สุนทรี ชัยวิรัตนะ แถลงว่าปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งยังคงเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและเศรษฐกิจของประเทศ เธอเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำชี และมีพื้นที่ที่สามารถสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางหรือขนาดใหญ่ได้ เพื่อบรรเทาและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้ง
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทยค่ะ ก่อนอื่นต้องกราบขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรีที่วันนี้ กรุณาจัดทั้งท่านรองนายกรัฐมนตรีแล้วก็ท่านรัฐมนตรีมาตอบดิฉันถึง ๓ ท่านด้วยกัน ก่อนอื่นดิฉันขออนุญาตเข้าเรื่องการถามกระทู้ของดิฉันเลยค่ะ ในอดีตที่ผ่านมานะคะ ท่านประธาน ประเทศไทยเราก็เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าทรัพยากรน้ําของประเทศไทยเรานี้ อุดมสมบูรณ์จึงทําให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเราถึงประมาณร้อยละ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ประกอบอาชีพทางการเกษตร แต่ปัจจุบันกลับเกิดปัญหาขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหา การขาดแคลนน้ําหรือว่าปัญหาน้ําท่วมเป็นประจําทุกปี อันเนื่องมาจากสาเหตุทางด้าน การบริหารจัดการทรัพยากรน้ําของประเทศเราที่ไม่มีประสิทธิภาพ รวมถึงปัจจุบันค่ะ สถานการณ์ภาวะแวดล้อมของสิ่งแวดล้อมได้เปลี่ยนแปลงไป เกิดภาวะโลกร้อนขึ้น ก็มีผลกระทบทําให้ฤดูกาลของประเทศเราเปลี่ยนแปลงไป ไม่เป็นไปตามฤดูกาลปกติ ที่ประเทศเราเคยมี ๓ ฤดู ตอนนี้บางครั้งฤดูฝนก็ไม่มี ฤดูหนาวก็ยังไม่มีอีก ตรงนี้ทําให้ เกิดปัญหาภัยแล้งแล้วก็อุทกภัยขึ้นบ่อยครั้งและทวีความรุนแรงมากขึ้นในแต่ละปี เกษตรกร ที่เป็นพี่น้องคนส่วนใหญ่ของประเทศเรานี่ละคะก็จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัญหา ดังกล่าว แทนที่ทางรัฐบาลจะดําเนินการแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรให้ถูกต้องกับปัญหา ก็ไม่ทํา การดําเนินการอย่างจริงจัง จะต้องรอให้เกิดปัญหาขึ้นมาเสียก่อนถึงจะทําการแก้ไข ซึ่งในการแก้ไขปัญหาก็ต้องเรียนเลยค่ะท่านประธานว่าก็มักจะดําเนินการแก้ไขไม่ตรงกับจุด ที่เกิดปัญหา แล้วก็ในช่วง ๑๐ ปีผ่านมาเราเกิดวิกฤตการณ์ภัยแล้งมาตลอด แต่ว่าก็ไม่ได้ มีการเตรียมการเอาไว้ว่าเราจะทําการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร ปัญหาน้ําท่วม ก็เหมือนกันค่ะท่านประธาน เกิดขึ้นมาทุกปี โดยเฉพาะที่จังหวัดชัยภูมิของดิฉันเอง เมื่อ ๔-๕ เดือนที่ผ่านมาจังหวัดชัยภูมิของดิฉันประสบปัญหาน้ําท่วมอย่างหนัก ผ่านมาตอนนี้ ค่ะท่านประธาน แค่เดือนมีนาคมก็มีแนวโน้มที่ค่อนข้างจะแน่นอนว่าจังหวัดชัยภูมิของดิฉัน ก็คงจะไม่คลาดหรือว่ารอดพ้นจากภัยแล้งที่จะเกิดขึ้น ซึ่งต้องเรียนว่าภัยแล้งที่เกิดขึ้น แล้วก็อุทกภัยที่เกิดขึ้นใช้งบประมาณในการช่วยเหลือไปเป็นจํานวนเงินถึง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทั้ง ๒ ภาวะ อุทกภัยและภัยแล้งที่เกิดขึ้นนี้ใช้งบประมาณไปถึง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าหากเราสามารถนํางบประมาณในส่วนนี้ไปดําเนินการป้องกันแก้ไขปัญหาไว้ก่อน ดิฉันก็ คิดว่าจะเป็นการดี ซึ่งต้องเรียนนิดหนึ่งค่ะท่านประธาน ดิฉันจําได้ว่าทางรัฐบาลนี้เคยบอก เอาไว้ว่าจะเร่งพื้นที่ชลประทาน จะเพิ่มปริมาณน้ําสํารองเพื่อการเพาะปลูกอีก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ต้องเรียนถามเลยค่ะว่าเป็นรัฐบาลมา ๒ ปีแล้ว ทําไมปัญหาน้ําท่วม น้ําแล้งยังเกิดขึ้นอีก แล้วก็จากที่ดิฉันได้มีการอ่านข่าว แล้วก็ฟังข่าว ติดตามข่าวมาตลอดค่ะ ท่านประธาน ก็พบว่า ณ ปัจจุบันนี้ ตอนนี้มีจังหวัดที่ประสบภัยแล้งแล้วจํานวนถึง ๓๒ จังหวัด เป็นทางด้านการเกษตร ๓ จังหวัด ที่รุนแรงหน่อยหนึ่งก็ ๓ จังหวัด แล้วก็ ที่น่ากลัวไปกว่านั้นก็คือปริมาณน้ําที่จะใช้ได้ ที่มีกักเก็บน้ําอยู่ในอ่างเก็บน้ําจํานวน ๔๐๐ แห่ง ทั่วประเทศนี้จะใช้ได้อยู่ร้อยละ ๒๙ ของความจุ ซึ่งน้อยกว่าปีที่ผ่านมาคือปี ๒๕๕๓ ถึง ๖๔ เปอร์เซ็นต์ แล้วอย่างนี้จะทําให้พื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้น น้ําสํารองจะมากถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์อย่างที่รัฐบาลได้บอกมาได้อย่างไรคะท่านประธาน ที่สําคัญค่ะ จังหวัดชัยภูมิ ของดิฉันเองเป็นแหล่งต้นน้ําของแม่น้ําชี เป็นจังหวัดเดียวในภาคอีสานเลยค่ะท่านประธาน ที่ทางกรมชลประทานได้มีการสํารวจแล้วก็บอกว่าเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ที่สามารถจะ ดําเนินการสร้างอ่างเก็บน้ําขนาดกลาง ขนาดใหญ่ได้ เพื่อจะช่วยบรรเทาแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งที่เกิดขึ้น แต่ว่าไม่ใช่แค่ช่วยบรรเทานะคะ จะเป็นการช่วยเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้อีกด้วย ซึ่งนอกจากกรมชลประทานจะได้มีการศึกษา แล้วคงไม่ใช่แค่นั้น ยังมีสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ก็ได้มีการจัดทําความเห็น และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําในเขตพื้นที่ต้นน้ํา ของจังหวัดชัยภูมินี้เสนอให้กับคณะรัฐมนตรีได้รับทราบอีกด้วย ซึ่งต้องเรียนว่า ๒ คณะนี้ นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหลายหน่วยงานที่ทําการศึกษา แต่ก็ต้องเรียนค่ะท่านประธาน ผ่านมา ตั้งนานแล้ว ที่จังหวัดชัยภูมิของดิฉันเองนี่ยังไม่ปรากฏเป็นรูปธรรมสักโครงการ โครงการ ที่บอกจะสร้างก็ไม่มีค่ะ เห็นว่าจะมี จะไป ชาวจังหวัดชัยภูมิก็รอกันมานาน แต่ก็ยังไม่ได้รับ สักโครงการเดียว แล้วอย่างนี้การบริหารจัดการน้ําในจังหวัดชัยภูมิในการแก้ไขปัญหา อุทกภัยแล้วก็ภัยแล้งจะได้รับการแก้ไขปัญหาได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเขื่อนยางนาดี เขื่อนชีบน เขื่อนโป่งขุนเพชร หรือว่าฝายพระอาจารย์จื่อ หรือจะเป็นโครงการแก้มลิง ที่ตําบลหนองใหญ่ หรือว่าจะเป็นแก้มลิงที่บึงละหาน แก้มลิงที่บึงกะฮาด ต่างก็ยังไม่เห็น รูปธรรม คือไม่มีการลงมือก่อสร้างเลยค่ะ แล้วอย่างนี้จะทําการศึกษากันไปทําไมละคะ ถ้ามีการศึกษาให้ความเห็นแล้วไม่ได้นําผลที่ได้มาดําเนินการอย่างที่ได้มีการศึกษา สิ้นเปลืองงบประมาณของประเทศชาติเราไปเป็นจํานวนมากค่ะ นอกจากนี้ค่ะท่านประธาน ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็ต้องเรียนว่ารัฐบาลก็จะได้ดําเนินการแก้ไขปัญหาแบบเฉพาะหน้า ก็คือจะมีการจัดสรรงบประมาณให้กับพื้นที่ที่เกิดปัญหาเพียงเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ให้กับประชาชนในแต่ละพื้นที่เป็นการชั่วคราวเท่านั้น หน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่อง การแก้ไขปัญหาภัยแล้งหรือว่าภัยน้ําท่วม อุทกภัยก็จะต่างคนต่างดําเนินการ เกิดเหตุการณ์ ขึ้นมาเมื่อไร ตอนนั้นละคะหน่วยงานทุกหน่วยงานก็จะมีการจัดไปทําโครงการช่วยเหลือ เป็นการบรรเทา บางหน่วยงานเอาเรือออกไป บางครั้งลงไปแค่ครึ่งวันก็เอาเรือกลับ บางครั้ง เอาเรือไปไม่มีน้ํามันก็ต้องไปเดือดร้อนให้กับหน่วยงานอื่นหาน้ํามันมาเติม ลงไปบางครั้ง แทนที่จะได้ช่วยเหลือประชาชนกลับต้องไปให้เขายากลําบากในการหาข้าวหาปลา ให้รับประทาน แล้วอย่างนี้นะคะท่านประธาน การช่วยเหลือจะเป็นแบบมีระบบ แบบมีบูรณาการได้อย่างไรละคะ ถ้าเราไม่มีการจัดหาหรือว่าแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมขึ้นมา ปัญหานี้จะเกิดขึ้นซ้ําซากจําเจอยู่ทุกปี จนไม่ต้องเตือนชาวบ้านแล้วค่ะ ตอนนี้เขารู้แล้วว่า จะต้องทําอย่างไร แต่ว่าด้วยความที่บางครั้งมันเป็นภัยที่มาแบบไม่ทันรู้ตัว ถึงเตรียมตัวไว้ ก็คาดการณ์ไม่ได้ว่าจะมีความรุนแรงขนาดไหน ก็ทําให้เกิดความเสียหายได้เป็นจํานวนมาก หากรัฐบาลให้ความสําคัญกับการหาวิธีการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งให้เกิดผล เป็นรูปธรรมและได้รับการแก้ไขแบบยั่งยืน ก็จะเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ ประชาชนผู้ประสบปัญหาได้เป็นอย่างดี แต่ต้องเรียนค่ะท่านประธานว่าก็ไม่ได้เป็นอย่างที่ ดิฉันว่า