จุลพงศ์ ชี้ควรบรรจุคำสั่ง คสช. 72/59 ในบัญชีท้าย ยันค้านขัดนิติธรรม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๖๘

จุลพงศ์ อยู่เกษ ตั้งข้อสังเกตการพิจารณาของคณะกรรมาธิการที่ไม่รวมคำสั่ง คสช. ที่ 72/2559 ลงในบัญชีท้าย โดยชี้ว่าการอ้างคดี Walter Bau ไม่สอดคล้องกับกรณีคิงส์เกต เนื่องจากต่างพื้นฐานทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง พร้อมย้ำความจำเป็นในการบรรจุคำสั่งดังกล่าวลงในบัญชีแนบท้าย เพราะการยกเลิกคำสั่งนี้ขัดหลักนิติธรรม ขาดกระบวนการที่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่มีการเยียวยาที่เหมาะสม ซึ่งส่งผลต่อเกียรติภูมิของสภาและผลประโยชน์ของชาติ โดยยังอ้างประสบการณ์ส่วนตัวในการทำงานร่วมสำนักกฎหมายชั้นนำของอังกฤษเพื่อสนับสนุนแนวทางการต่อสู้คดีของรัฐบาลไทยในคดีอนุญาโตตุลาการกับคิงส์เกต

นายจุลพงศ์ อยู่เกษ แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม จุลพงศ์ อยู่เกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ก่อนอื่นเลย ผมขอสนับสนุนกรรมาธิการเสียงส่วนน้อย ที่ให้เพิ่มคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบ แห่งชาติ ๗๒/๒๕๕๙ ลงในบัญชี ๑ และขอขอบคุณอาจารย์ปิยบุตร ขออภัยที่เอ่ยชื่อท่าน เพราะว่าผมสงสัยจริง ๆ สงสัยว่าในคณะกรรมาธิการได้คุยอะไรกันบ้าง ผมก็ไปค้นบันทึก รายงานการประชุมของคณะกรรมาธิการในเรื่องนี้ มีเฉพาะเรื่องคำสั่ง ๗๒/๕๙ ตั้งแต่หน้า ๓ ถึงหน้า ๑๑ ผมพยายามหาเหตุผลว่าทำไมคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่จึงไม่เห็นชอบ ในการเพิ่มคำสั่ง ๗๒/๒๕๕๙ ลงในบัญชีท้าย ผมหาเหตุผลได้เหตุผลเดียวและตรงกับที่ กรรมาธิการเสียงส่วนน้อยท่านเพิ่งชี้แจงไป คือท่านผู้ชี้แจงจากสำนักงานอัยการสูงสุดชี้แจง โดยใช้คำว่าไม่สามารถจะคาดเดาได้ว่าผลของข้อพิพาทอนุญาโตตุลาการระหว่างคิงส์เกตกับ รัฐบาลจะออกมาเป็นอย่างไร ถ้าเรายกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๗๒/๒๕๕๙ ทั้ง ๆ ที่ท่าน ก็ชี้แจงว่ามีการสืบพยานบุคคล สืบพยานเอกสารเรียบร้อยแล้ว แต่ขณะเดียวกันก็เป็นที่น่า เสียใจว่าไม่ได้ให้เหตุผลว่าถ้าหากยกเลิกแล้วมีผลเสียอย่างไร ท่านประธานที่เคารพ ในบันทึกรายงานการประชุมผู้ชี้แจงจากอัยการสูงสุดได้อ้างคดีอนุญาโตตุลาการคดีหนึ่ง ท่านอ้างคดี Walter Bau ที่เกิดที่เยอรมนี เผอิญบังเอิญผมเป็นที่ปรึกษากฎหมายของ Walter Bau ทำคดีนี้ แล้วจริง ๆ ฐานมันคนละเรื่องกันเลยนะครับ อันนั้นคือสัญญาคุ้มครอง การลงทุนระหว่างไทยกับเยอรมนีซึ่งเกิดจากการผิดสัญญาทางด่วน Walter Bau ถือหุ้น เสียงส่วนน้อยจึงไม่อาจใช้กลไกตามกฎหมายไทยได้ ก็เลยหาช่องทางวิธีเดียวเท่านั้นเองก็คือ ใช้สนธิสัญญาคุ้มครองการลงทุนระหว่างไทยกับเยอรมนี เพราะ Walter Bau ไม่มีทางเลยที่ถือหุ้นในบริษัทร่วมทุนแค่ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ จะใช้กลไกตาม กฎหมายไทย คำสั่ง คสช. ที่ ๗๒/๒๕๕๙ ก็ไม่มีทางเลยที่คิงส์เกตจะใช้กลไกตามกฎหมาย ไทย เพราะคำสั่งหัวหน้า คสช. ศาลแทบจะทุกสมัยได้รับรองว่าถูกต้องนะครับ ดังนั้น ข้อตกลงทางการค้าของไทยกับออสเตรเลียจึงเป็นช่องทางทางหนึ่ง

อันที่ ๒ ก็เรื่องบังเอิญครับที่ผมอยากจะขออภิปรายเกี่ยวกับเรื่องประเด็น อนุญาโตตุลาการโดยเฉพาะ คิงส์เกตใช้ทนายความคนหนึ่งชื่อแซม มาจากสำนักงานอังกฤษ ในอังกฤษเขาเรียก Magic Circle ทั้งหมดมี ๕ Firm บังเอิญผมเคยทำงานในสำนักงานนั้น ด้วยครับ แต่ว่าผมทำทนายคนนี้เขาเพิ่งเข้ามา แล้วปัจจุบันขณะที่เขาทำคดีเขาเป็นหัวหน้า เรียกว่า International Arbitration Practice เขาประจำสำนักงานอยู่ที่เพิร์ธที่ออสเตรเลีย เพราะฉะนั้นผมพอจะทราบว่าแนวทางที่เขาจะสู้คดีนี้เป็นอย่างไร แล้วผมสามารถจะตอบ คำถามท่านกรรมาธิการ อาจารย์ปิยบุตร ขออภัยที่เอ่ยชื่อครับ ว่าทำไมถึงตกลงกันไม่ได้

อันที่ ๓ คือจากประสบการณ์อนุญาโตตุลาการผมระหว่างประเทศทำมา ๒๐ กว่าคดี แล้วในประเทศไทยเคยนั่งในองค์คณะอนุญาโตตุลาการ และหลายเรื่อง ในคณะนั้นองค์คณะก็คือท่านผู้หนึ่งที่ได้รับเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ดังนั้นผมเห็นว่าผมน่าจะมีคุณสมบัติที่พอจะอภิปรายสนับสนุนว่าควรจะใส่คำสั่ง คสช. ที่ ๗๒/๒๕๕๙ ลงในบัญชีแนบท้าย เพราะว่าสรุปแล้วคำสั่ง คสช. ไม่มีผลในคดีนี้แน่นอนครับ เหตุผลเพราะว่าเหตุคดีเกิดขึ้นแล้ว และยังไม่มีการชดใช้ ผมเปรียบเทียบคนคนหนึ่งขับรถ คันหนึ่งไปชนรถอีกคันหนึ่ง แล้วต่อมาขายรถคันที่เอาไปชนคนอื่น จะปฏิเสธได้ไหมครับ ว่าตอนนั้นเขาไม่ได้เป็นเจ้าของรถคันที่ชนแล้ว ก็ไม่ได้ เพราะเหตุมันเกิดขึ้นแล้ว ดังนั้น จึงขอย้ำอีกที และอยากจะเรียนให้เพื่อนสมาชิกว่าผมขอยืนยันจากประสบการณ์และความรู้ ที่มีก็คือการยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๗๒/๒๕๕๙ นี้ไม่มีผลต่อคดีข้อพิพาทกับคิงส์เกต แน่นอน ในข้อตกลงการค้าไทย-ออสเตรเลีย มีข้อยกเว้นที่รัฐจะเข้าแทรกแซงข้อตกลงนี้ได้ มี ๔ หลักเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่ง อันแรกคือการแทรกแซงต้องมาจากกระบวนการที่ชอบ ด้วยการตรากฎหมาย หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Due Process of Law อันที่ ๒ คือต้องทำ เพื่อประโยชน์สาธารณะ หลักเกณฑ์ที่ ๓ ต้องทำเพื่อไม่ให้เกิดการกีดกันหรือไม่เท่าเทียม อันที่ ๔ ต้องมีกระบวนการเยียวยาหรือค่าตอบแทน หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Compensation หลังจากที่มีคำสั่ง คสช. ที่ ๗๒/๒๕๕๙ ทางบริษัทเองพยายามเจรจากับ รัฐบาลเพื่อขอความเยียวยาแต่ก็ไม่คืบหน้า หลักเกณฑ์ที่ ๔ ไม่ครบ แล้วเมื่อสักครู่นี้ กรรมาธิการ อาจารย์ปิยบุตร ขอโทษที่เอ่ยนาม ก็คือคำสั่ง คสช. ไม่ใช่กระบวนการที่ชอบ ด้วยกฎหมายในการตรากฎหมาย Due Process of Law แล้วไม่มีประเทศไหนเลยที่ยอมรับ คำสั่งที่ออกมาจากคณะปฏิวัติหรือคณะรัฐประหาร ผมเรียนตรง ๆ ถ้าผมเป็นทนายของ ประเทศไทยแล้วผมไปอ้างว่าคำสั่ง คสช. ผมอายครับ ผมอายจริง ๆ เลย เพราะว่ามันไม่ได้ ออกมาโดยวิถีทางกระบวนตรากฎหมายที่ถูกต้องและโดยชอบด้วยกฎหมาย ถ้าผมเป็นทนาย ของคิงส์เกต อาจารย์ปิยบุตร ขอโทษนะครับ ผมพยายามจะดึงเรื่องนี้ให้นานที่สุด ผมจะ ไม่ลงบันทึกข้อตกลงอะไรง่าย ๆ เพราะอะไรครับ เพราะว่าประเทศไทยตอนนี้ในเชิงคดีเป็น ไก่รองบ่อน แม้กระทั่งผู้ชี้แจงจากอัยการชี้แจงไว้ต่อกรรมาธิการเองว่ารัฐไทยต้องการให้ คิงส์เกตถอนคดีนี้ ไม่ได้ชี้แจงเลยว่ารัฐไทยต้องการให้เกิดการประนีประนอม เหตุผลเพราะ อย่างนี้ครับ เพราะหากเกิดสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว มันจะเป็นเอกสารต่อ สาธารณชน มันจะมีการเผยแพร่ได้ว่ารัฐบาลไทยได้ตกลงอะไรกันบ้าง ยอมอะไรเขาบ้าง เพราะฉะนั้นถ้าผมเป็นทนายคิงส์เกตผมก็จะต่อรองจนได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แล้วถึงจะ ถอนคดี นี่คือเป็นสาเหตุหนึ่งของการที่มีการเลื่อนคำชี้ขาดมาตลอดเวลา ผมขออีกแค่ ๑ นาทีครับ ท่านประธานที่เคารพครับ สุดท้ายนี้ผมขอสนับสนุนให้นำคำสั่ง คสช. ที่ ๗๒/๒๕๕๙ เพิ่มในบัญชีหนึ่ง เพราะการยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะปฏิวัติฉบับนี้เป็นการทำลายหลักนิติ ธรรม สภาแห่งนี้ควรร่วมแสดงให้เห็นว่าเราไม่เห็นด้วยกับการลุแก่อำนาจของบุคคลคนเดียว ที่เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ ที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศนับ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท และ เพื่อยืนยันเกียรติภูมิของสภาแห่งนี้ว่าเราจะรักษากระบวนการตรากฎหมายโดยชอบเท่านั้น ขอบคุณท่านประธานครับ