กรวีร์ ปริศนานันทกุล ชี้แจงและหารือประเด็นการแปรญัตติร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่น โดยแยกพิจารณาเป็นสองประเด็นหลัก ได้แก่ การจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งที่ควรถูกทบทวนเพื่อให้ผู้บริหารสามารถดำเนินงานพัฒนาท้องถิ่นได้อย่างต่อเนื่อง และสิทธิของประชาชนในการเลือกผู้นำต่อเนื่องโดยไม่ควรถูกจำกัดเกินจำเป็น พร้อมเสนอให้เจ้าของร่างกฎหมายชี้แจงข้อกังวลเกี่ยวกับการตีความกฎหมายเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต ก่อนการลงมติขั้นสุดท้าย
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม กรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ในฐานะ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญครับ ต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่ได้แสดงความคิดเห็น แล้วก็ได้มีการสงวนคำแปรญัตติเอาไว้ รวมไปถึงกรรมาธิการที่ได้กรุณาสงวนคำแปรญัตติ เอาไว้ ในประเด็นหลักก็คือเรื่องของการกำหนดวาระ และอีกประเด็นหนึ่งก็คือเรื่องของ การเขียนเอาไว้ในร่างพระราชบัญญัติที่ระบุข้อความว่าเว้นแต่เหตุอื่นใดที่กำหนดในกฎหมาย ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ผมแยกคำถามของเพื่อนสมาชิก ออกเป็น ๒ ประเด็นนะครับ
ประเด็นแรก เรื่องของการกำหนดวาระนั้น ก็ต้องเรียนชี้แจงท่านประธาน ฝากไปยังเพื่อนสมาชิกว่าในประเด็นนี้ในกรรมาธิการเองก็ได้มีการพูดคุยแล้วก็ถกเถียง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันค่อนข้างที่จะหลากหลาย ก็มีทั้งคนที่เห็นด้วยกับเรื่องของการไป ปลดเรื่องของวาระ ซึ่งในกฎหมายเดิมเขียนเอาไว้ว่าดำรงตำแหน่งได้ ๔ ปี และไม่เกิน ๒ วาระติดกัน อย่างที่เมื่อสักครู่นี้หลายท่านได้อภิปรายไปว่าการกำหนดวาระอาจจะทำให้ เกิดเรื่องของการผูกขาดอำนาจ อาจจะเป็นเรื่องของการปิดโอกาสไม่ให้สมาชิกคนอื่น ได้เข้ามาบริหาร แล้วก็รวมไปถึงระยะเวลา ๘ ปีเพียงพอต่อการบริหารงานในท้องถิ่นแล้ว ผมเรียนชี้แจงกับท่านประธานฝากไปยังเพื่อนสมาชิกเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการประกอบ การตัดสินใจก่อนที่เราจะลงมติครับ ประเด็นเรื่องของวาระนั้น ในกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ เราก็คิดว่าประเด็นเรื่องของความต่อเนื่องของงานนั้นก็เป็นเรื่องจริง ในขณะที่เรามีวาระ เพียงแค่ ๒ วาระก็คือ ๘ ปี ปีแรกเข้ามาแทบจะไม่ได้ทำอะไรเลยก็หมดปีแล้ว งบประมาณ ก็อาจจะไม่ได้เป็นคนตั้งเอาไว้ ปีที่ ๒ ปีที่ ๓ กว่าที่จะเข้าที่เข้าทาง กว่าที่จะตั้งหลัก แล้วก็ คิดแผนในระยะยาวเพื่อที่จะเอามาพัฒนาท้องถิ่นของตัวเองได้ระยะเวลาก็เหลืออีกแค่ปีกว่า ๒ ปี แล้วก็ติดกับตัว ๑๘๐ วัน ซึ่งวันนี้ผมเชื่อว่าพี่น้องท้องถิ่นทั้งประเทศเจอในสภาพเดียวกันแล้วครับ จะทำอะไรก็กล้า ๆ กลัว ๆ เพราะฉะนั้นระยะเวลาของการทำงานของเขาจริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ ๔ ปีเต็มหรอกครับ มันเป็นแค่ ๓ ปีกว่าเท่านั้น การดำรงตำแหน่ง ๒ วาระติดกันมีระยะเวลา ๘ ปี จึงไม่ใช่ ๘ ปี เต็ม ๆ ที่เขาสามารถที่จะทำงานขับเคลื่อนแก้ปัญหาแล้วก็พัฒนาท้องถิ่นของเขาได้ แต่ระยะเวลาที่ทำเหลือจำกัด เราก็คิดว่าถ้าหากว่าเป็นโครงการขนาดใหญ่ เป็นโครงการ ที่สามารถที่จะทำต่อเนื่องแล้วเกิดประโยชน์กับท้องถิ่นนั้นได้ก็อาจจะต้องใช้ระยะเวลาที่มาก พอสมควร และต้องอาศัยความต่อเนื่องในการทำงาน ดังนั้นการที่จะให้พี่น้องท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นระดับตำบล ระดับเทศบาล หรือว่าระดับจังหวัด สามารถที่จะดำรงตำแหน่ง แล้วก็สามารถที่จะมีระยะเวลาที่ยาวนานเพื่อที่จะสานต่อโครงการต่าง ๆ ได้ก็น่าจะ เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนที่อยู่ในท้องถิ่น
ประเด็นต่อมา ในเรื่องของการไปเขียนเอาไว้ ปลดล็อกการเขียนล็อกเอาไว้ว่า ๒ วาระนั้น กลายเป็นว่าเราไปจำกัดสิทธิ จำกัดสิทธิทั้งของผู้สมัครเอง แล้วก็รวมไปถึง ที่สำคัญก็คือสิทธิของพี่น้องประชาชน โอกาสที่พี่น้องประชาชนที่เขาจะตัดสินใจเลือกคนที่ จะมาทำหน้าที่เป็นผู้บริหารท้องถิ่นนั้น ๆ ได้ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากว่านายกองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นเทศบาล อบต. หรือแม้กระทั่งนายก อบจ. เขาทำผลงานได้อย่าง ยอดเยี่ยมมาตลอดระยะเวลา ๒ สมัย เป็นที่รักของพี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชน อยากจะเข้าไปคูหาไปกาบัตรให้เขามาเป็นนายกต่อเนื่องในสมัยที่ ๓ ที่ ๔ ถ้าเราไม่ปลดล็อก ตรงนี้ประชาชนไม่มีโอกาสเลยที่จะเลือกว่าเขาสามารถที่จะเลือกคนเดิมให้กลับมาทำงาน ต่อเนื่องได้หรือไม่ ประเด็นนี้เองที่คิดว่าถ้าเรายืนอยู่บนหลักการเดียวกัน ก็คือเราเชื่อ ในการตัดสินใจของพี่น้องประชาชน ถ้าเราเชื่อในการใช้ดุลยพินิจของพี่น้องประชาชน เชื่อในอำนาจที่อยู่ในมือของพี่น้องประชาชนนั้นก็ปล่อยให้พี่น้องประชาชนเขาเป็นคนตัดสิน ให้เขาเป็นคนตัดสินเองว่านายก ผู้บริหารท้องถิ่นนั้นมีคุณสมบัติ มีความสามารถ มีความพร้อม ที่จะบริหารท้องถิ่นเพื่อที่จะมาดูแลแก้ปัญหาให้กับเขาได้หรือไม่ ส่วนประเด็นเรื่องของ การผูกขาดอำนาจ ผมเรียนกับท่านประธานฝากไปยังเพื่อนสมาชิก กังวลกันมาก และผมก็ เข้าใจในความเป็นห่วงของเพื่อนสมาชิกครับ แต่ในข้อเท็จจริงแล้วผมคิดว่าในระบอบ ประชาธิปไตยไม่มีใครหรอกที่จะไปผูกขาดอำนาจไว้กับผู้บริหารแต่เพียงลำพังได้ คนที่จะ ผูกขาดอำนาจให้กับนายก ให้กับผู้บริหารได้มีเพียงคนเดียวคือพี่น้องประชาชนในพื้นที่นั้น ถ้าเขารัก ถ้าเขาเห็นผลงานประชาชนนี่ละที่จะเป็นผู้ผูกนายกเอาไว้ให้ทำงานอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นในประเด็นเหล่านี้ทางกรรมาธิการเสียงข้างมากจึงได้มีการลงมติกัน แล้วก็เห็นว่า ควรที่จะไปปลดล็อกในเรื่องของวาระเสียนะครับ
ประเด็นต่อมา ประเด็นเรื่องของข้อกฎหมายที่ทางกฤษฎีกาเองก็ให้ ข้อเสนอแนะ รวมไปถึงท่านก็ได้กรุณาสงวนคำแปรญัตติเอาไว้ ในเชิงของกฎหมายเราก็เข้าใจ ว่าการเขียนวรรคสุดท้ายเอาไว้ว่าเว้นแต่เหตุอื่นใดที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น วันนี้เหตุอื่นใดมันอาจจะยังไม่ได้ระบุไว้ครับ แต่ในอนาคตอันใกล้หรือว่าในอนาคตข้างหน้า ถ้าหากว่ามันมีการระบุอื่นใดเอาไว้ในเรื่องของ ใน พ.ร.บ. ว่าด้วยการเลือกตั้งท้องถิ่น สิ่งที่จะเป็นภาระกับสภาก็คือเราจะต้องกลับมาแก้ พ.ร.บ. ทั้ง ๓ ฉบับนี้ใหม่ รวมไปถึงในชั้นของกรรมาธิการ เราก็ได้สอบถามว่าการเขียนไว้ แบบนี้มีโทษใดหรือไม่ หรือจะนำไปสู่ปัญหาใดในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายหรือไม่ ก็ได้มีการพูดคุยกันในประเด็นนี้ ทางกฤษฎีกาเองก็บอกว่าอาจจะเกิดปัญหาเรื่องของ การตีความ แต่โทษต่าง ๆ มันไม่มี กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ก็เลยคิดว่าถ้าอย่างนั้นคงตาม ร่างเดิมที่ท่านพริษฐ์ได้ยกร่างเอาไว้ ซึ่งในประเด็นนี้อยากจะขออนุญาตท่านประธาน ให้ท่านพริษฐ์ในฐานะที่เป็นเจ้าของร่าง แล้วก็น่าจะมีความเข้าใจในข้อความตรงนี้เป็นอย่างดี ได้อธิบายให้กับเพื่อนสมาชิกได้คลายข้อสงสัย แล้วประกอบการพิจารณาก่อนที่เราจะ ลงมติกัน กราบขอบคุณท่านประธานครับ