสําโรง อําเภอกงไกรลาศ อําเภอเมือง ๔-๕ อําเภอก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ผมจึงขอเรียนถามต่อทางรัฐบาลว่าแนวทางทางนี้ท่านคิดว่าทางกรมชลประทานมีโอกาส ที่จะได้ทําการขุดลอกคลองส่งน้ําช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย ทางซีกอําเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ มาให้กับทางอําเภอสวรรคโลก ทางอําเภอศรีสําโรง ตรงนี้ได้อย่างไร
เชิญตอบครับท่านรัฐมนตรี
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขออนุญาตตอบคําถาม ต่อกรณีที่ว่าจะผันน้ําจากจังหวัดน่านผ่านอําเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ เข้าสู่แม่น้ํายมสายเก่า ของอําเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย สามารถดําเนินการได้หรือไม่ ประการใดนั้น ผมขออนุญาตกราบเรียนตรงไปตรงมานะครับ เนื่องจากว่ามีข้อจํากัดในเรื่องสภาพ ภูมิประเทศ และข้อจํากัดในเรื่องผลกระทบกับน้ําต้นทุนในลุ่มน้ําน่านที่ส่งมาจากเขื่อนสิริกิติ์ ก็เรียนว่าด้วยข้อจํากัดทั้ง ๒ ประการนี้ไม่สามารถที่จะดําเนินการได้ตามที่ท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ เนื่องจากว่าสภาพลุ่มน้ํายมสายเก่าเป็นพื้นที่ที่อยู่ ค่อนข้างสูง ไม่สามารถที่จะทดน้ํามาจากแม่น้ําน่านผ่านทางอําเภอพิชัยมาได้ ถ้าสมมุติว่า จะพยายามที่จะทํา เพราะฉะนั้นต้องส่งน้ําจากเขื่อนสิริกิติ์มานี่เป็นจํานวนมาก แล้วก็ต้อง อาศัยเขื่อนนเรศวรเป็นตัวทดน้ําเพื่อให้น้ําแบ็ก (Back) กลับไปถึงผ่านเข้าสู่คลองน้ําไหล เพราะฉะนั้นระดับน้ําเหนือเขื่อนนเรศวรก็ค่อนข้างจะสูงกว่าระดับเก็บกักตามปกติ เมื่อระดับสูงกว่าเก็บกักตามปกตินั้น ก็จะมีผลกระทบตามมา ก็คือ ๑. ในเรื่องของ กระชังปลาเหนือเขื่อนนเรศวร ในเรื่องของน้ํากัดเซาะตลิ่งแม่น้ําน่านทางด้านเหนือ แล้วก็น้ําอาจจะท่วมพื้นที่ในบางพื้นที่ ตลอดทั้งปัญหามวลชนที่เกิดขึ้น
อยากจะกราบเรียนอีกประการหนึ่งว่า ในการผันน้ําข้ามลุ่มน้ําหลักนั้น เราก็ต้องดําเนินการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้วย แต่อย่างไรก็ตามในกรณีที่ กรมชลประทานได้ดําเนินการขุดลอกแม่น้ํายมสายเก่า คือผันน้ําจากแม่น้ํายมมาสู่แม่น้ําน่าน ซึ่งได้ดําเนินการเสร็จไปแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งมีระยะความยาวประมาณ ๘๙ กิโลเมตร ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นการที่ใช้ในการควบคุมระบายน้ําในการป้องกันอุทกภัย โดยใช้ประตูระบายน้ํา บ้านหาดสะพานจันทร์ที่แม่น้ํายมเป็นตัวบังคับน้ําผันน้ํามาสู่แม่น้ํายมสายเก่า เพราะเป็นการ ป้องกันอุทกภัย ในขณะเดียวกันเมื่อสิ้นฤดูฝนก็จะมีน้ํานอนคลองอยู่ ซึ่งตรงนี้พี่น้องเกษตรกร ก็สามารถนําน้ําไปใช้ประโยชน์ได้ตามศักยภาพของแหล่งน้ําที่นอนคลองอยู่ได้ ขอบคุณครับ ท่านประธาน
คงจะจบกระมังครับ เพราะว่าถามได้ครั้งเดียว มีอะไรผูกพันหรือครับ กระทู้นี้ผมฟังแล้วเกือบ ๑๐ ครั้งแล้ว นะครับ
คนละอันกันครับท่านประธาน เพราะว่าผมมีข้อสุดท้ายนิดเดียวครับ ฝากกับทางท่านรัฐมนตรีนะครับว่าตอนนี้ในจังหวัด สุโขทัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตอําเภอเมือง ซึ่งปัญหามันจะเกิดทุกปีก็คือเกี่ยวกับ เรื่องแม่น้ํายมในเขตเทศบาลจะแห้ง แต่ว่าต้องอาศัยจากทะเลหลวงมาลงแม่น้ํายม ในการที่จะได้ไปสูบใช้น้ําประปาด้วย แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งตําบลยางซ้าย ตําบลปากพระ ตําบลบ้านหลุม ๓ ตําบลหลักตรงนี้ก็ต้องอาศัยน้ําตรงนี้ในการเข้าคลองบ้านหลุม ผันน้ํา ต่อไปที่อื่นได้ ก็ฝากกับทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการที่จะให้ช่วยผันน้ําจาก ทะเลหลวงมาช่วยอีกทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเรื่องน้ําแล้งในแม่น้ํายมในช่วงนี้ด้วย ก็ฝากกับทางท่านรัฐมนตรีครับ
รับฝากไปครับ สภายินดี ต้อนรับผู้บริหาร อบต. บะ และ อบต. หนองเมธี อําเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ด้วยความ ยินดีนะครับ ขณะนี้สภากําลังพิจารณาเรื่องกระทู้ถามทั่วไปของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถามรัฐบาล พร้อมกันนี้สภายินดีต้อนรับคณะอาจารย์และนักศึกษาภาคปกติ วิชาเอกรัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ ด้วยความยินดีเช่นเดียวกัน ต่อไปเป็นกระทู้ถามที่ ๒
๑.๑.๒ กระทู้ถาม ที่ ๔๖๙ เรื่อง การแก้ไขป้องกันปัญหาการเกิด อุทกภัยและภัยแล้ง (นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถามท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทย ตอบ
เชิญเจ้าของกระทู้ถามครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทยค่ะ ก่อนอื่นต้องกราบขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรีที่วันนี้ กรุณาจัดทั้งท่านรองนายกรัฐมนตรีแล้วก็ท่านรัฐมนตรีมาตอบดิฉันถึง ๓ ท่านด้วยกัน ก่อนอื่นดิฉันขออนุญาตเข้าเรื่องการถามกระทู้ของดิฉันเลยค่ะ ในอดีตที่ผ่านมานะคะ ท่านประธาน ประเทศไทยเราก็เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าทรัพยากรน้ําของประเทศไทยเรานี้ อุดมสมบูรณ์จึงทําให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเราถึงประมาณร้อยละ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ประกอบอาชีพทางการเกษตร แต่ปัจจุบันกลับเกิดปัญหาขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหา การขาดแคลนน้ําหรือว่าปัญหาน้ําท่วมเป็นประจําทุกปี อันเนื่องมาจากสาเหตุทางด้าน การบริหารจัดการทรัพยากรน้ําของประเทศเราที่ไม่มีประสิทธิภาพ รวมถึงปัจจุบันค่ะ สถานการณ์ภาวะแวดล้อมของสิ่งแวดล้อมได้เปลี่ยนแปลงไป เกิดภาวะโลกร้อนขึ้น ก็มีผลกระทบทําให้ฤดูกาลของประเทศเราเปลี่ยนแปลงไป ไม่เป็นไปตามฤดูกาลปกติ ที่ประเทศเราเคยมี ๓ ฤดู ตอนนี้บางครั้งฤดูฝนก็ไม่มี ฤดูหนาวก็ยังไม่มีอีก ตรงนี้ทําให้ เกิดปัญหาภัยแล้งแล้วก็อุทกภัยขึ้นบ่อยครั้งและทวีความรุนแรงมากขึ้นในแต่ละปี เกษตรกร ที่เป็นพี่น้องคนส่วนใหญ่ของประเทศเรานี่ละคะก็จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัญหา ดังกล่าว แทนที่ทางรัฐบาลจะดําเนินการแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรให้ถูกต้องกับปัญหา ก็ไม่ทํา การดําเนินการอย่างจริงจัง จะต้องรอให้เกิดปัญหาขึ้นมาเสียก่อนถึงจะทําการแก้ไข ซึ่งในการแก้ไขปัญหาก็ต้องเรียนเลยค่ะท่านประธานว่าก็มักจะดําเนินการแก้ไขไม่ตรงกับจุด ที่เกิดปัญหา แล้วก็ในช่วง ๑๐ ปีผ่านมาเราเกิดวิกฤตการณ์ภัยแล้งมาตลอด แต่ว่าก็ไม่ได้ มีการเตรียมการเอาไว้ว่าเราจะทําการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร ปัญหาน้ําท่วม ก็เหมือนกันค่ะท่านประธาน เกิดขึ้นมาทุกปี โดยเฉพาะที่จังหวัดชัยภูมิของดิฉันเอง เมื่อ ๔-๕ เดือนที่ผ่านมาจังหวัดชัยภูมิของดิฉันประสบปัญหาน้ําท่วมอย่างหนัก ผ่านมาตอนนี้ ค่ะท่านประธาน แค่เดือนมีนาคมก็มีแนวโน้มที่ค่อนข้างจะแน่นอนว่าจังหวัดชัยภูมิของดิฉัน ก็คงจะไม่คลาดหรือว่ารอดพ้นจากภัยแล้งที่จะเกิดขึ้น ซึ่งต้องเรียนว่าภัยแล้งที่เกิดขึ้น แล้วก็อุทกภัยที่เกิดขึ้นใช้งบประมาณในการช่วยเหลือไปเป็นจํานวนเงินถึง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทั้ง ๒ ภาวะ อุทกภัยและภัยแล้งที่เกิดขึ้นนี้ใช้งบประมาณไปถึง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าหากเราสามารถนํางบประมาณในส่วนนี้ไปดําเนินการป้องกันแก้ไขปัญหาไว้ก่อน ดิฉันก็ คิดว่าจะเป็นการดี ซึ่งต้องเรียนนิดหนึ่งค่ะท่านประธาน ดิฉันจําได้ว่าทางรัฐบาลนี้เคยบอก เอาไว้ว่าจะเร่งพื้นที่ชลประทาน จะเพิ่มปริมาณน้ําสํารองเพื่อการเพาะปลูกอีก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ต้องเรียนถามเลยค่ะว่าเป็นรัฐบาลมา ๒ ปีแล้ว ทําไมปัญหาน้ําท่วม น้ําแล้งยังเกิดขึ้นอีก แล้วก็จากที่ดิฉันได้มีการอ่านข่าว แล้วก็ฟังข่าว ติดตามข่าวมาตลอดค่ะ ท่านประธาน ก็พบว่า ณ ปัจจุบันนี้ ตอนนี้มีจังหวัดที่ประสบภัยแล้งแล้วจํานวนถึง ๓๒ จังหวัด เป็นทางด้านการเกษตร ๓ จังหวัด ที่รุนแรงหน่อยหนึ่งก็ ๓ จังหวัด แล้วก็ ที่น่ากลัวไปกว่านั้นก็คือปริมาณน้ําที่จะใช้ได้ ที่มีกักเก็บน้ําอยู่ในอ่างเก็บน้ําจํานวน ๔๐๐ แห่ง ทั่วประเทศนี้จะใช้ได้อยู่ร้อยละ ๒๙ ของความจุ ซึ่งน้อยกว่าปีที่ผ่านมาคือปี ๒๕๕๓ ถึง ๖๔ เปอร์เซ็นต์ แล้วอย่างนี้จะทําให้พื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้น น้ําสํารองจะมากถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์อย่างที่รัฐบาลได้บอกมาได้อย่างไรคะท่านประธาน ที่สําคัญค่ะ จังหวัดชัยภูมิ ของดิฉันเองเป็นแหล่งต้นน้ําของแม่น้ําชี เป็นจังหวัดเดียวในภาคอีสานเลยค่ะท่านประธาน ที่ทางกรมชลประทานได้มีการสํารวจแล้วก็บอกว่าเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ที่สามารถจะ ดําเนินการสร้างอ่างเก็บน้ําขนาดกลาง ขนาดใหญ่ได้ เพื่อจะช่วยบรรเทาแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งที่เกิดขึ้น แต่ว่าไม่ใช่แค่ช่วยบรรเทานะคะ จะเป็นการช่วยเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้อีกด้วย ซึ่งนอกจากกรมชลประทานจะได้มีการศึกษา แล้วคงไม่ใช่แค่นั้น ยังมีสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ก็ได้มีการจัดทําความเห็น และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําในเขตพื้นที่ต้นน้ํา ของจังหวัดชัยภูมินี้เสนอให้กับคณะรัฐมนตรีได้รับทราบอีกด้วย ซึ่งต้องเรียนว่า ๒ คณะนี้ นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหลายหน่วยงานที่ทําการศึกษา แต่ก็ต้องเรียนค่ะท่านประธาน ผ่านมา ตั้งนานแล้ว ที่จังหวัดชัยภูมิของดิฉันเองนี่ยังไม่ปรากฏเป็นรูปธรรมสักโครงการ โครงการ ที่บอกจะสร้างก็ไม่มีค่ะ เห็นว่าจะมี จะไป ชาวจังหวัดชัยภูมิก็รอกันมานาน แต่ก็ยังไม่ได้รับ สักโครงการเดียว แล้วอย่างนี้การบริหารจัดการน้ําในจังหวัดชัยภูมิในการแก้ไขปัญหา อุทกภัยแล้วก็ภัยแล้งจะได้รับการแก้ไขปัญหาได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเขื่อนยางนาดี เขื่อนชีบน เขื่อนโป่งขุนเพชร หรือว่าฝายพระอาจารย์จื่อ หรือจะเป็นโครงการแก้มลิง ที่ตําบลหนองใหญ่ หรือว่าจะเป็นแก้มลิงที่บึงละหาน แก้มลิงที่บึงกะฮาด ต่างก็ยังไม่เห็น รูปธรรม คือไม่มีการลงมือก่อสร้างเลยค่ะ แล้วอย่างนี้จะทําการศึกษากันไปทําไมละคะ ถ้ามีการศึกษาให้ความเห็นแล้วไม่ได้นําผลที่ได้มาดําเนินการอย่างที่ได้มีการศึกษา สิ้นเปลืองงบประมาณของประเทศชาติเราไปเป็นจํานวนมากค่ะ นอกจากนี้ค่ะท่านประธาน ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็ต้องเรียนว่ารัฐบาลก็จะได้ดําเนินการแก้ไขปัญหาแบบเฉพาะหน้า ก็คือจะมีการจัดสรรงบประมาณให้กับพื้นที่ที่เกิดปัญหาเพียงเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ให้กับประชาชนในแต่ละพื้นที่เป็นการชั่วคราวเท่านั้น หน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่อง การแก้ไขปัญหาภัยแล้งหรือว่าภัยน้ําท่วม อุทกภัยก็จะต่างคนต่างดําเนินการ เกิดเหตุการณ์ ขึ้นมาเมื่อไร ตอนนั้นละคะหน่วยงานทุกหน่วยงานก็จะมีการจัดไปทําโครงการช่วยเหลือ เป็นการบรรเทา บางหน่วยงานเอาเรือออกไป บางครั้งลงไปแค่ครึ่งวันก็เอาเรือกลับ บางครั้ง เอาเรือไปไม่มีน้ํามันก็ต้องไปเดือดร้อนให้กับหน่วยงานอื่นหาน้ํามันมาเติม ลงไปบางครั้ง แทนที่จะได้ช่วยเหลือประชาชนกลับต้องไปให้เขายากลําบากในการหาข้าวหาปลา ให้รับประทาน แล้วอย่างนี้นะคะท่านประธาน การช่วยเหลือจะเป็นแบบมีระบบ แบบมีบูรณาการได้อย่างไรละคะ ถ้าเราไม่มีการจัดหาหรือว่าแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมขึ้นมา ปัญหานี้จะเกิดขึ้นซ้ําซากจําเจอยู่ทุกปี จนไม่ต้องเตือนชาวบ้านแล้วค่ะ ตอนนี้เขารู้แล้วว่า จะต้องทําอย่างไร แต่ว่าด้วยความที่บางครั้งมันเป็นภัยที่มาแบบไม่ทันรู้ตัว ถึงเตรียมตัวไว้ ก็คาดการณ์ไม่ได้ว่าจะมีความรุนแรงขนาดไหน ก็ทําให้เกิดความเสียหายได้เป็นจํานวนมาก หากรัฐบาลให้ความสําคัญกับการหาวิธีการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งให้เกิดผล เป็นรูปธรรมและได้รับการแก้ไขแบบยั่งยืน ก็จะเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ ประชาชนผู้ประสบปัญหาได้เป็นอย่างดี แต่ต้องเรียนค่ะท่านประธานว่าก็ไม่ได้เป็นอย่างที่ ดิฉันว่า
ผมว่ามันผิดข้อบังคับ ข้อ ๑๔๘
ท่านประธานคะ ดิฉันจะอธิบายที่มา ของปัญหาและจะบอก
คือไม่จําเป็น ถ้าตั้งคําถาม ถามไปเลยครับ เพื่อให้รัฐบาลเขาตอบ เพราะเราตั้งกระทู้ถามนะครับ
เดี๋ยวดิฉันยกตัวอย่างแล้วดิฉันจะถาม ๓ คําถามทีเดียวเลยค่ะท่านประธาน ดิฉันก็เลยพูดให้ครอบคลุมไปเลยจะได้ไม่ต้องพูดต่อ อีกรอบหนึ่ง เมื่อท่านให้โอกาสดิฉันอีกครั้งดิฉันจะได้ถามข้อที่ข้องใจไปเลยค่ะ ดิฉันต่อได้เลย ใช่ไหมค่ะท่านประธาน
เชิญครับ
ก็ต้องเรียนว่า เมื่อเราไปดูการจัดสรร งบประมาณค่ะท่านประธาน การแก้ไขปัญหานี่บอกว่าจะต้องใช้เงินอย่างน้อยประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินงบประมาณในการที่จะมาแก้ไขปัญหาน้ํา แต่ว่าหน่วยงานหรือว่า ทุกภาคส่วนที่จัดการเรื่องการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ําก็ได้รับงบประมาณเพียงแค่ ๒ เปอร์เซ็นต์ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ค่ะท่านประธาน มาดูที่งบประมาณกลางปีที่เราเพิ่งมีการพิจารณากันเมื่อ สัปดาห์ที่ผ่านมาค่ะ งบประมาณบอกว่าจะจัดการในการฟื้นฟูปัญหาเรื่องอุทกภัย ๙,๙๐๐ ล้านบาทก็พบว่ามีการกระจุกตัวของโครงการนี่อยู่ค่อนข้างมาก บริเวณที่ น้ําท่วมมากกลับไม่ได้เงินไปช่วยเหลือหรือไม่ได้รับโครงการหรือถ้าได้ก็ได้แค่ ๑-๒ โครงการ บริเวณไหนที่ท่วมน้อยหรือว่าไม่มีข่าวคราวกลับได้ถึง ๓๓ โครงการ ดิฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทําไมถึงเกิดปัญหาเช่นนี้ ยกตัวอย่างให้ฟังง่าย ๆ เลยค่ะ ท่านรัฐมนตรีสาทิตย์ได้มาตอบดิฉันในการที่ดิฉันได้อภิปรายเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่านบอกว่า ตอนนี้ได้มีการจัดสรรชดเชยเงินช่วยเหลือไปค่อนข้างครบหมดแล้ว แต่ท่านประธานทราบ ไหมคะ ทําไมถึงเกิดปัญหา ดิฉันต้องมาถามในวันนี้ก็เนื่องมาจากว่าดิฉันลงพื้นที่ไปพบเลยว่า มีฝายที่บ้านแก้งยาวค่ะท่านประธาน ตัวนี้ดิฉันได้หารือมาหลายครั้งหลายคราว ฝายบ้านแก้งยาว ตําบลภูแลนคา อําเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ ได้ถูกน้ําป่าพัดพาทําให้ตลิ่ง ๒ ข้าง ของฝายตัวนี้เกิดความเสียหาย กินพื้นที่เข้าไปในอนามัยเป็นความยาวประมาณ ๔ เมตร ผ่านมาจน ๔ เดือนแล้วค่ะท่านประธาน ยังไม่ได้รับงบประมาณซ่อมแซมแก้ไขปัญหา เรื่องนี้เลย ชาวบ้านตอนนี้ถ้าไม่ได้รับน้ําที่ไหลผ่านมาจากบ้านโนนเหลื่อมก็ต้องบอกว่าไม่มี น้ํากิน น้ําใช้ น้ําประปาก็ไม่มีค่ะ ที่สําคัญบ้านที่อยู่บริเวณนั้นอีก ๔-๕ หมู่บ้านก็จะประสบ ปัญหาขาดแคลนน้ํา ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการทําการเกษตรเลยค่ะ ปัญหาน้ํากินน้ําใช้ก็จะเอาตัว ไม่รอดแล้วค่ะ อย่างนี้หรือคะที่บอกว่าได้รับการแก้ไขฟื้นฟู ได้รับงบประมาณลงไป ซ่อมแซมแล้ว อันนี้ยังไม่พอค่ะท่านประธาน เดี๋ยวดิฉันยกตัวอย่างให้ดูอีกเรื่องหนึ่งก็คือยังมี สถานีสูบน้ําอีกหลายสถานีสูบน้ํา ไม่ว่าจะเป็นที่ตําบลส้มป่อย ตําบลละหาน อําเภอจัตุรัส หรือว่าจะเป็นฝายสถานีสูบน้ําที่ตําบลลุ่มลําชี ตําบลตลาดแร้งที่อําเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิของดิฉันก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เมื่อน้ํามาแรงจากแม่น้ําชีพัดพามาทําให้ตลิ่ง มีการทรุดตัว สถานีสูบน้ําที่ตั้งอยู่มีการพลิกคว่ําลงไปในน้ํา ไม่สามารถนําขึ้นมาได้ เมื่อนํา ขึ้นมาก็ไม่ได้รับงบประมาณในการไปแก้ไขดูแล หรือแม้กระทั่งบางหน่วยเมื่อน้ํายุบ ดินทรุดตัว ลงไป สถานีสูบน้ําก็มีการทรุดตัวลงไป ถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ท่านประธานทราบไหมคะ ถนนหนทางก็จะมีความเสียหาย ถ้าหากน้ําท่วมมาถึงก็ ต้องเรียนให้ทราบว่ารัฐบาลก็ได้มีการจัด ต้องบอกว่าทางจังหวัดนะคะได้มีการดําเนินการนํา งบประมาณไปช่วยซ่อมแซมแก้ไขเรื่องถนนหนทางที่เสียหายโดยการนําหินหรือว่าดินลูกรัง นี่ละค่ะท่านประธานลงไปในบริเวณในหมู่บ้านต่าง ๆ ได้รับงบประมาณคนละ ๖๐,๐๐๐-๗๐,๐๐๐ บาท ได้ประมาณไม่เกิน ๑๐๐ คันรถ ท่านประธานทราบไหมคะว่า พี่น้องประชาชนมาร้องเรียนดิฉันบอกว่าจะทําอย่างไรดี ทําไมแอบมาลงตอนกลางคืน รถเวลานับได้ก็ประมาณไม่เกิน ๑๐ คัน ปัจจุบันนี้ถนนที่ว่าดีนี้มันก็ลงมาแค่ ๑๐ คัน ก็ไม่ สามารถแก้ไขปัญหาได้ อย่างนี้เป็นการหากินบนความเดือดร้อนของประชาชนหรือเปล่า ที่สําคัญค่ะท่านประธาน นอกจากนี้รัฐมนตรีสาทิตย์ได้มาบอกดิฉันเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาว่าได้มี การจ่ายเงินชดเชยให้กับบ้านเรือนที่ได้รับปัญหาจากภัยน้ําท่วม บางแห่งถ้าบ้านเสียหาย ทั้งหมดได้ ๓๐,๐๐๐ บาท แต่ถ้าเสียหายบางส่วนได้ ๒๐,๐๐๐ บาท ผ่านมา ๔-๕ เดือน เช่นกันค่ะท่านประธาน ดิฉันก็ยังได้รับเรื่องร้องเรียนจากทางพี่น้องในเขตเลือกตั้งของดิฉัน บอกกล่าวว่าผ่านมานานแล้ว ทําไมเขายังไม่ได้รับเงินชดเชย ๒๐,๐๐๐ บาทจากบ้านที่ เสียหายเลย ทั้งหมดทั้งปวงที่ดิฉันกล่าวมานี่ก็เป็นที่มาที่จะทําให้ดิฉันต้องมาเรียนถาม กระทู้ถามในวันนี้เพื่อจะได้ทราบว่าในปีงบประมาณที่ผ่านมารัฐบาลได้ใช้งบประมาณ ในการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและปัญหาภัยแล้งเป็นจํานวนเท่าไร อย่างไรบ้าง ดิฉันขอทราบ ในรายละเอียดทั้งภาพรวมของประเทศแล้วก็ภาพรวมของจังหวัดชัยภูมิ และรัฐบาล มีการวางแผนงานและมาตรการเกี่ยวข้องกับปัญหาในเรื่องอุทกภัย แล้วก็ภัยแล้งในระยะยาว ไว้อย่างไรบ้างหรือไม่ ดิฉันขอทราบรายละเอียดทั้งภาพรวมของประเทศแล้วก็ของจังหวัด ชัยภูมิด้วยค่ะ
ข้อสุดท้ายที่ดิฉันเรียนถามต่อไปเลยก็คือ รัฐบาลจะดําเนินการแก้ไข ความเสียหายที่ดิฉันได้พูดมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นฝาย ถนน หรือว่าสถานีสูบน้ํา ตลิ่งกั้นน้ํา ที่ได้รับความเสียหายจากปีที่น้ําท่วมที่ผ่านมานี้ได้ทันภายในปีงบประมาณ ๒๕๕๔ หรือไม่ อย่างไร ดิฉันขอทราบรายละเอียดค่ะ
เชิญรองนายกรัฐมนตรีตอบครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผมได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีให้มาตอบ กระทู้ถามของคุณสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ ก่อนอื่นต้อง ขอบพระคุณคุณสุนทรีที่ได้เอาใจใส่ต่อพี่น้องประชาชน และเอาความเดือดร้อนของพี่น้อง ประชาชนในจังหวัดชัยภูมิและภาพรวมของประเทศได้มาถามต่อรัฐบาล ผมได้รับมอบหมาย จากท่านนายกรัฐมนตรีให้เป็นผู้กํากับดูแลในเรื่องของภัยแล้งและอุทกภัยทั่วทั้งประเทศ ฉะนั้นคําถามที่คุณสุนทรีได้พูดมาทั้งหมดนั้นผมขอเรียนตอบกระทู้ถามดังต่อไปนี้
ประเด็นแรก กระผมได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีให้กํากับดูแล ภัยแล้งและอุทกภัยของประเทศในปี ๒๕๕๓ ขอกราบเรียนว่าปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นทุกปี มีทั้งภัยแล้ง หลังจากภัยแล้งก็เป็นน้ําท่วม เป็นอย่างนี้ทุกปีทุกสมัย ตั้งแต่ผมได้เข้ามาเล่น การเมืองก็เกิดอย่างนี้ตลอด เพราะว่าปัญหาสําคัญก็คือแหล่งเก็บน้ํา ไม่ว่าจะเป็น เขื่อนเก็บน้ําขนาดใหญ่ ขนาดกลาง หรือว่าจะเป็นแก้มลิงที่เราได้ดําเนินการสร้างขึ้นมา ทั่วประเทศยังไม่เพียงพอ ก็เนื่องจากปัญหาหลายประเด็น หลายปัจจัยที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การคัดค้านการสร้างเขื่อนก็ดี คัดค้านการสร้างแก้มลิงก็ดี เป็นปัจจัยที่ทําให้รัฐบาลนี้ ไม่สามารถที่จะดําเนินการได้ทันที เพราะว่าจะต้องได้รับความเห็นหรือทําประชาวิจารณ์ จากพี่น้องประชาชนด้วย นั่นก็เป็นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ เรื่องงบประมาณแผ่นดินที่เราไม่สามารถจะทําอะไรได้ทันที ทั่วทั้งประเทศได้ ฉะนั้นปัญหาเหล่านี้จึงเกิดขึ้นเป็นประจําทุกปี นี่ก็เข้ามาฤดูนี้ก็เกิดภัยแล้ง อีกแล้ว ประกาศภัยแล้งไปหลายจังหวัดแล้ว ก็ดีที่ว่าฝนก็ยังตกมาบ้างนอกฤดูกาล ก็เรียนว่า ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้เกิดมาทุกยุค ทุกสมัย ทุกรัฐบาล ฉะนั้นทุกรัฐบาลก็พยายามที่จะแก้ไข ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนเช่นเดียวกัน ในปี ๒๕๕๓ ที่ผ่านมาการใช้งบประมาณแผ่นดินนั้น ในทางแก้ไขทั้งภัยแล้ง ทั้งน้ําท่วมนั้น แล้วก็อุทกภัยที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคมที่เกิดรุนแรง มากที่โคราชก็ดี จังหวัดชัยภูมิก็ดี แล้วก็วาตภัยที่เกิดขึ้นในภาคใต้ก็ดี รัฐบาลก็ได้ตั้ง คณะกรรมการเฉพาะกิจขึ้นมา ซึ่งมีท่านรัฐมนตรีสาทิตย์ วงศ์หนองเตย เป็นประธาน ในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งคุณสุนทรีก็ได้ตั้งกระทู้ถามท่านสาทิตย์ไปแล้ว อันนั้นก็เป็น ประเด็นเฉพาะหน้า แต่ว่าทั่วไปผมก็เป็นผู้รับผิดชอบ ผมก็ได้ตั้งอนุกรรมการขึ้นมา ๒ ชุด ชุดที่ ๑ ก็คือคณะกรรมการกลั่นกรองแผนและโครงการ ซึ่งมีท่านผู้อํานวยการสํานัก งบประมาณเป็นประธาน เพราะว่างบประมาณต่าง ๆ นี้ก็เกี่ยวข้องท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จําเป็นที่จะต้องให้สํานักงบประมาณนี้ ได้ตรวจสอบงบประมาณที่จะจ่ายไปยังจังหวัดต่าง ๆ ก็ตั้งท่านเป็นประธานอนุกรรมการ อนุกรรมการชุดที่ ๒ ก็ให้เป็นอนุกรรมการติดตามผลการปฏิบัติงานการใช้งบประมาณ ที่ได้อนุมัติไป ตามที่กระทรวงมหาดไทยหรือว่ากระทรวงมหาดไทยก็จะไปที่ผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วก็ ส่วนกรรมการจังหวัดนั้นจะเป็นผู้รายงานขึ้นมาว่าภัยแล้งที่เกิดขึ้นที่จังหวัดชัยภูมินี้ มีอะไรบ้าง ตําบลไหนบ้าง มีความเสียหายอย่างไร ต้องการงบประมาณเท่าไร ก็กลั่นกรองมา จากจังหวัด แล้วก็ส่งมาให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงมหาดไทยก็ส่งมาให้คณะกรรมการ ซึ่งผมเป็นประธาน ผมก็ส่งงบประมาณที่ความเดือดร้อนที่จังหวัดทุกจังหวัดขอมาไปให้กับ ท่านผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ ประธานอนุกรรมการ ได้พิจารณารายละเอียดว่าถูกต้อง ตรงกับที่ขอมา จริงหรือไม่ แล้วก็คณะอนุกรรมการชุดที่ ๒ ก็มีหัวหน้าท่านผู้ตรวจราชการ เป็นประธาน เพื่อที่จะได้ไปตรวจ ออกไปตรวจว่าการใช้งบประมาณนั้นดําเนินการ ไปช่วยเหลือพี่น้องที่ประสบอุทกภัยหรือภัยแล้งนี่ว่าถูกต้องตามนั้นหรือไม่ ๒ คณะผู้ตรวจนี้ ก็จะไปตรวจในการขอมา เสร็จแล้วก็จะมีคณะกรรมการซึ่งผมเป็นประธานมาพิจารณา อีกครั้งหนึ่ง ฉะนั้นก็เรียนว่าในคณะกรรมการชุดผมนี่ก็มีท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นรองประธาน แล้วก็มีทุกกระทรวง ทบวง กรม มาเป็นคณะกรรมการด้วย ฉะนั้นการใช้งบประมาณต่าง ๆ ก็ได้ถูกกลั่นกรองไปแล้ว อย่างเช่น ปี ๒๕๕๓ นี่จังหวัดต่าง ๆ ได้ขอความช่วยเหลือมาทั้งหมดจํานวน ๘ จังหวัดด้วยกัน มีจังหวัดชัยภูมิอยู่ด้วย ๘ จังหวัด เช่น จังหวัดตาก ขออนุญาตท่านประธาน ผมขออนุญาต อ่านนะครับ จังหวัดตาก จังหวัดเชียงราย จังหวัดลําปาง จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดลําพูน จังหวัดมหาสารคาม และจังหวัดยโสธร ก็ของบภัยแล้งมาทั้งหมดนี่ ขอมาเป็น ๔ งวด จํานวนเงินทั้งหมด ครั้งที่ ๑ ขอมาเมื่อเดือนกันยายน ๒๕๕๓ เป็นจํานวนเงิน ๑,๔๓๙ ล้านบาทเศษ ก็ได้มีการพิจารณาแล้วก็จ่ายไปงวดที่ ๑ ขอมา ๓,๙๗๖ ล้านบาท สํานักงบประมาณพิจารณาแล้วก็จ่ายไป ๖๙๐ ล้านบาทเศษ ครั้งที่ ๒ เมื่อเดือนกันยายน ขอมา ๒,๐๖๐ ล้านบาทเศษ สํานักงบประมาณพิจารณาแล้วก็จ่ายไป ๖๕๖ ล้านบาท ครั้งที่ ๓ เมื่อเดือนกันยายน ๑๕ กันยายน ๒๕๕๓ ขอมา ๙๓ ล้านบาท จ่ายไป ๙๓ ล้านบาท อันนี้ก็มีจังหวัดชัยภูมิอยู่ด้วย ครั้งที่ ๔ เมื่อเดือนกันยายนอีก วันที่ ๒๒ กันยายน ขอมา ๙๙๑ ล้านบาท ก็จ่ายไป ๙๒๔ ล้านบาท รวมทั้งหมดในปี ๒๕๕๓ นี้ก็ได้จ่ายชดเชย ไปทั้งหมด แล้วก็มีท่านเจริญ กรรมาธิการ ได้สอบถามไปว่าจังหวัดบางจังหวัดได้ไปรวมอยู่ที่ จังหวัดเดียว ก็เรียนว่าได้ตั้งกรรมการตรวจสอบ แล้วก็ดูข้อเท็จจริง วันนี้ก็ยังไม่ได้จ่ายนะครับ ก็ให้กระทรวงมหาดไทยไปเช็กกับผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้งหมดนี้ ก็เรียนว่าทางรัฐบาลก็ได้ดําเนินการมาแก้ไขปัญหาให้ทั้งหมดนี้ไม่ได้นิ่งนอนใจเลย ในส่วน เมื่อเดือนตุลาคม ที่ท่านรัฐมนตรีสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ท่านเป็นประธานนั้นก็คงได้ตอบ คุณสุนทรีไปแล้ว อันนี้ก็เป็นเฉพาะกิจซึ่งเกิดขึ้นมาก ทั้งวาตภัยทางภาคใต้ด้วย เพราะฉะนั้น ในรายละเอียดต่าง ๆ นี้เดี๋ยวของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็จะให้ท่านรัฐมนตรีว่าการ เกษตรและสหกรณ์ท่านได้ตอบ กระทรวงมหาดไทยก็จะได้ให้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทยท่านได้ตอบ ส่วนท่านรัฐมนตรีสาทิตย์มาแล้ว อันนี้เป็นงบใหญ่เลย งบเฉพาะกิจนี้ก็จะขอให้ท่านได้ตอบชี้แจงคุณสุนทรีด้วย ก็จะได้รวมทั้งหมดให้เกิดความ เข้าใจที่ดีต่อกันนะครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
สภายินดีต้อนรับนักเรียน โรงเรียนบ้านห้วยทอง จังหวัดเลย ด้วยความยินดีนะครับ ขณะนี้สภากําลังพิจารณา กระทู้ถามทั่วไปของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ถามรัฐบาลนะครับ เชิญรัฐมนตรีตอบครับ กระทู้ถามนี้ยาวเหลือเกินครับ เสียเวลาคนอื่น เชิญรวบรัดหน่อยครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจาก นายกรัฐมนตรีให้เป็นผู้มาร่วมชี้แจงตอบกระทู้ถาม ผมขออนุญาตชี้แจงในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต่อประเด็นว่างบประมาณในปีที่ผ่านมารัฐบาล ได้ใช้งบประมาณในการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและปัญหาภัยแล้งไปจํานวนมากน้อยไปแค่ไหน อย่างไร ผมขออนุญาตเรียนว่าในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้นในภารกิจของ กรมชลประทาน งบประมาณที่ใช้ดําเนินการในการแก้ไขในเรื่องของทั้งอุทกภัยและภัยแล้ง ในภาพรวมทั้งประเทศนั้นก็มีการดําเนินการหลายกิจกรรมด้วยกัน ไม่ว่ากิจกรรมในการ จัดหาแหล่งน้ําและเพิ่มพื้นที่ชลประทานและการบริหารจัดการน้ํา ตลอดจนการป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยทางน้ํา ซึ่งงบประมาณในปีที่ผ่านมานี้ใช้งบประมาณทั้งสิ้นประมาณ ๕๑,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ซึ่งก็แยกเป็นงบปกติในการดําเนินการประมาณ ๑๒,๗๐๐ ล้านบาทเศษ แล้วก็ใช้งบตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ๒๕๕๕ อีกประมาณ ๓๙,๐๐๐ ล้านบาทเศษ นอกจากนั้นแล้วในการช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องเกษตรกรที่ประสบในเรื่องของ ปัญหาทั้งอุทกภัยและภัยแล้ง ทั้งด้านพืช ด้านประมง ด้านปศุสัตว์ ในปีที่ผ่านมาได้ใช้ งบประมาณไปทั้งสิ้น ๑,๕๐๐ ล้านบาทเศษ ซึ่งเป็นการช่วยเหลือในเรื่องของอุทกภัยและ ภัยแล้ง แต่อย่างไรก็ตามงบประมาณที่ใช้ไปในปี ๒๕๕๓ ที่ผ่านมาก็ไม่เพียงพอ ก็ได้มาขอ จัดสรรงบประมาณในปี ๒๕๕๔ ด้วย
สําหรับในกรณีของจังหวัดชัยภูมินั้น ก็มีดําเนินการในกิจกรรมตามที่ผมได้ กราบเรียนมาตั้งแต่ต้นสักครู่นะครับ ทั้งการจัดหาแหล่งน้ําเพิ่มเติม การเพิ่มพื้นที่ชลประทาน การจัดการน้ํา ตลอดจนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ใช้งบประมาณไปทั้งสิ้นในปีที่ ผ่านมา ๑,๓๓๒ ล้านบาทเศษ สําหรับการช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องที่ประสบปัญหาในเรื่อง ของภัยแล้งในจังหวัดชัยภูมินี้ได้ใช้ไปทั้งสิ้น ๑๕ ล้านบาทเศษในปีที่ผ่านมา
ต่อประเด็นคําถามที่ ๒ ว่าในการวางแผนแก้ไขปัญหาดังกล่าวระยะยาว หรือไม่ อย่างไร ในภาพรวมทั้งประเทศ ผมขออนุญาตว่าในการแก้ไขปัญหาระยะยาว ซึ่งในเรื่องของน้ํานั้น ในส่วนของกรมชลประทานนั้นเราก็ได้ดําเนินการจัดทํายุทธศาสตร์ในการบริหาร การพัฒนา และการบริหารจัดการน้ํา ซึ่งได้กําหนดเป้าหมายทั้งประเทศนี้เอาไว้ชัดเจนในการดําเนินงาน ซึ่งในการแก้ไขปัญหานี้เรามองทั้งมาตรการที่ใช้สิ่งก่อสร้าง และมาตรการที่ไม่ใช้สิ่งก่อสร้าง มาในการบริหารจัดการ มาตรการที่ไม่ใช้สิ่งก่อสร้างในการบริหาร เช่น ในเรื่องของ ปรับรูปแบบในการบริหารจัดการน้ําในอ่างเก็บน้ํา ตลอดการใช้ระบบโทรมาตรเพื่อใช้ในการ ติดตามสถานการณ์และระบบความปลอดภัยของเขื่อนนะครับ ส่วนมาตรการที่ใช้ ในสิ่งก่อสร้างนั้น เน้นการพัฒนาการโครงการการใช้น้ําในลุ่มน้ําเป็นสําคัญ ถัดไปก็ถึงจะ ผันน้ําข้ามลุ่มน้ํานะครับ กรอบพัฒนาวางไว้ ๔ ประการ คือการเพิ่มประสิทธิภาพ อันได้แก่ มองโครงการที่สร้างไว้แล้ว ก็คือเหลียวหลังไปดูโครงการที่สร้างไว้แล้วที่มีอายุใช้งาน ตลอดจนพัฒนาชลประทานในระดับไร่นา แล้วก็สร้างสถานีสูบน้ํา แล้วก็ระบบส่งน้ํา ในการ พัฒนาแหล่งน้ําก็คือสร้างอ่างเก็บน้ํา ประตูระบายน้ํา ฝาย แล้วก็ในเรื่องของการเพิ่ม ศักยภาพก็คือทําโครงข่าย ในเรื่องของบรรเทาสาธารณภัยก็คือจัดทําระบบการระบายน้ําต่าง ๆ นี่คือกรอบที่วางไว้ทั้งหมดที่จะดําเนินการ เมื่อทําทั้งหมดในภาพรวมทั้งประเทศที่วาง เอาไว้นะครับ ซึ่งเราจะดําเนินการแบ่งเป็น ๓ ระยะ คือในระยะแรก ปี ๒๕๕๓ ถึงปี ๒๕๕๕ ระยะกลาง ปี ๒๕๕๖ ถึงปี ๒๕๖๐ ระยะยาว หมายความว่าเราเริ่มทําตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ เป็นต้นไปจนกว่าจะเสร็จสิ้นโครงการ ถ้าเราสามารถดําเนินการตามกรอบแผนพัฒนา ดังกล่าวที่ผมได้กราบเรียนไปสักครู่นั้นนะครับ เราจะมีปริมาณเก็บกักเพิ่มขึ้นประมาณ ๒๖,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร แล้วก็สามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานขึ้นอีกประมาณ ๓๔ ล้านไร่ โดยสรุปประเทศไทยเมื่อเรามองศักยภาพทั้งหมดแล้วนะครับ เราจะมีแหล่งน้ํากักเก็บได้ ประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณ ๑๕๒ เปอร์เซ็นต์ของปริมาณน้ําท่า แล้วก็มีพื้นที่ชลประทานทั้งสิ้น ๖๒ ล้านไร่ นี่คือกรอบที่เราวางเอาไว้ทั้งหมด ในระดับประเทศนะครับ
สําหรับแนวทางที่จะดําเนินการในจังหวัดชัยภูมินั้นก็เช่นเดียวกันครับ ในการ จัดทําแผนอันนี้ทําให้เห็นทั้ง ๒๕ ลุ่มน้ําว่าจะดําเนินการอย่างไร ซึ่งเป็นรายละเอียดค่อนข้าง ที่จะเยอะ เดี๋ยวผมจะมอบเอกสารที่เป็นเล่มที่กรมชลประทานได้จัดทําไว้ให้กับท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติเพื่อที่จะได้ไปติดตามดูต่อไปนะครับ
สําหรับในประเด็นคําถามสุดท้ายที่เกี่ยวกับการดําเนินการความเสียหาย ที่เกิดขึ้นว่าจะสามารถดําเนินการทันในปี ๒๕๕๔ หรือไม่ อย่างไรนั้น ผมขออนุญาต กราบเรียนว่าในเรื่องของการเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้กรมชลประทานก็ได้จัดการดําเนินการ วางแผนที่จะทําไว้ทั้งใช้งบประมาณปกติและทั้งงบประมาณที่เราตั้งงบประมาณเพิ่มเติม กลางปีงบประมาณเพื่อดําเนินการซ่อมแซมบํารุงรักษาต่อไป แต่ขอกราบเรียนตรงไปตรงมา ว่าอาจจะมีบางโครงการที่ไม่สามารถดําเนินการได้ทันทั้งหมด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ได้จัด ความสําคัญตามความชํารุดเสียหายว่าจะสามารถดําเนินการ ซึ่งบางโครงการก็จําเป็นจะต้อง ไปรอซ่อมแซมในปีต่อไป ขออนุญาตกราบเรียนในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาเพื่อโปรดทราบครับท่านประธาน
เชิญรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย
ท่านประธานที่เคารพ กระผม บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยน้ําท่วมและ ภัยแล้งนั้นก็ได้มีการวางมาตรการในการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงนี้ เป็นช่วงที่หลายจังหวัดได้เริ่มประสบภัยแล้ง และในขณะนี้ได้มีการประกาศเป็นพื้นที่ประสบ ภัยแล้งไปแล้ว ๔๐ จังหวัด ในภาคอีสานก็มีอยู่ประมาณ ๑๐ จังหวัด ซึ่งไม่มีจังหวัดชัยภูมิ ยังไม่มีการประกาศเป็นพื้นที่ภัยแล้ง ท่านประธานที่เคารพครับ กระทรวงมหาดไทยได้จัดตั้ง ศูนย์อํานวยการในการติดตามช่วยเหลือพี่น้องประชาชนระดับจังหวัด ศูนย์นี้ก็จะมี ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้อํานวยการศูนย์ ในขณะเดียวกันลงในพื้นที่แต่ละอําเภอก็จะมีศูนย์ระดับอําเภอ โดยมีนายอําเภอ เป็นผู้อํานวยการศูนย์ องค์กรปกครองท้องถิ่นซึ่งถือว่ามีส่วนสําคัญยิ่งเพราะเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิด กับพี่น้องประชาชน และอยู่ในพื้นที่ระดับตําบลในเขตปกครองก็จะมีศูนย์ขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ศูนย์เหล่านี้มีหน้าที่อะไรครับ ศูนย์เหล่านี้จะมีหน้าที่ในการติดตาม สถานการณ์ ติดตามปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน แล้วก็จะมีการช่วยเหลือ โดยขั้นต้นนั้นเงินงบประมาณในการช่วยเหลือของจังหวัดที่ใช้เงินทดรองราชการเป็นอํานาจ ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอยู่จังหวัดหนึ่งต่อเหตุการณ์หนึ่งประมาณ ๕๐ ล้านบาทจากการ ดําเนินการช่วยเหลือแล้วถ้าเงินดังกล่าวไม่เพียงพอก็สามารถขอมายังที่กระทรวงมหาดไทย ในการดูแลช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ดังนั้นผมต้องเรียนว่าแนวทางทั้งหมดนั้น กระทรวงมหาดไทยได้มีการกําหนดการดูแล การช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ที่สําคัญอย่างยิ่ง ที่เป็นประเด็นคําถามหนึ่งก็คือว่าบางการช่วยเหลือนั้นไม่ตรงจุด ไม่ตรงปัญหาในการ ช่วยประชาชน หรือสนับสนุนงบประมาณไปแล้วดูประหนึ่งว่ามีการไม่สุจริตต่าง ๆ นั้น ผมต้องเรียนท่านประธานที่เคารพไปถึงท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนะครับ คุณสุนทรีว่า ถ้าพบเห็นจุดใดที่เกิดปัญหาลักษณะอย่างนี้ เป็นหน้าที่อยู่แล้วครับที่เราจะต้องตรวจสอบ แล้วก็แจ้งไปยังจังหวัดหรือมาที่กระทรวงมหาดไทย พร้อมจะลงไปดูว่าอะไรก็ตาม ที่เมื่อประชาชนเดือดร้อนแล้ว มีการช่วยเหลือแล้ว และเกิดปัญหาขึ้นมาในทางที่ไม่ถูกไม่ต้อง จะได้มีการแก้ปัญหาและดําเนินการอย่างเด็ดขาด ฉะนั้นในเบื้องต้นผมต้องเรียนว่า การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในภัยต่าง ๆ นั้นได้มีการจัดดําเนินการอย่างเป็นระบบ แล้วก็ได้มีการมอบหมายให้ทุกหน่วยงานนะครับ โดยเฉพาะศูนย์นี้จะมีทุกกระทรวงรวมอยู่ด้วย เป็นการบูรณาการทุกภาคส่วนในการมองไปจุดเดียวกันว่าปัญหาของจังหวัดในการแก้ไขนั้น จะต้องแก้แบบไหน ปัญหาเฉพาะหน้า ระยะกลาง ระยะยาวนะครับที่จะต้องใช้งบประมาณ แตกต่างกันไป ก็ขอนําเรียนเบื้องต้นครับ
สภายินดีต้อนรับครูและ นักเรียน โรงเรียนบ้านท่าเรือ และโรงเรียนอ่าวมะม่วง อําเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา ด้วยความยินดี ขณะนี้สภากําลังพิจารณากระทู้ถามอยู่นะครับ เชิญถามได้อีกครั้งหนึ่ง ท่านจะตอบหรือครับ ละเอียดแล้ว เดี๋ยวค่อยตอบตอนท้ายเถอะ เชิญถาม สั้น ๆ หน่อยครับ เพราะกินเวลากระทู้อื่นเขามากครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทยค่ะ ก็ต้องขอบคุณนะคะที่ทางท่านรัฐมนตรีได้ให้คําตอบดิฉันมา แต่ดิฉันก็ยังมี ความเป็นห่วงในหลายประเด็นที่ท่านได้ตอบมาค่ะ
ประเด็นแรก ก็คงจะต้องบอกถึงเรื่องเกี่ยวกับท่านรองนายกรัฐมนตรีสนั่น ท่านได้บอกว่ามันมีการคัดการการก่อสร้างที่เกิดขึ้นก็ต้องฝากท่านรองนายกรัฐมนตรีค่ะ ให้ช่วยดูแลด้วย เพราะว่าบางครั้งคนที่มาคัดค้านไม่ใช่คนในพื้นที่ แล้วก็เป็นคนที่ไม่ทราบว่า มีพื้นเพอยู่ที่ไหนมายื่นเรื่องคัดค้าน บางครั้งมีคนมาบอกดิฉันนะคะ ซึ่งน่าจะรู้ว่าท่านอาจจะ อยู่ที่นี่ละ แล้วก็คงรู้ว่าคือท่านไหน ท่านมาบอกดิฉันว่าบางโครงการมี ๓ หลังคาเรือน มาคัดค้าน ทําให้เสียโอกาสในการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ แล้วก็ดิฉันลงไปดูในพื้นที่ ก็ไม่ทราบเลยค่ะท่านประธานว่าเป็นใคร ก็ต้องฝากท่านรองนายกรัฐมนตรีให้ช่วยดูในเรื่อง ประเด็นการคัดค้านด้วย ดิฉันคิดว่าบางครั้งมันอาจจะเป็นการเหมือนกับไม่อยากให้ งบประมาณมาลงที่นี่ จะดึงงบประมาณไปที่อื่นหรือเปล่า อันนี้ดิฉันไม่แน่ใจ แต่ก็ต้องฝาก ท่านรองนายกรัฐมนตรีดูในประเด็นนี้ด้วยค่ะ
อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะสอบถามก็คือ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ท่านธีระได้กล่าวบอกว่าในการแก้ไขปัญหานี้ก็มีการจัดสรรงบประมาณ แต่คาดว่าจะมีหลายโครงการที่ไม่ทัน แล้วก็งบประมาณไม่ครอบคลุมถึงในการจะแก้ไข ปัญหา ก็ต้องเรียนท่านรัฐมนตรีละค่ะว่าอย่างไรก็ตามแต่ดิฉันเข้าใจงบประมาณ ของประเทศชาติเรากู้มาค่ะ มันก็คงจะมีไม่เพียงพอในการจะแก้ไขปัญหาได้หมด แต่ว่า ต้องรบกวนให้ท่านช่วยตรวจสอบ แล้วก็ดูให้แก้ไขครอบคลุมได้ทุกพื้นที่ คงไม่ใช่แค่อําเภอใด อําเภอหนึ่งสําคัญ จังหวัดใดจังหวัดหนึ่งสําคัญ แต่ดิฉันคิดว่าจังหวัดที่ประสบภัยพิบัติ ไม่ว่า จะเป็นภัยแล้ง แล้วก็น้ําท่วมค่ะ โดยเฉพาะที่จังหวัดชัยภูมิแน่นอนค่ะ ทุกพื้นที่หนักเท่ากัน บางพื้นที่หนักมากแต่ได้รับการแก้ไขปัญหาได้น้อย ดิฉันคิดว่าท่านต้องให้ความสําคัญ ให้ทั่วถึงด้วยค่ะ
อีกประเด็นหนึ่ง เมื่อกี้นี้ทางท่านรัฐมนตรีบุญจงท่านบอกว่าจังหวัดชัยภูมิ ยังไม่ได้ประกาศ ดิฉันก็ได้เรียนตั้งแต่แรกแล้วค่ะว่าจังหวัดชัยภูมิยังไม่ได้ประกาศภัยแล้ง แต่มีแนวโน้มว่าต้องประกาศแน่นอน เพราะตอนนี้ปริมาณน้ําที่จังหวัดชัยภูมิ ดิฉันอยู่บริเวณ ติดริมแม่น้ําชี น้ําชีลดลงไปเยอะ ดีว่าเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมามีฝนตกลงมาบ้าง ทําให้พอมีน้ําอยู่ บ้างแต่ไม่ได้ประกาศตอนนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าจังหวัดชัยภูมิของดิฉันจะไม่เกิดภัยแล้ง เราเกิดติดต่อมากันทุกปีค่ะ ก็ต้องฝากท่านรัฐมนตรีให้ช่วยดูแลตรวจสอบ และที่สําคัญ ท่านพูดถึงเรื่องการทุจริต ก็ต้องเรียนเลยค่ะท่านรัฐมนตรี ดิฉันเองเจอว่าบางโครงการมีการ มาร้องเรียนอย่างนี้ ดิฉันก็ได้มีการโทรศัพท์ไปรายงานให้ทางท่านผู้ว่าราชการจังหวัดทราบ ท่านนายอําเภอทราบ ซึ่งทางท่านก็ได้ออกไปตรวจสอบแก้ไข ซึ่งผลการดําเนินการนี้ยังไม่ได้ เป็นรูปธรรมออกมาชัดเจนว่าได้ดําเนินการกับบุคคลที่ไปหากินบนความยากลําบากของ พี่น้องประชาชนอย่างไรในเรื่องกรณีที่เอาดินลูกรังไปลงแค่ ๑๐ คันรถ แต่ไปเบิกเงินเต็ม จํานวนเงินงบประมาณที่ได้รับนะคะ ก็ต้องฝากเรียนท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทยให้ช่วยสั่งการลงไปให้ติดตามแล้วก็ดูแลการใช้เงินที่จะต้องลงไป ช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยด้วยค่ะ คงจะเป็นประเด็นที่ดิฉันฝากมากกว่า แล้วก็คงจะ ขอความอนุเคราะห์จากท่านในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศโดยเฉพาะที่ จังหวัดชัยภูมิด้วย ขอบคุณค่ะ
ท่านสาทิตย์จะเพิ่มเติม หรือเปล่า ถ้าจะเพิ่มเติมก็เชิญแต่ให้เวลา ๒ นาทีนะครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจําสํานัก นายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานคณะกรรมการอํานวยการช่วยเหลือ เยียวยาอุทกภัยเมื่อปี ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา ซึ่งท่านได้สอบถามถึงภาพรวมของการช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนหลังจากเกิดอุทกภัยและวาตภัยแล้ว ความจริงก็ได้ตอบไปครั้งหนึ่งในตอนที่ สภาได้พิจารณางบประมาณรายจ่ายกลางปี แต่อยากจะเรียนสั้น ๆ ใน ๒ นาทีนี้ครับว่า
ประการที่ ๑ หลังจากเกิดอุทกภัยกับวาตภัยแล้วรัฐบาลได้มีแนวทาง มาตรการนโยบายที่ช่วยเหลือประชาชนทั้งสิ้น ๑๓ มาตรการด้วยกัน ตั้งแต่อันที่ ๑ ก็คือ ท่านนายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมอุทกภัยใน ๑๕ จังหวัด ๑๖ ครั้ง แล้วก็มีรัฐมนตรี เกือบทุกกระทรวงลงไปเยี่ยม ใน ๑๓ มาตรการที่ทําไปก็มีตั้งแต่การขยายวงเงิน ทดรองราชการ ซึ่งในการขยายวงเงินทดรองราชการนี้เดิมทีมีอยู่ ๕๐ ล้านบาท รัฐบาล ก็ได้มีมติคณะรัฐมนตรีสามารถที่จะขยายขึ้นมาเป็น ๑๐๐ ล้านบาท ๑๕๐ ล้านบาท และในบางจังหวัดที่มีมากกว่านั้นก็สามารถขยายได้ถึง ๕๐๐ ล้านบาท ซึ่งมีอยู่ทั้งสิ้น ๙ จังหวัดนะครับที่ขอขยายมา เงินจํานวนนี้ก็เป็นเงินที่จะนําไปซ่อมแซมบ้านเรือนตาม ระเบียบของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ที่ท่านถามว่าเสียหายทั้งหลังให้ตามจ่ายจริง ไม่เกิน ๓๐,๐๐๐ บาท เสียหายบางส่วนให้ตามจ่ายจริงไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท ซึ่งในส่วนนี้ หลายจังหวัดมีการดําเนินการไปแล้ว แต่ถ้าหากว่าจังหวัดใดยังมีความล่าช้าอยู่ก็สามารถที่จะ ติดตามได้ที่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเพราะเป็นเงินทดรองราชการ นอกจากนั้นก็จะมีเงิน ในส่วนของ ๕,๐๐๐ บาทต่อครัวเรือน ซึ่งขณะนี้ทั่วประเทศได้มีการดําเนินการจ่ายไปแล้ว ทั้งสิ้น ๗๖๑,๘๙๘ ครัวเรือน เป็นเงิน ๓,๖๙๖ ล้านบาท เหลือยังคงค้างอยู่ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าครัวเรือนครับ ซึ่งในส่วนนี้กําลังทยอยจ่าย ในส่วนจังหวัดชัยภูมินั้น ยอดที่ ต้องจ่ายคือ ๑๖,๑๓๑ ครัวเรือน จ่ายไปแล้ว ๑๖,๐๔๔ ครัวเรือน คงเหลือ ๘๗ ครัวเรือน ซึ่งจะจ่ายแล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคมนี้ ที่ล่าช้าอยู่ก็คือยอดซึ่งส่งมาในภายหลังครับ นอกจากนั้นก็เป็นงบประมาณในส่วนที่จะไปช่วยเหลือเยียวยาฟื้นฟูทั้งหลายซึ่งไม่ได้มีแค่ งบกลาง ๙,๙๐๐ ล้านบาทครับ แต่จะมีทั้งงบกัน งบปรับแผนปกติปี ๒๕๕๔ และงบปกติ ปี ๒๕๕๔ รวมถึงงบในส่วนไทยเข้มแข็งที่เรียกว่าเอสพี ๒ (SP2) ซึ่งรวมเงินส่วนนี้ที่จะเอาไป ช่วยเหลือทั้งสิ้น ๒๔,๐๐๐ กว่าล้านบาทในทั่วประเทศ และมีการจ่ายไปแล้ว นอกจากนั้นก็ ยังมีเงินงบกลางปีอีก ๙,๙๐๐ ล้านบาท ซึ่งสภาได้ให้ความเห็นชอบไปแล้ว ก็ยังคงเหลือรอ ทางวุฒิสภาผ่านแล้วก็มีการใช้จ่ายในช่วงก่อนถึงเดือนกันยายนนี้ รวมทั้งสิ้นเงินที่ลงไปนี้นะครับไม่นับเงินของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ไปชดเชยอีก ประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทรัฐบาลก็ใช้เงินไปในวงเงินนี้ครับ มากกว่า ๕๐,๐๐๐ กว่า ล้านบาทในการช่วยเหลือแก้ไขพี่น้องประชาชน สุดท้ายก็คือส่วนที่คงค้างอยู่ก็จะอยู่ใน งบประมาณที่จะเสนอกันในงบประมาณปี ๒๕๕๕ อันนี้ก็เป็นภาพรวมในการช่วยเหลือครับ
ท่านตอบหมด ยังไม่ได้ตอบ คุณผ่องศรีนะครับ ต่อไปกระทู้ที่ ๓
ท่านประธานคะ ขออนุญาตนิดเดียวค่ะ ท่านประธาน
เมื่อกี้ท่านบอกว่าฝาก
อันนี้จะฝากท่านสาทิตย์ค่ะ ถ้าดิฉันรู้ ดิฉันจะให้ท่านรัฐมนตรีสาทิตย์ได้ฟังก่อนค่ะ
คือเอาไว้ให้คุณผ่องศรีฝาก
ประเด็นเดียวค่ะท่านประธาน สําหรับ ท่านรัฐมนตรีสาทิตย์
ท่านใช้คนเดียว ๔๐ กว่านาทีนะครับ
ก็บังเอิญดิฉันได้รับเกียรติจาก ท่านรัฐมนตรี ๔ ท่านมาตอบนี่คะท่านประธาน ปกติกระทู้ถามอื่นก็ประมาณ ๑ ท่าน แต่ ดิฉันได้ ๔ ท่านก็คงจะต้องบวกเวลาเพิ่มบ้างนะคะ ท่านประธานอนุญาตให้ดิฉันพูดนะคะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน
นาทีเดียว
ได้ค่ะท่านประธาน กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่นต้องขอบคุณทั้ง ๔ ท่านรัฐมนตรีค่ะที่มาตอบกระทู้ถาม ของดิฉันในวันนี้ แต่ประเด็นที่ต้องฝากกับทางท่านรัฐมนตรีสาทิตย์ก็คือ ท่านบอกว่า มีการใช้เงินถึงประมาณ ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ดิฉันก็อยากจะฝากท่าน รวมทั้ง ท่านรองนายกรัฐมนตรีสนั่นฝากไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีด้วยค่ะ เอาเงิน ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้ ไปก่อสร้างโครงการเพื่อการป้องกันน้ําท่วมแล้วก็ภัยแล้งจะดีกว่าที่จะต้องมาชดเชยปีละ ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งทุก ๆ ปีมันจะมีปรากฏการณ์ที่รุนแรงมากขึ้นกว่านี้ ถ้าท่านทําได้ ดิฉันคิดว่าประชาชนคนไทยคงจะมีความสุขกันมากขึ้น ก็ต้องฝากท่านไปเรียน ท่านนายกรัฐมนตรีด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ
ต่อไปเป็นกระทู้ถามที่ ๔๙๓
๑.๑.๓ กระทู้ถาม ที่ ๔๙๓ เรื่อง การแก้ไขปัญหาประเทศไทยขาดแคลน เนื้อสัตว์อุปโภค บริโภค (นายสามารถ มะลูลีม เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์เป็นผู้ตอบครับ
เชิญเจ้าของกระทู้ถามถามครับ
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายสามารถ มะลูลีม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ วันนี้เป็นวันหนึ่งกระผมตั้งกระทู้ถาม ถามนายกรัฐมนตรีถึงปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ก่อนอื่นอยากเรียนท่านประธานว่า ประเทศไทยถูกกล่าวนามว่าเป็นครัวของโลก ประเทศเรานั้นมีศักยภาพด้านเกษตร อาหาร การกินต่าง ๆ ล้วนมีความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นเกษตรกรจึงถือว่าเป็นอาชีพหลัก ที่เลี้ยงดูพี่น้องประชาชนในประเทศและต่างประเทศต้องพึ่งอาศัยผลิตผลพี่น้องเกษตร แทบทั้งสิ้น แต่อยากเรียนท่านประธานครับ ปัญหาที่ผมตั้งกระทู้ถามวันนี้น่าไม่เชื่อว่า จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยของเรา คือปัญหาการขาดแคลนเนื้อสัตว์ในการอุปโภค ส่วนใหญ่ ก็จะเป็น โค กระบือ แพะ ๓ ชนิดนี้นะครับ หมูไม่ขาดตลาดครับ ยกตัวอย่างการเลี้ยงโคเนื้อ ครับท่านประธาน การเลี้ยงโคเนื้อเป็นอาชีพสําคัญอย่างหนึ่ง มีมูลค่าไม่ต่ํากว่า ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เกี่ยวข้องกับเกษตรกรไม่น้อยกว่า ๑,๓๐๐,๐๐๐ ครอบครัว ในอดีตที่ผ่านมาการเลี้ยงโคเนื้อ ของเกษตรมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้แรงงานการเกษตรเป็นหลัก เมื่อใช้หมดอายุจึงมาทําเป็นโค เนื้อ ปัจจุบันการเลี้ยงโคเนื้อนั้นได้ทําเป็นระบบในการผลิตเนื้อโคเพื่อจําหน่าย ทั้งความต้องการจากในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนความต้องการต่าง ๆ นั้นมี ประชาชนได้เลี้ยงเป็นรูปแบบฟาร์มอย่างมากขึ้น ขณะเดียวกันรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมเลี้ยง โคเนื้อ แล้วเป็นโครงการหนึ่งในแผนโครงสร้างปรับระบบผลิตการเกษตร โดยหวังว่าจะให้ การเลี้ยงโคเนื้อเป็นอาชีพที่เกษตรกรอย่างสม่ําเสมอ ท่านประธานครับ หลังจากปี ๒๕๔๐ เกิดโรคแอนแทรกซ์ (Anthrax) ทําให้ราคาตกต่ําลงมาก ผู้เลี้ยงเกิดความกังวลจึงได้ขาย ไปในราคาถูกและตกต่ํากว่าราคาที่เป็นจริง เพราะฉะนั้นประชาชนเกรงว่าจะขายไม่ออก จึงได้ขายไปในราคาถูก ๆ พ่อค้าบางรายฉวยโอกาสนํากระบือส่งออกโดยถูกต้องไป ต่างประเทศและหลบเลี่ยงกฎหมายของประเทศส่งออกไปยังประเทศมาเลเซียอย่างถูกต้อง ตามกฎหมายบางส่วนและผิดกฎหมายบางส่วน และส่งไปยังประเทศเวียดนาม ซึ่งต้องเรียน นะครับว่าประเทศไทยเราขณะนี้ตกกิโลกรัมหนึ่งประมาณ ๑๕๐ บาท แต่เวียดนาม ตกกิโลกรัมหนึ่งประมาณ ๒๗๐ บาท จึงเป็นผลที่ขณะนี้ทางกรมปศุสัตว์นั่นละครับ ก็ต้อง ขอเรียนว่าจะต้องระมัดระวังในเรื่องนี้เป็นพิเศษ จากการสถิติที่ประเมินจากมหาวิทยาลัย ต่าง ๆ ประชาชน ๑ คนนั้นจะบริโภค ๓ กิโลกรัมต่อ ๑ คนต่อ ๑ ปี ซึ่งขณะนี้ก็ต้องเรียนว่า พี่น้องประชาชนนั้นก็บริโภคน้อยลง เพราะบางท่านกินเจก็จะไม่กินเนื้อสัตว์ เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็จะขนาดลดลงแล้วประชาชนก็ยังขาดในการบริโภค โดยเฉพาะอย่างแพะนะครับ ในกรุงเทพมหานครไม่มีขายมานานแล้วนะครับหลาย ๆ ตลาด เพราะบอกว่าจะต้องนําแพะ ส่งโครงการไป ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ ๓ จังหวัดได้เลี้ยง แต่คนในกรุงเทพมหานครไม่มี ถ้ามีก็ต้องแพงมาก ๆ ครับ ถ้าเป็นข้าวหมกแพะจานหนึ่ง ก็ประมาณเกือบ ๒๐๐ บาท อย่างนี้เป็นต้นนะครับ ท่านประธานครับ ราคาเนื้อขณะนี้ แพงมาก สาเหตุมาจากการสั่งซื้อแพะ แกะ จากต่างประเทศ ประเทศเราก็มีการบริโภค น้อยลง แล้วการเติบโตนั้นก็ใช้ช้า เพราะฉะนั้นขณะนี้ในประเทศไทยมีเพียง ๕-๖ ล้านตัว อันนี้ต้องถือว่าประเทศเรานั้นอนาคตจะขาดแคลนอย่างมาก เพราะฉะนั้นต้องมีการแก้ไข ผมจึงมีความจําเป็นที่จะต้องดําเนินการที่จะมาขอการสนับสนุนตั้งกระทู้ถามจากท่าน จึงอยากเรียนถามข้อที่ ๑ นะครับว่า รัฐบาลมีแนวนโยบายในการกําหนดควบคุมปริมาณ ในการส่งออกโค กระบือ แพะ ให้เหมาะสมอย่างไรบ้าง ขอทราบรายละเอียดครับ เป็นคําถามที่ ๑ ครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีตอบครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจาก ท่านนายกรัฐมนตรีให้เป็นผู้มาร่วมชี้แจงตอบกระทู้ถามของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ จากกรุงเทพมหานคร ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านสามารถ มะลูลีม ต่อประเด็นคําถามว่า รัฐบาลมีนโยบายในการกําหนดการควบคุมปริมาณการส่งออกโค กระบือ และแพะ ให้เหมาะสมอย่างไรนั้น ก่อนอื่นผมขออนุญาตกราบเรียนให้ทราบถึงสถานการณ์การผลิตเนื้อ สักเล็กน้อย ซึ่งจะเห็นว่าปริมาณการผลิตในระหว่างปีมีแนวโน้มลดลง ในปี ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา ลดลงเล็กน้อย อยู่ที่ประมาณร้อยละ ๐.๓ เท่านั้นเอง แต่แนวโน้มการส่งออกโคเนื้อ ก็มีเพิ่มขึ้นในอัตราที่ค่อนข้างจะสูง ซึ่งจากตัวเลขจะเห็นว่าในปี ๒๕๔๘ เราส่งออกโคเพียง ประมาณ ๔,๒๐๐ ตัวเท่านั้น แต่ถ้าเทียบกับปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ มีการส่งออกถึงประมาณ ๒๒๐,๐๐๐-๒๖๐,๐๐๐ ตัว ซึ่งที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้กรุณาห่วงใยในเรื่องนี้ แต่อย่างไรก็ตามถ้าเรามาย้อนดูพิจารณาการปริมาณโค การผลิตโค ในปี ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา ซึ่งมีโคเมื่อตอนต้นปีอยู่ที่ประมาณ ๖.๕ ล้านตัว แล้วเรามีการผลิตในระหว่างปีประมาณ ๑.๒ ล้านตัว แล้วก็มีนําเข้าเพียงประมาณ ๔๐,๐๐๐ ตัว ส่งออกประมาณ ๒๖๐,๐๐๐ ตัว ตามที่ผมกราบเรียนไปเมื่อสักครู่นะครับ จึงทําให้ปริมาณโคต้นปี ๒๕๕๔ นี้ก็มีอยู่ที่ประมาณ ๖.๔ ล้านตัว ถ้าเทียบกับปีที่แล้วก็หายไปประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ตัว คือที่ผ่านมา ราคาโคมีชีวิต ซึ่งที่เกษตรกรขายได้ก็เป็นไปตามที่ท่านสมาชิกได้กล่าวไปเมื่อสักครู่นะครับ เกษตรกรขายได้ในราคาที่ค่อนข้างต่ํา ซึ่งตัวเลขจะเห็นว่าในปี ๒๕๕๙ เกษตรกรขายตัวโคได้ ถ้าโดยเฉลี่ยแล้วประมาณกิโลกรัมละ ๕๐ บาทเท่านั้นเอง แล้วเมื่อปี ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา เกษตรกรขายโคได้เพียง ๔๓ บาทเท่านั้นเอง แต่ราคาเนื้อโคในตลาดก็ยังอยู่ในอัตรา ค่อนข้างสูง ส่วนเรื่องแพะนั้นตามข้อมูลเราไม่ได้มีการส่งออกแต่อย่างไร ส่วนในเรื่องกระบือนั้น ก็มีการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านบ้าง เช่น ประเทศลาว ประเทศกัมพูชา และประเทศ เวียดนาม ซึ่งขออนุญาตกราบเรียนว่าโดยสาเหตุที่ราคาโคเป็นตกต่ําอย่างที่ผมกราบเรียน ไปเมื่อสักครู่ เนื่องจากปัญหาในเรื่องของพ่อค้าคนกลางหรือโรงฆ่าไปซื้อ เหล่านี้เป็นต้น เมื่อพ่อค้าที่จะส่งออกให้ราคาสูงขึ้น เพราะฉะนั้นเกษตรกรก็เลยจําเป็นจะต้องขายไป เพื่อส่งออก เพื่อให้ฐานะความเป็นเกษตรกรพอที่จะอยู่ได้ ประกอบกับในเรื่องของปัจจุบันนี้ เมื่อราคาโคเป็นตกต่ํา มีพื้นที่ว่างเปล่า ที่เคยเป็นทุ่งหญ้าสําหรับเลี้ยงโคตามสภาพของ พื้นบ้าน เกษตรกรเหล่านี้ก็ได้หันไปปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นที่ให้ผลประโยชน์มากกว่า จึงทําให้มี การขาดแคลนโคไป คือในการนําโคออกนั้นถ้ามองในแง่ที่จะดูแลพี่น้องเกษตรกร ผมคิดว่าก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทํา ให้พี่น้องเกษตรกรขายโคได้ในราคาที่เป็นธรรมมากยิ่งขึ้น
ส่วนในเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องการควบคุมการส่งออกนั้นผมขออนุญาต กราบเรียนว่าขณะนี้ไม่มีกฎหมายหรือระเบียบที่จะห้ามการส่งโคและกระบือที่ไม่เป็นโรคออก นะครับ แต่อย่างไรก็ตามทางรัฐบาลโดยกรมปศุสัตว์ก็มีในเรื่องของด่านกักกันสัตว์ที่จะ เข้าออกประเทศเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค ฉะนั้นนอกจากนี้ในการจัดทํา ยุทธศาสตร์ของโคและกระบือนั้น ซึ่งเรามีนโยบายที่จะส่งเสริมการผลิตการตลาดโค กระบือ ทั้งตลาดภายในประเทศและต่างประเทศไว้ในยุทธศาสตร์ด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ ผมคิดว่าในเรื่องกําหนดนโยบายควบคุมที่ชัดเจน ขณะนี้ยังไม่ได้ดําเนินการเพราะไม่มี กฎหมายเขียนเอาไว้ชัดเจน และอีกประการหนึ่งเพื่อที่จะให้พี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเขาได้มี ทางเลือกเนื่องจากถูกกดราคาพ่อค้าคนกลาง จึงทําให้ขายให้กับผู้ที่นําส่งออกครับ ในเบื้องต้นขออนุญาตกราบเรียนชี้แจงครับท่านประธาน
เชิญถามต่อครั้งสุดท้ายครับ
เมื่อสักครู่นี้ผมก็ทราบครับว่า ไม่มีกฎหมายในเรื่องการส่งออก แต่ผมพูดถึงประเด็นการลักลอบการส่งออกโดยผิดกฎหมาย นะครับ อันนี้ต้องเรียนว่าเรื่องนั้นผมทราบครับ ท่านประธานครับ ข้อเท็จจริงปัญหาต่าง ๆ ที่ เกิดขึ้น สิ่งหนึ่งที่ต้องดําเนินการคือการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะพี่น้อง เกษตรกร สมาคมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อจะรับทราบถึงปัญหาอย่างแท้จริงและนํามาสู่การ แก้ไข เพื่อไม่ให้เสียเวลานะครับท่านประธาน ผมจะถามประเด็นที่ ๒ ประเด็นที่ ๓ ไปในครั้ง เดียวกันเลยครับว่ารัฐบาลมีแผนนโยบายในการรับฟังความคิดเห็น แลกเปลี่ยนความคิดเห็น จากนักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ หน่วยราชการ และองค์กรที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งภาคประชาชน หรือไม่ หากไม่มีจะดําเนินการอย่างไร ขอทราบรายละเอียด ข้อที่ ๓ ขอถามว่า หากไม่ดําเนินการ มีนโยบายดําเนินการดังกล่าวภายในปี ๒๕๕๔ รัฐจะสามารถดําเนินการได้ เมื่อใด และจะมีมาตรการบังคับและลดปัญหาการขาดแคลนเนื้อสัตว์ และลดราคาเนื้อสัตว์ ไม่ให้สูงอย่างไร ขอทราบรายละเอียดครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีตอบครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขออนุญาตตอบคําถามท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ต่อประเด็นการรับฟังความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนจากนักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ หรือ หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องมากน้อย แค่ไหน อย่างไร มีหรือไม่นะครับ ขออนุญาตกราบเรียนว่า ในเรื่องนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เราให้ความสําคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนใน การดําเนินการแก้ไขปัญหา ซึ่งจะเห็นว่าเราได้จัดตั้งคณะกรรมการนโยบายพัฒนาโค กระบือ และผลิตภัณฑ์แห่งชาติขึ้น ซึ่งให้มีหน้าที่ในการกําหนดนโยบายพัฒนาโค โคเนื้อ กระบือ และผลิตภัณฑ์ ทั้งระบบและมาตรการแก้ไขปัญหาอุปสรรคในเรื่องดังกล่าวที่เกิดขึ้น ตลอดจนประสานความร่วมมือจากภาครัฐและภาคเอกชนในการสนับสนุนดําเนินการในเรื่อง ของการจัดทําระบบการผลิตโคเนื้อและกระบือ ตลอดจนการแปรรูปผลิตภัณฑ์ ซึ่งกรรมการ ชุดนี้ก็มีท่านปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเป็น กรรมการในภาครัฐ เช่น กรมการค้าภายใน กรมส่งเสริมสหกรณ์ สํานักงานมาตรฐานสินค้า เกษตรและอาหารแห่งชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เลขาธิการสภาพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตลอดจนอธิบดีกรมการปกครองส่วนท้องถิ่น สํานักงบประมาณ และ ธ.ก.ส. ส่วนในภาคเอกชนที่เข้ามาเกี่ยวข้องประกอบด้วย สมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย สมาคมโคเนื้อกําแพงแสน สมาคมผู้บํารุงพันธุ์สัตว์โคบราห์มันแห่งประเทศไทย สมาคม ผู้เลี้ยงโคบราห์มันแห่งประเทศไทย สมาคมอนุรักษ์และพัฒนาควายไทย สมาคมผู้ค้ากระบือ และเนื้อชําแหละ นายกสมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทย ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ก็ได้มี การประชุม นอกจากนั้นก็ยังได้มีการจัดทํายุทธศาสตร์โคเนื้อ กระบือ และแพะ โดยกรมปศุสัตว์ เป็นหน่วยงานหลัก แล้วก็ระดมผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน หลังจากนั้นก็ได้มีการสัมมนาผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อรับฟังความคิดเห็นของการทํายุทธศาสตร์ ฉบับนี้ ยุทธศาสตร์ฉบับนี้ก็มาผ่านกรรมการดังที่ผมได้กราบเรียนเมื่อสักครู่ ซึ่งจะเห็นว่าในการดําเนินการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้นก็เป็นไปตามแนวทาง รับฟังความคิดเห็นจากทั้งนักวิชาการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ในส่วนของประเด็นในเรื่องควบคุมราคาสินค้านั้น ซึ่งส่วนนี้ก็เป็นที่ยอมรับ นะครับตามที่ท่านกล่าวไปเมื่อสักครู่นะครับ ราคาขายปลีกอยู่ที่ประมาณ ๑๔๐ ถึง ๑๘๐ บาทต่อกิโลกรัมนะครับ ผมคิดว่าสินค้าโคเนื้อนี้บางครั้งมันทําให้พี่น้องผู้บริโภค สามารถเลือกได้ ก็เมื่อโคแพงผู้บริโภคก็คงต้องหันไปบริโภคสินค้าประเภทอื่นที่ทดแทนกันได้ ไม่ว่าในเรื่องไก่ก็ดี ซึ่งในส่วนตรงนี้ ผมคิดว่าคงเป็นที่ผู้บริโภคต้องทํา ที่ผมได้กราบเรียนตั้งแต่ เบื้องต้นโคเป็นค่อนข้างที่จะราคาต่ํา ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับ
ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์จะตอบอะไรไหม เชิญครับ
เรียนท่าน ประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ก็ขอตอบในส่วนของราคานะคะ ซึ่งถือว่า ทางกระทรวงพาณิชย์ก็ได้มีส่วนที่ดูเรื่องราคาขายปลีกด้วย ตรงนี้ในส่วนของกระทรวง พาณิชย์เราก็กํากับดูแล ในส่วนของกลุ่มสินค้าเกษตร ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มที่ ๔ ในสินค้าที่ ติดตามดูแล ๒๐๔ รายการ เนื้อโคก็ถือว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มสินค้าเกษตร พวกอาหารสด ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์เราก็ได้ดูแลใกล้ชิด ในเรื่องของราคาให้สอดคล้องกับต้นทุน ภาวะการผลิต ด้านของการตลาดแล้วก็ต้นทุนในแต่ละช่วงของตลาด ในส่วนนี้ก็ไม่อยากให้ กระทบกับพี่น้องประชาชนในภาพรวมนะคะ แต่อย่างที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านสามารถ มะลูลีม ได้พูดถึงความขาดแคลน แล้วก็ช่วงนี้ราคาสูง ท่านรัฐมนตรีธีระ ท่านก็ได้ให้ความกระจ่างในเรื่องของว่าทําไมถึงได้มีผลผลิตลดลง ในส่วนของกระทรวง พาณิชย์ซึ่งดูเรื่องราคาของสินค้า สุดท้ายมันเป็นหลักของอุปสงค์ อุปทานจริง ๆ ก็คือดีมานด์ (Demand) ซัพพลาย (Supply) เมื่อของน้อยราคามันอาจจะขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นนี่ในช่วงนี้ หลังจากที่มีคณะกรรมการที่ท่านรัฐมนตรีธีระได้พูดถึงก็น่าจะมีการส่งเสริมที่ดีขึ้น เรื่องของ การพัฒนาแล้วก็เรื่องของการส่งออกนี่ก็น่าจะมีการดูแลใกล้ชิดขึ้น ก็คงจะทําให้ในประเทศนี่ ได้มีเนื้อโคบริโภคที่เพียงพอแล้วราคามันก็คงจะลดลงไปนะคะ เพราะว่าผลผลิตมากขึ้น อย่างไรก็ตามในส่วนของกระทรวงพาณิชย์เราก็พยายามดูแลอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว แล้วก็ดู เรื่องของการปิดป้ายแสดงราคา ตรงไหนที่มีการขายลักษณะเกินที่ราคาแนะนําก็ขอให้แจ้ง กรมการค้าภายใน ๑๕๖๙ ได้นะคะ ก็กราบขอบพระคุณค่ะ
ก็จบกระทู้ถามที่ ๓ นะครับ ต่อไปเป็นกระทู้ถามสุดท้าย กระทู้ถามทั่วไป
๑.๑.๔ กระทู้ถาม ที่ ๔๙๘ เรื่อง ความคืบหน้าในการดําเนินการฟื้นฟู เยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยปี ๒๕๕๓ และการวางแผนการป้องกันปัญหาอุทกภัย ทั้งระบบในพื้นที่จังหวัดลพบุรี (นางสาวผ่องศรี ธาราภูมิ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจํา สํานักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ตอบ
เชิญเจ้าของกระทู้ถาม
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานคะ ดิฉันต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานและท่านรัฐมนตรีทุกท่านที่ได้มาตอบกระทู้ถาม รวมทั้งท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่าน พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์
ขออนุญาตนิดได้ไหมครับ สภายินดีต้อนรับคณะครู นักเรียน โรงเรียนรวมศูนย์วัดห้วยแก้ว จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยความ ยินดีนะครับ ขณะนี้สภากําลังพิจารณากระทู้ถามทั่วไป ซึ่งสมาชิกถามรัฐบาล และรัฐบาล เป็นฝ่ายตอบ เชิญต่อเลยครับ
ท่านประธานคะ ตามที่ทราบว่าวันนี้ มีกระทู้หลายกระทู้ที่ถามเกี่ยวกับเรื่องภัยแล้งแล้วก็น้ําท่วม ดิฉันก็เป็นคนหนึ่งนะคะที่จะต้อง ติดตามปัญหาเรื่องนี้ เนื่องจากว่าเป็นปัญหาใหญ่ ในเบื้องต้นดิฉันกราบเรียนว่าดิฉันตั้งกระทู้ ด้วยความเข้าใจในภาวการณ์แล้วก็ฤดูกาลทางธรรมชาติ ในอดีตถ้าธรรมชาติไม่แปรปรวน วิถีชีวิตของคนเราก็อยู่ร่วมกับธรรมชาติ แล้วก็เรียนรู้อยู่ร่วมกัน คนโบราณท่านก็บอกอยู่แล้ว ว่าเดือน ๑๑ น้ํานอง เดือน ๑๒ น้ําทรง พอเดือนอ้าย เดือนยี่น้ําก็รี่ไหลลง ตอนนี้ เดือนมีนาคมก็เป็นหน้าแล้งน้ําแห้งขอดนะคะ แต่ว่าอย่างไรก็ตามดิฉันเข้าไปในพื้นที่ ปีที่แล้ว อุทกภัยครั้งใหญ่เกิดขึ้นกว่าค่อนประเทศ จังหวัดลพบุรีก็เป็นที่ทราบกันว่าเสียหายอย่างหนัก พี่น้องประชาชนทุกข์ยากทั้งในเขตเมืองแล้วก็เขตชนบท ความเสียหายที่เกิดกับ ชีวิต ทรัพย์สินทั้งของทางราชการแล้วก็ของส่วนภาคประชาชน พืชสวนไร่นานี้มากมาย ดิฉันทราบดีว่ารัฐบาลนั้นได้ทํางานหนัก หลาย ๆ ท่านได้ลงไปดู ตรวจเยี่ยม ให้ขวัญกําลังใจ แล้วก็ช่วยเหลือฟื้นฟูเยียวยาพี่น้องประชาชน เมื่อสักครู่ดิฉันก็ได้ยินท่านรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรีหลายท่านได้ตอบคําถามไปแล้วนะคะ อย่างไรก็ตามอีกไม่กี่เดือน ก็จะเข้าสู่หน้าน้ําอีกแล้วนะคะ วันนี้ดิฉันจะต้องขอเรียนถามว่าสิ่งที่รัฐบาลได้ทําไปแล้ว แล้วก็ดิฉันยังต้องการคําตอบนี่ ยกตัวอย่างเช่น การจ่ายเงินชดเชยพืชผลทางการเกษตร หลายชนิด ดิฉันก็ทวงถามหารือท่านประธานไปเมื่อ ๒-๓ สัปดาห์ก่อน ก็มีความคืบหน้า ว่าหลายพื้นที่ได้จ่ายเงินชดเชยเพิ่มเติมนะคะ อยากจะขอเรียนถามว่าเฉพาะในส่วนพืชผล การเกษตรนี้ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ทราบยังอยู่หรือไม่ ขณะนี้ได้ดําเนินการไปครบถ้วนมากน้อยหรือยัง ที่จังหวัดลพบุรียังเหลือที่ไหนบ้างที่ยังไม่ได้ จ่ายเงินชดเชย แล้วติดขัดด้วยเหตุอันใด แล้วก็อัตราเงินชดเชยที่รัฐบาลปรับขึ้นมาจาก ๖๐๖ บาท เป็น ๒,๐๙๘ บาท ก็เป็นอัตราที่ถือว่าทําให้พี่น้องเกษตรกรชาวนาเริ่มต้น ชีวิตใหม่ได้ คําถามก็คืออัตรานี้จะใช้ตลอดไปหรือไม่ หรือว่าจะใช้เฉพาะการเยียวยาภัยพิบัติ ในปี ๒๕๕๓ จะใช้อัตรานี้ไหม แล้วภัยแล้งก็จะใช้อัตรานี้ต่อไปหรือเปล่า รวมทั้งพืชอื่น ๆ ด้วยนะคะ ในส่วนของการจ่ายเงินชดเชยความเสียหายของอาคารบ้านเรือน เมื่อสักครู่นี้ ก็ได้ยินท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยตอบว่าหลักเกณฑ์นั้นก็มีการดําเนินการ ท่านรัฐมนตรีสาทิตย์ก็ตอบว่าทางจังหวัดได้ใช้เงินสํารอง แต่ดิฉันก็ยังได้รับคําร้องเรียนค่ะ ว่าในการปฏิบัติการพิจารณาเกณฑ์ความเสียหาย บางครั้งบ้านเรือนเสียหายเหมือนกัน ระดับน้ําท่วมเหมือนกัน การพิจารณาหลักเกณฑ์เป็นอย่างไร มีความเป็นธรรมหรือไม่ เพราะว่าได้รับเรื่องว่าบางครั้ง บางพื้นที่ก็มีการจ่ายในอัตราที่ต่างกันมากนะคะ พี่น้องก็บอก อยากจะมาร้องเรียน ดิฉันก็บอกไม่ต้อง เดี๋ยวดิฉันมาถามให้ ไม่ต้องมา แล้วจะเอาคําตอบ ไปบอกนะคะ ส่วนเรื่องการจ่ายเงินเยียวยาเบื้องต้นครัวเรือนละ ๕,๐๐๐ บาท รัฐบาลก็ทําได้ดี ทําได้เร็วนะคะ แต่ว่าเมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรีตอบว่าเหลืออีกประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน ทั่วประเทศ ดิฉันขอเรียนถามว่าที่จังหวัดลพบุรียังเหลืออีกกี่ครัวเรือนนะคะ นอกจากนั้นแล้ว ในส่วนเรื่องของที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้บอกว่าปรับยุทธศาสตร์ การทํานาเป็น ๒ ครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับระดับน้ํา อันนี้ไม่ทราบรัฐบาลจะดําเนินการจริงจัง อย่างไร ดิฉันก็เห็นป้ายติดอยู่ตามสี่แยก รณรงค์ให้ทํานา ๒ ครั้ง แล้วก็ปรับรอบการทํานา แต่ในทางปฏิบัติดิฉันเข้าใจว่าเจ้าหน้าที่คงทําอยู่ จะประสบผลหรือไม่นะคะ
คําถามอีกชุดหนึ่งนะคะ ขออนุญาตถามไปเลยคราวเดียว ก็คือเราพูดเรื่อง การฟื้นฟูเยียวยาเบื้องต้นไปแล้ว งบกลางดิฉันก็ได้ตรวจสอบหลายส่วน แต่ก็ยังไม่เห็น โดยเฉพาะมาตรการป้องกันค่ะ เพราะว่าวันนี้ใครเขาถาม แล้วปีนี้ ปีหน้าน้ํามาจะทําอย่างไร ในรอบแรกดิฉันเห็นรายงานของทางจังหวัดบอกว่าจะมีอย่างน้อย ๓ แผนงานป้องกัน ก็คือ เรื่องของการเสริมคันคลองชัยนาท-ป่าสัก ซึ่งบางคันคลองมีระดับต่ําเป็นช่วง ๆ น้ําล้นคลอง ข้ามมานี่นะคะ แล้วบางคันคลองก็ขาด ชํารุดเสียหาย ท่านรัฐมนตรีสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ได้กรุณาไปดูด้วยตนเองนะคะ ยกตัวอย่างเช่น คันกั้นน้ําที่บ้านป่ากล้วย ตําบลท่าแค ซึ่งตรงนี้ จะเป็นคันกั้นน้ําที่จะป้องกันพื้นที่แล้วก็ป้องกันไม่ให้น้ํามาเติมด้วย ไม่ทราบว่าอยู่ในงบ ของอะไร เท่าที่ตรวจสอบดูดิฉันยังไม่เห็น คันกั้นน้ําที่พังทลายที่ตรงตําบลป่าตาล หมู่บ้าน ริมชล ตรงนี้ละค่ะที่ทําให้พื้นที่ที่ไม่เคยน้ําท่วมมาก่อน เกิดมา ๗๐ ปีไม่เคยพบว่าน้ํามาก แล้วน้ําท่วมขนาดนี้ ปีนี้คันกันน้ําตรงนี้มันขาดแล้วก็ท่วม วันนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าที่จะ เสริม คันคลองซ่อมตรงที่ตําบลป่าตาล หมู่บ้านริมชล จะดําเนินการหรือไม่ แล้วใช้ งบประมาณในส่วนใดนะคะ ดิฉันขอเรียนถาม สถานีสูบน้ําที่บอกว่าจะติดตั้งเป็นจุด ๆ จะตั้งที่ไหนบ้าง รวมถึงแก้มลิงที่ได้บอกว่าจะต้อง มีการวางแผนอย่างเป็นระบบหลายแก้มลิงที่จะดักน้ําที่มาเติม ดิฉันก็อยากจะเห็นมาตรการ เหล่านี้ ทั้งการฟื้นฟู เยียวยา แล้วก็ป้องกันอย่างเป็นระบบก็ขอเรียนถามท่านรัฐมนตรี ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ซึ่งท่านดูแลเรื่องนี้โดยตรง แล้วก็ดิฉันขอเรียนถามเป็นเบื้องต้นค่ะ
เชิญท่านรัฐมนตรีสาทิตย์ ตอบครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับมอบหมายให้ดูแลเป็นประธานคณะกรรมการช่วยเหลืออํานวยการเยียวยาผู้ได้รับ อุทกภัยและปัญหาวาตภัยนะครับ ต่อคําถามของเพื่อนสมาชิก ซึ่งได้มีคําถามทั้งสิ้นถึง ๕ เรื่องด้วยกัน ใน ๕ เรื่องนี้จะครอบคลุมในประเด็นที่รัฐบาลได้ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบ อุทกภัยในปี ๒๕๕๓ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานเบื้องต้นว่าต้องยอมรับว่าอุทกภัย ปี ๒๕๕๓ ที่ผ่านมานั้นเป็นอุทกภัยที่มีความหนักหน่วงรุนแรงในรอบหลายสิบปีของ ประเทศไทย มีจังหวัดที่ได้รับอุทกภัย ประสบภัยทั้งอุทกภัยและวาตภัยรวมทั้งสิ้นทั่วประเทศ ๖๘ จังหวัด ใน ๖๘ จังหวัดนี้ถ้าดูภาพรวมไปแล้วก็คือค่อนประเทศ มีความเสียหายมากกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทตามตัวเลขการประเมินของทางสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ ในการทํางานนั้นรัฐบาลก็แบ่งออกเป็น ๓ ระยะครับ
ระยะที่ ๑ ก็คือระยะของการช่วยเหลือล่วงหน้า เรียกได้ว่าเร่งด่วนหรือทันที ทันควัน ซึ่งจะประกอบไปด้วยการให้เครื่องยังชีพ การลงไปกู้ชีพทั้งหลาย รวมถึงการขยาย วงเงินทดรองราชการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีเงินเพียงพอที่จะไปหาถุงยังชีพไปช่วยเหลือ พี่น้องประชาชน ในปีที่ผ่านมาต้องยอมรับครับว่ามีหน่วยงานภาคเอกชนให้ความช่วยเหลือ จํานวนมากครับ มิฉะนั้นแล้วก็ไม่สามารถที่จะให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที
ระยะที่ ๒ ก็เป็นการช่วยเหลือในแง่ของการฟื้นฟูบูรณะสิ่งสาธารณะทั้งหลาย ให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิม ซึ่งในส่วนนี้ต้องใช้เงินมหาศาลครับ เฉพาะที่ผมเรียน ท่านประธานไป การตอบกระทู้ถามเพื่อนสมาชิกจากจังหวัดชัยภูมิเราใช้เงินในส่วนนี้ ถึง ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ล่าสุดก็คือเงิน ๙,๙๐๐ ล้านบาทที่เป็นเงินที่อยู่ในงบกลางปี แต่เงินจํานวนนี้ก็จะได้เฉพาะการฟื้นฟูหรือซ่อมแซมส่วนที่เสียหายให้กลับคืนมาเหมือนเดิม ส่วนนี้ก็จะเรียนท่านประธานว่าเป็นความจําเป็นที่จะต้องดําเนินการ มิฉะนั้นถนนขาด สะพานขาด วัดเสียหาย โรงพยาบาล โรงเรียน ๒,๐๐๐ กว่าแห่งทั่วประเทศก็จะไม่มีเงินที่จะ ไปฟื้นฟูให้กลับมาหรือบูรณะซ่อมแซมให้กลับมาดังเดิม ซึ่งในส่วนนี้ก็มีการตั้งงบประมาณ ไปแล้ว แต่ก็ยังไม่พอครับ ก็จะต้องไปตั้งงบในงบปกติปี ๒๕๕๕ ซึ่งมีอีกหลายโครงการ ยังไม่พูดถึง เฉพาะในจังหวัดลพบุรีที่เพื่อนสมาชิกถามว่าด้านการเกษตรชดเชย ช่วยเหลือ เกษตรกรไปแล้วเท่าไร อยากจะเรียนว่าขณะนี้งบกลางที่ไปช่วยเหลือด้านการเกษตรให้กับ ประชาชนนั้น ได้รับการช่วยเหลือไปแล้ว ๗ อําเภอ ในจังหวัดลพบุรีคืออําเภอพัฒนานิคม อําเภอลําสนธิ อําเภอสระโบถส์ อําเภอโคกเจริญ อําเภอหนองม่วง อําเภอท่าหลวง และอําเภอชัยบาดาล เป็นเงินทั้งสิ้น ๑๗๓ ล้านบาทเศษ ส่วนที่เหลืออีก ๔ อําเภอ คืออําเภอโคกสําโรง อําเภอบ้านหมี่ อําเภอท่าวุ้ง และอําเภอเมืองลพบุรีนั้น อยู่ระหว่าง สํานักงบประมาณโอนเงินให้ธนาคาร ธ.ก.ส. ไปช่วยเหลืออีก ๕๑๘ ล้านบาทครับ นี่คือคําถามที่ ๑
คําถามที่ ๒ ก็คือเงินช่วยเหลือเกษตรกร เช่น ที่ขยายไปเรื่องของน้ําท่วม ให้กับนา ๒,๐๙๘ บาทต่อไร่ ก็อยากจะเรียนว่าในมติ ครม. นี้เป็นการให้เฉพาะอุทกภัย ที่เกิดขึ้น ดังนั้นถ้าในครั้งหลังเกิดเหตุอีกก็จะเป็นเรื่องซึ่งต้องมาดูแลเรื่องหลักเกณฑ์ที่จะ ช่วยเหลือเป็นการเฉพาะต่อไปอีก เพราะหลักเกณฑ์ทั่วไปยังใช้หลักเกณฑ์เดิมอยู่ เนื่องจาก เราเห็นว่าในครั้งที่แล้วเสียหายหนัก แล้วเกษตรกรที่นาโดนท่วมบางที่ข้าวจะเกี่ยวแล้ว แล้วยังโดนท่วมไปถึงยุ้งฉางที่เก็บข้าวไว้อีก เพราะฉะนั้นมาตรการที่ไปช่วยเหลือไร่ละ ๒,๐๙๘ บาท จริง ๆ เราให้มากกว่านั้น ๒,๐๙๘ บาท รวมพันธุ์ข้าวด้วย แต่เที่ยวนี้รัฐบาล ช่วยเหลือเป็นพันธุ์ข้าวบวกเพิ่มเติมไปอีกรายละ ๑๐ ไร่ ไร่ละ ๑๐ กิโลกรัม ซึ่งในส่วนนี้ก็ใช้เงินงบประมาณไป ๓๐๐ กว่าล้านบาท แล้วก็มีการดําเนินการไปแล้วนะครับ ในส่วนถัดมา คืองบซ่อมแซมบ้านเรือนตามระเบียบของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อันนี้จะอยู่ในงบทดรองจ่ายของผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งก็มีการขยายวงเงินทดรองจ่ายไป นะครับ ในส่วนของจังหวัดลพบุรีก็มีการขยายวงเงินทดรองราชการไป ถ้าหากว่ามีความ ไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นนะครับ ท่านสามารถจะร้องเรียนได้ โดยจะร้องเรียนมาที่ สํานักนายกรัฐมนตรีหรือจะไปที่หน่วยงาน เช่น ทางผู้ว่าราชการจังหวัดก็ดําเนินการได้ คือเงินในส่วนนั้นกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจะเป็นคนดูแลผ่านทางผู้ว่าราชการจังหวัด วิธีการของเขาก็คือให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปสํารวจก่อน แล้วก็มีหลักฐานการใช้จ่าย ในการซ่อมแซม จากนั้นก็ผ่านคณะกรรมการ ก.ช.ภ.อ. แล้วก็ไปที่ ก.ช.ภ.จ. ที่จังหวัด ก.ช.ภ.จ. ก็จะเป็นคนอนุมัติงบแล้วก็จ่ายลงไปที่ประชาชน แต่ต้องยอมรับว่าความเสียหาย เที่ยวนี้เสียหายมากจริง ๆ ครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็คือในส่วนของเงินที่จะไปช่วยเหลือ สําหรับการซ่อมแซมนะครับ ส่วนเงิน ๕,๐๐๐ บาทนี่นะครับ ที่จังหวัดลพบุรีก็มีการขอวงเงิน เพิ่มเติมจากที่จ่ายไปเดิมอยู่แล้ว แต่เนื่องจากจังหวัดลพบุรีมีกรณีพิเศษที่เกิดขึ้น ก็มีการ ร้องเรียนว่าในบางอําเภอจะมีการรับเงินกัน แล้วก็ไปแบ่งเงินกันด้วย คือมีการแบ่งให้กับ คนซึ่งไม่มีสิทธิได้รับ ซึ่งในส่วนนี้ทางสํานักนายกรัฐมนตรีเองเราประสานกับคณะกรรมการ ป.ป.ท. ก็มีการลงไปตรวจสอบ ในชั้นพิจารณางบประมาณรายจ่ายกลางปี ผมก็เรียนไปแล้ว ว่ามีเหตุนี้เกิดขึ้นจริงครับ แล้วจะมีการส่งไปที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อมีการตรวจสอบ เรื่องนี้ ในส่วน ๕,๐๐๐ บาทที่จังหวัดลพบุรี ผมกําลังตรวจสอบข้อมูลล่าสุดครับว่า เหลือค้างจ่ายอยู่จํานวนเท่าไร แต่เรียนท่านประธานว่าเหลือน้อยมากครับ เพราะจังหวัดลพบุรี เราเร่งดําเนินการจ่ายไปจนเกือบจะครบทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว
คําถามสุดท้ายก็คืองบฟื้นฟูบูรณะครับ ผมเรียนว่าจังหวัดลพบุรีได้มีการจัดทํา โครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัยแบบยั่งยืนของจังหวัดลพบุรี ซึ่งมีโครงการทั้งสิ้น ๑๖ โครงการ ใช้เงิน ๒๙๗ ล้านบาท จริง ๆ ใน ๒๙๗ ล้านบาท ทางสํานักนายกรัฐมนตรีท่านอดีต เลขาธิการนายกรัฐมนตรีลงไปดูด้วย ก็มีการเสนอโครงการสําหรับที่จะไปฟื้นฟูระยะยาวของ จังหวัดลพบุรี ซึ่งบรรจุอยู่ในงบกลางส่วนหนึ่งด้วย แต่โครงการที่คุณผ่องศรีท่านสมาชิก ได้ถาม ประทานโทษเอ่ยนาม ผมขออนุญาตที่จะตรวจสอบครับว่าในพื้นที่ที่เราไปดูนี้ บรรจุอยู่ในโครงการฟื้นฟูป้องกันระยะยาวหรือไม่ ถ้ายังไม่อยู่ก็จะรับที่จะไปประสานครับ เพราะว่าส่วนนี้จะต้องใช้งบปกติ ปี ๒๕๕๕ ซึ่งกําลังดําเนินการจัดทําอยู่ครับ
ถามครั้งสุดท้ายครับ
ท่านประธานคะ ดิฉันมีประเด็นอย่างนี้ค่ะ หลังจากได้ฟังคําตอบของท่านรัฐมนตรีนะคะ ในส่วนที่ฝากให้ทางรัฐบาลได้ช่วยเร่งรัด เงินชดเชยพืชผลการเกษตรที่ท่านบอกเหลืออีก ๔-๕ อําเภอที่ยังไม่ได้ดําเนินการ ดิฉันคิดว่า เบื้องต้นบางส่วนเงินได้ออกไปแล้ว แต่ว่ายังได้ไม่หมด อันนี้ก็ขอให้เร่งรัดด้วย เพราะว่า ชาวนาถ้าไม่มีเงินไปลงทุน จนจะแล้งอีกรอบหนึ่งแล้วเขาก็จะเป็นหนี้เป็นสินนะคะ ขอให้ ดําเนินการอย่างเร่งด่วน กับอันที่ ๒ ก็คือเรื่องของความโปร่งใสที่ท่านบอกว่าถ้าได้มีการ ตรวจสอบความผิดปกติ ดิฉันคิดว่าเรื่องคนที่สมควรได้รับการช่วยเหลือก็ต้องสมควรได้ แต่คนที่ไม่สมควรได้ท่านก็ควรจะต้องมีมาตรการอย่างจริงจัง เพื่อจะให้ธํารงไว้ซึ่งความ ถูกต้อง แล้วก็ดิฉันจะได้ตามไปดูด้วยว่ามีที่ไหน อย่างไร ส่วนในเรื่องของการขยายผล ท่านจะต้องทําความเข้าใจนะคะ เรื่องอัตราที่ท่านบอกว่าปรับการชดเชย ๒,๐๙๘ บาท เป็นเรื่องของอัตราเฉพาะปีที่เกิดภัยพิบัตินะคะ เพราะว่าเดี๋ยวถ้าหากว่าไม่เข้าใจก็จะทําให้ เกิดความคลาดเคลื่อนได้ แต่ว่าอย่างไรก็ตามถ้าเป็นไปได้ดิฉันคิดว่าอัตรา ๒,๐๙๘ บาทนี้ น่าจะเป็นอัตราที่เหมาะสมสําหรับการเริ่มต้น ถ้าย้อนกลับไปอย่างเดิม ๖๐๖ บาท ก็คงจะ ไม่ไหว เพราะว่าเฉพาะค่าไถ ค่าเมล็ดพันธุ์ ก็ไม่สามารถเริ่มต้นชีวิตการทํานาได้ แล้วก็รวมทั้ง พืชอื่น ๆ ด้วย สุดท้ายก็คือดิฉันไม่ทราบว่าท่านรัฐมนตรีจะทําให้ได้หรือไม่ ทุกจังหวัด ที่ประสบอุทกภัย แล้วก็มีเงินอยู่ในส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินเอสพี ๒ ไทยเข้มแข็งนะคะ งบกลางปีหรือว่างบเปลี่ยนแปลง หรือว่างบเหลือจ่าย ตลอดจนงบปี ๒๕๕๕ อยากจะให้ ท่านรัฐมนตรีได้ประสานไปยังท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็สั่งการไปทุกกระทรวงได้ประมวล เป็นหมวดหมู่เลยค่ะ รายจังหวัดที่ประสบอุทกภัย แล้วก็มอบให้กับท่านเจ้าของพื้นที่จะได้ รับทราบว่าส่วนใดอยู่ตรงไหนบ้าง อันนี้เราก็ใช้คู่มือในการชี้แจงประชาชน แล้วก็ดูด้วยว่าโครงการนั้นมันเร่งด่วนไหม ไม่ใช่ว่า อันเร่งด่วนไปทําทีหลัง เราอยู่ในพื้นที่เราก็จะรู้ปัญหา อันนี้ดิฉันก็ขอฝากเป็นทั้งข้อฝากแล้วก็ ขอคําตอบท่านรัฐมนตรีด้วยว่าสิ่งที่ดิฉันขอนี้พอจะทําให้ได้หรือไม่ค่ะ
เชิญตอบ แล้วก็รับฝากด้วย
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณท่าน ส.ส. ผ่องศรี ธาราภูมิ จังหวัดลพบุรีอีกครั้งหนึ่ง ประทานโทษ เอ่ยนามท่าน ที่ให้ความสนใจอย่างยิ่งในเรื่องของการดูแลพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะเรื่อง อุทกภัยที่เกิดขึ้น ท่านได้เรียนถามในคําถามหลังว่างบที่เกี่ยวข้องกับเรื่องช่วยเหลือชดเชย เกษตรกร ว่าที่ยังค้างอยู่จะเร่งจ่ายได้เมื่อใด ก่อนอื่นต้องเรียนว่าในปีที่ผ่านมานี้เรามี พืชผลเกษตร ปศุสัตว์ทั้งหลายด้านการเกษตรเสียหายมาก รัฐบาลอนุมัติวงเงินในกรอบ ทั้งสิ้นโดยใช้งบกลาง ๒๐,๓๑๓ ล้านบาท โดยปกติแล้วสภามักจะมีกระทู้ถามในทํานองว่า เงินตอนน้ําท่วมนี้ แต่ได้รับเอาตอนเกิดภัยแล้งแล้ว แต่ในปีนี้รัฐบาลได้เร่งให้มีการจ่ายเงิน ช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งก็มีการจ่ายกันมาตั้งแต่เดือนธันวาคม เดือนธันวาคมก็คือเพียง เดือนเศษหลังจากเกิดอุทกภัย ก็ถือว่าจ่ายเร็วที่สุดตั้งแต่เคยมีการจ่ายกันมานะครับ ในส่วน จังหวัดลพบุรีนี้ผมก็จะรับไปว่าในส่วนซึ่งอยู่ ๔ อําเภอและมีการโอนเงินจ่ายไปบ้างแล้ว บางส่วนที่ยังไม่ได้จ่ายก็จะมีการเร่งรัดให้มีการจ่ายโดยเร็วที่สุด ในจังหวัดอื่นก็ถือโอกาสนี้ เรียนท่านประธานครับว่า ถ้าจังหวัดไหนยังคงค้างอยู่นี้ท่านก็สามารถจะเร่งรัดมายังรัฐบาลได้ เพราะเราถือว่าความทุกข์ยากเดือดร้อนนี้จําเป็นจะต้องได้รับการดูแลโดยเร็ว ในปัจจุบันนี้ มีการจ่ายไปแล้วทั้งสิ้น ๑๖,๐๕๙.๔๓ ล้านบาท ๑๖,๐๐๐ กว่าล้านบาทที่จ่ายไปแล้วให้กับ เกษตรกรทั่วประเทศ และเป็นการจ่ายโดยผ่านธนาคาร ธ.ก.ส. โอนเงินเข้าบัญชีของ เกษตรกรโดยตรงมันก็จะไปแก้ปัญหาเรื่องการหักหัวคิวบ้างอะไรบ้าง ซึ่งอาจจะเป็นข่าว เช่นเดียวกับ ๕,๐๐๐ บาท ที่จังหวัดลพบุรีนี้มีการจ่ายไปแล้ว ๖๐,๐๐๔ ครัวเรือน จ่ายครบแล้ว ที่ยังค้างอยู่อีกคือ ๑,๖๗๔ ครัวเรือนก็จะเร่งจ่าย ผมเรียนท่านประธานว่าในปีที่ผ่านมานั้น งบกลางของประเทศที่จะจ่ายเพื่อการฉุกเฉินหรือจําเป็นนี้มีอยู่ ๔๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท ขณะนี้เราใช้อนุมัติไปแล้วช่วยเหลือเกษตรกรนี้ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ กรอบวงเงิน ๕,๐๐๐ บาท ที่จะช่วยเหลือเกษตรกรประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน อีก ๕,๐๐๐ ล้านบาท งบกลางตรงนี้ใช้ไป ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นก็คงยังเหลืออีก ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท มีภาระผูกพันอีก เหลืองบกลางจริง ๆ นี้ประมาณ ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพราะฉะนั้นในส่วนนี้จะเรียนให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสําคัญกับเรื่อง การฟื้นฟูดูแลพี่น้องในส่วนนี้ค่อนข้างที่จะมากเป็นพิเศษนะครับ ส่วนที่ท่านได้ฝากว่า อยากจะให้ทํารายละเอียดว่าในแต่ละจังหวัดมีการทํางบอะไรไปแล้วบ้าง ในส่วน ๙,๙๐๐ ล้านบาทนี้ อันนี้สภาคงได้รับเรียบร้อยแล้ว ในส่วนที่เหลือผมจะขอให้ส่วนที่ เกี่ยวข้องได้จัดทําแล้วก็จะมีการส่งมอบต่อไปครับ
จบกระทู้ถามทั่วไป ทั้ง ๔ กระทู้ถาม ต่อไปก็เป็นกระทู้ถามสด ๓ กระทู้ถาม
๑.๒ กระทู้ถามสด
๑.๒.๑ กระทู้ถามสดที่ ๑๗๖ ส. เรื่อง นโยบายการแก้ไขปัญหาราคาข้าว ตกต่ํา (นายภราดร ปริศนานันทกุล เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี มอบให้รองนายกรัฐมนตรี นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้ตอบ
เชิญเจ้าของกระทู้ถามครับ ๒๐ นาทีนะครับ ผู้ถาม ๑๐ นาที ผู้ตอบ ๑๐ นาที เขาจับเวลาไว้
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคชาติไทยพัฒนา กราบขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผมได้มีโอกาสตั้งกระทู้ถามในวันนี้ และต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิกจากพรรคประชาธิปัตย์ด้วย จริง ๆ แล้วกระทู้ถามสดวันนี้ เป็นโควตาของพรรคประชาธิปัตย์ครับ แต่พอท่านทราบว่าพี่น้องเกษตรกรนั้นได้รับ ความเดือดร้อน ท่านจึงมอบกระทู้ถามให้กับผมให้ผมมีหน้าที่ตั้งกระทู้ถาม ท่านนายกรัฐมนตรี ในนโยบายเรื่องข้าว สืบเนื่องจากเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาครับท่านประธาน เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ที่จังหวัดอ่างทอง ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่จังหวัดพิษณุโลก และอีกหลายจังหวัดได้มีการชุมนุมกัน ของพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวนา เพื่อเรียกร้องราคาผลผลิตของเขาต่อรัฐบาล วันนี้ราคาในท้องตลาดของข้าวที่มีในท้องตลาดวันนี้ ท่านประธานลองไปเช็ก ดูเถอะครับ ราคาตกต่ําอย่างผิดปกติมาก เขาจึงออกมาเรียกร้อง ออกมาชุมนุมเพื่อให้ รัฐบาลนั้นนําไปสู่การแก้ไขปัญหา เมื่อวันอังคารครับ คณะรัฐมนตรีได้มีมติออกมา ว่าโครงการประกันรายได้จากเดิมผมพูดถึงข้าวขาวปกติ จากเดิมที่ประกันอยู่ที่ ๑๐,๐๐๐ บาท คณะรัฐมนตรีขยับให้เป็น ๑๑,๐๐๐ บาท ผมก็ไปไล่ดูครับว่าที่ขยับให้จาก ๑๐,๐๐๐ บาท เป็น ๑๑,๐๐๐ บาทนี้ ขยับเพิ่มขึ้นด้วยเหตุผล และด้วยต้นทุนจากอะไร ก็ไปดูต้นทุนที่ท่านไล่มา ปรากฏว่าอย่างนี้ครับ ต้นทุนที่ทางรัฐบาลเอามาคํานวณต่อไร่ ๔,๘๕๘ บาทต่อ ๑ ไร่ ถ้าคํานวณกลับออกมาเป็นต้นทุนต่อ ๑ ตัน สําหรับข้าวเปลือก ก็คํานวณออกมาได้ ๗,๘๕๐ บาท เมื่อต้นทุนเท่านี้ ท่านก็คิดกําไรส่วนหนึ่งให้กับเกษตรกร โดยตั้งราคาประกันไว้ที่ ๑๑,๐๐๐ บาท แต่ผมต้องบอกกับท่านครับ ว่าสมมุติฐาน ของท่านผิด ท่านผิดตั้งแต่แรกครับ ราคาต้นทุนทางการผลิตที่ท่านคํานวณออกมานี้ มันไม่เป็นไปตามความจริงครับ ผมไปสํารวจในพื้นที่ ผมไปสํารวจกับเกษตรกร และผมได้เอา ข้อเรียกร้องของเกษตรกรมาดู ทั้ง ๒ อย่างนี้เป็นต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าราคาต้นทุนของ รัฐบาลที่ได้คํานวณมาแล้วทั้งสิ้น ต้นทุนที่ผมได้ไปสํารวจมาต่อ ๑ ไร่นะครับ ๕,๕๐๐ บาท คํานวณออกมาเป็นต่อตันก็คือ ๘,๘๐๐ บาท ในขณะที่ราคาประกันวันนี้ ราคาอ้างอิงวันนี้ อยู่ที่ ๘,๘๗๑ บาท ที่ความชื้น ๑๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ในท้องตลาดวันนี้ชาวบ้านเขาไปขายครับ ความชื้น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ราคาก็ต้องลดต่ําลงไปอีก เพราะฉะนั้นต้นทุน การผลิตของเขา ๘,๘๐๐ บาท แต่ราคาอ้างอิงอยู่ที่ ๘,๒๐๐ บาท หรือบางครั้งตกไปอยู่ที่ ๗,๐๐๐ กว่าบาท สําหรับความชื้นมาก ถ้าอย่างนี้ผมเชื่อว่าเกษตรกรอยู่ไม่ได้ครับ จึงถามท่านในคําถามที่ ๑ อย่างนี้ครับ เมื่อท่านคํานวณต้นทุนผิด ท่านผิดตั้งแต่เริ่มแรกครับ หลังจากนั้นท่านผิดทั้งหมด เหมือนท่านติดกระดุมเสื้อละครับ ท่านติดเม็ดแรกผิด ท่านก็ติดผิดไปตลอดนั่นละครับ ต้นทุนการผลิตท่านคํานวณผิด เพราะฉะนั้นผมอยากจะ ถามท่านว่าท่านสามารถที่จะทบทวนมติ กขช. ได้หรือไม่ ถ้าได้ท่านต้องตอบครับว่าเป็น เมื่อไร ท่านต้องบอกกับพี่น้องเกษตรกรดัง ๆ ว่าเมื่อไรท่านจะทบทวนมติ กขช. โดยเอาต้นทุนการผลิตที่แท้จริง ซึ่งผมจะยื่นให้กับท่านไปคํานวณใหม่ เป็นคําถามที่ ๑ ครับ
ผู้ถามใช้เวลาไป ๓.๕๔ นาที ครับ เชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ ท่าน ส.ส. ภราดร ปริศนานันทกุล ในส่วนของเรื่องต้นทุนก็ต้องขออนุญาตตอบแทนท่านธีระ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านมีภารกิจเร่งด่วนต้องไปต่างจังหวัด ก็มอบหมายให้ดิฉันได้ตอบแทนนะคะ ในส่วนนี้ก็ต้องเรียนอย่างนี้นะคะว่าที่ท่าน ส.ส. พูดถึง ว่าคํานวณผิดตั้งแต่แรก จริง ๆ ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็มีแนวทางในการที่จัดทํา ต้นทุนการผลิตของสํานักงานการเกษตร ซึ่งตรงนั้นก็มีแนวคิด ซึ่งในแนวคิดนี้ก็แบ่งเป็น หลัก ๆ ก็คือเป็นเรื่องต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ แล้วก็เรื่องของการเป็นต้นทุนเฉลี่ย ไม่ใช่ของ เกษตรกรรายใดรายหนึ่ง โดยตรงนี้หลักการก็คือเขาก็ได้คิดค่าใช้จ่ายทุกกิจกรรมในการผลิต ไม่ว่าจะอะไรก็ตามก็เอาเข้ามาเป็นค่าใช้จ่าย แล้วก็ค่าใช้จ่ายคิดทั้งที่เป็นเงินสดแล้วก็ไม่เป็นตัวเงินนะคะ อันนี้มาจากการประเมินนะคะ แล้วก็คิดเท่าที่ใช้จริงในช่วงเวลาการผลิตนะคะ ไม่คิดซ้ําซ้อน คือบางทีก็ซื้อของมาตุนไว้ อย่างเช่นปุ๋ยหรือเมล็ดพันธุ์ หรืออะไรก็ตาม ก็ให้คิดเฉพาะช่วงนั้น ๆ นะคะ ไม่ให้คิดซ้ําซ้อน อันนี้ก็คือเป็นส่วนที่คิดอยู่นะคะ แล้วก็มีนิยามที่ชัดเจนในการเป็นมาตรฐานเดียวกัน ก็คือมาตรฐานเดียวกันทั้งหมดทั้งประเทศ แล้วก็มีค่าเสียโอกาสให้ แล้วก็เป็นเรื่องของต้นทุน การผลิตของเกษตรกรที่ไร่นา สุดท้ายก็คือเป็นต้นทุนเฉลี่ยจากตัวอย่างถ่วงน้ําหนักเรื่อง พื้นที่นะคะ ซึ่งตรงนี้ก็คือเป็นแนวทางในการจัดทําต้นทุน แล้วก็หลักเกณฑ์นี้ก็เป็นต้นทุน ของผลผลิตในพืชนั้นนะคะ มีขอบเขตขั้นตอนกระบวนการผลิตที่ชัดเจน ผลผลิตกับ กระบวนการผลิตก็สอดคล้องกัน แล้วก็มีการคิดใช้จ่ายที่เกิดขึ้นนี่คิดตามมูลค่าปัจจุบันนะคะ ค่าแรงงานในครัวเรือน ค่าวัสดุ ค่าใช้ที่ดินของเกษตรกรเองก็ให้คิดประเมินเป็นค่าใช้จ่าย เทียบกับราคาท้องถิ่นนั้น ๆ นะคะ แล้วก็ยังมีค่าเสียโอกาสให้ของปัจจัยทุนด้วยนะคะ ค่าซ่อมแซม ค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์การเกษตรที่มีอายุ ๒ ปีขึ้นไปของเกษตรกร แล้วก็ใช้ ในกิจกรรมการผลิตพืชนั้น ๆ นะคะ ซึ่งตรงนี้ก็คือเป็นหลักเกณฑ์ เป็นแนวทางที่ทาง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีวิธีการและขั้นตอนในการคํานวณต้นทุนของการผลิต อันนี้คือแนวทางที่ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ทําไว้นะคะ ก็คงจะขอชี้แจง ในเรื่องของต้นทุนที่ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับผิดชอบในส่วนนี้ เดี๋ยวท่าน รองนายกรัฐมนตรีอาจจะมีเสริมนิดหน่อย ขอบคุณค่ะ
ท่านรองนายกรัฐมนตรี เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีครับ ก็อย่างที่ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ได้กราบเรียนไปแล้วนะครับ คือตัวเลขที่ออกมาต้นทุน ๗,๘๕๐ บาท เป็นตัวเลขที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสํานักงานเศรษฐกิจการเกษตรได้คํานวณ มาจากข้อมูลที่ท่านยืนยันว่าเป็นข้อมูลที่เป็นจริงตามกระบวนการผลิตที่ทํากันอยู่ในท้องไร่ ท้องนา ทั้งค่าวัสดุ ค่าปุ๋ย ค่าเช่า ค่าแรง ค่าเสื่อมราคา และบวกกําไรให้อีก ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขนี้จึงออกมา และผมต้องกราบเรียนว่าก่อนที่จะมีการประชุมนั้นสมาคมชาวนา และตัวแทน ของชาวนาในภาคกลางซึ่งจะมีตัวแทนจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตัวแทน จากจังหวัดฉะเชิงเทรา ตัวแทนจากภาคกลางอีก ๒ จังหวัด ก็ได้มาพบผมที่สภานะครับ และได้คํานวณต้นทุนให้ผมดูก็ใกล้เคียงกับที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เสนอมา วันนั้นเขาก็ยืนยันอย่างนี้ ผมก็ไม่ทราบ เพราะวิธีคํานวณมันแล้วแต่นะครับ มันแล้วแต่ แอสซัมชัน (Assumption) แล้วแต่สมมุติฐาน แล้วแต่อะไรต่าง ๆ คน ๒ คนไปคํานวณ ไม่มีวันที่จะตรงกันหรอกครับ คน ๒ คนนี้ไปคํานวณไม่มีวันตรงกัน ผมนั่งดูแล้ว แม้แต่ชาวนา แต่ละจังหวัดที่คํานวณให้ผมดูเขาก็ไม่ตรงกัน เพราะฉะนั้นมันถึงต้องมีหน่วยงานกลาง คือสํานักงานเศรษฐกิจการเกษตรเป็นคนคํานวณ เป็นหน่วยงานกลางที่ใช้ตัวเลขและ ถ่วงน้ําหนัก แล้วก็เฉลี่ยของทั้งประเทศ ทางรัฐบาลก็ต้องทําตามนี้ครับ ก็ไม่ทราบจะไปยึดถือ ตัวเลขตัวไหนครับ ขอบคุณครับ
รัฐบาลใช้เวลา ๔.๓๐ นาที เชิญผู้ถาม ครั้งที่ ๒ ครับ
ท่านประธานครับ ผมภราดร อีกครั้งหนึ่งครับท่านประธาน เมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรีได้ตอบนะครับว่าการคํานวณมาจาก ข้าราชการ ก็ชัดเจนนะครับว่าท่านมาจากข้าราชการ ท่านใช้หลักวิชาการเป็นหลัก ซึ่งในความเป็นจริงมันไม่ใช่อย่างนั้นครับ ท่านต้องลงไปดูในพื้นที่ ต้องลงไปสํารวจเกษตรกร จริงว่าเขาลงทุนด้วยต้นทุนเท่าไร ที่ท่านบอกครับผมมีอยู่ในมือครบถ้วนหมดครับ เพราะผม ก็เอาข้อมูลมาจากท่าน ทีนี้เมื่อมาเปรียบเทียบกันแล้วราคามันไม่ใช่ครับ ราคามันสูงกว่า ที่ท่านเอามา ผมจึงถามเป็นคําถามที่ ๑ และคําถามผม ท่านก็ไม่ได้ตอบครับว่าจะเข้า กขช. เข้าได้เมื่อไร และจะเปลี่ยนมติ กขช. แล้วจะไปประชุม กขช. กันอีกประชุมได้อีกเมื่อไร ผมเสียดายนะครับ ผมเชื่อว่าท่านนายกรัฐมนตรีนั่งฟังอยู่ ท่านเป็นประธาน กขช. ท่านมีอํานาจในการตัดสินใจ ผมไม่ได้ดูถูกหรือดูแคลนท่านรัฐมนตรีทั้ง ๒ ท่านนะครับ แต่ว่า ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน กขช. ท่านมีอํานาจ ท่านน่าจะมาฟังด้วย นั่นเป็นคําถามที่ ๑
เรื่องที่ ๒ ปัญหาที่มันเกิดขึ้นวันนี้ ปัญหามันเกิดขึ้นจากที่ว่าเกษตรกรนั้น เอาข้าวไปขายนี่เขาไม่สามารถเอาไปขายที่ราคาอ้างอิงที่ทางรัฐบาลได้ตั้งเอาไว้ได้ เขาไปขายก็ไปบอกกับพ่อค้าครับว่ารัฐบาลมีราคาอ้างอิงเท่านี้ พ่อค้าก็บอกว่าคุณก็ไปขายกับ รัฐบาลสิ แล้วที่รัฐบาลประกาศออกมาตั้งแต่ผมตั้งกระทู้ถามเมื่อปีที่แล้วครับ บอกว่า จะตั้งโต๊ะรับซื้อ ไหนล่ะครับโต๊ะรับซื้อ ผมถามเกษตรกรทั้งประเทศ จังหวัดไหนมีบ้างครับ โต๊ะรับซื้อที่รัฐบาลว่าจะไปตั้งโต๊ะรับซื้อที่ราคาอ้างอิง ไม่มีสักจังหวัดเดียว นี่ละครับ คือการบิดเบือนกลไกการตลาดและเป็นการบิดเบือนนโยบายการประกันรายได้ ถ้าท่าน ไปตั้งโต๊ะรับซื้อที่ราคาอ้างอิงนี้ พ่อค้าก็จะต้องมาซื้อตามราคาอ้างอิงนี้ ราคามันก็จะ ขยับขึ้นมาได้บ้าง แต่ทีนี้ไม่มีการตั้งโต๊ะรับซื้อครับ ชาวบ้านเขาครหากันเต็มไปหมดแล้วครับ ว่ามีการฮั้วกันครับ อย่าให้เขาครหาอย่างนั้นเลยครับท่านประธาน ลองไปดูสิครับว่าจะแก้ไข ปัญหาอย่างนี้ได้อย่างไร เพราะว่าอีก ๒ เดือน ขณะนี้ยังไม่รุนแรงนะครับ อีก ๒ เดือน ข้าวล็อต (Lot) ใหญ่กําลังจะออก เดือนเมษายน เดือนพฤษภาคมนี้ ข้าวล็อตใหญ่ ในภาคกลางกําลังจะออก ท่านลองไปดูว่าท่านจะดําเนินการในเรื่องนี้ แก้ไขกลไกตรงนี้ ให้มันดําเนินการไปตามกลไกที่มันควรจะเป็นและเป็นไปตามกลไกการประกันราคา ที่ทางรัฐบาลกําหนดเอาไว้ได้อย่างไร ผมถามเป็นคําถามที่ ๒ ว่าท่านจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร ท่านจะตั้งโต๊ะรับซื้อแข่งกับโรงสีใช่ไหม ถ้าตั้งโต๊ะท่านก็ต้องไปตรวจสอบให้ดี แล้วก็ต้อง บอกครับว่า ถ้าท่านตั้งโต๊ะท่านจะตั้งโต๊ะรับซื้อให้กับเกษตรกรเริ่มต้นได้เมื่อไรครับ คําถามที่ ๒ ครับ
เชิญตอบครับ ตอนนี้ใช้ไป ๓.๐๘ นาที เชิญท่านตอบครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ที่ท่านภราดร ปริศนานันทกุล ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพูดนั้นก็เป็นจริงตามนั้นนะครับ คือว่าในบางจุดบางพื้นที่ โรงสีไม่รับซื้อข้าวจากชาวนาในราคาอ้างอิง เรื่องนี้คณะกรรมการ กขช. ซึ่งมี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นประธานในการประชุมเรื่องสุดท้าย ผมเป็นรองประธาน ผมยืนยันว่าคณะกรรมการก็ได้อนุมัติเป็นนโยบายให้กระทรวงพาณิชย์ เข้าไปตั้งโต๊ะรับซื้อในปริมณฑลที่ผมกล่าวเมื่อกี้นี้ ซึ่งปีที่แล้วเราก็ให้ทําเช่นนี้ครับ ปีที่แล้ว ก็ได้รับซื้อปริมาณมากพอสมควร ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์รอตัวเลขอยู่ เดี๋ยวในคําถามที่ ๓ อาจจะบอกตัวเลขท่านได้ ว่าปีที่แล้วเราทําได้กี่ล้านตันที่ทําอย่างที่ ท่านเสนอ ส่วนปีนี้ก็ต้องทําครับ เพราะเป็นนโยบาย ไม่ทราบว่ากระทรวงพาณิชย์ เตรียมพร้อมเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน ผมขออนุญาตท่านประธานได้กรุณาให้ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ตอบอีกครั้งครับ
เชิญรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ตอบครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ดิฉัน พรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงพาณิชย์นะคะ ในเรื่องของการรักษาเสถียรภาพราคานะคะ อย่างที่ ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้พูดถึงนะคะ ปีที่แล้วเราก็มีการตั้งโต๊ะรับซื้อนะคะ ท่าน ส.ส. คะ ในหลายพื้นที่ที่มีเรื่องของราคาตกต่ําเราก็ได้นํามาตรการนี้เข้ามารักษาเสถียรภาพ ซึ่งมาตรการเราก็ได้ออกไว้ ๕ มาตรการ ในเรื่องของการที่จะพยุงราคาไม่ให้มันตกมากไปกว่า ราคาที่มันควรจะเป็น ซึ่งในการดําเนินการนี้ก็จะรอดูว่าในช่วงไหนที่มีผลผลิตของเกษตรกร ของชาวนาออกมาแล้วตกนะคะ ก็จะตั้งโต๊ะรับซื้อ โดยเข้าไปในพื้นที่ต่าง ๆ นะคะ ตรงนี้ ก็เป็นแนวทางที่ได้ผ่านการเห็นชอบจาก กขช. แล้วก็ผ่าน ครม. เรียบร้อยแล้วนะคะ ในส่วน ของปีที่แล้วเราก็ขอกรอบวงเงินไว้ประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่าเราก็ใช้ไปไม่ถึงนะคะ ใช้ไปไม่เท่าไร เดี๋ยวตัวเลขกําลังมานะคะ แต่ว่าในส่วนที่จะเรียนชี้แจงว่าโครงการนี้ รักษาเสถียรภาพ ก็อย่างที่ท่าน ส.ส. เข้าใจนะคะ เราก็จะเข้าไปตั้งโต๊ะรับซื้อ เพิ่มการแข่งขัน ตรงนี้นะคะ โดยมีจังหวัดไหนที่เกิดปัญหาเราก็พร้อมที่จะเข้าไป
เขาถามว่าเมื่อไร
วันที่ ๑๖ มีนาคม กําลังตอบค่ะท่าน ๑๖ มีนาคมนี้ก็พร้อมทั่วประเทศในส่วนที่จะมีข้าวออก แล้วก็ราคาตก ซึ่งจริง ๆ ก็ต้องทําความเข้าใจนิดหนึ่งเรื่องของข้าวที่เกษตรกรชาวนาขายได้ ๖,๐๐๐-๗,๐๐๐ บาท หรือที่ท่านว่านะคะ ไม่ถึงราคาอ้างอิงก็ต้องเรียนตามตรงว่ามัน ขึ้นอยู่กับความชื้นเป็นหลักด้วยนะคะ เพราะว่าส่วนใหญ่ข้าวในภาคกลางเกษตรกร ก็เกี่ยวข้าวสดแล้วก็ขายเลย เพราะว่าไม่ได้ตากเหมือนทางภาคอีสาน เพราะฉะนั้น เมื่อความชื้นสูงมันก็ดูเหมือนไม่ได้ราคาตามที่ราคาอ้างอิง แล้วก็ทําให้เกิดเรื่องของ การออกมาแสดงความไม่พอใจในเรื่องของมาตรการที่ทางรัฐบาลได้ทํานะคะ ตรงนี้ก็อยากจะกราบเรียนว่า เนื่องจากความชื้นนี้มีผลทําให้เรื่องของราคานี้อาจจะได้ไม่ถึง ตามที่เกษตรกรได้รับทราบนะคะ เพราะฉะนั้นต้องขอเรียนชี้แจง ส่วนมาตรการการรักษา เสถียรภาพเราก็มี ๕ มาตรการ แล้วก็การแทรกแซงอย่างที่บอกนะคะ วันที่ ๑๖ มีนาคมนี้ เราก็จะเริ่มพร้อมทั้ง อ.ต.ก. แล้วก็ อคส. ในการเข้าแทรกแซงค่ะ
เชิญถามครั้งที่ ๓ ท่านมีเวลาอยู่ ๒.๕๘ นาที
ท่านประธานคํานวณเวลาผิด หรือเปล่าครับ ผมก็นั่งนับอยู่นี่ครับ ผมเหลืออีก ๔ นาทีครับ
เขาก็บวกลบคูณหาร
ผิดครับท่านประธาน เชื่อผม เถอะครับ ผมนั่งคํานวณอยู่ อีก ๔ นาทีครับท่านประธานเชื่อผม ทีนี้ท่านรัฐมนตรีครับ เมื่อสักครู่ท่านบอกนะครับว่ารอดูก่อน รอดูว่าเมื่อไรที่ข้าวราคาตกต่ําแล้วจะค่อยเข้าไป แทรกแซง ท่านรอจนพอดีครับข้าวหมดทุ่งชาวนาขายก็อยู่ในมือโรงสีทั้งหมด ท่านค่อยไป ตั้งโต๊ะซื้อราคาก็ขยับขึ้นโรงสีก็ได้กําไร ท่านรอไปเถอะครับ ทีนี้เรื่องความชื้นครับ ผมมีตาราง ความชื้นชัดเจนครับ ราคาที่ผมคํานวณเมื่อสักครู่ผมไม่ได้คํานวณข้าวแห้ง ผมคํานวณ ข้าวชื้นที่ความชื้น ๒๐ ความชื้น ๒๕ ผมคํานวณเรียบร้อยหมดแล้วครับ ก็ยังขาดทุนอยู่ดี นี่คือใบเสร็จชัดเจนครับ ใบเสร็จที่เกษตรกรเขาขายมาเมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ขายราคา ตันละ ๖,๕๐๐ บาท ความชื้นเขาไม่คิดกันครับ ความชื้นคิดคละรวมกันไปหมด ๖,๕๐๐ บาทบ้าง ๖,๒๐๐ บาทบ้าง ๕,๗๐๐ บาทก็มีครับ นี่คือเรื่องจริงซึ่งผมจะเอาใบเสร็จ ไปยืนยันกับท่าน เอาละครับ ๒ คําถามแรกเป็นคําถามเพื่อการแก้ไขปัญหาในระยะสั้น ช่วงนี้ครับ ๑-๒ เดือนนี้ ท่านจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ท่านจะมีการประชุม กขช. อีกรอบหนึ่ง หรือไม่ ท่านจะมีการตั้งโต๊ะรับซื้อเมื่อไรนั่นคือการแก้ไขปัญหาในระยะสั้นเดือน ๒ เดือนนี้ แต่ปัญหาในระยะยาวครับท่านมัวแก้ไขปัญหาอยู่อย่างนี้ไม่ได้ครับท่านต้องไปดูต้นเหตุ ต้นตอว่ามันเกิดขึ้นจากอะไร ท่านเคยสังเกตไหมครับว่าราคาผลผลิตทางการเกษตรอย่างอื่น เช่น ข้าวโพด ข้าวสาลี ยางพารา ปาล์ม ราคาเพิ่มขึ้นช่วง ๓-๔ เดือนนี้เพิ่มขึ้น ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์ มีข้าวอย่างเดียวเท่านั้นละครับที่ราคามันอยู่กับที่ แล้วก็ถอยหลัง ลงคลอง ท่านเคยสังเกตไหมครับว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไร แน่นอนครับผมเชื่อว่ามันจะต้องมี กระบวนการอะไรสักอย่างหนึ่ง ที่ผมพยายามต่อจิ๊กซอว์ (Jigsaw) นี้ผมจะเล่าให้ ท่านประธานฟังอย่างนี้ครับ รัฐบาลพยายามขายข้าวในสต็อก (Stock) ครับท่านประธาน ขายข้าวแบบลับ ขายจํานวนเท่าไรก็ไม่รู้ ขายไปก็ไปประมูลกันในราคาถูก ไปทําให้รัฐบาล ขาดทุน ซื้อมาแพงแล้วก็ไปประมูลราคาถูก เท่ากับไปขายแข่งกับเกษตรกร เมื่อเราเอาข้าว ในสต็อกไปขายราคาถูก พ่อค้าที่ไหนล่ะครับท่านประธานจะมาซื้อข้าวของเกษตรกรเขาก็ แย่งไปซื้อในราคาถูก เกษตรกรก็เลยถูกกดราคาอย่างนี้อย่างไร ราคามันก็ต่ําอยู่อย่างนี้ครับ ทีนี้ราคาต่ําขายหรือไม่ขายล่ะครับ เกี่ยวแล้วอย่างไรก็ต้องขายครับ เมื่อขายก็ขายราคาต่ํา อย่างนี้ครับ เท่ากับว่าพ่อค้ากว้านซื้อทั้งหมดทั้งตลาด เกี่ยวเท่าไรพ่อค้ากว้านซื้อที่ราคาต่ํา ทั้งหมด เมื่อข้าวไม่มีในท้องตลาดแล้ว ทีนี้ราคาสูงสิครับ ราคาสูงขึ้นบอกว่าอะไรครับ ข้าวเกษตรกรไม่มีแล้วครับ ข้าวอยู่ในมือพ่อค้าทั้งหมด พ่อค้าก็ไปขายได้กําไรอีกต่อหนึ่งครับ ท่านประธาน นี่คือเหตุผลว่าเพราะอะไรราคาข้าวมันจึงถึงไม่ขึ้นเหมือนพืชผลทางการเกษตร อย่างอื่น นี่คือเหตุผลครับรัฐบาลทําด้วยรัฐบาลเอง รัฐบาลกําลังทําให้ข้าวตกต่ําด้วยมือ รัฐบาลเอง ผมถามท่านประธานถึงรัฐบาลในคําถามสุดท้ายว่า ท่านจะแก้ไขปัญหา ในระยะยาวอย่างนี้ด้วยวิธีการไหนครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านใช้เวลาเกินไปเกือบ ๑ นาทีครับ ฝ่ายรัฐบาลเหลือ ๑.๔๓ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ขอกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่า ผมยืนยันนะครับว่ารัฐบาลระบายสต็อกไปจนถึงปัจจุบันนี้ ๔,๑๐๐,๐๐๐ กว่าตัน ใน ๔,๑๐๐,๐๐๐ กว่าตันนี้ ผมมั่นใจว่าทางกระทรวงพาณิชย์เจรจาต่อรองได้ราคาดีที่สุด ในสถานการณ์ของการข้าวของโลกในปัจจุบัน ถึงได้ให้ความเห็นชอบและไปเซ็นสัญญา ๔,๑๐๐,๐๐๐ ตันนี้ มันก็จะมีระเบียบอยู่นะครับว่าเขาจะต้องระบายออกให้หมด จริง ๆ แล้ว ภายใน ๑๕๐ วัน ไม่มีมากกว่านี้ ตามระเบียบของกระทรวงพาณิชย์ภายใน ๑๕๐ วัน ต้องระบายออกให้หมด แต่ว่าก็จะมีเงื่อนไขอยู่อีกข้อหนึ่งของกระทรวงพาณิชย์ คือว่า เมื่อเซ็นสัญญาแล้วส่งมอบข้าว รับมอบข้าวเสร็จแล้ว ให้เริ่มระบายได้หลังจากนั้น ๔๕ วัน บวกแล้วก็ประมาณ ๖ เดือนครึ่ง เพราะฉะนั้นที่อนุมัติมาทั้งหมดนี้ ที่กระทรวงพาณิชย์อนุมัติ และทาง กขช. ให้ความเห็นชอบไปเซ็นสัญญานี้ ตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมเป็นต้นมา ปัจจุบันนี้ระบายออกไปทั้งหมดแล้ว ที่เหลือจริง ๆ ประมาณไม่ถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ ตัน ที่เหลือ ในปัจจุบันนี้ไม่ถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ ตัน เดี๋ยวให้ท่านตอบ ผมอ่านตัวเลขไม่ทัน ส่วนใหญ่ก็ ระบายออกไปแล้วนะครับ ทีนี้ต้องกราบเรียนว่าที่จริงข้าวนี้รัฐบาลก่อน ๆ ซื้อไว้ในราคาที่สูง ผมกราบเรียน ก็เป็นการแก้ปัญหาของชาวนาในสมัยนั้น ซื้อมา ๑ ตัน ๑๘,๐๐๐ บาทบ้าง ๒๐,๐๐๐ บาทบ้าง สมัยนั้นก็แล้วแต่ ก็มีการเดินขบวนกันก็อนุมัติไป แล้วก็ไม่ได้ขาย ๒ ปีก่อนนั้นราคาสูงมาก ปี ๒๕๕๑ ราคาสูง นี่ตัวเลขผมทําไว้หมดครับ มันสูงเพราะ ตลาดโลกมันขาดแคลนมากในปี ๒๕๕๑ ทั้งโลกเลยขาดแคลน เพราะมันเกิดอุทกภัยเอลนิโญ เกิดอะไรทั้งโลกเลย ราคาสูงมากเลย ตอนนั้นเราก็ไปซื้อในราคาสูง แล้วก็เก็บไว้ในสต็อก แล้วก็ไม่ระบาย ก็เก็บมาไว้จนกระทั่งมาถึงรัฐบาลของท่านอภิสิทธิ์ ก็เป็นภาระเพราะว่า ข้าวเสื่อมราคาไปเยอะมาก ก็เก็บเอาไว้ ข้าวเก็บไว้ถึง ๒ ปีก็ไปแล้วนะครับ มีบางล็อต ต้องขายเป็นอาหารหมู ที่เก็บเอาไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ ต้องขายเป็นอาหารหมู ขายไปเท่าไร รู้ไหม ๑ ตัน ๕,๐๐๐ กว่าบาท ซื้อมาเกือบ ๒๐,๐๐๐ บาท เพราะว่าคนกินไม่ได้ต้องเป็น อาหารหมู อย่างนี้มันก็เกิดความเสียหายก็ถึงได้รีบระบายไป แต่ผมกราบเรียนว่าที่พูดกัน เป็นข่าว บอกว่าพ่อค้าส่งออกพอซื้อไปจากรัฐบาลแล้วก็ไม่ได้ส่งออก เวียนขายอยู่ ภายในประเทศบ้าง กักตุนเอาไว้บ้าง อันนี้ไม่จริง เพราะตามระเบียบก็จะมีเลย ถ้าเผื่อไม่ทํา ตามระเบียบที่ผมอ่านที่ผมกราบเรียนเมื่อกี้ ๑๕๐ วัน บวกอีก ๔๕ วันนี้ ถูกปรับเยอะมาก เลยครับ เขาต้องรับผิดชอบค่าเช่าโกดังอะไรต่าง ๆ เอง เพราะฉะนั้นตามที่เขารายงานมานี้ คือเขาก็ส่งออกตามนั้น เราก็ส่งออกไปเยอะ อย่างไรเดี๋ยวท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์จะกราบเรียนให้ทราบ ทีนี้ราคาข้าวที่มันตกในปัจจุบันนี้มันก็เป็น ปีที่แล้วมันก็เป็น คือราคาข้าวในช่วงนี้เป็นข้าวที่เวียดนามออกเยอะมาก เพราะว่าธรรมชาติของข้าวมันจะออก จากทางเหนือลงไปเรื่อย ๆ เวียดนามก็จะออกก่อนภาคกลาง ภาคกลางจะออกก่อนภาคใต้ ห่างกันประมาณ ๑ เดือน เวียดนามจะออกก่อนเรา ๑ เดือน ภาคกลางคือท่านผู้แทนราษฎร ที่มีเกียรติเมื่อกี้ก็กราบเรียนแล้วว่าข้าวจะออกล็อตใหญ่ ข้าวนาปรังก็ประมาณเดือนเมษายน เดือนพฤษภาคม ก็เป็นจริงตามนั้น ภาคกลางตอนนี้ข้าวออกมันมีกี่เปอร์เซ็นต์ ๒-๓ เปอร์เซ็นต์ ผมเช็กกับอธิบดีเมื่อคืนนี้ ออกมาแค่ ๒-๓ เปอร์เซ็นต์ แต่จะออกมาจริง ๆ เดือนเมษายนกับเดือนพฤษภาคมจะออกเยอะมาก ๗-๘ ล้านตัน แต่พอถึงตอนนั้น ตามธรรมชาติพอปลายเดือนเมษายน เดือนพฤษภาคม ข้าวจะเพิ่ม เพราะข้าวเวียดนามหมด แล้วข้าวเราจะออก ราคาก็จะเพิ่มประมาณปลายเดือนเมษายน เดือนพฤษภาคมราคาจะเพิ่ม ตามเคิร์บ (Curb) ที่เป็นมานี้
ท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ เกินเวลาไปเยอะ เขาถามท่านนิดเดียวเท่านั้นเองว่าระยะยาวท่านจะแก้ไขอย่างไร เขาถาม เท่านั้นครับ
ในระยะยาวผมให้ความ มั่นใจว่าราคาข้าวสูงขึ้นแน่ครับ ปลายเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคมนี้ผมมั่นใจว่า ราคาสูง คือสต็อกซึ่งเป็นหลักของวิชาเศรษฐศาสตร์ถ้าไม่ระบายสต็อกนี้พ่อค้าไม่กล้าซื้อ นะครับ เพราะไม่รู้เมื่อไรรัฐบาลระบายสต็อก ถ้าเขาซื้อพอรัฐบาลระบายสต็อกข้าวก็ต้องตก ทั่วโลก เพราะฉะนั้นการรักษาความลับนี้ เวลาระบายต้องระบายเป็นความลับ เพื่อไม่ให้ ตลาดโลกเขารู้ เราถึงระบายออกไปก็เกือบ ๔,๐๐๐,๐๐๐ ตัน ที่ระบายออกไปตอนนี้ ๓,๐๐๐,๐๐๐ กว่าตัน โดยไม่กระทบกระเทือนราคาตลาดโลกเลย อันนี้เป็นครั้งแรก ที่เราระบายแล้วไม่กระทบกระเทือนราคาตลาดโลก ก็กราบเรียนครับ
ก็จบ เพราะหมดเวลาแล้วครับ เกินไปเยอะ ต่อไปเป็นกระทู้ถามที่ ๒ ครับ
๑.๒.๒ กระทู้ถามสดที่ ๑๗๗ ส. เรื่อง นโยบายประชาวิวัฒน์ (นายวิชาญ มีนชัยนันท์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีมอบให้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคม กับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้ตอบ
เชิญเจ้าของกระทู้ถามครับ
ท่านนายกรัฐมนตรีนั่งนี่ไม่ตอบ ใช่ไหมครับ
ท่านมอบแล้วครับ ท่านรับผิดชอบอยู่แล้ว
โอเคครับ ท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ วันนี้ผมได้ตั้งกระทู้ถามสดในเรื่องของนโยบาย ประชาวิวัฒน์ ซึ่งก่อนอื่นนั้นก็ต้องขอขอบคุณครับที่ตัวท่านนายกรัฐมนตรีเองมานั่งฟัง ท่านจะร่วมด้วยก็ได้ครับ ส่วนหนึ่งนั้นต้องยอมรับครับว่ารัฐบาลชุดนี้มีความคิดหลายเรื่อง คิดบ้าง ทําบ้าง ศึกษาบ้าง ล้วนแล้วแต่ดีหรือไม่ดีประชาชนทราบ แต่วันนี้มีหลายเรื่อง ซึ่งอุตริคิดในเรื่องซึ่งไม่ควรที่จะมาดําเนินการ หลายเรื่องก็พังพินาศไปครับ เช่น เอาไข่ มาชั่งกิโล หรือในเรื่องของการทําให้ของต่าง ๆ ที่อยู่ในตลาดราคาสูงขึ้นและขาดแคลน วันนี้ก็มีส่วนกระทบจากนโยบายของภาครัฐในเรื่องของประชาวิวัฒน์ ซึ่งท่านเองนั้น ได้ดําเนินการศึกษาเอาไว้ ทั้งหมดมี ๙ ข้อ และทราบมาว่าใน ๙ ข้อนี้ท่านไม่ได้คิดเอง หรอกครับ ท่านเอางบจากธนาคารโลก เอสเอแอล (SAL) จํานวน ๖๙ ล้านบาท นํามาจ้าง บริษัท แมคเคนซี คอมพานี (ประเทศไทย) จํากัด แล้วก็เอาส่วนนี้ละครับ มากําหนด ทําไมล่ะครับ โครงการง่ายๆ ๙ อย่างนี้ต้องจ้างบริษัทซึ่งเป็นบริษัทต่างชาติ แล้วก็มีข้อครหา มากมายครับว่าใช้เวลาไป ๓๕ วัน แต่เห็นออกมาพูดบอกว่า ไม่จริงหรอก ๔ เดือน เอาละครับ ผมคงไม่ติดใจในเรื่องดังกล่าว เพราะว่ามันเป็นข่าวซึ่งพาดพิงมานานแล้ว แล้วก็คิดว่าเงินดังกล่าวนี้ถ้าใช้กับในเรื่องความคิดแค่ ๙ ข้อ ๙ นโยบายแล้วมันใช้จ่ายเงิน ไปถึง ๖๙ ล้านบาท ผมคิดว่าคนไทยคงจะต้องเป็นหนี้อีกมากมาย ท่านประธานครับ ผมสนใจในข้อที่ ๔ คือเรื่องเพิ่มจุดผ่อนผันให้กับผู้ค้าจํานวน ๒๐,๐๐๐ ราย มีพื้นที่ค้าขาย เพื่อลดรายจ่ายนอกระบบและพัฒนาให้เป็นจุดท่องเที่ยว ท่านประธานครับ ที่ผมสนใจนี้ เพราะว่ารัฐบาลชุดนี้ดูเหมือนว่าจะดูแลพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วน ผมเห็นด้วยครับ ในยามที่ภาวะเศรษฐกิจเป็นอย่างนี้ มีทั้งกู้ มีทั้งยืม มีทั้งเงินนอกระบบ มีทั้งการฝ่าฝืน กฎระเบียบต่าง ๆ ของรัฐ แต่วันนี้ที่ต้องมาถามเพราะผมเห็นใจครับ พ่อค้าประชาชนที่กําลัง ได้รับความกรุณาจากรัฐบาลในการเพิ่มแผนพื้นที่ ซึ่งจริง ๆ ไม่ได้เพิ่มหรอกครับ เพราะเขา ค้าขายอยู่ ในจํานวน ๒๐,๐๐๐ ราย กรุงเทพมหานครมีจุดผ่อนผันทั้งหมดตั้งแต่ปี ๒๕๒๙ จนถึงปัจจุบันนี้ประมาณ ๒๕,๐๐๐ แผงค้า แต่โดยรวมแล้วการผ่อนผัน หมายถึงว่า การกําหนดพื้นที่ให้ค้าขายเท่านั้นเอง แล้วก็อ้างเสมอครับว่าเป็นการจัดระเบียบ เป็นการดูแล เป็นการไม่ให้เกิดปัญหาเงินใต้โต๊ะ หรือสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นดูเหมือนว่า เป็นการดําเนินการมาถึงเกือบ ๒๖ ปีที่มีจุดผ่อนผัน แต่ไม่ได้ทําอะไรเลยครับ พอจะผ่อนผัน ทีไรก็อ้างประชาชน อ้างความต้องการ อ้างความเดือดร้อน อ้างเศรษฐกิจ วันนี้ก็อ้าง เหมือนกันครับ จากรายงานที่ บริษัท แมคเคนซี คอมพานี (ประเทศไทย) จํากัด ทําขึ้นมา บอกว่าจะต้องไปดูและดําเนินการในเรื่องดังกล่าว จึงไปหาวิธีการที่จะเพิ่มบุคคลที่มีพื้นที่ขาย อยู่ในทางเท้าจํานวน ๒๐,๐๐๐ แผงค้าในปัจจุบัน เพราะพวกนี้เขาค้าขายอยู่แล้วครับ แต่มันผิดกฎหมาย แต่วิธีการกระทําอย่างนี้ผมมองว่าเป็นการทําลายประชาชนด้วยซ้ํา ทําลายผู้ค้าด้วย รัฐบาลบอกว่าใช้จ่ายเงินนี่ จํานวนเม็ดเงินโดยการกู้จากธนาคาร ๕ ธนาคาร ส่วนนี้กู้ประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาทในจํานวน ๒๐,๐๐๐ แผงค้า กู้จากธนาคารออมสิน ๓๐,๐๐๐-๑๐๐,๐๐๐ บาท ผมกําลังงงครับว่าการดําเนินการในเรื่องดังกล่าวมีเจตนารมณ์ที่ดี แต่ไปติดขัดว่าจะต้องไปออกกฎหมาย ซึ่งไปขัดต่อระเบียบของกรุงเทพมหานครว่าด้วย พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมืองปี ๒๕๓๕ แล้วก็ไปขัดการแก้ไขระเบียบพระราชบัญญัติสาธารณสุขปี ๒๕๓๕ ซึ่งทั้ง ๒ ส่วนนี้ ถ้าใครเอาของไปตั้งวางในที่สาธารณะ หมายถึงสถานที่จัดไว้เป็นสาธารณะสําหรับประชาชน ใช้เพื่อการบันเทิงพักผ่อนหย่อนใจ แล้วก็ไม่ได้เป็นศาสน คําว่า ศาสน ก็คือศาสนสมบัติ ของแผ่นดิน นอกจากที่รกร้างว่างเปล่าในความหมาย แต่ท่านประธานครับ ที่ตรงนี้ใครก็รู้ ว่าใช้ในเรื่องของการสัญจรการเดิน แต่รัฐบาลชุดนี้บอกว่าสภาพเศรษฐกิจที่ย่ําแย่ประชาชน เดือดร้อนซึ่งเขาค้าขายอยู่แล้ว แต่กําลังทําให้เขาถูกต้องตามกฎหมาย ผมไม่ได้ว่า ถ้าทําแล้วดี ทําแล้วเหมาะสมผมเห็นด้วยกับโครงการนโยบาย แต่วันนี้นี่ท่านดูเหมือนว่า กําลังเปลี่ยนแปลงกฎหมาย แล้วท่านก็ไม่ได้ถามประชาชนว่าคนส่วนใหญ่กับคนจํานวน ๔๐,๐๐๐ แผงค้า บวกของใหม่นี้ประมาณ ๒๐,๐๐๐ แผงค้า บวก ๒๕,๐๐๐ แผงค้า คิดเป็นตัวเลขประมาณ ๐.๐๐๔ เปอร์เซ็นต์ จากจํานวนคนทั้งหมด ๑๐ ล้านคนของคน กรุงเทพมหานคร ผมถามว่าถ้าเอาเงินจากการกู้แล้วจะช่วยเหลือแก้ไขรวมถึงเอาทางเท้า บอกว่า ๓ เมตรขึ้นไปเหลือช่องทางเดิน ๑ เมตรนี่มันจะเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ เดี๋ยวผมจะให้ดูสื่อ เชิญครับฉายสักนิดหนึ่งครับว่าสภาพทางเท้าปัจจุบัน เป็นอย่างไรครับ ภาพนี้เป็นภาพแรกนะครับ จะเห็นว่ามีความแออัดในส่วนจุดผ่อนผัน รูปต่อไปครับ รูปที่ ๒ เป็นปัญหาทางเท้าสาธารณะ คนลงมาเดินข้างล่างเพราะข้างบน ไม่มีที่เดิน รูปที่ ๓ ครับ มีการตั้งวางขายของแล้วก็มีฝนตก เห็นไหมครับ เมื่อวานนี้เพิ่งไป ถ่ายมา ฝนตกที่หน้ารามคําแหงคนต้องลงมาเดินข้างล่างนะครับ ภาพต่อไปครับ ร้านก๋วยเตี๋ยว นี่ครับสาธารณสุขจะสะอาดได้อย่างไรครับ สิ่งต่าง ๆ ที่สกปรกเลอะเทอะ หรืออย่างไรใครจะไปดูแลครับ รูปต่อไปครับ การตั้งวางขายของนี้บอกว่าจะต้องมีช่องเดิน ตอนนี้ตั้งเป็น ๒ ฝั่ง อีกฝั่งหนึ่งทาน อีกฝั่งหนึ่งทําอาหารขาย ตรงนี้ช่องทางนี้จะถึง ๑ เมตร หรือเปล่า ตอนที่ไปถ่ายไม่ใช่ตอนเย็นนะครับ ถ้าตอนเย็นคนจะเยอะมากครับ รูปต่อไปครับ ห้ามตั้งวางขายของในจุดรถประจําทาง แต่ตอนนี้ตรงนี้ตั้งจนเต็มมิดไปหมดแล้วครับ ลองดูสิครับท่านประธานครับ ต่อไปครับ อาจจะเกิดมิจฉาชีพได้ เพราะคนจํานวนมาก ทางเท้าต้องโปร่ง ท่านอย่าไปเอาอย่างต่างประเทศครับ เพราะคนคิดนี่เป็นคนต่างประเทศ ท่านมาคิดในเมืองไทยคิดอย่างนี้ได้อย่างไรครับ ความระเกะระกะ รูปทรงต่าง ๆ ซึ่งทุกครั้ง อ้างบอกว่าจะจัดระเบียบเดี๋ยวมีร่มต่าง ๆ ที่ออกแบบมา ทุกครั้งกรุงเทพมหานครทําอย่างนี้ ตั้งแต่สมัยทุกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครละครับ ต่อไปครับ นี่คือรูปแบบครับของ คนกรุงเทพมหานครที่จะต้องเผชิญ แล้วสุดท้ายผมถามว่าเป็นอย่างไรครับ ท่านรู้ไหมครับ ว่าจํานวนทั้งหมดนี่ประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นคนต่างจังหวัดที่มาค้าขาย ไม่ได้ว่าครับ คนกรุงเทพมหานครจริง ๆ มี ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แต่คนในพื้นที่มีอยู่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ นอกนั้น เป็นคนในกรุงเทพมหานครที่คละเคล้ากัน ถามว่าสิ่งที่ท่านทํานี้ท่านทําให้กับกลุ่มคนต่าง ๆ จํานวน ๔๐,๐๐๐ คน แต่คนในจํานวน ๔๐,๐๐๐-๔๕,๐๐๐ คนนี้ ท่านเสียทางเท้าคูณด้วย ๒ ตกประมาณ ๘๐ กิโลเมตร เสียทางเท้าไป ๘๐ กิโลเมตร แล้วก็ให้เขาไปกู้ หวังที่จะเอา เงินต่าง ๆ บอกว่ามาช่วยเหลือประชาชน ผมไม่ได้ขัดท่าน สมัยรัฐบาลทักษิณเขาช่วย วินมอเตอร์ไซค์เขาจดทะเบียนจัดตั้งเรียบร้อย ท่านประธานชัยเป็นประธานเอง ตอนนั้น ผมเป็นเลขานุการคณะ แล้วทําได้ประโยชน์ครับ ผู้ค้าวินมอเตอร์ไซค์วิ่งดําเนินการได้ไม่ต้อง ถูกรีดถูกไถ แล้วก็เป็นป้ายเหลืองสาธารณะ แต่วันนี้ท่านกําลังทําอะไรผมไม่ทราบ เพราะกรุงเทพมหานครกําลังมีปัญหา ผมจึงไปสู่คําถามครับท่านประธาน คําถามที่ว่า ในขณะนี้ที่ท่านกําลังทําโครงการ รัฐบาลมีกรอบความคิดอย่างไรในการทําทางเท้าสาธารณะ มาจัดเป็นที่ขายของโดยเปรียบเทียบข้อดี ข้อเสีย และผลกระทบของการค้าขายกับคนที่ ซื้อของขายในส่วนนี้ครับ
ท่านใช้เวลาไป ๙.๐๕ นาที ท่านเหลือเวลาไม่ถึง ๑ นาที เชิญรัฐบาลตอบครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต้องขออนุญาต ท่านประธานที่จะย้อนกลับไปตอบคําถามของท่านสมาชิก ท่านวิชาญนะครับ ขออนุญาต เอ่ยนาม ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับเหตุผลที่มาของการจ้างที่ปรึกษาในกรณีนี้คือ บริษัท แมคเคนซี คอมพานี (ประเทศไทย) จํากัด ที่จะมาช่วยบริหารโครงการที่เราเรียกกันว่า กระบวนการประชาวิวัฒน์ ก็ต้องขอเรียนนะครับว่ากระบวนการประชาวิวัฒน์เป็นส่วนหนึ่ง ของแผนการปฏิรูปประเทศไทยของทางรัฐบาล โดยที่เราก็ได้ออกไปสํารวจถึงความต้องการ ในส่วนของความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนนะครับ แล้วก็ได้จัดลําดับความสําคัญในส่วน ของความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนออกมาเป็น ๓ กลุ่มใหญ่ ๆ ก็คือเรื่องของความมั่นคง ในส่วนของการคุ้มครองสิทธิต่าง ๆ ของผู้มีอาชีพอิสระ ส่วนที่ ๒ ก็คือเรื่องของค่าครองชีพ แล้วก็ส่วนที่ ๓ ก็คือเรื่องของความกังวลต่อความปลอดภัยทางด้านทรัพย์สินแล้วก็ชีวิต ดังนั้นรัฐบาลจึงได้จัดวิธีการที่จะตอบโจทย์ปัญหาเหล่านี้ให้กับพี่น้องประชาชน วิธีการใหม่ ก็คือแบบบูรณาการหน่วยงานราชการและผู้ที่เกี่ยวข้องทุก ๆ ส่วนมาทํางานร่วมกัน เพื่อหาคําตอบให้กับพี่น้องประชาชน ก็เป็นสาเหตุที่มานะครับ ท่านไม่ได้ถาม ผมก็คงไม่ใช้ เวลาที่จะตอบว่าเราไปจัดซื้อจัดจ้างอะไร อย่างไร แต่ขออนุญาตเรียนสั้น ๆ นะครับว่าในส่วน ของหน่วยราชการที่รับผิดชอบก็ได้รับคําสั่งจากทางรัฐบาลบอกว่าให้ช่วยไปดูแลนะครับ ให้มีที่ปรึกษาที่มีความเหมาะสม เขาก็ไปจัดทําตามระเบียบขั้นตอนทุกอย่างนะครับ แล้วก็ ได้ไปชี้แจงกับทางคณะกรรมาธิการหลายคณะกรรมาธิการที่มีคําถามในเรื่องนี้ ก็ไม่ได้พบว่า มีประเด็นใดที่ผิดปกติหรือว่าอาจจะผิดระเบียบหรือกฎหมายแต่อย่างใด คราวนี้เข้ามาถึง ตัวมาตรการแล้วก็ตัวคําถามของท่านวิชาญนะครับ ในส่วนของแนวความคิดเรื่องของ การจัดพื้นที่ เพิ่มเขตผ่อนผันให้กับพ่อค้า แม่ขายในกรุงเทพมหานคร ผมก็ไม่มั่นใจนะครับว่า ที่ท่านอภิปรายมาทั้งหมดนี่สุดท้ายแล้วประเด็นของท่านคืออะไร นโยบายของท่านหรือ พรรคของท่านคือต้องการที่จะกวาดล้างการค้าขายบนพื้นที่ท้องถนนของกรุงเทพมหานคร ทั้งหมดหรือไม่ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นก็ขอให้ท่านพูดได้อย่างชัดเจนนะครับประชาชนจะได้เข้าใจ ในส่วนของเรา เราก็คํานึงว่ามันควรจะต้องมีความสมดุลระหว่างสิทธิการใช้ทางเดิน โดยพี่น้องประชาชนโดยทั่วไป และโอกาสในการทํามาค้าขาย ทํามาหากินของผู้ที่มาค้าขาย ในกรุงเทพมหานคร นี่คือสาเหตุที่มีกระบวนการและขั้นตอนที่ชัดเจนในการที่จะประเมิน จุดเหมาะสมที่สมควรที่จะจัดให้เป็นจุดผ่อนผันโดยกรุงเทพมหานครได้ กรุงเทพมหานครเอง ก็เป็นผู้ให้ข้อมูลต่อคณะทํางานประชาวิวัฒน์ โดยที่สุดท้ายแล้วตามขั้นตอนและระเบียบ ทั้งหมดก็คือต้องผ่านคณะกรรมการของกรุงเทพมหานครในการลงไปพิสูจน์ว่าในแต่ละจุดนั้น อันดับแรกคือมีการค้าขายอยู่แล้วหรือไม่ ต้องเน้นนะครับว่าจุดผ่อนผันเพิ่มเติม ที่ทางกรุงเทพมหานครได้จัดให้ในส่วนของโครงการประชาวิวัฒน์นั้นเป็นจุดที่มีการค้าขาย อยู่แล้ว และในหลาย ๆ กรณีมีการค้าขายมายาวนาน อย่างหลาย ๆ พื้นที่นะครับ คนกรุงเทพมหานครเองอาจจะไม่ทราบด้วยซ้ําไปว่าที่ค้าขายกันอยู่นั้นไม่ได้เป็นการค้าขาย ในเขตพื้นที่ผ่อนผัน เพราะมีความเคยชินครับ ในบริเวณสะพานพุทธ ปากคลองตลาด แม้แต่ถนนข้าวสารเองก็ล้วนแล้วเป็นจุดนอกเขตผ่อนผันทั้งสิ้น ทั้ง ๆ ที่ความคุ้นเคยและ การยอมรับในส่วนของพี่น้องประชาชนโดยรวมต่อการค้าขายในบริเวณพื้นที่เหล่านั้น ก็มีนะครับ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ก็คือกรุงเทพมหานครไปสํารวจจุดพื้นที่นับพันจุดนะครับ และในชั้นแรกได้มีข้อสรุปแล้วว่าจะมีการเสนอให้กับสํานักงานตํารวจแห่งชาตินะครับ ในที่นี้ก็คือในส่วนของตํารวจนครบาลมามีความคิดเห็นในการอนุมัติ ๒๗๕ จุดเพิ่มเติม ซึ่งเป็นจุดที่ค้าขายกันอยู่แล้ว มีผลต่อพ่อค้า แม่ค้าประมาณเกือบ ๗,๐๐๐ ชีวิตนะครับ ที่จะสามารถที่จะค้าขายได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งในส่วนของตรงนี้ ผมไม่อยากชี้แจง นะครับ ก็มีความระมัดระวังว่าเป็นจุดที่สามารถที่จะผ่อนผันให้ได้โดยมีความสมดุลระหว่าง โอกาสในการทํามาค้าขายของพี่น้องประชาชนที่เป็นพ่อค้าแม่ขาย และในส่วนของประชาชน ชาวกรุงเทพมหานครที่จะสัญจรไปมา ขอตอบตามนี้ก่อนครับ
ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงแรงงานมีอะไรไหม ไม่มี เชิญถามครั้งที่ ๒ ท่านมีเวลา ๐.๕๕ วินาทีครับ
ขออนุญาตนะครับท่านประธาน คือพรรคเราดูแลประชาชนอยู่แล้ว แต่โดยวิธีการของรัฐบาลผิดแผกแตกต่างครับ ในการที่จะ ดูแลประชาชนให้อยู่ดีกินดีแล้วก็ทําให้ทุกส่วนดี ฉะนั้นผมเห็นด้วยว่าจะต้องจัดที่ทํากิน แต่ตอนนี้ขออนุญาตครับ ในส่วนตรงนี้มันเลยไปต่อพื้นที่ ๕๐ กิโลเมตรที่ผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานครจะไปสกายวอล์ค (Skywalk) ตกกิโลเมตรหนึ่ง ๓๐๐ ล้านบาท คือ ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเป็นอย่างนั้นการใช้จ่ายเงินในส่วนนี้จะต้องใช้จ่ายงบประมาณ ภาษีอากร พื้นที่หายไป ๘๐ กิโลเมตร ไปเพิ่มข้างบน ๕๐ กิโลเมตร โดยบอกว่าไปต่อเชื่อม เพื่อความสะดวกและรวดเร็ว ส่วนที่ ๒ อันนี้เป็นคําถามไปแล้วนะครับ
ส่วนที่ ๒ คําถามต่อไปว่าในส่วนนี้รัฐบาลได้ดําเนินการอย่างไร ที่จะให้ผู้ค้า ทั้งหมด ๔๕,๐๐๐ แผงค้าอยู่ด้วยความสุข ไม่ต้องลุกลี้ลุกลน เวลาฝนตกแดดออกต่าง ๆ ทําไมไม่หาพื้นที่ต่าง ๆ นี้ให้เป็นที่ถาวรในกรุงเทพมหานครแล้วจัดเข้าไปค้าขาย ผมเห็นด้วย ที่จะช่วยเหลือประชาชนท่านฟังให้ดีนะครับกับแม่ค้าประชาชนคนกรุงเทพมหานครหรือคน ที่อื่นที่เข้ามาอยู่กรุงเทพมหานครเห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่ท่านแบบเอาเงินไปละลายน้ําให้เขา กู้เงิน ๓๐,๐๐๐-๑๐๐,๐๐๐ บาท แล้วไปกางร่มกางเต็นท์ (Tent) ทําไมไม่หาซื้อพื้นที่ ต่าง ๆ แล้วทําให้มันดี ต่างกันนะครับตอนที่ผมทํานี้ โครงการอันหนึ่งอยู่ที่เอื้ออาทร การเคหะแห่งชาติ คลองจั่น ๕๐๐ แผงค้า แล้วให้เขากู้เงินจากเครดิต ยูเนี่ยน (Credit Union) แล้วกลุ่มเหล่านั้นเขาไปดําเนินการ แต่ติดในเรื่องของการออกแบบท่านนายกรัฐมนตรีครับ ๒ เดือนกว่า ๆ ๓ เดือนแล้วออกแบบไม่ได้ ขนาดแบบง่าย ๆ นะครับ ติดขัดอยู่แค่นี้ ผมเรียนว่าสิ่งที่ท่านทํานี้สิ้นเปลืองงบประมาณภาษีอากรแล้วละลายน้ําเท่านั้นเองครับ แต่การช่วยเหลือประชาชนผมเห็นด้วยและขัดต่อกฎหมายหลายฉบับ แต่ถ้าท่านคิดว่า ในยามนี้ยังทําไม่ได้ ก็ว่ามาครับ แต่ท่านจะคิดอย่างไรเพราะคนกรุงเทพมหานครเป็นคน เดือดร้อน และอีไอเอ (EIA) ในเรื่องของสิ่งแวดล้อมท่านจะสร้างสกายวอล์ค ข้างบนที่เป็น โครงการที่จะเอามาทํานี้ ผมคิดว่ามันคงจะต่อเชื่อมจากโครงการประชาวิวัฒน์ โดยบริษัท แมคเคนซี คอมพานี (ประเทศไทย) จํากัด เตรียมการใช้จ่ายเงินงบประมาณอย่างมโหฬาร หลังจากกู้แล้วก็ยังต้องไปหาเงินเพิ่มในการเพิ่มเติมข้างบนและผลประโยชน์ตรงนี้ก็จะตกกับ ผู้ประกอบการหลาย ๆ ส่วนนะครับ
ท่านเกินเวลาไปพอสมควร แล้วครับ
ท่านประธานครับผมมีคําถาม เพราะว่าท่านประธานเองให้เวลาจํากัด
ไม่ใช่ผม ท่านเป็นคนออก ข้อบังคับ ผมก็ปฏิบัติตาม
เข้าใจท่านประธานครับ แต่บางอย่างท่านประธานต้องคํานึงถึงว่าคนที่ถามกระทู้ต้องอธิบายความละเอียด
ต้องไปแก้ข้อบังคับ
ไม่อย่างนั้นเขาก็จะบิดเบือน บอกว่าเป็นนโยบายของทางผมหรือเปล่า ไม่ใช่นะครับ ผมขอรูปอีก ๒ รูปสุดท้ายครับ
ก็หมดเวลาแล้ว พอแล้วครับ เกินเวลาไปตั้ง ๒ นาทีครึ่งแล้วครับ
ท่านประธานดูภาพก่อนครับว่า สกายวอล์คเป็นอย่างไรครับ ประชาชนเขาจะได้เห็นครับ ที่ลงทุนไป ๑ กิโลเมตร ๓๐๐ ล้านบาทนี้มันจะคล้าย ๆ อย่างนี้ แล้วมันจะเป็นขยะอวกาศหรือเปล่า อีกภาพหนึ่งครับ
ภาพนั้นเขาออกแล้วครับ
นี่คือ ถ้าเราทําแล้วให้มัน ค้าขายอย่างนี้ได้ ผมคิดว่าดี แต่ต้องหาพื้นที่ครับ ประชาชนเอง แม่ค้าต่าง ๆ ที่เขาขาย อาหาร ขายของกิ๊ฟช็อป (Giftshop) ต่าง ๆ นี้จะได้มีแหล่งขายของ ไม่ใช่บอกว่าฝนตก แดดออกเสียหาย แล้วมีการเก็บเงินกัน ภาพสุดท้ายครับ สุดท้ายจะเป็นอย่างนี้ครับเป็นหนี้ ทั้ง ๆ ที่หนี้ของประเทศนี้เขาไม่ได้ก่อ แต่ก็ไปซ้ําเติมอีกครับ ท่านประธานดูก็แล้วกันครับ ขอบคุณครับ
หมดเวลาของท่านแล้ว เกินไปเยอะครับ เกือบ ๓ นาที ท่านเหลือเวลา ๕.๓๙ นาทีนะครับ ก็ขอให้รักษาเวลาครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตเรียนท่านวิชาญ ขออนุญาตเอ่ยนามอีกครั้งนะครับ ต้องขออนุญาตเรียนจริง ๆ ว่าท่านไปไกลแล้วครับ ท่านพูดถึงสกายวอล์ค ท่านพูดถึงการใช้ เม็ดเงินงบประมาณมหาศาล ซึ่งทั้งในส่วนของสกายวอล์ค ผมคิดว่าท่านก็ทราบดีนะครับ ว่าไม่ได้มีส่วนเป็นนโยบายในกระบวนการประชาวิวัฒน์เลย แล้วก็เป็นนโยบายและเป็นข้อคิด ข้อเสนอของทางกรุงเทพมหานคร ส่วนการใช้เม็ดเงินงบประมาณเช่นเดียวกันครับ ผมไม่แน่ใจที่ท่านบอกว่าใช้เม็ดเงินงบประมาณมหาศาลในการที่จะจัดระเบียบแล้วก็เพิ่ม โอกาสให้กับพ่อค้า แม่ค้า ในกรุงเทพมหานครนั้นท่านเอาข้อมูลมาจากที่ไหน แต่ว่านโยบาย การจัดระเบียบที่ กทม. เสนอให้กับรัฐบาล เพื่อเราจะได้ร่วมมือกันในการทําเพื่อประโยชน์ ของประชาชนโดยรวมนั้นไม่ได้มีการใช้เม็ดเงินงบประมาณเลย ส่วนการใช้เม็ดเงิน งบประมาณที่จะเกิดขึ้นนี้ ก็คือในส่วนที่ท่านเองก็อยากที่จะเห็น เมื่อสักครู่ที่ท่านได้นําเสนอบริเวณค้าขายที่มีความ สวยงาม มีระเบียบ นั่นคือส่วนหนึ่งของข้อเสนอประชาวิวัฒน์ในการจัดระเบียบการค้าขาย ของพ่อค้า แม่ค้า ของรัฐบาล ก็คือจะมีการจัดทําจุดเสน่ห์ของเมือง ซึ่ง ณ ปัจจุบัน ทางกรุงเทพมหานครได้นําเสนอแล้ว ๔๐ กว่าจุดทั่วกรุงเทพมหานครและอยู่ในขั้นตอน ของการของบประมาณตามข้อตกลงที่มีร่วมกันในกระบวนการประชาวิวัฒน์ สิ่งที่ท่านจะเห็น ก็คือภาพที่ท่านนําเสนอเมื่อสักครู่นี้นะครับ จะมีจุดพื้นที่การค้าขายที่มีระเบียบมีความ สะอาดถูกหลักอนามัย แล้วก็เป็นจุดดึงดูดให้กับนักท่องเที่ยวอีกต่างหากนะครับ ซึ่งก็เป็น ส่วนหนึ่งที่จะตามมา แต่ในส่วนของโอกาสที่เราได้ให้กับพ่อค้าแม่ค้าส่วนนี้ นอกจากจะเป็น โอกาสที่เขาสามารถที่จะค้าขายได้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อเขาค้าขายอยู่ในเขต ผ่อนผันมีบัตรประจําตัวที่ชัดเจนจากกรุงเทพมหานคร ระบุว่าเขาเป็นผู้ค้าที่ได้รับการ จัดระเบียบเข้าระเบียบของกรุงเทพมหานครแล้ว สิทธิที่จะตามมาก็คือสิทธิการเข้าถึง แหล่งเงิน ผมอาจจะคิดต่างกับท่านนะครับ แต่ว่าในส่วนของสิทธิการเข้าถึงแหล่งเงินนั้น รัฐบาลนี้มองว่าเป็นสิทธิสําคัญในการลดความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจและ ทางสังคม ประเด็นปัญหาของคนยากคนจนในประเทศของเรา รวมไปถึงพ่อค้า แม่ค้า ในกรุงเทพมหานครและผู้มีอาชีพอิสระอื่น ๆ ก็คือเขาไม่เคยมีสิทธิที่จะเข้าถึงแหล่งเงิน ในระบบที่มีเงื่อนไขการกู้ยืมที่มีความยุติธรรมต่อเขา ในทุกยุคทุกสมัยในสมัยที่ท่านเป็น รัฐบาลก็เช่นเดียวกันนะครับ เวลาเขาต้องการใช้เงินเขาก็ไปหานายทุนต้องจ่ายดอกเบี้ย เดือนละ ๕ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เหล่านี้ทําให้เขาทํางานขยันขันแข็ง อย่างไรก็แล้วแต่ก็ยังต้องทนต่อสภาพความยากจนอยู่ดี ไม่สามารถที่จะหลุดออกจากวงจร ความยากจนได้ รัฐบาลจึงมองว่าวิธีที่จะแก้ไขปัญหาความยากจนก็คือให้เขามีสิทธิในการทํา อาชีพที่ถูกต้องโดยกฎหมาย ให้เขามีสิทธิที่จะได้รับการคุ้มครอง ซึ่งท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงแรงงานนั่งอยู่ที่นี้ก็กําลังขับเคลื่อนโอกาสในการเข้าสู่ระบบประกันสังคมให้กับ ผู้มีอาชีพอิสระโดยมีรัฐบาลสมทบให้ ซึ่งจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศเรา ที่ประชาชนมีอาชีพอิสระ รวมไปถึงพ่อค้าแม่ค้าที่เรากําลังพูดถึงในวันนี้จะมีสิทธิได้รับการ คุ้มครองทั้ง ๒๕ ล้านคน นอกจากนั้นสิทธิในการเข้าถึงแหล่งเงินโดยธนาคารในสังกัดของ รัฐบาลในอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรมนะครับ ก็เป็นสิทธิว่าเรามองว่าจะเป็นทางออกให้กับ พ่อค้า แม่ค้ากลุ่มนี้ให้กับผู้มีอาชีพอิสระทุกกลุ่มที่จะทําให้ตนเองพ้นสภาพจากความยากจน ผมอยากให้ท่านนะครับในฐานะท่านก็เป็น ส.ส. กรุงเทพมหานครเช่นเดียวกับผม ลองไปเดิน ตามตลาดในเขตพื้นที่ใดก็แล้วแต่นะครับ ในเขตกรุงเทพมหานคร แล้วลองถามกลุ่มพ่อค้า แม่ค้าเหล่านี้ว่าเขาอยากได้สิทธิโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินที่เป็นธรรมต่อเขาไหม ถ้าท่านปฏิเสธว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสิ้นเปลืองไม่ควรที่จะจัดให้เขา เราก็จะได้แลกเปลี่ยนกัน ตรงนั้นเลย ผมเองมองว่าสิทธินี้เป็นสิทธิสําคัญที่จะทําให้เขามีความเสมอภาคเช่นเดียวกับ ท่านหรือกับผมที่จะเป็นลูกค้าธนาคารในระบบ แล้วก็มีโอกาสในการที่จะมีแหล่งเงินที่ทําให้เขา สามารถที่จะลดต้นทุนในการทํามาหาเลี้ยงชีพได้นะครับ แล้วก็ลดค่าครองชีพของเขาโดยรวม ขอบคุณครับ
จบแล้วนะครับ จบกระทู้ถามที่ ๒ ต่อไปเป็นกระทู้ถามที่ ๓ ครับ หมดแล้วครับ ไม่มีนิดอะไรก็หมดแล้ว นะครับ ท่านได้สิทธิมากกว่าเขาแล้วละครับ ผมจะปฏิบัติตามข้อบังคับ
๑.๒.๓ กระทู้ถามสดที่ ๑๗๘ ส. เรื่อง ปัญหาการนําเงินไปลงทุนของ บริษัท ปตท. (มหาชน) จํากัด (ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีมอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นผู้ตอบ
เชิญเจ้าของกระทู้ถามครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตยื่นกระทู้ถามสด ถามท่านนายกรัฐมนตรี กรณี บริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) ไปตั้งบริษัทลูกในประเทศสิงคโปร์ ตั้ง ๑ บริษัท แล้วแยกเป็นลูกอีก ๓ บริษัท แล้วไปลงทุนปลูกปาล์มในประเทศอินโดนีเซีย ถือว่าเป็นการทุจริตครั้งมโหฬารเป็นการคอร์รัปชันของหน่วยงาน ปตท. และที่สําคัญที่สุด ปตท. ไม่ได้ทําตามร่างพระราชบัญญัติพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ ปี ๒๕๒๑ มาตรา ๑๒ (๒) (๔) และขัดระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี พุทธศักราช ๒๕๕๐ ลงวันที่ ๒๖ เมษายน ข้อที่ ๔ สุมหัวกันหากินทุจริต คดโกง เอาทรัพย์สินของแผ่นดินไป เพราะเป็นทรัพย์สินของชาติ กระทรวงการคลังถือหุ้น ๕๑ เปอร์เซ็นต์ นายกรัฐมนตรี เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด ก่อนที่ผมจะถามข้อที่ ๑ ผมเรียนท่านประธานว่า บริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) ไปตั้ง บริษัท ปตท. กรีน เอ็นเนอร์ยี่ จํากัด จดทะเบียนสิงคโปร์มูลค่า ๖,๔๐๐ ล้านบาท ปตท. ถือหุ้น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เสร็จเรียบร้อยไปตั้งบริษัทลูก ๓ บริษัท บริษัทที่ ๑ ชื่อบริษัท กาลิมันตัน ไทยปาล์ม บริษัทที่ ๒ บริษัท ซาลาบานเธอร์ บริษัทที่ ๓ บริษัท แซนเซนเลอร์ ท่านประธานที่เคารพครับ มันปล้นทรัพย์สินของบ้านเมืองกันอย่างไร ในบริษัทที่ ๑ บริษัท กาลิมันตัน ไทยปาล์ม ไปซื้อบริษัท ทีพี มิตรา อะเนก้า เรเซกิ ทุนเขา ๒๐ ล้านบาท จ่ายไป ๔๙๐ ล้านบาท นั่นบริษัทที่ ๑ พอมาบริษัทที่ ๒ บริษัท ซาลาบานเธอร์ จ่ายเขาไป ๗๐๐ ล้านบาท ซื้อสิทธิแค่ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ปล้นไหมล่ะครับ ปล้น บริษัทที่ ๓ แซนเซนเลอร์ ทุนของเขา ๗๖๓ ล้านบาท จ่ายไป ๑,๕๒๕ ล้านบาท จ่ายเมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๓ รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ผมถามข้อแรกว่า ปัจจุบัน บริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) ไปจดทะเบียนที่ประเทศสิงคโปร์ ชื่อบริษัทอะไร มีบริษัทลูกกี่บริษัท แล้วทําไมต้องจดที่สิงคโปร์ เมืองไทยที่ตั้งเยอะแยะทําไมถึงไม่มี ที่ตั้งบริษัท ต้องไปจดทะเบียนที่สิงคโปร์ แต่ตัวบริษัทตั้งที่ไหนไม่ต้องบอก ผมไม่อยากรู้ แต่อยากจะรู้ว่าท่านเอาสมบัติของชาติ เนชันแนล แอคเซส (National Access) ไปผลาญ ได้อย่างไร และท่านไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย คําถามข้อที่ ๑ อยากรู้ว่า ปตท. ไปจดทะเบียน ที่สิงคโปร์ มีไหม และมีบริษัทลูกจริงไหม และเมื่อมีแล้วได้ไปลงทุนปลูกปาล์มที่ประเทศ อินโดนีเซียจริงหรือไม่ แค่ไหน เพียงใด ข้อ ๑ ครับ
เชิญรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพลังงาน ตอบครับ ท่านใช้ไป ๓.๐๙ นาที
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีให้มาตอบกระทู้ถามท่านผู้อาวุโสจากฝ่ายค้าน อีกครั้งหนึ่งในวันนี้ ก่อนอื่นขอเรียนว่าทําไม ปตท. ต้องไปลงทุนในต่างประเทศ เหตุผล ก็เพราะว่า ๑. ประเทศไทยนั้นเป็นประเทศที่มีความจําเป็นต้องนําเข้าพลังงาน เพราะพลังงานที่อยู่ในประเทศนั้นไม่พอเพียงต่อการสนองความต้องการของในประเทศ เราจําเป็นต้องไปเป็นเจ้าของทรัพยากรพลังงานในต่างประเทศ เพื่อที่จะสร้างความมั่นคง ในการจัดหาพลังงานของไทย เพื่อเป็นการสร้างรายได้จากต่างประเทศ ชดเชยการนําเข้า พลังงานของไทย ซึ่งก็สอดคล้องกับนโยบายของรัฐที่สนับสนุนธุรกิจไทยไปขยายกิจการ ในต่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงเข้มแข็งให้แก่องค์กร โดยเฉพาะ ปตท. ให้มี ขีดความสามารถในการที่จะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นบริษัทน้ํามันแห่งชาติได้อย่างมีความพร้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยกตัวอย่างว่ารัฐบาลมีมาตรการในการเก็งราคาพลังงาน เช่น ก๊าซหุงต้ม แอลพีจี (LPG) เอ็นจีวี (NGV) ถ้าวันนี้ ปตท. ไม่มีความเข้มแข็ง ไม่มีความพร้อม แล้วนโยบายของรัฐบาลในเรื่องนี้ก็อาจจะไม่ปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในวันนี้ ต้องขอบคุณ ปตท. นะครับ ที่ ปตท. มีความเข้มแข็ง ปตท. สามารถที่จะขายเอ็นจีวี ในราคาที่รัฐบาลควบคุมเพื่อแบ่งเบาภาระของประชาชนโดยที่ ปตท. แบกรับการขาดทุน แอลพีจี ก็เหมือนกัน เราต้องนําเข้าจากต่างประเทศ ปตท. ก็แบกรับราคาส่วนต่าง แทนกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงไปพลางก่อน อย่างนี้เป็นต้น อันนี้ยกตัวอย่างว่าความเข้มแข็ง ของ ปตท. นี้มีส่วนสําคัญในการที่สนองตอบนโยบายของรัฐบาลด้านพลังงาน ทีนี้ถามว่า ทําไมต้องไปลงทุนที่สิงคโปร์ สิงคโปร์นั้นเป็นประเทศขนาดเล็กมีทรัพยากรธรรมชาติจํากัด ทุกท่านก็ทราบอยู่แล้วนะครับ เพราะฉะนั้นรัฐบาลสิงคโปร์ก็พยายามที่จะสนับสนุนให้ตนเอง เป็นศูนย์การค้าและการลงทุนในภูมิภาค เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้แก่สิงคโปร์เอง แล้วสิงคโปร์ที่เป็นศูนย์การค้าตลาดน้ํามัน สินค้าพลังงานอื่น ๆ แล้วก็เป็นศูนย์การเงินในภูมิภาค สิงคโปร์ก็ให้สิทธิพิเศษในการที่บริษัท ต่างชาติเข้าไปตั้งบริษัทในสิงคโปร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้สิทธิทางภาษี การที่ท่าน ถามว่า ปตท. ตั้งบริษัทลูกไปลงในสิงคโปร์ ไปลงทุนปลูกปาล์มน้ํามันในอินโดนีเซียใช่หรือไม่ คําตอบคือใช่ครับ เหตุผลก็เพราะว่าทําไมไปตั้งบริษัทที่สิงคโปร์แล้วก็ไปลงทุนที่อินโดนีเซีย เหตุผลก็เพราะว่าอย่างที่ผมกล่าวไปแล้วนะครับว่าสิงคโปร์นั้นให้สิทธิพิเศษทางภาษี แก่บริษัทที่ไปตั้งที่สิงคโปร์ ยกตัวอย่างเช่นครับ ถ้าเราไปลงทุนที่อินโดนีเซียโดยตรง เวลาทํารายได้ขึ้นมานะครับ นําเงินปันผลเข้าประเทศไทย อินโดนีเซียนี่คิดภาษีหัก ณ ที่จ่าย ๑๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเป็นบริษัทที่เกิดที่สิงคโปร์ไปลงทุนที่อินโดนีเซียเขาจะคิดภาษี หัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้นะครับ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะเราเอาเงินจากสิงคโปร์มาเข้า ประเทศไทย สิงคโปร์เขาไม่คิดภาษี นั่นก็แปลว่าเราประหยัดค่าภาษีที่จะจ่ายให้แก่ อินโดนีเซีย ๕ เปอร์เซ็นต์ นี่คือเหตุผลว่าทําไมเราไปตั้งบริษัทที่สิงคโปร์แล้วก็ไปลงที่ อินโดนีเซียทางด้านพลังงาน ท่านถามว่าเราไปลงทุนปลูกปาล์มน้ํามันโดยตั้งบริษัท พีทีทีจีอี (PTTGE) ใช่หรือไม่ ถูกต้องครับ ใช่ครับ บริษัท ปตท. กรีน เอ็นเนอร์ยี่ จํากัด ถือหุ้นโดย ปตท. ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จดทะเบียนที่สิงคโปร์ จัดตั้งบริษัทในวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๐ วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งบริษัทนี้ก็เพื่อปลูกปาล์มน้ํามันและผลิตน้ํามันปาล์มในประเทศ อินโดนีเซีย เพื่อจะใช้เป็นฐานในการผลิตน้ํามันปาล์มเป็นวัตถุดิบ ๒ ประการ ๑. ทําเป็น พลังงานทดแทนไบโอดีเซล ๒. เป็นวัตถุดิบสําหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี นี่คือเหตุผล ถามว่าตั้งบริษัทลูกทั้ง ๔ บริษัทใช่หรือไม่ ใช่ครับ เราตั้งบริษัทที่กาลิมันตัน ที่สุราบายา แซนเซนเลอร์ เหตุผลที่ต้องตั้งแยกบริษัทลูกไปหลายบริษัท ก็เรื่องกฎหมายของ อินโดนีเซียเอง เขาไม่มีขีดจํากัดในการที่จะถือหุ้นลงทุนในขนาดจํากัด เพราะฉะนั้นก็ต้อง แบ่งเป็นส่วนย่อย ๆ ตามกฎหมายของอินโดนีเซีย เงินลงทุนที่เราไปลงครั้งแรกนั้นประมาณ วงเงิน ๕,๐๐๐ ล้านบาท ขอตอบแค่นี้ครับ
ท่านใช้เวลาไป ๔.๕๕ นาที เชิญผู้ถาม ถามครั้งที่ ๒ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผมเรียนท่านประธานว่า ด้วยความเคารพจริง ๆ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านไม่ควรใช้รัฐมนตรี มาตอบ มันตอบคนละเรื่องกับที่ผมถาม ผมถามว่าไปลงทุนในสิงคโปร์เป็นดาต้าคร้าฟท์ (Datacraft) บริษัทลูกได้ไหมครับ ได้ ต้องไปลงทุนที่อินโดนีเซียไหมครับ ได้ เพราะเขา มีพื้นที่ แต่ผมถามว่าราคาของเขา ๒๐ ล้านบาท ทําไม ปตท. ไปจ่าย ๔๙๐ ล้านบาท ทําไมราคาของเขาแค่ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท คุณซื้อสิทธิ ๗๐๐ ล้านบาทเป็นการลงทุนในอนาคต ถ้าวันข้างหน้ามีปัญหาจะทําอย่างไร จะบอกว่าปลูกปาล์ม ๓๐,๐๐๐ ไร่ เขาก็เพิ่งมี ๑,๐๐๐ ไร่ แต่สตางค์ให้ไปแล้วครับ ผมสงสัยตรงนี้มันเงินของ ปตท. เงินของพวกคุณ หรือเงินของรัฐบาลชุดนี้ ผมถามต่อว่าราคาเขา ๗๖๓ ล้านบาท ทําไมคุณไปให้ ๑,๕๒๕ ล้านบาท นี่คือสิ่งที่ผมรู้ ผมไม่ปัญญาทึบหรอกว่าไปลงทุนสิงคโปร์เป็นอย่างไร ๓ บริษัทเล็ก ไปอินโดนีเซียเป็นอย่างไร แต่ผมถามว่าทําไมคุณซื้อแพง คุณไม่ได้เป็นเจ้าของ กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ ไปซื้อสิทธิล่วงหน้า เข้าใจตรงกัน อย่าไปเฉไฉ มันไม่ได้ลงทุนในสิงคโปร์ มันตั้งบริษัทในสิงคโปร์ ต้องการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชัน คดโกง ทําไมเมืองไทยไม่มีครับ อัฐยายซื้อขนมยาย กระเป๋าซ้ายใส่กระเป๋าขวาครับ แล้วทําไมต้องไป สิงคโปร์ ทําไมมันต้องเอาเงินไปฝาก รอยัล แบงก์ ออฟ สกอตแลนด์ (Royal Bank of Scotland) หนังสือพิมพ์ลงผิด ทําไมไม่สวิสเซอร์แลนด์ ผมถามตรงนี้ และถามข้อที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพ ก่อนจะถามคําถามข้อที่ ๒ คณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณา เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๖ คณะกรรมการกฤษฎีกาที่ประชุมร่วมคณะที่ ๓ และคณะที่ ๕ ได้พิจารณาข้อหารือ ซึ่งสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหารือไปว่ากรณี ปตท. ถือว่าออกนอก กฎเกณฑ์ที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติต้องพิจารณาไหม ต้องปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มาตรา ๑๒ (๒) (๔) หรือไม่ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติบอกว่าได้เรียกผู้แทนกระทรวงการคลัง สํานักกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ผู้แทนสํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และ ตลาดหลักทรัพย์ ผู้แทนบริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) มาตรวจสอบ สอบถาม สอบสวน หาข้อเท็จจริง เห็นพ้องด้วยกับความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ ๕ ฝ่ายที่ ๑ ว่า บริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ มาตรา ๑๒ (๒) และ (๔) แห่งพระราชบัญญัติพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แปลว่าต้องขออนุญาตสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติตรวจสอบลงทุนอย่างไร สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ต้องเห็นด้วยและนําเสนอ ครม. แล้ว ปตท. เป็นเทวดาหรือ เป็นไอ้แก๊งอุบาทว์หรือ นึกจะทําอะไร ทําเสร็จแล้วรายงานเพื่อทราบมันผิดกฎหมาย ผมต้องมาตรวจสอบตรงนี้ และผมถือว่าผมได้บอกนายกรัฐมนตรีไว้แล้ว และนายกรัฐมนตรีต้องรู้นะครับว่าคลังถือหุ้น ๕๑ เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่เอารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานมาตอบ คุณถือหุ้น ๕๑ เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่เงินคุณ เงินพวกผม ถ้าบ้านเมืองเสียหายต่อไปพวกผมต้องรับผิดชอบ พี่น้องประชาชน ก็รับผิดชอบ เมื่อคราวที่แล้วตอบผมว่าไปลงทุนในอียิปต์มีกําไร ๒ วันต่อมา ปตท. แถลงขาดทุน ๒,๕๐๐ ล้านบาท และอ้ายตัวดีจริง ๆ ลูกเมียก็เป็นนักการเมือง ในพรรคการเมือง ผมถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ใครผิดต้องผิด ไม่มีกลั่นแกล้ง ไม่มีทําให้ หุ้นตก
ถามข้อที่ ๒ ว่าที่รัฐมนตรีตอบว่า ปตท. ไปลงทุนจริง ๆ คุณได้ปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๒๑ หรือไม่ และปฏิบัติตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๐ หรือไม่ และได้ปฏิบัติตามคําชี้ขาดของคณะกรรมการกฤษฎีกาเมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ปี ๒๕๔๖ เลข ๑๑๓/๔๖ ปตท. ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายหรือไม่ ถ้าไม่ปฏิบัติตาม บทบัญญัติของกฎหมาย คุณเอาอภิสิทธิ์อะไร หรือชื่อนายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี เลยทําอะไรก็ได้ นี่คําถามข้อที่ ๒ ครับ
เชิญ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานครับ
ขอตอบ คําถามที่ ๒ นะครับว่า ถามว่าการไปลงทุนโครงการปลูกปาล์มในอินโดนีเซียนั้นปฏิบัติตาม พ.ร.บ. พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๒๑ หรือไม่ มาตรา ๑๒ (๒) และ (๔) หรือไม่นะครับ และระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีหรือไม่ และมติ ครม. นะครับ ปฏิบัติตามทุกประการนะครับ ว่าการลงทุนในโครงการปลูกปาล์มที่อินโดนีเซียนั้นทาง ปตท. ได้แจ้งงบประมาณแผนการลงทุนไปให้สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติทราบ และเห็นชอบให้ความเห็นนะครับ แล้วก็หลังจากที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ปตท. เป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับ ส่วนการที่จะไปลงทุนแล้วจะไปซื้อถูกซื้อแพงอย่างไร ผมต้องเรียนว่าผมเองในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานนั้น บทบาทหน้าที่ของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคือกํากับดูแลในเชิงนโยบาย ไม่ได้มีอํานาจไปดูก้าวล่วง ในรายละเอียดของการดําเนินธุรกิจของบริษัทนะครับ เพราะว่าเป็นอํานาจหน้าที่ของ กรรมการบริหารบริษัทและกรรมการบริหาร อย่างไรก็ตามครับถ้าท่านเห็นว่ามีความ ไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นหรือการปฏิบัติไม่ถูกต้องตามระเบียบ ผมก็ยินดีที่จะตรวจสอบให้ครับ ขอให้ท่านได้ส่งหลักฐานให้ผมด้วยนะครับ ผมยินดีที่จะนําไปตรวจสอบ ผมเองก็ต้องการ ที่จะทําอะไรตรงไปตรงมาบนความถูกต้อง โปร่งใสนะครับ ถ้าว่าผิดก็ว่าไปตามผิด ถ้าถูก ก็ว่าไปตามถูก แต่ถ้าไม่มีอะไรผิดก็ต้องให้ความเป็นธรรมแก่เขา แต่ถ้าผิดก็ว่ากันไป ตามเนื้อผ้าครับ ขอบคุณมากครับ
ท่านผู้ถามกระทู้ถามเหลือเวลา ๒.๑๑ นาทีนะครับ คําถามที่ ๓ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ การกระทําของ ปตท. ครั้งนี้ผิดพระราชบัญญัติพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ท่านรัฐมนตรีเอาสมองส่วนไหนมาตอบผม ที่บอกว่า ปตท. มีมติ ปตท. ไม่มีอํานาจ เป็นอํานาจสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและมติคณะรัฐมนตรี การที่ท่านบอก ท่านแจ้งให้ทราบภายหลัง นั่นท่านทําผิดกฎหมายเบ็ดเสร็จแล้ว ไม่ได้ ไม่ถูกต้อง และยังมีต่อ ไปลงทุนออยล์ แซนด์ ที่แคนาดาอีก ๖๘,๐๐๐ ล้านบาท ไปทําได้อย่างไร ตัวเลขทั้งหมดเรียบร้อย คนใน ปตท. เขามาเล่าให้ผมฟังว่ารัฐบาลชุดนี้ไปดูแล ไปปล้นสมบัติ ของชาติ ผมบอกท่านประธานถึงนายกรัฐมนตรีวันนี้ว่าถ้าท่านนายกรัฐมนตรีรู้เรื่องนี้ ไม่ดําเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายท่านต้องรับผิดชอบ เราเจอกันวันญัตติอภิปราย ไม่ไว้วางใจ ผมไม่ได้ข่มขู่และผมเคยบอกตลอดว่าคุณอภิสิทธิ์ไม่ใช่คนคดโกง ผมก็เอาเรื่อง คดโกงมาบอก มันได้หัวคิว มันได้ ๒ เปอร์เซ็นต์ ๓ เปอร์เซ็นต์ เอาไปทําสัญญาซื้อขาย ซ้ายขวากันที่ รอยัล แบงก์ ออฟ สกอตแลนด์ มันได้ค่าพรีเมียม (Premium) ไปตั้งบริษัทที่ ปรึกษาออยล์ แซนด์ ที่แคนาดา รวยกันมาเท่าไรมันจะต้องเอาเงินไปฝากแบงก์ชาติ แล้วอย่ามาบอกว่าทั้งหมด ปตท. มีคณะกรรมการ กฎหมายเขาบอกว่าต้องให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติพิจารณา กฎหมายบอกให้ ครม. แล้วรัฐมนตรีมาตอบว่าไม่มีอํานาจ คุณไปดูพระราชบัญญัติรัฐวิสาหกิจสิว่ามีไหม ผมไม่อยากพูดไม่มีเวลาถ้านายกรัฐมนตรี แน่จริงอย่าไปทําอะไรปล่อยไว้เฉย ๆ ผมจะได้มีข้อมูลเอามาอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง
ถามข้อที่ ๓ ท่านประธานที่เคารพครับ คําถามข้อที่ ๓ ถ้ารัฐบาลรู้แล้ว ไม่ทําอะไร และข้อเท็จจริงผมมีว่าเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาถ้าจําไม่ผิด ๒๑ กันยายน เอาเรื่องนี้ไปเสนอ ครม. ถึงงบการลงทุน ปตท. แจ้งเพื่อทราบ พิจารณาเพื่ออนุมัติกับ เพื่อทราบคนละเรื่อง ถ้าบอกไม่มีอํานาจ ไม่ใช่ เมื่อเร็ว ๆ นี้จริงไหมครับที่นายกรัฐมนตรี พูดใน ครม. ว่าไม่ให้ ปตท. ไปประมูลซื้อคาร์ฟูร์ ขอบคุณครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานตอบ
ผมขอเรียน อย่างนี้ครับว่าการดําเนินธุรกิจของ ปตท. นั้นต้องปฏิบัติตามกฎหมายทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง แล้วก็ได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ขอยกตัวอย่างว่า สํานักงานตรวจเงินแผ่นดิน คตง. ก็ตรวจสอบการบริหารธุรกิจของ ปตท. ตาม พ.ร.บ. การตรวจเงินแผ่นดิน กระทรวงการคลังโดยสํานักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ สกร. ควบคุมกํากับดูแลนโยบายรัฐวิสาหกิจตาม พ.ร.บ. บริหารราชการแผ่นดิน นอกจาก คณะกรรมการบริหาร ปตท. ต้องชี้แจงบัญชีทรัพย์สินตามกฎหมายป้องกันและปราบปราม การทุจริตแล้วนะครับ คณะกรรมการกํากับกิจการพลังงานก็กํากับดูแลการลงทุนด้านการ ประกอบกิจการพลังงานของ ปตท. จะเห็นได้ว่า ปตท. นั้นได้มีกฎหมายหลายอย่างที่ต้อง ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด รวมทั้งปฏิบัติคําวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดในคดีปฏิรูป ปตท. ด้วย เพราะฉะนั้นผมอยากจะเรียนยืนยันว่า ปตท. นั้นเขาก็บริหารธุรกิจบนพื้นฐาน หลักธรรมภิบาล จะเห็นได้ว่าเกียรติยศชื่อเสียงต่าง ๆ ที่ ปตท. ได้รับนั้นเป็นหลักประกันเป็น อย่างดีว่า ปตท. นั้นยึดมั่นอยู่บนพื้นฐานการบริหารหลักธรรมาภิบาล จะเห็นได้จากรางวัล ที่ได้รับทั้งรางวัลต่างประเทศ ในประเทศ เอาช่วง ๓ ปี ย้อนหลังที่ผ่านมาก็แล้วกันนะครับ ได้รางวัลถึง ๑๓๐ รางวัล เป็นรางวัลในประเทศ ๘๐ รางวัล รางวัลในต่างประเทศ ๕๐ รางวัล ที่สะท้อนถึงการยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลของ ปตท. อย่างไรก็ตาม ถ้าท่านเห็นว่ามีความ ไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น ผมก็ยินดีที่จะตรวจสอบเพื่อความถูกต้องนะครับ แล้วก็ดําเนินการ ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ถ้าผิดก็ว่าตามผิดนะครับ ขอให้ท่านได้ถ้ามีหลักฐานแล้วกรุณา ส่งให้ผมด้วยครับ หรือท่านจะส่งไปที่ ป.ป.ช. เองโดยตรงก็แล้วแต่ ขอบคุณมากครับ
ท่านเฉลิม หมดเวลาครับ สั้น ๆ ครับ
ผมขอความกรุณา นายกรัฐมนตรีไว้ในสภาแห่งนี้ ขอเช่าสถานีโทรทัศน์สัก ๒ ชั่วโมง ออกสตางค์เองแล้วหา โฆษณาเองแล้วให้ยกกันมาทั้ง ปตท. เขาทําผิดกฎหมาย ทุจริตคดโกง ปล้น โดยมี อะ แมน บีไฮนด์ (A man Behind) อยู่ข้างหลัง ผมเรียนท่านนะครับ
ท่านสมาชิกครับ จบการพิจารณาระเบียบวาระกระทู้ถามแล้วนะครับ ขณะนี้มีสมาชิกลงชื่อ เข้าประชุม ๓๕๔ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้วนะครับ ผมขอดําเนินการประชุมตามระเบียบวาระต่อไป แต่ก่อนเข้าระเบียบวาระนะครับ ขอต้อนรับคณะผู้มาเยี่ยมเยียนสภาผู้แทนราษฎร มีอยู่ ๒ คณะ คณะแรก คณะครู นักเรียน และกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนบ้านนาดา จากจังหวัดนราธิวาส คณะที่ ๒ คณะครู นักเรียน โรงเรียนท้ายหาด จังหวัดสมุทรสงคราม ก็ขอต้อนรับทั้ง ๒ คณะ ขณะนี้สภาผู้แทนราษฎรกําลังพิจารณาระเบียบวาระกระทู้ถาม จบไปนะครับ กําลังจะเข้าสู่ระเบียบวาระปกติ
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ท่านสมาชิกครับ ก่อนจะเข้าสู่ระเบียบวาระที่ ๔ เมื่อวานนี้เราได้มีการ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) แล้วก็มีเพื่อนสมาชิกเสนออีก ๑ ร่าง คือ ร่างพระราชบัญญัติการบริหารการใช้สิทธิชุมนุม ในที่สาธารณะ พ.ศ. .... (นางสาวผ่องศรี ธาราภูมิ) การอภิปรายได้ยุติลง และผมได้เลื่อน การลงมติมาในเช้าวันนี้ ฉะนั้นก่อนที่จะเข้าสู่ระเบียบวาระที่ ๔ ผมขอให้ท่านสมาชิกได้ลงมติ ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวก่อนนะครับ ฉะนั้นเชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมเพื่อตรวจสอบ องค์ประชุมก่อนลงมติครับ
(นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
เชิญท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุมได้เข้าห้องประชุมครับเพื่อตรวจสอบองค์ประชุม ก่อนลงมติว่าจะเห็นสมควรรับหลักการร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... หรือไม่ เชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมตรวจสอบองค์ประชุมก่อนลงมติครับ เชิญท่าน สมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุมเข้าห้องประชุมเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อนที่จะลงมติว่าจะ เห็นสมควรรับหลักการร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... หรือไม่นะครับ ซึ่งประธานได้เลื่อนการลงมติจากเมื่อวานนี้มาวันนี้ เชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมครับ ประธานได้ส่งสัญญาณไฟเตือนไปยังห้องประชุมคณะกรรมาธิการทุกห้องแล้ว ให้พักการ ประชุมกรรมาธิการและเชิญเข้าห้องประชุมเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อนลงมติ ท่านสมาชิก ที่อยู่ในห้องประชุมแล้วกรุณากดปุ่มแสดงตนนะครับ ตรวจสอบองค์ประชุมก่อนลงมติครับ เมื่อวานนี้เราได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะนะครับ ซึ่งมีเสนออยู่ ๒ ฉบับ ฉบับแรกเสนอโดย คณะรัฐมนตรี และอีกฉบับเสนอโดย คุณผ่องศรี ธาราภูมิ และคณะ ได้เลื่อนลงมติมามาเช้าวันนี้ก็ขอเชิญท่านสมาชิกแสดงตนเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อนลง มตินะครับ ท่านที่อยู่ในห้องประชุมได้กดปุ่มแสดงตนทุกท่านหรือยังครับ ก็ให้เวลาหน่อยนะ ครับ เพื่อนสมาชิกบางท่านก็ประชุมคณะกรรมาธิการอยู่ ใช้เวลาเดินทางจากตึกวุฒิสภาบ้าง จากอาคารด้านหลังบ้างก็เห็นใจ ไกลอยู่ท่านที่อยู่ในห้องประชุมแล้วขอความกรุณากดปุ่ม แสดงตนตรวจสอบองค์ประชุมก่อนลงมติครับ ท่านที่อยู่ห้องกรรมาธิการครับ ประธานได้ส่งสัญญาณไฟเตือนเรื่องการลงมติให้คณะกรรมาธิการ ทุกคณะที่ประชุมอยู่ได้พักการประชุม และให้ท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมใหญ่เพื่อตรวจสอบ องค์ประชุมก่อนลงมตินะครับ ท่านเจะอามิงมีอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานนิดหนึ่งครับ การประชุมของคณะกรรมาธิการตึก ๓ นี้ มันจะมีลิฟต์ (Lift) ที่ใช้ได้ตัวเดียว ลิฟต์อีกตัวหนึ่งใช้ขนของ ทําให้ท่านสมาชิกมาเข้าห้อง ประชุมจะมีปัญหาหน่อยครับ ขอระยะเวลานิดหนึ่งครับ
ประธานก็ให้เวลาอยู่นะครับ ก็ทราบความจําเป็น ตึก ๓ ลิฟต์ขึ้น-ลง ก็ไม่สะดวกนะครับ หลายท่านก็อยู่ชั้นสูง ก็คงต้องรอนิดหนึ่ง ท่านที่อยู่นอกห้องประชุม มาถึงแล้วก็เข้า ห้องประชุมนะครับ แสดงตนตรวจสอบองค์ประชุมก่อนลงมติครับ พร้อมแล้วนะครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ทุกท่านแสดงตนเรียบร้อยแล้วนะครับ ขอทราบผลครับ มีสมาชิกอยู่ในห้องประชุม ๒๔๒ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปผมจะถามมติที่ประชุมนะครับ ท่านสมาชิกท่านใดเห็นสมควร รับหลักการร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... กรุณากดปุ่มเห็นด้วย ท่านใด ไม่เห็นด้วยกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านที่งดออกเสียงกรุณากดปุ่ม งดออกเสียง เชิญลงมติครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ลงมติ ครบทุกท่านแล้วนะครับ ปิดการลงมติ ขอทราบผลครับ จํานวนสมาชิกในห้องประชุม ๓๒๑ ท่าน เห็นด้วย ๒๒๙ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๘๕ ท่าน งดออกเสียง ไม่มี ไม่ลงคะแนนเสียง ๗ ท่าน
ก็เป็นอันว่าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติ การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... ต่อไปเชิญเสนอกรรมาธิการครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธนิตพล ไชยนันทน์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดตาก ขอเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... จํานวน ๓๖ ท่านครับ ขอผู้รับรองครับ
มีผู้เสนอตั้งคณะกรรมาธิการ ๓๖ ท่าน มีผู้รับรองครบถ้วนนะครับ ไม่เห็นเป็นอย่างอื่น นะครับ คณะกรรมาธิการวิสามัญจํานวน ๓๖ ท่าน จะมีสัดส่วนดังนี้นะครับ คณะรัฐมนตรี ๕ ท่าน พรรคเพื่อไทย ๑๒ ท่าน พรรคประชาธิปัตย์ ๑๑ ท่าน พรรคภูมิใจไทย ๒ ท่าน พรรคเพื่อแผ่นดิน ๒ ท่าน พรรคชาติไทยพัฒนา ๒ ท่าน พรรครวมชาติพัฒนา และพรรคกิจสังคม ๑ ท่าน พรรคมาตุภูมิและพรรคประชาราช ๑ ท่านนะครับ ต่อไปก็เชิญ เสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการ เชิญคณะรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในฐานะ รองนายกรัฐมนตรี รัฐบาลขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญ ร่างพระราชบัญญัติ การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... จํานวน ๕ คน ดังนี้ ๑. พลตํารวจเอก เอก อังสนานนท์ ๒. พลตํารวจโท วรพงษ์ ชิวปรีชา ๓. พลตํารวจโท เจตน์ มงคลหัตถี ๔. พลตํารวจตรี วิชัย รัตนยศ ๕. นายปกรณ์ นิลประพันธ์
ต่อไป เป็นสัดส่วนพรรคเพื่อไทย ๑๒ ท่าน เชิญท่านสุนัยครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ปกติไม่เคยมาอ่าน ชื่อคณะกรรมาธิการของพรรคเลยครับ แล้ววันนี้ก็คงไม่ได้อ่านชื่อ แต่ขออนุญาต ท่านประธานสักนิดหนึ่ง การตั้งคณะกรรมาธิการร่วมนั้นถือว่าเป็นภาระหน้าที่อย่างหนึ่ง ของสภา ถ้าเราจะไม่ตั้งเป็นเรื่องใหญ่จริง ๆ ครับ ท่านประธาน ในครั้งนี้พรรคได้มีมติว่า จะไม่ขอร่วมสังฆกรรมด้วย เพราะอะไรครับท่านประธาน ขอประทานโทษนิดเดียว
ประการแรก กฎหมายฉบับนี้เราเห็นว่ากําลังไปดึงโครงสร้างของศาลให้มา เสียหายด้วยครับ นี่เป็นเรื่องใหญ่มาก พรรคประชาธิปัตย์ก็อภิปรายในเรื่องนี้ ยอมรับตามที่ ผมอภิปราย
ประการที่ ๒ แนวโน้มที่จะมีการร่างกฎหมายฉบับนี้ก็คือใช้เป็นเครื่องมือ
เดี๋ยวครับท่านสุนัย มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านผู้ประท้วง ประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าท่าน ส.ส. น่าจะเข้าใจนะครับว่าขณะนี้เป็นวาระเรื่องอะไร การอภิปรายสนับสนุน พ.ร.บ. ผ่านไปแล้วครับ ขณะนี้ท่านเสนอกรรมาธิการเท่านั้น ถ้าท่าน ไม่เสนอก็ไปทําอย่างอื่นครับ ไม่ใช่เป็นการอภิปรายขณะนี้ครับท่านประธาน
ประธานวินิจฉัยนะครับ คือตอนนี้กําลังถึงวาระการเสนอรายชื่อกรรมาธิการของ พรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อไทยโดยท่านสุนัยก็ลุกขึ้นมาบอกว่า พรรคเพื่อไทยจะไม่เสนอรายชื่อ กรรมาธิการ
แต่ขอทําความเข้าใจสักนิดเดียวครับ
ให้เวลา สั้น ๆ นะครับ วินิจฉัยแล้ว
ไม่ได้อภิปรายครับ ที่เราไม่ขอร่วม ๑. กฎหมายฉบับนี้ไปดึงโครงสร้างศาลที่เป็นฐานอํานาจ
ท่านเจะอามิงประท้วงอีกแล้วครับ
ไม่เป็นไร ท่านประท้วงไปเถอะครับ
เชิญท่านเจะอามิงครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ กระผม ขออนุญาตทักท้วงท่านประธานให้ทําหน้าที่ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพราะว่าในขณะนี้เป็นการเสนอชื่อของกรรมาธิการ ท่านจะร่วมหรือไม่ร่วมท่านไม่มีสิทธิที่จะ อภิปรายครับท่านประธาน ท่านจะร่วมหรือไม่ร่วม ถ้าท่านไม่ร่วมก็จบครับ มันไม่มีการที่ตั้ง กรรมาธิการแล้วมานั่งอภิปราย มองหน้ามองตาก็ดูรู้อยู่แล้วว่าอย่างไรก็ไม่ร่วมหรอกครับ พวกนี้ ขอบคุณครับท่านประธาน
ก็เอาอย่างนี้ครับท่านสุนัย ท่านก็ได้แจ้งเหตุผลไปแล้ว ผมว่าพอสมควรแล้วนะครับ
ท่านประธานครับ เดี๋ยวครับ ผมเคารพท่านประธาน ท่านประธานบอกว่าให้ผมแสดงเหตุผลสั้น ๆ พอจะอ้าปากก็ประท้วง ผมก็ขอเวลาสั้น ๆ ว่า ๑. เป็นการดึงโครงสร้างของศาลที่เป็นอํานาจของพระราชา มาแปดเปื้อนทางการเมือง ๒. รายชื่อของบุคคลที่รัฐมนตรีเสนอมาชัดเจน เป็นตํารวจมี แนวโน้มเผด็จการ
พอแล้วครับ นั่งลงแล้วครับ ไม่ประท้วงแล้ว ก็สรุปแล้วพรรคเพื่อไทยแสดงเจตนาแล้ว ไม่ตั้งกรรมาธิการ ทีนี้ท่านสมาชิกครับ ผมขออนุญาตอย่างนี้นะครับ ตามข้อบังคับ การประชุม ข้อ ๘๓
(นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ฟังผมครับ ท่านไม่ได้ชี้แจงแล้ว นั่งเถอะครับ ท่านสมบูรณ์ครับ พอแล้วครับ คือตามข้อบังคับ ข้อ ๘๓ ในวรรคสอง บอกว่า การเลือกตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญให้ตั้งจากบุคคลที่ คณะรัฐมนตรีเสนอชื่อ มีจํานวนไม่เกินหนึ่งในสี่ของจํานวนกรรมาธิการทั้งหมด จํานวน นอกนั้นให้ที่ประชุมเลือกจากรายชื่อที่สมาชิกเสนอ โดยให้มีจํานวนตามหรือใกล้เคียงกับ อัตราส่วนของจํานวนสมาชิกของแต่ละพรรคการเมือง หรือกลุ่มพรรคการเมืองที่มีอยู่ในสภา ฉะนั้นขณะนี้พรรคเพื่อไทยไม่ประสงค์จะเสนอรายชื่อ แต่ข้อบังคับบัญญัติไว้อย่างนี้ เราเคยมี ธรรมเนียมปฏิบัติ เชิญท่านแสดงความคิดเห็นก่อนครับ เชิญครับ
(นายสุนัย จุลพงศธร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านสุนัยประท้วงอะไรอีกครับ
ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงท่าน ที่เวลามีการประท้วงฝ่ายรัฐบาลท่านจะเห็นมาก ขึ้นมาเป็นแถบท่านจะเรียก พอฝ่ายค้าน ประท้วง ผมยืนโดดเด่นอยู่คนเดียวท่านก็ไม่เรียก ผมจึงประท้วงท่าน
เรียกแล้วครับ ผมเรียกแล้ว
ขอประทานโทษครับ ถ้าท่านจะไม่ให้ ผมให้เหตุผล ท่านต้องไม่ให้ฝ่ายรัฐบาลให้เหตุผลด้วย เพราะนี่เป็นเรื่องจะใช้กฎหมายนี้ เป็นเครื่องมือเฉพาะกาลในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในการที่จะปราบปรามการชุมนุม ของประชาชนที่เป็นปฏิปักษ์กับท่านคือกลุ่มพันธมิตรที่ทะเลาะกับท่านนี่ครับ ท่านต้องไม่ให้ ฝ่ายโน้นพูดด้วยครับ
คืออย่างนี้ครับท่านสุนัย ผมไม่ได้ให้ทางนี้อภิปรายอะไรนะครับ ขณะนี้พอฝ่ายพรรคเพื่อไทย ไม่เสนอกรรมาธิการ มันก็มีปัญหากับข้อบังคับ ข้อ ๘๓ วรรคสอง ซึ่งผมได้อ่านให้ฟังแล้ว ปกติต้องคํานึงถึงสัดส่วนของแต่ละพรรค ฉะนั้นมันก็จําเป็นจะต้องหาทางออกนะครับ ก็กําลังจะให้สมาชิกได้อภิปรายว่าจะหาทางออกอย่างไรเท่านั้นเอง ไม่ได้อภิปรายประเด็น เรื่องร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้แล้วนะครับ
ท่านประธานครับ ถ้าอย่างนั้น ขอประทานโทษผมเคารพท่านประธาน ต้องไม่อภิปรายนะครับ เมื่อผมไม่เสนอแล้ว ก็จบนะครับ ต้องไม่อภิปราย เพราะผมให้เกียรติท่านสุเทพนะครับ ฉบับนี้เรียก ฉบับสุเทพ เทือกสุบรรณ นะครับ
นั่งเถอะครับ คือไม่ได้อภิปรายประเด็นนี้ เรากําลังจะหาทางออกเดี๋ยวจะได้เชิญท่านธนาครับ เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ที่จริง ผมก็ให้เกียรติท่านสมาชิกคุณสุนัยแต่ว่าท่านพูดหลายหนเมื่อวานท่านก็พูด มันไม่เคยมี หรอกครับในสภานี้ที่ใครเสนอกฎหมายแล้วตั้งชื่อให้อย่างที่ท่านพยายามจะทํา ผมเกรงว่า คนได้ยินแล้วก็จะเข้าใจผิด แล้วเจตนาของท่านก็ไม่ใช่เจตนาดีที่จะยกย่องสรรเสริญผม หรอกครับ ท่านมีเจตนาร้ายอยู่ชัด ๆ เมื่อสักครู่นี้ท่านบอกว่า รัฐบาลจงใจจะเอากฎหมายนี้ มาใช้เป็นเครื่องมือในการปราบปรามผู้ชุมนุม ท่านเข้าใจผิดครับ รัฐบาลนี้ไม่ปราบปราม ผู้ชุมนุมครับ ไม่มีในร่างของรัฐบาลครับ
อยู่ในความสงบท่านสมาชิก
นิสัยท่านมันแสดงออก ชัดเจนนะครับว่าท่านเป็นคนอย่างนั้น ผมจะเรียนกับท่านประธานที่เคารพครับ รัฐบาลไม่มี เจตนาแอบแฝง แล้วก็พิจารณาเรื่องนี้ได้จากข้อเท็จจริง
มีผู้ประท้วงครับ ท่านสมคิดประท้วงอะไรครับ
ประท้วงคนกําลังอภิปรายอยู่ครับ
ประท้วงว่าอย่างไรครับ
เขาบอกว่ารัฐบาลไม่ฆ่าประชาชน ใครฆ่าประชาชน ๘๑ ศพ ๙๑ ศพ
เอาละ ๆ ไม่ใช่เป็นการประท้วงแล้วอย่างนี้ นั่งลงครับ ใจเย็น ๆ ท่านสมาชิก ฟังท่านรอง นายกรัฐมนตรีชี้แจงแล้วเดี๋ยวเราจะได้หาทางออกกันต่อไป เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผมเรียน ให้ท่านสมาชิกอดใจ อาทิตย์หน้านี่ครับผมจะเอาภาพมาว่าใครใช้อาก้า (ARKA) ยิงประชาชน ใครใช้อาก้ายิงทหาร ใครสั่งการ อดใจนิดเดียวครับ แล้วผมเอารูป เอาหน้า เอาตา มาให้ดูหมดเลย แล้วก็อย่าโกรธก็แล้วกัน อดทนหน่อย แต่ที่ผมจะเรียนท่านประธานด้วย ความเคารพวันนี้ก็คือว่า ยืนยันว่ารัฐบาลนี้ไม่มีเจตนาที่จะใช้กฎหมายนี้ปราบปรามประชาชน อย่างที่คุณสุนัยพูด ถ้าจะหยุดกันแค่นี้ก็หยุดครับ ถ้าจะพูดต่อผมก็จะขออนุญาต เพราะว่า ไม่ยอมให้เอาเปรียบอีกแล้วครับ
พอแล้วครับ ไม่พูดแล้วครับ ท่านสุนัยพอแล้วครับ พาดพิงอะไรครับ
ท่านประธานครับ กระผม สุนัย จุลพงศธร มีเจตนาดีกับท่านสุเทพที่สุด ท่านกลับมากล่าวหาว่าผมไม่มีเจตนาดี ผมขออนุญาต ยกตัวอย่างเดียวแล้วท่านจะยิ้ม นักเรียนอังกฤษก็อยู่ข้าง ๆ ๒ สัญชาติ นาฬิกาที่ลอนดอนนี่ครับ
เอาแล้ว ไปกันใหญ่แล้ว พอแล้วครับ ไม่เอาแล้วครับ นั่งเถอะครับ ผมไม่ให้ใครพูดแล้ว เอาละ ให้ท่านธนาชี้แจงหาทางออกเรื่องการตั้งกรรมาธิการ พอแล้ว ไม่อย่างนั้นก็ตอบโต้กัน ไปมา ก็ผมให้นั่งลงแล้วครับ ท่านธนาเชิญครับ
ท่านประธาน ผมประท้วงครับ
ประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดตรัง ผมประท้วงท่านประธานครับ ท่านประธานผิด ข้อบังคับ ข้อ ๘ ปล่อยให้สมาชิกเขาเสียดสีแล้วกล่าวร้าย ข้อแรก กล่าวร้ายก็คือกฎหมายนี้ กล่าวหาว่าเอาอํานาจศาลมาเกี่ยวข้องกับเรื่องของกฎหมาย ผมเรียนนะครับ กฎหมาย ที่ทางท่านเสนอเป็นเผด็จการ แต่ทางนี้พยายามเอาเรื่องของศาลเข้ามา เรื่องความยุติธรรมเข้ามา ส่วนที่ ๒ ไปพาดพิงเสียด สีท่านนายกรัฐมนตรี ผมคิดว่าต้องถอนคําพูดครับท่านประธาน ท่านประธานต้องควบคุม ก่อนครับ
ครับ เมื่อกี้ที่พูดผมก็ตัดเสียงไปแล้วนะครับ แล้วประเด็นแรกเรื่องศาลนี่ก็เป็นข้อคิดเห็น ทั้ง ๒ ฝ่ายก็แสดงความคิดเห็นนะครับ อันนี้ก็เป็นความคิดเห็นของแต่ละฝ่าย
ท่านประธานก็ไม่ควรให้พูดแล้วครับ
นั่งเถอะครับ เชิญท่านธนาครับ พอแล้วท่านสุนัยนั่งเถอะครับ ไม่มีประเด็นประท้วง หรอกครับเชิญท่านธนาครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ความจริงท่านประธานได้ให้ ท่านสมาชิกหารือเรื่องข้อบังคับ ข้อ ๘๓ ผมขออนุญาตท่านประธานอีกครั้งหนึ่งนะครับ ที่จะอ่านให้ท่านสมาชิกได้ฟังไปพร้อมกัน การเลือกตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญให้ตั้งจาก บุคคลที่คณะรัฐมนตรีเสนอชื่อมีจํานวนไม่เกินหนึ่งในสี่ของจํานวนกรรมาธิการทั้งหมด จํานวนนอกจากนั้นให้ที่ประชุมเลือกจากรายชื่อที่สมาชิกเสนอ โดยให้มีจํานวนตามหรือ ใกล้เคียงกับอัตราส่วนจํานวนสมาชิกของแต่ละพรรคการเมืองหรือกลุ่มพรรคการเมืองที่มีอยู่ ในสภา ปัญหาที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็คือ เมื่อมีการเสนอรายชื่อในสัดส่วนของพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยเฉพาะขออนุญาตเอ่ยนาม พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นปฏิเสธที่จะเป็นกรรมาธิการวิสามัญ ผมกราบเรียนท่านประธานครับ สิ่งที่เสนอของพรรคร่วมฝ่ายค้านวันนี้ละครับ เรียกว่า เอกสิทธิ์ เอกสิทธิ์ในการที่จะไม่ทําหน้าที่ในกรรมาธิการวิสามัญ ส่วนการเสนอเมื่อวานนี้ที่จะถอนญัตติ แม้จะเป็นเอกสิทธิ์แต่ข้อบังคับการประชุมสภามีข้อจํากัดไว้ว่าต้องได้รับความยินยอมจาก ที่ประชุม เพราะฉะนั้นวันนี้เมื่อมีเอกสิทธิ์ที่จะไม่ขอปฏิบัติหน้าที่ในฐานะคณะกรรมาธิการ วิสามัญ ท่านประธานไม่ต้องห่วงหรอกครับ ข้อบังคับหรือกฎหมาย เวลาตรานี่นะครับเขาจะ ตราให้เดินหน้าได้ แล้วเมื่อเป็นเอกสิทธิ์ก็ไม่สามารถบังคับสมาชิกพรรคร่วมฝ่ายค้านมาทํา หน้าที่ได้ ส่วนจํานวนสัดส่วนตามสมาชิกนั้นเป็นข้อบังคับที่ปกป้องสิทธิของเสียงข้างน้อย ในสภาผู้แทนราษฎร เขากลัวอย่างนี้ครับ กลัวว่าเวลาตั้งคณะกรรมาธิการแล้ว เสียงข้างมาก ซึ่งเป็นเสียงที่จะชี้นําในสภาได้ไม่ยอมแต่งตั้งเสียงข้างน้อยเข้ามาทําหน้าที่ ทําให้การทําหน้าที่ ในสัดส่วนของพรรคการเมืองต้องเสียไป จึงต้องบัญญัติข้อบังคับฉบับนี้ไว้เพื่อปกป้องเสียงข้างน้อย แต่วันนี้เสียงข้างน้อยปฏิเสธที่จะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร ก็เป็นเอกสิทธิ์ เพราะฉะนั้นผมถึงกราบเรียนว่า แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องทําต่อไปตามข้อบังคับ ซึ่งยังต้องเดินต่อไปก็คือ คณะรัฐมนตรีต้องเสนอไม่เกินหนึ่งในสี่ของจํานวนกรรมาธิการ ทั้งหมด เมื่อสมาชิกพรรคร่วมฝ่ายค้านขอถอนสัดส่วนของตัวเอง ๑๒ คนออกไป ผมกราบเรียน ท่านประธานว่า ผมก็จะขอให้สมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลเสนอจํานวนสัดส่วนใหม่ โดยตัด สัดส่วนของพรรคเพื่อไทยออกไป จาก ๓๖ ท่าน ก็ให้เหลือ ๒๔ ท่านและในขณะเดียวกัน ก็ให้คณะรัฐมนตรีเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญใหม่ จํานวนไม่เกิน ๖ คน ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับ ข้อ ๘๓ ที่ต้องเสนอไม่เกินหนึ่งในสี่ ผมกราบเรียนท่านประธานเลยว่า ข้อบังคับ ข้อ ๘๓ ไม่มีปัญหาหรอกครับ การบัญญัติอะไรก็ตามนั้นบัญญัติเพื่อให้สามารถ ทําหน้าที่ได้ เพื่อปกป้องสิทธิของเสียงข้างน้อย วันนี้ไม่ใช่เสียงข้างมากไม่ยอมแต่งตั้ง เสียงข้างน้อย แต่เป็นเรื่องที่เสียงข้างน้อยไม่ยอมปฏิบัติหน้าที่ในฐานะคณะกรรมาธิการ วิสามัญ เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ เราเดินหน้าต่อได้ครับ ไม่อย่างนั้นคืออะไร รู้ไหมครับ ไม่อย่างนั้นถ้าการไม่ทําหน้าที่ในคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร นั่นหมายถึงว่าวันนี้เสียงข้างน้อยกลายเป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายและข้อบังคับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ท่านสุนัยประท้วงอะไรอีกครับ
ท่านประธานครับ ผมขอเวลานิดเดียว ที่ผมมานั่งใกล้พี่ไตรรงค์เพื่อให้รู้ว่าการเมืองจริง ๆ เราไม่ได้ไปหักหาญกันอย่างนั้น ผมต้อง ประท้วงท่านประธาน เพราะถ้าผมไม่พูดคํานี้ผมเสียหาย ผมไม่ได้ไปแขวะท่านนายกรัฐมนตรี
ประท้วงอะไรครับ
ก็ประท้วงที่ท่านประธานไม่ได้ให้สิทธิผม ในสิทธิพาดพิง มันเสียหายกับผมครับ ผมกําลังจะบอกนิดเดียว ที่ผมบอกว่าชื่อคุณสุเทพ ไม่ได้เสียหาย นาฬิกาบิ๊กเบน (Big Ben) ที่อังกฤษนั้นมาจากชื่อ ส.ส. ครับ ดังนั้นวันนี้ตั้งชื่อ พ.ร.บ. นี้ สุเทพ เทือกสุบรรณ ก็เหมือนกันละครับ ไม่ได้เสียหายอะไรครับ ขอบพระคุณครับ
ครับ ๆ จบแล้ว ท่านสมาชิกครับ เมื่อกี้ท่านธนาได้นําเสนอความเห็นไปแล้วว่าเมื่อพรรคฝ่ายค้าน ไม่ประสงค์จะใช้สิทธิในการตั้งกรรมาธิการ ก็มีทางออกตามแนวคิดของท่านธนา ทีนี้ผมอยาก ฟังความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกท่านอื่นเพื่อจะได้พิจารณาตัดสินใจ เพราะจริง ๆ แล้ว ท่านสมาชิก เรื่องนี้เราเคยได้มีบรรทัดฐานเมื่อครั้งเราพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม มาแล้ว ซึ่งตอนนั้นท่านคงจําได้ว่าพรรคฝ่ายค้านก็ไม่ประสงค์จะตั้งกรรมาธิการ และในที่สุด มันก็นําไปสู่การต้องยกเว้นใช้ข้อบังคับ ก็คือข้อ ๘๓ วรรคสอง เพื่อจะได้แก้ปัญหาเรื่อง การเฉลี่ยสัดส่วนของกรรมาธิการตามอัตราส่วนของพรรคการเมือง ฉะนั้นผมคิดว่าเมื่อมันมี บรรทัดฐานอยู่ ก็อยากจะใช้บรรทัดฐานที่มีอยู่นี้ให้คงไว้ นั่นก็คือจําเป็นที่จะต้องอาศัย ข้อบังคับ ข้อ ๑๗๖ เพื่องดเว้นใช้ข้อบังคับ ข้อ ๘๓ วรรคสอง นี่เป็นความคิดเห็น ของประธาน ซึ่งก็อาศัยบรรทัดฐานที่เราได้เคยทําแล้วในสภานี้ ท่านก็คงยังจําได้ เชิญท่านชลน่าน ก่อนครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ข้อเสนอของท่านประธานกรณีจะยกเว้นข้อบังคับสําหรับ การแก้ปัญหากรณีที่มีสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งไม่ประสงค์จะร่วมเป็น กรรมาธิการ โดยการยกเว้นข้อบังคับ โดยอาศัยข้อบังคับ ข้อ ๑๗๖ ไปยกเว้นข้อบังคับ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง คือข้อ ๘๓ วรรคสอง ในความเห็นของผม ผมกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ ไม่น่าจะกระทําได้ เนื่องจากว่าการบัญญัติถ้อยคําในข้อบังคับ ข้อ ๘๓ ได้ยกเอาบทบัญญัติรัฐธรรมนูญอย่างน้อย ๒ มาตรามาเขียนไว้ ก็คือมาตรา ๑๓๕ กับ มาตรา ๑๓๗ ท่านประธานลองดูนะครับ ถ้าเรายกเว้นอย่างนั้น นั่นเหมือนว่าเราไปยกเว้น รัฐธรรมนูญ ซึ่งเราไม่มีสิทธิครับ ก็เหมือนเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งสภามิได้มี อํานาจหน้าที่จะไปทําอย่างนั้นได้ เว้นแต่ว่าข้อบังคับที่ตราขึ้นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๔ ได้ตราข้อบังคับขึ้นมาเป็นแนวทาง ซึ่งเป็นเนื้อหาที่ไม่ได้ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ อันนั้น กระทําได้ แล้วก็กระทําเป็นประจําอยู่ถ้ามีความจําเป็น แต่ท่านประธานไปอ่านรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๕ มาตรา ๑๓๗ เรื่องของสัดส่วนกรรมาธิการ โดยเฉพาะมาตรา ๑๓๕ วรรครอง สุดท้ายนะครับ แล้วก็มาตรา ๑๓๗ มันระบุเรื่องสัดส่วนของกรรมาธิการเอาไว้ ผมก็กราบเรียนท่านประธานว่าในความเห็นผม ผมคิดว่าไม่น่าจะกระทําได้ เพราะถือเป็นการ ยกเว้นรัฐธรรมนูญด้วย
เชิญท่านธนา
กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตที่จะลุกขึ้นมาเป็นครั้งที่ ๒ ก็เนื่องจากท่านประธานได้ให้ความคิดเห็นไว้กับสภาแห่งนี้ในการทําหน้าที่ในการประชุมสภา ครั้งที่แล้วเมื่อมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมเข้ามา ซึ่งวันนั้นพรรคร่วมฝ่ายค้านก็แสดงท่าที ที่จะใช้เอกสิทธิ์ในการที่จะไม่เข้าร่วมในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ ซึ่งในวันนั้นผมกราบเรียนท่านประธานครับ เหตุการณ์ต่างจากวันนี้ วันนั้นการ แก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสําคัญของประเทศ เราไม่สามารถปล่อยให้เหตุการณ์อะไรก็ ตามที่จะกระทบกับการเดินหน้าของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นการตีความ การทํา ความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน หรือจะมีส่วนใดก็ตามที่จะทําให้กระทบกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญเกิดขึ้นได้ วันนั้นที่ประชุมสภาแห่งนี้จึงหาทางออกเพื่อที่จะไม่ให้เกิดผลกระทบ ตามมา แต่วันนี้ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกราบเรียนว่ามาตรการที่พรรคร่วมฝ่ายค้านใช้วันนี้ อีกครั้งหนึ่ง แน่นอนครับ เป็นเอกสิทธิ์ของพรรคร่วมฝ่ายค้าน แต่ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ถ้าเราไม่ยึดข้อบังคับโดยถูกต้องและเคร่งครัด ท้ายที่สุดกระบวนการในการทํางานในสภา ก็จะเกิดปัญหา ผมกราบเรียนท่านประธานครับ วันนี้แม้เราจะเคยปฏิบัติเพราะเหตุการณ์ วันนั้นต่างจากวันนี้ และผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าเดินหน้าต่อไปตามที่ข้อบังคับ ข้อ ๘๓ ได้บัญญัติไว้ชัดเจน ซึ่งท่านประธานถ้าอ่านกฎหมายฉบับนี้ด้วยใจเป็นธรรม ท่านประธานก็ไม่ปฏิเสธเหมือนที่ผมได้อภิปรายมาแล้วว่ากฎหมายไม่ได้ระบุเลยครับ ท่านประธานดูในวรรคแรก ข้อ ๘๓ เขียนไว้ชัดว่าจะต้องทําอย่างไร จะต้องมีสมาชิกจํานวน เท่าไร แต่ในวรรคสองเขียนว่า สัดส่วนให้ใกล้เคียง ท่านประธานเห็นไหมครับ กําหนดไม่ได้ ด้วยซ้ําไปว่าต้องเท่าไร นั่นคือเหตุผลที่ให้เห็นว่าสัดส่วนต่าง ๆ นั้นคลาดเคลื่อนได้ แต่สิ่งที่ผม กราบเรียนต่อมาก็คือวันนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประสงค์จะใช้เอกสิทธิ์ในการไม่ทําหน้าที่ วันนี้ข้อบังคับไม่ได้มีข้อจํากัดไว้เรื่องการใช้เอกสิทธิ์ เพราะฉะนั้นเป็นเอกสิทธิ์ของท่านที่จะ ไม่ทําหน้าที่ เมื่อไม่ใช้เอกสิทธิ์ กรรมาธิการก็กลับมา ถ้าจะตั้ง ๓๖ ท่านก็ยังทําได้ แต่ว่า คณะรัฐมนตรีจะต้องไม่เสนอเกินกว่า ๑ ใน ๔ ของจํานวนกรรมาธิการที่เหลืออยู่ นั่นก็คือ ต้องไม่เกิน ๑ ใน ๖ ส่วนสัดส่วน ๑๒ ที่ก็ว่างเว้นไป นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่าสิ่งที่เคยปฏิบัติเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่กรณีที่เราจะต้องเดินตามอย่างนั้นต่อไป ถ้าไม่อย่างนั้นกลายเป็นว่าเสียงข้างมากไม่สามารถทําหน้าที่ในการบริหารจัดการปัญหา ในสภาผู้แทนราษฎรได้ กลายเป็นว่าเสียงข้างน้อยเข้ามาครอบงําเสียงข้างมาก ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ ของการทําหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานครับ เรื่องนี้ ดําเนินการต่อไปไม่ผิดข้อบังคับ ไม่ผิดจารีตประเพณีใด ๆ ทั้งสิ้น และเป็นการดําเนินการที่จะ ทําให้บทบาทของสภาผู้แทนราษฎรได้มีความเข้มแข็งขึ้น กราบเรียนท่านประธานครับ
ท่านชลน่านอีกครั้งหนึ่งครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งจังหวัดน่าน ประเด็นที่ผมได้ยกขึ้นนําเรียนท่านประธาน เป็นข้อเสนอต่อท่านประธาน ผมในฐานะสมาชิกส่วนหนึ่งที่อยู่ในสภาแห่งนี้ก็เพียงแต่ นําเสนอมุมของผมว่าถ้าท่านจะยกเว้นข้อบังคับ ท่านต้องคํานึงถึงรัฐธรรมนูญด้วย ถ้าบทบัญญัติใดที่เขียนไม่ชัดเจนในรัฐธรรมนูญ ผมก็เชื่อว่านั่นก็คือเราเข้าไปยกเว้น รัฐธรรมนูญด้วยในถ้อยคํานั้น อันนี้คือข้อสังเกตผม ส่วนสภาแห่งนี้จะเป็นอย่างไรก็ขึ้นกับ มติสภา ผมมิได้หมายความว่าผมจะไปขัดขวางการทํางานของสมาชิกในสภาแห่งนี้ ระบบ รัฐสภาเสียงข้างมากครับ เสียงข้างน้อยก็ย่อมมีสิทธิที่จะตรวจสอบ แต่ผมเชื่อว่ามีวิธีการ ที่ดีกว่านี้ ผมเชื่อครับ ไม่อย่างนั้นงานมันก็เดินไม่ได้ จะมีพรรคการเมือง ๓-๔ พรรคในตรงนี้ ไม่ตั้งกรรมาธิการก็ทําได้ครับ เสียงข้างมากก็ทํางานต่อไปได้ ผมเพียงแต่ติงท่านประธาน เท่านั้นเองว่า ท่านไปใช้ ข้อ ๑๗๖ มายกเว้น ข้อ ๘๓ วรรคสอง ข้อ ๘๓ วรรคสอง มันล้อเอาถ้อยคําในรัฐธรรมนูญอย่างน้อย ๒ มาตรามาเขียน มาตรา ๑๓๕ กับมาตรา ๑๓๗ เขียนไว้ชัดเรื่องของการตั้งกรรมาธิการ สมาชิกจากพรรคการเมืองก็เป็นไปตามสัดส่วนหรือ ใกล้เคียงกับจํานวนที่มีอยู่ มันเขียนไว้อย่างนั้น ผมเพียงแต่ติงท่านเพื่อให้สภาแห่งนี้ ได้ช่วยกันพิจารณาว่าถ้าเป็นประเด็นนี้มันสุ่มเสี่ยงจะใช้มาตรการอื่นได้ไหม
กรณีที่ ๒ ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกได้ยกตัวอย่างเรื่องของ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม จริง ๆ แล้วเรื่องนั้นเราเคยส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่ประเด็นข้อร้องเกี่ยวกับการตั้งกรรมาธิการ ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ดูข้อเท็จจริง ไม่ได้ดูสาระ ที่จะนํามาสู่การวินิจฉัย ไม่ว่าจะเป็นการตั้งกรรมาธิการหรือการกําหนดเลขมาตราที่เราร้อง ไปเป็นข้อร้องนะครับ ข้อกล่าวหา ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้หยิบเอาตรงนั้นมาวินิจฉัยนะครับ ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ศาลรัฐธรรมนูญใช้ข้อวินิจฉัยตามข้อกฎหมาย ข้อกฎหมายว่าอย่างไร ท่านประธานครับ สมาชิกฝ่ายค้าน ๑ ใน ๑๐ ยื่นตามมาตรา ๑๕๔ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑ ไม่ได้ให้เอามาตรา ๑๕๔ มาบังคับใช้โดยอนุโลม เพราะฉะนั้นไม่มีสิทธิร้องตามมาตรา ๑๕๔ ก็จบแค่นั้นครับ เขาวินิจฉัยอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเขาเลยไม่รับวินิจฉัยไม่มีสิทธิร้องตามมาตรา ๑๕๔ คือข้อวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีวินิจฉัยที่พวกเราร้อง กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ผ่านมา เรื่องตั้งคณะกรรมาธิการ เรื่องของกระบวนการ เรื่องของเลขมาตรา ไม่อยู่ใน ประเด็นที่ท่านจะมาดูในรายละเอียดเลย อันนี้คือคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญท่านไปเปิด อ่านดูได้ ผมก็เลยนําเสนอในมุมผมเท่านั้นเอง ส่วนท่านประธาน ท่านสมาชิกจะหาทางออก อย่างไรที่มันเหมาะสมก็เป็นสิทธิของเสียงข้างมากที่จะพิจารณากัน กราบขอบคุณครับ
ท่านประธานเองก็ได้ติดตามตอนเราแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญนี้ บังเอิญสภาเราก็ไปสร้าง บรรทัดฐานเรื่องการยกเว้นในข้อบังคับไว้นะครับ จนวันนี้รัฐธรรมนูญก็ประกาศใช้แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าจะต้องดําเนินการถามประธาน ประธานก็ต้องอาศัยบรรทัดฐานที่มีอยู่ก็ถือว่า เราได้เคยปฏิบัติมาแล้ว ส่วนที่ท่านจะแสดงความคิดเห็นอย่างไรนั้น ประธานก็เคารพ ในความคิดเห็นของท่าน เป็นการโต้แย้งหรือแสดงความคิดในแง่ของกฎหมายที่แตกต่างกัน แต่เราก็จําเป็นจะต้องอาศัยบรรทัดฐานที่เราเคยทําไว้ เชิญหมอวรงค์ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานว่า ท่านประธานจะเอาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาเป็นบรรทัดฐาน ของการพิจารณา พ.ร.บ. ไม่ได้ เนื่องจากว่ารัฐธรรมนูญนั้นได้พูดถึงสัดส่วนของ ๒ สภา แต่ในการพิจารณา พ.ร.บ. นี้ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๕ ก่อนวรรคท้ายนั้นเขียนไว้ชัดเจน ดังนี้ กรรมาธิการสามัญซึ่งตั้งจากผู้ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด ต้องมีจํานวน ตามหรือใกล้เคียงกับอัตราส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละพรรคการเมือง หรือกลุ่มพรรคการเมืองที่มีอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นในเมื่อรัฐธรรมนูญกําหนดไว้อย่างนี้ เท่ากับว่าที่ประชุมจะมายกเว้นข้อบังคับในข้อบังคับ ข้อที่ ๘๓ ไม่ได้ แต่เนื่องจากว่าวันนี้ สภาแห่งนี้ได้ให้สิทธิของแต่ละพรรคการเมืองในการทําหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นผมจึงเห็นด้วยกับการที่เพื่อนสมาชิกเสนอให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการ ๓๖ คน มี ครม. เสนอมาแล้วไม่เกิน ๑ ใน ๔ ส่วนที่เหลือก็เป็นไปตามสัดส่วนพรรคการเมือง ดังนั้น แต่ละพรรคการเมืองก็เสนอของตัวเอง เมื่อถึงทางพรรคเพื่อไทย เขาไม่เสนอก็เป็นเอกสิทธิ์ ของเขาครับท่านประธาน ผมเชื่อว่ากระบวนการอย่างนี้ยังสามารถดําเนินการไปได้ แต่อยากจะฝาก เพื่อนสมาชิกว่า ถ้าเราใช้คําว่าเอกสิทธิ์พร่ําเพรื่อ มันแยกยากระหว่างการไม่ปฏิบัติหน้าที่ ในฐานะ ส.ส. นะครับ ท่านประธานสามารถดําเนินการต่อไปได้เลยครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
ท่านจตุพรต้องอยู่ในประเด็นนี้นะครับ ที่กําลังหารือหาทางออกกัน เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ท่านประธาน ไม่ต้องบอกผมหรอก ผมยืนอยู่ในวาระนี้ ผมรู้ว่าผมจะต้องพูดอะไร ประเด็นที่เป็นสาระ สําคัญก็คือเรื่องการใช้สิทธิของการไม่เสนอรายชื่อกรรมาธิการนั้น โดยข้อบังคับ ข้อ ๘๓ ต่อข้อ ๑๗๖ เรื่องการงดเว้นการใช้ข้อบังคับ หรือจะสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญอะไรก็ตามนั้น เจตนารมณ์ที่แท้จริงนั้นเพื่อไม่ต้องการให้เสียงข้างมากคิดอยากจะทําอะไรก็ได้ เวลานี้ ที่ฝ่ายค้านเขาใช้สิทธิไม่ส่งชื่อเป็นคณะกรรมาธิการนั้น เพราะไม่ต้องการเข้าไปเป็น ไปร่วม สมคบในการร่างกฎหมายเพื่อจํากัดสิทธิของประชาชน ผมเรียนย้ํานะครับ ถ้าคิดแบบ ไม่ต้องคิดนะครับ เช่นว่า กฎหมายฉบับนี้เสร็จ จะมีผลใช้ก็สมัยรัฐบาลหน้า รัฐบาล ท่านอาจจะใช้เพียงแค่สั้น ๆ วันหนึ่งก็เอากฎหมายฉบับนี้มาใช้กับพวกท่านเอง แต่พวกผม ไม่ได้คิดอย่างนั้น เรื่องสิทธิการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธนั้นขออนุญาตใครก็ไม่ได้ แล้วต่อไปใคร
มีผู้ประท้วง เชิญผู้ประท้วง
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล
นายสุเทพน่าจะนั่งอยู่นิดนะครับ เมื่อกี้พาดพิงผมหน่อย
เชิญผู้ประท้วง
ผมประท้วงท่านประธานครับ ผิดข้อบังคับ ข้อ ๘ จริง ๆ แล้วผมไม่ควรที่จะประท้วงเลย ผมเชื่อว่าประธานน่าจะใช้ ดุลยพินิจวินิจฉัยได้ว่าขณะนี้ไปพูดถึงเรื่องของกฎหมายอีกแล้วครับ ผมคิดว่าเอาแค่เรื่องของ คณะกรรมาธิการว่าเราจะตั้งกันอย่างไรแค่นั้นพอครับ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเนื้อหาของกฎหมาย เมื่อวานไม่ได้มาทําหน้าที่ เพราะฉะนั้นหมดเวลาแล้วครับ
พอแล้วครับ ท่านจตุพรครับ ผมก็เรียนท่านแล้วขณะนี้มันอยู่ในประเด็นที่เราจะหาทางออก เรื่องการตั้งกรรมาธิการอย่างไรนะครับ ก็ไม่อยากจะไปเท้าความ ก็ทราบว่าเมื่อพรรค เพื่อไทยสละสิทธิไม่ตั้งกรรมาธิการก็จบแล้วนะครับ เดี๋ยวเราก็จะหาทางออกว่า จะทําอย่างไรต่อ เชิญครับ เชิญต่อ
ประเด็นของผมก็คือว่า การใช้สิทธิ ของฝ่ายค้านนั้น เหมือนผมใช้สิทธิไม่อภิปรายเมื่อวานนี้ก็ถือว่าเป็นสิทธิ วันนี้ก็เช่นเดียวกัน ฝ่ายค้านก็เห็นว่าเสียงข้างมากจะทําอะไรก็ได้นั้น ไม่ร่วมสังฆกรรมก็ถือว่าเป็นสิทธิ ข้อบังคับ ก็เลยคล้องกันระหว่างข้อบังคับ ข้อ ๘๓ ต่อด้วยข้อบังคับ ข้อ ๑๗๖ และเกี่ยวเนื่องกับ รัฐธรรมนูญ ผมเรียนย้ําอีกครั้งท่านประธานครับ ที่นายสุเทพประกาศให้ไปพบ ตอนการอภิปราย กล้ายืนยันในสภาไหมครับว่าเวลาผมอภิปราย เวลานายสุเทพตอบ จะไม่มีการประท้วงกัน ท้ากันอย่างลูกผู้ชาย เรื่องใครฆ่าประชาชน
พอแล้วครับ เชิญท่านทศพลครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายทศพล เพ็งส้ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้เรากําลังทําหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ก็คือการออกกฎหมาย ที่ผมไม่เห็นด้วย กับท่านประธานก็คือในการงดเว้นการใช้ข้อบังคับ ข้อ ๑๗๖ ท่านประธานครับ หน้าที่ของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการออกกฎหมายนั้นเป็นสิ่งที่ประชาชนเขาคาดหวัง วันนี้ครับ วันนี้เรามีประมวลจริยธรรม ในข้อ ๖ เขาบอกอยู่แล้วนะครับว่า สมาชิกและกรรมาธิการ จะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการรักษาไว้ และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทุกประการ รวมถึงการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยเคร่งครัด ท่านประธานครับการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบอกว่าไม่ตั้ง ไม่ยอมที่จะเป็น กรรมาธิการร่วมนั้นผมถือว่าเป็นการไม่ปฏิบัติหน้าที่ ไม่ใช่สิทธินะครับ ตรงนี้ต่างหาก ที่ผมบอกว่าเรากําลังงดเว้นการใช้ข้อบังคับว่าคุณไม่ต้องปฏิบัติหน้าที่ก็ได้ โดยงดเว้นการใช้ ข้อบังคับ ข้อ ๑๗๖ ซึ่งไม่ถูกครับ หน้าที่ในการออกกฎหมายนั้นเวลาตั้งเป็นกรรมาธิการแล้ว ไม่เห็นด้วยก็ไปแปรญัตติเอา ไม่เห็นด้วยก็มาประชุมสภาผู้แทนราษฎร ผมถึงบอก ท่านประธานว่ากําลังหลงผิดว่าการไม่ทําหน้าที่เป็นกรรมาธิการนั้นมันไม่ใช่เอกสิทธิ์ เป็นเพียงแต่ละหน้าที่ในการทําหน้าที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในข้อ ๖ ของประมวล จริยธรรมครับท่านประธาน
พอแล้วครับ คุณเจือ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม เจือ ราชสีห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ผมเองเห็นด้วยกับข้อวินิจฉัยของท่านประธานเป็นอย่างยิ่งนะครับ ประเด็นที่เห็นด้วย เพราะว่าสภาเราได้มีแนวทางการปฏิบัติแบบนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว กฎหมายฉบับนี้น่าจะ เล็กกว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญมาก อันที่ ๒ นะครับ เมื่อกี้ได้ฟังเพื่อนสมาชิกพูดถึงกฎหมาย รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๕ เกือบวรรคสุดท้ายนะครับ จริง ๆ แล้วผมได้เปิดมาดู เป็นกรรมาธิการสามัญ ประเด็นผมเข้าใจว่ามันคนละประเด็นกัน กรรมาธิการสามัญ เท่าที่ผมจําได้ ตอนที่พวกผมเป็นฝ่ายค้านตอนนั้นเราตั้งกรรมาธิการสามัญไม่ได้ เพราะตกลงกันไม่ได้ ทําให้สภาเราเสียเวลาในการตรวจสอบการทํางานของรัฐบาลที่ผ่านมา นานพอสมควร แต่กฎหมายรัฐธรรมนูญก็เขียนเอาไว้นะครับว่าการแต่งตั้งกรรมาธิการสามัญ ต้องยึดพรรคการเมืองให้ใกล้เคียง แต่ว่าในกรณีนี้ไม่ใช่นะครับ กฎหมายฉบับนี้การแต่งตั้ง เป็นการแต่งตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ผมเองก็เห็นด้วยกับข้อวินิจฉัยของท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่าน พันเอก อภิวันท์ ครับ
กราบเรียนประธานสภาที่เคารพครับ ผม พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี ขออนุญาตเสนอ ความคิดเห็นอย่างนี้ครับ คือในเรื่องนี้กระผมเองได้เคยตีความแล้วก็มอบไว้ให้กับรัฐบาล และฝ่ายค้านไว้ครั้งหนึ่งแล้วนะครับว่าข้อบังคับ ข้อ ๘๓ นี้เป็นการปกป้องสิทธิของเสียงข้างน้อย ในการนี้นะครับ เราไม่จําเป็นจะต้องไปยกเว้นการใช้ข้อบังคับการประชุมสภา ข้อ ๑๗๖ เพื่อยกเว้นข้อ ๘๓ นะครับ ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับ การจะใช้การยกเว้นข้อบังคับ การประชุมสภานั้นจะต้องเป็นเรื่องที่จําเป็นอย่างยิ่งยวดและไม่สามารถเดินต่อไปได้นะครับ สําหรับเรื่องนี้แนวทางก็เป็นอย่างนี้ครับ คือหมายความว่าเราก็ตั้งไปตามปกติ ๓๖ คน อย่างที่คุณธนาบอกนะครับ ๓๖ คน พอถึงคนที่ ๒๔ ฝ่ายค้านไม่เสนอตั้ง ก็ต้องถือว่าเป็นสิทธิ ของฝ่ายค้านที่ไม่ใช้สิทธิตรงนี้ ลําดับที่ ๒๕ ถึง ๓๖ ก็จะต้องเว้นไว้ แต่องค์ประชุมจะต้องคิด จากครึ่งหนึ่งของ ๓๖ ครับ ก็หมายความว่าคณะกรรมาธิการมีจํานวน ๓๖ คน แต่ฝ่ายค้าน ไม่ใช้สิทธิ ๑๒ คน องค์ประชุมจะต้องเป็นครึ่งหนึ่งของ ๓๖ คือ ๑๘ คนนะครับ ก็ต้องเป็น ๑๙ คน ไม่ใช่ครึ่งหนึ่งของ ๒๔ ก็จะทําให้การดําเนินการของสภาเป็นไปตามมาตรฐาน ผมก็ต้องเรียนอย่างนี้ครับว่า ถ้าไม่จําเป็นจริง ๆ สภาไม่ควรยกเว้นการใช้ข้อบังคับ การประชุมสภาผู้แทนราษฎรครับ ขอเรียนชี้แจงเท่านี้ครับ
เชิญท่านประธานวิปรัฐบาลครับ ท่านวิทยา
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมคิดว่าทิศทางเราก็ไปได้แล้วนะครับ ข้อเสนอแนะของท่านอภิวันท์ก็สอดคล้องและ เป็นทิศทางที่ทําให้งานในสภาเดินไปได้จริง ๆ ครับ ไม่เช่นนั้นแล้วเราจะวนอยู่อย่างนี้ครับ ผมว่าท่านประธานเดินหน้าต่อเลยครับ
ท่านสมาชิกครับ ฟังความคิดเห็นท่านสมาชิกมาพอสมควร แนวโน้มเสียงส่วนใหญ่ที่อภิปราย ก็เห็นว่าไม่จําเป็นต้องงดเว้นข้อบังคับนะครับ ประธานเองก็ได้แสดงความคิดเห็นไปแล้ว ได้บันทึกในที่ประชุมไปแล้ว ฉะนั้นกระบวนการตรากฎหมายของเราก็จะดําเนินการต่อ ส่วนจะชอบ ไม่ชอบอย่างไรมันก็มีมาตรการที่จะตรวจสอบอยู่นะครับ เมื่อเพื่อนสมาชิก ส่วนใหญ่แสดงความคิดเห็นแนวออกว่าไม่จําเป็นต้องงดเว้นข้อบังคับ ประธานซึ่งทําหน้าที่อยู่ ก็จะดําเนินการตามนั้นครับ ก็ขอเชิญท่านสมาชิกเสนอชื่อกรรมาธิการครับ ถึงพรรคเพื่อไทย ไม่ใช้สิทธิเสนอชื่อก็ต่อไปพรรคประชาธิปัตย์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายสกลธี ภัททิยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญร่างพระราชบัญญัติ การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ จํานวน ๑๑ คน ๑. นายนิพนธ์ บุญญามณี ๒. นายถวิล ไพรสณฑ์ ๓. นายอรรถพร พลบุตร ๔. นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ๕. นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ๖. นายสาธิต ปิตุเตชะ ๗. นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ๘. นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ๙. นายเจือ ราชสีห์ ๑๐. นายแพทย์บรรพต ต้นธีรวงศ์ ๑๑. นางเจิมมาศ จึงเลิศศิริ ขอผู้รับรองด้วยครับ
ผู้รับรองครบถ้วนครับ ต่อไปพรรคภูมิใจไทย ๒ ท่านครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ และสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ดิฉัน นางพัฒนา สังขทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเลย พรรคภูมิใจไทย ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญร่างพระราชบัญญัติ การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย จํานวน ๒ ท่าน ดังนี้คือ ๑. นายศุภลักษณ์ ควรหา ๒. นายอุทัย แสนแก้ว ขอผู้รับรองด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ
ผู้รับรองครบถ้วน ต่อไปครับเชิญพรรคเพื่อแผ่นดิน ๒ ท่านครับ
กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอุดร ทองประเสริฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคเพื่อแผ่นดิน ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญจํานวน ๒ ท่าน ในสัดส่วนของ พรรคเพื่อแผ่นดิน ได้แก่ ๑. นายแพทย์ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ ๒. นายสิทธิรัตน์ รัตนวิจารณ์ ขอผู้รับรองด้วยครับ
ผู้รับรองครบถ้วนครับ พรรคชาติไทยพัฒนา ๒ ท่านครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายเจรจา เที่ยงธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคชาติไทยพัฒนา ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... จํานวน ๒ ท่านคือ ๑. นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ๒. นายกมลวิศว์ แก้วแฝก ขอผู้รับรองด้วยครับ
มีผู้รับรองครบถ้วนครับ ต่อไปพรรครวมชาติพัฒนากับพรรคกิจสังคม ๑ ท่าน เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ไกร ดาบธรรม พรรครวมชาติพัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการ ในสัดส่วนของพรรครวมชาติพัฒนาและพรรคกิจสังคม จํานวน ๑ ท่าน ท่านสมชัย ฉัตรพัฒนศิริ ขอผู้รับรองด้วยครับ
ผู้รับรองครบถ้วนครับ ต่อไปพรรคมาตุภูมิ พรรคประชาราช ๑ ท่านครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายสมชัย เจริญชัยฤทธิ์ ในนามพรรคมาตุภูมิ พรรคประชาราช ขอเสนอคณะกรรมาธิการ วิสามัญร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมที่สาธารณะ พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคมาตุภูมิ จํานวน ๑ ท่าน คือ นายปาน พึ่งสุจริต ขอผู้รับรองด้วยครับ
มีผู้รับรองครับ ผู้รับรองครบถ้วนครับ เชิญท่านเลขาธิการอ่านรายชื่อคณะกรรมาธิการครับ
รายนามคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... จํานวน ๓๖ คน ๑. พลตํารวจเอก เอก อังสนานนท์ ๒. พลตํารวจโท วรพงษ์ ชิวปรีชา ๓. พลตํารวจโท เจตน์ มงคลหัตถี ๔. พลตํารวจตรี วิชัย รัตนยศ ๕. นายปกรณ์ นิลประพันธ์ ลําดับที่ ๖ ถึงลําดับที่ ๑๗ ว่างนะครับ ๑๘. นายนิพนธ์ บุญญามณี ๑๙. นายถวิล ไพรสณฑ์ ๒๐. นายอรรถพร พลบุตร ๒๑. นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ๒๒. นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ๒๓. นายสาธิต ปิตุเตชะ ๒๔. นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ๒๕. นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ๒๖. นายเจือ ราชสีห์ ๒๗. นายบรรพต ต้นธีรวงศ์ ๒๘. นางเจิมมาศ จึงเลิศศิริ ๒๙. นายศุภรักษ์ ควรหา ๓๐. นายอุทัย แสนแก้ว ๓๑. นายสิทธิรัตน์ รัตนวิจารณ์ ๓๒. นายภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ ๓๓. นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ๓๔. นายกมลวิศว์ แก้วแฝก ๓๕. นายสมชัย ฉัตรพัฒนศิริ และ ๓๖. นายปาน พึ่งสุจริต
มีท่านใดจะแก้ไขไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกขอแก้ไข)
ไม่มีนะครับ ต่อไปจะถามว่าใช้ฉบับไหนเป็นหลักในการพิจารณา และจะแปรญัตติภายในกี่วัน เชิญครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ธนิตพล ไชยนันทน์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดตาก ขอเสนอให้ใช้ร่างของรัฐบาลเป็นหลักครับ และแปรญัตติตามข้อบังคับครับ ขอผู้รับรองครับ
ก็ใช้ร่าง ครม. เป็นหลักแปรญัตติตามข้อบังคับภายใน ๗ วันนะครับท่านสมาชิก ก็เป็นอันจบ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ
ต่อไปผมเข้าสู่ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
๔.๑ รายงานผลการพิจารณาศึกษาเรื่องการดําเนินงานเกี่ยวกับ โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ ๑๙๐๐ เมกะเฮิรตช์ ของบริษัท ทีโอที จํากัด (มหาชน) ซึ่งคณะกรรมาธิการการสื่อสารและโทรคมนาคมพิจารณาเสร็จแล้ว
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่นะครับ เชิญคณะกรรมาธิการ การสื่อสารและโทรคมนาคม เข้าประจําที่ครับ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
ในช่วงรอกรรมาธิการเข้าประจําที่นะครับ สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะบุคคลที่เข้าฟัง การประชุมในวันนี้นะครับ คือชมรมผู้สูงอายุจากตําบลคลองมะเดื่อ อําเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ๑๒๐ ท่าน ก็ขอต้อนรับทุกท่าน ขณะนี้สภาผู้แทนราษฎรกําลังเข้าสู่วาระ การพิจารณารายงานผลการพิจารณาศึกษาเรื่อง “การดําเนินงานโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ ๑๙๐๐ เมกะเฮิรตช์ ของบริษัท ทีโอที จํากัด (มหาชน)” ซึ่งได้มอบให้คณะกรรมาธิการ การสื่อสารและโทรคมนาคมพิจารณา ขณะนี้คณะกรรมาธิการก็พิจารณาเสร็จแล้วก็จะนํา รายงานสู่สภา ท่านคณะกรรมาธิการการสื่อสารโทรคมนาคมครับเมื่อพร้อมจะได้ให้ ท่านประธานแถลง เชิญเลยครับท่านกรรมาธิการ เชิญท่านบุญยอด
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานคร ขณะนี้เรากําลังพิจารณาจากรายงานผลการพิจารณาศึกษาในเรื่อง ๑๙๐๐ เมกะเฮิรตซ์ ของบริษัท ทีโอที จํากัด (มหาชน) ที่ว่านี้นะครับ ผมอยากเรียนถามท่านประธานว่า คณะกรรมาธิการนั้นเป็นคณะกรรมาธิการของวุฒิสภาถูกต้องหรือไม่ครับ แล้วเมื่อ ท่านประธานได้กรุณาเรียกแล้วถ้าหากว่าท่านไม่เข้าสู่ที่ประชุมผมคิดว่าก็เดินหน้าการประชุม ต่อไปด้วยการพิจารณารายงานฉบับอื่นต่อไปครับท่านประธาน
คณะกรรมาธิการชุดนี้เป็นคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรนี่นะครับ เป็นคณะกรรมาธิการสามัญคือคณะกรรมาธิการการสื่อสารและโทรคมนาคม ของสภาผู้แทนราษฎร เชิญท่านกรรมาธิการครับ เชิญครับตัวแทนกรรมาธิการขึ้นมาแถลง หลักการเหตุผล แล้วจะได้ให้ท่านสมาชิกได้อภิปราย เชิญท่านเชน เทือกสุบรรณ เชิญแถลง
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เชน เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ รองประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสารและโทรคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร ท่านประธาน ที่เคารพครับ คณะกรรมาธิการการสื่อสารและโทรคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร ได้ส่งรายงาน ผลการพิจารณาศึกษาเรื่องการดําเนินงานเกี่ยวกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ ๑๙๐๐ เมกะเฮิรตซ์ของ บริษัท ทีโอที จํากัด (มหาชน) เนื่องด้วยคณะกรรมาธิการได้รับ การร้องเรียนเมื่อคราวการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เนื่องด้วยคณะกรรมาธิการได้รับ การร้องเรียนโดยมีผู้ร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการเรื่องความไม่โปร่งใสเกี่ยวกับ โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ ๑๙๐๐ เมกะเฮิรตซ์ เกี่ยวกับระบบบิลลิ่ง (Billing) คณะกรรมาธิการ ได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการซึ่งมีนายคงกฤช หงษ์วิไล เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการ นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ เป็นรองประธานคณะอนุกรรมาธิการ นายสามารถ พิริยะปัญญาพร เป็นรองประธานคณะอนุกรรมาธิการ นางเนติมา เอื้อธรรมาภิมุข เป็นอนุกรรมาธิการ นายดําเนิน แก้วทวี เป็นอนุกรรมาธิการ นายปรีดี จุลเจิม เป็นอนุกรรมาธิการ นายพีระเดช อนันตนาถรัตน เป็นอนุกรรมาธิการ และนายอุทัย ทองคุ้ม เป็นอนุกรรมาธิการ มี พลโท ฉัตร์ชัย หิรัญเรือง เลขานุการ คณะอนุกรรมาธิการ และนายรชา เพริศพิพัฒน์ ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมาธิการ ซึ่งทางคณะอนุกรรมาธิการได้นําเสนอการพิจารณาศึกษาเรื่องดังกล่าว และเมื่อได้พิจารณา เสร็จเรียบร้อยแล้วก็เสนอกรรมาธิการ กรรมาธิการพิจารณาแล้วเห็นว่ารายงานฉบับนี้ น่าจะเป็นประโยชน์สําหรับการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร แล้วถ้าเป็นประโยชน์ ยิ่งกว่านั้น ก็คือว่าถ้าสภาผู้แทนราษฎรได้ส่งเรื่องนี้ให้รัฐบาลได้รับทราบในผลการพิจารณา ของคณะกรรมาธิการ จึงได้เสนอรายงานผลการพิจารณาเพื่อศึกษาการร้องเรียนเรื่อง การดําเนินงานเกี่ยวกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ ๑๙๐๐ เมกะเฮิรตซ์ ของบริษัท ทีโอที จํากัด (มหาชน) มาดังรายงานที่เสนอต่อท่านประธานครับ
ท่านสมาชิกครับ กรรมาธิการได้มีหนังสือขอมอบหมายให้คณะทํางานเข้าร่วมชี้แจง ตอบข้อซักถามต่อที่ประชุมนะครับ ซึ่งประธานก็ได้พิจารณาแล้ว ก็อนุญาตตามข้อบังคับ ข้อ ๙๖ วรรคสอง ก็ขอเชิญผู้มีรายชื่อดังต่อไปนี้เข้าร่วมประชุมเพื่อชี้แจงในที่ประชุมนะครับ คือ ๑. คุณปรีดี จุลเจิม ๒. คุณวรเศรษฐ์ อิสสระยั่งยืน ก็เชิญ ๒ ท่านเข้าร่วมชี้แจงด้วย นะครับ มีเพื่อนสมาชิกจะอภิปรายไหมครับ เชิญท่านบุญยอดครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานคร ผมก็ได้เห็นรายงาน ผลการพิจารณาศึกษาในเรื่องนี้ของคณะกรรมาธิการการสื่อสารและโทรคมนาคม ซึ่งก็เป็นเล่มใหญ่ทีเดียวนะครับท่านประธาน ก็ได้เห็นแล้วนะครับว่าสุดท้ายหลังจากที่ คณะกรรมาธิการได้พิจารณาและมีการตั้งอนุกรรมาธิการไปศึกษาอย่างละเอียดตามรายงาน ที่ระบุมา เอกสารนั้นละเอียดรอบคอบอย่างยิ่ง มีทั้งเรื่องของสัญญาจ้างหรืออะไรต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในนี้ ข้อสังเกตสุดท้ายของกรรมาธิการนั้นก็บอกว่า ควรจะมีการพิจารณา หาแนวทางในการแก้ไขปัญหาและเยียวยาความเสียหายที่ได้รับ เพื่อเรียกเงินคืน หรือเรียกค่าเสียหายจากผู้มีส่วนร่วมในการกระทําความเสียหายต่อรัฐต่อไป และเรื่องที่ ๒ ก็คือเสนอรายงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่น กระทรวงไอซีที (ICT) คณะกรรมการ ป.ป.ช.คณะกรรมการ สตง. และกระทรวงการคลังพิจารณาต่อไป ผมเชื่อว่าในรายงานฉบับนี้ สมบูรณ์เรียบร้อยแล้วนะครับ ก็น่าจะดําเนินการต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ
มีท่านใดจะอภิปรายไหมครับ ท่านสมาชิกครับ
(ไม่มีสมาชิกอภิปราย)
ถ้าไม่มีผู้อภิปรายนะครับ ก็เป็นอันว่าท่านสมาชิกได้อ่านรายงานซึ่งได้ทํามาอย่างละเอียดแล้ว ได้ชัดเจน ก็ไม่มีประเด็นที่จะซักถาม ก็ต้องถือว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงานผลการศึกษา เรื่องร้องเรียนการดําเนินการเกี่ยวกับการดําเนินงานโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ ๑๙๐๐ เมกะเฮิรตซ์ ของบริษัท ทีโอที จํากัด มหาชน ของคณะกรรมาธิการการสื่อสารและโทรคมนาคมแล้ว อันนี้ประเด็นก็คือคณะกรรมาธิการได้เสนอข้อสังเกตไว้ในรายงานของกรรมาธิการ เพื่อให้สภาพิจารณาว่าจะเห็นด้วยกับข้อสังเกตของกรรมาธิการหรือไม่ โดยไม่มีการอภิปราย ซึ่งถ้าเห็นด้วยก็จะได้ส่งข้อสังเกตไปยังคณะรัฐมนตรีต่อไปตามข้อบังคับ ข้อ ๑๒๕ วรรคสอง และข้อ ๙๗ ซึ่งรายละเอียดของข้อสังเกตปรากฏตามรายงานของกรรมาธิการวิสามัญของ สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรที่ได้จัดส่งให้ท่านสมาชิกได้ศึกษาล่วงหน้าแล้วนะครับ ทีนี้ข้อสังเกตมันก็ต้องลงมติถามว่าท่านจะเห็นด้วยกับข้อสังเกตดังกล่าวหรือไม่ ประธาน ก็ต้องขอเชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมเพื่อจะถามมตินะครับว่า ท่านจะเห็นด้วยกับ ข้อสังเกตของกรรมาธิการหรือไม่ ประธานก็ต้องเชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุม เพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อนลงมติครับ
(นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกทราบก่อนตรวจสอบองค์ประชุม)
เชิญนะครับ เชิญท่านสมาชิกครับ เชิญท่านบุญยอดครับ
ขออนุญาตท่านประธาน อีกครั้งหนึ่งนะครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานคร ส่วนเรื่องของ การรับทราบรายงานนี้นะครับ ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันพฤหัสบดีหลังกระทู้ถาม แล้วก็เรื่อง พิจารณาต่าง ๆ เท่าที่ผมทราบ ไม่ทราบว่าผมอาจจะเข้าใจผิดก็ได้นะครับ ท่านประธาน กรุณาอธิบายก็แล้วกันว่าในรายงานนี้ก็จะมีการพูดคุยกันหรือว่าจะให้ข้อสังเกตต่าง ๆ กัน ก็ไม่ต้องลงมติไม่ใช่หรือครับ เพราะว่าไม่ได้เป็นลักษณะของการเสนอเป็นพระราชบัญญัติ หรือว่าญัตติใดเข้ามา เพียงแค่รายงานรับทราบนะครับท่านประธาน
เอาอย่างนี้นะครับ ผู้ทําหน้าที่ประธานคณะกรรมาธิการ ท่านรองประธานคณะกรรมาธิการ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ เพื่อประหยัดเวลาของคณะกรรมาธิการนะครับ รายงานผลการพิจารณาศึกษาเรื่องนี้ ของคณะกรรมาธิการการสื่อสารและโทรคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร กระผมคิดว่าเป็นการ ปฏิบัติไปตามภารกิจและหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ ส่วนการดําเนินการที่รัฐสภาจะ นําเสนอต่อรัฐบาลต่อไปนั้นเป็นภารกิจต่อไปนะครับ คณะกรรมาธิการขอถอนข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการที่มีอยู่นะครับ เพื่อให้ประหยัดเวลาของสภาแห่งนี้ครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ
คณะกรรมาธิการไม่ประสงค์จะตั้งข้อสังเกตนะครับ ก็ถือว่าข้อสังเกตนั้นตัดออกไปนะครับ
ท่านสมาชิกครับ ต่อไปก็เป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๔.๒ รายงาน ผลการพิจารณาศึกษาเรื่องผลกระทบและมูลค่าความเสียหายต่อภาวะเศรษฐกิจและสถานะ การเงิน การคลังของประเทศต่อกรณีกลุ่มพันธมิตรปิดท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานกรุงเทพฯ (ดอนเมือง) ซึ่งคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงินพิจารณาเสร็จแล้ว
เชิญท่านคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่ครับ ท่านคณะกรรมาธิการ ท่านประธานคณะกรรมาธิการอยู่ไหมครับ คณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน เชิญครับ ระเบียบวาระที่ ๔.๒ นะครับ รายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่องผลกระทบและความเสียหายต่อภาวะเศรษฐกิจและสถานะการเงิน การคลัง ของประเทศต่อกรณีกลุ่มพันธมิตรปิดท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิและท่าอากาศยาน กรุงเทพ (ดอนเมือง) ซึ่งคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน พิจารณาเสร็จแล้ว คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่ครับ ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้ รอคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่ ท่านสมาชิกครับ ผมว่าเพื่อความพร้อม วันนี้ผมขออนุญาต ปิดประชุมก่อนก็แล้วกันครับ ขอบคุณครับ