บัญชา ท้วงยกเลิกคำสั่ง คสช. ชี้กระทบระบายข้าวสต็อก

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๖๘

บัญชา เดชเจริญศิริกุล ท้วงติงการยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการข้าว โดยชี้ว่าการดำเนินการดังกล่าวยังไม่ถูกระบุในร่างกฎหมาย และส่งผลต่อปัญหาการระบายข้าวสต็อกของรัฐบาล พร้อมเปิดคลิปประกอบการอภิปราย แสดงความกังวลต่อการบริหารจัดการข้าวหลังรัฐประหารที่นำไปสู่ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากข้อผิดพลาดในการตรวจสอบและจัดเกรดข้าว การตั้งคณะกรรมการชุดใหญ่โดยไม่เหมาะสม การเก็บตัวอย่างผิดวิธี และการโยนความผิดให้ผู้ประกอบการคลังสินค้า จนทำให้รัฐสูญเสียเงินหลายแสนล้านบาท

นายบัญชา เดชเจริญศิริกุล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม บัญชา เดชเจริญศิริกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม ท่านประธานครับ ผมจะให้ข้อสังเกตไว้อย่างนี้เพราะผมไม่ได้แปรญัตติไว้ แต่มีหลายคำสั่งที่มาเกี่ยวโยงถึงบัญชีแนบท้ายของพระราชบัญญัตินี้ ตามพระราชบัญญัติที่มี การแก้ไขเป็นบัญชีที่หนึ่ง และบัญชีที่สอง ที่ให้ยกเลิกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ บางฉบับ ที่หมดความจำเป็นและไม่เหมาะสมกับกาลปัจจุบัน พ.ศ. .... เห็นว่ายังไม่มีการกำหนดให้ ยกเลิกคำสั่งนี้ มีอีกประมาณสัก ๖ คำสั่งที่มาโยงถึงคำสั่งที่แนบท้ายของพระราชบัญญัติ ที่ไปโยงถึง ๑ กับ ๒ ในเรื่องของโครงการรับจำนำข้าวคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๗๒/๒๕๕๗ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายข้าวและบริหารจัดการข้าว ลงวันที่ ๖ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๗ ๒. คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๗๓/๒๕๕๗ เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาด้านผลิตและการตลาดสินค้าข้าว ลงวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๗ ๓. คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๗๕/๒๕๕๗ เรื่อง คณะอนุกรรมการ พิจารณาระบายข้าว ลงวันที่ ๖ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๗ ๔. คำสั่งคณะรักษาความสงบ แห่งชาติ ที่ ๑๗๖/๒๕๕๗ เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการจัดทำบัญชีข้าวคงเหลือของสต็อก รัฐบาล ลงวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๗ ๕. คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๗๗/๒๕๕๗ เรื่อง อนุกรรมการตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าวสต็อกคงเหลือของรัฐบาล ลงวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๗ ๖. คำสั่งคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ที่ ๑๗๘/๒๕๕๗ เรื่อง เพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว ลงวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗ และอีก ๑ คำสั่ง คำสั่งที่ ๓๙/๒๕๕๘ เรื่อง การคุ้มครองและการบริหาร การจัดการข้าวคงเหลือในการดูแลของรัฐที่ดำเนินการต่อเนื่องและผู้รับผิดต้องทำอะไรบ้าง ตามกฎหมาย ลงวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๘ คำสั่งเหล่านี้อาจจะหลุดออกไปจากในคำสั่งที่ระบุ ไว้ใน ๗๑ คำสั่ง แต่คำสั่งเหล่านี้มีปัญหามากในที่ผ่านมาในเรื่องการระบายข้าวของสต็อก รัฐบาล ๑๘.๙ ล้านตัน

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

ตรงนี้ไม่มีใครพูดถึง รัฐได้เสียหายไปจากการระบายข้าวตรงนี้ไม่น้อยกว่าแสนล้าน แสนกว่าล้าน ผมอธิบายให้ฟัง เพราะคำสั่งเหล่านี้ไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานกระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. ๒๔๘๙ มาตรฐาน กระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. ๒๔๘๙ เขาทำอย่างไร ตั้งแต่เริ่มเอาข้าวเข้าโกดังเขาจะมี คณะกรรมการ หรือ Survey ตรวจสอบข้าวหน้าโกดัง รถที่จะไปจอดรอที่จะเอาข้าวเข้าโกดัง จะไม่สามารถเอาข้าวเข้าโกดังในวันแรกได้เลย จนกว่าจะมีสายตรวจพิเศษจากกรมการค้า ต่างประเทศมาตรวจพร้อมกับ Survey ที่อยู่หน้าโกดัง พอตรวจตรงกันมาตรฐานได้ปุ๊บ เขาถึงจะให้เริ่มเอาข้าวเข้าโกดัง สมมุติเวลา ๑ เดือนก็เอาข้าวเข้าไปเรื่อย ๆ จนถึงวันสุดท้าย ก่อนจะเต็มโกดังในช่วงระหว่างนั้นก็จะมีสายตรวจพิเศษมาตรวจเป็นระยะ ๆ แต่วันสุดท้ายก่อนจะปิดโกดัง Survey หรือหัวหน้าคลังที่อยู่หน้าโกดังก็ต้องแจ้งสายตรวจ พิเศษว่าจะปิดโกดังแล้ว ให้มาตรวจคุณภาพก่อนปิดโกดัง แล้วหลังจากนั้นทำอะไรต่อครับ ล็อกกุญแจ ๓ ดอก หัวหน้าคลัง Survey แล้วก็ฝ่ายปกครอง ตัวแทนนายอำเภอคือเกษตร ล็อกกุญแจ ๓ ดอก ข้าวไม่สามารถเอาออกไปได้เลยถ้า ๓ คนนี้ไม่ร่วมมือกัน อันนี้เป็นการ ปฏิบัติตามมาตรฐานกระทรวงพาณิชย์ แล้วเวลาขายตามมาตรฐานกระทรวงพาณิชย์เขาทำ อย่างไร เขาก็เปิดประกาศออกไปว่ากระทรวงพาณิชย์จะขายข้าวลอตนี้ นี้ นี้ ปีนี้ ชนิดข้าว ข้าวที่จำนำนี่เขาแบ่ง มีข้าว ๕ เปอร์เซ็นต์ ข้าว ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ข้าวหอมมะลิ ข้าวเหนียว หลากหลายชนิด ซึ่งราคาแตกต่างกัน เหมือนราคาเงิน ราคาทอง ราคานากแบบนี้ เวลา ประกาศขายออกมาเขาก็ให้คนที่จะมาประมูลข้าวนี่มาเปิดโกดังดูข้าว แล้วก็ไปตรวจสอบ คุณสมบัติผู้ประมูล พอตรวจสอบคุณสมบัติเสร็จปุ๊บ ถึงวันประมูลเมื่อไปดูข้าวแล้วก็ประมูล ข้าวออกไปแต่ละชนิด อันนี้คือขายแบบรัฐไม่ได้เสียหายมากมายนะครับ แต่ที่เสียหายมาก ก็คือว่าหลังจากปฏิวัติปุ๊บ จำนำข้าวนี่ผมไม่ทราบว่าเป็นเหตุหนึ่งของการปฏิวัติหรือเปล่า ก็เลยต้องมีการด้อยค่าทำให้ข้าว ๑๘.๙ ล้านตันถูกลง โดยวิธีอะไรบ้างครับ ๑. คสช. มีคำสั่ง พวกนี้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ๑๐๐ ชุด ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล เป็นหัวหน้าชุด แล้วก็เจ้าหน้าที่จากกระทรวงต่าง ๆ ๑๐ กว่ากระทรวง ๑๐๐ สาย แล้วให้คนที่มาอบรมให้ความรู้เรื่องข้าวกับเจ้าหน้าที่ แล้วก็เจ้าหน้าที่ทหารนี่ ไม่รู้ว่าเป็น Survey หรือเปล่า ไม่รู้เป็นผู้เชี่ยวชาญหรือเปล่า แต่ว่ามาจากสภาหอการค้าเพียง ๑ คน อบรมคนเป็นพันคน ๒ วันเก่งเลยกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องข้าว ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ไม่น่าจะใช่ อย่างนั้น พอกรรมการเรียบร้อยปุ๊บก็ตรวจปริมาณ ปริมาณ ๑๘.๙ ล้านตัน ถือว่าครบ ณ เวลานั้น ต่อไปก็เป็นเรื่องการเก็บตัวอย่างเพื่อเอาไปตรวจว่าข้าวถูกต้องตามชนิดที่เก็บ หรือไม่ คำสั่งของ คสช. นี้ทำอย่างไรครับ ก็ใช้กรรมการพวกนี้แบ่งสายไป ๑๐๐ ชุด ออกตรวจโกดังข้าวทั้งประเทศโดยการเก็บตัวอย่าง ซึ่งก็ไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐานของ กระทรวงพาณิชย์ ปี ๒๔๘๙ โดยการฉ่ำตัวอย่าง ต้องคนที่รู้เรื่องข้าวถึงจะทำเรื่องนี้ได้ถูกต้อง ขออนุญาตต่ออีกนิดหนึ่งครับท่านประธาน พอฉ่ำตัวอย่างเสร็จนี่ การฉ่ำตัวอย่างข้าว แล้วกอง ๒๐,๐๐๐ กระสอบ ต้องฉ่ำถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ และเจาะกองเป็นรูปพีระมิดคว่ำ แล้วเก็บตัวอย่าง ถ้าตามมาตรฐานกระทรวงพาณิชย์เก็บตัวอย่างแล้วต้องไปตรวจภายใน ๑๕ วัน แล้วก็แจ้งผลมาที่คลังให้รับทราบว่าถูกต้องหรือไม่ แต่ตามคำสั่ง คสช. ได้เอาตัวอย่าง ไปเก็บไว้ที่ค่ายทหาร อันนี้ตามคำสั่งคำให้การของเจ้าหน้าที่รัฐที่ไปให้การที่ศาลนะครับ เพราะเรื่องนี้เกี่ยวกับที่ศาลปกครอง บอกว่าเอาไปเก็บไว้ที่ตู้ Container ที่ค่ายทหาร เก็บไว้ หลายเดือนด้วยจนตัวอย่างนี้มันเสีย แล้วก็ไปนั่งคิดวิธีขายกันมาก็คือจากข้าวที่ข้าวหอม ข้าวขาว ข้าวเหนียว ข้าวหอมมะลิ ที่ราคาแตกต่างกัน กลายเป็นจัดมา ๓ เกรดครับ A B C ถ้าเป็น A B คือคนบริโภคได้ แต่พอเป็นเกรด C ปุ๊บคนบริโภคไม่ได้ เป็นอันตราย ต้องไป ขายเป็นอุตสาหกรรม เป็นอาหารสัตว์ เป็นพลังงาน ไปทำปุ๋ย ข้าวทุกชนิดได้รวมกันไปอยู่ใน ตู้ Container ๑๐,๐๐๐ กว่าตัวอย่าง และไม่แจ้งกลับมาที่คลังซึ่งเขามีความรับผิดชอบ ในการเก็บสินค้า แจ้งมาอย่างเดียวครับ พอเอาข้าวออกโกดังทั้งหมดไปแล้วก็ไปแจ้งความ ที่โรงพักทั่วประเทศที่มีคลังสินค้าว่ายักยอกทรัพย์ ฉ้อโกงทรัพย์ ลักทรัพย์ มูลค่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โยนความผิดนี้ให้ผู้ประกอบการคลังทั้งประเทศรับผิดชอบไป แต่ข้าวที่ เอามาขายกลับมี TOR ขีดกั้นไว้ว่าข้าว A B ขายให้คนทั่วไปสามารถมาประมูลได้ แต่พอเป็น C ปุ๊บ ๑๒ ล้านตันจาก ๑๘.๙ ล้านตัน พอเป็น C ปุ๊บ TOR จะเขียนกันไว้เลยว่าต้องเป็น อุตสาหกรรม ต้องเป็นพลังงาน ต้องเป็นเอทานอลหรือโรงงานปุ๋ยเท่านั้น มันเลยทำให้ข้าวที่อยู่ในโกดังเหนือเหลือแค่กระสอบละ ๓๐๐ ๔๐๐ บาทเท่านั้นเองจาก ชนิดแต่ละชนิด กระสอบละ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ แล้วมันก็เป็นความโชคร้ายหรือโชคดีก็ไม่รู้ครับ ข้าวที่เสียง่ายที่สุดคือข้าวหอมมะลิ ที่อยู่ที่โกดังจังหวัดสุรินทร์ ๑๐ ปี ที่มา Drama กันว่าข้าว ๑๐ ปี กินได้หรือไม่ได้ ทะเลาะกันอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายก็มีการประมูลครับ แล้วคนประมูล ก็แย่งกันประมูลไปกิโลกรัมหนึ่ง คนที่ประมูลสูงสุดคือ ๑๙.๐๗ บาท แต่คนที่ประมูลสูงสุด ก็ถูกตัดสิทธิ ไปเอาคนอื่นมาประมูลที่คุณสมบัติพร้อม สุดท้ายก็คือประมูลไปกระสอบละ ๑,๘๐๐ บาท ท่านลองนึกดูนะครับว่าข้าวปีสองปี กับข้าว ๑๐ ปี ราคาต่างกันกระสอบละ ๑,๘๐๐ บาท กับกระสอบแล้ว ๓๐๐-๔๐๐ บาท เป็นแสน ๆ กระสอบ รัฐเสียหายเป็น แสน ๆ ล้าน ตรงนี้ใครรับผิดชอบครับ แล้วจะบอกว่าเจ้าหน้าที่ที่ไปปฏิบัติแล้วทำหน้าที่ อยู่ตรงนั้น ถ้าเขาปฏิบัติหน้าที่ที่สุจริต กฎหมายนี้ยังคุ้มครองเขาอยู่ แต่สิ่งที่ผมได้พูดไปว่า มันทุจริตหรือสุจริต ท่านลองวิเคราะห์ดูครับ ๑๐ ปียังขายได้ ๑๘ บาทกว่า กับปีสองปี กลายเป็นข้าวเสียทั้งหมด แล้วผู้ประมูลพอเป็นเกรด C ปุ๊บมีแค่ ๑๙ ราย แต่พอ A B คนกินได้มีเป็นร้อย ๆ กว่าราย อันนี้คือรัฐเสียหายนะครับ คนที่เสียหายมากที่สุดคือ ผู้ประกอบการคลังทั้งประเทศ เขาไม่ได้ค่าเช่าคลังมาเลยนะครับ ๑๑ ปีแล้วที่ต้องโดน คดีอาญา แต่คดีอาญาหลุดไปหมดทั้งประเทศแล้วว่าความผิดที่เขาไม่ได้ไปแจ้งความไว้นั้น ไม่มีความผิดตามกล่าวหาเลย ตอนนี้อยู่ที่ศาลปกครองกลางอย่างเดียวทั่วประเทศครับ แต่มี หลายคดีที่ศาลท่านได้เมตตาตัดสินมาก็ให้ผู้ประกอบการคลังชนะไปหลายคดี แล้วก็ให้ อ.ต.ก. อคส. จ่ายค่าเช่าคลัง แล้วก็ L/G คืน ตรงนี้มันทำความเสียหายกับประเทศมากมาย แต่กลับไม่ค่อยมีคนพูดถึง อันนี้ผู้ประกอบการเขาได้ร้องเรียนผมมาปีกว่า ตอนนี้ก็ให้ DSI รวบรวมข้อมูลพยานหลักฐานแล้วก็จะยื่นให้ ป.ป.ช. ต่อไปครับ ขอบคุณครับท่านประธาน