สุรเชษฐ์ ค้านแก้ พ.ร.บ. รฟม. ชี้เอื้อประโยชน์-ขัดเจตนาเดิม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๖ · ๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๘

สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ คัดค้านการแก้ไขมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ. รฟม. ที่เสนอโดย ครม. โดยมองว่าเป็นการล้วงกระเป๋า รฟม. เพื่อนำเงินไปอุดหนุนนโยบายตั๋ว 20 บาทตลอดสายผ่านกองทุนตั๋วร่วม ซึ่งขาดความยั่งยืนและขัดเจตนาของกฎหมายเดิม พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความไม่โปร่งใสในข้อมูลเงินสะสมและการเปิดเผยต้นทุนการดำเนินงานรถไฟฟ้า จึงเรียกร้องให้คงร่างกฎหมายเดิมโดยตัดมาตราที่ไม่เหมาะสมออก เพื่อรักษาวินัยการคลังและป้องกันการเอื้อประโยชน์เอกชน

นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย เรื่องนี้เป็นเรื่องของ มาตรา ๘ ใน พ.ร.บ. แก้ไขร่างจาก รฟม. เมื่อปี ๒๕๔๓ โดยมาตรา ๘ นี้ก็มีผม แล้วก็ เพื่อนกรรมาธิการจากพรรคประชาชนขอสงวนความเห็นไว้ โดยขอให้ตัดมาตรา ๘ ออก ทั้งมาตรา แปลไทยเป็นไทยง่าย ๆ ก็คือให้กลับไปใช้ตามร่างพระราชบัญญัติ รฟม. ฉบับปัจจุบัน ปี ๒๕๔๓ โดยเหตุผลจริง ๆ แล้วมาตรา ๘ ถือว่าเป็นแก่นของเรื่องเลย คือเป็น ความพยายามหลักที่จะแก้ไข พ.ร.บ. คราวนี้ คือร่างที่ ครม. เสนอมาไม่ได้มีวัตถุประสงค์ ที่แท้จริงที่จะทำให้ รฟม. ดีขึ้นนะครับ แต่ต้องการจะล้วงกระเป๋า รฟม. ผ่านมาตรานี้ เลยมีการถกเถียงกันมากที่สุดตั้งแต่ในวาระที่หนึ่ง ซึ่งเป็นร่างที่ ครม. ลัดคิวมา แล้วก็แซง Entertainment Complex อะไรอย่างที่พวกเราทราบกันดี แล้วก็เข้ามาแทรกการประชุม วิสามัญงบประมาณประจำปี ๒๕๖๙ ด้วยนะครับ คือมีความตั้งใจจริง ๆ ที่จะแก้ แล้วก็ เหตุผลที่จะแก้ พ.ร.บ. รฟม. อย่างที่บอกแก่นของเรื่องอยู่ที่มาตรานี้นะครับ นอกจากนั้น ในชั้นกรรมาธิการก็เป็นมาตราที่มีการถกเถียงกันมากที่สุด ซึ่งก็ถกเถียงกันถึงขั้นลงมติ โดยทางผมและกรรมาธิการอีกหลาย ๆ ท่านก็ลงมติไม่เห็นด้วยในเรื่องนี้ มาวันนี้วาระที่สอง บางมาตราเราก็ยอมได้ครับ ก็มีการพูดคุยอะไรกันด้วยเหตุด้วยผลเป็นอย่างดีในกรรมาธิการ แต่ว่าสำหรับมาตรา ๘ นี้ผมว่ายอมไม่ได้ เพราะว่าเป็นแก่นสารหลัก โดยเนื้อหาสาระก็คือ จะไปล้วงกระเป๋า รฟม. ถ้าพูดแบบตรงไปตรงมาเป็นภาษาบ้าน ๆ ก็คือเพื่อเอาเงินไปอุดหนุน นโยบาย ๒๐ บาทตลอดสาย แต่แบบทำครั้งเดียว หรือว่าแบบ One Time Only ที่ยังไม่มี ความยั่งยืนใด ๆ ต้องลุ้นปีต่อปี เราคิดว่าการทำตาม พ.ร.บ. การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. .... ที่เมื่อสักครู่เราลงมติกัน ดีกว่าใช้วิธีพิเศษไปล้วงกระเป๋ามาเป็นครั้งคราว แล้วใจความ ของการล้วงกระเป๋าก็อยู่ตาม พ.ร.บ. ที่แก้ไขในวรรคสอง ซึ่งวรรคสองเขียนขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ รัฐบาลเอาเงินจาก รฟม. ไปใส่กองทุนตั๋วร่วม ที่เราโหวตกันในมาตรา ๓๕ โดยวรรคสอง มีข้อความที่เพิ่มเข้ามาว่า รายจ่ายสำหรับการดำเนินงานตามวรรคหนึ่ง ให้รวมถึงที่ รฟม. จ่ายเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินการในกรณีที่มีการบริหารจัดการตั๋วร่วมในบริการ ขนส่งสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับกิจการรถไฟฟ้า ทั้งนี้หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการจ่ายและส่งเงินคืนให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีประกาศ กำหนด โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี อ่านภาษากฎหมายก็อาจจะงง ๆ นะครับ แต่ผมจะอธิบายเป็นภาษาง่าย ๆ ถึงผลของการเขียนกฎหมายที่เพิ่มวรรคสองนี้เข้าไป ก็คือ หากไม่แก้มาตรา ๘ นี้รัฐบาลไม่สามารถเอาเงินของ รฟม. ไปจ่ายให้ผู้รับสัมปทานสายสีเขียว ซึ่งเป็นของ กทม. ได้เพราะว่าอยู่คนละสังกัดกัน รถไฟฟ้าสายสีเขียวอยู่ภายใต้การกำกับ ของ กทม. ไม่สามารถใช้เงิน รฟม. ไปจ่ายได้ แต่อันนี้ก็คือเป็นการแก้ พ.ร.บ. เพื่อเอาเงิน ล้วงกระเป๋า รฟม. มาพักไว้ในกองทุนก่อน คราวนี้พอพักไว้ในกองทุนก็จ่ายได้ทุกสาย ทุกสี ทุกเจ้าของ ทุกทุนใหญ่ ก็มีความเป็นห่วงเป็นใย อันนี้เป็นเหตุผล นัยที่ซ่อนอยู่ของข้อความ ตามกฎหมายในวรรคสอง ทำให้รัฐบาลพยายามที่จะแก้มาตรา ๘ ล้วงกระเป๋ามา เอาเงิน รฟม. ไปใส่กองทุน ตามมาตรา ๓๕ ใน พ.ร.บ. การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. .... จากนั้นก็ พูดง่าย ๆ ฟอกขาวครับ เอาเงินจากกองทุนไปจ่ายให้ผู้รับสัมปทานสายสีเขียว แต่ถ้าไม่แก้กันเอาเงิน รฟม. ไปจ่ายให้สายสีเขียวไม่ได้นะครับ นอกจากนี้ในชั้นกรรมาธิการ ยังตรวจเจอความผิดปกติหลายประการด้วยกัน ผมไล่เรียงให้ฟัง

ประการที่ ๑ เร่งรีบ ไม่รอบคอบ มีหลายคำถามที่ยังไม่ได้รับคำตอบอย่างชัดเจน แต่ก็รีบปิดจบไปด้วยการลงมติ โดยอ้างว่าต้องรีบเอาเข้าสภาเพื่อทำนโยบาย ๒๐ บาทตลอดสาย ซึ่งอันที่จริง ๒๐ บาทตลอดสายไม่ได้เกี่ยวกับ พ.ร.บ. นี้โดยตรง พ.ร.บ. นี้เป็นเพียง Option เสริม คือไม่มี พ.ร.บ. นี้ก็ทำ ๒๐ บาทได้ แล้วก็ควรจะทำอย่างนั้นตามกลไกระบบงบประมาณปกติ ไม่ต้องไปล้วงกระเป๋ามาให้สุ่มเสี่ยงต่อการผิดวินัยการเงินการคลัง แน่นอนเมื่อข้อเท็จจริง ปรากฏว่ารัฐบาลดำเนินการผิดพลาด คือนโยบายนี้ประกาศมา ๒ ปีแล้วไม่ได้ตั้งงบประมาณไว้ จริง ๆ โดยหลักก็คือต้องใช้งบกลางแทน แต่ล่าสุดก็อย่างที่ทุกคนได้ยินข่าวว่ากฤษฎีกา บอกว่าอาจจะล้วงไม่ได้เพราะว่ามันไม่ได้จำเป็น ไม่ได้เร่งด่วน แต่นั่นคือปัญหาของนโยบาย คือนโยบายมันไม่ได้จำเป็น ไม่ได้เร่งด่วน แต่หากนโยบายมันดีก็มีเหตุผลให้ทำ แต่มันก็เป็น อย่างนี้ จริง ๆ ก็คือต้องตั้งงบประมาณมา ประกาศมาตั้ง ๒ ปีแล้ว ระบบงบประมาณใช้เวลา ประมาณปีกว่า แต่ข้อเท็จจริงก็คือไม่ปรากฏในงบปี ๒๕๖๙ ก็เป็นเหตุผลข้อที่ ๑ ในเรื่องของ การเร่งรีบ แล้วก็ทำนโยบายอย่างไม่รอบคอบ แต่ไม่ควรแก้กฎหมายเพื่อสร้างปัญหา แล้วก็ สร้างปัญหาแบบแก้ครั้งเดียวด้วยนะครับ

ประเด็นที่ ๒ เงินสะสม ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท ตามที่ท่านรัฐมนตรีสุริยะอ้างว่า รฟม. มีเงินสะสมประมาณ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้เป็นข่าวสู่สาธารณะโดยทั่วไป ในชั้น กรรมาธิการก็เอาข่าวนี้ให้ทางเจ้าหน้าที่ตอบ ก็ตอบมาว่าไม่มีอยู่จริง เงิน ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท รฟม. ก็ชี้แจงเป็นเอกสารในที่ประชุมวิปร่วมฝ่ายค้านชัดเจนแล้วว่ามีเงินสดและรายการ เทียบเท่าเงินสด ๗,๖๓๐ ล้านบาท ซึ่งสามารถนำมาใช้จริงได้เพียง ๔,๖๓๐ ล้านบาท คือไม่ใช่ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทตามที่รัฐมนตรีให้ข่าวนะครับ แต่ต่อให้ รฟม. มีเงินเหลือ ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท จริงตามหลักของระบบงบประมาณที่ดีก็คือควรจะส่งคืนคลัง แล้วก็ จัดสรรใหม่ตามความเหมาะสม แต่หากไม่ทำอย่างนั้นแล้วคลังใจดีให้ รฟม. ถือเงิน หลายพันล้านบาทไว้เฉย ๆ จริง ๆ แล้ว รฟม. ก็ควรคิดพัฒนารถไฟฟ้าตามหัวเมืองต่าง ๆ ไม่ใช่ปล่อยให้ล้วงกระเป๋าเอาเงินมาเพื่อลดแลกแจกแถมอะไรแบบที่ไม่สมเหตุสมผล ฉะนั้น ตรงนี้ก็ถือว่าไม่เป็นไปตามหลักวินัยการเงินการคลังที่ดี นั่นคือเหตุผลข้อที่ ๒ ที่ไม่ควรแก้

ประการที่ ๓ เราไปดูรัฐวิสาหกิจอื่น แล้วเราก็เรียก สคร. มาว่ามีรัฐวิสาหกิจอื่น ในประเทศไทยที่จะทำแบบที่จะแก้กันนี้ไหม ก็ได้รับคำชี้แจง อันนี้ไป Search ดูในอินเทอร์เน็ต ทั่ว ๆ ไปก็ได้นะครับ ประเทศเรามีรัฐวิสาหกิจ ๕๐ กว่าแห่ง ถ้าท่านอ้างอิงตัวเลขจากสารานุกรม วิกิพีเดีย เรามีรัฐวิสาหกิจอยู่ ๕๒ แห่ง มีเพียง ๒ แห่งที่จะแก้ให้เป็นข้อความลักษณะนี้ก็คือ โคนมกับการยาง ซึ่งชัดเจนว่าโคนมกับการยางตั้งมาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งแตกต่างจาก การดำเนินการธุรกิจแบบ รฟม. มาก โคนมก็คือองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย การยางก็คือการยางแห่งประเทศไทย ซึ่ง ๒ รัฐวิสาหกิจเท่านั้นที่จะแก้ข้อความแบบที่เรา กำลังจะแก้กันตามเสียงข้างมากแบบนี้ อีก ๕๐ แห่งไม่ได้ทำแบบนี้ ไม่ได้เขียนอย่างนี้ แล้วก็ ไม่ควรจะเขียนอย่างนี้นะครับ รัฐวิสาหกิจอื่นของกระทรวงคมนาคมเป็นอย่างไรเราก็มาดูกัน เราไปดูที่อยู่กระทรวงคมนาคมก็ได้ ใกล้ ๆ กับ รฟม. ก็มีการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เราก็ไปดู ขสมก. เราก็ไปดู บขส. ที่พี่น้องรู้จักดีก็มาดู การรถไฟแห่งประเทศไทยที่เพิ่ง พิจารณาไป พวกนี้ก็ไม่ได้แก้ให้เป็นข้อความแบบนี้ ข้อความที่จะไปล้วงกระเป๋ามาได้ก่อน แบบนี้ นั่นคือเหตุผลข้อที่ ๓ คือรัฐวิสาหกิจอื่นเขาไม่ทำกัน ที่ทำกันมีแค่ ๒ แห่ง จาก ๕๐ แห่ง ที่ทำมาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร รฟม. ไม่ควรจะไปแก้ตามแบบนั้น

ประการที่ ๔ เหตุผลข้อสุดท้าย ตอนนี้เรายังไม่ทราบต้นทุนของรถไฟฟ้า แต่ละสายที่ให้สัมปทานเอกชนไปเลย แล้วจะชดเชยกันอย่างไรครับ ชดเชยให้เอกชนเท่าไร ที่ไม่เกิดการเอื้อประโยชน์จนเกินไป ทำไมต้องตั้งราคา ๒๐ บาท ทำไมไม่เป็น ๓๐ บาท หรือทำไมไม่เป็น ๑๕ บาท หรือถ้าจะเอาประชานิยมอย่างเดียวไม่เป็น ๕ บาทไปเลยล่ะ คือต้องรู้ต้นทุนด้วย ไม่ใช่ตั้งไปเรื่อย ต้นทุนที่แท้จริงของแต่ละสาย ก็ถามในกรรมาธิการว่า ขอทราบต้นทุนโดยรวมต่อ Trip ในแต่ละสายขอทราบต้นทุน ไม่ต้องโดยรวมก็ได้ เอาเฉพาะ O&M ก็คือ Operation and Maintenance คือค่าใช้จ่ายรายเดือนทั่ว ๆ ไปว่าจ้างยาม จ้าง รปภ. เปิดค่าน้ำ ค่าไฟ อะไรต่าง ๆ ที่เป็น Variable Cost ที่เป็น O&M ต่อ Trip ของแต่ละสายเป็นเท่าไร ถามไปหลายรอบหน่วยงานก็ได้แต่ตอบว่าไม่รู้ ไม่รู้ ไม่รู้ ก็คือไม่มี ข้อเท็จจริงในส่วนนี้ ไม่รู้ต้นทุนการดำเนินงานแล้วจะไปคำนวณเงินอุดหนุนหลายพันล้านบาท กันได้อย่างไร ไม่ให้เกิดการเอื้อประโยชน์ให้นายทุนอย่างเกินควร เพราะฉะนั้นแปลก ๆ ไหม ล่ะครับที่จะต้องไปแก้ พ.ร.บ. เพื่อล้วงกระเป๋าครั้งเดียวแบบสุ่มเสี่ยงต่อผิดวินัยการเงินการคลัง เดิมเอาเงินของ รฟม. ไปจ่ายให้ผู้รับสัมปทานรายใหญ่ของ กทม. ไม่ได้ ตอนนี้ก็คือจะแก้ให้ จ่ายได้นะครับ

จากเหตุผลทั้ง ๔ ประการ ผมจึงขอสงวนความเห็นไว้ แล้วก็ขอให้ตัดมาตรา ๘ ออกทั้งมาตรา ก็คือกลับไปใช้ร่างเดิมตาม พ.ร.บ. ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน แล้วก็ไม่ได้มีปัญหา อะไรนะครับ ไม่ได้มีปัญหาอะไรตาม พ.ร.บ. ปัจจุบัน เพราะฉะนั้นก็เลยขอให้เพื่อนสมาชิก ได้ลงมติตามผมและเพื่อนสมาชิกจากพรรคประชาชนที่ได้สงวนความเห็นในมาตรา ๘ ไว้ ซึ่งเป็นหัวใจของการแก้ไข พ.ร.บ. ครั้งนี้ และแน่นอนว่าถ้าการลงมติในครั้งนี้ไม่เป็นไปตามที่ ผมและพรรคประชาชนสงวนความเห็นไว้ ในวาระที่สามก็คงจะต้องไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข พ.ร.บ. เพื่อล้วงกระเป๋า รฟม. ในครั้งนี้ ขอบคุณครับ