ณัฎฐา สนับสนุนร่างคุ้มครองแรงงานเฉพาะจ้างเหมา ห้ามขยายทั้งภาครัฐ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓ · ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๘

ณัฎฐา มหัทธนา หารือปัญหาการจ้างงานผิดประเภทในภาครัฐที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก พร้อมสนับสนุนร่างกฎหมายของวรศิษฎ์ที่เน้นคุ้มครองแรงงานจ้างเหมาบริการเฉพาะกรณีที่มีการควบคุมงานตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน โดยเห็นว่าการจ้างงานในภาครัฐแต่ละประเภทมีสิทธิประโยชน์แตกต่างกันตามลักษณะงาน ไม่ถือเป็นความเหลื่อมล้ำ และคัดค้านร่างกรรมาธิการที่ขยายครอบคลุมทุกพนักงานภาครัฐ เพราะอาจสร้างความสับสนและปัญหาทางกฎหมาย เนื่องจากมีกฎหมายเฉพาะควบคุมอยู่แล้ว จึงเสนอให้ปรับปรุงกฎระเบียบภายในหน่วยงานเพื่อความเป็นธรรม และถือเป็นแบบอย่างจากหน่วยงานที่ดูแลลูกจ้างอย่างเหมาะสม โดยเน้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยไม่สร้างภาระใหม่หรือเปิดช่องว่างทางกฎหมาย

นางสาวณัฎฐา มหัทธนา กรรมาธิการ

ขอบคุณค่ะ ณัฎฐา มหัทธนา กรรมาธิการ ดิฉันขอชี้แจงเพื่อสนับสนุนร่างของท่านวรศิษฎ์ ซึ่งเป็นร่างหลักที่รับเข้ามา พิจารณาในชั้นกรรมาธิการ แล้วต่อไปนี้ก็คือเหตุผล วันนี้ทางสภาเรามี ๓ ทางเลือกหลัก ทางเลือกแรก ก็คือที่ท่านชนิสร์ กฤษฎีกาประจำคณะกรรมาธิการ ได้อภิปรายเอาไว้ว่าไม่ควร มีการแก้ไขเลย

-๖๘/๑

ทางเลือกที่ ๒ ที่ดิฉันจะพูดถึงก็คือร่างหลักของท่านวรศิษฏ์ ซึ่งจะมี การครอบคลุมเฉพาะในส่วนที่เป็นการจ้างเหมาบริการและเป็นการจ้างเหมาบริการที่มี การควบคุม กำกับในการทำงานให้ได้รับสิทธิประโยชน์ไม่ต่ำกว่าใน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน

ทางเลือกที่ ๓ เป็นร่างของกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ซึ่งดิฉันไม่เห็นด้วยนั้น อยู่ในมือของทุกท่านแล้วนะคะ จะเป็นการก้าวเข้าไปครอบคลุมพนักงานลูกจ้างทุกประเภท ในหน่วยงานราชการทุกหน่วยงาน ซึ่งจะมีปัญหาสำคัญบางประการ จริง ๆ แล้วท่านชนิสร์ ก็ได้กล่าวไว้แล้ว

ดิฉันจะบอกว่าถ้าจะทำให้ถูกต้องในทางหลักการมากที่สุดจะต้องเป็นไป ตามที่ท่านชนิสร์ว่าไว้คือการไม่ไปแก้ไขอะไรเลย เหตุผลเนื่องจากว่าทุก ๆ ประเภทการจ้างงาน ที่มีอยู่ในหน่วยงานภาครัฐนั้นมีจุดประสงค์ของมันเอง และแต่ละการจ้างงานมี Package ที่แตกต่างกัน เราไม่ควรจะทำให้ประชาชนสับสนด้วยการบอกว่าการได้รับสิทธิประโยชน์ ไม่เท่ากัน ได้เงินไม่เท่ากัน วันหยุดไม่เท่ากัน คือความเหลื่อมล้ำหรือการที่เรามองมนุษย์ ทุกคนไม่เท่ากัน อันนี้เป็นการสร้างความเข้าใจผิด จริง ๆ แล้วแต่ละประเภทการจ้างงานนั้น มี Package ของมันเอง ทุก ๆ คนคงเคยมีประสบการณ์ ทำไมในงานเดียวกันการจ้างโดย เอกชนให้เงินเดือนสูงกว่ามาก แต่คนหลาย ๆ คนก็เลือกที่จะไปเป็นข้าราชการ นั่นก็เพราะว่า ใน Package ที่ราชการนำเสนอนั้นตรงกับความต้องการของเขา ในขณะที่บางคนก็เลือก ที่จะละทิ้ง Package ที่ราชการเสนอซึ่งมีสวัสดิการที่ดีมาก ๆ แต่ว่าไปเลือกทำงาน ในบริษัทเอกชนที่อาจจะมีสวัสดิการที่แย่กว่าแต่ให้เงินเดือนที่สูงกว่า ก็ตอบโจทย์ตาม ความต้องการของแต่ละคน สิ่งนี้เรียกว่ากลไกตลาด และไม่ได้เป็นการมองคนไม่เท่ากัน แต่อย่างไร อย่างไรก็ดีในความเป็นภาครัฐเราก็ได้มีการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ทุกคนด้วยการมี พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานนี่ละค่ะ เพื่อที่จะคุ้มครองการจ้างงานในภาคเอกชน โดยเฉพาะการจ้างที่เป็นการจ้างประจำ ดังนั้นเมื่อเราจะนำสิ่งนี้ไปเปรียบเทียบกับการจ้างงาน ในราชการ แล้วบอกว่าถ้าไม่เอา พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานไปควบคุมการจ้างงานในหน่วยงาน ราชการซึ่งมี พ.ร.บ. อื่นคุ้มครองอยู่แล้วทั้งหมดจะเป็นการไปสร้างปัญหาใหม่

อย่างไรก็ดีเท่าที่พูดมาถึงตอนนี้หลายท่านอาจจะสงสัยว่าถ้าอย่างนั้นทำไมดิฉัน ไม่เห็นด้วยกับทางกฤษฎีกาที่บอกว่าก็ไม่ต้องแก้ไขอะไรเลย จริง ๆ แล้วเห็นด้วยในเชิงหลักการ แต่เราก็ไม่ควรจะตึงตัวขนาดนั้น เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงที่ว่ามีประชาชนคนไทยเกือบครึ่งล้านคน ก็กำลังประสบปัญหาจากการถูกจ้างงานผิดประเภท ขอย้ำนะคะ การจ้างงานผิดประเภท ก็คือการไปจ้างเขาเป็นลูกจ้างเหมาบริการ ทั้ง ๆ ที่งานนั้นจำเป็นต้องมีลูกจ้างประจำอยู่ แต่การจ้างงานผิดประเภทนี้เกิดจากปัญหาในที่อื่นค่ะ เกิดจากนโยบายของ ก.พ. ที่ให้ลด อัตรากำลังไปเยอะมากเกินกว่าที่ภาครัฐจะบริหารจัดการได้ หรือบางครั้งก็เกิดจากการ บริหารที่ไม่มีประสิทธิภาพเอง จำเป็นต้องใช้คนที่มากกว่านั้น ก็จะต้องไปจ้างด้วยวิธีแบบนี้ แล้วก็ยังมีกฎที่อยู่ในกรมบัญชีกลางอีกที่สมควรจะได้รับการแก้ไข รวมถึงกฎในกระทรวงต่าง ๆ ที่ถ้าเกิดว่าอยากจะรับรองสิทธิของพนักงานเหล่านั้นก็ทำได้นะคะ ดิฉันขอให้ไปดูสำนักงาน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เขามีการจ้างเหมาบริการเหมือนกัน แต่มีการดูแล ลูกจ้างดีกว่าหน่วยงานอื่น ๆ ซึ่งทุกหน่วยงานในประเทศสามารถเอาตรงนั้นเป็น Model แล้วก็ ทำตามได้หมด แต่เมื่อในวันนี้เรายังมีปัญหาจริง ๆ อยู่ก็คือมีลูกจ้างถูกละเมิดด้วยการจ้างงาน ผิดประเภทแบบนี้ จึงเป็นสาเหตุให้ดิฉันสนับสนุนร่างของท่านประธานวรศิษฎ์ ซึ่งเหมือนเป็น การมาเจอกันตรงกลาง อาจจะไม่ได้ตรงกับหลักการเป๊ะ เพราะจริง ๆ เราก็ไม่ควรจะเอา พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานไปล่วงล้ำกับกฎหมายที่มี พ.ร.บ. เท่า ๆ กันกำกับอยู่ แต่มันเป็น การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ แล้วก็มีเหตุผลเพียงพอที่จะไปบิดอะไรนิดหน่อยเพื่อที่จะให้ แก้ปัญหาที่มันก้อนใหญ่พอก็คือประชาชนหลายแสนคนที่ถูกจ้างในลักษณะนี้อยู่ การเลือกโหวตสนับสนุนร่างของท่านวรศิษฎ์คือการช่วยกันแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากับลูกจ้าง ที่ถูกจ้างเหมาบริการและถูกกำกับเหมือนลูกจ้างประจำเลย แต่ว่าไม่ได้มีสวัสดิการเท่ากัน แต่จะไม่เป็นการไปสร้างปัญหาใหม่ด้วยการไปทำลายกลไกตลาด ไปทำลายระเบียบการจ้าง ไปทำลายสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ในหน่วยงานราชการที่เขาจัด Package เอาไว้แล้วค่ะ เขาจัด Package เอาไว้แล้วว่าเขาจะให้สิทธิประโยชน์กับข้าราชการอย่างไร พนักงานราชการ อย่างไร การจ้างชั่วคราว ลูกจ้างประจำ การจ้างที่ปรึกษา การจ้างออกแบบหรือควบคุมงาน อย่างไร บางครั้งคนเราเวลาถูกจ้างในระยะสั้นสิทธิประโยชน์ที่เขาได้อาจจะไม่ใช่วันหยุด วันลา ไม่ใช่วันลาคลอด หรือไม่ใช่ OT แต่คือเงินค่าจ้างในอัตราที่สูงกว่า และนั่นก็เป็น ทางเลือกของคนทุก ๆ คนที่ควรจะมีสิทธิที่จะเลือกได้

ดังนั้นดิฉันจึงอยากขอสรุปว่าที่สนับสนุนร่างที่เป็นร่างหลักที่กรรมาธิการ รับเข้ามาพิจารณาก็เพราะว่าเป็นการแก้ปัญหาที่มีอยู่จริงคือปัญหาการจ้างงานผิดประเภท ในพนักงานจ้างเหมาได้ แต่จะไม่เป็นการไปสร้างปัญหาใหม่ในแบบที่ร่างที่กรรมาธิการส่วนใหญ่ ได้เห็นชอบมาก็คือการเขียนคลุมไปหมดเลย ด้วยการใช้คำว่าลูกจ้างทุกประเภท ทุกประเภท คือใครบ้าง แต่ละกระทรวงต้องไปดู ด้วยการใช้คำว่าต้องได้สิทธิประโยชน์เท่ากับ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน ทั้ง ๆ ที่ใน Package ที่เขาได้มานั้นอาจจะมีสิทธิประโยชน์ที่เหนือกว่า อยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ได้ตรงกันเป๊ะ ๆ เท่านั้นเอง และการไม่รับร่างที่ กมธ. เสียงส่วนใหญ่ เห็นชอบคือการไม่ผลักปัญหาไปให้กับรัฐมนตรีในทุก ๆ กระทรวง เพราะในร่างนั้นไปเขียน ไว้ว่าต้องทำตามนี้ ต้องให้สิทธิประโยชน์ลูกจ้างทุกประเภทเท่ากับ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน แต่ให้รัฐมนตรีในแต่ละกระทรวงมีสิทธิที่จะออกกฎกระทรวงมายกเว้นการบังคับได้ นั่นคือ การไปเปิดกล่องปัญหาใหม่ที่ไม่เคยมีอยู่ก่อน เป็นการไปเปิดกล่องปัญหาใหม่และผลักภาระ ให้กับรัฐมนตรีซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะออกกฎมาอย่างไร แล้วเมื่อออกกฎมาแล้วจะมีข้อร้องเรียน มีคดีความเกิดขึ้นหรือไม่ ต้องเป็นปัญหาในการตีความกันอีก ด้วยเหตุผลทั้งหมดที่ว่ามา ดิฉันเห็นว่าร่างของท่านประธานวรศิษฎ์นั้นตอบโจทย์ทั้งการแก้ปัญหาที่มีอยู่จริง ไม่เป็น การบิดหลักการมากจนเกินไป และไม่สร้างปัญหาใหม่ค่ะ ขอบคุณค่ะ