สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ระบุว่าอุทกภัยปี 2553 เป็นอุทกภัยที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปีของประเทศไทย และรัฐบาลแบ่งออกเป็น 3 ระยะในการช่วยเหลือ รวมถึงการให้เครื่องยังชีพ การลงไปกู้ชีพ และการขยายวงเงินทดรองราชการ นอกจากนี้ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ยังหารือเรื่องการฟื้นฟูสาธารณูปโภคที่เสียหายจากภัยพิบัติ และเรียกร้องการเงินมหาศาลเพื่อซ่อมแซม นอกจากนี้ยังระบุว่าเงินช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับจากภาครัฐควรจะมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน และไม่ควรใช้หลักเกณฑ์ทั่วไปเดิม เนื่องจากมีการเสียหายอย่างรุนแรงในครั้งนี้ และเกษตรกรบางคนมีข้าวที่เกี่ยวแล้วแต่โดนท่วมไปด้วย
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับมอบหมายให้ดูแลเป็นประธานคณะกรรมการช่วยเหลืออํานวยการเยียวยาผู้ได้รับ อุทกภัยและปัญหาวาตภัยนะครับ ต่อคําถามของเพื่อนสมาชิก ซึ่งได้มีคําถามทั้งสิ้นถึง ๕ เรื่องด้วยกัน ใน ๕ เรื่องนี้จะครอบคลุมในประเด็นที่รัฐบาลได้ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบ อุทกภัยในปี ๒๕๕๓ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานเบื้องต้นว่าต้องยอมรับว่าอุทกภัย ปี ๒๕๕๓ ที่ผ่านมานั้นเป็นอุทกภัยที่มีความหนักหน่วงรุนแรงในรอบหลายสิบปีของ ประเทศไทย มีจังหวัดที่ได้รับอุทกภัย ประสบภัยทั้งอุทกภัยและวาตภัยรวมทั้งสิ้นทั่วประเทศ ๖๘ จังหวัด ใน ๖๘ จังหวัดนี้ถ้าดูภาพรวมไปแล้วก็คือค่อนประเทศ มีความเสียหายมากกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทตามตัวเลขการประเมินของทางสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ ในการทํางานนั้นรัฐบาลก็แบ่งออกเป็น ๓ ระยะครับ
ระยะที่ ๑ ก็คือระยะของการช่วยเหลือล่วงหน้า เรียกได้ว่าเร่งด่วนหรือทันที ทันควัน ซึ่งจะประกอบไปด้วยการให้เครื่องยังชีพ การลงไปกู้ชีพทั้งหลาย รวมถึงการขยาย วงเงินทดรองราชการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีเงินเพียงพอที่จะไปหาถุงยังชีพไปช่วยเหลือ พี่น้องประชาชน ในปีที่ผ่านมาต้องยอมรับครับว่ามีหน่วยงานภาคเอกชนให้ความช่วยเหลือ จํานวนมากครับ มิฉะนั้นแล้วก็ไม่สามารถที่จะให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที
ระยะที่ ๒ ก็เป็นการช่วยเหลือในแง่ของการฟื้นฟูบูรณะสิ่งสาธารณะทั้งหลาย ให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิม ซึ่งในส่วนนี้ต้องใช้เงินมหาศาลครับ เฉพาะที่ผมเรียน ท่านประธานไป การตอบกระทู้ถามเพื่อนสมาชิกจากจังหวัดชัยภูมิเราใช้เงินในส่วนนี้ ถึง ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ล่าสุดก็คือเงิน ๙,๙๐๐ ล้านบาทที่เป็นเงินที่อยู่ในงบกลางปี แต่เงินจํานวนนี้ก็จะได้เฉพาะการฟื้นฟูหรือซ่อมแซมส่วนที่เสียหายให้กลับคืนมาเหมือนเดิม ส่วนนี้ก็จะเรียนท่านประธานว่าเป็นความจําเป็นที่จะต้องดําเนินการ มิฉะนั้นถนนขาด สะพานขาด วัดเสียหาย โรงพยาบาล โรงเรียน ๒,๐๐๐ กว่าแห่งทั่วประเทศก็จะไม่มีเงินที่จะ ไปฟื้นฟูให้กลับมาหรือบูรณะซ่อมแซมให้กลับมาดังเดิม ซึ่งในส่วนนี้ก็มีการตั้งงบประมาณ ไปแล้ว แต่ก็ยังไม่พอครับ ก็จะต้องไปตั้งงบในงบปกติปี ๒๕๕๕ ซึ่งมีอีกหลายโครงการ ยังไม่พูดถึง เฉพาะในจังหวัดลพบุรีที่เพื่อนสมาชิกถามว่าด้านการเกษตรชดเชย ช่วยเหลือ เกษตรกรไปแล้วเท่าไร อยากจะเรียนว่าขณะนี้งบกลางที่ไปช่วยเหลือด้านการเกษตรให้กับ ประชาชนนั้น ได้รับการช่วยเหลือไปแล้ว ๗ อําเภอ ในจังหวัดลพบุรีคืออําเภอพัฒนานิคม อําเภอลําสนธิ อําเภอสระโบถส์ อําเภอโคกเจริญ อําเภอหนองม่วง อําเภอท่าหลวง และอําเภอชัยบาดาล เป็นเงินทั้งสิ้น ๑๗๓ ล้านบาทเศษ ส่วนที่เหลืออีก ๔ อําเภอ คืออําเภอโคกสําโรง อําเภอบ้านหมี่ อําเภอท่าวุ้ง และอําเภอเมืองลพบุรีนั้น อยู่ระหว่าง สํานักงบประมาณโอนเงินให้ธนาคาร ธ.ก.ส. ไปช่วยเหลืออีก ๕๑๘ ล้านบาทครับ นี่คือคําถามที่ ๑
คําถามที่ ๒ ก็คือเงินช่วยเหลือเกษตรกร เช่น ที่ขยายไปเรื่องของน้ําท่วม ให้กับนา ๒,๐๙๘ บาทต่อไร่ ก็อยากจะเรียนว่าในมติ ครม. นี้เป็นการให้เฉพาะอุทกภัย ที่เกิดขึ้น ดังนั้นถ้าในครั้งหลังเกิดเหตุอีกก็จะเป็นเรื่องซึ่งต้องมาดูแลเรื่องหลักเกณฑ์ที่จะ ช่วยเหลือเป็นการเฉพาะต่อไปอีก เพราะหลักเกณฑ์ทั่วไปยังใช้หลักเกณฑ์เดิมอยู่ เนื่องจาก เราเห็นว่าในครั้งที่แล้วเสียหายหนัก แล้วเกษตรกรที่นาโดนท่วมบางที่ข้าวจะเกี่ยวแล้ว แล้วยังโดนท่วมไปถึงยุ้งฉางที่เก็บข้าวไว้อีก เพราะฉะนั้นมาตรการที่ไปช่วยเหลือไร่ละ ๒,๐๙๘ บาท จริง ๆ เราให้มากกว่านั้น ๒,๐๙๘ บาท รวมพันธุ์ข้าวด้วย แต่เที่ยวนี้รัฐบาล ช่วยเหลือเป็นพันธุ์ข้าวบวกเพิ่มเติมไปอีกรายละ ๑๐ ไร่ ไร่ละ ๑๐ กิโลกรัม ซึ่งในส่วนนี้ก็ใช้เงินงบประมาณไป ๓๐๐ กว่าล้านบาท แล้วก็มีการดําเนินการไปแล้วนะครับ ในส่วนถัดมา คืองบซ่อมแซมบ้านเรือนตามระเบียบของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อันนี้จะอยู่ในงบทดรองจ่ายของผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งก็มีการขยายวงเงินทดรองจ่ายไป นะครับ ในส่วนของจังหวัดลพบุรีก็มีการขยายวงเงินทดรองราชการไป ถ้าหากว่ามีความ ไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นนะครับ ท่านสามารถจะร้องเรียนได้ โดยจะร้องเรียนมาที่ สํานักนายกรัฐมนตรีหรือจะไปที่หน่วยงาน เช่น ทางผู้ว่าราชการจังหวัดก็ดําเนินการได้ คือเงินในส่วนนั้นกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจะเป็นคนดูแลผ่านทางผู้ว่าราชการจังหวัด วิธีการของเขาก็คือให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปสํารวจก่อน แล้วก็มีหลักฐานการใช้จ่าย ในการซ่อมแซม จากนั้นก็ผ่านคณะกรรมการ ก.ช.ภ.อ. แล้วก็ไปที่ ก.ช.ภ.จ. ที่จังหวัด ก.ช.ภ.จ. ก็จะเป็นคนอนุมัติงบแล้วก็จ่ายลงไปที่ประชาชน แต่ต้องยอมรับว่าความเสียหาย เที่ยวนี้เสียหายมากจริง ๆ ครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็คือในส่วนของเงินที่จะไปช่วยเหลือ สําหรับการซ่อมแซมนะครับ ส่วนเงิน ๕,๐๐๐ บาทนี่นะครับ ที่จังหวัดลพบุรีก็มีการขอวงเงิน เพิ่มเติมจากที่จ่ายไปเดิมอยู่แล้ว แต่เนื่องจากจังหวัดลพบุรีมีกรณีพิเศษที่เกิดขึ้น ก็มีการ ร้องเรียนว่าในบางอําเภอจะมีการรับเงินกัน แล้วก็ไปแบ่งเงินกันด้วย คือมีการแบ่งให้กับ คนซึ่งไม่มีสิทธิได้รับ ซึ่งในส่วนนี้ทางสํานักนายกรัฐมนตรีเองเราประสานกับคณะกรรมการ ป.ป.ท. ก็มีการลงไปตรวจสอบ ในชั้นพิจารณางบประมาณรายจ่ายกลางปี ผมก็เรียนไปแล้ว ว่ามีเหตุนี้เกิดขึ้นจริงครับ แล้วจะมีการส่งไปที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อมีการตรวจสอบ เรื่องนี้ ในส่วน ๕,๐๐๐ บาทที่จังหวัดลพบุรี ผมกําลังตรวจสอบข้อมูลล่าสุดครับว่า เหลือค้างจ่ายอยู่จํานวนเท่าไร แต่เรียนท่านประธานว่าเหลือน้อยมากครับ เพราะจังหวัดลพบุรี เราเร่งดําเนินการจ่ายไปจนเกือบจะครบทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว
คําถามสุดท้ายก็คืองบฟื้นฟูบูรณะครับ ผมเรียนว่าจังหวัดลพบุรีได้มีการจัดทํา โครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัยแบบยั่งยืนของจังหวัดลพบุรี ซึ่งมีโครงการทั้งสิ้น ๑๖ โครงการ ใช้เงิน ๒๙๗ ล้านบาท จริง ๆ ใน ๒๙๗ ล้านบาท ทางสํานักนายกรัฐมนตรีท่านอดีต เลขาธิการนายกรัฐมนตรีลงไปดูด้วย ก็มีการเสนอโครงการสําหรับที่จะไปฟื้นฟูระยะยาวของ จังหวัดลพบุรี ซึ่งบรรจุอยู่ในงบกลางส่วนหนึ่งด้วย แต่โครงการที่คุณผ่องศรีท่านสมาชิก ได้ถาม ประทานโทษเอ่ยนาม ผมขออนุญาตที่จะตรวจสอบครับว่าในพื้นที่ที่เราไปดูนี้ บรรจุอยู่ในโครงการฟื้นฟูป้องกันระยะยาวหรือไม่ ถ้ายังไม่อยู่ก็จะรับที่จะไปประสานครับ เพราะว่าส่วนนี้จะต้องใช้งบปกติ ปี ๒๕๕๕ ซึ่งกําลังดําเนินการจัดทําอยู่ครับ