พริษฐ์ ชี้แจงมุมมองร่างกฎหมายท้องถิ่น ย้ำความจำเป็นปรับวาระ-จัดเลือกตั้งพร้อม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๔ · ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๘

พริษฐ์ วัชรสินธุ อภิปรายประเด็นการส่งเสริมการแข่งขันในการเลือกตั้งท้องถิ่น โดยเสนอให้มีการกำหนดเพดานวาระการดำรงตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่นและจัดให้มีการเลือกตั้งพร้อมกันทั่วประเทศทุกสี่ปี เพื่อความเสมอภาคและลดความคลาดเคลื่อนในอนาคต พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นในการแก้ไขร่าง พ.ร.บ. จัดตั้งท้องถิ่นและกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นให้สอดคล้องกัน โดยเฉพาะการคงข้อกำหนด "เว้นแต่เหตุอื่นใด" เพื่อรองรับกรณีพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ และเร่งให้แล้วเสร็จก่อนการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ กรรมาธิการ

เรียนประธานสภาที่เคารพ ผม พริษฐ์ วัชรสินธุ ในฐานะกรรมาธิการ ก็อย่างที่เพื่อนสมาชิก แล้วก็ทางประธานคณะกรรมาธิการ ได้อภิปรายเอาไว้ สาระสำคัญของมาตรานี้เกี่ยวข้องกับมาตรการในการส่งเสริมการแข่งขัน ระหว่างผู้บริหารท้องถิ่นในการลงสมัครรับเลือกตั้ง มาตรานี้ความจริงก็จำแนกออกเป็น ๒ ประเด็นเหมือนที่ทางท่านประธานได้เสนอเมื่อสักครู่ ก็ขออนุญาตใช้พื้นที่ในการชี้แจง หลักคิดของตัวกระผม แล้วก็เพื่อนสมาชิกจากพรรคประชาชนเช่นกันที่ก็มีการถกเถียงกัน อย่างกว้างขวางในประเด็นดังกล่าว

ในส่วนของประเด็นแรกก็เกี่ยวข้องกับเรื่องของเพดานว่าเราจะมีการกำหนด ว่าผู้บริหารท้องถิ่นนั้นจะสามารถดำรงตำแหน่งเกินกี่วาระได้หรือไม่ ในประเด็นนี้ก็เรียน ตามตรงกับท่านประธานว่าความเห็นภายในพรรคประชาชนเอง ภายในคณะกรรมาธิการเอง ก็มีความหลากหลายคล้าย ๆ กับความเห็นที่หลากหลายที่เราเพิ่งได้ยินเมื่อสักครู่ ผมคิดว่า เหตุผลของทั้ง ๒ ฝ่ายมีเหตุผลแล้วก็มีน้ำหนัก ในมุมหนึ่งผมก็เข้าใจว่าในบริบทการเมืองของ ประเทศไทยหลายท่านก็อาจจะมองว่าเพื่อป้องกันปัญหาการผูกขาดก็อาจจะมีความจำเป็น ที่ต้องมีการกำหนดเพดานในการดำรงวาระติดต่อกันเกินกี่วาระขึ้นไป แล้วเราก็เห็นถึง บางประเทศที่อาจจะมีสภาพการเมืองคล้าย ๆ กับประเทศไทยที่ก็มีการกำหนดเพดานวาระ เช่นกัน ดังนั้นเหตุผลในฝั่งของเพื่อนสมาชิกที่สนับสนุนให้มีการกำหนดเพดานก็เป็นเหตุผล ที่สมเหตุสมผล แต่ในมุมกลับกันเหตุผลของเพื่อนสมาชิกอีกฝั่งหนึ่งผมคิดว่าก็มีน้ำหนัก เช่นกัน หลายคนก็มองว่าถ้าต้องการจะแก้ปัญหาการผูกขาดส่งเสริมการแข่งขัน การไป กำหนดเพดานวาระก็ใช่ว่าจะแก้ปัญหาได้ทั้งหมด เพราะหากมีผู้บริหารท่านใดท่านหนึ่ง ที่ต้องการจะผูกขาดอำนาจไว้กับตนเองหรือเครือข่ายตนเอง แม้ว่าบุคคลดังกล่าวจะถูก กำหนดเรื่องของเพดานวาระไว้ก็อาจจะสามารถหาคนในครอบครัวหรือคนในเครือข่าย ตนเองมาลงสมัครรับเลือกตั้งได้อยู่ดี มิหนำซ้ำการกำหนดเพดานวาระก็อาจจะเป็นการจำกัด สิทธิของพี่น้องประชาชนในการเลือกผู้บริหารที่เขามีความพึงพอใจให้สามารถบริหารงาน ต่อไปได้ แล้วก็สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งในวาระต่อไปได้ ดังนั้นในประเด็นแรกเรื่องของ เพดานของวาระนั้นผมเรียนตามตรงว่าผมแล้วก็เพื่อนสมาชิกในพรรคต้นสังกัดผมก็มี ความเห็นที่แตกต่างหลากหลาย แล้วก็วันนี้ก็คงมีการลงมติที่อาจจะแตกต่างกันออกไปบ้าง

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมและเพื่อนสมาชิกจากพรรคประชาชนอาจจะให้ ความสำคัญมากกว่า แล้วเราคิดว่าเป็นมาตรการสำคัญที่จะทำให้การเลือกตั้งท้องถิ่นนั้น มีการแข่งขันที่เสมอภาค เป็นธรรม แล้วก็เข้มข้นมากขึ้น นั่นก็คือการพยายามจะเดินหน้า ไปสู่เป้าหมายของการทำให้การจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นนั้นเกิดขึ้นพร้อมกัน ถ้าเราพูดถึง บริบทของ อบจ. เป้าหมายที่เราอยากเห็นคือทำอย่างไรให้การเลือกตั้งทั้งนายก อบจ. และ ส.อบจ. ในทุกจังหวัดนั้นเกิดขึ้นพร้อม ๆ กันในทุก ๆ ๔ ปี เรามองว่าหากเราทำเช่นนี้ได้ ก็จะเป็นวิธีการที่จะสามารถส่งเสริมการแข่งขันได้อย่างเป็นรูปธรรม เพราะในมุมหนึ่ง ก็จะเป็นการเพิ่มความสะดวกให้กับประชาชนในการออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง เป็นการเพิ่ม ความเป็นไปได้ของผู้จัดการเลือกตั้งในการอำนวยความสะดวกเรื่องการเลือกตั้งล่วงหน้า หรือการเลือกตั้งนอกเขต แล้วในอีกมุมหนึ่งก็จะเป็นการทำให้คนที่ประสงค์จะลงสมัคร รับเลือกตั้งนั้นสามารถวางแผนและคาดการณ์อนาคตได้ง่ายขึ้นว่าหากต้องการจะมาเสนอตัว ต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่นั้นจะต้องเตรียมการในการลงสมัครรับเลือกตั้งในปีไหน อย่างไร ดังนั้นเพื่อให้การเลือกตั้งท้องถิ่นสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ สาระสำคัญในการแก้ไข กฎหมายจึงเป็นประเด็นที่ว่าเราจะแก้ไขกฎหมายอย่างไรในกรณีที่มีผู้บริหารท้องถิ่นออก หรือว่าหลุดจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ยกตัวอย่าง เช่น สมมุติมีการเลือกตั้ง อบจ. จังหวัดหนึ่ง มีการเลือกตั้งทั้งนายก อบจ. และ ส.อบจ. ในปี ๒๕๖๒ แน่นอนว่าวาระครบ ๔ ปี ก็คาดการณ์ว่าจะต้องมีการเลือกตั้งอีกรอบหนึ่งในปี ๒๕๖๖ แต่สมมุติเดินทางมาถึงปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ เกิดสมมุติด้วยเหตุใดก็ตามผู้บริหารท้องถิ่นนั้นหลุดจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ถ้าเกิดว่ากฎหมายเป็นเช่นเดิม แล้วนายกหลุดจากตำแหน่งในปี ๒๕๖๔ ก็จะต้องมีการ เลือกตั้งเฉพาะนายก อบจ. ในปี ๒๕๖๔ นั่นหมายความว่านายกคนใหม่ดำรงตำแหน่ง ครบวาระ ๔ ปี ก็ต้องไปมีการเลือกตั้งในอีกรอบหนึ่งในปี ๒๕๖๘ ๔ ปีหลังจากปี ๒๕๖๔ ก็จะทำให้การเลือกตั้งนายก อบจ. และ ส.อบจ. ในจังหวัดนั้นคลาดเคลื่อนกันไปโดยปริยาย ดังนั้นเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวก็มีแนวคิดว่าเราอาจจะจำเป็นต้องมีมาตรการมารองรับว่า จะออกแบบกลไกทางการเมืองอย่างไรหากผู้บริหารนั้นออกจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ความจริงแนวคิดก็มีความหลากหลาย เราเห็นบางประเทศก็อาจจะใช้วิธีการว่า ในการลงสมัครรับเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นนั้นอาจจะจำเป็นต้องมีการเสนอรองนายก ให้พี่น้องประชาชนรับทราบตั้งแต่วันนั้นเลย เพื่อที่ว่าหากสักวันหนึ่งนายกเกิดหลุดออกจาก ตำแหน่งนั้น รองก็จะสามารถขึ้นมาบริหารท้องถิ่นแทนได้ หรืออีกวิธีหนึ่งที่เราเห็นใช้กัน ในบางประเทศก็คือการกำหนดว่าหากนายกพ้นจากตำแหน่งจริงก็จะต้องมีการเลือกตั้งใหม่ เพียงแต่ว่านายกที่เข้ามาหลังจากการเลือกตั้งใหม่นั้นจะไม่ได้มีการนับวาระใหม่ ๔ ปี แต่แค่มาดำรงตำแหน่งในวาระที่เหลือ พูดง่าย ๆ คือหากนายกคนแรกอยู่ได้ ๑ ปีแล้วพ้นจาก ตำแหน่ง มีการเลือกตั้งขึ้นมาใหม่ นายกคนถัดไปก็จะอยู่ได้แค่อีก ๓ ปีที่เหลือ ดังนั้นอันนี้คือ ภาพที่เรามองว่าอยากจะเห็นการเลือกตั้งท้องถิ่นในประเทศไทยนั้นเดินไปสู่ ถ้าจะเป็น ตรงนั้นได้มันก็เลยมีความจำเป็นที่ต้องแก้ไขกฎหมาย ๒ กลุ่มด้วยกัน

กลุ่มที่ ๑ ก็คือ พ.ร.บ. จัดตั้งที่ปัจจุบันไปล็อกเอาไว้ว่าวาระของผู้บริหาร ท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น อบจ. เทศบาล หรือว่า อบต. นั้น จะต้องเป็น ๔ ปีโดยไม่มีข้อยกเว้น หากกำหนดไว้แบบนี้ก็กลายเป็นว่าข้อเสนอต่าง ๆ ที่ผมได้นำเรียนท่านประธานผ่านไปยัง เพื่อนสมาชิกเมื่อสักครู่ก็ไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้ อันนี้ก็เลยเป็นเหตุผลว่าทำไมในร่างที่ผมได้ เสนอเข้ามาและที่สภามีมติรับหลักการและกำหนดให้เป็นร่างหลักนั้นเลยมีการบรรจุข้อความ เอาไว้ว่านายกท้องถิ่นนั้นจะมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละ ๔ ปี เว้นแต่เหตุอื่นใดที่กำหนด ในกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งท้องถิ่น

ส่วนกฎหมายกลุ่มที่ ๒ ที่ต้องมีการแก้ไขเหมือนที่ทางตัวแทนกฤษฎีกา ได้เรียนเอาไว้ก็คือการไปกำหนดเรื่องของเหตุอื่นใดหรือข้อยกเว้นไว้ในตัว พ.ร.บ. เลือกตั้ง ท้องถิ่น ผมเรียนตามข้อเท็จจริงว่าผมเองก็ยื่นชุดกฎหมายทั้ง ๒ กลุ่มนี้เข้ามาในสภา ในวันเดียวกัน เพียงแต่ว่าด้วยกลไกการรับฟังความเห็นของสภาที่จะต้องมีการรับฟัง ความเห็นหากสาระในร่างดังกล่าวนั้นยังไม่เคยมีการรับฟังความเห็นมาก่อน ก็เลย กลายเป็นว่าทำให้ร่างกฎหมายที่เป็นในส่วนของชุดกฎหมายจัดตั้งที่ผมยื่นเข้ามานั้นเข้ามาสู่ สภาก่อนร่างกฎหมายในส่วนของ พ.ร.บ. เลือกตั้งท้องถิ่น ก็เลยกลายเป็นว่าวันนี้เรากำลังมา พิจารณาเพิ่มข้อความ หรือว่ามีการพิจารณาลงมติเห็นด้วยกับข้อความเว้นแต่เหตุอื่นใด ในตัว พ.ร.บ. จัดตั้ง ทั้ง ๆ ที่เหตุอื่นใดที่อยู่ใน พ.ร.บ. เลือกตั้งท้องถิ่นนั้นยังอยู่ในช่วง การรับฟังความเห็นตามมาตรา ๗๗ อย่างไรก็ตามผมหวังแบบนี้ครับท่านประธาน ก็อยากจะ ขอวิงวอนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกว่าแม้ในเชิงของลำดับดีที่สุดคือกลุ่มกฎหมาย ๒ กลุ่มนี้ไปพร้อมกัน แต่อย่างที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้เรียนว่าหากสมมุติว่า ข้อความเกี่ยวกับเว้นแต่เหตุอื่นใดผ่านสภาวันนี้ไปก็ยังไม่ถึงขั้นจะไปสร้างความเสียหาย หรือว่าผลกระทบเชิงลบอย่างไรต่อตัวระบบกฎหมาย แล้วผมก็คาดว่า Check ล่าสุด ในเว็บไซต์ของสภาเมื่อเช้าร่างกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นที่ผมเสนอเข้ามานั้นจะปิดรับฟัง ความเห็นในช่วงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งก็น่าจะทำให้เราสามารถนำเอาเรื่องต่างเข้าสู่ วาระที่หนึ่งพอสภากลับมาเปิดสมัยประชุมในเดือนธันวาคมได้ และพอเป็นเช่นนั้นก็หวังว่า ทางสภาแห่งนี้ก็จะมีมติรับหลักการ แล้วก็หาข้อสรุปเกี่ยวกับเหตุยกเว้นหรือเหตุอื่นใด ใน พ.ร.บ. เลือกตั้งท้องถิ่นให้ทันก่อนสภาชุดนี้จะมีการยุบ แล้วก็นำไปสู่การเลือกตั้งทั่วไป ครั้งถัดไป ดังนั้นด้วยเหตุผลดังกล่าวก็อยากจะขอให้ยืนตามข้อความที่มีการระบุเรื่องของ เว้นแต่เหตุอื่นใดที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งท้องถิ่นครับท่านประธาน ขอบคุณครับ