พนิดา มงคลสวัสดิ์ อภิปรายสนับสนุนมาตรา 3 ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน ฉบับใหม่ โดยเน้นการคุ้มครองแรงงานในภาครัฐที่จ้างแบบเหมา ซึ่งขาดสิทธิประโยชน์พื้นฐาน พร้อมเรียกร้องให้รัฐกำหนดสัญญาจ้างอย่างเป็นธรรมเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิและสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการแรงงาน ย้ำความจำเป็นของมาตรานี้ในการยกระดับมาตรฐานแรงงาน เสริมสร้างความมั่นคงและเสมอภาค รวมถึงผลักดันให้รัฐเป็นแบบอย่างนายจ้างที่เป็นธรรม ซึ่งถือเป็นการลงทุนในอนาคตของประเทศและสังคมโดยรวม
เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน พนิดา มงคลสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ เขต ๑ อำเภอเมือง ตำบลท้ายบ้าน ปากน้ำ บางเมือง บางโปรง บางด้วน พรรคประชาชน ดิฉันขอร่วมอภิปราย สนับสนุนมาตรา ๓ ของร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ฉบับนี้ ด้วยความ เชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่ามาตรานี้คือกลไกสำคัญที่จะหยุดการละเมิดสิทธิแรงงานภาครัฐ และสร้างมาตรฐานขั้นต่ำในการจ้างงานที่เป็นธรรมค่ะ เพราะมาตรานี้คือหัวใจที่จะช่วย ปลดล็อกความเหลื่อมล้ำของแรงงานไทยที่ถูกแยกออกจากการคุ้มครองตามกฎหมาย มาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะแรงงานในภาครัฐที่อยู่ในสถานะของผู้รับเหมา แรงงานจ้างเหมา หรือพนักงานชั่วคราว ที่วันนี้ไม่มีหลักประกันสิทธิขั้นพื้นฐาน ทั้งสิทธิลาป่วย ลาคลอด ประกันสังคม หรือแม้แต่การได้รับค่าจ้างขั้นต่ำที่สมเหตุสมผลค่ะ มาตรา ๓ วางหลักไว้ ชัดเจนว่าจะต้องจัดให้แรงงานทุกประเภทได้รับสิทธิประโยชน์ไม่ต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด ประเด็นสำคัญที่ดิฉันอยากจะเน้นให้เห็นถึงความสำคัญของการผ่านมาตรานี้ ก็คือ
ประเด็นที่ ๑ แรงงานในหน่วยงานของรัฐกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อลดต้นทุน โดยรัฐเอง หน่วยงานภาครัฐจำนวนมากหันมาใช้การจ้างเหมาบุคคลธรรมดาแทนการบรรจุ เป็นพนักงานประจำ ทั้ง ๆ ที่ลักษณะงานมีความต่อเนื่อง ความถาวร และอยู่ใต้การบังคับบัญชา อย่างชัดเจน แต่แรงงานเหล่านี้กลับไม่ได้รับการคุ้มครองใด ๆ เพราะติดช่องว่างทางกฎหมาย มาตรา ๓ นี้จะมาแก้ปัญหาตรงจุดนี้โดยบังคับให้หน่วยงานของรัฐต้องกำหนดเงื่อนไข ในสัญญาที่ผู้รับจ้างต้องได้รับสิทธิประโยชน์ไม่ต่ำกว่าที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนด เพื่อให้รัฐไม่เป็นผู้ละเมิดสิทธิแรงงานเสียเอง
ประเด็นที่ ๒ มาตรานี้ไม่ขัดกับระบบราชการ แต่เป็นการอุดช่องโหว่ให้เกิด ธรรมาภิบาลด้านแรงงาน การให้รัฐมีอำนาจในการออกกฎกระทรวงยกเว้นบางส่วนได้ ถือเป็นการสร้างความยืดหยุ่นในทางปฏิบัติ ไม่ใช่การยกเว้นโดยเสรี เพราะยังมีข้อกำหนด ขั้นต่ำที่รัฐจะต้องถือปฏิบัติต่อแรงงานคือสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐาน เช่น วันหยุด ค่าจ้างขั้นต่ำ เวลาทำงาน และความปลอดภัย สิ่งนี้สอดคล้องกับหลักการบริหารราชการแผ่นดินยุคใหม่ ที่รัฐไม่ควรละเมิดสิทธิแรงงานภายใต้ข้ออ้างของการลดต้นทุนหรือข้อจำกัดทางกฎหมาย
ประเด็นที่ ๓ นี่คือก้าวแรกของการคุ้มครองแรงงานถ้วนหน้า ประเทศไทย ไม่สามารถพูดถึงความเท่าเทียม ความยุติธรรม หรือการพัฒนาที่ยั่งยืนได้เลย หากยังมี แรงงานบางกลุ่มโดยเฉพาะในหน่วยงานภาครัฐเองที่ไม่มีแม้แต่สิทธิลาป่วย การโหวต เห็นชอบกับมาตรานี้คือการประกาศต่อสาธารณชนว่ารัฐไทยจะไม่ผลักภาระโดยการใช้ แรงงานอย่างไม่เป็นธรรมอีกต่อไป เราจะไม่ยอมให้รัฐกลายเป็นนายจ้างที่เอาเปรียบลูกจ้าง ด้วยการใช้กฎหมายเป็นเกราะกำบัง
ท่านประธานคะ ในขณะที่เรากำลังพิจารณากฎหมายฉบับนี้อยู่มีแรงงาน หลายแสนคนที่ทำงานให้กับหน่วยงานของรัฐแต่ยังไม่ได้รับการคุ้มครองที่เหมาะสม พวกเขา ทำงานหนักค่ะ มีความทุ่มเท แต่ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ตามสมควร ยกตัวอย่างจากเคสที่ดิฉัน ได้ไปพบมาในพื้นที่ แม่บ้านทำงานในเทศบาลมาหลายปี จัดว่าเป็นผู้รับเหมา ไม่มีสิทธิลาป่วย ลาคลอด แล้วเมื่อเจ็บป่วยจากการติดเชื้อโควิดถูกเลิกจ้างงานทันที ไม่มีการเยียวยาใด ๆ ครูอัตราจ้างในโรงเรียนประถมศึกษาของรัฐทำงานเหมือนครูประจำทุกประการ ได้ค่าจ้าง เพียงเดือนละ ๙,๐๐๐ บาท ไม่มีประกันสังคม ต้องรอลุ้นทุกปีว่าสัญญาจะถูกต่อหรือไม่ พนักงานไอทีในกรมของรัฐถูกจ้างในนามที่ปรึกษาภายนอก ทั้ง ๆ ที่งานประจำก็นั่งทำ โต๊ะเดียวกันกับข้าราชการประจำ อยู่ภายใต้คำสั่งหัวหน้าโดยตรงเหมือนกัน แต่ว่างานประจำ ของเขากลับไม่มีสวัสดิการหรือหลักประกันใด ๆ มารองรับเขาเลย แรงงานเหล่านี้ไม่ได้ เรียกร้องสิทธิที่เกินตัวเลยนะคะ พวกเขาเพียงแค่เรียกร้องให้รัฐปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่หลบเลี่ยงความรับผิดชอบ ผ่านข้ออ้างทางกฎหมายหรือช่องโหว่ทางสัญญา หากรัฐสภาจะไม่รับมาตรานี้จะเกิดอะไรขึ้นคะ รัฐจะยังคงจ้างงานในนามผู้รับเหมาโดยไม่ต้องคำนึงถึงสวัสดิการขั้นต่ำหรือมาตรฐานแรงงาน ใด ๆ ซึ่งจะทำให้คนจำนวนมากในหน่วยงานรัฐยังคงอยู่กับสภาพกึ่งบังคับให้ทำงานเต็มเวลา เสี่ยงเท่ากัน เหนื่อยเท่ากัน แต่ได้รับสิทธิไม่เท่ากัน ความเหลื่อมล้ำจะฝังลึกในโครงสร้าง ของประเทศ โดยที่รัฐเองกลับกลายเป็นนายจ้างที่เอาเปรียบลูกจ้างมากที่สุด ลูกจ้างภาครัฐ จำนวนมากต้องเผชิญกับความไม่มั่นคงในชีวิต ไม่มีหลักประกันรายได้ที่แน่นอน ความเหลื่อมล้ำ ในสถานที่ทำงาน ทำงานเท่ากันแต่ได้รับสิทธิไม่เท่ากัน ความเจ็บป่วยที่ไม่ได้รับการคุ้มครอง ด้านสุขภาพที่เหมาะสม หรือความไม่มั่นคงในวัยชราเพราะไม่มีเงินบำนาญหรือไม่มีเงินทดแทน สุดท้ายผลที่จะตามมาก็คือคุณภาพการให้บริการของภาครัฐจะลดลงเพราะไม่มีคนที่มี ศักยภาพเข้ามาทำงานให้กับรัฐ และสุดท้ายคนที่ทำงานอยู่ก็ไม่มีขวัญกำลังใจค่ะ แล้วเรา ไม่สามารถที่จะไปเรียกร้องให้นายจ้างเอกชนปฏิบัติตามกฎหมายอย่างมีศักดิ์ศรีได้เลยถ้ารัฐ ยังเป็นผู้ละเมิดสิทธิของแรงงานเสียเอง ดิฉันขอเรียกร้องให้เพื่อนสมาชิกในสภาผู้แทนราษฎร โหวตเห็นชอบกับมาตรานี้เพื่อความเป็นธรรมของแรงงาน สร้างมาตรฐานให้ทุกคนได้รับ การคุ้มครองแรงงานที่เท่าเทียมกัน ประเด็นที่ ๒ เพื่อความเข้มแข็งของระบบราชการ สร้างแรงจูงใจให้คนที่มีศักยภาพ คนเก่ง ๆ เข้ามาทำงานกับภาครัฐ และประเด็นที่ ๓ ความก้าวหน้าของประเทศ สร้างฐานแรงงานที่มีคุณภาพและมีขวัญกำลังใจในการพัฒนา ประเทศของเรา
ท่านประธานคะ ดิฉันขอให้ทุกท่านระลึกว่าการลงทุนในการคุ้มครองแรงงาน คือการลงทุนในอนาคตของประเทศค่ะ แรงงานที่ได้รับการคุ้มครองที่ดีจะมีประสิทธิภาพ ในการทำงานสูงขึ้น มีความผูกพันกับองค์กรมากขึ้น สร้างความมั่นคงให้กับสังคมโดยรวมได้ การผ่านมาตรา ๓ ครั้งนี้จะเป็นการแสดงให้เห็นว่าสภาผู้แทนราษฎรยืนหยัดเคียงข้างแรงงาน และจะไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบแรงงานในรูปแบบอื่นใดอีกต่อไป วันนี้จะเป็นวันสร้าง ประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญในการคุ้มครองสิทธิแรงงานไทย เราจะสร้างระบบแรงงานที่ทุกคน ได้รับการเคารพและได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างประจำ ลูกจ้าง ชั่วคราว หรือผู้รับเหมาบริการ มาตรา ๓ นี้จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ถ้อยคำทางกฎหมายเท่านั้น แต่มันคือหลักประกันสิทธิ หลักประกันศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ใช้แรงงาน ที่เราทุกคน ในห้องประชุมนี้มีหน้าที่ร่วมกันผลักดันให้เป็นจริง ดิฉันขอเชิญชวนให้เพื่อนสมาชิกทุกท่าน โหวตเห็นชอบมาตรา ๓ เพื่อแสดงเจตจำนงร่วมกันว่ารัฐไทยจะไม่ละเลยต่อความทุกข์ยาก ของพี่น้องแรงงานอีกต่อไป เราจะไม่หลบอยู่กับหลังคำว่าข้อจำกัดในระบบราชการ แต่เรา จะเดินหน้าปฏิรูประบบการจ้างงานภาครัฐให้มีความเป็นธรรม สมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่สุด เพื่อแรงงานไทยทุกคน ขอบคุณค่ะ