ณัฐวุฒิ บัวประทุม สนับสนุนร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติฉบับใหม่ โดยชี้ถึงข้อบกพร่องของการพิจารณากฎหมายในอดีต และเสนอให้มีการกำหนดคะแนนเสียงข้างมากที่สูงกว่าคะแนนงดออกเสียงเพื่อความชอบธรรม พร้อมเสนอให้จัดประชามติร่วมกับวันเลือกตั้งเพื่อประหยัดงบประมาณและเพิ่มความสะดวกผ่านระบบออนไลน์ เรียกร้องให้ร่างพ.ร.บ.ที่เคยถูกยับยั้งมีผลใช้บังคับเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน คนจังหวัดอ่างทอง ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายสนับสนุนญัตติยกร่างพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งถูกยับยั้งไว้ตามมาตรา ๑๓๗ (๓) ของรัฐธรรมนูญขึ้นพิจารณาใหม่ ของคุณพริษฐ์ วัชรสินธุ และคุณจาตุรนต์ ฉายแสง ก่อนอื่น ผมคงต้องยอมรับว่าผมเองอยู่ในสถานะเป็นรองประธานคณะกรรมาธิการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ทั้งในสภาชุดที่แล้วและในการพิจารณา ในสภาชุดนี้ ชุดผ่านที่มา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นของการพิจารณาระหว่างสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ฉะนั้นผมคงต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ในช่วงปี ๒๕๖๓ ต่อเนื่องปี ๒๕๖๔ นั้น เราเป็นการพิจารณา บนพื้นฐานที่เป็นกฎหมายยุทธศาสตร์การปฏิรูปประเทศ ซึ่งเป็นการตั้งกรรมาธิการร่วมกัน ของทั้ง ๒ สภาครับ ในขณะนั้นเรากังวลและเราห่วงแต่เพียงว่าการออกเสียงประชามติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีต้องเป็นที่ยุตินั้นอาจจำเป็นเรื่องของคะแนนเสียงที่ต้องมีความ ชอบธรรมอย่างสูงที่สุดถึงจะได้รับการยอมรับกันอย่างตรงไปตรงมาและนำไปสู่การปฏิบัติ ได้จริง แต่เราลืมนึกไปว่าจริง ๆ แล้วสมการในการออกเสียงประชามตินั้นในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่มีการลงคะแนนมาเห็นชอบ โดยที่ไม่ได้มีการรณรงค์อย่างมากพอ ในกรณีของ ผู้ที่อาจจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างนั้นก็ใช้หลักการการลงมติชั้นเดียว หรือ Simple Majority แต่เราลืมนึกไปครับว่าคะแนนเสียงระหว่างผู้ที่เห็นด้วยกับผู้ที่ไม่เห็นด้วยนั้น กรณี ของผู้ที่ไม่เห็นด้วยนั้นอาจจะรวมไปกับกรณีของผู้ที่ไม่ได้มาลงมติประชามติหรือไม่ได้มา ออกเสียงประชามติ แล้วเราต้องยอมรับครับว่าโดยกติกาว่าด้วยการออกเสียงประชามตินั้น ในกรณีของการออกเสียงนอกราชอาณาจักร การออกเสียงนอกเขต การออกเสียงล่วงหน้า แทบเป็นไปไม่ได้ในขณะที่ระบบเทคโนโลยีการสื่อสารต่าง ๆ นั้นยังมีข้อจำกัด ฉะนั้น นั่นเป็นสิ่งที่ผมไม่อาจปฏิเสธความจริงที่ผมมีส่วนร่วมในการสนับสนุนในเรื่องของ Double Majority ที่ผ่านมา แต่ในขณะนี้มีการเสนอกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติที่มี การแก้ไขใหม่ พวกเรายินดีและดีใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติที่กำลัง พิจารณา สภากำลังจะยืนยันในวันนี้ ไม่ได้พูดแค่เรื่องผลของการลงคะแนนเสียงอย่างเดียว แต่กำลังพูดถึง ๓ ส่วนด้วยกัน ส่วนที่ ๑ ก็คือเรื่องของการลงคะแนน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีการออกเสียงที่ถือเป็นข้อยุตินั้นให้มีเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง ซึ่งต้องสูงกว่า คะแนนเสียงที่ไม่แสดงความคิดเห็นในเรื่องที่จัดทำประชามติ นี่เป็นหลักการหรือเหตุผล ประการที่ ๑ ที่เรามีการแก้ไข
เหตุผลประการที่ ๒ ก็คือว่ามีการแก้ไขว่าในเมื่อการออกเสียงประชามติ ในแต่ละครั้งนั้นมีการใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก บางท่านบอกว่าอาจจะประมาณ ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาทต่อ ๑ ครั้ง บางท่านบอกว่าต้องมากกว่านั้น อาจจะถึง ๔,๐๐๐ ล้านบาท ต่อ ๑ ครั้ง ก็ในเมื่อเรามีการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการทั่วไป หรือกรณีการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภายใต้กติกา ที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน เราทำไมถึงไม่เขียนให้มีการออกเสียงประชามติไปในวันเดียวกับ วันดังกล่าวซึ่งถูกระบุในร่างที่กำลังพิจารณาในวันนี้ครับ
เหตุผลประการที่ ๓ ก็คือว่าในกรณีของการเข้าชื่อของพี่น้องประชาชน ซึ่งก็ต้องขอบพระคุณท่านประธาน พวกผมตอนแรกเป็นเสียงข้างน้อย แต่ในท้ายที่สุดกลับมา เป็นเสียงข้างมาก เพิ่มเข้าไปอีก ๒ เรื่อง ในเรื่องการออกเสียงประชามติหรือการจัดทำ ประชามติคือการเข้าชื่อของประชาชน แล้วก็การที่รัฐสภามีมติเห็นชอบหรือเห็นควรที่รัฐบาล จะต้องพิจารณาดำเนินการทำประชามติเรื่องใด แน่นอนครับจำนวนสมาชิก จำนวน ประชาชนที่ต้องเข้าชื่อนั้นเป็นจำนวนมาก แต่ในเมื่อปัจจุบันเทคโนโลยีดีขึ้นก็เปิดให้มีการ ออกเสียงประชามติในระบบออนไลน์ ฉะนั้นไม่ใช่เรื่องเดียวนะครับ ที่กำลังจะบอกว่าต้องมา ทำแบบขั้นเดียวจะเป็นไปได้อย่างไร มันจะยุติได้อย่างไร มันจะชอบธรรมได้อย่างไร แบบนั้น แบบนี้ แต่มันมีหลายเรื่องที่กำลังจะถูกพิจารณาแก้ไขไปในคราวเดียวกัน ฉะนั้นนั่นคือสิ่งที่ จำเป็นและมีความสำคัญที่ผมอยากจะให้สภาแห่งนี้ได้ยืนยันร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้
เหตุผลประการที่ ๔ คือเพื่อนสมาชิกย้ำและบอกว่าเราพูดกันมาโดยตลอดว่า เราเดินหน้าไม่สามารถนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือแม้กระทั่งการถามพี่น้องประชาชน ว่าเห็นควรให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ทั้ง ๆ ที่เราก็เห็นปัญหามากมาย เต็มไปหมดในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เพราะมันไม่มีกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ที่สมบูรณ์แบบเสียที ก็ผ่านมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๔ วันนี้ปี ๒๕๖๘ กฎหมายผ่านมา ๔ ปี ไม่เคยมี การถามประชามติพี่น้องประชาชนในเรื่องใดเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรี เห็นเป็นการสมควรหรือกฎหมายระบุให้ต้องทำ หรือแม้กระทั่งในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องไปพูดถึงญัตติที่สภาจะส่งให้ ครม. หรือการเข้าชื่อของพี่น้องประชาชน ถ้าเป็นเช่นนั้น เราทำไมไม่ถือเป็นโอกาสนี้ในการทบทวนกติกาเพื่อนำไปสู่การเปิดประตูบานแรก และปิดปากคนที่จะปิดประตูหลังกลับเข้ามาแล้วบอกว่าไม่มีเงื่อนไขในการนำไปสู่การแก้ไข รัฐธรรมนูญทั้งฉบับอีกแล้วนะ ถ้าวันนี้กติกาสมบูรณ์ จะออกมาในวันนี้ ท่านประธานจะดึงไว้ นิดหนึ่งว่าจะมีการร้องหรือไม่ ประการใด เกิดสภาเห็นชอบนำขึ้นกราบบังคมทูล ก็ใช้เวลา กันอีกไม่นานนักในการลงนาม นำไปสู่การประกาศและการมีผลบังคับใช้ ผมไม่ได้ห่วงว่า จะถูกแก้ไขได้ทันในสภาชุดนี้หรือไม่ แต่ผมคิดว่านี่คือกติกา ๑ กติกาสำคัญที่จะนำไปสู่ การเปิดช่อง คืนสิทธิในการตัดสินใจว่าพี่น้องประชาชนเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับหรือไม่ ฉะนั้นเสียงนี้ควรเป็นเสียงเดียวกับที่ส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งท่านอาจ กำลังพิจารณาในวันนี้ ตอบกลับมาสักทีครับว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นลงประชามติ ๒ ครั้ง ก็เพียงพอในการแก้ไข ตามที่พวกท่านเองได้เขียนคำวินิจฉัยส่วนตนไว้ ฉะนั้นด้วยเหตุผล ทั้งหมดผมยืนยันสนับสนุนและเห็นชอบในการลงมติ เห็นควรให้มีการดำเนินการให้ ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งถูกยับยั้งไว้นั้น ออกมาเป็นกฎหมายเพื่อนำไปสู่การรับฟังความคิดเห็นและการออกเสียง ถามประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญได้อย่างแท้จริง ขอบพระคุณครับ