ชลน่าน ตั้งข้อสังเกตแก้ร่าง ป.ญัตติคุ้มครองชาติพันธุ์ ชี้กระทบสิทธิ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๙ · ๖ สิงหาคม ๒๕๖๘

ชลน่าน ศรีแก้ว ตั้งข้อสังเกตถึงประเด็นปัญหาในการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะการตัดถ้อยคำสำคัญอย่าง "จิตวิญญาณ" และการเปลี่ยนคำว่า "ธรรมนูญ" เป็น "ข้อกำหนด" ซึ่งอาจกระทบต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายและสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงความกังวลต่อการแก้ไขมาตรา 37 ที่เพิ่มข้อความจำกัดพื้นที่คุ้มครอง จนอาจส่งผลต่อการจัดทำแผนแม่บทและการบังคับใช้ในอนาคต จึงเสนอให้มีการตั้งกรรมาธิการร่วมพิจารณา แม้ในท้ายที่สุดจะยอมรับมติเสียงข้างมาก

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตท่านประธานใช้สิทธิ ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้อภิปรายต่อร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิต กลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. .... ซึ่งสมาชิกวุฒิสภาได้แก้ไขเพิ่มเติมและต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๗ (๓) ท่านประธานที่เคารพครับ เท่าที่ผมได้ตรวจสอบดูผมก็พยายามฟัง เพื่อนสมาชิกว่ามีประเด็นที่ผมติดใจที่จะตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ยังไม่มีผู้ใดอภิปราย ก็ต้องขออภัย ท่านประธานจริง ๆ ที่จะต้องไปเพิ่มเติมชื่อ ต้องขอภัยท่านประธานปิยะรัฐชย์ที่ท่านอยากจะ อภิปรายเป็นท่านสุดท้าย แต่ประเด็นนี้ผมคิดว่ายังมีความจำเป็นและสำคัญที่ต้องพูดไว้ ในสภาแห่งนี้ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้วุฒิสภาแก้ไขทั้งหมด ๒๒ มาตราครับ ๒๒ มาตรา ถือว่าแก้ไขเยอะไหม เยอะครับ แต่ว่าสาระที่แก้ไขโดยส่วนใหญ่ไม่ได้ไปกระทบต่อหลักการ กระทบต่อสิ่งที่เราต้องการให้เกิดขึ้นในพระราชบัญญัติฉบับนี้ แต่ว่ามีบางถ้อยคำบางมาตรา ที่วิธีการแก้ไขหรือการเขียนกฎหมายของสมาชิกวุฒิสภาที่ผมตรวจสอบแล้วมันอาจจะมี ความย้อนแย้งกันอยู่ในตัว ก็เลยจำเป็นต้องกราบเรียนท่านประธานไว้ให้เพื่อนสมาชิก ได้พิจารณาคือขั้นตอนนี้ถ้าพวกเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเห็นด้วย พระราชบัญญัติฉบับนี้ ก็ถูกส่งไปเพื่อพิจารณาที่จะทรงลงพระปรมาภิไธยตามมาตรา ๘๑ ก็เป็นกฎหมายได้ แต่ถ้า เราไม่เห็นด้วย ก็มีขั้นตอนหนึ่งที่ต้องรองรับก็คือไปตั้งกรรมาธิการร่วมกัน ไปพิจารณา ในประเด็นที่คิดว่าเป็นประเด็นปัญหาอยู่ อันนั้นคือวิธีการปฏิบัติเรา แต่เท่าที่ผมฟังเสียง สมาชิกส่วนใหญ่ค่อนข้างเห็นชอบ แล้วมองว่าประเด็นที่วุฒิสภาแก้ไขมาไม่ได้กระทบ เสียงส่วนใหญ่จะเห็นชอบกับการแก้ไขของวุฒิสภา ประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานฝากเป็นข้อสังเกตในการแก้ไขคือในมาตรา ๓ วุฒิสภาได้ไปเพิ่มบทนิยามคำว่า พื้นที่ทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ ถ้อยคำนี้มีอยู่ในตัวบท อยู่ในมาตรา ๔๒ เขียนเรื่องพื้นที่ ทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเองต้องเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ก็คือว่าเมื่อมีนิยามตรงนี้ไม่ได้ติดใจกับคำนิยามนะครับ มันเขียนได้ แต่สิ่งที่ผมตั้งข้อสังเกตครับ เมื่อมีคำนิยามอย่างเด่นชัดแล้ว หลายมาตราที่มีคำว่า จิตวิญญาณ จิตวิญญาณ วุฒิสภาตัดออกหมดครับ ผมยกตัวอย่างเช่นในมาตรา ๓๙ (๓) ตัดคำว่า จิตวิญญาณ ออก แก้คำว่า จิตวิญญาณ เป็น ความเชื่อ ในมาตรา ๒๘ ตัดคำว่า และพื้นที่ทางจิตวิญญาณ ออก ทั้ง ๆ ที่ไปเขียนในนิยามว่าต้องการเน้นคำว่า พื้นที่ทางจิตวิญญาณ แต่ตัดออกครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่มันจะมีความย้อนแย้งกันคือว่านิยามมามีบางบทใช้คำว่า จิตวิญญาณ บางบทไม่ใช้ ประเด็นนี้จะมีปัญหาต่อการนำสู่การปฏิบัติหรือไม่ อันนี้คงต้องไปพิจารณา

ประเด็นที่ ๒ เป็นถ้อยคำที่วุฒิสภาตัดออก โดยเฉพาะในเรื่องของการให้สิทธิ หรือให้หน้าที่ของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ไปเป็นตัวแทนของกลุ่มชาติพันธุ์เข้าไปร่วม ประชุมสัมมนา หรือกับองค์กรระหว่างประเทศหรือระหว่างประเทศ ในร่างของ สภาผู้แทนราษฎรเราเน้นครับ เราเน้นคำว่า ตามความตกลงระหว่างประเทศที่ประเทศไทย เป็นภาคี วุฒิสภาตัดถ้อยคำเหล่านี้ออกหมด ผมเองในฐานะที่เป็นประธานกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการป้องกันการฟอกเงิน ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ถ้อยคำเหล่านี้ในกลุ่มอธิการและที่ปรึกษาของพระราชบัญญัติชุดนี้เราให้ความสำคัญ เพราะว่า การที่องค์กรใด จะไปทำความตกลง ไปเป็นตัวแทนไปกระทำต่าง ๆ ถ้าไม่เป็นไปตามเงื่อนไข ที่เราได้ทำความตกลงเป็นภาคีไว้มันกระทำไม่ได้ มันต้องมาผ่านสภาผู้แทนราษฎรเรา ให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๘ ซึ่งถ้อยคำเหล่านี้มันเป็นถ้อยคำ ที่มีความหมายอยู่ในตัวมันเอง มีความชัดเจนการนำสู่การปฏิบัติ ผมเองตั้งข้อสังเกต เป็นประเด็นที่ ๒ ว่าจำเป็นไหม มันมีผลอะไรกับการที่ตัดออกและคงไว้

ประเด็นที่ ๓ เป็นประเด็นที่หลายคนอาจจะไม่ค่อยติดใจ แต่ผมเองมาเทียบ ระหว่างการเขียนเรื่องของธรรมนูญ ในร่างของสภาผู้แทนราษฎรเราให้ความสำคัญกับ สภาคุ้มครองวิถีชีวิตให้เขาไปจัดทำธรรมนูญ ไม่ใช่รัฐธรรมนูญนะครับ เป็นธรรมนูญ เฉพาะพื้นที่ เฉพาะกลุ่ม ที่เขาสามารถเขียนเป็นบทบัญญัติ เป็นแม่บทของเขาในการที่จะใช้ ในการบังคับ แต่วุฒิสภาไปเปลี่ยนเป็นข้อกำหนดหมด ธรรมนูญกับข้อกำหนดความหมาย ต่างกันลิบลับครับ ความหมายแตกต่างกันมาก อันนี้ผมเองค่อนข้างไม่เห็นด้วย กฎหมาย หลายฉบับเราใช้ธรรมนูญครับ เช่น กฎหมายสุขภาพแห่งชาติ เราให้ไปออกธรรมนูญสุขภาพ แห่งชาติออกมาบังคับใช้เป็นหลัก และไปออกกฎหมายระดับรองออกมา อันนี้คือสิ่งที่เรา ได้ดำเนินการอยู่ แล้วมีร่องรอยหรือมีต้นแบบ หรือแบบอย่างของการตรากฎหมายของเรา เห็นชัดเจนอยู่ นี่คือประเด็นที่ ๓ ที่ผมตั้งข้อสังเกต แต่ว่าไม่ได้กระทบต่อเรื่องของหลักการ สำคัญ ยังใช้ได้อยู่ ข้อกำหนดก็ใช้ได้ครับ

เรื่องสุดท้ายครับ การเพิ่มเติมในมาตรา ๓๗ ขออนุญาตท่านประธานนิดเดียว ในมาตรา ๓๗ ซึ่งเป็นมาตราสำคัญว่าด้วยการกำหนดพื้นที่คุ้มครองวิธีกลุ่มชาติพันธุ์ เรื่องนี้ เราถกกันเยอะมาก แล้วเรายังคงคำว่ากฎหมายอยู่ในมาตราถัดมาให้เป็นตามกฎหมาย ที่ใช้บังคับอยู่ แต่ว่าวุฒิสภาได้ไปเพิ่มเติมในการกำหนดจัดทำแผนแม่บทกำหนดพื้นที่ ไปเติม คำว่า โดยไม่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงเขตหรือสถานะ หรือเพิกถอนสภาพพื้นที่ของรัฐ ซึ่งเรื่องนี้ในสภาผู้แทนราษฎรเราถกกันมาก พอถกกันเราลงคำว่า ให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ที่ใช้บังคับอยู่ มันคลุมหมด แต่ถ้าเขียนอย่างนี้มันอาจจะมีผลต่อการกำหนดแผนแม่บท กำหนดพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์ อันนี้จะเป็นข้อจำกัดหรือไม่อย่างไร โดยรวม ๔ เรื่อง ที่ผมตั้งข้อสังเกต ตัวผมเองเชื่อว่ามีผลต่อการบังคับใช้กฎหมาย ใจผมอยากให้ดีที่สุดไปตั้ง ก. ร่วม แต่ว่าเสียงส่วนใหญ่เห็นอย่างไรผมยอมรับครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ